WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 29, 2009

ผลสอบ ‘ปลากระป๋องเน่า’ นักการเมือง-ขรก.ไม่ผิด

ที่มา ประชาไท

(28 พ.ค. 52) เว็บไซต์สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่า นางกานดา วัชราภัย รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีปลากระป๋องไม่มีคุณภาพในถุงยังชีพ กล่าวว่า ล่าสุดคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ สภาทนายความ นักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทรวงการคลัง ได้ข้อสรุปผลการสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยไม่พบว่ามีข้าราชการ หรือนักการเมืองคนใด เข้าไปเกี่ยวข้องหรือกระทำการทุจริตในเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการรับรองผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ แต่ละคน คาดว่าจะสามารถนำเสนอนายอิสสระ สมชัย รมว.พม. พิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า

นางกานดา กล่าวว่า ผลการสอบสวนดังกล่าว มาจากการกำหนดขอบเขตการสอบสวนตามที่ได้รับมอบหมายใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย มีการใช้เงินราชการในการจัดซื้อถุงยังชีพ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการหรือไม่ และปลากระป๋องดังกล่าวมีที่มาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้บริจาค ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าไม่มีการใช้เงินงบประมาณหรือเงินของทางราชการในการจัดซื้อถุงยังชีพ และจากการเชิญตัวนายวิเชน สงมาก ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้บริจาคถุงยังชีพดังกล่าวมาให้ปากคำ พบว่าเป็นสมาชิกของสมาคมชาวจังหวัดพัทลุงจริง และมีการบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเป็นปกติ ขณะที่เจ้าตัวยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ชาวพัทลุงต้องการช่วยเหลือกันเองด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ส่วนปลากระป๋องดังกล่าวมาจากแหล่งใดนั้นไม่อยู่ในข่ายที่คณะกรรมการเข้าไปทำการสอบสวน

นางกานดา ยังกล่าวอีกว่า เรื่องดังกล่าวไม่คิดว่าเป็นความบกพร่องของข้าราชการในการรับสิ่งของมาบริจาคให้ประชาชน เนื่องจากตรวจสอบยาก เพราะบนปลากระป๋องมีตรา อย.รับรอง ขณะเดียวกันตนไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเกิดความท้อแท้ ซึ่งตามปกติ พม.จะไม่ดำเนินการรับสิ่งของเพื่อนำไปบริจาคอยู่แล้ว แต่จะใช้การนำเงินไปมอบให้ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะต้องมีการแก้ไขการตรวจสอบสิ่งของบริจาคให้มากขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่รู้สึกกังวลกับผลการสอบสวนที่อาจถูกสาธารณชน มองว่าเป็นการช่วยเหลือกัน เพราะเธอและคณะกรรมการฯ ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดตามพยานหลักฐานที่ปรากฎจริง

.........................

ที่มา: ไอเอ็นเอ็น

แค่พ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ:

(1) บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับปลายเดือนเมษายน ต่อมา ผู้เขียนได้รับการแจ้งว่าจะไม่ตีพิมพ์บทความดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 พ.ค. อย่างไรก็ตาม บทความนี้ได้ถูกตีพิมพ์ใน นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 21 พ.ค. 52

(2) อภิชาติ สถิตนิรามัย เป็นคอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์มองซ้ายมองขวา

อภิชาติ สถิตนิรามัย

ผมเห็นด้วยกับบทความชื่อข้างต้นของพี่ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ซึ่งตีพิมพ์ในมติชนรายวันฉบับวันที่ 18 เมษายน 2552 พี่ประสงค์สรุปว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์เลือดนั้น นับเป็นการพ่ายแพ้ในทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง แต่การยอมยุติการชุมนุมครั้งนี้เป็นเพียงการพ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม เพราะ "รากเหง้า" ของปัญหายังคงดำรงอยู่ กลุ่มเสื้อแดงเพียงแต่ถอยเพื่อปรับกลยุทธ์การต่อสู้ สะสมกำลังรอเวลาที่จะเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งหนึ่งและกล่าวต่อไปว่า แน่นอนว่าในกลุ่มคนเสื้อแดงอาจมีบางพวกที่มีวาระซ่อนเร้นต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงมีหลากหลายความคิด เช่น พวกที่เป็นผู้สนับสนุนและได้รับผลประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง พวกที่ไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พวกที่ต้องการประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารอย่างแท้จริง พวกที่ต่อต้านสถาบัน พวกที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ [พวกที่]เห็นว่าการโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณไม่เป็นธรรม ฯลฯ ดังนั้น แม้จะพ่ายศึก แต่ความรู้สึกของผู้ชุมนุมบางส่วนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมยังคงฝังแน่นก็พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและโอกาสอำนวยให้

ความเห็นด้วยกับบทความนี้ของผมสิ้นสุดลงเพียงแค่ย่อหน้านี้เท่านั้น ผมเห็นด้วยว่าเสื้อแดงเพียงแค่พ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม เพราะตราบใดที่ปัญหา รากเหง้า ยังไม่ได้รับการแก้ไข ตราบนั้นปัญหารากเหง้าเหล่านี้จะเป็นเชื้อไฟอย่างดีให้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรมได้ต่อไป (เสียดายที่พี่ประสงค์ไม่ระบุให้ชัดเจนว่ามันคืออะไรบ้าง!) ผมเห็นด้วยต่อไปว่า กลุ่มเสื้อแดงนั้นประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่หลากหลายความคิด มิใช่มีแต่เพียงม็อบรับจ้าง หรือชาวรากหญ้าผู้ขาดการศึกษา-โง่เง่า-ถูกหลอกใช้เป็นแค่เบี้ยหมากทางการเมืองโดยทักษิณและลูกสมุน ตามที่ชนชั้นกลางและสื่อเชื่อหรือพยายามทำให้เชื่อเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมเรือนแสน และมีจำนวนหลายพันคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตกับการถูกปราบด้วยกระสุนจริง (และกระสุนกระดาษของทหารฮา) ทั้งที่ดินแดงและรอบทำเนียบรัฐบาล จะมีแต่เพียงแค่พวกโง่เง่าหรือพวกม็อบรับจ้าง

ดังนั้น ประเด็นสาระสำคัญที่ควรอภิปรายกันคือ อะไรเล่าที่เป็นรากเหง้าของปัญหา อะไรเล่าทำให้ผู้ชุมนุมที่มีความรู้สึกฝังแน่นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ ที่ความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ชุมนุมอันหลากหลายตั้งแต่รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ที่สำหรับหลายคนไม่ว่าจะ มีสักกี่คนที่รู้หรือ (แกล้ง) ไม่รู้ว่า ความเลวร้ายของทักษิณมีทั้งสิ้นเพียงสี่ประการตามที่พี่ไล่เรียงมาให้ดู หรือมากกว่านั้นก็ตาม สังคมประชาธิปไตยก็ไม่มีสิทธิ์จะปลดทักษิณออกจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหาร มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่ความรู้สึกนี้ถูกสะสมเพิ่มพูนจากกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ตั้งแต่การยุบพรรคไทยรักไทย ต่อด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน (ซึ่งทำให้นายกฯ สมชายหลุดจากตำแหน่งไปด้วย) การหลุดจากตำแหน่งของนายกฯ สมัครในคดีชิมไปบ่นไป ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และการประชาพิจารณ์และการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายภายใต้ภาวะฉุกเฉินในหลายพื้นที่

มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่ตั้งแต่การบุกยึดสถานนีโทรทัศน์ NBT การยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดสนามบินทั้งระดับชาติและต่างจังหวัดของกลุ่มคนเสื้อเหลือง โดยที่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสองครั้งของรัฐบาลสมัครและสมชายถูกทหารนั่งทับไว้เฉยๆ และไม่จัดการอะไรเลยกับม็อบมีเส้นสีเหลือง จะเพิ่มพูนความคับข้องใจให้กับเสื้อแดง รวมไปจนกระทั่ง ณ ขณะนี้ที่ผู้นำเสื้อเหลืองยังไม่ถูกลงโทษตามกฎหมาย

มันเป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ที่เหตุการณ์ที่ผมไล่เรียงมานี้จะเป็นความพยายามของชนชั้นนำไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม โดยอาศัยช่องทางต่างๆ ในการจัดการ-ควบคุมกลุ่มพลังของชนชั้นล่างที่ตื่นตัวทางการเมืองและเริ่มเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบเดียวกับที่ชนชั้นกลางเคยทำมาในอดีต ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะกีดกันชนชั้นล่างออกจากส่วนแบ่งของอำนาจทางการเมือง หรือไม่ก็แย่ยิ่งไปกว่านี้คือ ความพยายามของชนชั้นนำที่จะหลอกคนอื่นและหลอกตัวเองด้วยว่า ความปั่นป่วนทางการเมืองในสามปีที่ผ่านมานั้นเป็นฝีมือของทักษิณเพียงคนเดียว โดยไม่มีพลังทางสังคมและชนชั้นรองรับ คิดราวกับว่าถ้าทักษิณวางมือเสียคนเดียวแล้วเราก็จะกลับเข้าสู่สังคมแห่งวันชื่นคืนสุขในอดีตทันที

พี่ประสงค์เขียนต่อไปว่า ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กลุ่มบุคคลที่หลากหลายเหล่านี้ ยอมรับให้ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งสถาปนาตนเองเป็นผู้นำความคิดด้านประชาธิปไตยเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ ตามด้วยการไล่เรียงความเลวร้ายสี่ประการของทักษิณเพื่อที่จะสรุปบทความว่า การนำพฤติกรรมเหล่านี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณมาพูดถึงเพื่อต้องการบอกให้รู้ว่า วาทกรรมที่อวดอ้างว่าเป็นนักประชาธิปไตยและมีความกล้าหาญเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ควรค่าแก่การรับฟัง เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การดิ้นรนให้หลุดพ้นจากคดีที่ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและต้องการทวงทรัพย์สินกว่า 70,000 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไว้ในคดีร่ำรวยผิดปกติคืนเท่านั้น ถ้าได้รับชัยชนะอาจได้ "อำนาจ" กลับคืนเป็นของแถมอีกด้วย

ย่อหน้านี้พี่เขียนสรุปราวกับว่า ผู้เข้าร่วมการชุมนุมเสื้อแดงทั้งหมดถูกทักษิณหลอกใช้ หรือไม่ก็เป็นผู้แกล้งโง่ทำตัวไม่รู้ทันเป้าหมายที่แท้จริงของทักษิณ ทั้งๆ ที่ย่อหน้าแรกๆ ของบทความพี่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ผู้ชุมนุมประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดหลากหลาย ผมอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมบทสรุปของพี่ไม่คงเส้นคงวากับตอนต้นของบทความ

เป็นไปได้ไหมครับพี่ประสงค์ ที่ไม่ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของทักษิณจะเป็นไปตามที่พี่เขียนหรือไม่ก็ตาม คนเสื้อแดงจำนวนมากแม้รู้อยู่เต็มอกถึงเป้าหมายแท้จริงเช่นเดียวกับพี่ แต่ก็ยังพร้อมที่จะยอมรับให้ทักษิณเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นคนๆ เดียวที่พวกเสื้อแดงแต่งตั้งขึ้นสู่อำนาจผ่านบัตรเลือกตั้ง และการยอมรับเป็นสัญลักษณ์นี้ก็ย่อมไม่เท่ากับการสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนๆ คนเดียว หรือรู้ไม่ทันทักษิณ ใช่ไหมครับ

เป็นไปได้ไหมครับที่ความไม่คงเส้นคงวาของพี่เป็นเพียงบทสะท้อนความคิดของสื่อกระแสหลักโดยทั่วไปที่กลัว ผีทักษิณ หลอกหลอน เช่นเดียวกับในยุคสงครามเย็นที่ต่างกลัว ผีคอมมูนนิสต์และด้วยความกลัวผีทักษิณนี้เองที่ทำให้การรายงานข่าวของสื่อกระแสหลักไม่รอบด้าน ไม่พยายามเปิดพื้นที่ให้กับเสียงของคู่ขัดแย้งอย่างเท่าเทียม ไม่มีการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุมอย่างหลากหลายพอเพียงจนทำให้ผู้เสพสื่อทั่วไปเห็นถึงความหลากหลายของผู้เข้าร่วมชุมนุม รวมทั้งวาดภาพของผู้ชุมนุมว่าเป็นเพียงม็อบรับจ้าง ม็อบถูกหลอก ฯลฯ จนกระทั่งการทำข่าวของสื่อแบบนี้เองที่เป็นตัวตอกย้ำ/ เพิ่มพูนความรู้สึกอยุติธรรมของคนเสื้อแดง ที่น่ากลัวกว่าอย่างอื่นทั้งหมดคือ การทำข่าวเช่นนี้เกิดขึ้นจากความยินยอมพร้อมใจของสื่อเอง โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ทั้งๆ ที่ไม่ถูกกดดันจากรัฐบาลแบบสื่อทีวี

โสภณ พรโชคชัย: อย่าหมิ่นพระพุทธเจ้า

ที่มา ประชาไท

โสภณ พรโชคชัย (1)

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน

กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ

บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป

บาปย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง’ (2)

ไม่แปลกที่พบคนนอกศาสนาหมิ่นพระพุทธเจ้าอยู่เนืองๆ เพราะความไม่ศรัทธาซึ่งชาวพุทธคงต้องอธิบายเพื่อให้โลกได้เห็นความจริง แต่ผู้หมิ่นพระพุทธเจ้า บิดเบือนคำสอนและบ่อนทำลายพุทธศาสนาอย่างร้ายกาจ อาจเป็นชาวพุทธ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอด เข้าทำนอง ‘สนิมเกิดแต่เนื้อ ในตน’ เสียเอง

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เคยบรรยายธรรมเรื่อง ‘หมิ่นพระพุทธเจ้า บาปเพียงใด’ (3) และผมก็ได้อ่านหนังสือประวัติพระพุทธเจ้าของท่านภิกษุ ติช นัท ฮันห์ ซึ่งแปลโดยคู่สามีภรรยา รสนา โตสิตระกูล - สันติสุข โสภณสิริ (4) ได้พบว่า ทุกวันนี้ชาวพุทธหรือไม่หนอ ที่เป็นผู้หมิ่นพระพุทธเจ้าเอง บทความนี้จึงมุ่งให้ชาวพุทธได้ฉุกคิดและร่วมทำนุพุทธศาสนาให้ถูกทาง

บิดเบือนให้กลายเป็นอื่น

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเพราะได้ศึกษาจนรอบรู้ทั้งศาสตร์และศิลปะอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง ก่อนตรัสรู้ก็ศึกษาคัมภีร์ศาสนาอื่นจนหมดสิ้น น้อมใจเป็นศิษย์ในหลายสำนักโดยพำนักแห่งละ 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง จนพลังภาวนาและพลังสมาธิแก่กล้ายิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถค้นพบหนทางที่แท้จริงได้ในช่วงแรก นี่แสดงชัดว่า พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ที่บรรลุธรรมด้วยการศึกษาอย่างจริงจังต่อเนื่องจนรู้แจ้ง ไม่ได้อวตารมาจากไหน

แต่ทุกวันนี้เรากลับพยายามทำให้พระพุทธเจ้ากลายเป็นอื่น เป็นส่วนหนึ่งของเทพ พรหม สวรรค์ ฯลฯ พุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์กลับแยกกันแทบไม่ออก ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนเสริมต่อ และใครได้ประโยชน์จากการนี้ ท่านภิกษุ ติช นัท ฮันห์ กล่าวสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อเตือนสติชาวพุทธว่า ‘บุคคลไม่สามารถข้ามพ้นจากอวิชชาโดยการสวดอ้อนวอนและยัญบูชา’ ชาวพุทธจึงควรศึกษาธรรมะให้รู้เพื่อความหลุดพ้น ไม่ใช่ไปยึดติดกับเปลือกหรือกระพี้

ขัดคำสั่งพระพุทธเจ้า

เร็วๆ นี้มีเจ้าอาวาสแห่งหนึ่งสั่งห้ามชาวบ้านกราบพระพุทธรูป (5) กรณีนี้อาจดูแปลก แต่หลายท่านคงเคยได้ยินพุทธพจน์ที่ว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้ด้วยดี นั่นแหละจักเป็นพระศาสดาของพวกท่านสืบแทนเราตถาคต เมื่อเราล่วงไปแล้ว” (6) พระพุทธเจ้าให้ชาวพุทธยึดถือ (และปฏิบัติตาม) พระธรรมเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงไม่มีประวัติการสร้างพระพุทธรูปเลยในอีกนับร้อยๆ ปีต่อมาในยุคนั้น ใครสร้างพระพุทธรูปอาจถือเป็นการล้อเลียนและไม่เคารพพุทธพจน์ (7) จะเห็นได้ว่าในการเผยแพร่พุทธศาสนาในยุคต้น จึงมีการสร้างพระไตรปิฎกเป็นตัวแทนของพุทธศาสนาออกไปเผยแพร่

แต่ในระยะหลังมา ชาวพุทธกลับมีพระพุทธรูปไว้กราบไหว้จำนวนมาก และได้รับการอ้างอิงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งๆ ที่เราก็เคยได้ยินคำว่า ‘พระอิฐ พระปูน’ มานานแล้ว นอกจากนี้ เรายังก้าวเลยไปถึงการสร้างพระเครื่อง และรูปเหมือนของพระสงฆ์ต่างๆ ทั้งที่ในสมัยพุทธกาลหรือแม้แต่พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่หลังพุทธกาลก็ไม่มีใครสร้างเช่นนี้ การขัดพุทธพจน์นี้ทำให้เรายึดถือพุทธแต่เพียงเปลือกหรือไม่ ทำให้เราไม่ได้เน้นการเรียนธรรมะ เน้นการนิยมวัตถุ และเท่ากับทำให้พุทธศาสนาเสื่อมลงเพราะพวกเรากันเองหรือไม่

บางท่านอาจแย้งว่า คนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอาจต้องมีพระพุทธรูปหรือพระเครื่องเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เพื่อนำพาไปสู่ธรรมะในที่สุดแต่ข้อนี้ก็คงต้องมาประเมินกันให้ชัดว่า การนี้นำไปสู่ธรรมะหรือนำไปสู่พุทธพาณิชย์เป็นสำคัญและยิ่งทำให้ชาวพุทธยึดติดในการนิยมวัตถุหรือไม่

พระพุทธรูปมีผม!

แปลกแต่จริง พระพุทธรูปส่วนมากมักมีมวยผมหรือเกล้าผม หรือมีบางสิ่งวางอยู่เหนือพระเศียร ไม่ใช่แค่มีผมธรรมดา ซึ่งไม่แปลก เพราะในสมัยพุทธกาลอาจไม่มีใบมีดโกนอย่างดี แต่ในความเป็นจริง พระพุทธเจ้าโกนผมออกบวชและดำรงอยู่เช่นนี้จนปรินิพพานในสมัยพุทธกาล องคุลีมาลก็ยังเคยเคยตะโกนว่า “สมณะโล้น (พระพุทธเจ้า) หยุดก่อน ๆ” (8) ในปัจจุบัน รูปปั้นพระที่ศีรษะโล้นส่วนมากจะเป็นพระสาวกเสียมากกว่า

กรณีนี้ หลายท่านคงไม่คิดมาก และคิดเพียงว่าเป็นการให้เกียรติ ให้พระพุทธเจ้ามีภาพลักษณ์ที่ดูงามดี (โดยเฉพาะเมื่อวางพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าเคียงคู่กับพระอัครสาวกที่โกนหัวอยู่สองข้างซึ่งมักเห็นอยู่ทั่วไป) แต่หากคิดให้จริงจัง การสร้างพระพุทธรูปโดยให้มีมวยผมหรือสิ่งอื่นอยู่เหนือศีรษะถือเป็นการบิดเบือน ดูหมิ่นพระพุทธเจ้าอย่างร้ายแรงหรือไม่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้บรรลุธรรมสูงส่ง ย่อมไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอะไร แต่ถ้าเป็นบรรพชนของเราถูกบิดเบือน-หมิ่นเช่นนี้ ท่านก็คงเสียใจอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม บางท่านอาจมองในแง่ศิลปะของการสร้างพระพุทธรูปที่สืบทอดมานับพันปี แต่ศิลปะที่สร้างให้ศาสดามีลักษณะผิดไปจากความจริง เป็นสิ่งที่ควรทบทวนหรือไม่

Discredit พระพุทธเจ้า

ในแวดวงพุทธศาสนา ผมเชื่อว่ามีขบวนการหรือความพยายามในการทำให้พระพุทธเจ้าดูด้อยลง (Discredit) อยู่เหมือนกัน ผมก็ไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้านั้นมีกี่พระองค์ แต่มักมีการกล่าวขานกันว่า ในโลกนี้มีพระพุทธเจ้ามากมายหลายองค์ หมดยุคนี้ก็ไปยุคนั้น อะไรทำนองนี้ เราไม่คิดกันบ้างหรือว่า การโฆษณาเช่นนี้เป็นการ Discredit พระพุทธเจ้า เพราะดูคล้ายกับว่า เดี๋ยวก็พ้นยุคพระพุทธเจ้านี้แล้วและไปสู่ยุคพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป

บ้างก็ ‘โหยหา’ พระศรีอริยเมตตรัย ซึ่งมีทั้งภาพวาด รูปปั้น และตำนานต่างๆ ที่กล่าวว่า จะมาเป็นศาสดาแทน (Replace) พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันและในยุคหน้านี่แหละที่จะเกิดความสมบูรณ์พูนสุข (โดยนัยก็คือดีกว่าในยุคพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้) ข้อนี้ผิดแผกไปจากความเชื่อของศาสนาอื่นที่เชื่อว่า ‘พระเจ้า’ มีหนึ่งเดียวเท่านั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่า ผู้เกี่ยวข้องในพุทธศาสนากลับปล่อยให้มีการโฆษณาถึงพระพุทธเจ้าองค์อื่นกันมากมายได้อย่างไรเพราะนี่คือการ Discredit พระพุทธเจ้าโดยคนในพุทธศาสนาเองหรือไม่

กันพระพุทธเจ้าไปจากผู้คน

ตามหนังสือของพระภิกษุ ติช นัท ฮันห์ พระพุทธเจ้ามุ่งสร้างความเท่าเทียมในหมู่ชน โดยแสดงออกด้วยการดื่มน้ำแก้วเดียวกับเด็กชายวรรณะจัณฑาล ทั้งยังให้เด็กคนนั้นดื่มก่อน และยังรับคนจัณฑาลเข้ามาอยู่ในคณะสงฆ์พระพุทธเจ้ายังเป็นผู้ไม่ถือตน โดยสมัยที่ลาจากวรรณะกษัตริย์มาบำเพ็ญเพียร เด็กชายวรรณะจัณฑาลให้หญ้ามาใช้ปูนั่ง ก็ยกมือไหว้ขอบคุณสมัยเป็นพระพุทธเจ้าก็พนมมือ น้อมกายเป็นการตอบรับพระพุทธเจ้าเคยช่วยเด็กวรรณะจัณฑาลตัดหญ้าด้วย หรือร่วมกับพระอานนท์ช่วยกันอุ้มภิกษุที่อาพาธขึ้นเตียงและเปลี่ยนจีวรให้ แล้วยังขัดถูพื้นกุฏิและซักจีวรที่เกรอะกรังดินของภิกษุดังกล่าว เป็นต้น

เป็นไปได้ไหมที่มีกระบวนการทำให้พระพุทธเจ้าแปลกแยก (Alienated) ไปจากผู้คน เรามักใช้คำราชาศัพท์กับพระพุทธเจ้า ทั้งที่พระพุทธเจ้าไม่ประสงค์จะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ แต่ประสงค์จะใช้คำพูดธรรมดา และแม้แต่ภาษาก็ยังให้ใช้ภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้กันในสมัยนั้น ดังนั้น การใช้คำราชาศัพท์กับพระพุทธเจ้า แม้ในแง่หนึ่งถือเป็นการแสดงความเคารพสูงสุด แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็อาจเป็นการไม่นำพาต่อความตั้งใจของพระพุทธเจ้าในการสละวรรณะนี้ การใช้คำราชาศัพท์ก็เท่ากับการผูกพันพระพุทธเจ้าไว้กับวรรณะเฉพาะ

โดยสรุปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การโอนอ่อนไปตามทางโลก โดยถึงขนาดขัดกับหลักการของศาสนาอย่างชัดเจนนั้น อาจเป็นเพราะการคล้อยตามอำนาจรัฐที่ปกครองมาแต่ในอดีต ในอีกแง่หนึ่ง การโอนอ่อนอาจมองเป็นกุศโลบายหวังชักจูงให้คนเข้าหาศาสนาในทางอ้อม แต่การนี้อาจเป็นความสูญเปล่าเพราะไม่อาจชักจูงให้คนเข้าหาแก่นแท้ของศาสนา กลับไปติดอยู่แต่เปลือกตลอดไปและอาจเป็นการทำร้ายพุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนาผิดเพี้ยน เข้ารกเข้าพงมากยิ่งขึ้น

ข้างต้นนี้ จึงเป็นข้อปุจฉาและวิสัชนาเพื่อให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงสถานะของศาสนาที่ถูกบิดเบือน และชาวพุทธควรยึดถือในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าให้ยึดถือไว้เหนือเหนือยศ-ศักดิ์ เหนือชาตินี้-ชาติหน้า เหนือการนิยมวัตถุ หรือเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์และประสบแต่ความสุขมีมงคลต่อชีวิตและสังคม ตามบทประพันธ์ของท่านพุทธทาสที่ว่า

  • กรรมดี ดีกว่ามงคล สืบสร้าง กุศล ดีกว่า นั่งเคล้า ของขลัง
  • พระเครื่อง ตะกรุด อุทกัง ปลุกเสก แสนฉมังคาดมั่ง แขวนมั่ง รังรุง
  • ขี้ขลาด หวาดกลัว หัวยุ่ง กิเลส เต็มพุง มงคล อะไร ได้คุ้ม
  • อันธพาล ซื้อหา มาคุม เป็นเรื่อง อุทลุม นอนตาย ก่ายเครื่อง รางกอง
  • ธรรมะ ต่างหาก เป็นของ เป็นเครื่อง คุ้มครอง เพราะว่า เป็นพระ องค์จริง
  • มีธรรม ฤามี ใครยิง ไร้ธรรม ผีสิง ไม่ยิง ก็ตาย เกินตาย
  • เหตุนั้น เราท่าน หญิงชาย เร่งขวน เร่งขวายหาธรรม มาเป็น มงคล
  • กระทั่ง บรรลุ มรรคผล หมดตัว หมดตน พ้นจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย
  • บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ใจกาย อุปัทวะ ทั้งหลาย ไม่พ้อง ไม่พาน สถานใด
  • เหนือโลก เหนือกรรม อำไพ กิเลสา- สวะไหน ไม่อาจ ย่ำยี บีฑา ฯ (9)

หมายเหตุ :

โปรดอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าได้จากบทความของผู้เขียนเรื่อง ‘พระพุทธเจ้า: ผู้ประกาศศักยภาพความเป็นมนุษย์’ ที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market172.htm

อ้างอิง :

(1) ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ดูรายละเอียดได้ที่: http://www.thaiappraisal.org/Thai/contact/Default_Dr.Sopon.htm Email: sopon@thaiappraisal.org

(2) โคลงโลกนิติ โปรดดูที่ http://www.st.ac.th/bhatips/loganit.html

(3) โปรดดูจากเว็บบอร์ดอกาลิโก http://www.agalico.com/board/showthread.php?t=15775

(4) โปรดอุดหนุนและอ่านหนังสือของมูลนิธิโกมลคีมทอง 3 เล่ม ชุดนี้ได้ที่ http://www.komol.com/autopage/show_page.php?t=1&s_id=18&d_id=18

(5) โปรดอ่านข่าวและความเห็นได้ที่ http://www.phrathai.net/node/1365 และ http://webboard.mthai.com/52/2008-07-26/402940.html

(6) พระพุทธเจ้าให้ยึดพระธรรม โปรดดูในพระไตรปิฎก http://www.84000.org/tipitaka/picture/f76.html

(7) เกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูป เช่น http://www.bhodhiyalaya.com/forum/viewthread.php?tid=317

(8) ดูเรื่องเกี่ยวกับองคุลีมาลได้ที่ http://www.larnbuddhism.com/ongkulymal/ongkuly05.html

(9) โปรดดูรายละเอียดได้ที่ http://watnuamkhanon.igetweb.com/index.php?mo=3&art=242669

Thursday, May 28, 2009

เปิดบทเรียน กกต. ดำเนินคดีอาญา-เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง"เทพเทือก"10ปี ต้องรอชาติหน้าตอนค่ำๆ

ที่มา มติชนออนไลน์

ดูตัวอย่าง 2 คดีนี้แล้ว ได้แต่คาดเดาว่า คดีนายสุเทพซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจคงต้องรอชาติหน้าตอนค่ำๆถึงจะสิ้นสุด


หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 ให้มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ใหม่กรณีให้ใบเหลืองนายธานี เทือกสุบรรณ นายก อบจ.สุราษฎร์ธานีคนปัจจุบัน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายสุริญญา ยืนนาน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี(ส.อบจ.) เขต อ.เกาะสมุย เป็นเวลา 1 ปี ตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)


ปรากฏว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดังกล่าวส่งผลสะเทือนถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ชายนายธานีและพวก เพราะคำสั่งของศาลระบุว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2.551 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายชุมพล กาญจนะ และนายประพนธ์ นิลวัชรมณี ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำผ้าขนหนูที่มีชื่อบุคคลทั้ง 3 และชื่อพรรคประชาธิปัตย์ไปมอบให้แก่ผู้สูงอายุ จำนวน 200 คนในงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2551 ของเทศบาลตำบลเกาะสมุย อ.เกาะสมุย ก่อนการเลือกตั้งนายก อบจ.และ ส.อบจ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 20 เมษายน.51 เพียง 7 วัน โดยนายธานีกับนายสุริญญาได้ลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ และวันเกิดเหตุนาย สุริญญาร่วมอยู่ในงานมอบของผู้สูงอายุด้วย โดยมิได้ห้ามปราม


จากพยานหลักฐาน มีเหตุอันควรเชื่อว่า นายสุเทพ นายชุมพล และนายประพนธ์ แจกผ้าขนหนูแก่ผู้สูงอายุ เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่นายสุริญญาและนายธานี เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57(1) และการกระทำของนายสุเทพ กับพวกเป็นผลให้ทั้ง 2 คนได้รับประโยชน์ ทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 97


การฝ่าฝืนมาตรา 57 ของนายสุเทพและพวกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาทและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิอเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี(มาตรา 118)


อย่างไรก็ตามระวางโทษดังกล่าว มิได้มีผลทันที ทาง กกต.ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง


นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า หลังจากนี้ เราก็จะส่งคำสั่งศาลอุทธรณ์ไปยังสำนักกฎหมายและคดี ของ กกต.เพื่อแจ้งให้กกต. จังหวัด ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพ นายชุมพล และนายประพนธ์ ซึ่งถือว่า เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยสามมารถยื่นได้ทันที เพราะมีหลักฐานอยู่แล้ว


หลังจากที่ กกต. แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานและยื่นเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคดีอาญาฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ


คำถามคือ พนักงานสอบสวนหรือตำรวจจะใช้เวลานานเท่าใดในการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานอัยการจะใช้เวลาเท่าใดในการพิจารณาสำนวน และเมื่อส่งฟ้องศาลแล้ว จะใช้เวลานานเท่าใดในแต่ศาล จนถึงศาลฎีกา เพราะนายสุเทพเองก็ประกาศแล้วว่า จะต่อสู้งจนถึง 3 ศาล

คำถามดังกล่าวคงไม่มีใครตอบได้แน่ชัด แต่จากบทเรียนของ กกต.คดีเหล่านี้กินเวลานานมาก เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับนักการเมืองโดยเฉพาะนักการเมืองใหญ่ที่มีอิทธิพล อาจทำให้พนักงานสอบสวนใส่เกียร์ว่างได้


ตัวอย่างเร็วๆนี้ได้แก่

หนึ่ง คดียุบพรรคไทยรักไทยซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยในคำตัดสินระบุว่า นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล และ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยในข้อหาเป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง

หลังจากนั้น กกต.มีมติเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550ให้ดำเนินคดีอาญากับนายพงษ์ศักดิ์ และพล.อ.ธรรมรักษ์ กับบุคคลอื่นในพรรคเล็กรวม 9 คน


กกต.ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีนายพงษ์ศักดิ์ และพล.อ.ธรรมรักษ์ ต่อกองบัญชาการสอบสวนกลางตามหนังสือ ที่ ลต.0201/8645 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2550

จนบัดนี้เวลาล่วงเลยมานานถึง 2 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าคดีคืบหน้าไปถึงไหน พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้พนักงายอัยการแล้วหรือยัง หรือมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแล้วแบบเงียบๆ


สอง กกต.มีมติให้ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมาและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551ว่า ให้ดำเนินคดีอาญาเพียงอย่างอย่างเดียว โดยไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง(ใบแดง)ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทั้งๆที่ กกต.วินิจฉัยว่า นายบุญจง ปราศรัยใส่ร้ายคู่แข่งและแจกทรัพย์สินซึ่งเป็นความผิดตาม มาตรา 53 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)และ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ( คำวินิจฉัยสั่งการของกกต.ที่ 357/2551)


แต่กว่า กกต.จะส่งเรื่องให้ กกต.จังหวัดร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายบุญจงที่ สภ.จักราช จังหวัดนครราชสีมาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552(ตามหนังสือด่วนที่สุด ลต.0601/27 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธุ์ 2552) หลังจากเวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี


ขณะนี้เวลาผ่านไป 3 เดือนกว่าแล้ว ไม่รู้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานไปถึงไหน เพราะนายบุญจง นั่งเก้าอี้ใหญ่เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย


ดูตัวอย่าง 2 คดีนี้แล้ว ได้แต่คาดเดาว่า คดีนายสุเทพและพวกซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจคงต้องรอชาติหน้าตอนค่ำๆถึงจะสิ้นสุด


ใครหวังว่าจะเห็นนายสุเทพถูกศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนาน 10 ปี คาเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีคงได้แต่ฝันค้าง

มาแล้ว พรรคพันธมิตรฯ

ที่มา เดลินิวส์

จะชื่ออะไร ยังไม่รู้ ระหว่าง พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคเทียนแห่งธรรม หรือ พรรคการเมืองใหม่ แต่จะชื่อไหนก็ไม่สำคัญเท่า พันธมิตรฯลงมติให้ตั้งพรรคการเมือง เมื่อ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา

ที่ต้องมีพรรคเอง มีเหตุผลหลายอย่าง เช่น ประชาธิปัตย์ทำให้ผิดหวัง มีแต่พรรค น้ำเน่า เล่นการเมืองแบบเก่า ๆ ต้องตั้งพรรคน้ำดีไปไล่น้ำเน่า ต้องทำการเมืองใหม่ โดยมีตัวเลข น่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ 30 คน ฯลฯ

สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ประกาศพันธสัญญา 3 ข้อ 1.จะร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ของวีรชนเพื่อพิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข 2.ส่งเสริมและสนับสนุนคนดีให้เข้าสู่อำนาจ ร่วมกันปกป้องคนไม่ดีเข้ามามีอำนาจทุกวิถีทางถึงที่สุด 3.จะเป็นความหวังและความจริงของประชาชนชาวไทย เพื่อผลักดันการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

ข้อ 1. เป็นพันธกิจสำคัญของทุก พรรคที่ต้องปกป้องระบบการเมืองนี้ไว้ถึงที่สุดอยู่แล้ว ข้อ 2. ทุกพรรคก็ประกาศ แต่มักเหลว เป๋ว ส่วน ข้อ 3. เดินหน้าสู่ การเมืองใหม่ ที่ยังไม่รู้จะสูตรไหน

แต่ดั้งเดิมคือ สูตรอ้อย น้ำตาล 70 ต่อ 30 ที่หลุดจากปากสุริยะใส นั่นล่ะ จะมี ส.ส. สรรหา (ลากตั้ง) 70 และ เลือกตั้ง 30 (ต่อมาเป็นสูตร 50 ต่อ 50) ทั้ง 2 สูตร ก็ถูกด่ายับว่า พาประชาธิปไตยลงเหว ดูถูกประชาชนว่าไร้สมอง

เหมือนรธน.ปิศาจคาบไปป์ คน 7 คน ลากตั้ง ส.ว.ได้ 74 คน แต่คน 63 ล้านคน กลับเลือก ส.ว.ได้เอง 76 คน เป็นรธน.ที่พันธมิตรประกาศว่า ห้ามแตะต้อง ห้ามแก้ไขเด็ดขาด ถ้าแก้ จะเดินขบวนขับไล่รัฐบาลนั่นแหละ

ใครจะเป็นหัวหน้าพรรค สนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สมเกียรติ พงษ์ ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย หรือ ประสงค์ สุ่นศิริ ดูชื่อชั้น แล้ว สนธิ มีศักยภาพสูงสุด หลังรอดตายปาฏิหาริย์จากถูกลอบสังหาร

สนธิจะทำให้การเมืองมีสีสัน และ ร้อนแรงสุดสุด เรื่องเจ้าตัวเป็นบุคคลล้มละลาย ไม่น่ามีปัญหาหรอก เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติห้ามเป็นหัวหน้าพรรค ก็ขอให้ได้เป็น จะได้มาทำ การเมืองใหม่ ???

ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย!!!

เรื่องนโยบายพรรคยังเร็วไปที่จะพูด แต่เห็น สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นแนวร่วมสำคัญ ตอนรัฐบาลสมัคร ก็ขู่ ตัดน้ำ ตัดไฟ มาแล้ว วันประกาศ ตั้งพรรค สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจฯ ออกมาประกาศ จุดยืนดังลั่น

ต้องทวงคืน ปตท. ?!?

แต่ ปตท.ตอนนี้อยู่ในตลาดหุ้น จะทวงคืนมา ก็ต้องเอา ปตท.ออกมาจากตลาดหุ้นให้ได้ แล้วเอากลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจแบบเก่า ซึ่งก็ดี ตอนหาเสียงเลือกตั้ง อย่าลืมประกาศเป็นนโยบายหาเสียงไว้ด้วยแล้วกัน

อีกเรื่อง มาแล้วก็ควรล้าง ประชานิยม กับ โคตรประชานิยม ที่ ปชป.เบิ้ลไว้ซะให้หมด เพราะบนเวทีปราศรัย จะแกนนำรุ่น 1 รุ่น 2 หรือนักวิชาการพันธมิตรฯ ด่ายับ เป็นระบบทุนสามานย์ทำลายชาติ ในนโยบายของพรรค ก็ควรล้างบางประชานิยม อย่าไปเอาเยี่ยงอย่างปชป.ที่ลอกไทยรักไทยมา

อีกอย่าง พันธมิตรฯประกาศ ชัด ถึงตั้งพรรคแล้วก็ยังจะทำการเมืองภาคประชาชน (การเมืองข้างถนน) คู่ขนานกันไป ก็คงเป็นการเมืองใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง สู้กันในสภาเสร็จไปสู้กันข้างถนนต่อ !?

ที่อยากรู้สุด ๆ ก็คือมวลชน (ที่พันธมิตรฯบอกมี 20 ล้าน) และเป็นฐานเสียงใหญ่ของ ปชป.เช่นกัน โดยเฉพาะภาคใต้ จะเกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง เดินร้องไห้เข้าคูหา รักพันธมิตรฯ แต่เลือกพรรคเก่าแก่ หรือไม่

ประการหลังนี้ล่ะ อยากให้เลือกตั้งวันนี้ พรุ่งนี้ เลย จะได้รู้กันไป.

ดาวประกายพรึก

บทกวี “สุญญตา 2” โดย....... วิสา คัญทัพ

ที่มา thaifreenews

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปล่อยวาง ลดละ สุญญตา

วิสา คัญทัพ


ไม่ยึดมั่น ถือมัน อันนั้นอันนี้ ตัวตน ไม่มี ดังปรารถนา

ปล่อยวาง ลดละ สุญญตา หัวใจพุทธศาสนาอันสำคัญ

จิตเห็นว่า ไม่มี โดยบริสุทธิ์ จิตถึงความเป็นพุทธ ไม่ไหวหวั่น

ทุกข์สุข กิเลสตัณหา สารพัน ไม่มี ทั้งนั้น อนัตตา

ไม่มี สัตว์โลก มวลมนุษย์ ธรรมบริสุทธิ์แสวงหา

ก็ไม่ยึด ยื้อยุด ฉุดเอามา แม้องค์พระศาสดาก็ไม่มี

แต่สุญญตาคงดำรงอยู่ ในหมู่บรรพชิตชีวิตวิถี

เป็นอรหันต์แล้วแก้วมณี สุญญตาก็ไม่หนีไปที่ใด

แม้พระพุทธเจ้า ยังตรัสว่า ตถาคตฆ่าเวลาเป็นส่วนใหญ่

ด้วยสุญญตาวิหารสถิตใน สติสัมปชัญญะใจอันแจ้งจริง

สุญญตาจึงเป็นอภิธรรม สุดประเสริฐเลิศล้ำเหนือทุกสิ่ง

วิมุติสุขเป็นของว่าง ไม่อ้างอิง สงบนิ่ง เสวยได้ แท้ไม่มี.

(บทกวี “สุญญตา 2” โดย วิสา คัญทัพ)


“ในเวลานี้ พี่น้องชาวไทยเราจำนวนหนึ่งกำลังถูกพัดพาให้ไปยึดถือบัญญัติว่าอะไรเป็นประชาธิปไตย อะไรไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วเถียงกันเอาเป็นเอาตาย โดยลืมไปว่าทั้งหมดเป็นแค่สมมุติสัจจะ เป็นความจริงสัมพัทธ์ที่ขึ้นต่อนานาปัจจัย และไม่มีอันใดเที่ยงแท้ถาวร อย่างนี้เรียกว่าติดกับอยู่ในทวิภาวะซึ่งเป็นบ่วงทุกข์อันหนักหน่วงและคงเปลื้องทุกข์ไม่ได้ถ้าไม่ถอนตัวกลับมาสู่มัชฌิมาปฏิปทา”

ความข้างบนเป็นถ้อยคำของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กล่าวในปาฐกถาเกียรติยศชื่อ “อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ” ชุด “พุทธธรรมพาไทยพ้นวิกฤติ” มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ณ.หอประชุมมหิศร สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 ผมฟังแล้วโดนใจเป็นที่ยิ่ง สงบเย็น เป็นสุข เป็นจริง เป็นสัจจะ มิมีข้อต้องถกเถียงขัดแย้งแต่อย่างใด

ผมรู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุลเพราะเติบโตมาในยุคเดียวกัน มีโยงใยในทางประวัติศาสตร์สำคัญคือ 14 ตุลาคม 2516 ขณะผมถูกจับอยู่ในเรือนจำชั่วคราวบางเขนในข้อหา 13 กบฏรัฐธรรมนูญ เสกสรรค์ ยืนเป็นผู้นำนักศึกษา นำเยาวชนนักเรียนนักศึกษาและประชาชนเรียกร้องให้เผด็จการปล่อย 13 กบฏโดยไม่มีเงื่อนไข ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสุดกำลัง ในชีวิตเสียดายอย่างหนึ่งก็คือ การไม่มีโอกาสสนิทสนมกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุลเป็นส่วนตัวเหมือนกับที่ผมเคยสนิทสนมกับ ธีรยุทธ บุญมี กับเสกสรรค์ส่วนมากก็แค่ทักทายกันเมื่อพบปะเจอะเจอในวาระโอกาสต่างๆ ความที่ผมเป็นนักดื่มคนหนึ่ง ทราบมาบ้างว่า บางวาระกับมิตรสหายที่สนิท เสกสรรค์จะดื่มและสนทนาอย่างสนุก ออกรสชาติ และได้สาระ ถ้าได้ร่วมวงก็คงประทับใจในความทรงจำมิลืมเลือน ความที่นิยมชมชอบกันอยู่เป็นพื้น เข้าทำนอง ตำจอกหนเดียว เป็นเสี่ยวทั้งชีวิต แต่อย่าง ธีรยุทธ บุญมีไม่น่านับเป็นนักดื่ม หรือผมอาจไม่สนิทกับเขามากจนถึงขนาดได้เมาด้วยกันก็เป็นได้จึงไม่มีจุดสะดุดใจอะไรมาเล่าสู่กันฟัง

โยงใยอีกหนึ่งกรณีก็เป็นกรณีประวัติศาสตร์สำคัญคือ การชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ของชาวนาไทยทั่วประเทศราวปี 2518 ช่วงเย็นย่ำใกล้ค่ำของวันหนึ่ง เสกสรรค์ขึ้นปราศรัยบนเวที ผมส่งบทกวี “ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ตั้งใจให้เสกสรรค์อ่านบนเวที นั่นเป็นการเผยแพร่บทกวีบทนี้สู่สาธารณชนนับหมื่นคนเป็นครั้งแรกโดยที่บทกวีบทนี้ยังไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน เสกสรรค์อ่านปิดท้ายคำปราศรัยของเขาด้วยน้ำเสียงของคนที่อ่านบทกวีเป็น จึงอ่านได้หนักแน่นและทรงพลังเป็นที่สุด ได้รับการปรบมือและโห่ร้องสนั่นหวั่นไหว เป็นการจบการพูดที่เกรียงไกรจริงๆ และเมื่อเสกสรรค์ลงจากเวที ผมก็เพียงได้จับมือเขาเพื่อแสดงความยินดีด้วยเท่านั้น

โยงใยครั้งที่สาม เราเดินสวนกันที่หน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วันหนึ่ง หนังสือพิมพ์เสียงใหม่รายวันฉบับวันนั้นลงตีพิมพ์บทกวีของผมชื่อ “ดาบก็ดาบ มีดก็มี ทวนก็ทวน ปืนก็ปืน” เป็นการเขียนตอบโต้บทกวีของไพบูลย์ วงษ์เทศที่เขียนลงในประชาชาติก่อนหน้านี้ชื่อบทว่า “ด้วยดาบ ด้วยมีด ด้วยทวน ด้วยปืน” เสกสรรค์ถามว่าทะเลาะอะไรกันหรือ จำไม่ได้แล้วว่าผมตอบหรือไม่ได้ตอบเสกสรรค์ว่าอย่างไร แต่ในความจริงไม่ได้ทะเลาะอะไรกันเลยเป็นเพียงการโต้คารมในเชิงกวีเท่านั้นเอง แต่ว่าเป็นการโต้บทกวีกันในช่วงท้ายๆของความขัดแย้งทางความคิดในอิทธิพลปฏิวัติวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบมาจากจีนเรื่อง “เผาวรรณคดี” ทำนอง.. “คำเผาที่เขาเผย มิใช่เพลิงที่เผาผลาญ เพียงยับลงกับกาล เวลาวัดและตัดสิน”

สำหรับผม เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเป็นคน “คมความคิด คมคารม” ขณะพูด และ “คมความคิด คมสำนวน” ขณะเขียน ไม่ว่าจะเขียนหรือพูดภาษาของเสกสรรค์ก็หนักแน่น ทรงพลัง สละสลวย การบรรยายของเขานิ่มเนียนได้อารมณ์ ที่สำคัญเปี่ยมด้วยความรู้สึกแห่งชีวิตที่เป็นเลือดเป็นเนื้อแฝงฝังอยู่ในทุกตัวอักษร ผมจึงชอบอ่านงานของเสกสรรค์และชอบฟังเสกสรรค์พูด ถึงแม้ไม่อยู่ในขั้นขาประจำติดตามตลอด แต่ทว่าก็ติดตามใกล้ชิดอยู่พอควร

เสกสรรค์เข้าป่าก่อนผม เขาเดินทางอ้อมออกทางต่างประเทศแถบยุโรป ก่อนวกเข้าป่าโดยมาอยู่ที่หน่วยงาน A 30 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่ตั้งอยู่ ณ.แขวงอุดมชัย ประเทศลาว เป็นโรงเรียนการเมืองการทหาร ที่เดียวกับที่ผมได้เข้าไปอยู่หลังจากเสกสรรค์เดินทางไปแนวหน้าแล้ว แต่เราก็มีจัดตั้งคนเดียวกันนาม สหายเพชร และสหายไหม

ถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า เราจะเลือกเรียนโรงเรียนเดียวกันโดยบังเอิญอีก จากโรงเรียนการเมืองการทหาร สู่โรงเรียนการพุทธการธรรม ผมสนใจศึกษาเรื่องธรรมโดยปกติของอายุขัยที่อยู่ในวัยพุทธธรรมหลั่งไหลเข้าหัว เมื่อหาหนังสือธรรมมาอ่านอะไรๆก็ดูเข้าใจได้และถูกต้องไปทั้งหมด จากที่เคยอ่านธรรมไม่สนุกก็กลายเป็นอ่านแล้วไม่อยากวาง ใช้ชีวิตไปตามธรรมชาติมาพอสมควรจึงเข้าใจว่าธรรมคือธรรมชาติ คือธรรมดา ที่พระพุทธเจ้าพยายามพร่ำสอนว่า มันจักต้องเป็นเช่นนี้....

“มันจักต้องเป็นเช่นนี้ ชั่วดี เลวร้าย ได้กับตัว กรรมใดใครก่อไว้จะพันพัว ส่งผลติดตามตัวนิรันดร์ไป สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ก่อกระทำมา กรรมุนาวัฏฏิโลโก”

สุกงอมถึงขั้นเข้าก็แต่งเพลงธรรมออกมาได้ สุกงอมถึงขั้นเข้าก็เขียนบทกวีธรรมได้ ขณะนี้ “คีตกวีธรรม” ของผมกำลังอุ่นร้อนอยู่ในโรงพิมพ์จะปรากฏเป็นเล่มภายในสิ้นปีนี้ เมื่อเห็นเสกสรรค์พูดถึง “สุญญตา” ก็โดนทันที โดนใจอย่างยิ่งครับ เมื่อนำ สุญญตามาจับเข้ากับอำนาจก็เกิดเป็น “อำนาจแห่งความว่า ความว่างแห่งอำนาจ” ขึ้นมาในทันที เสกสรรค์ ประเสริฐกุลกล่าวในตอนหนึ่งว่า

“การที่คนเรามองไม่เห็นสุญญตา ทำให้ชอบแบ่งโลกเป็นคู่ขัดแย้งต่างๆ ชอบบัญญัติลงไปว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้ชั่ว สิ่งนี้สวยสิ่งนั้นอัปลักษณ์ สิ่งนี้บริสุทธิ์สิ่งนั้นมีมลทิน ฯลฯ การมองโลกแบบทวิภาวะเช่นนี้ แท้จริงแล้วมักผูกโยงอยู่กับอัตตา ซึ่งนำไปสู่การปะทะขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ เพราะต่างฝ่ายต่างอยากกำหนดความเป็นไปของโลกด้วยปัจจัยเดียวคือตัวเอง และโทษผู้อื่นเป็นต้นเหตุโดดๆ แบบไม่มีที่มาที่ไป...”

“คนเราเมื่อว่างจากตัวตน ว่างจากทิฏฐิ เมตตาย่อมเกิด กรุณาย่อมเกิด อุเบกขาย่อมเกิด ทำให้สามาถรับฟังความคิดเห็นต่างๆได้ง่ายขึ้น มองโลกครบถ้วนขึ้น จากนั้นสภาพจิตก็จะเปลี่ยนจากวิเคราะห์เป็นสังเคราะห์ เปลี่ยนจากแยกส่วนเป็นหลอมรวม เปลี่ยนจากความรู้รอบเรื่องบัญญัติเป็นความลุ่มลึกแห่งปัญญาญาณ พูดอีกแบบหนึ่งคือ มัชฌิมาปฏิปทาเป็นเรื่องของการเปิดประตูใจ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การพบทางออกในเหตุการณ์รูปธรรมทั้งปวงเมื่อใจสงบ หยั่งถึงความว่างทุกอย่างก็เป็นไปได้ตามกฎธรรมชาติ สรรพสิ่งล้วนก่อรูปขึ้นในความว่าง”

“ถามว่า แล้วทำไมความว่างจึงเป็นอำนาจด้วย คำตอบคือ อำนาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ อำนาจไม่ใช่สิ่งของหรือพลังวิเศษที่ผู้ใดจะยึดครองไว้ได้โดยไม่สัมพัทธ์กับเงื่อนไขต่างๆเช่นเดียวกับปรากฏการณ์อื่นๆ ปรากฏการณ์แห่งอำนาจเกิดขึ้นและดำรงอยู่โดยอิงอาศัยนานาปัจจัย

พูดอีกแบบหนึ่ง อำนาจมีกฎเกณฑ์ในการก่อเกิด ดำเนินไปและดับสูญอย่างเคร่งครัด และกฎเกณท์เหล่านั้นก็อยู่ในกรอบกฎอิทัปปัจจยตาอย่างเลี่ยงไม่พ้น เช่นนี้แล้ว อำนาจจึงเป็นสุญญตา อำนาจไม่มีแก่นสารอิสระจากปัจจัยที่ค้ำจุน อำนาจมีลักษณะเป็นความว่างอย่างยิ่ง”

วันนี้ของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกิล เป็นวันนี้ที่ไม่ได้อยู่ในทวิภาวะ ดูแล้วน่าจะต่างจากบทบาทของธีรยุทธ บุญมี หรือเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวคือไม่มีภาพสนับสนุนฝ่ายใด ทั้งโดยความคิดและการนำสรีระร่างกายไปปรากฎตัวตน เสกสรรค์ดำรงอยู่ในการหยั่งเห็นความว่างแห่งสุญญตา ทว่า “ความว่างในภาษาธรรมไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่าโล่งเตียน ไม่มีอะไรเลยตามที่เข้าใจกันในภาษาสามัญ หากหมายถึงสภาพความจริงที่สรรพสิ่งในโลกล้วนอิงอาศัยกัน เกิดขึ้นและมีอยู่ ด้วยเหตุนี้แต่ละสิ่งจึงปราศจากแก่นสารในตัวเอง หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ ไม่มีอัตลักษณณ์แยกต่างหาก”

การหยั่งเห็นความว่างดังกล่าวจึงใกล้ชิดกับหลักธรรมสำคัญ มัชฌิมาปฏิปทา เสกสรรค์กล่าวย้ำว่า “ธรรมข้อนี้ไม่ได้หมายถึงทางที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสาย ไม่ได้หมายถึงทัศนะไม่เลือกข้างเพื่อเอาตัวรอด และยิ่งไม่ใช่หมายถึงการหาประชามติจากคนกลางๆที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด มัชฌิมาปฏิปทา หมายถึง การถอนอุปาทานจากความคิดสุดโต่งทั้งปวง หมายถึงการมองเห็นความสมมุติของทวิภาวะ เห็นความไม่จริงของบัญญัติต่างๆที่ผู้คนมักยกอ้างมาขัดแย้งกัน”

วันนี้ของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นวันนี้ที่ผ่องอำไพด้วยจิตใจแห่งธรรม สงบนิ่ง สง่างาม ถวายตัวเป็นลูกศิษย์นอกจัดตั้งกับท่านพุทธทาสไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกันกับผม ทว่าอาจารย์เสกสรรค์อาจลุ่มลึกในธรรมมากกว่า ส่วนผมยังงมงำงุนงงค่อยๆคลำค่อยๆคว้า ค้นหาทางทำความเข้าใจไปทีละเล็กละน้อย อาจจะช้าสักหน่อย แต่ก็คงไม่หลีกเร้นตกรางไปทางไหน ท้ายสุดนี้ขอคารวะด้วยบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง ทั้งขอแสดงตนว่าชื่นชม และจะติดตามผลงานของท่านไว้ประดับปัญญาต่อไป ขอจบด้วย “คีตกวีธรรม” บทที่ชื่อ “สุญญาตา 1” ของ วิสา คัญทัพ เพื่อความสวัสดิมงคลครับ

สาวก ภาสิตา คือภาษิต ไพเราะ วิจิตร ประดิษฐ์สร้าง อันสาวก กล่าวแล้ว นอกแนวทาง

นอกเรื่องไปบ้าง อ้างกันไป ตถาคต ภาสิตา คือภาษิต สุญญตา ชีวิต สว่างไสว

ตถาคต กล่าวแล้ว แวววาวใจ วิจิตรไพเราะกับการดับทุกข์ สุญญตาเป็นตถาคตภาษิต

จับใจ จับจิต ปิติสุข โลกุตระ เหนือโลก ทุรยุค เร้ารุก ลึกล้ำ คัมภิรา

งามทั้งเบื้องต้น บนความว่าง งามทั้งท่ามกลางที่ขวางหน้า งามทั้งตรงปลาย อย่างทายท้า

สวยสง่า หมดจด แห่งงดงาม.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 10:52:52 am โดย แมวอ้วนอ้วน »

ทักษิณให้ทุน อภิสัดให้ทาน ...ทักษิณให้งาน อภิสัดให้เงิน

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย Bugbunny
วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2009 เวลา 16:10 น.
alt alt
ความ แตกต่างในนโยบายเศรษฐกิจและประชาสังคมของนายกรัฐมนตรีสองคนนี้จำกัดความได้ ง่าย ๆ อยู่แค่นี้เอง เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าบริหารประเทศนั้นมันเป็นช่วงยุคต่อจากความล่มสลายของประเทศไทยภายหลัง วิกฤติต้มยำกุ้งและการเป็นหนี้ IMF ในช่วงนั้น เคยมีผู้คำนวณไว้ว่าคนไทยจะต้องช่วยกันทำงานใช้หนี้ประมาณสี่สิบปีเป็นอย่าง น้อยกว่าจะใช้หนี้ IMF หมด

อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


โดยเฉพาะในช่วงเมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิ ปัตย์ โดยมีนายชวน หลีกภัย เป็นนายก ฯ เข้าบริหารประเทศต่อจากพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นั้น ทุกคนที่อยู่ในเมืองไทยไม่เคยลืมว่า นายชวน หลีกภัย และนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รมต.คลัง ผู้ดับอนาคตทางการเมืองของตนเองไปเรียบร้อยแล้วนั้น ทำให้คนไทยสิ้นหวังไร้อนาคต จากการเป็นลูกไล่ที่ดีของ IMF ได้มากมายขนาดไหน ข้าราชการระดับสูงคนหนึ่งในกระทรวงการคลังเล่าถึงความเจ็บช้ำน้ำใจสมัยที่ ต้องทำงานตามคำสั่งของเจ้าหน้าีที่ IMF ซึ่งเป็นคนอินเดียที่ให้ขึ้นค่าไฟฟ้าด้วยการแถมค่า FT เข้าไปอีกแม้จะเพิ่มราคาต่อหน่วยไปแล้ว จัดการให้ค่าน้ำขึ้นราคาทันที รัฐวิสาหกิจประเภทที่ทำกำไรต้องแปรสภาพให้เอกชนเข้าร่วมทุน ถ้าไม่สร้างกำไรต้องยุบเลิก และไม่ใช่หน้าที่ของข้าราชการไทยที่จะต้องห่วงใยพนักงานคนไทยที่ต้องถูกเลิก จ้างแต่ประการใด

“มันเป็นพวก แขกอินเดีย พวกนี้พูดเขียนภาษาอังกฤษดีกว่าเราเพราะเคยเป็นเมืองขึ้น ไม่เคยรับผิดชอบเศรษฐกิจประเทศไหนทั้งสิ้น แต่เข้ามาคุมเราอีกชั้นหนึ่ง มันสั่งเราต้องทำ เพราะเราเป็นลูกหนี้องค์กรมัน มันไม่สนใจเลยว่าคนไทยต้องลำบากอย่างไร เพราะไม่ใช่คนไทยด้วยกันเหมือนเรา”

เศรษฐกิจ ไทยในวันนั้นมีแนวโน้มไปในทางที่ดีทันที เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเริ่มดำเนินนโยบายส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้น เป็นวิธีที่ไม่ได้ใหม่อะไรเลย ปกติทั่วประเทศมีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมอยูแล้วมากมาย แต่ทั้งหมดถูกปล่อยตามยถากรรม ดิ้นรนต่อสู้เอาตัวรอดกันเอง ไม่มีใครสนับสนุนเลย รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาใช้การตลาดสมัยใหม่ส่งเสริม เช่น สร้างแบรนดิ้ง OTOP ส่งเสริมการขายและการตลาดกระจายไปทั่วโลก อัดฉีดทุนเข้าไปเสริมสภาพคล่อง ผลักดันให้ตลาดต้องการ เศรษฐกิจก็เริ่มเคลื่อนตัว สร้างงานสร้างรายได้ให้หมุนเวียนขึ้นภายในประเทศ เพราะสินค้า OTOP นั้นมีอยู่ทั่วประเทศ เป็นสิ่งที่คนไทยทำขายกันเองอยู่แถวบ้าน ถ้าขยายการขายออกมาให้กว้างระดับชาติระดับโลกเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น สินค้าตามเมืองใหญ่อื่น ทำไมจะสร้างงานสร้างเงินขึ้นมากมายไม่ได้

ส่วน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ รัฐบาลไทยรักไทยอัดฉีดทุนเข้าไปสร้างงานสร้างธุรกิจให้เคลื่อนไหว ส่งเงินเข้าเป็นกองทุนหมู่บ้านเพื่อให้หน่วยย่อยของประเทศเข้าถึงทุน สร้างงานให้เขา ไม่ใช่เอาแต่จะให้ต่างชาติมาลงทุนตั้งโรงงานมหึมา จ้างคนไทยผลิตสินค้าในแบรนด์ต่างชาติออกไปขายเมืองนอกลูกเดียวที่สภาพัฒน์บี โอไอทำกันมายาวนาน เีที่ยวคุยว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพราะการลงทุนเหล่านี้ โปรดช่วยคำนวณออกมาหน่อยว่า งานที่สร้างให้คนไทยเข้าไปรับจ้างเต็มที่ไม่เกินโรงงานละสองพันคนนั้น ทั้งปีได้งานกันกี่คน แล้วที่เหลือเล่าคนไทยหรือเปล่า

นโยบายแบบ ทักษิณให้ทุนไปทำงาน แต่นโยบายแบบอภิสัดคือการให้เงินขอทาน เริ่มจากเช็คสองพันบาท แจกเงินโน่นนี่เต็มไปหมด เบี้ยโน้นเบี้ยนี้ เรียนฟรี ฯลฯ แต่ไม่เคยคิดกันต่อไปเลยว่า ให้เงินเขาไปเพื่อให้เขาไปสร้างเงินเพิ่มได้อย่างไร แจกไปเสร็จไม่กี่วันผู้ได้รับก็ใช้กันหมด แบงก์ได้ค่าพิมพ์เช็ค ห้างสรรพสินค้าได้เงินที่คนไปซื้อของ ฯลฯ แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็ไถเงินคืนกลับแบบสุดโหดทันที ขึ้นภาษีบุหรี่เหล้าน้ำมันรายวัน และเตรียมรีดไถประชาชนให้ทุกข์ยากเพิ่มกันอีกหลายอย่าง ไปคำนวณกันดูเองได้เลยว่า สองพันบาทที่อภิสัดแจกให้ หรือเบี้ยทั้งหลายเดือนละสี่ห้าร้อยบาทนั้น เมื่อเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มในค่าน้ำมันเหล้าบุหรี่ ค่าน้ำค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจช่วงนี้นั้น วันนี้มันเกินกว่าสองพันไปกี่พันแล้ว ถือว่าตอนนี้ประชาชนไม่ได้รับอะไรจากอภิสัดเลย ที่ได้มาก็กลายเป็นของเสียลงส้วมไปตั้งแต่อาทิตย์แรกแล้ว แต่โดนอภิสัดและกรณ์ปล้นเงินกลับอย่างเลือดเย็นทุกวินาที ด้วยค่าน้ำค่าไฟฟ้าค่าเหล้าบุหรี่น้ำมันที่ต้องจ่ายเพิ่มกันขึ้นมากี่พันบาท แล้วในขณะนี้

ความมั่งคั่งทาง เศรษฐกิจของไทยนั้นมีมาก ที่จริงไม่สมควรทำให้คนไทยยุคไหนต้องลำบากเลยแม้แต่น้อย แต่ข้อมูลก็คือรายได้จากผลผลิตมวลรวมประชาชาติของประเทศนั้นมันกลับคืนสู่ ประชาชนไม่เท่าไหร่ กว่าหกสิบห้าเปอร์เซ็นต์คือรายได้ขององค์กรขนาดมหึมาอันรวมถึงทุนใหญ่ทั้ง หลาย โดยเฉพาะุทุนที่ร่ำรวยและเอาเปรียบที่สุดในเมืองไทยบางทุน ที่ค้าขายได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย สอดแทรกเข้ามาในทุกวินาทีของชีวิตคนไทยอย่างแนบเนียน แต่ไม่เคยคืนอะไรให้กับคนไทยเลย รับเนต ๆ มาตลอด แถมยังมาขอเอี่ยวจากงบประมาณที่ต้องนำมาใช้เพื่อตอบแทนให้คนไทยผู้เสียภา ษีั่ทั่วประเทศอีกต่างหาก

แต่อภิสัดไม่เข้าไปแตะทุนพวกนั้นเลย รีดไถประชาชนแทน คนไม่ทำงานทำการค้าขายมาเลยสักครั้งในชีวิต กินแต่มรดกเจ้าคุณปู่ตลอดแบบเขาย่อมไม่มีวันรู้ว่า การแจกเงินนั้นมันทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนเพียงเดี๋ยวเดียว แต่การสร้างงานต่างหากที่จะไปสร้างความมั่งคั่งระยะยาวให้คนส่วนใหญ่ พวกคนที่คุ้นเคยกับการแจกเศษเงินให้ข้าทาสบริวารหรือขอทานโดยอ้างว่าเป็น ปริจาคกุศลนั้น ต่างไม่เคยทำมาหากินกันเองเป็นสักคน พวกนี้ไม่ต้องลงมือทำการผลิต คิดกันแต่เพียงว่า ไอ้พวกฐานันดรไพร่้หรือชาวบ้านนี่มันแย่มาก ให้ทานกันขนาดนี้แล้วยังมาเหิมเกริมเรียกร้องอะไรกันนักหนาอีก

ทักษิณ ให้ทุน อภิสัดให้ทาน ...ทักษิณให้งาน อภิสัดให้เงิน มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ อย่าไปหวังอะไรกับรัฐบาลอภิสัดและกรณ์ จริงอย่างที่ทักษิณพูด ทำงานไม่เป็นยังไ่ม่พอ แจกเงินยังไม่เป็นอีก เพราะแจกเงินให้เขาไปใช้เล่น ไม่ใช่ให้เขาไปสร้างงานสร้างเิงินแล้วพึ่งพาตัวเอง คิดแบบอำมาตย์จริง ๆ ทุกคนคือไพร่ทาส จงมารับทานจากผู้ร่ำรวยกว่า แล้วเจียมตัวเจียมใจเป็นขอทานกันต่อไป

ต่างประเทศบอก Good by Thailand!!!!

ที่มา thaifreenews

หลังสงการนต์เลือดในประเทศไทยมีการสร้างหนังคาวบอยเรื่องใหญ่ตบตาชาวโลก เอาแบบ จอห์น เวน เลย
คือซันโวคู่อริด้วยปืนเอ็ม 16 ปังๆๆๆใส่รถยนต์ของคู่อริ รถยนต์ถูกลูกกระสุนแทบจะทั่วตัวรถบางส่วนของท้ายรถกระจกหลังร่วง คนในรถบาดเจ็บสาหัส แต่คู่อริของ จอห์น เวนกลับไม่เป็นอะไรกระสุนแค่ถากศรีษะ
แต่เลือดอาบตัวงง คู่อริ จอห์น เวน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหมอให้สัมภาษณ์ว่าต้องผ่าหัวสมองแถมโชว์วิธี
การผ่าสมองของคู่อริ จอห์น เวนทางสื่อต่างๆ หลังจากนั้นก็ได้เห็นภาพออกมายังทั่วโลกในความสามารถของหมอไทยที่ผ่าหัว คู่อริ จอห์น เวน อย่างเก่งกาจ ให้หลังไม่กี่วันข่าวออกมาว่าคนไข้ของหมอไทยที่แสนเก่งคนนี้หมออนุญาติให้กลับบ้านได้ ต่างประเทศงงเป็นไก่ตาแตกคนไข้อาการหนักขนาดต้องผ่าหัวทำไมหายเร็วจังแถมหน้าผากที่มีรอยเย็บเหมือนรถตีนตะขาบก็หายไปอย่างรวดเร็ว หมอต่างประเทศยิ่งงงใหญ่ว่าหมอไทยนี่ยอมเชื่อถือฝีไม้ลายมือฉกาจ

วันนี้ข่าวต่างประเทศออกมาว่าคู่อริของ จอห์น เวน เกณฑ์พรรคพวกปลุกระดมคนอีก ขึ้นบนเวทีปราศรัยใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้ซึ่งรอยแผลเป็นให้เห็น อะไรจะรวดเร็วขนาดนี้ ฉะนั้นหนังคาวบอยที่สร้างหลังสงการนต์เลือดมีจุดประสงค์ใส่ร้ายม๊อบเสื้อแดงว่าเป็นคนทำ แต่การเล่นโดยใช้ชีวิตคนเป็นเครื่องสังเวยแทนมันไม่สนุกนัก เพราะว่าคู่อริ จอห์น เวน ไม่ได้อยู่ในรถคันดังกล่าว แค่ทำฉากว่าเลือดอาบ เพราะนั่งอยู่ในรถคุ้มกันแล้วทำไมรถที่คุ้มกันจึงไม่ถูกซันโว

การวิเคราะห์ของนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์ได้กระเทาะเปลือกหน้ากากคนพวกนี้ได้สะใจ นี่ก็ออกมาปลุกระดมเหมือนเดิมทั้งที่ยังมีความผิดเรื่องยึดปิดสนามบินสุวรรณภูมิแต่ไม่มีใครกล้าจับกุม ต่างประเทศต่างสั่นศรีษะในการใช้กฏหมายสองมาตรฐานของไทย บอกว่าแย่มากๆประเทศยู แล้วใครจะไปเที่ยวประเทศที่ไร้ความยุติธรรม การที่นายสนธิและสมุนคิดก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นในประเทศไทย เท่ากับแสดงให้ชาวโลกได้แลเห็นว่าประเทศ
ไทยแม้แต่ผู้ก่อการร้ายสากลที่ทั่วโลกประนาม กฏหมายไทยก็ยังอนุญาติให้ตั้งพรรคการเมืองได้ก็เท่ากับ อนุญาติให้โจรปกครองประเทศชาติได้ บรือๆ ต่างชาติบอกโนไม่ไปประเทศไทยแน่ เพราะเท่าที่ผ่านๆมาฝี

ไม้รายมือโหดของเหลืองพันธมิตรชื่อเสียงลือกระฉ่อนไปทั่วโลก แล้วหากได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลปกครอง
ประเทศมันจะกร่างขนาดใหน? ประชาชนคงไม่มีความสุขแน่ๆคงถูกพวกนี้ไล่เตะไล่ซ้อมไล่กระทืบไล่ยิง
เหมือนที่พวกมันทำเมื่อปีที่แล้ว ความชั่วช้าคนของพันธมิตรไม่มีใครอภัยให้ได้มันรุนแรงเกินกว่าจะรับได้
ฉะนั้นต่างประเทศต่างซุบซิบนินทาที่ไม่ชอบมาพากลกฏหมายของไทย หากยังอนุญาติให้ตั้งพรรคได้ความ
ศรัทธาในต่างประเทศต่อประเทศไทยย่อมเสื่อมไปทันที เพราะต่างประเทศยังจดจำถึงพันธมิตรที่ยึดปิด
สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นเวลาเกือบอาทิตย์และยังกักผู้โดยสารหลายหมื่นคนให้อยู่ในความสงบ กัก
เครื่องบินทั้งต่างประเทศในประเทศจำนวน 88 ลำ ปิดรันเวย์ไม่ให้เครื่องบินขึ้นลงเข้าไปที่หอบังคับการบิน
ทุกๆอย่างที่พันธมิตรเสื้อเหลืองได้กระทำมันเป็นการเย้ยกฏหมายไทยที่ไม่อาจที่จะลดโทษให้ได้เพราะผิดกฏ
หมายสากล แต่ถึงณะวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้จับผู้กระทำผิดได้แม้แต่คนเดียวยังปล่อยให้ลอยนวลเย้ย

กฏหมายอยู่เหมือนเดิม แถมมีการปลุกระดมสาวกร่วมสนับสนุนตั้งพรรคการเมืองอีกด้วย หากพันธมิตรตั้ง
พรรคการเมืองสำเร็จคราวนี้ละประเทศไทยสนุกแน่ โจรห้าร้อยทั้งหลายคงมารวมตัวกันยึดกรุงเทพฯเป็นที่สำนักแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต นึกแล้วมันช่างน่ากลัวกับการเสี่ยงอยู่ในประเทศที่ไร้ขื่อไร้แปรเช่นประเทศไทย รัฐบาลก็ง่อนแง่นทำอะไรก็ไม่เป็นถือเตารีดเที่ยวรีดชาวบ้านร้านตลาด ประชาชนจะ
หันหน้าไปพึ่งใครกันเนี่ย? พึ่งรัฐบาลหรือ? โอ้ พึ่งได้ที่ใหนตัวรัฐบาลเองก็ยังวิ่งฝุ่นตลบเที่ยวกู้ๆๆไม่เลือกหน้า เจอเศรษฐีที่ใหนก็เที่ยวถามเขาว่ามีเงินให้กู้ป่าวๆ แล้วจะไปหวังอะไรกับรัฐบาลทั้งกู้ ทั้งรีด ทั้งไถ นี้

จบแล้วประเทศไทยปิดฉากตัวเองอย่างน่าสมเพช เมื่อสมัยท่านนายกทักษิณ ชินวัตร บริหารประเทศ ประเทศต่างๆในโลกยังชื่นชมประเทศไทยถึงความยิ่งใหญ่ชื่อเสียงก้องกังวานถึงความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ภายหลังจากท่านนายกทักษิณ ถูกโค่นอำนาจประเทศไทยตกอันดับไปอย่างหน้าใจหาย คนไทยต้องพลอยเสียโอกาสดีๆนี้ไปด้วย อนิจจาประเทศที่เคยอยู่ร่มเย็นเป็นสุขต้องเกิดอาเพศกลับกลายเป็นประเทศด้อยหล้า
หลังเพื่อนบ้านจนหน้าอาย ยิ่งเวลานี้ยิ่งหน้าอายมากขึ้นที่มีรัฐบาลเอาแต่กู้เขากินไม่ได้ดูประเทศเพื่อนบ้านเลยว่าเขาทำอะไรกันบ้าง? จบแล้วไทยแลนด์ประเทศที่ลือเลื่องแห่งเมืองยิ้ม คนต่างชาติ Say good by
Thailand!!!!

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง

'ธานี'ลั่นไม่มีการจับแพะคดียิงสนธิคืบหน้าแต่ไม่พูด

ASTV ผู้จัดการรายวัน - "ธานี สมบูรณ์ทรัพย์" ยึดคติ"ช้าๆได้พร้าเล่มงาม" ในการคลี่คลายคดีลอบสังหาร"สนธิ ลิ้มทองกุล" ลั่นไม่มีการจับแพะแน่ ระบุคดีมีความคืบหน้าพอสมควร แต่ไม่สามารถพูดได้ เพราะอาจถูกสงสัยเป็นพวกเดียวกับโจร ขณะที่คดีทุบรถนายกรัฐมนตรี ยืนยันชัด "อภิสิทธิ์"อยู่ในรถจริง เตรียมขอสอบปากคำในฐานะผู้เสียหาย ส่วนคดี 7 ตุลา เตรียมเรียก "สุชาติ เหมือนแก้ว"มาสอบปากคำเช่นเดียวกัน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า พนักงานสอบสวนสืบสวนทุกคนพยายามทำคดีด้วยความรอบคอบ จึงอาจเกิดความล่าช้าอยู่บ้าง ซึ่งได้มอบนโยบายว่าอย่าทำแบบลวกๆ สักแต่ว่าจะออกหมายจับให้ได้ เพราะไม่เกิดประโยชน์ที่จะไปออกหมายจับรูปภาพ ออกหมายจับเศษกระดาษ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาการสืบสวนคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าพยานหลักฐานมีน้อย ทั้งๆ ในที่เกิดเหตุมีพยานหลักฐาน โดยเฉพาะปลอกกระสุนตกอยู่เป็นจำนวนมาก พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ปลอกกระสุนทั้งหมดยังไม่สามารถตอบข้อสงสัย หรือสาวไปถึงตัวคนร้ายได้ มันต้องมีขั้นตอนอื่นๆ อีกมาก เพราะปลอกบางปลอกตรวจสอบที่มาที่ไปได้ บางปลอกตรวจสอบไม่ได้ ส่วนที่ตรวจสอบได้ตำรวจก็ต้องไปไล่ต่ออีกว่าผลิตที่ไหน เมื่อไหร่ จ่ายไปให้หน่วยงานใดกี่นัด ลงไปถึงใครบ้าง ซึ่งขั้นตอนในการตรวจสอบดังกล่าวนั้นได้ประสานไปยัง ผบ.ทบ.อย่างไม่เป็นทางการ และได้รับคำตอบมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุแล้ว

"ขอเวลาให้ตำรวจทำงานก่อน อย่าเพิ่งสรุปกันเองว่าใครเป็นคนทำ หรือตำรวจเจอตอ ตำรวจต้องสืบสวนไปตามขั้นตอน ตามพยานหลักฐาน ซึ่งต้องใช้เวลา ไม่ใช่เหตุเกิดวันนี้แล้วพรุ่งนี้ตำรวจต้องตอบให้ได้ว่าใครเป็นคนทำ ตำรวจก็เป็นคนธรรมดาไม่ใช่ผู้วิเศษ"พล.ต.อ.ธานี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า คดีนี้มีผู้ใหญ่หรือใครให้ความช่วยเหลือหรือไม่ ถึงทำให้มือปืนสามารถลอยนวลอยู่ได้ พล.ต.อ.ธานี มีอาการนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วๆ ว่า ไม่รู้สิ

พล.ต.อ.ธานีกล่าวต่อว่า ในขณะนี้ทีมสืบสวนสอบสวนทุกคนก็เร่งทำงานกันอยู่ และมีความคืบหน้าไปพอสมควร แต่ที่เห็นว่าคดีไม่คืบนั้นเป็นเพราะว่า ตนไม่พูด เพราะไม่อยากพูดมาก ถ้าพูดมากเดี๋ยวก็จะถูกสงสัยอีกว่า เป็นพวกโจรหรือไม่ ถึงได้ตอบหมดเลยว่าตำรวจจะต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อซักว่า เมื่อไหร่ตำรวจถึงจะมีหลักฐานเพียงพอที่จะออกหมายจับผู้ต้องหาได้ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า คงตอบว่าวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ถ้าวันนี้ได้หลักฐานดี มะรืนนี้ก็ได้แล้ว แต่ถ้าพรุ่งนี้พยานหลักฐานไม่พอก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งตนขอยืนยันว่าการทำงานในคดีนี้หลักฐานต้องแน่นนอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีการจับแพะ จับแกะ และถ้าออกหมายจับแล้วต้องให้ได้คน ไม่ใช่ได้แค่ชื่อ ได้แค่กระดาษ เหมือนหลายๆ คดีใหญ่ที่ตำรวจทำแล้วไม่ได้หวังผลจะได้ตัวคนร้าย ทำไปแค่ให้ครบกระบวนการ ตนไม่ชอบ มันไม่มีประโยชน์

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ามีวี่แววว่าจะได้ตัวคนร้ายก่อนที่ท่านจะเกษียณหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี ตอบว่า ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 4 เดือน พร้อมกับกล่าวว่า แล้วทำไมต้องมาเป็นตน ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมี พล.ต.อ.เป็นโหล

วันเดียวกัน ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.ธานี เดินทางเข้าพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง จากนั้นให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การเข้าพบในครั้งนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับคดีทุบรถนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย และมาประสานเรื่องการสอบปากคำนายกฯในคดีดังกล่าว ซึ่งคงต้องรอให้นายกฯว่างเสียก่อน ยังไม่ได้มีการกำหนดวัน เมื่อนายกฯว่างจะเป็นผู้แจ้งมาเอง

"ยังมีเวลา ท่านเป็นผู้ใหญ่ ก็คงต้องมาสอบปากคำที่ทำเนียบ ในส่วนของการสอบสวนก็ได้มีการ สอบนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปแล้ว"พล.ต.อ.ธานีกล่าว

พล.ต.อ.ธานียืนยันในการตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงประเด็นที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในรถหรือไม่ว่า ประเด็นไหนนายกฯก็อยู่ในรถ ใครบอกว่า นายกฯไม่ได้อยู่ ยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จริงทั้งหมด ในส่วนของสำนวนมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่มาสอบเพิ่มในรายละเอียด ซึ่งในส่วนของสำนวนมีข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ซึ่งมาสอบในฐานะที่นายกฯเป็นผู้เสียหาย

รองผบ.ตร.ผู้นี้ ยังตอบคำถามในประเด็นต่างๆโดยระบุว่า คดีอาจจะเสร็จสิ้นก่อนเดือนมิ.ย.นี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ซึ่งทั้งนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ ไม่ได้เป็นพยานรายสุดท้าย อีกทั้งคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเสื้อสีน้ำเงิน โดยคดีที่เกิดขึ้นในระหว่างการประกาศใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นมีถึง 101 คดี

ก่อนหน้านี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธานี ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนสืบสวนคดี 7 ต.ค.2551 ที่ห้องประชุม 4 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 1 ชั่วโมง โดยพล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ได้เรียกพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องในคดี 7 ต.ค.2551 มาประชุม เพื่อตรวจความคืบหน้าของคดี เนื่องจากพึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนสืบสวนแทน พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. โดยคดีทั้งหมดมี 19 คดี ทำเสร็จส่งอัยการไปแล้ว 2 คดี เหลืออีก 17 คดี รวมถึงคดีที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จึงได้สั่งการให้ผู้ที่รับผิดชอบในแต่ละคดีดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จต่อไป แต่ยกเว้นคดี พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ สารวัตรจ๊าบประธานกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินบุรีรัมย์, แกนนำเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดบุรีรัมย์ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภาคอีสาน ที่สละชีพในเหตุระเบิดรถยนต์จี๊ปเชอโรกี บริเวณหน้าพรรคชาติไทย ถนนพิชัย กรุงเทพฯ ในเหตุการณ์ 7 ตุลาทมิฬ 2551 คดี น.ส.อังคณา ประดับปัญญาวุฒิ อายุ 27 ปี (น้องโบว์) ที่เสียชีวิตในวันสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา และคดีภาพรวมวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งมีปัญหาในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานที่ต้องรอการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ขอเวลาในตนกลับไปอ่านสำนวนทั้ง 3 คดีก่อน

"เท่าที่วิเคราะห์ปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้น่าจะเป็นเรื่องการบริหารงานบุคคล ที่มีชื่อผู้ปฏิบัติงานในคณะพนักงานสอบสวนสืบสวนเยอะ แต่มีคนทำงานน้อย"

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนชุดนี้ต้องทำคดียึดสนามบินดอนเมืองด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า คดีดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบ แต่ก่อนหน้านี้เกิดความเข้าใจผิดว่าต้องดำเนินการด้วย เนื่องจากการแบ่งมอบหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา โดยให้ตนรับผิดชอบ บช.น.แล้วจะต้องทำด้วยเพราะสนามบินดอนเมืองก็อยู่ในพื้นที่นครบาล แต่ปรากฎว่าสำนวนคดีสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิหัวหน้าพนักงานสอบสวนสืบสวนยังคงเป็น พล.ต.ท.วุฒิ เหมือนเดิม เปลี่ยนความรับผิดชอบเฉพาะคดีพันธมิตรฯ เท่านั้น

พล.ต.อ.ธานี กล่าวอีกว่า กรณี 7 ต.ค. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.เป็นผู้กล่าวหา ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเชิญมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่คงไม่มีปัญหาในเรื่องที่ พล.ต.ท.สุชาติ ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลในเรื่องเดียวกัน เนื่องจากเป็นคนละส่วน คดีที่ตำรวจทำเป็นคดีอาญาของ ป.ป.ช. เป็นเรื่องความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนชุดนี้ได้พยายามเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุดอยู่แล้ว แต่ที่ติดขัดอยู่คือ คำให้การเพิ่มเติมของผู้ต้องหาที่ยังไม่ได้ส่งให้พนักงานสอบสวน คาดว่าในเร็วๆ นี้คดีอีก 14 คดีก็จะสามารถส่งอัยการได้

"40ส.ว.-ภาคปชช."เดิมพันรถเมล์4พันคันไม่ล้ม-รัฐบาลล้มแน่

เว็บไซต์คมชัดลึก - 40 ส.ว.เปิดเวทีชำแหละโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน ย้ำตั้งโครงการเพื่อสะสมเสบียงรับเลือกตั้ง เรียกร้องรัฐบาล"มาร์ค"อย่ายอม ขณะที่ภาคปชช.ยันปชช.ไม่ได้กินแกลบ คนบุรีรัมย์ตั้งคำถามรมว.คมนาคมแต่ก่อนไม่มีอะไร พอมาเป็นนักการเมืองกลับรวยมหาศาล

พท.งดประชุมใหญ่เลือกหน.พรรคอ้างไม่เร่งด่วน

เว็บไซต์คมชัดลึก - เพื่อไทย มีมติงดประชุมใหญ่วิสามัญฯ 31 พ.ค.นี้ ล้มวาระเลือก หน.พรรคฯใหม่ อ้างไม่มีจำเป็นเร่งด่วน รอกติกาใหม่ หลัง นายกฯทุกฝ่ายส่งสัญญาณแก้ไขรัฐธรรมนูญ ช่วงปิดสภา อ้างต้องฟังเสียง ส.ส.-สมาชิกพรรคแสนคน ปัดหาตัวไม่ได้ เปิดโอกาส ส.ส.หาเสียง ชิง หน.พรรคฯ ลั่นคุณบัติต้องเป็นนายกฯดีกว่า มาร์คพร้อมมีมติส่ง 2 ผู้สมัครลงซ่อม 2 เขต พล.อ.อ.สุเมธอ้าแขนรับหน.พรรคพท.หากทักษิณไฟเขียว

อานันท์ชี้พรรคพันธมิตรเป้าหมาย"การเมืองใหม่"

เว็บไซต์คมชัดลึก - นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดการตั้งพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ว่าถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับสังคม แต่การที่กลุ่มคนส่วนใหญ่เห็นชอบให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่เห็นด้วยจะไม่มี ซึ่งการชูแนวคิดว่าเพื่อสร้างการเมืองใหม่ถือเป็นเป้าหมายที่เด่นชัดและทุกฝ่ายอยากเห็น อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากจะฝากไปถึงคือจะต้องตอบให้ได้ว่าเป้าหมายดังกล่าวจะมีแนวทางไปให้ถึงได้อย่างไร ต้องจีโจทย์ให้แตก นอกจากนี้พธม.ยังจะต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นผู้ตรวจสอบคนอื่นมาโดยตลอด แต่หากอนาคตจะตรวจสอบตัวเองจะมีใคร

จุดเด่นของพธม.คือมีเป้าหมายที่ถูกต้อง แต่การจะเดินไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร นี่ถือเป็นการบ้านที่ฝากไป การเป็นนักการเมืองต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่าการเมืองสะอาด อะไรคือความสะอาด แล้วจะนำไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร การมีสโลแกนอยากได้การเมืองใหม่ ใครก็อยากมี ตอนนี้เป้าหมายมีแล้วแต่ช่องทางที่จะไป ไปอย่างไร หนทางที่จะไปอาจมีหลากหลาย ได้ 4-5 ทางในเป้าหมายเดียวกัน หากต่างคนมุ่งเป้าหมายเดียวกันจะเป็นแรงผลักดันไปสู่เป้าหมายได้

อย่างไรก็ตามแม้ว่าพธม.จะเข้าไปสู่การเมืองในระบบแล้ว แต่เชื่อว่าการเมืองนอกสภายังคงมีอยู่ ซึ่งพธม.เองจะมี 2 บทบาทหรือไม่ในขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ คงต้องติดตามต่อไป ส่วนแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สามารถทำได้ ในต่างประเทศมีการแก้มาหลายหนเช่นกัน หากวิเคราะห์รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540และ 2550 ยอมรับว่ายังมีข้อบกพร่องอยู่ แต่ปัญหาในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ ตัวรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่ผู้ใช้อำนาจมากกว่า

นอกจากนี้นายอานันท์ยังกล่าวถึงการทำหน้าที่สื่อว่า สื่อทำได้แค่จุดประกายประเด็น แต่จะออกคำสั่งหรือบงการให้ใครคิดตามไม่ได้ อย่าคิดว่าเป็นสื่อแล้วเราจะถูกทุกอย่าง จุดนั้นจะอันตราย อย่าหลงตัวเอง

ถาวรเชื่อบึ้มยะลาแค่ก่อกวนสร้างข่าวให้คนสนใจ

เว็บไซต์คมชัดลึก - “ถาวรหนุนคำพูด ผบ.ทบ.บึ้ม ยะลาเป็นแค่ก่อกวน สร้างข่าวคนจะได้สนใจ ยัน รบ.ตั้งใจทำงานเต็มที่ ใช้การเมืองนำการทหาร นายกฯอภิสิทธิ์เผยอีก 1-2 สัปดาห์ปรับทิศทางเชิงนโยบายดับไฟใต้ใหม่ ยอมรับแนวนโยบายดีแต่ยังขับเคลื่อนได้ไม่เต็มที่

คุณภาพชีวิต

สมเกียรติเผย เตรียมเสนอปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์ลูกจ้าง

เว็บไซต์แนวหน้า - ที่กระทรวงแรงงาน นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติในหลักการปรับเพิ่มการจ่ายเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่จ่ายเงินช่วยเหลือให้กับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จากเดิมที่กองทุนจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันตั้งแต่ 120 วัน ถึง 3 ปี ในอัตรา ร้อยละ 30 ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 3 ปี ถึง 6 ปี ในอัตรา ร้อยละ 60 เท่าของ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับเพิ่มเป็นลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกัน 120 วัน ถึง 3 ปี ได้รับเงิน 30 เท่า ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 3 ปี ถึง 10 ปี ได้รับเงิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และ 10 ปี ขึ้นไป ได้รับเงิน 90 เท่า ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเสนอเรื่องต่อนายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ลงนาม ก่อนที่จะแจ้งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงขั้นตอนในการขั้นตอนในการขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนให้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่มีขั้นตอนยุ่งยากและใช้ระยะเวลากว่า 3 เดือน ให้ลดระยะเวลาเหลือ 2 เดือน

นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เงินในกองทุนมีอยู่กว่า 300 ล้านบาท โดยงบประมาณที่นำมาใช้ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งในปีนี้รัฐบาลเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจถูกนายจ้างเลิกจ้าง และไม่จ่ายค่าชดเชย จึงได้อุดหนุนงบประมาณให้อีก 50 ล้านบาท ทั้งนี้มั่นใจว่าเงินในกองทุนจะเพียงพอในการช่วยเหลือลูกจ้าง ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค.2551 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายเงินช่วยเหลือ 3,356 คน คิดเป็นเงิน 22.5 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบการจ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างในเดือนเม.ย.ปี 2551 เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.2552 มีจำนวนเพิ่มขึ้นหลายเท่า โดยในเดือนเม.ย.2551 มีลูกจ้างได้รับเงิน 25 คน จ่ายเงินไปทั้งสิ้น 129,397 บาท ขณะที่ในเดือนเม.ย. 2552 กองทุนต้องจ่ายเงินให้ลูกจ้างมากถึง 683 คน เป็นเงินกว่า 4.3 ล้านบาท

เห็นได้ชัดว่าลูกจ้างที่ตกงานที่ขอรับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีจำนวนมากขึ้น เนื่องจากได้รับวิกฤตเศรษฐกิจ นายจ้างเลิกจ้างปิดกิจการ ไม่จ่ายค่าชดเชย บางรายก็ปิดกิจการหนี ทำให้เจ้าหน้าที่มาสามารถที่จะตามทวงหนี้ได้ ที่ผ่านมาเราทวงหนี้จากนายจ้างได้เพียง 40 ล้านบาท จาก 210 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 16 ” นายสมเกียรติ กล่าว

หารือกรรมการพิจารณาดาวเทียม

เว็บไซต์เดลินิวส์ - ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวภายหลังหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ว่า กระทรวงไอซีที และ กทช. มีแนวคิดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อหาแนว ทางจัดหาดาวเทียมทดแทนดาวเทียมไทยคม 1 และดาวเทียมไทยคม 2 ที่กำลังจะหมดอายุ ในปี 2553 จึงต้องเร่งพิจารณาว่า จะให้ต่าง ชาติเข้ามาร่วมทำดาวเทียม หรือจะใช้วิธีเช่า ดาวเทียมต่างประเทศ และวงโคจรดาวเทียมของไทยที่มีอยู่ถ้าบริษัทต่างประเทศขอเช่าใช้จะได้หรือไม่

กระทรวงไอซีทีรับผิดชอบเรื่องของดาวเทียมที่ยิงขึ้นฟ้า ขณะที่ กทช.รับผิดชอบเรื่องการเช่าช่องคลื่นสัญญาณ จึงต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งการตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องดาวเทียมต้องดูประโยชน์ของประเทศและประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยเบื้องต้นไอซีทีคงทำดาวเทียมคนเดียวไม่ได้ต้องมีผู้มาร่วมลงทุนด้วย แต่จะเป็นใครขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลรมว.ไอซีที กล่าว

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช. กล่าวว่า ดาวเทียมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับหน่วยงานระหว่างประเทศ ซึ่งไอซีทีต้องเป็น เจ้าภาพ และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตก่อนที่ดาวเทียมไทยคม 1 และดาวเทียมไทยคม 2 จะหมดอายุ

สำหรับดาวเทียมไทยคม 1 และดาวเทียมไทยคม 2 เป็นดาวเทียมรุ่นแรกของโครงการดาวเทียมไทยคม มีอายุการใช้งาน 15 ปี โดยเป็นดาวเทียมรุ่น HS-376 ผลิตโดยบริษัท ฮิวจ์ แอร์คราฟท์ ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทโบอิ้งในปัจจุบัน พื้นที่การให้บริการครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น และชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ใช้เป็นดาวเทียมเพื่อการแพร่ภาพและกระจายเสียง

กทช.สั่งสบท.ศึกษาหาทางกำจัดขยะเอสเอ็มเอส

เว็บไซต์ไทยรัฐ - เผยบอร์ดอนุมัติหลักเกณฑ์วิทยุชุมชน แต่ต้องแก้ไขทางเทคนิค และเพิ่มเวลาทดลองออกอากาศจาก 90 วัน เป็น 300 วัน ส่วนเรื่อง 3 จี มิ.ย.นี้ เซ็นสัญญากับบริษัทที่ปรึกษาชัวร์...

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ด กทช.ได้มอบหมายให้สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)ไปทำการศึกษากรณีมีการส่งข้อความขยะไปยังโทรศัพท์มือถือ หรือเอสเอ็มเอสสแปม อาทิ ข้อความชวนเชื่อ ให้ซื้อสินค้า หรือ การพนัน ดูดวงฟรี เป็นต้น ทำให้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือเดือนร้อน โดยรายงานผลศึกษาให้กทช.ทราบภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับการส่งเอสเอ็มเอสขยะ ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ส่งเอสเอ็มเอสสแปมไปยังผู้ใช้ โทรศัพท์มือถือ ขณะที่บางประเทศได้เริ่มออกมาตรการลงโทษบ้างแล้ว อาทิ ฮ่องกง จึงเห็นว่า กทช.ควรเริ่มออกกฎหมายเข้ามาควบคุมดูแลเพราะเกี่ยวข้องกับหลายส่วน อาทิ กฎหมายการพนัน มาตรฐานสัญญาการให้บริการ รวมถึงบทลงโทษ ซึ่ง สบท.ต้องศึกษาข้อมูล

นายสุรนันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้อนุมัติหลักเกณฑ์วิทยุชุมชน โดย กทช.ได้ให้ไปแก้ไขเพิ่มเติม ทางด้านมาตรฐานทางเทคนิค และเพิ่มระยะเวลาทดลองออกอากาศเป็นระยะเวลา 300 วันก่อนได้รับใบอนุญาตชั่วคราวจากเดิมได้กำหนดไว้ 90 วัน และในวันที่ 28 พ.ค.นี้จะนำร่างหลักเกณฑ์ประกาศขึ้นบนเว็บไซต์ กทช.( www.ntc.or.th) เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล และคาดว่าประมาณ ก.ค.นี้จะสามารถประกาศบังคับใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้

เลขาธิการ กทช. กล่าวด้วยว่า ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ชั่วคราว (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก ) เข้าสู่การประชุมบอร์ดในสัปดาห์หน้า ส่วนเรื่องที่ปรึกษาโครงการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี นั้น คาดว่า ประมาณปลาย พ.ค.นี้น่าจะได้ข้อสรุป เพราะอยู่ระหว่างต่อรองราคา และเรื่องสัญญากับบริษัทผู้เชี่ยวชาญ และประมาณเดือนมิ.ย.นี้น่าจะเซ็นสัญญากับบริษัทที่ปรึกษา 3 จี ได้

กม.ลูกพรบ.ภาพยนตร์เสร็จไม่ทัน 2 มิ.ย.

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ - นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้ชี้แจง ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ความล่าช้าในการร่าง กฎกระทรวงประกอบพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งไม่ทันประกาศใช้ภายในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ เนื่องจากอยู่ระหว่างคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาและปรับแก้ข้อความ ในเบื้องต้นทราบว่ากฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว 4 ฉบับ เหลือเพียงร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ประเภทภาพยนตร์ ยังต้องมีข้อความบางส่วนที่ต้องปรับแก้ให้ชัดเจน

เศรษฐกิจ

BOIชี้เม็ดเงินตปท.วูบ7หมื่นล.

ASTV ผู้จัดการรายวัน - เผยเม็ดเงินต่างชาติยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 4 เดือนแรกปีนี้ลดลงกว่า 6.9 หมื่นล้านบาทเหตุเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเม.ย.ยังคงติดลบที่ระดับ 12.84% โดยติดลบน้อยลงต่อเนื่องถือเป็นสัญญาณที่เริ่มฟื้นตัว ส่วนศูนย์พยากรณ์หอการค้าฯชี้นักธุรกิจกลัวปัญหาการเมืองในประเทศมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจโลก เหตุทำให้ไม่กล้าลงทุนและขยายธุรกิจ

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ แจ้งว่า 4 เดือนแรกของปี 2552 (ม.ค.-เม.ย.) การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ(FDI) มีทั้งสิ้น 186 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 21,672ลดลงทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุนจากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยจำนวนโครงการลดลง 123 โครงการหรือคิดเป็นการเปลี่ยนแปลงลดลง 39.8% ขณะที่เงินลงทุนลดลง 69,837 ล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนที่ลดลง 76.3%

ทั้งนี้จำนวนโครงการจากต่างชาติที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนคิดเป็น 63.3 %ของจำนวนโครงการทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริม (294 โครงการ) ปริมาณเงินลงทุนคิดเป็น 15.8 %ของปริมาณเงินลงทุนทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริม (137,072 ล้านบาท) อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติยื่นขอส่งเสริมและมีปริมาณเงินลงทุนสูงสุด คือ กิจการบริการและสาธารณูปโภคในภาคอุตสาหกรรม รองลงมาคือกิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง

สำหรับประเทศที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ยื่นขอรับฯสูงสุด โดยยื่นขอ 71 โครงการลดลง 41.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าลงทุน 10,148 ล้านบาท ลดลง 47.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมาเป็นการลงทุนจากยุโรปมีทั้งสิ้น 46 โครงการมูลค่า 5,660 ล้านบาท มูลค่าลดลงคิดเป็น 77.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนการลงทุนจากกลุ่มประเทศอาเซียนมีโครงการที่ยื่นขอส่งเสริมฯ 31 โครงการลดลง 15 โครงการมูลค่าเงินลงทุน 19,69 ล้านบาท ขณะที่จีนยื่นขอ 5 โครงการเงินลงทุน 357 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1โครงการ ส่วนสหรัฐอเมริกามีโครงการยื่นขอส่งเสริมฯ 18 โครงการเพิ่มขึ้น 4 โครงการมูลค่าลงทุน 1,764 ล้านบาทหรือมูลค่าเพิ่มขึ้น 471ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แหล่งข่าวกล่าวว่า การลงทุนที่ลดลงเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวประกอบกับขนาดการลงทุนของต่างชาติส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลางและเล็กมีมูลค่าการลงทุนเฉลี่ยไม่เกิน 100 ล้านบาทหรือคิดเป็น 78% ของโครงการที่ต่างชาติยื่นขอเนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ได้มีการลงทุนไปแล้วค่อนข้างมาก ดังนั้นทิศทางการลงทุนในปีนี้หากมีการยื่นขอลงทุนในระดับ 4 แสนล้านบาทก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจและหากเศรษฐกิจโลกถึงจุดต่ำสุดจริงคาดว่าการลงทุนใหม่จะทยอยเข้ามาในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี 2553

นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)และรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(มูลค่าเพิ่ม)เดือน เม.ย.52 ยังติดลบ -12.84% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี โดยอยู่ที่ระดับ 146.66 ดัชนีผลผลิต (มูลค่าผลผลิต) อยู่ที่ระดับ 141.49 ลดลง -16.52% จากระดับ 169.49 ดัชนีการส่งสินค้า อยู่ที่ระดับ 140.69 ลดลง -16.69% จากระดับ 168.88ดัชนีแรงงานในภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 102.49 ลดลง -5% จากระดับ 107.88 ขณะที่ดัชนีสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง อยู่ที่ระดับ 207.98 เพิ่มขึ้น 18.51% จากระดับ 175.49 ดัชนีอัตราส่วนสินค้าสำเร็จรูปคงคลัง อยู่ที่ระดับ 224.50 เพิ่มขึ้น 11.41% จากระดับ 201.50 ดัชนีผลิตภาพแรงงานอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 146.54 เพิ่มขึ้น 0.63% จากระดับ 145.62 ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิต อยู่ที่ 51.41 %

ต่างประเทศ

ศาลสูงแคลิฟอร์เนียกลับลำ ห้ามกลุ่มเกย์แต่งงาน

เว็บไซต์ไทยรัฐ - ศาลฎีการัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ อนุมัติคำสั่งห้ามการสมรสของกลุ่มรักร่วมเพศ หลังมีการลงมติในที่ประชุมด้วยคะแนน 6 ต่อ 1 เสียง สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มชาวเกย์เตรียมยื่นอุทธรณ์..

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (27 พ.ค.) ว่า ศาลฎีการัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ อนุมัติคำสั่งห้ามการสมรสของกลุ่มรักร่วมเพศ หลังมีการลงมติในที่ประชุมด้วยคะแนน 6 ต่อ 1 เสียง สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มชาวเกย์ที่มาชุมนุมบริเวณด้านนอก และเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลกลางสหรัฐฯ ให้พิจารณากฎหมายมาตรา 8 รัฐแคลิฟอร์เนียว่าด้วยการแต่งงานระหว่างชายกับหญิง เพราะถือว่าละเมิดสิทธิคุ้มครองความเสมอภาค ส่วนคู่ที่เข้าพิธีจดทะเบียนหลังออกกฎหมายบังคับใช้ครั้งแรกเมื่อ 17 มิ.ย.ปีก่อน ทั้ง 18,000 คน จะได้รับการยกเว้น

ด้านนาย อาร์โนลด์ ชวาเซเนเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า ตนเชื่อว่า ต่อไปจะมีคนยอมรับการแต่งงานในหมู่ชาวเกย์มากขึ้น อนึ่ง ปัจจุบันในสหรัฐฯที่ชาวเกย์จดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายได้เฉพาะรัฐแมซซาชูเซต ส์ ไอโอว่า เมน เวอร์มอนต์ และคอนเนคติกัต

โอบามาจี้พม่าปล่อยตัวซูจี

เว็บไซต์สยามรัฐ - วอชิงตัน - ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่าในทันที อีกทั้งยังประณามการกระทำของรัฐบาลทหารพม่าด้วยว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่คณะกรรมาธิการต่างประเทศของไทย เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเพื่อกำหนดบทบาทรัฐสภาไทยในการผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนในพม่า หลังรัฐบาลทหารพม่าประกาศจะควบคุมตัวนางซูจีออกไปอีก 3 - 5 ปี