WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 28, 2009

เสื้อแดงเดือนเมษา : ตอน1 - ผู้คน ดินฟ้าอากาศ และการ์ดผู้แข็งขันรอบทำเนียบฯ

ที่มา ประชาไท

กรกช เพียงใจ

ใครบางคนบอกว่า "ข้อเท็จจริง" (fact) นั้นแตกต่างจาก "ความจริง" (truth)

บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล

แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย

หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

- - - - - - - - - - - -

ค่ำวันที่ 12 เมษายน 2552

ไม่มีใครออกปากบอกให้ออกไปดูพื้นที่หรอก เพราะสถานการณ์ดูเหมือนรุนแรงขึ้นทุกขณะ ตลอดทั้งวันทีวีฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกทุบรถที่คาดว่ามีนายกฯ นั่งอยู่ ทุบรถเลขานายกฯ ลากเอาตัวออกมาได้ที่กระทรวงมหาดไทย ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวคนเสื้อแดงบุกที่ประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยา ปะทะคนเสื้อน้ำเงิน นายกรัฐมนตรีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารฮึ่มๆ ทยอยเคลื่อนเข้ากรุง ฯลฯ

ท่ามกลางข่าววุ่นวายทั้งหลาย และเงื่อนไขที่กำลังใกล้สู่การปราบปราม ฉันตัดสินใจเดินทางจากบ้านย่านชานเมืองไปหาเพื่อนสมัยเรียนที่พักอยู่ที่อพาร์ตเม้นท์แถวสะพานผ่านฟ้าโดยไม่บอกใคร เพราะกลัวโดนทัดทาน

"เค้าปิดถนนหมดแล้ว ถ้าแกหาทางมาถึงนี่ให้ได้ก็โอเค มันไม่เหลือทางไหนนอกจากแกจะเหาะมา" แม้แต่เพื่อนรักยังประเมินแบบไม่เข้าข้าง

หลังจากเดินเข้าเดินออกประตูบ้านอยู่หลายรอบ จึงตัดสินใจใช้บริการมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ซึ่งเขาก็ไม่รับปากว่าจะไปส่งได้ถึงที่อยู่ดี

0000

สภาพของกรุงเทพฯ คืนนั้นในยามสองสามทุ่ม ดูเงียบเชียบผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด มอเตอร์ไซค์คันน้อยวิ่งฉิวเกินไปจนทำให้รู้สึกวังเวง แล้วเราก็เริ่มพบด่านสกัดตั้งแต่แยกศรีอยุธยา ไล่ไปถึงแยกราชเทวี อุรุพงษ์ ยมราช และตลอดทั้งเส้นหลานหลวงยาวถึงผ่านฟ้า มันเป็นด่านของกลุ่มคนเสื้อแดงที่บ้างก็เอารถแท็กซี่หรือรถเครื่องเสียงมากั้น บ้างไปยึดรถเมล์มาขวาง แต่ละจุดมีคนไม่มากนัก ตั้งแต่ยี่สิบกว่าคนถึงสี่ห้าสิบคน พวกเขากั้นไม่ให้รถวิ่ง แต่สำหรับมอเตอร์ไซด์แล้วผ่านได้ และมีคนเสื้อแดงบางคนคอยบอกเส้นทางที่สะดวกที่สุดในการสัญจร

ฉันแวะเอากระเป๋าไปเก็บที่หอเพื่อนซึ่งทำหน้าตกใจเหมือนว่าฉันเหาะมาจริงๆ แล้วก็ลากกล้องดิจิตอลป๊อกแป๊กที่มีออกเดินไปตามถนนราชดำเนินนอก มุ่งหน้าไปยังเวทีหลักที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงประมาณสี่ห้าทุ่ม ถนนเงียบเชียบ แต่ละแยกมีรถเมล์ขวางอยู่ พร้อมคนจำนวนหนึ่ง แต่ยิ่งใกล้ทำเนียบฯ คนก็เริ่มหนาแน่นขึ้น โดยบรรดาการ์ดที่พบเจอในทุกๆ จุด จะเห็นมีผู้หญิงร่วมอยู่ด้วยจำนวนไม่น้อย ฉันไม่รู้ว่าจุดอื่นๆ เป็นอย่างไร แต่บริเวณนี้พวกเขาดูไม่ถมึงทึงแบบการ์ดมืออาชีพสักเท่าไร หากแต่ดูกระตือรือร้นเกินปกติ บ้างถือไม้ประจำกาย บ้างเดินไปเดินมา เข้าใจว่าไม่ได้มีการจัดการเป็นระบบและอาศัย "การ์ดอาสา" เป็นหลัก เพราะฉันเห็นคนหนึ่งถือพลั่วด้วย

ที่แยก จปร.ฉันเจอกับรุ่นพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง โดยปกติเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่มักสิงสถิตอยู่ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างมีบรรยากาศการถกเถียงทางวิชาการสูง เขาชวนเพื่อนในเว็บบอร์ดมากันสองสามคน ใส่เสื้อยืดธรรมดาแต่มีผ้าพันคอแดงผูกไว้ ถามไถ่ไล่เรียงไปปรากฏว่าเพิ่งมาร่วมสมทบในช่วงเย็นหลังจากเขาปิดถนนกันแล้ว

"ไม่ไหว ต้องออกมาช่วยพวกเสื้อแดงหน่อย" เขาว่าอย่างนั้น

ภาพ: สุเจน กรรพฤทธิ์

0000

ผู้คนในค่ำคืนนั้นหนาตากว่าปกติมาก มีจอโปรเจ็กเตอร์ฉายการปราศรัยจากเวทีใหญ่เพิ่มขึ้นหลายจุดบริเวณถนนราชดำเนินนอก มีคนนั่งกระจายดูการปราศรัยตามจุดต่างๆ มากพอสมควร เมื่อเดินไปในทำเนียบฯ บรรยากาศก็ยังคงคึกคัก แผงของกินยังเปิดขายละลานตา

ผู้ชุมนุมหลายคนเริ่มพักผ่อนเอาแรง ไล่ตั้งแต่นอนแผ่ในเต็นท์ ข้างถนน ไปจนถึงนั่งหลับอยู่ตามที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นประชาชนจากต่างจังหวัดที่ปักหลักอยู่กันมาหลายวันแล้ว แต่จากการสอบถามก็พบว่ามีผู้ชุมนุมชาวกรุงเทพฯ หลายคนที่เคยไปๆ กลับๆ ตัดสินใจนอนค้างเพราะกลัวว่าจะมีการสลายการชุมนุมเร็วๆ นี้ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าเมื่อไหร่

เมื่อเดินสำรวจไปถึงแถวลานพระบรมรูปทรงม้าก็เห็นมีคนปักหลักอยู่พอสมควร นักข่าวฝรั่งคนหนึ่งมีปลอกแขน "PRESS" หมวกกันน็อก "PRESS" ขับมอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าฉันซึ่งกำลังปวดขาอย่างยิ่งไป เขาไปจอดที่กลุ่มของนักข่าวฝรั่งที่กำลังสัมภาษณ์ลุงเสื้อแดงคนหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ก็ได้พบนักข่าวไทยที่ทำงานในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งที่ฉันรู้จักอยู่ในนั้นด้วย เขาและกองทัพนักข่าวต่างประเทศจึงชวนฉันเดินไปสัมภาษณ์แกนนำหลังเวทีข้างทำเนียบฯ ด้วยกัน

ผู้ประสานงานหลังเวทีจัดแจงให้บรรดานักข่าวต่างประเทศ 6-7 คนขึ้นไปสัมภาษณ์แกนนำที่กำลังนอนหลับอยู่บนรถบัสหลังเวที แบบปลุกขึ้นมาจากเบาะแล้วนั่งคุยกันในนั้นเลย อาจเพราะข้างนอกเสียงดังตลอดเวลากระมัง เขาถึงได้อดทนคุยกันบนรถแบบค่อนข้างแออัด จรัล ดิษฐาอภิชัย คือเป้าหมาย ขณะที่ยังมีอีกสองสามคนนอนอยู่บนรถด้วย จรัลพูดถึงความยากลำบากในการคุมมวลชนที่เดินหน้าไปไกล และเรียกร้องให้แกนนำทำอะไรเสียบ้าง เช่น บุกบ้านพล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) และเขาต้องพยายามตามมวลชนให้ทัน โดยที่ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างนับแต่นี้ อย่างไรก็ดี นี่สะท้อนภาวะบางอย่างของแกนนำ แต่อาจไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด

จากนั้นจักรภาพ เพ็ญแข ก็เดินขึ้นมาและถูกนักข่าวถามเป็นรายต่อมา เขาพูดถึงความแตกต่างว่านี่ไม่ใช่สงครามกลางเมือง หากแต่เป็น civil war และรายละเอียดหลายอย่างที่ฉันได้ยินไม่ค่อยถนัด และกระทั่งถึงแปลไม่ออก นอกจากนี้เขายังเป็นล่ามให้สุรชัย แซ่ด่าน (ด่านวัฒนานุสรณ์) ที่ขึ้นมาให้ข่าวเรื่องที่กลุ่มเสื้อแดงยึดอาวุธสงครามจากรถจีเอ็มซีของทหารได้จากบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และในเวลาต่อมาทางเวทีได้ฉายคลิปหลักฐานเหตุการณ์นี้ให้ผู้ชุมนุมดู มีอาวุธปืนเอ็ม 16 แบบพับฐานสองลังที่คนเสื้อแดงประสานทางตำรวจให้ยึดจากรถทหารนำไปเก็บไว้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นคนบรรยายภาพคลิปนั้น และเรียกเสียงหัวเราะ เสียงเฮ จากผู้ชุมนุมได้เป็นระยะๆ

หลังจากนักข่าวต่างประเทศแยกย้ายกลับ นักข่าวหนังสือพิมพ์ไทยคนหนึ่งวิ่งเข้ามาถามนักข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ฉันรู้จักว่าจักรภพพูดกับนักข่าวต่างประเทศอย่างไรบ้าง โดยให้เหตุผลว่าจักรภพมักพูดกับนักข่าวไทยอย่างหนึ่ง พูดกับนักข่าวต่างประเทศอีกแบบหนึ่ง นักข่าวหนังสือพิมพ์ต่างประเทศออกอาการเหนื่อย ขี้เกียจเล่า จึงเกิดการถกเถียงกันพักหนึ่ง ก่อนพวกเขาจะแยกย้ายต่างคนต่างไป

0000

ฉันเดินวนๆ อยู่ในนั้นอีกจนตีสองกว่าจึงเดินกลับออกมาที่หอเพื่อนเพื่องีบเอาแรง ระหว่างทางเห็นบรรดาการ์ดทั้งชาย หญิงนอนแผ่กันบนสนามหญ้าริมฟุตบาทถนนราชดำเนินกลาง กำไม้อันยาวๆ ไว้กับตัว บางคนเอาผ้าเช็ดตัวคลุมตลอดหัวยันเท้าป้องกันฝูงยุง รถเมล์ปรับอากาศที่ยึดมาปิดถนน ตอนนี้กลายเป็นห้องนอนติดแอร์ของคนเสื้อแดงที่ขึ้นไปนั่งงีบกันเต็มคันรถ

ที่เชิงสะพานผ่านฟ้า ช่างภาพของหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่นั่งรวมกลุ่มอยู่กันที่นี่ คละๆ ไปกับกลุ่มประชาชนที่ปิดถนนแถวนั้น อากาศร้อนอบอ้าว ยุงก็เยอะ ใจคิดอยากจะชวนพวกเขาไปล้างหน้าล้างตาเหมือนกันแต่ก็เกรงใจเพื่อน ฉันเลยกลับมาพักผ่อนนอนหลับแต่ผู้เดียว

โปรดติดตามตอนต่อไป

8 เม.ย. มีการชุมนุมใหญ่หน้าทำเนียบฯ และเคลื่อนไปยังหน้าบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลังจากที่เริ่มต้นมาตั้งวันที่ 26 มี.ค.

9 เม.ย.กลุ่มเสื้อแดงได้กระจายการชุมนุมไปยังกระทรวงต่างๆ

10 เม.ย. กลุ่มเสื้อแดงบางส่วนยึดถนนโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และจุดอื่นๆ จากนั้นในจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำได้ประกาศให้กลุ่มเสื้อแดงยุติการปิดถนนเพื่อมารวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล คอยติดตามผลการปิดล้อมการประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยา

11 เม.ย. - เสื้อแดงบุกเข้าที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน +3 +6 ที่พัทยา หลังจากปะทะกับกลุ่มเสื้อน้ำเงิน จนในที่สุดต้องมีการเลื่อนการประชุมและส่งผู้นำประเทศต่างๆ กลับประเทศ จากนั้นอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงที่พัทยา และจังหวัดชลบุรี ก่อนจะประกาศยกเลิกในช่วงค่ำ

12 เม.ย. - ในช่วงสายมีข่าว นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ถูกจับกุมที่บ้านพักและนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปพร้อมนายจตุพร พรหมพันธุ์ โดยไม่รู้ที่หมาย จากนั้นจึงมีข่าวว่าได้นำตัวนายอริสมันต์ไปยังค่ายนเรศวน จ.ประจวบฯ นอกจากนี้ยังมีการออกหมายจับเพิ่มเติมแกนนำอีก 4 คนในหลายข้อหา เช่น มั่วสุม กระทำการทางวาจาเพื่อให้มีการล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน กีดขวางการจราจร

ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และ จ.นนทบุรี อ.เมือง จ.สมุทรปราการ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.บางบ่อ อ.บางเสาธง ,อ.ธัญบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก อ.ลำลุกกา อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ,อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และอ.วังน้อย อ.บางปะอิน อ.บางไทน อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

ก่อนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ได้ระดมผู้ชุมนุมไปขัดขวางการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งนายกฯ จะแถลงที่กระทรวงมหาดไทย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ได้บุกเข้าไปภายในกระทรวง บุกทำลายรถประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีด้วยความโกรธแค้น มีการยิงปืนขึ้นฟ้าโดยการ์ดที่ดูแลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และเกิดการบุกทุบรถขึ้นจนทำให้การ์ดประจำตัวนายกฯ และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาฯ นายกรัฐมนตรีได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสข่าวลือว่ามีคนเสื้อแดงที่ถูกยิงและถูกลากตัวเข้าไปไว้ภายในกระทรวง ในภายหลังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ออกมาให้การปฏิเสธ

ในช่วงเย็น สัญญาณภาพของสถานีโทรทัศน์ดีทีวีได้หยุดออกอากาศรายงานสดการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง โดยทางดาวเทียมไทยคมแจ้งว่าได้รับคำสั่งจากรัฐบาลหลังจากมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุนเฉิน แต่ไม่ถึงสองชั่วโมงก็กลับมาใช้ได้อีกครั้ง

กองทัพจัดส่งกำลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 56 กองร้อย ตามแผน "อาร์มทอง" เพื่อดูแลสถานที่ราชการสำคัญ

ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องทุกคนเตรียมอยู่ในที่ตั้ง ดูแลความปลอดภัยของประชาชนกันเองในทุกพื้นที่ และเตรียมพร้อมใช้พลังโดยทันที เมื่อถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ

เครือข่ายพลเมืองเน็ต แจ้งข่าวการดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต่อพลเมืองเน็ต

ที่มา ประชาไท

26 พ.ค.52 เครือข่ายพลเมืองเน็ต ออกใบแจ้งข่าว การดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ต่อพลเมืองเน็ต โดยระบุถึงความคืบหน้าของ 2 คดีที่เกี่ยวข้อง คือ คดีของสุวิชา ท่าค้อ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และคดีของจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการและผู้ดูแลเว็บบอร์ดของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท http://www.prachatai.com/webboard

ในคดีของสุวิชา ท่าค้อ ซึ่งถูกจับและดำเนินคดี ภายใต้ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2552 เนื่องจากการเผยแพร่เนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวผ่านสื่อออนไลน์ จากนั้นเมื่อวันที่ 3 เม.ย.2552 ศาลอาญาชั้นต้นได้ตัดสินโทษจำคุก 20 ปี แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคือ 10 ปี จากนั้นสุวิชาและครอบครัวเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากครบกำหนดอุทธรณ์ 30 วัน (3 พ.ค.52) ซึ่งสุวิชาตัดสินใจไม่อุทธรณ์

ความคืบหน้าล่าสุด อัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน (ถึง 1 มิ.ย. 52) จึง ทำให้ในขณะนี้ คดีของสุวิชาไม่สามารถดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษได้ ต้องรอผลการตัดสินใจของพนักงานอัยการก่อนว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

ส่วน คดีของจีรนุช เปรมชัยพร ซึ่งถูกกองปราบปรามจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 6 มี.ค.2552 ด้วยข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 เนื่องเพราะไม่ได้ลบข้อความในเว็บบอร์ดที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายดังกล่าวภายในเกณฑ์ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้ ในขณะที่จีรนุชได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ เนื่องเพราะได้ลบข้อความดังกล่าวออกแล้วทันทีที่ได้รับแจ้งและได้ให้ความ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายตลอดมา

ความคืบหน้าล่าสุด กองปราบปรามได้สรุปสำนวนทั้งหมดเพื่อส่งคดีดังกล่าวไปที่พนักงานอัยการ โดยได้นัดจีรนุชที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก เพื่อรายงานตัวและประกันตัวในชั้นอัยการในวันจันทร์ที่ 1 มิ.ย.2552 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

เครือข่ายพลเมืองเน็ต ได้แสดงความเห็นว่าการดำเนินคดีทั้ง 2 คดีดังกล่าว มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองเน็ตและของสังคมไทยโดยรวม พร้อมขอให้พลเมืองเน็ต รวมถึงสาธารณะชนติดตามข่าวสารในกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด อีกทั้งขอให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทุกส่วนให้ความเป็นธรรมอย่างไม่ล่าช้า ต่อผู้ถูกกล่าวหาและจำเลย โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกกล่าวหาและจำเลย บนพื้นฐานมนุษยธรรมที่รัฐพึงมีต่อพลเมือง เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกของพลเมืองและการทำงานของสื่อหนังสือพิมพ์นั้นมีลักษณะสำคัญของการใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่แตกต่างจากการกระทำความผิดทางอาญาทั่วไป และได้รับการคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ทั้งนี้ ตั้งแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2550 ได้มีผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก หลายคดีส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลในการบังคับใช้กฎหมายอย่างคลุมเครือขาด ความชัดเจน พลเมืองเน็ตตกอยู่ในบรรยากาศแห่งความกลัว โดยเฉพาะการตีความโดยเจ้าหน้าที่รัฐในบทบัญญัติความผิด มาตรา 14 และ 15

มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 14 (2) นำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน

มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจ สนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่: http://thainetizen.org

หน้าตาอันบิดเบี้ยวของ ‘ความเป็นธรรม’

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

เมื่อ คุณหมอประเวศ วะสี ออกมาแสดงความเห็นว่า ความเป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ของสังคมทุกสังคม และ ความไม่เป็นธรรมคือมูลเหตุความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทย ที่เป็นมาและเป็นอยู่ในขณะนี้ หากแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมไม่ได้บ้านเมืองคงหนีไม่พ้น กลียุค

ดูเหมือนว่า สื่อ นักวิชาการ และคนอื่นๆ ที่ใส่ใจปัญหาบ้านเมืองจะเห็นด้วยกับคุณหมอประเวศในประเด็นดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่เห็นการผลักดันที่เป็นรูปธรรมในการทำให้ปัญหาความไม่เป็นธรรมเป็นโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปการเมือง หรือการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมที่กำลังทำกันอยู่ ยิ่งมองย้อนอดีตเรายิ่งเห็นชัดว่าปัญหาความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ในวงจำกัดของนักวิชาการ นักต่อสู้ทางการเมือง และเอ็นจีโอส่วนน้อยเท่านั้น

ปัญหาความไม่เป็นธรรมไม่เคยเป็นประเด็นใหญ่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใดเลย ไม่เคยปรากฏเป็นประเด็นหลักในนโยบายของพรรคการเมือง หรือรัฐบาลใด ไม่เคยเป็นประเด็นสาธารณะที่ถือเป็นวาระแห่งชาติ

จะว่าไปแล้ว สังคมไทยยังไม่มีการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องความเป็นธรรมหรือความไม่เป็นธรรมกันอย่างกว้างขวางจริงจัง และดูเหมือนจะไม่ชัดเจนว่า หน้าตา ของ ความเป็นธรรม ในจินตนาการของสังคมไทยเป็นอย่างไร

อย่างน้อย ก็มีคนระดับ (ที่เคยเป็น) นายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ถึง 2 คน ได้เสนอภาพของความเป็นธรรมอย่างคลุมเครือ

คนหนึ่งเป็น (อดีต) นายกรัฐมนตรีที่มาจาก ลูกชาวบ้าน ได้ยกตัวอย่างภาพของความเป็นธรรมว่า สิทธิที่จะได้รับแจกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน สปก.4-01 เป็นสิทธิเสมอภาคกันของคนทุกชนชั้น เปรียบเหมือนการสอบชิงทุนเรียนต่อ ไม่ว่าลูกเศรษฐี ชาวนา หรือยาจก ก็มีสิทธิ์สอบชิงทุนภายใต้กติกาเดียวกัน ใครมีความสามารถมากกว่าก็ได้ไป

ตลอดชีวิต นักการเมืองอาชีพ อันยาวนานของนายกฯ ท่านนี้ ภาพที่สังคมรับรู้กันคือเป็นคนเจ้าหลักการ ซื่อสัตย์ สมถะ มาจากลูกชาวบ้านแม่ค้าขายพุงปลา แต่ไม่ปรากฏชัดเจนว่าท่านผู้นี้มีอุดมการณ์เพื่อคนรากหญ้าหรือคนชั้นล่าง ไม่ปรากฏว่าท่านมีแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร และท่านจะใช้ความสามารถในฐานะนักการเมืองอาชีพผลักดันให้เกิดโครงสร้างที่เป็นธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ อย่างสอดคล้องกับบริบทที่เป็นจริงของสังคมไทยอย่างไร

ที่ปรากฏชัดเป็นพิเศษก็คือ ในสมัยที่ท่านกุมอำนาจรัฐ ได้มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่กดดัน จับกุม ชาวบ้านไร้ทำกินที่บุกรุกป่าสงวนอย่างเอาการเอางาน ภายใต้หลักการที่ว่า ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย (แต่ไม่ปรากฏว่ามีการจับกุมนายทุนบุกรุกป่าแม้แต่รายเดียว) มีการใช้สุนัขตำรวจขับไล่กลุ่มเกษตรกรที่มาชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมหน้าทำเนียบรัฐบาลแทนการลงมาจับเข่าคุยกันในฐานะ ประชาชน กับ ผู้อาสามารับใช้ประชาชน ด้วยถ้อยทีที่เคารพให้เกียรติกันและกัน และที่ชัดเจนอีกเรื่องก็คือ การบิด เจตนารมณ์ของกฎหมายแจก สปก.ปสก.4-10 ดังกล่าวแล้ว

วาทกรรมว่าด้วยความเป็นธรรมของ (อดีต) นายกรัฐมนตรีไทยอีกคนหนึ่ง คือ จังหวัดไหนที่เลือกพรรคไทยรักไทยจะให้การดูแลเป็นพิเศษในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ นายกฯ คนนี้มาจากนักธุรกิจมหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของประเทศ ไม่ชัดเจนว่าท่านมีความคิดเห็นต่อโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมด้านต่างๆ ของสังคมไทยอย่างไร และมีแนวทางการเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับโครงสร้างอย่างไร นอกจากนโยบายที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นประชานิยมแบบทำการตลาดทางการเมืองทับซ้อนกับการบริหารกิจการบ้านเมืองราวกับว่าประเทศเป็นบริษัทของท่านอะไรทำนองนั้น

ในทางทฤษฎีแล้ว เราอาจวิเคราะห์ได้ว่า ความเป็นธรรม ตามความคิดของ (อดีต) นายกฯ คนแรก คือความเป็นธรรมในความหมายของแนวคิดแบบเสรีนิยม (liberalism) ที่ถือว่าความเป็นธรรมคือการที่สมาชิกทุกคนของสังคมมีเสรีภาพในการแข่งขันอย่างเท่าเทียมภายใต้กติกาเดียวกัน เช่น กติกาการสอบชิงทุนไม่ว่าคนชั้นไหน จะร่ำรวย หรือยากดีมีจนอย่างไรก็ต้องมีสิทธิ์สอบแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน

การที่ปัจเจกบุคคลไม่ว่าจะต่างกันทั้งเรื่องฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ ความโง่ ฉลาด เพศ สีผิว การศึกษา ความเชื่อ ฯลฯ มีสิทธิเสรีในการแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน นี่คือความเป็นธรรมตามแนวคิดเสรีนิยม

แต่ปัญหาของความเป็นธรรมตามแนวคิดนี้คือ ความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจ และชนชั้นทางสังคมย่อมส่งผลต่อ ความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การสอบชิงทุนเรียนต่อ เอาลูกคนจนที่อยู่ในสถานะเสียเปรียบแทบทุกด้าน มาแข่งขันกับลูกคนรวยที่อยู่ในสถานะได้เปรียบทุกด้าน เช่นได้กินอาหารดีๆ เข้าเรียนโรงเรียนดีๆ เรียนพิเศษที่บ้านหรือที่โรงเรียนกวดวิชาดีๆ ภายใต้กติกาหรือเงื่อนไขเดียวกัน ยังไงๆ ลูกคนจนก็ย่อมแพ้ตลอด (และย่อมแพ้ในแทบทุกเกมการแข่งขัน) แม้แต่เกมการชิง สปก.4-01 คนรวยที่มีโอกาสเข้ายึดกุมอำนาจรัฐ สามารถเข้าถึง หรือสนิทชิดเชื้อกับอำนาจรัฐได้มากกว่าก็ย่อมชนะตลอดกาล

ส่วนแนวคิดของ (อดีต) นายกฯ คนหลัง ถ้าดูจากแนวคิดที่ยกมาข้างต้น ความเป็นธรรมตามความหมายของท่านไม่อาจจัดเข้าได้กับทฤษฎีความเป็นธรรม (theory of justice) หลักๆ ที่ศึกษากันอยู่ในทางปรัชญาสังคมการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีความเป็นธรรมแบบเสรีนิยมที่ยึด เสรีภาพในการแข่งขันเป็นเกณฑ์สำคัญของความเป็นธรรม ทฤษฎีสังคมนิยมที่ยึดความเสมอภาคเป็นเกณฑ์สำคัญของความเป็นธรรม หรือทฤษฎีที่บูรณาการจุดแข็งของเสรีนิยมกับสังคมนิยมเข้าด้วยกันอย่างทฤษฎีความเป็นธรรมของ จอห์น รอลส์ ที่ยึดหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค และหลักการปกป้องคุ้มครองสมาชิกของสังคมที่อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบให้ได้รับโอกาสพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้ใกล้เคียงกับคนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสถานะเช่นนั้น

ความเป็นธรรมตามความคิดที่ว่า จังหวัดไหนที่เลือกพรรคไทยรักไทยจะให้การดูแลเป็นพิเศษในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ นั้น น่าจะหมายถึงความเป็นธรรมตามลัทธิทุนนิยมที่ยึด ทุน-กำไร เป็นเกณฑ์ ดังนั้น การเลือกตั้งถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งที่สมควรได้กำไรคือการดูแลเป็นพิเศษในเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้ แต่ปัญหาของความเป็นธรรมตามแนวคิดเช่นนี้คือ รัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลของเสียงข้างมากที่ลงคะแนนสนับสนุนเท่านั้น ไม่ใช่รัฐบาลของคนทั้งประเทศ

จะเห็นได้ว่าความเป็นธรรมตามจินตนาการของคนระดับนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน ของประเทศนี้ มี หน้าตาที่ผิดเบี้ยว บิดเบี้ยว 1 เพราะปฏิเสธหลักการความเป็นธรรมที่สังคมควรกำหนดโครงสร้างบางอย่างเพื่อคุ้มครอง ปกป้อง หรือสร้างโอกาสให้คนจนคนชั้นล่างได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ใกล้เคียงกับคนในชนชั้นอื่นๆ บิดเบี้ยว 2 เพราะไปให้สิทธิพิเศษแก่ประชากรของประเทศที่เลือกรัฐบาลซึ่งเป็นการทำลายหลักการความเสมอภาคทางสิทธิของสมาชิกแห่งรัฐ

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ อาจไม่ลงลึกในรายละเอียดของความคิดและผลงานของ (อดีต) นายกฯ ทั้งสองที่ยกมาเป็นกรณีศึกษา และอาจไม่เป็นธรรมที่จะนำเพียงคำพูดประโยคสั้นๆ มาตัดสินทั้งสองท่าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำพูดหรือหลักการที่ท่านทั้งสองเสนอต่อสาธารณะได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่ามันเป็นคำพูดหรือหลักการที่ให้ภาพ หน้าตาอันบิดเบี้ยว ของ ความเป็นธรรม

ดังนั้น ถ้าคนระดับ (อดีต) นายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ถึง 2 คน ยังฉายภาพความเป็นธรรมที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ และในปัจจุบันสังคมก็เห็นว่าความไม่เป็นธรรมเป็นมูลเหตุสำคัญของความแตกแยก พร้อมกับเกิดปรากฏการณ์เรียกร้องความเป็นธรรมผ่านเวทีต่อสู้ทางการเมืองต่างๆ การผลักดันให้ประเด็นความไม่เป็นธรรมเป็นวาระของสังคมไทย และร่วมกันสร้างจินตนาการใหม่เกี่ยวกับ หน้าตา (ที่ไม่บิดเบี้ยว) ของ ความเป็นธรรม เพื่อนำไปสู่การกำหนดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่เป็นธรรมมากขึ้น น่าจะเป็นภารกิจที่ทุกสีทุกฝ่ายควรเอาจริงเอาจังอย่างเป็นพิเศษ

เราควรเรียกร้องสามัคคีหรือความเป็นธรรม?

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง การเดินขบวนประท้วง เกิดความรุนแรงมากบ้าง น้อยบ้าง ขึ้นครั้งใด ชนชั้นนำในสังคมไทยก็มักจะออกมาเรียกร้องให้คนในสังคมรู้รักสามัคคี ให้เลิกทะเลาะกัน หันหน้ามาปรองดองสมานฉันท์กัน เพื่อให้ประเทศชาติได้เดินหน้าต่อไป

แต่ข้อเรียกทำนองนี้นับวันจะยิ่งห่างไกลความสำเร็จ เพราะ...

1.ข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนทรรศนะพื้นฐานของชนชั้นนำต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มองด้านเดียวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองเป็น ความวุ่นวายที่ทำลายความสงบของชาติ และความสงบของชาติจะมีไม่ได้ถ้าคนในชาติไม่สามัคคี ซึ่งสามัคคีมีความหมายสำคัญว่าต้องเคารพเชื่อฟังอำนาจรัฐ ไม่ขัดแย้ง ไม่เดินขบวนต่อต้าน ฯลฯ

ทรรศนะพื้นฐานดังกล่าวนี้ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองยุคใหม่ที่มองความขัดแย้งเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า

ความสามัคคี ความสงบ ความมั่นคง ที่ประชาชนต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังโอวาท หรือการควบคุมครอบงำของอำนาจรัฐนั้นตกยุคไปแล้ว การเมืองยุคนี้เรียกร้องความสามัคคี ความสงบ ความมั่นคง ในความหมายที่ชนชั้นนำซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบมาตลอดให้ยุติการเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ โดยเปิดทางให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีสิทธิ์มีส่วนอย่างเท่าเทียมในการกำหนดกติกา นโยบาย และหรือเลือกพรรคการเมืองตามที่พวกเขาเห็นว่าดี

โดยที่ชนชั้นนำส่วนน้อยจะต้องไม่ฉวยโอกาสใช้เล่ห์เพทุบายมาล้มล้างกติกา นโยบาย และหรือรัฐบาลที่พวกเขาเลือก

2. การเรียกร้องให้รู้สามัคคีของชนชั้นนำ เป็น การทำการเมืองให้ไม่การเมือง (สำนวน อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์) ในเมื่อการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองอำนาจในการจัดสรรผลประโยชน์ ซึ่งจะเกิดความเป็นธรรมก็ต่อเมื่อประชาชนทุกภาคส่วนมีโอกาสเข้ามาต่อรองในเรื่องดังกล่าวอย่างเท่าเทียมกันผ่านเวทีต่างๆ เช่น สภาต่างๆ พรรคการเมือง สื่อมวลชน และเวทีสาธารณะอื่นๆ

ในการต่อรองอำนาจจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ นั้น ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นเป็นปกติ แต่สังคมการเมืองจะเรียนรู้และหาทางจัดการความขัดแย้งนั้นๆ ให้ดำเนินไปภายใต้กติกาและการใช้เหตุผล

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ใกล้-ไกล ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐไม่ยอมรับฟังเหตุผลของประชาชน และมักยุติการต่อรองทางการเมืองของประชาชนด้วยการใช้กำลังทำให้การเมืองไม่การเมือง คือ ทำเรื่องที่ควรจะต่อรองกันได้ด้วยเหตุผลในบรรยากาศที่เคารพสิทธิเสรีภาพให้กลายเป็นเรื่องที่คุยกันไม่ได้ด้วยเหตุผล ไม่เคารพสิทธิ เสรีภาพอีกต่อไป

การเรียกร้องให้รู้รักสามัคคีแม้จะฟังดูดี แต่ในแง่หนึ่งมันทำให้ภาพความขัดแย้งทางการเมืองในการต่อรองอำนาจจัดสรรผลประโยชน์ดูเป็นเรื่องที่เลวร้ายเกินเหตุ และมันไปปิดกั้นไม่ให้ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่การใช้เหตุผลต่อสู้กัน

หรือขัดแย้งกันด้วยเหตุผลจนถึงที่สุดจนสังคมเกิดการเรียนรู้ร่วมกันว่า การจัดสรรผลประโยชน์ที่เป็นธรรมที่ทุกฝ่ายควรยอมรับร่วมกันได้นั้นคืออะไร

ไม่ใช่เพื่อรักษา ภาพ ของสังคมที่รู้รักสามัคคีแล้ว เลยทิ้งปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านต่างๆ ที่มีอยู่จริงไปเฉยๆ จนสั่งสมเพิ่มพูนมากขึ้นๆ เมื่อถึงจุดระเบิดคำขอคำขวัญประเภทรู้รักสามัคคีก็เอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป

3. ประชาชนส่วนใหญ่รู้ทันวาทกรรมของชนชั้นนำ เช่น รู้รักสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ความสงบ ความมั่นคง ฯลฯ แล้วว่า เป็นเพียง วาทกรรมอำพราง เพราะวาทกรรมเหล่านี้ไม่ได้ตอบปัญหาความไม่เป็นธรรมทางฐานะเศรษฐกิจ อำนาจต่อรองทางการเมือง สิทธิและโอกาสทางสังคมอื่นๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นๆ

วาทกรรมอำพรางเหล่านั้นใช้ลวงประชาชนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะสิ่งที่ประชาชนรักสุดจิตสุดใจ คือ ความเป็นธรรม พวกเขาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ถ้าแผ่นดินนี้มีความเป็นธรรมก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความรู้รักสามัคคี ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือไม่จำเป็นต้องสร้างวาทกรรมอำพรางใดๆ อีก

ตื่นเถิดชนชั้นนำ ประชาชนชั้นล่างกำลังสอนท่านว่า ประชาชาติจะรักชาติโดยไม่รักความเป็นธรรมไม่ได้ พวกท่านจะพร่ำสอนหรือเรียกร้องให้ประชาชนรักชาติโดยปฏิเสธการสร้างสังคมที่เป็นธรรมไม่ได้ พวกท่านเสวยสุขบนความไม่เท่าเทียมของอำนาจต่อรองในการจัดสรรผลประโยชน์แทบทุกด้านมาแสนนาน

พวกท่านอยู่ส่วนบนของโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม และไม่เคยใส่ใจปัญหาความไม่เป็นธรรมแม้แต่น้อย เมื่อไม่รักความเป็นธรรมก็อย่าเรียกร้องใครอื่นให้รักชาติ

ชนชั้นนำไม่มีความชอบธรรมที่จะเรียกร้องสามัคคีจากประชาชน ตราบที่เขาไม่ใส่ใจปัญหาความไม่เป็นธรรม ประชาชนต่างหากที่ควรเป็นผู้เรียกร้องความเป็นธรรมจากชนชั้นนำ และประชาชนต่างหากคือผู้ที่จะสร้างความเป็นธรรมด้วยสมองและสองมือ

ประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร ถ้าไม่มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่จับต้องได้ !

เมื่อที่ดินยังไม่ได้เป็นของผู้ไถหว่าน เตือนมาร์คอย่าเบี้ยวข้อตกลง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 พฤษภาคม 2552

แถลงการณ์ประณามกลุ่มอิทธิพลข่มขู่คนไร้ที่ดิน-รัฐบาลอภิสิทธิ์ อย่าเบี้ยวข้อตกลง

สืบเนื่องมาจาก รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เคยแถลงนโยบายว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ มีรูปแบบโฉนดชุมชน และมีนโยบายเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าในอนาคต จนสร้างความประหลาดใจให้กับสังคมอย่างยิ่ง

ขณะที่ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท) ได้เจรจาแก้ไขปัญหาที่ดินกับรัฐบาลโดยมีนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และยึดหลักนโยบายของรัฐบาลมากกว่าการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม

อย่างใดก็ตาม ไม่นานมานี้ ได้มีกลุ่มอิทธิพลพร้อมอาวุธ กระทำการข่มขู่คุกคามสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างอุกอาจป่าเถื่อน และพื้นที่อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้สะท้อนถึงความจริงจังจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในทางรูปธรรมได้เป็นอย่างดี

เรานามองค์กรประชาชนดังรายชื่อข้างล่างมีขอเรียกร้องต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์และสังคมดังนี้

1.ขอประณามของบุคคลอิทธิพลที่กระทำการอุกอาจการป่าเถื่อนต่อคนจนผู้ไร้ที่ดิน และรัฐบาลต้องดำเนินคดีบุคคลดังกล่าวโดยเร่งด่วน และมีมาตรการคุ้มครองคนจนผู้ไร้ที่ดินไม่ให้ถูกข่มขู่คุกคาม

2. รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการอิสระหลายฝ่ายเข้าร่วมเพื่อดำเนินการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของนายทุนที่หมดอายุสัญญาเช่า ไม่ว่าจะมีเส้นสายกับกลุ่มอิทธิพลการเมืองใดก็ตาม และนำที่ดินมาให้ผู้ไร้ที่ดิน

3. รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม อย่าเพียงเล่นสำนวนโวหาร หรือสักเพียงแต่พูดให้สังคมว่ามีนโนบายที่ดินเท่านั้น

4. ขอให้นักวิชาการและ สังคมติดตามและวิเคราะห์ว่า นโยบายภาษีที่ก้าวหน้านั้น ก้าวหน้าจริงหรือไม่ในทางเศรษฐศาสตร์ จะป้องกันมิให้นายทุนเจ้าที่ดินบิดเบือนหาช่องโหว่ได้อย่างไร และนโยบายนั้น มีความเสมอภาคในการดำเนินนโยบายมากน้อยเพียงใด หรือเป็นเพียงสำนวนโวหารเท่านั้น

ด้วยความเชื่อมั่น

แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน)
เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน)
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม อีสาน (สสอ)
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ(ปรส)

ใบตองแห้ง:ไชโย!พธม.ตั้งพรรค

ที่มา Thai E-News

โดย ใบตองแห้ง
ที่มา ไทยโพสต์
28 พฤษภาคม 2552


ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะนำไปสู่จุดจบของพันธมิตรฯ ของความสุดขั้วสุดโต่ง ที่จะถูกปฏิเสธจากสังคมในที่สุด แล้วสังคมจะได้รับบทเรียนว่ากระแสที่ปลุกกันมาโดยพันธมิตรฯ โดยสื่อ นักวิชาการ นั้นเลอะเทอะแค่ไหน

เหมือนดูหนังเรื่องลูกบ้าเที่ยวล่าสุด มันก็ต้องบ้าให้ถึงไคลแมกซ์ อย่ามาหยุดครึ่งๆ กลางๆ


ไชโย พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่ออำมาตยาธิปไตยจัดตั้งขึ้นแล้ว ภายหลังได้ฉันทามติเป็นเสียงโห่ฮาสองนาทีในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ (ฮา-ด้วยคน เพราะผมหลงคิดว่าเขาจะใช้วิธีอารยะกว่านี้ เช่นให้ตัวแทนแต่ละจังหวัดมาลงคะแนนลับ)

มันแสดงให้เห็นว่า 5 แกนนำก็ยังสามารถเป่านกหวีดปี๊ดๆ ได้ตามเคย แม้ก่อนหน้านี้จะมี พธม.บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรค

ผมก็สนับสนุนให้พันธมิตรฯ ตั้งพรรคนะ นักวิชาการบางท่านบอกว่าเป็นการอัตวินิบาตกรรมตัวเอง แต่ผมมองว่ามันเป็นเหมือนคำสาป ถึงอย่างไรก็ต้องตั้ง ถึงอย่างไรก็ต้องเดินต่อไปในแนวทางนี้ อุตส่าห์ยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบินแล้วจะหยิบยื่นอำนาจให้โอบามาร์คกับปากห้อยเอาไปสะด๊วบ มันก็เหมือนฉี่ไม่สุดอย่างคุณว่า

คือพันธมิตรฯ ปลุกกันมาด้วยอุดมการณ์สุดขั้ว สุดขอบโลก ปฏิเสธนักการเมือง ปฏิเสธการเลือกตั้ง ไปหมดแล้ว จะมายอมให้ปรองดอง สงบ สันติ สามัคคี แบ่งเค้กรถเมล์ 4 พันคัน กันได้ไง

พูดง่ายๆ พันธมิตรฯ เป็นตัวแทนคนชั้นกลางจารีตนิยม ที่เชื่อว่าประเทศนี้กำลังมีภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวง จากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่จะมายึดสมบัติชาติ จากวัฒนธรรมตะวันตก ที่บ่อนทำลายลูกหลาน จากวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่จะทำให้คนจน เครียด กินเหล้า อ้างความเสมอภาค พันธมิตรฯ เชื่อว่าประเทศนี้จะต้องปกครองโดย "คนชั้นกลางในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ร่วมกับทหารและข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะยอมให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนไม่ได้แม้แต่น้อย

ถ้านึกภาพไม่ออกให้เอาตอลิบันหรือรัฐอิสลามหารสอง ใส่ Royalist เข้าไป เหยาะพุทธทาสกับความคิดประชาสังคมของหมอประเวศนิดๆ พอให้รสกลมกล่อม นั่นแหละอุดมการณ์พันธมิตรฯ

ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะทำให้ความพยายามสร้างกระแส "สงบ สันติ สามัคคี" แบบอำมาตยาเป็นผู้ชนะ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ อำมาตยาใช้พันธมิตรฯ เป็นเครื่องมือ พอชนะแล้วก็ไม่ต้องการใช้ต่อ แต่พันธมิตรฯ เหมือนผีชีวะที่ถูกปลุกขึ้นมาแล้วมีฤทธิ์ หมอผีก็เอาไม่อยู่

ที่ผมสนับสนุนเพราะการขับเคลื่อนของพันธมิตรฯ จะนำไปสู่จุดจบของพันธมิตรฯ ของความสุดขั้วสุดโต่ง ที่จะถูกปฏิเสธจากสังคมในที่สุด แล้วสังคมจะได้รับบทเรียนว่ากระแสที่ปลุกกันมาโดยพันธมิตรฯ โดยสื่อ นักวิชาการ นั้นเลอะเทอะแค่ไหน

เหมือนดูหนังเรื่องลูกบ้าเที่ยวล่าสุด มันก็ต้องบ้าให้ถึงไคลแมกซ์ อย่ามาหยุดครึ่งๆ กลางๆ

ฉะนั้นเรื่องเสียสัตย์เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยครับ สุจินดายังงงไม่หายว่าทีจำลองเสียสัตย์กลับไปกินข้าว ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ม็อบมือถือคนชั้นกลางเรียกร้องนายกฯ จากเลือกตั้ง แต่พอได้นายกฯ อานันท์ กลับโห่ร้องกันใหญ่ เรื่องเป็นเจ้าของสื่อก็เหมือนกัน รัฐธรรมนูญ 50 ห้ามนักการเมืองเป็นเจ้าของสื่อ เพราะกลัวจะเหมือนทักษิณเป็นเจ้าของไอทีวี แต่เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญไม่น่าจะห้ามสื่อเป็นนักการเมือง เพราะทุกวันนี้สื่อก็เล่นการเมืองอยู่แล้ว (ฮา)

Conservative คือคิดว่าให้คนรวยรวยก่อนแล้วจะกระจายมาถึงคนจน ผ่านการจ้างงานผ่านการใช้จ่าย

Liberal คือคิดว่าต้องคุ้มครองคนจนจากกลไกแข่งขันเสรี และกระจายรายได้ (ซึ่งเป็นการสร้างกำลังซื้อ)

แต่ทั้ง Conservative และ Liberal ก็ต้องเป็นประชาธิปไตย แนวคิดของพันธมิตรฯ ที่จริงเป็น Liberal ทางเศรษฐกิจ แต่พิกลพิการที่ไม่เอาประชาธิปไตย กลับเอา Aristocrazy และเป็นอนุรักษนิยมสุดๆ ในทางสังคม

ขอแสดงความนับถือ

ใบตองแห้ง

ดองคดียึดสนามบินครึ่งปี ธานีเป่าข้อหาก่อการร้ายหายวับ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
28 พฤษภาคม 2552

ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.ที่สนธิลิ้มเคยรับประกันว่าเชื่อใจจะให้ความเป็นธรรมแก่พันธมิตร100%ได้ออกมาพูดชี้นำว่าไม่มีการดำเนินคดีก่อการร้ายพธม.ยึดสนามบินแต่อย่างใด หลังจากผู้ช่วยผบ.ทบ.เจ้าของคดีเพิ่งบอกไปว่าได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล


เมื่อวานนี้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมติดตามความคืบหน้าคดีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง รวมถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คดียึดสนามบินจะมีการแจ้งข้อหาก่อการร้ายหรือไม่ พล.ต.อ.ธานีกล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. มาประชุมก็ไม่มีข้อหานี้เลย ยังไม่เห็นมี

ก่อนหน้านั้น พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้การสอบสวนคดีพันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิมีความคืบหน้าไปมาก พนักงานสอบสวนที่ทำคดีพอจะมองเห็นช่องทางในการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องรอฟังผลของผู้เชี่ยวชาญจากกรมการขนส่งทางอากาศ ที่จะต้องยืนยันเอกสารความผิดของพันธมิตรฯ ในช่วงวันเกิดเหตุ ว่ามีความผิดเข้าข่ายข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมขนส่งทางอากาศหรือไม่ และในวันที่ 28พ.ค.นี้จะประสานขอทราบผลอีกครั้ง

"เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง" พล.ต.ท.วุฒิกล่าว

ลำดับเหตุการณ์ครึ่งปีคดียึดสนามบินโดนดอง


-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้

9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย

-25 พฤษภาคม 2552 เป็นเวลา 181 วัน หรือครบ 6 เดือนเต็มคดีโจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีกับหัวโจกและสมุนโจรก่อการร้ายสากล ขณะที่พันธมิตรได้ประกาศจะตั้งพรรคการเมือง


-25 พฤษภาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง

-27 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิมาประชุม ไม่พบว่ามีการตั้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด

Time: Is the Party Just Getting Started for Thailand's Yellow Shirt Protesters? ปาร์ตี้เพิ่งจะเริ่มสำหรับผู้ประท้วงเสื้อเหลืองหรือ?

ที่มา Thai E-News

โดย Robert Horn

แปลโดยที่มข่าวไทยอีนิวส์
27 พฤษภาคม 2552


ปาร์ตี้เพิ่งจะเริ่มสำหรับผู้ประท้วงเสื้อเหลืองหรือ?




จากที่ได้ช่วยโค่นล้มรัฐบาล 2 รัฐบาลโดยการประท้วงบนถนน จู่โจมสนามบิน และยึดทำเนียบรัฐบาล สมาชิกของกลุ่มเคลื่อนไหวชาวไทยต้องการครอบครองตำแหน่งเดิมนั้นอีกครั้ง - ผ่านกล่องหย่อนบัตรเลือกตั้ง

สมาชิกของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (PAD) ลงประชามติอาทิตย์นี้ เพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองและลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า คาดว่าผู้นำของพรรค ซึ่งยังไม่ได้ตั้งชื่อจะเป็นผู้นำของกลุ่มเคลื่อนไหวคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 61 ปี อดีตเจ้าพ่อสื่อที่ล้มละลายที่ได้สร้างศัตรูในระหว่างการดำเนินอาชีพทางสาธารณะ นายสนธิได้รับบาดเจ็บจากการพยายามลอบสังหารเมื่อเดือนเมษายนซึ่งเขาโทษนักการเมืองที่สกปรกและกลุ่มทหาร คนหลายล้านดูช่องดาวเทียม ASTV ของเขาซึ่งสนับสนุนพันธมิตรฯอย่างเปิดเผยและยังอาจสามารถจะช่วยสร้างฐานคะแนนที่ใหญ่สำหรับพรรคใหม่นี้ “เราถามความเห็นจากประชาชนและพวกเขาจำนวนมากต้องการให้พวกเราทำเช่นนี้” โฆษกพันธมิตรฯ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์กล่าว

พันธมิตรฯที่รู้จักกันในนามเสื้อเหลืองที่ใส่ในการชุมนุม เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆของกลุ่มที่ต่อต้านการกลับมาของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งรวมถึงนักธุรกิจต่างๆ ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์ ทักษิณถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารเมื่อปี 2549 หลังจากการประท้วงบนท้องถนนหลายเดือนโดยกลุ่มพันธมิตรฯ และภายหลังเขาได้ถูกตัดสินว่าผิดจากคดีเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน เขาลี้ภัยออกนอกประเทศแทนที่จะจำคุก 2 ปี และพรรคที่เป็นตัวแทนของเขาที่เข้ามาสู่อำนาจในปี 2551 ก็ถูกยุบโดยการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากการทำผิดกฎเลือกตั้งและหลังจากการประท้วงของพันธมิตรหลายเดือนที่รวมถึงการบุกยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯและทำเนียบรัฐบาล

การเข้ามาต่อสู้ในสนามเลือกตั้งเป็นพัฒนาการที่ขัดกันเองสำหรับพันธมิตรฯ เพราะหลักการซึ่งพวกเขาเรียกว่าเป็น “การเมืองใหม่” เคยปฏิเสธสิทธิการเลือกตั้งของประชาชนเสียงข้างมากจากชนบทของประเทศด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเขาไร้การศึกษาและขายเสียงแก่นักการเมืองที่คดโกง จุดยืนของการเคลื่อนไหวของพวกเขามีตั้งแต่สมเหตุผล - เช่นการปฏิรูปการเมืองให้ปราศจากคอรัปชั่น และการผลักดันให้มีสื่อของรัฐที่ไม่เอนเอียง - จนถึงน่าสงสัย - ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้มีหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯยกย่องแผนการปฏิรูปที่ดินของเกาหลีเหนือและกล่าวว่าถึงแม้ว่าเกาหลีเหนือจะอดอยาก เขามีความภูมิใจที่จะเป็นเจ้าของที่ดินอันเล็กๆของเขา

อย่างไรก็ตาม พรรคของพันธมิตรฯ อาจจะเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ต่อนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งความสามารถในการผูกยึดพรรคร่วมรัฐบาลเข้าด้วยกันกำลังส่อปัญหามากขึ้นเรื่อยๆในระหว่างที่มีความวุ่นวายภายใน ความขัดแย้งทางการเมือง และในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย 7.1% ในไตรมาสที่หนึ่งของปีนี้ แต่เพราะพรรคร่วมรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ยังอยู่ด้วยกัน ยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ “พวกเราได้เรียกร้องการปฏิรูปการเมืองมาโดยตลอด แต่ในช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ได้ตอบสนองอะไรเรา” นายปานเทพกล่าว “พวกเราจะรวมตัวกับพรรคใดก็ได้ที่ต้องการความโปร่งใส หลักนิติธรรม และการสิ้นสุดของคอรัปชั่น”

ทั้งพันธมิตรฯและผู้สนับสนุนทักษิณซึ่งรู้จักกันดีในนาม ‘เสื้อแดง’ ได้อยู่ในศูนย์กลางความวุ่นวายในเมืองไทยมา หลายปี และเย้ยกฎหมายโดยไม่มีการลงโทษ พันธมิตรฯได้ยึดสนามบิน 8 วันเมื่อปลายปีที่แล้ว และเสื้อแดงบุกเข้าไปในที่ประชุมของ ASEAN ที่เมืองพัทยาเมื่อเดือนเมษายนซึ่งทำให้การประชุมต้องถูกยกเลิกไป และได้มีการจลาจลในกรุงเทพฯ และจู่โจมรถนายอภิสิทธิ์อย่างรุนแรงสองครั้ง

นักวิเคราะห์บางคนเตือนว่าการตั้งพรรคโดยทางการจะกระทบเป้าหมายของพันธมิตรฯในการป้องกันการกลับมาของทักษิณหรือพรรคพวกเขาในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯได้รับความชื่นชอบในเขตเลือกตั้งเดียวกัน และมีความเกรงกลัวว่ามันจะทำให้เสียงแตกในกลุ่มที่ต่อต้านทักษิณ ซึ่งจะเปิดทางให้พรรคที่เป็นตัวแทนของทักษิณกลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง “พวกเราอาจจะแย่งเสียงเดียวกันกับผู้ลงคะแนนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์” นายปานเทพกล่าว




Wednesday, May. 27, 2009

Is the Party Just Getting Started for Thailand's Yellow Shirt Protesters?

By Robert Horn / Bangkok

Having helped to bring down two Thai governments through street protests, invading airports and seizing the offices of the prime minister, members of a controversial Thai protest movement want to lay claim to those same offices again — through the ballot box.


Members of the People's Alliance for Democracy (PAD) voted this week to form a political party and contest Thailand's next general election. The head of the still-unnamed party is expected to be movement leader Sondhi Limthongkul, 61, a formerly bankrupt media magnate who has accrued various enemies in a long public career. Sondhi was wounded in an assassination attempt in April that he blamed on corrupt politicians and military men. Millions of viewers regularly watch his satellite television channel ASTV, which openly advocates for the PAD and could provide the new party with a potentially huge voter base. "We asked our people and the masses want us to do this," said PAD spokesman Panthep Pourpongpan.


The PAD, known for the yellow shirts they wear in their protests, is a loose alliance of groups opposed to the return of former Prime Minister Thaksin Shinawatra that includes businesspeople, Bangkok's urban middle class and royalists. Thaksin was ousted in a military coup in September 2006 after months of streets protests by the PAD, and subsequently convicted of conflict of interest. He fled the country rather than serve a two-year prison sentence. A proxy party supported by Thaksin that came to power in 2008 was dissolved by the Constitutional Court for electoral fraud after months of PAD protests that included occupying Bangkok's international airport and the prime minister's offices.


Entering the electoral fray will be an ironic development for PAD, as its platform dubbed "New Politics" once called for denying the nation's rural majority the right to vote on the basis that they are uneducated and sell their votes to corrupt politicians. The movement's positions range from reasonable — such as reforming corruption in politics and pushing for an unbiased state-run media — to questionable at best, with one PAD leader recently praising North Korea's land reform program, saying that although North Koreans were starving, they had pride of small land ownership.

Nonetheless, a PAD party could pose a major challenge to Prime Minister Abhisit Vejjajiva of the Democrat Party, whose ability to hold together his fractious governing coalition appears increasingly shaky amid civil unrest, political conflicts and an economy that contracted by 7.1% in the first quarter of this year. As Abhisit's coalition is still intact, no election date has been set. "We have been asking for political reform, but for five months this government has not responded to us," Panthep said. "We will ally ourselves with any party that wants transparency, the rule of law and an end to corruption."

Both PAD and Thaksin's supporters, known as the 'red shirts,' have been at the center of Thailand's civil unrest for years, flouting the law with apparently little consequences. The PAD seized Bangkok's international airport for eight days late last year, while the red shirts stormed a meeting of the Association of Southeast Asian nations in Pattaya in April forcing its cancellation, rioted in Bangkok and twice violently attacked Abhisit's car.

Some analysts caution that forming an official party could ultimately undermine the PAD's goal of preventing the return of Thaksin or his allies. The Democrats and the PAD appeal to similar constituencies, and the fear is they may split the anti-Thaksin vote, paving the way for his proxy party to return to power. "We may be competing for some of the same voters as the Democrats,'' Panthep conceded.

มวลชนรากหญ้าตื่นขึ้นแล้ว!

ที่มา Thai E-News

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

ที่มา เวปไซต์ประชาไท

27 พฤษภาคม 2552

ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยที่ดำเนินมาสามปีกว่าแล้วนี้ เป็นการต่อสู้อย่างเป็นขบวนการครั้งแรกของประชาชนชั้นล่างอย่างกว้างขวางทั้งในเมืองและชนบท ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ขบวนการคนรากหญ้า” ความจริงนี้เป็นที่ยอมรับจากเกือบทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน นักการเมือง ราษฎรอาวุโส คอลัมนิสต์ สื่อมวลชน เป็นต้น เพียงแต่การประเมินและความเข้าใจที่มีต่อ “ขบวนการคนรากหญ้า” ดังกล่าวกลับแตกต่างกัน

สำหรับบรรดานักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส นักการเมือง และสื่อมวลชนที่เป็น “ปัญญาชนหางเครื่อง” ของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ขบวนการคนรากหญ้านี้เป็นแค่พวกชนชั้นต่ำที่ไร้การศึกษา ถูกมอมเมา ได้รับข้อมูลผิด ๆ เป็น “พวกเสพติดนโยบายประชานิยม-บริโภคนิยม” จนถอนตัวไม่ขึ้น เป็นพวกหมู่ชนที่หลงงมงาย เห็นแก่ได้กับผลประโยชน์เฉพาะตัวที่ได้รับจากรัฐบาลไทยรักไทยในอดีต แต่ไม่สนใจ “การทุจริตโกงกินทำลายชาติ” ของนักการเมือง พวก “ปัญญาชนหางเครื่อง” เผด็จการเหล่านี้จึงมองว่า แม้แต่การเคลื่อนไหวในปัจจุบันของขบวนการคนรากหญ้าก็เป็นเพียงเพราะ “เงิน” คือ เป็น “ม็อบรับจ้าง” ที่อ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็คือต่อสู้เรียกร้องเพื่อ “เงินรับจ้าง” และ “เพื่อผลประโยชน์ของคน ๆ เดียว” เท่านั้น

ทรรศนะดูถูกเหยียดหยามมวลชนคนรากหญ้าดังกล่าวไม่ว่าจะเชื่อโดยจริงใจหรือเพียงมุ่งใส่ร้ายป้ายสี ก็นับว่าน่าสังเวชอย่างยิ่ง เพราะทำให้พวกเขามองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับสังคมไทยในขณะนี้ และที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้

การตื่นตัวของมวลชนคนรากหญ้าในปัจจุบันเป็นผลจากการบ่มเพาะและเรียนรู้ทางการเมืองจากประสบการณ์จริงด้วยตัวเองมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 8-9 ปีแล้ว นับตั้งแต่ที่พวกเขาตัดสินใจไปเลือกตั้ง ลงคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นให้พรรคไทยรักไทยเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2544 พวกเขาเข้าใจบทเรียนทางประชาธิปไตยทีละบท ยกระดับตนเองขึ้นทีละขั้น จากประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ถึงวันนี้กลายเป็นประชาชนผู้กำลังต่อสู้ช่วงชิงประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนที่เท่าเทียม

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่หนึ่งจากห้าปีของรัฐบาลไทยรักไทยคือ คะแนนเสียงของเขามีความหมาย มีความสำคัญ ที่พวกเขาอาจใช้เพื่อช่วงชิงประโยชน์และปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้นทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว ซึ่งก็คือ ใช้คะแนนเสียงไปเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่มีทั้งนโยบายและความมุ่งมั่นปฏิบัติจริงที่จะสร้างประโยชน์ให้กับพวกเขา

O7744664-17.jpg

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่สองจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งที่สร้างประโยชน์ให้แก่พวกเขามาหลายปี พวกเขาจึงรับรู้ว่า การที่พวกเขาจมปลักอยู่กับความยากจน ปัญหาชีวิตและเศรษฐกิจ อุปสรรคและความขาดแคลนอย่างเรื้อรังมาตลอดชีวิตของพวกเขานั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องบุญกรรม หากแต่เป็นเพราะพวกเขาถูกกระทำให้อยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างจงใจทำให้พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับการทำมาหากิน ปัญหาชีวิตและเศรษฐกิจ ไร้การศึกษา ไร้สุขภาพที่ดี ไร้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไร้ทางออกในชีวิต มีแต่ต้องชะเง้อแง้รอความเมตตาจากอำมาตยาธิปไตยอยู่ร่ำไป แต่แล้ว ด้วยรัฐธรรมนูญ 2540 เมื่อพวกเขาเริ่มจะได้รับสิทธิ์และผลประโยชน์จากการตัดสินใจเลือกรัฐบาลของตนเองบ้าง พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยก็ใช้กำลังเข้าข่มขู่ ปล้นชิงไปจากพวกเขา และผลักให้พวกเขากลับไปจมปลักอยู่กับสถานะผู้รอคอยขอความเมตตาอยู่เหมือนเดิมต่อไป

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่สามจากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 และการโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนในช่วงปี 2551 ว่า สิทธิ์ เสรีภาพและผลประโยชน์จากประชาธิปไตยที่พวกเขาต้องการนั้น ต้องได้มาด้วยการตัดสินใจทางการเมืองของคนรากหญ้าเอง และหากพวกเขาชาวรากหญ้า “บังอาจกำเริบเสิบสาน” ลุกยืนขึ้น เดินไปเข้าคูหาเลือกตั้ง ตัดสินใจกาบัตรเพื่อแสดงว่า “กูต้องการรัฐบาลที่กูเลือกเอง” สิ่งที่พวกเขาจะได้รับก็คือ การปฏิเสธและเหยียบย่ำจากพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยด้วยการส่งสมุนอันธพาลออกมาก่อจลาจลบนท้องถนน สร้างเงื่อนไขประสานกับกลไกราชการในมือ โค่นล้มรัฐบาลที่คนรากหญ้าเลือกมา ปล้นชิงสิทธิ์ เสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองของพวกเขาไปแทบจะทันที การโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนยังสอนมวลชนคนรากหญ้าให้เรียนรู้อีกว่า พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไม่มีวันที่จะยอมรับการตัดสินใจและความต้องการเสรีภาพของประชาชนส่วนข้างมากในฐานะของ “คนที่เท่าเทียมกัน” มีแต่ประชาชนต้องลุกขึ้นยืน ก้าวออกมา และต่อสู้ปกป้องสิทธิ์ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนในระบอบประชาธิปไตย บทเรียนนี้ที่ทำให้เกิด“ขบวนการประชาธิปไตยเสื้อแดง”

O7744664-41.jpg

พวกเขาเรียนรู้บทเรียนที่สี่จากกรณี “สงกรานต์นองเลือด” 26 มีนาคม -14 เมษายน 2552 ว่า เมื่อพวกเขาพากันออกมาทวงคืนซึ่งสิทธิ์เสรีภาพและปกป้องผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 สิ่งที่พวกเขาได้รับตอบแทนก็คือ การใช้กำลังรุนแรงและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามทำร้ายอย่างไร้ความเมตตา บทเรียนจากการหลั่งเลือดในวันที่ 13-14 เมษายนคือ สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และศักดิ์ศรีความเป็นคนนั้น ไม่ใช่ได้มาจากการร้องขอ แต่จากการต่อสู้ช่วงชิงเอามาด้วยตนเองจากอุ้งมือของผู้ปกครองเท่านั้น การต่อสู้นั้นมิใช่สะดวกราบรื่น หากแต่ยืดเยื้อยาวนาน หลายขั้นตอน ยากลำบาก เจ็บปวด อันตราย และเสียเลือดเนื้อ จึงจะได้มา

ในวันนี้ มวลชนคนรากหญ้ากำลังเรียนรู้บทเรียนใหม่ที่สำคัญยิ่งคือ การรวมตัวจัดตั้ง สะสมกำลัง ขยายเครือข่าย ประสานร่วมมือ ศึกษาถอดถอนบทเรียนจากการเคลื่อนไหว “สงกรานต์นองเลือด” ต่อสู้ต่อไปอย่างอดทน พลิกแพลง ยาวนาน เป็นขั้นตอน จากเล็กสู่ใหญ่ จากอ่อนสู่แข็ง จากแคบสู่กว้าง และจากสถานะเพลี่ยงพล้ำไปสู่การรุกเพื่อบรรลุชัยชนะที่ซึ่ง “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” อย่างแท้จริง

ปล่อยให้พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยและ “ปัญญาชนหางเครื่อง” ของพวกเขาหลอกตัวเองต่อไปเถิดว่า ขบวนการคนรากหญ้าเป็น “ม็อบรับจ้าง” “เงินไม่มา ม็อบไม่เดิน” ปล่อยให้พวกเขาวิ่งไล่ตามราวี “ผี” ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองไปจนสุดขอบโลก ให้พวกเขางมงายอยู่กับยุทธศาสตร์ “ไม่มีเงินทักษิณ ก็ไม่มีพวกเสื้อแดง” ต่อไปจนถึงวันล่มสลายของพวกเขา!

ปล่อยพวกนักวิชาการ คอลัมนิสต์ และพวกปัญญาชน “สองไม่เอา” ที่เป็น “พวกอีแอบ” ให้พวกเขาตีอกชกหัว ร้องห่มร้องไห้กันต่อไปว่า สังคมไทย “แยกเป็นสองขั้ว” “ไม่มีพื้นที่ให้พวกไม่เหลืองไม่แดง” “ไม่มีที่ยืนให้คนที่ไม่เอาเผด็จการและไม่เอาทักษิณ” ให้พวกเขางมงายอยู่กับวาทกรรม “ขบวนการคนเสื้อแดงคือขบวนการทักษิณ” ให้พวกเขาฝันเฟื่องอยู่กับเงื่อนไขว่า “จะเข้าร่วมก็ต่อเมื่อพวกเสื้อแดงไม่มีทักษิณ” ให้พวกเขานอนสะดุ้ง เหงื่อกาฬแตกกับ “ผีระบอบทักษิณ” ให้พวกเขาโอดครวญเรียกหา “ประชาธิปไตยที่ไม่มีทักษิณ” ในป่าช้าทางวิชาการของพวกเขาต่อไป!

มูดีส์ไม่เชื่อกึ๋นเด็ก2คน จ่อหั่นเครดิต11แบงก์ไทย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวต่างประเทศ
27 พฤษภาคม 2552

ขณะที่วิกฤตการเงินยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของประเทศและธนาคารกลางของประเทศ ในการให้การสนับสนุนธนาคารในประเทศดำเนินการสอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาลนั้นถือเป็นเรื่องที่ถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ จะมีการพิจารณาที่บริบทของความสามารถของไทย ในการให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศให้สอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาล อันเนื่องมาจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจและสินเชื่อทั่วโลก



วันนี้มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ประกาศทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 11 แห่งของไทย โดยมีแนวโน้ม ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือรายชื่อธนาคาร ทั้ง 11 แห่ง ดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) หรือ BAY ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) หรือ SCBT ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB ธนาคารยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์ จำกัด (มหาชน) หรือ UOBT ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIMT) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (GHB)

ทั้งนี้ ผู้บริหารของมูดีส์ ระบุว่า การทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของหนี้สินและเงินฝากนั้นจะมีการพิจารณาที่บริบทของความสามารถของไทย ในการให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศให้สอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาล อันเนื่องมาจากผลพวงของวิกฤตเศรษฐกิจและสินเชื่อทั่วโลก

"มูดีส์ เชื่อว่า รัฐบาล มีแนวโน้มที่จะให้การสนับสนุนระบบการธนาคารของประเทศอยู่แล้ว ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องดูแลเรื่องหนี้สินของตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว อาจทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารได้รับประโยชน์จากการยกระดับ อันเนื่องมาจากการให้การสนับสนุนอย่างเป็นระบบ"

อย่างไรก็ดี ขณะที่วิกฤตการเงินยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถของประเทศและธนาคารกลางของประเทศ ในการให้การสนับสนุนธนาคารในประเทศดำเนินการสอดคล้องกับความสามารถในการดูแลหนี้สินของรัฐบาลนั้นถือเป็นเรื่องที่ถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ