WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 10, 2009

สภาพัฒน์แล้วไงเมล์ฉาวไร้ปัญหา

ที่มา บางกอกทูเดย์

ความเคลือบแคลงสงสัยของคนกรุงเทพฯ ต่อโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเมื่อผลสำรวจเอแบคโพลระบุว่า มีคนกรุงเทพฯ ถึง 84.5%ระบุว่า ความชัดเจนของโครงการยังไม่เพียงพอ มีเพียงแค่ 15.5%ที่ระบุว่า เพียงพอแล้วและที่สำคัญ ประชาชน 78.3% เคลือบแคลงสงสัยโครงการนี้ส่วนคนกรุงที่ไม่เคลือบแคลงสงสัยนั้นมีแค่ 21.7%ในขณะที่บุคคลที่ประชาชนต้องการให้ชี้แจงรายละเอียดโครงการฉาวนี้ ก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นอันดับที่ 1 รองลงมาจึงเป็น นายโสภณ ซารัมย์รมว.คมนาคม ส่วน นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานกรรมการขสมก.นั้น เป็นคนสุดท้ายที่คนกรุงอยากให้ชี้แจงอย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาโครงการรถเมล์ฉาวในขณะนี้กลายเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว เพราะบรรดาแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาเปิดฉากตำหนิพรรคประชาธิปัตย์ตรงๆ และตำหนิว่าเป็นรัฐบาลมา 5 เดือน แต่

มองไม่เห็นผลงาน ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องออกมาพูดว่า โครงการรถเมล์ 4,000 คัน อย่างไรก็ต้องเกิดจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้ทางคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาโครงการนั้นเป็นเพียงการลดแรงกดดันทางการเมืองเป็นหลักและยิ่งหากย้อนกลับไป โครงการนี้ก็ได้เคยผ่านการพิจารณาและได้รับการเห็นชอบจากสภาพัฒน์มาตั้งแต่ครั้งสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช แล้ว ดังนั้น สภาพัฒน์เองไม่น่าที่จะมีการพลิกผันความเห็นของตนเองในลักษณะ 180 องศาอย่างแน่นอนยิ่งเมื่อดูที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่า ราคาการเช่า64,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าลดลงมาเยอะแล้ว เกือบจะเท่ากับที่เคยคิดไว้เมื่อครั้งที่เป็นประธานศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งเมื่อมีการประกาศทีโออาร์และเปิดประมูล มีการยื่นประมูลอาจจะได้ราคาลดลงถูกลงกว่านี้ได้อีกส่วนแรงกดดันต่อสภาพัฒน์ พล.ต.สนั่น เห็นว่า ไม่น่าที่จะมีเพราะเป็นบอร์ดชุดใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นมือรุ่นเก่าทั้งนั้นดังนั้น จึงควรต้องรอผลการศึกษาของสภาพัฒน์ที่จะออกมาอย่างละเอียดเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย แล้วจึงมาพิจารณากันอีกทีหนึ่งว่า อะไรเหมาะสมที่สุด ■

ป่วย

ที่มา บางกอกทูเดย์

เปรียบประเทศนี้เป็นคนไข้..อาการป่วยไข้ต้องนับว่าหนักหนาสาหัสตำราโบราณเขาว่า..ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประสานสามัคคีประกอบกันขึ้นมาเป็นกายเป็นร่างไม่สมัครสมานกันต่อไป..ร่างกายจึงไม่ปกติตำราจีนก็ว่า หยิน หยางบ้างก็ว่า ไฟธาตุแตก..อย่างเวลานี้..จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังแก๊ส..แต่ก็มีประชาชนแบ่งพวกออกเป็น2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้ทำการก่อสร้างอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน..ใช้วิธีการปิดถนนจนไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ก็ต้องถามพี่น้องประชาชนคนไทยว่า..บ้านเมืองมันจะไปไหวหรือ..เรื่องถูกผิดไม่ต้องถาม..ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าของประชาชนคนไทยนั้น ต้องถือว่าเป็นความต้องการอันดับ 1และในวันที่น้ำมันมีราคาแพง..ไฟฟ้าจากแก๊ส คือคำตอบของไฟฟ้าราคาถูกไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีราคาถูก..ก็ถูกผลักไสขับไล่เกือบจะจากทุกท้องที่ไฟฟ้าพลังน้ำก็ถูกต้านจากการที่ไม่ยอมให้มีการสร้างเขื่อน..เก็บกักไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์..ก็โดนต้านจากดัดจริตชนทั้งหลายอ้างว่าไม่ปลอดภัย..ทั้งๆ ที่มีราคาถูกที่สุด แต่ในประเทศร่วมทวีปทั้งหลายเขามีเขาใช้กันมานานแล้วเป็นสิบๆ ปี..ทั้งๆ ที่หากมันรั่วมันเกิดอันตรายมันก็ส่งผลถึงประเทศไทยอยู่ดีวัฒนธรรม..การชุมนุมของประชาชน..แบบไร้เหตุผลไม่มีกติกา..สร้างปัญหาให้ประเทศนี้ไม่พัฒนาอย่างมากมาย..แค่จะเอาท่อแก๊สในอ่าวไทยมาขึ้นฝั่ง..ก็สู้กันจนมีคนเจ็บคนตาย..จากลากท่อแก๊สจากพม่ามาไทย..ก็ต้องต่อสู้กันยาวนานมันอ้างกันว่า..ทำลายป่า ทั้งๆ ที่มันก็ขนานมากับถนนเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาในบ้านในเมืองเราวันนี้..มันเป็นเรื่องราวของประเทศที่กำลังป่วยไข้เรื้อรัง..ไม่มีการดูแลรักษา..ทำให้อาการหนักเพิ่มขึ้นทุกวันไม่มีหมอยา แต่รักษากันด้วยหมอดูถึงวันนี้..ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ..ใช่ว่าจะแยกสลายเป็น 4 ส่วน..หากแต่ว่าในแต่ละส่วนของแต่ละธาตุ..ยังแยกสลายออกจากกันและกันอย่าถามว่าเมื่อไหร่จะหาย..มีแต่ตายกับตายสถานเดียว ■

บทเรียน?!

ที่มา บางกอกทูเดย์

อีกครั้งที่ “พรรคเพื่อไทย” โดยนาย “พร้อมพงศ์นพฤทธิ์” โฆษกพรรค ได้เข้ายื่นหนังสือร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบ “พรรคภูมิใจไทย”กรณีที่ได้ไปจัดสัมมนาที่วัดโนนสวรรค์ ต.หนองไผ่อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พื้นที่นอกเขตซึ่งอยู่ติดกับเขตเลือกตั้งซ่อม ระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2552และกรณีที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แจกเงินจำนวน 2,000บาท ให้กับคนพิการที่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนครเพราะเชื่อว่าการไปสัมมนาครั้งนี้ อาจเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และ ส.ว.มาตรา 103 วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสามทั้งยังอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรคการเมือง…ทั้งยังร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบการกระทำของ“นายเนวิน ชิดชอบ” ว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเวลา 5 ปีกรณีที่กล่าวมาในเบื้องต้น แม้จะไม่ใช่เรื่องร้อนๆเหมือนเช่ารถเมล์ 4,000 คันแต่ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ…น่าสนใจตรงที่ว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะแก้ต่างอย่างไรซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของ “นายอภิชาต สุขัคคานนท์”ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้บอกว่าได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมแล้ว โดยจะเร่งสรุปเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจก็น่าจะเป็นไปได้สูงว่า กกต. คงจะเข้าไปตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เกิดความกระจ่างแจ้งตามที่“พรรคเพื่อไทย” ร้องขอ...

ล่าสุด “นายมานิต นพอมรวดี” รมช.สาธารณสุขในฐานะ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ก็ได้บอกว่ากรณีแจกเงิน 2,000 บาท ให้คนพิการที่ จ.สกลนครถือเป็นเรื่องปกติเพราะเมื่อไปเจอคนป่วยก็ช่วยเหลือเบื้องต้นหลังจากนั้นก็ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปดูแลต่อ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นคนละเขตกัน พื้นที่ห่างกันตั้ง 50-60 กิโลเมตรส่วนกรณีที่ “นายเนวิน” ถูกตัดสิทธิทางการเมืองแต่กลับไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองของพรรคนั้น“นายมานิต” บอกว่า การไปเป็นวิทยากรเฉยๆไม่น่าจะมีปัญหา นึกถึงเวลาทำร้านก็ต้องมีหลงจู๊ถ้าไม่มีแม่บ้านมาคอยดูแลก็ไม่ได้และบอกว่า การลงพื้นที่เพื่อช่วยหาเสียงในการเลือกตั้งซ่อม ถ้าไม่ขึ้นเวทีก็คงไม่เป็นไร ซึ่งการกระทำเช่นนี้มิใช่เป็นการเลี่ยงบาลีแต่อย่างใดเหล่านี้ คือ คำอธิบายในเบื้องต้นที่คงจะเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะไปสืบหาข้อเท็จจริงมาสรุปอีกครั้ง...แต่เชื่อว่าการที่ “พรรคภูมิใจไทย” กระทำเรื่องดังกล่าว น่าจะมาจากบทเรียนที่เคยเป็นในอดีตครั้ง นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยเคยถูกร้องให้ตรวจสอบกรณีการแจกเงินพร้อมผ้าห่มและนามบัตร ที่บ้านพัก อ.ด่านเกวียน จ.นครราชสีมาซึ่งก็ปรากฏว่า...ที่ประชุม กกต. มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นควรยกคำร้อง เนื่องจากสืบไม่พบหลักฐานว่ามีการแทรกแซงการทำงานของข้าราชการงานนี้ “นายบุญจง” จึงรอดตัว… ■

คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ แถลงประณามการใช้ความรุนแรงในศาสนสถานและฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมการยุติธรรมเพื่อสันติภาพประณามการใช้ความรุนแรงในศาสนสถานและฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ เรียกร้องรัฐให้ความมั่นใจกับประชาชน ใช้การเมืองนำการทหาร และยุติการสร้างความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจในหมู่ประชาชน

000
คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ Working Group on Justice for Peace
ที่ 27/2552
วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2552
แถลงการณ์
ประณามการใช้ความรุนแรงในศาสนสถาน และการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์
จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นในจังหวัดนราธิวาส ในระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนทั่วไปเป็นอย่างสูง พบว่าที่ผ่านมาแม้สถิติการก่อเหตุร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลง แต่พบมีความรุนแรง และการฆ่าที่โหดร้ายทารุณมากขึ้น โดยเฉพาะล่าสุดการฆ่าครูซึ่งกำลังตั้งครรภ์ที่อำเภอระแงะ และการสังหารหมู่ราษฎรมุสลิมที่กำลังปฏิบัติศาสนกิจในมัสยิดอัลฟุรกอนที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมาทำให้มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นการจงใจที่จะแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายทารุณ และทำให้เห็นว่าเป็นการตอบโต้กันระหว่างคนสองชาติพันธ์ที่เคยอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อยั่วยุให้เกิดให้โกรธแค้น และสร้างความหวาดระแวงในระหว่างประชาชน เพื่อที่รัฐจะได้ทำการปราบปรามอย่างรุนแรง จนอาจส่งผลให้สถานการณ์บานปลายลุกลามยากต่อการแก้ไข
คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ รู้สึกเศร้าสลดต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง และขอประณามผู้กระทำผิด รวมถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระทำประทุษร้ายต่อราษฎรผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงในมัสยิดอันเป็นศาสนสถานที่มุสลิมทุกคนให้ความเคารพ ขอ
แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัว รวมถึงญาติมิตรของบรรดาผู้เสียชีวิตทุกคน
“ ศาสนสถานทุกแห่งถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของบรรดาศาสนิก และจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย การใช้ความรุนแรงในศาสนสถานจึงเป็นสิ่งซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถยอมรับได้ รัฐบาลจึงต้องเร่งดำเนินการในการคลี่คลายความจริงและนำตัวผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเปิดช่องทางการแสวงหาความจริงร่วมกัน ระหว่างรัฐและประชาชน เพื่อลดความหวาดระแวง และความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน” นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพกล่าว
คณะทำงานฯขอเรียกร้องต่อรัฐบาลดังนี้
1. รัฐบาลต้องยึดหลักการแก้ปัญหาโดยใช้ การเมืองนำการทหาร อย่างแท้จริง ไม่ควรให้หน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะ กอรมน ภาค 4 ซึ่งมีทหารเป็นหลักเป็นผู้ใช้อำนาจในการแก้ปัญหาแต่เพียงลำพัง โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และรัฐต้องเปิดหนทางในการเจรจาสื่อสารกับทุกฝ่ายด้วยสันติวิธีเพื่อยุติความรุนแรง
2. รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจแก่ราษฎรทุกคนในการเข้าถึงความยุติธรรมตามหลักนิติธรรม และเคารพหลักสิทธิมนุษยชน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร และควรเปิดช่องทางให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับเพื่อความโปร่งใส
3. กอรมน ภาค 4 ต้องยุติการกระทำที่เป็นการสร้างความหวาดระแวง และความไม่ไว้วางใจในหมู่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการนำราษฎรมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเข้าโครงการอบรมต่างๆโดยไม่สมัครใจ หรือการจัดทำบัญชีผู้ต้องสงสัยโดยปราศจากพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ
คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านซึ่งปฎิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และยึดหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามแนวทางสันติวิธี และเปิดทางให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในหมู่ประชาชนให้กลับคืนมา เพราะสันติภาพย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

คนไทยในเยอรมัน ชี้แจงเรื่อง การกล่าวหาว่านายกฯทักษิณใช้ชื่อปลอม

ที่มา Thai E-News

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
10 มิถุนายน 2552

เมื่อเช้านี้ ผมได้รับอีเมล์จากแฟนคลับบทความผมที่เยอรมัน เล่าให้ฟังเกี่ยวกับกรณีที่ นายอภิสิทธิ์กล่าวหาว่า ท่านนายกฯทักษิณ ใช้ชื่อปลอมในการขอวีซ่าเข้าเยอรมัน

คนไทยในเยอรมันท่านนี้ อยู่เยอรมันมาหลายสิบปีแล้วครับ พูดอ่านเขียนภาษาเยอรมันได้ดีกว่า หรือพอๆ กับภาษาไทยครับ รวมทั้งได้ติดตามข่าวในหนังสือพิมพ์เยอรมันทุกวัน ก็เหมือนๆ เราที่อ่านหนังสือพิมพ์ไทยทุกเช้าแหละครับ

เรียนคุณลูกชาวนาไทย


เมื่อวานดิฉันไปลงเลือกตั้งของ EU มา ตอนนี้มีประเทศใหม่ๆ เข้าร่วมในเครือ EU รวมแล้ว 27 ประเทศ เมื่อปีที่แล้วแค่ 17 ประเทศ ปีนี้เพิ่มอีก 9 ประเทศ ใช้เงินยูโรสกุลเดียวกันเกือบหมด มีประเทศเดียวที่ไม่ร่วม คือแม่ผู้ดีอังกฤษ ยังใช้เงินปอนด์ ทำตัวเป็นแกะดำ ทำให้สมาชิกแบะปาก มองอย่างเหยียดๆ เพราะทำตัวเป็นผู้ดีเหนือกว่าคนอื่นๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรดีสักหน่อย เขาไม่ชอบกันทั้งยุโรป สามีของดิฉันยังไม่ชอบเลย


เลือกตั้งเมื่อวานพรรคของ CDU ชนะและได้ที่นั่งในสภา EU 99 คน ดิฉันเลือกพรรคนี้คะ


ตอนนี้ใครถือวีซ่าเยอรมัน สามารถไปได้ 26 ประเทศ ยกเว้นประเทศผู้ดี เขาไม่ยอมเล่นด้วย ฉะนั้นพวกประเทศอียูทั้งหลายจึงมอง ประเทศผู้ดี เป็นแกะดำเข้ากันไม่ได้ แต่ไม่มีใครก้มหัวให้หรอกคะ


นายกทักษิณ ยังเข้าออกในยุโรปได้ เมื่อวานดิฉันโทรไปคุยกับตำรวจ FBI เยอรมันรู้จักกันดี เขาอยู่ใกล้ๆ เมือง Frankfurt ถามเขาว่า การปลอมชื่อขอวีซ่าได้ด้วยหรือในเยอรมัน ?


เขาบอกว่า ไม่ว่าประเทศใด ก็ไม่อนุญาตใช้ชื่อปลอมขอวีซ่า

ดิฉันก็เลยเล่าให้เขาฟังเกี่ยวนายกฯไทย (อภิสิทธิ์) ที่ให้ข่าวในประเทศไทยว่า ท่านนายกฯทักษิณใช้ชื่อปลอมขอวีซ่า ตำรวจเพื่อนของดิฉัน บอกว่า นายกไทยบ้องตื้น ยิ่งในเยอรมันไม่มีทาง เพราะที่เยอรมันต่างเคารพกฎหมาย ใครที่อยู่เยอรมันจะรู้ดีว่า เคร่งครัดเด็ดขาดขนาดไหน ไม่มีการสอดใต้โต๊ะ


ฉะนั้นนายกทักษิณ จะขอวีซ่า ต้องมีหลักฐานว่าพักที่ไหน จึงมีข่าวเกรียวกราวว่า มีบ้านพักที่เมือง Bad Godesberg ซึ่งอยู่ใกล้กรุงบอนน์ เป็นสถานที่พำนัก แต่นายกไม่ได้อยู่พักที่นั่น ดิฉันได้สอบถามเพื่อนที่รู้จักกันและรู้เรื่องดี เขายืนยันว่านายกไม่ได้อยู่เยอรมัน อยู่ที่ประเทศดูไบ แต่เข้าๆ ออกๆ ระหว่างยุโรปและ ตะวันออกกลาง


พวกเต้าข่าวก็เขียนประโคมกันจนน่ารำคาญ ดิฉันเลยลองเข้าไปในเว็บไซด์ของหนังสือพิมพ์ Sueddeutsche Zeitung.com เปิดอ่าน จึงได้รู้ว่า ข่าวมาจากเว็บไซด์ เพราะในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันที่สามีดิฉันอ่าน ไม่มีเขียนเรื่องนี้เลย


นายกไทยนี่ ไม่มีศักดิ์ศรีเอาเลย พูดมั่วออกมาได้ ตามที่ดิฉันอ่านมีนักการเมืองพรรค CSU ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของนายกทักษิณ คอยให้ความสะดวกและการันตีเกี่ยวกับใบอนุญาต (วีซ่า) ให้นายกทักษิณ


ในข่าวยังบอกอีกว่า นักการเมืองคนนี้ ยังมีเรื่องต้องคุยกับนายกทักษิณ คงจะเกี่ยวเรื่องเศรษฐกิจโลก ดิฉันคิดว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยไปได้ข้อมูลมา เลยให้คนของรัฐบาลดิสเครดิต บิดเบือนความจริง อิจฉาตาร้อนใ ส่ร้ายป้ายสีแบบที่ตำรวจ FBI บอก เพราะเขามาเที่ยวไทยบ่อย และรู้ลึกตื้นหนาบางรัฐบาลนี้ดี ขายหน้าไปทั่วโลก เอาเรื่องผิดๆ บ้องตื้น มาประโคมข่าว


นับถือ


แฟนคลับต่างแดน

เปิดบันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"

ที่มา Thai E-News


พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต กับชายา หม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บล็อกsomsak's work
10 มิถุนายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความเรื่องปริศนาแห่งปริศนา63ปีกรณีสวรรคต ในไทยอีนิวส์เมื่อวานนี้ได้อ้างถึงบทความเรื่อง ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491 ซึ่งดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้บันทึกไว้

ก่อนหน้านั้นดร.สมศักดิ์ได้บันทึกรายละเอียดที่มาของบทความนี้ไว้ในบทความเรื่อง Archive ของ เคนเน็ธ-มาร์กาเร็ต แลนดอน, ต้นฉบับ The King and I และ บันทึกช่วยจำว่าด้วยกรณีสวรรคตและข่าวลือแผนการใหญ่ปี 2491 ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช" เมื่อวันที่21 กรกฎาคม 2550 ซึ่งไทยอีนิวส์ได้ตัดความมานำเสนอเฉพาะตอนบันทึกช่วยจำของ เคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช" ดังต่อไปนี้ (ส่วนท่านที่สนใจอยากรู้ประวัติละเอียดของเคนเน็ต แลนดอน คลิ้กที่นี่)

บันทึกนี้ แลนดอน ในฐานะเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่เชี่ยวชาญเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ทำขึ้นเมื่อ 20กุมภาพันธ์ 1948(พ.ศ. 2491) คือไม่กี่เดือนหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ในระหว่างนั้น คณะรัฐประหารของพิบูล-ผิน-เผ่า ยังคงปล่อยให้พวกนิยมเจ้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดยควง อภัยวงศ์ และพี่น้องตระกูลปราโมช (เสนีย์-คึกฤทธิ์) จัดตั้งรัฐบาล มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2491 ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2491 ควงก็ได้รับการเลือกเป็นนายกฯจากสภา (มีวุฒิแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารและ "อภิรัฐมนตรี" กึ่งหนึ่ง) และ ครม.ของเขาได้รับการรับรองจากสภาฯเมื่อวันที่ 5 มีนาคม (นี่คือกลุ่มเหตุการณ์ที่ย่อหน้าแรกในบันทึกพาดพิงถึงว่ากำลังจะเกิดขึ้น)

ในขณะนั้น ประเด็นที่ยังคงมีความสำคัญยิ่งทางการเมืองในพระนคร และเป็นเรื่องใหญ่ที่ทหารและพวกนิยมเจ้าใช้มาอ้างในการทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งเป็นรัฐประหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระบอบการปกครองใหม่(1) ก็คือ "กรณีสวรรคตในหลวงอานันท์"

ในขณะนั้น ข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับกรณีนี้ ยังคงแพร่หลายในพระนคร แต่ขณะที่ข่าวลือเรื่องกรณีสวรรคต เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ (9 มิถุนายน 2489) พุ่งเป้าไปที่การเล่นงานปรีดี พนมยงค์ (เพราะปล่อยโดยพวกนิยมเจ้าเป็นส่วนใหญ่) อาจกล่าวได้ว่า หลังรัฐประหาร หรือหลังจากปรีดีถูกโค่นแล้ว และเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ข่าวลือที่เป็นในเชิงพุ่งเป้าไปในทางตรงข้ามกลับเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่ผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ คือวงการทูตประเทศต่างๆ และผู้สื่อข่าวต่างชาติ (การพบปะสนทนาเรื่องกรณีสวรรคต ระหว่าง พระองค์เจ้าธานีนิวัต ประธานองคมนตรี กับ ลอร์ดหลุยส์ เมาท์แบตเต้น ที่อินเดีย ที่ปรีดี พาดพิงถึง ก็เกิดขึ้นในช่วงนี้เอง)

ในบริบทนี้เองที่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นั้นเอง ได้เกิดข่าวลือในพระนครว่า ควงและพี่น้องปราโมช กำลังวางแผนการใหญ่ ที่จะให้มีการออกประกาศเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ซึ่งเกี่ยวข้องไปถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์เจ้าจุมภฎพงษ์บริพัตร ราชโอรสองค์ใหญ่ของกรมพระนครสวรรค์ ผู้อยู่ในอันดับที่ 4 ของการครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 7 (ดูแผนภูมิที่ผมเคยเผยแพร่ก่อนหน้านี้)

บันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน ข้างล่างนี้ เขียนขึ้นเพื่อวิเคราะห์ข่าวลือที่ว่านี้ (ซึ่งดูเหมือนสถานทูตอเมริกันจะถือเป็นเรื่องน่าเชื่อถือ หรือไม่ก็น่าสนใจ หรือสำคัญ พอที่จะรายงาน) ในคำแปลบันทึกช่วยจำของผม (และในภาพถ่ายบันทึกช่วยจำที่โพสต์ให้ดูประกอบ) ผมเองได้เซ็นเซอร์ข้อความบางตอนออก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าผิดกฎหมายได้ ( โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบัน ใครที่สนใจ ลองดูหน้า 176 ของหนังสือที่โปรเจ้า-แอนตี้ปรีดีอย่างสุดๆ ของสรรใจ แสงวิเชียร และ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เรื่อง กรณีสวรรคต 9 มิถุนายน 2489 แล้วลองนึกเปรียบเทียบว่า ถ้ามีการเขียนเช่นนี้ในปัจจุบันจะทำได้หรือ? ระดับของการพูดถึงและอภิปรายเรื่องนี้ได้ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่จำกัดแคบลงจนไม่เหลืออะไรเลยในปัจจุบัน เพียงไม่กี่ทศวรรษนี้เอง)


ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491

ดร.สมศักดิ์เคยเขียนเรื่องตามหัวเรื่องข้างบนคือ ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491 ลงในบล็อกของเขาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2551 มีรายละเอียดว่า

เมื่อต้นปีกลาย ผมได้โพสต์เผยแพร่เอกสารบันทึกลับที่เขียนโดย เคนเน็ธ พี แลนดอน (ผู้เขียน Siam in Transition และผู้แปล "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เป็นภาษาอังกฤษคนแรก และสามีของ มาร์กาเร็ต ผู้เขียน Anna and the King of Siam)ตอนนั้น ผมได้เซ็นเซอร์ข้อความบางตอนออก เร็วๆนี้ ผมได้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง (เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งบทความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในช่วงทศวรรษ 2490 ที่ผมพยายามทำอยู่) และคิดว่า มีข้อความบางตอน ไม่จำเป็นต้องเซนเซอร์อีก คือส่วนที่เกียวกับพระองค์เจ้าจุมภฏและ ควง-"พี่น้องปราโมช"

เรื่องของเรื่องคือ สถานทูต-กท.ต่างประเทศอเมริกันได้รับข่าวลือเรื่อง ควง และ "พี่น้องปราโมช" เตรียมวางแผนจะสถาปนาพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ เรื่องนี้เป็นเพียง "ข่าวลือ" หรือ "ข่าวกรอง" (intelligence) ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้ แต่อย่างน้อย ก็มีความน่าเชื่อถือในระดับที่สถานทูตรายงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง (คือ แลนดอน) ทำบันทึกแสดงความเห็น

ผมไม่แน่ใจว่า ในที่สุดแล้ว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ความจริง-ไม่จริง ได้หรือไม่ (ว่า ควง-"พี่น้องปราโมช" มีไอเดียเรื่องนี้) ซึ่งก็เช่นเดียวกับข้อมูลจำนวนมาก ที่อยู่ในเอกสารทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น งานของกอบเกื้อ ทั้งเรื่อง Thailand's Durable Premier และ เรื่อง Kings, Country and Constitutions ได้อาศัยข้อมูลชุดนี้เป็นหลัก และมีหลายข้อมูล เป็นเรื่องคล้ายกันนี้ แม้บางอันจะดูน่าเชื่อถือ เพราะอ้างคำของบางคนในวงการรัฐบาลหรือราชสำนักเอง เช่น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง กับ พิบูล และ เผ่า โดยเฉพาะกรณีรัฐธรรมนูญ 2495 เป็นต้น

ให้ผมยกตัวอย่างหนึ่ง คือ ตามข้อมูลชุดนี้ กล่าวว่า ช่วงหลังรัฐประหาร 2490 พิบูลต้องการเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย ผมเองไม่เชื่อว่าข้อมูลนี้เป็นจริง แต่ดูเหมือนทั้ง กอบเกื้อ และ Handley ที่นำไปอ้างต่อ จะเชื่อ ฯลฯ

ในเวลาไม่นานข้างหน้า ผมเข้าใจว่า จะมีนักวิชาการบางท่านนำข้อมูลบางส่วนจากข้อมูลชุดนี้มาเผยแพร่เพิ่มเติมอีก ซึ่งแม้จะเป็นเรื่อง "เล็กๆ" แต่อาจจะ sensational พอสมควร จากจุดของผู้สนใจความขัดแย้งช่วง 2500 โดยเฉพาะบทบาทของราชสำนัก ในความขัดแย้งที่นำไปสู่การโค่นพิบูล-เผ่า (เท่าที่ผมได้เห็นเป็นข้อมูลทีน่าสนใจมาก)

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ เกี่ยวกับการเมืองไทย ยังคงมีความสำคัญและน่าสนใจยิ่ง แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบความจริง (verification) บ้าง นักเรียนประวัติศาสตร์ต้องชั่งน้ำหนัก และอภิปรายความน่าเชื่อถือเป็นกรณีๆไป

เฉพาะในกรณีข่าวลือเรื่อง ควง-"พี่น้องปราโมช" นี้ ผมไม่คิดว่า สามารถยืนยันความจริงได้ดังกล่าวแล้ว แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า เอกสารนี้ช่วยทำให้มองเห็น (และนี่คือจุดประสงค์ของการเผยแพร่ในทีนี้) คือ สถานะของรัชกาลปัจจุบัน ในช่วงปีแรกๆ มีความไม่แน่นอน หรือไม่มั่นคงสูง โดยเฉพาะในส่วนทีเชื่อมโยงกับกรณีสวรรคตของรัชกาลก่อน และโดยเฉพาะในสายตาของวงการทูต-รัฐบาลตะวันตก




คำแปล(ส่วนที่ใส่เครื่องหมาย [........] คือข้อความที่ผมยังขอเซ็นเซอร์ ข้อความเน้น คือข้อความที่เดิมผมเคยเซ็นเซอร์)

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน ได้ตกลงเห็นชอบร่วมกันว่า หาก ควง อภัยวงศ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี และหากรัฐบาลของเขาได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา ตัวแทนของรัฐบาลแต่ละประเทศดังกล่าวที่กรุงเทพก็จะให้การรับรองแก่รัฐบาลควงอย่างเป็นทางการ และความสัมพันธ์กับรัฐบาลสยามก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป [ความสัมพันธ์ปกติถูกพักไว้หลังรัฐประหาร - สมศักดิ์] รัฐบาลของทั้งสี่ประเทศยังตกลงร่วมกันว่า หากคนอื่นที่ไม่ใช่ควงได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของสี่ประเทศก็จะปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะให้การรับรองรัฐบาลสยามอย่างเป็นทางการ

รายงานล่าสุดเกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ ที่ว่า ควง กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศว่า [........] ; ว่าในหลวงภูมิพลจะทรงสละราชสมบัติ และว่า พระองค์เจ้าจุมภฏ จะทรงเป็นกษัตริย์แทน ได้ทำให้เกิดเป็นปัจจัยใหม่ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนอย่างถึงราก การแบ่งขั้วการเมืองในขณะนี้

ในปี 1945 [ที่ถูกควรเป็นปี 1944 มากกว่า - สมศักดิ์] ควง ได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองโดย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตอนนี้กำลังลี้ภัยในต่างประเทศ ความทะเยอทะยานของควงทำให้เกิดแตกหักกับปรีดีภายในเวลา 9 เดือน ในเดือนพฤศจิกายน 1947 ควงได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองอีก คราวนี้โดย พิบูล หลังจากพิบูลยึดอำนาจรัฐบาลจากปรีดีด้วยการรัฐประหาร เช่นเดียวกับปรีดี พิบูลคิดว่าควงจะเป็นเบี้ยที่เต็มใจและผู้ติดตามที่ว่านอนสอนง่าย แต่ดูเหมือนว่า อีกครั้งที่ควงเองกำลังเดินหมากการเมืองด้วยความทะเยอทะยานของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การแตกหักกับพิบูล

พิบูลขัดแย้งอย่างมากกับข้อเสนอของควงที่ว่าในหลวงภูมิพล [........] และที่ให้ พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์แทน อาจจะเป็นความจริงที่ว่า ในหลวงภูมิพล [........] ผมเองได้เสนอความเป็นไปได้เช่นนี้ในบันทึกช่วยจำฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนหน้านี้. กล่าวในทางการเมือง ไม่เป็นสิ่งสำคัญว่า ในหลวงภูมิพล [........] หรือไม่ หากจุดมุ่งหมายเบื้องหลังการกล่าวหานี้ คือการจัดการให้ พระองค์เจ้าจุมภฏขึ้นครองราชบัลลังก์ เพราะเรื่องนี้ก็จะเป็นเพียงความพยายามอย่างจงใจของควงที่จะฟื้นฟูอำนาจที่เคยมีอยู่ก่อน [2475] ของสถาบันกษัตริย์ และสถาปนาให้ควงเองและพี่น้องปราโมชเป็นผู้นำของคณะนิยมเจ้าและของประเทศสยาม ดูเหมือนควงและพี่น้องปราโมชหวังว่า พวกเขาจะสามารถรักษาอำนาจตัวเองไว้ได้หากพระองค์เจ้าจุมภฏได้ทรงขึ้นครองราชย์ เพราะพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นบุคคลผู้มีวุฒิภาวะ [ประสูติ 2447 - สมศักดิ์] และมีทรัพย์สมบัติไม่น้อย ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองในราชสำนักเป็นเวลานาน มีผู้สนับสนุนพระองค์จำนวนมากในหมู่ชาวไทยและจีนในประเทศสยาม และทรงได้รับการผลักดันจากพระชายาผู้มีความทะเยอทะยาน ซึ่งในฐานะธิดาผู้หลักแหลมของอดีตเสนาบดีต่างประเทศของสยามผู้ชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่ง [หมายถึง มรว.พันทิพย์ ธิดาคนแรกของพระองค์เจ้าไตรทศพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย - สมศักดิ์] ทรงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเกมการเมืองทั้งภายในประเทศและกับต่างประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันถูกทำให้ปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกจากบทบาทคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสงครามผู้ให้การสนับสนุนควง และผู้ควบคุมกำลังทหารบางส่วนสำคัญไว้ด้วย การปฏิบัติแบบคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสร้างความไม่พอใจให้กับพิบูล ซึ่งถือว่าการคอร์รัปชั่นเช่นนี้เป็นอภิสิทธิ์ของเขาเองและต้องการให้ลูกน้องอย่างหลวงกาจ ได้รับส่วนแบ่งในการโกงกินน้อยกว่าเขา ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากพิบูลเองคอร์รัปชั่นจนรวยแล้ว จึงสามารถแสดงท่าทีเป็นผู้มีคุณธรรมต่อกรณีคอร์รัปชั่นของหลวงกาจได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองทั้งในประเทศและต่อต่างชาติ

พิบูลกับปรีดีเป็นคู่ปฏิปักษ์ทางการเมืองในคณะพรรคเดียวกัน ทั้งคู่คัดค้านการรื้อฟื้นอำนาจให้สถาบันกษัตริย์พอๆกัน พวกเขาไม่มีปัญหากับกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่มีบริวารส่วนพระองค์ หมากครั้งนี้ของควงอาจทำให้พิบูลกับปรีดีหันมาคืนดีกันเพราะกลัวต่อความเป็นไปได้ [specter] ที่พระองค์เจ้าจุมภฏจะได้เป็นกษัตริย์ ควงกับพวกกำลังพยายามสร้างคณะการเมืองอีกคณะหนึ่งที่ต่างออกไปจากคณะที่แตกออกเป็นพวกปรีดีและพวกพิบูล [หมายถึงคณะราษฎ - สมศักดิ์] ควงไม่มีทางประสบความสำเร็จหากเขาได้รับการสนับสนุนเพียงจากหลวงกาจและกำลังทหารที่หลวงกาจคุม และจากพระองค์เจ้าจุมภฏและบริวารพวกนิยมเจ้า การสนับสนุนจากพิบูลเป็นสิ่งจำเป็นหากควงอยากจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

หากเค้าลางในขณะนี้ของการหันมาคืนดีกันระหว่างพิบูลกับปรีดียังคงมีต่อไป เราก็อาจจะได้เห็นสถานการณ์พัฒนาไปเป็นแบบเดียวกับเดือนธันวาคม 1938 เมื่อ พิบูลกับปรีดี รู้สึกว่า ต้องการอีกฝ่ายหนึ่ง และร่วมมือกันจัดต้งรัฐบาลผสมขึ้นมา


ความเห็นต่อท้ายเพิ่มเติมของสมศักดิ์(ในคราวนำเสนอบทความครั้งแรก เมื่อที่ 21 กรกฎาคม 2550-ไทยอีนิวส์)

ดังที่ทราบกันดี specter เรื่องพระองค์เจ้าจุมภฏกับแผนการใหญ่ของควงกับพี่น้องปราโมช ที่ แลนดอน พูดถึงนี้ ไม่ได้ปรากฏเป็นจริง แต่เป็นเรื่องน่าสนใจไม่น้อย ที่ "ฉาก" ที่ใกล้เคียงกับที่ แลนดอน พูดนี้ คือ specter ในลักษณะเดียวกัน (แต่เกี่ยวข้องกับคนละ actor) ได้ปรากฏขึ้นจริงๆในอีก 9 ปีต่อมา และพิบูลกับปรีดี ได้พยายามหันมาคืนดีกันจริงๆ แต่สายเกินไป (ดูบทความเรื่อง "ปรีดี, จอมพล ป., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500" และ "จุดเปลี่ยน 2500" ของผม)

ปริศนาแห่งปริศนา63ปีกรณีสวรรคต

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
9 มิถุนายน 2552

เหตุการณ์กรณีสวรรคต(อ่านรายละเอียดคลิ้กที่นี่)ในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 หรือ 63 ปีล่วงมาแล้ว ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงอีกครั้งโดยนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเขียนกระทู้ในเวบไซต์ฟ้าเดียวกันในหัวข้อ(พรีวิว) ข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต : หลวงธำรงระบุชัด ผลการสอบสวน ใครคือผู้ต้องสงสัยที่แท้จริงเอาไว้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้

อย่างไรก็ตามนับถึงวันนี้(9มิถุนายน2552)ยังไม่ปรากฎว่าดร.สมศักดิ์ได้นำเสนอบทความฉบับเต็มแต่อย่างใด กระนั้นก็ดีได้มีผู้อ้างว่า มีข้อมูลเอกสารเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้เปิดเผยพล็อตเรื่องที่สำคัญไว้ โดยที่ดร.สมศักดิ์ก็ไม่ได้โต้แย้งเรื่องนี้แต่อย่างใด

ดร.สมศักดิ์เขียนรายละเอียดกระทู้เรื่องพรีวิวฯว่า

ผมเริ่มศึกษากรณีสวรรคตอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน นอกจากอ่านหนังสือที่มีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ผมยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลที่มีชีวิตร่วมสมัยทศวรรษ 2490 ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนั้นหลายคน

รวมทั้งคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ลูกศิษย์ปรีดี" เช่น คุณสงวน ตุลารักษ์, คุณจรูญ สืบแสง และคุณชิต เวชประสิทธิ์ (คุณชิต เป็นหนึ่งในคณะทนายจำเลย นอกจากนี้ ก่อนรัฐประหาร 16 กันยายน 2500


ปรีดี พนมยงค์

คุณชิตเป็น 1 ใน 2 "ลูกศิษย์อาจารย์" ที่ "นำสาร" จากจอมพล ป ไปให้ปรีดีที่เมืองจีน เสนอให้กลับมาร่วมมือกันต่อสู้กับพวกนิยมเจ้า โดยรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นใหม่ - ผมเล่าเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง "ปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป., กรณีสวรรคต และรัฐประหาร 2500" รวมอยู่ในหนังสือของผม ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, หน้า 31-35 และ "50 ปีการประหารชีวิต 17 กุมภาพันธ์ 2498" ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2548 หรือฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2006/06/blog-post.html )

ท่านผู้หญิงพูนศุข ผมก็เคยได้พบพูดคุยด้วยครั้งหนึ่ง (ด้วยความช่วยเหลือของคุณ"ป้า"ฉลบชลัยย์ พลางกูร) แต่เมื่อผมถามถึงกรณีสวรรคต ท่านผู้หญิง ไม่อธิบายอะไร นอกจากเสนอให้ผมไปอ่านงานของปรีดีเองที่เพิ่งตีพิมพ์ในช่วงนั้นภายใต้ชื่อ คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต (ตัวงานนี้จริงๆเป็นคำฟ้อง ซึ่งปรีดีเป็นผู้ร่างเอง) อันที่จริง งานชิ้นนี้ ในความเห็นของผม ไม่ได้อธิบายกรณีสวรรคตในแง่เกิดอะไรขึ้นนัก แม้จะมีประเด็นทางข้อกฎหมายบางอย่างที่น่าสนใจ

ข้อมูลอย่างหนึ่งที่ผมได้จากการสัมภาษณ์หลายคนคือ ปรีดีเอง จะไม่ยอมพูดถึงกรณีสวรรคตโดยเด็ดขาด ไม่ว่ากับใคร (เรื่องนี้ ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งไม่ใช่ "ลูกศิษย์ปรีดี" เคยเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยแวะไปเยี่ยมปรีดีที่ปารีส ระหว่างที่เดินเล่นคุยกันไป เขาเอ่ยปากถามปรีดีขึ้นมาถึงกรณีสวรรคต ปรากฏว่า ปรีดีหยุดพูดทันที และนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งสิ้น จนเขาต้องเปลี่ยนเรื่องคุยเอง)

แต่อีกอย่างหนึ่งที่ผมได้รับการบอกเล่าเสมอ โดยเฉพาะจาก "ลูกศิษย์อาจารย์" คือ "อาจารย์ปรีดี เป็นผู้ปกป้องราชบัลลังก์ และยอมเสียสละตัวเองอย่างสูง" นัยยะของข้อความที่มีลักษณะเชิง "รหัส" (coded message) แบบนี้คือ ปรีดีรู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต แต่ไม่ยอมเปิดเผยออกไป เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ทั้งๆที่ตัวเองต้องได้รับผลร้ายจากการไม่พูดนี้

แต่เมื่อผมพยายามซักให้ผู้เล่าขยายความว่า การไม่พูดความจริง จะเป็นการปกป้องราชบัลลังก์อย่างไร ก็มักได้รับความเงียบหรือการปฏิเสธที่จะพูดต่อเป็นคำตอบ (อย่าลืมว่า นี่คือช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2520 ซึ่งปรีดีเองยังมีชีวิตอยู่ และกรณีสวรรคตยังมีลักษณะ "ต้องห้าม" มากกว่าปัจจุบันนี้)

หลายปีหลังจากนั้น ผมมองว่า การไม่ยอมพูดสิ่งที่เขารู้หรือคิดเกี่ยวกับกรณีสวรรตโดยแท้จริง เป็น "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งที่สอง ของปรีดี (เกี่ยวกับ "ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์" ครั้งแรกของปรีดีในทัศนะของผม ดูบทความชื่อนี้ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง) แต่ก็เป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจในตัวเองมากๆ ที่ใครสักคนในฐานะอย่างปรีดี จะคิดว่า "ยอมเสียสละ" หรือยอม "รับเคราะห์" ในเรื่องอย่างกรณีสวรรคตเสียเอง (อันที่จริง แน่นอนว่า ไม่เพียงปรีดี ที่ต้อง "รับเคราะห์" ในเรื่องนี้ ผู้ที่ "รับเคราะห์" มากที่สุด คือ คุณชิต, คุณบุศย์ และ คุณเฉลียว 3 จำเลยที่ถูกประหารชีวิตไป - ผมได้รับการบอกเล่าในลักษณะเดียวกันว่า 3 ท่านนั้น ได้เสียสละอย่างสูงเพื่อสถาบันกษัตริย์เช่นกัน)

อะไรคือสิ่งที่ปรีดีไม่ยอมพูดเกี่ยวกับกรณีสวรรคต? ปรีดีไม่ใช่เป็น "พยานรู้เห็นในที่เกิดเหตุ" ก็จริง เพราะไม่ได้อยู่บริเวณพระที่นั่งบรมพิมาณ ในแง่นี้ เขาย่อมไม่สามารถ "เห็น" ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในที่นั้น (ไม่เหมือนคุณชิต และคุณบุศย์ - คุณเฉลียวเองก็ไม่เกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุเช่นกัน อันที่จริง เรียกว่าไม่เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคตเลย แต่ถูกลากเข้าไปเป็นจำเลย เพื่อเป็นข้ออ้างเชื่อมโยงปรักปรำปรีดีเท่านั้น)

แต่กรณีสวรรคตมีผลกระทบต่อชีวิตของปรีดีโดยตรงมหาศาลเพียงใด คงไม่ต้องอธิบาย ยังไม่ต้องพูดถึงผลกระทบมหาศาลต่อประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ปรีดีมีบทบาทสำคัญอยู่ด้วย ดังนั้น อย่างไรเสีย ปรีดีจะต้องคิดและพยายามหาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะหลังจากเขาถูกรัฐประหารหมดอำนาจไปโดยข้ออ้างกรณีสวรรคตด้วย แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรีดีจะต้องมีข้อสรุป หรืออย่างน้อยที่สุดคือ ทฤษฎีหรือสมมุติฐานเกี่ยวกับกรณีสวรรตแน่ (และไม่ใช่เพียงแค่สรุปว่า "อธิบายไม่ได้" - ถ้าเราพิจารณาถึงความสำคัญของกรณีนี้ต่อตัวเขาเอง) อันทีจริง

หลังจากผมได้ศึกษากรณีสวรรตมาหลายปี ผมพบว่า การอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในกรณีนั้น หาใช่เรื่อง "ลึกลับซับซ้อน" อย่างมากมายแต่อย่างใด "ปริศนา" ที่แท้จริงของกรณีนี้ ไมใช่อยู่ที่การอธิบายไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ที่ว่าทำไมการอธิบายที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก จึงไม่ได้รับการนำเสนอแต่ต้น (ดูบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” ตอนที่ 1 และ 2 ของผม ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2551 หรือ ฉบับออนไลน์ที่ http://somsakwork.blogspot.com/2007/11/blog-post.html ซึ่งยิ่งทำให้ผมมั่นใจเด็ดขาดว่า ปรีดีเองจะต้องสามารถอธิบายได้หรือมีคำอธิบายกรณีนี้แน่นอน

แต่เรื่องนี้ – ที่ว่าปรีดีต้องมีทฤษฎี/คำอธิบายเกี่ยวกับกรณีสวรรคต – ผมไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้เป็นเวลานาน และโดยเฉพาะไม่สามารถยืนยันได้ว่าทฤษฎีหรือคำอธิบายดังกล่าว(ถ้ามี) จะออกมาในรูปใด

. . . . . . . จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้

ได้มีผู้อ่านบางท่านได้มอบเอกสารสำคัญชุดหนี่งให้ผมเพราะเห็นว่าผมสนใจกรณีสวรรคต เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้ซึ่งปรีดีไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา (พูดด้วยภาษาสมัยนี้คือ เป็น นายกฯ "นอมินี" ของปรีดีนั่นเอง) ได้เคยระบุอย่างชัดเจนว่า หลักฐานที่ได้จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ในสมัยที่เขาเป็นรัฐบาล บ่งบอกว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริงในกรณีสวรรคต (แน่นอน ไม่ใช่ 3 ท่านที่ตกเป็นจำเลยหลังรัฐประหาร) ที่สำคัญ การระบุของหลวงธำรงเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเรืองที่มาทำหลังเหตุการณ์นับสิบปี แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเอง คือหลังรัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน (หรือหลังกรณีสวรรคตไม่ถึง 2 ปี)


หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์

พูดง่ายๆคือ ตั้งแต่ไม่นานหลังการสวรรคต และก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 หลวงธำรง – และแทบไม่ต้องสงสัยว่าตัวปรีดีเอง – มีข้อสรุปอยู่แล้วว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแท้จริง .....

หมายเหตุ: นี่เป็น "พรีวิว" pre-view หรือ "หนังตัวอย่าง" โปรดคอยติดตามบทความฉบับเต็ม เร็วๆนี้ (นี่ไม่ใช่ “ตอนที่ 3” ของบทความชุด “ปริศนากรณีสวรรคต” เพราะ”ข้อมูลใหม่” ที่ผมได้รับนี้ ได้รับหลังจากผมได้ทำบทความชุด “ปริศนา” ไปแล้ว และมีความน่าสนใจในตัวเอง ผมจึงแยกเขียนออกเป็นบทความต่างหาก)


ปริศนาที่ยังเป็นปริศนา..

ในกระทู้ที่ดร.สมศักดิ์เขียนไว้นั้น มีผู้ใช้นามแฝงว่าcele อ้างว่าสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยานายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงที่เกิดกรณีสวรรคตได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "หลวงธำรงฯสรุปว่า เป็นการฆาตกรรมโดยระบุว่า...... แต่ยังมีการโต้แย้งเรื่องบทลงโทษว่าจะเอาผิดได้หรือไม่ โดยบางคนยังแย้งว่าไม่สามารถลงโทษได้เพราะรัฐธรรมนูญคุ้มครอง บางคนแย้งว่าเอาผิดได้ เพราะความผิดเกิดก่อน โดยจะให้จุมภฏ(พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต) มาแทน

อ่านมานานแล้วครับ"

ซึ่งดร.สมศักดิ์ได้เขียนในกระทู้ถามกลับถึงผู้ใช้นามแฝงceleว่า"ขอเรียนถามว่า พอจะบอกได้หรือเปล่าครับ ว่าอ่านจากที่ใด?
เพราะเท่าที่บรรยายมา มากกว่าที่ผมได้อ่านเสียอีก อันนี้ถามด้วยความอยากรู้จริงๆขอบคุณ"

ผู้ใช้นามแฝงว่าceleได้อ้างว่าเขาสนิทสนมกับท่านผู้หญิงพูนศุข และได้ศึกษากรณีนี้มานาน ทั้งได้ระบุว่า "ผมเห็นว่า อ.สมศักดิ์ ใกล้ที่จะเขียนเรื่องนี้เสร็จแล้ว ผมอยากให้ทุกท่านที่สนใจเรื่องนี้อดใจรอ อ.สมศักดิ์ อีกนิด เพราะมันเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งน่าจะเป็นเอกสารชิ้นเดียวกับที่ผมเคยอ่าน และถ้ามีอะไร ที่ผมรู้ ที่ของอาจารย์ ไม่มีผมจะเติมให้ครับ "

ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491


ดร.สมศักดิ์เคยเขียนเรื่องตามหัวเรื่องข้างบนคือ ข่าวลือเรื่องควงและพี่น้องปราโมชวางแผนสถาปนาให้พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ ในปี 2491 ลงในบล็อกของเขาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2551 มีรายละเอียดว่า

เมื่อต้นปีกลาย ผมได้โพสต์เผยแพร่เอกสารบันทึกลับที่เขียนโดย เคนเน็ธ พี แลนดอน (ผู้เขียน Siam in Transition และผู้แปล "เค้าโครงเศรษฐกิจ" เป็นภาษาอังกฤษคนแรก และสามีของ มาร์กาเร็ต ผู้เขียน Anna and the King of Siam)ตอนนั้น ผมได้เซ็นเซอร์ข้อความบางตอนออก เร็วๆนี้ ผมได้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง (เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งบทความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในช่วงทศวรรษ 2490 ที่ผมพยายามทำอยู่) และคิดว่า มีข้อความบางตอน ไม่จำเป็นต้องเซนเซอร์อีก คือส่วนที่เกียวกับพระองค์เจ้าจุมภฏและ ควง-"พี่น้องปราโมช"

เรื่องของเรื่องคือ สถานทูต-กท.ต่างประเทศอเมริกันได้รับข่าวลือเรื่อง ควง และ "พี่น้องปราโมช" เตรียมวางแผนจะสถาปนาพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์ เรื่องนี้เป็นเพียง "ข่าวลือ" หรือ "ข่าวกรอง" (intelligence) ซึ่งอาจจะไม่จริงก็ได้ แต่อย่างน้อย ก็มีความน่าเชื่อถือในระดับที่สถานทูตรายงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง (คือ แลนดอน) ทำบันทึกแสดงความเห็น

ผมไม่แน่ใจว่า ในที่สุดแล้ว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์ความจริง-ไม่จริง ได้หรือไม่ (ว่า ควง-"พี่น้องปราโมช" มีไอเดียเรื่องนี้) ซึ่งก็เช่นเดียวกับข้อมูลจำนวนมาก ที่อยู่ในเอกสารทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ ยกตัวอย่างเช่น งานของกอบเกื้อ ทั้งเรื่อง Thailand's Durable Premier และ เรื่อง Kings, Country and Constitutions ได้อาศัยข้อมูลชุดนี้เป็นหลัก และมีหลายข้อมูล เป็นเรื่องคล้ายกันนี้ แม้บางอันจะดูน่าเชื่อถือ เพราะอ้างคำของบางคนในวงการรัฐบาลหรือราชสำนักเอง เช่น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างในหลวง กับ พิบูล และ เผ่า โดยเฉพาะกรณีรัฐธรรมนูญ 2495 เป็นต้น

ให้ผมยกตัวอย่างหนึ่ง คือ ตามข้อมูลชุดนี้ กล่าวว่า ช่วงหลังรัฐประหาร 2490 พิบูลต้องการเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่งด้วย ผมเองไม่เชื่อว่าข้อมูลนี้เป็นจริง แต่ดูเหมือนทั้ง กอบเกื้อ และ Handley ที่นำไปอ้างต่อ จะเชื่อ ฯลฯ

ในเวลาไม่นานข้างหน้า ผมเข้าใจว่า จะมีนักวิชาการบางท่านนำข้อมูลบางส่วนจากข้อมูลชุดนี้มาเผยแพร่เพิ่มเติมอีก ซึ่งแม้จะเป็นเรื่อง "เล็กๆ" แต่อาจจะ sensational พอสมควร จากจุดของผู้สนใจความขัดแย้งช่วง 2500 โดยเฉพาะบทบาทของราชสำนัก ในความขัดแย้งที่นำไปสู่การโค่นพิบูล-เผ่า (เท่าที่ผมได้เห็นเป็นข้อมูลทีน่าสนใจมาก)

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลทางการทูตของอเมริกันและอังกฤษ เกี่ยวกับการเมืองไทย ยังคงมีความสำคัญและน่าสนใจยิ่ง แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบความจริง (verification) บ้าง นักเรียนประวัติศาสตร์ต้องชั่งน้ำหนัก และอภิปรายความน่าเชื่อถือเป็นกรณีๆไป

เฉพาะในกรณีข่าวลือเรื่อง ควง-"พี่น้องปราโมช" นี้ ผมไม่คิดว่า สามารถยืนยันความจริงได้ดังกล่าวแล้ว แต่ประเด็นที่ผมคิดว่า เอกสารนี้ช่วยทำให้มองเห็น (และนี่คือจุดประสงค์ของการเผยแพร่ในทีนี้) คือ สถานะของรัชกาลปัจจุบัน ในช่วงปีแรกๆ มีความไม่แน่นอน หรือไม่มั่นคงสูง โดยเฉพาะในส่วนทีเชื่อมโยงกับกรณีสวรรคตของรัชกาลก่อน และโดยเฉพาะในสายตาของวงการทูต-รัฐบาลตะวันตก




คำแปล(ส่วนที่ใส่เครื่องหมาย [........] คือข้อความที่ผมยังขอเซ็นเซอร์ ข้อความเน้น คือข้อความที่เดิมผมเคยเซ็นเซอร์)

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน ได้ตกลงเห็นชอบร่วมกันว่า หาก ควง อภัยวงศ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี และหากรัฐบาลของเขาได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภา ตัวแทนของรัฐบาลแต่ละประเทศดังกล่าวที่กรุงเทพก็จะให้การรับรองแก่รัฐบาลควงอย่างเป็นทางการ และความสัมพันธ์กับรัฐบาลสยามก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป [ความสัมพันธ์ปกติถูกพักไว้หลังรัฐประหาร - สมศักดิ์] รัฐบาลของทั้งสี่ประเทศยังตกลงร่วมกันว่า หากคนอื่นที่ไม่ใช่ควงได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของสี่ประเทศก็จะปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะให้การรับรองรัฐบาลสยามอย่างเป็นทางการ

รายงานล่าสุดเกี่ยวกับการลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ ที่ว่า ควง กำลังเตรียมตัวที่จะประกาศว่า [........] ; ว่าในหลวงภูมิพลจะทรงสละราชสมบัติ และว่า พระองค์เจ้าจุมภฏ จะทรงเป็นกษัตริย์แทน ได้ทำให้เกิดเป็นปัจจัยใหม่ขึ้นมาในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนอย่างถึงราก การแบ่งขั้วการเมืองในขณะนี้

ในปี 1945 [ที่ถูกควรเป็นปี 1944 มากกว่า - สมศักดิ์] ควง ได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองโดย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตอนนี้กำลังลี้ภัยในต่างประเทศ ความทะเยอทะยานของควงทำให้เกิดแตกหักกับปรีดีภายในเวลา 9 เดือน ในเดือนพฤศจิกายน 1947 ควงได้รับการดันขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองอีก คราวนี้โดย พิบูล หลังจากพิบูลยึดอำนาจรัฐบาลจากปรีดีด้วยการรัฐประหาร เช่นเดียวกับปรีดี พิบูลคิดว่าควงจะเป็นเบี้ยที่เต็มใจและผู้ติดตามที่ว่านอนสอนง่าย แต่ดูเหมือนว่า อีกครั้งที่ควงเองกำลังเดินหมากการเมืองด้วยความทะเยอทะยานของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การแตกหักกับพิบูล

พิบูลขัดแย้งอย่างมากกับข้อเสนอของควงที่ว่าในหลวงภูมิพล [........] และที่ให้ พระองค์เจ้าจุมภฏเป็นกษัตริย์แทน อาจจะเป็นความจริงที่ว่า ในหลวงภูมิพล [........] ผมเองได้เสนอความเป็นไปได้เช่นนี้ในบันทึกช่วยจำฉบับหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนหน้านี้. กล่าวในทางการเมือง ไม่เป็นสิ่งสำคัญว่า ในหลวงภูมิพล [........] หรือไม่ หากจุดมุ่งหมายเบื้องหลังการกล่าวหานี้ คือการจัดการให้ พระองค์เจ้าจุมภฏขึ้นครองราชบัลลังก์ เพราะเรื่องนี้ก็จะเป็นเพียงความพยายามอย่างจงใจของควงที่จะฟื้นฟูอำนาจที่เคยมีอยู่ก่อน [2475] ของสถาบันกษัตริย์ และสถาปนาให้ควงเองและพี่น้องปราโมชเป็นผู้นำของคณะนิยมเจ้าและของประเทศสยาม ดูเหมือนควงและพี่น้องปราโมชหวังว่า พวกเขาจะสามารถรักษาอำนาจตัวเองไว้ได้หากพระองค์เจ้าจุมภฏได้ทรงขึ้นครองราชย์ เพราะพระองค์เจ้าจุมภฏเป็นบุคคลผู้มีวุฒิภาวะ [ประสูติ 2447 - สมศักดิ์] และมีทรัพย์สมบัติไม่น้อย ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเมืองในราชสำนักเป็นเวลานาน มีผู้สนับสนุนพระองค์จำนวนมากในหมู่ชาวไทยและจีนในประเทศสยาม และทรงได้รับการผลักดันจากพระชายาผู้มีความทะเยอทะยาน ซึ่งในฐานะธิดาผู้หลักแหลมของอดีตเสนาบดีต่างประเทศของสยามผู้ชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่ง [หมายถึง มรว.พันทิพย์ ธิดาคนแรกของพระองค์เจ้าไตรทศพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัย - สมศักดิ์] ทรงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับเกมการเมืองทั้งภายในประเทศและกับต่างประเทศ

สถานการณ์ปัจจุบันถูกทำให้ปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกจากบทบาทคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสงครามผู้ให้การสนับสนุนควง และผู้ควบคุมกำลังทหารบางส่วนสำคัญไว้ด้วย การปฏิบัติแบบคอร์รัปชั่นของหลวงกาจสร้างความไม่พอใจให้กับพิบูล ซึ่งถือว่าการคอร์รัปชั่นเช่นนี้เป็นอภิสิทธิ์ของเขาเองและต้องการให้ลูกน้องอย่างหลวงกาจ ได้รับส่วนแบ่งในการโกงกินน้อยกว่าเขา ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากพิบูลเองคอร์รัปชั่นจนรวยแล้ว จึงสามารถแสดงท่าทีเป็นผู้มีคุณธรรมต่อกรณีคอร์รัปชั่นของหลวงกาจได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองทั้งในประเทศและต่อต่างชาติ

พิบูลกับปรีดีเป็นคู่ปฏิปักษ์ทางการเมืองในคณะพรรคเดียวกัน ทั้งคู่คัดค้านการรื้อฟื้นอำนาจให้สถาบันกษัตริย์พอๆกัน พวกเขาไม่มีปัญหากับกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่มีบริวารส่วนพระองค์ หมากครั้งนี้ของควงอาจทำให้พิบูลกับปรีดีหันมาคืนดีกันเพราะกลัวต่อความเป็นไปได้ [specter] ที่พระองค์เจ้าจุมภฏจะได้เป็นกษัตริย์ ควงกับพวกกำลังพยายามสร้างคณะการเมืองอีกคณะหนึ่งที่ต่างออกไปจากคณะที่แตกออกเป็นพวกปรีดีและพวกพิบูล [หมายถึงคณะราษฎ - สมศักดิ์] ควงไม่มีทางประสบความสำเร็จหากเขาได้รับการสนับสนุนเพียงจากหลวงกาจและกำลังทหารที่หลวงกาจคุม และจากพระองค์เจ้าจุมภฏและบริวารพวกนิยมเจ้า การสนับสนุนจากพิบูลเป็นสิ่งจำเป็นหากควงอยากจะมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

หากเค้าลางในขณะนี้ของการหันมาคืนดีกันระหว่างพิบูลกับปรีดียังคงมีต่อไป เราก็อาจจะได้เห็นสถานการณ์พัฒนาไปเป็นแบบเดียวกับเดือนธันวาคม 1938 เมื่อ พิบูลกับปรีดี รู้สึกว่า ต้องการอีกฝ่ายหนึ่ง และร่วมมือกันจัดต้งรัฐบาลผสมขึ้นมา


พระราชกรณียกิจครั้งสุดท้ายของรัชกาลที่ 8 ณ ทุ่งบางเขน 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489

Tuesday, June 9, 2009

"ยิ่งลักษณ์"โดดเคลียร์ลด"ระแวง"ปมอดีตกลุ่ม"เพื่อนเนวิน" 6ส.ส.พท.กาฬสินธุ์ไม่คิดย้าย "จุมพฎ"ท้าขับ

ที่มา มติชนออนไลน์

6 ส.ส.พท.กาฬสินธุ์ยังไม่คิดย้าย "ยิ่งลักษณ์" โดดเคลียร์ลด" ระแวง" ส.ส.ภาคอีสาน พท. ที่เป็นอดีตกลุ่มเพื่อนเนวินกว่า 40 คน หวั่นแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า "จุมพฎ" ท้าขับหวังเข้าทางซบภท.

"จุมพฎ"ท้าขับหวังเข้าทางซบภท.


นายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร เขต 2 พท. แถลงที่สำนักงาน ปัญจเทพทนายความ ชุมชนกกส้มโฮง เขตเทศบาลเมืองสกลนครอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ถึงสาเหตุคิดย้ายไปสังกัด ภท.โดยกล่าวอ้างว่า เนื่องจากไม่พอใจในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของ พท. เพราะผู้มีบารมีจากต่างประเทศนอกพรรค ขัดขวางการทำหน้าที่ ส.ส. เช่น ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปทำไม และก็ต้องการให้ทางพรรคขับออกจากพรรคอยู่แล้ว เพราะก่อนนี้ก็ติดต่อไปหลายพรรค กระทั่งได้พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำ ภท.


"วันนี้ผมต้องการให้พรรคเพื่อไทยขับออก แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยยินยอมที่จะเสียเงิน 11 ล้านเพื่อจัดเลือกตั้งซ่อมแทน ผมพร้อมที่จะลาออกทันที แต่ถ้าไม่ยอมจ่ายเงินในการเลือกตั้งซ่อม ก็ขอความกรุณาขับผมออกจากพรรค เพื่อที่จะได้ไปสังกัดพรรคอื่น" นายจุมพฎกล่าว พร้อมกับปฏิเสธการคิดย้ายพรรคครั้งนี้ไม่ได้ถูกซื้อตัวแต่อย่างใด


ส่วนราษฎรจากบ้านหนองไผ่นาดี ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พื้นที่ที่ ภท.ไปจัดสัมมนา กว่า 100 คน นำโดยนายเล็ง อันสุข ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 19 และนายไกรสร การุญ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 เดินทางไปรวมตัวที่สำนักงานปัญจเทพทนายความเมื่อเวลา 12.00 น.เพื่อเข้าชื่อเตรียมฟ้องร้องต่อสมาชิกพรรค พท.ที่กล่าวหา ในทำนอง ภท.จ้างชาวบ้านในพื้นที่ร่วมทำกิจกรรม

พท.ชี้ถล่ม"แม่มาร์ค" ปมถูกเบรก


นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร เขต 1 พท. กล่าวว่า สาเหตุที่นายจุมพฎไม่ได้ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เนื่องจากหัวข้ออภิปรายเกี่ยวเนื่องกับบุคคลที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่รัฐบาล คือจะอภิปรายมารดานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จัดรายการวิทยุแล้วไม่จ่ายค่าเวลา ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่ทางพรรคต้องการ คือให้อภิปรายเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง การแจกเงินใส่นามบัตรของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ จ.นคราชสีมา แต่นายจุมพฎกลับไม่อภิปราย


"การจะขับหรือไม่ขับนายจุมพฎออกจากพรรคนั้น ยังไม่มีการพูดคุยกัน แต่ตอนนี้ก็คือยังอยู่ในพรรค และคิดว่าทางพรรคคงจะไม่ขับ และนายจุมพฎก็ยังเป็นสมาชิกพรรค" นายนิยมกล่าว


6 ส.ส.พท.กาฬสินธุ์ยังไม่คิดย้าย


นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ พท. กลุ่มกาฬสินธุ์ กล่าวถึงกระแสข่าว ส.ส.กาฬสินธุ์ พท. เตรียมย้ายเข้าสังกัด ภท.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ตั้งแต่ตกเป็นฝ่ายค้าน พรรคมีปัญหาเรื่อง 2 มาตรฐาน ผู้ใหญ่ในพรรคจะดูแล ส.ส.ที่เป็นอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินคนละอย่างกับ ส.ส.คนอื่นของพรรค หรือแม้แต่กลุ่มอีสานพัฒนา อย่างล่าสุดการแบ่งโควต้าประธานกรรมาธิการ ซึ่งภาคอีสาน พท.เป็นประธานกรรมาธิการ 7 คณะ แต่ กลุ่มอีสานพัฒนาที่มีอยู่แค่ 8 คนกลับได้เป็น 5 คณะอย่างนี้เป็นธรรมหรือ หลายครั้งแกนนำพรรคมักจะพูดว่าคนที่เคยอยู่กับกลุ่มเพื่อนเนวิน แต่ไม่ได้ย้ายไป ภท. อยู่ พท. แต่ตัว ส่วนใจไม่ได้เอามา ทำให้พวก ส.ส.ไม่พอใจมาก " แม้กระทั่ง นายกฯทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ยังเคยโทร.มาด่าผมเรื่องนี้เลย แต่ผมก็ได้ชี้แจงไปว่าผมยังไม่ได้ไปไหนและยังอยู่พรรคเพื่อไทย ท่านก็เข้าใ" ส.ส.กาฬสินธุ์กล่าว


นายประเสริฐกล่าวว่า ส.ส.อีสาน ส่วนใหญ่ของ พท. เป็นอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวินทั้งนั้น จึงเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะยังสนิทสนมกับ ส.ส.ภท. "ตอนนี้ทุกคนก็ยังยืนยันว่าจะอยู่พรรคเพื่อไทยต่อไป ล่าสุด ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มกาฬสินธุ์ มีนางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ เป็นหัวหน้า พวกเรายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปอยู่พรรคภูมิใจไทย การเลือกตั้งครั้งหน้าพวกเราก็ยังน่าจะลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย หากปัญหาที่เกิดขึ้นหมดไป เราก็อยู่ต่อได้ แต่เรื่องแบบนี้ความอดทนของคนมันมีจำกัด หากพวกเราจะย้ายพรรคเราก็จะไปด้วยกันทั้งหมด 6 คน" นายประเสริฐกล่าว


"ยิ่งลักษณ์" โดดเคลียร์ลด" ระแวง"


แหล่งข่าวจากแกนนำ ส.ส.ภาคอีสาน พท.แจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรียกประชุม ส.ส.ภาคอีสาน พท. ที่เป็นอดีตกลุ่มเพื่อนเนวินกว่า 40 คน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ภายหลังปรากฏกระแสข่าวพรรคหวาดระแวง ส.ส.กลุ่มนี้ ผู้เข้าร่วมมี อาทิ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี นายปวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ และนายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด โดยกลุ่ม ส.ส.เสนอแกนนำพรรคแก้ไขเรื่องปัญหา เรื่องที่ถูกการเยาะเย้ยถากถางจากเพื่อน ส.ส.พรรคเดียวกัน และขอให้แกนนำพรรคอย่าหูเบาไปเชื่อ ส.ส.บางคนที่คอยมาฟ้องว่า ส.ส.คนนั้น คนนี้จะไปอยู่กับ ภท. แต่ต้องดูแล ส.ส.ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม อย่าให้ต้องแบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่าหากพรรคยังต้องการเดินไปด้วยกัน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ระบุว่าเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นดี และจะพยายามดูแลไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

"สุเทพ"สั่งผบ.ทบ.ลงใต้หาข้อเท็จจริงเหตุกราดยิงมัสยิดช่วงละหมาดดับ10เจ็บ12 เชื่อไม่เกี่ยวการเมือง

ที่มา มติชนออนไลน์

วางบึ้มริมถ.ยะลา-โต๊ะปาเก๊ะ ทหารชุดรปภ.ครุเจ็บ2นาย "สุเทพ"สั่ง"อนุพงษ์"ลงพื้นที่ด่วน ปัดวิจารณ์ไฟใต้บอกต้องแสดงความเห็นอย่างระวัง กอ.รมน.เผยมีปลอกเอ็ม16เกือบร้อยนัด เชื่อคนร้ายมากกว่า3 วอนอย่าเชื่อข่าวฝีมือจนท.รัฐบุกกราดยิงมัสยิดเจาะไอร้อง ขณะชาวบ้านละหมาดดับ10เจ็บ12

"สุเทพ"ปัดวิจารณ์ไฟใต้ระอุ แต่เชื่อไม่เกี่ยวการเมือง


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าวถึงกรณีคนร้ายใช้อาวุธสงคราม กราดยิงเข้าไปในมัสยิดบ้านอาปาแย หมู่ 8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขณะชาวมุสลิมกำลังทำละหมาด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 11 ราย และได้รับบาดเจ็บ 12 ราย ว่า ยังไม่ได้รายงานรายละเอียด แต่ได้กำชับให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง เพื่อระดมกำลังสืบหาเร่งข้อเท็จจริงและผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้ ตนมีกำหนดจะลงพื้นที่ในวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. นี้


นอกจากนายสุเทพ กล่าวปฏิเสธแสดงความคิดเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่า ปัญหาชายแดนใต้ต้องใช้ความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับการเมือง

เจอปลอกเอ็ม16เกือบร้อยในมัสยิด เชื่อคนร้ายมากกว่า3


เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามบุกกราดยิงเข้าใส่กลุ่มชาวบ้าน ขณะกำลังทำพิธีละหมาดภายในมัสยิดอัลกูรกอน ในพื้นที่ บ.ไอปาแย ม.8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 11 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่า เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3 คน เนื่องจากพบปลอกกระสุนเอ็ม16 ตกอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 91 ปลอก และกระสุนปืนลูกซองอีกบางส่วน นอกจากนี้ เชื่อว่าคนร้ายใช้เส้นทางเดินผ่านสวนยางก่อนเข้ามาที่มัสยิดดังกล่าว เมื่อก่อเหตุแล้วก็หลบหนีกลับเส้นทางเดิม

"สุเทพ-อนุพงษ์"ลงใต้ด่วน หลังเกิดเหตุยิงถล่มมัสยิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 08.30 น. เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากเกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ขึ้นบ่อยครั้ง เพื่อรับฟังรายละเอียดและประชุมร่วมกับฝ่ายต่างๆ เพื่อหาแนวทางรับมือการก่อเหตุ หลังเกิดเหตุคนร้ายยิงถล่มมัสยิดอัลกูรกอน ในพื้นที่ บ.ไอปาแย ม.8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 11 คน


ขณะเดียวกัน พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 (ผอ.รมน.ภ.4) เดินสายตรวจเยี่ยมเพื่อให้กำลังใจครูตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ จ.ยะลา พร้อมมอบวัตถุมงคลแก่ผู้บริหารสถานศึกษา และข้าราชการครู เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ


ส่วนกรณีคนร้ายใช้ถังแก๊สดัดแปลงทำเป็นวัตถุระเบิดนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ขณะนี้ได้ให้หน่วยกำลังในพื้นที่ได้เข้าไปตรวจสอบดูและสำรวจตามร้านจำหน่ายแก๊สทั่วไปด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ก็จะต้องรีบทำโดยด่วน


วางบึ้มบนถนนในอ.รามัน ทหารชุดรปภ.ครูเจ็บ2


วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดยะลา เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดไว้บนถนนสายยะลา-โต๊ะปาเก๊ะ บริเวณ ม.13 บ.ปรามะ ต.วังพญา อ.รามัน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทหารชุดรักษาความปลอดภัยครู ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ขณะนี้หน่วยกู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์ยะลาแล้ว


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคง ระบุว่า สถานการณ์รุนแรงในภาคใต้ขณะนี้ เป็นผลมาจากแกนนำคนสำคัญระดับคุมกองกำลังได้ประชุมร่วมกันที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย แบ่งสายงานในการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ เช่น ให้นายสะแปอิง ปาซอ ก่อเหตุในพื้นที่ อ.รามัน และ อ.บันนังสตา ส่วนนายอิสมาแอ ระยะหลง หรือ อุซตาสโซ๊ะ ให้คุมกองกำลังและก่อเหตุในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา และอำเภอใกล้เคียง

กอ.รมน.วอนอย่าเชื่อข่าวป่วนใต้ใส่ร้ายจนท.ถล่มมัสยิด

พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวเมื่อวันที่ 9 มิ.ยในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง3 ถึงเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามบุกกราดยิงเข้าใส่กลุ่มชาวบ้าน ขณะกำลังทำพิธีละหมาดภายในมัสยิดอัลกูรกอน ในพื้นที่ บ.ไอปาแย ม.8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 11 คน ว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกเสียใจกับญาติพี่น้องผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บกับเหตุการณ์ครั้งนี้ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พยายามทุ่มเทติดตามจับกุมผู้กระทำผิดออกมาให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ประชาชนให้ความสนใจเจ้าหน้าที่จะเร่งทำงานอย่างเต็ม ซึ่งขณะนี้เริ่มมีประชาชนได้รับข่าวลือ เป็นเจตนารมณ์ค่อนข้างใส่ร้ายว่าการกระทำดังกล่าวเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เรื่องนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งทำความกระจ่างให้ปรากฎ ตราบใดความจริงไม่เกิดก็ยืนยันไม่ได้


"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอ่อนไหวมาก ตอนนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าคนร้ายเป็นกลุ่มใด จากการประมวลภาพรวมแล้วคนร้ายที่ก่อเหตุมุ่งให้เกิดความแตกแยกคือ ใส่ร้ายว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยพุทธ และมุสลิม จึงอยากกราบเรียนพี่น้องประชาชนว่าอย่าไปหลงเชื่อตกเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวลือ" พ.อ.ปริญญา กล่าว


ตร.ระดมกำลังตามล่าตัวมือยิงถล่มมัสยิดเจาะไอร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เมื่อเช้ามืดวันที่ 9 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 31 สนธิกำลังพร้อมสุนัขสงครามติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้าย ซึ่งก่อเหตุบุกใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงเข้าไปในมัสยิดบ้านไอร์ปาแย อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ทำให้ชาวบ้านที่กำลังละหมาดกันอยู่ข้างในเสียชีวิต 11 คน ตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี ทั้งในพื้นที่บ้านไอปาเซและเขตรอยต่อ โดยระบุถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า กลุ่มคนร้ายประสงค์ที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมในพื้นที่ให้เกิดความขัดแย้งกันมากขึ้น

ป่วนใต้ใช้อาวุธสงครามกราดยิงมัสยิด ดับ10เจ็บ12


ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 8 มิ.ย. เกิดเหตุสลด เมื่อคนร้ายไม่ทราบกลุ่มบุกใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงเข้าไปในมัสยิดบ้านไอร์ปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เบื้องต้นทำให้ชาวบ้านที่กำลังละหมาดกันอยู่ข้างในเสียชีวิต 10 คน บาดเจ็บ 12 คน ต่อมา พ.ต.อ.พีระพล ณ พัทลุง ผกก.สภ.เจาะไอร้องรับแจ้งเหตุ จึงประสานกำลังทหารเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป

ข่าวดีกับข่าวร้าย

ที่มา เดลินิวส์

ก่อนนี้ ข้าราชการถูกมองว่าล้าหลัง เช้าชามเย็นชาม คอร์รัปชั่น ไม่รู้กี่โต๊ะต่อกี่โต๊ะ กว่าจะผ่านเรื่องการขออนุมัติแต่ละอย่างได้ แต่ ผลสำรวจ บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือ เพิร์ก ที่ทรงอิทธิพล ล่าสุดพบว่า ระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพในการทำงานอยู่อันดับ 3 ของเอเชีย

ชนะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ด้วยซ้ำ เป็นรองก็แค่ สิงคโปร์กับฮ่องกง เท่านั้น ออกมาอย่างนี้ ข้าราชการไทยคงปลื้ม และมีขวัญกำลังใจอีกโข ประเทศชาติก็ได้หน้าไปด้วย

ขณะที่ผลสำรวจของกลุ่มวิชั่น ออฟ ฮิวแมนนิตี้ (Vision of Humanity) เปิดเผยดัชนีสันติภาพโลกปี ค.ศ. 2009 พบว่าชาติที่มีสันติภาพมากที่สุด 5 อันดับแรกจาก 144 ชาติ ได้แก่ นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ออสเตรีย มี ญี่ปุ่นติดอันดับ 7

ส่วนชาติที่สงบสุข 5 อันดับท้าย ๆ ได้แก่ ซูดาน อิสราเอล โซมาเลีย อัฟกา นิสถาน และ อิรัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแดนสู้รบ ขณะที่ไทย อยู่ที่ 118 จาก 144 ชาติ มี พม่า อยู่อันดับ 126 ผลอย่างนี้น่าเป็น ข่าวร้าย ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว และ การลงทุนไม่น้อย

มาดูข่าวดีก่อน การที่ระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนติดอันดับ “ท็อปไฟว์” เอเชีย ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้ก.พ.ยุคคุณหญิง ทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นเลขาธิการ มีการปรับโครงสร้างราชการ ทั้งเรื่องซี เรื่องตำแหน่ง ระบบการทำงาน

รวมทั้งที่ต้องยอมรับ จะดี จะชั่ว รัฐบาลแม้วยุคแรก ที่เสถียรภาพแข็งปั๊ก ก็ ได้นำระบบบริหารจัดการแบบเอกชนที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ มาใช้กับงานราชการ เช่น มี ผู้ว่าราชการซีอีโอ มีการให้โบนัสคนเก่งในระบบราชการ มีทีมไทยแลนด์ มีการใช้เทคโน โลยีใหม่ ๆ เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน

การทูตเพื่อประชาชนยุค ดร.สุรเกียรติ์เสถียรไทย ที่นอกจากโดดเด่นด้านการต่างประเทศในเวทีโลกแล้ว คนทั่วไปสัมผัสได้ คือการทำพาสปอร์ต สมัยก่อนจะทำแต่ละที ต้องเสียเงินให้หน้าม้า รอนานเป็นเดือน พอยกเครื่องใหม่ ไม่ถึง 7 วัน ก็รับพาสปอร์ตได้

ข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศ ทำงานจนตีหนึ่ง ตีสอง แทบทุกวัน เพื่อเตรียมข้อมูลสนองนโยบายรัฐมนตรีพาณิชย์ เสาร์- อาทิตย์ แทบไม่มีวันหยุด

นี่คือ คุณูปการ ที่รัฐบาลทักษิณ ทิ้งไว้จนบัดนี้

แต่ตอนนี้การเมืองอ่อนแอมาก หลัง วงจรอุบาทว์ 19 ก.ย. 49 มีการฟื้นระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ให้เข้มแข็งใหม่ ซึ่งโดยธรรมชาติ คือระบบ “อำนาจนิยม” ที่มองประชาชนเป็นแค่ผู้ถูกปกครอง ประสิทธิภาพระบบราชการไทยจะยังดีต่อเนื่องได้แค่ไหน ยังต้องติดตาม

ส่วนข่าวร้าย ไทยเกือบติดอันดับบ๊วย เรื่องความสงบสุข ที่จริงไม่ต้องให้ใครมาจัดอันดับหรอก คนไทยก็สัมผัสได้ด้วยตัวเองอยู่แล้วว่า จากสยามเมืองยิ้ม เป็นยิ้มไม่ออก และเกือบกลายเป็นพวกประสาทรับประทาน

เป็นบ้านป่า เมืองเถื่อน ที่ใครจะยึดถนนทำรัฐอิสระ ยึด ทำเนียบฯ ยึดสนามบิน บุกสภา ทำได้ตามใจชอบ เพราะเป็นม็อบมีเส้น ขณะที่ม็อบอื่น ๆ ถูกดำเนินคดีรวดเร็วทันใจ แต่ม็อบมีเส้น ยังลอยนวล !!!

เพราะเป็นผู้มีพระคุณของรัฐบาล

ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง (เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ใช้วัดความสงบสุขของประเทศ) มีต้นตอมาจาก คมช.ที่ใช้รถถังล้ม ล้างรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา จนนำประเทศเข้าสู่วังวนของวิกฤติดังที่เป็นอยู่นี่แหละ.

ดาวประกายพรึก