WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 5, 2009

การศึกษาที่หลงทาง

ที่มา บางกอกทูเดย์

เ ป็น ป ร า ก ฏ ก า ร ณ์ใ ห ม่ที่เ กิด ขึ้น กับ . .ช่างกลปทุมวัน..ก็คือในปีการศึกษาใหม่นี้..จะไม่มีนักเรียนชั้นปีที่ 1 มาเข้าชั้นเรียนช่างกลปทุมวันเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 100 ปี..และปีนี้เป็นปีแรกที่..ไม่มีนักเรียนชั้นปีที่ 1 เพราะ..ไม่มีใครสอบผ่านเข้ามาสู่การเป็นนักเรียนได้ทางศิษย์เก่า..ตั้งท่าจะให้มีการสอบใหม่..แต่..สิ่งที่สมควรจะต้องสนับสนุนนั้น คือให้ทางวิทยาลัยช่างกล..เดินไปตามนโยบายเดิมที่ใช้อยู่ในขณะนี้..เมื่อไม่มีนักเรียนสอบผ่านเข้ามาก็ไม่ควรจะต้องลดโรงเรียนหรือวิทยาลัยลงไปช่างกลปทุมวันมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขมากมาย..ไหนจะเรื่องการไล่เข่นฆ่ากันระหว่างอาชีวะต่างสถาบัน ที่ทำเอาการเข้ามาเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในวิทยาลัย..ไม่ต่างอะไรกับการใช้ชีวิตของทหารในสนามรบ..ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องเป็นฆาตกรฆ่าคนตายเมื่อไหร่..หรือจะ
เป็นเหยื่อที่ถูกสังหารเมื่อใด..ทำให้ผู้ที่มีความสามารถปฏิเสธที่จะเข้ามาเป็นนักศึกษาในวิทยาลัยแบบนี้..จึงต้องเปิดทางให้กับเด็กเหลือขอเข้ามาสวมใส่เครื่อง

แบบ..และสร้างเครดิตในทางลบให้กับวิทยาลัยรุ่นแล้วรุ่นเล่า..โดยนโยบายนี้..ในปีหน้า..วิทยาลัยจะได้ผู้สอบผ่านที่ดีขึ้นและมีความตั้งใจในการเล่าเรียนมากขึ้น..ปัญหาเรื่องคดีความก็จะลดน้อยลง..สำหรับประเทศไทยแล้ว..อาชีวศึกษามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย..แต่เพราะสติปัญญาที่ล้าหลังทำให้เราวางแผนการศึกษาผิดพลาดมานานนับ 10 ปี..ช่างกลปทุมวัน ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย..ในอดีต..เข้าไปเป็นพ่องานแม่งานอยู่ในเกือบจะทุกประเทศในตะวันออกกลาง..อยู่ที่ญี่ปุ่นไต้หวัน และในเรือเดินสมุทร..แต่เมื่อประเทศเน้นการศึกษาไปที่ระดับอุดมศึกษา และเปิดคณะที่เรียนง่ายจบง่ายขึ้นมาอย่างมากมาย..การเรียนในภาคอาชีวะจึงถูกทอดทิ้ง..ประเทศไทยในวันนี้จึงอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา..สร้างบัณฑิตขึ้นมามากมาย..แต่ไร้งานทำ..สร้างบัณฑิตขึ้นมามากมาย..เพื่อให้เป็นสาวบริการในสถานบันเทิงเริงรมย์จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์..รัฐมนตรีว่าการศึกษา..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..นายกรัฐมนตรี..ทำการศึกษาให้เหมาะกับความต้องการของประเทศ..นั่นเป็นบรรทัดแรกของการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปสู่ความกินดีอยู่ดี..หยุดเดินหลงทางกันซะที..ไม่มีประเทศมหาอำนาจใด..ที่ประสบความล้มเหลวในด้านการผลิตบุคลากรด้านช่าง.. ■

สมัชชาคนจนเขื่อนหัวนา – ราษีฯ ยึดสันเขื่อน ลั่น!! “กรมชลฯไม่แก้ปัญหา ไม่กลับ”

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมา กลุ่มสมัชชาคนจน กว่า 2,000 คน ชุมนุมยึดสันเขื่อนราษีไศลอีกครั้ง หลังจากที่เดือนร้อนยาวนานกว่า 16 ปี 10 รัฐบาลแล้ว ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ลั่น!!จะไม่รออีกต่อไป เรียกร้องให้มีการเจรจาภายใน 3 วัน และจะชุมชนยืดเยื้อจนกว่ากรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จ
โดยกลุ่ม สมัชชาคนจน เขื่อนหัวนา – ราษีไศลซึ่งประกอบด้วยชาวบ้านจาก อ.กันทรารมย์, อ.อุทุมพรพิสัย, อ.ราษีไศล, อ.ศิลาลาด, อ.บึงบูรพ์, จ.ศรีสะเกษ, อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด และอ.ท่าตูม อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ชุมนุมกันบริเวณสันเขื่อนราษีไศล อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ บรรยากาศการชุมนุมคึกคักเป็นพิเศษ แต่ละคนตระเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง อุปกรณ์ครัว เต็นท์ ที่หลับที่นอน พร้อมสำหรับการชุมนุมยืดเยื้อในครั้งนี้
นายทรรศนันทน์ เถาหมอ ผู้อำนวยการเขตชลประทานที่ 8 กล่าวว่า ในเบื้องต้นหลังทราบข่าวว่าชาวบ้านจะมาชุมนุมนั้น ตนและเจ้าหน้าที่ก็ได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ต้อนรับผู้ชุมนุม โดยการตั้งเต็นท์ให้บริการน้ำดื่ม น้ำแข็ง ห้องสุขา รถเก็บขยะ และเอื้ออำนวยความสะดวกทุก ๆ ด้าน พร้อมกับได้จัดทำอาหารกลางวันและของหวานมาเลี้ยงสมทบแก่ผู้ชุมนุมด้วย
นางสำราญ สุรโคตร แกนนำชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนหัวนา กล่าวว่า จากมติครม. 28 กรกฎาคม 2543 ให้ยุติการดำเนินการใด ๆ จนกว่าจะศึกษาผลกระทบเสร็จ และให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินราษฎรนั้น ที่ผ่านมาการตรวจสอบทรัพย์สินใช้เวลา 7 ปี แล้วแต่ก็ยังไม่เสร็จ เพราะกรมชลฯหน่วงเหนี่ยว ไม่อยากรับรองสิทธิ์ ล่าสุดมติการประชุม 29 มกราคม 2552 ถูกเจ้าหน้าที่กรมชลประทานบิดเบือน โดยแต่งตั้งคำสั่งแต่งตั้งกรรมการไม่ให้มีอำนาจรับรองการตรวจสอบทรัพย์สิน
นางสำราญ ยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ มีขบวนการล่ารายชื่อชาวบ้านเพื่อเสนอล้มมติ ครม.25 กรกฎาคม 2543 ให้ปิดเขื่อนหัวนา โดยที่การศึกษาผลกระทบยังไม่เสร็จ การตรวจสอบทรัพย์สินก็ไม่เสร็จ ทางผู้ชุมนุมจึงเรียกร้องให้ยุติการกระทำนี้ทันที และต้องเร่งรัดให้มีการรับรองผลการตรวจสอบทรัพย์สินให้แล้วเสร็จด้วย
ด้านนางผา กองธรรม แกนนำชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมชลประทานพยายามป่วน แยกมวลชน เล่นแง่ ไม่ยอมทำงานถ่วงเวลามาตลอด เพราะ
การแก้ไขปัญหาที่เหลือได้หลักการที่ชัดเจนหมดแล้วให้ใช้มติ ครม. 1 กุมภาพันธ์ 2543 ในการพิสูจน์ที่ดินทำกินและจ่ายในราคาไร่ละ 32,000 บาท แต่ที่ผ่านมากลไกการแก้ปัญหา ซึ่งอยู่ในมือกรมชลประทาน กลับไม่ทำงาน นอกจากนั้นปัญหาอื่น ๆ ยังไม่มีความคืบหน้า เช่นกรณี นานอกอ่างและการศึกษาผลกระทบ
ซึ่งนางผา ยังย้ำอีกว่า ชาวราษีไศล จะชุมนุม เฝ้ากำกับการทำงานของกรมชลประทานและคณะกรรมการ จนเสร็จจึงจะกลับบ้าน เบื้องต้นชาวราษีไศลและหัวนาขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจในกระทรวงเกษตร กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งประชุมเจรจาตกลง ภายใน 3 วัน เพื่อกำจัดอุปสรรคในการแก้ปัญหาทุกอย่างที่เป็นอยู่ และเริ่มกระบวนการแก้ไขปัญหาทันที

ฮ่องกงคนกะหึ่ม 150,000 ร่วมชุมนุมรำลึก 20 ปี เทียนอันเหมิน

ที่มา ประชาไท


ชาวพม่าและทิเบตพลัดถิ่นที่ประเทศอินเดีย ออกมาชุมนุมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยมีรูปของนางออง ซาน ซูจี , ทะไล ลามะ และ Tank Man ผู้ยืนขวางรถถัง ที่จะนำไปปราบปรามผู้ชุมนุม

(AP Photo/Mustafa Quraishi)


พระลามะจากทิเบต วางดอกไม้หน้าสถานฑูตจีนในลอนดอน
เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินเมื่อ 20 ปีก่อน
(AP Photo/Matt Dunham)

วางดอกไม้รำลึก หน้าสถานฑูตจีนในลอนดอน
ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มาวางดอกไม้หน้าสถานฑูตจีนในกรุงลอนดอนในวันครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว
การวางดอกไม้ในครั้งนี้เพื่อแสดงการรำลึกถึงผู้ที่ถูกกองทัพรัฐบาลจีนสังหารเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 1989 ทางองค์กรแอมเนสตี้สากลเรียกร้องให้ทางการจีนมีการสอบสวยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่ก็ยังคงมีรายงานว่า ทางการจีนได้ปราบปรามผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลเพื่อให้พวกเขาเงียบเสียงและหยุดการกระทำใด ๆ ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์นี้
เชา เจียง (Shao Jiang) หนึ่งในผู้รอดชีวิตที่ปัจจุบันอายุ 42 ปี ได้มาวางดอกไม้หน้าสถานฑูตด้วย โดยหลังเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เขาถูกสั่งจำคุก 18 เดือน ฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการประท้วง หลังจากนั้นจึ
งถูกจับกุมตัวอีกครั้งและถูกสั่งกักบริเวณ จนกระทั่งสามารถหนีออกจากประเทศจีนได้ในปี 1997
เขาเล่าถึงเหตุการณ์นองเลือดเมื่อ 20 ปีที่แล้วว่า มันเป็นวันที่แย่มาก ทหารออกมายิงผู้คนบนท้องถนนและทางเท้า ตัวของเชา เจียง เองสามารถหนีออกจากจัตุรัสได้ทันและเข้าไปหลบในมหาวิทยาลัย ในนั้นทุกคนต่างอยากทราบชะตากรรมของเพื่อร่วมชั้นและมีใครเสียชีวิตไปแล้วบ้าง
"เพื่อนร่วมชั้นของผมสี่คนถูกสังหาร พวกเขาเป็นคนที่ผมสนิทสนมด้วย" เชา เจียง กล่าว
เจ้อ เซีย (Ze Xia) อายุ 53 ปี จากคริกเกิลวูด เมืองทางตอนเหนือของลอนดอน ก็มาที่หน้าสถานฑูตจีนเพื่อรำลึกถึงลูกพี่ลูกน้องของเขา นัน หวัง (Nan Wang) ที่ถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์
เธอเล่าว่าตอนนั้นนัน หวังกำลังถือกล้องถ่ายรูปอยู่บนถนน แต่ในวันนั้นมีคำสั่งจากระดับสูงว่าห้ามให้มีรูปถ่ายหรือการบันทึกวิดิโอเผยแพร่ออกไป พวกกองทัพจึงเล็งและยิงเขา กระสุนทะลุศรีษะเขาไป
เจ้อ เซีย ยังได้บอกอีกว่า ครอบครัวลูกพี่ลูกน้องของเธอก็ยังคงถูกดำเนินคดี พ่อกับแม่ของนัน หวัง วางแผนว่าจะไปที่สถานที่ที่ลูกของพวกเขาถูกยิง แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตใหออกจากบ้าน "มีคนคอยมาที่บ้านพวกเขาเพื่อไม่ให้พวกเขาออกจากบ้าน คืนก่อนหน้านี้มีตำรวจราว 10 คนนอกบ้านคอยหยุดไม่ให้พวกเขาออกไป" เจ้อ เซีย กล่าว
เคท อัลเลน ผู้อำนวยการองค์กรแอมเนสตี้ในอังกฤษกล่าวว่า มีประชาชนหลายร้อยคนถูกสังหาร บางคนยังถูกขังอยู่ในคุกนานถึง 20 ปีแล้ว จากข้อหาที่พวกเขาชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนเอง
"พวกเราเรียกร้องให้รัฐบาลจีนมีการไต่สวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วบอกให้โลกรับรู้ มีผู้ถูกสังหารไปจำนวนเท่าไหร่ และยังเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ยังถูกกักขังอยู่ด้วย"
มีตำรวจหนาแน่นมากในเขตจัตุรัสเทียนอันเหมินในวันครบรอบเหตุการณ์ เนื่องจากทางรัฐบาลจีนต้องการป้องกันการต่อต้านรัฐบาล และสกัดกั้นผู้ที่จะมารำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
ผู้เข้าร่วมพิธีครบรอบ 20 ปี เหตุนองเลือดเทียนอันเหมิน จุดเทียนรำลึกถึงเหตุการณ์
(AFP/Ed Jones)


ผู้ร่วมงานเนืองแน่นในวิกเตอเรีย พาร์ค , ฮ่องกง
(AFP/Mike Clarke)

ฮ่องกงคนกะหึ่ม - 150,000 ร่วมชุมนุมรำลึกถึงเทียนอันเหมิน
ขณะที่ในฮ่องกง กลุ่มสหพันธ์ฮ่องกงเพื่อการเคลื่อนไหวด้านประชาธิปไตยในจีน (Hong Kong Alliance in Support of Patriotic Democratic Movement of China) ได้จัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์นองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในฐานะครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์ ที่วิกตอเรีย พาร์ค (Victoria Park) โดยงานนี้มีจุประสงค์เพื่อประท้วงรัฐบาลจีนที่ปฏิเสธการนำเหตุการณ์นองเลือดในครั้งนั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
เซโต หวา (Szeto Wah) ผู้ก่อตั้งสหพันธ์ฮ่องกงฯ กล่าวกับผู้มาร่วมงานว่า มีผู้มาเข้าร่วม 150,000 คน ซึ่งมากกว่าผู้มาเข้าร่วมเมื่อปี 1990
แซนดรา ลี ครูสอนพละที่มาเข้าร่วมพร้อมกับลูกชายวัย 7 ขวบ บอกว่าเธอต้องการทราบความจริงว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
ผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งหนึ่งนาทีเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ มีการวางช่อดอกไม้และแสดงความเคารพ ผู้จัดงานต้องนำคนบางส่วนไปยังสนามหญ้าใกล้ ๆ สถานที่จัดงาน เนื่องจากสถานที่จัดงานขนาดหกสนามฟุตบอลจุคนไว้ไม่พอ
บรรยากาศในงานมีผู้ถือเทียนนั่งสงบนิ่ง และมีการถือป้ายคำขวัญ "เรียกร้องสิทธิแก่ผู้คนในเหตุการณ์ 4 มิถุนา" (Vindicate June 4)
เซโต หวา พูดถึงการจุดเทียนรำลึกว่าเป็นพิธีที่สำคัญสำหรับเมืองฮ่องกง เพราะพิธีนี้ช่วยแสดงให้เห็นความสามารถในการปกครองตนเองส่วนหนึงของฮ่องกง และเสรีภาพในการแสดงออกในฐานะของผู้ต่อต้านรัฐบาลจีน
ขณะเดียวกัน ฉิน กัง (Qin Gang) โฆษก รมต.ต่างประเทศของจีนก็กล่าวในการแถลงข่าววันที่ 6 มิ.ย. ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980s และเหตุอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ทางพรรคคอมมิวนิสท์จีนและรัฐบาลได้วางผลสรุปไว้ชัดเจนแล้ว นอกจากนี้ยังได้กล่าวอีกว่า ตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้วทางการจีนได้ปฏิรูปและเปิดกว้างมากขึ้น การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของจีนประสบความสำเร็จดี
โดย หม่า เจาซู (Ma Zhouxu) โฆษก รมต. ต่างประเทศอีกคนได้ออกมาบอกเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ทางการจีนทำถูกแล้วในเหตุการณ์ปราบปรามการชุมนุมในปี 1989
ในวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา โดนัลด์ ซาง (Donald Tsang) ก็ออกมาบอกว่า ประชาชนจะติดสินเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว "โดยปราศจาคความลำเอียง" เนื่องจากรัฐบาลจีนได้พัฒนาด้านเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้ฮ่องกงมีความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งต่อมาโดนัลด์ ซาง ได้ออกมาขอโทษ ที่ตนไม่สามารถเป็นตัวแทนความเห็นของคนในฮ่องกงทุกคนได้
ส่วน ลี ชูก-ยัง (Lee Cheuk-yan) รองประธานกลุ่มสหพันธ์ฮ่องกงฯ กล่าวไว้ว่าฮ่องกงควรทำหน้าที่เป็น "จิตสำนึกของจีน" (China's conscience) ต่อไป ในการทำให้ประชาชนจีนมีสิทธฺเสรีภาพในการแสดงความเห็น
โดยเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ในฮ่องกงได้มีหนังสือบันทึกของ เจ้า จื่อหยาง ออกวางจำหน่าย โดยเจ้า จื่อหยาง เป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสท์ที่เคยพยายามเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 จนถูกทางพรรคหาว่าเขาแสดงความเห็นใจกับการประท้วง "ต่อต้านการปฏิวัติ" ทำให้โดนสั่งกักบริเวณจนกระทั่งเสียชีวิต (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม - ) โดยลีเชื่อว่าทั้งการที่วันที่ 6 มิ.ย. เป็นวันครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์ บวกกับการตีพิมพ์หนังสือบันทึกของเจ้า จื่อหยาง ทำให้ประชาชนมาร่วมงานจุดเทียนไว้อาลัยในครั้งนี้มากขึ้น
งานรำลึกเหตุนองเลือดจัตุรัสเทียนอันเหมินในฮ่องกงเมื่อปีที่ผ่านมา มีผู้มาเข้าร่วม 15,700 คน เท่านั้น


ตำรวจจีนตรวจค้นเอกสารของนีกข่าวต่างประเทศที่พยายามเข้าไปในเขตจัตุรัสเทียนอันเหมิน
ในวันที่ 6 มิ.ย. (AFP/Peter Parks)

ประชาชนในพื้นที่หันไปมองกลุ่มทหารตำรวจและกลุ่มตำรวจนอกเครื่องแบบที่กำลังเดินขบวน
ตรวจตราผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่
4 มิ.ย.(Reuters Pictures/Daylife)
รูปเด็กเดินเล่นในจัตุรัสเทียนอันเหมิน วันที่ 3 มิ.ย. โดยมีตำรวจทหารจับตาดู
(Getty Image/Daylife)
ในแผ่นดินใหญ่ยังคุมเข้ม สกัดช่องข่าว บล็อกนักข่าว และกักบริเวณครอบครัวผู้สูญเสีย
ในกรุงปักกิ่ง นักข่าวต่างประเทศถูกตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกันไม่ให้เข้าไปในเขตจัตุรัสเทียนอันเหมิน มียามรักษาความปลอดภัยตรวจเช็คพาสปอร์ตและกันไม่ให้ช่างภาพและกล้องวิดิโอเข้าไปในเขตจัตุรัส มีตำรวจนอกเครื่องแบบบางนายข่มขู่และด่าทอนักข่าวที่อยู่รอบ ๆ บริเวณ
เจ้าหน้าที่รัฐยังคงสกัดกั้นอย่างเข้มงวด โดยมีการทำให้ช่อง CNN เหลือแต่จอดำ รวมถึงช่องข่าวต่างประเทศอื่น ๆ ที่มีการนำเสนอเรื่องของจัตุรัสเทียนอันเหมิน ผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เช่นญาติของผู้เสียชีวิตก็จะมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยกักตัวไม่ให้ออกจากบ้าน แม้กระทั่ง หวัง ยันนัน (Wang Yannan) ลูกสาวของ เจ้า จื่อหยาง ที่แม้เธอจะไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการเมืองเลยก็ยังมีรถตำรวจมาล้อมบ้าน


องค์กรแอมเนสตี้ในญี่ปุ่น ประท้วงหน้าสถานฑูตจีนในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.
ในฐานะ 20 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน
(AP Photo/Daylife)

ไต้หวัน-อเมริกา บอกจีนควรเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ในอดีต
ประธานาธิบดีไต้หวัน หม่า หยิงเจียว เรียกร้องให้รัฐบาลจีนยกเลิกข้อห้ามการพูดถึงเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมิน โดยกล่าวในแถลงการณ์วันที่ 6 มิ.ย. ว่า จีนควรเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดนี้ การแกล้งทำเป็นว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนไม่ใช่ทางออก
ขณะเดียวกัน ฮิลลารี่ คลินตัน รมต.ต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้จีนและทั่วโลกหันมาสนใจวันครบรอบเหตุนองเลือดที่เทียนอันเหมิน โดยฮิลลารี่ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า ผู้ประท้วงนับร้อยนับพันคนที่ออกมาบนท้องถนนในสัปดาห์นี้ ทั้งในปักกิ่งและทั่วประเทศก็เพื่อสดุดีนักปฏิรูปอย่างหู เย้าปัง (Hu Yaobang) และเพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกรัฐบาลปฏิเสธ
"จีนมีความก้าวหน้าด้านเศรษกิจอย่างมาก และหากอยากจะดำรงอยู่ในพื้นที่ของผู้นำโลกอย่างถูกต้อง ก็ควรให้มีการพิจารณาเหตุการณ์มืดมนที่เกิดขึ้นในอดีตและแถลงออกสู่มวลชน ทั้งผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ผู้ที่ถูกจับกุมและผู้สูญหาย นั่นก็เพื่อจะได้เรียนรู้และเยียวยามัน" ฮิลลารี่ กล่าว
นอกจากนี้ฮิลลารี่ คลินตัน ยังได้เรียกร้องให้จีนปล่อยตัวนักโทษจากเหตุการณ์ 4 มิถุนาฯ ที่ยังถูกดำเนินคดีอยู่ และมีการเจรจาร่วมกับสมาชิกครอบครัวของผู้สูญเสีย รวมถึงกลุ่มมารดาเทียนอันเหมิน (Tiananmen Mothers) ด้วย
โดย ฉิน กัง โฆษก รมต. ต่างประเทศของจีน ก็ออกมาตอบโต้ความเห็นของฮิลลารี่ว่า “เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนแบบประหลาด ๆ” นอกจากนี้ยังได้บอกสหรัฐฯ อีกว่า ละวางอคติทางการเมือง และเลิกบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสีย โดยฉินปฏิเสธจะพูดถึงเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันนี้
“วันนี้ก็เหมือนทุก ๆ วัน คงตัวตามปกติ” ฉินกล่าว
ที่มา - แปลและเรียบเรียงจาก
Flowers laid for Tiananmen Square , BBC , 04-06-2009
Tiananmen Square Vigil in Hong Kong Park Draws Crowd of 150,000 , Bloomberg , Sophie Leung and Theresa Tang , 04-06-2009
(Updated)
Tiananmen Wounds ‘Need To Heal’ , Radio Free Asia , 04-06-2009
Tiananmen 20th anniversary brings new repression , Christopher Bodeen , AP , 04-06-2009

ปรับโครงสร้างอำนาจดับไฟใด้ การแก้ปัญหาที่ยากยิ่งกว่าก้าวข้าม

ที่มา ประชาไท

มูฮำหมัด ดือราแม
ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปะทุขึ้นเป็นครั้งเป็นคราวในตอนนี้ มันดึงความสนใจของผู้คนขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราวเช่นกัน อย่างกรณีล่าสุดที่กลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุยิงครูสาวที่ท้องแก่ใกล้คลอดอย่างน่าสะเทือนใจ ผู้คนจึงมักถามหาว่า ตอนนี้รัฐบาลแก้ปัญหากันไปถึงไหนแล้ว หน่วยงานความมั่นคงทำอะไรไปบ้าง
คำตอบที่ได้มักเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การปรับหรือเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยครูในพื้นที่ การช่วยเหลือเยียวยา จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ครูเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เป็นต้น
แต่การแก้ปัญหาในระยะยาวและยั่งยืน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างการบริการจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลขณะที่มีพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยประกาศไว้ว่า จะตั้งองค์กรใหม่เพื่อรับผิดชอบภารกิจ "ดับไฟใต้" แบบบูรณาการ โดยการจัดตั้งสำนักบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ สบ.ชต. ซึงเป็นนโยบายเร่งด่วน 99 วันหลังเข้าบริหารประเทศ แต่ถึงตอนนี้ปาเข้าไป 5 เดือนแล้วก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม
กล่าวสำหรับเรื่องการจัดตั้ง สบ.ชต. ที่ตอนนี้ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำนักบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังไม่ผ่านการพิจารณาแม้แต่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จนถูกวิพากษ์วิจารณ์กันว่า อาจเป็นการไม่ยอมรับของฝ่ายทหาร ในฐานะที่เป็นผู้กุมอำนาจและดูแลงบประมาณในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นส่วนใหญ่อยู่ในขณะนี้
จึงไม่แปลกที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะตอบคำถามเรื่องนี้ว่า "อยู่ระหว่างการพิจารณา" แต่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง บอกว่า "ให้ไปถามคุณถาวร" ส่วน นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนายกฯมอบหมายให้กำกับดูแลปัญหาภาคใต้กลับบอกว่า "ส่งร่างไปให้นายกฯตั้งนานแล้ว" ดังที่ ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา ตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานเรื่อง “เปิดใจ รมต.ถาวร ผลงานบนภารกิจร้อน"ดับไฟใต้" เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา
ขณะที่นายถาวรเอง ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเดียวกันด้วยว่า “องค์กรทหารต้องการมีอำนาจ โดยใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง (พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551) ต้องการกุมสภาพทั้งหมด ผมทำงานได้วันนี้เพราะใช้ศิลปะและความสามารถส่วนตัว ผู้ว่าฯไม่ได้อยู่ใต้ผม รองปลัดมหาดไทย ขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหมด ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ขึ้นกับ กอ.รมน.
ส่วนต้องรออีกนานแค่ไหนกว่ากฎหมายจะเข้าสภานั้น นายถาวร บอกว่า “ผมยืนยันว่ากฎหมายยังไปได้ แต่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ขอให้เชื่อใจนายกฯ ท่านมีศิลปะในการบริหารงาน อีกไม่นาน ผมกับท่านคุยกันลึกๆ แล้ว ท่านตั้งใจดี และยืนยันเรื่องการเมืองนำการทหารว่าถูกต้อง แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องแบ่งแยกดินแดนทำไม่ได้ในพริบตา”
แม้ขณะนี้ยังไม่ถึงสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญ เพื่อพิจารณากฎหมายต่างๆ แต่หากลองมาทบทวนถึงร่างโครงสร้าง สบ.ชต.ที่รัฐบาลกำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ หากยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ก็จะเห็นได้ว่า ร่าง พ.ร.บ.สำนักบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำหนดให้ สบ.ชต.เป็นส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีเลขาธิการ สบ.ชต.มีฐานะเทียบเท่ารองปลัดกระทรวง เป็นหัวหน้าส่วนราชการ
กรณีนี้ นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อแผ่นดิน ในฐานะหัวหน้ากลุ่มสัจจานุภาพ ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเสนอในกรอบเดิม เพราะในสมัย พล.อ.เปรม ติณูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ตั้ง ศอ.บต. ก็ให้ตั้งรองปลัดกระทรวงเป็นผู้อำนวยการ จนกระทั่งมีการยุบ ศอ.บต.ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี
ต่อมาในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการรื้อฟื้น ศอ.บต.ขึ้นมา โดยพล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เสนอให้ศอ.บต..อยู่ภายใน กอ.รมน. แต่ผู้อำนวยการก็ยังเป็นรองปลัดกระรวงมหาดไทย ซึ่งรัฐบาลก็เห็นด้วย ทำให้งบประมาณต่างๆ ที่นำมาใช้แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องผ่าน กอ.รมน.นั่นเอง
จนกระทั่ง เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศ จะตั้ง สบ.ชต.ขึ้นมา แต่ก็ยังจะให้กระทรวงมหาดไทยเสนอข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเป็นเลขาธิการอีก
ทางออกของนายแพทย์แวมาฮาดี คือ เสนอว่าผู้ที่จะมาเป็นเลขาธิการไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการ อาจให้ใครก็ได้ที่มีความรู้เกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือไม่ควรเป็นข้าราชการระดับ 10 เพราะปัจจุบันข้าราชการระดับนี้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีน้อย ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับเป็นการล็อกเสป็กไม่ให้คนในพื้นที่ได้เป็นเลขาธิการ
โดยเป็นข้อเสนอที่มีต่อที่ประชุมวิพากษ์ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมเซาเทิร์นวิว อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที 6 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยกลุ่มสัจจานุภาพร่วมกับนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์และเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้เข้าร่วมประมาณ 30 คน
ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับของกลุ่มสัจจานุภาพ ที่จะนำเข้าประกบกับร่างของ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล ที่ขณะนั้นการบริหารราชการของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กำลังจะครบ 99 วันในวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยมีแนวโน้มว่านายถาวร จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรับมนตรีและนำเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงวันสองวันหลังจากนั้น แต่จนถึงขณะนั้นก็ยังไม่ถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด
ในขณะที่นายแพทย์แวมาฮาดี บอกว่า ได้นำเสนอร่างพ.ร.บ.ของกลุ่มสัจจานุภาพต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้วลงนามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จากพรรคต่างๆ 21 คน ซึ่งเป็นการเสนอต่อประธานสภาโดยที่ตนไม่ทราบว่าร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาลยังไม่ได้เสนอแต่อย่างใด ซึ่งคิดว่ามันไม่สมควร
อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับกลุ่มสัจจานุภาพ คือ การเสนอให้มีการตั้งสมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้อยู่ในโครงสร้าง สบ.ชต.ของรัฐบาลด้วย เนื่องจากที่ประชุมครั้งนั้น เป็นว่า ร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาลยังขาดสาระสำคัญในส่วนการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา เป็นเพียงการตั้งที่ปรึกษาเท่านั้น หรือแม้แต่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับรัฐบาลเอง ระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาสบ.ชต. ซึ่งนั่นยังไม่ใช่การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะเป็นการให้คำปรึกษาเมื่อต้องการเท่านั้น
“ถ้าเลขาธิการ สบ.ชต.มีอำนาจแค่ไหน ก็ต้องให้ภาคประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบมากเท่านั้นด้วย เป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่าง สบ.ชต.และ กอ.รมน. แต่การจะผลักดันเรื่องนี้ได้อาจต้องใช้พลังอย่างมาก” นายแพทย์แวมาฮาดี ระบุ
โดยสมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังกล่าว จะประกอบด้วยสมาชิกจากกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ รวม 100 คน ไม่ว่า ส.ส. ส.ว.(สมาชิกวุฒิสภา)ในพื้นที่ สมาชิกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการในพื้นที่ 10 คน ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและผู้นำศาสนาในพื้นที่
นายแพทย์แวมาฮาดี ซึ่งมีพื้นฐานมาจากนักประชาสังคมในจังหัดชายแดนภาคใต้มาก่อน ยังบอกด้วยว่า แม้ร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับคือของรัฐบาลและของกลุ่มสัจจานุภาพยังไม่เป็นที่พอใจมากนักในมุมมองของภาคประชาสังคม แต่หากร่าง พ.ร.บ.ของรัฐบาลผ่านสภาไปแล้ว การเสนอร่าง พ.ร.บ.ในเรื่องเดียวกันจะต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลานาน ดังนั้นที่ประชุมจึงให้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับกลุ่มสัจจานุภาพไปก่อน ในขณะที่ภาคประชาชนในพื้นที่จะยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับแล้วจะเสนอตามไป ในลักษณะที่จะให้มี ส.ส.จำนวนหนึ่งลงนาม เพราะไม่ต้องรอให้ล่ารายชื่อประชาชนให้ได้ 10,000 คนก่อน เพื่อเสนอออกกฎหมายใหม่
ร่าง พ.รบ.ฉบับประชาชนชายแดนภาคใต้ที่ว่าคือ การร่างขึ้นบนพื้นที่ฐานการศึกษาวิจัยของ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และอาจารย์สุกรี หลังปูเต๊ะ จากมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ที่มีการนำเสนอในการประชุมคราวนั้นด้วย
โดยโครงสร้างการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เสนอโดย ผศ.สมภพ และอาจารย์สุกรี เลียบแบบมาจากการปกครองของประเทศอังกฤษ กรณีการปกครองแคว้นไอร์แลนด์เหนือ ในรูปของทบวงการบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผศ.ดร.ศรีสมภพ ระบุว่า ตนได้ศึกษาวิจัยมาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว
โดยทบวงดังกล่าว มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง เป็นการปกครองส่วนภูมิภาค และการบริหารท้องถิ่นแบบพิเศษ มีรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลนโยบาย มีปลัดทบวง รองปลัดทบวงและผู้อำนวยการเขตทำหน้าที่ดูแลในแต่ละพื้นที่ ในฐานะข้าราชการส่วนภูมิภาคแบบพิเศษ ควบคู่กับการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และยังควรมีสมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย
ขณะที่มีลักษณะพิเศษของการบริหารและการเมือง เช่น ระบบผู้นำ ที่ให้มีสภาประชาชนหรือสภาท้องถิ่นหรือสภาอูลามะคัดเลือก เป็นระบบการปกครองท้องถิ่นที่มีการผสมผสานการเลือกตั้งในระบบเก่าและสภาชูรอ(สภาที่ปรึกษ) สภาวิชาชีพ ระบบความยุติธรรมที่มีระบบยุติธรรมทางเลือก เช่น ระบบกฎมายแบบอิสลาม
ขณะที่ระบบการศึกษา บูรณาการทั้งสายสามัญและศาสนาคุณธรรม ระบบราชการ เป็นแบบตัวแทนตามสัดส่วนประชากรในท้องถิ่น ระบบพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นแบบอิสลาม ระบบวัฒนธรรม โดยใช้ระบบสองภาษาในสถานที่ราชการและโรงเรียน ระบบการจัดการชุมชน ใช้ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือหรือสานเสวนาจัดการความขัดแย้งในชุมชน และระบบสวัสดิการ โดยตั้งกองทุน กองทุนสหกรณ์แบบอิสลาม องค์กรซากาต
แต่โครงสร้างดังกล่าวถูกท้วงติงอย่างหนักจากผู้เข้าร่วมประชุม เช่น นายอุดม ปัตนวงศ์ กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดปัตตานี ที่เห็นว่า โครงสร้างดังกล่าวทำให้การปกครองส่วนภูมิภาคหายไป แล้วจะมีหน่วยงานใดที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลในพื้นที่ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะปรับโครงสร้างเดิมให้เปลี่ยนไปทั้งหมดได้
ก็คงจะยากจริงๆ ยิ่งในภาวะฝ่ายความมั่นคงหวงงบประมาณ ฝ่ายราชการกลัวสูญเสียอำนาจด้วยแล้ว แม้แต่การออกกฎหมายใหม่เพื่อจะจัดการให้การบริการราชการในพื้นที่มีความคล่องตัวมากขึ้น ก็ยังยากเล้ย น่ะจะบอกให้
AttachmentSize
โครงสร้างการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกลุ่มต่างๆ46.43 KB

ถามถึงความรุนแรงที่ยังรุมเร้า ฟังเสียงผู้กุมนโยบาย ‘อภิสิทธิ เวชชาชีวะ’ ฟังเสียงผู้ปฏิบัติงาน ‘ถาวร เสนเนียม’

ที่มา ประชาไท

ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
(www.deepsouthwatch.org)
หมายเหตุ : รายงานฉบับนี้เป็นบทสัมภาษณ์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “ถาวร เสนเนียม” ในฐานะผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในนามของรัฐบาล โดยเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของดีพเซาท์ บุ๊กกาซีน (DeepSouth Bookazine) ฉบับที่ 4 “Change ไฟใต้” ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์ออกเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนนี้
ผ่านไปแล้วกว่า 5 เดือนหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และหนึ่งในเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลซึ่งนำโดย ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้คือการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่จนบัดนี้สถานการณ์ยังคงรุนแรง ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ได้มีการลอบก่อวินาศกรรมถึง 9 จุดใน จังหวัดยะลา ทำให้มีคำถามถี่ยิบขึ้นถึงบทบาทและความจริงใจของรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าหมกมุ่นอยู่กับการแก้ไขปัญหาการเมืองส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นกรณีเสื้อแดงเสื้อเหลือง และการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาล จนละเลยการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆที่ถูกคาดหวังเอาไว้เยอะ
“ถ้าหลักของเราเนี่ย ต้องเป็นเรื่องหมุนไปที่การพัฒนา เมื่อผมเข้ามาได้ตั้งคณะรัฐมนตรีชุดพิเศษ แล้วทำแผน ตอนนี้แผนเสร็จแล้วก็มาดูตัวงบประมาณซึ่งมีหลายตัวที่ต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ เพราะนโยบายที่พูดไว้เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับในความหลากหลายของวัฒนธรรมมากขึ้น มีเรื่องอะไรบ้าง กำลังไล่ทำอยู่ เช่น เรื่องภาษา” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อทีมข่าว “ดีพเซ้าท์” ถึงภารกิจของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
“ผมว่าขณะนี้ หน่วยงานของฝ่ายความมั่นคงเขาก็รับทราบ นโยบายที่มีความเป็นเอกภาพ และก็รับประเด็นปัญหาที่ทางฝ่ายการเมืองบอก อย่างกรณีที่เจ้าหน้าที่ไปละเมิดสิทธิคนหรือไม่ ตอนนี้เขาก็ขานรับเต็มที่นะครับ ขอให้แจ้งข้อมูลมาเท่านั้นเอง ถ้ามีกรณีหรือคิดว่าจำเป็นต้องดำเนินการ เขาก็ให้ความร่วมมือ” เขาบอกถึงความเป็นเอกภาพของหน่วยงานรัฐในการร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่เกิดความไม่สงบในพื้นที่เป็นต้นมา ซึ่งอภิสิทธิ์ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้น แต่จนบัดนี้กลับยังไม่มีใครเห็นภาพนั้นชัดนัก
อภิสิทธิ์ยืนยันว่านโยบายของรัฐบาลยังคงเป็นการเมืองนำการทหาร แต่การเมืองที่เขามุ่งเน้นคือคำว่า “พัฒนา” ที่ควรเป็น “ตัวนำ”
แต่ภาพจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทุกวันนี้คือทหารยังคงทำงานอยู่เต็มพื้นที่และบทบาทด้านการทหารยังคงนำโด่ง ซึ่งอภิสิทธิ์อธิบายว่า
“มันก็ยังมีเรื่องบทบาทของ กอ. รมน. กับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ซึ่งผมกำลังจะปรับอยู่ แต่มันต้องมีเหตุ ต้องมีระบบการประเมินที่ดีที่จะทำตัวนี้ เพราะว่าในการต่ออายุ พ.ร.ก. คราวที่แล้ว ผมก็ให้ประเมิน ผมอยากให้เขาเทียบให้เห็นว่าระหว่างการใช้ พ.ร.ก. และช่วงที่เคยมีการชะลอการบังคับใช้ สมัยท่านสุรยุทธ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตัวเลขมันเป็นอย่างไร ผมต้องการข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตรงนี้”
เมื่อถูกถามอย่างตรงไปตรงมาว่าเพราะต้องเอาใจกองทัพซึ่งมีบทบาทสำคัญในการได้มาซึ่งรัฐบาลชุดนี้ จนทำให้ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาตอบว่า “ผมกลับบมองว่า การที่ผมเข้ามา ของพวกนี้ชัดเจนมากขึ้น อย่างกรณีโรฮิงญา สมัยก่อนผมไม่เคยเห็นใครในฝ่ายการเมืองไปตั้งคำถามนี้เลย แต่ตอนนี้พอเกิดประเด็นทุกประเด็น เราจะคุยกัน ทางราชการเขาก็ให้การตอบรับดี”
“มันเป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กันไป เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงก็ต้องยอมรับว่ามีประชาชนในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งซึ่งก็มีความคาดหวัง หรือมีความอบอุ่นกว่าจากการที่มีกองกำลังดูแลความมั่นคงอยู่ ความรู้สึกตรงนั้นก็แรง เราต้องหาความพอดีคือกองกำลังอยู่ตรงนั้นได้ แต่ไปเน้นด้านการพัฒนามากขึ้น ผมทราบตอนหลังว่ามีโครงการให้ทหารไปทำงานพัฒนามากขึ้น แต่ยังเข้าพื้นที่ไม่ได้ทั้งหมดเพราะบางพื้นที่มีปัญหา แต่เราทำ อย่าไปยึดติดว่าใคร ต้องยึดติดว่าเราทำอะไร”
เขาอธิบายต่อว่า จริงๆ แล้ว กอ.รมน.ไม่ใช่ทหาร แต่เป็นการผสมผสานของทุกฝ่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนตั้งคำถามก็ตั้งคำถามได้หมดว่าทำไมการแก้ไขการชุมนุมถึงไม่ใช้ตำรวจ แต่ใช้ทหาร ตอนนี้ใครมีกำลังที่ทำได้ภายใต้กติกาก็ต้องให้คนนั้นทำไปก่อน ซึ่งโดยหลักคือต้องให้ตำรวจทำก่อน แต่ตำรวจบอกว่าทำไม่ได้ก็ต้องให้ทหารทำ
“เหมือนกันตอนนี้สมมติมีผู้รับเหมาทิ้งงานก่อสร้างถนนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมให้เป็นนโยบายไปว่า ต่อไปนี้ไม่ใช่โยกงบออกมาจากพื้นที่ ผมบอกว่าเอาทหารเข้าไปสร้างซะ อย่าไปติดใจว่าเป็นทหาร ประเด็นคือเรากำลังสร้างถนน”
เมื่อถูกถามถึงเรื่องการพูดคุยเจรจากับกลุ่มขบวนการที่สนับสนุนการสร้างความรุนแรง อภิสิทธิ์ค่อนข้างระมัดระวังที่จะตอบคำถามนี้
“การพูดคุยทุกระดับทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องของการเจรจาเพราะถ้าบอกว่าเป็นการเจรจาจะมีความซับซ้อนขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเกี่ยวต่างประเทศ แต่ผมยังยืนยันว่ากรณีนี้เป็นเรื่องภายในประเทศ”
เมื่อถามต่ออีกว่า มีการติดต่อจากฝ่ายตรงข้ามรัฐเข้ามาบ้างหรือไม่ เขาเลี่ยงที่พูดถึง เพียงแต่กล่าวสั้นๆ ว่า “หลายระดับคงพูดคุยกันอยู่ ผมได้ยินมาบ้าง แต่ผมจะไปอยู่ในกระบวนการนี้ไม่ได้อยู่แล้ว”
สุดท้ายเขายืนยันความตั้งใจว่า ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ เขาจะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก หลังจากเคยมาตรวจเยี่ยมมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้จริงๆ แล้วเรื่องข้อมูลเขามีไม่น้อยอยู่แล้ว แต่อยากไปให้ขวัญและกำลังใจและฟังในสิ่งที่เล็ดรอดไป
นข้อข้องใจเดียวกันเกี่ยวพันธสัญญาที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไว้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่จนถึงบัดนี้กลับยังแทบไม่เห็นสัญญาณในทางที่ดี ซึ่งถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ชี้แจงว่า สิ่งแรกที่ต้องการให้มีคือองค์กรถาวร ซึ่งได้มีการจัดร่างพระราชบัญญัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้เรื่องอยู่ที่ที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ซึ่งได้พยายามติดตามหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ดังนั้นขณะนี้ เขาจึงต้องทำงานภายใต้องค์กรที่เป็นอยู่ตามกฎหมาย
“ปัจจุบัน ศอ.บต.เป็นหน่วยงานที่ไม่มีบทบาทอำนาจในตัวของตัวเอง ก็ต้องทำงานประสานกับทุกส่วนราชการ ผมเริ่มต้นด้วยการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ผู้ช่วย ทั้ง 5 จังหวัด ภายใต้ความร่วมมือของกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็น ผอ.กอ.รมน. ภาค 4 และส่วนราชการอื่นๆ ทุกอย่างดำเนินการไปเสร็จเรียบร้อย และได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนราชการ นอกจากนี้ผมยังได้เชิญส่วนผู้แทนทุกส่วนราชการจำนวน 62 คน ไปเยี่ยมคำนับ ฯพณฯ มุขมนตรีรัฐกลันตัน ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างมิตรไมตรี”
ถาวรบอกว่า สิ่งที่เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลนี้เดินมาถูกแนวทางคือ มาเลเซียได้ปิดแคมป์ที่รับคนไทยที่อพยพ 131 คน กับอีก 2 แห่ง นอกจากนี้ตัวเลขของการเกิดเหตุรุนแรงตั้งแต่ 1 มกราคมจนถึง 30 เมษายนของปีนี้ ยังลดน้อยว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 20 ครั้ง
“เรามีความเป็นเอกภาพในแนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาภาคใต้มากขึ้น” ถาวรชี้แจงถึงเรื่องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหน่วยงานต่างๆเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา แม้น้ำเสียงยังไม่ค่อยหนักแน่นนัก
“ที่เราพูดกันว่าใช้การเมืองนำการทหาร ด้วยการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ผมสร้างความเข้าใจด้วยการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนถี่ยิบ ในบางสัปดาห์ ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ถี่ยิบถึง 10 ครั้ง ไม่เว้นแม้กระทั้งกลางคืน นั่นคือการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างพี่น้องประชาชนกับเรา”
เมื่อถามว่าให้ความสำคัญการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ทำไมคณะรัฐมนตรีชุดพิเศษหรือ ครม.ใต้ ถึงมีการประชุมไปเพียงครั้งเดียว เขาชี้แจงว่า ครม.ใต้ จะมุ่งเน้นในเรื่องของการจัดทำแผนงานโครงการ อย่างไรก็ตามเขาเองก็เคยเตือนไปแล้วว่าอย่างน้อยควรจัดประชุมเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อจะติดตามงานให้เห็นเป็นรูปธรรม
“ถามว่ารัฐมนตรีถาวร เสนเนียม รับผิดชอบอะไร ผมรับผิดชอบ ศอ.บต. ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงาของ กอ. รมน. และเป็นหน่วยงานเล็กๆ ในหน่วยปฏิบัติการที่ 5 ของ กอ.รมน. ผมเองพยายามใช้ความสามารถและความสัมพันธ์ส่วนตัวในการประสานงาน จริงๆ แล้วเราไม่สามารถสั่งงานผู้ว่าราชการจังหวัดได้แม้แต่คนเดียว ไม่สามารถสั่งการให้นายอำเภอปฏิบัติตามคำสั่งของเราได้แม้แต่คนเดียว เพราะเราไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของ กอ.รมน. จึงไม่สามารถสั่งหน่วยงานในสังกัด กอ.รมน. ได้ ผมใช้ความรู้สึกนึกคิดที่รับผิดชอบต่อบ้านเมื่อของข้าราชการที่มาให้ความร่วมมือกับเรา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนอัดอั้นตันใจ
เมื่อถามย้ำว่าสาเหตุที่แท้จริงทำให้พรบ.ฉบับใหม่เชื่องช้า เขาบอกเป็นนัยยะว่า “อาจเกิดจากความยุ่งยากทางการเมืองและความแตกต่างทางความคิด” เมื่อถามต่อไปว่าแล้วจะตอบคำถามคนในจังหวัดชายแดนใต้อย่างไร
“ที่ตอบไม่ได้ ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปตอบ ผมก็ใช้ความขยันเป็นคำตอบ ใช้ความเสี่ยงของตัวเราเองไปเป็นคำตอบ ใช้คำตอบในเชิงยุทธศาสตร์ ในเชิงนโยบาย ที่ประกาศไว้ต่อประชาชน ซึ่งเขาคงรับรู้ ว่าเราได้ทำแล้ว ทำเต็มที่แล้ว แต่ว่าการทำงานร่วมกันกับคนหลายๆ คน เมื่อผู้มีอำนาจเหนือกว่าบอกให้รอก่อน มันก็ต้องเป็นเช่นนี้”

เสื้อแดงเดือนเมษา: ตอน 2 - การปราบที่สามเหลี่ยมดินแดง ปริศนารูกระสุน และหัวอกแม่

ที่มา ประชาไท

กรกช เพียงใจ

ใครบางคนบอกว่า "ข้อเท็จจริง" (fact) นั้นแตกต่างจาก "ความจริง" (truth)

บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล

แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย

หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

- - - - - - - - - - - -

วันที่ 13 เมษายน 2552

13 เม.ย. - เวลาประมาณ 4.00 น. ทหารได้เข้าสลายกลุ่มเสื้อแดงคนที่ปักหลักอยู่ที่สามเหลี่ยมดินแดง โดย น.พ.ชาตรี เจริญชีวกุล เลขาธิการศูนย์นเรนทร เปิดเผยถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกรณีการสลายม็อบบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงว่า มีผู้บาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาลแล้วกว่า 60 คน ที่รพ.รามาฯจำนวน 23 คน รพ.ราชวิถี จำนวน 6 คน เนื่องมาจากถูกแก๊สน้ำตาและวัสดุของแข็ง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้นำส่งโรงพยาบาลพระมงกุฏ

พ.อ.สรรเสริฐ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงการสลายการชุมนุมว่า ประชาชนได้ร้องเรียนมาเป็นจำนวนมากบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งทางทหารได้ประเมินสถานการณ์แล้วพบว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีประมาณ 300 คน จึงเข้าไปสลายการชุมนุม โดยก่อนการสลายนั้นได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมให้สลายตัวไป ปรากฏว่าทางฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมได้ใช้อาวุธปืนยิงลงมาจากทางด่วน ปาระเบิดเพลิงเข้าใส่ทหาร และได้ใช้รถเมล์พุ่งชนจนทหารได้รับบาดเจ็บไปกว่า 10 คน ทางทหารจึงได้ใช้อาวุธปืนยิง แต่ขอย้ำว่า เป็นการยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ นอกจากนี้ ยังใช้แก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกับใช้กำลังทหารเดินหน้าตะลุยไป

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลายคนระบุว่า ทหารได้บุกเข้ามาโดยไม่ได้แจ้งเตือน มีการใช้แก๊สน้ำตา และมีการใช้ปืนเอ็มสิบหกยิงขึ้นฟ้า รวมถึงใช้ปืนยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุมซึ่งมีอาวุธเพียงก้อนอิฐและไม้ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนหลายราย แต่ยังมีผู้เห็นเหตุการณ์ที่ทหารเข้าลากผู้ชุมนุมที่ถูกกระสุนปืนขึ้นรถจีเอ็มซีด้วย โดยมีการเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวนี้บนเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบฯ

ในช่วงสาย กลุ่มเสื้อแดงกลับมายังบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และพยายามจะเข้าไปทวงศพคนเสื้อแดงที่พวกเขาคาดว่าเสียชีวิตแล้ว 2 คนที่รพ.ราชวิถี แต่แพทย์ระบุว่าอยู่ในห้องไอซียู ไม่ได้เสียชีวิต ส่วนที่บริเวณถนนศรีอยุธยา หน้าโรงพยาบาลสงฆ์ มีกลุ่มคนเสื้อแดงนำรถสิบล้อบรรทุกถังแก๊สขนาดใหญ่มาจอดทิ้งไว้ รวมถึงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงด้วย

ในช่วงเที่ยงทหารใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าและใช้น้ำฉีดใส่ผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมปาระเบิดเพลิง และก้อนหินเข้าใส่ทำหน้าที่ทำให้มีการปะทะกัน และทหารสามารถเคลียร์พื้นที่ได้ในที่สุด ช่วงบ่ายเกิดเหตุปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงและประชาชนไม่ทราบฝ่ายที่ถนนเพชรบุรี ซอย 5 ซอย 7 ขณะที่ทหารได้เคลื่อนกำลังเข้าปิดล้อมบริเวณโดยรอบทำเนียบฯ ได้ในช่วงเย็น จากนั้นในช่วงค่ำเกิดเหตุปะทะกันอีกบริเวณชุมชนนางเลิ้ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน

ความเคลื่อนไหวรอบนอก กลุ่มคนเสื้อแดงหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา โคราช อุดรฯ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ จันทบุรี พิษณุโลก ฯ ชุมนุมปิดถนนและล้อมศาลากลางจังหวัดทันที เพื่อกดดันให้รัฐบาลปล่อยตัวนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี และต่อต้านการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในเขตกทม.และปริมณฑล

เช้าวันที่ 13 เมษายน 2552

ราวตีห้ากว่า เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมคำบอกเล่าว่าเกิดการปะทะกันแล้วที่แยกดินแดง ฉันและเพื่อนคว้ากล้องออกเดินกลับไปยังเวทีหน้าทำเนียบฯ อีกครั้ง ขณะที่ฝนตกพรำๆ คราวนี้บรรดาการ์ดเริ่มล้อมรถแท็กซี่ที่เปิดคลื่นวิทยุของพวกเขาติดตามข่าวสาร ฉันเดินเลยไปถึงแยกนางเลิ้ง ที่นี่กลุ่มการ์ดเริ่มรวมตัวกันหนาแน่นทั้งหญิงและชาย ถือไม้กันเป็นอาวุธเพื่อกันทหารเข้ามา ระหว่างที่ถ่ายภาพบรรยากาศแถวนั้น มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าถ่ายอะไรพร้อมบอกให้ลบรูปออก ท่าทีของเขาดูก้ำกึ่งระหว่างความสุภาพและการคุกคาม ฉันยอมลบภาพแต่โดยดี แต่เพื่อนกลับรู้สึกโมโหมากกับเรื่องนี้

"ทำไมแกไม่โกรธมั่งวะ เค้ามีสิทธิอะไรมาสั่ง"

"ก็ด่านเมื่อกี๊ถ่ายได้แล้ว ด่านนี้ถ่ายไม่ได้ก็ช่างมัน" ฉันตอบไปมั่วๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่โกรธ

จากนั้นมีรถกระบะคันหนึ่งที่ขนคนมาเต็มคัน พวกเขาบอกว่ามาจากแยกดินแดง และเริ่มเล่าเรื่องราวที่ทหารยิงเข้ามาในกลุ่มคนเสื้อแดงด่านหน้าซึ่งมีแต่ไม้และอิฐเป็นอาวุธ พร้อมทั้งยืนยันว่าต้องมีคนเสียชีวิตแน่นอน "มันบ้าไปแล้ว คนมือเปล่ากับเอ็มสิบหก" เสียงผู้หญิงคนที่มากับรถกระบะตะโกนขึ้นมา

บรรยากาศค่อยๆ เริ่มตึงเครียดขึ้น พอดีกับที่ฟ้าเริ่มสาง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมคำแนะนำว่าควรไปเฝ้าดูยังโรงพยาบาลใกล้ที่เกิดเหตุ ฉันจึงแยกกับเพื่อนแล้วนั่งมอเตอร์ไซด์มุ่งหน้าไปโรงพยาบาลรามาธิบดี มอเตอร์ไซด์รับจ้างคันนั้นเปิดเผยตัวว่าเป็นการ์ดด้วยเหมือนกัน

ฉันถามเขาว่าทำไมต้องเผายางรถยนต์และเศษไม้ด้วยตามแยกที่ผ่านมา

"เผากันทหาร" เขาว่า

"ทหารไม่ใช่ยุงนะพี่"

.... เขาหัวเราะและไม่ว่าอะไรต่อ

0000

ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ดูเหมือนฉันจะคาดการณ์ผิดที่กะจะพบกองทัพนักข่าวที่มาเฝ้ารอติดตามสถานการณ์คนเจ็บ ฉันน่าจะเป็นคนแรกที่มาถึง ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปในตัวอาคาร ก็พบกับพยาบาลอาสา-รถของการ์ดเสื้อแดงที่จอดอยู่ พวกเขาจับกลุ่มคุยกันอยู่ เมื่อเข้าไปสอบถาม การ์ดคนหนึ่งหน้าตาตึงเครียด อีกคนหนึ่งตาแดงๆ เขายืนยันกับฉันว่าเห็นคนถูกยิงและถูกลากขึ้นรถทหารอย่างรวดเร็วอย่างน้อย 2 คน "เราพยายามจะเข้าไปแย่งศพ แต่เขายิงขู่ไว้ตลอด" มันเป็นเรื่องน่าตกใจและพาให้ต้องถามซ้ำ "เห็นกับตาจริงๆ หรือ" เขายังคงยืนยันหนักแน่นเช่นนั้น

อีกคนหนึ่งบอกว่าเขาลากคนถูกยิงมาได้คนหนึ่งและอุ้มไปไว้ข้างทาง จากนั้นก็มีรถกระบะคล้ายหน่วยกู้ภัยแต่ไม่รู้ว่าหน่วยไหนเป็นคนนำร่างนั้นไป

ฉันไม่รู้ว่ามันจริงเท็จแค่ไหน คนเหล่านั้นเสียชีวิตหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาคงถูกยิง และมันต้องเป็นจุดปะทะที่หนักหนา จึงเดินขึ้นไปยังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยหวังว่าจะเป็นแหล่งที่ให้ความกระจ่างเรื่องจำนวนและอาการผู้บาดเจ็บได้ดีที่สุด เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ออกมาต้อนรับและบอกให้รอด้านนอก มี รปภ.คอยกันอย่างเข้มงวดให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องนั่งรอบนม้านั่งด้านนอกอาคาร

สักพักจึงเห็นหมอเหวง โตจิราการ เดินออกมาจากด้านใน ฉันรีบวิ่งเข้าไปสอบถาม ได้ความว่าที่นี่มีคนเจ็บเกือบ 20 คน ส่วนใหญ่โดนกระสุน ขณะที่เดินคุยกันนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเดินออกมาเพื่อพาหมอเหวงไปเยี่ยมคนเจ็บที่อาการค่อนข้างหนัก ขณะที่ฉันเฝ้ารอรายงานจากทางเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และพยายามจะพบหมอซักคนเพื่อพูดคุยรายละเอียด

กระทั่งหมอเหวงเดินกลับมาอีกครั้งและบอกว่า ได้เข้าเยี่ยมอาการคนที่โดนกระสุนเจาะที่สะโพกและลำคอซึ่งอาการปลอดภัยแล้ว และทางนิติเวชของโรงพยาบาลเก็บหัวกระสุนไว้ได้จำนวนหนึ่งด้วย จากนั้นเขาจึงขอตัวเพื่อตระเวนไปยังโรงพยาบาลแห่งอื่นๆ

สักพัก ฉันก็ได้เจอคุณหมอท่านหนึ่ง เขาบอกว่าเดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่พิมพ์รายละเอียดทั้งหมดแจกนักข่าวอีกที ซึ่งบัดนี้เริ่มมีนักข่าวทีวีบางช่อง และหนังสือพิมพ์อีกสองฉบับที่เข้ามายังโรงพยาบาล

เมื่อได้รับแถลงการณ์ ในนั้นระบุว่า "แถลงการณ์วันที่ 13 เมษายน จากการสลายการชุมนุมในช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน 2552 ปรากฏว่าได้มีผู้บาดเจ็บเข้มารับการรักษาตัวที่รพ.รามาธิบดี ตั้งแต่เวลา 05.00-6.10 น. จำนวน 24 ราย เป็นชาย 22 รายและหญิง 2 ราย โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องรับไว้ใน รพ. 2 ราย จากบาดแผลที่ข้อเข่า 1 ราย และบาดแผลที่คอแขนและขาจากสะเก็ดระเบิด 1 ราย ที่เหลืออีก 22 ราย เป็นแผลเล็กน้อย ตามแขนขา 8 ราย และระคายเคืองตาและผิวหนังจากแก๊สน้ำตา 14 ราย จึงเรียนมาเพื่อทราบ"

ฉันอ่านแล้วทั้งงงทั้งโกรธ จึงโทรกลับไปถามย้ำกับหมอเหวงด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง แต่หมอเหวงยังคงยืนยันหนักแน่นว่าได้เข้าไปเยี่ยมและเห็นกับตาตนเอง รวมทั้งยังยืนยันถึงหัวกระสุนที่โรงพยาบาลเก็บได้

ฉันสับสนพอสมควรและกลับไปถามหมอคนเดิมในโรงพยาบาลรามาอีกครั้ง ซึ่งหมอก็ยืนยันตามแถลงการณ์เช่นกัน ฉันจึงถามตรงๆ ว่าไม่มีคนได้รับบาดเจ็บจากกระสุนแน่หรือ และที่ว่าบาดแผลที่เข่านี้ใช่กระสุนหรือไม่ คุณหมอว่าเท่าที่สำรวจยังไม่พบคนโดนกระสุน แต่จะตรวจสอบให้อีกที อาจมีส่วนที่ยังไม่ได้ผ่า ..... ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 8 โมงเช้า

00000

ฉันยังคงนั่งอยู่ที่นั่น แต่บรรดาการ์ดเสื้อแดงหายไปแล้ว ซักพักใหญ่มีผู้ชายเสื้อแดงเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน คราบเลือดเต็มกางเกงยีนส์ หน้าตาเขาซีดๆ แต่ก็เรียบนิ่งไร้อารมณ์ มีคนเรียกสามล้อให้เขานั่งไปพร้อมพยาบาลอาสาเพื่อให้ไปขึ้นเวทีที่ทำเนียบฯ เลือดเขาค่อยๆ หยดติ๋งๆ ย้อยมาถึงปลายกางเกงลงพื้นคอนกรีต เขาว่าเพิ่งผ่าเอาหัวกระสุนออก มองที่กางเกงเห็นรูเล็กๆ ใกล้เป้ากางเกง

ป้าคนหนึ่งบอกว่าเลือดยังไหลไม่หยุดควรกลับไปหาหมอ แต่เขาบอกว่าน่าจะเป็นเลือดค้างเก่า พร้อมกับถอดเข็มขัดเผื่อดูแผลที่อยู่ด้านใน "ผมยังไหว" เขาพูดเบาๆ สีหน้าเรียบนิ่ง ฉันค่อนข้างตกใจและเกรงใจไม่กล้าถามอะไรมาก เพราะเขาดูเจ็บแผล ยืนลำบาก จึงเพียงขอถ่ายรูปเร็วๆ ถามชื่อ "จิรัช" และสอบถามให้แน่ใจว่าเขาอยู่ที่แยกดินแดงซึ่งปะทะกับทหารตอนเช้ามืด จากนั้นเขาก็ขึ้นรถสามล้อออกไป

ระหว่างนั้นฉันเดินออกมาดูหน้าโรงพยาบาล พบว่ามีควันดำจากการเผายางรถยนต์โพยพุ่งขึ้นที่แยกตึกชัยใกล้โรงพยาบาล นางพยาบาลที่เพิ่งมาเข้าเวรตอนเช้าบ่นอุบถึงกลิ่นไหม้นี้ซึ่งทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียน ขณะที่คนทำความสะอาดเข้ามาคุยกับฉันและว่าเธอเชียร์คนเสื้อแดง เพราะทนไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเรื่องสองมาตรฐานที่เห็นชัดขึ้นทุกวัน

0000

หลังจากนั้นไม่นาน มีน้าคนหนึ่งชื่อทองสุข กระหืดกระหอบเข้ามาถามหาลูกสาวที่นี่เพราะลูกสาวอยู่ที่แยกดินแดงตอนเช้ามืด และจนถึงบัดนี้ยังติดต่อไม่ได้ เจ้าหน้าที่รับเรื่องแล้วรีบเข้าไปตรวจสอบให้

ฉันยืนฟังอยู่ตรงนั้นและเห็นสีหน้าอันตึงเครียดของเธอ แววตาเธอดูแข็งๆ มองจ้องไปข้างหน้าตลอดเวลาเหมือนพยายามกดข่มอารมณ์ตื่นตระหนก โศกเศร้า ไว้ภายใต้ความแข็งแกร่ง ถึงอย่างนั้นเสียงสั่นเครือก็เล็ดรอดออกมาเป็นระยะอยู่ดี ฉันพยายามเข้าไปพูดคุยอยากให้เธอคลายเครียด ซึ่งเธอก็ยอมคุยด้วย

ลูกสาวของเธออายุ 16 ปี อาศัยอยู่กับเธอและสามีแถวดินแดง เธอและสามีออกมาชุมนุมที่ทำเนียบฯ หลายวันมาแล้วโดยทิ้งให้ลูกสาวอยู่บ้าน แต่เมื่อมีการปิดถนนของคนเสื้อแดงใกล้ๆ แถวนั้นทีไร ลูกสาวเธอและเด็กวัยรุ่นแถวนั้นจะออกมากันหมด บ้างมาดู บ้างมาช่วย

เธอเชื่อว่าลูกสาวเธอก็ออกมาด้วยในช่วงเช้ามืดนี้ หลังจากข่าวการปะทะแพร่กระจาย เธอเล่าว่าบนเวทีที่ทำเนียบฯ มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ขึ้นไปเล่าเรื่องราวให้ผู้ชุมนุมฟัง ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าทั้งสะอึกสะอื้นว่า เห็นคนโดนยิงแล้วลากขึ้นรถ หนึ่งในนั้นเป็นเด็กวัยรุ่นและน่าจะเป็นผู้หญิง

"ถ้ามันตายก็ทำใจแล้ว แต่ขอให้ได้เห็นศพมัน" ป้าพูดพลางพยายามกดหางเสียงที่เริ่มสั่นเครือ ฉันบอกให้เธอใจเย็นๆ โดยไม่กล้าแม้แต่จะพูดว่าลูกสาวป้าคงไม่เป็นไร

ถึงตอนนั้นฉันพร้อมจะละทิ้งภารกิจทั้งหมดเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าจะได้พบลูก แม้เธอไม่ได้ร้องขอ เราหันไปพูดคุยกันเรื่องอาชีพการงานและการเข้าร่วมชุมนุม

เธอเล่าว่า เธอและสามีเป็นลูกจ้างของ กทม. มีหน้าที่ดูแลสวนสาธารณะแห่งหนึ่งย่านจตุจักร ทั้งคู่เป็นคนอีสานแต่ย้ายเข้ามาอยู่และทำงานในกรุงเทพฯ เกือบ 20 ปี เธอเข้าร่วมกับการชุมนุมของ นปช.มาพักใหญ่ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีความเป็นธรรม และยังพูดถึงอำนาจอื่นๆ ที่มักเข้ามาแทรกแซงการเมืองด้วย

ฉันฟังเธอเพลินโดยไม่ทันได้ถามคำถามที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่อยากรู้เกี่ยวกับทัศนะของคนจนที่มาชุมนุมต่อ "ทักษิณ ชินวัตร" อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอะไรจะเป็นตัวผลักดัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือทั้งคู่มาชุมนุมหลังเลิกงานและอยู่จนดึกดื่น ก่อนจะกลับไปนอน 3-4 ชั่วโมง เพื่อจะตื่นไปทำงานใหม่ แล้วกลับมาชุมนุมต่อ เป็นอย่างนี้มาหลายวันจนกระทั่งถึงวันนี้

"เรามันคนจน ชีวิตก็ลำบากอยู่แล้วยังต้องมาลำบากกับเรื่องพวกนี้อีกก็เพราะมันทนไม่ไหว"

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลออกมาบอกว่าไม่มีรายชื่อลูกเธออยู่ที่นี่ และให้ข้อมูลว่ายังมีคนเจ็บที่โรงพยาบาลอีก 2-3 แห่ง เธอตั้งใจจะตามไปดูทุกแห่ง แต่เจ้าหน้าที่ทักท้วงและอาสาจะประสานศูนย์นเรนทรเพื่อช่วยเช็ครายชื่อตามที่ต่างๆ ให้

เรายังคงนั่งอยู่ด้วยกัน คุยกันบ้าง นิ่งเงียบบ้าง ตอนนี้ตาฉันเริ่มจะปิด เพราะได้นอนราวสองชั่วโมง จึงขอตัวไปซื้อกาแฟด้านหลังโรงพยาบาล

เมื่อกลับมาอีกที สีหน้าของป้าทองสุขมีรอยยิ้มปรากฏ "เจอแล้ว มันโทรมาแล้ว" แล้วเธอก็เล่าว่าลูกสาวออกมาชุมนุมด้วยจริงๆ และวิ่งหนีกระสุนของทหารโดยมีคนแถวนั้นช่วยเหลือไว้ "มันบอกมันไม่กลัวอะไรแล้ว เค้ายิงอย่างหมูอย่างหมาเลยแม่"

เธอเตรียมตัวจะกลับไปชุมนุมต่อทันทีที่ทำเนียบฯ ก็พอดีที่มีญาติคนไข้ที่นั่งฟังเรื่องราวอยู่ข้างๆ เข้ามาพูดคุยกันอย่างออกรส ฉันจึงเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อน แล้วรถฉุกเฉินของมูลนิธิก็วิ่งเข้ามา ..อ้าว ! เขานั่นเอง "จิรัช" คนเดิม นอนอยู่บนเตียงและถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินอีกแล้ว คงเพราะบาดแผลเขายังเลือดไหลไม่หยุด

ฉันอดอมยิ้มไม่ได้ เพราะใบหน้าเขายังคงนิ่ง เรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี

0000

เสร็จจากรามาธิบดีในช่วงสาย ก็คิดอยู่ว่าจะไปโรงพยาบาลอื่นๆ อีกดีหรือไม่ เพราะเริ่มไม่แน่ใจว่าจะได้ข้อมูลอะไรมากนัก พอดีมีโทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่ามีผู้บาดเจ็บคนหนึ่งอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี คราวนี้ได้ทั้งชื่อ นามสกุล

ที่ราชวิถี มีคนเสื้อแดง ซึ่งอาจมีทั้งญาติ และไม่ใช่ญาติ ยืนอออยู่หน้าห้องคนไข้เพื่อจะขอเข้าเยี่ยม แต่ป้ายหน้าห้องเขียนว่าเปิดให้เยี่ยม 12.00-17.00 น. และพยาบาลไม่อนุญาตให้ใครเข้า ทั้งหมดจึงทยอยกลับ บางส่วนแยกย้ายไปตามหาผู้ป่วยยังตึกอื่นอีก

ฉันยังคงเดินโต๋เต๋อยู่แถวนั้น กระทั่งเจอบุรุษพยาบาล จึงถามอีกครั้งเพื่อขอเข้าเยี่ยมคนเจ็บ เขาบอกว่าวันนี้ทางโรงพยาบาลมีคำสั่งงดเยี่ยมผู้ป่วยทั้งวันโดยเขาเองก็บอกไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด

"แล้วกัน แล้วญาติจะเยี่ยมคนเจ็บยังไง อย่างนี้คนเจ็บก็จะไม่ได้เจอญาติกันเลยนะ" บุรุษพยาบาลหันรีหันขวาง พยายามเข้าไปถามพยาบาลเจ้าของห้องให้ กระทั่งฉันได้เข้าไปเยี่ยม "วีระชัย"

"แป๊บเดียวนะ" บุรุษพยาบาลย้ำ

วีระชัยนอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียงคนไข้ในห้องรวม ซึ่งมีเขาอยู่เพียงเตียงเดียว ฉันแนะนำตัวและพูดคุยกับเขา ซึ่งดูเพลียมาก เขาถูกกระสุนเข้าที่บริเวณเท้า เพิ่งผ่ากระสุนออกและมีผ้าพันแผลห่อไว้ เขาพยายามขอหัวกระสุนที่ผ่าออกมา แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ เมื่อจะขอถ่ายรูปก็ไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน

เขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังคร่าวๆ ที่สามเหลี่ยมดินแดงด้วยว่ามีคนไปตั้งด่านสกัดทหารจำนวนร่วมสองร้อยคน แต่คนที่อยู่ด่านหน้าจริงๆ มีสิบยี่สิบคน ราวตีสามกว่าหรือตีสี่กว่า เขาไม่แน่ใจ ก็มีทหารประมาณหนึ่งกองร้อยเข้ามาในพื้นที่ และโดยไม่ได้มีการประกาศเตือน แจ้ง แถลงไขอะไรแต่อย่างใด เหล่าทหารยิงแก๊สน้ำตาหลายนัดมายังกลุ่มผู้ชุมนุม พวกเขาที่อยู่ด่านหน้าพยายามขว้างปาอิฐ หรืออะไรที่หาได้เพื่อตอบโต้ในระยะที่ประจันหน้ากันอยู่ห่างราว 50 เมตร จนกระทั่งมีการยิงปืนขึ้นฟ้า เขาว่าเห็นลูกไฟหลายลูกลอยขึ้นฟ้าติดต่อกัน

จากนั้นไม่นาน เริ่มมีการปะทะครั้งที่สอง ครั้งนี้เขาสังเกตเห็นว่า ทหารมีจำนวนมากขึ้นมาก ได้ยินเสียงทหารนายหนึ่งตะโกนทำนองว่า "ลุยเลย พวกนี้ไม่จงรักภักดี" ทหารจึงเคาะเกราะกันอย่างฮึกเหิม และเริ่มวิ่งเข้ามายังกลุ่มผู้ชุมนุม ปลายปืนบางส่วนไม่ได้เล็งขึ้นฟ้าแล้วแต่เล็งมายังคน ผู้ชุมนุมแตกกระเจิง มีเสียงปืนดังขึ้นโดยตลอด

เขาถูกกระสุนเข้าที่เท้า ขณะที่มีคนโดนที่เข่าและลำตัวด้วย ระหว่างนั้น คนที่เขาคาดว่าน่าจะเป็นคนขับรถข่าวช่อง 3 ช่วยพยุงเขามายังเพื่อนเพื่อส่งโรงพยาบาล

"ตอนนั้นผมเห็นฝั่งตรงข้าม มีทหารกำลังรุมกระทืบคนแก่ที่วิ่งไม่ทันด้วย" วีระชัยกล่าวและว่า เขาไม่เห็นนักข่าวทีวีแม้แต่ช่องเดียวในเวลานั้น

"ผมเคยผ่านประสบการณ์บ้านสี่เสาครั้งแรก เมื่อ 22 กรกฎา (2550) มันก็มีการปะทะกัน ก็นึกว่าจะไม่รุนแรง มีแต่แก๊สน้ำตากับสเปรย์พริกไทย ไม่นึกว่าเขาจะยิงประชาชน รู้เลยว่าประชิดเขาใกล้เกินไป แล้วเราก็มีแต่ก้อนอิฐ"

วีระชัย เป็นคนมุกดาหารโดยกำเนิด แต่มาประกอบอาชีพขายอาหารริมทางอยู่แถวสระบุรี เขาปิดร้านมาชุมนุมตั้งแต่ก่อนวันที่ 8 เม.ย. และอันที่จริงเขาเริ่มออกมาชุมนุมตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 นั่งรถเมล์ขึ้นลงสระบุรี -กรุงเทพฯ เป็นว่าเล่น

"ผมแค่อยากบอกว่า เราต้องการประชาธิปไตย แล้วเราก็จงรักภักดีต่อในหลวงด้วย เพราะเราเป็นคนไทย" วีระชัยกล่าว

นี่คือข้อมูลทั้งหมดเท่าที่ได้ ฉันหันรีหันขวางนิดหน่อยก่อนจะหยิบกล้องออกมาขออนุญาตถ่ายรูปเขาเร็วๆ ก่อนกลับ เพราะอยากให้เขาได้หลับเต็มตื่นสักที และเป็นการรักษาสัญญา "แป๊บเดียว" เท่าที่จะทำได้

พอออกมาหน้าห้องก็เจอกลุ่มป้าเสื้อแดงกลุ่มเดิมยืนออหน้าประตู พยาบาลยืนกรานไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม ป้าคนหนึ่งจำฉันได้และชี้มือมา "ทำไมคนนั้นเข้าได้ เขาก็มาหาเสื้อแดง" ทุกคนหันมองเป็นตาเดียว แล้วการโต้เถียงวุ่นวายก็เกิดขึ้น ขณะที่ฉันรีบก้าวฉับๆ เผ่นออกมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความชุลมุน

ความเดิมตอนที่แล้ว

เสื้อแดงเดือนเมษา : ตอน1 - ผู้คน ดินฟ้าอากาศ และการ์ดผู้แข็งขันรอบทำเนียบฯ

ประมวลภาพ: ครบรอบ 20 ปี การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

ที่มา ประชาไท

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Audio slideshow: Tiananmen Square, BBC,

http://news.bbc.co.uk/2/hi/in_depth/8078746.stm

ประมวลภาพเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ 20 ปีก่อน โดยนำมาจากสารคดีภาพประกอบเสียงของบีบีซี ซึ่งบันทึกเหตุการณ์นักศึกษาและกรรมกรในจีนชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง ระหว่างเดือนเมษายน ถึง 4 มิถุนายน 1989 หรือเมื่อ 20 ปีก่อน

โดยการชุมนุมของนักศึกษาและกรรมกรในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนปฏิรูปประเทศให้มีประชาธิปไตยมากขึ้น โดยชนวนของการชุมนุมเริ่มขึ้นตั้งแต่การอสัญกรรมของสหายหู เย่า ปัง อดีตเลขาธิการทั่วไปพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นนักการเมืองสายปฏิรูป โดยมีนักศึกษาชุมนุมเพื่อไว้อาลัยแก่สหายหู และประณามฝ่ายกรมการเมืองในพรรคที่ชะลอการปฏิรูป โดยการชุมนุมค่อยๆ ขยายตัว มีผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่ 20 พ.ค. รัฐบาลได้ประกาศกฎอัยการศึก และเคลื่อนกำลังทหารเข้ามาในกรุงปักกิ่ง

แต่แล้วระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 1989 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้เข้าสลายการชุมนุมทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปราบปราม นับเป็นจุดสิ้นสุดของการประท้วงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน นับตั้งแต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครองอำนาจในปี 1949

ภาพและคำบรรยายต่อไปนี้ แปลจากสารคดีภาพประกอบเสียงของบีบีซี โดยนายเจมส์ ไมล์ (James Miles) ผู้สื่อข่าวบีบีซีเป็นผู้สัมภาษณ์ฝูงชนในจัตุรัสเทียนอันเหมิน ขณะที่ภาพสไลด์โชว์และคำบรรยายโดยนายพอล เคอร์ลีย์ (Paul Kerley) สำหรับภาพที่บีบีซีใช้ มาจากภาพจากช่างภาพของ AP, AFP และ Getty Images

ฝูงชนแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของสหายหู เย่าปัง (Hu Yaobang) นักปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อเมษายน ปี 1989 (ที่มา: BBC)

ผู้ผลิตรายการของบีบีซี นายปีเตอร์ เบอร์ดิน บันทึกเสียงผู้ชุมนุม เมื่อพฤษภาคม 1989 (ที่มา: BBC)

นักเรียนระดับวิทยาลัยเดินขบวนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย (ที่มา: BBC)

นักศึกษาเดินขบวนและถือป้ายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "เสรีภาพ" (ที่มา: BBC)

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (ที่มา: BBC)

นักศึกษาฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยนั่งเผชิญหน้ากับทหาร (ที่มา: BBC)

นักศึกษาบอกให้ทหารกลับบ้าน (ที่มา: BBC)

บรรยากาศการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินช่วงเดือนพฤษภาคมปี 1989 เป็นไปอย่างผ่อนคลาย (ที่มา: BBC)

ประชาชนรายหนึ่งพยายามเอาผ้าไปคลุมภาพบิดาผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมา เจ๋อ ตง

นักศึกษาและกรรมกรมีท่อนไม้เป็นอาวุธ (ที่มา: BBC)

ผู้ประท้วงคนหนึ่งตะโกนว่า "ช่วยบอกชาวโลกด้วย เป้าหมายของเราคือประชาธิปไตย" (ที่มา: BBC)

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของทางการจีนออกมาเดินขบวนสนับสนุนฝ่ายนักศึกษา (ที่มา: BBC)

กรรมกรจัดริ้วขบวนสนับสนุนกลุ่มนักศึกษาที่อดอาหารประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (ที่มา: BBC)

มีการประกาศกฎอัยการศึกวันที่ 20 พ.ค. 1989 (ที่มา: BBC)

ผู้ชุมนุมเข้ามาห้อมล้อมรถลำเลียงพลของทหาร (ที่มา: BBC)

ผู้ชุมนุมตะโกนกับฝูงชน (ที่มา: BBC)

กลางดึกของวันที่ 3 มิ.ย. 1989 ทหารจีนใช้กำลังเข้ายุติการชุมนุมของนักศึกษา (ที่มา: BBC)

ผู้ชุมนุมช่วยกันนำนักศึกษาที่บาดเจ็บออกจากบริเวณนั้นโดยจักรยาน (ที่มา: BBC)

นักข่าวต่างประเทศได้รับการปลอบขวัญจากเพื่อนนักข่าวด้วยกัน (ที่มา: BBC)

รถถังของกองทัพจีนถูกผู้ประท้วงโจมตี (ที่มา: BBC)

รถถังของกองทัพจีนถูกผู้ประท้วงโจมตี (ที่มา: BBC)


ชาวบ้านโชว์ลูกกระสุนและร่องรอยกระสุน (ที่มา: BBC)

ด้วยกำลังแสนยานุภาพของกองทัพจีนทำให้ไม่กี่วันต่อมาทหารได้ควบคุมพื้นที่จัตุรัสได้หมด (ที่มา: BBC)

ทหารเข้าประจำการหน้าพระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง (ที่มา: BBC)

ชายในภาพถูกเรียกว่า “Tank Man” เขาเดินมาเผชิญหน้ากับขบวนรถถังที่กำลังแล่นอยู่ ภายถ่ายเมื่อ 5 มิถุนายน 1989 1 วันหลังการปราบปราม ภาพถ่ายโดย Jeff Widener ช่างภาพของ Associated Press (ที่มา: BBC)

ชาวเมืองปักกิ่งปั่นจักรยานผ่านซากรถถังและพาหนะของทหารที่ถูกเผา (ที่มา: BBC)

ซึ่งซากรถดังกล่าวยังคงคุกรุ่นด้วยควันไฟ แม้จะผ่านไปแล้วหลายวันหลังการปราบปรามผู้ชุมนุมก็ตาม (ที่มา: BBC)

มาตรการของจีนช่วงครบ 20 ปี นองเลือด'เทียนอันเหมิน'ทั้งตรวจค้น ไล่กลับ กักขังและปิดเว็บ

ที่มา ประชาไท

ทางการจีนก็คุมเข้มรอบจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนถึงวันที่ 4 มิ.ย. ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์การปราบปรามผู้ชุมนุมที่เทียนอันเหมิน มีการห้ามผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เข้าประเทศ บางคนถูกกักอยู่ในบ้าน เว็บไซต์หลายถูกปิดชั่วคราว Flickr และ Twitter โดนด้วย ด้านอดีตผู้นำนักศึกษาซึ่งเป็น 1 ใน 21 แกนนำที่รัฐบาลจีนต้องการตัว ประกาศจะเข้ามอบตัว หวังทวงให้รัฐบาลจีนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์

ทางการจีนได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่ง ก่อนหน้าที่จะถึงวันครบรอบเหตุการณ์นองเลือดในวันที่ 4 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการปราบปรามการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1989 มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยหรืออาจจะถึงพันคน

ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จำนวนมากถูกแจ้งให้ออกไปจากกรุงปักกิ่งหรือให้อยู่แต่ในบ้านเท่านั้น แม้จะผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่การพูดถึงเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมินก็ยังเป็นเรื่องต้องห้ามในจีนอยู่ดี แม้แต่ในฮ่องกงที่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นมากกว่า แต่ผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ

ก่อนหน้าวันครบรอบเหตุการณ์เพียงหนึ่งวัน ก็มีตำรวจคอยตรวจตราผู้มาเยือนตามจุดตรวจรอบ ๆ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ทั้งยังตรวจเช็คกระเป๋า รวมถึงเอกสารของผู้คนที่อยู่รอบบริเวณ มีนักข่าวบางคนต้องถูกเชิญให้ออกจากพื้นที่

บ้างต้องออกจากจีน บ้างถูกกักบริเวณ
เซียง เซียวจี (Xiang Xiaoji) ผู้ที่บัดนี้กลายเป็นพลเมืองของอเมริกันพยายามเข้าไปในฮ่องกงเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. เพื่อเข้าร่วมงานรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อปี 1989 แต่ก็ถุกห้ามไม่ให้เข้าจนต้องกลับไปนิวยอร์ก

ติง จื่อหลิน (Ding Zilin) หัวหน้ากลุ่มมารดาเทียนอันเหมิน (Tiananmen Mothers) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้หญิงที่ลูกของพวกเขาถูกยิงเสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุม เธอถูกปิดล้อมไม่ให้ออกจากบ้าน เช่นเดียวกับ ภรรยาของหูเจียผู้ต่อต้านรัฐบาลที่ถูกจับกุมตัวก็ถูกล้อมไม่ให้ออกจากบ้านเช่นกัน

เปาตง (Bao Tong) อดีตเลขาฯ ของ เจ้า จื่อหยาง และเคยเป็นเจ้าหน้าที่พรรคฯ ผู้ถูกขับออกจากตำแหน่งเนื่องจากแสดงความเห็นใจต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก็ถูกเชิญให้ออกจากกรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

วูเออ ไคซือ (Wu'er Kaixi) อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินบอกว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าเขตมาเก๊า ซึ่งเป็นเขตปกครองพิเศษทางตอนใต้ของจีน ซึ่งไคซีได้เดินทางมาจากไต้หวันก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขอให้ขึ้นเครื่องบินกลับ

ไคซือบอกว่าเขาไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ไล่โดยใช้กำลัง นอกจากนี้ยังบอกอีกว่าเขาไม่ยอมกลับและรอให้เจ้าหน้าที่จับตัวเขาซึ่งเขายอมรับได้หากตนจะถูกจับกุม แต่จะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ส่งตัวเขากลับ

ไคซือยังได้กล่าวไว้ในแถลงการณ์ที่ส่งให้เพื่อนเขาว่า หากเขาได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองได้ เขาจะมอบตัวกับทางการในวันที่ 4 มิ.ย. ซึ่งจะทำให้เป็นที่สนใจของสื่อ

โดยสำหรับทางการจีนแล้ว ไคซือ เป็นลำดับ 2 ของรายชื่อผู้นำนักศึกษา 21 คนที่ทางการต้องการตัวหลังเหตุการณ์ปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ไคซือได้หนีไปอาศัยอยู่ในไต้หวันก่อนจะทำงานเป็นนักธุรกิจและนักวิจารณ์การเมืองที่นั่น

วูเออ ไคซือ ยังได้กล่าวอีกว่า การที่เขาต้องการมอบตัวกับทางการจีนไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับว่าการกระทำของเขาเมื่อ 20 ปีที่แล้วเป็นสิ่งที่ผิด เพียงแต่อยากจะทวงสิทธิ์ว่าทางการจีนเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุนองเลือดที่เกิดขึ้นในปี 1989 อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ทั้งในทางการเมือง ทางกฏหมาย และทางศีลธรรม

"ผมหวังว่าพอผ่านมา 20 ปีแล้ว รัฐบาลจีนจะมีมุมมองใหม่ในปัญหาทางประวัติศาสตร์คือ 'เหตุการณ์สังหารหมู่วันที่ 4 มิ.ย.' โดยพวกเขาจะยอมรับความผิดและขอโทษประชาชนชาวจีน" เขากล่าว

พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เคยเปิดให้มีการไต่สวนเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีที่แล้วอย่างเป็นทางการเลย นอกจากนี้การพูดคุยกันถึงเหตุการณ์นี้ก็เป็นเรื่องต้องห้าม


จีนปิดกั้นเว็บไซต์ แม้แต่บล็อกของสถาปนิกสนามรังนกก็โดน

โดยในช่วงก่อนวันครบรอบเหตุการณ์ ทางการจีนก็ยังทำการบล็อกเว็บไซต์จำพวกเครือข่ายทางสังคมอย่าง ทวิตเตอร์ (Twitter) และ ฟลิกเกอร์ (Flickr) เพราะกลัวว่าจะมีการโพสท์รูปหรือพูดคุยกันเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเทียนอันเหมิน ส่วนเว็บ Youtube ถูกบล็อกไม่ให้เข้าตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว

ในวันที่ 3 มิ.ย. หลายเว็บไซต์ของจีนก็ไม่สามารถเข้าได้ รวมถึงเว็บบล็อกเล็ก ๆ อย่าง Fanfou และเว็บไซต์แชร์รูปวิดิโออย่าง VeryCD ซึ่งทางหน้าเว็บไซต์บอกว่าจะปิดทำการเนื่องจาก “มีการปรับปรุงทางเทคนิค” ไปจนถึงวันที่ 6 มิ.ย.

นอกจากนี้ทางศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (Information Center for Human Rights and Democracy) ซึ่งเป็นองค์กรของฮ่องกงยังได้เปิดเผยว่า ผู้ตรวจตราทางอินเตอร์เน็ตของรัฐบาลได้ปิดเว็บกระดานข่าวไปมากกว่า 6,000 เว็บ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เพื่อต้องการป้องกันไม่ให้พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ในปี 1989

แม้แต่ ไอ เวยเวย สถาปนิกของสนามรังนกที่ใช้จัดงานกีฬาโอลิมปิก ยังออกมาบอกเลยว่า เว็บล็อก (Blog) ของเขาถูกปิดไม่ให้เข้า

"บล็อกของผมทั้งสามแห่งถูกปิดหมดเลย" เวยเวย กล่าว "ผมไม่รู้เหตุผลจริงๆ หรอก แต่ผมคาดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับการครบรอบเหตุการณ์ที่กำลังจะมาถึงนี้แหละ"

ในฮ่องกงเองก็มีความอ่อนไหวในช่วงก่อนครบรอบเหตุการณ์เช่นกัน

เซือง ยัง (Xiong Yan) หนึ่งในผู้นำการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินจะได้รับอนุญาตให้เข้าฮ่องกงในช่วงปลายสัปดาห์เท่านั้น ส่วนผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์อีกคนหนึ่งคือ เซียง เซียวจี (Xiang Xiaoji) กับชาวเดนมาร์กผู้ปั้นรูปปั้น เสาแห่งความอัปยศ ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าฮ่องกงทั้งคู่

ฮ่องกงซึ่งก่อนหน้านี้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ก่อนจะกลายเป็นของจีนและได้รับการยืนยันจากจีนว่าจะยังคงอำนาจการปกครองตนเองและให้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นตามเดิมได้ แต่การไม่อนุญาตให้เซียง และคนอื่น ๆ เข้าประเทศทำให้เกิดข้อกังขาว่า สิทธิเสรีภาพในดินแดนนี้มีอยู่ขนาดไหนกันแน่

เวาดีน อิงแลนด์ (Vaudine England) ผู้สื่อข่าวบีบีซีในฮ่องกงรายงานว่า กลุ่มชนชั้นปกครองท่เป็นข้าราชการที่ได้รับแต่งตั้งจากจีน รวมถึงกลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเชื่อว่าการทำตัวใกล้ชิดกับทางการจีนเท่านั้นถึงจะทำให้พวกตนอยู่รอด

กระนั้นก็ตามจากการสำรวจโพลล์พบว่าคนส่วนใหญ่ในฮ่องกงยังคงต้องการเสรีภาพที่จีนได้เคยสัญญาไว้อยู่เสมอ

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Macau denies entry to Tiananmen protest leader, AP, Min Lee, 03-06-2009
http://news.yahoo.com/s/ap/20090603/ap_on_re_as/as_macau_tiananmen_dissident

High security on Tiananmen Square, BBC, 03-06-2009
http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/8080437.stm

China bars foreign reporters from Tiananmen Square, AP, 03-06-2009
http://news.yahoo.com/s/ap/20090603/ap_on_re_as/as_china_tiananmen_12

รายงาน: พลังงานทางเลือก (ทำได้ง่ายๆ) หมุนรอบตัวเรา

ที่มา ประชาไท

ตัวอย่างในงานมหกรรมพลังงานชุมชนภาคใต้ “โหมฺเราหลบมาแลพลังงานในชุมชนภาคใต้กันดีหวา” งานแสดงการใช้พลังงานทดแทนที่ชาวบ้านสามารถทำเองได้ง่ายๆ เพียงแต่ต้องเรียนรู้หลักการบางอย่างที่ถูกนำมานำเสนอในงานด้วยแล้ว โดยชาวบ้านเองและหน่วยงานต่างๆ ที่ทำการสาธิตเทคโนโลยีพลังงานชุมชนในรูปแบบ “นิทรรศการที่มีชีวิต”

คำว่า “ดิน น้ำ ลม ไฟ” คือที่มาของพลังงานในโลก ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง และไม่น่าจะใช่เรื่องยากหากเราจะนำสิ่งเหล่านี้มีผลิตเป็นพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก ที่ใครก็สามารถทำได้ ไม่ต้องพึ่งพิงแต่แหล่งพลังงานหลักที่มาจากซากดึกดำบรรพ์ หรือ ซากฟอสซิล อย่างน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ที่วันหนึ่งจะถูกใช้ไปจนหมด

พลังงานทางเลือกมีหลายอย่างๆ บางอย่างใช้ได้ไม่รู้จักหมด ที่สำคัญบางอย่างชาวบ้านสามารถนำมาผลิตได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนมาก แต่บางอย่างก็ยังต้องลงทุนสูงอยู่ แต่ถ้าพิจารณากันในระยะยาวๆ มันอาจไม่แพงก็ได้เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์

หรือแม้แต่ สิ่งของเหลือใช้ ของเสียจากกระบวนการต่างๆ ก็สามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานได้ เช่น มูลสัตว์ มูลคน เศษไม้ น้ำเสีย ขยะ ล้วนนำมาผลิตเป็นพลังงานได้

อย่างในงานมหกรรมพลังงานชุมชนภาคใต้ “โหมฺเราหลบมาแลพลังงานในชุมชนภาคใต้กันดีหวา”

ระหว่างวันที่ 1 – 2 มิถุนายน 2552 ที่สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง จัดโดยมหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ที่มีเครือข่ายพลังงานชุมชนในภาคใต้เข้าร่วมอย่างล้นหลาม

เพราะในงานมีการจัดแสดงการใช้พลังงานทดแทนที่ชาวบ้านสามารถทำเองได้ง่ายๆ เพียงแต่ต้องเรียนรู้หลักการบางอย่างที่ถูกนำมานำเสนอในงานด้วยแล้ว โดยชาวบ้านเองและหน่วยงานต่างๆ ในการสาธิตเทคโนโลยีพลังงานชุมชน “นิทรรศการที่มีชีวิต” เช่น เตาเผาถ่าน อบต.นาชุมเห็ด จังหัดตรัง ก๊าซชีวภาพ เทศบาลย่านตาขาว จังหวัดตรัง

งานวิจัยและกิจกรรมนักศึกษา ม.ทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง (ปลาดุกร้า ขยะลดพลังงาน ปุ๋ยชีวภาพ) ก๊าซชีวภาพและกังหันลม อบต.คลองรี กลุ่มลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ไบโอดีเซล คุณอธิราช ดำดี พลังงานชุมชนโรงเรียนริมเล อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา กังหันลม โรงเรียนบ้านเกาะเคี่ยม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

สาธิตการปั้นเตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง ฟาร์มตัวอย่าง ป่าตาเขียว อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ถ่านจากมูลสัตว์และการอัดก๊าซชีวภาพบรรจุถังก๊าซหุงต้ม กรมปศุสัตว์ โครงการพลังงาน ไบโอแก๊สจากน้ำเสียการผลิตยางแผ่น อำเภอท่าศาลา จังหัดนครศรีธรรมราช

โครงการ ไบโอดีเซลจากไขมันหมู สถานีตำรวจรัตภูมิและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โครงการไบโอแก๊สจากน้ำเสียกระบวนการผลิตไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โครงการกังหันน้ำขนาดเล็กผลิตไฟฟ้า ชุมชนบ้านคีรีวงและมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี

วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าช้าง สานกระจูด และสปาวิถีไทย กลุ่มจักสานก้านมะพร้าว อำเภอนาบอน จังหวัดพัทลุง ก้าวสู่การปฏิวัติพลังงานกับกรีนพีซ

ส่วนของหน่วยงานต่างๆ เช่น พลังงานทางเลือกกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คลินิกพลังงานรายเทคโนโลยี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ การแสดงเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ศูนย์บริการวิชาการที่ 9 จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักวิชาการพลังงานภาค 12 จังหวัดสงขลา สำนักงานพลังงานจังหวัดพัทลุง

ก่อนงานมหกรรมพลังงานชุมชนภาคใต้ ครั้งนี้ ผู้จัดได้นำผู้เข้าร่วมได้ศึกษาดูงานพลังงานชุมชนก่อน เพื่อให้ได้อรรถรสในการพังการเสวนาในหัวข้อพลังงานชุมชน : ทางเลือกและทางรอดของชาวใต้ และการชมการสาธิตและนิทรรศการที่มี เพื่อเผยแพร่ความรู้และขยายแนวคิดออกไป

โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 เส้นทางชุมพร-นครศรีธรรมราช-พัทลุง ได้แก่ การศึกษาดูงาน กังหันน้ำขนาดเล็กผลิตไฟฟ้า หมู่ที่ 7 บ้านบกแบก ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ซึ่งที่นี่ใช้กังหันเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยไดนาโมในระดับครัวเรือน และติดตั้งที่สำนักสงฆ์สามัคคี

จากนั้นศึกษาดูงาน พลังงานก๊าซชีวภาพจากการเลี้ยงหมู หมู่ที่ 7 ตำบลท่ามะพลา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพรซึ่งเมื่อปี 2548ได้มีการทำกระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชนท่ามะพลา เกิดกิจกรรมเลี้ยงหมู และพัฒนามาสู่การผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้ในครัวเรือนและการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น กล้วยอบเล็บมือนางทุเรียนอบ และลูกจันทร์ เป็นต้น

ต่อด้วยการเดินทางไปที่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ดูการพัฒนากังหันน้ำคีรีวง นวัตกรรมท้องถิ่นและการต่อยอดทางวิชาการ โดยขึ้นเขาไปดูการใช้งานกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า ส่วนที่อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ศึกษาดูงานการผลิตก๊าซชีวภาพระดับครัวเรือนจากน้ำเสียของการทำยางแผ่น

ส่วนกลุ่มที่ 2 เส้นทางสงขลา-พัทลุง เริ่มจากที่สถานีวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนจากน้ำมันปาล์มและพืชน้ำมัน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากนั้นไปศึกษาดูงานพลังงานชุมชนเรื่อง ก๊าซชีวภาพและกังหันลมผลิตไฟฟ้า โดยเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) คลองรี อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา จากนั้นศึกษาดูงานไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วและไขมันหมูที่สถานีตำรวจภูธรรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

ที่จังหวัดพัทลุง ได้ศึกษาดูงานก๊าซชีวภาพที่ภักดีฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มหมูที่ทำระบบก๊าซชีวภาพและส่งให้ชุมชนใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม

โดยพลังงานชุมชนแต่ละที่ชาวบ้านสารมารถทำเองได้ง่ายๆ ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นของเหลือใช้ หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วนำมาดัดแปลง รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นของที่หาได้ง่ายในชุมชน ซึ่งนอกจากเป็นการใช้พลังงานทางเลือกแล้ว ยังเป็นการประหยัดเงินในกระเป๋าได้ด้วย


จักรยานพลังงานเอนกประสงค์ เพราะเป็นทั้งปั้มน้ำ เครื่องปั่นไฟ เครื่องบดแป้ง เครื่องขูดมะพร้าว แถมได้ออกกำลังกายด้วย




เตาเผาถ่านประหยัดพลังงาน



พลังงานไบโอแก๊สจากน้ำเสียการผลิตยางแผ่น



กังหันลม



การผลิตแก๊ซจากน้ำเสียไบโอดีเซล



ไบโอดีเซีล



ซุปเปอร์อังโล่



แผงโซล่าร์เซลล์


นี่ก็กังหันลม