WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 30, 2009

(บทกวี) ไม้หนึ่ง ก.กุนที : วีรภาพบนทางเถื่อน

ที่มา ประชาไท

ไม้หนึ่ง ก.กุนที ได้อ่านบทกวีชิ้นนี้ในงานรำลึกพฤษภา ที่โรงแรมรอยั่ล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552 และอีกครั้งในคืนวันที่ 17 พฤษภาคม 52 ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย และส่งตรงมายังประชาไทในปลายเดือนพฤษภาคมเพื่อเผยแพร่ โดยระบุความตั้งใจเพื่อ “ส่งกำลังใจต่อผู้มุ่งมั่นกระทำการเพื่อประชาธิปไตย” ในฐานะเป็นเวทีให้กับทุกฝ่าย ประชาไท จึงขออนุญาตเผยแพร่ตามความตั้งใจของผู้ประพันธ์

วีรภาพบนทางเถื่อน

1.ตอกประชาธิปไตยปักกับอก

ของ 6 ตุลา ปี 19

ทิ่มลิ่มไม้แหลมแทงชำเรา

แขวนคอเผาสังเวยนางธรณี

2.เคี่ยวสงครามประชาชนเขตป่าเขา

ปี 23 แทรกซึมเราหยุดกับที่

ฝีระบบบ่มหนอง 12 ปี

แตกทะลักอีกที พฤษภา

3.พุน้ำเลือดพวยพุ่งวันที่ 17

ปืนเด็ดหางนกยูงแดงปี 35

ราษฎรทอดร่างพุทธบูชา

ใช้วันพระวิสาขะ ฆ่าปวงชน

4.จรยุทธ์ สู้ยิบตา อยู่ในเมือง

เช้า 18 ยังหนุนเนื่องแน่นถนน

19 20 หยัดทวงสิทธิ์ความเป็นคน

จลาจลสู้ปืนปล้นอธิปไตย

5.ปี 40 ธรรมนูญของปวงชน

ผลิดอกผลส่งสัญญาณสู่ฟ้าใหม่

แต่องค์กรอิสระของบางใคร

แทรกแซงได้สำหรับผู้รู้แทรกซึม

6.ถึงปากเหวแห่งวิกฤตเศรษฐกิจ

ค่าเงินพิษปกคลุมฟ้ามืดครึ้ม

IMF ครอบอำนาจชาติอึมครึม

พรรคอำมาตย์เก่งกู้ยืมหมดน้ำยา

7.เข้าสู่รัฐบาลสมัยใหม่

ไทยรักไทยพาพ้นยุคไร้เดียงสา

ปลดหนี้สินหนักหน่วงถ่วงดึงมา

เดินก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยมี

8.ข้าวเริ่มแพง กรรมกรค่าแรงขึ้น

รากหญ้าตื่นเติบโตเต็มวิถี

ประชานิยมพุ่งไปพ้นทฤษฎี

มีโอกาสทำกินเต็มกำลัง

9.พลัน ! กันยา ปี 49 ฟ้าพลิกหมอง

ลุงนวมทอง ขับแท็กซี่ชนรถถัง

หลักโครงสร้างก้าวหน้าต้องผุพัง

ความล้าหลังประหารรัฐเสรีชน

10.รุกกวาดล้าง ไล่ล่าเสรีภาพ

1 สิทธิ์เสียงราบคาบโจรรุมปล้น

เมื่อเจ้าทรัพย์ ฮึดสู้ เมษายน

ปี 52 สาดเลือดคน เล่นสงกรานต์

11.ตรึงประชาธิปไตย ตอกกับอก

ศพผู้กล้าถูกหมกใต้รัฐทหาร

อำมาตย์เก่ามันเหยียบย่ำมายาวนาน

เร็ว ! ลุกขึ้นขับมันตกกระดานไป

12.สังหาร เผา วีรชน เป็นฝุ่นควัน

ปณิธาน ความใฝ่ฝัน ไม่มอดไหม้

ค่าของคน สิทธิ์เสรี ความเป็นไท

กระทำการกันต่อไปต้องได้มา

ไม้หนึ่ง ก.กุนที

‘ป้าย’ : อีกภาพสะท้อนการปกครองท้องถิ่นที่ ‘ถูก’ ปกครอง

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม :

ป้าย คำขวัญมหาดไทย : อีกภาพสะท้อนการปกครองท้องถิ่นที่ ถูก ปกครอง

โดย ณัฐกร วิทิตานนท์

ตลอดช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปในพื้นที่หลายๆ จังหวัดของภาคเหนือ (เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, สุโขทัย, พิษณุโลก, อุตรดิตถ์, แพร่, เชียงราย) ถึงแม้ความจริงแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประชากร ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสภาพแวดล้อมอื่นๆ ทว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่สามารถจะสังเกตเห็นได้ง่ายในทุกๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตำบลขนาดเล็ก หรืออำเภอขนาดใหญ่ สิ่งที่ว่านี้ก็คือ ป้ายป้ายประชาสัมพันธ์ที่มีข้อความว่า ปกป้องสถาบัน สงบ สันติ สามัคคี โดยที่แทบทุกป้ายจะใช้แบบคล้ายคลึงใกล้เคียงกัน และใส่ชื่อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต่างๆ ลงท้ายด้วยเสมอ

อนึ่ง การดำเนินการเช่นนี้ย่อมนับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่จะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากคำขวัญดังกล่าวเป็นคำขวัญที่ทางท้องถิ่นแต่ละแห่งได้ร่วมกัน คิด ขึ้นมา เป็นต้นว่า ที่เชียงใหม่อาจใช้เป็นคำเมือง หรือเลือกคัดภาพที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ ฯลฯ มิใช่ข้อความชุดเดียวกันที่ถูก สั่งการมาจากส่วนกลาง (แต่ให้ใช้งบประมาณของท้องถิ่นเอง) เยี่ยงนี้ [1]

แน่ละว่า ท้องถิ่นต่างๆ ยังคง เลือก ปฏิบัติเหมือนที่เคยทำมา โดยกล้าๆ กลัวๆ ที่จะคิดริเริ่มเอง (บ้านเมืองน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม นั่นคือ คำขวัญของยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่ผมเคยเห็นแบบเต็มบ้านเต็มเมืองมาก่อน) ทั้งๆ ที่บริบทการปกครองท้องถิ่น ณ ปัจจุบันไม่เหมือนอย่างในอดีตแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งกับ 10 ปีที่ผ่านมาที่มี การกระจายอำนาจมากขึ้น (2540-2550) ไม่ว่าจะเป็นการ ยกเลิกการเข้าดำรงตำแหน่งใน อปท. ต่างๆ ของ คนมหาดไทยโดยสิ้นเชิง ทั้งผู้ว่าฯ ใน อบจ. นายอำเภอ ใน สุขาภิบาล ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใน อบต., การประกาศใช้กฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. วางแนวทางการถ่ายโอนภารกิจ อำนาจหน้าที่ รวมถึงรายได้ต่างๆ จากรัฐบาลกลางลงมาสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม, มีการปรับปรุงโครงสร้างใน อปท. ทุกๆ รูปแบบ (อบจ. / เทศบาล / อบต.) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน คือ รูปแบบ นายก-สภา (Mayor-Council Form) หรืออาจเรียกว่ารูปแบบ ผู้บริหารเข้มแข็ง (Strong Mayor Form) ซึ่งผู้บริหารฯ (นายกฯ) มี ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แทนแบบเดิมที่คณะผู้บริหารฯ มาจากมติของสภาท้องถิ่น เป็นอาทิ

ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าทิศทางของหน่วยการปกครองท้องถิ่นต่างๆ ในอนาคตจะเป็นไปอย่างไรต่อไป อะไรกันแน่ที่ทางท้องถิ่นต้องการระหว่าง การปกครองตนเอง กับ การถูกปกครอง

ปรากฏการณ์เรื่อง ป้ายข้างต้น สะท้อนภาพวิธีคิดแบบ รัฐนิยม / นิยมรัฐ ที่เน้นการใช้อำนาจมาก และมากจนสามารถครอบงำและร้อยรัดความคิดของ คน ของท้องถิ่น (โดยเฉพาะกรณีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกับที่รัฐต้องการได้ แน่นอนที่สุด วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย ยุทธศาสตร์ สำหรับการพัฒนาของแต่ละท้องถิ่นนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนกันแต่ประการใด เป็นไปได้อย่างไรกันที่ อปท. ในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ระดับ อบต. เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เรื่อยไปจนถึง อบจ. รวมทั้งสิ้น 7,853 แห่ง (ข้อมูล ณ 15 ส.ค. 51) กลับต้องมีคำขวัญในเรื่องเดียวกันแบบเหมือนกันทั่วประเทศ กระนั้นโดยสถานการณ์แล้ว ก็ใช่ว่า อปท. แต่ละแห่งจะประสบปัญหานั้นเหมือนกันซะทั้งหมด ผู้อ่านพึงพิจารณา

หากถามว่าเหตุใดทำไมเราจึงควรต้องสนับสนุนการปกครองท้องถิ่น คำตอบหนึ่งก็คือ เพราะว่าการปกครองท้องถิ่นยอมรับ ความหลากหลาย’ (Diversity) หรือที่ในภาษาวิชาการเรียกว่า พหุนิยม’ (pluralism) เหตุผลนี้อยู่บนพื้นฐานของการแบ่งแยกความต้องการของประชาชนออกเป็น 2 ประการ ได้แก่ ความต้องการส่วนรวม ซึ่งต้องได้รับการตอบสนองในระดับชาติ เช่น การทหาร สวัสดิการสังคม ทางหลวง ฯลฯ กับ ความต้องการระดับท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะแต่ละพื้นที่ เช่น ถนนหนทาง การจัดการขยะ การศึกษาระดับพื้นฐาน ฯลฯ เมื่อมีพื้นที่เป็นจำนวนมาก ความต้องการในแต่ละพื้นที่ก็ย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป

อีกทั้งความต้องการดังกล่าวยังแตกต่างจากความต้องการในระดับชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องยอมให้พื้นที่นั้นๆ สามารถกำหนดนโยบายและแก้ไขปัญหาของตนได้เอง ซึ่งอีกนัยหนึ่งเพื่อแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของรัฐบาลกลางให้เหลือแต่เฉพาะปัญหาใหญ่ๆ โตๆ กับความจริงที่ว่า รัฐบาลไม่มีทางที่จะจัดการปัญหาทุกเรื่องให้กับประชาชนได้ เพราะบางแห่งอาจมีปัญหาวัยรุ่น หมอกควัน ขี้หมูเหม็น ขยะ น้ำท่วม รถติด และอีกสารพัด ซึ่งถือเป็นเรื่องเล็กเกินกว่าที่รัฐบาลจะต้องลงมาดูแลให้ทั้งสิ้น อีกทั้งเอาเข้าจริง รัฐบาลกลางมักมีแนวโน้มที่จะเน้นความเหมือนของแต่ละพื้นที่อันจะทำให้นโยบายออกมาไม่ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่อยู่เป็นประจำนั่นเอง [2]

ถ้ายอมรับกันว่า เป้าหมายของการเมืองไทยที่ควรเป็นยังอยู่ที่การกระจายอำนาจโดยให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เพิ่มขึ้น เพื่อการปกครองที่ลดน้อยลงในส่วนของรัฐตรงกลาง ทว่าสภาวะปัจจุบันอาจจะกำลังคลี่คลายไปสู่จุดตรงข้ามเสียด้วยซ้ำ กรณีทำนองนี้ คือ หนึ่งในร้อยแปดตัวอย่างที่สะท้อนชัดว่าท้องถิ่นยังคงขาดความเป็นตัวของตัวเอง และยังคงถูกชี้นำอยู่มากจนเกินไป




[1] เช่นที่ นายสมยศ ขอพร นายก อบต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งให้จัดทำป้ายดังกล่าวขึ้นในจุดที่สามารถทำให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้หรือมองเห็นได้ ซึ่งงบประมาณในการจัดทำ อบต.ธนูใช้งบของ อบต.เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งการติดตั้งป้ายดังกล่าวเป็นการปลูกจิตสำนึกให้คนในพื้นที่เกิดความรัก และหวงแหนในสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีมายาวนานตั้งแต่อดีต อ้างถึงใน http://thainews.prd.go.th/previewnews.php?tb=NEWS&m_newsid=255205060134

[2] โปรดดูบทความ เรื่อง ขอคน เชียงใหม่กำหนดอนาคตของตัวเอง ของผม ใน http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=15666&Key=HilightNews เพิ่มเติม

‘การเมืองใหม่’ กับอนาคตสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์

การเมืองใหม่ตามแนวคิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดูเหมือนจะมีจุดยืนที่ประกาศออกมาชัดเจนอยู่ 3 เรื่องหลักๆ คือ

1. เป็นการเมืองที่มุ่งปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทย หรือยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ว่า สังคมไทยควรปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย

2. เป็นการเมืองที่มุ่งขจัดการทุจริตคอรัปชัน หรือเป็นการเมืองที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เพิ่มอำนาจการตรวจสอบของภาคประชาชน เป็นการเมืองที่ได้นักการเมืองที่เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรมมาปกครองบ้านเมือง

3. เป็นการเมืองที่มีกระบวนการให้ได้มาซึ่ง ผู้แทนปวงชน ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้แทนของปวงชนจริงๆ เช่น ผู้แทนที่เป็นตัวแทนของคนในสาขาอาชีพหรือภาคส่วนต่างๆของสังคม

แนวทางผลักดันให้เกิดการเมืองใหม่ดังกล่าวของพันธมิตรฯ เท่าที่เปิดเผยต่อสาธารณะ คือ

1) ตั้งพรรคการเมืองเพื่อสร้างมิติใหม่ทางการเมืองในระบบรัฐสภา นั่นคือเป็นการเมืองที่นักการเมืองเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม ปลอดจากการทุจริตคอรัปชัน หรือการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง อย่างที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า พรรคการเมืองของพันธมิตรจะเป็นเสมือนหมู่บ้านศีล 5 ในดงโจร

2) รักษามวลชนและผนึกแนวร่วมของการเมืองภาคประชาชนเพื่อเสริมพลังตรวจสอบให้เข้มแข็ง

หากการดำเนินตามแนวทางทั้งสองบรรลุผลภาพอนาคตสังคมไทยที่มีการเมืองใหม่ในสายตาของพันธมิตรฯ (ประมาณว่า) คือ สังคมที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีนักการเมืองที่มีคุณธรรมจริยธรรม ปลอดการทุจริตคอรัปชัน การเมืองภาคประชาชนเข้มแข็งควบคู่กับความเข้มแข็งของการเมืองภาคนักการเมืองที่มีผู้แทนปวงชนมาจากประชาชนทุกภาคส่วนจริงๆ

ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคมไทย ผู้เขียนขอแลกเปลี่ยนกับฝ่ายเรียกร้องการเมืองใหม่ ดังนี้

ประเด็นแรก ดูจากการกระทำของพันธมิตรฯในเรื่องการชูวาทกรรม ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อปลุกกระแสมวลชนเท่าที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนความเป็นการเมืองใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นการเมืองอนุรักษ์นิยมสุดขั้วที่นำสถาบันกษัตริย์มาแบ่งแยกผู้คนในปะเทศเป็นฝักฝ่ายอย่างไร้ความรับผิดชอบ (เช่น เพียงแค่คนที่ซื้อหนังสือพิมพ์บางฉบับที่พันธมิตรไม่เอาด้วยก็ถือว่าพวกเขาไม่เอาสถาบันกษัตริย์แล้ว เป็นต้น)

นอกจากนี้การสร้างวาทกรรม ทหารของพระราชา ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้อเรียกร้องให้เพิ่ม พระราชอำนาจ (เช่น การแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพควรเป็นพระราชอำนาจเท่านั้น) ทำให้น่าสงสัยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่เหนือระบอบประชาธิปไตยหรืออย่างไร หรือประเทศนี้จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยภายใต้การกำกับของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในระบอบประชาธิปไตยเราไม่อาจจินตนาการถึง พระราชอำนาจ ที่อยู่เหนือ ฉันทานุมัติ หรือ อำนาจของประชาชน ไม่อาจจินตนาการถึงกองทัพหรือข้าราชการซึ่งกินภาษีของประชาชนแต่ไม่ใช่ผู้รับใช้ประชาชน หรือไม่ใช่ผู้พิทักษ์ป้องหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

ที่สำคัญการที่พันธมิตรฯ ประณามนักวิชาการหรือประชาชนฝ่ายที่เรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพซึ่งยืนยันหลักการความเสมอภาคและความโปร่งใสที่ว่า ในสังคมประชาธิปไตยทุกสถาบันต้องโปร่งใสตรวจสอบได้ ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าการเมืองใหม่ของพันธมิตรไม่ใหม่จริง (เพราะเป็นการเมืองที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความมีเสรีภาพและความเสมอภาคมากขึ้น)

ประเด็นที่สอง การชูการเมืองที่ความโปร่งใสตรวจสอบได้ ถ้าหมายถึงการสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสตรวจสอบได้ย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้า (เน้น ถ้า) เป็นการชูคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม หรือชู คนดี ให้เหนือ ระบบที่ดี อาจมีเป็นปัญหาตามมา

เวลาที่เราพูดถึง คนดีในทางการเมือง เราอาจต้องนิยามให้ชัดเจนว่าหมายถึง คนที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง และกระทำการต่างๆตามหรือพิทักษ์ปกป้องหลักการ กติกา อุดมการณ์แห่งระบอบการเมืองการปกครองนั้นๆ (ซึ่งคนดีเช่นนี้ไม่เกี่ยวกับว่าจะกินอาหารมื้อเดียว มังสวิรัติ หรืออาบน้ำวันละ 5 ขัน หรือไม่) ดังนั้น ระบบการเมืองจึงเป็นตัวกำหนดคนดีในทางการเมือง

การเรียกร้องคนดีในทางการเมืองจึงไม่ใช่การเรียกร้องหาคนดีที่สิ้นกิเลส หรือคนที่อ้างศาสนาอ้างศีลธรรมเพื่อสร้างเครดิตให้กับตนเอง (การอ้างศาสนาในทางการเมืองควรอ้างหลักการของบางคำสอนในทางศาสนาว่าสนับสนุนหลักการทางการเมืองอย่างไร เช่น หลักธรรมาธิปไตยสนับสนุนหลักประชาธิปไตยอย่างไร เป็นต้น ไม่ควรอ้างศาสนาเพื่อแบ่งแยกว่าคนนั้นคนนี้หรือฝ่ายนั้นฝ่ายนี้เป็นคนดีหรือไม่ดี)

ถ้าเรายึดระบบที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการอยู่ร่วมกัน ผลที่ตามมาก็คือ ไม่ว่าคนที่มีภาพเป็นคนดีหรือมีภาพเป็นคนไม่ดี ถ้าทำผิดกติกาเดียวกันเขาย่อมถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ถ้าเรายึดคนดีเหนือระบบที่ดีผลที่ตามมาคือคนที่มีภาพเป็นคนดีหรือมีภาพเป็นคนไม่ดีถ้าทำผิดกติกาเดียวกันจะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกัน

และอาจเลยเถิดไปถึงว่าคนที่เรายกย่องกันว่าเป็นคนดีนั้นอาจอยู่เหนือการตรวจสอบ เพราะความเชื่อที่ว่าเขาเป็นคนดีเขาย่อมไม่ทำผิด (หรือแม้แต่เขาทำผิดเราก็อาจมองข้ามไปเฉยๆ) หรือาจเลยเถิดไปจนกระทั่งว่า ฝ่ายที่ถือว่าพวกตนเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรมอาจทำตัวเป็น อภิสิทธิชนทางศีลธรรม เที่ยวตัดสินถูก-ผิดแทนสังคม และวางเงื่อนไขต่างๆกดดันให้สังคม เลือกข้าง อย่างไม่เคารพเสรีภาพทางความคิด เป็นต้น

ประเด็นสุดท้าย การเมืองที่ได้ผู้แทนปวงชนที่เป็นผู้แทนของปวงชนจริงๆเป็นอุดมคติของระบอบประชาธิปไตย แต่จะใช้วิธีการอย่างไรจึงจะทำให้อุดมคตินั้นเป็นจริงย่อมเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ (ด้วยเหตุผล)

ระบบการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง โดยพิจารณาความเป็นผู้แทนของปวงชนจากนโยบายของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองเป็นวิธีตรงไปตรงมาและง่ายในทางปฏิบัติ เพียงแต่จะทำอย่างไรให้การทุจริตเลือกตั้งลดลงได้เป็นประเด็นที่สังคมต้องตระหนักร่วมกัน และเป็นเรื่องที่เราต้องเคารพต่อการใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจของประชาชน

หมายเหตุสำคัญ คือ ประเด็นหลักของการวิเคราะห์เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ที่ว่า นักการเมืองในการเมืองเก่าเลว การเมืองใหม่ต้องการนักการเมืองที่เป็นคนดี เป็นประเด็นเก่าแก่และแคบ ปัญหาที่ควรเป็นประเด็นหลัก เช่น ความเป็นธรรมทางสังคม มีการพูดถึงน้อยมาก และแนวทางขับเคลื่อนการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ที่ดำเนินมาบนหลักการที่ว่า เป้าหมายหรือผลสัมฤทธิ์สำคัญเหนือวิธีการ ก็เป็นแนวทางแบบเดียวกับแนวทางของการเมืองเก่าที่พันธมิตรฯ ประณาม

ผู้เขียนจึงจินตนาการไม่ออกว่า การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ จะเปลี่ยนสังคมไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้อย่างไร โดยเฉพาะจะสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมมากขึ้นได้อย่างไร!

ชาวเกาหลีเรือนแสนไว้อาลัยอดีตประธานาธิบดี

ที่มา ประชาไท

ภาพจาก http://www.koreaherald.co.kr

29 พ.ค. ประชาชนชาวเกาหลีใต้ ออกแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายในใจกลางกรุงโซล โดยสวมชุดสีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปอดีตประธานาธิบดีโนห์ มู ฮยอนในคราวที่เขารณรงค์หาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2002 ทั้งนี้ประธานาธิบดี ลี เมียง บัก เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วย

อดีตประธานาธิบดีวัย 62 ปลิดชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดหน้าผาหลังบ้าน หลังจากครอบครัวกำลังเผชิญกับข้อกล่าวหารับสินบน โนห์ มู ฮยอน

บางส่วนของพิธีออย่างเป็นทางการเพื่อไว้อาลัยอดีตประธานาธิบดี โนห์ มู ฮยอน

ภาพจาก http://www.koreaherald.co.kr และ http://www.daylife.com

“เรามารวมกันในวันนี้ เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตประธานาธิบดี โนห์ มู ฮยอน ผู้ซึ่งอุทิศชีวิตในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และยุติระบบเผด็จการ โนห์ มู ฮยอน คือประธานาธิบดีของประชาชนที่แท้จริง” ฮัน ซยอง ซู นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันกล่าวในพิธี

ด้านนายฮัน เมียง ซุก นายกรัฐมนตรีในสมัยของประธานาธิบดี โนห์ มู ฮยอน กล่าวไว้อาลัยว่า “ท่านประธานาธิบดี เราเสียใจที่ทำให้ท่านต้องเป็นทุกข์ เรารักท่าน ขอให้ท่านได้ปลดเปลื้องภาระของท่านและอยู่ในสุขคติภพ”

ประมาณ 05.30 น. วันที่ 23 พ.ค. อดีตประธานาธิบดี โนห์ มู ฮยอน กระโดดหน้าผาซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านของเขาเอง และทางการได้ประกาศว่าเขาเสียชีวิตเนื่องจากบาดแผลที่ศีรษะในเช้าวันนั้น

โนห์ มู ฮยอนเป็นนักการเมืองภาพลักษณ์ดี และเป็นสัญลักษณ์ของการเมืองใหม่ และนักการเมืองรุ่นใหม่ เขาเกิดเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 1946 จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากปูซาน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลราว 400 กิโลเมตร .จากนั้นทำงานเป็นลูกจ้าง และศึกษากฎหมายด้วยตัวเอง จนกระทั่งสอบใบว่าความได้ ในฐานะนักกฎหมาย โนห์ มู ฮยอนได้รับการยอมรับว่าเขาเป็นนักกฎหมายที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เขาก้าวสู่การเป็นนักการเมืองอาชีพ ภาพลักษณ์ที่สะอาดของเขานั้นยังมาจากการที่เขาไม่มีธุรกิจส่วนตัว และไม่เคยดำรงตำแหน่งนักบริหารองค์กรธุรกิจมาก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่การตำแหน่งประธานาธิบดี เขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีความสามารถในการบริหาร ทว่า เขายังคงได้รับความนิยมจากประชาชนและนักกิจกรรมทางสังคมอย่างมาก เนื่องจากนโยบายที่เป็นประชาธิปไตย และยังเป็นผู้นำเกาหลีที่แสดงท่าทีในเชิงบวกต่อการรวมชาติเกาหลี เหนือ-ใต้

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน เขาถูกเปิดโปงว่ารับสินบนในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยพี่ชายของเขาถูกจับ และอยู่ระหว่างการสอบสวน

คัง กึม วอน ประธานของบริษัท ชางชินเท็กไทล์ ซึ่งอยู่ระหว่างการควบคุมตัวเนื่องจากถูกตรวจสอบว่าบริษัทมีส่วนทุจริตในการช่วยเหลือโนห์ มู ฮยอน สร้างบ้านพักหลังเกษียณจากตำแหน่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อร่วมในพิธีไว้อาลัย และได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวประณามการกระทำของรัฐบาลปัจจุบัน “ทำไมรัฐบาลจึงทำกับอดีตผู้นำเช่นนี้...เขาเป็นผู้บริสุทธิ์”

สำหรับพิธีศพนั้น ผู้เข้าร่วมพิธี มีทั้งนักการเมือง นักกิจกรรม และกลุ่ม “นาซาโม” ผู้สนับสนุนของเขา ในส่วนของพิธีกรรมอย่างเป็นทางการจัดขึ้นที่พระราชวังเคียงบก โดยมีแขกที่ได้รับเชิญจำนวน 2,500 คน ส่วนประชาชนที่ไม่ได้รับเชิญ ได้ออกมารวมตัวกันที่ โซล พลาซา ศาลาว่าการกรุงโซล และเขตพระราชวังด็อกซู สวมชุดเหลือง มีการจุดเทียบและปล่อยโคม

ประชาชนจำนวนหลายแสนคนออกมาร่วมไว้อาลัย อดีตประธานาธิบดี

ภาพจาก http://www.koreaherald.co.kr และ http://www.daylife.com

ในช่วงเช้ามีการปะทะกันเล็กน้อยระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่าสองหมื่นนาย ทำหน้าที่ป้องกันสถานที่จัดงาน คือพระราชวังเคียงบก โดยต้องกันประชาชนที่ไม่ได้รับเชิญออกจากพื้นที่จัดงานของทางการ อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลง

ตลอดทั้งวัน สำนักข่าวโคเรีย เฮอรัลด์ และ โอมายนิวส์ รายงานมีประชาชนเรือนล้านออกมาแสดงความไว้อาลัยตลอดทั้งวันกว่าล้านคน ทางการต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20,000 นาย ในการดูแลความสงบเรียบร้อย ขณะที่ยอนฮับอ้างตัวเลขจากทางการว่ามีประชาชนประมาณ 180,000 คน

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ที่ออกมาแสดงความไว้อาลัยแก่อดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ ถือเป็นจำนวนที่มากกว่าครั้งที่ประชาชนออกมารวมตัวกันต้านเอฟทีเอเกาหลี-สหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีรายงานว่าในครั้งนั้นประชาชนออกมารวมตัวกันจุดเทียนเพื่อต่อต้านการทำเอฟทีเอ และการซื้อเนื้อวัวจากสหรัฐอเมริกา เป็นจำนวนหลายแสนคน

ที่มา:

http://www.koreaherald.co.kr/NEWKHSITE/data/html_dir/2009/05/30/200905300029.asp

http://www.koreaherald.co.kr/NEWKHSITE/data/html_dir/2009/05/30/200905300043.asp

http://english.ohmynews.com/ArticleView/article_view.asp?menu=A11100&no=385291&rel_no=1&back_url=

http://english.yonhapnews.co.kr/national/2009/05/29/31/0301000000AEN20090529008700320F.HTML

โธ่..มาร์ค

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย แม่ปังคุง
วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2009 เวลา 05:56 น.

altจากที่เสื้อแดงทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ว่าจะแกนนำ แกนนอน แกนนั่ง แกนยืน..ต่างก็ยืนยัน นั่งยัน นอนยันกันเป็นเสียงเดียวว่า “อภิสิทธิ์เป็นแค่บ๋อย ไม่ใช่กุ๊ก..แถมยังต่ำชั้นกว่าผู้จัดการร้านอีกหลายระดับ” แหม..ใครเกิดมาเป็นอภิสิทธิ์ ที่พยายามตะกายฝา เอ้ย..ตะกายฟ้าคว้าเก้าอี้นายกฯ มากอดได้สมใจจะไม่แค้น จะไม่จี๊ดบ้าง..อิโธ่ อิถัง กาลามังแตก..ตำแหน่งนายกฯ ที่หล่อที่สุด ที่เด็กที่สุดนะเฟ้ย..แหม..ท่านพ่อแม่พี่น้อง..ยังไงๆ ก็ควรจะให้เกียรติกันบ้าง..อย่างน้อยๆ เค้าก็ไม่ใช่ว่าจะสอยมาง่ายๆ คิดดู๊ ..ถ้าแค่ต้องอาศัยฝีไม้ลายมือตัวเองตามลำพัง ก็ไม่รู้ว่าจะอีกกี่โคตรเหง้าออทิสติกถึงจะสมหวัง..ใครไม่ลองมาเป็น อภิสิทธิ์ไม่รู้หรอกว่าตำแหน่งนี้มันต้องแลกมากับอะไรบ้าง.

อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


เอาล่ะ ค่ะท่านพ่อแม่พี่น้อง มิตรรักแฟนขับ & แฟนขี่ของแม่ปังคุงทุกท่าน..แม่ปังคุงอยากจะใคร่ขอความกรุณาให้ทุกท่านลองทำ ใจนิ่ง หลับตา ..แล้ว..ช่วยกันลองเอาใจอภิสิทธิ์มาใส่ใจเราบ้าง..อ้าว..เฮ้ย..นั่นใครถึง ขนาดกับอ้วกแตกเลยเรอะ หุหุ ..ม่ายต้องขนาดน้าน ไม่ต้องถึงขนาดจินตาการภาพความรักความรู้สึกข้ามสายพันธุ์เมื่อครั้งยัง เอ๊าะ..เอาแค่ความรู้สึกพอนะ..เอาแค่ว่า..ถ้าเราได้เกิดมาในตระกูลที่เก่า แก่ มีคนนับหน้าถือตา พ่อก็เป็นหมอใหญ่ แม่ก็มีเกียรติมีตำแหน่ง เงินทองสุขสมบูรณ์ หน้าตาก็พอไหว..แถมมีคนทำให้สนใจ พร้อมกับกรอกหู กรอกสมองเด็กชายตัวน้อยๆ ตั้งแต่ ไม่ถึง 10 ขวบว่า “เค้าคือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในอนาคต” ..แหม..เป็นใครๆ จะไม่เพี้ยน..แม่ปังคุงขอท้าให้เอารองเท้าไปตบหน้าไอ้ลิ้มได้เลย ..ถูกต้องไม๊ค้า..ถูก (ชงเองกินเองก็ได้ฟร่ะ)

ยังไม่พอค่ะ ยังไม่พอ..หลังจากได้ไปบ่มภูมิปัญญา เสริมราก เสริมหน้าตายังประเทศอังกฤษซะหลายปี แถมเมื่อมีโอกาสกลับมาเมืองไทยทีไร..โอ้ว มายก็อด..I am a superstar นี่หว่า ทำไม๊ ทำไมมีแต่คนในสังคมจับจ้องมอง ..โอ้ย..ชีวิตอย่างนี้..จะให้หมายต่ำๆ ทำตัวติดดินหรอคะ..อู๊ย..แค่คิดก็อีเดียตแล้วใช่ไม่ใช่พี่น้อง..อย่างนี้ถ้า ไม่ใช่ตำแหน่งนายกฯ อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้ upgrade เป็นจ้าว เป็นเจี๊ยว ไม่ว่าจะวังหน้า วังหลัง วังโน้น วังนี้ มันต้องได้ซักที่ล่ะน๊า ..เอิ๊กส์

แถม ครั้นเมื่อได้สำเร็จการศึกษาอำลาพระเจ้าตากลับพระนคร..ด้วยหน้าตา ชาติตระกูล และ ประวัติการศึกษาก็ไม่ยากเลยที่ชายมาร์คจะได้รับเกี้ยวอัญเชิญเข้าร่วมพรรค การเมืองที่ “ได้ชื่อ” ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ และ ดีที่สุดในขณะนั้น แถมยังได้นายชวนหัวหน้าพรรคที่เห็นหน้าปุ๊ปก็ราวกับได้เจอลูกชายที่เผลอไป คลอดนอกมดลูกของตัวเอง รีบอ้าขาผวาปีก ประกาศก้องวางตัวเป็นทายาทอสูรในทันที..จากวันนั้น ..จนวันนี้..ถ้าพวกเราจะไม่อคติ..ก็ต้องยอมรับว่า..มันก็เป็นเวลาร่วมๆ 20 ปีได้..เวลา 20 ปี กับความใฝ่ฝันที่ถูกเก็บกักไว้ในหัวใจของผู้ชายคนนึงมันก็ไม่ใช่ธรรมดาๆ เลย..และนี่เอง..น่าจะเป็นแรงขับที่รุนแรง ทำให้ภาพผู้ชายที่ “ดู” เป็นคนดี พื้นฐานดี มาจากชาติตระกูลดี ถึงกับเปลี่ยนเป็นผู้ชายวัยกลางคนที่หน้าตาเจ้าเล่ห์ แววตาหลุกหลิก พร้อมและกล้าทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองสมความปรารถนา ..จากผู้ชายที่เป็นคุณหนู จากผู้ชายที่มีความมั่นใจในองค์ความรู้ของตัวเอง..กลายมาเป็นผู้ชายที่ไม่มี ศักดิ์ศรี ถึงต้องก้มหน้า หลับตา ปิดหู ให้เงาดำทะมึนเป็นเทือกๆ ขี่คอไว้ราวกับชัตเตอร์กดติดวิญญาณ หรือต้องยอมไปกอดไซร้ซอกคอกับยี้ห้อย ที่ตัวเองก็เคยดูถูก เคยด่าพ่อ (ไม่แน่ใจว่าเคยล่อแม่ด้วยอ๊ะเปล่า อิอิ) เค้าไว้ ..ต้องไปยกกระเช้าดอกไม้ขอเข้าเฝ้า เอ้ย เข้าพบนายสนธิลิ้ม คนล้มละลายที่ทำอะไรก็เจ๊ง ต้องไปกราบไหว้ตาแก่แห่งบ้านหลายเสาที่ถ้าของตกห้ามเผลอก้มเก็บเด็ดขาด ต้องไปจูบปากแลกลิ้นกับกุ๊ยจิ๊กกะโล่ฮุนเซ็น..บรึ๋ยยย..นี่ยังไม่นับว่าจะ ต้องโดนคนโน้นคนนี้โทฯมาสั่ง โทฯมาด่า โทฯมาเฉ่งอีกนะ ..ทำไมไม่มีใครมาเห็นใจมาร์คบ้าง ฮึ

ไม่ใช่แค่นั้น..ความในใจของมาร์ คยังเจ็บช้ำกว่าที่ทุกคนคิด..ไม่เชื่อพวกเราลองถามตัวเองดูสิ..ถ้าเราถ่ม น้ำลายลงไปแล้ว..มีใครบ้างกล้าก้มไปเลียกลับคืนมา..อย่าว่าแต่หนึ่งกองเลย.. พี่ๆ น้องๆ รู้ไม๊ว่า ชายมาร์คถ่มไปไม่รู้กี่ร้อยกอง..ทุกวันนี้ก็ต้องก้มหน้าเลียคืนมาจนหน้าจะ ติดถนนอยู่แล้ว..
ไม่ว่าจะเรื่องนโยบายประชานิยมที่ก่นด่าใส่ร้ายคนอื่นไว้ เยอะ..สุดท้ายมาร์คก็ต้องมาทำโคตรประชานิยม ..ไม่ว่าจะเรื่องเขาพระวิหารที่ไปเปิดประเด็นไว้ซะจนเกือบจะได้ออกศึกกับ เขมรอีกรอบ..วันนี้ก็แทบจะเลียก้นฮุนเซ็นแทน..หรือไม่ว่าจะเรื่องอภิมหาโกง ของท่านนายกทักษิณ..แต่วันนี้หันหน้าไปเจอเทือกทมิฬ หันซ้ายไปเจอเขียวทะมึน หันขวาไปเจอเมกกะกู้โปรเจกต์ ..เออ..โอเค..กรูหันหลังก็ได้..อ้าว..ฉิบหาย นั่นใครปากห้อยมายืนค้ำหัวกรูวะ ..เริ่มเห็นใจชายมาร์คกระสันกันบ้างแล้วใช่ไม๊ล่ะ หุหุ

ยังค่ะ..ยัง ไม่ใช่ที่สุดของมาร์ค..พี่ๆ น้องๆ จำภาพน้องอุ๊งอิ๊ง น้องเอม น้องโอ๊ค ที่โดนขุดคุ้ยเขี่ยเกี่ยวกับเรื่องการเข้ามหาวิทยาลัย การทำข้อสอบรั่ว การซุกข้อสอบไม๊คะ..นั่นแหละค่ะ..ภาพหลอนๆ เหล่านั้น..มันจางไปจากท่านนายกทักษิณไปเรียบร้อยแล้ว..เพราะเวลาได้พิสูจน์ คนมาเรียบร้อย อุ๊งอิ๊งที่โดนข้อหาข้อสอบรั่วกลับสามารถเรียนจบจากมหาวิทยาลัยนั้นได้อย่าง สมศักดิ์ศรีท่ามกลางความกดดันจากสัตว์ในคราบครูหลายๆ คน น้องเอมที่ถูกหาว่าย้ายคณะทั้งๆ ที่เกรดไม่ถึงก็สามารถเรียนจบโทฯ จากมหาวิทยาลัยในอังกฤษโดยไม่ต้องขนคนไปช่วยเรียนเป็นกองร้อย ..หรือแม้แต่โอ๊คก็แสดงให้เห็นความเป็นลูกผู้ชายที่อยู่ข้างพ่อแม่และน้องๆ ของตัวเองยามวิกฤต

แต่ตอนนี้บาปและกรรมมันเริ่มจะกลับมาทำให้มาร์ คทั้งหลอนและหนาว..เมื่อลูกสาวที่เคยถูกลือว่าเป็นอดีตเด็กออทิสติก ที่ต้องพักการเรียนไปปีนึง ไม่เคยออกสังคม กลับอยู่ดีๆ เอ็นติดจุฬาฯได้ในปีที่พ่อเป็นนายกฯ ..ลูกชายที่ก็ถูกลืออีกว่าเป็นเด็กออทิสติก (ทำไมถูกลือทั้งคู่เลยเนี่ยมาร์ค) ก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนวชิราวุธในปีที่พ่อเป็นนายกฯ ..หอกที่เคยเที่ยวไล่แทงคนอื่น..มันกำลังจะย้อนกลับคืนมาไล่ทิ่มแทงตัวเอง.. ด้วยหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ แม่ปังคุงขอยืนยัน..แทงตรงไหนก็ไม่ปวดใจ..เท่ากับแทงที่ลูกของเรา..และยิ่ง ..ลูกที่เป็นออทิสติก..โอ้ย..มันยิ่งปวดใจเข้าไปใหญ่..แล้วอย่างนี้..จะไม่ ให้แม่ปังคุงสงสารมาร์คได้ยังไง๊..โธ่..มาร์ค
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2009 เวลา 06:36 น.

สังเวช!อีแร้งในไร่ส้มสาวไส้กันเละ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ASTVผู้จัดการ

ผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเสนอข่าวเรื่อง คำต่อคำ บิ๊กมติชน-ทีวีไทย เหน็บ “ASTVผู้จัดการ” สื่อการเมือง-เลือกข้าง จากนั้นก็รีบแฉโพยกลับเครือมติชนด้วยข่าวประจาน “บก.เก๊ะ” ข้อมูลชัด “มติชน” ฟาดโฆษณารัฐอิ่มแปล้! ซึ่งเป็นการเปิดศึกในแวดวงสื่อมวลชนครั้งล่าสุด ทำให้สังคมได้รับรู้ไส้ในอันฟอนเฟะของฐานันดรที่4ในทุกวันนี้


วันที่ 28 พ.ค. ที่อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung)จัดสัมมนาเรื่อง “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างหนาตา โดยผู้ร่วมสัมมนาบางส่วนได้กล่าวพาดพิงถึงการทำหน้าที่สื่อของ “เอเอสทีวี-ผู้จัดการ”

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน จะยอมรับกันหรือเปล่า ถ้ายอมรับก็ต้องแก้มาตรา 48 ครับ นี่เถียงกันให้ตกนะครับ อย่าไปอีแอบอยู่ จะเอาให้ตกก็ตก นักการเมืองควรไปจัดรายการไหม คนที่เป็นนักการเมืองครึ่งหนึ่ง เดี๋ยววันดีคืนนี้วันนี้เป็น ส.ว. วันนี้เป็นนักการเมือง พอตกงาน สอบตก พอคุณเกษียณไปจัดรายการวิทยุ จะเอาไหม พอเราปรับกิจการจะเอายังไง จะเล่นบทไหน วันหนึ่งสอบตกโผล่มาเป็นกลุ่มนี้ วันหนึ่งสอบได้กลับมาเป็นนักการเมือง วันหนึ่งตกไปโผล่ตรงนี้อีก

จะเอายังไงครับ เอาให้ตกนะครับตรงนี้ ไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้ว เพราะสามารถบริหารจัดการสื่อโดยตรง โดยอ้อม จะเอายังไงก็เอาให้ชัด ถ้าแก้ไม่ได้ แล้วสื่อท้องถิ่นทุกวันนี้ นักการเมืองท้องถิ่นทั้งนั้นเป็นเจ้าของ หนังสือพิมพ์ เขาโวยวายตั้งแต่ต้นตอนร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าเกิดทำไม่ได้ผมก็ไม่รู้ยังไง ของเยอรมันบอกต้องทำตามรัฐธรรมนูญให้ได้ ของเราบอกขอแหกให้ได้ก่อน มันตรงกันข้าม เรื่องวัฒนธรรม เถียงให้ตกนะครับ แล้วแก้ ถ้าไม่แก้ก็อยู่อย่างนี้ เถียงกันไป เดี๋ยวก็ยื่น ก็คงยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คุณเรืองไกรต้องยื่นมากหน่อยแล้วกัน ยื่นทั่วประเทศ


นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยกล่าวว่า มี 2-3 ท่านพูดถึงว่าทำไมคนไทยถึงได้หันไปหาสื่อที่เป็น จะเรียกว่าสื่อทางเลือก หรือสื่อเลือกข้างก็แล้วแต่ ที่เป็น ASTV และเป็น D-Station ถามว่าทำไมสื่อมวลชนที่เป็น Main Stream Media มันหายไปไหน ทำไมสื่อมวลชนทุกวันนี้ที่มีบทบาทอย่างมากเลยในการทำให้คนมีอารมณ์ ทำให้คนโกรธแค้น ทำให้คนชอบ/ไม่ชอบ เอาอะไร/ไม่เอาอะไร มันกลายเป็นสื่อที่เลือกข้าง มีสีของตนชัดเจนหมดเลย แต่สื่อที่ตามหลักการแล้วควรจะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้ประชาชนมีความคิดเห็นที่ดี ที่ถูกต้อง และสามารถนำความคิดเห็น นำข้อมูลเหล่านี้มาโต้เถียงกันได้ ค่อนข้างที่จะบทบาทหายไปจากสังคมนี้มากทีเดียว กลับกลายเป็นสื่อสองขั้วเป็นคนกำกับความรู้สึก เป็นคนกำกับความเห็นของประชาชน ค่อนข้างสูง

ผมคิดว่าเมืองไทยคงเป็นไม่กี่ประเทศในโลกขณะนี้ที่ความรู้สึกความเห็นของคนถูกกำหนดด้วยสื่อที่เลือกข้างแบบนี้ และผมคิดว่าระยะยาวแล้วอันตราย เพราะว่าทันทีที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าสื่อที่พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง มีเหตุมีผล ถกเถียงอย่างมีที่มาที่ไป มันไม่สนุกไม่ตื่นเต้นเหมือนกับสื่อที่มันสุดขั้ว ที่มันใช้ภาษาหยาบคาย ที่มันด่ากันฟังแล้วมันมันสะใจแล้วก็เชื่อเลย ผมคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ออกไปนานวันมากขึ้น ผมคิดว่าอันตรายที่มีต่อประชาธิปไตยผมคิดว่ามีสูงแน่

ผมขอตั้งข้อสังเกตนิดเดียวกับข้อกังวลของบางท่านที่บอกว่าถ้ามีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา และมีสื่อในมือของตัวเอง และแยกไม่ออกระหว่างความเป็นสื่อ กับการเป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยเป็นห่วงมากนัก เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคุณค่าที่สำคัญที่สุดของสื่อมันอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ เพราะว่าทันทีที่สื่อไหนก็ตามที่มีภาพชัดเจนว่าเป็นพรรคพวกของฝ่ายไหน เป็นของพรรคการเมืองไหน เป็นของการเมืองกลุ่มไหน ผมคิดว่าความน่าเชื่อถือก็คงจะค่อยๆ หายไป ผมคิดว่าพยายามมองในแง่ดีนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือทำยังไงให้สื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลัก Main Stream Media กลับกลายมาเป็นสถาบันที่ประชาชนคนในสังคมให้ความเชื่อถืออีกครั้งหนึ่ง”

กระบอกเสียงลิ้มสาวไส้มติชนกลับแก้แค้นที่โดนก่อนเป็นสื่อการเมือง
เปิดสถิติ “มติชนรายวัน” ฟาดโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐทะลุ 60 ชิ้น/สัปดาห์ บ่งชี้ต้นเหตุ “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” นายกสมาคมนักข่าวฯ ออกมาโวย จะเอากันยังไงถ้าไม่มีโฆษณารัฐ นสพ.เจ๊ง-นักข่าวตกงานแน่ สื่ออาวุโสระบุ “โฆษณารัฐ” เยอะไม่เป็นไรแต่อย่ามีพฤติกรรมเลียนักการเมือง ให้เงินใต้โต๊ะ หรือทอนเงิน ขรก.-นักการเมือง ชี้แม้แต่เอากระเช้าไปให้นักการเมืองเมื่อได้ตำแหน่งก็ไม่เหมาะสม

จากกรณีที่วานนี้ (28 พ.ค.) นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หรือ “บก.เก๊ะ” บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวอภิปรายในงานสัมมนา “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung) ที่อาคารรัฐสภา 2 เกี่ยวกับกรณีปัญหาความจำเป็นในการพึ่งพิงโฆษณาจากภาครัฐของสื่อไทย รวมถึงกล่าวโจมตีสื่อเครือเอเอสทีวี-ผู้จัดการด้วยว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายประสงค์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนไทยจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองเป็นผู้คุมงบประมาณของโฆษณาภาครัฐอยู่ ซึ่งถ้าหากไม่มีโฆษณาจากภาครัฐสื่อจะทำกำไรไม่ได้ หรืออาจอยู่รอดไม่ได้ และพนักงานขององค์กรสื่ออาจจะต้องตกงาน

“เรื่องของทุนก็ต้องยอมรับกันว่าสื่อหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเครื่องมือทางการเมืองบ้าง อะไรบ้าง จะทำยังไงกับมัน กำไรก็ต้องมี พนักงาน 2,000 คน จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม ยิ่งเค้กก้อนเล็กลง โฆษณาก้อนเล็กลงขณะนี้จะเอายังไง

“แล้วก้อนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้บอกให้ตรงๆ นะครับ ก้อนใหญ่ที่สุดคือโฆษณา งบประมาณของเรา ในแง่โฆษณาประชาสัมพันธ์จะทำยังไง ซึ่งคนที่คุมก็คือนักการเมือง แต่ถ้านักการเมืองคุม นักการเมือง สปอตโฆษณาออกทีวีนี่หน้านักการเมืองทั้งนั้นเลยนะ จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม พวกผมเอาให้ตกงานไหม พูดลงลึกไปถึงระดับลูกจ้าง ลูกน้องจะตกงานหรือเปล่า อันนี้พูดความจริงกัน โครงสร้างการจัดการจะยอมให้เป็นสื่อแบบทุนนิยมแบบนี้ ทุนโดยรัฐ จะเอายังไงกับมัน สังคมจะทำยังไง จะตอบยังไง ก็พูดข้อเท็จจริงว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ ผมแก้ไม่ได้หรอก ให้ผมแก้ผมจะไปยอมได้ไง” บรรณาธิการในเครือมติชนกล่าว

ขณะที่ในอีกตอนหนึ่งนายประสงค์กล่าวว่า “เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน ...”

ทั้งนี้ เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทีมข่าวของ ASTVผู้จัดการออนไลน์ก็ได้รับแจ้งจากประชาชนผู้ติดตามสื่อซึ่งระบุว่า หากสังเกตให้ดีจะพบว่าตลอดระยะเวลาปลายปีที่ผ่านมาสื่อในเครือมติชน โดยเฉพาะ นสพ.มติชนรายวัน นั้นถือเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ที่ได้รับงบประมาณโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสื่อหนังสือพิมพ์อื่นๆ โดยบางวันในหนังสือพิมพ์ที่มี 32 หน้า (รวมส่วนโฆษณาย่อยแล้ว) มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่าสิบชิ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อผนวกเข้ากับคำอภิปรายของนายประสงค์ล่าสุดก็อาจจะเป็นการไขคำตอบได้ว่า ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด เมื่อนักการเมืองกลุ่มใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล สื่อบางส่วนจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเหล่านั้นเป็นพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบจำนวนโฆษณาภาครัฐของ นสพ.มติชนรายวัน ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 23 พ.ค. ถึงวันศุกร์ 29 พ.ค.52 ก็พบว่ามีหน่วยงานภาครัฐ หรือ หน่วยงานที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมากถึง 63 ชิ้น โดย ไม่นับรวมถึงโฆษณาสถาบันการศึกษาของรัฐ โฆษณาของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่แสวงหากำไร อีกทั้ง ไม่รวมโฆษณาในส่วนโฆษณาย่อย (Classified) และโฆษณาฉบับพิเศษ (Supplement) อื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า โฆษณาภาครัฐที่ลงใน นสพ.มติชนรายวัน จะกระจุกตัวอยู่ในช่วงวันทำการของราชการ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึงประมาณร้อยละ 50 ของโฆษณาทั้งหมดที่ลงในหนังสือพิมพ์แต่ละวัน สำหรับรายละเอียดของโฆษณาในแต่ละวันมีดังนี้

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 2 ชิ้น จาก
1.กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
2.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 1 ชิ้น จาก
1.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 12 ชิ้น จาก
1.กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
2.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
3.กรมการปกครอง
4.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
5.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
6.การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
8.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
10.สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กรมพัฒนาพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงาน

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 9 ชิ้น จาก
1.สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และกระทรวงอุตสาหกรรม
2.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (คปก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
6.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.กรมประชาสัมพันธ์
9.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 14 ชิ้น จาก
1.องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข
2.กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
3.การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5.สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
6.กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
7.การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
8.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
9.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
10.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กระทรวงสาธารณสุข
13.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
14.กรมประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 15 ชิ้น จาก
1.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักนายกรัฐมนตรี
2.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
4.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กระทรวงการคลัง
5.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง
6.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
10.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
11.สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม
12.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
13.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
14.กรมประชาสัมพันธ์
15.กรมประชาสัมพันธ์

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 10 ชิ้น จาก
1.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สำนักนายกรัฐมนตรี
2.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
3.สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
6.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
7.สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมประชาสัมพันธ์
10.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน กับหนังสือพิมพ์ประเภทเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น สยามรัฐ คมชัดลึก เดลินิวส์ ไทยรัฐ แล้วก็จะเห็นได้ชัดว่ามีจำนวนแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ด้านบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า การที่หนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งจะได้รับโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากเป็นพิเศษนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอาจะได้รับความนิยมสูงและอาจมีอัตราค่าโฆษณาถูกก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงหากหนังสือพิมพ์ฉบับใดมีพฤติกรรมการอิงแอบหรือเอาอกเอาใจนักการเมืองที่มีอำนาจ และยิ่งร้ายแรงกว่านั้น หากสื่อใดมีพฤติกรรม “จ่ายเงินใต้โต๊ะ” หรือ “ทอนเงิน” ให้กับข้าราชการหรือนักการเมืองเพื่อให้มีการจัดสรรงบโฆษณามาลงในสื่อหรือหนังสือพิมพ์

จากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า การที่ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวในทำนองที่ว่า หากไม่มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐแล้วหนังสือพิมพ์-สื่อจะไม่สามารถอยู่รอดได้ จะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ และหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่บางฉบับต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเป็นพิเศษ เพียงเพื่อหวังให้ธุรกิจอยู่รอดและทำกำไร อย่างเช่นกรณีที่เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2551 ประธานกรรมการบริษัทของเครือหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งได้ไปมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการนัดมอบดอกไม้หรือนัดรับประทานอาหารเพื่อแสดงความยินดีกับนักการเมืองในโอกาสที่ได้รับตำแหน่ง หรือ ในโอกาสพิเศษต่างๆ เป็นต้น

ลิ้มไม่หนำใจสอนมติชน-เนชั่นต้องเลือกข้างแบบผู้จัดการ

กระบอกเสียงของสนธิลิ้มยังได้ระบายแค้นอีกข่าว ด้วยการนำเสนอเรื่องที่สนธิพูดออกทางASTVว่า “สนธิ”สอนมวย “เก๊ะ-หย่อง”สื่อต้องเลือกข้างความถูกต้อง โดยโปรยข่าวว่า “สนธิ”สั่งสอน บก.มติชน-ผอ.ทีวีไทย อย่าติดยึดมายาคติ “เป็นกลาง” จนขาดความกล้าหาญ มุ่งเอาตัวรอด ยอมอยู่ตรงกลางระหว่างถูกผิดเหมือนกิน “ข้าว”ผสม “ขี้” ชี้จุดยืนสื่อขึ้นอยู่กับเจ้าของ หากเห็นแก่ทุนเกินไปก็เหมือนเจ้าของมติชนที่ช่วงหนึ่งยอมเข้าหา “ทักษิณ” ขณะเอเอสทีวียอมลำบากเพื่อความถูกต้อง

Friday, May 29, 2009

กกต.สั่งเอาผิดอาญาสุเทพ-2ส.ส.ปชป.แจกของช่วยหาเสียง พท.จี้"มาร์ค"ให้"เทพเทือก"หยุดทำหน้าที่

ที่มา มติชนออนไลน์

กกต.สั่งแจ้งความดำเนินคดีอาญา "เทพเทือก-2ส.ส.ปชป." ข้อหาแจกของช่วยน้องหาเสียง หลังศาลตัดสินให้ใบเหลืองธานี เทืองสุบรรณ พ้นนายกอบจ.สุราษฎร์ฯ พท.จี้"มาร์ค"สั่ง"เทพเทือก"ยุติปฏิบัติหน้าที่ เแสดงสปิริต-ความรับผิดชอบ

สุเทพ-พวกผิดกม.-น้องตกเก้าอี้


ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีอาญาเลือกตั้ง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) นายสุริญญา ยืนนาน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สุราษฎร์ธานี เขต อ.เกาะสมุย 1 ปี และให้ใบเหลืองนายธานี เทือกสุบรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายกอบจ.) สุราษฎร์ธานี น้องชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับสั่งให้มีการเลือกตั้ง ส.อบจ.เขต อ.เกาะสมุย แทนนายสุริญญา และให้มีการเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี แทนนายธานี


ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2551 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายชุมพล กาญจนะ และนายประพนธ์ นิลวัชรมณี ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ นำผ้าขนหนูที่มีชื่อบุคคลทั้งสาม และชื่อพรรคประชาธิปัตย์ไปมอบให้แก่ผู้สูงอายุ 200 คน ในงานประเพณีสงกรานต์ ปี 2551 ของเทศบาลตำบลเกาะสมุย อ.เกาะสมุย ก่อนการเลือกตั้งนายก อบจ. และ ส.อบจ.ในวันที่ 20 เมษายน 2551 เพียง 7 วัน โดยนายธานีกับนายสุริญญาลงสมัครเลือกตั้งในนามประชาธิปัตย์ และวันเกิดเหตุนายสุริญญาร่วมอยู่ในงานด้วยโดยมิได้ห้ามปราม


"พยานหลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อว่า นายสุเทพ นายชุมพล และนายประพนธ์แจกผ้าขนหนูแก่ผู้สูงอายุเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านทั้งสองอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1)"คำพิพากษาระบุ


"ธานี"ตื๊อลงใหม่-กกต.ชี้หมดสิทธิ


ทั้งนี้ ผลจากคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้นายธานีไม่สามารถลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ได้อีก เนื่องจากดำรงตำแหน่ง 2 สมัยติดต่อกันแล้ว และทีมรองนายก อบจ.อีก 3 คนต้องหมดสภาพไปด้วย ซึ่งหลังมีคำพิพากษา เจ้าหน้าที่หน้าห้องของนายธานีและทีมผู้บริหารได้เก็บสิ่งของออกจาก อบจ.ทันที


ขณะที่นายธานีกล่าวว่า ยังงงๆ และสงสัยถึงการพิจารณาในส่วนของตนเองทำไมศาลจึงไม่ระบุเรื่องของการตัดสิทธิไว้ด้วยว่า เมื่อโดนใบเหลืองจะมีสิทธิลงสมัครใหม่หรือไม่ ซึ่งจะมอบหมายให้ทนายทำหนังสือร้องศาลในประเด็นนี้ด้วยภายในสัปดาห์หน้า แต่หากศาลไม่ชี้เรื่องสิทธิดังกล่าว อาจจะลงสมัครใหม่แล้วให้ กกต.ท้องถิ่นพิจารณาคุณสมบัติเกี่ยวกับตำแหน่งนายก อบจ.เข้าข่ายดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 สมัยติดต่อกันหรือไม่
นายสมปอง ตั้งเริก หัวหน้าส่วนจัดการเลือกตั้ง กกต.จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ตามระเบียบต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน แต่จะเร่งรัดให้เร็วขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการสั่งการของ กกต.กลาง ส่วนคุณสมบัติของนายธานีตอนนี้คงไม่สามารถลงสมัครได้


ส.ส.ก๊กแจกเชื่อไม่กระทบ"ปชป."


นายประพนธ์ นิลวัชรมณี กล่าวว่า "ก็รู้สึกเห็นใจนายธานีที่ถูกใบเหลือง วันนั้นพวกเราไปทำหน้าที่ ส.ส.ตามปกติ เป็นงานประเพณี คงต้องต่อสู้กันในชั้นศาลต่อไปเพราะเป็นเพียงข้อกล่าวหา แต่คงไม่ทำให้เสียภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์ และไม่น่าส่งผลกระทบกับรัฐบาล


นายชุมพล กาญจนะ กล่าวว่า ยังไม่เห็นคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าเป็นอย่างไร จึงยังตอบไม่ได้ว่าจะขอฎีกาหรือไม่ จะขอเวลาไปศึกษาคำวินิจฉัยของศาลก่อน ทราบจากคนที่โทรศัพท์มาบอกเพียงว่า ศาลให้จัดการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยให้เพียงใบเหลืองกับนายธานี ไม่ได้ตัดสิทธิทางการเมือง พรรคอาจจะพิจารณาส่งนายธานีลงเลือกตั้งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานีอีกครั้งก็ได้


สำหรับโทษทางอาญาหากศาลตัดสินว่าผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้มีความผิด อาจจะต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 1-10 ปีนั้น นายชุมพลเงียบฟังพักหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า "ผมขอดูรายละเอียดก่อนนะ"


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ทราบรายละเอียดเบื้องต้นแล้ว แต่ขอกลับไปดูก่อน"

กกต.สั่งแจ้งความอาญาสุเทพ-พวก


นายมนตรี เพชรขุ้ม อดีตผู้สมัครนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ทีมสุราษฎร์ร่มเย็น ผู้ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง กล่าวว่า หลังจากนี้จะฟ้องร้องนายสุเทพ นายชุมพล และนายประพนธ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป เพราะถือเป็นการกระทำผิดอาญา


นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า เมื่อศาลเห็นตาม กกต. ก็จะแจ้งไปยัง กกต.จังหวัดไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญากับนายสุเทพ นายชุมพล และนายประพนธ์ ต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม และ กกต.ต้องเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน และในกรณีที่นายสุเทพโดนคดีอาญา คงไม่ทำให้มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น


พท.ได้ทีจี้มาร์คสั่งพักงานสุเทพ


นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายสุเทพยุติการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีทันทีที่ศาลรับฟ้อง เพื่อแสดงสปิริตทางการเมืองและแสดงความรับผิดชอบตามกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯ เพื่อให้เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ หากนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้จะกลายเป็นตราบาปของรัฐบาล


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท. กล่าวว่า ผู้ร้องคดีดังกล่าวได้ส่งข้อมูลหลักฐานมาให้ พท.ด้วย ดังนั้น ในเวลา 09.00 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ทีมกฎหมายพรรคจะหารือกันในประเด็นนี้ แต่ในเบื้องต้นพรรคขอเรียกร้องไปยังนายสุเทพ ให้แสดงความรับผิดชอบ เพราะพรรคประชาธิปัตย์พูดมาเสมอว่าพรรคของตัวเองเป็นสถาบันทางการเมือง และมีจริยธรรมสูงส่งกว่าพรรคการเมืองอื่น ซึ่งหากนายสุเทพยังเมินเฉยก็แสดงให้เห็นว่ามาตราฐานจริยธรรมของพรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำลงในสมัยที่มีนายอภิสิทธ์เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายสุเทพเป็นเลขาธิการพรรค

บุกกกต.จี้เร่งคดียุบประชาธิปัตย์


นายพร้อมพงศ์ เปิดเผยภายหลังยื่นคำร้องให้ตรวจสอบคดีเงินจำนวน 258 ล้านบาท และคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนกรณีเงิน 258 ล้านบาทของ กกต.ว่า ตนและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายเป็นตัวแทนมาชี้แจงให้ถ้อยคำเพิ่มเติม โดยเอกสารทางการเงินของบริษัทเมสไซอะฯและเอกสารเส้นทางการถ่ายเทเงินในการทำป้ายโฆษณาของพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งนำหนังสือปกขาว พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรใครๆ ก็รู้ มอบให้ กกต.สอบสวน เป็นการสรุปเส้นทางการเงินจำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัททีพีไอ ผ่านบริษัทเมสไซอะฯ ซึ่งบอกถึงเส้นทางการเงินทั้งหมด โดยเอกสารที่นำมามอบให้อนุกรรมการข้อมูลบางส่วนเป็นข้อมูลที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.ลัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้เคยอภิปรายในสภามาแล้ว


"หลังจากนี้อีก 2 สัปดาห์พรรคจะนำบัญชีพยานบุคคลไปชี้แจงต่อ กกต.เพิ่มเติมอีกซึ่งเป็นขั้นตอนที่พรรคจะดำเนินการส่วนสุดท้าย เชื่อว่าจะเป็นหลักฐานสำคัญที่จะทำให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้แน่นอน ขณะนี้เวลาผ่านมา 2 เดือนแล้วที่พรรคเพื่อไทยได้ร้องต่อ กกต. และสำนวนที่ร้องมาก็ได้รวมไว้เป็นสำนวนเดียวกับที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ร้องมาก่อนหน้านี้ จึงมาทวงถามความคืบหน้าจาก กกต. ขอเรียกร้องให้ กกต.ใช้มาตรฐานเดียวกับที่ยุบพรรคไทยรักไทยคือเร่งพิจารณาคดี"