WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 9, 2009

ต้องโปร่งใส

ที่มา ไทยรัฐ

แรงต่อต้านโครงการรถเมล์เช่า 4 พันคันของกระทรวงคมนาคม จะบานปลายกลายเป็นเรื่องการเมือง นั่นก็เป็นอีกประเด็น ที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนคือ ความโปร่งใส ของการดำเนินการในโครงการนี้ ไม่ใช่เอามาเป็นข้อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองกลบเกลื่อน ตั้งหน้าตั้งตาจะถอนทุนกันท่าเดียว

ที่โครงการนี้ถูกวิจารณ์ไม่ใช่เรื่องของเนื้อหาสาระโครงการแต่เป็นเรื่องของความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ตั้งแต่คนที่เกี่ยวข้องกับโครงการไปจนถึงมีอะไรที่พยายามหมกเม็ดเอาไว้

ส่วนจะคุ้มไม่คุ้มจะซื้อหรือเช่า ผมว่า เอากันจริงๆคำนวณไม่ยาก สมมุติตัวเลขนิ่งอยู่ที่ 4 พันคัน ค่าเช่า 6 หมื่น 4 พันล้าน เป็นเวลา 10 ปี หมายความว่ารวมค่าดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเหมาซ่อม ค่าอู่จอด ค่าเสื่อมอยู่ในนี้เบ็ดเสร็จเลยหรือไม่

หรือจะมีอะไรงอกเงยขึ้นมาทีหลัง

ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง เสร็จแล้วเอามาเปรียบเทียบกับกรณีที่จะเปลี่ยนเป็นการซื้อแทนการเช่า สมมุติคันละ 5 ล้านบาท 4 พันคันเป็นเท่าไหร่ รวมค่าเหมาซ่อม 10 ปีเป็นเท่าไหร่ ค่าเสื่อมเท่าไหร่ ค่าจัดการอีกเท่าไหร่ หลังจาก 10 ปีแล้วซากรถ 4 พันคันจะเอาไปทำอะไร ก็เอาตัวเลขทั้งหมดมาเปรียบเทียบกันได้

หาจุดที่คุ้มทุนที่สุด

จำนวนรถจำเป็นต้องใช้ถึง 4 พันคันหรือไม่ ค่าโดยสารจะเก็บเพิ่มได้หรือไม่ ราคาก๊าซจะถูกจะแพงอย่างไร เป็นเรื่องของอนาคตที่ต้องมีการคำนวณให้รอบคอบหรือดูไปไกลกว่าอีกนิด ทำไมไม่หันไปลงทุนการขนส่งระบบรางที่เมืองใหญ่ทั่วโลกเขาให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะคุ้มค่ากว่าในทุกๆด้าน รถเมล์ในเมืองส่วนใหญ่จะแปรสภาพเป็นการขนส่งในระยะสั้น หรือเชิงเพื่อการท่องเที่ยวทำนองนี้มากกว่า ส่วนเรื่องจะขาดทุนไม่ขาดทุน ก็เป็นอีกเรื่อง แก้ปัญหาการขาดทุนของ ขสมก.มีตั้งหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องมาเช่ารถเมล์ 4 พันคันที่ว่านี้ก็ได้

เรื่องนี้ใครจะว่าเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ผมต้องใช้คำว่า ซูเอี๋ย แทน เชื่อเถอะว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ไป เพราะผลประโยชน์ความขัดแย้งภายในแน่นอน แต่จะไปเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ ดังเช่นในอดีตที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยเจอมาแล้ว

ท้ายนี้ผมมีข้อร้องเรียนจากสมาชิกเรื่อง เงินผู้สูงอายุ 500 บาท ที่รัฐบาลว่าจะให้ตั้งแต่เดือนเมษายน นี่พฤษภาคม จนมิถุนายนก็แล้ว ยังไม่มีวี่แวว เคยโทรศัพท์ไปสอบถาม เจ้าหน้าที่แจ้งว่าเงินมาแล้วจะเข้าบัญชีให้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม สงสัยจะให้รอไปถึงเดือนพฤษภาคมปีไหน ไม่ทราบ

อีกฉบับข้าราชการบำนาญที่เข้าร่วมกองทุน กบข. ซึ่งเงินบำนาญก็น้อยอยู่แล้วยังถูก กบข.หักไปอีก ร้อยละ 30 รับราชการมา 40 ปี บำนาญไม่ถึงหมื่นบาท ยิ่งมีอะไรทะแม่งในการบริหารขึ้นมาอีก สมาชิกเลยอยากจะให้ยกเลิกกองทุนนี้เสียเลยและให้คิดเงินบำนาญใหม่ตามวิธีเดิม ทั้งนี้ขอให้คืนเงินบำเหน็จตกทอดซึ่งค้างอีก 15 เท่าให้ด้วย (ถ้าไม่ถังแตกซะก่อน).

หมัดเหล็ก

‘อำนาจใหม่’..!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ข่าวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับงานสัมมนาพรรคภูมิใจไทย...เชื่อว่าหลากหลายประเด็นที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่เริ่มไปจนถึงจบงานสัมมนา.. จะตกเป็นที่กล่าวขวัญต่อยอดไปอีกนานเพราะการได้รับความสำคัญจากสังคมและสื่อ ถูกผันแปรตามขนาดพรรคการเมือง..“พรรคภูมิใจไทย” แม้จะจดทะเบียนจัดตั้งพรรคได้ไม่ถึงปีแต่ศักยภาพที่มี ส.ส. เข้าไปนั่งในกระทรวงสำคัญทำให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ที่มีอีกทั้งการบริหารงานพรรคที่เห็นแล้ว เหมือนได้ย้อนอดีตกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว..ทุนหนา.. เทคนิค(บริหาร)ดี.. อำนาจมี... บารมีเกิด...ขั้นตอนความเป็นมาของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของ “พรรคไทยรักไทย”ดูจะไม่ต่างอะไรกับเส้นทางการตั้งไข่ของ “ภูมิใจไทย”“เนวิน ชิดชอบ” ฐานะในอดีตมีมากมาย ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นตำแหน่ง “อดีตลูกน้องคนสนิท” ของ “นายใหญ่” ทักษิณนั่นเอง!!แต่ปัจจุบัน “เนวิน” ดูจะมีความสุขบนตำแหน่ง “แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน” ฐานะบริหารและดูแลพรรค “ภูมิใจไทย”“เหนื่อยมาก็เยอะ..เจ็บมาก็เยอะ...!!”วลีเด็ดเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกปีล่าสุด “ร.อ.สมจิตรจงจอหอ” ที่อยากจะขอหยิบยืมมาใช้ในโอกาสการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของความเป็น “นักการเมือง”จริงเท็จแค่ไหนไม่ทราบ ที่ว่ากันว่าคนเป็นนักการเมืองต้องการสั่งสมบารมี เพราะทรัพย์สินเงินทองต่างก็ต้องมีกันอยู่บ้างแล้วพอประมาณ..แม้อาจมีบางคนที่หวังกอบโกยเพิ่มเติมสำหรับ “เนวิน” กว่าจะถึงวันนี้ ต้องผ่านทั้งคืนสุข วันทุกข์ถึงขนาดหลั่งน้ำตาผ่านหน้าจอทีวีก็มีมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้เองต้นสายปลายเหตุที่แสดงออกเป็นเหตุผลเพื่อบ้านเมือง แต่

สาเหตุที่แท้จริงก็เพื่อให้หลายคนมั่นใจว่า “ตัดขาด” กับ “อดีตนายใหญ่” อย่างเป็นทางการวันนั้นประเด็น “น้ำตาเนวิน” ถูกพูดถึงไปในทิศทางต่างๆนานา.. ค่อนขอดในทางที่ไม่เชื่อว่า “จริงใจ”ก่อนหน้านั้น ในวันที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าประชาธิปัตย์ กำลังจะก้าวขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี”ท่าทางผ่านสื่อที่เห็น “เนวิน” จับมือถือแขนกัน ประดุจว่า“รักใคร่” กันมาเป็นแรมปี..ช่วงนั้นประเด็น “จูบปาก” ระหว่าง “เนวิน” กับ “ประชาธิปัตย์” จึงเป็นที่ค่อนแคะของบรรดาคอการเมือง ในทำนองไม่ใคร่จะ “จริงใจ” กันสักเท่าไหร่.. เหมือนกันถึงวันนี้..“เนวิน ชิดชอบ” ที่เคยสดใส กับ “เนวิน ชิดชอบ”ที่เคยร้องไห้..ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกันสามารถเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จในทางการเมือง!!“รัฐมนตรีต้องเข้าประชุมมากๆ หากไม่เข้าห้องประชุมแสดงว่าไม่ต้องการเข้าประชุม ครม. และผมเข้าใจว่าไม่อยากทำหน้าที่รัฐมนตรีแล้ว ดังนั้น ผมอาจพิจารณา โดยขณะนี้ผมสั่งให้เจ้าหน้าที่บันทึกไว้แล้ว”เพียงคำพูดเดียวของ “เนวิน” ในงานสัมมนาพรรคภูมิใจไทยบ่งบอกอะไรได้มากมาย...โดยเฉพาะ “อำนาจ” ที่มีในกำมือทั้งที่เจ้าตัวยังติดร่างแหในฐานะ “1 ในบ้านเลขที่ 111”กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปียุคของ “ทักษิณ ชินวัตร” มีหลายคนพูดว่า ความสำเร็จที่ได้ส่วนหนึ่งเกิดเพราะคนใกล้ชิดมือดีอย่าง “เนวิน”แม้ในขณะเดียวกันจะมีกระแสเสียงว่า “ทักษิณ” ล่มจมก็เพราะคนๆ เดียวกัน... ก็ตามมาวันนี้..ตอนนี้..“เนวิน” สามารถมีสิทธิ์มีเสียงได้เหนือคนเป็นผู้นำประเทศ ทั้งที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล “ประชาธิปัตย์”โดยไม่ต้องมี “ทักษิณ” และไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้“อภิสิทธิ์”การได้อยู่ “เหนือฟ้า” มันมีความรู้สึกอย่างไร?? ถาม“เนวิน” คงรู้ดี!! ■

เมืองไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

เรียนคุณพญาไม้ที่นับถือดิฉันได้กลับไปเยี่ยมแม่ที่ชัยภูมิ ระหว่างวันที่3-12 ที่ผ่านมา ที่จริงก็อยากอยู่กับแม่และพักผ่อนคลายเครียด ตั้งใจไม่อ่านหนังสือพิมพ์และดูทีวี จะลืมการเมืองสักระยะ แต่เชื่อไหมคะญาติๆ และคนในหมู่บ้านของดิฉันกลับบ้าการเมืองกันอย่างหนัก ดิฉันงงมาก..และคิดว่าพวกเขาไม่สนใจ ยิ่งพอรู้ว่าดิฉันไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ พวกเขาตื่นเต้นกันใหญ่ มองดิฉันแบบชื่นชมยินดี จนดิฉันเองยังนึกขำ พวกเขาเหล่านี้เป็นชาวไร่ชาวนา ทำมาหากินเลี้ยงวัว
เลี้ยงควายไปตามอัตภาพ บางคนก็เป็นครูบาอาจารย์แต่สนใจการเมือง ติดจานดาวเทียมดู ดี สเตชั่นกันเกือบทั้งหมู่บ้าน เฉพาะหมู่บ้านแม่นะคำหมู่บ้านใกล้เคียงก็เหมือนกันคุณพญาไม้เชื่อไหมคะว่า คนในชนบทเปลี่ยนไปเยอะ พวกเขารู้ดีทุกอย่างเท่ากับคนในเมือง แต่กล้าพูดมากกว่าไม่ต้องกลัวใครเอาผิด บางคนบอกว่าอยากไปชุมนุมที่กรุงเทพฯอีกคนก็ถามว่าใครจะเลี้ยงวัวให้แก เขาก็ตอบว่าขายก็ได้ ก็สนุกสนานดีค่ะ มาหาดิฉันที่บ้านเล่าให้ฟังหน่อยพวกเราเป็นไงบ้าง คำว่าพวกเราเป็นไงบ้างดิฉันฟังแล้วปลื้มมาก ก็เลยตกลงกันว่าถ้ามีชุมนุมใหญ่เมื่อไหร่ค่อยคุยกันทิภาภรณ์เป็นจดหมายหนึ่งในกระบวนจดหมายทั้งหลาย..ที่อธิบายว่า..ประชาชนในชนบทวันนี้..เปลี่ยนไปเขาไม่ใช่..อะไรก็ได้เขารู้ที่กราบที่ไหว้ และรู้ว่าจะหยุดไหว้..เมื่อใดเราอาจจะมีหลายจังหวัด..ร้อยเทศบาลและพันหมู่บ้าน..แต่วันนี้เรารวมกันอยู่ในเมืองเดียว..คือ เมืองไทย เมืองที่ถนนทุกสายไหลมารวมกันผู้ปกครองที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์..ประเมินคนในภูมิภาคว่าปราศจากความรู้และอยู่ไปวันๆจึงพบกับความผิดพลาดจอทีวีบ้านเขา..ไม่ใช่สำหรับละคร..ของอีแจ๋วกะล่อนกะท่านชายปัญญาอ่อน อย่างที่บ้าดูกันอยู่ในเมืองกรุง..ทีวีเหลืองทีวีแดง..เขาเปิดแช่กันวันละ 24 ชั่วโมงคนในชนบทเปลี่ยนไปเยอะ และคนไทยกำลังเปลี่ยนไปมากหลายๆ ประโยคในจดหมายของคุณทิภาภรณ์..เป็นเรื่องจริงที่ไม่สามารถบอกผ่านในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ได้..จึงต้องตัดทอนออกไป.. ■

ปู่จิ้น-เนวิน แพ้ไม่เป็น?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่บอกก็รู้ว่า “เอาจริง”เสียงประกาศลั่นชัดเจนจาก “เนวินชิดชอบ” ในศึกวัดผลเลือกตั้งซ่อมสกลนคร–ศรีสะเกษ ระหว่างพรรค“เพื่อไทย” กับ “ภูมิใจไทย”ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 10 กว่าวัน ก่อนถึงกำหนดวันเลือกตั้งจริง 21 มิ.ย.52...ก็จะได้รู้กันเสียทีว่า ใครจะอยู่...ใครจะไปโดยเฉพาะ “ภูมิใจไทย” ที่เมื่อหัวสั่นหางย่อมกระดิก...ออกอาการขานรับ“นโยบาย” กันถ้วนหน้าใครจะกล้าหือ...ไม่ขอสนองรับโองการ??ในเมื่อ “ลูกพี่ใหญ่” ในฐานะ พี่เลี้ยงผู้ถูก “คุมขัง” ไม่ได้รับอิสรภาพจากการถูกตัดสิทธิทางการเมือง ลงทุนเดินทางไปคุมกิจกรรมด้วยตนเองเรื่องนี้ร้อนไปถึงพรรคคู่แข่ง “เพื่อไทย”โดยทาง “พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์” เตรียมยื่นกกต. ให้สั่งฟัน “เนวิน”เพราะเขาไม่มีสิทธิ์เข้ามา “ยุ่งเกี่ยว”ทางการเมืองแต่ “เนวิน” กลับบ่ยั่น...ไม่รู้สึกวิตกกังวล พร้อมยื่นคำขาด...ส.ส.พรรค“ภูมิใจไทย” ทุกคน ต้องให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ “หาเสียง” เพื่อภารกิจพรรคครั้งนี้...“ลูกพี่” สั่งลุย โดยไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน!แม้แต่โฆษกพรรคอย่าง “ศุภชัยใจสมุทร” ที่ให้เหตุผลว่า “งานยุ่ง”ไม่อาจไปร่วมงาน...เพราะติดภารกิจยังถูก “ลูกพี่” ขู่กลับจนตัวชา...ต้องทิ้งงานทุกอย่างเดินทางมาร่วม “หาเสียง”เพื่อโปรโมตผู้สมัครของพรรคเห็นได้ชัดว่า...ภารกิจพรรคต้องมาเป็น “อันดับหนึ่ง”เลือกตั้งครั้งนี้แพ้ไม่ได้...ต้องชนะเท่านั้น!

“ภูมิใจไทย” รู้ดีว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเอาชนะคู่แข่ง หากฟอร์มไม่ “ร้อนแรง”ก็มีหวัง “ตกกระป๋อง” เอาง่ายๆโดยเฉพาะ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล”หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย...ที่ต้องลงแรง“สุดลิ่มทิ่มประตู” สั่งเดินหน้าทำกิจกรรมอย่าง ขะมักเขม้นด้วยความมีอายุ “พรรษา” การเมือง“แก่กล้า” ตั้งแต่สมัย น้าชาติ–พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ...ภารกิจสำคัญครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ “ชวรัตน์”ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ควบคุมเกมเพื่อ “พิสูจน์ฝีมือ”ทราบหรือไม่?ขรัวเฒ่าการเมืองวัย 73 ปีท่านนี้ คือหนึ่งในผู้ที่ชอบศึกษา “ปรัชญาจีน” อย่างลึกซึ้ง...เห็นมาดนิ่มๆ แบบนี้ แต่ความคิดความอ่านทางการเมืองไม่เป็นรองใครเปรียบแล้ว...เหมือนปราชญ์ “ฝ่ายบุ๋น”ที่มีแรงสนับสนุนจากศาสตร์เขมรของ “เนวิน”รวมอยู่ด้วยดูจากการไป “สกล” คราวนี้...แม้ผลเลือกตั้งยังไม่ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่ชัด แต่ “ภูมิใจไทย”ก็ได้สร้าง “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ให้กับใครหลายคนโดยเฉพาะการไปชิง ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาได้ 1 คน...เมื่อ “จุมพฏ บุญใหญ่” เปิดตัวเข้าสังกัด “พรรคภูมิใจไทย”ออกตัวเป็น “ลูกหม้อ” พรรคคนใหม่ด้วยการถอดเสื้อที่ใส่มาร่วมในงาน...แล้วนำเสื้อภูมิใจไทยจาก “ชวรัตน์” มาสวมแทนเท่ากับว่า “ภูมิใจไทย” ได้มา 1 เก้าอี้เลยทันทีนอกจาก “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ จะได้มีโอกาสออกวาดลวดลาย “งานพรรค” อย่างเต็มที่...โดยมีพี่เลี้ยงอย่าง “เนวิน” คอยชี้แนะงานนี้ “ปู่จิ้น” ยังหนีบลูกชาย “หัวแก้วหัวแหวน” หนู–อนุทิน ชาญวีรกูล ไว้ไปเป็นผู้ช่วย...คอยให้กำลังใจและให้คำปรึกษาแก่ผู้เป็นพ่อเห็นแบบนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดที่ชาวบ้านคิดว่า“ชวรัตน์” เป็นนอมินีของ “อนุทิน” เหตุเพราะลูกติดบ้านเลขที่ 111 เลยให้พ่อลงมาเล่นการเมืองแทน

ความจริง! ถ้าไม่มี “ชวรัตน์” แล้วจะมี“อนุทิน” ได้ยังไง...หน้าตาถอดแบบออกมาเหมือนกันเปี๊ยบเพียงแต่พ่อลูกคู่นี้ เขาแค่แตะมือ “เปลี่ยนตัว”ลงสนามกันเล่นก็เท่านั้น...รอเวลา “ส่งไม้ต่อ”เมื่ออนุทินหลุดจากบ้านเลขที่ 111ช่วงนี้ “คุณลูก” เลยอาศัยเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยว “ประสบการณ์” สั่งสมวิทยายุทธ์ให้เก่งกล้า...เมื่อประตู “คุมขัง” เปิดเมื่อใด...ก็สามารถวิ่งลุย “รุกข้าศึก” ได้ทันทีเอาเป็นว่า...การโดดเข้ามาเล่นการเมืองของ“อนุทิน” ได้ล้ำหน้าแซงคนรุ่นเดียวกันไปหลายช่วงตัวดูอย่าง “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” อดีตรูมเมทซึ่งเคยศึกษาที่ประเทศอังกฤษมาด้วยกัน...กินเที่ยวมาด้วยกันมาวันนี้เขาคนนั้นมีตำแหน่งเป็นถึง “ผู้ช่วยรัฐมนตรี”เขาคนนี้สร้างความ “ทะเยอทะยาน”เหตุเพราะเห็น “อนุทิน” ผู้เป็นเพื่อน...เดินแซงล้ำหน้าไปไกล เลยเป็นแรงผลักดันให้เขาเกิดแรงฮึดส่วนจะเป็นใคร?? ลองไปแอบกระซิบถาม“อนุทิน” กันดู...รับรองหากได้ยินชื่อต้อง“ร้องอ๋อ” กันทันทีศึกเลือกตั้ง สกลนคร–ศรีสะเกษ ยังคงเข้มข้นซึ่งในขณะ “ต่อสู้” กันก็มีข่าวออกมาว่า...ได้มีการสั่งให้ นายอำเภอ สั่งการต่อไปยัง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ให้ลูกบ้านออกไปใช้สิทธิ์ “เลือกตั้งล่วงหน้า”ใครไปลงเสียงล่วงหน้า...คนนั้นก็จะได้รับ“ประโยชน์”ว่ากันว่า...เงินส่วนนี้เป็นงบ 5 ล้านบาท ที่มีการวางไว้เพื่อใช้เป็นทุน “เลือกตั้ง” โดยเฉพาะกับช่วงที่ยิ่งใกล้เลือกตั้ง...ข่าวประเภทนี้จึงออกมาหนาหูแต่ในทาง “จริยธรรมการเมือง” มันเป็นเรื่องที่ไม่น่ากระทำและไม่ควรจะเกิดขึ้น!เห็น “ภูมิใจไทย” ตั้งท่าเอาจริงเอาจัง...ก็ทำให้อดเป็นห่วงพรรคใหญ่อย่าง “เพื่อไทย”หรือ “ประชาธิปัตย์” ไม่ได้โดยเฉพาะพรรคเก่าแก่ “ประชาธิปัตย์”

ซึ่งนับวันจะโดนกาหัวเล่นแรง “ถูกติติง”ในเรื่องการขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินล่าสุด แกนนำพรรคภูมิใจไทย “สมศักดิ์เทพสุทิน” ก็ออกโรงจวกรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”พูดแทงใจดำ!บริหารประเทศมา 5 เดือน...มีแต่ความล้มเหลว ไม่เคยมีการวางแผนการทำงานในการบริหารประเทศทุกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจล้วนล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่านี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความ “ไม่มีเสถียรภาพ”ของรัฐบาล...เป็นจุดอ่อนที่แม้แต่ “พรรคร่วม”ยังหยิบเป็นประเด็นขึ้นมาโจมตีพูดง่ายๆ ว่า ออกมาด่ากันตรงๆซึ่งในอดีตไม่มีพรรคร่วมที่ไหนเขาทำกัน...นี่หรือไม่ที่ทำให้คิดว่า...บารมี “อภิสิทธิ์” กับ“ชวน” ยังแตกต่างกันวันนี้เตือน “ประชาธิปัตย์” ไว้สักอย่าง...อย่าไปห่วงหรือใส่ใจกับพรรค “เพื่อไทย”คู่แข่งอมตะนิรันดร์กาลจนมากเกินไปให้ห่วง “กลุ่มคน” ที่อยู่ข้างๆ นี่แหละ...เพราะมันเป็น “รูปธรรมนามธรรม” ตั้งแต่อดีตที่ว่า “อาจถึงที่ตาย...เพราะคนใกล้ชิด”ในอดีต “จักรวรรดิโรมัน” ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ล่มสลายก็เพราะการปกครองที่ “ฉ้อฉล”และ “ไร้ประสิทธิภาพ”โดยเฉพาะ “การเมืองภายใน” ที่นักการเมืองมัก หักหลัง และ คิดคด จนภายใน “กลวงโบ๋”อ่อนแอ...ไม่อาจรับมือกับ “ศึกนอก” เป็นเหตุให้ถึงแก่กาลอวสานไม่ว่าเคยยิ่งใหญ่ปานใด “มหาอาณาจักร”ใหญ่ๆ ของโลก...ล้วนเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา“ประชาธิปัตย์” กับ “ภูมิใจไทย” ความตายเรื่องใ กล้ตัว...การ เ มืองใ นบ้านเร าก็เช่นเดียวกัน...ไม่เคยมี “มิตรแท้และศัตรูถาวร” ■

'ฟ้าเดียวกัน' ประกาศแยกเว็บบอร์ด ออกจากเว็บ สนพ.

ที่มา ประชาไท

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันประกาศแยกเว็บไซต์กระดานสนทนาออกจากเว็บไซต์สำนักพิมพ์ ตั้งแต่่กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป ด้าน บก.ฟ้าเดียวกัน ถูกเรียกให้ปากคำในฐานะพยาน คดีหมิ่นฯ-พ.ร.บ.คอมฯ พุธนี้ที่กองปราบฯ ส่วนผู้ใช้กระดานสนทนาสงสัยอาจมีลูกไม้ตุกติก ทำหน้าเว็บปลอม “404 error” แสร้งว่าเสีย เพื่อสกัดการเข้าถึง

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันแจ้งในกระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน เรื่อง ประกาศเรื่องการแยกกระดานสนทนาฟ้าเดียวกันออกจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. โดยระบุว่า ภายในเดือนกรกฎาคม 2552 เว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คือ www.sameskybooks.org จะถอดส่วนกระดานสนทนาออกไปและทำการย้ายข้อมูลไปยัง เว็บไซต์กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน- www.sameskywebboards.org หรือชื่ออื่น ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 ส่วนนี้ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อกัน

โดยที่เว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คือ www.sameskybooks.org จะมีนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน เป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่ กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน- www.sameskywebboards.org หรือชื่ออื่นๆ นั้น นายธนาพลจะเป็นผู้รับผิดชอบไปก่อนเป็นเวลา 3 เดือน จนกว่าจะมีผู้รับผิดชอบอย่างเป็นทางการ มิเช่นนั้นก็อาจจะปิดกระดานสนทนาฟ้าเดียวกันจนกว่าจะมีผู้มารับผิดชอบต่อไป

ด้านนายธนาพล กล่าวกับประชาไทว่า ในวันพุธที่จะถึงนี้ (10 มิ.ย.) เขาจะเดินทางไปให้ปากคำในฐานะพยานในคดีที่มีการกระทำความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กับพนักงานสอบสวนและอัยการที่กองปราบฯ ในเวลา 8.00น.

ในกระทู้เดียวกัน นายธนาพล ได้โพสต์ข้อความที่เขาเขียนถึงผู้ดูแลระบบของกระดานสนทนาฟ้าเดียวกันคนหนึ่งว่า เขาต้องไปพบตำรวจและอัยการ เพื่อให้ปากคำในฐานะพยานเรื่องคดีหมิ่นฯ และ พ.ร.บ.คอมฯ ในวันพุธนี้ โดยที่ตำรวจต้องการไอพีแอดเดรสของผู้ที่โพสต์ในกระดานสนทนาบางคน อย่างไรก็ตาม เขาคงไม่ให้เพราะตามกฎหมายต้องเอาหมายศาลมา และมีความเป็นไปได้ที่ตนเองจะถูกเปลี่ยนจากพยานเป็นผู้ต้องหา

“ผมวุ่นมากในช่วงนี้และคงจะตลอดไป คงไม่มีทางที่จะเป็นกันชนให้หลายคนแสดงความเห็นได้แล้ว”

เขายังกล่าวในกระทู้ดังกล่าวว่า ระยะหลัง ระบบเว็บบอร์ดเข้ายากมาก ดังนั้นจึงอาจไม่ยุติธรรมหากต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ไม่มีโอกาสได้รู้เห็นหรือเปลี่ยนแปลงได้

สำหรับกระดานสนทนาฟ้าเดียวกันเริ่มมีมาตั้งแต่การเปิดเว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันในเดือนกรกฎาคม 2549 โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 51 เว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันได้ถูกปิด โดยโฮสติ้งขอยกเลิกบริการ หลังจากถูกแม่ข่ายปิดเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ส่งผลให้เว็บไซต์รายอื่นๆ ไม่สามารถดำเนินการได้ โดยอ้างว่า เว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันซึ่งเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่ให้บริการอยู่นั้น มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้ผู้ให้บริการจำเป็นต้องปิดเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งจากผู้เล่นที่ใช้บริการจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) บางรายว่า ไม่สามารถเข้าถึงได้เว็บไซต์ฟ้าเดียวกันได้เป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยมีคำสั่งปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ในกระทู้ชื่อ “แจ้งเพื่อทราบและถาม : ตอนนี้ ICT กำลังบล็อกเว็บไซท์ฟ้าเดียวกันด้วยวิธีใหม่หรือเปล่า, ด้วยหน้า 404 error ปลอม” โดยผู้ใช้นามแฝงว่า “ทีมแอดมิน@ฟ้าเดียวกัน” ตั้งข้อสังเกตว่า มีการปิดกั้นการเข้าถึงกระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน เพื่อเข้ามาตอบกระทู้ โดยทำให้ดูเหมือนกับว่า เว็บไซต์มีปัญหาเสียเอง ทั้งนี้ สังเกตจากหน้าจอแสดงข้อผิดพลาด หรือ “404 Not Found” ที่แสดงนั้น ต่างจากหน้าเว็บที่ผู้ดูแลระบบได้ตั้งไว้

บันทึกสมุดสีแดง (ตอน2):ว่าด้วย สื่อ การสร้างสื่อและการจัดตั้งของคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


โดย สมุดบันทึกสีแดง
9 มิถุนายน 2552

ก่อนเข้าสู่ประเด็นเรื่องสื่อ ผู้เขียนอยากชวนเพื่อนๆเสื้อแดงให้มาร่วมกันพัฒนาเสนอแนวคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ปัจจุบันมาตรฐานในสังคมไทยมันอยู่ในขั้นเน่าเฟะ ไม่ว่าจะเป็นระบบความยุติธรรม มาตรฐานในการเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนกระแสหลัก กติกาความเป็นประชาธิปไตย การอัดฉีดอุดมการณ์ขวาจัดแบบไทยๆที่ใช้ราชวงศ์เป็นเครื่องมือหลักอย่างเว่อร์ๆมอมเมาประชาชน องค์ประกอบเหล่านี้ การปฏิรูปภายในกรอบเดิมนั้นไม่สามารถที่จะเยียวยาสังคมไทยมันเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งหมดอย่างถอนรากถอนโคน


อย่างไรก็ตามโครงสร้างเน่าๆจริงอยู่มันมีความเสื่อม แต่ความเสื่อมนี้จะไม่ตายไปเองอย่างอัตโนมัติ หน้าที่ของพวกเราคือจี้จุดอ่อนของมันให้มากที่สุดเพื่อลดความชอบธรรมของการดำรงอยู่ของมัน เปิดโอกาสให้โครงสร้างสังคมที่เหมาะสมกับทุกคนเกิดขึ้นมา ความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้มันมีหน่ออ่อนของสังคมใหม่

ในหลายด้านพวกเราคนธรรมดานี่แหละได้ช่วยกันสร้างขึ้นมาภาระกิจต่อไปนั้นเราต้องช่วยกันคิดและพัฒนาต่อ เพราะพวกนักวิชาการเสื้อเหลืองจะคิดหาทุกวิธีการพยุงโครงสร้างเน่าๆให้กดขี่เราต่อไป (ล่าสุด บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกจับผิดว่าพร้อมจะโกหกเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ ในสังคมสากล แต่คนแบบนี้หน้าด้านไม่อายใคร) คนเสื้อแดงอยู่ในทุกส่วนของสังคมฉะนั้นเราเริ่มจากตรงนั้นได้เพราะเรารู้ดีว่าในวงการของเรามันแย่อย่างไร มันรับใช้ใครอย่าง และเราอยากให้มันเป็นอย่างไร

สื่อ

วงการสื่อสารมวลชนมันจะเลวร้ายกว่านี้ไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันเดินทางมาถึงจุดต่ำสุดของความเสื่อมทรามในทุกด้าน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตามมาติดๆจากวิกฤติ คือ การเกิดขึ้นของคลื่นลูกใหม่ที่น่าทึ่งในหลากหลายรูปแบบ การใช้บล็อก ใช้อินเตอร์เนตเป็นเครื่องมือต่อสู้กับเผด็จการ

ปรากฎการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น มันเกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ว่าจะเป็น อิหร่าน อียิปต์ หรือ ประเทศจีน ก็เช่นเดียวกัน คนเสื้อแดงต้องแปรเปลี่ยนอารมณ์โกรธให้เป็นพลัง เป็นหอกทิ่มแทงพวกอำมาตย์ ในระยะยาวเราต้องรณรงค์ให้เอาสื่อมาเป็นของประชาชน พร้อมๆกับต้องจัดการกับพวกสื่อเหลืองขี้ข้ารับใช้เผด็จการ การรณรงค์เรื่องสื่อเราจะต้องทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้

สื่อล้างสมองคนได้จริงหรือ?

คำโกหกติดปากของพวกเหลือง คือ ชาวบ้านเข้าไม่ถึงข้อมูล หรือ ได้ข้อมูลมาก็ถูกหลอก ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกนั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในตรรกะของการเมืองว่าชาวบ้านเป็นเหยื่อ..โง่ ส่วนความวิตกกังวลของเสื้อแดงนั้นจะอยู่ที่ประเด็นการคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จของเผด็จการ ทำให้ความเป็นจริงในสังคมถูกผูกขาด? ทำให้สังคมไม่เข้าใจคนเสื้อแดง? ความกังวลที่มีเหตุผลเหล่านี้เราต้องมาพิจารณาจากข้อมูล ความเป็นจริงที่ดำรงอยู่

ตัวอย่างที่หนึ่ง ข่าว(เซ็นเซอร์) ข่าวนี้มีออกอากาศทุกวันเพื่อสร้างภาพว่าพวกนี้ทำเพื่อประชาชนและประชาชนรัก คนที่ชอบดูและเลื่อมใสจริงก็คงมี แต่คนที่เห็นต่างก็มีด้วยอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าเรามีโอกาสดูร่วมกับชาวบ้านบางส่วนจะพบว่าเขาดูข่าวนี้แบบ “ดูไปด่าไป” ข่าวลือในเชิงลบทั้งหลายถูกใส่สีตีไข่สนุกสนานเพื่อฆ่าเวลา หรือ การฉวยโอกาสที่มีข่าว(เซ็นเซอร์)ไปอาบน้ำอาบท่า หรือ ออกไปสูบบุหรี่เพื่อเตรียมตัวดูละครทีวีน้ำเน่าอันเป็นความบันเทิงราคาถูกที่สรรหาได้ง่าย แล้วก็เปิดทีวีทิ้งไว้ให้หมาให้แมวดูข่าวใน(เซ็นเซอร์)แทน ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าว่าคนไม่ได้เป็นเหยื่อของสื่อ

ตัวอย่างที่สอง ข่าวการลงประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เมื่อก่อนพวกเหลืองมักอ้างว่ายุคทักษิณนั้นรัฐบาลแทรกแซงสื่อ แต่พอรัฐประหาร 19 กันยา พวกท๊อปบู๊ทเข้ามาคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จ พวกเหลืองก็ไม่มีใครมาวิจารณ์เรื่องนี้สักแอะ! หนำซ้ำยังช่วยรณรงค์อย่างขันแข็งให้ประชาชนช่วยๆรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปก่อน มีปัญหาแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง ในขณะเดียวกันนั้นรัฐบาลเผด็จการทหารได้ห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้มีการโฆษณารณรงค์เพื่อไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลเผด็จการทหารได้ใช้สื่อทุกชนิดเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญของตนเอง เท่านั้นยังไม่พอยังมีการประกาศกฎอัยการศึกกว่า 30 จังหวัดบังคับไม่ให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งกินความถึงการรณรงค์ไม่รับร่างฯ 50 ด้วย ผลออกมาประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 แต่ด้วยคะแนนเฉียดฉิวเท่านั้น ทั้งๆที่เผด็จการใช้สื่อในทุกช่องทาง ตัวอย่างนี้ก็ยืนยันอีกว่าประชาชนคิดเองและเลือกเองได้ มีอีกหลายตัวอย่างที่ยืนยันว่าสื่อมีขีดจำกัดในการล้างสมอง

จะจัดการสื่อขี้ข้าเผด็จการอย่างไร

สื่อมีขีดจำกัดในการชักชวนให้คนเชื่อเผด็จการ แต่ความจริงข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยให้พวกนี้เห่าไปเรื่อยๆ คนเสื้อแดงต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านตรวจสอบสื่อที่รับใช้เผด็จการโดยเฉพาะในด้านจรรยาบรรณ มาตรฐานแท้ในสังคมถึงจะเกิดขึ้นได้ หนทางมีหลายสายให้เลือก เช่น คนเสื้อแดงจะต้องมาเริ่มจัดเรตความน่าเชื่อถือของสื่อ ข่าวแต่ละช่องมีความน่าเชื่อถือกี่ % หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับมีความเชื่อถือฉบับละกี่ % นักวิเคราะห์ข่าวแต่ละคนจุดยืนเหลืองกี่% ยึดมั่นประธิปไตยกี่% นักข่าวคนไหนชอบโกหก เปิดโปงออกมาให้หมดไปตามเครือข่ายของพวกเรา และชักชวนให้ส่วนอื่นของสังคมมาร่วมตั้งคำถามกับสื่อพวกนี้ด้วย จากนั้นอาจจะจัดงานเพื่อมอบรางวัลนักข่าวยอดแย่ แต่ยอดเยี่ยมในการรับใช้เผด็จการเปิดโปงให้สุดๆไปเลย นี่เป็นการเขียนประวัติศาสตร์ไว้ให้คนรุ่นหลัง รุ่นลูกรุ่นหลานของเราดูอย่างเป็นรูปธรรม อย่าให้พวกนั้นมันทำเราฝ่ายเดียว ถ้านักข่าวภาคสนามของสื่อกระแสหลักอยากพิทักษ์ความจริง คนเสื้อแดงก็ต้องชักชวนนักข่าวภาคสนามให้สู้กับกอง บก. ของพวกเขาเองว่าต้องรายงานข่าวทั้งสองด้าน ถ้าพวกกอง บก.มันไม่เอา ให้ส่งข่าวเหล่านั้นมาที่สำนักข่าวของเสื้อแดงเพื่อตีแผ่ความจริง

ใครควรเป็นเจ้าของสื่อ

ประเด็นต่อไปที่เราจะต้องชัดเจน คือ ใครควรจะเป็นเจ้าของสื่อ ปัจจุบันคนที่เป็นเจ้าของคือรัฐบาล นายทุนหนังสือพิมพ์ และทหาร ตามหลักการแล้วคนที่ควรจะเป็นเจ้าของสื่อคือประชาชน นั่นหมายความว่าเราต้องขับไล่ทหารออกไปจากวงการสื่อสารมวลชนให้หมด มันไม่ใช่หน้าที่ของพวกสีเขียวแม้แต่น้อยที่จะมาจุ้นจ้านเรื่องสื่อ สำหรับสื่อหนังสือพิมพ์ยุคนี้ถูกควบคุมโดยนายทุนใหญ่ที่หมอบคลานกับอำมาตย์ ในอนาคตหนังสือพิมพ์ไม่ควรจะตกอยู่ภายใต้อำนาจนายทุนใหญ่แต่ควรจะมีรูปแบบสหกรณ์ที่บริหารโดยนักข่าวเองภายใต้จรรยาบรรณการเสนอความจริงของนักหนังสือพิมพ์ สื่อที่สามคือสื่อของรัฐบาลซึ่งไม่ควรถูกควบคุมโดยรัฐบาลแต่ควรจะเป็นสื่อสาธารณะที่มีผู้แทนประชาชน เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารโดยสะท้อนทุกมุมมองของสังคม ซึ่งจะต่าง TPBS ในยุคนี้หรือ NBT ที่ถูกควบคุมโดยอิทธิพลของพวกเสื้อเหลือง

ถ้าจะมีสื่อเสรีจะต้องยกเลิก กฎหมายเซ็นเซ่อร์ กฎหมายหมิ่นฯ กฎหมายคอมพิวเตอร์ เพราะกฎหมายพวกนี้มันทำลายมาตรฐานของระบบสื่อสารมวลชนลงอย่างย่อยยับ รัฐบาลไม่ควรจะมีสิทธิในการตรวจสอบเนื้อหาของวิทยุชุมชนหรือสถานีวิทยุที่ถ่ายทอดผ่านอินเตอร์เนต เพราะอำนาจแบบนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามในสังคมอารยะจะต้องมีการควบคุมสื่อแบบ ASTV ที่จงใจโกหกและชักชวนให้มีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่รักประชาธิปไตย

ทีนี้เราต้องมาดักคอข้อเสนอของพวกเหลืองในประเด็นว่าใครควรจะเป็นเจ้าของสื่อ พวกนี้จะเสนอเป็นประจำว่าว่า ต้องมีการแต่งบอร์ดบริหารโทรทัศน์โดยผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความสามารถซึ่งบอร์ดบริหารเหล่านี้จะต้องเป็นอิสระ คอนเซพต์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำโกหกคำโต เพราะในรูปธรรมคำว่าอิสระนั้นมันเป็นความอิสระจากการตรวจสอบของประชาชน เราต้องฟันธงไปเลยว่าโทรทัศน์มันต้องเป็นของประชาชน หากต้องการฝ่ายค้านนั้นก็ให้เลือกตั้งตัวแทนแต่ละฝ่าย ต้องเอาคนที่กล้าประกาศตรงๆว่าเป็นสีเหลือง เป็นสีแดง ในปริมาณที่เท่ากันให้มาคานกัน ส่วนพวกที่อ้างว่าเป็น “กลาง” (อีแอบ) เราต้องเขี่ยออกไปเช่นเดียวกันเพราะพวกนี้ตอแหลเรื่อยๆเพื่อให้ตัวเองดูดี สุดท้ายมันก็เป็นเหลืองอ๋อยหมด อย่างไรก็ตามในขณะที่สื่อมันยังไม่ได้เป็นของประชาชน คนเสื้อแดงต้องมีสื่อเป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายระยะยาวเราต้องเอาสื่อมาเป็นของประชาชน

สื่อของคนเสื้อแดง


ลักษณะหน่ออ่อนที่น่าชื่นชมและต้องช่วยกันประคับประคอง คือ ในระดับชาวบ้านจะเจอปรากฎการณ์ข่าวเราๆเล่าเองผ่านวิทยุชุมชน รูปแบบเหมือนที่พวกเขาเห็นในทีวีนั่นแหละแต่ทิศทางนั้นตรงกันข้ามกับนักข่าวน้ำเน่าในทีวี ชาวบ้านเสื้อแดงวิจารณ์นักการเมืองทั้งสองฝ่าย ตบท้ายด้วยการด่าเผด็จการเชิดชูประชาธิปไตย มันคือความน่าทึ่งของคนธรรมดาที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำเป็นผู้ตามอย่างมีคุณภาพเพราะมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน สังคมในโลกไซเบอร์ก็เช่นเดียวกันเราเห็นนักวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นมาอย่างหลากหลายข้อเสนอเหล่านี้ก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็วิจารณ์กลับภายใต้การใช้เหตุผลให้ข้อมูลเพิ่มซึ่งเป็นลักษณะของการร่วมกันนำในระดับฐาน บางคนเริ่มจากการด่า เมื่อด่าเบื่อแล้วก็หันมาสนใจในระดับแนวความคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และอะไรคืออุปสรรคแท้ที่เป็นก้างขวางคอประชาธิปไตยอยู่

เอาเข้าจริงๆคนที่สังเกตุคนเสื้อแดง แม้แต่คนเสื้อแดงเองก็เห็นว่านักการเมืองเก่ามีขีดจำกัดในการนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน เพราะเป็นนักเลือกตั้งและต้องการอยู่ในกติกาของกรอบปัจจุบัน บ่อยครั้งประเด็นทางการเมืองจึงย่ำอยู่กับที่ในขณะที่คนธรรมดาทั้งใจและอารมณ์นั้นไปไกลแล้ว เพียงแต่หาทางกำหนดรูปร่างองค์กรของตัวเองยังไม่ได้ แต่ใช่ว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะไม่มีนักการเมืองหัวก้าวหน้า ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคน ซึ่งพวกเขาทำได้โดยมีองค์กรจัดตั้งทางการเมืองของตัวเอง เช่น ปรีดี พนมยงค์ คณะราษฏร พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นักการเมืองแนวสังคมนิยมในยุคหลัง 14 ตุลา หรือบางส่วนของนักการเมืองในกลุ่มเสื้อแดงปัจจุบัน

วกเข้าสู่หน่ออ่อนสื่อของคนเสื้อแดง ซึ่งลักษณะเหล่านี้มันเป็นรูปแบบของการมีส่วนร่วมเพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของแต่ละคน แค่ข่าวการเมืองไม่พอ เริ่มมีการนำข่าวสถานการณ์เรื่องเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศที่เขียนเกี่ยวกับประเทศไทยคนที่รู้ภาษาต่างประเทศก็ช่วยกันแปลผ่านการเปิดบล็อคอย่างง่ายๆ เพราะทนกับท่าทีของนักข่าวน้ำเน่าไม่ได้ หน่ออ่อนเหล่านี้พัฒนาตนเองภายใต้เป้าหมายที่อยากให้พวกเราเข้าใจความจริงมากที่สุด มีประชาธิปไตยมากที่สุด มีการระดมเงินทุนกันเองเพื่อสนับสนุนให้สื่อทางเลือกเหล่านี้คงอยู่ ความจริงอันนี้บอกได้อย่างเดียวว่า “น่าทึ่งและตื่นเต้น”

วิทยุชุมชนซึ่งเป็นสื่อที่มีความสำคัญลำดับต้นๆของคนเสื้อแดง พวกเราคงต้องทำงานหนักเพื่อต่อสู้ให้ได้สิทธิในวิทยุชุมชนมา หากรัฐบาลมันพยายามปราบและห้ามไม่ให้คนเสื้แดงใช้มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงใต้ดิน เพื่อหาทางใช้คลื่นให้ได้ ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็ต้องอาศัยช่างเทคนิคของคนเสื้อแดงช่วยกันคิดค้นหาวิธีการ บทเรียนจากประเทศอื่นยุคที่รัฐบาลคุมสื่อทั้งหมด ได้มีความพยายามสร้างสถานีวิทยุของของตนเองขึ้นมา เป็นการส่งคลื่นความถี่แบบเถื่อนๆ เอาเครื่องส่งสัญญานใส่ในรถกะบะหรือบนเรือ แบบนี้พวกฝ่ายรัฐมันจะจับไม่ได้ว่าแหล่งส่งข่าวออกมาจากไหน

ลักษณะสื่อของคนเสื้อแดง

ขอสดุดีช่างเทคนิคที่เปิดเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในงานวันนั่งเก้าอี้ของ(เซ็นเซอร์) ตอนนี้เรากำลังทำสงครามทางความคิดกับฝ่ายเผด็จการ ซึ่งหนังสือพิมพ์ของเสื้อแดงมีความสำคัญตรงที่มันจะเป็นกลไกในการติดอาวุธทางความคิดเพื่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนั่นหมายความว่าหนังสือพิมพ์นี้จะต้องจัดหาความรู้ทฤษฏีทางการเมืองชนิดต่างๆ อันไหนให้ผลประโยชน์กับพวกเผด็จการอันไหนให้ผลประโยชน์สำหรับเสื้อแดง เก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้ในต่างประเทศว่าเขาทำกันอย่างไร เรียนบทเรียนในประวัติศาสตร์ของเราเองเพื่อสร้างสังคมใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ เช่น อุดมการณ์ของคณะราษฏร คืออะไร โมเดลทางเศรษฐกิจของคณะราษฏรที่เคยมีการนำเสนอคืออะไร ลักษณะของรัฐสวัสดิการในแถบสแกนดิเนเวียเป็นอย่างไร การมีเนื้อหาแบบนี้เป็นการประกาศจุดยืนของคนเสื้อแดงและเป็นวิธีที่จะนำคนที่ยังไม่มีจุดยืนเข้ามาเป็นพรรคเป็นพวก

จากนั้นหนังสือพิมพ์เสื้อแดงจะต้องเปิดโปงการคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบของฝ่ายสีเหลือง เช่น สำนักงานทรัพย์(เซ็นเซอร์)มีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ เสียภาษีเท่าไหร่ เคยไล่ที่ชาวบ้านบ้างหรือไม่ ถือหุ้นในบริษัทไหนบ้าง จ่ายค่าแรงในระดับที่คนงานพอใจไหม อนุญาตให้คนงานจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือไม่ สำนักแห่งนี้นี้ควรจะถือสินทรัพย์เท่าไหร่ ควรจะยกให้แผ่นดินเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนเท่าไหร่? ลองออกแบบงบประมาณว่าควรจะใช้ไปในทางไหน งบประมาณทหาร งบพิธีกรรม ถ้านำเงินเหล่านี้มาเป็นทุนการศึกษา พัฒนาบริการสาธารณสุขจะมีคุณค่าเพียงไร คุณภาพของแต่ละคนในสังคมไทยจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน

สื่อของคนเสื้อแดงจะต้องทำหน้าที่สำรวจความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างเป็นระบบ เสนอการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างๆเพื่อให้กำลังใจกับคนเสื้อแดงอื่นๆ พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่มันควรจะเป็น สื่อกระแสหลักเลือกไม่ทำและไม่อยากทำ พวกนี้ยินดีที่จะถ่ายทอดชีวิตคนแก่ที่ถูกทอดทิ้ง เด็กๆถูกทอดทิ้ง พร้อมกับโยนความผิดไปที่สมาชิกของครอบครัวนั้น มากกว่าจะแตะสาเหตุแท้ของปัญหานั่นคือความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั่นเอง ทั้งสองลักษณะข้างต้น คือ การเรียนทฤษฏีทางการเมืองและเปิดโปงความฉ้อฉลของทุกสถาบันอย่างเป็นระบบนั้น ทำให้หนังสือพิมพ์รูปแบบนี้จะไม่เหมือนรูปแบบเหมือนหนังสือพิมพ์รายวัน

หนังสือพิมพ์เสื้อแดงจะต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่การติดอาวุธทางความคิดและการเปิดโปงการคอรัปชั่นหรือการกระทำความผิด สื่อของคนเสื้อแดงควรจะให้ข้อมูลทางเทคนิคในเรื่องการเผยแพร่ข่าวสาร เช่น การใช้วิทยุชุมชน การใช้อินเตอร์เนต การใช้บล็อค การถ่ายเอกสาร การเชื่อมโยงกับชาวบ้านที่ไม่มีอินเตอร์เนตใช้ และการหลีกเลี่ยงการปราบปรามโดยรัฐ

การจัดตั้ง


การจัดตั้งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงคนเสื้อแดงจากคนที่แค่ลงคะแนนเสียงให้ไทยรักไทยหรือคนที่แค่รับรู้ข่าวสารมาเป็นคนที่ร่วมสร้างขบวนการเคลื่อนไหวหรือพรรคการเมือง หรือ กลุ่มของคนเสื้อแดง ดังนั้นประเด็นที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้งคือการรวมกลุ่ม การมีสมาชิก การมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวที่มากกว่าผู้บริโภคทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องมีกิจกรรมร่วมกันสม่ำเสมอ ต้องมีโครงสร้างและระบบในการจัดตั้งที่ชัดเจน ต้องมีรายชื่อสมาชิกเราจะต้องปกป้องรายชื่อสมาชิกจากฝ่ายรัฐ ต้องมีการเชื่อมโยงเพื่อการเคลื่อนไหวระยะสั้นและระยะยาว เนื้อหาหนังสือพิมพ์ของคนเสื้อแดงที่กล่าวไปข้างต้นจะมีบทบาททำให้คนเสื้อแดงคิดเป็นและวิเคราะห์สถานการณ์ยากๆเองเป็น ไม่ได้อาศัยผู้นำคนใดคนหนึ่งคิดแทนพวกเราในทุกๆเรื่องเพราะเป็นเรื่องอันตรายและมีความผิดพลาดสูง เช่น เรื่องการที่เราจะคล้อยตามคนอย่าง ชูพงศ์ ถี่ถ้วน

หนังสือพิมพ์เสื้อแดงนอกจากจะเป็นช่องทางในการสื่อสารข่าวสารของคนแดงแล้ว หนังสือพิมพ์ของคนเสื้อแดงจะต้องเป็นมีบทบาทในการจัดกิจกรรมของคนเสื้อแดงอีกด้วย

การสร้างสรรค์กิจกรรมนั้นขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน เพราะพวกเราแต่ละคนสังกัดหน่วยทางสังคมอยู่แล้ว และที่สำคัญปัจจุบันมีการจับกลุ่มทางการเมืองในเกือบทุกพื้นที่ กลุ่มย่อยๆทางการเมืองเหล่านี้ต้องหาทางรวมตัวกันภายใต้สถาบันเสื้อแดง กลุ่มเสื้อแดงก้าวหน้า หรือพรรคเสื้อแดง ซึ่งการมีองค์กรจะทำให้เสื้อแดงเมืองกับเสื้อแดงชนบทต้องมีกิจกรรมร่วมกันหลากหลายมากขึ้นกว่าการมาร่วมชุมนุมกันที่กรุงเทพเพียงอย่างเดียว

สำหรับคนชั้นกลางเสื้อแดงในเมืองอาจจะไปออกค่ายเพื่อไปพบปะเสื้อแดงในพื้นที่ชนบท อาจจะจัดงานแรลลี่โดยอาศัยสถานการณ์ที่เหมาะสมในแต่ละช่วง หน้าหนาว หน้าร้อน หน้าฝน เช่น ถ้าหากพี่น้องเสื้อแดงในชนบทเจอน้ำท่วมเราก็ต้องไปช่วย ฉวยโอกาสนี้คุยกับคนเสื้อแดงว่าถ้ารัฐดูแลประชาชนมากกว่านี้เราจะไม่ลำบากขนาดนี้ ถ้าประเทศไทยมีการเสียภาษีก้าวหน้าเราจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าปัจจุบัน มีความมั่นคงในชีวิต รวมถึงอาจจะพูดคุยว่าเราจะควบคุมนักการเมืองที่เราเลือกเข้าไปอย่างไร หรือ การเจาะกลุ่มเป้าหมายกับแรงงานคนหนุ่มสาวซึ่งโดยส่วนใหญ่มาจากชนบทให้มาเข้าร่วมกิจกรรมกับคนเสื้อแดง ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่พวกเราจะนำข่าวสารที่รัฐบิดเบือนรวมถึงข่าวสารของคนเสื้อแดงเมืองกรุงลงสู่ชนบทอีกด้วย

เราสร้างกิจกรรมขึ้นมาอย่างเดียวไม่พอ พวกเราคนเสื้อแดงจะต้องมีจุดยืนทางการเมืองต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เช่น กรณีคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตากใบ จุดยืนของเรานั้นจะต้องพูดว่าระบบศาลไม่ยืนอยู่บนหลักการของความเป็นธรรม บางทีเราควรมีคำขวัญให้ระบบศาลว่า “ฆ่าคนตายเป็นเรื่องปกติ พูดความจริงเป็นอาชญากร

หรือ การแบนสารคดีชีวิตเกี่ยวกับคนเป็นเอสด์ไม่ให้ออกอากาศฯ การมีจุดยืนทางการเมืองกรณีต่างๆคือการร่วมบริหารสังคมของพวกเราเองอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการลดอำนาจของคนส่วนน้อย (พวกเหลือง พวกอำมาตย์ พวกเหลือบไรในนามระบบเทวดา )ที่พยายามควบคุมสังคม

ศุกร์ที่ 19 มิ.ย.52 รวมพลังคนรักประชาธิปไตย ที่ฉะเชิงเทรา

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ notime
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
9 มิถุนายน 2552

รวมพลังคนรักประชาธิปไตย จ.ฉะเชิงเทรา
ณ สนามกีฬาจังหวัดฉะเชิงเทรา (สุบิน พิมพยะจันทร์)

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2552
เวลา 16:00 - 24:00 น.

นำทีมโดย จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุติ ใสยเกื้อ

เพื่อหารายได้ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชน เพื่อประชาธิปไตยฉะเชิงเทรา

ติดต่อจองโต๊ะ : 081-2942426, 081-9206664, 080-0522503
ติดต่อจองที่ขายสินค้าได้ที่ 081-3745495

โค้งแรก...เลือกตั้ง สกลนคร แดงทั้งแผ่นดิน หนาวมั้ยยยย

ที่มา Thai E-News

ภาพจาก คุณ AGINTAI
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
9 มิถุนายน 2552









ปฏิทินกิจกรรม77ปีประชาธิปไตยไทย:ย้อนเวลาสู่อนาคต

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 มิถุนายน 2552

วันที่ 19 มิถุนายน 2552

เวลา 16.00-24.00 น.. ขอเชิญร่วมงานเลี้ยงโต๊ะจีน "รวมพลังคนรักประชาธิปไตย" โดย ชมรมเพื่อประชาธิปไตยฉะเชิงเทรา ณ สนามกีฬาจังหวัดฉะเชิงเทรา (สุบิน พิมพยะจันทร์) โต๊ะราคา 2000 บาท ติดต่อ 081-920-6664 นำทีมโดย จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง มีผลไม้จากจันทบุรีมาขายด้วย หรือติดต่อขายสินค้าคนเสื้อแดงได้ที่ 081-374-5495

24 มิถุนายน 2552

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ โครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๒

“ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง”


วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒

เริ่มเวลา ๑๔.๐๐ น.
ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
โดย ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิจารณ์ปาฐกถา
โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อภิปรายโดย

แม่ผา กองธรรม สมัชชาคนจน พื้นที่เขื่อนราษีไศล ภาคอีสาน
พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ชนเผ่า ผู้อยู่กับป่าในพื้นที่ภาคเหนือ
เป๊าะจิ๊ดือราแม ดาราแม ชาวบ้านพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้
วิไลวรรณ แซ่เตีย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย


สอบถามรายละเอียด โทร. ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙
E-mail : banomyong_inst@yahoo.com

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์
(Pridi-Phoonsuk Banomyong E-Library)
และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org)

24 มิถุนายน 2552

ขอเชิญร่วมสัมมนา
70 ปีสยามเป็นไทย-ย้อนเวลาสู่อนาคต
24 มิถุนายน 2482-2552
70th Anniversary-From Siam to Thailand: Back to the Future?
24 June 1939-2009


วันพุธ 24 มิถุนายน 2552 - 9.00 - 18.00
ณ หอ (เล็ก) ศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร


09.00 ลงทะเบียน (วีซีดีสยามเป็นไทย)
09.30 กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภาฯ ธรรมศาสตร์
10.00 เปิดตัวหนังสือ “หนึ่งศตวรรษ : รัฐธรรมนูญและรัฐประหารกับการเมืองสยามประเทศไทย-จากกบฏ ร.ศ. 130 ถึงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ ประชาธิปไตยกับ อำมาตยาธิปไตย” โดย ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี และ ผศ.ดร..ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
10.30 ขับร้องเพลงประสานเสียง “เพลงชาติสยาม - ชาติไทย - 24 มิถุนา”
โดย SEAS/TU BAND
10.45 ปาฐกถานำ "พัฒนาการของรัฐชาติกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม"
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
12.00 อาหารกลางวันตามอัธยาศัย (วีซีดี สยามเป็นไทย)
13.00 อภิปราย "การเมืองสยามประเทศไทย เราจะไปทางไหนกัน"
คุณ บัญญัติ บรรทัดฐาน
คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง
ศ. ผาสุก พงษ์ไพจิตร
คุณคำสิงห์ ศรีนอก (ลาวคำหอม)
ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ดำเนินรายการ
จบรายการด้วยขับร้องเพลงประสานเสียง “เพลงชาติลาว-กัมพูชา-พม่า”
เพื่อนบ้านของเราในอุษาคเนย์/อาเซียน)
15.30 ละครประกอบเพลง "70 ปี ดอกไม้งามจากสยามเป็นไทย"
16.30 ขับเพลงประสานเสียง-เพลงศรีอโยธยา, ราตรีประดับดาว, มาร์ช มธก.
โดย SEAS/TU BAND
17.00 งิ้วธรรมศาสตร์ (จูเนียร์) ตอน “เสียมก๊ก ตอนเปาบุ้นจิ้นผจญโป๊ยก๊ก”
18.00 ปิดงาน

พิธีกร - สมฤทธิ์ ลือชัย -อัครพงษ์ ค่ำคูณ และ นศ. SEAS/TU


หมายเหตุ :

ก. จัดโดย: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 02-424-5768 ร่วมด้วยคณะศิลปศาสตร์ มธ., โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ศศ. มธ., สมาคมจดหมายเหตุสยาม, กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์, ชมรมอุษาคเนย์-อาเซียน

ข. เนื่องในโอกาส
-77 ปีของการอภิวัฒน์/ปฏิวัติ 24 มิถุนายน (2475-2552)
-75 ปี มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (2477-2552)
-70 ปี สยามประเทศไทย (2482-2552) รวมทั้งวาระครบรอบ
-57 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2495-2552) และ
-47 คณะศิลปศาสตร์ (2505-2552) และ
-10 ปี โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (2542-2552)
ค. ไม่มีค่าลงทะเบียน

Monday, June 8, 2009

“Kwekalu” เผยภาพผู้ลี้ภัยกะเหรี่ยงลำบากหนัก หลังพม่า-DKBA ถล่ม KNU รอบใหม่

ที่มา ประชาไท

สำนักข่าวกะเหรี่ยง “แกว เก่อ ลึ” หรือ Kwekalu.net เผยภาพผู้ลี้ภัยจากรัฐกะเหรี่ยงล่าสุด ซึ่งหนีภัยการสู้รบและหนีการถูกเกณฑ์โดยทหารพม่า เพื่อใช้เป็นแรงงาน “ลูกหาบ” ในสงคราม เผยผู้ลี้ภัยต้องนอนตากฝน และหาที่ซ่อนลำบาก เนื่องจากเป็นฤดูฝนแล้ว ตั้งแต่ 22 พ.ค. มีผู้อพยพจากรัฐกะเหรี่ยงแล้วมากกว่า 3,400 คน อยู่ในศูนย์อพยพฝั่งไทย

ที่มาของภาพ: เก่อเชวา (Kwekalu.net)
ตามที่มีรายงานว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนมานี้ ทหารพม่าและทหารกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA ที่เริ่มระดมยิงฐานของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) โดยเฉพาะการโจมตีฐานของกองพลน้อยที่ 7 KNLA และทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากข้ามเข้าสู่เขตไทยนั้น
สถานการณ์ล่าสุด สำนักข่าวแกว เก่อ ลึ (Kwekalu.net) ซึ่งเป็นสำนักข่าวภาคภาษากะเหรี่ยง รายงานว่า ที่ชายแดนรัฐกะเหรี่ยง ที่บ้านเหล่อ ปอ เฮอ ฝั่งแม่น้ำเมย ตรงข้ามชายแดนไทย-พม่า ได้มีชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากหนีเข้าฝั่งไทยเนื่องจากทหารพม่าร่วมกับทหารกะเหรี่ยง DKBA บุกยิงถล่มฐานกองพลน้อยที่ 7 ของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง
โดยมีผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงจำนวน 1,264 คน หนีเข้ามาฝั่งไทยที่ด้าน อ.ท่าสองยาง บ้านแพโนโบ บ้านแม่พลู เนื่องจากทหารพม่าและ DKBA ได้บุกโจมตีฐานของกองพลน้อยที่ 7 และกองพลทหารราบที่ 21
และนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. เป็นต้นมา มีชาวกะเหรี่ยงรวมแล้วมากกว่า 3,400 คนจากชุมชนต่าง เช่น ทีเก่อฮอ, หว่ามีกลา, แม่ละอะใน, สบแม่ละอะ, สิโพคี และน้ำเพียงดิน ในรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ได้อพยพเข้ามายังฝั่งไทย บริเวณบ้านแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก บ้านแม่พลู และบ้านแม่อุสุ ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง และบ้านนุโพ อ.อุ้มผาง จ.ตาก
เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ดังกล่าวถูกบังคับเกณฑ์ไปเป็นทหารและเป็น “ลูกหาบ” หรือผู้ลำเลียงสัมภาระให้ทหารพม่าและ DKBA จึงทำให้พวกเขาพากันหลบหนีจากบ้านเรือนของตน อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝนผู้อพยพทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างต้องนอนตากฝน หาที่หลบซ่อนอย่างยากลำบาก และบางส่วนจำต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในชุมชนฝั่งไทยก่อน
ก่อนหน้านี้รัฐบาลทหารพม่าโดยกรมทหารราบที่ 81 ชุดปฏิบัติการเร็วที่ 205 ชุดปฏิบัติการเร็วที่ 202 และทหาร DKBA กองพันที่ 999 และกองพลที่ 3 และตั้งแต่ วันที่ 3 พ.ค. 52 ได้ปะทะกับทหาร KNLA กองพลน้อยที่ 7 กองพันที่ 21, 22 101 และ 202 ใกล้กับชายแดนไทย-พม่า บริเวณแม่น้ำเมย
โดยเป้าหมายของการโจมตีล่าสุดของทหารพม่าและทหารกะเหรี่ยง DKBA ครั้งนี้ เพื่อขจัดทหารกะเหรี่ยง KNLA ออกจากเขตชายแดนไทย-พม่า เพื่อให้ทหารกะเหรี่ยง DKBA ซึ่งแปรพักตร์ไปเข้ากับรัฐบาลพม่าเข้ามาควบคุมพื้นที่ชายแดนแทน โดยถือเป็นกองกำลังรักษาชายแดนภายใต้การกำกับของรัฐบาลพม่า
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก www.kwekalu.net
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กองทัพพม่า-กะเหรี่ยงDKBA เปิดฉากโจมตี KNU รอบใหม่