WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 8, 2009

แค้นของภูมิใจไทย แค้นนี้ต้องชำระ

ที่มา ไทยรัฐ

ท่าทีลีลาของสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ออกโรงมาจวกรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า บริหารประเทศมา 5 เดือน มีแต่ความล้มเหลว ไม่เคยมีการวางแผนการทำงานในการบริหารประเทศ ทุกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจล้วนล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ไม่ว่าจะเป็นโครงการเช็คช่วยชาติ โครงการต้นกล้าอาชีพ หรือโครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ

บวกกับความผิดพลาดในการเก็บภาษีไม่เข้าเป้า พรรคประชาธิปัตย์จึงใช้วิธีตรวจสอบโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อปกปิดความล้มเหลวของตัวเอง อาทิ โครงการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การรับจำนำ-การประกันราคาข้าว โครงการเช่ารถเมล์ NGV 4,000 คัน ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคร่วมรัฐบาลเสียหายในสายตาประชาชน

ไม่สามารถตีความเป็นอื่นได้ นอกจากได้เกิดรอยร้าวใหญ่ในรัฐบาล รอยร้าวระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย

และเป็นรอยร้าวที่พร้อมจะขยายเป็นรูรั่ว ที่พร้อมจะล่มรัฐนาวาลำนี้ได้

จึงมีคำถามว่ารอยร้าวนี้จะนำไปสู่การเอาคืนกันเองภายในพรรคร่วมรัฐบาล ถึงขั้นจะมีการป่วนการลงมติในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ ที่จะเปิดสภาในวันที่ 15 มิ.ย.นี้หรือไม่

จะมีการหักหลังในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 และ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทหรือไม่

ไม่ต้องถึงขั้นกฎหมายไม่ผ่านสภาฯหรอก แค่ ส.ส.รัฐบาลหายไปสัก 510 เสียง รัฐบาลก็ปั่นป่วนแล้ว

แม้ใครจะบอกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ ยังไม่สุกงอมพอจะแตกหัก พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่กล้าหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะทุกพรรค

การเมืองยังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญเรื่องกระสุนดินดำ

ทุกพรรคต่างอดใจรอแบ่งเค้ก พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2553 ก่อน อีกทั้งช่วงนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในทุกกระทรวง การผลักดันคนของตัวเองเข้าไปสู่ตำแหน่งสำคัญ และการวิ่งเต้นซื้อขายก็มีตัวเงินจำนวนไม่น้อย นับเป็นเสบียงกรังที่สามารถเก็บไว้กินในอนาคตได้

การอดทนรออีกสักนิดก็คงไม่เสียหายมากเกินไปนัก

หันกลับมามองดูในพรรคภูมิใจไทยซึ่งเนื้อแท้เป็นการรวมกลุ่มกันหลวมๆของบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรดทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเนวิน ชิดชอบ สมศักดิ์ เทพสุทิน อนุชา นาคาศัย หรือสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่แม้จะถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 5 ปี แต่คนเหล่านี้ก็สามารถบริหารงานการเมืองได้อย่างไม่มีอาการสะดุด ด้วยการส่งนอมินีมารับตำแหน่งรัฐมนตรีแทน โดยที่ตัวเองคอยชักใยอยู่เบื้องหลังฉาก

แม้จะเป็นที่รู้ๆกันในแวดวงการเมือง แต่ทางนิตินัยแล้วคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น จึงมีการกินกับโครงการต่างๆแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มีการเสนอโครงการและนโยบายต่างๆผ่านรัฐมนตรีนอมินีแบบโฉ่งฉ่าง

จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกนายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ อาศัยความเก๋าเกมกว่าไล่กระทุ้งจนล่าถอยไม่เป็นขบวน

บวกกับภาพลักษณ์นักการเมืองประเภทมูมมามปากมัน ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นเบี้ยล่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างช่วยไม่ได้ ถูกเตะตัดขาแทบทุกโครงการอย่างไม่ให้ราคาค่างวด

โดยมีกลุ่ม ส.ว. นักวิชาการและนักธุรกิจภาคเอกชน ประสานเสียงปลุกกระแสสังคมเป็นแรงหนุน
แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองยังไม่สุกงอมพร้อมแตกหัก วันนี้พรรคภูมิใจไทยจึงทำได้แค่ยิ้มรับและยอมกลืนเลือด มองตัวเงินมหาศาลที่หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย รอวันที่พรรคประชาธิปัตย์เพลี่ยงพล้ำค่อยเอาคืนพร้อมคิดดอกเบี้ยอย่างสาสม.


"ลมสลาตัน"

ตั้งโจทย์ให้ชาวกรุง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_11394

มีเรื่องจริงที่เล่ากันมาปากต่อปากในหมู่นักเลือกตั้งรุ่นเก่า กับลูกเล่นของ "จอม เก๋า" แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่เซียนยอมยกให้เป็นปรมาจารย์ในวิชาหาเสียงเลือกตั้ง

โดยช็อตที่สั่งให้คนเอาร่มไปกางไว้ตรงเวทีปราศรัย แต่พอขึ้นเวทีกลางแดดร้อนเปรี้ยงๆก็ประกาศต่อหน้าคนฟัง สั่งให้เอาร่มออก

พร้อมกับบอกกับชาวบ้านว่า พ่อแม่พี่น้องอุตส่าห์มานั่งฟังปราศรัยกลางแดดร้อนๆแล้วจะให้ผู้แทนราษฎรมาอยู่ในร่มสบายๆ มันใช้ไม่ได้

ชาวบ้านลำบากยังไง ผู้แทนฯต้องอยู่เคียงข้าง และพร้อมลำบากกว่า


เจอมุกนี้เข้าไป คะแนนไม่ไหลมาเทมาก็ให้มันรู้ไป

โดยตำนานที่ลอกแบบกันได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ กับคิวที่นายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีนอกสภาของพรรคภูมิใจไทย เล่นบทครูใหญ่ เป่านกหวีด ไล่ให้ ส.ส.และทีมผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทย ออกจากเต็นท์รับรอง

ไปลุยตากแดดดำนาร่วมกับชาวบ้าน

ภายใต้ฉากรายการ "เรียลลิตีโชว์" ของพรรคภูมิใจไทย ที่วัดโนนสวรรค์ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร


กำกับคิวรัฐมนตรี ผู้แทนราษฎร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ลิ้มรสความลำบากของคนยากคนจน แยกไปนอนตามใต้ถุนบ้าน คอกวัวคอกควาย กระท่อมปลายนา ศาลาวัด

เดินเช็กชื่อตามบ้าน ใครแอบหนี คัดชื่อออกจากทีมทันที


ไม่เว้นแม้แต่ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่วัยปาเข้าไป 73 ปี ก็ยังต้องฝืนร่วมรายการทรมานสังขาร

แม้จะดูเก้ๆกังๆ ขัดตากับภาพ "เจ้าสัว" นั่งปั้นจิ้มข้าวเหนียวกับปลาร้า ล้อมวงกินข้าวก้นบาตรพระ ลุยโคลนดำนา ก้มๆเงยๆ


เล่นบทสมจริงสมจัง จนหน้ามืดตาลาย ลมใส่

แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน พระเอกรุ่นปู่ร่วมวงเรียลลิตี้สร้างกระแส


ที่แน่ๆ "พระเอกหนุ่ม" อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และยี่ห้อพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถไปจัดรายการเรียลลิตี้ "กระตุ้นเรตติ้ง" แบบนี้ได้ในภาคอีสาน

ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะทำการตลาด เจาะสนามที่มี ส.ส.มากที่สุดในประเทศไทย


ในทางกลับกัน กลายเป็นค่ายภูมิใจไทยเสียอีก ที่กำลังวางแผนรุกใหญ่ เปิดพื้นที่ ทำการตลาดในเมืองหลวง เดินหน้าเจาะฐานเสียงเมืองกรุงแข่งกับยี่ห้อประชาธิปัตย์

กับเกมยุทธ์ของ "เนวิน" พลิกเหลี่ยมสู้ "รถเมล์เอ็นจีวีไม่ใช่แค่เรื่องเงิน หรืองบประมาณเท่านั้น แต่หมายถึงคะแนนเสียงใน กทม.ด้วย"

ล่าสุด ค่ายภูมิใจไทยสั่งขึ้นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ ติดตั้งใจกลางกรุงเทพฯที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และป้ายข้างทางด่วน โดยมีข้อความตัวอักษรสีน้ำเงินพื้นสีขาว "ภูมิใจไทยตั้งใจทำเพื่อประชาชน รถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน เที่ยวละ 12 บาท ตั๋ว 1 วัน 30 บาท ตั๋วรายเดือน เด็กนักเรียน นักศึกษา 600 บาทต่อเดือน ตั๋วรายเดือน ผู้ใหญ่ 800 บาทต่อเดือน" คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จภายในวันอังคารที่ 9 มิถุนายนนี้


ประกาศความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โปรเจกต์รถเมล์เอ็นจีวี

และโดยอาการนั่งไม่ติด พรรคประชาธิปัตย์ต้องรีบส่งนายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม. ออกมาดักทางแกมบลัฟค่ายภูมิใจไทย


โครงการที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯต้องพิจารณาในแง่ของผลงานและความโปร่งใสที่หยิบยื่นให้คน กทม.ด้วย

เน้นมุกคุณชายสะอาดข่มภาพมอมแมมของเพื่อนเนวิน

แต่ก็เป็นอะไรที่เล่นเป็นทีมเหมือนกัน โดยการโผล่ออกมาของมวยรุ่นใหญ่อย่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อีกหนึ่งผู้มีบารมีนอกสภาของพรรคภูมิใจไทย ออกมาทิ่มหมัดใส่พรรคประชาธิปัตย์ เก่งแต่เตะตัดขา สกัดโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล เหยียบบ่าเพื่อนตีกิน

สุดท้ายก็เลยไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

ในอารมณ์ที่เปรียบเทียบกันได้พอดี ยี่ห้อประชาธิปัตย์ได้ภาพสะอาด แต่ถนัดแค่เตะตัดขาคู่แข่ง ไม่มีสมองริเริ่มสร้างสรรค์ ทำงานไม่เป็น

ขณะที่ยี่ห้อภูมิใจไทย แม้จะเลอะเทอะมอมแมม แต่มีความถนัดริเริ่ม กล้าคิดกล้าทำ

คนกรุงเทพฯ มีการบ้านให้คิดก็แล้วกัน.

"ทีมข่าวการเมือง" รายงาน

ภัยเงียบรูมาตอยด์ คนไทยป่วย 2 ในพัน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_11281

ธีระวัฒน์

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์...ถือเป็นเพชฌฆาตเงียบที่ทรมานผู้ป่วยอีกโรคหนึ่ง

หลายคนเคยได้ยินชื่อโรครูมาตอยด์บ้างแล้ว ก็ให้รู้ไว้อีกว่า...โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ลักษณะเด่นคือ มีการเจริญงอกงามของเยื่อบุข้ออย่างมาก

เยื่อบุข้อที่ว่านี้ จะลุกลาม...ทำลายกระดูกและข้อในที่สุด

ประเด็นสำคัญ โรคนี้ไม่ได้เป็นแต่เฉพาะข้อเท่านั้น อาจมีอาการทางระบบอื่นๆอีก เช่น ตา ประสาท กล้ามเนื้อ

คำถามมีว่า...ผู้ที่มีอาการข้ออักเสบเรื้อรัง ส่วนใหญ่เป็นโรครูมาตอยด์ หรือไม่?

โรครูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด แต่จะมีกลุ่มโรคข้ออักเสบเรื้อรังอื่นๆ อีกมากที่เลียนแบบโรครูมาตอยด์ได้ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจจากแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เนื่องจากการรักษาจะแตกต่างกันออกไป

พญ.รัตนวดี ณ นคร นายกสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญโรครูมาตอยด์บอกว่า แม้ว่าวันนี้...สถานการณ์โรครูมาตอยด์ในประเทศไทยยังไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการ แต่ประมาณการจากการสำรวจขั้นพื้นฐานพบว่า...ทุกๆ 1,000 คน จะมีผู้เป็นโรครูมาตอยด์ประมาณ 2-3 คน

พอจะคาดการณ์ได้ว่า ผู้ป่วยรูมาตอยด์ทั้งประเทศน่าจะอยู่ที่ 200,000 คน

"ช่วงอายุที่เป็นมากที่สุดคือ 30-40 ปี และจะเป็นในเพศหญิงถึงร้อยละ 80-90 เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงมีส่วนสำคัญ"

คุณหมอรัตนวดี บอกว่า สาเหตุของโรคที่แท้จริง ยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีส่วนเกี่ยวกับการติดเชื้อบางอย่าง และเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

ณ วันนี้...เทียบกับปริมาณหมอในประเทศไทยที่เชี่ยวชาญโรคนี้มีอยู่ ประมาณ 100 คน ส่วนสมาชิกของสมาคมมีอยู่ประมาณ 200 คน

แนวโน้มในประเทศไทย โรครูมาตอยด์มีเพิ่มมากขึ้นเพราะคนรู้จักมากขึ้น ขณะที่ในอดีตที่ผ่านมา มักจะไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้ เพราะส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นโรคเกี่ยวกับข้อหรือกระดูก

"รูมาตอยด์หากรักษาตั้งแต่เริ่มต้นหรือระยะแรกๆ จะสามารถรักษา...ควบคุมได้ถึงร้อยละ 60-85

แต่ส่วนใหญ่มักจะรู้หลังจากเป็นไปมากแล้ว ทำให้โอกาสหายขาด มีไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์"

ความน่ากลัว...เมื่อเป็นโรครูมาตอยด์

เมื่อเยื่อบุข้อจะมีการเจริญงอกงาม มีการหนาตัว ในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดตามข้อ มีอาการฝืดขัดข้อเป็นเวลานานในตอนเช้า

เมื่อมีอาการชัดเจน ข้อจะมีการบวม ร้อน และปวด

โรคนี้สามารถเป็นได้กับทุกข้อของร่างกาย แต่พบบ่อยคือ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า

อาการข้ออักเสบจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในบางรายอาจมีอาการรุนแรงแบบเฉียบพลันได้...บางรายอาจมีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดร่วมด้วยได้...ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการทางระบบตา ปอด และมีปุ่มขึ้นตามตัว

บรรยากาศงานสัมมนา "อยู่อย่างเป็นสุขกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์" ทางเลือกใหม่ชีวิตที่ดีขึ้น ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 12 โรงพยาบาลราชวิถี โดยความร่วมมือ 4 ภาคส่วน...คนไข้ สมาคมเรียนรู้สู้รูมาตอยด์, หมอเฉพาะทางสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย, กระทรวงสาธารณสุข, บริษัทไวเอท ประเทศไทย จำกัด

ไพบูลย์ เอี่ยมแสงชัยรัตน์ ประธานชมรมเรียนรู้สู้รูมาตอยด์ บอกว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าภาครัฐให้ความใส่ใจกับผู้ป่วยรูมาตอยด์ เป็นอย่างดี

"ปกติเรามักจะเห็นว่าผู้ป่วยกับคนไข้ในช่วงหลังมักจะมีปัญหากระทบ กระทั่งกัน หรือภาครัฐกับเอกชนมักมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทำให้ในหลายเรื่อง... หาข้อสรุปได้ยาก"

วันนี้...ชมรมฯเป็นศูนย์กลางให้กับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งรวมไปถึงคุณหมอที่ดูแลโรคนี้ เพื่อให้รับทราบว่าผู้ป่วยและญาติต้องดูแลตนเองอย่างไร

"โรครูมาตอยด์อาจจะไม่ถึงตาย...แต่ทรมาน บางครั้งเป็นลักษณะโรคสำออย คนที่ไม่เข้าใจจะไม่ทราบ"

ไพบูลย์ ทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ จะเป็นความหวังของผู้ป่วยอีกหลายๆโรค ทำให้มีกำลังใจ...มีความหวัง

รูมาตอยด์...เป็นโรคหนึ่งในสารพัดโรคที่รุมเร้าคนไทยให้เจ็บป่วย ศาสตรา- จารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา www.cueid.org บอกว่า ช่วงเวลา ที่ผ่านมา...ฟังข่าวเรื่องเงินหมดประเทศ ก็ต้องมองไปถึงงบการรักษาดูแลผู้เจ็บป่วยจะเดินไปในทิศทางใด

"ปัจจุบันเรามีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือที่เคยเรียกว่า 30 บาท... รักษาทุกโรคซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องยอมรับความจริงว่า...เมื่อเกิดโรคจากอวัยวะเสื่อมโทรมมีอาการเจ็บป่วยแล้ว ตัวโรคจะดำเนินด้วยตัวของมันเองไปเรื่อยๆ"

การรักษาจะเพียงเพื่อชะลอโรคให้ช้าลง ผ่อนหนักเป็นเบาหรือเพียงแค่ บรรเทาอาการให้ดีขึ้น เช่น โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์

คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า การที่ประเทศไทยมีศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ล้างไต ทั่วทุกหัวระแหง ไม่ได้บ่งบอกว่าประเทศไทยเจริญก้าวหน้า แต่กลับสะท้อนให้เห็นภาพจริงว่าการเอาใจใส่ดูแลตนเองของประชาชนเสื่อมลง

"เห็นว่า...เมื่อเป็นโรคก็ไปรักษาได้ ซึ่งตายก็ได้...ถ้าโรคหนักมาก และถึงรอดก็ไม่เหมือนเดิม"

ประเด็นสำคัญ...ระดับนโยบายเน้นแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในทัศนะคุณหมอธีระวัฒน์ น่าจะมีผลพลอยได้ในการหาเสียงอยู่ด้วย

"ความเอาใจใส่ตัวเองของประชาชนขณะนี้ย่อหย่อนไป...เป็นผลพวงจากความชะล่าใจว่ารักษาไม่เสียสตางค์มาก เพราะรัฐบาลจ่าย"

ยุคนี้ที่สำคัญอีกอย่าง คือ แรงโฆษณาสินค้าเร่งทำให้สุขภาพเสื่อม ซึ่งบริโภคกันมาจนเป็นประจำนิสัย

ที่เห็นได้ชัด คือ เครื่องดื่มน้ำอัดลมไม่ว่าจะเป็นน้ำดำ เหลือง เขียว แดง ตามสีเครื่องดื่ม กระทั่งชาต่างๆ ซึ่งบอกว่าไม่มีน้ำตาลทั้งที่ความจริงมี

"น้ำตาลที่ว่านี้...ไม่อยู่ในรูปของกลูโคส ทว่าอัดปริมาณน้ำตาลความหวานมหาศาลซึ่งปัจจุบันนี้มีการตื่นตัวกันทั่วโลก"

แม้แต่ประเทศต้นตอน้ำดำ น้ำอัดลม เช่น สหรัฐฯ กำลังจะมีมาตรการเก็บภาษีน้ำอัดลมและเครื่องดื่มเหล่านี้ เนื่องจากเป็นตัวการของโรคอ้วน

ความอ้วนลงพุงก็เป็นบ่อเกิดของการสะสมไขมันในที่ต่างๆ รวมทั้งไขมันสีน้ำตาล (Brown adipose tissue) และในที่สุดก็เกิดโรคได้ในทุกระบบเส้นเลือด ทั้งตีบ แตก ความดันสูง ซึ่งเป็นต้นตอของโรคไตและการแบกน้ำหนักเกิน

พ่วงไปด้วยปัญหาโรคข้อ เข่า สะโพก ข้อกระดูกสันหลังไปกดเบียดเส้นประสาท ต้องมีการผ่าตัดข้อ กระดูก ผ่าตัดเส้นประสาทตามมา

ความป่วยไข้ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้เกิดการสร้างระบบเศรษฐกิจการแพทย์ ครบวงจรของโรงพยาบาล ตั้งแต่ผ่าแบบเจาะรูเล็กๆ...ผ่าตัดแบบใหญ่แบบเล็ก

ทางออก...เมื่อเกิดมีโรคขึ้นแล้ว รัฐบาลต้องเคร่งครัดผ่านทางกระทรวงสาธารณสุข จัดยาเหมาะสมที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนต้องเข้าโรงพยาบาล

"สถานพยาบาลหลายแห่งพยายามประหยัดเงินที่ได้รับจากรัฐบาลในโครงการประกันสุขภาพ...ยาหัวใจ ความดัน เบาหวาน พร่องไปบ้าง...ต่ำกว่ามาตรฐานไปบ้าง ต้องปรับเปลี่ยนการรักษาสุดฝีมือ สุดชีวิต..."

คติประจำใจ คือ คนไข้คนป่วยทั้งหมด โรคต้องควบคุมได้และไม่เลวร้ายจนถึงกับนอนโรงพยาบาล

เมื่อเข้าโรงพยาบาล ใครบ้างมีความสุข คนไข้หรือ? ญาติหรือ?...ต้องเสีย เวลา เสียเงินบ้าง ไม่มากก็น้อย อมทุกข์เมื่อไหร่จะกลับบ้าน

"หมอ พยาบาลมีความสุขไหม ที่คนไข้แออัดในตึกผู้ป่วย อาการรุนแรงร่อแร่ คงมีแต่โรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นที่ชอบให้มีคนนอนโรงพยาบาลเยอะๆ เพราะนอกจากได้เงินค่าห้อง...แบบนอนโรงแรม ยังได้เงินจากการส่งตรวจวินิจฉัย จิปาถะ"

โรงพยาบาลฯ ขยายสาขาได้นับ 10 แห่ง...จริงอยู่ที่ว่า การมีโรงพยาบาลระดับมาตรฐานเป็นร้อย รองรับผู้ป่วยต่างประเทศได้...เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ

แต่อีกมุมหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า...รัฐไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะหยุดโรคที่กระหน่ำซ้ำเติมประชาชนคนไทยได้.

เสียงสะท้อน (แผ่วเบา) ถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี

ที่มา ประชาไท

จากการลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทั้งเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร พิษณุโลก สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร จากการพูดคุยและรับฟังข้อเรียกร้องนับพัน พบว่า นโยบายเรียนฟรี 15 ปีนั้นยังไม่เป็นจริงอย่างโฆษณา

นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และได้พยายามสร้างภาพเปิดตัวโครงการอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา พร้อมใจกล้าเปิดสายด่วน 1579 เพื่อเปิดรับคำร้องเรียนในเรื่องการปฏิบัติตามนโยบายของโรงเรียนต่าง ๆ ที่มีต่อนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ผลปรากฏว่า สายด่วน 1579 แทบถล่มทลาย เมื่อมีสายร้องเรียนกระหน่ำโทรเข้าทั้งแจ้ง ทั้งร้องเรียน ทั้งกร่นด่า อย่างไม่ขาดสาย
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ฉบับปีพุทธศักราช 2540 ที่ระบุให้รัฐไทยสนับสนุนให้คนไทยได้เรียนโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย 12 ปี มาถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับปีพุทธศักราช 2550 ก็ ระบุเช่นเดียวกัน แต่ พรรคประชาธิปัตย์ฮึกเหิมใช้เป็นนโยบายหาเสียง ต่อยอด หรือลงราก อีก 3 ปี จาก 12 ปี ใจดีเพิ่มให้เป็น 15 ปี ?? แถมประกาศทำทันทีในภาคเรียนนี้ ??
ผลที่ตามมาตั้งแต่ยังไม่เปิดโครงการ มีการเรียกเก็บเงินที่อ้างว่าอยู่นอกเหนือจาก 5 ฟรีที่รัฐบาลสนับสนุนก็มีเมนูออกมามากมายจนคิดไปคิดมา หลายคนบ่นอุบว่า เสียเงินแพงยิ่งกว่าเก่า ?? ทั้งที่รัฐบาลเองมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ แจกจ่ายไปตามโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่มีรายละเอียดการสนับสนุนต่าง ๆ รวมถึงจำนวนเม็ดเงินรายหัวที่รัฐให้การสนับสนุน ที่ในจำนวนเงินก้อนโต 11,011,539,100 บาท ที่เป็นยอดเงินต่างหากไม่เกี่ยวกับเดือนบุคลาการทางการศึกษา ?? แล้วทำไมยังมีเสียงบ่นตามออกมาไม่ขาดสาย ?
หลายโรงเรียนอ้างถึงค่าใช้จ่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐว่าไม่พียงพอ มีความจำเป็นต้องเก็บเพิ่ม ? ทั้งที่ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดถึงค่าใช้จ่ายรายหัวที่แต่ละโรงเรียนได้รับแล้ว จะพบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ โรงเรียนที่เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะได้รับค่าตอบแทนรายหัวในจำนวนที่สูงกว่า โรเรีงขนาดเล็ก หรือโรงเรียนประถมศึกษาเกือบเท่าตัว ?? แล้วทำไมต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ??
จากการลงพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง กำแพงเพชร พิษณุโลก สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร จากการพูดคุยและรับฟังข้อเรียกร้องจำนวนกว่า 1,000 ความคิดเห็น พบว่า มีจำนวนไม่น้อย แจ้งกับเครือข่ายติดตามการศึกษาไทยว่า นโยบายเรียนฟรี 15 ปีนั้น ไม่เป็นจริง ผู้ปกครองรายหนึ่งเล่าให้เราฟังว่า เสียค่าใช้จ่ายสำหรับ ลูกสาวเพื่อเข้าเรียนในวัยก่อนประถมศึกษาปีละกว่า 10,000 บาท ผู้ปกครองอีกรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เพิ่งนำหลานเข้าเรียนโรงเรียนของรัฐแห่งหนึ่งในระดับมัธยมปลาย ต้องเขียนตัวเลขบริจาคให้สมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครองจำนวนหลักหมื่นบาท ?? อีกรายเล่าให้เราฟังว่า เพิ่งไปเสียค่าเข้าเรียนให้หลานสองคน ๆ ละสองพันบาท ปกติคยเสียอยู่คนละ พันบาท พอประกาศเรียนฟรี 15 ปี เก็บเพิ่ม อ้างว่างบที่รัฐให้ไม่พอ คำถามคือ อะไรคือคำว่าเรียนฟรี ??
การเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองด้วยการยื่นกระดาษเปล่าเพื่อให้ผู้ปกครองใส่ตัวเลขเพื่อกรอกเงินบริจาคให้กับสมาคมครูและผู้ปกครองของแต่ละโรงเรียนจะเรียกว่าอะไร ?? เพราะโรงเรียนก็จะแก้ต่างไปว่าเป็นความประสงค์เป็นความสมัครใจของผู้ปกครองที่จะบริจาคให้แก่สมาคมเองไม่มีการบังคับ แต่..หากใส่ตัวเลขไม่เป็นที่พอใจ เด็กก็จะไม่ได้รับการรับเข้าเรียนในโรงเรียนนั้น นี่คืออะไร ?? เรียนฟรีแต่ต้องมีเงินบริจาคเข้าสมาคม ??
เสียงร้องเรียน เสียงตัดพ้อต่อว่าที่แผ่วเบา เบาจนรัฐที่ออกนโยบายไม่ได้ยิน หรือเลือกที่จะไม่ได้ยิน ?? นโยบายที่ออกมาทำทีเหมือนว่าจะดีกว่าที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เอาเข้าจริง มันก็แค่ลมลวงที่ประกาศออกมาเพื่อให้ดูหวือหวาเรียกคะแนนเสียงเพียงเท่านั้น หรือว่าจะเอาจริงเอาจังกับนโยบายด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาพลเมืองให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างจริงจังเสียที

ท้อแท้ สิ้นหวัง ช่วงนี้เป็นแค่ รอยต่อระหว่างสงครามครั้งที่แล้ว กับ ครั้งใหม่

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย

alt
คือในช่วงนี้ผมเห็นบางคนอาจท้อแท้ครับ เพราะคิดว่าเสื้อแดงอ่อนแรงลงไปแล้ว ช่วงนี้ไม่มีกิจกรรมอะไร และนายกฯทักษิณ หรือสามเกลอ ก็ดูเหมือนว่าจะ Low Profile ลงไป ไม่มีข่าวอะไรมากนัก กิจกรรมของคนเสื้อแดง เช่นการชุมนุม ต่างๆ ก็ลดระดับลงไป

ผมคิดว่าช่วงนี้ เป็นช่วงพักรบมากกว่า เป็นช่วงเวลาระหว่างสงครามครั้งที่แล้ว กับสงครามครั้งใหม่ ต่างฝ่ายต่างก็กลับไปสะสมกำลัง ปรับยุทธวิธี ปรับแผนการทำงานเพื่อรับศึกครั้งต่อไปอ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่



สำหรับเสื้อแดง หลังสงกรานต์แล้ว ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับหลายกลุ่ม ก็ยังดูว่ามีกิจกรรมที่มากมายและกระตือรือล้นกันอยู่มาก การทำงานในระดับกลุ่มย่อยอยังค่อนข้างกระชับกระเฉง และกลุ่มต่างๆ ก็พัฒนาไปค่อนข้างมาก เรียกว่าไม่จำเป็นต้องมีแกนนำ กลุ่มย่อยที่เกิดขึ้นมากมายเหล่านี้ก็สามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้

ส่วน "สื่อ" ของคนเสื้อแดง เช่น โทรทัศน์ที่จะมาแทน D_station นั้น ผมทราบว่ากำลังดำเนินการอยู่ เพราะเครื่องมือเก่าโดนยึดไปหมด ก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่ ผมได้มีโอกาสเห็นการทำงานของสถานีใหม่แล้ว คิดว่าเราได้เริ่มต้นไปแล้วครับ แม้จะคลุกคลักบ้าง แต่ก็ได้นับหนึ่งไปแล้ว มีเครื่องมือใหม่แล้ว มีทีมงานแล้ว ก็คงดีขึ้นในเวลาไม่ช้า และมีการปรับตัว ดึงกลุ่มนักรบไซเบอร์หลายๆ กลุ่มเข้าไปร่วมผลิตผลงานมากขึ้น การมีส่วนร่วมมีมากขึ้นกว่า D_station เดิมมาก งานนี้เป็นโทรทัศน์ของคนเสื้อแดงจริงๆ

ส่วนเว็บไซต์ต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด จนขาดแคลน Webmaster ไปตามๆ กันแล้ว

ผม คิดว่าควรมีการ Share เว็บมาสเตอร์ระหว่างกันได้แล้ว เพราะ รู้สึกว่าเราจะขาดแคลนทรัพยากรในส่วนนี้พอสมควรทีเดียว และการปรับตัวของเว็บไซต์ต่างๆ ก็ค่อนข้างจะดูน่าตื่นตา เพราะหนีไปอยู่ต่างประเทศ พ้นเขตอำนาจรัฐไทย ไปแล้วแทบทั้งหมด

ก็ต้องขอบคุณ ICT ที่ให้บทเรียน และสอนให้เราต้องสู้กับอำนาจมืด โลกยุคใหม่กว้างเกินกว่าที่อำนาจรัฐแบบดั้งเดิมจะสามารถจัดการได้

พัฒนาการ ใหม่ที่ผมเห็นในช่วงนี้คือ การเกิดขึ้นของ หนังสือพิมพ์ Red News แม้อาจจะมีการ "ขัดกันบ้าง" แต่ก็เป็นปกติของการทำงานที่มีกลุ่มต่างๆ มากมาย ก็ต้องมีการขัดกันบ้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งแล้วคงมีการปรับตัวและหาทางไปกันได้

ช่วงนี้เป็นช่วงพักรบ คนที่ไม่ได้กลับไปทำกิจการของครอบครัว ก็คงต้องกลับไปสะสางงานให้เรียบร้อยนะครับ

สำหรับรัฐบาล ผมว่าไม่มีผลงานอะไร แม้ในสถานการณ์ปกติ ก็ยากที่จะเอาอะไรไปหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปครับ

"แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง"

แม้ยังไม่เห็นการรบใหญ่ในเวลาอันใกล้นี้ แนวรบดูเหมือนสงบ แต่ก็ตรึงกำลังกันในสนามเพลาะเหมือนสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งครับ

ผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ก็คงมี "ยุทธการ" เกิดขึ้นอีกครับ เพื่อปิดฉากสงคราม

อำนาจเก่าคงล่มสลาย ไม่อาจอยู่ในโลกนี้ได้หรอกครับ เพราะมันฝืนธรรมชาติ ของการเมืองในศตวรรษที่ 21

เมืองไทยกำลังเคลื่อนตัวผ่านยุคกลางที่มืดสลัว เข้าสู่รุ่งอรุณของยุคเรอเนตซองต์ครับ

ลัทธิ บูชาเทพ ได้อ่อนกำลังลงจนดูเหมือนว่ากำลังตะเกียกตะกาย เพื่อหาทางอยู่รอดในสถานการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปให้ได้ การดิ้นด้วยการร่ายเวทย์มนต์เดิมนั้นผมว่าน่าขันมากกว่าจะสร้างศรัทธาครับ

ลัทธิบูชาเทพ คงอยู่ไม่ได้ในศตวรรษที่ 21 แน่นอนครับ เราอยู่ปลายยุคเต็มทีแล้ว

Sunday, June 7, 2009

"เลี้ยบ"เตือนนายกฯระวังคำพูดบอก"แม้ว" ใช้ชื่อปลอม หลัง"มาร์ค"ชี้ล่าตัวยากใช้ชื่ออื่นโผล่ทั่วโลก

ที่มา มติชน

"อภิสิทธิ์"ยอมรับตามล่าหา"ทักษิณ"ยาก เปลี่ยนไปใช้อื่นในการเดินทาง ล่าสุดรัฐบาลเยอรมนีสั่งเพิกถอนวีซ่าแล้ว ยันรัฐบาลไทยติดตามอยู่ตลอด ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศดูแล "เลี้ยบ"เตือนนายกฯระวังคำพูดบอก"แม้ว"ใช้ชื่อปลอม สื่อเยอรมันแฉ"ทักษิณ"ดอดพำนักในเยอรมันนานครึ่งปี

"เลี้ยบ"เตือนนายกฯระวังคำพูดบอก"แม้ว"ใช้ชื่อปลอม

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้ชื่อปลอมในการเคลื่อนไหวในต่างประเทศ ว่า ยังไม่มีข้อมูลและไม่ทราบว่า ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้เป็นอย่างไร แต่ตามปกติการเดินทางไปต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด เอกสารอย่างเป็นทางการทั้งหนังสือเดินทางหรือวีซ่า การใช้ชื่อปลอมเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก โดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีการใช้ชื่อปลอม จึงไม่น่าจะเป็นไปได้

อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวอีกว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องระมัดระวัง การให้ความเห็นหรือข้อมูล น่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดก่อน หากนายกรัฐมนตรีไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทางออกที่ดีที่สุดคือควรเลี่ยงการให้ข้อมูลจะเหมาะสมกว่า

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวทางการเยอรมนี ได้สั่งยกเลิกวีซ่า ของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังทางการไทยสั่งเพิกถอนหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ว่า ยังไม่มี ยังไม่แน่ใจ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีพาสปอร์ตแล้ว ในส่วนของเราจึงไม่มีประเด็น อีกทั้ง ยังไม่เคยได้ยินข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไปประเทศเยอรมัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่า พ.ต.ท. ทักษิณอยู่ได้แค่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เท่านั้นใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงอยู่หลายประเทศ เมื่อถามว่า ถ้าพ.ต.ท. ทักษิณไม่ใช้พาสปอร์ตไทยแล้ว แสดงว่า การติดตามตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจะจบลงไปด้วยอย่างนั้นหรือ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เปล่า เราใช้วิธีว่าประเทศไหนที่คาดว่า พ.ต.ท. ทักษิณอยู่ ก็ได้ขอความร่วมมือไปว่า อย่าให้พ.ต.ท. ทักษิณใช้เป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติระหว่างมิตรประเทศอยู่แล้ว เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ยอมให้คนอื่นใช้ไทยเป็นฐานการเมืองในการโจมตีรัฐบาล หรือเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งก็ขอความร่วมมือแบบเดียวกัน ที่ผ่านมานายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรมว. การต่างประเทศ ที่เดินทางไปในหลายประเทศ ได้แจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันความร่วมมือดังกล่าวแล้ว แต่อาจจะมีช่องว่างในเรื่องการติดตามความเคลื่อนไหว อาจมีเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่ยืนยันว่ารัฐบาลได้ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุที่การติดตามตัวพ.ต.ท. ทักษิณยาก เพราะต้องอ้างอิงถึงชื่อพ.ต.ท. ทักษิณตามพาสปอร์ตไทยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "พอใช้ชื่ออื่นก็ตามยากขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นช่องว่างหนึ่ง แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไรก็ตาม มันสำคัญที่ตัวคน ไม่ได้สำคัญที่ชื่อ” เมื่อถามว่า เคยได้รับข้อมูลหรือไม่ว่าพ.ต.ท. ทักษิณแอบใช้ชื่ออื่นในการเดินทางไปประเทศต่างๆ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทางผู้ช่วยรมว. การต่างประเทศได้ติดตามอยู่ตลอด

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าพ.ต.ท. ทักษิณมีชื่ออื่นในการเดินทางจริง นายกฯ กล่าวว่า “เราเข้าใจอย่างนั้น เพราะยังมีความคลาดเคลื่อนตรงนี้กันอยู่” เมื่อถามอีกว่า จะอุดช่องโหว่ตรงนี้อย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “กำลังทำอยู่ครับ” เมื่อถามว่า การที่พ.ต.ท. ทักษิณใช้ชื่ออื่น จะทำให้เกิดปัญหากับการประสานงานและขอความร่วมมือกับ ตำรวจสากลในการส่งตัวพ.ต.ท. ทักษิณกลับมาดำเนินคดีในไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปทำความเข้าใจกัน ต้องเอาตัวคน ไม่ได้สำคัญที่ชื่อ


นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า การนำตัวพ.ต.ท. ทักษิณกลับมาดำเนินคดีในไทย ต้องเป็นไปตามกฎหมายและสนธิสัญญา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีความคืบหน้า แต่อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้มีผู้ต้องหา 2-3 รายที่ทางการไทยพยายามจะตามตัวกลับมา แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก กระบวนการนี้มันไม่ง่าย แต่อย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เราต้องทำคืออย่าให้มีการใช้ต่างประเทศเป็นฐานในการโจมตีเรา


สื่อเยอรมันแฉทักษิณดอดพำนักในเยอรมันนานครึ่งปี

เผยรบ.ฉุนหน่วยข่าวกรองไม่รู้ข่าว หวั่นกระทบสัมพันธ์ไทย

"Earth time"อ้างรายงานข่าวจาก "Sueddeutsche Zeitung" หนังสือพิมพ์ไทยเยอรมัน ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาลี้ภัยในเยอรมันเป็นเวลา 6 เดือน โดยอดีตนายกฯไทยซึ่งกำลังถูกทางการไทยต้องการตัว ได้เข้าเมืองผ่านหน่วยงานคนเข้าเมืองในกรุงบอนน์เมื่อปีที่แล้ว โดยใช้พาสปอร์ตการทูตของนิการากัว แต่ขณะนี้ เจ้าหน้าที่เยอรมันยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศแล้ว

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า รัฐบาลเยอรมันไม่พอใจต่อหน่วยงานข่าวกรองของเยอรมันที่ไม่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและพักอาศัยในกรุงบอนน์เป็นเวลานานหลายเดือน เนื่องจากเกรงว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อความสัมพันธ์ของเยอรมันและไทย

จาตุรนต์อัดมาร์คไม่กล้าล้มเมล์ฉาว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_11335

นายจาตุรนต์ ฉายแสง

กลุ่มเสื้อแดงโดยเครือข่ายนักธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อปไทย จัดงานแสดงสินค้า "จาตุรนต์" ปาฐกถาพิเศษอัดรัฐบาล 2 มาตรฐานนักลงทุนขยาด ชี้ นายกฯ​กล้าไม่ยกเลิกเช่ารถเมล์ 4 พันคัน ด้าน หมอเลี๊ยบฟันธงรัฐบาลไม่รอดปัญหารุมเร้า...

เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (7 มิ.ย.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ กลุ่มคนเสื้อแดง โดยเครือข่ายนักธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อปไทย (SMOT) นำโดยนายปริวรรต สาคร จัดงานแสดงสินค้า "ร่วมมือประสานใจ นำเอสเอ็มอี - โอท็อปไทย ข้ามพ้นวิกฤติ "ครั้งที่ 1 ภายใต้เสื้อแดงนำ ไทยใช้ ไทยเจริญ เพื่อให้เป็นการรวมกลุ่มนักธุรกิจคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจจากการปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งนี้นอกจากจะออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศแล้ว ยังขายบัตรฟังการปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อป ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย" จากนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และการบรรยายเรื่อง "ผ่าวิกฤติเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอี - โอท็อปไทยอยู่รอด” จากนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง ในราคาบัตรใบละ 100-300 บาท ท่ามกลางความสนใจจากแนวร่วมคนเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก สำหรับเครือข่ายนักธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อปไทย นี้ จะเป็นองค์กรบริหารัดการและรับฝากขายสินค้าเอสเอ็มอี-โอท็อปของกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านทางเว็ปไซต์ และตามงานกิจกรรมชุมนุมในที่ต่างๆ โดยคิดค่าบริการรับฝากขายในอัตราร้อยละ 3 ของราคาสินค้าที่ขายได้

ต่อมาเวลา 11.30 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อป ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย" โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการวิพากษ์การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า การผลักดันให้นักธุรกิจเอกชนเป็นกำลังใสำคัญในการพัฒนาประเทศมากเท่าไหร่ ย่อมเป็นประโยชน์แก่ประเทศมากเท่านั้น การจะทำเช่นนั้นได้ประเทศต้องมีระบบและระบอบการปกครองที่ไม่เป็นอุปสรรค ต้องมีประชาธิปไตยที่กินได้ ประชาชนมีความรู้สึกว่า ประชาธิปไตยทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร แต่สถานการณ์ในประเทศขณะนี้เป็นอุปสรรคทำให้นักธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนักธุรกิจต่างชาติลังเลที่จะเข้าลงทุน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยไม่มีความเสถียรภาพ ไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลบริหารประเทศแบบ 2 มาตรฐาน กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย นอกจากนี้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ด้วยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน กว่า 8 แสนล้านบาท ยังเป็นการเจริญรอยตามนโยบายมิยาซาวา ของรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็น รมว.คลัง ซึ่งมีการคอรัปชั่นสูง เนื่องจากรัฐสภาตรวจสอบการใช้เงินไม่ได้ เพราะไม่ได้ออกเป็นพระราชบัญญัติ

"การที่นายอภิสิทธิ์บอกว่า ผู้นำต่างประเทศและนักลงทุนไม่กล้ามาประชุมในประเทศไทย เพราะกลัวการชุมนุมของคนเสื้อแดง ถือเป็นพูดที่บิดเบือน เนื่องจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการชุมนุมกินเลี้ยงสังสรรค์ หรือการประชุมวิชาการเท่านั้น ไม่มีการชุมนุมใช้ความรุนแรงทั้งสิ้น เหตุการณ์จลาจลที่พัทยาจนเป็นเหตุให้การประชุมอาเซียนซัมมิทล้มเลิกนั้น เป็นสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลที่ต้องการให้การประชุมล้มเลิก เพื่อมาใช้เป็นข้อกล่าวหาคนเสื้อแดง ทั้งที่ในความจริงนักการทูตของประเทศต่างๆ ต่างพูดกันว่า เหตุที่ผู้นำประเทศของเขาไม่มาร่วมประชุมที่ประเทศไทยอีก ไม่ใช่ประเด็นกลัวความไม่ปลอดภัย แต่เป็นเพราะไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยหนีเอาตัวรอดตามลำพัง และไม่ได้จัดทหาร-ตำรวจมารักษาความปลอดภัยให้กับผู้นำประเทศของเขาต่างหาก" นายจาตุรนต์ ระบุและกล่าวต่อว่า จากนี้ไปนักธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อป จะต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด เพราะไม่หวังพึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้อีกแล้ว เนื่องจากวันนี้รัฐบาลประชาธิปัตย์มัวยุ่งแต่การแก้ไขปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อยืดอายุการเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด เห็นได้จากกรณีโครงการเช่ารถเมล์ 4 พันคัน ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรทุกคนรู้ดี แต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่กล้าตัดสินใจยกเลิกโครงการ เพราะรัฐบาลจะล้มถ้ายกเลิกโครงการดังกล่าว

จากนั้นเวลา 14.30 น. นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงการ 'ผ่าวิกฤติเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอี - โอท็อปไทยอยู่รอด' ตอนหนึ่งว่า ถ้าหากนักธุรกิจเอสเอ็มอี-โอท็อปต้องการอยู่รอดจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รุมเร้าในปัจจุบันนี้ จะมานั่งรอหวังพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาลนี้เป็นไม่ได้แล้ว ต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ที่สำคัญคือ อย่าเชื่อคำพูดของรัฐบาลว่า เศรษฐกิจจะฟื้นแล้ว เพราะรัฐบาลเองยังเอาตัวไม่รอด เนื่องจากมีความไม่พร้อมในการแก้ปัญหา รัฐบาลมีปัญหารุมเร้าไม่ว่างที่จะมาแก้ปัญหาให้ และสุดท้ายคือรัฐบาลไม่มีเงิน ทำให้ต้องไปกู้เงินกว่า 8 แสนล้านบาท มาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

เลี๊ยบเตือนมาร์คเช็คข้อมูลก่อนพูด

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_11339

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

"หมอเลี๊ยบ"ซัด นายกฯ ระวังคำพูด กรณีออกมาให้ข่าว "พ.ต.ท.ทักษิณ" ใช้ชื่อปลอมระหว่างอยู่ต่างประเทศ ชี้ ภูมิใจไทย หวังคว้าชัยเป็นที่ 1 ยังเร็วไป...

วันนี้ ( 7 มิ.ย.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้ชื่อปลอมในการเดินทางขณะที่อยู่ต่างประเทศ ว่า ตนไม่มีข้อมูล จึงไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่การเดินทางไปต่างประเทศ จะต้องมีหลักฐานคือ พาสปอร์ต และวีซ่า ดังนั้นการใช้ชื่อปลอมจึงทำได้ยาก โดยเฉพาะคนที่เป็นถึงอดีตนายกฯ การใช้ชื่อปลอมยิ่งเป็นไปไม่ได้

'นายกฯควรระมัดระวังในการพูด น่าจะตรวจสอบข้อมูลก่อน มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาได้ ทางที่ดี หากยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ควรจะบอกว่ายังไม่ได้รับรายงาน เพราะโดยสามัญสำนึกในการเดินทางเข้าออกประเทศต่าง ๆ คงไม่มีใครใช้ชื่อปลอม' นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทย ประกาศว่า จะคว้าชัยเป็นที่ 1 ในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารทุกพรรคการเมืองก็ต้องหวังว่าจะเป็นที่นิยมของประชาชน ส่วนจะได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คือ การเลือกตั้งที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ตัวผู้นำพรรค ทั้งหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นที่ยอมรับหรือไม่ นโยบายของพรรคที่นำเสนอประชาชนเห็นว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ และตัวผู้สมัครได้รับความนิยมจากประชาชนในพื้นที่ ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะบอกว่าพรรคใดจะได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 การจะทำนายผลการเลือกตั้งได้คงต้องดูวันรับสมัครเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งประมาณ 1 เดือนครึ่ง

เมื่อถามว่าการที่พรรคภูมิใจไทยออกมาประกาศดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า ก็เป็นความตั้งใจของทุกพรรคที่ต้องการได้รับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด

ไร้สำนึกตัวแทน อย่างหนาซ้ำซาก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_11119

อุณหภูมิการเมือง เริ่มลดลง

เสถียรภาพรัฐบาล เบาตัวขึ้น

หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการทบทวนโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน มูลค่า 64,000 ล้านบาท ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กระทรวงคมนาคม เป็นรอบที่สอง

โดยมอบให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพพิจารณาหาข้อสรุปที่ชัดเจนในเวลา 1 เดือนว่า การจัดซื้อหรือการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี อย่างไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน

นั่นก็เท่ากับเป็นการยื้อเวลาที่จะนำไปสู่จุดแตกหักระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำรัฐบาล กับพรรคภูมิใจไทย ต้นสังกัดของนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม

ปัญหาการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ที่มองกันว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ต้องรอไปอีกอย่างน้อย 1 เดือนถึงจะมาว่ากันใหม่

ในขณะเดียวกัน ปัญหาการเมืองที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ทิ้งทุ่นใส่รัฐบาลตั้งแต่ช่วงก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา

ด้วยการยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติชี้ขาดด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ การออกพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ไม่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โดยรัฐบาลจะนำพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ รวมทั้งจะเสนอร่างพระราชบัญญัติกู้เงินอีก 400,000 ล้านบาท ให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณาในวันที่ 16 มิถุนายน

เพื่อเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจตามแผนไทยเข้มแข็ง

งานนี้ แม้ฝ่ายค้านและ ส.ว. บางส่วน ขู่ว่า ถ้ารัฐบาลไม่ สามารถชี้แจงรายละเอียดการใช้จ่ายเงินกู้ได้ชัดเจน จะไม่ให้ ความเห็นชอบพระราชกำหนดและร่างพระราชบัญญัติกู้เงินดังกล่าว

แต่สุดท้ายก็ต้องไปวัดเสียงสนับสนุนกันในสภา ช่วงกลางเดือนมิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกฝ่ายในสังคมกำลังรอความชัดเจนจากฝ่ายการเมือง ทั้งเรื่องโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี และการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะมีคำตอบสุดท้ายออกมาในรูปใด

อีกด้านหนึ่ง ในห้วงที่รัฐสภาอยู่ระหว่างปิดสมัยประชุม ก็ได้ปรากฏพฤติกรรมของบรรดา ส.ส.และ ส.ว. ที่ทำให้สังคมไม่สบายใจ

เบื่อหน่าย ถึงขั้นเกิดอาการคลื่นเหียน

ซึ่งพฤติกรรมที่ว่านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นพฤติกรรมแบบเดิมๆ ที่ทำกันมาช้านาน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

นั่นก็คือ การเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

เกือบทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา เมื่อถึงช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภา คณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา

ต้องมีโปรแกรมเดินทางไปดูงานต่างประเทศ โดยใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร พร้อมเบิกเบี้ยเลี้ยงอีกต่างหาก

ที่สำคัญในห้วงที่ผ่านๆมา เคยมีกรรมาธิการบางคณะเดินทางไปดูงานต่างประเทศ จนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวให้เห็นกันมาแล้ว

ทั้งประเภทหอบหิ้วลูกเมียติดสอยห้อยตามร่วมคณะไปเที่ยวช็อปปิ้ง เหมือนไปทัวร์ท่องเที่ยว เข้าบ่อนกาสิโน เล่นการพนัน เมากร่าง ลวนลามแอร์โฮสเตส

ภาพพจน์รัฐสภาไทยเสียหายป่นปี้

เมื่อเกิดเรื่องฉาวโฉ่ขึ้นมาก็จะมีการดูแลจัดระเบียบเกี่ยวกับการเดินทางไปดูงานต่างประเทศกันพักหนึ่ง แต่พอเรื่องซาลงไปก็เข้ารอยเดิม

สังคมเบื่อหน่าย เอือมระอาเต็มทน

มาถึงยุคนี้ ก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก ที่เป็นผลจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก

การค้า การลงทุน การส่งออกตกต่ำ การท่องเที่ยวซบเซา การจัดเก็บภาษีรายได้เข้ารัฐต่ำกว่าเป้า

ฐานะการเงินการคลังของประเทศอยู่ในสภาพถังแตก

รัฐบาลต้องรีดภาษีบาป ขึ้นภาษีสรรพสามิต เหล้า เบียร์ บุหรี่ขึ้นภาษีน้ำมัน เอามาโปะปิดหีบงบประมาณ

ล่าสุดสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นต้องออกพระราชกำหนด และพระราชบัญญัติกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เอามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะเดียวกัน ทางรัฐบาลยังได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการต่างๆ ในเรื่องการเดินทางไปดูงานต่างประเทศให้พิจารณาเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆ

เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณ ในห้วงที่ประเทศเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ

เหนืออื่นใด นอกจากประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆแทรกเข้ามาอีก อาทิ ปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดไปทั่วโลก

การเดินทางไปต่างประเทศที่เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงของโรค ถือเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อกลับเข้ามาระบาดในประเทศไทย

รวมไปถึงปัญหาสถานการณ์การเมืองในประเทศ ที่ยังมีความแตกแยกขัดแย้ง มีปัญหาการชุมนุมของกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง

และกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหาที่ดินทำกิน ก่อหวอดชุมนุมประท้วงกันไม่เว้นวัน

ท่ามกลางปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ โรคระบาด และสถานการณ์ ปั่นป่วนทางการเมือง

คนที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย สมควรที่จะต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี ในเรื่องของการประหยัด การป้องกันโรคระบาด รวมถึงการทำหน้าที่ดูแลปัญหาการชุมนุมและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน

แต่ปรากฏว่าทั้ง ส.ส.และ ส.ว. ในฐานะกรรมาธิการสามัญของแต่ละสภา ยังดันทุรังที่จะเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

โดยไม่สนใจสถานการณ์ปัญหาวิกฤติต่างๆที่ประเทศกำลังเผชิญ

อย่างในช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภาคราวนี้ คณะกรรมาธิการสามัญวุฒิสภาหลายคณะ มีโปรแกรมเดินทางไปดูงานต่างประเทศ อาทิ

คณะกรรมาธิการคมนาคมจะไปฮ่องกง-มาเก๊า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ และคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมฯ ไปสหรัฐอเมริกา คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯไปสเปน

คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ฯไปจีน คณะกรรมาธิการสาธารณสุขไปโครเอเชีย คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติฯไปอิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์ คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯไปแอฟริกาใต้และซิมบับเว

ส่วนคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎร เพิ่งมีการเลือกประธานคณะกรรมาธิการคนใหม่ ทำให้กรรมาธิการส่วนใหญ่ต้องชะลอเรื่องการดูงานต่างประเทศออกไปก่อน

ในขณะที่กรรมาธิการบางคณะได้วางโปรแกรมไปดูงานไว้แล้ว อาทิ คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนจะเดินทางไปประเทศจีน คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและกีฬาจะเดินทางไปกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย

แต่ล่าสุดได้ถูกนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งระงับ เพราะเสนอเรื่องกระชั้นชิดเกินไป ไม่เป็นไปตามระเบียบ ไม่ใช่เพราะเกิดจากสำนึกรับผิดชอบ

ทั้งนี้ กรรมาธิการที่ต้องการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ส่วนใหญ่พยายามอ้างเหตุผลว่าจำเป็นต่อการทำหน้าที่ของกรรมาธิการฯ

เป็นการเปิดหูเปิดตา ศึกษาเรื่องต่างๆ เพื่อนำกลับมาใช้ในการแก้ปัญหาพัฒนาประเทศ

แต่ในความเป็นจริงที่ผ่านๆมาแทบมองไม่เห็นว่า กรรมาธิการได้นำความรู้ที่ได้รับกลับมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า

ที่สำคัญ การไปดูงานของกรรมาธิการบางคณะไม่ต่างจากไปทัวร์ เพราะเน้นไปตามสถานที่ท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ การดูงานที่เป็นชิ้นเป็นอันเป็นเพียงรายการแทรก

ทำให้การไปดูงานต่างประเทศมีสภาพไม่ต่างจากทริป ทัวร์ท่องเที่ยว

ที่สำคัญ สภาผู้แทนราษฎรมีคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ได้งบฯดูงานคณะละ 3 ล้านบาท รวม 105 ล้าน วุฒิสภามีคณะกรรมาธิการสามัญ 22 คณะ ได้งบฯดูงานคณะละ 2-3 ล้านบาท รวม 55 ล้านบาท

จ้องผลาญงบประมาณแผ่นดิน ภาษีอากรของประชาชน แบบไม่แยแสอะไรทั้งสิ้น

นอกจากนี้เมื่อมีการหอบหิ้วลูกเมียไปด้วย ก็มักอ้างว่าควักกระเป๋าออกเงินเอง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นเงินที่ไปขอจากหัวหน้ากลุ่มก๊วน

หัวหน้ากลุ่มก๊วนไปเอาเงินจากไหน ก็เอามาจากเปอร์เซ็นต์ หัวคิวโครงการต่างๆ

กลายเป็นวงจรอุบาทว์ คอรัปชันถอนทุน วนเวียนอยู่อย่างนี้

แน่นอน การไปดูงานต่างประเทศในทางทฤษฎีแนววิชาการ ถือว่าเป็นเรื่องดี ถ้ามีการวางแผน กำหนดเป้าหมายในการดูงานอย่างจริงจัง

แต่จากร่องรอยที่ปรากฏ การเดินทางไปดูงานต่างประเทศของกรรมาธิการส่วนใหญ่ มักเน้นไปในลักษณะทัวร์เมืองนอก อาศัยช่วงปิดสมัยประชุมรัฐสภาไปพักผ่อน

ใช้เงินหลวงเดินทางท่องเที่ยว ผลาญงบประมาณ แบบไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น

พฤติกรรมแบบนี้ ขนาดในสภาวะที่ประเทศสบายๆ เศรษฐกิจดี ประชาชนยังไม่ขานรับ

แต่นี่สถานการณ์ของประเทศกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจสาหัสสากรรจ์ สังคมรับไม่ได้แน่นอน มีแต่เสียงก่นด่าอื้ออึงไปหมด

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ ส.ส. และ ส.ว.กำลังเดินหน้าตั้งแท่นปฏิรูปการเมือง อ้างโน่นอ้างนี่ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่ตัวเองกลับมีพฤติกรรมอย่างหนา ซ้ำเติมประเทศ

ฉะนั้น สมควรปฏิรูปจิตสำนึกตัวเองซะก่อน.

ทีมการเมือง

ตรรกะของ ‘สื่อเลือกข้าง’ ทำให้สื่อไม่ใช่ ‘สื่อสารมวลชน’

ที่มา ประชาไท

ในยุคที่สังคมเห็นว่า การปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้ยากหากไม่ทำควบคู่กันไปกับการปฏิรูปสื่อ ทำไมเราจึงตั้งคำถามน้อยเกินไปต่อตรรกะของ “สื่อเลือกข้าง” เพราะหากเราเชื่อในอุดมการณ์ที่ว่า “ความเป็นกลาง” ในการเสนอข้อเท็จจริงและความคิดเห็นรอบด้านควรเป็น “จุดยืน” ที่ทำให้สื่อมีความหมายเป็น “สื่อสารมวลชน” ไม่ใช่สื่อของใครหรือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามต่อตรรกะของสื่อเลือกข้าง

ยิ่งถ้าเรายังเห็นกันว่า การปฏิรูปสื่อจำเป็นต่อการเปิดเวทีการแลกเปลี่ยนรู้ของสังคมให้กว้างขึ้น หลากหลายขึ้น จำเป็นต่อการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การสร้างวัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล หรือส่งเสริมวิถีชีวิต วิถีสังคมที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เรายิ่งจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อตรรกะของสื่อเลือกข้างอย่างเอาจริงเอาจัง

ตรรกะของสื่อเลือกข้างที่ตอกย้ำมาตลอดสองสามปีนี้ คือ
1.ไม่มีความเป็นกลางระหว่างถูกกับผิด ดีกับชั่ว ขาวกับดำ จึงเลือกความเป็นกลางไม่ได้ ต้องเลือกอยู่ข้างความถูกต้องหรือความดีเท่านั้น
2.สื่อ หรือใคร/ฝ่ายใดที่ไม่เลือกอยู่ข้างเรา (สื่อเลือกข้าง) แสดงว่าอยู่ตรงข้ามความถูกต้อง


ตามตรรกะ 1: แม้เราจะยอมรับความจริงที่ว่าไม่มี “ความเป็นกลาง” ระหว่าง “ความถูก” กับ “ความผิด” แต่ทว่าสังคมจำเป็นต้องมี “พื้นที่ความเป็นกลาง” ระหว่าง “ฝ่าย” ต่างๆ ที่มีความเห็นเกี่ยวกับ “ความถูก” หรือ “ความผิด” แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องมี “สื่อสารมวลชน” ที่ทำหน้าที่ “สื่อสาร”ความเห็นต่างหรือความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับ “ความถูก” หรือ “ความผิด” ในเรื่องราว เหตุการณ์ สถานการณ์ หรือประเด็น หลักการ สมมติฐานนั้นๆ

การที่สื่อประกาศ “เลือกข้างความถูกต้อง” เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าสื่อนั้นได้เลือก “ความถูกต้อง” แล้วจริงๆ หรือเขาเพียงแค่เชื่อว่า “ฝ่ายตนถูกต้อง” เราจึงจำเป็นต้องแยกแยะระหว่าง “ความถูกต้อง” กับความเชื่อที่ว่า “ฝ่ายตนถูกต้อง” ออกจากกันให้ชัดเจน เพราะในบริบทของความขัดแย้งของความคิดทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างก็อ้าง “ความถูกต้อง” ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินได้ง่ายๆ หรืออย่างตายตัวว่าฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิดแบบ “ขาว/ดำ”

และเราไม่ควรตกหลุมพรางว่า การเลือกข้างทางการเมืองสามารถเลือกข้างถูก/ผิดแบบขาว/ดำได้อย่างชัดแจ้ง เพราะการเมืองไม่มีอะไร “ถูกหมดจด” หรือ “ผิดบริสุทธิ์” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกข้างแบบซ้าย/ขวา หรือในแบบใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะการเลือกข้างในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต่างฝ่ายต่างก็อ้าง “ประชาธิปไตยที่แท้จริง”

ดังนั้น การยืนยันว่าฝ่ายตนเลือกอยู่ข้างความถูกต้อง จึงมีความหมายในทางความเป็นจริงได้เพียงการยืนยันความเชื่อว่า “ฝ่ายตนถูกต้อง” ซึ่งความเชื่อดังกล่าวอาจถูกหรือผิดก็ได้

ตามตรรกะ 2: ในเมื่อตามความเป็นจริงแล้ว การเลือกข้างในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองสามารถยืนยันได้เพียงว่า “เราเชื่อว่าฝ่ายเราถูกต้อง” การอ้างว่าใครหรือฝ่ายใดไม่เลือกตาม (ความเชื่อของ) ฝ่ายเรา แสดงว่า “เขาอยู่ตรงข้ามกับความถูกต้อง”

ข้อสรุปที่ว่า “เขาอยู่ตรงข้ามกับความถูกต้อง” เป็นข้อสรุปที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะความเชื่อที่ว่า “ฝ่ายเราถูกต้อง” กับ “ความถูกต้อง” เป็นคนละอย่างกัน ซึ่งสองอย่างนี้อาจสัมพันธ์กันอย่างสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องก็ได้

นอกจากเราจะสามารถสงสัยได้ว่า ความเชื่อที่ว่า “ฝ่ายเราถูกต้อง” กับ “ความถูกต้อง” มันสอดคล้องกันหรือไม่ ยังจำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตอย่างเป็นพิเศษว่า เพราะความเชื่อที่ว่า “ฝ่ายเรา (เท่านั้น) ถูกต้อง” ใช่หรือไม่ ที่ทำให้เกิดการแสดงพฤติกรรมที่เป็นเผด็จการทางความคิดต่อความเห็นต่าง กระทั่งทำตัวเป็น “อภิสิทธิ์ชนทางศีลธรรม” ที่ทำตัวเป็นเจ้าของความถูกต้อง เที่ยวตัดสินถูก/ผิดแทนสังคมแทบทุกเรื่อง หลงคิดว่าพวกตนคือผู้ให้ “ปัญญา” แก่สังคม และกล้ากระทำการทุกอย่างแม้ว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมาย เสียหายต่อเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศเพียงใดก็ตาม กระทั่งเหยียดข่มว่าพวกอื่นโง่ ไร้อุดมการณ์ เป็นเพียงพวกกเฬวรากซากเดนคน เป็นต้น จนหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า “พวกอ้างคุณธรรมนี่ช่างน่ากลัวจริงๆ”

นอกจากนี้ความรุนแรงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงของมวลชนบ้าคลั่ง หรือความรุนแรงเกินเหตุของรัฐบาลใดๆ ก็เป็นความรุนแรงที่ดำเนินไปบนความเชื่อที่ว่า “ฝ่ายตนถูกต้อง” เช่นกัน ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า “ฝ่ายตนถูกต้อง” จึงไม่ได้นำไปสู่ “การกระทำที่ถูกต้อง” หรือการปฏิบัติที่เป็นไปตามหลักการ กติกาที่ถูกต้องเสมอไป

ในสถานการณ์ความขัดแย้งแห่ง “สี” ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว เราไม่อาจแยกถูก/ผิดได้แบบ “ขาว/ดำ” แต่ละสีต่างมีเหตุผลของตัวเอง มีถูก ผิด ดี ชั่ว ปะปนกันไป เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมยิ่งจำเป็นต้องมี “พื้นที่ความเป็นกลาง” ให้แต่ละสี หรือฝ่ายอื่นๆ ได้นำเสนอข้อเท็จจริง เหตุผล ความคิดเห็น มุมมอง ทรรศนะวิจารณ์ต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน หลากหลาย ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ด้วยเหตุนี้ ตรรกะของสื่อเลือกข้างที่ยืนยันว่าฝ่ายตนเลือกข้างความถูกต้อง ซึ่งได้วิเคราะห์ให้เห็นแล้วว่า เขา “อาจ” ไม่ได้เลือก “ความถูกต้อง” จริงๆ (อย่างน้อยก็ “ความถูกต้องตามกติกา” ซึ่งรูปธรรมแห่งการกระทำของพวกเขาเป็นข้อพิสูจน์) แต่ทว่าเป็นการเลือกข้างที่อยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า “ฝ่ายตน (เท่านั้น) ถูกต้อง” ซึ่งความเชื่อทำนองนี้ใครๆ ก็มีสิทธิ์จะเชื่อได้ แต่การนำความเชื่อเช่นนี้มาเป็น “จุดยืน” ในการเป็นสื่อเลือกข้างย่อมทำให้สถานะความเป็น “สื่อสาร (ของ) มวลชน” (“มวลชน” คือ “คนทั้งหมด ทั้งปวง”) กลายเป็น “สื่อสารของคนบางสีหรือบางกลุ่ม” ที่ทำหน้าที่สะท้อน “ความจริงตัดตอน” ความคิดเห็น ทรรศนะวิจารณ์ของฝ่ายตน หรือที่เห็นสอดคล้องกับฝ่ายตนเป็นด้านหลักเท่านั้น

อันที่จริง “คุณค่า” ของความเป็นสื่อ คือ “ความน่าเชื่อถือ” แต่สื่อจะมีความน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อมีจุดยืนอยู่บน “ความถูกต้อง” แต่ความถูกต้องไม่ได้ถูกกำหนดโดยความเป็น “ข้าง” หรือความเป็น “ฝักฝ่าย” ความถูกต้องโดยเฉพาะความถูกต้องของความเป็นสื่อถูกกำหนดโดย “ความเป็นกลาง”

ด้วย “ความเป็นกลาง” เท่านั้น ที่จะทำให้สื่อสามารถค้นหาความจริง ความถูกต้องได้ลึกครบถ้วนรอบด้านมากที่สุด และสามารถสื่อสารความจริง ความถูกต้องได้อย่างเป็นอิสระที่สุด ก่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชนจำนวนมากที่สุด

ด้วยจิตวิญญาณ “ความเป็นกลาง” สื่อจึงไม่แสดงบทบาทเป็นเจ้าของ/ผูกขาดความจริงความถูกต้อง หรือเป็นผู้ตัดสินความจริงความถูกต้องแทนสังคมเสียเอง ทว่าจะเป็นผู้นำเสนอข้อเท็จจริงเหตุผลที่ครบถ้วนรอบด้านมากที่สุดให้สังคมตัดสิน ด้วยสำนึกที่เคารพต่อวิจารณญาณของผู้เสพสื่อ

ไม่ว่า “ความเป็นกลาง” จะมีจริงหรือเป็นไปได้จริงหรือไม่ แต่ความเป็นกลางก็ควรเป็น “อุดมการณ์” ของสื่อสารมวลชน สื่อจะเป็นสื่อ หรือจะมีความน่าเชื่อถือมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่าสามารถเข้าใกล้อุดมการณ์ดังกล่าวหรือไม่ หรือเข้าใกล้ได้มากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกันแม้เราจะรู้ว่าสังคมยังไม่เป็นประชาธิปไตย (เท่าที่ควร) แต่ประชาธิปไตยก็ควรเป็นอุดมการณ์แห่งสังคมของเรา

“ความเป็นกลางของสื่อ” กับ “ความเป็นประชาธิปไตย” เป็นคู่สร้างคู่สมที่จะต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน เราไม่อาจจินตนาการถึงสังคมอุดมปัญญาหรือสังคมประชาธิปไตยก้าวหน้าที่เต็มไปด้วยสื่อเลือกข้าง ที่ตั้งหน้าตั้งตาฟาดฟันกันด้วยการยึดความเป็นข้างหรือความเป็นฝักฝ่ายเป็นฐานในการตัดสินถูก/ผิดในทางการเมือง

ดังนั้น ตรรกะแห่งการเลือกข้าง จึงเป็นตรรกะที่ทำให้สื่อไม่เป็นสื่อในความหมายของ “สื่อสารมวลชน” อีกต่อไป