WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 1, 2009

Silence of the Lamp: คำตอบที่ผมได้จากนายกสมาคมนักข่าวฯ กรณีเสถียร จันทิมาธร

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่28 .. ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมเสวนาเรื่องสื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต: บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อซึ่งที่นั้นผู้อภิปรายชาวเยอรมันชื่อดร.วูลฟ์เกง ชูลส์ผู้ เชี่ยวชาญทางด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก ได้พูดถึงกรณีเหตุการณ์ในเยอรมันว่าเมื่อไม่นานมานี้มีบรรณาธิการของสถานี โทรทัศน์เยอรมันช่องหนึ่งได้ถูกกดดันให้ออกเพราะจุดยืนทางการเมืองซ้ายจัดแต่ในที่สุดก็รอดเพราะมีการรณรงค์เพื่อปกป้องเขาซึ่งในที่นี้รวมถึงบรรณาธิการและนักข่าวที่มีจุดยืนขวาจัดเข้าร่วมรณรงค์ด้วยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยคนที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันแต่ก็ยังยอมรับว่าสิทธิในการแสดงออกเป็นเรื่องสำคัญและจำต้องปกป้องสิทธิของผู้ที่เห็นต่างจากตนเองด้วย
ได้ยินเช่นนี้ผู้เขียนจึงนึกถึงกรณีข่าวจากเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ว่าด้วยการปลดนายเสถียรจันทิมาธรออกจากตำแหน่งเพียงเพราะมีจุดยืนทางการเมืองสนับสนุนฝ่ายแดงพอตอนท้ายรายการ ผู้เขียนจึงถือโอกาสถามนายประสงค์เลิศรัตนวิสุทธิ์บรรณาธิการจากเครือมติชนและนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายว่านายประสงค์คิดอย่างไรกับกรณีข่าวปลดนายเสถียรเมื่อเทียบกับกรณีเยอรมันที่ได้ฟังมา
นายประสงค์ได้ตอบผู้เขียนว่าข่าวนั้นไม่จริงจึงไม่จำเป็นต้องตอบอะไร แถมนายประสงค์ตั้งข้อกังขาถึงเจตนาของผู้เขียนว่าทำไมถึงถามเช่นนั้นและพูดต่อไปว่าแล้วคุณเชื่อผู้จัดการหรือผู้เขียนไม่ได้ตอบแต่ได้ถามย้อนกลับไปว่าหากเป็นเช่นนั้นทำไมมติชนจึงไม่มีการแก้ข่าวหรือชี้แจงต่อสาธารณะ
ไม่ต้องแก้ข่าวคือคำตอบของนายประสงค์ซึ่งท่าทางไม่พอใจต่อผู้เขียนพอสมควรและยกตัวอย่างอีกว่าหลายฉบับ รวมทั้งหนังสือพิมพ์อย่างคมชัดลึกก็เขียนคอลัมน์ให้ข้อมูลอย่างผิดๆแต่ก็ไม่เห็นมีใครแก้ข่าวและบอกว่าให้ประชาชนตัดสินว่าใครน่าเชื่อถือกันเอง
(นายกสมาคมนักข่าวฯดูไม่แฮปปี้กับคำถามทั้งๆที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เขาพูดเองในช่วงอภิปรายว่าสื่อควรได้รับการตรวจสอบจากกลุ่มอื่นๆอย่างเช่นกลุ่มมีเดียมอนิเตอร์มากขึ้นและสื่อควรรับฟังเผยแพร่ผลของการตรวจสอบ ... มันจึงทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่านี่เป็นตลกร้าย)
ผู้เขียนพยายามจะถกต่อแต่ก็ถูกตัดบทโดยผู้ดำเนินการอภิปรายและด้วยความเคารพต่อผู้ดำเนินการอภิปรายก็จึงหยุดแต่ก็อดคิดต่อไปไม่ได้และถ้าหากพูดต่อไปได้ก็คงจะพูดว่าคุณเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯแต่กลับรู้สึกว่าเวลามีการให้ข้อมูลผิดกลับไม่ต้องแก้ข่าวและถ้าการไม่แก้ข่าวเป็นเรื่องปกตินั้นผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรเพราะสังคมจะไปหวังเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบและความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้อย่างไรในเมื่อสื่อเองไม่ให้ความสำคัญกับความผิดพลาดของข้อมูลซึ่งผู้เขียนเช็คทางอื่นก็ยังคงมีการยืนยันว่ามีการจัดการกับฝ่ายซึ่งสนับสนุนหรือเห็นใจเสื้อแดงในเครือมติชน
แทนที่จะบอกว่ามาตรฐานต่ำๆของสื่อที่ไม่ยอมแก้ข้อมูลหรือชี้แจงนั้นควรเปลี่ยนและปรับปรุงได้แล้วแต่นายกสมาคมนักข่าวฯกลับอ้างว่าในเมื่อสื่อหลายฉบับก็ปฏิบัติเช่นนี้โดยไม่ยอมชี้แจงหรือแก้ข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และถ้าเกิดข้อมูลเอเอสทีวีผู้จัดการผิดจริงทำไมสมาคมฯไม่ออกมาตรวจสอบและวิจารณ์
และอีกประการหนึ่งคุณประสงค์ไม่คิดเหรอว่าคนเสื้อเหลืองจำนวนมากย่อมเชื่อข้อมูลของเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์อย่างมิต้องสงสัยนี่ยังไม่รวมถึงคนเสื้อแดงอีกไม่รู้กี่แสนที่ทราบข่าวนี้แล้วคงรู้สึกสะเทือนใจและโกรธแค้นและถ้าคุณประสงค์คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องชี้แจงหรือแก้ไขผมว่าก็คงปฏิเสธได้ยากว่าสื่อกระแสหลักอย่างมติชนและความคิดอย่างนี้ในกลุ่มผู้นำสมาคมนักข่าวฯก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความยุ่งเหยิงขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน
และอีกอย่างการที่คุณประสงค์พูดว่าแล้วคุณเชื่อผู้จัดการหรือเป็นการพูดเหมารวมที่น่าสะเทือนใจมากเสมือนว่านักข่าวและบรรดาบรรณาธิการในเึครือผู้จัดการทั้งหมดเสนอแต่สิ่งที่เป็นเท็จถ้าผู้เขียนเข้าใจไม่ผิดผู้จัดการก็เป็นสมาชิกสมาคมนักข่าวฯด้วยมิใช่หรือการพูดเช่นนี้รู้สึกจะหยาบเหมารวมและไม่ให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง
00000
ป.ล.1 และมันก็น่าเสียดายที่คุณประสงค์คิดได้แต่เรื่องว่าใครที่ถามคำถามเช่นนี้มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่เพราะในโลกที่คนคิดเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นการที่จะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วการที่คุณประสงค์ไปเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯนั้นมีเจตนาอะไรแอบแฝงหรือไม่ หรืออาจสรุปไปว่าคุณประสงค์ตอบเช่นนี้มีเจตนาปกปิดอะไรหรือเปล่า
ผู้เขียนก็แค่เป็นห่วงมติชนและสื่อมวลชนโดยรวมเท่านั้นแหละแต่คำตอบที่ได้รับจากคุณประสงค์ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนกังวลยิ่งขึ้น เพราะ บรรดาสื่อที่เรียกร้องความโปร่งใส เรียกร้องให้มีการตรวจสอบองค์กรและกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมกลับดูเหมือนจะทำตัวเป็นข้อยกเว้นเสียเอง
ถ้าคิดเช่นนี้ก็มิจำเป็นต้องมีข่าวสืบสวนสอบสวน มิจำเป็นต้องมีการตรวจสอบองค์กรสถาบันอื่นๆ แบบสื่อ เพราะใครจะเชื่ออะไรก็เชื่อไป
ป.ล.2 หลัง จากเหตุการณ์ซักถามคุณประสงค์ได้จบลง ผู้เขียนก็ได้พยายามถามนักข่าวที่เชื่อถือได้ว่าความจริงเรื่องคุณเสถียร เป็นอย่างไรกันแน่ นักข่าวบางกอกโพสต์ระดับแนวหน้าผู้เคยได้รับรางวัลระดับนานาชาติผู้หนึ่งบอก ผู้เขียนว่า ก็จริงอย่างที่เป็นข่าวน่ะแหละ เพราะตัวเธอนั้นมีเพื่อนอยู่ที่มติชนและก็คอนเฟิร์มเรื่องนี้ ส่วนนักข่าวรุ่นพี่อีกคนที่สอบถามไป ถึงขนาดกล่าวหาว่า นายประสงค์์ “ตอแหล” ต่อหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุจำนวนมากในวันนั้น
ผู้เขียนแทบไม่อยากเชื่อว่าคนที่เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ จะสามารถโกหกซึ่งๆ หน้าต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้อย่างหน้าตาเฉย
ใน ขณะเดียวกันผู้เขียนก็คิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่คนอย่างคุณเสถียร จันทิมาธร ผู้ถูกพาดพิงจะออกมาชี้แจง แน่นอนผู้เขียนตระหนักดีว่าเคยมีคนบอกผู้เขียนว่าที่มติชนเขาอยู่กันอย่าง “พี่น้ิอง” ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก จึงไม่แน่ใจว่า จะรู้ความจริงเรื่องนี้อย่างแท้จริงได้อย่างไร
แล้ว อีกอย่างสังคมไทยมักชอบพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในหลายวงการ ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่าใครโกหกกันแน่ระหว่างข่าวผู้จัดการหรือนายประสงค์
…………………………………
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักเขียนหัวใจสีแดงแจ้งเกิดD-Magazineฉลองวันชาติ24มิถุนานี้

ที่มา Thai E-News


โดย เครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย
1 มิถุนายน 2552


ด้วยเครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย -people’s writer artist democracy network (pwad)ขอรบกวน กลุ่ม-องค์กร ท่านเสื้อแดง ทุกๆท่าน ช่วยเป็นตัวแทนขาย และเป็นนักเขียนคอลัมน์ หนังสือ “ดีแมกกะซีน” ในขอบเขตทั่วประเทศ

การเป็นตัวแทนขายก็คือ ถ้าเป็นกลุ่ม-องค์กรคนเสื้อแดงอยู่แล้ว ก็ขอให้ผู้ประสานงานกลุ่มของท่าน ประสานกับทีมงานเครือข่ายราษฎรฯ ในตอนนี้ 2 เรื่องด้วยกัน

1.เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มของท่าน พร้อมทั้งชื่อกลุ่มของท่าน ที่จะต้องร่วมสู้กันตลอดไป เพื่อนำลงในหนังสือ “ดีแมกกะซีน”
ฉบับปฐมฤกษ์ 24 มิถุนายน 52 นี้ (เล่มพิเศษหนา96หน้า) แล้วรวบรวมส่งไปที่ อีเมล dmag2009@gmail.com ภายในอาทิตย์นี้นะครับเดี๋ยวจะไม่ทันถ้าไม่ทันก็ลงฉบับต่อๆไป

2.ส่งยอดเงิน ยังไม่ต้องส่งเงิน ตามจำนวนสมาชิกในกลุ่มท่านที่ต้องการหนังสือเป็นเล่มๆไป เช่น ต้องการ 200 เล่ม หนังสือเล่มละ 30 บาท (ปรกติจำนวนหน้าตามความเหมาะสม) แต่ทีมงาน“ดีแมกกะซีน” ขายเข้ากลุ่มท่าน 28 บาทคูณกับ200 เล่ม เป็นยอดเงิน 5600 บาท (เป็นค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประสานงานในกลุ่มของท่าน 400 บาท ......ซึ่งถ้าจะบริจาคกลับเข้า “ดีแมกกะซีน” ก็เป็นความพร้อมของแต่ละกลุ่ม )

โดยทาง“ดีแมกกะซีน” จะไม่ขอรายชื่อ สมาชิกที่รับหนังสือ 200 ท่าน แต่ขอให้ทางกลุ่ม-องค์กรท่านเก็บเอาไว้ บริหารจัดการเอง โดยให้เฉพาะผู้ประสานงานท่าน กับทีมงาน“ดีแมกกะซีน” ประสานงานกัน เพื่อทีมงานเครือข่ายราษฎรฯ จะได้ไปพบปะกับกลุ่มของท่านไม่ว่าที่ใดๆในประเทศนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม-วิชาการ-การเมือง ฯลฯ เป็นครั้งๆไป

สำหรับท่านหัวใจแดงและผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายที่จะสนับสนุนช่วยกันบริจาคคนละเล็กคนละน้อย(มันคือหัวใจของดีแมกกะซีนเรา) ก็ขอให้ใจเย็นๆทีมงาน“ดีแมกกะซีน” กำลังจดทะเบียนชื่อบริษัทฯให้ถูกต้องเพื่อ เราจะได้แสดงบัญชีได้อย่างเปิดเผย ใจเย็นสักนิดนะครับ

ส่วนท่านนักรบเสื้อแดงผู้อาจหาญที่สู้ตายถวายชีวิตให้กับอุดมการณ์ และแม้กระทั่งผู้รักความเป็นธรรมทุกๆท่าน ที่ยังไม่มีกลุ่ม-องค์กร ทางทีมงาน“ดีแมกกะซีน” กราบเท้าวิงวอนท่าน ให้สร้างกลุ่มขึ้นมาซะโดยเร็ว แล้วปฏิบัติการ ตาม ข้อ 1 และ2 ข้างบน

ด้วยจิตคารวะต่อความอึดและกล้าหาญ

เครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย
people’s writer artist democracy network (pwad)

เวบคนไทยUKออกแถลงการณ์กรณีดีเจโน๊ต

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 มิถุนายน 2552


นายศักดา เส็งเรียบ หรือ ดีเจโน๊ต

คุณวัฒนา เอ็บเบจช์ ประธานเวบไซต์ www.konthaiuk.com ซึ่งเป็นเวบไซต์ของคนไทยในสหราชอาณาจักรที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและคัดค้านเผด็จการ ได้ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2552 มีเนื้อความว่า

สืบเนื่องจาก กรณีที่มีข่าวปรากฏทางหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อต่างๆทั่วไปในขณะนี้ว่า “ ดีเจโน้ต”ที่จัดรายการ “สนามหลวงคุ้ยข่าว” และรับหน้าที่เป็นดีเจช่วงสัมภาษณ์ ของเวบkonthaiuk อยู่ในตอนนี้ ถูกทางตำรวจจับกุมดำเนินคดีใน คดีฉ้ออโกง ขณะนี้ถูกจับอยู่ที่ ส.น ปทุมวัน ในนามของ นายศักดา เส็งเรียบ และเป็นที่รับทราบกันว่า เป็นบุคลคนเดียวกันกับ ดีเจโน้ต ที่พวกเราชาวโลกไซเบอร์ รับทราบกันดีว่า ดีเจโน้ตนั้นก็เป็นบุคคลหนึ่ง ในกลุ่มคนเสื้อแดงที่ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามที่ปรากฏให้เห็นกันด้วยสายตาและความรู้สึกที่ทุกคนรับรู้ผ่านทางสื่ออินเตอร์เน็ตมาโดยตลอดนั้น

ในนามของ www.konthaiuk.com ทางคณะผู้จัดทำขอเรียนชี้แจงดังนี้ “ดีเจโน๊ต” นั้นเป็นดีเจที่ประจำอยู่ที่ห้องกบ” ในนามห้องรูมเรดไฟว์ รายการสนามหลวงคุ้ยข่าว ซึ่งทุกท่านก็รับทราบและรับรู้รับฟัง รวมทั้ง รู้จักนามดีเจโน๊ตกันเป็นอย่างดีมานานแล้ว เมื่อทางคณะผู้จัดทำ www.konthaiuk.com ได้จัดทำเว็บขึ้นทาง “ดีเจโน๊ต” ได้รับอาสาเข้ามาช่วยดำเนินการให้ ในช่วงของการสัมภาษณ์ นักการเมืองและแกนนำต่างๆของเสื้อแดงตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2552

ซึ่งดีเจโน๊ตเองก็มีรายการที่จัดประจำอยู่ก่อนแล้วคือสนามหลวงคุ้ยข่าว จากที่ผ่านมานั้น ทางคณะผู้จัดทำและทีมงานขอเรียนให้ทราบว่าจากสายตาของคณะผู้จัดทำไม่เคยพบหน้าของ ดีเจโน๊ตมาก่อนว่า ทราบเพียงแต่ว่า เขาก็คือบุคคล ที่มีจิตใจรักประชาธิปไตยคนหนึ่ง และพร้อมที่จะมาช่วยในการดำเนินงานของทางเว็บตามที่ คณะผู้จัดทำติดต่อไป เรารับรู้เท่าที่ท่านพี่น้องทุกคนรับรู้ว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกไซเบอร์นั้นไม่มีการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน ทุกท่านจะทราบดีว่ารู้จักกันในนามของ LOGIN NAME ที่ปรากฏและเรียกกันเท่านั้น

ดังนั้นในเวลาขณะนี้และเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทางคณะผู้จัดทำ www.konthaiuk.com จึงมีความจำเป็นที่จะต้องออกมาเรียนชี้แจงเพื่อแสดงเจตนารมณ์และยืนยันในอุดมการณ์ของการจัดทำเว็บไซด์แห่งนี้ขึ้นมานั้นเป็นไปตามอุดมการณ์ที่จะเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจริงๆมิได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงอย่างที่มีสื่อออกมาโจมตี คณะผู้จัดทำเว็บเป็นเพียงกลุ่มบุคคลที่รักความถูกต้องและมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน อีกทั้งยังอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ห่างไกลประเทศไทยทำให้เข้าใจความรู้สึกของพี่น้องชาวไทย อีกทั้งไม่เคยอยู่ในวงการใดๆที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป รวมกับพี่น้องทางเมืองไทย ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหวังว่าจะเป็นช่องทางในการสื่อสารรับรู้สื่อความรู้สึกในการร่วมต่อสู้ของพวกเราคนไทยในต่างแดน อีกทั้งเว็บนี้ก็มิได้เป็นของนักการเมืองท่านใดตามที่มีผู้กล่าวอ้าง

ในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อความยุติธรรมของสถานะการบ้านเมืองเราในขณะนี้นั้นทุกท่านคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีการต่อสู้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งพวกเราพี่น้องมวลชนในโลกไซเบอร์คงรับทราบกันดีว่าเป็นอย่างไร มีใครได้พบปะเจอะเจอหน้ากันบ้างหรือไม่ ซึ่งน้อยนักที่จะพบเห็นกัน เราจะสื่อสารและสนิทสนมกันทางข้อความสื่อที่เขียนออกมาจากตัวหนังสือ และคำพูดน้ำเสียงที่เปล่งออกมาทางสัญญาณวิทยุ แต่พวกเราก็รับรู้และเป็นหนึ่งใจเดียวกันได้ด้วยเพราะอุดมการณ์และจิตใจที่มุ่งมั่นมิใช่หรือ

ดังนั้นในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน พวกเราในนามของคณะผู้ก่อตั้ง konthaiuk ขอเรียนให้ทราบจากใจว่าเราก็เห็นและสัมผัส รับรู้ มาในระยะเวลาเกือบสามเดือนที่เว็บได้เปิดตัวขึ้นมา และยืนหยัดเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการทำงานที่มุ่งมั่นจริงจังของทุกๆท่านที่เข้ามาเป็นสมาชิก มาพูดคุยกันที่หน้า cbox นี้ ทุกท่านล้วนเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการก่อเติบโตของ konthaiuk รวมทั้งผู้ชายที่มีอารมณ์ขัน มีลีลาน้ำเสียงที่ชัดเจน มีลักษณะที่เป็นเฉพาะตัวที่พี่น้องมวลชนเสื่อแดงในโลกไซเบอร์ทุกท่านรับรู้ว่าและรู้จักเขาในนามของ “ดีเจโน้ต รายการสนามหลวงคุ้ยข่าว” ที่พี่น้องเราทุกท่านก็รับทราบกันดีว่าเขาก็เป็นผู้หนึ่งที่ยืนหยัดร่วมอุดมการณ์และร่วมต่อสู้กับระบบอมาตยามาโดยตลอด กับพวกเราและพี่น้องตามที่สัมผัสได้ เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าถึงอย่างไร เขาก็คือพี่น้องเสื้อแดงคนหนึ่ง เหตุการณ์ในอดีตหรือการกระทำใดๆที่เป็นเรื่องส่วนตัวนั้นทางเราไม่สามารถที่จะมีใครเข้ามารับรู้ถึงเรื่องชีวิตของแต่ละบุคคลได้เสมอไปในทุกคน เราเพียงแต่พบปะกันในโลกของไซเบอร์เท่านั้น

ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นขอให้พิจารณาให้ดีก่อนที่จะกล่าวโทษหรือเหยียบย่ำจิตใจของพี่น้องด้วยกัน ทุกคนล้วนมีเหตุการณ์หลากหลาย ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของตนเองแต่ละช่วง ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะมาตัดสินว่า เขาไม่ใช่พี่น้องมวลชนเสื้อแดง อนึ่งตามสายตาของทุกท่านที่เข้ามาเป็นสมาชิกและอยู่ในโลกไซเบอร์แห่งนี้ ก็คงเห็นเหมือนที่เราคณะผู้จัดทำเห็นว่า ดีเจโน้ต ก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร และไม่เคยเห็นเขาเอาเปรียบหรือเบียดเบียนใครๆ เท่าที่ทางทีมงานได้ขอให้เขามาช่วยในเรื่องของการสัมภาษณ์ ดีเจโน้ตก็มาด้วยความยินดีและเต็มใจโดยที่มิได้เรียกร้องอะไรใดๆจากทีมงานเลย หรือแม้แต่จากทางรายการสนามหลวงคุ้ยข่าว หรือพี่น้องมวลชนทุกท่านที่ติดตามรับฟังกันอยู่ก็คงทราบดีว่า เขาไม่เคยเอ่ยขออะไรที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับเขา เรารับรู้กันทุกคนว่าเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมสละเวลาและทุ่มเทให้กับงานด้วยดีและมีความรับผิดชอบในการทำงานเสมอมา ทุกอย่างได้ประจักษ์กับสายตาพี่น้องเสื้อแดงแล้ว

จึงอยากให้พี่น้องมวลชนเสื้อแดงโปรดเข้าใจตรงกันว่า สังคมของโลกไซเบอร์นั้นไม่มีอะไรที่จะมาตัดสินหรือกล่าวโทษรวมทั้งทำการวิพากษ์วิจารณ์กันให้เกิดความแตกแยก เสื่อมเสียกันเองไปทำไม การกระทำของใครคนใดคนหนึ่งล้วนแต่เป็นการกระทำส่วนบุคคล บ้านเมืองมีกฎหมาย ถูกหรือผิดก็ขอให้เป็นไปตามกฎและกติกาของสังคมตามที่พวกเราเรียกร้องกันโครมๆอยู่ทุกวันนี้ อยากทำความเข้าใจกับอีกหลายๆเว็บไซด์ที่ พูดเสมอว่าเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา เมื่อเกิดเหตุการณ์เพียงเท่านี้ ท่านก็โจมตีกันเองแล้วหรือ เรา konthaiuk เป็นน้องใหม่ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาในสังคมของโลกไซเบอร์แห่งนี้ ก็ด้วยจิตใจและวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่ชัดเจน ไม่เคยคิดที่จะมาทำการแข่งขันชิงดีชิงเด่นหรือ ความเด่นดังมีชื่อเสียงเพียงแต่เราก็คือกลุ่มคนที่มีจิตใจ มีหัวใจ มีความรู้สึกเจ็บแค้น เสียใจ ร้าวรานกับการกระทำของกลุ่มคนที่กระทำย่ำยีเอากับประเทศชาติบ้านเมือง พวกเราเองเสียน้ำตาเสียใจ กับหลายๆเหตุการณ์มากมายนานัปประการ

วันนี้อย่าให้พวกเราคณะผู้จัดทำต้องมาเจ็บปวดเสียน้ำตากับ ความรู้สึกว่าถูกกระทำย่ำยีจากพี่น้องกันเองเลย โปรดรักษาถนอมน้ำใจเว็บไซต์ konthaiuk ที่มีความตั้งใจจริงในการทำงานและมองเราอย่างให้ความยุติธรรมด้วย เพื่อกำลังใจจากพี่น้องมวลชนเสื้อแดงที่แดงด้วยจิตใจจริงๆเท่านั้นจะสามารถทำให้เราจะยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆได้ หรือแม้แต่ ดีเจโน๊ตเองก็ตาม โปรดพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับดีเจโน๊ต เพื่อนร่วมอุดมการณ์ด้วย

แถลงการณ์ฉบับนี้เพียงแต่อยากให้พี่น้องมวลชนมองความเป็นจริงและเหตุผล เรื่องส่วนบุคคลของคนคนหนึ่งนั้นไม่ได้เป็นเครื่องตัดสินว่า ผู้ที่ร่วมอุดมการณ์เดียวกับเขา หรือรู้จักเขาจะต้องถูกประณามไปด้วย หรือหากเขาจะกระทำผิดใดๆจริง ในข้อกล่าวหาซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ในอดีต ก็โปรดมองกันในแง่ดีด้วย อย่าซ้ำเติมเหยียบย่ำกันอีกเลย เราคณะผู้จัดทำเว็บคนไทยยูเคขอเอาใจช่วย บุรุษที่ร่วมต่อสู้กับเว็บเรา กับพี่น้องมวลสมาชิกทุกท่าน ให้ต่อสู้และสามารถผ่านอุปสรรคที่เกิดขึ้นไปด้วยดี ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นเช่นไร จริงเท็จแค่ไหน นายศักดา เส็งเรียบ จะเป็นใครอย่างไร เราไม่ทราบแต่เราขอบอกว่า “ดีเจโน๊ต” คือเพื่อนในโลกไซเบอร์คนหนึ่งที่เรารู้จักและแน่ใจว่าเขาคือ คนเสื้อแดง และไม่ใช่ทีมงานผู้ก่อตั้งหรือร่วมบริหารเว็บkonthaiuk นี้แต่อย่างไร “ดีเจโน้ต” เป็นเหมือนทุกท่านที่เป็นสมาชิกของเราและยามที่ขอความช่วยเหลือ เขาก็พร้อมและยินดีที่จะเข้ามาให้คำปรึกษาและช่วยด้วยความเต็มใจ แม้ว่าจะไม่เห็นหน้าตากันก็ตามที

www.konthaiuk ขอประกาศเจตนารมณ์คงเดิมชัดเจนและเปิดเผยตัวคณะผู้จัดทำอย่างชัดเจนเพื่อที่จะเป็นแนวร่วมในการต่อสู้กับพี่น้องเสื้อแดง ต่อไป

ขอแสดงความนับถือ


-วัฒนา เอ็บเบจช์ thaitiger ( โทร 44-7780801763 ประธานกรรมการบริหารและจัดตั้ง

-พรรณรวี จตุพศ (puk_cm) โทร 081-8811051 ผู้ช่วยรองประธานบริหารด้านการเงินและบัญชี

-วัชราภรณ์ หวลธรรม (pui_narak) โทร 081-8258661 ผู้ช่วยรองประธานประสานงานและประชาสัมพันธ์

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะดำเนินต่อไป

ที่มา Thai E-News


โดย วัฒนะ วรรณ นสพ.เลี้ยวซ้าย
1 มิถุนายน 2552

การต่อสู้ของเราชาวเสื้อแดงจะไปทางไหน นี่เป็นคำถามสำคัญ ที่หลายคนพยายามเสนอคำตอบ ผมจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการเสนอคำตอบนี้

ข้อแรก คนเสื้อแดงต้องจะต้องต่อสู้ในเรื่องเฉพาะหน้าที่สำคัญด้วย คือการปกป้องงาน ปกป้องศักดิ์ศรีคนธรรมดาจากวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤตคนจนจะเป็นผู้แบกรับเสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน การกู้เงินของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่มีหลักประกันใดๆ ที่จะนำเงินมาช่วยคนไม่ให้ตกงาน นอกจากนั้นยังพยายามเก็บภาษีน้ำมัน เหล้า บุหรี่ ขูดเลือดขูดเนื้อจากคนธรรมดาอีก และตัดงบประมาณสาธารณสุข

รวมไปถึงนโยบายไร้ประสิทธิภาพที่ผ่านมา เช่น แจกเงินสองพันบาท เบื้ยยังชีพคนชรา เดือนละ 500 บาท ใครๆก็รู้ว่าเงินแค่นี้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีของคนจน รวมถึงการฝึกอาชีพ ในขณะที่สังคมไม่มีงานให้ทำ

ดังนั้นเราจะต้องแสดงความสามัคคีกับพี่น้องเกษตรกร และกรรมาชีพที่ทำงานในโรงงาน ในบริษัท ต่างๆ เพื่อร่วมกันรณรงค์นำเงินของรัฐทั้งหมดมาปกป้องงาน และสร้างงานให้กับประชาชนให้อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี

ข้อสอง เป้าหมายระยะกลาง ต้องพยายามสร้างข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม เกี่ยวกับการสร้างสังคมใหม่ ที่ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน พร้อมๆกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไปพร้อมกัน ตัวอย่างของข้อเสนอ เช่น การสร้างระบบภาษีแบบก้าวหน้า โดยเน้นเก็บในสัดส่วนมากเป็นพิเศษจากคนรวย สร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เท่าเทียม ครบวงจร และเสมอภาค ที่เรียกว่า “รัฐสวัสดิการ”

ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ปฏิรูปการบริหารองค์กรทางสังคมให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่นรัฐวิสาหกิจต่างๆ แบบสามฝ่ายคือ รัฐที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้แทนสหภาพแรงงานที่ได้รับการเลือกตั้ง และประชาชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อชักชวนคนในสังคมที่จะได้ประโยชน์จากข้อเสนอเหล่านี้เข้าร่วมต่อสู้กับขบวนการประชาธิปไตย

แต่เราจะทำข้อเสนอเช่นว่านี้ได้ ต้องมีการสร้างสมัชชาสังคมก้าวหน้าในระดับต่างๆ ในระดับชุมชน จังหวัด หรือในระดับประเทศ โดยเป็นเวทีที่มีการถเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างเสรีของคนธรรมดา ซึ่งนอกจากจะได้ข้อเสนอและรณรงค์ไปพร้อมกันแล้ว ยังจะเป็นพื้นที่สร้างปัญญาชนของฝ่ายประชาธิปไตยด้วย

ข้อสาม ถึงที่สุดแล้วการต่อสู้ที่จะรักษาชัยชนะให้ได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีเอกภาพภายใต้การสร้างพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของมวลชนซีกประชาธิปไตย ที่ใช้การนำแบบล่างสู่บน โดยจะต้องเน้นเป็นพรรคเพื่อการรณรงค์ทางการเมืองเป็นสำคัญ

ความสำคัญของการมีพรรค ก็เพราะว่าพรรคจะเป็นจุดศูนย์กลางในการสะสมประสบการณ์และบทเรียนแพ้ชนะจากพื้นที่ต่างๆ เพื่อติดอาวุธทางความคิด ฝึกฝนสมาชิกให้นำตนเอง เป็นปัญญาชนของซีกประชาธิปไตย

ตากใบคืออาชญากรรมของรัฐ

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
1 มิถุนายน 2552

สำหรับคนเสื้อแดง กรณีตากใบ กรือแซะ และกรณีสงครามยาเสพติด ที่มีคนบริสุทธิ์ ที่ยังไม่นำมาขึ้นศาล ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ท้าทายความคิด เพราะอาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลไทยรักไทยของนายกฯทักษิณ ถ้าเราชาวเสื้อแดงรักประชาธิปไตยจริง เราไม่สามารถแก้ตัวแทนรัฐบาลทักษิณได้ในจุดนี้ และเราไม่ควรมองข้ามไม่พูดถึง เพราะ “ผิด” ก็คือ “ผิด” ไม่ว่าใครจะทำ


การสลายการชุมนุมของประชาชนผู้ไร้อาวุธที่ตากใบในวันที่ 25 ตุลาคม 2547 โดยการขนประชาชนขึ้นรถทหารในลักษณะเลวร้ายยิ่งกว่าหมูหมา คือผูกมือไว้ข้างหลังแล้วให้นอนทับกันหกถึงเจ็ดชั้น ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน ซึ่งมีผลทำให้คนตาย 78 คน (ไม่นับผู้ที่ถูกยิงตาย) ต้องถือว่าเป็นอาชญากรรมของรัฐไทย

เทียบเท่าการฆ่าประชาชนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม, ๖ ตุลาคม, พฤษภาคม ๓๕, และเมษายน๒๕๕๒ ดังนั้นการที่(เซ็นเซอร์)ตัดสินว่าเจ้าหน้าที่รัฐ “ไม่ได้ทำความผิด” เป็นตัวอย่างของการที่(เซ็นเซอร์)ไร้ความยุติธรรมโดยสิ้นเชิง

เซ็นเซอร์)เลือกที่จะปกป้องทหาร ตำรวจ และอำมาตย์มาตลอด แทนที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพและชีวิตของประชาชน มันเป็นอีกตัวอย่างของสองมาตรฐาน และการที่ไทยไม่ใช่นิติรัฐ

“ในไทย... ฆ่าคนไม่ผิดถ้าเป็นฝ่ายรัฐ แต่ประชาชนที่วิจารณ์ความผิดต้องติดคุก”

นี่คือสภาพเลวร้ายของสังคม มันพิสูจน์ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีความตั้งใจที่จะสร้างความยุติธรรมแต่อย่างใด และมันพิสูจน์ว่าเราต้องปฏิรูประบบศาลแบบถอนรากถอนโคน ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาล และกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ

สำหรับคนเสื้อแดง กรณีตากใบ กรือแซะ และกรณีสงครามยาเสพติด ที่มีคนบริสุทธิ์ ที่ยังไม่นำมาขึ้นศาล ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ท้าทายความคิด เพราะอาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลไทยรักไทยของนายกฯทักษิณ ถ้าเราชาวเสื้อแดงรักประชาธิปไตยจริง เราไม่สามารถแก้ตัวแทนรัฐบาลทักษิณได้ในจุดนี้ และเราไม่ควรมองข้ามไม่พูดถึง เพราะ “ผิด” ก็คือ “ผิด” ไม่ว่าใครจะทำ

เราไม่อยากสร้างสองมาตรฐานเหมือนคนเสื้อเหลือง และที่สำคัญเราต้องโต และพัฒนาพอที่จะยอมรับข้อผิดพลาดในอดีตของรัฐบาลไทยรักไทยได้ เราต้องฟันธงไปว่าถ้าในอนาคตมีรัฐบาลเสื้อแดง รัฐบาลนี้จะไม่ก่ออาชญากรรมอีก จะปกป้องสิทธิเสรีภาพ และจะนำผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ มาลงโทษ

เราต้องเสนอต่อไปให้นักการเมืองไทยรักไทยทบทวนความคิด และต้องเสนอว่าสงครามกลางเมืองในภาคใต้ และปัญหายาเสพติด ต้องแก้ไขด้วยนโยบายการเมืองและนโยบายสังคม ไม่ใช่การทหาร การปราบปราม หรือการใช้ความรุนแรง ผมเชื่อมั่นว่าคนเสื้อแดงจะเข้าใจประเด็นนี้ เพราะเราคือผู้ใช้เหตุผล เราไม่ได้บ้าคลั่งเหมือนคนเสื้อเหลือง

การที่คนในภาคใต้จับอาวุธสู้กับรัฐบาลไทยมีเหตุผล มันมาจากการที่เขาไม่เคยได้รับความเคารพในฐานะที่เป็นคนมาเลย์มุสลิม รัฐไทยทำให้เขาเป็นพลเมืองชั้นสอง การที่คนใช้ยาเสพติดก็มีเหตุผล อาจมีปัญหาทางจิตใจ อาจเศร้า อยู่ในสภาวะแปลกแยกจากสังคม หรืออาจเป็นความจำเป็นในการทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือแค่เสพเพื่อความสุข ดังนั้นปัญหาแบบนี้ต้องล้วนแต่แก้ที่ต้นเหตุ ด้วยความใจกว้าง ด้วยความเมตตา และด้วยหลักสิทธิมนุษยชน

ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ ไม่สามารถเป็นข้ออ้างในการให้ความชอบธรรมกับทหาร คมช. พันธมิตรฯ เนวิน หรือประชาธิปัตย์ ในการใช้อำนาจเผด็จการเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด เพราะทหารมีส่วนสำคัญในการก่ออาชญากรรมที่กรือแซะและตากใบ และในเหตุการณ์อาชญากรรมอื่นๆ ที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว

ส่วนพวกเสื้อเหลืองพันธมาร เนวิน หรือพรรค “อำมาติปัตย์” ของอภิสิทธิ์ ก็มือเปื้อนเลือดเช่นกัน เราต้องเอามันออกให้หมด

000000000
หมายเหตุข่าวเกี่ยวเนื่อง: "คดีตากใบ" 78ศพ ศาลสงขลาชี้ “ขาดอากาศหายใจ” การขนย้าย เป็นความจำเป็นแห่งสภาพการณ์แล้ว



29 พฤษภาคม 2552 เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งในคดีสลายการชุมนุมบริเวณหน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 78 ศพว่า ผู้ตายเสียชีวิตที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยสาเหตุมาจากการขาดอากาศหายใจในระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่

โดยคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี กับนางสีตีรอกายะ สาแล๊ะ และพวกรวม 78 คน เป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดปัตตานี ให้ไต่สวนคดีสลายการชุมนุมบริเวณหน้า สภ.ตากใบ และทำให้มาหามะ เล๊าะกาบอ กับพวก 78 คน เสียชีวิต เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ว่าผู้ตายทั้งหมดเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และพฤติการณ์ที่ตาย จากนั้นผู้ร้องได้ยื่นคำร้องให้ประธานศาลฎีกา โอนคดีไปยังศาลอาญา หรือศาลภายในเขตกรุงเทพมหานคร ประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลจังหวัดสงขลา


ศาลพิเคราะห์ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสลายการชุมนุมและควบคุมผู้ร่วมชุมนุมขึ้นรถไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ตามความจำเป็นแห่งสภาพการณ์เท่าที่เอื้ออำนวยได้ขณะนั้น อันเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ แม้ปรากฏภาพเหตุการณ์จากวีซีดีว่า บุคคลที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าสลายการชุมนุม บางคนทำร้ายผู้ชุมนุมก็ตาม เชื่อว่าเป็นการกระทำของบุคคลดังกล่าวโดยพลการ เมื่อไม่ปรากฏว่า หลังจากผู้ตายทั้ง 78 และผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวขึ้นรถยนต์บรรทุกนำส่งค่ายอิงคยุทธบริหารจนแล้วเสร็จ มีการกระทำต่อผู้ตายทั้ง 78 หรือผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวหรือเกิดเหตุร้ายอย่างอื่นกับผู้ตายทั้งหมด จึงสรุปได้ว่า ผู้ตายทั้ง 78 ตายที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย คือ ขาดอากาศหายใจระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่


ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่ศาลชี้ว่า ขาดอากาศหายใจ แต่ไม่ใช่เรื่องการขนย้าย อย่างไรก็ตาม จะหารือกับสภาทนายความเรื่องการยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับกองทัพบก กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ต่อไป

การ์ตูนGag

ที่มา Thai E-News


Sunday, May 31, 2009

"เทพไท"ตอกกลับพท.ปากพาจน ปชป.ห่วง"เสื้อแดง"ชุมนุมใหญ่ อุปสรรคแก้ศก. ปธ.วุฒิเตือนสติยึดคำ"ในหลวง"

ที่มา มติชนออนไลน์

"เทพไท"โต้"เพื่อไทย" ยัดเยียด"นายกฯปากพาจน"ให้มาร์ค"สวนกลับคนพุดปากพารวยหาเงินใช้ได้ตลอด โฆษกปชป.วิตกกังวลเสื้อแดง-เพื่อไทยเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย. ชี้เป็นอุปสรรคแก้ปัญหาศก.ของประเทศ ทำสู่ทางตัน จุดชนวนความไม่สงบปะทุ "ประสพสุข" ขอยึดนำพระราชดำรัส"ในหลวง"มาใช้

พท.อัดมาร์ค"เทพไท"ซัดกลับปากพารวยหาเงินใช้


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อบ้านเมืองที่อาจจะมีกลุ่มที่จะก่อความวุ่นวายให้เกิดในประเทศ ซึ่งนายกฯได้รับข้อมูลจากสำนักข่าวกรองและหน่วยงานต่างๆที่เชื่อถือได้ แต่สมาชิกพรรคเพื่อไทยกลับพูดว่า นายกฯปากพาจน ตนอยากเรียนว่า นายกฯไม่เคยพูดด้วยถ้อยคำหยาบคายแต่พูดด้วยความสุภาพ ซึ่งไม่ได้มีความถ่อยเหมือนนักการเมืองบางคนที่ยัดเยียดคำพูดว่า นายกฯปากพาจน ซึ่งเป็นไปได้ว่า คนที่พูดว่านายกฯปากพาจน คงเป็นคนปากพารวยหาเงินได้ตลอด

โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า การที่แกนนำกลุ่มนปช.บอกว่า ผู้ชุมนุมที่เผาบ้านเมืองเมื่อช่วงสงกรานต์นั้นเป็นเสื้อแดงเทียม ตนอยากรู้ว่า แกนนำจะหัวกลมเทียมด้วยหรือไม่

ปชป.ห่วง"เสื้อแดง"ชุมนุมเป็นอุปสรรคแก้ปัญหาศก.


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเมื่อวันที่ 31 พ.ค. กรณีที่พรรคเพื่อไทยวิจารณ์รัฐบาลว่าล้มเหลวการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และมีการเคลื่อนไหวรอบใหม่ที่ชัดเจน ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังดีขึ้นตามลำดับ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาลีใต้ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จำเป็นต้องแก้ปัญหาการว่างงานเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งพรรคห่วงใยพอๆ กับเหตุการณ์ความไม่สงบ เพราะขณะนี้กำลังมีกลุ่มที่ปฏิเสธกระบวนการสมานฉันท์


นพ.บุรณัชย์ ยังกล่าวอีกว่า พรรคฯมีความวิตกกังวลต่อความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง และสมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่จะนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ ที่สนามหลวง เพราะจะเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเงื่อนไขนำไปสู่การปฏิเสธกระบวนการสมานฉันท์ มีดังนี้ 1.ปฏิเสธกระบวนการทำงานสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ชุมนุมการเมืองช่วงสงกรานต์ 2.ปฏิเสธกระบวนการทางกฎหมายโดยแกนนำเสื้อแดงได้ปฏิเสธความรับผิดชอบที่ยั่วยุให้เกิดการจลาจล ซึ่งรัฐบาลกำลังเดินหน้ากระบวนการสอบสวนให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสี 3.มีการใช้สื่อเทียมปลุกระดม อีกทั้งนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยก็บอกว่าสื่อหลักเสนอข่าวบิดเบือนความจริง ทำให้ต้องผลิตสื่อเอง ทั้งนี้ อยากเรียกร้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้โอกาสรัฐบาล เหมือนที่นานาชาติให้โอกาส หากยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และการปฏิเสธทางออก จะทำให้เหตุการณ์บานปลาย บ้านเมืองสู่ทางตัน

“พรรควิตกต่อสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังคลี่คลายไปด้วยดี จะกลับไปสู่ทางตันอีกครั้งจากการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้น พรรคอยากเรียกร้องไปยังพรรคการเมืองที่จะใช้กระบวนการนอกสภาที่ กลุ่มนปช.บอกว่าจะชุมนุมใหญ่ 4 ครั้งนั้นพรรคหวังว่าจะเป็นไปโดยไม่เผาบ้านเมืองอีก ซึ่งพรรคกังวลวิธีการปลุกระดมและปฏิเสธการหาทางออกที่อาจจะเกิดความไม่สงบอีกได้” นพ.บุรณัชย์ กล่าว

"ประสพสุข"ไม่ห่วงแดงใหญ่27มิ.ย.เตือนยึดคำ"ในหลวง"


ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 พ.ค. นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึง กรณีที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 27 มิถุนายน ว่า ถ้าไม่เป็นการชุมนุมแบบยืดเยื้อ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา อย่างไรก็ดี ตนคิดว่า คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน จะเป็นจุดที่ทุกฝ่ายสามารถระบายเรื่องต่างได้ เพื่อไม่เกิดความรุนแรง และตนยังเชื่อว่า การชุมนุมจะไม่รุนแรงเหมือนตอนเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพราะถือว่า ตอนนั้นเป็นความรุนแรงสูงสุดแล้ว และตอนนี้สถานการณ์กำลังลดความรุนแรงลงมาเรื่อยๆ ทั้งนี้ ขอให้ทุกคนยึดถือพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่อง การรู้รักสามัคคี ความคิดเห็นแตกต่างกันได้แต่อย่างไปแตกแยกกัน


"มาร์ค"ย้ำมีแกนนำม็อบจ้องรุนแรง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กล่าวปาฐกถาพิเศษให้สมาคมนักธุรกิจ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่าในเดือนมิถุนายนจะมีความเคลื่อนไหวจากบางกลุ่มเพื่อทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการประกาศจากฝ่ายผู้ชุมนุมเอง จากการติดตามความเคลื่อนไหว ก็มีแนวโน้มเช่นนั้น การที่ตนออกมาพูดเพราะต้องการย้ำว่าการเคลื่อนไหวต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่าให้เกินเลยขอบเขต


ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่อเค้าว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนหวังและเชื่อว่าคนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่ต้องการทำผิดกฎหมาย จึงขึ้นอยู่กับแกนนำ ซึ่งหลายคนก็ยอมรับกติกาของบ้านเมือง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแกนนำบางคนแสดงท่าทีชัดเจนว่าหลังเหตุการณ์เดือนเมษายน นอกจากจะไม่หยุดแล้ว จะทำให้รุนแรงขึ้นอีก ก็หวังว่าแกนนำที่ยึดมั่นในกฎหมายจะไม่ยอมคนที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย

เมื่อถามว่า เป้าหมายในการปลุกระดมรอบใหม่คืออะไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องถามเขา แต่ก่อนหน้านี้มีความพยายามจะนำเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์มาเป็นประเด็น ซึ่งมันไม่เป็นข้อเท็จจริง และพยายามนำเอาทุกปมที่เป็นข้อสงสัยมาคลี่คลายแล้ว ก็หวังว่าจะช่วยทำให้เงื่อนไขเหล่านั้นหมดไป


รับมีรายงานกลุ่มธุรกิจหนุนม็อบ


เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯระบุว่าจะเป็นการเผาบ้านเผาเมือง ในทางการข่าวมีรายงานว่าจะเกิดเหตุรุนแรงถึงขนาดนั้นจริงหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่ใช่ เพียงแต่บอกว่าเวลาที่ทำผิดกฎหมายในอดีต ถึงขั้นจะนำไปสู่ความรุนแรงเช่นนั้น ก็อยากบอกว่าอย่าทำ จนถึงวันนี้ในทางการข่าวยังไม่มีสัญญาณที่จะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็ต้องไม่ประมาท ตราบใดที่ยังมีคนบางกลุ่มที่คิดจะทำอะไรก็ได้ มันก็ต้องระมัดระวัง และไม่อยากให้ฝ่ายไหนตกเป็นเหยื่อ แม้แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมเองก็มักจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับเหตุการณ์ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา และไม่แน่ใจว่าเป็นคนกลุ่มตนจริงหรือไม่ ก็ต้องช่วยกันลดเงื่อนไข


เมื่อถามว่า มีกลุ่มธุรกิจใดให้การสนับสนุนความเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวยอมรับว่า ตามรายงานก็มีบ้าง ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ทั้งนี้ จะไม่มีการคาดโทษก่อน แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินการ


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คงต้องประเมินสถานการณ์อีกระยะหนึ่งว่าความเคลื่อนไหวจะเป็นไปในลักษณะใด แต่อยากย้ำกับประชาชนโดยรวมว่าข้อห่วงใยของทุกคน กำลังได้รับการดูแลจากทางสภาและผู้เกี่ยวข้อง หากมีประเด็นใดสามารถนำเสนอและแสดงออกได้ รัฐบาลจะให้ความสำคัญ


ปชป.ดักคอม็อบปิดสภาอีกรอบ


นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ได้ยินมาแบบปากต่อปาก ว่าจะมีนักการเมืองจัดตั้งกลุ่มบุคคลไม่ว่าจะใส่สีเสื้ออะไรก็ตาม มาปิดล้อมสภาระหว่างการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 15-17 มิถุนายน เพื่อพิจารณากฎหมายการเงิน 3 ฉบับ ทั้ง พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รวมถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ซึ่งก่อนหน้านี้คนเหล่านี้เคยมีประวัติว่าต้องการทำร้ายคนในรัฐบาล ถึงขั้นเอาชีวิตมาแล้ว


เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีโอกาสซ้ำรอยเหตุการณ์ช่วงสงกรานต์หรือไม่ นพ.วรงค์กล่าวว่า ก็คงต้องดูอารมณ์สังคมด้วย เพราะก่อนหน้านี้ บ้านเมืองสงบอยู่พักใหญ่ ประชาชนยิ้มแย้มแจ่มใสเลิกอมทุกข์ ดังนั้น คนที่จะมาชุมนุมพึงคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนด้วย


"พท."ซัด"อภิสิทธิ์"ปากพาจน


ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์กล่าวปาฐกถาพิเศษให้สมาคมนักธุรกิจฟังว่าในเดือนมิถุนายนจะมีความเคลื่อนไหวจากบางกลุ่มที่เคยเผาเมือง ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ว่านายอภิสิทธิ์ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ การออกมาพูดครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกแก่นักลงทุน และทำให้ประชาชนวิตกกังวลจนไม่กล้าไปจับจ่ายใช้สอย ถือว่านายกฯเป็นพวกปากพาจน


ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันว่า พท.จะไม่เคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในเดือนมิถุนายนใช่หรือไม่ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เป็นการกล่าวหาให้ร้ายประชาชน เพราะ พท.ดำเนินการทุกอย่างในระบบรัฐสภา ส่วนความเคลื่อนไหวในนามภาคประชาชนก็มีอย่างต่อเนื่อง ทั้งชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาปากท้อง ดังนั้น นายกฯต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงสิทธิของตน ไม่ใช่มาพูดดักคอเช่นนี้ เมื่อถามว่า หากกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ในเดือนมิถุนายน ส.ส.พรรค พท.จะไม่เข้าร่วมใช่หรือไม่ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เราเน้นระบบรัฐสภา แต่ ส.ส.มีสิทธิไปร่วมชุมนุมในนามส่วนตัว ถ้าไปชุมนุมแล้วไปสร้างความเสียหาย ผิดกฎหมาย ก็ต้องรับผิดชอบเอง


"เสื้อแดง"เล็งขอเปลี่ยนคนคุมคดี


วันเดียวกัน ที่ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง แถลงว่า คนเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมดจะไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อร้องขอความเป็นธรรม ให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม ซึ่งการดำเนินคดีคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง รวมทั้งคนเสื้อน้ำเงินใช้คนละมาตรฐาน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคดีที่คนเสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ยังเลื่อนสั่งคดีให้สอบสวนเพิ่มเติม ทั้งที่ เหตุการณ์ล่วงเลยมาหลายเดือน แต่กรณีคนเสื้อแดงกลับไม่ได้รับโอกาส เราต้องการให้ดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงมาตรฐานเดียวกับคนเสื้อเหลืองหรือเสื้อน้ำเงิน แต่เวลานี้เป็นการเลือกปฏิบัติ


นายจตุพรกล่าวว่า ปัญหาคือพวกเราจะงอมือ งอเท้าให้ทำฝ่ายเดียวหรือไม่ ขอบอกเลยว่าชั้นพนักงานสอบสวนบางคนเฮงซวย เป็นทาสรับใช้ รับคำสั่งมาปฏิบัติ ถ้าอัยการสูงสุดให้ความเป็นธรรม เราจะยื่นขอเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ที่เป็นผู้รับผิดชอบคดี และพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพราะการสอบสวนเป็นไปโดยอยุติธรรม


"ทุกคดีของคนเสื้อแดง ดำเนินไปอย่างรีบเร่ง เป็นการสอบพยานผู้กล่าวหาฝ่ายเดียว แต่พยานของฝ่ายจำเลยไม่มีการตรวจสอบ ขณะที่ 240 คดีของกลุ่มพันธมิตรไม่ขยับเขยื้อน เสื้อสีน้ำเงินยิ่งแล้วใหญ่ ยิ่งกว่าเป็นเทวดาในประเทศนี้เสียอีก ดังนั้น ถ้าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมในขั้นตอนนี้ก็ต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุด"นายจตุพรกล่าว


"โวย"มาร์ค"ใส่ร้าย"เผาบ้านเมือง"


นายจตุพรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่นายอภิสิทธิ์ ไปบรรยายให้นักธุรกิจฟัง และระบุว่าในเดือนหน้าจะมีการก่อความวุ่นวาย สร้างความรุนแรง จะมีการเผาบ้าน เผาเมืองกันอีก ขอเรียนไปยังนายอภิสิทธิ์ ว่ากำลังกล่าวเท็จและใส่ร้ายคนเสื้อแดง ทุกคดีเวลานี้ยังไม่ได้พิจารณาจนถึงที่สุด และเราก็เรียกร้องให้ดำเนินการจนถึงที่สุดเช่นเดียวกัน อยากให้นายอภิสิทธิ์ เร่งสอบสวนกรณีการยิงคน 2 คนที่ตลาดนางเลิ้ง ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นนั้นเป็นพฤติกรรมของพวกเดียวกัน


"ทำไมพนักงานสอบสวนไม่มีการดำเนินคดี เรื่องการยึดรถก๊าซ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินแดงหรือที่บริษัท คิงพาวเวอร์ ตำรวจดำเนินคดีไปถึงไหน เพราะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยไปแจ้งความ รวมทั้งกรณีเอารถเมลล์มาเผา และท้ายที่สุดคดีที่กระทรวงมหาดไทย แม้นายกฯอภิสิทธิ์ข่มขู่ว่าถ้าไม่หยุดพูดจะฟ้องคดีหมิ่นประมาท แต่ในวันที่บ้านเมืองมีกระบวนการยุติธรรมแบบยุติธรรม คุณต้องถูกดำเนินคดีข้อหาให้การอันเป็นเท็จ"นายจตุพรกล่าว


ลั่นระดมแดงทั้งแผ่นดินต่อเนื่อง


นายจตุพรกล่าวว่า วันที่ 27 มิถุนายน เวลา 16.00 น. คนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวง โดยระดมแดงทั้งแผ่นดินครั้งใหญ่อีกรอบ ขอเชิญชวนคนเสื้อแดงให้มาร่วมเต็มสนามหลวง จุดยืนหลักคือ เรื่องการต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย และขับไล่รัฐบาลชุดนี้ และถ้าเป็นไปได้ครั้งต่อไปก็จะนัดหมายกันใหม่ ให้เต็มไปถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ครั้งต่อไปครั้งที่ 3 ให้ไปถึงกองทัพบก และครั้งที่ 4 จะไปถึงทำเนียบรัฐบาลอีกรอบ และอยากให้รัฐบาลตัดสินใจก่อนวันที่ 27 มิถุนายน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเช่ารถเมล์ 4 พันคัน การเช่าที่สาธารณะ เรื่องข้าวโพด เรื่องข้าว เพราะจะมีรายละเอียดอธิบายเป็นมหาภารตะ ซึ่งมีข้อมูลพร้อม รอให้ความผิดสมบูรณ์เท่านั้น


ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวว่า อยากฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่แสดงบทบาทเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศพม่า รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัวนางอ่อง ซาน ซูจี แต่นายอภิสิทธิ์ต้องตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเสียก่อน ว่าที่ได้เป็นนายกฯเพราะอำนาจเผด็จการหรือไม่ จึงเป็นเรื่องน่าอาย

"ออนแอร์" เพื่อนพ้องน้องพี่"1มิ.ย."


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เวลา 18.30 น. วันที่ 1 มิถุนายน จะเริ่มออกอากาศรายการเพื่อนพ้องน้องพี่ ทางโทรทัศน์ดาวเทียม เอ็มวี 5 โดยจะมีตน นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร นายกอบแก้ว พิกุลทอง ที่จะเป็นผู้ดำเนินรายการหลัก นอกจากนั้น จะเริ่มจัดรายการความจริงวันนี้ เข้าจอพีเพิลชาแนลในสัปดาห์หน้าเช่นเดียวกัน และมีเอสเอ็มเอสความจริงวันนี้ ที่จะเป็นช่องทางกระจายข่าวระหว่างคนเสื้อแดง ส่วนการเรียกร้องวันที่ 27 มิถุนายน จุดยืนหลักคือ เรื่องการต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย และขับไล่รัฐบาลชุดนี้


จากนั้นเวลา 17.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงนัดรวมพลสังสรรค์พร้อมเปิดตัวหนังสือพิมพ์ เดอะเรดนิวส์ ที่ชั้น 6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยหน้าปกฉบับปฐมกฤกษ์เป็นภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงพร้อมข้อความ "จตุพร เคลื่อนทัพ บันได 3 ขั้น 24 แดงเดือดเต็มสนามหลวงยันผ่านฟ้าถึงทำเนียบ รวมพลไล่รัฐบาลรอบใหม่"โดยบรรยากาศภายในงานจัดโต๊ะจีนพร้อมการแสดงดนตรี


เอกชนวอนม็อบอย่างรุนแรง


นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายกฯต้องการให้ภาคเอกชนต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงว่า หากเป็นการชุมนุมโดยสงบไม่ใช้ความรุนแรงที่สร้างความเสียหายให้ประเทศอีก ภาคเอกชนคงทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ค่อยอยากยุ่ง คิดว่าโครงการหยุดทำร้ายประเทศไทยที่มีอยู่น่าจะเพียงพอ อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามดูสถานการณ์การชุมนุมว่าจะเป็นอย่างไร หากเอกชนจะดำเนินการอะไร คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คงต้องมาหารือกันก่อนว่า จะดำเนินการอะไรได้ ตอนนี้คงไม่ทำอะไร
เรื่องการชุมนุมคงแล้วแต่คนว่าคิดเห็นอย่างไร แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกันคือ ไม่อยากให้มีการใช้ความรุนแรง จะเป็นการทำร้ายและสร้างความเสียหายให้ประเทศ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ นายสันติกล่าว

รัฐบาลระวัง รถเมล์มรณะ

ที่มา ข่าวสด



การเมืองเรื่องปรับครม.

เป็นอันว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล

สามารถสยบคลื่นใต้น้ำภายในพรรคประชาธิปัตย์ลงได้

โดยจำกัดขอบเขตไว้ที่รมช. เกษตรฯ ของพรรคภูมิใจไทยเพียงตำแหน่งเดียว

ซึ่งได้มีการผลักดัน นายศุภชัย โพธิ์สุ เข้ามาเสียบแทน นายชาติชาย พุคยาภรณ์ เป็นผลสำเร็จเรียบร้อยโรงเรียนเนวินไปแล้ว

อย่างไรก็ตามถึง"อภิสิทธิ์-สุเทพ" จะคลี่คลายปัญหาในพรรคตัวเองได้

แต่ที่กำลังเป็นปมปัญหาใหญ่และไม่รู้ว่าจะมีบทลงเอยอย่างไร คือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคแกนนำประชาธิปัตย์ กับพรรคร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

อันมีเชื้อไฟมาจากโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน 7.8 หมื่นล้านบาทของกระทรวงคมนาคม กับการเปิดประมูล สต๊อกข้าว ข้าวโพด และสินค้าเกษตรหลายพันล้านของกระทรวงพาณิชย์

เฉพาะมูลค่าโครงการก็เพียงพอจะ เป็นประเด็นให้สังคมต้องสนใจจับ ตาถึงความสุจริตโปร่งใส ว่าจะมีมากน้อยขนาดไหน

ขณะเดียวกันในทางการเมือง บทสรุปต่อทั้ง 2 โครงการ

ยังจะส่งผลเชื่อมโยงถึงเสถียร ภาพของรัฐบาลโดยตรงอีกด้วย

จากผลสำรวจสำนักวิจัยเอแบคโพล

เกี่ยวกับการจัด 10 รัฐมนตรีที่โลกลืม และ 10 รัฐมนตรีที่ประชาชนพอใจในผลงานช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา แม้ส่วนใหญ่ไม่ผิดจากความรู้สึกของประชาชนทั่วไป

แต่ตัวเลขที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม

คือมากกว่าร้อยละ 80 เชื่อว่ามีบุคคล ในรัฐบาล เรียกรับผลประโยชน์จากกลุ่มนายทุนและทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก

ทั้งยังสะท้อนว่า ถึงแม้ประชาชนจะยอมรับ ในความเป็น"คุณชายมือสะอาด"ของนายอภิสิทธิ์

แต่กับภาพรวมของรัฐบาลแล้วถือเป็นคนละเรื่อง



ที่ มีการตั้งข้อสังเกตกันก็คือโพลดังกล่าว 5 สำรวจในช่วงที่ประชาชนในสังคมกำลังเพ่งมอง ไปที่โครงการเช่ารถเมล์เอ็น จีวี 4 พันคันของกระทรวงคมนาคม และการประมูลสต๊อกสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์

ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงอยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย

ความสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่แม้แต่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ยังยอมรับก็คือการมีฐานะเป็นเสาหลักค้ำยันรัฐบาล ดังนั้น ถ้ามีอะไรมากระทบเสาหลักนี้

นั่นหมายถึงเสถียรภาพรัฐบาลต้องโงนเงนตามไปด้วย

จุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้คือการมีรูปแบบเป็นรัฐบาลผสม

เคล็ดลับการอยู่รอดของรัฐบาลประเภทนี้ คือแต่ ละพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลจำเป็นต้องถนอมน้ำใจ พึ่งพาอาศัยกันและกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ควรยอมๆ กันไป

นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลชุดนี้ยังถือเป็นรัฐบาลรวมการเฉพาะกิจ กำเนิดขึ้นมาท่ามกลางการแก้ไขวิกฤตการเมืองเฉพาะหน้า

เป้าหมายคือเข้ามาปูทางสะสมเสบียงกรัง

กระทั่งพร้อมเมื่อไหร่หัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะอาศัยอำนาจช่วงชิงความได้เปรียบประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่

กะเวลากันไว้ว่าอาจจะเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

หลังการแบ่งเค้กงบประมาณ อัดฉีดเม็ดเงินลงไปในโครงการต่างๆ ตลอดจนการกระชับกลไกความได้เปรียบผ่านการโยกย้ายข้าราชการเป็นที่เรียบร้อย

สิ่งเหล่านี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้ปฏิบัติการขวางคอหอยดึงอ้อยจากปากช้าง กรณีการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี และกรณีการประมูลระบาย สต๊อกสินค้าเกษตร

ถูกมองแยกออกเป็นหลายด้าน



ด้านดีสุดคือมองว่า นายอภิสิทธิ์ต้องการจะรักษาภาพลักษณ์นายกฯมือสะอาด ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

โดยไม่แคร์อาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงของพรรคร่วมเจ้าของโปรเจ็กต์

สำหรับมุมมองอย่างเป็นกลางๆ คือนายอภิสิทธิ์ ยังยึดมั่นในกฎเหล็ก 9 ข้อในการเป็นรัฐบาลผสม ที่รัฐมนตรีทุกพรรคต้องรับผิดชอบการทำงานร่วมกัน

ส่วนด้านที่ถูกมองอย่างเลวร้ายที่สุด

เป็นด้านที่คนในพรรคภูมิใจไทยสะท้อนว่าสาเหตุที่พรรคประชาธิ ปัตย์ขัดขวางทั้ง 2 โครงการ เพราะต้องการเข้าไปมีชื่อร่วมผลักดันโครง การเพื่อใช้เป็นผลงานหาเสียง

วิธีการคือสร้างกระแสทุจริต ขึ้นมา และพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้ามา อ้างว่าทำให้เกิดความโปร่ง ใส แล้วฉกฉวยผลงานไปเป็นของตัวเอง

บรรยากาศคุกรุ่นมากขึ้นไปอีก เมื่อ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมมือกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เดินเกมตรวจสอบ 2 โครงการดังกล่าว ผ่านกลไกของสภา ในนามคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยส่งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรมว.มหาดไทย ออกมาขัดขวางนโยบายจัดสรรที่ดินให้คน จนเช่า ไร่ละ 10 บาท

ในความรับผิดชอบของนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย จากพรรคประชาธิปัตย์

ระบุว่าอาจเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนสวนยางและสวนปาล์มภาคใต้ ซ้ำรอยการแจก ส.ป.ก. 4-01 ที่เป็นตราบาปติดตัวพรรคประชาธิ ปัตย์มาจนถึงทุกวันนี้

จังหวะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ยังประกาศให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับการตรวจสอบในทุกโครง การเพื่อความแฟร์

การที่นายศักดิ์สยาม น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ ออกมาดับเครื่องชนพรรรคประชาธิปัตย์ด้วยตัวเอง อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าศึกครั้งนี้ไม่ธรรมดา

ยกเว้นเสียแต่ว่าทั้ง 2 พรรค จะเล่นเกมลับ ลวง พราง

หลอกตบตาประชาชนได้แบบเนียนๆ

โดยไม่ใส่ใจต่อคำเตือนของใครต่อใครที่เป็นห่วง

ว่ารถเมล์ทั้ง 4 พันคัน อาจเป็นยานพาหนะนำพารัฐบาลพุ่งลงเหวโดยไม่รู้ตัว

ตัดวงจรอุบาทว์ หรือ จมปลักน้ำเน่า

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_9575

ฉายภาพการเมืองเก่าถึงจังหวะ "พันธมิตร" กำเนิดพรรค

ปัญหาวิกฤติทางการเมือง

ที่ลุกลามขยายตัวกลายเป็นความขัดแย้ง แตกแยก ในสังคมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ

ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมอยากเห็นการคลี่คลาย อยากให้ บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ อยากเห็นความสมานฉันท์ของคนในชาติ

ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน

มีภารกิจสำคัญในการหาแนวทางคลี่คลายปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง รวบรวมประเด็นในการแก้ไขรัฐ-ธรรมนูญและปฏิรูปการเมือง เพื่อเสนอต่อรัฐสภา

แน่นอน แนวทางในการดำเนินการของรัฐสภาในเรื่องนี้ ย่อมหนีไม่พ้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆที่มองว่า

เป็นปัญหาทำให้เกิดวิกฤติความขัดแย้ง

มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ไม่เป็นธรรมกับบรรดานักการเมือง และกระทบต่อพรรคการเมือง

ส่งผลให้การทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ในการนำร่องศึกษาประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้

มีทั้งเสียงขานรับและเสียงคัดค้าน คละเคล้ากันไป

จากกรณีที่เกิดปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองจนถึงขั้นต้องมีการหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติในครั้งนี้


สะท้อนให้เห็นว่า ในห้วงที่ผ่านๆมา การเมืองซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

ที่มีกระบวนการเริ่มตั้งแต่การเลือกตั้ง ผ่านเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในสภาฯ และฝ่ายบริหาร จัดตั้งรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน

ตั้งแต่เริ่มมีระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาในประเทศไทย จนมาถึงวันนี้ การเมืองยังอยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

ที่สำคัญ ต้องยอมรับว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีต้นตอมาจากพรรคการเมือง แก่งแย่งช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์

ขยายลุกลามลงไปถึงประชาชนที่ถือหางพรรคการเมืองแต่ละฝ่าย ถูกปลุกเร้าเพิ่มดีกรีจนกลายเป็นความแตกแยก เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม

แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แบ่งสี เข้าห้ำหั่นฟาดฟันกัน

กลายเป็นวิกฤติการเมือง วิกฤติประเทศ จนถึงขั้นเป็นวิกฤติที่สุดในโลก

แน่นอน สังคมส่วนใหญ่อยากเห็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถแก้ไขวิกฤติของประเทศ

นำพาชาติบ้านเมืองไปสู่การพัฒนา เจริญก้าวหน้าเหมือนอย่างอารยประเทศ

แต่การเดินไปสู่เป้าหมายดังกล่าวยังมองไม่เห็นฝั่ง


เหนืออื่นใด สถานการณ์มาถึงวันนี้ การเมืองไทยกำลังเดินไปสู่จุดที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกติกา แก้ไขรัฐธรรมนูญ เขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งๆที่เขียนกันมาแล้ว ใช้กันมาแล้วหลายฉบับ แก้กันแล้วแก้กันอีก ปฏิรูปการเมืองกันไม่รู้กี่ครั้ง

ยุบพรรค ย้ายพรรค เปลี่ยนพรรค ก็ยังเดินมาสู่ปัญหาที่หนักขึ้น รุนแรงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกฝ่ายในสังคมเห็นตรงกันว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เป็นแนวทางหลักที่จะนำพาประเทศให้ก้าวเดินไปได้

ก็ต้องยอมรับว่า พรรคการเมือง คือ องค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

โดยเฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง ก็เท่ากับพรรคการเมือง เป็นหัวใจสำคัญในการเลือกตั้ง


ทั้งนี้ เมื่อหันมาสำรวจพรรคการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้ว่าจะนำไปสู่เป้าหมายที่จะทำให้การเมืองเป็นการแก้ปัญหาของชาติอย่างที่สังคมต้องการได้หรือไม่

เริ่มจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่อายุ 63 ปี ถือเป็นสถาบันการเมือง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว เคยเป็นมาแล้วทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน

มาวันนี้สามารถพลิกขั้วเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล รับภาระกู้วิกฤติปัญหาของประเทศ

โดยสภาพของพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพรรคที่มีวินัยสูง แต่อาจเป็นเพราะเป็นฝ่ายค้านมานาน


พอมีโอกาสเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร ได้เป็นรัฐบาล แค่ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีวันแรกก็มีเรื่องทันที

พวกอกหักไม่ได้ตำแหน่งออกมาโวยวาย กระเพื่อมไปรอบหนึ่งแล้ว


พอมีการปรับ ครม.ก็มีการเคลื่อนไหวทวงเก้าอี้กันอีก ทั้งกลุ่ม 40 ส.ส. กลุ่มยังเติร์ก ยันกลุ่มผู้อาวุโส ออกอาการกันหมด

แม้ที่สุดแล้วแกนนำในพรรคช่วยกันเคลียร์ปัญหา หยุดอาการกระฉอกลงไปได้ พร้อมทั้งประกาศยืนยันประชาธิปัตย์ไม่มีกลุ่มก๊วน

แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าจะเกิดปัญหาคลื่นใต้น้ำปั่นป่วนขึ้นอีกหรือไม่

แน่นอน ความเป็นสถาบันการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะเป็นพรรคที่เป็นความหวังของสังคมในการแก้ปัญหาวิกฤติประเทศ

แต่จากร่องรอยความเคลื่อนไหวที่ปรากฏ สะท้อนว่า ยังหนีไม่พ้นวงจรการแก่งแย่งอำนาจ ช่วงชิงตำแหน่งกันภายใน

หันมาทางพรรคเพื่อไทย พรรคนี้แม้จะก่อตัวขึ้นมาไม่นาน แต่ก็ถือว่าผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามากมาย

เพราะเป็นพรรคที่มีต้นขั้วมาจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน

ก็อย่างที่เห็นๆกัน ตอนก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เริ่มต้นจาก "นายใหญ่" ใช้ทุนเป็นพลังดูด

ใช้สารเร่งโต เพื่อให้พรรคได้ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ

ผนวกกับส่งคนลงพื้นที่ทำวิจัย ประชาชนโดยเฉพาะรากหญ้าต้องการอะไร แล้วจัดป้อนให้ จนประชานิยมยุคนั้นเฟื่องฟู ได้ใจได้เสียงสนับสนุนอื้ออึง

แต่เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง ทำให้พรรคต้องสะดุด และโดนยุบในที่สุด


จากนั้นก็แปลงโฉมมาเป็นพรรคพลังประชาชน มีหัวหน้าพรรค 2 คน ได้เป็นนายกฯ แต่เจ้าของพรรคตัวจริงก็ยังคงเป็น "นายใหญ่" เหมือนเดิม และในที่สุดก็โดนยุบพรรคอีก

ต้องแปลงโฉมอีกรอบมาเป็นพรรคเพื่อไทย ซึ่งโดนพลิกขั้วมาเป็นฝ่ายค้าน และการเคลื่อนไหวช่วงหลังกลายเป็นพรรคเสื้อแดง

โดยก่อนหน้านี้ มีความเคลื่อนไหวที่จะปรับโครงสร้างเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจากนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.

เพื่อให้บุคคลที่เป็น ส.ส.เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค และรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน

แต่ในที่สุดก็ยังไม่ลงตัว ต้องยกเลิกการประชุมใหญ่วิสามัญเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

จนกว่าจะมีใบสั่งจาก "นายใหญ่"

สำหรับพรรคการเมืองอื่นๆที่เหลือ ส่วนใหญ่ก็ยังมีสภาพเป็นที่รวมของกลุ่มการเมืองที่ส่วนใหญ่มีนักการเมืองในบ้านเลขที่ 111 ยืนเป็นเงาทะมึนอยู่เบื้องหลัง

อย่างพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็เป็นการรวมตัวของกลุ่มก๊วนต่างๆที่ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์

ซึ่งขณะนี้กำลังโดดเด่นในเรื่องพลังดูด โดยใช้รูปแบบเก่าๆ เป้าหมายก็เพื่อเข้าไปใช้อำนาจ หาผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นพรรคของนักเลือกตั้ง ทำการเมืองแบบธุรกิจการเมือง

ไม่ใช่พรรคของประชาชน

จากปรากฏการณ์ต่างๆที่ทำให้เห็นพฤติกรรมของนักการเมือง ที่ไม่ได้เน้นทำการเมืองเพื่อสร้างชาติ

ทำให้สังคมอยากเห็นการเมืองรูปแบบใหม่ ที่เป็นการเมืองที่ทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

ส่งผลให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความโดดเด่นในการเมืองภาคประชาชนและการเคลื่อนไหวนอกสภา

เคยแสดงบทอารยะแข็งขืนยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบิน จนประเทศแทบพัง

ขื่อแปบ้านเมืองรวนไปหมด

ล่าสุด แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯได้จัดชุมนุมใหญ่กลางสนาม กีฬา ขอฉันทานุมัติในการจัดตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ

เสียงขานรับจากแนวร่วมกระหึ่ม

แน่นอน จุดก่อกำเนิดพรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ทำให้มองได้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นในรูปแบบใหม่

มีฐานรากจากประชาชนส่วนหนึ่งให้การสนับสนุน

ไม่ใช่พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นจากคนไม่กี่คนเป็นผู้กำหนด แบบเก่าๆ

ดังนั้น ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะจัดตั้งขึ้น เริ่มต้นออกสตาร์ตด้วยความสวยงาม

รวมทั้งแนวทางการเมืองใหม่ที่เคยประกาศ เน้นต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ถือเป็นเรื่องดีและเป็นที่ต้องการของสังคมไทย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการภาคปฏิบัติจริง ในสภาวะแวดล้อมของการเมืองในปัจจุบัน

ที่เป็นการเมืองที่มีต้นทุนสูง

การจัดโครงสร้างพรรค กรรมการบริหารพรรค การจัดหาทุน ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง รวมไปถึงการสรรหาตัวผู้สมัคร ส.ส.

จะทำให้พรรคการเมืองนี้ ถูกสภาพแวดล้อมการเมืองแบบเก่าๆ กลืนไปหรือไม่

จะตัดวงจรอุบาทว์ทางการเมืองได้รึเปล่า หรือจะถลำลงไปจมปลักการเมืองน้ำเน่ากับเขาด้วย

เป็นเรื่องที่สังคมต้องรอพิสูจน์.

"ทีมการเมือง" รายงาน

โพลล์ชายแดนใต้พบปัญหาเศรษฐกิจรุกหนัก หวั่นรัฐบาลมาร์คแก้โจทย์การเมือง-ไฟใต้เหลว

ที่มา ประชาไท


ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.สงขลานครินทร์ (CSCC)


การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของอาจารย์ในสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากโครงการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์เฉพาะหน้าทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยทีมวิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2552 เป็นการเก็บข้อมูลสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 1,878 คน

การศึกษาครั้งนี้ต้องการจะสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจสังคมการเมืองและความมั่นคง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ด้านความมั่นคง ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นตัววัดความเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นและจิตวิทยาสังคมของของประชาชนในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


ผลการสำรวจได้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันคือ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเป็นหญิง 956 คน ชาย 916 คน คิดเป็นร้อยละ 50.9 และ 48.8 ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวน 1,657 คน (ร้อยละ 88.2) ศาสนาพุทธ 199 คน (ร้อยละ 10.7) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลประชากรจริงในพื้นที่ เมื่อถามความเห็นต่อสภาพปัญหาเศรษฐกิจปัจจุบันว่าประชาชนมีรายได้เพียงพอหรือไม่ ? ผู้ตอบจำนวน 1,143 คน (ร้อยละ 60.9) บอกว่ามีรายได้เพียงพอ ส่วนอีกประมาณ 699 คน (ร้อยละ 37.4) บอกว่ารายได้ไม่เพียงพอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แม้ประสบกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจระดับชาติและความไม่สงบในพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกว่าตนเองมีสภาพเศรษฐกิจเพียงพอเลี้ยงตนเองได้ หรือมีความอยู่รอดได้ทางเศรษฐกิจ

แต่เมื่อถามว่าปัญหาอะไรเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในชุมชน ผู้ตอบร้อยละ 91 บอกว่าปัญหาสำคัญอันดับแรกก็คือการว่างงาน อันดับที่สองคือปัญหายาเสพติด ค่าน้ำหนักคะแนนร้อยละ 85 ปัญหาที่ถูกระบุมากเป็นอันดับที่สามก็คือปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผู้ตอบให้น้ำหนักร้อยละ 50

สภาพทัศนคติดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในชุมชนภาคใต้ในปัจจุบันก็คือปัญหาเศรษฐกิจสังคมที่ว่าด้วยการว่างงาน ปัญหารองลงมาก็คือปัญหาการแพร่ระบาดอย่างหนักของยาเสพติดในพื้นที่ในระยะนี้ ส่วนปัญหาที่คุกคามชุมชนจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นลำดับที่สามก็คือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

ข้อสังเกตก็คือ แม้ว่าปัญหาความไม่สงบจะหนัก แต่ก็ไม่ถูกเน้นหนักมากเท่ากับปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะการว่างงานและปัญหาสังคมคือการแพร่ระบาดของยาเสพติด

ต่อคำถามที่ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ? ปัจจัยสาเหตุหลักที่ถูกระบุมากที่สุดจากประชาชนคือปัญหาที่เกิดจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ การก่อเหตุการณ์ร้ายในพื้นที่ ร้อยละ 23.0 ส่วนสาเหตุของเหตุการณ์ความไม่สงบที่ถูกระบุเป็นลำดับที่สองคือปัญหาความไม่เป็นธรรม ประมาณร้อยละ 16.1

ที่น่าสนใจก็คือกลุ่มประชาชนผู้ตอบร้อยละ 13.5 ยังมองว่าสาเหตุก็คือความรุนแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชน อันดับที่สี่ร้อยละ 12.9 มองว่าสาเหตุมาจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐต่อคนมุสลิม ส่วนลำดับที่ห้า ร้อยละ 10.8 มองว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากความอยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการก่อเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันปัญหาที่ต้องให้ความสนใจด้วยก็คือปัญหาความไม่เป็นธรรมหรือความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมในด้านต่างๆซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วนเช่นเดียวกัน

ส่วนคำถามที่น่าสนใจก็คือในสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรู้สึกเชื่อมั่นไว้วางใจอย่างไรต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ข้อมูลแสดงว่าประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ร้อยละ 41.5 บอกว่ามีความไว้วางใจรัฐบาลมากพอสมควร อีกร้อยละ 19.3 บอกว่าไว้วางใจมาก ส่วนอีกกลุ่มประมาณร้อยละ 35 บอกว่ารู้สึกกลางๆ ภาพสะท้อนความคิดเห็นชุดนี้อาจจะแสดงให้เห็นว่าแม้ในท่ามกลางวิกฤตปัจจุบันทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจและปัญหาความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังมีแนวโน้มความรู้สึกเชื่อมั่นไว้วางใจต่อรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากจะนับรวมกลุ่มที่มีความไว้วางใจทั้งหมดแล้วก็จะสูงถึงร้อยละ 60.8

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องสนใจก็คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน เมื่อถูกถามว่าท่านเชื่อว่ารัฐบาลปัจจุบันจะแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในทางการเมืองได้หรือไม่ ? ผู้ตอบส่วนมาก ร้อยละ 50.8 ยังบอกว่าไม่แน่ใจนักว่าจะรัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ ส่วนอีกร้อยละ 25.8 มองว่าแก้ไม่ได้ มีเพียงร้อยละ 21.1 บอกว่าสามารถจะแก้ได้

นอกจากนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายที่รัฐบาลตั้งใจว่าจะยกฐานะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้เป็นองค์กรใหม่ที่มีฐานะทางกฎหมาย และเป็นหน่วยงานพิเศษของรัฐ (สบ. ชต,) นโยบายอันนี้จะช่วยแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริงหรือไม่? ประชาชนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมาก ร้อยละ 42.1 ยังรู้สึกกลางๆหรือ ไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่จำนวนไม่น้อย ประมาณร้อยละ 27.2 ก็สะท้อนความเห็นว่าเห็นด้วยว่านโยบายนี้จะแก้ปัญหาได้ แต่อีกร้อยละ 17.8 บอกว่าไม่เห็นด้วย

คำถามที่เกี่ยวกับความมั่นคงภาคใต้อีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือ ควรจะคงกองกำลังทหารและตำรวจจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างที่กำลังทำอยู่ตอนนี้หรือไม่ ? ต่อคำถามดังกล่าว ปรากฏว่าผู้ตอบร้อยละ 23.6 บอกว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง อีกร้อยละ 21.8 บอกว่าไม่เห็นด้วย ส่วนกลุ่มที่บอกว่าเห็นด้วย และเห็นด้วยอย่างยิ่ง มีจำนวนเพียงร้อยละ 15.7 1 และร้อยละ 4.8 คนอีกกลุ่มหนึ่งประมาณร้อยละ 24 บอกว่ารู้สึกเฉยๆหรือกลางๆ

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าถ้ารวมกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะคงรักษากำลังทหารและตำรวจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งหมดจะมีประมาณร้อยละ 45.5 ซึ่งเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

กล่าวโดยสรุป เมื่อประเมินทัศนะทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ในระดับสูง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลนี้จะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน และก็ยังไม่แน่ใจว่าแก้ปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ทั้งนี้อาจจะสะท้อนให้เห็นว่า เป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองในระดับชาติยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ยังต้องการดูการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและท่าทีทางนโยบายที่มีความชัดเจนมากกว่านี้


หมายเหตุ : ผลการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้เปิดเผยเป็นครั้งแรกในงานแถลงข่าวเปิดตัวสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552