WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 31, 2009

เพื่อนยันพลฯ อภินพลื่นล้มดับ ทหารพระธรรมนูญตามติดฟังชี้แจงด้วย

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.52 มีการประชุมคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณดินแดง มี พล.ต.ต.สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ได้เชิญเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นางศิริมนต์ มาเพชร มารดา พลฯอภินพ เครือสุข พลฯธงชัย สิมมา ทหารรับใช้บ้านพักแม่ทัพภาคที่ 1 เข้าชี้แจงถึงสาเหตุการเสียชีวิตของพลฯอภินพ ภายในบ้านพักแม่ทัพภาคที่ 1 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ โดยอนุกรรมการฯ จากพรรคเพื่อไทย อาทิ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พยายามซักถามนางศิริมนต์ถึงข้อมูลส่วนตัวของพลฯอภินพ ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ มีการเร่งรัดให้รีบเผาศพหรือไม่ ระหว่างการเคลื่อนย้ายศพได้อยู่ด้วยตลอดเวลาหรือไม่ พร้อมกับฝากให้ดีเอสไอรับไว้พิจารณา โดยนางศิริมนต์ยืนยันว่า พลฯอภินพไม่มีโรคประจำตัว ก่อนมาเป็นทหารรับใช้ได้ตรวจร่างกายแล้วแข็งแรงดี ส่วนการเร่งรัดเพื่อเผาศพนั้นมีทหารจากจ.ปราจีนบุรี ไม่รู้จักชื่อและยศโทร.มาหาตนว่าได้เผาศพหรือยัง แต่เรื่องการเคลื่อนย้ายศพ ยอมรับว่าตนไม่ได้อยู่กับศพตลอดเวลา

จากนั้นได้เรียกพลฯธงชัย เข้าชี้แจงต่อ โดยมีนายทหารพระธรรมนูญจำนวน 3 นายนำโดย พ.อ.วีระพันธ์ ปูรณะโชติ ขอรับฟังการประชุมด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมการจากพรรคเพื่อไทย ประท้วงไม่ให้เข้า แต่ฝ่ายทหารพระธรรมนูญไม่ยอม ระบุว่าเป็นหน้าที่ นายวรวัจน์จึงตัดบทว่าประเด็นการตายมีเงื่อนงำมาก เสนอให้ประชุมลับ ที่ประชุมเห็นชอบ ซึ่งหลังการประชุมลับกว่า 20 นาที พล.ต.ต.สุเทพ เผยว่า ข้อมูลที่ได้ไม่เป็นประโยชน์ต่อข้อสงสัยของคณะอนุกรรมการมากนัก โดยยืนยันแต่เพียงว่าพลฯอภินพลื่นล้มในห้องน้ำจริง ซึ่งตัวเขาเองเป็นผู้ไปซื้อยาแก้ปวดมาให้ และช่วงดังกล่าวบ้านแม่ทัพภาคที่ 1 กำลังปรับปรุงห้องน้ำอยู่ จึงมีคนงานมาร่วมใช้ด้วยจำนวนมาก จนเกิดคราบสบู่ทำให้ลื่นล้มได้ ยืนยันว่าไม่มีเหตุทะเลาะอะไรกัน ทั้งนี้ การประชุมครั้งต่อไปเชิญพลทหารแสงเพชร สารีพันธุ์ พลทหารรับใช้ที่ปลดประจำการไป มาให้ข้อมูล

วันเดียวกัน นายเอกภพ ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการบริษัท แสงอรุณ ทรานซ์สปอร์ต เจ้าของรถแก๊ส และนายสมภพ โมลิศพีรีย์ พนักงานขับรถ บริษัทแสงอรุณฯ เข้าชี้แจง โดยนายสมภพ กล่าวยอมรับว่า เป็นผู้ขับรถแก๊สทั้ง 2 คัน แต่เป็นการขับต่างเวลากัน โดยได้นำรถทั้ง 2 คันมาเติมแก๊สที่คลังสยามแก๊ส ถนนพระราม 3 ก่อนนำมาจอดไว้ที่ปั๊มแก๊สบริเวณถนนอโศก แต่ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งใช้อาวุธข่มขู่เพื่อจะขอรถแก๊สไปยังบริเวณจุดที่ชุมนุม มาทราบทีหลังว่าคันหนึ่งไปอยู่บริษัท คิงส์พาวเวอร์ และอีกคันอยู่ที่สามเหลี่ยมดินแดง

ขณะที่นายเอกภพ กล่าวยืนยันว่า ทางบริษัทฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทสยามแก๊ส เพราะเราเป็นเพียงลูกค้าที่รับส่งแก๊สจากบริษัทสยามแก๊สนำไปส่งลูกค้า เท่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ส่วนที่มีความเข้าใจก่อนหน้านี้ว่ารถคันหนึ่งไม่มีแก๊ส เพราะตามคิวแล้วรถคันหนึ่งยังไม่ถึงคิวเติมแก๊ส จึงได้ประสานกับทาง จส.100 ไปว่ารถอีกคันไม่มีแก๊ส แต่เพิ่งมาทราบทีหลังว่านายสมภพได้เติมแก๊สทั้ง 2 คัน ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ เพราะทางบริษัทได้ให้สิทธิพนักงานเป็นคนจัดคิวรถอยู่แล้ว

นายเอกภพ กล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมรถแก๊สจึงสามารถเข้าไปจอดที่หน้า บริษัทคิงส์พาวเวอร์ได้นั้น มาทราบภายหลังว่าผู้ชุมนุมที่ขับรถคันดังกล่าว ได้นำรีโมทขึ้นมาขู่ว่าจะกดปุ่มระเบิด ทำให้รปภ.ของ บ.คิงส์พาวเวอร์ ต้องยอมปล่อยให้รถผ่านเข้าไป ส่วนอีกคันที่ถูกนำไปจอดสามเหลี่ยมดินแดง ตรวจสอบพบว่ามีการปล่อยแก๊สไปประมาณ 1,000 กิโลกรัม หรือ 1,800 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มาก สามารถเติมรถยนต์ได้ร้อยกว่าคัน ทั้งหมดนี้ทางบริษัทได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานหมดแล้ว

ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ และเว็บไซต์ข่าวสด

ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 31 พฤษภาคม 2552

ที่มา ประชาไท

การเมือง ความมั่นคง

นายกฯสั่งตรวจตู้คอนเทนเนอร์ต่อ

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ - พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ เผย นายกรัฐมนตรี สั่งลุยตรวจตู้คอนเทนเนอร์ใต้ทะเลแสมสารต่อ โดยรัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติสั่งการให้เดินหน้าตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ที่ตกอยู่ใต้ทะเลช่องแสมสาร จังหวัดชลบุรีต่อ โดยให้กองทัพเรือเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ รัฐบาลจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ทั้งนี้ จะมีการประชุมคณะทำงานในวันอังคารหน้า เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ระบุว่า การตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ครั้งที่ 2 จะใช้ทีมนักประดาน้ำ 3 ชุด ชุดที่ 1 ทำหน้าที่ตรวจสอบปะการังและสิ่งแวดล้อมโดยรอบตู้ รวมทั้งสารพิษอื่นๆ แม้จะชัดเจนในการตรวจพิสูจน์ครั้งแรกแล้วว่า ไม่มีสารกัมมันตรังสีอยู่ในตู้ ชุดที่ 2 ทำหน้าที่ตรวจหาชื่อบริษัทเจ้าของตู้ รวมทั้งวัน เดือน ปี ที่ปรากฏอยู่กับตัวตู้ และชุดที่ 3 จะลงไปหารอยผุ หรือรอยแตก เพื่อสอดกล้องส่องเข้าไปดูภายใน ก่อนส่งภาพขึ้นมายังจอด้านบน

นอกจากนี้ กองทัพเรือจะจัดเรือลาดตระเวนหาทุ่นระเบิด ออกตรวจสอบท้องทะเลในละแวกว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ตกอยู่เพิ่มเติมอีกหรือไม่ ตามเสียงร่ำลือที่ว่ายังมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ภายในมีกระดูกมนุษย์ตกอยู่ในทะเลอีก 7-8 ตู้ ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้ จะใช้งบประมาณ 800,000 บาท อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์หาความจริงในตู้คอนแทนเนอร์ดังกล่าว ไม่ได้ล่าช้าหรือถ่วงเวลา แต่การดำเนินการทุกอย่างมีขั้นตอน และต้องรอการสั่งการจากผู้มีอำนาจ เช่น การลงไปตรวจพิสูจน์ในครั้งแรกที่กองทัพเรือ และตนได้รับคำสั่งจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง โดยเมื่อได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ คณะทำงานก็คงเดินหน้าต่อไปได้ โดยจะพยายามทำความจริงให้กระจ่างชัดโดยเร็วที่สุด

"อภิสิทธิ์"รับจับตานักธุรกิจหนุนเสื้อแดง

เว็บไซต์คมชัดลึก - "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ยอมรับจับตานักธุรกิจสนับสนุนเสื้อแดง ขู่ทำผิดกฎหมายจับทันที พร้อมสั่งประเมินสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิดไม่ให้กระทบการทำงานของรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวในเดือนมิ.ย.นี้ ว่า ฝ่ายผู้ชุมนุมเองได้ประกาศไว้ชัดเจน นอกจากนี้ในการติดตามความเคลื่อนไหวก็พบว่ามีแนวโน้มเช่นนั้น การที่ตนออกมาพูดก็เพื่อต้องการย้ำว่าขอให้การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่าให้เกินเลยขอบเขต

เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะส่อเค้ารุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านมาหรือมีความเคลื่อนไหวอื่นอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนหวังและเชื่อว่าคนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่ต้องการทำผิดกฎหมายอยู่แล้วและนั่นเป็นพื้นฐาน ดังนั้นก็อยู่ในส่วนของแกนนำ ซึ่งตนก็หวังว่าแกนนำหลายคนคงจะยอมรับกติกาของบ้านเมือง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแกนนำในอดีตบางคนก็แสดงท่าทีชัดเจนแม้หลังเหตุการณ์เดือน เม.ย.ว่านอกจากจะไม่หยุดแล้วก็จะทำให้รุนแรงขึ้นอีก ตนก็หวังว่าคนเหล่านั้นจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องและแกนนำที่ยึดมั่นในกฎหมายจะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามคนที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย

เมื่อถามว่ารัฐบาลประเมินหรือไม่ว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงจะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงต้องประเมินสถานการณ์ไปอีกระยะหนึ่งว่าในที่สุดความเคลื่อนไหวจะเป็นไปในลักษณะใด ทั้งนี้ตนอยากจะย้ำกับประชาชนโดยรวมว่าข้อห่วงใยของทุกท่านกำลังได้รับการดูแลจากทางสภา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

และหากมีประเด็นอะไรก็สามารถนำเสนอและมาแสดงออกได้ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับทุกสิ่ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะไปนำเอาเรื่องเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์มาเป็นประเด็น ซึ่งมันไม่เป็นข้อเท็จจริง ตนก็มีการเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย ชี้แจงและขณะนี้คณะกรรมการฯของสภาฯก็พยายามที่จะนำเอาทุกปมที่เป็นข้อสงสัยมาคลี่คลาย ตนก็หวังว่าจะช่วยทำให้เงื่อนไขเหล่านั้นหมดไป

เมื่อถามว่า ในการพูดกับนักธุรกิจนายกรัฐมนตรีระบุถึงขนาดว่าจะเป็นการเผาบ้านเผาเมือง ในทางการข่าวประเมินว่าการชุมนุมจะรุนแรงถึงขนาดนั้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ตนเพียงแต่บอกว่าเวลาที่มาทำผิดกฎหมายในอดีตนั้นถึงขั้นที่จะนำไปสู่ความรุนแรงอย่างนั้น ก็อยากบอกว่าอย่าทำ แต่จนถึงวันนี้ในทางการข่าวยังไม่มีสัญญาณที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เราก็ต้องไม่ประมาท แต่เราก็ต้องยอมรับว่าตราบใดที่ยังมีคนบางกลุ่มที่คิดว่าทำอะไรก็ได้ มันก็ต้องระมัดระวัง ทั้งนี้ก็ไม่อยากให้ฝ่ายใดทั้งนั้นที่ตกเป็นเหยื่อ

แม้แต่ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมเองก็มักจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาและก็ไม่แน่ใจว่าตกลงว่าเป็นคนในกลุ่มของเขาจริงหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องช่วยกันอย่าให้เกิดเงื่อนไขอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีกลุ่มนักธุรกิจใดที่ยังให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า ตามรายงานก็มีบ้าง ซึ่งฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีหน้าที่ที่ต้องตรวจสอบต่อไปให้ชัดเจน ทั้งนี้จะไม่มีการคาดโทษก่อนแต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินการไปตามกฎหมายอย่างที่บอกไป

เมื่อถามว่าความเคลื่อนไหวนอกสภาจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2535 และร่าง พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรามีหน้าที่ไม่ให้เกิดผลกระทบ ก็ต้องทำให้งานต่างๆเดินหน้าต่อไปได้ อย่างที่ตนได้ย้ำไปว่าในช่วงเดือนมิ.ย.นี้ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วทุกอย่างเรียบร้อย รัฐบาลก็ต้องเร่งขอสภาเพื่อจะได้เดินหน้า ซึ่งสิ่งที่เราต้องการทำคือการสร้างงานให้ประชาชน 1.5-2 ล้านคน ให้เร็วที่สุด และทำให้บ้านเมืองเข้มแข็งขึ้นโครงสร้างพื้นฐานพร้อมมากขึ้น

"ณัฐวุฒิ"ลั่นฟ้องนายกฯ สั่งทหารยิง ปชช.

เว็บไซต์แนวหน้า - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวว่า ในวันที่ 1 มิ.ย.รายความความจริงวันนี้จะกลับมาออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "พีเพิลชาแนล" ซึ่งรับสัญญาณผ่านดาวเทียม NSS 6 ระบบ KU-BAND ที่ความถี่ 11635 H 27500 pid531 และจะมีนำรายการ เพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งมีนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจุตพร พรหมพันธุ์ นายก่อแก้ว พิกุลทอง และตน เป็นผู้ดำเนินรายการ กลับมาจัดรายการสดใหม่อีกครั้งทาง สถานีโทรทัศน์ เอ็มวี5 ในเวลา 18.00 น. นอกเหนือจากการแจ้งข่าวสารความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงผ่านทางระบบเอสเอ็มเอส

นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้า ตนพร้อมด้วยนายจตุพรจะนำคนเสื้อแดงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมในวันที่ 13 เม.ย.ทั้งหมด ไปแจ้งความดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในข้อหาเป็นผู้สั่งการให้ทหารใช้ปืนเอ็ม 16ทำร้ายประชาชน ที่ บช.น.

พล.อ.สนธิยังไม่พร้อม ลุยการเมือง ร่วมพรรคทหาร

เว็บไซต์ไทยรัฐ - อดีตประธาน คมช. แปลกใจข่าวนั่งรองหัวหน้าพรรคใหม่ ที่มี พล.อ.ชลืต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ.เป็นหัวหน้า เผยจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับทาบทามจากพรรคใด ยันยังไม่พร้อมลุยการเมืองช่วงนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต้นตระกูลพระยาบวรราชนายก หรือ เฉกอะหมัด จุฬาราชมนตรีคนแรกของประเทศไทย ประกอบพิธีวางพวงมาลาในงานเยี่ยมสถานฝังศพและทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่พระยาบวร ราชนายก ครั้งที่ 33 ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีบุคคลสำคัญ อาทิ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นายมาจิต บิสมาร์ค เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย พล.อ.บรรจบ บุนนาค ประธานมูลนิธิเจ้าพระยาบวรราชนายก(เฉกอะหมัด) และ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีต รองอธิบดีกรมตำรวจ นอกจากนี้ยังมีคนในตระกูลบุนนาค และชาวไทย มุสลิม ร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยมีนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ. ) พระนครศรีอยุธยาร่วมวางพวงหรีด และ นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาร่วมวางพวงหรีด

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตประธาน คมช. กล่าวภายหลังร่วมงานว่า แปลกใจกับข่าวที่ตนเองจะเข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะตั้ง ขึ้นใหม่ โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นหัวหน้าพรรค ข่าวที่ออกมาตนเองไม่รู้ว่ามาจากที่ใด และใครเป็นผู้ให้ข้อมูล ตนยังไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสาน หรือทาบทามจากบุคคลหรือพรรคการเมืองใด ให้เข้ามาร่วมเล่นการเมือง เช่นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต ตนยังไม่พร้อมที่จะเล่นการเมืองในช่วงนี้

ด้าน พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีต รองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวว่า ยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นหากทหารจะตั้งพรรคการเมือง ใครจะทำอะไร จะต้องนึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

สุเมธรับ ทักษิณโฟนหาฝากให้ดูแล พท. ลั่นพร้อมรับทุกตำแหน่งในพรรค หนุน บิ๊กจิ๋วมีบารมีนั่งหัวหน้า

เว็บไซต์แนวหน้า - พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ลับ ลวง พราง ทางสถานีวิทยุเอฟ เอ็ม 100.5 เมกะเฮิร์ต ถึงกระแสข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมผลักดันให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ว่า คิดว่า ตนยังอ่อนในเรื่องการเมือง ตนอยากให้ผู้มีความอาวุโสทางการเมือง มีทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ และเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือไม่ใช่ว่าใครก็ได้จะเข้าไปดำรงตำแหน่ง ต้องเป็นคนที่มีบารมีเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคเพราะคนในพรรคจะได้เชื่อถือ ทั้งนี้ตนยินดีที่จะช่วยทุกอย่าง จะทำหน้าที่อะไรก็ไม่เกี่ยง และคิดว่าหลังเกษียณแล้วก็อยากจะทำให้บ้านเมืองบ้าง จะทำความดีให้กับประเทศชาติ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นตำแหน่งอะไร ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นตัวเต็งที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น ตนคิดว่ามีความเหมาะสม เพราะท่านเป็นคนที่มีความอาวุโสทางการเมือง และเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และคนในพรรคก็ยอมรับได้ในสายตาตน

ได้มีการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นระยะ ๆ ซึ่งผมก็บอกกับ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ผมเป็นอะไรก็ได้ ขอให้ไปช่วยในพรรค ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ทำความดีให้กับประเทศชาติบ้านเมืองไว้เยอะ เมื่อตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในตำแหน่งประชาชนคนไทยก็มีความสุข เมื่อก่อนประเทศไทยเป็นนัมเบอร์วัน พอเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติทุกคนก็รู้ว่าประเทศชาติเกิดอะไรขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นห่วงมากที่สุดคือความเป็นอยู่ของคนไทย และความสามัคคี พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหาไม่มีความจงรักภักดี พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า เคยโรงเรียนเตรียมทหารมาทุกเช้า-เย็น จะต้องปฏิญาณตนในเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่จงรักภักดี ทั้งนี้ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองตลอด และหากมีโอกาสที่จะเข้าไปช่วยงานทางการเมืองก็จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นพล.อ.อ.สุเมธกล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นเพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ รู้สึกอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกมองไม่ดีพล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ตนเคยสัมผัสมาหลายเรื่อง ไม่เชื่อว่าท่านจะไม่จงรักภักดี แต่บางครั้งอาจจะทำไวไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวมาก ในฐานะเพื่อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่า เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง และดูแลเพื่อนมาตลอดไม่เคยเกี่ยง แต่จะให้ดูแลเพื่อนทุกคนให้เหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อเราอยู่ด้วยกันจะไปไหนก็ไปกันอะไรจะเกิดขึ้นก็จะต้องยอมรับ จะให้เราเปลี่ยนแปลงคงทำไม่ได้เพราะอายุมากแล้ว และเป็นทหารถือว่าจะต้องมีศักดิ์ศรี อะไรจะเกิดขึ้นเราก็จะต้องยอมรับ ขอให้ความหนักแน่ และมีความจริงใจ หลังจากเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร ตำแหน่งก็ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ก็ไม่เคยบ่น ไม่เคยว่า

เมื่อถามว่า ตอนนี้เพื่อน ตท.10 ในรุ่นมีความรู้สึกต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไร พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ความคิดในรุ่นมีความหลากหลาย และเท่าที่พูดคุยกันทั้งเพื่อนที่เกษียณและยังไม่ได้เกษียณก็ยินดีที่จะช่วยทำงาน แต่การทำงานครั้งนี้จะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้การที่เพื่อน ตท.10 ถูกย้ายล้างบางถือเป็นเรื่องธรรมดาของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องเอาบุคคลที่ไว้ใจ ตนไม่เคยน้อยใจ เพราะเป็นไปตามกติกา เมื่อถามว่า มองหรือไม่ว่าตอนนี้ ตท.10 เป็นจำเลยของสังคม เพียงแค่เป็นเพื่อน ตท.10ของพ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า มีบางส่วนที่มองแบบนั้น แต่ถ้ามีความยุติธรรมพอไม่ว่ารุ่นไหนก็ต้องมีเพื่อนที่จะต้องช่วยกันดูแล และคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่คนแบบนั้น ทั้งนี้ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติประเทศชาติก็ร่มเย็นเป็นสุขมาตลอด พ.ต.ท.ทักษิณ ฝากข้อความมาถึงขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนช่วยดูแลกัน รักกัน อย่าทิ้งกัน ถ้ามีอะไรช่วยเหลือประเทศชาติก็จะต้องช่วยกันแต่ตนก็คงไม่ได้บอกทุกคน เพียงแต่บอกคนที่ใกล้ชิดสนิทกัน

เมื่อถามว่า ความสัมพันธ์ของเพื่อน ตท.10 ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ พล.อ.อนุพงษ์ ต่างไปจากเดิมหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ตอนนี้ต่างคนต่างมีหน้าที่ และทำไปตามหน้าที่ แต่ความคิดจะต้องระลึกถึงกันตลอดเวลา และสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อประเทศชาติ ส่วนบทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ต่อสถานการณ์ปัจจุบันตนก็เข้าใจท่าน เพราะเคยใกล้ชิดกันมาก และตนไม่เคยไปพูดว่าท่าน เพราะท่านต้องทำตามหน้าที่

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะให้ท่านดำเนินการอย่างไร พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันเพียงแต่จะให้ดูแลพรรค และหาทางทำให้พรรคปรองดองกัน และให้ช่วยกันคิดหาทางดูแลประเทศชาติ เมื่อถามว่า หัวหน้าพรรคคนใหม่จำเป็นต้องเป็นคนชินวัตรหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ไม่จำเป็น แต่เป็นใครก็ได้ที่มาช่วยกันทำงาน ใครก็ได้เป็นผู้นำไม่มีปัญหา แต่ทุกคนจะต้องพร้อมช่วยกัน อย่างตนบอกท่านว่า ยินดีช่วยท่านทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใดก็ตาม จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรก็ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า การเมืองทุกยุคผลัดกันขึ้นและลง เพราะคนทำงานย่อมมีข้อผิดพลาด แต่หากรัฐบาลทำดีตลอดไปประชาชนอยู่ดีมีสุข เราคงอยู่กันอย่างนี้ แต่ถ้าต่อไปมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็ค่อยว่ากันไป เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคยพูดว่าคิดถึงบ้านหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เคยคุยกัน แต่ว่าท่านคิดถึงแน่

เมื่อถามว่า มองบรรยากาศในกองทัพขณะนี้อย่างไร พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ขณะนี้ดีไม่มีอะไร เพราะพี่ ๆ น้อง ๆ เริ่มปรองดองกันดี และเข้าใจว่า ทุกคนมีหน้าที่อะไร เมื่อถามว่า ที่ผ่านมากองทัพอากาศมีการล้างบาง ตท.10 พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ไม่มีการล้างบาง เพราะขึ้นมาตามลำดับ เมื่อถามว่า ในฐานะอดีตหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำตัว รมว.กลาโหม อยากฝากอะไรไปถึงตัว รมว.กลาโหมคนปัจจุบัน พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า ท่านเป็นพี่ใหญ่ ตนคงไม่อาจไปแนะนะอะไรท่านได้ เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นผู้อาวุโส และปกครองคนในกองทัพมากมาย ทั้งนี้อยากฝากว่า ทหารควรดูแลความมั่นคงไม่ควรไปยุ่งด้านการเมืองมากนัก เพราะจะทำให้พัวพัน และต่างชาติจะมองไม่ดี

เมื่อถามว่า หากให้พูดแทน พ.ต.ท.ทักษิณ อยากฝากอะไรถึงเพื่อน ตท.10 พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนรักกัน ขอให้คิดว่า ควรจะทำอะไรให้กับประเทศชาติกันบ้าง อยากให้เพื่อนทุกคนได้อุทิศเวลาที่เหลือในชีวิตทำเพื่อประเทศชาติจริง ๆ เมื่อถามว่า ต้องรอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาหรือไม่ พล.อ.อ.สุเมธ กล่าวว่า แล้วแต่จังหวะ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่กลับมาพรรคเราก็จะดำเนินการไป แต่ขอให้มีอุดมคติเพื่อช่วยประเทศชาติ

ใต้ป่วน ยิงM-79ใส่โรงพักโชคดีไม่โดน จากนั้นวางระเบิดอีก10กก.

เว็บไซต์สยามรัฐ - เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฎิบัติการพิเศษ จ.นราธิวาส ชุดเก็บกู้วัตถุระบเบิด เหยี่ยวดงได้รับแจ้งประสานจากเจ้าหน้าที่ สภ.ศรีสาครว่า พบวัตถุต้องสงสัย สันนิษฐานเป็นวัตถุระเบิดอยู่บริเวณเสาไฟฟ้า ห่างจากสภ.ศรีสาครประมาณ 100 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางรุด เข้าไปตรวจสอบ โดยได้ตัดสัญญานมือถือ ทุกระบบ และเปิดระบบกวนสัญญานรีโมทคอลโทรน พร้อมเข้าเคลียร์ ใช้เครืองจีที 200 ตรวจสอบรอบบริเวณ เพื่อป้องกันและตรวจหาวัตถุระเบิดที่คนร้ายอาจซุกจุดชนวนระเบิดซ้อน

จากนั้นจึงได้เก็บกู้ ตรวจสอบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุในกล่องเหล็ก น้ำหนักประมาณ 10 กก.จุดชนวนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า คนร้ายระเบิดเพื่อสังหารเจ้าหน้าที่ โดยคนร้ายได้นำมาฝังไว้ใกล้กับเสาไฟฟ้าริมถนนสายรือเสาะ ศรีสาคร หวังดักสังหารเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจจุดเกิดเหตุ และอีก 2 จุด คนร้ายได้ลอบวางระเบิดไว้ที่บริเวณหลังจุดตรวจเฉลิมไชย ซึ่งห่างจาก สภ.ศรีสาคร ประมาณ 1 กม.เพื่อสกัดกั้นกำลังที่จะเข้ามาสนับสนุน และจุดที่ 2 คนร้ายได้วางระเบิดที่บริเวณข้างปั้มน้ำมัน ป.ต.ท.ห่างจาก สภ.ศรีสาคร ประมาณ 500 เมตร เพื่อป้องกันการส่งกำลังจากพื้ นที่ อ.รือเสาะ ทั้ง 2 จุด ไม่มีใครได้รับบาดเจ๊บ

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 21.20 น.วันที่ 29 ที่ผ่านมา คนร้ายไม่ทราบกลุ่มจำนวน ซึ่งใช้บริเวณป่าสวนยางพารา ตรงข้าม สภ.ศรีสาคร เป็นพื้นที่ซุ่ม โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนสงคราม และเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 จำนวน 2 ลูก และใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงถล่มใส่ อาคารโรงพัก ศรีสาคร จนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจนเกิดการยิงปะทะกันขึ้นนานกว่า 20 นาที ซึ่งโชดดีที่ลูกระเบิดเอ็ม 79 ตกที่บริเวณพื้นสนามหน้า สภ.มีหลุมกว้าง 1 ฟุต ลึก 3 นิ้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

โดยเจ้าหน้าที่ได้ต้องยิงตอบโต้ คนร้ายนานกว่า 20 นาทีเพื่อไม่ให้คนร้ายลอบเข้ามายิงในระยะใกล้ ก่อนที่คนร้ายจะอาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่หลบถอยหนีไป ซึ่งลูกระเบิดโดยเจ้าหน้าได้แต่รักษาการณ์ เนื่องจากหวั่นคนร้าย วางแผนลวง เพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่ขณะไล่ล่า และเมื่อช่วงเช้าของวันใหม่ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังตรวจสอบพื้นที่ จึงได้พบวัตถุระเบิดดังกล่าว และเก็บกู้ไว้ได้ท่วงที

เทือกฟุ้งทุ่มงบ 63,000 ล้าน แก้ปัญหาไฟใต้

เว็บไซต์ไทยรัฐ - "สุเทพ เทือกสุบรรณ"ประชุมหน่วยงานในพื้นที่ภาคใต้ ย้ำรัฐบาลเตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 63,000 ล้าน พัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เน้นการสร้างอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ตั้งเป้าเสร็จสิ้นทั้งหมด 2,900 หมู่บ้านในปี 2555

ที่ห้องประชุมกองอำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ หน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อพัฒนา และแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ที่ประชุมได้พูดคุยและซักซ้อมการทำงาน เพื่อวางแผนในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำหนดแผนจัดงบประมาณเอาไว้ให้ มีตารางเวลาที่จะต้องทำงานให้สำเร็จชัดเจน คือ เริ่มพัฒนาตั้งแต่ ปี2552 เสร็จสิ้นปี 2555 ตั้งงบประมาณกว่า 63,000 ล้านบาท เร่งส่งเสริมอาชีพให้กับคนในพื้นที่ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าในปี 2552 นี้ จะดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งสิ้น 696 หมู่บ้าน ในหมู่บ้านที่ยากจน และตั้งเป้าดำเนินการทั้งหมด 2,900 กว่าหมู่บ้าน

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การดำเนินงานครั้งนี้ มีการวางแผนงานที่ค่อนข้างจะละเอียดชัดเจนกว่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ลงมาซักซ้อมกับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งฝ่าย ศอ.บต.,กอ.รมน. และส่วนราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะถึงวันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทุกส่วนราชการจะต้องมีบัญชีรายชื่อเกษตรกร ประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน และนอกจากจะเพิ่มระดับรายได้ให้กับประชาชนแล้ว รัฐบาลยังต้องการให้ประชาชนได้รับการบริการในส่วนที่เป็นความจำเป็นอย่างทั่วถึง เช่น การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำทำนา ถนนไร้ฝุ่น การปรับปรุงสถานีอนามัย การปรับปรุงโรงพยาบาล สถานศึกษาโครงการทางด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งหลาย ส่วนงบประมาณที่จะนำมาพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ งบประมาณปกติที่ผ่านมา และงบเงินกู้ตามพรก. และพรบ. ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการตามที่ตกลงกัน ตนก็จะลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของผลการดำเนินงานด้วย

เศรษฐกิจ สังคม

สภาพัฒน์เบรค โครงการลงทุนกฟน.และรฟท. 2.1 หมื่นล้าน

เว็บไซต์ไทยรัฐ - หลังนำสมมติฐานเก่าตั้งแต่ปี 2544 มาเสนอในแผนลงทุนใหม่ ชี้แม้อยู่ในแผนลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 แต่รัฐวิสาหกิจต้องทำให้ถูกฏระเบียบ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการสศช. (บอร์ด สศช.) ว่า บอร์ด สศช.ได้ให้เวลา 6 เดือนเพื่อให้การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)กลับไปทบทวนสมมติฐานประมาณการรายรับของ โครงการ โดยเฉพาะมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากไฟฟ้าดับในเขตจำหน่ายไฟฟ้า ของกฟน. โดยพิจารณาถึงการขยายตัวของธุรกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น มาประกอบการพิจารณาแผนงานเปลี่ยนระบบสายอากาศเป็นสายใต้ดิน ใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี ระหว่างปี 2552-2559 ของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) วงเงินลงทุน 6,057.15 ล้านบาท

ทั้งนี้ กฟน.ได้เสนอใช้เงินกู้ 3,900 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กฟน. 2,157.15 ล้านบาท เพื่อปรับเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าจากสายอากาศเป็นใต้ดิน ใน 2 โครงการ คือ โครงการรัชดาภิเษก-อโศก เริ่มจากถนนรัชดาภิเษก จากแยกถนนพระราม 9 -ถนนพระราม 4 ระยะทาง 10.1 กม. และโครงการรัชดาภิเษก-พระราม 9 ระยะทาง 15.3 กม. ซึ่งบอร์ด สศช.เห็นว่า ดำเนินการดังกล่าวจะมีประโยชน์ในการรองรับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในย่าน ธุรกิจได้ แต่การจัดทำข้อสมมติฐานต่าง ๆ ของโครงการของ กฟน.เป็นผลการศึกษาที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2544 จึงต้องมีการคำนวณเพื่อหาผลตอบแทนของแผนงานใหม่ พร้อมกันนี้ให้ กฟน.ประสานกับกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานด้านสาธารณูปโภค เช่น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันลงทุนนำสายไฟและ สายโทรศัพท์ลงใต้ดิน เนื่องจากบนถนนสีลมสายไฟฟ้าลงใต้ดินแล้วแต่ไม่ได้นำสายโทรศัพท์ลงใต้ดิน จึงทำให้ทัศนียภาพยังไม่สวยงาม รวมทั้งให้ร่วมกับกรุงเทพมหานครพิจารณาพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ถนนหน้าพระลาน และถนนข้าวสาร เพื่อนำสายไฟลงใต้ดินด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินของ กฟน.ครั้งนี้เป็นระยะทาง 25.4 กม. จากแผนภาพรวมทั้งหมดที่จะทำ 180 กม. แบ่งเป็นโครงการระยะที่ 1 ปี 2551-2564 ระยะ 119 กม. โดยที่อยู่ระหว่างดำเนินโครงการคือ โครงการปทุมวัน-จิตรลดา-พญาไท โครงการพระราม 3 และโครงการนนทรี ส่วนระยะที่ 2 อีก 61 กม. ตั้งแต่ปี 2555-2565

รองเลขาธิการ สศช. กล่าวต่อว่า บอร์ด สศช.ยังให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ไปทบทวนข้อเสนอปรับปรุงทางระยะที่ 5-6 รวม 586 กม. วงเงิน 15,287 ล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นทางสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระยะที่ 5 จากสถานีชุมทางแก่งคอย-แก่งเสือเต้น สถานีสุรนารายณ์-ชุมทางบัวใหญ่ และสถานีถนนจิระ-ชุมทางบัวใหญ่ รวม 308 กม. วงเงิน 8,508 ล้านบาท ส่วนระยะที่ 6 ช่วงชุมทางบัวใหญ่-หนองคาย 278 กม. วงเงิน 6,779 ล้านบาท เป็นการลงทุน 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากรางเก่ามีอายุใช้งานนานถึง 30 ปี ประกอบดับมีปัญหาดินทรุด โคลนถล่ม

บอร์ด สศช.พิจารณาได้หารือเรื่องนี้แต่ยังไม่อนุมัติ พร้อมกับให้ รฟท.กลับไปจัดทำแผนธุรกิจมาเสนอภายใน 6 เดือน เนื่องจากแผนที่เสนอมาจัดทำไว้ตั้งแต่ปี 2544 อีกทั้งขอให้ รฟท.ดูภาพรวมว่าเมื่อได้ลงทุนปรับปรุงรางแล้วจะมีแผนเพิ่มปริมาณผู้โดยสาร และการใช้บริการบรรทุกสินค้าได้เท่าใด เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบันคนใช้บริการรถไฟลดลง และหันไปใช้บริการเครื่องบินราคาประหยัดและการเดินทางรถยนต์มากขึ้น นอกจากนั้น ให้พิจารณาแผนการปรับปรุงโครงสร้างของ รฟท.ก่อนว่าจะจัดการองค์กรอย่างไรนายอาคม กล่าว

รองเลขาธิการ สศช. กล่าวด้วยว่า แม้ว่าแผนการลงทุนที่ รฟท.เสนอมาจะบรรจุอยู่ในโครงการลงทุนตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ของรัฐบาล แต่รัฐวิสาหกิจก็ต้องทำให้ถูกฏระเบียบ เพื่อให้เมื่อเริ่มต้นปีงบประมาณ 2553 จะได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการได้

ผู้ค้าปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 80 สต.พรุ่งนี้

เว็บไซต์ไทยรัฐ - ผู้ค้าน้ำมัน ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด ลิตรละ 80 สตางค์ วันพรุ่งนี้ ส่งผลให้เบนซิน 91 อยู่ที่ลิตรละ 32.34 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 28.54 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 27.74 บาท และดีเซลลิตรละ 25.39 บาท...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ค้าน้ำมันทุกรายประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศทุกชนิดลิตร ละ 80 สตางค์ โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันพรุ่งนี้ (31 พ.ค.52) เนื่องจากค่าการตลาดอยู่ในระดับต่ำ หลังสถานการณ์ราคาในตลาดโลกปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ เบนซิน 91 อยู่ที่ลิตรละ 32.34 บาท, แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 28.54 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 27.74 บาท และดีเซลลิตรละ 25.39 บาท

หมอระบุชิคุนกุนยาเป็นครั้งเดียวในชีวิต-ไม่ถึงตาย

เว็บไซต์ไทยรัฐ - ย้ำไม่ทำให้ถึงตาย ไม่มีวัคซีนป้องกัน เตือนปชช.นอนกลางวันอย่าให้ยุงกัน เผยอีสานใต้มีผู้ป่วยแล้ว 13 ราย ส่วนใหญ่มีอาชีพทำงานภาคใต้...

นายแพทย์ศรายุทธ อุตตมางคพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงสถานการณ์โรคชิคุนกุนยา หรือโรคไข้ปวดข้อ ล่าสุดว่า มีผู้ป่วยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 7 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง รวม 13 ราย คือ ผู้ป่วย ที่จังหวัดศรีสะเกษ 2 ราย เป็นทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ส่วนผู้ป่วยที่จังหวัดอุบลราชธานี มีจำนวน 1 ราย และผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 10 ราย โดยผู้ป่วยดังกล่าวมีประวัติการไปทำงานสวนยางที่ ต.ตาเนาะแมเลาะ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคชิคุนกุนยา โดยมีข้อมูลพื้นฐานของราษฎรในพื้นที่ พบว่า กว่าร้อยละ 20 จะมีอาชีพรับจ้างทำสวนยางพาราในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ โดยราษฎร จะเดินทางไปกลับภูมิลำเนาเป็นระยะๆ สำหรับการป้องกันและควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด นั้น ได้เน้นการเฝ้าระวังผู้ป่วยรายใหม่ หากพบรายใดมีไข้ มีผื่นแดงขึ้น และปวดข้อ ขอให้นึกถึงโรคไข้ปวดข้อ และแจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ทันที เพื่อควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดอย่างทันท่วงที

ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมโรคที่ 7 อุบลราชธานี กล่าวต่อว่า โรคไข้ปวดข้อ ไม่ใช่โรคใหม่ เคยพบในประเทศไทยมานานแล้ว เกิดจากยุงลายสวนกัด เมื่อป่วยแล้วจะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิต ไม่ป่วยซ้ำอีก ไม่ทำให้เสียชีวิต ไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง โดยอาการไข้จะหายภายใน 3-7 วัน แต่อาการปวดข้อ จะยังอยู่เป็นสัปดาห์หรืออาจถึงเดือน แต่อาการจะหายได้เอง ไม่ต้องกังวลใจ สำหรับการป้องกันโรค ประชาชนต้องป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนในมุ้งขณะนอนกลางวัน ช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลายทั้งในบ้าน และนอกบริเวณบ้านในรัศมีประมาณ 10 เมตร เพื่อลดปริมาณยุงลาย

อุตุฯเตือน4จ.เหนือเสี่ยงฝนถล่ม-น้ำป่าทะลัก

เว็บไซต์คมชัดลึก - อุตุฯภาคเหนือ เตือน 30-31 พ.ค.รับมือฝนตกหนักกระจาย 60% ของพื้นที่ สั่งจับตา 4 จังหวัดเสี่ยงภัย ขณะที่ปภ.น่าน เตรียมพร้อมดึงอปท.อบรมรับมืออุทกภัย วางแผนเฝ้าระวัง 2 ส่วนหวั่นซ้ำรอยปี 51 "บ้านห้วยธนู" ถูกน้ำพัดหายกว่า 8 หลังคาเรือน

นายวรพจน์ คุณาวิวัฒนางกูร เวรพยากรณ์อากาศ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ เปิดเผยว่า ช่วง 1-2 วันนี้ (30-31 พ.ค.) ร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

โดยส่งผลให้ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองกระจายร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีลมกรรโชกแรง โดยจะเติ่มตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงเย็นของวันนี้ (30 พ.ค.)และพื้นที่ในภาคเหนือที่ต้องเฝ้าระวังและจับตาน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และโคลนถล่ม มี 4 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน โดยเฉพาะในพื้นที่เชิงเขา พื้นที่ลุ่มน้ำ

ขณะที่นายธวัช เพชรวีระ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่าน กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการวางแผนปฏิบัติการรับมือน้ำท่วมล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากพื้นที่จ.น่านแต่ละอำเภออยู่ห่างไกล เมื่อเหตุอุทกภัย ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก การจะเข้าช่วยเหลือให้ทันท่วงทีเป็นเรื่องที่ยากลำบาก

โดยได้ประสานความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 15 อำเภอ ให้ส่งตัวแทนเข้ารับการอบรมวิธีการเฝ้าระวังอุทกภัย รวมถึงวิธีการอพยพชาวบ้านออกนอกพื้นที่เสี่ยงภัยเบื้องต้นกรณีฉุกเฉินและเจ้าหน้าที่ปภ.ไม่สามารถไปถึงสถานที่เกิดเหตุได้ทัน

ทั้งนี้ ยังมอบหมายให้มีการแต่งตั้งมิสเตอร์เตือนภัยหมู่บ้านละ 2 คนทำหน้าที่ประสานงานและจับตา รายงานความเคลื่อนไหวของสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ร่วมกับชุดอปพร.หมู่บ้าน และชุดเฝ้าระวัง เพื่อรายงานข้อมูลมายังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแจ้งต่อปภ.น่าน ต่อไป

นายธวัช กล่าวต่ออกีว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดน่านจะมีทั้งหมด 302 หมู่บ้าน กระจายอยู่ใน 15 อำเภอ โดยแผนรับมือในปีนี้จะเฝ้าระวัง 2 ส่วน คือ ส่วนแรกบริเวณลำน้ำน่าน ที่ทุกปีจะเกิดน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมหมู่บ้าน และส่วนที่ 2 คือบริเวณร่องน้ำ ไหล่เข่า ที่ชาวบ้านไปรุกล้ำที่แนวลำน้ำสาขาต่างๆ

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับปี 2551 ที่บ้านห้วยธนู อ.ท่าวังผา ที่โดนน้ำป่าไหลหลากและโคลนถล่มส่งผลให้บ้านเรือนกว่า 8 หลังคาเรือนถูกน้ำพัดหายไป อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในปีที่ผ่านมาทางจังหวัดน่านจึงได้สั่งอพยพชาวบ้านที่บ้านห้วยธนู และจัดหาพื้นที่ให้อยู่ใหม่จำนวน 29 หลังคาเรือน

ชาวนาพิจิตรเตรียมประท้วงราคาข้าวเหลือ 7-8 พันบาท

เว็บไซต์สยามรัฐ - นางมิ่งขวัญ พุกเปี่ยม หรือ เจ๊หนิงประธานชมรมโรงสีข้าว จ.พิจิตร เปิดเผยว่าขณะนี้สมาชิกชมรมโรงสีข้าวพิจิตรกว่า 20 โรงสี ที่เคยเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว โดยประกาศหยุดรับจำนำข้าวแล้ว โดยจังหวัดพิจิตรมีข้าวเปลื อกเข้าโครงการรับจำนำประมาณ 6 หมื่นตันเศษ ซึ่งการหยุดรับจำนำแบบกะทันหันทำให้ชาวนาพิจิตรที่ทำนาปรังกัน 2 ปี 7 ครั้ง ปรับตัวไม่ทัน และยังมีปริมาณข้าวเหลือรอเก็บเกี่ยวในช่วงนี้อีกไม่ใช่น้อย

โดยช่วงนี้โรงสีประกาศรับซื้อด้วยเงินสดเพียงตันละ 7,800 – 8,200 บาท วันนี้ชาวนาบางคนที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วจะนำมาจำนำในราคาตันละ 1,2000 บาท แต่พอรู้ว่ารัฐบาลไม่รับจำนำก็ทำให้ขาดทุน เพราะคำนวณต้นทุนไว้ตามราคาที่จำนำ ถึงกับร้องไห้โฮ เพราะต้องขาดทุนย่อยยับ เพราะการระงับโครงการก่อนกำหนด 2 เดือน ทำให้ชาวนาที่ก่อนหน้านี้ตั้งความหวังว่าจะรวยด้วยการทำนา กลับต้องมาขาดทุน เพราะการไม่ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า เช่นนี้

ในส่วนของนายสมเกียรติ โสภณพงศ์พิพัฒน์ ประธานชมรมสหกรณ์จังหวัดพิจิตรเปิดเผยว่า จากกรณีความไม่แน่นอนของการระบายข้าวของรัฐบาลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ส่งผลกระทบให้กับชาวนาจังหวัดพิจิตรโดยตรงอย่างใหญ่หลวง ต้นเหตุเกิดจาก อคส.และ อตก. ได้สั่งให้หยุดรับจำนำข้าวนาปรังของเกษตรกรไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 52ที่ผ่านมา ทั้งๆที่โครงการจะต้องไปสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังของชาวนาพิจิตร ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวได้

ในหลายหมื่นไร่ ที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงกลางเดือนมิถุนายน จนถึง กรกฏาคม 2552 ที่จะถึงนี้ และจากการที่รัฐบาลไม่มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดลดลง ซึ่งชาวนาสามารถจำนำข้าวและจะได้ราคาจริงหลังหักทั้งสิ่งเจือปนและความชื้นราคาจะอยู่ที่ตันละ 9,300 – 10,000 บาท แต่เมื่อต้องขายสดจะได้ราคา ตันละ 7,000 บาทเท่านั้น เรียกว่าขาดทุนย่อยยับ

นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการที่รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาของโครงการรับจำนำข้าวนั้น หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาโดยเห็นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักแล้วนั้นการประกันราคาข้าวจะส่งผลดีกั บรัฐบาลและชาวนาในระยะยาวมากกว่า เพราะประโยชน์จะเกิดขึ้นกับชาวนาทั้งสองกรณีคือราคาข้าวตกต่ำ หรือราคาข้าวที่แพงกว่าราคาประกัน และในส่วนที่รัฐบาลจะได้ผลดีกรณีที่ไม่ต้องขาดทุนทุกครั้งที่มีการประมูลข้าวเพื่อระบายข้าวสู่ตลาด ซึ่งที่ผ่านมาจะขาดทุนถึงปีละ 13,000 ถึง 20,000 ล้านบาท ส่วนกรณีของโรงสีอาจจะไม่ชอบใจนักที่หยุดโครงการรับจำนำ เพราะจะเสียประโยชน์ที่เคยได้รับ เป็นผู้รับจ้างดำเนินโครงการรับจำนำได้ค่าตอบแทนทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นค่าแปรรูป ค่าชั่งนำหนัก ค่าสีข้าว ค่าเก็บรักษา ค่าส่วนต่างเปอร์เซ็นต์ความชื้น เรียกว่าได้ทุกประตูทั้งประโยชน์โดยตรงและทางอ้อมจากการเข้าร่วมโครงการ

โดยสรุปการทำงานของรัฐบาลที่ไม่มีรูปแบบ จึงส่งผลความเดือดร้อนของชาวนาที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งถ้าเดือดร้อนกันแบบนี้ อีกไม่เกิน 7 – 10 วัน ชาวนารวมตัวกันติดเมื่อไหร่คงมีการโต้ตอบด้วยการปิดถนนประท้วง เช่นเคย คราวนี้แหละคงเดือดร้อนกันทั้งประเทศ เพราะการประท้วงปิดถนนอย่างที่เคยทำแล้วได้ผลมาแล้ว นั่นเอง

6 ปีไม่ได้พบ "ป๋า" ทรมานใจ รักเหมือนพ่อ

ไทยโพสต์ - "ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบและยืนยันว่าไม่มีแน่นอนเอ้า...พูดกันตรงๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะมีเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ"

ความในใจของ "หนุ่มเสก" หรือ "เสกสรร ชัยเจริญ" อดีตนักร้องชื่อดังคนแรกของคีตา เรดคอร์ดสซึ่งเข้าได้เปิดเผยให้ "เรา" ทราบถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ "ป๋า" พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

เป็นครั้งแรกที่เขาได้ระบายความในใจต่อสาธารณะชน หลังหลายปีที่ผ่านมา "หนุ่มเสก" กลายเป็นตัวละครสำคัญ ที่ถูกหยิบใช้เป็นเครื่องมือ โจมตีและทำลายความน่าเชื่อถือของ "ป๋า" โดยเฉพาะห้วงเวลาของความขัดแย้งทางสังคม-การเมือง หลังรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ พล.อ.เปรม ถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ความเคารพรักเหมือนพ่อ-ลูก ที่ "หนุ่มเสก" มีให้กับ "ป๋า" ได้ถูกกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มแปลงนิยามคำว่า "เคารพรักเหมือนพ่อ" ใหม่ เป็นความรักระหว่าง "ฉันและเธอ" หรือ "เด็กป๋า" อันเป็น "ศาสตราวุธ" ทรงแสนยานุภาพ ของกลุ่มที่ผลิต-คิดค้นขึ้นบนฐานของความเกลียดชัง และไม่สนใจข้อเท็จจริงเป็นเช่นใด หวังเพียงแค่ "ล้มป๋า-ทำลายป๋า" เพราะพวกเขาเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของ "อำมาตย์"

เรามีโอกาสได้ยืนคุยอย่างเป็นกันเองกับ "หนุ่มเสก" ในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงละครอักษรา ระหว่างที่เขานำคณะหุ่นละครเล็ก อักษรา ภายใต้การดูแลของ บริษัทคิงเพาเวอร์ ไปแสดงในพิธีเปิดโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

แม้มีโอกาสคุยกันไม่กี่สิบนาที แต่ทุกประโยคทมุกคำพูดที่ "หนุ่มเสก" เปิดใจให้เราฟังนั้น น่าจะทำให้เกิดความกระจ่างชัด ต่อข้อกล่าวหาความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบ "ฉันรักเธอ" หรือแบบ "เด็กป๋า" ระหว่างเขากับ พล.อ.เปรม ในรอบปลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง "หนุ่มเสก" บอกว่า "ยินดีให้เราเผยแพร่ความรู้สึกของเขาต่อสาธารณะได้"

หนุ่มเสกเล่าว่า "ในช่วงที่มีการชุมนุมและมีการโจมตีป๋าอย่างรุนแรง รุมสงสารท่าน ในขณะนั้น รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับท่าน อยากจะออกมาตอบโต้หรือขึ้นเวทีปกป้องอ เพราะสิ่งที่พูดนั้นไม่เป็นความจริงท่านเป็นปูชนียบุคคลที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมาตลอด แต่ไปพูดถึงท่านเสียๆ หายๆแถมไปก้าวล่วงถึงเรื่องส่วนตัว ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย"

"แถมยังมีพาดพิงถึงผมด้วย ว่าทำนองว่าไปมีอะไรกับท่าน เป็นเรื่องที่ไม่จริงและน่าเกลียดที่สุด แต่ว่าผู้ใหญ่ที่ผมนับถือห้ามไว้ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อป๋า หากออกไปก็จะยิ่งทำให้กลุ่มที่ชุมนุมนำไปเป็นประเด็นโฟกัส โจมตีถึงท่านอีก ซึ่งมันไม่แฟร์"

เราถามไปว่า ไม่ได้มีอะไรอย่างที่กล่าวหาหรือ "หนุ่มเสก" ตอบตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ถ้ากล้าถาม ก็กล้าตอบ และยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เอ้า...พูดกันตรงๆ เลยว่า แค่หอมแก้ม เพราะผมเคารพรักท่าน ท่านก็เหมือนพ่อ ผมรักท่านเหมือนพ่อ ท่านเป็นผู้มีพระคุณ ส่วนท่านก็คิดว่าผมเป็นลูก ท่านน่ารักมาก ท่านรักผมเหมือนลูกนี่ผมพูดได้เลยนะ ผมไม่เคยพูดที่ไหน เพราะผมอยากให้เลิกพูดกันเสียๆ หายๆ สักที"

"ผมดูได้เต็มปากเลยว่าผมเองก้เป็น "ลูกป๋า" คนหนึ่ง เพราะทำงานใกล้ชิดรับใช้ท่าน ท่านมีความเมตตาสูงให้โอกาสทุกอย่าง เคยกราบเท้าท่านคือผู้มีพระคุณ เปรียบเหมือนพ่อ"

"ผมยืนยัน ไม่เคยขอเงินท่านแต่ท่านเคยให้ เพราะเมตตา แต่เมื่อสิ่งที่ท่านให้โอกาสและเราไม่สามารถทำมันให้ประสบความสำเร็จได้ เราก็รู้สึกละอาย แต่ก็จำคำที่ท่านสั่งสอนตลอดว่า คนเราเมื่อล้มแล้วต้องลุกขึ้นให้ได้ ทุกวันนี้ผมยืนอยู่ได้เพราะกำลังใจและคำสอนของท่าน จึงยืนอยู่ด้วยขาตัวเอง"

อย่างไรก็ตาม กว่า 6 ปีแล้วที่ "หนุ่มเสก" ไม่เคยได้เข้าพบกับ พล.อ.เปรม โดยเจ้าตัวเข้าใจว่ามีบางคนกีดกันไม่ให้เข้าพบเพียงแต่ไม่ได้บอกว่าคนที่กีดกันคือใคร?

"เป็นเวลา 6 ปีแล้วที่ไม่ได้พบ พล.อ.เปรม บุคคลที่มีบุญคุณและเคารพรักที่สุดในชีวิต เพราะถูกคนใกล้ชิดของ พล.อ.เปรมกีดกันโดยไม่ทราบสาเหตุ การพบกันครั้งสุดท้ายก็เมื่อตอนที่ผมดำรงสมณเพศเป็นพระบวชอยู่ที่วัดทุ่งเศรษฐี ย่านบางนา ซึ่งพล.อ.เปรมได้แจ้งให้ไปรับบาตรที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งผมก็ถ่ายภาพในควงามทรงจำครั้งนั้นเก็บไว้ จากนั้นผมก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบท่านอีกเลย"

"ณ วันนี้ยังคิดถึงตลอดเวลา และรักท่านเสมอ ก็รู้สึกทรมานใจ แต่ไม่มีโอกาสไปพบท่าน เพราะถูกกีดกัน แม้ทุกวันนี้จะไม่ได้พบ แต่ก็ระลึกถึงท่านเสมอ และถ้าชีวิตนี้ยังไม่สิ้น ต้องกลับไปหาท่านให้ได้ กลับไปให้ป๋าได้ภูมิใจ ไม่ได้คิดจะไปรบกวนท่านเลยทุกวันนี้เป็นตนและมาถึงขนาดนี้ได้เพราะกำลังใจจากป๋า"

ปัจจุบัน เขามีความสุขและทุ่มเทกับงานในฐานะเป็นผู้อำนวยการโรงละครอักษรา "จะดูแลคณะหุ่นละครเล็ก ที่สืบทอดศิลปะจากครูสาคร ยังเขียวสด โดย คณะลูกศิษย์ ให้ประสบความสำเร็จให้ได้ถ้ายังล้มเหลว ผมก็คงไม่กล้าไปหาท่าน แต่ถ้าเมื่อวันนั้นมาถึงผมจะไปหาท่านและกราบเท้าท่านอย่างเต็มภาคภูมิ"

ส่วนข่าวลือที่ระบุว่ากำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสถานบันเทิงกลางคืนนั้น เขาบอกว่า "เป็นธรรมดาของคนที่เคยประกอบธูรกิจด้านนี้ เขาต้องพบปะคนมาก และประสานงานในการนำเสนอการแสดง อย่าไปมอง่าเป็นมาเฟียหรือผู้ทรงอิทธิพล"

เมื่อพูดคุยกันจบแล้ว "หนุ่มเสก" ได้ เดินไปส่ง "เจเจ" จุลจิตต์ บุณยเกตุ ในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง คณะกรรมการบริหารสถานทีโทรทัศน์กองทัพบก และรองประธานบริหารกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ ที่เขาบอกว่า "เป็นนายที่มีพระคุณ"

นี่อาจจะเป็นเพราะอัธยาศัย มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ช่างพูด ประกอบกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส ของ "หนุ่มเสก" แม้จะอายุเลยวัย "ทีนเอจ" มาแล้ว แต่ด้วยเอกลักษณ์เก่าผสมลุคส์ใหม่ จนกลายเป็น "หนุ่มเสก สกินเฮด" ล้วนแต่เป็นลักษณะที่ทำให้ "ผู้ใหญ่" ไม่ว่าอาชีพใด วัยใด ต่างก็เอ็นดูเป็นธรรมดา

ต่างประเทศ

อิหร่านแขวนคอ 3มือระเบิด ถล่มมัสยิดดับ25ศพ

เว็บไซต์ไทยรัฐ - สำนักข่าวอิหร่าน อ้างกระทรวงยุติธรรม เผย 3 ผู้ต้องหาจัดหาระเบิดให้คนร้ายก่อเหตุโจมตีมัสยิด เมื่อวันศุกร์ จนมีผู้เสียชีวิต 25 ศพ ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแล้วเมื่อวันเสาร์หลังศาลมีคำพิพากษา...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ สำนักข่าวไออาร์เอ็นเอ (IRNA) ของอิหร่าน รายงานวันเดียวกันนี้ ว่ากระทรวงยุติธรรมท้องถิ่นจังหวัดซิสถาน-บาลูเชสถานของประเทศอิหร่าน อยู่ติดพรมแดนกับประเทศปากีสถานและอัฟกานิสถาน เผยว่าผู้ต้องหา3คน ผู้จัดหาวัตถุระเบิดให้ชายคนหนึ่งก่อเหตุระเบิดโจมตีมัสยิดในจังหวัดข้างต้น เมื่อวันศุกร์ จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอแล้วในวันเสาร หลังศาลตัดสินว่าทั้งสามคนกระทำความผิดจริง ทั้งหมดถูกแขวนคอก่อนพิธีศพของเหยื่อจะมีขึ้น

ด้าน "จุนดัลเลาะห์" กองกำลังอิสลามนิกายสุหนี่ ออกมาอ้างรับผิดชอบเหตุระเบิด แต่ก่อนหน้านี้ผู้ว่าราชการจังหวัดซิสถาน-บาลูเชสถาน ออกมากล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ว่าจ้างคนร้ายมาก่อเหตุ

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ จี้รัฐแก้ปัญหาไม่คืบ ในพื้นที่ถูกข่มขู่หนัก

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (30 พ.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) จัดแถลงข่าว “คืบหน้า หรือล้มเหลว? ผลการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ กับรัฐบาล” เพื่อเผยแพร่ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และสถานการณ์การข่มขู่คุกคามชาวบ้านในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.บุรีรัมย์ ณ สำนักงานกองเลขาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

แจงแก้ปัญหาไม่คืบเหตุข้าราชการประจำ-การเมืองไม่ทำตามนโยบาย

นายบุญ แซ่จุ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) กล่าวว่าที่ผ่านมาทางเครือข่ายฯ เน้นการแก้ปัญหาที่ดินโดยใช้ในเรื่องของโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน และการคุ้มครองพื้นที่เกษตร ซึ่งไปสอดคล้องกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.51 ที่มุ่งผลักดันในเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ทางเครือข่ายจึงมีความคาดหวังที่จะช่วยผลักดัน และจากการชุมนุมของทางเครือข่ายเมื่อวันที่ 4-12 มี.ค.52 เพื่อร่วมผลักดันการดำเนินนโยบายให้เป็นจริง นำมาสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายฯ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และดำเนินการประชุมครั้งแรกร่วมกันในวันที่ 11 มี.ค.52

ผลการประชุมดังกล่าวได้มีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการแก้ไขปัญหาโดยยึดปัญหาพื้นฐานของประชาชนและนโยบายรัฐบาลเป็นหลักสำคัญ พร้อมกันนี้ ได้ให้ความเห็นชอบการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา ทั้งสิ้น 6 ชุด ตามประเภทปัญหาที่ดินของเครือข่าย

นายบุญ กล่าวต่อมาว่าช่วงเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมาทางเครือข่ายได้ใช้กรอบนโยบายและกลไกของคณะทำงานดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหา และที่มีความคืบหน้ามากที่สุดคือ การศึกษาแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายการกระจายถือครองที่ดิน ซึ่งทำการศึกษาถึงแนวทางกฎหมายและมาตรการอื่นๆ เพื่อรองรับนโยบายการกระจายการถือครองที่ดินของรัฐบาล เช่น โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน มาตรการทางภาษี การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ฯลฯ โดยคาดว่าจะมีการนำเสนอเนื้อหาในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม นายบุญได้กล่าวว่า แม้จะมีความคืบหน้า แต่ก็ยังเป็นแค่ความคืบหน้าในส่วนของงานศึกษาเพื่อแก้ปัญหา ยังไม่ถึงขั้นตอนการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งที่ผ่านมาการศึกษาดังกล่าวทั้งในเรื่องของโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน มาตรการทางภาษี รวมทั้งการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ทางเครือข่ายฯ ก็มีความพยายามในการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ในส่วนการทำงานที่ยังไม่คืบหน้า มีปัญหาและอุปสรรค์จาก 2 สาเหตุคือ 1.ประธานคณะกรรมการอำนวยการฯ ไม่มีการเร่งรัดการแก้ปัญหาให้เป็นไปตามมติการประชุมในวันที่ 11 มี.ค.52 ยกตัวอย่าง กรณีมติที่ประชุมคณะอำนวยการให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานด้านคดีเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง จนถึงปัจจุบันไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการแต่งตั้งแต่อย่างใด ทั้งที่กรอบในการดำเนินงานของคณะทำงานกำหนดไว้ 90 วัน และในวันที่ 24 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ก็จะถึงกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว

ส่วนสาเหตุที่ 2 คือ การไม่ยึดกรอบนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหา และยังคงยึดตามหลักแนวคิดเดิมๆ ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ยกตัวอย่าง กรณีคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ และที่ป่าไม้อื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ที่มี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน ซึ่งภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เม.ย.52 ยังไม่มีการดำเนินการตามมติที่ประชุมใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งข้าราชการประจำบางส่วนยังคงยืนยันแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นหลัก

นายบุญยกตัวอย่างต่อมาถึงกรณีที่นายประชา เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 8 เม.ย.52 ระบุไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการอำนวยการฯ ว่า ถือเป็นการดื้อแพ่งต่อคำสั่งการของรัฐ ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถเดินหน้าได้ อีกทั้งขณะนี้ในพื้นที่ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี มีกรณีปัญหาการข่มขู่ คุกคาม ยิงกราด และมีการเผาบ้านพักชั่วคราวของชาวบ้าน โดยกลุ่มชายฉกรรจ์ ซึ่งส่งผลให้สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ต้องย้ายพื้นที่ไปอาศัยกับชุมชนใกล้เคียง

“ขอให้นายกมีความเข้มแข้งในการแก้ปัญหา และเอาปัญหาบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง อย่าเอาเก้าอี้ เอาตำแหน่งเป็นตัวตั้ง” นายบุญกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินของรัฐบาลที่ต้องอาศัยความเด็ดขาดและกล้าที่จะตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาไม่ได้ต้องการที่จะล้มล้างรัฐบาลและไม่ใช่กลุ่มการเมืองที่หวังอำนาจ โดยยึดหลักการประชาธิปไตยทางตรง แบบมีส่วนร่วม ซึ่งประชาธิปไตยที่ว่านั้นเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ และสิ่งที่เรียกร้องก็เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่จะต้องแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน

ย้ำคณะทำงานด้านคดีจำเป็น เผยคนตรัง-พัทลุงถูกฟ้องตัดต้นยางทำโลกร้อน

นายบุญ กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ต้องมีคณะทำงานด้านคดี เพราะแม้ขณะนี้จะไม่มีการจับกุมและดำเนินคดีกับสมาชิกเครือข่ายฯ เพิ่มเติม แต่กระบวนการพิจารณาทางศาลก็มีความคืบหน้าไปเรื่อยๆ และที่ผ่านมามีการใช้อำนาจศาลบังคับคดีกับชาวบ้านโดยมีการเรียกค่าเสียหายนับล้านบาทต่อราย ยกตัวอย่างเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ชาวบ้านที่ จ.ตรังและพัทลุง ถูกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าแจ้งความดำเนินคดีและฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายกว่า 48 คดี ในข้อหาบุกรุกทำกินในพื้นที่เขตอุทยานฯ เขาปู่-เขาย่า ในพื้นที่พิพาทที่ทับซ้อนทับกันอยู่ระหว่างที่ทำกินและพื้นที่ป่า โดยชาวบ้านถูกบังคับคดีให้ต้องชดใช้ค่าเสียหายราว 1-5 ล้านบาทต่อราย

ทั้งนี้ในส่วน กรมอุทยานฯ ได้คิดคำนวณค่าเสียหายตามหลักเกณฑ์ และวิธีการ ที่เหมือนๆ กันทุกราย อาทิ ข้อหาทำให้เกิดความสูญเสียของธาตุอาหาร ข้อหาทำให้ดินไม่ถูกซับน้ำฝน ข้อหาทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ ข้อหาทำให้ดินสูญหาย ข้อหาทำให้อากาศร้อนมากขึ้น และข้อหาทำให้ฝนตกน้อยลง โดยข้อหาในทุกๆ ข้อทางกรมอุทยานฯ จะคิดคำนวณค่าเสียหายออกมาเป็นจำนวนเงิน/ไร่ /ปี

“เราเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อน แค่ก็ควรจะนึกถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องความมั่นคงทางอาหาร การโค่นล้มต้นยางเองก็มีการปลูกใหม่เป็นวัฏจักรที่คืนความสมดุลให้ธรรมชาติอยู่ในตัว แต่ชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตเรียบง่ายกลับต้องถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาทำให้โลกร้อนขึ้น ซึ่งไม่ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันพิษทุกวันๆ” นายบุญกล่าว โดยย้ำว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรม

“บุรีรัมย์” ชาวบ้านหวั่นถูกขู่สลายการชุมนุมขั้นเด็ดขาด

กรณีปัญหาในการจัดสรรที่ทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จำนวน 9 แปลง รวมพื้นที่ 23,746 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้อนุญาตให้บริษัทเอกชนเช่านับตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 โดยการปลูกไม้ยูคาลิปตัสเพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมเยื่อกระกระดาษ และได้หมดสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2552 โดยในขณะนี้ได้มีสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานพื้นที่ อ.โนนดินแดงซึ่งเป็นชาวบ้านกลุ่มเดิมที่เคยทำกินในพื้นที่มาก่อนได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินมาอย่างต่อเนื่อง

นายลุน สร้อยสด แกนนำชาวบ้าน อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่าสถานการณ์ในพื้นที่ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าจะมีการสนธิกำลังเข้าปราบปรามสลายการชุมนุมชาวบ้านที่เข้าไปขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 171 ครอบครัว หรือราว 300 คน ใน 3 วัน หากใครไม่ต้องการถูกจับกุม ให้ออกจากพื้นที่โดยเร็ว สร้างความหวั่นวิตกให้กับชาวบ้านเป็นอันมาก ทั้งนี้แม้ทางนายกรัฐมนตรีจะออกมาบอกว่าจะไม่เกิดความรุนแรงในพื้นที่ แต่นายทุนและเจ้าหน้าที่รัฐกำลังดำเนินการอยู่ในพื้นที่ เชื่อว่าที่ดินผืนดังกล่าวเป็นที่ดินแปลใหญ่มีการปลูกยูคามานาน ผลประโยชน์ในส่วนนี้น่าจะมาก อย่างไรก็ตามยังหวังว่ารัฐบาลจะสามารถกำกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นมือเป็นไม้ของรัฐบาลได้

นายลุน กล่าวด้วยว่าหลังจากที่ อบต.ลำนางรองมีมติไม่ให้บริษัทต่อสัญญาเช่าและให้นำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2551 ได้มีป่าไม้ จ.บุรีรัมย์ส่วนหนึ่ง ร่วมกับตำรวจ อบต.และกำนันผู้ใหญ่บ้านบางส่วนพยายามเรียกร้องให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ดังกล่าวและให้มีการสลายการชุมนุมโดยใช้ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด นอกจากนี้ล่าสุด อบต.ลำนางรอง เจ้าของพื้นที่ได้มีมติใหม่เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นให้เอกชนเช่าต่อ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 50 เปอร์เซ็นต์ นำมาจัดสรรให้ชาวบ้านเช่าเป็นที่ทำกิน

ตรงนี้นายลุ้นมองว่าจะเป็นปัญหาเนื่องจากว่า พื้นที่ดังกล่าวถูกบริษัทเอกชนจับจองไปก่อนแล้วกว่า 16,800 ไร่ เหลือพื้นที่อีกไม่ถึง 7,000 ไร่ที่จะนำมาจัดสรรให้กับชาวบ้านที่ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้เร่งจัดสรรที่ทำกินและทั้งรายชื่อของชาวบ้านที่ต้องการเช่าที่ทำกินในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 3,913 ราย ซึ่งเกรงว่าจะมีปัญหาในการจัดสรรพื้นที่ แม้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดบุรีรัมย์ จะรับปากในที่ประชุม อบต.ว่าจะหาพื้นที่มาเพิ่มให้เท่ากับ 16,800 ไร่ ที่บริษัทได้ไป

ด้านนายไสว ชาวบ้านในพื้นที่อีกคนหนึ่งกล่าวว่า อดีต ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์เป็นพื้นที่สีแดงรัฐบาลมีนโยบายเปิดพื้นที่ป่าให้ชาวบ้านเข้าไปทำกินเมื่อปี 2515-2516 โดยให้ชาวบ้านเป็นกันชน แต่เมื่อในพื้นที่สงบได้มีนโยบายให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ โดยจัดสรรที่ดินในพื้นที่อื่นให้ แล้วให้บริษัทเอกชนเข้ามาเช่าปลูกป่ายูคาลิปตัสในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมาชาวบ้านประสบปัญหาชุมชนขยายที่ดินทำกินไม่เพียงพอ เมื่อต่อมาได้บริษัทเอกชนหมดสัญญาเช่า ชาวบ้านจึงได้เข้าไปปฏิบัติการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน

พื้นที่ “สุราษฎร์” ยังระอุ เผาบ้านพักชาวบ้านไปแล้ว 19 หลัง

นายบุญฤทธิ์ ภิรมย์ เกษตรกรจาก อ.บางพระแสง จ.สุราษฎร์ธานี สหพันธ์เกษตรภาคใต้ กล่าวถึงกรณีปัญหาในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ใน 2 พื้นที่ คือ พื้นที่แรกใน อ.พระแสง กลุ่มเกษตรกรไร้ที่ดินชุมชนสันติพัฒนา สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา รวม 15 คน เนื่องจากเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่ของบริษัทบริษัทสหพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เมื่อปี 2550 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการตรวจสอบรวมกับคณะกรรมการระดับอำเภอพบว่าบริษัทฯ ได้บุกรุกเข้าไปในเขตป่าถาวรและเขตพื้นที่ปฏิรูปโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ต่อมาปี 2551 ชาวบ้านกลับถูกฟ้องร้องในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าถาวรและพื้นที่ของเอกชน

นอกจากนี้ยังมีการคุกคามโดยกลไกอำนาจรัฐ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้เข้าไปดูแลพื้นที่บ้านพักคนงานของบริษัทเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นการวางตัวไม่เป็นกลางในฐานะผู้ให้บริการประชาชน ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอเรื่องไปทางต้นสังกัดให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแล้ว

พื้นที่ต่อมาคือพื้นที่ อ.ชัยบุรี ซึ่งล่าสุดมีเหตุการณ์เผาและไล่รื้อบ้านพักของชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจรวมกว่า 19 หลัง นอกจากนั้นยังมีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธปืนได้เดินสายข่มขู่ชาวบ้านไร้ที่ดินในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินชุมชนพฤกษาชาติ ชุมชนไทรงาม และชุมชนประชาร่วมใจ ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ 5 .ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ออกจากพื้นที่ หากไม่ย้ายออกไปจากพื้นที่ อาจได้รับอันตรายถึงชีวิต

นายบุญฤทธิ์กล่าวต่อมาถึงเรื่องการจัดทำโฉนดชุมชนว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออนาคตของลูกหลาน เพราะช่วยป้องกันการแปลงที่ดินเป็นสินค้า หรือเป็นต้นทุนในการผลิต คือโฉนดที่ดินจะไม่สามารถขายได้ ลดการเปลี่ยนมือในการถือครองที่ดิน นอกจากนั้นยังช่วยยุติการโค่นล้มทำลายป่าเพราะต้องการที่ดินเพื่อทำการเกษตร หากที่แถลงไว้ทำไม่ได้ในที่สุดชาวบ้านก็ต้องบุกป่า เพื่อยุติการคุกคามป่า เกษตรกรต้องมีที่ดินเป็นของตนเอง

ทั้งนี้ พื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจเป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดินของชาวบ้านผู้ไร้ที่ดิน อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยที่ดินอยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งเดิมได้อนุญาตให้บริษัทชัยบุรีปาล์มทองเช่าสำหรับปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนกว่า 15,000 ไร่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 ถึงปี พ.ศ.2543 แต่ในปี 2531 บริษัทดังกล่าวเกิดความขัดแย้งภายใน มีการแยกตัวออกเป็น 6 กลุ่ม จากนั้นปี 2537 พื้นที่ ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงถูกประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีกลุ่มนายทุนเข้าไปบุกรุก ครอบครองและทำประโยชน์ ในแปลงดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน

ด้านนายสมศักดิ์ เพชรจุ้ย สหพันธ์เกษตรภาคใต้ อ.ชัยภูมิ กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่บริษัทรวมชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด 1ใน 6 กลุ่ม บริษัทที่แยกออกมาจากบริษัทชัยบุรีปาล์มทอง ซึ่งครอบครองที่ดิน 1,755 ไร่เศษว่า มีประชาชนอยู่ในพื้นที่ 764 คนที่ต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัวจากกลุ่มอิทธิพลเถื่อนที่มีอาวุธครบมือเข้ามาข่มขู่กำหนดให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายในเวลา 5 วัน โดยยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนั้นในส่วนของแกนนำในพื้นที่ยังถูกตั้งค่าตัวและมีการข่มขู่ลูกเมียไม่ให้อยู่ในพื้นที่

“ชีวิตคนมันมีค่า นายกช่วยพิจารณาด้วย คนจนก็คนเหมือนกัน” นายสมศักดิ์ กล่าวเรียกร้องให้นายกเข้ามาดูแลปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่

นายสุรพล สงฆ์รักษ์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ตัวแทนสหพันธ์เกษตรภาคใต้ กล่าวถึงการดำเนินงานในการแก้ปัญหาในพื้นที่ขณะนี้ว่า พื้นที่ซึ่งอยู่ในการดูแลของ ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทาง ส.ป.ก.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบรังวัดและมีหนังสือให้ผ่อนผันส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทางผู้ว่าฯ ได้ทำหนังสือยอนกลับลงวันที่ 8 เมษายน 2552 ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการอำนวยการฯ ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาและอุปสรรค์อยู่ที่ข้าราชการในระดับพื้นที่เอง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 ม.ค.43 ทาง ส.ป.ก.ได้ฟ้องขับไล่บริษัทออกจากพื้นที่เนื่องจากครบ 15 ปีของสัญญาเช่า แต่อย่างที่ทราบกันคือกระบวนการยุตธรรมค่อนข้างล่าช้า ทั้งนี้ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้จะมีการประชุมของคณะทำงานในส่วนที่ ส.ป.ก.ตั้งขึ้นมาเพื่อลงไปในพื้นที่เอง

อนึ่ง ในพื้นที่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาแล้วตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งมีคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบจากทุกฝ่ายรวมถึงหน่วยงาน สปก.จากส่วนกลางและในพื้นที่ จ.สุราษฏร์ธานี ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้ทำการรังวัดพื้นที่ด้วยระบบข้อมูลจากการ ตรวจสอบพิกัดดาวเทียม (GPS) และได้จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรในพื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจคนละครึ่งไร่สำหรับที่อยู่อาศัยก่อนในเบื้องต้น

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ เสนอเร่งประชุมคณะกรรมการอำนวยการฯ

นายสุรพล กล่าวถึงข้อเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 3 ข้อ ว่า 1.ให้เร่งดำเนินการให้เกิดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยภายในวันที่ 12 มิ.ย.52 เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคและเร่งรัดให้ดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 11 มี.ค.52

2.ให้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจ จ.สุราษฎร์ กระบี่ และบุรีรัมย์ ให้ยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง และให้ปราบปรามมือปืน กองกำลังเถื่อนติดอาวุธสงคราม ไม่ให้ทำลายทรัพย์และชีวิตขอสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ และกำชับให้มีการดำเนินงานตามกรอบ นโยบายของคณะกรรมการอำนวยการฯ 3.ให้เร่งสั่งการไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี กระบี่ บุรีรัมย์ ตรัง และพัทลุง ให้ข้าราชการประจำปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลและมติการประชุมวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ตลอดจนถึงผลการประชุมของคณะอนุกรรมการทุกชุด ระหว่างรัฐบาลกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ

นอกจากนั้นยังได้เรียกร้อง และเชิญชวนไปยังสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ลงพื้นที่เพื่อดูข้อเท็จจริง และนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชนให้รับรู้ และเข้าใจสถานการณ์ปัญหาอย่างถูกต้องต่อไป

ทั้งนี้ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ประกอบด้วย เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ รวมทั้งประชนในกรณีปัญหาสหกรณ์การเช่าที่ดิน พิชัยภูเบนทร์ จ.อุตรดิตถ์ และกรณีปัญหาสหกรณ์การเช่าที่ดินคลองโยง จ.นครปฐม

ลำดับเหตุการณ์การแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ กับรัฐบาล

11 ก.พ.2552

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาล เพื่อให้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหา และจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อกำกับดูแล ติดตาม และเร่งรัดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยและปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ โดยตัวแทนของเครือข่ายฯ ได้เข้าประชุมหารือกับนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

410 มี.ค.2552

ชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันให้เกิดแนวทาง ยุทธศาสตร์ และแผนงานที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรรายรายย่อย และกลุ่มคนไร้ที่ดินทำกินทั้งในระสั้นและระยะยาว

5 มี.ค.2552

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาพบกลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ที่ชุมนุมบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล ยืนยันรัฐบาลจะแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้กับผู้ชุมนุม หลังจากในช่วงเช้าเครือข่ายฯ เดินเท้าจากทำเนียบรัฐบาลไปที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อทักท้วงการประสานงานแก้ไขปัญหาคนจนไม่ถูกจุดของนายถาวร

9 มี.ค.2552

สำนักนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือที่ 71/2552 ลงวันที่ แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

11 มี.ค.2552

ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยนัดแรกโดยมีนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเป็นประธาน

24 มี.ค.2552

นายกรัฐมนตรีได้เซ็นหนังสือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ รวม 6 คณะ

27 มี.ค. 2552

องค์กรชุมชนบ้านตระ ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายองค์กรชุมชนรักษ์เทือกเขาบรรทัด ถูกเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด จำนวนกว่า 50 คนพร้อมอาวุธ เข้าไปตัดฟันต้นยางของชาวบ้านในพื้นที่ โดยอ้างว่าเป็นการ แผ้วถางบุกรุกทำให้ชาวบ้านจำนวนกว่า 200 คนทั้งเด็กและคนแก่ทำการล้อมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งหมดไว้ในพื้นที่กว่า 1 วัน 1 คืน เต็มๆ

9 พ.ค.2552

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่การจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างยั่งยืน “กรณีโฉนดชุมชน” บ้านทับเขือ-ปลักหมู ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง

19 พ.ค.2552

ชุมชนประชาร่วมใจ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ถูกชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธปืนจำนวน 5-6 คน เข้าไปในพื้นที่ชุมชนประชาร่วมใจ ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงข่มขู่และได้ทำการเผาบ้านพักชั่วคราวของชาวบ้านในชุมชนจำนวน 8 หลัง

21 ..2552

มีปฏิบัติการเช่นเดียวกันกับวันที่19 พ.ค.2552 โดยมีการเผาบ้านพักชั่วคราวของชาวบ้านในชุมชนประชาร่วมใจ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ไปอีก 11 หลัง

28 พ..2552

การแถลงข่าวกรณีพื้นที่สัญญาเช่า อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ในพื้นที่หมู 1 บ้านลำนางรอง ต.ลำนางลอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ในประเด็นยุทธการชิงแผ่นดินอำเภอโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ใครเป็นใคร วิธีการที่หน่วยงานของรัฐระดับพื้นที่ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา และกระบวนการติดตามแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

แถลงการณ์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

คืบหน้าหรือล้มเหลว ???

ผลการแก้ไขปัญหาระหว่างเครือข่ายปฏิรูปที่ดินกับรัฐบาล

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ประกอบด้วยเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการปกป้องสิทธิและการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน รวมถึงการรณรงค์ผลักดันในระดับนโยบายให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินในสังคมไทย ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ2550 มาตรา85 รัฐต้องดำเนินการตามนโยบายด้านที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและใน (2) การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดำเนินการให้เกษตรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นรวมทั้งจัดหาแหลงน้ำเพื่อเกษตรกรมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตร”

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551มีสาระสำคัญคือคุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้วเพื่อเป็นฐานการผลิตในระยะยาวฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร

คปท.ได้มีการชุมนุมในช่วงวันที่ 4 12 มีนาคม 2552 กระทั่งนำมาสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่าย โดยมีนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เป็นประธาน และดำเนินการประชุมครั้งแรกร่วมกันในวันที่ 11 มีนาคม 2552 นั้น ซึ่งผลการประชุมดังกล่าวได้มีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการแก้ไขปัญหา โดยยึดปัญหาพื้นฐานของประชาชนและนโยบายรัฐบาลเป็นหลักสำคัญ พร้อมกันนี้ ได้ให้ความเห็นชอบการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา ทั้งสิ้น 6 ชุด ตามประเภทปัญหาที่ดินของเครือข่าย ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาไปสู่การจัดการที่ดินในรูปแบบ โฉนดชุมชน และการจัดตั้ง ธนาคารที่ดิน ตามเจตนารมณ์ของนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารประเทศ

ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา คปท. ได้ใช้กรอบนโยบาย และกลไกดังกล่าวข้างต้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ซึ่งในบางกรณีมีความคืบหน้าเป็นลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีที่เป็นไปในลักษณะที่ถอยหลังและไม่ให้ความสำคัญกับกรอบนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายต่อที่ประชุม เช่น

กรณีคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาชุดป่าไม้ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) เป็นประธาน ภายหลังการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 ยังไม่มีการดำเนินการตามมติที่ประชุมใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งข้าราชการประจำบางส่วนยังคงยืนยันแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นหลัก โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางนโยบายที่มีการตกลงร่วมกันแต่อย่างใด

กรณีมติที่ประชุมคณะอำนวยการให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานด้านคดีเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง จนถึงปัจจุบันไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการแต่งตั้งแต่อย่างใด แม้จะไม่มีการจับกุมและดำเนินคดีกับสมาชิกเครือข่ายเพิ่มเติม แต่กระบวนการพิจารณาทางศาลกลับคืบหน้าไปเรื่อยๆ และมีการใช้อำนาจศาลบังคับคดีกับชาวบ้านในการเรียกค่าเสียหายนับล้านบาทต่อราย

กรณีที่ผู้ว่าราชการ จ.สุราษฎร์ธานี นายประชา เตรัตน์ ทำหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 8 เมษายน 2552 ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการอำนวยการ ที่สำคัญที่สุดคือ ขณะนี้ในพื้นที่ อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานีมีการข่มขู่ คุกคาม ยิงกราด และทำการเผาบ้านพักชั่วคราวจำนวน 19 หลังโดยชายฉกรรจ์ ส่งผล ให้สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ต้องย้ายพื้นที่ไปอาศัยกับชุมชนใกล้เคียง

อีกทั้งในพื้นที่ ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่สีแดงรัฐบาลมีนโยบายเปิดพื้นที่ป่าให้ชาวบ้านเข้าไปทำกินเมื่อปี2515-2516 แต่เมื่อพื้นที่สงบได้มีนโยบายให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งก็คือพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่ให้บริษัทเอกชนเช่าปลูกป่ายูคาลิปตัสต่อมาและในขณะนี้ได้หมดสัญญาเช่าแล้ว จึงมีสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานพื้นที่ อ.โนนดินแดงซึ่งเป็นชาวบ้านกลุ่มเดิมที่เคยทำกินในพื้นที่นี้มาก่อน และได้มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินมาอย่างต่อเนื่องจน อบต.ลำนางรองมีมติไม่ให้บริษัทต่อสัญญาเช่า และภายหลังจากหมดสัญญาเช่าเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2552 สมาชิกเครือข่ายฯได้เข้าไปใช้ประโยชน์จำนวน 171 ครอบครัว อย่างไรก็ตามได้มีความพยายามให้ร้ายป้ายสีสมาชิกเครือข่ายว่าเป็นกลุ่มองค์กรเถื่อน พร้อมทั้งสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างชาวบ้านกลุ่มต่างๆในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าในที่สุด อีกทั้งมีการสร้างกระแสข่าวว่าจะสนธิกำลังเข้าปราบปรามในเร็ววันนี้ หากใครไม่ต้องการถูกจับกุม ให้ออกจากพื้นที่โดยเร็ว

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นขัดแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และหากปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ย่อมจะนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงที่ยากแก้ไข และเจตนารมณ์การจัดการที่ดินตามแนวทางโฉนดชุมชน ก็จะประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลกับเครือข่าย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเจตนารมณ์ร่วมกัน อีกทั้ง เพื่อให้เกิดการเผยแพร่ข้อเท็จจริงของปัญหาในพื้นที่ต่างๆ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และสาธารณชนได้รับรู้ เข้าใจโดยทั่วกัน เครือข่ายจึงมีข้อเสนอ ดังนี้

1.ให้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เร่งดำเนินการให้เกิดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยภายในวันที่ 12 มิ.ย.2552 เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคและเร่งรัดให้ดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552

2.ให้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งการไปยังผู้ว่าราชการ ผู้กำกับการตำรวจจังหวัดสุราษฎร์ กระบี่ และบุรีรัมย์ ให้ยุติการดำเนินการใดๆที่จะเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง และให้ปราบปรามมือปืน กองกำลังเถื่อนติดอาวุธสงคราม มิให้ทำลายทรัพย์ชีวิตของประชาชนสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน และกำชับให้มีการดำเนินงานตามกรอบ นโยบายของคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของ คปท.

3.ให้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เร่งสั่งการไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ บุรีรัมย์ ตรัง และพัทลุง ให้ข้าราชการประจำปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลและมติการประชุมวันที่ 11 มี.ค.ตลอดจนถึงผลการประชุมของคณะอนุกรรมการทุกชุด ระหว่างรัฐบาลกับ คปท.

4.ขอเรียกร้อง และเชิญชวนสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ ลงพื้นที่เพื่อดูข้อเท็จจริง และนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชนให้รับรู้ และเข้าใจสถานการณ์ปัญหาอย่างถูกต้องต่อไป

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ยังคงสนับสนุนและมีความคาดหวังอย่างยิ่งว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาตามแนวทาง นโยบายที่ตกลงร่วมกันของคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย จะสามารถเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และพัฒนาไปสู่การจัดการที่ดินในรูปแบบ โฉนดชุมชน ให้ปรากฏเป็นจริงขึ้นในสังคมไทย ต่อไป

สมานฉันท์

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-นักข่าวพลเมืองรายงาน: ชาวบ้านพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน อ.ชัยบุรี ร้องเรียน ผบช.ภ.8 หลังโดนคุกคามหนัก

-นักข่าวพลเมือง: บ้านพักชุมชนประชาร่วมใจถูกเผา

-รายงาน : เมื่อผู้บุกเบิกกลายเป็นผู้บุกรุก ในสงครามชิงป่าดงใหญ่ที่อีสานใต้

-อีสานใต้ระอุ!! ศึก 3 เส้ารับรัฐบาลใหม่ รัฐต้องการป่า นายทุนต้องการยูคาฯ คนจนต้องการที่ทำกิน