WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 31, 2009

เสื้อแดงชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย. คนโดนคดีเดือนเมษาโวยตร.ไม่เป็นธรรม "ณัฐวุฒิ"เตรียมฟ้องนายกฯ สั่งยิง ปชช.

ที่มา ประชาไท

30 พ.ค.52 ที่ร้านสภากาแฟ ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 6 ที่ตั้งบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดงทีมรายการความจริงวันนี้ พร้อมด้วยคนเสื้อแดงที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในเดือนเม.ย. แถลงข่าวถึงการเตรียมยื่นหนังสือร้องต่ออัยการในวันที่ 1 มิ.ย. และนัดชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 27 มิ.ย.

นายจตุพร กล่าวว่า ในวันที่ 1 มิ.ย. แกนนำคนเสื้อแดงและคนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด จะเดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อร้องขอความเป็นธรรมในประเด็นขอให้มีการสอบสวนพยานเพิ่มเติม ตามที่ได้ทราบว่า คนเสื้อแดงได้ออกมาทักท้วง เรื่องการดำเนินคดีคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลืองรวมทั้งคนเสื้อสีน้ำเงินโดยใช้คนละมาตรฐาน ซึ่งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น คดีที่คนเสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ยังมีการสั่งเลื่อนคดีให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมไปในวันที่ 14 ก.ค. ทั้งที่เหตุการณ์ล่วงเลยมาหลายเดือน แต่กรณีของคนเสื้อแดง กลับไม่ได้รับโอกาสเฉกเช่นนั้นเลย ยังไม่นับคดีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเท็จว่าจะมีการสั่งฟ้อง เมื่อเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีการสั่งฟ้อง และการกล่าวอ้างเวลานั้น ก็คือจะมีการสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 4 ปาก แต่กรณีที่มีการดำเนินคดีกับคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พัทยา เชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นสามเหลี่ยมดินแดง กระทรวงมหาดไทย และที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ได้แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เป็นผู้รับผิดชอบคดี และก็ตั้ง พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เราต้องการให้ดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงมาตรฐานเดียวกับคนเสื้อเหลืองหรือเสื้อสีน้ำเงิน หรือคนไทยคนใดก็ตาม แต่วิธีที่ทำกับเราเวลานี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ไร้มาตรฐาน ปัญหาคือ พวกเราจะงอมือ งอตีนให้ทำฝ่ายเดียวหรือเปล่า ตนขอบอกเลยว่าชั้นพนักงานสอบสวนนี่เฮงซวยที่สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีบางคนเป็นทาสรับใช้ รับคำสั่งมาปฏิบัติ และถ้าอัยการสูงสุดให้ความเป็นธรรม เราจะยื่นขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนและผู้รับผิดชอบคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.ธานี พล.ต.ต.อำนวย เพราะการสอบสวนเป็นไปโดยอยุติธรรม ทั้งนี้เห็นว่าการสอบสวนควรมีจำนวนพยานฝ่ายจำเลยไม่น้อยไปกว่าจำนวนพยานโจทก์ด้วย

เป็นที่น่าสังเกตุอย่างชัดเจนว่าทุกคดีของคนเสื้อแดงนั้นได้ดำเนินคดีไปอย่างรีบเร่ง เป็นการสอบพยานฝ่ายเดียวคือฝ่ายผู้กล่าวหา แต่พยานของฝ่ายจำเลยนั้น ไม่มีการตรวจสอบแต่ประการใด ยกตัวอย่างคดีของพัทยา มีการร้องขอความเป็นธรรมมากมาย แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีการรับฟัง และจะมีการฟ้องศาล เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ท้ายที่สุดก็มีการเลื่อน ไปเป็นวันที่ 4 มิ.ย. แต่มันชี้ได้อย่างชัดเจนว่าคดีของคนเสื้อแดงนั้นเป็นไปด้วยความรีบเร่ง แต่ 240 คดีของกลุ่มพันธมิตรฯนั้น ไม่ได้มีการขยับเขยื้อน มีคดีแต่ไม่มีการดำเนินคดี กรณีเสื้อสีน้ำเงินยิ่งแล้วใหญ่ นี่ยิ่งกว่าเป็นเทวดาในประเทศนี้เสียอีก เพราะฉะนั้นในวันที่ 1 มิ.ย. เวลา 9.00น. พวกเราก็จะไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพราะในชั้นพนักงานสอบสวน ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับคนเสื้อแดงโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจะไปร้องเพื่อให้มีการสอบสวน เพิ่มเติม เพราะไม่มีคดีไหนหรอกครับที่ไปสอบเฉพาะพยานของฝ่ายผู้กล่าวหาฝ่ายเดียวส่วนฝ่ายจำเลยหรือผู้ต้องหานั้น กลับไม่มีการสอบสวนเลย ไม่มีการดำเนินคดีที่ใดในโลกเป็นแบบนี้ ยกเว้นคดีที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง ถ้าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมในขั้นตอนนี้ก็ต้องดำเนินการต่อสู้อย่างถึงที่สุดต่อไป เพราะเรื่องนี้นั้น เป็นที่ทราบกันว่ามีใบสั่งตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนเป็นต้นมาและโดยพฤติกรรมก็น่าเชื่อว่าได้มีการสั่งการมา 100 เปอร์เซ็นต์จริง เพราะทุกคดีนั้นเป็นไปด้วยความรีบเร่ง และขณะนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้กำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่ตัวเองยังมีข้อสงสัยเรื่องอำนาจตามกฎหมายว่ามีสิทธิ์ที่จะบังคับหรือไม่ ณ ขณะนี้ถูกศาลอุทธรณ์ ชี้ผิด ตามที่ กกต. ทำสำนวนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.สุราษฎ์ธานี จะต้องมีการดำเนินคดี ในชั้นของตำรวจ แต่เมื่อนายสุเทพ กำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราจะหาความเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะฉะนั้น รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรจะรีบตัดสินใจในเรื่องนี้โดยฉับพลัน มิเช่นนั้น กรณีนี้จะไปซ้ำรอยกับคดีคนเสื้อเหลือง คนเสื้อน้ำเงินที่ไม่มีการดำเนินคดีนายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า คนเสื้อแดงเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ได้ไปบรรยายให้นักธุรกิจฟังก็ได้ระบุว่าในเดือน มิ.ย.จะมีการก่อความวุ่นวาย สร้างความรุนแรง จะมีการเผาบ้าน เผาเมืองกันอีก

ผมขอเรียนไปยังนายอภิสิทธิ์ว่าคุณกำลังกล่าวเท็จและใส่ร้ายคนเสื้อแดง ทุกคดีเวลานี้นั้น ยังไม่ได้มีการพิจารณาจนถึงที่สุด และพวกเราก็เรียกร้องให้มีการดำเนินการจนถึงที่สุดเช่นเดียวกัน อยากให้นายอภิสิทธิ์ เร่งการสอบสวนกรณีการยิงคน 2 คนที่ตลาดนางเลิ้ง ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นนั้นเป็นพฤติกรรมของพวกเดียวกันและคนของรัฐบาลรู้ดีที่สุด แล้วพวกเรายังตั้งรางวัลนำจับ ศพละ 5 แสนบาทเหมือนเดิม คดียิงมัสยิดซอย 5 ซอย 7 ทำไมพนักงานสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการดำเนินคดีใดๆ เรื่องการยึดรถแก๊ส ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแดงหรือคิงพาวเวอร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีไปถึงไหน เพราะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยไปแจ้งความรวมทั้งกรณีเอารถเมลล์มาเผา และท้ายที่สุด คดีที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อวัศุกร์ที่ผ่านมา มีการเอาคนขับรถนายกฯ รปภ.นายกฯ และสุพร อัตถาวงศ์ ไปให้ปากคำ ซึ่งคำให้การของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันศุกร์ มีบางตอนที่กล่าวเท็จ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งหมดจะเป็นเรื่องการดำเนินคดี แม้นายกฯอภิสิทธิ์ ได้มาข่มขู่ผมว่าถ้าไม่หยุดพูดจะฟ้องคดีหมิ่นประมาท แต่ในวันที่บ้านเมืองมีกระบวนการยุติธรรมแบบยุติธรรม คุณจะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาให้การอันเป็นเท็จ และที่คุณให้การนั้นขัดแย้งกับที่คุณให้การไว้ก่อน รวมกระทั่งว่าที่ขอประชุมลับเมื่อวานนี้ คือรายงานข่าวของทีวีช่องไทยทีพีบีเอส เขารายงานข่าวชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ได้ออกจากกระทรวงมหาดไทยไปก่อนที่คนเสื้อแดงจะไปถึง โดยคนเสื้อแดงเข้าใจผิดว่าทั้ง 2 คนอยู่ในรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นี่เป็นข่าวไทยทีพีบีเอสรายงานสดต่างกรรมต่างวาระทั้งวัน ในวันที่ 12 เม.ย. สามารถดูย้อนหลังได้ ฉะนั้น โดยพฤติกรรมเบื้องต้น พวกผมก็เห็นว่า คนของรัฐบาลเองเป็นพวกไปสร้างสถานการณ์เหมือนเอา ตำรวจโคราช สุรินทร์ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ไปใส่เสื้อสีน้ำเงิน และเอาทหาร 500 นาย มาใส่เสื้อสีแดงสร้างสถานการณ์ในวันที่ 13-14 เม.ย. ทั้งหมดจะมีการพิสูจน์ คนเสื้อแดงจริงๆ ในคดีที่กระทรวงมหาดไทยจะเหลืออยู่ 2 คน ที่พวกผมกำลังตามตัวไปมอบตัว ที่เหลืออีก 10 กว่าคนนั้น เป็นทหารสังกัดกองหนึ่ง ของกองทัพบก และอยากให้พล.อ.อนุพงษ์ ไปสอบฯ เสีย อย่าให้ผมต้องไปประจานถึงกองทัพบกนายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า วันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. เวลา 16.00 น. คนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงโดยระดมแดงทั้งแผ่นดินครั้งใหญ่อีกรอบ จะมีการตั้งเวทีสนามหลวงติดฝั่งวัดพระแก้ว ขอเชิญชวนคนเสื้อแดง ให้มาร่วมเต็มความจุของสนามหลวง และถ้าเป็นไปได้ครั้งต่อไปก็จะนัดหมายกันใหม่ ให้เต็มไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ครั้งต่อไปครั้งที่ 3 ให้ไปถึงกองทัพบกและครั้งที่ 4 จะไปถึงทำเนียบรัฐบาลอีกรอบ และในระหว่างนั้นจะมีการสัญจรไปยังต่างจังหวัดและนายอภิสิทธิ์ก็จะได้พบกับคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงจะไม่ไปเผาบ้านเผาเมือง แต่นายอภิสิทธิ์ต่างหากจะต้องไปห้ามปรามไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อน้ำเงิน หรือกลุ่มที่ใช้กลไกทหารตำรวจอื่นใดที่มาสร้างสถานการณ์ ให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวเสีย

ถ้ารัฐบาลชุดนี้อยากจะตัดสินใจอะไร ผมอยากให้ตัดสินใจก่อนวันที่ 27 มิ.ย.ก็จะดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถเมล์ 4 พันคัน เรื่องการเช่าที่สาธารณะเรื่องข้าวโพด เรื่องข้าวเพราะจะมีรายละเอียดได้อธิบายเป็นมหาภารตะ ในวันที่ 27 มิ.ย. คือข้อมูลมีอยู่พร้อมแล้ว ผมต้องการรอให้ความผิดสมบูรณ์เท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต่อรองยังไงก็ต่อรองไปเถิด แต่อย่าเอาประเทศชาติไปต่อรองด้วย ขนาดที่รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกู้เงิน 4 แสนล้าน มาทำมาหากินน่าเกลียดขนาดนั้นจะให้คนไทยรู้สึกยังไง ภาษีก็รีดเขาแล้วเอาคนไทยมาเป็นหนี้ ไม่รู้สึกว่าคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของประเทศเขาจะรู้สึกยังไง

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การบรรยายของนายอภิสิทธิ์ ที่ไปกล่าวอ้างต่อหน้านักธุรกิจว่าสถานการณ์เศรษฐกิจอาจจะไม่ได้รับการคลี่คลายเพราะมีคนบางกลุ่มซึ่งก็แน่ชัดว่าหมายถึงคนเสื้อแดง ต้องการที่จะทำร้ายบ้านเมืองทำลายความสงบของประเทศ เผาบ้านเผาเมืองกันอยู่

ผมเรียนว่านี่เป็นคำพูดที่มักง่าย ไร้ความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดนี้ ต้องบอกไปยังนายอภิสิทธิ์ ว่าถ้าหากไม่มีปัญญาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็อย่าคิดโยนความผิดให้คนเสื้อแดง เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศวันนี้ มันอยู่ในสภาพการณ์ที่ประเทศไทยโดน 2 เด้ง คือจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโลก และจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจากการยึดทำเนียบรัฐบาลและจากการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง จนส่งผลกระทบกับรายได้สำคัญของชาตินั่นก็คือรายได้จากการท่องเที่ยว ตัวเลขจีดีพีที่ติดลบถึง 7.1 เปอร์เซ็นต์ของไตรมาศแรกในปีนี้ คนในรัฐบาลยังพยายามออกมาพูดว่าสาเหตุเกิดจากการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ขณะที่ไตรมาศแรกหมายถึง ม.ค.-มี.ค. คนเสื้อแดงยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์วุ่นวาย ซึ่งเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นต้นเดือนเม.ย. ซึ่งเกิดขึ้นจากใครก็ยังเป็นข้อถกเถียงที่จะต้องพิสูจน์กันอยู่ การที่นายอภิสิทธิ์ พูดวานนี้ เป็นการตีข่าวในทำนองว่า เป็นเพราะหมดปัญญาที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เลยหาตัวแพะรับผิดไว้ก่อน นั่นก็คือคนเสื้อแดง

ผมขอเรียนว่า ต้องพิจารณาให้ดี มิ.ย. ที่จะมาถึงนี่ รัฐบาลชุดนี้เจอศึกหนักแน่นอน จากคนเสื้อแดงเราชุมนุมเราเปิดเผยตั้งแต่ต้นว่าไม่ยอมรับที่มาของรัฐบาลชุดนี้ แต่ศึกหนักที่รัฐบาลแก้ยังไงก็ไม่ตก ก็คือปัญหาเศรษฐกิจ มิ.ย.นี้ คุณอภิสิทธิ์ จะตอบประชาชนได้หรือยังว่าไอ้เช็คช่วยชาติ 2 พันบาทเนี่ย ทำไปพักหนึ่งแล้วเกิดผลดีกับระบบเศรษฐกิจยังไง โครงการต้นกล้าอาชีพมันเกิดผลดีแล้วหรือยัง แผนงานในการระบายสินค้าเกษตร แผนงานในการกระตุ้นการลงทุนระหว่างประเทศ มันมีอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนหรือยัง ขณะนี้ความชัดเจนเดียวจากรัฐบาลชุดนี้คือจะกู้เงินใครอย่างไรเท่านั้น นี่ต่างหากคือปัญหาสำคัญของรัฐบาล

จากการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาลชุดนี้ก็ขออนุญาตทำตัวเป็นโหรอีกคน ขอเรียนว่าถ้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ผ่านเดือนกรกฎาคมไปได้ ผมคิดว่าคงสะบักสะบอมเต็มที มิ.ย.นี้คุณอภิสิทธิ์ จะเจอของจริงทุกด้าน จะเจอว่าเวลาพรรคร่วมรัฐบาลเขาเอาคืน เขาทำกันยังไง จะเจอว่าเมื่อไปขวางทางที่อ้อยจะเข้าปากช้างก็จะเจอการง้างอ้อยที่กำลังจะกลืนลงคอจากพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนกัน จะทำกันยังไง เรื่องรถเมล์ 4 พันคัน เรื่องที่ดินที่จะให้เกษตรกรเช่า ทั้งหมดทั้งหลายจะทยอยเข้า ครม. ในเดือน มิ.ย.นี้ นี่ต่างหากคือปัญหาแท้จริงของนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่การชุมนุมของคนเสื้อแดงนายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ตนอยากจะฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่พยายามจะแสดงบทบาทในการร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศพม่า รวมกระทั่งเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ตนขอเรียนว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นจุดยืนที่สวยงาม การสนับสนุนอองซาน ซูจี ก็เป็นแนวทางร่วมกันของฝ่ายประชาธิปไตยทั่วโลกเพียงแต่ว่า คุณอภิสิทธิ์ ต้องไม่ลืมสำนวนไทยคำหนึ่งว่า “ก่อนทำอย่างนี้คุณอภิสิทธิ์ ต้องตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียก่อน”

ผมรู้สึกอับอายและก็รู้สึกว่าประเทศไทยยังโชคดี ที่รัฐบาลทหารพม่าไม่สวนกลับเอาตอนที่รัฐบาลไทยไปเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศเขา ว่าแล้วไอ้ที่คุณเข้ามาเป็นรัฐบาลอยู่ตอนนี้มันใช่ประชาธิปไตยหรือเปล่า ที่คุณนั่งเก้าอี้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เวลานี้มันเป็นอำนาจจากประชาชนหรืออำนาจเผด็จการซ่อนรูปที่ต่อท่อมาจาก คมช. หรือไม่นายณัฐวุฒิกล่าวและว่า การที่นายอภิสิทธิ์จะแสดงออกอะไรไป อย่าคิดว่าคนในเวทีโลกเขาจะไมรู้ว่าในบ้านเราเป็นยังไง เราเพิ่งเดินตามหลังพม่าในวันที่ 19 ก.ย. และนายอภิสิทธิ์ ก็อาศัยอำนาจจากคนกลุ่มนั้น กลุ่มที่ทำให้เราเดินตามหลังพม่าเข้าสู่ตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรี แล้ววันนี้นายอภิสิทธิ์ก็ยื่นหน้าเข้าไปในประเทศพม่า บอกให้เขาเป็นประชาธิปไตย ตนคิดว่าเป็นเรื่องหน้าอาย แต่เมื่อนายอภิสิทธิ์และนายกษิตไม่อาย ตนอายแทนก็ได้

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 1 มิ.ย. หลังจากร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการแล้ว ในเวลา 18.30น. เราจะเริ่มออกอากาศรายการเพื่อนพ้องน้องพี่ทางโทรทัศน์ดาวเทียมเอ็มวี 5 โดยจะมีตน นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร นายกอบแก้ว พิกุลทองที่จะเป็นผู้ดำเนินรายการหลัก นอกจากนั้น จะเริ่มจัดรายการความจริงวันนี้ เข้าจอพีเพิลชาแนลในสัปดาห์หน้าเช่นเดียวกัน และมีเอสเอ็มเอสความจริงวันนี้ ที่จะเป็นช่องทางกระจายข่าวระหว่างคนเสื้อแดงหรือประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

เมื่อถามว่าการชุมนุมวันที่ 27 มิ.ย. มีวาระในการเรียกร้องอะไร นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เหมือนเดิมภายใต้จุดยืนหลัก เรื่องของการต่อต้านระบอบอมาตยาธิปไตย และขับไล่รัฐบาลชุดนี้ด้วยเหตุผลเป็นผลผลิตของระบอบอมาตย์

เมื่อถามว่า กลุ่มเสื้อแดงจะไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประเด็นการออกกฎหมายกู้เงิน ในวันที่ 3 มิ.ย. หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คงติดตามจากข่าวเพราะดูท่าทีนายอภิสิทธิ์แล้วดูมั่นใจเป็นพิเศษ

ไม่ทราบว่ามั่นใจในความถูกต้องของการดำเนินการ หรือมั่นใจในวิธีการพิเศษอะไรใดๆ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ก็มักจะเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับประโยชน์จากหลายๆ คดีที่ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนายณัฐวุฒิกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กับประเทศต่างๆ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าสมเพช ตนคิดว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามจะกล่าวหาคนเสื้อแดงว่าไม่เคยก้าวข้ามพ้น พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ความจริงคนเสื้อแดง เขาเดินเลยพ.ต.ท.ทักษิณ มานานแล้ว จนพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงคนร่วมขบวน เพียงแต่รัฐบาลชุดนี้ต่างหากไม่เคยก้าวข้ามพ้นเงาของพ.ต.ท.ทักษิณ เลย กลัวแม้แต่เงา และพยายามกำจัดทุกวิถีทาง รวมทั้งเรื่องการนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองด้วย หากไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในกลุ่มที่จะได้รับการนิรโทษด้วย ตอนนี้คงมีการนิรโทษกรรมไปแล้ว

การที่กระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งได้รัฐมนตรีมาจากคนยึดสนามบิน ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งทำอย่างเดียว คือพยามยามตามไล่ตามจับทักษิณ แล้วก็ไม่เคยประสบความสำเร็จหรือได้รับการสนองตอบเลย จากทุกประเทศที่ขอความร่วมมือไป ฮ่องกงเขาก็ไม่เอาด้วย ยูเออีเขาก็ไม่เอาด้วย ประเทศไหนเขาก็ไม่เอาด้วย เพราะเขาเห็นว่าวิธีการที่ดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้นการออกมาพูดเรื่องนี้รายวันรายสัปดาห์ ก็ถือเป็นเรื่องน่าสมเพชเรื่องหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้นายณัฐวุฒิกล่าว

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าตนพร้อมด้วยนายจตุพรจะนำคนเสื้อแดงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 13 เม.ย.ทั้งหมด ไปแจ้งความดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ในข้อหาเป็นผู้สั่งการให้ทหารใช้ปืนเอ็ม 16 ทำร้ายประชาชน ที่บช.น.

เพื่อนใหม่ที่เป็นตำรวจ FBI !!!!

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

เมื่อวานนี้ป้าและลุงเดินทางไปเมืองที่ลุงเกิดเมืองนี้ตั้งอยู่ในหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขา ซึ้งเป็นที่เลื่องลือของผู้
คนในยุโรปเพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เมื่อวานนี้เพื่อนฝรั่งสองสามีภรรยาที่เราเพิ่งรู้จักกันที่เมืองไทยคราวนี้ตอนไปเที่ยวเกาะช้างและพักอยู่โรงแรมเดียวกัน รู้จักกันที่ชายหาดหน้าโรงแรมนั่นแหละ เนื่องจากเราต่างมานอนตากแดดตากลมใกล้กัน และใช้ภาษาต่างประเทศพูดภาษาเดียวกันก็เลยคุยกันรู้เรื่อง สองสามีภรรยาคู่นี้มาเที่ยวประเทศไทยหลายครั้งแล้ว เคยไปเที่ยวยัง เกาะสมุย ภูเก็ต กระบี่ เกาะพีพี แต่มาติดใจชอบเกาะช้าง

เพราะมีธรรมชาติมีภูเขาและสงบเงียบเนื่องจากยังไม่มีทัวร์ริสมากนักและยังไม่มีสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยว
ลำคาญคือมีจำพวกบาร์เบียรที่เปิดเพลงหนวกหูชาวบ้าน สองสามีภรรยานี้ชอบท่องเที่ยวในเอเซียเมื่อคราวนี้ก่อนที่เขาจะมาเกาะช้าง เขาเข้าไปเที่ยวยังกัมพูชาไปที่นครวัตร และกรุงพนมเปนฯรวมทั้งไปสุสานกระดูกและหัวกระโหลกของชาวเขมรที่ถูกเขมรแดงฆ่าตายเอามาใว้ที่พิพิธภัณฑ์ให้ชาวโลกได้ดูถึงความอำมหิตผิดมนุษย์ประจานให้ชาวโลกได้เห็นว่าคนเขมรชาติเดียวกันแท้ๆยังฆ่าคนของตนเองได้อย่างป่าเถื่อนขนาดนี้ เขาเล่าให้ฟังว่าบางหัวกระโหลกถูกตีจนกระโหลกแตกร้าวซึ่งเห็นแล้วเศร้าใจ เมื่อวานนี้เรามาพบกันอีกครั้งโดยป้าและลุงเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารกลางวันที่ร้านอาหารเมืองบ้านเกิดของลุงนั่นละ แล้วเราก็คุยกัน

หลายเรื่องสุดท้ายก็ไม่พ้นเมืองไทยเพราะสองสามีคู่นี้กลับก่อนสงการนต์เลือด ลุงก็ได้เล่าเรื่องราวความเป็นจริงให้เขาฟังตามที่ลุงได้รู้ได้เห็นในประเทศไทย เขาก็ได้แต่สั่นศรีษะไปมาและบอกว่าหวังว่าในเมืองไทยคงไม่ทำเรียนแบบในกัมพูชาที่ฆ่าล้างโครตกันเองเช่นเขมรแดงพอลพตได้กระทำอย่างป่าเถื่อน ป้าเลยบอกเขาว่าก็ไม่แน่เพราะตอนวันมหาสงการนต์ของไทยรัฐบาลก็ยังใช้ปืนเอ็ม 16 กราดยิงผู้คนบนถนนแล้วจะการันตีว่าจะไม่ทำเยี่ยงเขมรแดงพอลพตใครจะเชื่อ ทุกวันนี้พฤติการณ์ส่อเข้าไปทุกขณะในทำนองระบบเขมรแดงที่ฆ่าคนที่ฉลาดๆฆ่าคนที่มีความรู้ความสามารถให้หมดไล่จับทุกคนที่เป็นปรปักษ์ ให้เหลือใว้แค่คนโง่ๆที่สามารถปั่นหัวให้เข้าเป็นสาวกได้เท่านั้น ป้าได้อธิบายอีกหลายๆเรื่องให้เขาได้รับรู้แต่เชื่อมั๊ยว่าเขาก็รู้เท่าๆ

กับป้าและลุงรู้ ตอนท้ายเพิ่งมาทราบว่าเขาเป็นตำรวจ5555 ตอนที่รู้จักกันที่เกาะช้างทราบเพียงว่ามีอาชีพรับราชการแต่ไม่ได้ถามซักไร้ว่ารับราชการในตำแหน่งอะไรเพราะตามมารยาทคนต่างประเทศจะไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวต่อกัน เมื่อวานนี้เขาก็ได้แสดงตัวอย่างชัดเจนว่าเป็นตำรวจ FBI โดยส่วนใหญ่ตำรวจที่ทำหน้าที่นี้จะทราบเรื่องต่างๆได้อย่างละเอียด มารู้จักตำรวจอีกคนที่มีตำแหน่งสูงอีกด้วยแล้วก็เดินทางไปต่างประเทศด้อมๆมองๆทั้งประเทศไทยประเทศเขมรและเมื่อวานบอกว่าปีหน้าจะเดินทางเข้าเขมรและมาเลย์เซียจากนั้นไปสิงค์โปรแล้วบินกลับ แต่ป้าไม่กล้าถามว่าไปทำธุระอะไร คราวหน้าเจอจะถามเรื่องแก็สน้ำตาว่าทำให้คนตายได้ป่าว? เพราะตำรวจธรรมดาที่เป็นเพื่อนคอไวน์บอกเป็นไปไม่ได้ทีนี้จะถามตำรวจ FBI บ้างว่าแก็สน้ำตาที่เมื่อปีที่แล้วตำรวจยิงใส่สลายม๊อบเสื้อเหลืองถึงตายว่าอนุภาพของมันร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?

ที่ขนาดแขนขาด เท้าขาด สีข้างเวอะวะตายอย่างน้องโบว์ได้ แต่เอแล้วทำไมเมื่อวันสงการนต์เลือดก็ใช้แก็สน้ำตายิงใส่ม๊อบเสื้อแดงไม่เห็นมีใครขาขาด มือขาดรุ่งริ่ง สีข้างเวอะวะให้เห็นสักคน? หรือว่าแก็สน้ำตาคนละยี่ห้อ? แต่ป้าว่าคนเสื้อแดงไม่ได้สะพายย่ามเหมือนม๊อบเสื้อเหลืองเห็นมีลูกกลมๆอยู่ในกระเป๋าทุกคน แก็สน้ำตาที่ยิงใส่คนเสื้อแดงจึงระเบิดแค่มีควันออกมา ไม่เหมือนแก็สน้ำตาที่ยิงเสื้อเหลืองมันระเบิดเฉือนเนื้อคนให้มือขาดเท้าขาดได้ก็ตลกดีกับเหตุการณ์คล้ายกันแต่ผิดกันที่ม๊อบเสื้อแดงไม่มีใครขาขาดมือขาดทั้งที่ใช้แก็สน้ำตาเช่นเดียวกัน ฉะนั้นเรื่องราวในเมืองไทยใครได้ฟังทุกๆคนในต่างประเทศได้แต่สั่นศรีษะ ที่เขาศรีษะก็เพราะคนไทยเราสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างแยบยลและเก่งมากๆไม่มีใครเทียบความคิดของคนไทยที่ชอบเอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วโยนใส่คนอื่น วันนี้เรื่องเล่าก็มีแค่นี้แหละจ๊ะ

วิเคราะห์อำนาจอำมาตย์

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
31 พฤษภาคม 2552

เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ข้อเสนอให้กาช่องไม่เลือกใคร(No Vote) ของอ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ไม่มีน้ำหนักหรือเหตุผลเพียงพอ เพราะมีคำถามตามมาว่า มันจะทำให้คนเสื้อแดงเข้มแข็งอย่างไร? มันให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากเกินไป และถ้ากาช่องไม่เลือกใครแล้วกลับบ้าน...หลังจากนั้นทำอะไรต่อ? อย่าลืมว่า อ.ชูพงษ์เคยอยู่กับ อ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ซึ่งเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่ไปจับมือกับทหาร และหน้าที่ของกลุ่มอาจารย์ประเสริฐในอดีตและปัจจุบันคือการสร้างความสับสนในขบวนการประชาชนเพื่อไปจงรักภักดีกับทหารและกษัตริย์ในที่สุด



ทุกวันนี้คนเสื้อแดงกำลังรบกับอำนาจ “นอกระบบ นอกรัฐธรรมนูญ หรือนอกกรอบกติกาประชาธิปไตย” หรือที่เราเรียกกันว่า “อำมาตย์” ดังนั้นเราต้องร่วมกันทำความเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งแปลว่าเราต้องมาศึกษาเรื่อง “รัฐ”

“รัฐ” คือองค์กรปกครองประเทศในยุคสมัยนี้ ที่สำคัญคือมันมากกว่าแค่ รัฐบาล และรัฐสภา อย่างที่ เลนิน หรือนักมาร์คซิสต์อื่นๆ เคยอธิบาย

มันประกอบไปด้วย ทหาร(ชั้นสูง) ตำรวจ(ชั้นสูง) ศาล คุก และข้าราชการ(ชั้นสูง) เราอาจรวมองคมนตรีและประมุขเข้าไปด้วย และกลุ่มคนเหล่านี้ มีอิทธิพลในการคุมสื่อ องค์กรศาสนา และระบบการศึกษาอีกด้วย

นอกจากนี้ในหมู่คนที่เราอาจเรียกรวมๆ ว่าเป็น “ชนชั้นปกครอง” เรายังต้องรวมนักธุรกิจนายทุนรายใหญ่ๆ ทั้งๆ ที่นายทุนเอกชนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ แต่ที่สำคัญเขาใช้อำนาจเศรษฐกิจการเงินของเขาในการกำหนดทิศทางการทำงานของรัฐได้ รัฐจึงไม่เป็นกลาง และไม่ใช่ของประชาชน

และอย่าลืมว่าเวลาเราพูดถึงนายทุนในไทย มันรวมนายพลที่สะสมทุนผ่านการคอร์รับชั่น และรวมทรัพย์สินส่วน(เซ็นเซอร์)ด้วย เพราะศักดินาเก่าแปรรูปไปเป็นนายทุนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๕

“รัฐ” จึงถือได้ว่าเป็นเครือข่ายของคนชั้นสูง ที่มีเส้นสายสัมพันธ์ ทั้งในด้านส่วนตัวมิตรสหายเครือญาติ และในด้านผลประโยชน์ร่วม ซึ่งทำให้เขาร่วมมือกันในการทำงานทั้งๆ ที่อาจมีการทะเลาะกันเถียงกันบ้าง นี่คือระบบอุปถัมภ์ “ร่วมกันกิน”ที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย เพราะอะไร?

เราจะสังเกตเห็นว่า “รัฐ” มีทั้งส่วนที่อาจมาจากการเลือกตั้ง เช่นรัฐบาล และรัฐสภาในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย และอีกส่วน ซึ่งใหญ่กว่า ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลย เป็นกลุ่มคนและสถาบันที่มีอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาประชาธิปไตยแท้ อำนาจอำมาตย์จึงมีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นไทย สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน สแกนดีเนเวีย หรืออินเดีย....

ประเด็นที่เราต้องตีให้แตกคือ เราจะกดทับอำนาจอำมาตย์ในระยะสั้น เพื่อไม่ให้ละเมิดประชาธิปไตยมากเกินไป แล้วในระยะยาวเราจะกำจัดมันให้หมดไปอย่างไร ถ้าเปรียบไทยกับยุโรปตะวันตก จะเห็นว่าในยุโรปอำนาจประชาชนกดทับอำนาจอำมาตย์ไปได้บ้างในระยะสั้น จึงไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงประชาธิปไตยเท่ากับประเทศไทย

ข้อสรุปสำคัญจากการวิเคราะห์แบบนี้คือ การเลือกตั้งอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ได้ ซึ่งเราเห็นในกรณีความไร้อำนาจของรัฐบาลพลังประชาชนเมื่อปีที่แล้ว และการแก้รัฐธรรมนูญไม่เพียงพอที่จะลดอำนาจอำมาตย์ด้วยเพราะอำนาจเขาอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญ

เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ ข้อเสนอให้กาช่องไม่เลือกใคร(No Vote) ของอ.ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ไม่มีน้ำหนักหรือเหตุผลเพียงพอ เพราะมีคำถามตามมาว่ามันจะทำให้คนเสื้อแดงเข้มแข็งอย่างไร? มันให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากเกินไป และถ้ากาช่องไม่เลือกใครแล้วกลับบ้าน...หลังจากนั้นทำอะไรต่อ? อย่าลืมว่า อ.ชูพงษ์เคยอยู่กับ อ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ซึ่งเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่ไปจับมือกับทหาร และหน้าที่ของกลุ่มอาจารย์ประเสริฐในอดีตและปัจจุบันคือการสร้างความสับสนในขบวนการประชาชนเพื่อไปจงรักภักดีกับทหารและกษัตริย์ในที่สุด


ในระยะสั้นเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการลดอำนาจอำมาตย์ที่อยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญหรือกรอบกติกาประชาธิปไตย? อำนาจที่สำคัญคืออำนาจมวลชนผู้รักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงนั้นเอง มันหมายความว่าคนเสื้อแดงต้องเปลี่ยนจากผู้ที่เคยไปลงคะแนนเสียงแล้วกลับบ้าน ไปสู่คนที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ ถ้าจะให้สมบูรณ์มากขึ้น เราต้องทำอะไร?

*ต้องมีการสร้างพรรคเสื้อแดง จากกลุ่มคนเสื้อแดงเอง ซึ่งจะต่างจากพรรคที่นักการเมืองสร้างจากบนลงล่าง เราทุกคนต้องพัฒนาตนเองเป็นนักการเมืองและนักวิชาการของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย เราต้องเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภาในทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนจนและพลเมืองธรรมดา เช่นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาการเลือกปฏิบัติหรือการเอารัดเอาเปรียบทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่ผูกพันกับประชาธิปไตย อย่าลืมว่าอำมาตย์ขโมยประชาธิปไตยเพราะเขาเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พรรคแดงต้องเรียกร้องให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า ครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยและการกระจายรายได้

*พรรคแดงต้องเข้าไปช่วงชิงความคิดในขบวนการสหภาพแรงงาน เพราะขบวนการนี้มีอำนาจพิเศษคืออำนาจต่อรองที่มาจากการนัดหยุดงาน รัฐและอำมาตย์จะได้ผลกระทบถ้ามีการนัดหยุดงาน เราไม่ควรปล่อยให้พันธมาร ขยายการเมืองในสหภาพแรงงานฝ่ายเดียว

*พรรคแดงต้องเข้าไปจัดตั้งและพยายามให้ความคิดกับนักศึกษา ซึ่งเป็นหนุ่มสาวไฟแรงที่สนใจความคิด และในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ เช่นขบวนการสิทธิสตรี ขบวนการต้านโรงไฟฟ้า ขบวนการสิทธิคนรักเพศเดียวกัน ขบวนการคนพิการ หรือขบวนการคนชนเผ่า หรือชนกลุ่มน้อย อย่าปล่อยให้เอ็นจีโอเหลืองๆ มีอิทธิพลในขบวนการเหล่านี้ฝ่ายเดียว

*เราต้องไม่หลงเชื่อว่าเราจะแทรกเข้าไปในกลุ่มคนชั้นสูงเพื่อเอาเขามาเป็นพวกได้ เพราะผลประโยชน์ของอำมาตย์ตรงข้ามกับผลประโยชน์ประชาชน นั้นคือสาเหตุที่อำมาตย์เกลียดประชาธิปไตย เขาไม่ได้ “หลงผิด” เขาปกป้องผลประโยชน์เขาต่างหาก ดังนั้นต้องเน้นกลุ่มคนที่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ รัฐ หรือนายทุนใหญ่ เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเพื่อบังคับให้มีการลดอิทธิพลของอำมาตย์ในสังคม

หลายคนอาจคิดว่ามันคงเป็นเรื่องใหญ่ ใช่เลย มันเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าเสื้อแดงในประเทศไทยทำไม่ได้ เพราะเราไม่ด้อยกว่าใครในประเทศอื่น การตั้งพรรคแดง การที่พรรคแดงสร้างหรือนำขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นเรื่องสำคัญ เรารอให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ พรรคเพื่อไทยอ่อนแอมาก และไม่ว่าส.ส.บางคนของเพื่อไทยจะดีแค่ไหน เขาจะไม่มีพลังหนุนช่วยเขา ถ้าเราไม่สร้างขบวนการเสื้อแดงให้เข้มแข็งและอิสระ นอกรัฐสภา

อำนาจอำมาตย์ที่เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ อาศัยสองขาคือ (1) ความรุนแรง/การปราบปราม และ (2) การสร้างภาพความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน

ส่วนแรกเขาได้เปรียบเรา แต่ถ้าเราผูกมิตรกับทหารระดับล่างที่เป็นลูกหลานประชาชน มันก็จะช่วยลดอำนาจตรงนี้ แต่ส่วนที่อำมาตย์อ่อนแอที่สุดคือในส่วนการสร้างความชอบธรรมเพื่อครองใจประชาชน ดังนั้นภารกิจหลักของเราชาวเสื้อแดงคือการโต้เถียงกับความคิดของอำมาตย์ในทุกเวที เราต้องกล้าเถียงว่าทำไมต้องมีประชาธิปไตยแท้ ทำไมทุกตำแหน่งสาธารณะในสังคมต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำไมไม่ควรมี “สูง-ต่ำ” พลเมืองทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ทำไมรัฐบาลแย่ในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ทำไมต้องมีระบบยุติธรรม ไม่ใช่สองมาตรฐาน ทำไมคนจนเป็นผู้สร้างชาติ ไม่ใช่ภาระหรือผู้ที่ควรถูกขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ เป็นต้น

เราสามารถ และจำเป็นที่จะต้องชนะอำนาจอำมาตย์เพื่อสร้างประชาธิปไตยและให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดจากแค่การเลือกตั้ง มันเป็นสงครามทางการเมืองที่สำคัญและบังคับให้เราชาวเสื้อแดงแปรตัวเป็นมืออาชีพ

ประชาธิปไตยของชนชั้นนำผ่านมุมมองสุเมธ:เดือนหน้าจะมีม็อบอีกแล้ว น่ารำคาญ

ที่มา Thai E-News


ที่มา มติชนออนไลน์
31 พฤษภาคม 2552

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยทรงโกรธ อาจมีบ้างที่ทรงไม่พอพระทัย แต่ไม่เคยทรงโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น แต่จะเป็นอย่างสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ เห็นว่า เดือนหน้าจะมีอีกแล้ว ยังไม่หมดแรงกัน น่ารำคาญ" ดรสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนากล่าวและว่า เป้าหมายการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความเป็นประชาธิปไตย..ที่ทุกคนเปล่งกันทุกวันนี้ เข้าใจแต่ว่าประชาธิปไตยคือเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่ความจริง ลึกซึ้งกว่านั้น ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนอิ่มท้อง เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็จะมีอิสรภาพเสรีภาพ แต่ถ้าตราบใดที่ประชาชนยังหิว เมื่อ 500 , 1,000 บาทมา เขาก็ไปแล้ว ก็ไม่เกิดประชาธิปไตยเสียที


ดร.สุเมธเผย "ในหลวง" ทรงเตือนสติ-ทรงปฏิบัติเป็นแบบอย่าง แต่ไม่มีใครทำตาม สังคมยังบ้าอำนาจ-เงินทอง-โกงกิน ระบุเคยรับสั่งถึง 3 ครั้ง "ใครทุจริตแม้นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป" เลขาฯ มูลนิธิชัยพัฒนาเตือนอย่าให้เหมือนรัสเซีย อยากมีพระเจ้าแผ่นดิน แต่สายไป

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา" ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี กรมเสมียนตรา ที่หอประชุมใหญ่ สำนักพุทธมณฑล โดยมีพระภิกษุเข้าฟัง 50 รูป และประชาชนที่สนใจ 150 คน


ดร.สุเมธ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกและทรงเป็นพุทธมามกะโดยแท้ ในขณะที่สังคมสมัยนี้ มีแต่พุทธมามกะโดยรูปฟอร์ม เจอพระสงฆ์ก็ได้แต่กราบและขอหวยอย่างเดียว แต่เรื่องแก่นของธรรมะกลับไม่สนใจ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ไม่ทราบว่าเป็นกาลสมัยของโลกหรือเปล่า เพราะตอนนี้โลกทั้งโลกถูกครอบด้วยกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ต้นเหตุเกิดจากระบบทุนนิยมซึ่งเป็นระบบแห่งตัณหา ชักจูงให้บริโภคเกิดความอยากตลอดเวลา มนุษย์ก็บริโภคจนจะหมดโลกแล้ว ดิน น้ำ ลม ไฟ จะหมดแล้ว คนทั้งโลกมีประมาณ 6,700 ล้านคน แล้วคนทั้งหมดนี้กำลังนั่งกินโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงดู โลกกำลังดำเนินไปสู่ความพินาศ


"ตั้งแต่วันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ กระทั่งบัดนี้ 60 กว่าปีแล้ว ทรงพยายามเตือนสติ ทรงปฏิบัติทุกอย่างให้ดูเป็นแบบอย่าง แต่มีใครทำตามบ้าง สังคมก็ยังคงบ้าอำนาจ บ้าเงินทอง โกงกินกันอยู่ทุกวันนี้" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ในฐานะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ทรงรู้เรื่องพระพุทธศาสนาลึกซึ้งยิ่งนัก ทรงรับสั่งถึงการบวชว่าเป็นเรื่องที่ดี ทรงยกตัวอย่างพระองค์เอง เมื่อตอนที่ทรงตัดสินพระทัยทรงผนวชนั้น ทรงเข้าไปทูลสมเด็จพระบรมราชชนนีว่าจะทรงผนวชให้สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงดีพระทัยมาก ทรงรับสั่งว่า "แม่ดีใจมาก พอรู้ว่าเราจะบวช เข้ามากอดเราใหญ่เลย แล้วแม่ก็ยิ้มอย่างที่ไม่เคยยิ้มมานานแล้ว และตั้งแต่วันนั้นมา แม่ก็ยิ้มมาตลอด" ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงประสบความโศกเศร้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สิ้นรัชกาลที่ 8 พระพักตร์นิ่งเฉยตลอด แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงผนวชให้ จากความเศร้าก็เปลี่ยนเป็นความปลื้มปิติ


ดร.สุเมธ กล่าวว่า ในแง่ของการปกครอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้หลักธรรมภิบาลในการปกครองแผ่นดิน ทรงใช้มา ตลอด 60 กว่าปี ในขณะที่ฝรั่งเพิ่งรู้จักเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่คนไทยกลับเพิ่งมาเห็นคุณค่า เพราะคนไทยบ้าฝรั่ง อะไรที่เป็นของดี ของใกล้ตัวกลับไม่เห็นคุณค่า เป็นกิ้งก่าได้ทอง


"หลักทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมที่ทุกคนสามารถนำไปปฏิบัติได้ ประกอบด้วย 1.ทาน คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน 2.ศีล ขอแค่ศีล 5 ข้อก็ยังดี เพราะเป็นหลักสากลของทุกศาสนา แต่ทุกวันนี้พอเปิดโทรทัศน์ดู แค่ศีล 5 ข้อ ยังไม่ปฏิบัติกัน โกหกหน้าตาเฉย ไม่ขอเอ่ยถึงใคร ไม่อยากยุ่ง เพราะฉะนั้นไม่ปฏิบัติไม่ได้ ถ้าเป็นมนุษย์ต้องยึด ถ้าไม่ยึดก็ไม่ใช่มนุษย์ 3.ปริจจาคะ การสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพราะไม่มีข้าศึกคนไหน สามารถทำให้ประเทศไทยแตกได้ ให้ยิ่งใหญ่หรือทรงพลังแค่ไหน ไม่สามารถทำให้คนไทยแตกได้ คนไทยจะแตกหรือไม่แตก อยู่ที่คนไทยด้วยกันเอง กรุงศรีอยุธยาแตกแต่ละครั้ง แตกเพราะข้าศึกหรือ" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปประเทศรัสเซีย ประเทศที่เป็นต้นตำรับของระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ เมื่อก่อนเคยมีระบบกษัตริย์ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว


"ตอนนี้คนรัสเซียอยากมีพระเจ้าแผ่นดิน คิดถึงพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 แห่งรัสเซีย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงอัญเชิญพระอัฐิของพระเจ้าซาร์มาประดิษฐานในโบสถ์หลวง สถาปนาให้เป็นนักบุญนิโคลัสเพื่อสักการะบูชา ซึ่งก็สายไปแล้ว เพราะได้ทำลายสิ่งที่ตอนนี้ต้องการที่สุดไปแล้ว แล้วของเรามียิ่งกว่านักบุญ ปฏิบัติมาตลอด 60 ปี นักบุญบางคน ผลงานอาจไม่ค่อยเป็นที่ประจักษ์เท่าไหร่ แต่นี่ 60 ปี เราไม่ค่อยจะถนอมกัน แล้ววันนั้นจะเสียใจ ก็ฝากไว้ให้คิด" ดร.สุเมธกล่าว


ดร.สุเมธ กล่าวถึงหลักทศพิธราชธรรมข้ออื่นๆ อาทิ อาชชวะ ความซื่อสัตย์สุจริต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยรับสั่งว่า ใครทุจริตแม้นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป ทรงกำชับถึง 3 ครั้ง แสดงว่าทรงเหลืออดแล้ว เพราะทุกวันนี้โกงกินกันชนิดที่เรียกว่า ไม่เห็นหัวเห็นหางหมดทั้งแผ่นดิน ส่วนข้อ อักโกธะ การระงับความโกรธ ยิ่งเป็นคนใหญ่คนโต ผู้บริหาร หัวหน้า โกรธไม่ได้


"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยทรงโกรธ อาจมีบ้างที่ทรงไม่พอพระทัย แต่ไม่เคยทรงโกรธ เพราะความโกรธไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น แต่จะเป็นอย่างสังคมที่เป็นอยู่ตอนนี้ เห็นว่า เดือนหน้าจะมีอีกแล้ว ยังไม่หมดแรงกัน น่ารำคาญ" ดรสุเมธกล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวว่า เป้าหมายการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ความเป็นประชาธิปไตย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า "เหตุผลที่ทรงงานหนักอยู่ทุกวันนี้ เพราะประชาชนยังยากจนอยู่ เมื่อยังยากจนแล้ว เขาก็ไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ เมื่อเขาไม่มีอิสรภาพเสรีภาพ เขาจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้" จุดหมายปลายทางของพระองค์ คือเรื่องประชาธิปไตยที่ทุกคนเปล่งกันทุกวันนี้ โดยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เข้าใจแต่ว่าประชาธิปไตยคือเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่ความจริง ลึกซึ้งกว่านั้น ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนอิ่มท้อง เมื่ออิ่มท้องแล้ว ก็จะมีอิสรภาพเสรีภาพ แต่ถ้าตราบใดที่ประชาชนยังหิว เมื่อ 500 , 1,000 บาทมา เขาก็ไป แล้วก็ไม่เกิดประชาธิปไตยเสียที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เคยใช้คำว่าร่ำรวย แต่ทรงใช้คำว่าประโยชน์ ความเจริญ และความผาสุกเท่านั้น


ก่อนจบปาฐกถา ดร.สุเมธ ย้ำถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวันเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 60 ปี ที่ไม่ค่อยมีใครจดจำได้ว่า พวกเราชอบเห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยมองพระองค์ ชอบได้ยินพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยฟังพระองค์ เพราะฉะนั้นถึงไม่เคยจดจำอะไรได้เลย หลัก 4 ข้อคือ 1.คิด พูด ทำ คิดดีต่อกัน 2.ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 3.อยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต 4.คิดต่างกันได้ แต่ให้ตั้งอยู่บนความเที่ยงตรงและมีเหตุมีผล ถ้าทุกคนปฏิบัติตาม 4 ข้อนี้ได้ เหตุการณ์บ้านเมืองคงไม่เป็นอย่างปัจจุบันนี้ และจะทำให้เกิดเอกภาพขึ้นในประเทศ


"เป็นที่น่าเสียดาย เรามีพระบรมครู ยอดปราชญ์อยู่ในแผ่นดิน แต่ไม่ฟัง กลับไปฟังอะไรก็ไม่รู้ แล้ววันหนึ่งจะเสียใจ ผมพูดได้แค่นี้ ยังไม่สายนะครับ อย่าเสียกำลังใจ" ดร.สุเมธกล่าวทิ้งท้าย

Saturday, May 30, 2009

"จำลอง" ยันพันธมิตรฯได้หัวหน้าพรรคใหม่ก่อน 25มิ.ย. ประกาศส่งคนลงสมัครส.ส.ครบทุกจว.แน่

ที่มา มติชนออนไลน์

" ... สำหรับผม จะรับหรือไม่รับตำแหน่งอะไร แต่บอกไม่ได้ เพราะรับปากแกนนำไว้ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า หาหัวหน้าพรรคได้ก่อนที่จะยื่นจดทะเบียนพรรคเมือง ซึ่งกำหนดว่า ทุกอย่างจะต้องเสร็จภายใน 1 เดือน คือ 25 มิถุนายน ... "


พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ให้สัมภาษณ์ "น.ส.พ.มติชน" ที่ จ.กาญจนบุรี เกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตร เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่า ที่ต้องตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตร เพราะพูดมาตลอดว่าต้องมีการเมืองใหม่ ซึ่งหมายถึงว่าการเมืองที่มีนักการเมืองซื่อสัตย์ เสียสละ ไม่คดโกง ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่เริ่มมาจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำอีกคนของพันธมิตร


"ความคิดที่จะตั้งพรรคเกิดมาจากสมาชิกกลุ่มพันธมิตรที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ไปสู่การเมืองแบบใหม่ที่ไม่ทุจริตฉ้อโกงเล่นพรรคเล่นพวก ข่มเหงรังแกข้าราชการ คุณสนธิเป็นเพียงคนที่บัญญัติคำว่า การเมืองใหม่ เท่านั้น ส่วนตัวผมถึงแม้จะเคยเป็นนักการเมืองหรือเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองมาแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดว่าพันธมิตรจะตั้งพรรคการเมือง แต่ที่ต้องตั้งเพราะประชาชนบอกให้ตั้ง" พล.ต.จำลองกล่าว


พล.ต.จำลองกล่าวว่า รูปแบบพรรคการเมืองใหม่นั้น ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเมื่อกำหนดออกมาแล้วตรงกับพรรคพลังธรรม คือ ซื่อสัตย์ เสียสละ กล้าหาญ และมีประสิทธิภาพ ตรงกันก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่พรรคการเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นมี 3 อย่าง ซึ่งพรรคพลังธรรมไม่มี คือ
1.มีคนที่รู้เรื่องการเมืองเป็นอย่างดีจำนวนมาก
2.มีสื่อมาหนุนช่วย ซึ่งเมื่อก่อนไม่มี มีแต่สื่อจะเล่นงานท่าเดียว
3.ยังมีองค์การอิสระที่มาช่วยตรวจสอบ เช่น กกต. แม้จะไม่ได้ดั่งใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี


พล.ต.จำลองกล่าวว่า สำหรับใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรค ตนได้พูดไปแล้ว และยืนยันไปแล้วสำหรับตนจะรับหรือไม่รับตำแหน่งอะไร แต่บอกไม่ได้เพราะรับปากแกนนำไว้ อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า หาหัวหน้าพรรคได้ก่อนที่จะยื่นจดทะเบียนพรรคเมือง ซึ่งกำหนดว่าทุกอย่างจะต้องเสร็จภายใน 1 เดือน คือ 25 มิถุนายน และรับปากแกนนำว่าจะไม่พูดเรื่องหัวหน้าพรรคจนกว่าจะตั้งพรรคเสร็จ เขาขอร้องกันว่าให้เก็บไว้ในลิ้นชักก่อน อย่าเพิ่งเอามาพูดต่อสาธารณะ


เมื่อถามว่า นายสนธิมีปัญหาด้านกฎหมายหากต้องมาเป็นหัวหน้าพรรค พล.ต.จำลองกล่าวว่า ให้ไปดูเรื่องกฎหมายให้ชัดเจน จะได้ไม่พลาด ตนฟังๆ ดูในข้อกฎหมาย บางคนบอกไม่ผิด บางคนบอกไม่แน่


"เราไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็น 5 แกนนำที่มาเป็นหัวหน้าพรรค อาจจะเป็นอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ (ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์) ก็ได้ หรือนักธุรกิจที่อยู่ในกฎเกณฑ์ ผมยืนยันว่าหากประกาศยุบสภาเมื่อไหร่ พรรคการเมืองใหม่ของเราพร้อมจะส่งคนลงสมัครครบทุกจังหวัด เพราะสมาชิกพันธมิตรมีเป็นล้านๆ คน และสิ่งที่มีแน่นอน คือ
1.ไม่ฝ่าฝืนกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง
2.มีคุณลักษณะทำการเมืองด้วยความซื่อสัตย์ กล้าหาญ และมีประสิทธิภาพ
ไม่ใช่เอาใครมาเป็นรัฐมนตรีก็ได้ และไม่ใช่นายทุนของพรรค"
พล.ต.จำลองกล่าว

พท.ซัด"มาร์ค"ปากพาจน ปูดมิ.ย.เผาบ้านเผาเมือง ออกตัวส.ส.ร่วมเสื้อแดงสิทธิ์ส่วนตัว ยัน"แม้ว"ไม่เกี่ยว

ที่มา มติชนออนไลน์

"มาร์ค"เผยเดือนมิถุนายนจะมีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพื่อสร้างความไม่สงบ ทำผิดกฎหมายจนถึงขั้นเผาบ้านเมืองเผาเมือง กระตุ้นนักธุรกิจร่วมต้านช่วยเหลือประเทศ โฆษเพื่อไทยซัดปากพาจน ออกตัวส.ส.ร่วมเสื้อแดงเรื่องส่วนตัว อย่าโยงพรรค

พท.ซัด"มาร์ค"ปากพาจน" แจงส.ส.ร่วมเสื้อแดงสิทธิ์ส่วนตัว


เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุในระหว่างกล่าวปาฐกถาพิเศษให้สมาคมนักธุรกิจฟังเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมว่า ในเดือนมิถุนายนจะมีความเคลื่อนไหวจากบางกลุ่มที่เคยเผาเมือง ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ว่า นายอภิสิทธิ์ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องใหญ่กว่า ซึ่งการออกมาพูดครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่นักลงทุน และทำให้ประชาชนวิตกกังวลจนไม่กล้าไปจับจ่ายใช้สอย ถือว่านายกฯ เป็นพวกปากพาจน

เมื่อถามว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ในเดือนมิถุนายน ส.ส.เพื่อไทย จะไม่เข้าร่วมใช่หรือไม่ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เราเน้นระบบรัฐสภา แต่ส.ส. มีสิทธิไปร่วมชุมนุมในนามส่วนตัว แต่ต้องมีความเหมาะสม และไม่โยงว่าพรรคกระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถ้าไปชุมนุมแล้วไปสร้างความเสียหาย ผิดกฎหมาย ก็ต้องรับผิดชอบเอง ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ก็ถูกดำเนินการหลายคดี แต่ถ้าใช้สิทธิส่วนตัวไปร่วมชุมนุม ก็ห้ามไม่ได้


"ประชา"เชื่อมิ.ย.วุ่นตามนายกฯบอก เหตุรบ.ถูกปัญหารุม


เมื่อวันที่ 30 พ.ค. นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุเดือนมิถุนายนนี้จะมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น ว่า นายกรัฐมนตรีพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์ เพราะรู้ว่าขณะนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ทำให้มีม็อบออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมาก ประกอบกับพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ ไม่สามารถตกลงเรื่องผลประโยชน์กันได้ มีความขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งเรื่องระบายสินค้าการเกษตร การเช่าที่ดินราคาถูกของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วย และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเตรียมตั้งพรรคการเมือง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เจอปัญหารุมเร้าหลายด้าน ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามคาด


ส.ส.สมุทรปราการ กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะมีข่าวว่า วันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จะมี ส.ส.เดินทางไปพบ แต่ตนไม่รู้ว่าใครไปบ้าง แต่ที่รู้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ที่เมืองดูไบแล้ว และหลังสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีความชัดเจนเรื่องหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างแน่นอน

"มาร์ค"หวังผันก้อนใหญ่สู่ระบบสค.


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นักธุรกิจจะช่วยได้อย่างไร"ที่สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยจัดขึ้นที่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองจะเน้นการสร้างงาน โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 1.55 ล้านล้านบาท ภายในเวลา 3 ปี โดยนำเงินมาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปีละ 400,000-500,000 ล้านบาท และอีกส่วนมาจากเงินกู้ 800,000 ล้านบาท โดยเงิน 200,000 ล้านบาทจะถูกนำไปใช้เสริมฐานะทางการคลัง อีก 600,000 ล้านบาทจะนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จึงหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทที่ออกไปมีความเรียบร้อย โดยในสัปดาห์ถัดไปจะนำทั้ง พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินทั้ง 8 แสนล้านบาทเข้าสู่สภา โดยคาดว่าจะเริ่มกู้และนำเงินเข้าสู่ระบบได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้


โวยกลุ่มเผาบ้านเผาเมืองจ้องป่วน


"ความคาดหวังของผมต่อภาคเอกชนมี 4 ข้อ
1.อยากให้ภาคเอกชนเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลก
2.อยากให้เอกชนช่วยสร้างบรรยากาศบ้านเมืองที่ดี ให้ประชาชนเห็นว่าบรรยากาศบ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบแล้ว ผมรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พัทยา เพราะทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนเป็นอย่างมาก
วันนี้อาจดูว่าบ้านเมืองของเรากลับเข้าสู่ความสงบแล้ว แต่คนที่ไม่ต้องการให้เกิดความสงบยังมีอยู่ ยังทำงานอยู่ ซึ่งภายในเดือนหน้าคนกลุ่มนี้ก็จะออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง จึงอยากให้ช่วยกันไม่ให้สนับสนุนคนเหล่านั้น ในการกระทำผิดกฎหมายจนถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศที่ดี ซึ่งการช่วยเหลือกันครั้งนี้ ไม่ใช่การช่วยเหลือรัฐบาล แต่เป็นการช่วยเหลือประเทศชาติ
3.ภาคเอกชนจะต้องหาความพอดี ระหว่างการไม่ตื่นตระหนักและการไม่ประมาท และ
4.ภาคเอกชนต้องช่วยสอดส่องและให้ข้อมูลการทุจริต เพราะการทุจริตส่วนใหญ่มาจากคนสามฝ่าย คือนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ ซึ่งหากนักธุรกิจไม่ยอมให้เกิดการคอร์รัปชั่น นักการเมืองและข้าราชการก็ไม่สามารถเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ได้"นายกฯกล่าว


ให้เกษตรฯสำรวจต้นทุนข้าวโพด


นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการกำหนดราคาประกันสินค้าข้าวโพดล่วงหน้า ภายใต้แนวทางการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรรูปแบบใหม่ ทดแทนโครงการรับจำนำ หลังจากได้ดำเนินการกับสินค้ามันสำปะหลังไปก่อนหน้านี้ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดำเนินการสำรวจต้นทุนการผลิตสินค้าชนิดนี้ว่า จะอยู่ที่ราคาเท่าไร และให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปวางแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยให้เวลาประมาณ 2 เดือน และนำกลับเข้ามาเสนอที่ประชุมอีกครั้ง


"เชื่อว่าการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรรูปแบบใหม่ จะช่วยป้องกันปัญหาการทุจริตได้ดีกว่าการรับจำนำแบบเดิม เราไม่ต้องไปกังวลเรื่องการเก็บรักษาสินค้าอีกต่อไป เพราะสินค้าจะอยู่ที่เกษตรกรเอง และไม่ต้องกังวลว่า จะมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาปะปนด้วยอีกหรือไม่"รองนายกฯกล่าว


จี้พณ.ทำงานให้มีประสิทธิภาพ


ส่วนการระบายข้าวโพดในสต๊อครัฐบาล จำนวน 4 แสนตันจากปริมาณทั้งหมด 1 ล้านตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เปิดประมูลไปก่อนหน้านี้ นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลให้รับทราบว่า ผู้ส่งออกที่ชนะการประมูล 2 ราย ทำหนังสือขอถอนตัวและขอคืนหลักประกันสัญญาจากการประมูลครั้งนี้แล้ว ส่วนผู้ส่งออกอีกหนึ่งราย คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะข้าวโพดที่ประมูลได้มีกว่า 6 หมื่นตันเท่านั้น และน่าจะทำหนังสือแจ้งขอถอนตัวเร็วๆ นี้เช่นกัน ทั้งนี้เรื่องการระบายข้าวโพดสต๊อครัฐบาล คงจะต้องรอให้คณะกรรมการชุดที่มีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ วางแนวทางการระบายที่ชัดเจนก่อน แต่ที่ประชุมครั้งนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า สินค้าที่ประมูลไปจะต้องส่งออกไปต่างประเทศ หากถ้าจะมีเหลืออยู่ก็จะอนุญาตให้แค่อยู่ในมือสหกรณ์กลุ่มเล็กๆ ที่ต้องการซื้อเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้น


รองนายกฯกล่าวว่า ที่ประชุมแจ้งให้กระทรวงพาณิชย์ไปปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหยิบยกกรณีการประมูลข้าวโพด ซึ่งพบว่าหลังจากคณะกรรมการฯมีมติให้กระทรวงพาณิชย์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความอำนาจการระบายข้าวโพดของคณะทำงาน ชุดที่แต่งตั้งในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว พบว่าต้องใช้เวลากว่า 6 สัปดาห์ถึงจะนำผลการตีความเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ได้ ซึ่งถือว่าค่อนข้างล่าช้า


สั่งยกเลิกโควต้านำเข้าข้าวโพด


"เรื่องการระบายข้าวโพด สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ คุณภาพของสินค้าที่ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง ดังนั้นในวันที่ 30 พฤษภาคม นี้ ผมจะลงพื้นที่ไปสุ่มตรวจสอบในโกดังสินค้าด้วยตนเอง เพื่อดูว่าสินค้าที่เก็บไว้เป็นอย่างไร"


นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติให้มีการพิจารณายกเลิกโควต้าการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 4 แสนตัน ในปี 2552 ตามโครงการคอนแท็คฟาร์มมิ่ง ที่รัฐบาลในอดีตทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการเปิดให้นักธุรกิจชาวไทยเข้าไปลงทุนปลูกพืชสินค้าเกษตรเพื่อส่งออกมายังประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าปริมาณข้าวโพดในประเทศไม่ได้ขาดแคลนเหมือนในอดีต ในทางตรงกันข้ามกลับมีปริมาณผลผลิตจำนวนมาก โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ไปพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงสินค้าเกษตรประเภทอื่นด้วย


บอร์ดอคส.นัด1มิ.ย.ถกปม17บริษัท


สำหรับกรณีปัญหาการระบายข้าวค้างสต๊อคนั้น แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ที่มีนายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี เป็นประธาน ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ จะมีการหารือประเด็นเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายข้าวกับภาคเอกชนที่ชนะการประมูล 17 ราย ปริมาณรวม 2.6 ล้านตัน ว่าผู้ซื้อสามารถฟ้องร้องและเรียกค่าเสียหายจาก อคส.ได้ในกรณีใดบ้าง และผู้ซื้อไม่สามารถฟ้องร้องต่อรัฐในกรณีใดบ้าง นอกจากนี้จะหารือประเด็นหากมีการยกเลิกสัญญาซื้อขายที่ได้อนุมัติขายข้าวให้กับผู้ชนะประมูลทั้ง 17 รายแล้ว ใครมีอำนาจในการยกเลิก เนื่องจากเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมา อคส.จะถูกฟ้องร้องกรณีมีสินค้าส่งมอบไม่ตรงกับคุณภาพและปริมาณที่ซื้อขาย

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รักษาการอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจดูแลสินค้าเกษตรทั้งระบบ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ต้องรอหารือและรับทราบแนวทางจากนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก่อน คาดว่าจะหารือใน 1-2 วันนี้


นายสมพงษ์ กิตติเรียงลาภ ประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด หนึ่งในผู้ชนะประมูลข้าวรายใหญ่ กล่าวว่า ได้ติดต่อไปยัง อคส. เพื่อสอบถามเรื่องการรับมอบข้าวที่ประมูลได้ แต่ทางอคส. ขอเวลา 1-2 วัน ก่อนจะให้คำตอบว่าจะสามารถให้เอกชนเข้าไปรับมอบข้าวได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางบริษัทฯได้รับการติดต่อจากบุคคลระดับสูงขอให้ชะลอการดำเนินคดีตามกฎหมายในโกดังอื่นที่ยังไม่ได้แจ้งความไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนในเรื่องนี้

ไม่มีข้อหาก่อการร้าย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




คดีกลุ่มพันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านมา 187 วันแล้ว ยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาผิดใครได้บ้าง หรือเอาผิดข้อหาอะไร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยตอบในสภาว่าทุกคดีมีความคืบหน้า จะดำเนินการอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผบช.ภ.1 บอกว่ายึดสนามบินสุวรรณภูมิที่ยังช้า เพราะเป็นคดีก่อการร้าย มีโทษถึงประหารชีวิต

พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผบ.ตร.เจ้าของคดี ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า พนักงานสอบสวนที่ทำคดีพอจะมองเห็นช่องทางในการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องรอฟังผลของผู้เชี่ยวชาญจากกรมการขนส่งทางอากาศ ที่จะต้องยืนยันเอกสารความผิดของพันธมิตรว่ามีความผิดเข้าข่ายข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมขนส่งทางอากาศหรือไม่ ในวันที่ 28 พ.ค.จะประสานขอทราบผลอีกครั้ง

พล.ต.ท.วุฒิ ยังระบุด้วยว่าเบื้องต้นได้เตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล คาดว่าประมาณปลายเดือนพ.ค. จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง

ต่อมา พล.ต.ท.วุฒิได้ยื่นขอลาออกจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.จึงมีคำสั่งให้พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนดูแลควบคุมคดีแทน

เมื่อวันพุธที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธานี ได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีเกี่ยวกับการชุมนุมของพันธมิตร ทั้งคดีปิดล้อมรัฐสภา คดีบุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อนักข่าวถามถึงคดียึดสนามบิน จะสามารถแจ้งข้อหาการก่อการร้ายสากลได้หรือไม่

พล.ต.อ.ธานี บอกหน้าตาเฉยว่าจากที่ดูรายงานการประชุมที่พล.ต.ท.วุฒิทำมา ไม่เห็นมีข้อหานี้

สำหรับคดีเกี่ยวพันธมิตร เดิมพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เป็นผู้ดูแล

หลังรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามา มีการย้ายนายตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย ทำให้พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ไป

ต่อมา พล.ต.ท.วุฒิได้มาดูแลคดีแทน เมื่อยื่นขอลาออกไป ก็เป็นอำนาจของพล.ต.อ.ธานี

ซึ่งบอกว่าไม่มีข้อหาก่อการร้ายสากลสำหรับกลุ่มพันธมิตร

จากเคอิโงะถึงแพนด้า

ที่มา เดลินิวส์

ไม่ได้อยู่หลังเขาเพิ่งเห่อนะ ก็ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับหนูน้อยตามหาพ่อ เคอิโงะ ซาโต เหมือนคนอื่น ๆ นั่นแหละ นอกจากหน้าตาจะน่ารัก ตาหยีนิด ๆ แบบญี่ปุ่นของแท้แล้ว

เด็กอะไรไม่รู้ ช่าง กล้าหาญแท้

ผู้ใหญ่ออกทีวีถูกสื่อรุมซะขนาดนั้น ยังเอาตัวไม่รอด อย่าว่าแต่เคอิโงะที่อายุยังไม่เต็มสิบเลย

นักข่าวเอาไมค์จ่อปาก ถามว่า ถ้าเด็กคนอื่น ๆ อยากตามหาพ่อบ้าง จะแนะนำเค้ายังไงบ้าง เคอิโงะ ตอบยังไง รู้มั้ย เอามือเท้าคาง กอดตุ๊กตาแมวที่เป็นผ้าในชุดทหาร ด้วยเสียงใส ๆ หัวใจดวงเดียวว่า

“หนูจะบอกเค้าว่า สู้ สู้ สู้ต่อไป หนูสู้ไปไม่มีวันยอม จนกว่าจะ พบพ่อ”

โอ้โฮ เขียนสคริปต์ใส่ปาก ยังไม่กินใจขนาดนี้เลย สมแล้วที่กลาย เป็น ขวัญใจคนไทย ชั่วข้ามคืน เรื่องราวการตามหาพ่อญี่ปุ่นของเคอิโงะ ที่เอารูปพ่อใส่กระเป๋า

ถามคนมาซื้ออาหารปลาที่ป้ากับตัวเองขายอยู่ใน วัดท่าหลวง จังหวัดพิจิตร ทุกวัน ติดต่อกัน 2 ปี เพราะแม่บอกให้คอยพ่อที่นี่ จนทีวีเอามาเสนอข่าว

กลายเป็นการจุดพลุให้ลูกญี่ปุ่นคนอื่น ตามหาพ่อนับสิบคน ที่จังหวัด แพร่ มีลูกญี่ปุ่นที่ไม่เคยพบหน้าพ่อเกือบ 20 คน ปัญหาคล้ายลูกครึ่ง ไทย- อเมริกัน ช่วงสงครามเวียดนาม

แต่พ่อญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักเป็นนักท่องเที่ยว ผ่านมาแล้วผ่านไป เคอิโงะ ก็เป็นหนึ่งในผลผลิตนั้น

วันนี้เคอิโงะได้พูดโทรศัพท์กับพ่อแล้ว เพราะสื่อและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสถานทูตญี่ปุ่นยื่นมือเข้ามาช่วยประสาน พ่อญี่ปุ่นบอก จะมาหาลูก เดือนกันยายนนี้ ก็ขอให้ได้พบพ่อจริง ๆ

เรื่องเคอิโงะ ล่าสุดมีข่าวสหมงคลฟิล์ม จะเอาไปเล่นหนัง ก่อนหน้านั้นก็มีข่าว ค่ายหนังสือใหญ่ญี่ปุ่นจะขอซื้อลิขสิทธิ์ไปทำหนังสือการ์ตูน สินค้าหลายตัว ก็จะจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์

ทั้งหมดถือเป็นเรื่องดี เคอิโงะ จะได้มีเงิน เป็นทุนการศึกษาต่อไป

เห็น ผู้ว่าฯ พิจิตร ให้สัมภาษณ์ว่า จะหา คกก.ช่วยเหลือดูแลให้เคอิโงะได้ประโยชน์สูงสุด แต่นั่นแหละ พอมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัญหาจะตามมาเป็นพรวน ก็ต้องฝากท่านผู้ว่าฯ รับมือด้วย

ถ้าเคอิโงะ มีคนดูแลอย่างจริงใจ และจริงจัง อนาคตก็คงจะสดใส ไปได้ดี

อีกเรื่อง ที่ทำให้คนไทยแช่มชื่น คงไม่พ้น ช่วง ช่วง กับ หลินฮุ่ย หมีแพนด้าที่จีนให้ไทยมา เพราะเป็นสัตว์โลกสุดมหัศจรรย์ แต่แพร่พันธุ์ไม่เก่งเอาเลย ที่จีนเหลือแค่ 3,000 ตัว จีนจึงหวงมาก

ต้องมีสายสัมพันธ์ดีมากถึงจะให้ แต่ในรูปให้ยืมเพื่อการศึกษา (10 ปี) แล้วต้องส่งคืน หรือจะให้ยืมต่อ แล้วแต่ความญาติดีต่อกัน ไม่ได้ ให้ขาด !!!

สวนสัตว์เชียงใหม่ โชคดีมากที่ได้แพนด้า แต่โชคดีกว่านั้น คือ ผสมเทียมสำเร็จ หลังรอมา 6 ปี หลินฮุ่ย ให้กำเนิดลูกถึง 2 ตัว กลายเป็นประเทศที่สามในโลกต่อจากสหรัฐและญี่ปุ่น ที่ทำสำเร็จ

ทีมสัตวแพทย์ ไทยเก่งมาก สมควรได้รับการปรบมือ และการขอบคุณ

ทั้งสองเรื่องทำให้คนไทย ได้หัวเราะ ได้ยิ้ม อย่างแช่มชื่นเบิกบานใจ หลังจากมีแต่เรื่องเครียดชวนหดหู่มานานกว่า 3-4 ปี แล้ว.

ดาวประกายพรึก

แรงไปก็พัง

ที่มา ไทยรัฐ

การเมืองก็เหมือนโรงละคร หน้าฉากเป็นการแสดงแต่หลังฉากคือของจริง

ถ้าแยกมิติการแสดงกับมิติความเป็นจริงไม่ได้ ก็จะอ่านเกมการเมืองไม่เข้าใจ และสุดท้ายก็จะงงซะเอง!!

ข่าวที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแตกหักกับพรรคภูมิใจไทยจนต้องยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ภายใน 3 เดือน 6 เดือน จึงเป็นเพียง "ภาพลวงตา"

เพราะในมิติของความเป็นจริง ประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยต้องกอดคอกันไปอย่างนี้อีกนาน

เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันทางการเมือง เปรียบเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือต้องพึ่งป่านั่นแหละโยม

พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่พร้อมยุบสภาฯจนกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว และนโยบายของรัฐบาลที่อัดฉีดลงไปจะเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

หมายความว่ารัฐบาล "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จะต้องประคองตัวให้ผ่าน 1 ปี เพื่อรับประกันความมั่นใจว่าหลังเลือกตั้งใหม่พรรคประชาธิปัตย์จะคัมแบ็กกลับมาเป็นรัฐบาล

เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยก็ยังไม่ พร้อมที่จะลงสนามเลือกตั้งเต็มตัว ยังต้องใช้เวลาระดมสรรพกำลังทั้งคนทั้งทุนที่จะใช้ขับเคลื่อนการเมืองเพื่อแย่งชิงฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย

เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดในสภาฯ

"แม่ลูกจันทร์" จาระไนมาซะยืดยาวก็เพื่อสรุปว่า พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยจะไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลาย

โครงการใดที่พรรคภูมิใจไทยผลักดัน พรรคประชาธิปัตย์อาจจะทักท้วงบ้าง เพื่อรักษาหลักการ

แต่จะไม่หักดิบถึงขั้นล้มโครงการ

เพราะพรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าถ้าเล่นแรงเกินไปรัฐบาลก็พัง!!

"แม่ลูกจันทร์" ฟันธงว่าในที่สุด โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีสี่พันคัน ก็จะผ่านความเห็นชอบจาก ครม.

เพราะถ้าโครงการนี้ถูกยกเลิก พรรคภูมิใจไทยจะเสียรังวัดอย่างแรง!!

แต่เนื่องจากโครงการนี้มีกระแสคัดค้าน

กันครึกโครม ก็ต้องหาทางปรับลดค่าเช่าลงบ้างพอเป็นกระสายยา

อย่างน้อยก็เป็นข้ออ้างว่ามีการแก้ไขเพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชน

เช่นเดียวกับโครงการประมูลข้าว 2.6 ล้านตัน และโครงการประมูลข้าวโพด 4.4 แสนตัน ซึ่ง "นายกฯอภิสิทธิ์" สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ทบทวน

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าสุดท้ายจะไม่ ยกเลิกประมูล เพื่อให้การระบายสินค้าเกษตรที่ค้างสต๊อกให้เดินหน้าต่อไป

ส่วนปัญหาขัดแย้งระหว่าง รองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ พรรคประชาธิปัตย์ กับ "รมว.พาณิชย์ พรทิวา นาคาศัย" พรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับการประมูลขายสินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาล

งานนี้ "รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ" ต้องสวมวิญญาณกาวใจ คืนอำนาจให้ "เจ๊พรทิวา" รมว.พาณิชย์ เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเดิม

สำหรับรองนายกฯ กอร์ปศักดิ์ที่ออกมาขวางทางปืน ก็ถูกสะกิดให้ลดบทบาทลง เพื่อลดความขัดแย้งภายในรัฐบาล

หมายเหตุ "แม่ลูกจันทร์" เห็นด้วยที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" จะยกเลิกนโยบายรับจำนำสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้รัฐขาดทุนมโหฬารติดต่อกันหลายปี

ขาดทุนมโหฬารเพราะตั้งราคารับจำนำไว้สูงเว่อร์เกินไป แต่เวลาประมูลขายให้พ่อค้าดันขายราคาต่ำเกินควร

คนที่ได้ประโยชน์จึงกลายเป็นพ่อค้า แทนที่จะเป็นพี่น้องเกษตรกร

ก็หวังว่าปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายของนโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาล

ผีถึงป่าช้าแล้วนี่ก็ต้องเลยตามเลย.

"แม่ลูกจันทร์"

'กษิต'ทิ้งพันธมิตรฯ ซบปชป. ยาหอมมาร์คดีที่สุด

ที่มา ไทยรัฐ

รมว.ต่างประเทศ 'กษิต ภิรมย์' ปันใจ! ทิ้งกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศขออยู่ซบพรรคประชาธิปัตย์ ต่อ ชื่นชม 'อภิสิทธิ์' เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ดีที่สุด ของประเทศไทย ...


วันนี้ (30 พ.ค.) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงอนาคตทางการเมือง ภายหลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศตั้งพรรคการเมือง ว่า ตนอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเรื่องความสนิทสนมกับแกนนำพันธมิตรฯ ไม่เป็นปัญหา ก็สนิทกับหลายพวก หลายกลุ่ม ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทย

เมื่อถามว่า ยืนยันจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ใช่หรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า 'แน่นอน เพราะ ท่านนายกฯ เป็นคนที่ดีที่สุดของประเทศไทย และเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม และได้ทำงานร่วมกันมา 4-5 ปี ในช่วงเป็นฝ่ายค้าน พอมาเป็นรัฐบาล 5 เดือน เราก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ ภายใต้การนำของนายกฯ ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีความลังเลอะไร ทุกอย่างมั่นคง ขอให้สบายใจได้ว่า อยู่กับท่านนายกฯและพรรคประชาธิปัตย์'

ต่อข้อถามกลุ่มพันธมิตรฯ เสนอแนวคิดการเมืองใหม่ที่นายกษิต สนับสนุน ดังนั้นจะไปร่วมทำงานด้วยกันหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า อันนี้คือความเป็นประชาธิปไตย เมื่อถามว่า ตกลงจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ใช่หรือไม่ นายกษิต ตะโกนตอบอย่างเสียงดังว่า 'ประชาธิปัตย์ 100% ครับ'