WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 5, 2009

สองคำถาม ที่คนเสื้อแดงควรตอบตัวเองให้ได้ก่อนการเคลื่อนไหวใหญ่ครั้งต่อไป

ที่มา ประชาไท

บทความจาก "ประวิตร โรจนพฤกษ์" ว่าด้วยคำถามที่เสื้อแดงต้องตอบให้ได้ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป

โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
แปลและเรียบเรียงโดย ทวีพร คุ้มเมธา

หนึ่งเดือนผ่านไปหลังเหตุการณ์เมษาเลือด ถือได้ว่า แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช.ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในการเผยแพร่บทเรียนของตัวเองให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจแก่สาธารณชนในวงกว้าง นอกจากการออกมาให้สัมภาษณ์เพียงไม่กี่ครั้งของแกนนำบางคน
คำถามสำคัญที่คนเสื้อแดงต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนการเคลื่อนไหวใหญ่ครั้งต่อไปก็คือ จะทำอย่างไรให้การต่อสู้ของพวกเขาเป็นไปอย่างสงบ ดำเนินไปอย่างเป็นประชาธิปไตย และเปิดโอกาสให้ผู้ชุมนุมได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการชุมนุมด้วย และสิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาให้การต่อสู้ของพวกเขา ก้าวพ้นไปกว่าคำว่า “สู้เพื่อทักษิณ” และเปลี่ยนไปเป็น “สู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง”
หากคนเสื้อแดงต้องการพัฒนาขบวนการของพวกเขาให้เป็นขบวนการเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกเขาจะต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ เลิกมีมุมมองอย่างสุดขั้วและตื้นเขิน อย่างการมองว่า เหล่าชนชั้นศักดินา ทหาร และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็น “ศัตรู” และ “ปีศาจ" เพราะถึงแม้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะไม่ได้สนับสนุนประชาธิปไตย แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาต้องเลวอย่างสัมบูรณ์ และคนเสื้อแดงเองที่ต่อต้านเผด็จการ ก็ไม่ใช่จะดีประเสริฐเช่นกัน ดังคำกล่าวที่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่สีขาวกับดำ
นอกจากนี้ การมีมุมมองต่อผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองว่าเป็น “ศัตรู” ก็ยังทำให้เกิดความคิดที่ตามมาว่า ไม่ว่าคนเสื้อแดงจะนำวิธีการใดมาจัดการกับปีศาจตนนี้ ก็ถือว่าไม่ผิดและสามารถนำมาใช้ได้ทั้งสิ้น นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะความหลากหลายทางความคิดเป็นของคู่กันกับระบอบประชาธิปไตย แค่การคิดต่างกัน ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้มนุษย์เกลียดชังกัน และถึงขั้นลุกขึ้นมาฆ่าแกงกัน
จริงอยู่ที่ในการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา ชาวเสื้อแดงผู้มาชุมนุมส่วนใหญ่ดำเนินการชุมนุมด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ แต่นั่นคงไม่เพียงพอสำหรับวิถีแห่งสันติวิธี
การชุมนุมโดยดำเนินตามสันติวิธีจะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อผู้ชุมนุมมีจิตใจสงบและมีทัศนคติที่ไม่ต้องการใช้ความรุนแรง หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งที่ผ่านมาคือ การปราศรัยที่โจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรงตลอดเวลา เวทีคนเสื้อแดงจึงกลายเป็นเพียงเวทีแห่งความเกลียดชังทางการเมืองเท่านั้น

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงนั้น ทัศนคติที่พึงมีสำหรับผู้ที่ต้องการยึดถือสันติวิธีคือ เราต้องไม่มองผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองว่าเป็นศัตรู และมองอย่างอาฆาตเกลียดชัง จนถึงขั้นเห็นว่าเขาสมควรตาย หรือไม่เป็นไรถ้าเขาจะตายไปซะ เพียงเพราะว่ามีความเห็นทางการเมืองที่ต่างออกไป

ถึงแม้ว่าสันติวิธีท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้จะเกิดได้ยาก แต่ถึงแค่ความพยายามที่จะทำให้เกิดสันติก็เป็นสิ่งที่มีค่ามากแล้ว เพราะมันอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการต่อสู้ทางการเมือง ที่มีความสงบ เป็นอารยะมากขึ้น
ในประเทศเกาหลีใต้นั้น การประท้วงที่รุนแรงได้ทำให้รัฐบาลตัดสินใจออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิในการชุมนุมประท้วง ส่วนในประเทศไทย การชุมนุมของคนเสื้อแดงและพันธมิตรฯ ก็ได้ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกำลังพิจารณาจะนำมาตรการที่ลิดรอนสิทธิการชุมนุมมาใช้เช่นกัน และถ้ามีกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิในการชุมนุมออกมาบังคับใช้แล้วละก็ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมิใช่แค่คนเสื้อแดง หรือคนเสื้อเหลืองเท่านั้น แต่กระทบถึงทุกๆ คนที่คิดจะทำการชุมนุมประท้วง
คำถามข้อถัดมาที่คนเสื้อแดงควรตอบตัวเองให้ได้คือ พวกเขาจะทำอย่างไร ให้การชุมนุมครั้งต่อไปมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
ในการชุมนุมเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น แกนนำนปช.ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการนำชุมุนุมอย่างเป็นประชาธิปไตย แกนนำมักตัดสินใจเรื่องต่างๆ กันตามลำพังเท่านั้น ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ชุมนุมได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลย และที่ร้ายกว่านั้นก็คือ การตัดสินใจบางอย่างอาจมาจากพ.ต.ท.ทักษิณโดยตรงเพียงคนเดียว นี่จึงเป็นการนำการชุมนุมที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลย เพราะมีแต่การสั่งการแบบบนลงล่างเพียงอย่างเดียว

การชุมนุมที่มีแต่คำสั่งจากบนลงล่างดังกล่าว ได้ทำให้คนส่วนล่างซึ่งนำด้วยคนขับแท็กซี่จำนวนหนึ่ง นำคนไปล้อมปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อย่างไรก็ดี พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่มีวิธีการสื่อสารที่ดีกับแกนนำนปช. จนทำให้ผู้ชุมนุมบางคนในบริเวณนั้นบอกกับผู้เขียนว่า แกนนำนปช.ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเอาเสียเลย
ในการชุมนุมที่ผ่านมาไม่นาน ผู้ร่วมชุมุนมคนหนึ่งได้แสดงความเห็นว่า คนเสื้อแดงมักชอบที่จะแสดงความเห็นและแสดงออกอย่างรุนแรง แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยที่พวกเขาหวนหา แต่ถึงอย่างนั้น คนเสื้อแดงซึ่งประกอบไปด้วย ชนชั้นล่างและผู้ใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นผู้ที่เราน่าจะฝากความหวังไว้ให้มากกว่าคนชั้นกลาง ผู้ซึ่งไม่เคยจดจำบทเรียนที่เขาได้รับจากการสนับสนุนเผด็จการ สังคมจึงควรจะอดทนรอความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากคนเสื้อแดงผู้มีการศึกษาน้อยกว่าชนชั้นกลางผู้สนับสนุนเผด็จการเหล่านี้
แต่ในที่สุดแล้ว แม้ว่าคนเสื้อแดงจะสามารถตอบคำถามทั้งสองข้อได้ คนเสื้อแดงก็ยังต้องพบกับปัญหาข้อสำคัญนั่นคือ ทักษิณ!
การโค่นล้มทักษิณโดยการรัฐประหารในปี 2549 ได้ปลุกให้คนจนชนชั้นผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรจำนวนมาก รวมถึงชนชั้นกลางผู้ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารจำนวนหนึ่ง ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านเหล่าศักดินาและอำมาตย์ในวันนี้ อย่างไรก็ตาม หากแกนนำนปช.ยังปล่อยให้การใช้ความรุนแรงคงอยู่ต่อไป โดยไม่คิดแก้ไขแล้ว ความหวังที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากความตื่นตัวดังกล่าวก็คงจะลอยไปกับสายลม
ถ้าหากคนเสื้อแดงยังไม่สามารถที่จะจัดการกับประเด็นทักษิณให้ขาวสะอาดได้แล้ว มันคงยากที่จะคาดหวังให้มีคนมาสนับสนุนเคนเสื้อแดงเพิ่มขึ้นอีก การจะทำเช่นนี้ได้ ต้องเริ่มจากการยอมรับก่อนว่า ทักษิณได้เคยทำความผิดไว้ ทั้งในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและหลังจากนั้น แต่การยอมรับว่าทักษิณเคยทำความผิดก็ไม่ได้แปลว่าเรื่องทุกอย่างจะจบ หากแต่มันเป็นก้าวแรกในการพิสูจน์ให้เห็นว่า คนเสื้อแดงมีความตั้งใจที่จะก้าวให้พ้นไปกว่าคำว่า "ม๊อบเพื่อทักษิณ"
จะดีหรือไม่ ถ้าหากคนเสื้อแดงได้หลุดจาก "ม๊อบเพื่อทักษิณ" ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงถูกตราหน้าว่าเป็นการชุมนุมที่ถูกบงการและจ้างโดยทักษิณให้มาก่อความรุนแรง
และสำหรับผู้ที่เรียกตนเองว่า "หัวก้าวหน้า" พวกเขามักให้เหตุผลในการสนับสนุนคนเสื้อแดงว่า เมื่อเทียบทักษิณกับเหล่าศักดินาชนชั้นสูงแล้ว ทักษิณถือได้ว่ามีความชั่วร้ายน้อยกว่า
พันธมิตรฯ ก็ใช้หลักคิดเช่นเดียวกับพวกเขาเช่นกัน หากแต่เป็นไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งการคิดของพันธมิตรฯ ก็ได้ทำให้พวกเขาเห็นดีเห็นชอบไปกับการทำรัฐประหารในปี 2549
แต่ในที่สุดแล้ว เช่นเดียวกับที่ของฟรีนั้นไม่มีในโลก ทักษิณก็ไม่เคยให้เงินสนับสนุนใครฟรีๆ เช่นกัน
จาก http://www.nationmultimedia.com/2009/06/04/politics/politics_30104355.php

Asia Sentinel: Thai Politics: Back to Normal? Normal doesn't necessarily mean democratic: การเมืองไทยกลับมาเป็นปกติ? ปกติไม่ได้แปลว่าเป็นประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News

โดย Kevin Hewison
ที่มา Asia Sentinel: http://asiasentinel.com/index.php?
แปลโดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มิถุนายน 2552

การเมืองไทย: กลับมาเป็นปกติ?

ปกติไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเป็นประชาธิปไตย

นายกฯไทยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้บินไปฮ่องกงและเกาหลีใต้เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อยืนยันกับนักลงทุนว่าการเมืองของประเทศไทยได้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ในประเทศไทยของอภิสิทธิ์ สภาวะปกติหมายถึงการลื่นไถลอย่างน่าเศร้ากลับไปสู่โครงร่างที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆซึ่งเป็นระบบที่นักการเมือง พรรคการเมือง และรัฐสภา ถูกทำให้อ่อนแอ และอำนาจที่แท้จริงตกอยู่ในมือของสถาบันแบบดั้งเดิมที่กดขี่ และเป็นลำดับขั้น (hierarchical)


การให้ความเชื่อมั่นของอภิสิทธิ์หลังจากหลายปีของความวุ่นวายซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2548 จากการที่มีประท้วงขับไล่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และถูกสับขั้วโดยการรัฐประหารปี 2549 ที่ทำให้ทักษิณต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ที่ทำให้มีความรุนแรงบนถนนมากขึ้น การบุกยึดครองสนามบินโดยพันธมิตรที่คลั่งเจ้าและการปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อกลางเดือนเมษายน

สถาบันเหล่านี้ได้ให้ "เสถียรภาพทางการเมือง" กับประเทศไทยในอดีต นั่นก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ทหาร และข้าราชการ แต่สถาบันดังกล่าวได้ตกอยู่ในสภาวะกดดันจากการพัฒนาของระบอบรัฐสภา
ในช่วงที่ทักษิณเป็นนายกฯ จุดศูนย์กลางของอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในมือเขา และการดึงดูดชนชั้นที่ยากจนและอ่อนแอที่สุดของเขามันท้าทายความคิดของพวกอนุรักษ์นิยมซึ่งมีจุดศูนย์กลางของอำนาจอยู่ที่กลุ่มชนชั้นสูงที่เป็นอนุรักษ์นิยม

ขณะนี้มีหลักฐานอยู่มากมายที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมซึ่งถือว่าตนเองมีความชอบธรรมมากที่สุดในการปกครองประเทศได้กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง นายกฯอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลของเขาที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่เป็นแค่ผู้จัดการเวทีเพื่อการกลับมาของพวกอนุรักษ์นิยม

เหตุการณ์ล่าสุดที่ยืนยันเรื่องนี้คือการตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ของการไม่เอาโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกรณีตากใบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 คำพิพากษาที่ว่าทหารและตำรวจกระทำการถูกต้องตามกฏหมายและโดยใช้วิจารณญานที่ถูกต้องนั้น ทางศาลได้ยอมรับการปราบปรามผู้ประท้วงที่มีผู้เสียชีวิต 85 ราย และมี 78 คนในนั้นที่เสียชีวิตในระหว่างการคุมตัวหลังจากถูกยัดเข้าไปในรถบรรทุกของทหารและขับออกไป

โศกนาฎกรรมนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พตท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี และเขาก็โดนตำหนิอย่างกว้างขวางและอย่างสมควร แต่จากคำตัดสินของศาล สิ่งที่สำคัญไม่ใช่บทบาทของทักษิณแต่เป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลในกองทัพที่เกี่ยวข้อง


มีอีกหลายกรณีที่คล้ายๆกัน อย่างเช่นการสังหารหมู่ในมัสยิดกรือเซะที่ปัตตานีที่ไม่เคยมีการสอบสวนอย่างเพียงพอ การทำทารุณกรรมต่อผู้อพยพชาวโรฮิงยาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งถูกบันทึกภาพไว้เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ถูกลืมไปแล้ว และนายกฯอภิสิทธิ์ได้อ้างว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบของรัฐ และการพบศพที่ลอยมาในแม่น้ำที่มีบ่งบอกถึงการตายแบบฆาตกรรมของชายสองคนก็ถูกเมินเฉย

การกลับไปสู่สภาวะปกติหมายถึงสถาบันอนุรักษ์นิยมกำลังปกป้องตัวเองอยู่ เจ้าหน้าที่รัฐยังปฏิบัติหน้าที่ที่นอกเหนือกฏหมาย โดยเฉพาะพวกที่เป็นส่วนหนึ่งหรือบางส่วนของกลไกที่กำลังปกป้องสถาบันดังกล่าวและกำหนดกติกาของพวกเขา


การที่ปล่อยให้ทหารปฏิบัติการโดยได้รับการยกเว้นจากการลงโทษนอกจากจะเป็นการให้รางวัลต่อพวกเขาที่ทำหน้าที่ค้ำจุนอิทธิพลของสถาบันอนุรักษ์นิยมแล้วยังสะท้อนถึงอำนาจการเมืองที่ยังรุ่งเรือง เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์กำเนิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2551 พวกเขามีหมอตำแยอยู่ 3 คนคือ: พันธมิตร นักอนุรักษ์นิยมที่มีราชสำนักเป็นแนวร่วม และทหาร

การประท้วงข้างถนนของพันธมิตรได้ทำให้สองรัฐบาลที่เชื่อมโยงกับทักษิณสั่นคลอน พวกอนุรักษ์นิยมที่มีราชสำนักเป็นแนวร่วมสามารถทำให้มีการดำเนินคดีต่อทักษิณและพรรคเหล่านั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และหนึ่งในคณะรัฐประหารปี 2549 ได้ปล่อยให้ผู้ประท้วงพันธมิตรเข้าเข้ามามีอำนาจครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ และบงการหรือรับรองรัฐบาลผสมของประชาธิปัตย์ซึ่งได้เห็นการเปลี่ยนขั้วอย่างกระทันหันของนักการเมืองที่เคยสนับสนุนทักษิณ


ตอนนี้ทหารทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันสำหรับสถาบันอนุรักษ์นิยมและรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ กองทัพได้เข้ามาแทรกแซงสองครั้งในช่วงหลายปีที่มีความวุ่นวายทางการเมือง ครั้งแรกคือการก่อรัฐประหาร ปี 2549 และครั้งที่สองเมื่อพล.อ.อนุพงษ์ได้สั่งให้ช่วยรัฐบาลโดยการปราบปรามการลุกฮือของคนเสื้อแดงที่สนับสนุนทักษิณหรือผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลอื่นๆ

การกลับมาสู่สภาวะปกติของประเทศไทยคือการมีกองทหารที่มีอิทธิพลและเล่นการเมือง มันหมายถึงด้วยว่ารัฐสภาเป็นสถานที่สำหรับเปลี่ยนขั้วทางการเมือง รัฐบาลผสมเป็นสิ่งปกติดังนั้นการมีการสนับสนุนจากพรรคไม่มีความหมายและค่อนข้างจะแพง รัฐบาลนี้มีอายุน้อยกว่า 6 เดือนแต่พรรคเล็กๆได้ทำให้รัฐบาลสั่นคลอนแล้ว พรรคเล็กๆทำการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีและวิธีอื่นที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งและเตรียมพร้อมกับการเลือกตั้งคราวหน้าที่จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากและการเจรจาต่อรองที่จะตามมา


ด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายเกี่ยวกับการซื้อเสียงของทักษิณในการเลือกตั้งที่เขาได้รับชัยชนะ พวกอนุรักษ์นิยมและทหารอารักขาของพวกเขาต่างหากที่ทำให้ money politics ยิ่งใหญ่ มันไม่ได้ฟังดูถากถางเท่าไหร่หรอกเพราะ money politics ทำให้รัฐสภาอ่อนแอและไม่เป็นอิสระ ซึ่งก็หมายถึงว่าอำนาจที่แท้จริงยังอยู่ในมือของกลุ่มชนชั้นสูงที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม

ที่น่าสนใจคือ พันธมิตรกำลังเลือกแนวทางการมีพรรคการเมือง เนื่องจากพวกเขาดึงดูดประชาชนในเขตเลือกตั้งเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรน่าจะดึงคะแนนจากพรรคนั้นในการเลือกตั้งคราวหน้า มันอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ประหลาด แต่สำหรับพวกอนุรักษ์นิยม การถ่วงดุลย์ความสามารถในการรวมพลผู้สนับสนุนของพันธมิตรถือเป็นชัยชนะที่สำคัญ และการที่พวกเขาตั้งพรรคจะทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ


เหมือนรัฐบาลอนุรักษ์นิยมและรัฐบาลทหารในอดีต รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังพึ่งพากลไกอำนาจกดขี่เพื่อทำให้ทุกอย่างอยู่ในที่ทางของมัน หน่วยงานที่จำเป็นเหล่านี้คือ ทหาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ISOC) กระทรวงมหาดไทย กระทรวง ICT แต่ละองค์กรได้รับงบประมาณที่ต้องใช้ในการปราบปรามสิ่งทีมองว่าเป็นการล้มล้างและเพิ่มความแข็งแกร่งของการโฆษณาชวนเชื่อให้คลั่งชาติและคลั่งเจ้า

รัฐบาลสามารถคุมสื่อหลักได้พอๆกับสื่อของรัฐได้อย่างง่ายดาย พวกเขากระทำอะไรอีกมากมายเพื่อที่จะข่มขู่สิ่งที่เรียกว่าสื่อใหม่ ในความพยายามที่จะทำให้มั่นใจว่าการเซ็นเซอร์ตัวเองนั้นเป็นบรรทัดฐาน

โดยเฉพาะกับกรณีที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานความคิดส่วนรวมและการระบุความ "จงรักภักดี" คดีที่ดังๆที่ใช้กฎหมายหมิ่นฯที่เคร่งครัดและกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้เล็งไปที่กิจกรรมทางอินเตอร์เน็ท คดีเหล่านี้เตือนประชาชนให้ระลึกว่าพวกเขากำลังถูกจับตามองอยู่และการฝ่าฝืนจะมีโทษอย่างหนัก

ป้ายโฆษณา โทรทัศน์ และสปอตโฆษณาทางวิทยุ และรวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีเอง ชักชวนให้ให้ประชาชนรักและปกป้องสถาบันกษัตริย์ องค์กรความมั่นคงภายในกำลังใช้แคมเปญที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้นที่จะส่งเสริมการจงรักภักดีต่อสถาบันราชวงศ์


ที่มีเงื่อนงำคือโปรแกรมที่ชักชวนและฝึกให้ประชาชนเป็นสายลับ ที่ขอให้พวกเขารายงานใครที่พวกเขาคิดว่าเป็นศัตรูของสถาบันกษัตริย์ นายกฯอภิสิทธิ์ลงนามเพื่อเป็นหนึ่งในสายลับอาสาสมัคร และนี่ก็นอกเหนือจากกลุ่มสายลับที่จ้างโดยรัฐเพื่อสืบส่องการกระทำที่ไม่จงรักภักดีตามสื่อต่างๆ

รัฐบาลปัจจุบันและวาระอนุรักษ์นิยมได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลาง ในอดีตมันดูเหมือนว่าชนชั้นกลางจะเป็นชนชั้นที่จะผลักดันการเป็นทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว ความคิดดังกล่าวถูกลบไปเมื่อเดือนเมษายนที่มีการลุกฮือที่ทำให้ชนชั้นกลางเชื่อว่าเสื้อแดงจะเผาบ้าน ร้านค้า โรงงานของเขาในการลุกฮือครั้งหน้า เพราะฉะนั้นพวกเขาจะให้การสนับสนุนต่อสถาบันและประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบและปกป้องโดยทหารที่ถือปืน


นักอนุรักษ์นิยมอย่างเช่นคนวงในของราชสำนัก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เตือนชนชั้นกลางว่าการพ้นจากความหายนะนั้นขึ้นอยู้กับสถาบันกษัตริย์และสถาบันนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะอันตราย พวกเขาเตือนด้วยว่าเสื้อแดงจะกลับขึ้นมาลุกฮืออีกถ้าไม่มีความจงรักภักดีและความละมัดระวัง

แต่การกลับไปสู่ความเป็นปกติในรูปแบบของกลุ่มอนุรักษ์นิยมมันไม่ใช่ง่าย สถาบันนี้และการสนับสนุนของพวกเขาจะไม่ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการทั้งหมด การลุกฮือเมื่อเดือนเมษายนแสดงให้เห็นว่าคนยากจนที่ถูกตัดสิทธิ์กำลังโกรธแค้นกับวาระที่กลับมาใหม่ของพวกอนุรักษ์นิยม พวกเขาต้องการให้เสียงของเขาถูกสนองตอบ มันไม่ง่ายเลยที่จะปิดปากพวกเขา

Kevin Hewison เป็นผู้อำนวยการของ Carolina Asia Center และเป็น Professor ของ Department of Asian Studies ที่ University of North Carolina Chapel Hill




Thai Politics: Back to Normal?

Written by Kevin Hewison
Wednesday, 03 June 2009

Normal doesn't necessarily mean democratic

Thailand's Prime Minister Abhisit Vejjajiva has recently jetted to Hong Kong and South Korea, assuring investors that Thailand's politics are back to normal.But in Abhisit's Thailand, normality means a depressing slide back to the past political configurations that can be called Thai-style democracy. This is a system where politicians, parties and parliament are made weak and where real power resides with traditional, repressive and hierarchical institutions. Abhisit's assurances follow several years of political turmoil that began in 2005 with a protest movement to oust then Prime Minister Thaksin Shinawatra and was punctuated by the 2006 putsch that sent Thaksin packing, increasing street violence, the occupation of Bangkok's airports by the royalist People's Alliance for Democracy (PAD) and the army's mid-April crackdown on anti-government protests in Bangkok.

These institutions have provided Thailand's "political stability" in the past: the monarchy, military and the bureaucracy. Each of these institutions came under pressure from a developing parliamentary system.


With Thaksin as premier, the concentration of political and economic power in his hands and his obvious appeal to the poorest and weakest classes challenged the conservative consensus that concentrated political power with the conservative elite.

There is now ample evidence that the conservatives who have long considered themselves the country's rightful rulers are now back in charge. Prime Minister Abhisit and his Democrat Party-led coalition are merely stage-managing this comeback for the conservatives.


The most recent confirmation is last Friday's clearing of all officials involved in the October 25, 2004 Tak Bai incident in the restive South. Ruling that the military and police had acted according to the law and had used sound judgment, the court has approved of the army's suppression of protestors that saw 85 die. Seventy-eight of the dead died in custody after they were piled into military trucks and driven away.

This tragic event occurred during Thaksin's premiership, and he was roundly and rightfully criticized for it. But in the court's decision, what mattered was not Thaksin's role but the protection of the officials and military figures involved.


There are many similar cases. For example, the 2004 massacre at Pattani's Kru Se mosque has never been adequately investigated. The mistreatment of Rohingya refugees by officials, caught on film just a few weeks ago, has been forgotten, with Prime Minister Abhisit claiming misdeeds by security forces. The execution-style murder of two men found floating in the river following April's Bangkok uprising has also been neglected.

Getting back to normal means that the conservative establishment protects its own. Officials continue to operate outside the law, especially those who are part and parcel of the apparatus that protects the establishment and maintains its rule.


Letting the military operate with impunity is not just rewarding it for its service in shoring up the establishment's rule but reflects its burgeoning political power. When Abhisit's government was spawned in December 2008, it had three midwives: the People's Alliance for Democracy, palace-aligned conservatives, and the military.

The PAD street demonstrations destabilized two governments that owed allegiance to Thaksin. The palace-aligned conservatives managed legal cases against Thaksin and those parties. General Anupong Paojinda, the army commander and a member of the 2006 coup junta, allowed PAD demonstrators free reign, and directed or approved the Democrat's coalition that saw several pro-Thaksin politicians suddenly swapping loyalties.


The military now provides a protective shell for the conservative re-establishment and for Abhisit's government. The troops have intervened twice during the years of political turmoil. The first was in making the 2006 coup. The second was when General Anupong ordered troops tosave the government by putting down April's uprising by red-shirted Thaksin supporters and other government opponents.

Getting back to normal in Thailand means a powerful and political military. It also means that parliament becomes a place of shifting loyalties. Coalition governments are the norm, so party support is tenuous and expensive. This government is less than six months old but the smaller parties are already destabilizing it. Smaller parties negotiate cabinet seats and other means that bolster their coffers and position them for expensive upcoming elections and the horse-trading that will follow.


For all the criticism of Thaksin's alleged vote-buying in the elections he won, it is the conservatives and their military guard who have again made money politics paramount. This is not as ironic as it might sound, for money politics keeps parliament weak and dependent. This means that true power continues to reside with the conservative elite.

Interestingly, PAD is also choosing the political party route. As they appeal to the same constituency, the PAD party is likely to take votes from the Democrats in the next election. That might seem an odd outcome, but for the conservatives, neutering PAD's ability to mobilize mass support is an important victory and becoming a political party will probably achieve this.


Like the conservative and military governments of the past, Abhisit's administration is increasingly reliant on the coercive state apparatus to keep people in their place. The critical agencies are the military, the Internal Security Operations Command (ISOC), the Ministry of Interior, and the Ministry of Information, Communications and Technology. Each has been given the budget needed to find and suppress perceived subversion and reinvigorate nationalist and royalist propaganda.


The government easily controls the mainstream media as much of it is state-owned. It is doing much more to intimidate the so-called new media, attempting to ensure that self-censorship becomes the norm.

This is especially the case when it comes to the monarchy, which is a pivotal element in re-establishing ideological consensus and determining "loyalty." Several high-profile cases, using draconian lese majeste and computer crime laws, have targeted internet activity. These cases remind people that they are monitored and that transgressions are heavily punished.


Billboards, television and radio spots, and the prime minister exhort people to love and protect the monarchy. The security agencies are running seemingly endless campaigns that promote loyalty to the royal institution.

More insidious are the programs that exhort and train people as spies, asking them to inform on anyone they consider an enemy of the monarchy. Prime Minister Abhisit symbolically signed up as a volunteer spy. This is in addition to the hordes of government employed spies that trawl the media for acts of disloyalty.


The current government and the conservative agenda are bolstered by urban middle-class support. In the past it was thought that the middle class would be the force for democratization, but that's no longer the case. This support was sealed during the April uprising that convinced the middle class that the red shirts will burn their houses, shops and factories to the ground the next time they rise. Hence they will support the establishment and limited democracy, backstopped by the men with guns.

Conservatives like palace insider Sumet Tantivejkul caution the middle class that their salvation lies with the monarchy and its ideas advise that this institution is under threat. They also warn that the red shirts will rise again if there is a lack of loyalty and vigilance.


But getting back to this style of conservative normality is no easy task. The establishment and their supporters are not going to have it all their own way. The April uprising demonstrated that the poor and disenfranchised are angry about the reinvigorated conservative political agenda. They want to have their political voice heard. Keeping them quiet is not going to be easy.

Kevin Hewison is Director of the Carolina Asia Center and a Professor in the Department of Asian Studies at the University of North Carolina at Chapel Hill.

รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มิถุนายน 2552

กระทู้สุดฮิต"ลากไส้สื่อเห้"ในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมมากกว่า100,000คลิ้ก เปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังวงการสื่อไทยอย่างล่อนจ้อน ด้วยสำนวนภาษาฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อน และต่อมาไทยอีนิวส์ได้นำเสนอเป็นตอนๆทั้งสิ้น18ตอน ล่าสุดได้มีผู้จัดทำลงเป็นไฟล์pdfโดยจัดหน้า ลงรูปภาพประกอบสวยงามอ่านง่ายแล้ว ขอเชิญอ่านและเผยแพร่ต่อ โดยคลิ้กดาวน์โหลดที่นี่http://www.4shared.com/file/108373645/c6fbb65d/Bad_Media_Series-.html

สารบัญซีรีส์สุดมันส์ลากไส้สื่อเห้

(-ตอน1):ค่ายเนชั่นข้อตกลงกับปีศาจ เบื้องหลังโชคมหาศาล มันคืออาชญากรรม
(-ตอน2):จากไดโนเสาร์กลายพันธุ์มาเป็นเหี้้ย
(-ตอน3):ลิ้มนักแบล็กเมล์เจอแบล็กลิสต์ เจาะลึกสำราญ รอดเพชร
(-ตอน4):สมาคมสื่อโจร พวกมึงแหละตัวดีที่ต้องหยุดทำร้ายประเทศไทย
(-ตอน5):ขุดประจานแก๊งเด็กนรกเนชั่น จอมขวัญ ธีระ กนก สรยุทธ
(-ตอน6):ชื่อของนก นามของไม้ ศักดิ์ศรีของคนชายคามติชน
(-ตอน7):เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม
(ตอน8)'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!
(-ตอน9):ชำแหละอ.ย.ม.ชัยอนันต์ สู่อ.ล.ม.กุนซือลิ้ม
(-ตอน10):ภารกิจลับระดับสูงของปีย์-พญาไม้-ไพศาล
(-ตอน11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด
(-ตอน12):อัญชะนีชีวิตนี้พลีเพื่อเฮียเอี่ยม
(-ตอน13):เปิดโฉมหน้าอรหันต์คอลัมนิสต์ไทยรัฐ
(-ตอน14):บุญเลิศ ช้างใหญ่,นงนุช สิงหะเดชะ,ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์
(-ตอน15):อาจารย์สุนันท์ ศรีจันทรา-โสภณ องค์การณ์ แสบคูณสอง
(-ตอน16):ยำใหญ่คนอ่านข่าวหน้าจอทีวี พวกเขากับเจ้าหล่อนคือใคร?
(-ตอน17):ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อลูกกะโปกห้อย
(-ตอนจบ):กำเนิดและอวสานของมหากาพย์ถลกหนังสื่อเหี้้ยมม.ม้าหาย

Wednesday, June 3, 2009

คลิปฉาว มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เพราะเป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมถูกควบพฤติกรรม

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพุธที่ 03 มิถุนายน 2009 เวลา 16:57 น.

alt รู้สึกประเทศไทยจะฮีตเรื่องคลิป และแต่ละคลิปก็มีผลทางการเมืองค่อนข้างสูง

ใน ความเ็ห็นของผม บุคคลสาธารณะ ที่มีตำแหน่งทางสังคมจะต้องถูกสังคมตรวจสอบ พฤติกรรม อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมด้วยแล้ว สาธารณชนย่อมมีสิทธิ์ ที่จะล่วงรู้

อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่



ที่จริงการเลือกตั้ง ผู้เลือกตั้งควรมีสิทธิ์ได้รับ Information ของผู้ที่ถูกเลือกอย่างสมบูรณ์ เพื่อที่เขาจะสามารถตัดสินใจได้ว่า เขาควรลงคะแนนให้คนๆ นั้นไปบริหารงานสาธารณแทนเขาหรือไม่ ดังนั้น พฤติกรรมทุกอย่างที่จะสามารถ "บ่งชี้ถึงคุณสมบัติ" ของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เราเรียกว่านักการเมือง ควรที่จะได้รับการเปิดเผย เพราะจะได้เป็นธรรม ต่อผู้ "ลงคะแนนเลือกตั้ง" ว่า หลังจากที่เขาได้รับข้อมูลข่าวสารทุกอย่างแล้ว เขาควรลงคะแนนให้หรือไม่

พฤติกรรม หรือความนิยมที่ขัดศีลธรรมของประชาชน หากใครนำมาเปิดเผยแบบคลิปนี้ได้ก็ควรทำ (ยกเว้นว่าไปแอบถ่ายเขาในที่ลับและเขาไม่ได้ผิดศีลธรรมแต่อย่างใด เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคู่แต่งงานปกติ)

กรณีคลิปอื้อฉาวนี้ ผมรู้สึกเฉยๆ ไม่ประณามผู้ที่เอามาเผยแพร่แต่อย่างใด เพราะเท่าที่ฟังคนอื่นพูด (ผมไม่มีคลิป) คือถ่ายกันเอง ซึ่งก็เป็น "พฤติกรรมที่ผิดปกติอยู่แล้ว" เมื่อมีคลิปแล้วโอกาสที่มันจะหลุดออกมาก็มีเกือบร้อยเปอร์เซนต์ ดังนั้น จึงโทษใครไม่ได้ ยิ่งผิดศีลธรรมด้วยแล้ว ก็น่าจะสมน้ำหน้าด้วยซ้ำไป

สังคมไม่มีวิธีการควบคุมพฤติกรรมของ "บุคคลสาธารณะ" ก็ต้องใช้วิธีการเช่นนี้แหละครับ

บุคคลสาธารณควรต้องระวังเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว และควรระวังให้หนักกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ยิ่งพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมขั้นพื้นฐานด้วยแล้ว ยิ่งไม่อาจให้อภัยได้

เพราะ นักการเมืองต้องเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ หากศีลธรรมด้อยกว่าคนทั่วไป เราจะมั่นใจได้ิอย่างไรว่า "ทรัพย์สินของสังคม" จะได้รับการจัดสรรอย่างโปร่งใส

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 03 มิถุนายน 2009 เวลา 17:08 น.

นกยักษ์ 380 ถลาร่อนลงสนามบินสุวรรณ์ภูมิ !!!!

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ป้าพลอย
วันพุธที่ 03 มิถุนายน 2009 เวลา 17:06 น.

altเจ้านกยักษ์ของโลก ถลาร่อนลงสู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อย่างเย้ยฟ้าท้าพวกที่อิจฉาตาร้อน ที่ใส่ร้าย
ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ข่าวต่างประเทศได้ลงในหน้าสือพิมพ์รายวัน ว่าสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบิน
ที่ได้มาตรฐานแห่งแรกของภาคพื้นเอเซีย ว่าไงอ้ายพวกที่กุเรื่องใส่ร้ายท่านทักษิณ หายหัวกันไปใหนหมดยืน
ยันนั่งยันออกมาซิว่ามันชำรุดตรงใหน? ประโครมข่าวความเสียหายต่อสนามบิน จนคนต่างประเทศไม่กล้าที่
ใช้ สนามบินสุวรรณภูมิ

อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

ว่าอ้ายนั่นก็ชำรุดอ้ายนี่ก็ชำรุด เครื่องอ้ายนั่นก็ติดขัด แอร์ก็ไม่เย็นห้องน้ำก็มีน้อย สารพัดอย่างโทษท่านทักษิณผิดคนเดียว แต่พวกเหล่าปากหอยปากปู ไม่ได้รำลึกนึกย้อนให้หลังไปว่า สนามบินแห่งนี้เริ่มสร้าง มากี่นายกไทยกว่าจะแล้วเสร็จ จนมาแล้วเสร็จยุคท่านนายกทักษิณคนเก่งของเรา ลองใช้วิจารณณาณ์ทบทวนย้อนหลัง ว่ากี่ชั่วโครตที่โกงกินในงบประมาณนี้ ทุกคนต่างอิ่มแปล้พุงกางกันทั้งนั้น แม้แต่คนที่มีสี เรื่องชั่วๆต้องยกให้พวกคนตอแหลพวกนี้ มันรวมหัวกันร้องแลกแหกกระเญอกันเป็นขบวนการณ์ ทั้งสื่อทั้งนักวิชาการ
ทั้ง นักการเมือง ประโครมข่าวใสโครความเสียหายประเทศของตน ให้ชาวโลกได้รับรู้ อ้ายมนุษย์ชาติชั่วเหล่านี้มันก็ยังทำไม่หยุด ทั้งที่ชาวโลกเขาด่าทอประนาม มันก็ยังหน้าด้านหน้าทน แล้วเป็นไงต่างประเทศยกย่องความมีคุณภาพ ของสนามบินนานาชาติ โดยฝีมือของอตีดนายกไทยคือท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เพราะหากสนามบินไม่ได้มาตรฐาน เครื่องบินที่มีน้ำหนักสูงอย่างแอร์บัส 380 จะลงไม่ได้ เพราะนกยักษ์เครื่องนี้ลงไม่ได้ทุกสนามบิน ฉะนั้นในเมื่อสายการบินของชาติในเครืออาหรับ ที่ร่วมกับดูไบซื้อนกยักษ์ในนามสายการบินเอเวเร็ต และนำนกยักษ์ถลาร่อนลงสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นการเยียบหน้า พวกที่ด่าทอท่านทักษิณอย่างสะใจ การแก้เผ็ดเหล่า

หมาเห่าหมาหอน ที่ไล่กัดท่านทักษิณ ของนกยักษ์ดูไบนี้ คงจะมีหลายคนอาจมีอาการปวดแสบปวดร้อนกันบ้าง แต่อย่างว่าพวกหน้าหนา คงไม่สะเทือนอะไร ข่าวได้เขียนลำลึกถึงการประโครมการเสียหาย เมื่อครั้งที่เปิดสนามบินใหม่ๆ ว่าไม่เข้าใจพฤติการณ์ ของคนไทยสื่อไทยที่ขาดความเป็นกลาง แถมมีการโยกย้ายกลับไปสนามบินดอนเมืองบางส่วน ทั้งที่สนามบินใหม่ก็สมบรูณ์ ความไม่ชอบมาพากล กลยุทธของนักเปิบไทยต่างชาติยังไม่รู้ซึ้ง ของดีๆคนไทยชอบทำให้เสีย นี่คือฝีมือคนไทยถนัด แต่ทำให้ดีไม่มีความสามารถ มันช่างสมเพชประเทศไทยของเรายิ่ง คนไทยแท้ๆยังทำลายชาติทำลายชื่อเสียงตนเองได้ แล้วเราจะไปหวังอะไรกับคนพวกนี้ มันทำ

เพื่อตัวเองทั้งก็ก เวลานี้ก็เก็บน้ำลายตัวเองกลืนจนอิ่มแล้ว เห็นเมื่อก่อนด่าทอขัดแย้งท่านทักษิณเกี่ยวกับระบบประชาคมนิยม แต่เวลานี้เอาของเขามาใช้อย่างหน้าด้านๆเฉยเลย แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้ยังจะมีอะไรให้เชื่ออีกเล่า หากใครเชื่อบ้านเมืองก็ต้องพังพินาศ เพราะทำอะไนลอกแบบเขาทั้งนั้น ไม่มีไอเดียเป็นของตัวเอง ซวยแน่ประเทศไทยในยุคนี้ เห็นผู้คนด่ากันไปทั่ว เพราะมีรัฐบาลสมองไดโนเสาร์ครองประเทศ กลับไปอยู่ในยุคขี่เกวียนเหมือนเดิม แถมตกเป็นทาสอย่างเก่า ที่ต้องกราบมอบหยิบยื่นทุกสิ่งทุกอย่างให้ ห้ามอ้าปาก ห้ามเรียกร้องสิทธิ์ ห้ามขัดขืน เพราะพวกข้าใหญ่ในแผ่นดิน แล้วเราจะทำอย่างไร? นอกจากมีทางเดียวคือสู้ๆๆๆต่อไป..

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 03 มิถุนายน 2009 เวลา 17:10 น.

ฝ่ายค้านเรียกร้องถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ พิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 3 มิ.ย. - นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ ก่อนเข้าฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ ( 3 มิ.ย.) เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร ถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 15-23 มิ.ย. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 และ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 จำนวน 400,000 ล้านบาท เพราะเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
“การขอให้ถ่ายทอดสด เพื่อให้ฝ่ายค้านได้นำเสนอข้อมูลกับประชาชน เพราะฝ่ายค้านยังเชื่อว่า การกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล ไม่ได้เป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นได้จากโครงการที่จะใช้วงเงินดังกล่าวต้องใช้เวลาดำเนินการ และเป็นโครงการลงทุนในปี 2553 รวมมูลค่ากว่า 280,000 ล้านบาท” นายสุรพงษ์ กล่าว.- สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-06-03 11:03:40

นายกฯ ระบุครบกำหนดที่คมนาคมต้องนำโครงการเช่ารถเมล์มารายงาน ครม.

ที่มา MCOT News

ทำเนียบฯ 3 มิ.ย. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (3 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาร่วมประชุมตามปกติ แต่เป็นที่สังเกตว่าได้เดินทางจากบ้านและมาเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีโดยไม่ได้แวะเข้าทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าเหมือนอย่างเช่นทุกวัน ทั้งนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้นำศิลปินวงโปงลางสะออน นำโดย “อี๊ด-ลูลู่” นำของที่ระลึกในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน โดยมีเสื้อสูท Cool Mode ชุดกล่องบรรจุอาหาร และถุงผ้าลดโลกร้อน มามอบให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้เมื่อได้รับมอบของที่ระลึก นายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนใส่เสื้อสูท Cool Mode แทนเสื้อสูทเดิม นอกจากนี้สื่อมวลชนได้พยายามสอบถามถึงโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันที่เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (3 มิ.ย.) นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า ครบกำหนดที่จะต้องกลับมารายงาน หลังจากที่คณะรัฐมนตรีให้นำกลับไปศึกษาทบทวน.-สำนักข่าวไทยอัพเดตเมื่อ 2009-06-03 11:00:20

"เทพเทือก" หนุน ทอ. ซื้อฝูงบินรบปกป้องประเทศ

ที่มา มติชนออนไลน์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงกลาโหมอึดอัดใจที่ถูกตัดงบ โดยมีการปรับเพิ่มงบปี 2553ให้เพียง 3,000 ล้านบาทว่า จำตัวเลขไม่ได้ในร่างงบประมาณปี 2553 ที่พิมพ์เสร็จแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นมีการนำตัวเลขแต่ละกระทรวงมาดูกัน


ส่วนการเสนอโครงการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนของกองทัพอากาศนั้น รองนายกฯ กล่าวว่า ตามปกติฝูงบินรบตามมาตรฐานจะมี 18 ลำ ซึ่งทาง ทอ.จัดซื้อมาแล้ว 6 ลำ แต่ทางรัฐบาลบอกว่าเงินมีไม่ถึงที่จะซื้อได้ 18 ลำ จึงพยายามปรับลดลงมาเหลือ 12 ลำ นับเป็นฝูงบินรบเล็กที่สุด ที่จะดูแลปกป้องบ้านเมืองได้ ซึ่งเมื่อจัดซื้อไปแล้ว 6 ลำ จึงต้องมีการมาเสนอขอนุมัติหลักการต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะให้ความเห็นชอบเอาไว้สำหรับการจัดซื้ออีก 6 ลำ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะซื้อปีนี้หรือเดี๋ยวนี้ ส่วนที่มีกระแสข่าวจะขอถอนเรื่องนี้ออกไปก่อนหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ แต่ทาง ทอ.อาจยังไม่เสนอ หรือขอถอนไปแล้วก็ได้


นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนการเตรียมรับมือการชุมนุมทางการเมืองที่จะมีการหยิบเรื่องปัญหาการบริหารงาน เรื่องเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ มาผสมโรงกันว่า ได้ชี้แจงแล้ว ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง เอาความจริงมาสู้กัน ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่า ขณะนี้มีสัญญาณอะไรที่จะนำกลับไปสู่ความรุนแรงในบ้านเมืองหรือไม่ นายสุเทพ ตอบว่า ตนพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำให้บ้านเมืองอยู่ภายใต้กฎหมายให้ได้


เมื่อถามถึง กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตย (พธม.) ตั้งพรรคการเมืองใหม่แล้วเมื่อวานนี้ (2 มิ.ย.) นายสุเทพ หลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็น กล่าวด้วยว่า " ก็คงยังไม่เป็นไรครับ"

อย่าซ้ำเติม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ขึ้นอย่างต่อเนื่องกับราคาน้ำมันตลาดโลกและตลาดในเมืองไทย

ราคา ณ วันที่ 31 พฤษภาคม ราคาน้ำมันดิบแพงสุดอยู่ที่ตลาดเบรนท์ ลอนดอน ปิดที่ 65.52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือแพงสุดนับจากวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว

ส่วนเมืองไทยราคาน้ำมันปรับขึ้นอีกลิตรละ 80 สตางค์ ทำให้แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 28.54 บาท/ลิตร ส่วนดีเซล 25.39 บาท/ลิตร

เรียกว่าใน 3-4 ครั้งล่าสุดที่ราคาน้ำมันเคลื่อนไหว มีแต่เพิ่มขึ้นตลอด

ขอโทษ นี่ยังไม่นับรวมภาษีที่รัฐบาลโขกจากคนไทยเพิ่มอีกลิตรละ 2 บาท(จากภาษีเดิมที่เก็บเต็มอัตราไปแล้วเฉลี่ย 5 บาท/ลิตร) ที่กองทุนน้ำมันอุ้มอยู่

หากเงินกองทุนน้ำมันหมดเมื่อไหร่ก็ต้องบวกจากราคาขาย ณ วันนั้นเพิ่มไปอีก 2 บาท/ลิตร ในกรณีที่รัฐบาลยังปรานีไม่เก็บมากกว่านี้ เพราะตามฐานภาษีใหม่ที่ประกาศใช้ สามารถเก็บได้สูงสุดถึง 10 บาท/ลิตร

ดูจากแนวโน้มและการวิเคราะห์ของนักวิชาการด้านพลังงาน ราคาน้ำมันน่าจะปรับขึ้นเรื่อยๆ

สาเหตุสำคัญเพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงเชิดหัวขึ้น ถึงจะขึ้นช้าหรือเร็วไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะมีผลทางจิตวิทยาให้คนเริ่มมั่นใจมากขึ้น

บวกกับกลุ่มประเทศโอเปก ที่ผลิตน้ำมันส่งออกมากที่สุดในโลก ตัดสินใจคงอัตราการผลิตไว้เท่าเดิม

แม้ในระดับโลกจักเชื่อว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่สำหรับเศรษฐกิจเมืองไทยยังน่าสงสัยอยู่!??

เพราะตัวเลขต่างๆ สะท้อนออกมาว่าน่าจะไม่ตามกระแสเศรษฐกิจโลก

ยิ่งมาบวกกับราคาน้ำมันแพง และการเก็บภาษีน้ำมันเพื่อชดเชยรายได้ส่วนที่หายไป เหมือนกับการฉุดรั้งระบบเศรษฐกิจไทยยิ่งชะลอมากขึ้น

นี่ยังลูกผีลูกคนอยู่ว่าหากราคาน้ำมันปรับทะลุ 30 บาท/ลิตร ราคาสินค้าต่างๆ จะขอปรับเพิ่มหรือไม่

ในอดีตรัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย ต้องการตรึงราคาน้ำมันให้ต่ำที่สุดเพื่อป้องกันการขึ้นราคาสินค้า เพราะจะกระทบเศรษฐกิจโดยตรง

เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่เมื่อปรับราคาขึ้นไปแล้ว น้อยเท่าน้อยที่จะยอมลดราคาลง

เหมือนสินค้าหลายๆ อย่าง หรือข้าวปลาอาหาร ที่ขอปรับราคาขึ้นไปตอนน้ำมันแพงโคตรๆ เมื่อปีที่แล้ว

แต่เมื่อน้ำมันราคาถูกลงกว่าครึ่ง สินค้าเหล่านี้ก็ไม่ได้ลดราคาให้กับประชาชน

จะเห็นก็แต่รัฐบาลนี้แหละที่นอกจากจะไม่ช่วยพยุงราคาน้ำมันแล้ว ยังรีดภาษีเพื่อให้น้ำมันแพงเกินความจำเป็นเสียอีก

อย่างไรก็ตามหวังว่าเมื่อรัฐบาลสูบเงินจากองทุนน้ำมันหมดไปแล้ว จะยอมยกเลิกการเก็บภาษีส่วนเกิน

เพราะลำพังแค่ราคาน้ำมันตลาดโลกที่กำลังขาขึ้นแบบติดจรวด บวกภาษีฐานเดิมคนไทยก็แทบชักตาตั้งอยู่แล้ว

ถ้าไม่คิดจะช่วยก็อย่าซ้ำเติมกันเลย

เชื้อชั่วไม่ยอมตาย

ที่มา เดลินิวส์

ผมไม่แน่ใจว่า “โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน” จะพัฒนาไปสู่จุดแตกหักในรัฐบาลหรือไม่ แต่ถ้าหากใครก็ตาม มีตำแหน่งสำคัญ เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี และไม่มีอำนาจในการชี้ขาดว่าเรื่องไหนสมควรที่จะนำเข้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หรือไม่

ผมอยากแนะให้ลาออกจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารไปเถอะครับ อยู่ต่อไปก็รังแต่จะมีเสียงค่อนขอดและนินทาว่าเป็น “ผู้ นำบ่มิไก๊”

ดูเอาเถอะขนาด “นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต” ประธานคณะกรรมการบอร์ด ขสมก. ยังกล้าออกมาแถลงสวนทางกับนายกฯ อย่างนี้คงไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้วละครับ ไม่รู้หลายคนลืมบทบาทของนายปิยะพันธ์แล้วหรือยัง ผมจำได้ ช่วง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ยิ่งใหญ่ทางการเมือง บังเอิญ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัย รับไม่ได้กับพฤติกรรมของนายใหญ่ช่วงขายหุ้นให้กับบริษัทเทมาเส็ก ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อดีตนายกฯ ซึ่งแปรสภาพ กลายเป็นผู้ต้องหาหนีคดี

ประธานบอร์ด ขสมก. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมนิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดง บทบาทปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเอาหลายคนฮือฮาพอสมควร และถ้าหากไม่มีเหตุการณ์ 19 ก.ย. 49 ป่านนี้ นายปิยะพันธ์คงได้ดิบได้ดีนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงคมนาคมไปแล้วครับ

ผมสังเกตดูวันนี้แม้ “พรรคประชาธิปัตย์” จะเข้ามา เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ยังต้องปรับต่อพอสมควร เพราะยังมีบรรดาข้าทาส บริวารของ “นายใหญ่” แฝงกายอยู่ในหน่วยงานราชการหลายแห่ง ทั้ง พลเรือน ทหาร ตำรวจ หรือแม้กระทั่ง นักวิชาการ ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่อง “เชื้อชั่วไม่ยอมตาย” เนื้อเรื่องคือมีเชื้อโรคแฝงเข้ามาอาศัยในร่างกายมนุษย์ กว่าพระเอกจะปราบได้ต้องใช้เวลานานพอสมควร

เอาละครับมาว่าถึง โครงการเช่ารถเมล์ของ ขสมก. ของ กระทรวงคมนาคม ซึ่งกำลังจะกลายเป็น “คาร์บอมบ์” ถล่มรัฐบาลให้กลายเป็นจุณ ก่อนหน้านี้ นสพ.โพสต์ทูเดย์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค. ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาระบุว่า ใน วันที่ 3 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ จะยังคงไม่มีการพิจารณาโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน วงเงิน 6.9 พันล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมพยายามผลักดัน เนื่องจากถามไปยังสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังแล้วยังไม่ได้ข้อยุติ

แต่ดูเหมือน รัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทย ต่างประสาน เสียงยืนยันว่า จะผลักดันโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 3 มิ.ย. แถมยังมีประธานบอร์ด ขสมก. ออกมาแจงรายละเอียดของโครงการของ ขสมก. อีก เท่ากับนายปิยะพันธ์ ส่งสัญญาณกดดันนายกรัฐมนตรี โดยตรงเลยละครับ

พูดก็พูดเถอะครับ โครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี ยังไม่มีการ อนุมัติให้เอกชนรายใด ได้ดำเนินการ เป็นเพียงแผนงานที่ยังไม่ได้ริเริ่ม ทั้งหลายทั้งปวงก็อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอ จะแพงจะถูกยังสามารถต่อรองกันได้ แต่ถ้า หากคนส่วนใหญ่ของสังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ นายกฯ ยังไม่เห็นด้วยที่จะเดินหน้าผลักดันโครงการในเวลานี้ แต่พรรค ภูมิใจไทยเห็นว่าเป็นโครงการสำคัญที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน

วิธีแก้ปัญหาดีที่สุดคือ “ยุบสภา” ใช้กระบวนการเลือกตั้งเป็นตัวตัดสิน พรรคภูมิใจไทยนำนโยบายเรื่องนี้ไปหาเสียง อธิบายถึงข้อดีข้อเสียให้กับประชาชนได้รับทราบ พรรคประชาธิปัตย์ก็ใช้เวทีนี้ชี้แจงกับประชาชน ไหน ๆ เราจะต้องใช้งบประมาณในการทำประชามติ สอบถามชาวบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรม นูญ (รธน.)

ก็ใช้สนามเลือกตั้งตัดสินทั้งเรื่องการแก้กฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ หรือการผลักดันนโยบายต่าง ๆ จะได้ไม่มีใครไปอ้างว่าชาวบ้านยืนอยู่ข้างตนเอง.

"เขื่อนขันธ์"