WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 11, 2009

ช่อง 7 เปลี๊ยนไป๋!

ที่มา บางกอกทูเดย์

โทรทัศน์เป็นเครื่องมือสื่อสารทางภาพที่มีอิทธิพลต่อมวลชนสูงสุด และสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งแม้แต่อำนาจรัฐทั้งหมดก็ล้มล้างการแพร่ระบาดความเลวร้ายในสังคมมนุษย์ได้ไม่เท่าโทรทัศน์รู้ทั้งรู้ แต่เราก็ยอมให้โทรทัศน์กลายเป็นเครื่องมือมอมเมาความอิจฉาริษยา ความอาฆาตมาดร้าย ความไร้สาระไร้เหตุผลโดยเฉพาะในหนังในละครที่ยิ่งกว่า “น้ำเน่า” ได้อยู่ทุกวี่วันโทรทัศน์มีอำนาจล้นฟ้ายิ่งกว่าคณะปฏิวัติชุดใดๆ เมื่อสามารถปฏิวัติสังคมไทยให้ไปสู่พฤติกรรมสังคมลักเพศ และยัดเยียดให้หญิงเบี่ยงเบนเป็นชาย ชายกลายเป็นหญิงกันเกลื่อนเมืองแถมโทรทัศน์ยังยุยงสังคมให้ฝักใฝ่ความเป็นกะเทยและเกย์อย่างเลือดเย็นโดยไม่มีหน่วยงานรัฐหรือแม้แต่ผู้บริหารประเทศใส่ใจไประงับยับยั้งได้ผิดกันตรงไหนกับการระบาดของมะเร็งหรือโรคหวัดเม็กซิโกที่เป็นเชื้อร้ายพันธุ์ใหม่เยี่ยงฆาตกร เข้ามาทำลายสังคมไทยอย่างเกรียวกราวและเงียบเชียบระคนกันไม่อยากพูดแต่ก็ต้องถลกเปลือกให้เห็นว่า การกำกับการแสดงหนังละครของไทยทั้งระบบ ถูกครอบงำด้วยขบวนการตุ๊ด แต๋ว เลสเบี้ยน และเกย์ไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วไม่มีใครรู้หรอกว่า สังคมไทยจะอ่อนแอ ง่อยเปลี้ยเสียศูนย์ขนาดไหนในอนาคต?ที่พูดนี่ไม่ต้องการให้สังคมตุ๊ดแต๋วทั้งหลายมาตอบโต้ว่า พวกเขาชั่วร้ายหรือเป็นขโมยขโจร หรือขอทานใครกินเนื่องเพราะมันคนละประเด็นกับความมั่นคงของเพศชายจริงหญิงแท้ที่ธรรมชาติให้มาอย่างสมบูรณ์ที่สุด ดีกว่าเพศที่เสแสร้งแต่งเติมขึ้นมาใหม่ท่ามกลางความเป็นห่วงเครื่องมือสื่อสารอย่างโทรทัศน์ ที่ปล่อยเชื้อน้ำเน่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พลันก็ได้เห็นบทบาทและรายการที่“เปลี๊ยนไป๋” ของโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโทรทัศน์ซึ่งหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีวันเปลี่ยน“กฎเหล็ก” เพื่อลดละครน้ำเน่า อิจฉาริษยา อาฆาตมาดร้าย“ทำลายจิตใต้สำนึก” ของทุกครอบครัว เฉพาะอย่างยิ่ง

“ครอบครัวรากแก้ว-รากหญ้า” ของคนไทย ที่ยังไม่สามารถใช้สติปัญญาไตร่ตรองความดีชั่วให้ตัวเองได้ช่อง 7 สี พลิกบทบาท แล้วเพิ่มรายการ “7 สีปันรักให้โลก”โดยนำภาพยนตร์ “HOME เปิดหน้าต่างโลก” ออกมานำเสนอให้คนดูได้ศึกษาและเข้าใจธรรมชาติของโลกที่แสนจะร่มเย็นเขียวขจีมีความสุขและควรปกปักรักษา แต่กำลังถูกมนุษย์ทำลายล้างอย่างน่าตกใจบรรยากาศโลกกำลังทวีความร้อน ถูกมนุษย์โค่นไม้ทำลายทรัพยากรอย่างเห็นแก่ตัวแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่ละลายไปกว่า 40% ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยคนตายเพราะน้ำสกปรกวันละ 5,000 คน พืช 50% ของโลกถูกผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทะเล 3 ใน 4 ของพื้นที่ประมง ปลาถูกจับสูญหายไปทั้งแถบ อุณหภูมิที่ร่มเย็นของสัตว์โลกและมนุษย์กลับร้อนสูงมากใน 15 ปีหลังมนุษย์ 200 ล้านคน กำลังอพยพหนีธรรมชาติที่ถูกมนุษย์ด้วยกันทำลายป่าถูกทำลายไปแล้วครึ่งโลก คำถาม คือ เหลือป่าอีกครึ่งโลกเราจะรักษามันอย่างไร?เป็นภาพยนตร์ที่ด่าเมืองไทยทางอ้อม เพราะมีไทยอยู่ประเทศหนึ่งซึ่งเป็นตัวการทำลายล้างธรรมชาติอย่างหนัก แต่คนไทยมีสำนึกคิดจะปกปักรักษาหรือเพิ่มความสมบูรณ์ของธรรมชาติได้หรือไม่ยังไม่มีใครให้คำตอบได้แต่หากโทรทัศน์สีช่อง 7 สามารถ “หักมุม” เพิ่มเวลาเปลี่ยนแนวคิดนำเสนอให้ครอบครัวคนไทยเข้าใจและเข้าถึงโลกมากขึ้น แล้วลด “น้ำเน่า” ลงได้บ้างแล้วน่าจะเป็นนิมิตและจิตสำนึกของการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์สังคมไทยดีกว่าวิสัยทัศน์เชิงการบริหารของรัฐบาลเป็นไหนๆไม่ใช่หรือ??? ■

ต้นหญ้ากับต้นข้าว

ที่มา บางกอกทูเดย์

99 วัน ทำได้จริง!11 มิถุนายน 2552...กับช่วงเวลาที่ผ่านไปเกือบจะ180 วัน ภายใต้การบริหารและการจัดการของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”คำกล่าวของบุรุษซึ่งเป็น “ผู้นำ” ที่ว่า “รัฐบาลมาถูกทางแล้ว” แต่วันนี้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศกลับยังคง “เดินหลงทาง”ดังนั้น...คำกล่าวของ “ผู้นำประเทศ” ควรหมายความถึงอะไร??เป็นคนส่วนใหญ่ที่รอด หรือคนส่วนน้อยที่รอดพวกเขาทำอะไรให้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันไปบ้าง??ตกลงจะมีการ “ต่ออายุ” จากคำมั่นที่เคยสัญญาให้ไว้ออกไปอีกหรือไม่!ไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม...เพราะคงได้รับ “คำตอบ”ยืนยัน “ถึงเอ็งไม่ให้ข้าอยู่..แต่ยังไงข้าก็จะปักหลักอยู่”เรื่องนี้ดูแล้ว “สอดคล้อง” กับการเข้ามาทำงานกันเป็น “ทีมเวิร์ก” ซึ่งต่างมีการรับลูกและชงลูกให้กันตลอด

ไม่มีใครรู้สึก “สะดุ้งสะเทือน” กับเหตุการณ์วิปริตอาเพศในบ้านเมืองเวลานี้หากรัฐบาลไม่สามารถ “แบ่งสมอง” แยกแยะให้ออกว่า...สิ่งไหนควรทำ สิ่งไหนไม่ควรทำ สิ่งไหนมาก่อนสิ่งไหนมาหลังเท่ากับว่า “ประเทศชาติ” กำลังเอาคน “ไม่สมประกอบ” มาบริหารงานใหญ่...ซึ่งขนาดประชาชนส่วนใหญ่เขายัง “คิดอ่าน” กันเป็นเพียงแต่ประเทศชาติยามนี้ ยังคง “ขาดผู้นำ”ที่มีภาวะผู้นำจริงๆ ซึ่งต้องเป็นคนจริง...มีบุคลิก...มีกึ๋นในเมื่อระหว่าง “การกินดีอยู่ดี” ของประชาชนกับการไล่ล่าตัวทักษิณ...การหยั่งเชิงดูเนวิน รวมถึงการไปจุ้นเรื่องการเมืองต่างประเทศยังไม่มีใคร “คิดออก” ว่า สิ่งใดสำคัญควรมาเป็น “อันดับหนึ่ง” ซึ่งคงไม่มีอะไรต้องบอกกล่าวกันอีกแล้ว...แต่ก็เป็น “เรื่องจริง” เพราะคนบางคนเจอมาแล้วกับตัว...เป็นถึงบุคคลระดับ “เศรษฐี” ร่ำรวยมาจากการ “ค้าข้าว”แต่บุคคลท่านนี้ยังแยกแยะไม่ออกว่า “ต้นหญ้า”กับ “ต้นข้าว” นั้น แตกต่างกันอย่างไร?เหมือนเช่น รัฐมนตรี ส.ว. และ ส.ส. บางคนที่จมปลักอยู่กับชิ้นงานที่ตนทำ...แต่จ้องจะหาเงิน“เข้ากระเป๋า” เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่รู้ว่างานตรงนั้นคืออะไร??สำหรับ “เศรษฐี” ท่านนั้น...ผมขอถือโอกาสชี้แนะให้เกิดความคิดว่า...“ต้นข้าว” นั้นมีไว้ให้คนกิน...ส่วน “ต้นหญ้า” มีไว้ให้วัวควายกินหรือว่า..ใครเคยกินมาแล้วทั้ง 2 อย่าง...ช่วยกระซิบบอกหน่อย “รสชาติ” เป็นยังไง?!? ■

นรกใต้-รายได้นักรบ (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์

นายกฯ เต้นเร่งล่าตัว..ถล่ม 10 ศพ ผบ.ทบ.บินด่วนใกล้พันศพเข้าไปทุกวัน สำหรับข้าราชการทหารและพลเรือน และที่ตายมากกว่า คือ ประชาชนคนไทย..ในสงครามใต้..สงครามที่ไม่มีวันเลิกราตราบใดที่ยังใช้เอ็ม 16 กับชุดสนาม..สงครามนี้จะเป็นได้แค่ 2 แนวทาง..ทำสงครามปกครองให้เต็มรูปแบบ..ทำพื้นที่สงครามให้เป็นอาณานิคมแห่งแรกของประเทศไทยหรือ..ปลดปล่อยเขาไปให้เป็นประเทศใหม่ศาสนาที่แตกต่างกันระหว่างชุดพราง-เอ็ม 16กับ..ประชาชนที่เป็นอิสลามนั้น..นับวันยิ่งจะแยกให้เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน นับวันยิ่งจะเข้าทางของ “ผู้ไม่ประสงค์ดี” ที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังนับวันแต่จะสร้างกองกำลังของพวกเขาให้ยิ่งใหญ่ใช้กันไปแล้วเป็นแสนล้าน..ถามว่า..เราได้สงครามที่เล็กลงหรือใหญ่ขึ้น..กี่แม่ทัพกี่ผู้บัญชาการที่..ล้มเหลวในการทำสงครามแต่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มงบประมาณสงครามคืองานของนักรบบางประโยคของคำเก่า..ว่าไว้..งานคือเงินเงินคืองาน บันดาลสุข..เราถึงมีข่าวเล่ามาจากย่านขายเพชร..โรงแรมเพนนินซูลา..ว่า เพชรเม็ดงามราคากว่า 30ล้านบาท..ถูกจับจองเป็นเจ้าของโดยภริยานักรบแห่งเดือนกันยายน..ท่านหนึ่งเงินแสนล้านที่จับจ่ายไปแล้วกับอีก 14,000ล้าน ที่กำลังจะปล่อยลงไป ไม่นับเงินที่เป็นรูปแบบประจำในแต่ละปีงบประมาณหากนำมันมาซื้อที่ดินทีละแปลงจากประชาชนใน 3 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่สงคราม..สงครามจะเลิกไปแล้วก็ได้..เพราะไม่มีคนไทยมุสลิมอยู่ที่นั่น..แต่ถึงวันนี้..แผ่นดินมันถูกแบ่ง..กลางวันเป็นของทหาร ส่วนกลางคืนเป็นของคู่ต่อสู้เรา..คนไทยทั้งชาติ..ปรารถนาจะเห็นอย่างที่เคยเป็น..คือ อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันระหว่างคนไทยหลายศาสนา..แต่..เราจะได้มันมาเมื่อไหร่..หรือจะเสียมันไปอย่างถาวรเมื่อไหร่กองทัพไม่เคยให้คำตอบกับคนไทย..แล้วเป็นความจริง..ผู้บัญชาการทหารบก..กี่คนแล้วที่รับปากแล้วเกษียณอายุไป..ในขณะที่สงครามคงอยู่และเติบใหญ่ขึ้น..ไม่เคยพัฒนาวิธีการ..ไม่มีการสร้างหลักสูตร..ในโรงเรียนนายร้อย..สำหรับนายทหารสัญญาบัตรรุ่นใหม่..ว่ากันใหม่ตอนหน้า ■

‘เริ่มและจบ’ ตรงคำว่า ‘ไม่’!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่พร้อม..ไม่ว่าง..ไม่มีเงิน..วลี “3 ไม่” ที่ “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จำกัดความไว้สำหรับรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เป็นคำกล่าวเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา...คล้อยหลังจากนั้นไม่กี่วัน “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ออกมาตอบโต้ในลักษณะชี้แจง“รัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมบริหารประเทศ และเน้นย้ำให้พรรคร่วมทุกพรรคมุ่งมั่นและตั้งใจแก้ปัญหาวิกฤติด้านต่างๆของประเทศ ที่ค้างคามาตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนส่วนปัญหาโครงการต่างๆ รวมถึงการกู้เงิน รัฐบาลจะชี้แจงให้ทุกฝ่ายรับทราบในการประชุมรัฐสภาสัปดาห์หน้า”“รมต.สาทิตย์” ยังถือโอกาสเล่าความคืบหน้าของคณะกรรมการติดตามรวบรวมข้อมูลของหน่วยงานและกระทรวงต่างๆในรอบ 6 เดือนของรัฐบาล“จะเน้นการทำงานในส่วนนโยบายเร่งด่วน อาทิ ปัญหาการแก้วิกฤติเศรษฐกิจพื้นฐาน การแก้ปัญหาการตกงาน นโยบายโครงการที่ต้องดำเนินการตามงบประมาณรายจ่ายกลางปีจำนวน 36 โครงการ ข้อมูลทั้งหมดจะรวบรวมภายใน 18 มิ.ย.นี้จากนั้นจะเผยแพร่ให้ทุกกระทรวงชี้แจงให้ประชาชนทราบหากมีข้อสงสัยและจากนี้ไปนายกฯ จะลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยสุดสัปดาห์นี้นายกฯ จะดำเนินรายการ “เชื่อมั่น ประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ในต่างจังหวัด”เป็นความคืบหน้า..ที่ยังไม่เห็นความคืบหน้า..ถึงช่วงนี้จึงขอขยายความ “3 ไม่” ของ “หมอเลี้ยบ” อีกสักรอบ!!ไม่พร้อม..คือ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เตรียมการในการจะมาบริหารประเทศ เพราะถ้ารู้ว่าจะมีวันนี้ นายกรัฐมนตรีคงจะระมัดระวังคำพูดของตัวเองมากกว่าที่เป็นอยู่ และอาจจะเตรียมแผนการกู้เศรษฐกิจของประเทศดีกว่านี้ไม่ว่าง..คือ รัฐบาลมีงานเยอะ ล้นมือและยังแก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภาคใต้ ปัญหาการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นเอสเอ็มอีหรือโอท็อปที่กำลังพูดคุยกัน

อยู่น่าจะอยู่ลำดับท้ายๆ เราไม่ควรจะหวังพึ่งจากรัฐบาล ขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นๆ อย่างการท่องเที่ยวหรือการส่งออกยังไม่มีเวลาทุ่มเทให้มากพอไม่มีเงิน..คือ สิ่งที่สืบเนื่องมาจากข้อที่ 1 และ 2 เงินหมุนเวียนรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลได้น้อยมากจึงต้องกู้เงินเพราะไม่มีเงินมากพอ เป็นการกู้เงินเพื่อเอาหน้ารอด แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการกู้เพื่อการลงทุน ยังหวังไม่ได้ว่าจะช่วยให้ข้ามพ้นปัญหาเศรษฐกิจนี้ไปได้เป็นธรรมดาที่การอยู่นอกกรอบนอกเกม ทำให้มองเห็นอะไรต่อมิอะไรได้มากกว่า “ผู้เล่น”ถ้าจะพิจารณา “คำตอบ(โต้)” ที่รัฐบาลชี้แจงผ่าน “รมต.สาทิตย์” โดยละเอียด จะเห็นว่า..รัฐบาลพร้อม..ถ้า..พรรคร่วมรัฐบาลให้ความร่วมมือรัฐบาลว่าง..ถ้า..ได้ความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐบาลมีเงิน(แล้ว)...เพราะกำลังจะได้กู้เงิน.. ถ้า..พรรคร่วมฯร่วมมือโดยสรุปการจะเปลี่ยน “3 ไม่” ให้เป็น “3 ได้” ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจาก “พรรคร่วมรัฐบาล” ทั้งสิ้น!!แต่เมื่อ “ทางออก” ดูเหมือน “ทางตัน”เพราะ “ตัวแปร”.. คือ พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่คำตอบแต่กลับเป็นคำถาม..ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่สามารถคอนโทรล “พรรคร่วมฯ” ได้ตามความต้องการแม้แต่น้อยตรงกันข้าม ความต้องการของพรรคร่วมฯ กลับเป็นสิ่งที่รัฐบาล(จำยอม)ต้องมอบให้!!ยังไม่นับว่าแต่ละโครงการได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับรัฐบาล..มากมายไม่จบสิ้นอันที่จริง..“หมอเลี้ยบ” พูดไว้อีกนิดว่า..ไม่เชื่อรัฐบาลที่บอกว่า“เศรษฐกิจจะฟื้นแล้ว” เพราะรัฐบาลเองยัง “เอาตัวไม่รอด”หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียง..ไม่รอด..ไปต่อ..ไม่ได้..สุดท้ายก็คือ “ไม่มีใครเอา”..!! ■

ไฟใต้เกินบานปลาย!

ที่มา บางกอกทูเดย์

200 ปีมาแล้ว...ที่ต้นเหตุแห่งความขัดแย้ง “รุนแรง” บริเวณพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้...ยังคงเหน็ดเหนื่อยกับการระดมสมองแก้ไขปัญหายุทธวิธี และ ยุทธศาสตร์ ที่ใช้แก้ไขนั้น...ทำกันได้ผลจริงหรือ?ทำไมเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ “ภาคใต้” จึงกลับมารุนแรงอีกครั้ง...โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.52 ที่ อ.เจาะไอร้องจ.นราธิวาส ได้สร้างความ สลด และ หดหู่ ให้กับคนไทยทั้งประเทศโจรอำมหิต...จิตใจแข็งกระด้าง ได้กราดยิงเข้าใส่มัสยิด“ไอร์ปาแย” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พี่น้องชาวมุสลิมส่วนหนึ่งกำลัง“ทำละหมาด” ตามหลักปฏิบัติของศาสนา11 ศพ...กับชีวิตที่ต้องสูญเสียไปของ “ผู้บริสุทธิ์” อีกทั้งยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมากผู้มีหน้าที่ “รับผิดชอบ” ภายใต้การนำของรัฐบาล “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ” ทั้ง ผบ.ทบ. “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รวมถึงรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคง “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ต่างวิ่งวุ่น...นั่งกันไม่ติด!“นายกฯ อภิสิทธิ์” ออกมากล่าว “คลี่คลายสถานการณ์”ว่า จะไม่ใช้ความรุนแรงกับ “ผู้ก่อการร้าย”ซึ่งมองแล้วเป็นเรื่องดี...ถือเป็นการ “เอาน้ำเย็น” เข้าลูบการที่ประกาศออกไปอย่างนั้น...นายกฯ อภิสิทธิ์ หวังผลให้ภายในพื้นที่เกิดเหตุเย็นลง แต่ในความเป็นจริงมัก “ตรงกันข้าม”ดูอย่างสมัย “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ชูนโยบายสร้างความปรองดองให้แก่คนไทย ภายใต้หลักคิด “ความสมานฉันท์”มีทั้งการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการดำเนินการที่ชัดเจน...แต่ผลสรุปก็ “ไม่เวิร์ก”

เพราะยังมีคน บางกลุ่มบางพวก ที่ไม่ต้องการ ความสมานฉันท์แต่จะด้วยเพราะเหตุผลประการใด...สิ่งที่คนเหล่านี้ได้กระทำ ก็สร้างความ “เจ็บปวด” ให้กับประเทศชาติของเรามามากคนเหล่านี้ต้องการจะ “รบ” ขั้นเด็ดขาด...ซึ่งเป็นความเด็ดขาดที่ดู “รุนแรง” ขึ้นทุกขณะ“พล.อ.กิตติ รัตนฉายา” อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ศึกษาและคลุกคลีกับปัญหาภาคใต้มานาน...ยืนยันว่า “ในอดีตไม่เคยเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้”มันหนักข้อขึ้นทุกวันโดยเฉพาะความเจ็บปวดที่ต้องเห็น “พี่น้องคนไทย”ผู้บริสุทธิ์...มาล้มหายตายจากด้วย “น้ำมือ” ของผู้ที่ล้มเหลวทางความคิดซึ่งเป็นเรื่องที่ “โจษขาน” ว่า...เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นฝีมือของ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนโดยมีผู้บงการและให้การสนับสนุนจากนอกประเทศเป็นกลุ่มคนที่ฝังตัวอยู่ “กระจัดกระจาย” ทั้งประเทศเพื่อนบ้านตอนใต้ ประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงยุโรป“พล.อ.กิตติ” กล้าพูดความจริงถึงตัว “กลุ่มผู้บงการ”ที่ต้องการสร้างความแตกแยกให้ขยายผลทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้พัฒนาไปสู่สงครามศาสนาถึงขั้นที่ “กองทัพ” หรือ “รัฐบาลไทย” ไม่สามารถควบคุมจนเปิดทางให้ องค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น อ้างหลักสิทธิมนุษยชนเข้ามาดูแลเรื่องนี้เราใน “ฐานะคนไทย” ไม่นั่งคิดและไม่วิตกคงไม่ได้แล้ว!เพราะมันจะเป็นเชื้อไฟ “ลุกลาม” ใหญ่โต...กลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ด้วยวิธีการก่อการร้ายที่มีประสิทธิภาพ

เฉกเช่นเดียวกับ “วินาศกรรม 11 ก.ย.2544”เหตุการณ์ตึก “เวิลด์เทรด” ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในขุนเขาแห่งแท่งคอนกรีต ถูก “เครื่องบิน” ที่ควบคุมโดย “ผู้ก่อการร้าย” ขับพุ่งชนคนทั่วโลกรู้สึก “อกสั่นขวัญแขวน” และไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า เหตุการณ์ที่ได้ดูได้เห็นแต่ใน “ภาพยนตร์” จะเกิดขึ้นเป็น“เรื่องจริง”แต่มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ กับการ “ก่อการร้าย” ทั่วโลก...ซึ่ง “ประเทศไทย” ก็ถือเป็นหนึ่งใน “ยุทธศาสตร์” แผ่นดินที่คนเหล่านั้น คิดทำลาย และ ครอบครองโดยเฉพาะสิ่งที่ “บางกอกทูเดย์” กำลังวิตกกังวลอย่างมากในเวลานี้ คือ ผลแห่งการกระทำครั้งนี้...สรุปแล้วจะไปตกอยู่ที่บุคคลใดประชาชน “ชาวมุสลิม” เขาจะคิดว่า...ใครกัน?? ที่ทำกับพวกเขาด้วยความ “โหดร้ายทารุณ” เช่นนี้สงครามศาสนา...มิใช่หรือ?? ที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีเหล่านี้ต้องการให้เกิดขึ้น!ดังนั้น...จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งต้องระวังเกี่ยวกับ “ข่าวมือที่สาม”ซึ่งผู้ก่อการร้ายต้องการ “มุ่งมาดหวังผล”เพราะหากเกิดความ “เข้าใจผิด” เรื่องราวจะยิ่ง “บานปลาย”กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างคนไทยด้วยกันเองแม้ทางรัฐบาลจะพยายามระดม “สรรพกำลัง” กันอย่างเต็มที่ทั้งทุ่มงบประมาณรวมถึงทุ่มเทมันสมอง เพื่อดึง “ความสงบสุข” ให้กลับคืนสู่มาตุภูมิ ผืนแผ่นดินไทยแต่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ “แก้ไขยาก” เพราะต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้...หากพลาดพลั้งอาจเป็นผลนำไปสู่ “ความรุนแรง” อันไม่พึงปรารถนาเหมือนอย่างเช่น...เหตุการณ์ที่ อ.เจาะไอร้อง ครั้งนี้...ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ว่า เมื่อไหร่? มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งคนไทยทุกคนทั่วทุกภูมิภาคได้แต่ “นั่งภาวนา” ให้เกิดความ

สงบขึ้นในเร็ววันวันนี้ทำให้นึกถึงโครงการของอดีตนายกฯ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ร่วมกับ “อ.วันนอร์” วันมูหะมัดนอร์ มะทาขึ้นมาอีกครั้ง“ฮารับ ปันบารู” แปลว่า “ความหวังใหม่”เปรียบเสมือนเป็นความหวังของคนใต้...เมื่อสักวันหนึ่งพวกเขาจะสามารถมีชีวิตที่เป็นสุขและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ...เหมือนกับคนไทยในภาคอื่นๆ“ด้ามขวานทอง” แห่งนี้...ไม่มีแบ่งสี ไม่มีแบ่งแยกศาสนาและไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ...ทุกคนอยู่ด้วยความเท่าเทียม ด้วยมิตรไมตรีที่เสมอภาค“การก่อการร้าย” มีเป้าหมายอยู่เพียงประการเดียว คือการสังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยนำผลแห่ง “ความตาย”มาเป็น “ผลพลอยได้”การสร้างความหวาดหวั่นและความหวาดกลัว...เป็นสิ่งที่บุคคลเหล่านี้ ถนัด และมีความ ชำนาญ เป็นอย่างยิ่งมหากาพย์ 200 ปีแห่งปัญหา...มาวันนี้มันถึงจุด “เกินบานปลาย” ที่ผู้มีอำนาจรัฐรวมถึงประชาชนคนไทย ต้องร่วมมือกันต่อสู้กับ “ความหวาดกลัว”ขอชื่นชม “สุเทพ เทือกสุบรรณ” กับ “พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา” ในการลงไปช่วยดูแลแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ในช่วงที่พบเจอกับ “ช่วงวิกฤติ” อีกครั้ง“คุณสุเทพ” ไม่ต้องพูดถึง...เป็นคนถิ่นใต้ตั้งแต่กำเนิด ย่อมมีความรักในผืนแผ่นดินเกิดยิ่งกว่าใครๆส่วน “พล.อ.อนุพงษ์” ก็ยังไม่สายในการแสดงออกถึงความเป็นผู้นำ กองทัพ...ท่านจำเป็นต้องเรียกศรัทธาประชาชนกลับคืนมา“ความกลัวทำให้เสื่อม” เราไปกลัวมัน...แล้วใครจะมาเกรงกลัวเคารพเรา! ■

แฮรี่ นิโคไลดส์ : กล้วยที่แพงที่สุดในประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษและเนรเทศออกจากประเทศไทย จากความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แฮรี่ นิโคไลดส์ เขียนถึงบรรยากาศภายในคุกและกระบวนการยุติธรรมไทย ผ่านเรื่องราวของนักโทษคนหนึ่งที่เขาได้พบระหว่างที่อยู่ในเรือนจำคลองเปรม พร้อมภาพแสดงความเป็นอยู่ในเรือนจำไทย

บุคคลที่แฮรี่อ้างอิงถึงคือ เบนาม โมอาฟี นักโทษชาวสวีเดน เชื้อสายอิหร่าน ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 22 ปีด้วยข้อหากรรโชกทรัพย์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ในชั้นอุทธรณ์ แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพที่นักโทษผู้นี้ได้พบเจอในคุกของไทย คือเรื่องราวที่แฮรี่ นำเสนอออกมาเป็นงานชิ้นแรกเกี่ยวกับประเทศไทยหลังจากเขาที่เขาถูกเนรเทศออกไป

กรณีของ เบนาม โมอาฟี นักโทษเชื้อสายอิหร่าน-สวีดิช เป็นกรณีที่องค์กร “Fair Trial International” กำลังรณรงค์เพื่อให้เขาได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมไทย http://www.fairtrials.net/index.php/cases/spotlight/benny_benham_jantharakul/

นายวรสิทธิ์ พิริยะวิบูลย์ ทนายความของเบนาม กล่าวกับประชาไทว่า เบนามพยายามเรียกร้องสิทธิของผู้ต้องขัง และดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากการละเมิดกฎหมายของเจ้าหน้าที่เป็นจำนวน 169 คดีแล้ว

หมายเหตุ ประชาไท เซ็นเซอร์และตัดข้อความบางส่วน

แฮรี่ นิโคไลดส์ : กล้วยที่ราคาแพงที่สุดในประเทศไทย
แฮรี่ นิโคไลดส์
9 มิถุนายน 2009


ด้วยความพยายามอย่างที่สุดจากผู้คุม เบนาม โมอาฟี เชื้อสายอิหร่าน-สวิดิช ซึ่งเกิดในเตห์ราน ในปี 1968 ปฏิเสธที่จะตาย เขาถูกพิพากษาจำคุกในประเทศไทย 22 ปี ในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ปล้นทรัพย์และแบล็กเมล์ ซึ่งเป็นความผิดที่เขาไม่ได้กระทำ



หลัง 8 ปีของการถูกละเมิด การทารุณ ความหิว และการขังเดี่ยว ภาวะทุพโภชนาการ ความเจ็บป่วย และเงื่อนไขที่ผลักให้คนๆ หนึ่งต้องเสียจริต เบนาม หรือที่เพื่อนร่วมห้องขัง ในเรือนจำคลองเปรม รู้จักกันในนามว่า “เบนนี” ได้รับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิตไทย และเรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรีไทย เขายังได้ฟ้องร้องการละเมิดกฎหมายของผู้คุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจและทนายความ กว่า 130 กรณี[1]

โดยรัฐบาลที่ถูกเปลี่ยนหลายครั้ง และโดยการรัฐประหาร เบนนีได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับประเทศไทย อดีตผู้นำ ตลอดจนบุคคลแถวหน้าของพรรคการเมือง ก่อนลงเอยที่คุกเดียวกับเขา

เดือนนี้ เขายื่นคำร้องให้มีการพิจารณาคดีของเขาอีกครั้ง เป็นการแสวงหาโอกาสจากความคลุมเครือและไม่ชัดเจนของประมวลกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่เพียง 1 ครั้งในรอบ 10 ปี

เบนนีเผชิญกับเรื่องเลวร้ายมามาก และไม่มีอะไรจะเสีย อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลไม่จัดการต่อกรณีของเขา เจ้าหน้าที่ในองค์กรตุลาการไทย เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่อยู่ในกรุงเทพฯ คงถูกทำให้อับอายต่อหน้าประชาคมโลก

เบนนี โมอาฟี ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในวันที่ 14 กันยายน ปี 2000 เขาถูกกล่าวหาว่า ทำร้ายร่างกาย ปล้น และลักพาตัวชาวซีเรียคนหนึ่งจากห้องพักของโรงแรมในกรุงเทพฯ ด้วยความพยายามที่จะช่วยเหลือครอบครัวชาวอิหร่าน 2 ครอบครัวจากการทะเลาะกับบุคคลที่ 3 ที่สุดแล้วเบนนีพบว่า ตัวเองถูกกล่าวหาว่า ใช้ปืน ปล้นและกรรโชกชาวซีเรีย

ตามคำให้การของชาวซีเรียผู้นั้น ศาลพบว่า เบนนีมีความผิดตามข้อกล่าวหา และยังผิดฐานครอบครองอาวุธปืน
น่าประหลาดว่า ชาวซีเรียผู้นั้นรอจนถึง 14 วันหลังการถูกละเมิดกว่าที่เขาจะไปร้องทุกข์ และยังใช้เวลานานกว่านั้นในการแก้ไขคำฟ้องเพื่อรวมเอาประเด็นอาวุธปืนเข้าไปด้วย



ขณะนี้เบนนีอยู่ในคุกที่มีนบุรี ซึ่งเป็นเรือนจำที่ตั้งอยู่ในเขตรอบนอกกรุงเทพฯ เขาต้องใช้เวลามากกว่า 8 ปีอยู่ใน 6 เรือนจำ และ 17 แดนขัง เนื่องจากเขาถูกย้ายทุกครั้งที่เขาเปิดโปงเรื่องการคอร์รัปชั่น หรือการละเมิดที่เกิดขึ้นโดยระบบของเรือนจำ

เขารณรงค์เรียกร้องสิทธิและโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังอื่นๆ ด้วย เขาเพิ่งจะท้าทายผู้อำนวยการเรือนจำเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินปกติของกล้วยที่ขายในเรือนจำ ซึ่งส่งผลให้เพื่อนผู้ต้องขังได้เห็นเขาถูกแยกไปคุมขังอยู่แดนที่เล็กกว่าและโดดเดี่ยวกว่าของเรือนจำมีนบุรีในทันที แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเบนนีจากความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเขียนจดหมายถึงเอ็นจีโอและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเขาหวังว่าวันหนึ่งจะช่วยเขาได้



ซาบีน แซงเกอร์ หัวหน้าทีมกฎหมายขององค์กรเพื่อการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมสากล (The Fair Trial International) ตั้งตาคอยข่าวสารจากเบนนี “จดหมาย ของเขาเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้อ่าน เขาเป็นคนที่มีความหวัง แม้แต่ในยามที่มืดมิด เจ้าความคิด มีความรู้ และไม่สามารถจะข่มขู่ได้ ขณะที่เขาจัดการเกี่ยวกับกรณีของตัวเอง เขาก็เปิดหูรับฟังเพื่อนร่วมคุก และยืนหยัดต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของเรือนจำเพื่อเพื่อนของเขา

“ในช่วง 8 ปีครึ่งที่อยู่กับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมในต่างประเทศ ผมได้เห็นคนจำนวนมากได้รับโอกาส และได้แสดงความเข้มแข็งของตนเอง ศักดิ์ศรี และความน่าเห็นใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เบนนีเป็นตัวอย่างที่ดีของบุคคลที่คุกทำให้ผู้นั้นกลายเป็นคนที่ดีขึ้น”






ขณะที่เบนนีได้แสดงความมีมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจแก่ผู้อื่น แต่สิ่งเดียวกันนั้นกลับไม่เกิดขึ้นจากรัฐบาลของเขาเอง เป็นเรื่องเศร้าที่ว่า สถานทูตสวีเดนได้แสดงความเห็นอกเห็นแต่เพียงเล็กน้อยต่อชะตากรรมของเขา ขณะที่ก็ไม่เคยเข้าฟังการพิจารณาคดีของเขาเลย

ลูเซีย ทริกเกอร์ ทนายความชาวสวีเดน ซึ่งใกล้ชิดกับบุคคลที่ดูแลกรณีของเบนนีอยู่กล่าวว่า ทางการสวีเดนพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่เบนนี แต่การตัดสินใจที่สำคัญอยู่ที่ทางฝ่ายไทย สำหรับเบนนีแล้ว ดูเหมือนทางการไทยจะได้ตัดสินใจลงไปแล้ว และทางสวีเดนก็หลงลืมเขาไปแล้วเช่นกัน



เพื่อนร่วมคุกซึ่งต้องโทษประหารในคลองเปรมฯจำเบนนีได้ดี แม้ว่าจะเป็นการขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ทว่าตรวนและโซ่ล่ามขา กลับเป็นสิ่งที่ถูกใช้ในการควบคุมและลงโทษนักโทษในคุกไทย แต่หลังจากการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดในนามของนักโทษ เบนนีประสบความสำเร็จในการยกเลิกการใส่โซ่ตรวน

เบนนี ยังเป็นที่รู้จักดีของผู้พิพากษาในศาลอาญา เมื่อเขาถูกเรียกตัวไปศาล ตามธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถิ่น เขาจะถูกสั่งให้ถอดรองเท้าและถุงเท้า และแม้ว่าจะถูกข่มขู่และคุกคามจากเจ้าหน้าที่ เขาก็ยังคงแข็งขืน แต่ท้ายที่สุดเขาก็ถูกใช้กำลังบังคับให้ถอดรองเท้าและถุงเท้าจนได้

หน้าบัลลังก์ของผู้พิพากษา เขาได้กล่าวร้องขอต่อศาลให้ยอมรับเขาในฐานะมนุษย์ ซึ่งผู้พิพากษาเห็นใจ และเขาได้รับการอนุญาตให้สวมถุงเท้าและรองเท้าได้ หลังจากเหตุการณ์นี้ ผู้ต้องขังจำนวนมากก็ได้ร้องขอเช่นเดียวกัน



เบนนีเป็นผู้โชคดีที่คดีของเขาได้เข้าสู่ชั้นอุทธรณ์ เขาระบุว่า ในระบบกฎหมายไทยนั้น คุณเป็นผู้กระทำผิดจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ วันไต่สวน การพิจารณาคดีของเขาหยุดชะงักอย่างเนิ่นนาน และจบลงด้วยการเลื่อนพิจารณา จากรายงานสืบสวนที่เป็นอิสระขององค์กรการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ระบุว่า พบข้อพิรุธต่อกรณีของเขา

ความพยายามของเขาในการที่จะให้คดีของตนเองได้รับการพิจารณาก็ถูกทำให้ชะงักลง เพราะประจักษ์พยานที่สามารถจะให้การยืนยันได้ต่างเดินทางกลับประเทศอิหร่านหลังจากที่เขาถูกกล่าวหาได้ไม่นาน นายวรสิทธิ์ พิริยะพิบูลย์ ทนายความชาวไทยที่ว่าความให้เบนนี (ผู้ซึ่งให้อุทิศตัวให้กับการเปิดเผยสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นการตัดสินคดีที่ผิดพลาดต่อผู้บริสุทธิ์)เพิ่งเดินทางไปยังเตห์ราน เพื่อทำคำให้การของประจักษ์พยาน

บันทึกคำให้การเหล่านี้ ในที่สุดได้รับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน และยื่นพร้อมเอกสารอื่นๆ ในคำร้องขอพิจารณาคดีอีกครั้งในประเทศไทย

มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานของเบนนี เขาได้เรียนรู้ระบบอย่างดี ในระบบนี้ คุณต้องจ่ายเงินในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการยุติธรรม หากปราศจากเงิน ก็คือการพิพากษา และจะถูกส่งไปยังกรงขังลิง ซึ่งสามารถจ่ายให้กับผู้คุมเรือนจำได้ กล้วยที่ราคาแพงที่สุดในราชอาณาจักรไทย ก็คือกล้วยที่ขายอยู่ในคุก

--------------------------------------------------------------------------------

แฮรี่ นิโคไลดส์ เป็นนักเขียนชาวออสเตรเลีย ซึ่งเคยถูกจำคุกในเรือนจำที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2008 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาได้พบเบนนี อาฟี ในคุก

หมายเหตุ
[1] ข้อมูลจำนวนคดีที่เบนามฟ้องศาลปกครองในบทความของแฮรี่ ระบุว่ามีจำนวน 130 คดี แต่จากการสอบถามจากทนายความขอเบนาม ระบุว่า ขณะนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 169 คดีแล้ว
[2] ที่มาของข่าว:http://www.eurekastreet.com.au/

‘บก.ฟ้าเดียวกัน’ เข้าให้ปากคำ ตร.-อัยการ ฐานะพยานคดีหมิ่นฯ ในเว็บบอร์ด

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 8.00 น. นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกันและผู้ดูแลเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน www.sameskybooks.org ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนและอัยการ ในฐานะพยาน คดีอาญา มาตรา 112 (ผู้ใด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี) ที่กองปราบฯ
นายธนาพล ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า พนักงานสอบสวนได้ขอไอพีแอดเดรสของผู้โพสต์ข้อความในเว็บบอร์ดที่อาจเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งหมด 8 สำนวน อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธที่จะให้ไอพีแอดเดรส โดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อตกลงกับสมาชิกเว็บบอร์ดว่าจะไม่ให้จนกว่าจะมีหมายศาล นอกจากนี้ เขาได้ลบข้อความเกือบทั้งหมดไปแล้วก่อนหน้านี้ ยกเว้นบางข้อความที่เห็นว่าไม่มีปัญหา
นายธนาพล กล่าวว่า สาเหตุที่มีอัยการในขั้นนี้ด้วย เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวกับต่างประเทศ เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์ของฟ้าเดียวกันอยู่ที่ต่างประเทศ
นายธนาพล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนได้เคยเรียกตนเองเพื่อขอข้อมูล และสอบปากคำแล้ว 4-5 ครั้ง
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันได้ประกาศผ่านเว็บบอร์ดว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ จะแยกเว็บบอร์ดหรือกระดานสนทนาออกจากเว็บไซต์สำนักพิมพ์ โดยในส่วนของเว็บบอร์ด นายธนาพลจะเป็นผู้รับผิดชอบไปก่อนเป็นเวลา 3 เดือนจนกว่าจะมีผู้รับผิดชอบอย่างเป็นทางการต่อไป

ครส. ออกแถลงการณ์แนะรัฐใช้ยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร แก้วิกฤติการณ์ความรุนแรงที่ภาคใต้

ที่มา ประชาไท

(9 มิ.ย. 52) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ออกแถลงการณ์ “วิกฤติการณ์ความรุนแรงที่ภาคใต้ กรณี 11 ศพที่มัสยิดอัลกูลกร” (บางแหล่งที่มาอ่าน มัสยิดอัลฟุรกอน) จากเหตุการณ์คนร้ายไม่ทราบฝ่ายและสังกัดใช้อาวุธสงครามกราดยิงมัสยิดอัลกูลกร ที่หมู่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ขณะชาวบ้านกำลังทำพิธีละหมาดตามความเชื่อทางศาสนา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 11 ราย และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา

โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ดำเนินการตรวจสอบและสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้ได้ เพราะสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายและอาจนำมาสู่สถานการณ์ที่ยากควบคุมในอนาคต ทั้งยังมีหลายเหตุการณ์ในอดีตที่เจ้าหน้าที่รัฐมาเป็นคู่กรณีความขัดแย้งในการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือคุกคามเสียเอง หลายกรณียังไม่ถูกคลี่คลายความเคลือบแคลงความสงสัยหรือได้รับความผิดตามกระบวนการยุติธรรม จนทำให้กระบวนการยุติธรรมล้มเหลวในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงในพื้นที่ความไม่สงบ ดังเช่นกรณีตากใบ

พร้อมให้รัฐบาลปฏิรูปการทำงานของกองทัพในพื้นที่ เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าในขณะนี้ยังใช้นโยบายการทหารนำการเมือง โดยกองทัพมีอำนาจเด็ดขาดทั้งด้านการทหารและการพัฒนาที่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายพลเรือน และควบคุม-กำกับการทำงานของกองทัพอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลมีเอกภาพ ไม่มีหน่วยย่อยในการปฏิบัติการตามภารกิจที่สร้างความสับสนและเข้าใจผิด ไม่ให้เกิดข้อครหาว่าบางเหตุการณ์มีเจ้าหน้าที่และกลุ่มผลประโยชน์เกี่ยวข้อง เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายกลุ่มใดก็ตาม แต่ข้ออ้างของกองทัพก็ยังไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อและความไว้วางในในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ การที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ในพื้นที่ ถือเป็นความบกพร่องอย่างร้ายแรงที่สุด และไม่มีทางที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้เลย หากยังทำงานแบบลูบหน้าปะจมูกในปัจจุบันนี้ หรือปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดลอยนวลในอดีตที่ผ่านมา

“คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) เห็นว่า รัฐบาลจะต้องปฏิรูปกองทัพและการทำงานในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ภายใต้หลักนิติรัฐ กระบวนการยุติธรรมและหลักการสิทธิมนุษยชน ให้รัฐบาลพลเรือนมีอำนาจเต็มในการกำกับดูแลกองทัพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปกครองโดยพลเรือน โดยใช้ยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร และให้มีการทบทวนและประเมิน พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ดังกล่าวอย่างจริงจัง” แถลงการณ์ระบุ

บทบรรณาธิการ TIME: Twitter และสื่อใหม่ กำลังเปลี่ยนวิธีสื่อสารของเรา

ที่มา ประขาไท

แปลและเรียบเรียงจาก “To Our Readers: Technology and Culture” บทบรรณาธิการนิตยสารไทม์ (ฉบับเอเชีย), 15 มิ.. 2552 (TIME Asia, Vol. 173, No. 23) . 4.
stevenbjohnson: “ผมเขียนเรื่องปก TIME สัปดาห์นี้ เรื่อง Twitter กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิตอย่างไร – และแสดงให้เราเห็นอนาคตของนวัตกรรม. ซื้อหนึ่งฉบับ!”
ถึงผู้อ่านของเรา
เทคโนโลยีและวัฒนธรรม.
รูปแบบการสื่อสารใหม่ ๆ อย่างทวิตเตอร์ กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราแต่ละคนสัมพันธ์กัน เป็นความคิดที่ดีที่จะปรับตัวเข้าหามัน
7:45. วันที่ 4 มิ.. สตีเฟ่น จอห์นสัน ส่งข้อความ ‘ทวิต’ (tweet)[1] หาผู้ติดตาม (follower) มากกว่า500,000 คนของเขาบนทวิตเตอร์ (Twitter)[2] แจ้งพวกเขาว่าเขาได้เขียนเรื่องปกให้กับไทม์สัปดาห์นี้ ว่าทวิตเตอร์กำลังเปลี่ยนวิธีที่สังคมติดต่อสื่อสารกันอย่างไร ข้อความทวีตนั้นได้มาเป็นภาพปกไทม์สัปดาห์นี้เช่นกัน[3] ผมทราบว่าทั้งหมดนี้มันออกจะ ‘อธิบายตัวเอง’ ไปหน่อย และเหมือนกับการพยายามจับเอาสายฟ้าดิจิทัลมายัดลงไห, แต่เราคิดว่านี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะวาดภาพให้เห็นว่าแพลตฟอร์ม (platform)[4] ใหม่ ๆ และเครือข่ายทางสังคม กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราติดต่อสื่อสารและใช้ชีวิตอย่างไร
ในขณะที่ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับทวิตเตอร์ได้ในเพียง 140 ตัวอักษร (จำนวนสูงสุดที่คุณสามารถใช้ได้ในหนึ่งทวีต) แต่ความตรงกระชับอันน่าชื่นชมของข้อความทวีตต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่พบได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในวัฒนธรรมของเรา ผมอยากจะให้เหตุผลว่า ทวิตเตอร์เป็นรูปแบบการสื่อสารแบบประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนใคร – นั่นคือ มันเปิดสู่ทุกคน ไม่มีศูนย์อำนาจสั่งการกลาง และผู้คนลงคะแนนเลือกคนและสิ่งที่เขาชอบ โดยการลงชื่อเป็นผู้ติดตาม. มันคือปัญญา (หรือความเขลา) ของฝูงชน เหมือนกับที่จอห์นสัน[5]ได้เขียนเอาไว้ในบทความอันยอดเยี่ยมของเขา[6] ทวิตเตอร์ยังเป็นต้นแบบของประสบการณ์ร่วมแบบใหม่: ผู้คนแต่ละคนพูดคุยกัน แบบสด ๆ จริง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์จริง ๆ
บางคนโต้ว่าทวิตเตอร์คือรูปหนึ่งของความหลงตัวเองแบบดิจิทัล เป็นของเล่นชั่วขณะของวัฒนธรรม ‘สมาธิสั้น[7] แต่ก็อย่างที่จอห์นสันบันทึก แพลตฟอร์มทวิตเตอร์นั้น ที่สุดแล้วเกี่ยวกับ การค่อย ๆ เติบโตเพิ่มขึ้นของจำนวนทวีต, วิถีที่จุดพิกเซลเล็ก ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนจุด ประกอบกันขึ้นเป็นภาพดิจิทัลที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียด ทวิตเตอร์ขีดเส้นใต้ข้อสังเกตที่ท้าทายกาลเวลาของ มาร์แชล แมคลูฮัน[8]ที่ว่า “สื่อคือสาร” (the medium is the message) – ความคิดที่ว่า รูปแบบทางเทคโนโลยีปั้นแต่งและกำหนดวัฒนธรรม แมคลูฮันท้าทายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า สาร (message) (ไม่ว่าจะเป็นในสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์) นั้น โดยอัตโนมัติแล้ว สำคัญมากกว่าสื่อหรือสื่อกลาง (medium) ที่มันถูกส่งผ่าน สิ่งที่เรายอมรับกันในขณะนี้ก็คือ สื่อกลางเปลี่ยนธรรมชาติในการสื่อสารของเรา ทั้งสิ่งที่เราสื่อสารและวิธีที่เราสื่อสาร ทวิตเตอร์ก็ทำสิ่งนั้นเช่นกัน
ในทางประวัติศาสตร์ สื่อกลางใหม่ ๆ ที่ทรงพลังที่สุด เปลี่ยนวิธีที่เรารับรู้โลกและวิธีที่เราสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ โทรศัพท์ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ได้ทำสิ่งนั้น ในทางที่เราก็ยังใช้และพัฒนามันอยู่เรื่อย ๆ แต่ตัวเทคโนโลยีเองนั้นเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด มันเป็นเครื่องมือ ไม่มีดีหรือชั่ว. ขึ้นกับว่าเราใช้มันอย่างไร ตัวทวิตเตอร์เองอาจรุ่งต่อหรือจากไป, แต่ลักษณะเฉพาะของมัน – การสนทนาแบบเวลาจริงสด ๆ, ลิงก์ทันใจ, กลุ่มผู้ติดตาม – จะส่งผลต่อแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่จะตามมา มีบทเรียนอยู่ในนั้น สำหรับพวกเราทั้งหมดในวงการสื่อ พวกเราต้องปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ และมันไม่ใช่เพียงการกรอกเหล้าเก่าลงในขวดใหม่ เราจำเป็นต้องปรับตัว โดยการสร้างเนื้อหาของเรา ในลักษณะที่ไม่ฝืนธรรมชาติของสื่อกลางใหม่ ๆ เหล่านั้น ไทม์รับเอาความคิดนี้ เมื่อเราประกาศให้เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ หรือ user-generated content (ซึ่งนั่นก็คือ ‘คุณ’) ให้เป็นบุคคลแห่งปีใน ค.. 2006 และเราได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ว่าผู้คนแต่ละคนต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนสื่อและวิธีที่เราสื่อสารกันอย่างไร ในขณะเดียวกัน เรารวมความสนใจโดยเฉพาะลงไปที่การนำข่าวสารที่จำเป็นสำหรับคุณมาสู่คุณ ในลักษณะใหม่ ๆ ที่เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
ริชาร์ด สเตนเกล (Richard Stengel)
บรรณาธิการบริหารนิตยสารไทม์
ทวิตเตอร์ของนิตยสารไทม์คือ @time เข้าชมและลงชื่อเพื่อติดตามได้ที่ http://twitter.com/time ปัจจุบันทวิตเตอร์ของไทม์มีผู้ติดตามรับทวีตมากกว่า 700,000 ราย และมันส่งข่าวใหม่ ๆ ทุกชั่วโมง
หมายเหตุจากผู้แปล :
[1] ทวีต (tweet) โดยทั่วไปหมายถึง เสียงนกร้อง (คำนาม) หรือ (นก)ส่งเสียงร้อง (กริยา), สำหรับในทวิตเตอร์ หมายถึงได้ทั้ง 1) ข้อความที่ส่งออกมา และ 2) การส่งข้อความ สัตว์สัญลักษณ์ของทวิตเตอร์เป็นรูปนกตัวเล็ก ๆ
[2] ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนสื่อสารด้วยข้อความสั้น ๆ ตัวหนึ่ง บางคนเรียกว่า micro-blogging หรือบล็อกขนาดจิ๋ว ส่งข้อความและลิงก์ได้ง่ายรวดเร็วทันทีทันใด สมัครและเข้าใช้ได้ฟรีที่เว็บไซต์ http://twitter.com/ และสามารถเข้าใช้ได้จากช่องทางอื่น ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ พีดีเอ หรือผ่านปลั๊กอินของเว็บเบราว์เซอร์. ในบางประเทศสามารถใช้ได้ผ่านข้อความสั้น (SMS) อีกด้วย
[3] ดูข้อความต้นฉบับบนทวิตเตอร์ได้ที่ http://twitter.com/stevenbjohnson/status/2028459849
[4] สตีเฟ่น เบอร์ลิน จอห์นสัน (Steven Berlin Johnson) นักเขียนอเมริกัน เขียนหนังสือหกเล่ม และคอลัมน์ในนิตยสาร Discover, Slate และ Wired โดยมักจะเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า เทคโนโลยีกำลังแปรร่างเปลี่ยนรูปวิธีที่เราโต้ตอบปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร จอห์นสันเขียนหนังสือขายดี Everything Bad is Good for You: How Today's Popular Culture is Actually Making Us Smarter (2005) ซึ่งเสนอเหตุผลว่า วัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) เช่น ละครทีวี วีดิโอเกม ในช่วงสามสิบที่ผ่านมานั้น ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ และช่วยให้มีทักษะการคิดได้อย่างละเอียดลึกซึ้งขึ้น หนังสืออื่น ๆ ที่เขาเขียน เช่น Emergence: The Connected Lives of Ants, Brains, Cities, and Software (2001) และล่าสุด The Invention of Air: A Story of Science, Faith, Revolution, and the Birth of America (2008). http://en.wikipedia.org/wiki/Steven_Berlin_Johnson
[5] อ่านบทความดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ TIME.com http://www.time.com/time/business/article/0,8599,1902604,00.html
[6] แพลตฟอร์ม (platform) แปลตามตัวว่า ‘เวที’ ‘ยกพื้น’ หรือ ‘แท่น’, ในทางเทคโนโลยี หมายถึงสิ่งประดิษฐ์หรือเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้กิจกรรมอื่น ๆ เกิดขึ้นบนนั้นได้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในขณะที่สิ่งประดิษฐ์ทั่วไปกำหนดว่า มันจะทำอะไรได้บ้าง, แพลตฟอร์มกลับทำกลับกันคือ กำหนดสิ่งที่ทำไม่ได้ และปล่อยให้ผู้คนอื่น ๆ ที่ยืนบนแพลตฟอร์มนั้น ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามแต่ที่พวกเขาจะจินตนาการได้ ในข้อกำจัดดังกล่าว ลักษณะสำคัญนี้ของแพลตฟอร์ม อำนวยให้นวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นได้. แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์อันหนึ่ง ที่เราอาจจะคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คือ ‘เครื่องเกมแพลตฟอร์ม’ อย่าง นินเทนโด แฟมิคอม, เกมบอย, หรือเพลย์สเตชั่น ที่ผู้ผลิตเครื่องเล่น สร้างเพียงตัวแพลตฟอร์มสำหรับสร้างเกม และเปิดให้บริษัทเกมต่าง ๆ สร้างเกมบนนั้น ผลคือมีเกมถูกสร้างอย่างมากมาย หลากหลาย และพลิกความคิดเกินกว่าที่ตัวผู้ผลิตเครื่องเกมจะสร้างได้เอง อินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเปิดโอกาสให้สร้างเว็บไซต์และซอฟต์แวร์มาใช้บนอินเทอร์เน็ตได้อย่างหลากหลาย ก็เป็นแพลตฟอร์มเช่นกัน สตีเฟ่น จอห์นสัน เขียนถึงลักษณะแพลตฟอร์มของทวิตเตอร์ในบทความยาว 4 หน้า ในนิตยสารไทม์ฉบับเดียวกันกับบทบรรณาธิการนี้ (. 24-29 ในฉบับกระดาษ หรืออ่านออนไลน์ที่ลิงก์ใน [5])
[7] “Twitter is a form of digital narcissism, the toy of the moment for an attention-deficit-disordered culture.” ผู้แปลทราบว่าเกินปัญญาจะเก็บความได้ถูกถ้วน จึงขออนุญาตยกประโยคต้นฉบับมาไว้ตรงนี้ด้ว
[8] มาร์แชล แมคลูฮัน (Marshall McLuhan) (21 .. 1911 - 31 .. 1980) นักวิพากษ์วรรณกรรมและนักทฤษฎีการสื่อสารชาวแคนาดา งานของเขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการศึกษาทฤษฎีสื่อ. แมคลูฮันเป็นที่รู้จักจากคำพูด “สื่อคือสาร” (the medium is the message) และ “หมู่บ้านโลก” (global village) งานสำคัญของเขา เช่น The Gutenberg Galaxy: The Making of Typographic Man (1962), Understanding Media (1964), และ The Medium is the Massage: An Inventory of Effects (1967) (ใช่แล้ว ‘massage’ ที่แปลว่า ‘นวด’ นั่นแหละ) http://en.wikipedia.org/wiki/Marshall_McLuhan
ตัวอย่างทวิตเตอร์สื่อ/บล็อกเกอร์ภาษาไทย: @astv, @blognone, @ch7, @jiggaban, @kom_chad_luek, @lefanzine, @luisanam, @mcot, @mgrnews, @positioningmag, @posttoday, @prachatai, @suthichai, @tcdcconnect, @thainetizen, @thaipost, @traffy (รายงานสภาพจราจร)

หมายเหตุ แก้ไขล่าสุด โดยผู้แปล เมื่อ 23.55น. วันที่ 10 มิ.ย. 52

วิทยุชุมชน: การมีส่วนร่วมของประชาชนในสื่อเพื่อชีวิตและสังคมท้องถิ่น

ที่มา ประชาไท

การตรากฎหมายลูก คือพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจาย เสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ย่อมถือว่าเป็นการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยชุมชนสามารถบริหารจัดการวิทยุชุมชนได้ด้วยตนเอง จึงมีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และนักพัฒนาองค์กรเอกชน ได้ออกมาส่งเสริมและขยายความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำเนินงานวิทยุชุมชน ให้แก่ประชาชนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการที่ว่า วิทยุชุมชนเป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ดำเนินการโดยใช้รูปแบบอาสาสมัคร และไม่แสวงหากำไรทางธุรกิจ และในปี พ.ศ.2545 วิทยุชุมชนต้นแบบ 100.75 กาญจนบุรี ซึ่งถือว่าเป็นวิทยุชุมชนแห่งแรก จึงเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ
ในทางปฏิบัติการ มีความไม่โปร่งใสในส่วนของที่มา ของคณะกรรมการจัดสรรคลื่นความถี่ หรือข้อกำหนดเดิมที่รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ร้อยละ 20 ให้ประชาชนใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในช่วง พ.ศ.2547 รัฐบาลโดยกรมประชาสัมพันธ์ อนุญาตให้วิทยุชุมชนสามารถมีโฆษณาได้ ส่งผลให้จำนวนวิทยุชุมชนจากประมาณ 500 สถานี เพิ่มเป็น 2,000 กว่าสถานี ภายในเวลา 3 เดือนหลังจากประกาศอนุญาตให้มีโฆษณา และเพิ่มเป็นกว่า 4,000 สถานี ในปัจจุบันนโยบายนี้มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อวิทยุชุมชนที่ดำเนินตามหลักเกณฑ์ วิทยุชุมชน เพราะสาธารณชนเกิดความสับสนว่าวิทยุชุมชนคืออะไร แต่จะอย่างไรก็ตาม วิทยุชุมชนที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ชุมชนเป็นเจ้าของ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ยังคงดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมายังไม่เป็นที่รับรู้ในสังคมวงกว้าง
ถึงแม้ว่าวิทยุชุมชนที่ดำเนินตามหลักการ “ของชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชน” สามารถหยัดยืนดำรงอยู่ แต่ก็ยังมีขวากหนามอุปสรรคมากมายที่ต้องรอการแก้ไขจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยว ข้องทุกภาคส่วน ความน่าสนใจของการมีส่วนร่วมวิทยุชุมชนในพื้นที่ภาคอีสาน ทำให้ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม สถาบันชุมชนอีสาน และสมาพันธ์วิทยุชุมชนคนอีสาน ได้พัฒนาโครงการระยะสั้น ประมาณ 7 เดือน (พฤษภาคม – พฤศจิกายน 2552) ชื่อว่าโครงการศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในวิทยุชุมชนพื้นที่ภาคอีสาน โดยการศึกษาเจาะลึกวิทยุชุมชนที่เป็นตัวอย่างที่ดีใน 5 จังหวัด คือ วิทยุชุมชนคนนาทอง จังหวัดมหาสารคาม วิทยุชุมชนชาวธาตุพนม จังหวัดนครพนม วิทยุชุมชนคนภูไท จังหวัดอุดรธานี วิทยุชุมชนเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย และ วิทยุชุมชนพระพุทธศาสนาวัดดอกจานรัตนาราม จังหวัดสุรินทร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในงานวิทยุชุมชนของท้องถิ่นอีสาน และเผยแพร่ให้สังคม สาธารณะได้เข้าใจถึงวิทยุชุมชนที่มุ่งสร้างวิทยุชุมชนให้ เป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน อย่างแท้จริง ทั้งนี้ โครงการฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิไฮน์ริค เบิล์ล (Heinrich Boll Foundation)
บทความนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อตอบคำถามว่า “ประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานมีส่วนร่วมในวิทยุชุมชนอย่างไร การมีวิทยุชุมชนได้ส่งผลอย่างไรต่อชุมชน และได้กำหนดแนวทางการพัฒนาวิทยุชุมชนไว้อย่างไร”

ความเป็นมาของวิทยุและบริบทที่เกี่ยวข้อง: จากโลกสากลถึงประเทศไทย
วิทยุเป็นเครื่องมือการสื่อสารมวลชนชนิดแรกที่มีบทบาทต่อผู้ฟังและสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้ ดังที่ กาญจนา แก้วเทพ ได้บรรยายไว้ในหนังสือ ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมการศึกษา (2544) ว่า สถานะพิเศษของวิทยุ คือ อาจถือได้ว่าเป็นการสื่อสารมวลชนด้านข่าวสารและความบันเทิงชนิดแรกที่นำมาติดตั้งไว้ในบ้าน “เนื้อหาวิทยุนั้นมีความหลากหลาย เช่น รายการ News & Talk Show ซึ่งจะมีพิธีกรและแขกรับเชิญมาสนทนา พูดคุยอภิปรายโต้แย้งได้ทุก ๆ เรื่องทั้งการเมือง ศาสนา ศิลปะ กีฬา ปัญหาสังคม เพศ ฯลฯ ซึ่งรายการประเภทนี้มีผู้ฟังที่มีความสนใจอย่างแท้จริง ดังนั้นในแง่นี้วิทยุจึงเป็นสื่อที่มีบทบาทในการดึงหรือเชื่อมโยงประชาชนให้มีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะของสังคม”
ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา ได้เริ่มบุกเบิกก่อตั้งวิทยุชุมชนมากว่า 50 ปีแล้ว ต่อมาวิทยุได้ขยายตัวออกไปทั่วโลกสู่ประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีนัยยะสำคัญคือ การที่รัฐซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลมาตลอดได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็นเจ้าของได้ โดยอนุญาตให้เอกชนและกลุ่มต่างๆ เป็นเจ้าของวิทยุกระจายเสียงได้ (จิรพร วิทยศักดิ์พันธ์และคณะ, 2550)
วิทยุถือว่าเป็น “สื่อสาธารณะ” หรือ “สื่อมวลชน” แขนงหนึ่ง ที่ปัจจุบันได้กลายธุรกิจแสวงหากำไร “สื่อมวลชน ถูกยึดครองโดยอาณาจักรทุน คำว่าอาณาจักรทุน หมายถึง กลุ่มทุนที่มีธุรกิจหลากหลายนับเป็นสิบเป็นร้อยธุรกิจในบรรดาธุรกิจของอาณาจักรทุน ตัวธุรกิจได้สร้างมลพิษ มลภาวะ เอาเปรียบแรงงาน ทางธุรกิจก็เอาเปรียบผู้บริโภค (ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, 2545)
ที่ผ่านมา คลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียและวิทยุโทรทัศน์ ตกเป็นสิ่งของ “สงวน” ไว้สำหรับกับกลุ่มหน่วยงานราชการหรือองค์กรภาครัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) หน่วยงานในกองทัพ หน่วยงานตำรวจ เป็นต้น ซึ่งยังไม่ได้เป็นของกลุ่ม องค์กรภาคประชาชนหรือปัจเจกชน
ในประเทศไทย วิทยุชุมชนเกิดขึ้นภายใต้การรับรองของกฎหมาย 2 ฉบับ คือ 1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง เป็นสมบัติสาธารณะของชาติแก่ประชาชนในประเทศและให้มีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เป็นไปเพื่อการศึกษา วัฒนธรรมและความมั่นคง และประโยชน์อื่น ๆ อย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ได้กำหนดรูปธรรมในการปฏิรูปสื่อ คือ ได้จัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาดูการใช้คลื่นความถี่ของประเทศแทนหน่วยงานต่าง ๆ ตามระบบการใช้คลื่นความถี่เดิม และ 2) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 มาตรา 26 วรรค 3 ซึ่งระบุให้ภาคประชาชนเข้าถึงและเข้าไปใช้คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 รวมทั้งสนับสนุนให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ตามสัดส่วนดังกล่าวหากชุมชนมีความพร้อม (กุลวดี หวังดีศิริสกุล, 2546)
อย่างไรก็ดีรัฐก็พยายามเข้ามาควบคุมการดำเนินงานวิทยุชุมชนผ่านช่องทางกฎหมายและการอ้างความมั่นคงของภาครัฐ ยกตัวอย่าง ในกรณีที่คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ได้พิจารณากรอบการเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชน และมีมติรับสมัครวิทยุชุมชนเข้าร่วมโครงการ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 โดยกรมประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครวิทยุชุมชนเข้าร่วมโครงการ ภายใต้เงื่อนไปให้มีโฆษณาในวิทยุชุมชนได้ไม่เกิน 6 นาทีต่อชั่วโมง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มีเจตนาแทรกแซงบิดเบือนกระบวนการเรียนรู้ของภาคประชาชน
โดยเฉพาะฝ่ายที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ พยายามที่จะดึงสิทธิและอำนาจคืนจากประชาชน เช่น ในช่วงหลังจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) ได้ทำการรัฐประหารในเดือนกันยาน 2549 ได้มีการออกข้อตกลงและสั่งการ สถานีวิทยุชุมชน 17 จังหวัดภาคเหนือ ให้สถานีวิทยุชุมชนถ่ายทอดเสียงคำสั่ง แถลงการณ์ของ คปค.ทุกครั้งที่มีประกาศ งดเปิดสายหน้าไมค์และให้สถานีวิทยุที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนหรือส่งข้อมูลกับสำนักประชาสัมพันธ์เขตให้ดำเนินการโดยเร็ว (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551) รวมทั้งการออกกฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2551 (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551) ที่มีผลให้วิทยุชุมชนไม่ได้รับการคุ้มครองโดยตรง ต้องเข้าสู่กระบวนการขอใบอนุญาตชั่วคราวภายใต้การดำเนินการของ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และคณะกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กฎหมายนี้ยังให้อำนาจรัฐในการสั่งเซ็นเซอร์หรือสั่งถอดรายการได้ด้วยวาจา โดยมีบทลงโทษทางอาญาสูง หากเห็นว่ารายการวิทยุและโทรทัศน์นั้น ๆ อาจก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งคำนิยามยังขาดความชัดเจน เปิดช่องให้เกิดการตีความของรัฐ อันนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนได้
วิทยุชุมชน สื่อเพื่อประชาชนและสาธารณะ
ภายหลังจากรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2540 ประกาศใช้ และรัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ประชาชนในหลายพื้นที่ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน และนักพัฒนาองค์กรเอกชน ได้ขยายความรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการฝึกอบรมเกี่ยวกับการดำเนินงานวิทยุชุมชน ด้วยมีเจตนารมณ์ที่จะให้วิทยุชุมชนเป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
แนวคิดเกี่ยวกับวิทยุชุมชน มีอยู่หลากหลายแง่มุมด้วยกัน แต่เมื่อพิจารณาเป้าหมายของวิทยุชุมชนที่มุ่งตอบสนองในสิ่งที่วิทยุกระแสหลักไม่สามารถตอบสนองให้ได้ มีอยู่ 4 แง่มุมด้วยกัน
1. วิทยุชุมชนเป็นสื่อทางเลือก(Alternative Media) ในแง่มุมนี้ วิทยุชุมชนเป็นวิทยุที่ประชาชนเป็นเจ้าของไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ ส่วนการดำเนินงานนั้นก็ไม่หวังผลกำไร นอกจากนี้ยังเป็นอิสระจากรัฐและองค์กรทางสังคมอื่นๆ และไม่สนใจการทำงานแบบมืออาชีพ แต่พึ่งพาอาสาสมัคร ส่วนการผลิตรายการนั้น ผู้รับสารทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาร โดยนำเสนอเนื้อหาจากเกณฑ์การเลือกที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก เช่น เรื่องต้องห้ามหรือไม่ได้นำเสนอในสื่อกระแสหลัก เรื่องชีวิตประจำวันหรือเรื่องของคนสามัญ เป็นต้น
2. วิทยุชุมชนเป็นสื่อชุมชน (Community Media) วิทยุชุมชนถูกมองว่าเป็นการออกแบบขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่มที่อยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะอยู่ในระดับสังคมเศรษฐกิจใด องค์กรใด หรือคนกลุ่มน้อย/กลุ่มวัฒนธรรมย่อยใด นอกจากนี้ วิทยุชุมชน เป็นการสื่อสารแบบสองทาง(Two-way Communication) และมีทิศทางการไหลของข่าวจากบนลงล่าง (Top-down) และจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) และในระนาบเดียวกัน (Horizon) โดยการดำเนินงานมีเป้าหมายที่หลากหลายตามระดับของผู้ที่เกี่ยวข้อง วิทยุชุมชนมุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างความรู้สึกร่วมในชุมชน เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข่าวสาร/ความคิด และเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหา คนในชุมชนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้วางแผนการใช้สื่อ ผู้ใช้ ผู้ผลิต ผู้แสดง ฯลฯ
3. วิทยุชุมชนเป็นสื่อภาคประชาชน (Civic Media) เป็นมุมมองในแง่ที่ว่าวิทยุชุมชนไม่ได้เป็นทั้งของภาครัฐและเอกชน ไม่มุ่งกำไรสูงสุด และมีพันธกิจเพื่อสนองประโยชน์ของสาธารณะ นอกจากนี้รายการยังมีเนื้อหาที่หลากหลายกว่าสื่อภาครัฐและเอกชน โดยนอกจากจะมุ่งเน้นที่ข่าวและสาธารณะประโยชน์มากกว่าเนื้อหาบันเทิงแล้ว ยังมุ่งหวังการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนอีกด้วย ทั้งในเรื่องของการเป็นเจ้าของ การกำหนดทิศทางของเนื้อหา การผลิต การแสดง ความคิดเห็น การสนับสนุนด้านการเงิน การรวบรวมกำลังคนและทรัพยากร และการประเมินผล
4. วิทยุชุมชนเป็นสื่อสาธารณะ (Public Service Broadcasting) ความเป็นสาธารณะทำให้วิทยุชุมชนต้องยึดถือประโยชน์ของประชาชน โดยมีอิสระจากอิทธิพลของรัฐและกลุ่มทุน และมีความหลากหลายและแตกต่างจากสื่อเชิงพาณิชย์ ส่วนเนื้อหาที่นำเสนอต้องเป็นกลาง สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงการให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ และรายได้หลักควรมาจากประชาชนในรูปแบบของ “ค่าธรรมเนียม”เป็นหลัก (ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ และวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร, 2546)
วิทยุชุมชนเป็นรูปแบบหนึ่งของสื่อภาคประชาชน ชุมชนเป็นเจ้าของ และมีสวนร่วมในการบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายและการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของชุมชน โดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจและผลประโยชน์ทางการเมือง องค์การยูเนสโก(UNESCO) ได้กำหนดหลักการในวิทยุชุมชนไว้ 3 ประการ คือ
  1. ประชาชนเข้าถึงง่าย ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงองค์ประกอบเหล่านี้คือ การมีสิทธิเป็นเจ้าของ มีสิทธิบริหารจัดการ มีสิทธิผลิตรายการ มีสิทธิได้รับฟังรายการที่เหมาะสมและมีคุณภาพ มีสิทธิให้ข้อเสนอแนะ มีสิทธิเข้าถึงสถานี มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
  2. ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนมีดังนี้คือ ร่วมเป็นเจ้าของสถานี ร่วมกำหนดนโยบาย ร่วมบริหารจัดการ ร่วมผลิตรายการ
  3. ประชาชนบริหารจัดการด้วยตนเอง คือ สมาชิกในชุมชนดำเนินการเองในรูปแบบของอาสาสมัคร และไม่อยู่ใต้อิทธิพลของ “กลุ่มธุรกิจ”หรืออิทธิพลของ “กลุ่มการเมือง”
ดังนั้นหลักการสำคัญของการดำเนินการวิทยุชุมชน คือ การมีส่วนร่วมของชุมชน
(จุมพล รอดคำดี, 2542 และ กาญจนา แก้วเทพ, 2546)
อย่างไรก็ตาม การเกิดของวิทยุชุมชนสอดคล้องกับกระแสความต้องการเสรีภาพในการสื่อสารตามระบอบของสังคมประชาธิปไตย และการขยายตัวทางธุรกิจ การเมือง ทำให้มีผู้ใช้ช่องทางสื่อวิทยุชุมชนเป็นการแสดงออกทางเสรีภาพในการเลือกนำเสนอเนื้อหาที่ไม่มีอยู่ในสื่อกระแสหลัก บ้างก็เป็นการแสดงออกถึงสิทธิการใช้สื่อของภาคประชาชน บ้างก็เป็นการใช้สื่อวิทยุเพื่อแสวงหากำไรทางธุรกิจ และบ้างก็ใช้สร้างฐานเสียงเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมของชุมชน (People Participation)
ความหมายของคำว่า “การมีส่วนร่วมในวิถีทางประชาธิปไตย” ไม่ได้ชี้วัดกันเพียงแค่การมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด หรือมีการเลือกตั้งเท่านั้น หากแต่ต้องทำให้นิยามความหมายของคำว่าประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งกินได้หรือเป็นเรื่องปากเรื่องท้องของประชาชน(อนุสรณ์ ไชยพาน, 2545) ฉะนั้นการรวมกลุ่มของชาวนาชาวไร่ เกษตรกรที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นพลังต่อรองทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมีลักษณะประการสำคัญ คือ จะต้องมีพื้นที่ทางการเมืองให้กับภาคประชาชนทุกส่วนทุกภาคของสังคม ซึ่งในบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มาตรา 40 ย่อมถือว่าเป็นการกระจายคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย
การมีส่วนร่วมก่อให้เกิดผลดีต่อการขับเคลื่อนองค์กรหรือเครือข่าย เพราะมีผลในทางจิตวิทยาเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมย่อมเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร ความคิดเห็นถูกรับฟังและนำไปปฏิบัติเพื่อการพัฒนาเครือข่าย และที่สำคัญผู้ที่มีส่วนร่วมจะมีความรู้สึกเป็นเจ้าของเครือข่าย ความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนเครือข่ายที่ดีที่สุด (วันชัย วัฒนศัพท์,2546)
การสรุปบทเรียนขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานร่วมกับชุมชน มีหลักปฏิบัติการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมที่สำคัญที่ได้นำไปเป็นแนวทางในการศึกษา มีดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มในสังคมหมายถึง ในชุมชนหนึ่ง ๆ ย่อมประกอบด้วย ความแตกต่างหลากหลายทั้งด้านฐานะ เพศ วัย สถานะทางสังคม ฯลฯ การสร้างโอกาสเปิดพื้นที่ทางสังคมอย่างเท่าเทียมในการให้ทุกส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกทางความคิด ศักยภาพ และความรู้และร่วมมีบทบาทดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 2) การมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนหมายถึง ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผน การกำหนดเป้าหมาย การตัดสินใจ การปฏิบัติ การตรวจสอบ การติดตามประเมินผล การสรุปบทเรียน การขยายผลและเผยแพร่สู่สาธารณะ (บัณฑร อ่อนดำ, 2544)
ในเรื่องการมีส่วนร่วมของสตรีกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ธีรนาถ กาญจนอักษร (2542) ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงจะต้องเข้าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเป็นธรรมของประชาชนบนหลักการของความเสมอภาคเอื้ออาทรกัน มิใช่เป็นเพียงผู้ช่วยเหลือ สนับสนุนและรับภาระต่าง ๆ ตามบทบาทที่ถูกกำหนดให้เท่านั้น” การต่อสู้เรื่องความเสมอภาค นั้น ธีรนาถ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการแย่งความเป็นใหญ่จากผู้ชาย แต่ต้องการเกื้อกูล ร่วมมือกันและให้มีการประสานงานกันมากขึ้น
ในด้านสื่อมวลชนก็เช่นกัน เพราะผู้หญิงก็ต้องต่อสู้กับสิทธิและความเสมอภาคเช่นกัน จากการศึกษาในแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองของ Baehr & Gray,1994 (กาญจนา แก้วเทพ,2544) ได้กล่าวโดยสรุปว่า จากประวัติศาสตร์สื่อมวลชนเริ่มต้นจากผู้ชายเป็นเจ้าของสื่อ และผู้ทำงานที่เป็นผู้ชาย ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นว่า สื่อให้ความสำคัญต่อผู้ชายและการผลิตรายการโดยใช้มุมมองแบบผู้ชาย ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงสนใจหรือต้องการ นักสตรีนิยมจึงมีข้อเสนอ 2 ประการ คือ 1) ผลจากการสร้างสื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) ในแง่ปริมาณต้องเพิ่มปริมาณสื่อมวลชนสตรีให้มากขึ้น ในแง่คุณภาพต้องเพิ่มจำนวนผู้หญิงในระดับชั้นสูงของวิชาชีพ เช่น ระดับบริหาร นโยบายและการตัดสินใจ 2) สร้างสื่อทางเลือกของผู้หญิงขึ้นมาเอง (กาญจนา แก้วเทพ, 2544)
ในเชิงประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชน มีเงื่อนไขที่ไม่ควรมองข้าม คือถ้าพื้นที่ใดมีฐานของงานพัฒนาและมีแกนนำที่ทำงานเพื่อสังคมมากหรือเป็นพื้นที่ ที่มีปัญหาสาธารณะที่คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนจะมีอยู่สูง ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีฐานงานพัฒนาและแกนนำที่ทำงานเพื่อสังคมมีไม่มากนัก หรือไม่ใช่พื้นที่ที่มีปัญหาสาธารณะ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนจะมีต่ำมาก (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551)
แนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมนี้ สถานีวิทยุชุมชนหลายสถานี ได้มีประกาศเพื่อตอกย้ำอยู่เสมอว่าสถานีวิทยุแห่งนี้เป็นของชุมชน และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมอยู่เสมอๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การรับบริจาคเงินและหรือสิ่งของ การรับฟังข้อเสนอแนะที่ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาและคณะกรรมการ ผู้จัดรายการรับออกไปพบปะพูดคุยกับผู้ฟัง เป็นต้น
(เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551)
วิทยุชุมชนในฐานะพื้นที่ทางสังคม
วิทยุชุมชนส่วนใหญ่มีรูปแบบการบริหารจัดการเช่นเดียวกันกับสถานีวิทยุระดับอื่น ๆ เพียงแต่อาจจะมีขนาดองค์กรที่เล็กกว่า เนื่องจากมีพื้นที่การออกอากาศเฉพาะในท้องถิ่น ไม่ใช่การออกอากาศกว้างทั่วประเทศ ซึ่งคำว่าท้องถิ่นนั้น หมายถึง ความใกล้เคียงกันของพื้นที่อยู่อาศัย วัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย การศึกษา และความสนใจ (แวง พลางวัน, 2550)
ภายใต้ภาวะสงครามด้านการค้าเสรี สังคมท้องถิ่นกำลังถูกรุกรานอย่างหนักจากกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาครอบครองสื่อด้วยอำนาจเงินตราและที่เน้นการขายสินค้า และในขณะเดียวกันสื่อหรือศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาการดำรงชีพก็ถูกเบียดขับพ้นจากพื้นที่การสื่อสาร “สื่อก็ตกเป็นสมบัติส่วนตัวของบริษัทเอกชน แนวโน้มปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้พื้นที่สาธารณะ (Public sphere) ซึ่งเป็นปริมณฑลและผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องส่วนรวม มีน้อยลง สิทธิของประชาชนในฐานะพลเมือง ก็จะมีช่องทางการแสดงออกได้น้อยลงตามไปด้วย” (กนกศักดิ์ แก้วเทพ, 2546)
จึงมีความพยายามร่วมกันของคนอีสาน ที่มีความคิดเห็นและความต้องการที่สอดคล้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนต้องมี “สื่อ” ที่เป็นเครื่องมือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น เป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ที่สะดวก กว้างขวาง และหลากหลายมากกว่าหอกระจายข่าว หรือสื่อที่มีอยู่เดิมๆ เป็น “สื่อ” ที่ชุมชนสามารถเป็นเจ้าของร่วมกัน บริหารจัดการ ผลิตรายการ ภายใต้ความต้องการและกฎกติการ่วมกันของชุมชน ตามหลักการ “ของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน” อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงได้เกิดการรวมตัวกันของแกนนำสื่อชุมชน องค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชนอันหลากหลายจาก 19 จังหวัดภาคอีสาน ในนาม “เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคอีสาน”
การก่อตัวของวิทยุชุมชนอีสานและการมีส่วนร่วมในเชิงนโยบาย
การก่อตัวของวิทยุชุมชนมีผลอันสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งมีบทบัญญัติในมาตรา 40 ที่ว่าด้วยคลื่นความถี่วิทยุและการกำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ที่มีความว่า “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม” หมายถึง ได้กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ แทนที่จะเป็นทรัพยากรของรัฐตามที่เคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ รัฐบาลจึงได้มีนโยบายจัดทำโครงการนำร่องวิทยุชุมชนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ผลจากมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญนี้ เท่ากับการบอกให้ประเทศไทยจัดการปฏิรูประบบการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ และให้มีองค์กรกำกับการใช้คลื่นใหม่ทั้งหมด ในส่วนของประชาชน ก็เป็นที่แน่นอนว่าประชาชนเกิดความตื่นตัว ความหวังที่จะได้รับการจัดสรรหรือได้โอกาสในการจัดทำวิทยุของตนเอง และต่อมาองค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการหัวก้าวหน้าด้านสื่อสารมวลชนก็รณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับรู้สิทธิและทดลองปฏิบัติการวิทยุชุมชนจริงอีกด้วย
ในปี พ.ศ.2543 ได้มีพระราชบัญญัติภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. มาตรา 40 ชื่อ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 โดยเฉพาะในมาตรา 26 ซึ่งมีใจความสำคัญระบุไว้ว่า
“...ในการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับท้องถิ่น อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจำจังหวัดและสถานีวิทยุโทรทัศน์ สำหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนเพื่อการพัฒนาต่างๆ และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนในท้องถิ่น อย่างทั่วถึงและเพียงพอ
...ให้ กสช.ได้สนับสนุนให้ตัวแทนประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนะความเห็นแก่ กสช.ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ กสช. การจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐและเอกชน และภาคประชาชนโดยจะจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยร้อยละยี่สิบ ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อมให้ กสช. ให้การสนับสนุนเพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนตามที่กำหนดมา” หมายความว่าให้มีการจัดทำแผนแม่บทซึ่งทำให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนร้อยละ 20 ขึ้นมา
มูลนิธิการเรียนรู้และพัฒนาสังคม (Civic Net Foundation) คณะทำงานติดตามมาตรา 40 มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และตัวแทนภาคประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ร่วมประชุม และสัมมนาระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 40 อย่างต่อเนื่อง (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ, 2551) การมีส่วนร่วมในเวทีสัมมนาอย่างต่อเนื่องได้ก่อให้เกิด “เครือข่ายวิทยุชุมชน” ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย และได้เกิด “จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน 144 แห่ง ทั่วทุกภูมิภาค (มารยาท พงษ์ไพบูลย์, 2546) และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอยู่ 39 แห่งที่มีความพร้อมและทักษะในการดำเนินงานตามหลักการวิทยุชุมชนและต่อมาได้รวมตัวกันเป็น “สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ”ในวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2545
ทำให้เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคอีสานได้เตรียมความพร้อมให้คนในชุมชนได้ทราบถึงสิทธิในการสื่อสารตามมาตรา 40 แห่งรัฐธรรมนูญ ผู้แทนแต่ละสถานีได้ร่วมกับผู้ประสานงานวิทยุชุมชนในระดับจังหวัดจึงได้รวมตัวกันเป็น “สมาพันธ์วิทยุชุมชนฅนอีสาน” เพื่อเป็นองค์กรประสานงานระหว่างวิทยุชุมชนในระดับชาติและวิทยุชุมชน 39 สถานีในภาคอีสาน
เกณฑ์ร่วมกันเรื่องกำลังส่งและพื้นที่กระจายเสียง
รัฐบาลได้อนุญาตให้มีจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน โดยมีหลักเกณฑ์ทางด้านเทคนิคคือกำลังส่งไม่เกิน 30 วัตต์ เสาอากาศสูงไม่เกิน 30 เมตร และรัศมีกระจายเสียงไม่เกิน 15 กิโลเมตร ในขณะเดียวกัน กรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ(กกช.)ได้พิจารณากรอบการเข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชนและมีมติรับสมัครวิทยุชุมชนเข้าร่วมโครงการโดยให้กรมประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 ให้วิทยุชุมชนมีโฆษณาได้ชั่วโมงละไม่เกิน 6 นาที ส่งผลให้เกิดการตั้งวิทยุชุมชนขึ้นอีกกว่า 2,000สถานี ภายในระยะเวลา 3 เดือน (เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ,2551)และยิ่งกว่านั้น สถานีวิทยุชุมชนเหล่านี้ ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด และส่งผลกระทบต่อคลื่นวิทยุชุมชนอื่นที่พยายามจะปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และก่อให้เกิดปัญหาคลื่นแทรกหรือทับกับสถานีอื่นที่อาจมีกำลังน้อยกว่า จากการสอบถามกับกรรมการสถานีวิทยุชุมชนทั้ง 5 แห่งพบว่าโดยส่วนใหญ่ได้พยายามปฏิบัติตามเกณฑ์ทางด้านเทคนิคนี้ เพราะถือว่าเป็นกติกาที่กำหนดไว้ร่วมกันกับรัฐบาล ในกรณีที่บางสถานีต้องใช้กำลังส่งมากกว่า 30 วัตต์หรือเสาสูงมากกว่า 30 เมตร เพราะว่ามีคลื่นแทรกและมีสถานีอื่นที่ตั้งอยู่ในระยะใกล้เกินไป จำเป็นที่จะต้องเพิ่มกำลัง(วัตต์)ส่งที่สูงกว่าเพื่อที่จะสามารถส่งคลื่นกระจายเสียงได้ตามระยะทางที่ต้องการ ขณะเดียวกันบางกรณีก็ถูกร้องเรียนอย่างไม่มีข้อมูลว่าคลื่นรบกวนวิทยุการบินอย่างเช่น กรณีของวิทยุชุมชนเด็กและเยาวชนเลย
ความเป็นมาของวิทยุชุมชนพื้นที่ภาคอีสาน ประวัติศาสตร์การต่อสู้และเรียนรู้
สถานีวิทยุชุมชนหลายแห่งเริ่มต้นจากกลุ่มสนใจเล็กๆ 1– 5 คน ที่มีความปรารถนาที่จะสื่อสารสิ่งที่ดีต่อชุมชน และสร้างวิทยุชุมชนให้เป็นของประชาชน โดยชุมชน เพื่อประชาชน ในแนวความคิดเริ่มต้นของสถานี มีความคิดแตกต่างกันออกไป แต่มีอุดมการณ์เพื่อท้องถิ่นและแนวทางการพึ่งตนเองเหมือนกัน
วิทยุชุมชนคนนาทอง บ้านแบก ม.7 ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2544 มีคนหลักคือ นายมงคล บริสุทธิ์ เป็นแกนนำในการก่อตั้ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการก่อตั้งจากสำนักงานกองทุนการลงทุนเพื่อสังคม (SIF) และจัดผ้าป่าระดมทุนมีเป้าหมายในระยะเริ่มต้นคือการสื่อสารข้อมูลให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับพิษภัยจากสารเคมีและสารพิษ
วิทยุชุมชนชาวธาตุพนมหมู่บ้านพัฒนาชาติไทย ต.อุ่มเหม้า อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นหมู่บ้านที่ทางราชการจัดสรรเพื่อรองรับให้กับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยหรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2548 มีนายเข็มพร เชื้อตาหมื่น เป็นแกนนำหลัก ที่ได้ศึกษาและฟังแนวคิดของ อาจารย์เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของสถานีวิทยุชุมชนได้ตามกรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2540 ประกอบกับตนเองเชื่อว่า การได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารถือเป็นสิทธิและเสรีภาพจึงได้จัดประชุมชาวบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตั้งสถานี ทุนที่ได้ มาจากการระดมทุนภายในชุมชนทั้งหมด
วิทยุชุมชนคนภูไทวัดป่าโพนพระเจ้า ต.นายูง อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2546 มีพระครูศาสนกิจสุนทร (พระ) นายบุญมี มาพร (ชาวบ้าน) นาวาเอกทวีศักดิ์ สุภานันท์ (ทหาร) เป็นคณะผู้ริเริ่ม ด้วยจุดประสงค์เพื่อการเผยแพร่ข่าวสารงานเครือข่ายธนาคารหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลนายูง เดิมเป็นชื่อวิทยุชุมชนคนนายูง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดูกว้างขึ้นเป็นวิทยุชุมชนคนภูไท ได้รับทุนจากการระดมในชุมชนและองค์การบริหารส่วนตำบลในช่วงแรก
วิทยุชุมชน เด็กและเยาวชนจังหวัดเลยบ.แฮ่ ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลยก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2546จากความคิดริเริ่มของ นายวีรพล เจริญธรรม ที่มีความสนใจที่จะพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนเพื่อให้หลีกพ้นไปจากปัญหาสังคม จากกลุ่มเด็กที่ผู้ใหญ่มองว่ามีพฤติกรรมเกเร ก้าวร้าวชอบมั่วสุมมาเป็นผู้จัดรายการวิทยุ ช่างเทคนิค และเป็นผู้นำ โดยได้รับทุนช่วงแรกจากกัลยาณมิตรที่รู้จัก
วิทยุชุมชนพระพุทธศาสนาวัดดอกจานรัตนาราม ต.ทับใหญ่ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยเห็นว่าเรื่องรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 โดยมีพระอธิการภูชิต ยสินฺธโรเป็นแกนหลัก เริ่มแรกได้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ของชุมชน 150,000 บาทเพื่อมาซื้อเครื่องส่งวิทยุและต่อมามีการทอดผ้าป่าสามัคคี และมีองค์การบริหารส่วนตำบลทับใหญ่อนุมัติงบประมาณให้ทุกปี มีเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าเพื่อเผยแพร่ธรรมะแก่ประชาชน
ในช่วงแรกของการก่อตั้งวิทยุชุมชน การจัดซื้อเครื่องส่งวิทยุและอุปกรณ์ ต้องจัดหากันเองเป็นส่วนใหญ่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การทำผ้าป่าสามัคคี คณะกรรมการผู้ก่อตั้งระดมทุนภายในกันเอง ขอจากกัลยาณมิตร มีบางวิทยุชุมชนที่ได้งบประมาณจากกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF)
สถานที่ตั้งของวิทยุชุมชนก็มีจุดที่ตั้งที่น่าสนใจ ทางด้านความหลากหลายของจุดที่ตั้ง และทั้งหมดตั้งอยู่ในพื้นที่สาธารณะประโยชน์หรือพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ได้เป็นที่ของคนใดคนหนึ่ง เช่น วิทยุชุมชนคนนาทอง ตั้งอยู่ที่กลุ่มเกษตรทำนานาทอง วิทยุชุมชนชาวธาตุพนม ตั้งอยู่ที่ศาลาอีสานเขียว วิทยุชุมชนคนภูไท ตั้งอยู่ที่วัดป่าโพนพระเจ้า วิทยุเด็กและเยาวชนจังหวัดเลยตั้งอยู่ที่สำนักงานประชาสังคมจังหวัด วิทยุชุมชนพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่ที่วัดดอกจานรัตนาราม ซึ่งมีนัยบ่งบอกถึงการเป็นสมบัติสาธารณะ ซึ่งเป็นไปตามอุดมการณ์วิทยุชุมชน “ของชุมชน โดยชุมชนเพื่อชุมชน” คณะกรรมการวิทยุชุมชนคนภูไทได้กล่าวถึงเรื่องการเลือกสถานที่ไว้ว่า “เป็นการจัดการโดยใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นตัวขับเคลื่อน วัดเป็นของส่วนกลางของชุมชน ทุกคนเป็นเจ้าของ ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็อาศัยวัด ญาติโยมก็มาทำบุญ”
ส่วนการตั้งชื่อวิทยุชุมชนก็มีเอกลักษณ์บ่งบอกถึงการสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ(Sense of belonging) เช่น วิทยุชุมชนคนภูไท เดิมชื่อว่า “วิทยุชุมชนคนนายูง” แต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น “วิทยุชุมชนคนภูไท” เพราะว่าทำให้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะขอบเขตคนตำบลนายูงเท่านั้นแต่มีความหมายถึงคนที่เป็นคนชาติพันธุ์ภูไททั้งหมด
แนวคิดให้ชุมชนเป็นเจ้าของ รัฐเป็นผู้สนับสนุน
วิทยุชุมชนเป็นรูปแบบหนึ่งของสื่อภาคประชาชน ชุมชนเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยมีเป้าหมายและการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะของชุมชน โดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจและผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เมื่อกระแสภาคประชาชนเริ่มตื่นตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 และเริ่มจัดตั้งเป็นสถานีเรียนรู้วิทยุชุมชนขึ้นในชุมชนต่าง ๆ เจ้าหน้าที่รัฐก็คิดเพียงให้ชุมชนนำเสนอและประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในรายการ เพียงช่วงเวลาหนึ่งของสถานีวิทยุชุมชน หากสถานีวิทยุชุมชนจะให้หยุดหรือเลิกผลิตรายการเมื่อไหร่ก็ได้ ตามแต่ความพอใจหรือพิจารณาความเหมาะสมของสถานี ได้แสดงว่าชุมชนก็ยังถูกควบคุม ถูกปิดกั้นและถูกจำกัดสิทธิ โดยเฉพาะจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ดี
ดังนั้น วิทยุชุมชนจึงเป็นเรื่องของคนที่ต้องการรักษาสิทธิ ต้องการใช้สิทธิและต้องการสื่อสารเพื่อสิ่งที่ดีต่อชุมชน ไม่ใช่เรื่องของการได้มีเพียงแค่สถานีหรือรายการ แต่เป็นเรื่องของการสร้างสมดุลแห่งอำนาจในการสื่อสารของประชาชน ชุมชนสามารถนำเอาแนวคิด วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นออกมานำเสนอได้ จากการศึกษาวิทยุชุมชนทั้ง 5 สถานีพบว่ามีแนวความคิดในการก่อตั้งวิทยุที่ชัดเจนในเรื่องของสิทธิ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และนำเรื่องราวการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นมาเป็นสาระสำคัญของการนำเสนอ อีกทั้งแต่ละสถานีมีรูปแบบเฉพาะที่แตกต่างกัน ดังได้แสดงตามตารางต่อไปนี้ วิทยุชุมชนของแท้ต้องไม่มีโฆษณา
ตามหลักของกฎหมาย วิทยุชุมชนมีวัตถุประสงค์การดำเนินการเพื่อประโยชนสาธารณะและไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ ชุมชนจึงยึดหลักการที่ไม่แสวงหารายได้ในช่องทางการโฆษณาผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัทหรือหน่วยงาน นั่นคือการไม่มีโฆษณานั้นเอง จึงต้องแสวงหางบประมาณเพื่อซื้อเครื่องส่งกระจายเสียง เสาอากาศ เทป ซีดี คอมพิวเตอร์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งลักษณะรายปีและรายเดือน ทางเลือกของวิทยุชุมชนคือการพึ่งพาคนในชุมชนกันเอง เช่น จัดทำผ้าป่าสามัคคี รับบริจาคจากผู้ฟัง การรับจ้างทำงาน ขอรับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนตำบล กระบวนการสร้างสรรค์ของชุมชนได้แสดงให้เห็นว่าวิทยุชุมชนเหล่านี้ได้พยายามยืนหยัดตามข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลในระยะเริ่มแรก(ก่อนการเปิดรับสมัครของกรมประชาสัมพันธ์ในปี พ.ศ.2547) โดยที่ไม่ตกเป็นเครื่องมือของระบบธุรกิจและสามารถดำรงศักดิ์ศรีของสื่อที่เป็นธรรม
กลุ่มแกนนำวิทยุชุมชนกับภารกิจอันหนักอึ้งบนบ่า
การเป็นเจ้าของสถานีวิทยุชุมชน ตามเจตนารมณ์มาตรา 40 เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย สื่อเป็นสมบัติสาธารณะชิ้นใหม่ของชุมชน การดำเนินงานวิทยุชุมชนต้องมีองค์ประกอบในการบริหารจัดการคือคณะกรรมการบริหารวิทยุชุมชน ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นแกนนำหลักที่มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องแนวคิดวิทยุชุมชน มีภารกิจที่ต้องเตรียมชุมชนให้เข้าใจถึงการใช้สิทธิในการสื่อสารตาม มาตรา 40 เพื่อให้เกิดความความรู้ ความเข้าใจและประโยชน์ของวิทยุชุมชน
กลุ่มแกนนำหลักทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นผู้จัดรายการวิทยุด้วยตนเอง สามารถนำเอาแนวคิดเรื่องการใช้สิทธิในการสื่อสารตามมาตรา 40 ความรู้เรื่องวิทยุชุมชน เผยแพร่ สอดแทรก ในรายการวิทยุชุมชนเป็นระยะ นอกจากนี้กลุ่มแกนนำหลักยังมีภารกิจส่งเสริมสนับสนุนคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการดำเนินการ นักจัดรายการ ให้เข้าใจแนวคิดและหลักการการบริหารจัดการสถานีวิทยุชุมชน การร่วมกับชุมชนกำหนดกติกา การค้นหาผู้จัดรายการ การวางแผน การพัฒนาและการประเมินผล
การประชุมก็เป็นช่องทางที่จะสื่อสารของสถานีวิทยุชุมชน เพื่อให้กลุ่มแกนนำและชุมชนให้เข้าใจละเอียดชัดเจนและซักถามได้ แต่โดยปกติจะไม่ได้เป็นการประชุมเกี่ยวกับเรื่องวิทยุชุมชนอย่างเดียว จะเป็นวาระหนึ่งในงานพัฒนาอื่นๆ และมักจะไม่จัดประชุมบ่อยนัก เนื้อหาในการประชุมส่วนใหญ่จะหยิบยกเรื่องการปรับผังรายการ ค่าใช้จ่ายของสถานีและรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ฟัง
จากการศึกษาพบว่า สัดส่วนผู้หญิงที่มีรายชื่อเป็นคณะกรรมการมีน้อย แกนนำที่เป็นผู้ชายให้ข้อมูลว่าชุมชนมีความเคารพต่อสตรีเป็นอย่างมาก และสตรีมีบทบาทมากมายหลายอย่าง ทั้งในบ้าน(Reproductive work) และงานชุมชน (Community Work) ที่มีสัดส่วนน้อยเพราะว่าผู้หญิงเลือกที่จะมีบทบาทในการผู้สนับสนุนให้สามีหรือลูกมาทำงานมากกว่า หรืออย่างกรณีของวิทยุชุมชนธาตุพนม มีการจัดแบ่งบทบาทกันโดยที่ผู้หญิงเข้าไปทำงานเป็นกรรมการในกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในชุมชน แต่มีการทำงานประสานกับคณะกรรมการวิทยุชุมชนโดยตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้หญิงในสัดส่วนของคณะกรรมการวิทยุชุมชน
ลักษณะการตั้งกรรมการ โดยส่วนใหญ่จะคำนึงถึงว่าวิทยุชุมชนไม่เป็นของคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นกรรมการบริหารสถานีจึงมาจากตัวแทนหลากหลายสาขาในรูปกลุ่มอาชีพ หมายถึง เป็นกลุ่มที่มีพื้นฐานการทำการผลิตเช่น กลุ่มเกษตร กลุ่มแม่บ้าน ฯลฯ กลุ่มประชาสังคม หมายถึง กลุ่มที่เป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ องค์กรเอกชน ชุมชน วัด โรงเรียน ฯลฯ กลุ่มสนใจ หมายถึง กลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะ เช่น สนใจเรื่องธรรมะ สนใจในเรื่องของการสื่อสาร เป็นต้น
ยกตัวอย่างวิทยุชุมชนคนนาทอง มีกลุ่มตัวแทนอาชีพ องค์กรต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ เช่น กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มธุรกิจชุมชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส(พิการ) เป็นต้น
องค์ประกอบของเนื้อหาสาระและรูปแบบรายการ
พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 โดยเฉพาะในมาตรา 26 ซึ่งมีใจความสำคัญระบุไว้ตอนหลังว่า “ในการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าว เพื่อประโยชน์ สาธารณะระดับชาติ อย่างน้อยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้
(1) การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
(2) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม
(3) การเกษตรและการส่งเสริมอาชีพอื่น ๆ
(4) ความมั่นคงของรัฐ
(5) การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน
(6) การกระจายข้อมูลข่าวสารของรัฐสภาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐสภากับประชาชน
(7) การกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
สถานีวิทยุชุมชนที่เป็นแบบอย่างของวิทยุชุมชน ได้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย มีเนื้อหาสาระที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิต และเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาของชุมชน ส่วนการจัดรูปแบบรายการได้พยายามเลือกรูปแบบโดยคำนึงถึงความเป็นท้องถิ่นและความเป็นวิทยุชุมชน ซึ่งมีรูปแบบที่เฉพาะของวิทยุชุมชนดังนี้
รูปแบบการอ่านข่าว
เป็นรูปแบบเป็นที่นิยมจัดทำกันทุกสถานี รูปแบบการอ่านข่าวมีวัตถุประสงค์เพียงแจ้งให้ผู้ฟังทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยจะมีการรายงานข่าวภายในประเทศ ข่าวท้องถิ่น ข่าวต่างประเทศ โดยจะนำมาจากหนังสือพิมพ์ หรือจากอินเตอร์เนท (Internet) อย่างในกรณีของวิทยุชุมชนธาตุพนม จะมีการค้นข้อมูลจากเว็บไซด์ที่น่าสนใจ หนังสือพิมพ์ วารสาร รวมทั้งจดหมายข่าวที่มาจากองค์กรหน่วยงานที่ทางกลุ่มคิดว่าน่าสนใจ เช่น จาก สมาคมสิทธิเสรีภาพแห่งประเทศไทย (สสส.) มูลนิธิผู้หญิง และพัฒนาสังคมจังหวัด
รูปแบบการวิเคราะห์ข่าว
เป็นการจัดรายการที่มุ่งเสนอเรื่องราวที่ลึกซึ้ง โดยการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์ ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุการณ์ และยังชี้ให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของเหตุการณ์นั้นด้วย ยกตัวอย่างในกรณีของวิทยุชุมชนคนนาทอง ได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตรโดยการวิเคราะห์ให้เห็นผลดี ผลเสีย เบื้องหน้าเบื้องหลังของบริษัทธุรกิจขายสารเคมี อันตรายของสารเคมี นำไปสู่การการส่งเสริมเกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์
การบรรยาย
เป็นรายการเพื่อการศึกษาที่มุ่งให้เนื้อหาความรู้แก่ผู้ฟังเฉพาะกลุ่ม โดยมีประเด็นที่แน่ชัด ไม่ซับซ้อน โดยจะมีผู้มาบรรยายในประเด็นนั้นๆ ในรูปนี้สถานีวัดดอกจานรัตนารามจะมีความเด่นเพราะว่า วัดดอกจานสามารถนำเสนอเรื่องธรรมะเป็นหลัก การบรรยายเป็นเรื่องที่อาจจะทำให้ผู้ฟังเบื่อง่าย ก็จะคิดรูปแบบใหม่ ๆ ในการนำเสนอให้สนุก เช่น นิทานธรรมะ หมอลำกลอนธรรมะ เพลงเกี่ยวกับธรรมะ ในส่วนของวิทยุชุมชนคนภูไท ได้นำเสนอจะเป็นรายการที่เกี่ยวกับกิจกรรมในงานพัฒนาชุมชน เช่น กลุ่มออมทรัพย์, ธนาคารหมู่บ้าน เป็นต้น
การจัดรายการคู่
เป็นรายการสนทนาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างผู้จัดรายการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีผู้ดำเนินรายการทั้งสองสามารถแสดงความคิดเห็นร่วมไปกับการสนทนาได้ด้วย มีบรรยากาศที่เป็นกันเองมากกว่า ในรูปแบบนี้วิทยุชุมชนเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย มีความโดดเด่นในเรื่องนี้เพราะว่ามีรูปแบบนี้ถึง 10 รายการ จาก 13 รายการ เช่น รายการสัมภาษณ์รายการสุขกายสบายใจกับสุขภาพ จัดโดย นางสาวพชรพร วรชัยพิทักษ์ และด.ญ.วิลาวรรณ อุ่มบางตลาด รายการรอบรู้ทั่วเลย จัดโดย ด.ญ.วิลาวรรณ อุ่มบางตลาด และ ด.ช.กัมพล จันทร์กระจ่าง
รายการสัมภาษณ์
ในรูปแบบนี้ได้ถูกนำไปใช้ทั้ง 5 สถานี เพราะทุกสถานีคำนึงถึงความเป็นวิทยุชุมชนที่ควรมีการนำเรื่องราวของท้องถิ่นมาเผยแพร่และได้พยายามที่จะทำให้เกิดการสื่อสารสองทาง (Two way communication) โดยการเชิญปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รู้ ผู้นำท้องถิ่น มาออกรายการพูดคุยกันในลักษณะการซักถามและตอบปัญหา หรือแสดงความคิดเห็นระหว่างบุคคล 2 คน ขึ้นไป โดยมีผู้ซักถามคือ ผู้สัมภาษณ์คนหนึ่ง และผู้ตอบคำถามหรือผู้ถูกสัมภาษณ์ เช่น วิทยุชุมชนวัดดอกจานฯ เชิญคนเคยดื่มสุราอย่างหนักและสามารถเลิกได้มาออกรายการ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ต้องการเลิกดื่มสุรา
ช่วงเวลาออกอากาศ
จากการศึกษาพบว่า ช่วงเวลาการเปิดและปิดสถานีเป็นการออกแบบที่สัมพันธ์สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนอีสาน หมายถึงการกำหนดช่วงเวลาออกอากาศที่สะดวกในการรับฟัง และเอื้ออำนวยให้นักจัดรายการ ด้วยการไม่ทำให้นักจัดรายการเสียงานหลักของเขาไป เป็นการออกแบบให้สอดคล้องกับบรรทัดฐาน (Norms) ของชุมชน จะสังเกตได้ว่าวิทยุเด็กและเยาวชนจังหวัดเลยกลุ่มผู้จัดรายการส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน จึงกำหนดช่วงเวลาเปิดสถานี 17.00 น.และปิดในเวลา 21.00 น. เพื่อให้เด็กได้ไปโรงเรียนและกลับมาจัดรายการในช่วงเลิกเรียน ส่วนสถานีวิทยุชุมชนชาวธาตุพนมเปิดสถานีในช่วงเช้า 05.00 น ปิดช่วง 14.00 น. และจะไปเปิดอีกครั้งเวลา 16.30-19.00 น. ในช่วงเย็นที่ทุกคนกลับเข้าบ้านแล้ว พร้อมที่จะฟังวิทยุอีกครั้งหนึ่ง
บทบาทของผู้หญิงในวิทยุชุมชน
ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2540 อันเป็นกฎหมายหลักของประเทศได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิสตรีในมาตรา 30 ไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน ที่ยกอ้างกฎหมายปี 2540 เพราะว่าเป็นปีเดียวกับการอนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิในการเป็นเจ้าของวิทยุชุมชน
จากการศึกษาพบว่าบทบาทผู้หญิงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวิทยุชุมชน เพราะผู้หญิงเป็นทั้งผู้ฟังรายการประจำ ผู้ระดมทุนสนับสนุนค่าใช้จ่าย ผู้บริจาค ผู้โทรเข้ามาร่วมขอเพลง ผู้สนทนากับผู้จัดรายการ เป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะและสะท้อนความคิดเห็นต่อการจัดรายการ เป็นนักจัดรายการ เป็นกรรมการบริหาร เป็นเหรัญญิก
โดยหลักการในฐานะที่เป็นประชากรกึ่งหนึ่งของชุมชนผู้หญิงต้องได้รับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ที่ผู้หญิงสนใจ คณะผู้ศึกษาได้พบว่ามีรายการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้หญิง อยู่ในทุกสถานีวิทยุชุมชนทุกแห่ง เช่น เรื่องสิทธิผู้หญิง สุขภาพอนามัย ครอบครัว กลุ่มสตรีขณะเดียวกันผู้ที่รับฟังรายการวิทยุชุมชนอย่างเหนียวแน่น ถือว่าเป็น “แฟน” ในการให้กำลังใจ (โทรศัพท์เข้าไปในสถานี) จัดหาอาหารการกินให้ผู้จัดรายการ ตัวอย่าง แม่เกสร เลื่อนคำแสน ซึ่งเป็นผู้ฟังรายการวิทยุชุมชนคนนาทอง ได้พูดถึงวิทยุชุมชนว่า “เป็นสถานีวิทยุของเรา เสนอรายการที่ใกล้ตัว สามารถเดินไปขอเพลงด้วยตนเอง ได้แจ้งข่าว ฝากข่าว เช่น การดำนา เกี่ยวข้าว กิจกรรมของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มทำถุงเท้า กระติบข้าว กลุ่มปลาร้า เป็นต้น”
ในกรณีนางบุญเติม ค้าพันธ์ เป็นผู้ฟังรายการของวิทยุชุมชนคนภูไท “โดยเฉพาะรายการแรงใจวัยฝันที่มีการแนะนำการใช้ชีวิตให้เด็กและเยาวชน ให้เล่นกีฬาและสอนเทคนิคในการทำข้อสอบ อยากให้ลูกได้ฟังด้วย” นอกจากนั้นชอบฟังรายการสุขภาพดีกับหมออนามัย ที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ” นอกจากนี้นางบุญเติมยังเล่าให้ฟังต่อว่าเธอมีส่วนร่วมกับวิทยุชุมชน โดยการทำบุญบริจาคสนับสนุน ค่าน้ำ ค่าไฟวัด (วิทยุชุมชนตั้งอยู่ในวัด) และนำอาหารไปถวายพระ และมีส่วนร่วมมาตลอดไม่ว่าจะมีการระดมทุนครั้งใด จากการสอบถามนางบุญเติมแสดงให้เห็นว่าผู้ฟังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนสถานีวิทยุชุมชน
คำว่าผู้หญิงมักเป็น “ช้างเท้าหลัง” เป็นเพียงแค่ผู้สนับสนุนหรืออยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชาย ผู้หญิงมักถูกคาดหวังจากครอบครัวให้ดูแลงานที่บ้านหรือเป็นแม่ศรีเรือน ในขณะที่ผู้ชายเป็นผู้นำชุมชน เป็นผู้มีเกียรติในสังคม และมีโอกาสได้พัฒนาความเป็นทักษะความเป็นผู้นำสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีหลายฝ่ายที่เห็นว่าผู้หญิงควรได้รับโอกาสมากกว่านี้ในงานวิทยุชุมชน ผู้หญิงสามารถใช้เวทีแห่งนี้ฝึกฝนความสามารถในการสื่อสารและ ความเป็นผู้นำ เราพบว่าทุกสถานีมีนักจัดรายการที่เป็นผู้หญิง แต่ก็ยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ชาย อย่างไรคณะทำงานพบว่ามีสตรีมีบทบาทสำคัญในงานวิทยุชุมชน
วิทยุชุมชนคนนาทอง มีคุณครูมณี สุครีพ หรือ “สาวโคกสูง” ก็เข้ามาจัดประมาณ เกือบ 2 ปี เนื้อหาก็จะเป็นเรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ แต่ตอนนี้เลิกจัดแล้ว เพราะมีอุปสรรคในเรื่องการใช้เทคโนโลยี ด้วยการหาเพลงจากคอมพิวเตอร์ เลยทำให้ไม่อยากมาจัดเพราะไม่ชำนาญเรื่องเทคโนโลยี
วิทยุชุมชนธาตุพนม มีจำนวนผู้จัดรายการที่เป็นผู้ชาย จำนวน 14 คน ผู้จัดรายการหญิง จำนวน 2 คน ผู้จัดรายการที่เป็นเยาวชน จำนวน 11 คน (ไม่ได้แยกเพศ)
วิทยุชุมชนคนภูไทมีรายการที่ผู้หญิงเคยจัดทั้งอดีตและปัจจุบัน คือ
1. ศิวสุดา จันดาวาปี รายการสุขภาพดีกับหมออนามัย
2. วันเพ็ญ (สาวสตรีเหล็ก) รายการธนาคารหมู่บ้าน
3. สาวดวงตา รายการเพลงก่อนงาย
4. ครูกาญจนาและนักเรียน รายการแรงใจวัยฝัน
วิทยุชุมชนเด็กและเยาวชนเลย มีผู้จัดรายการผู้หญิงที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกับผู้จัดรายการที่เป็นชาย คือมีผู้หญิงจำนวน 7 คนในขณะที่ผู้จัดรายการชาย 12 คนในรายการที่จัดจะเป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความรู้สำหรับผู้หญิง เช่น สุขภาพกายสบายใจ ฉลาดซื้อฉลาดใช้ รอบรู้ทั่วเลย เด็กรู้เท่าทันโลก เป็นต้น
วิทยุชุมชนพระพุทธศาสนาวัดดอกจาน ฯ มีนางราตรี นนทศิลา เป็นผู้จัดรายการคนเดียวที่มีอยู่ แต่มีบทบาทสำคัญ ประเด็นในการจัดจะเป็นเรื่องอันตรายของยาเสพติด สุขภาพอนามัย และพัฒนากลุ่มสตรีทอผ้าไหม การมีส่วนร่วมในระดับการตัดสินใจหรือเข้าร่วมในระดับนโยบายผู้หญิง หมายถึงว่า ผู้หญิงมีส่วนเข้าร่วมในการกำหนด วางแผนและบริหารจัดการอย่างเสมอภาค ในเชิงปริมาณปรากฏว่าผู้หญิงมีจำนวนน้อยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ แต่ก็บางส่วนที่มีส่วนสำคัญในการบริหารวิทยุชุมชน
นางราตรี นนทศิลา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะตัวแทนของผู้หญิงที่มีความสามารถที่ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริหาร ร่วมวางแผน ในฐานะเหรัญญิก ตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็น ผู้จัดรายการและคัดคนเข้าจัดรายการ ในการจัดรายการ บางครั้งนางราตรี ต้องหาข่าวเองด้วย ราตรี บอกว่า “ตอนแรกแม่และน้องชายไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทุ่มเทงานขนาดนี้ ประกอบทั้งมีคนปรามาสว่าคงทำไปได้ไม่เท่าไหร่ มาบัดนี้ภูมิใจที่ตนเองทำได้และ ครอบครัวเข้าใจแล้ว”
ปัญหาอุปสรรคของวิทยุชุมชนพื้นที่ภาคอีสาน
จากการศึกษาพอจะประมวลสรุปได้ว่า
ปัญหาด้านงบประมาณและทุน
วิทยุชุมชนทั้ง 5 แห่ง ต่างประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการบำรุงรักษาเครื่องส่งและค่าใช้จ่ายรายเดือน เพราะว่าไม่ได้มีรายได้จากการโฆษณาเหมือนกับวิทยุชุมชนกระแสหลัก การซ่อมแซมบำรุงอุปกรณ์เครื่องส่งในแต่ละครั้งจึงใช้การระดมทุนกันเป็นครั้งคราว เช่นการทอดผ้าป่า ทำบุญบริจาค เป็นต้น ค่าบริหารจัดการอื่น ๆ บางครั้งกลุ่มแกนนำหลักเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายส่วนตัวไป
ปัญหาคลื่นแทรกคลื่นทับ
ในสถานการณ์ที่มีการเปิดวิทยุชุมชนเป็นจำนวนมากตามนโยบายของรัฐเมื่อปี พ.ศ.2547 ทำให้เกิดการตั้งสถานีใกล้กัน ประกอบกับมีการเพิ่มกำลังส่งสูงกว่าเกณฑ์ทางเทคนิคกำหนด 30-30-15 ทำให้วิทยุชุมชนทั้ง 5 แห่ง ถูกคลื่นทับ คลื่นแทรกด้วย
บุคลากรด้านเทคนิคมีจำกัด
ปัญหาที่พบมากคือบุคลากรในชุมชนไม่มีความรู้ประสบการณ์การใช้เครื่องส่ง การใช้คอมพิวเตอร์ บุคลากรที่มีความชำนาญด้านนี้จะมีโดยเฉลี่ย 1-2 คนต่อสถานี ซึ่งไม่เพียงพอและวิทยุชุมชนก็ไม่สามารถที่จะสนับสนุนค่าตอบแทนให้เขาอยู่ประจำการที่สถานีตลอดเวลาได้
ผู้จัดรายการโดนซื้อตัว
เนื่องจากการจัดรายการวิทยุชุมชน 100% เป็นรูปแบบอาสาสมัคร ทำให้บางครั้งก็ยากที่จะดูแลให้อยู่กับวิทยุชุมชนได้ บุคลากรที่เก่งมีทักษะ คนชื่นชอบมากจะถูกซื้อตัวไปจัดในวิทยุกระแสหลัก
ผู้จัดรายการขาดข้อมูลใหม่ๆ มานำเสนอ
ปัญหาที่พบบ่อยคือ ผู้จัดรายการรู้สึกว่าไม่มีเนื้อหาที่จะนำเสนอต่อไป ทำให้ขาดความกระตือรือร้นและเลิกจัดรายการ
การมีส่วนร่วมของประชาชน
ประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่าวิทยุชุมชนเป็นของชุมชนและทำให้ขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังที่กล่าวในเบื้องต้นแล้วว่าคณะกรรมการที่กระตือรือร้นจำนวนหนึ่ง อีกส่วนใหญ่จะยังแค่การเป็นแกนร่วมคือมีการเข้ามาช่วยเป็นครั้งคราว ในช่วงแรกการก่อตั้งจะมีคนสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก เมื่อระยะเวลาผ่านไปก็ทยอยหยุดไป
การแทรกแซงของรัฐ
เมื่อมีการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ได้มีกฎหมายลูกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 คือ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งมีเนื้อหาสาระในการควบคุมสื่อมากขึ้น ทำให้วิทยุชุมชนเกิดความหวั่นเกรงว่าจะโดนยุบหรือโดนปิดสถานีวิทยุ การนำเสนอรายการอาจถูกเหมาว่า “กระทบต่อความมั่นคง” รัฐกำหนดให้วิทยุชุมชนทั่วประเทศต้องไปขออนุญาตจดทะเบียนใหม่ และอาจส่งผลให้วิทยุชุมชนหลายแห่งที่อาจจะไม่ผ่านเกณฑ์ขอใบอนุญาต
บทสรุป : บทเรียนและทางเลือกในอนาคต
ในเชิงเชิงวิชาการ
จากการสำรวจองค์ความรู้ด้านวิชาการเกี่ยวกับวิทยุชุมชน มีงานด้านการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิทยุชุมชนโดยตรงน้อย จึงสรุปว่าควรจะมีการส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิทยุชุมชน หากพิจารณาตามผลวิจัยในครั้งนี้ได้ค้นพบประเด็นสำคัญหลากหลาย จึงเห็นว่าการวิจัยครั้งต่อไปควรศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยมุ่งศึกษาในเรื่องการพัฒนารูปแบบและเนื้อหาของวิทยุชุมชน การสื่อสารวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อสาธารณะ และบทบาทหญิงชายในการพัฒนาวิทยุชุมชน การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้จะทำให้แน่ใจว่าจะได้นำเอาข้อมูลมาวิเคราะห์แบบมีส่วนร่วม หลังจากนั้นนำไปสู่การส่งเสริมการพัฒนาปรับปรุงวิทยุชุมชนและคนในชุมชนได้ โดยเฉพาะประเด็นการวิจัยเรื่องบทบาทชายหญิง ควรเป็นประเด็นงานวิจัยที่จะทำให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนามากขึ้น โดยเชื่อว่าผู้หญิงมีความสามารถ มีพลัง และสามารถพัฒนาวิทยุชุมชนได้เป็นอย่างดี
ในเชิงปฏิบัติการ
ก. สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ
ความรู้สึกเป็นเจ้าของเกิดขึ้นได้เมื่อเข้ารู้สึกว่า วิทยุชุมชนช่วยแก้ไขปัญหาให้เขาได้และเขาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของวิทยุชุมชนคือเป็นของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน ถ้าแกนนำหลักสามารถเข้าหาคนในชุมชนมากขึ้น และพูดคุยสร้างความเข้าใจเพื่อขยายแนวร่วมมาทำงานมากขึ้น อาจจะเข้ามาเป็นกรรมการ เป็นนักจัดรายการ หรือเป็นผู้ระดมทุน ฯลฯ และสร้างภาพลักษณ์วิทยุชุมชนเหมือนบ้าน ที่มีความอบอุ่น เป็นกันเอง และน่าหวงแหน เฉกเช่นสถาบันสำคัญที่มีอยู่เดิมในชุมชน เช่น วัด โรงเรียน
ข. พัฒนาศักยภาพ
ด้วยการใช้เวทีวิทยุชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาทักษะการพูด การอ่าน
การสนทนา การบริหารจัดการ นอกจากพัฒนาทักษะแล้ว การสรุปบทเรียนเพื่อทบทวนการทำงาน จะทำให้เกิดวิธีคิดใหม่หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ การพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ๆ เพื่อสืบสานภารกิจก็อยู่ในกระบวนการหล่อหลอมคนรุ่นถัดไปมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
ค.นำเสนอภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น
สามารถนำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับท้องถิ่นมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นบุญประเพณี หรือเชิญปราชญ์ชาวบ้านมานำเสนอองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านวิทยุชุมชน การทำดังนี้ชุมชนจะรู้สึกได้ถึงว่าวิทยุชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชนที่แท้จริงไม่ใช่เป็นกระบอกเสียงให้กับนายทุน หรืออำนาจอื่น ๆ
ง. การระดมทุน
ให้พยายามคิดสรรรูปแบบต่าง ๆ ที่จะสามารถให้วิทยุชุมชนยืนอยู่ได้ ซึ่งก็มีแนวความคิดและปฏิบัติการขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดทำผ้าป่าสามัคคี การรับบริจาค ฝากประกาศงานพิธี ฝากประกาศผ้าป่าประชาสัมพันธ์ให้ตลาดท้องถิ่น การรับจ้างทำสื่อ สิ่งเหล่านี้เป็นทางเลือกระดมทุนโดยไม่ต้องโฆษณา ควรมีการสร้างการระดมทุนอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้ชุมชนเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่เฉพาะกรรมการแกนนำคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
จ. การสร้างกลไกระดับชุมชน
โดยมุ่งการประสานความร่วมมือกับกลุ่มต่าง ๆ สามารถเป็นกลไกทางด้านการ
สื่อสารให้กับกลุ่มต่าง ๆในชุมชน และน่าจะเป็นการประสานให้เกิดความร่วมมือ เกิดแนวทางการพัฒนาร่วมกัน อย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งสามารถประสานสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่น
ฉ. การสร้างกลไกเครือข่ายทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
วิทยุชุมชนจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ต้องร่วมมือ รวมใจกับอาศัยองค์กรอื่น เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือกัน ถ่ายเทความรู้ ทักษะแก่กันและกัน การเยี่ยมเยือนแบบพี่น้อง การแลกเปลี่ยน การแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น การพัฒนาทักษะการจัดรายการวิทยุ มีเวทีแลกเปลี่ยนเรื่องความรู้เรื่องสิทธิและกฎหมาย และรวมทั้งการรณรงค์เคลื่อนไหวเชิงนโยบายร่วมกัน
การดำเนินการเชิงนโยบายและการใช้กฎหมาย
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย ก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ประชาชนไม่เคยเข้าถึงและไม่เคยมีส่วนร่วมโดยตรงมาก่อนเลย เมื่อมีโอกาสอันดีที่เกิดการปฏิรูปและให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการบริหารจัดการวิทยุ ซึ่งถือว่าเป็นสื่อของประชาชนโดยตรง รัฐต้องตระหนักในสิทธิของประชาชนและขณะเดียวกันประชาชนต้องให้ความสำคัญและเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และควรจะมีแนวทางส่งเสริมสนับสนุน ดังนี้
ก. รัฐควรเปิดโอกาสอย่างเต็มที่ รัฐต้องปรับเปลี่ยนจากการควบคุมเนื้อหาสื่อสาร มวลชน มาเป็นการเปิดโอกาสให้เสรีภาพทางความคิดของประชาชนแสดงออกผ่านสื่อได้มากขึ้น ควรจัดการให้มีกลไกการตรวจสอบกำกับดูแลทางสังคม มากกว่าที่รัฐจะใช้แนวทางการควบคุมกำกับดังที่เป็นอยู่ ซึ่งควรเลิกพฤติกรรมในการข่มขู่คุกคามการแสดงออกของสื่อมวลชนและประชาชนทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้ความรุนแรงคุกคามซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป
ข. การกำหนดนโยบายหรือแผนในการสนับสนุนสื่อภาคประชาชน รัฐควรจะส่งเสริมผู้ไร้สิทธิ์ ไร้เสียง ขาดโอกาส ได้มีช่องทางในการสื่อสารกับรัฐกับสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างการรับรู้ร่วมกัน การสื่อสารผ่านแนวราบ ไม่ใช่แบบบนลงล่าง (Top down) อีกต่อไป ประชาชนจะไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนมาเป็นผู้สื่อสารด้วยตนเอง
ค. ภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งสถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคมต้องช่วยกันกำหนดทิศทางอย่างชัดเจน เตรียมความพร้อมของภาคประชาชนในการเข้ามาสร้างสรรค์สื่อภาคประชาชน ด้วยการให้ข้อมูล ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและกฎหมาย หนุนเสริมวิทยุชุมชนใน 5 -10 สถานีวิทยุในเบื้องต้น โดยให้กลุ่มวิทยุที่จะเติบโตในภายหลังสามารถพัฒนาได้อย่างมีทิศทางและมีแบบอย่างที่ดี
ง. วิทยุชุมชนต้องตอบสนองกลุ่มประชาชนที่หลากหลายทั้งในทางด้านกายภาพ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาค ที่มีความหลากหลายในเชิงประเด็น ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เกษตร ผู้หญิง ชุมชนชาวบ้าน เขมร ภูไท ฯลฯ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
  • กนกศักดิ์ แก้วเทพ.2546. เศรษฐศาสตร์การเมือง สื่อมวลชนบนเส้นทางทุนนิยม.พิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง.
  • กาญจนา แก้วเทพ. 2544.ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมการศึกษา. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • กุลวดี หวังดีศิริสกุล. 2546. เศรษฐศาสตร์การเมือง สื่อมวลชนบนเส้นทางทุนนิยม.กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง.
  • เข็มพร เชื้อตาหมื่น.2548.จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนชาวธาตุพนมเอฟ.เอ็ม.105.25
  • เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคตะวันตกและคณะ .2551.วิทยุชุมชน: รายงานการศึกษาข้อมูลพื้นฐานวิทยุชุมชนภาคประชาชน.เชียงใหม่: มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.
  • เครือข่ายสื่อประชาชนภาคอีสาน. 2550.หอมดินอีสาน.อุบลราชธานี: จัดพิมพ์โดย เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคอีสาน.
  • จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์และคณะ. 2550.คู่มือวิทยุชุมชน.พิมพ์ครั้งที่ 1เชียงใหม่: จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อภาคเหนือ.
  • จุมพล รอดคำดี, 2542 และ กาญจนา แก้วเทพ, 2546 แนวคิดวิทยุชุมชนและการศึกษาที่เกี่ยวข้อง หอมดินอีสาน.อุบลราชธานี: จัดพิมพ์โดย เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคอีสาน.
  • ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ และวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร, 2546 แนวคิดวิทยุชุมชนและการศึกษาที่เกี่ยวข้อง หอมดินอีสาน.อุบลราชธานี: จัดพิมพ์โดย เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคอีสาน
  • ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ. 2546.เศรษฐศาสตร์การเมือง สื่อมวลชนบนเส้นทางทุนนิยม.พิมพ์ครั้งแรก กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง.
  • ทวีศักดิ์ สุภานันท์และคณะ(2551).ศูนย์การเรียนรู้เพื่อชีวิตที่พอเพียงเครือข่ายธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริวิทยุชุมชนคนภูไท เอฟ.เอ็ม.106.2มฮ.อุดรธานี : ศูนย์การเรียนรู้เพื่อชีวิตที่พอเพียง. ชุดเอกสารเย็บเล่ม
  • ธีรนาถ กาญจนอักษร.2542.หญิง-ชายกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม. กรุงเทพ ฯ: บริษัทเอดิสันเพรส โปรดักส์.
  • บัญชร อ่อนดำและคณะ.2544.การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม. เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่ บี. เอส.การพิมพ์.มฮ.นครพนม: จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนชาวธาตุพนม.
  • มารยาท พงษ์ไพบูลย์.2546. วิทยุชุมชน: รายงานการศึกษาข้อมูลพื้นฐานวิทยุชุมชนภาคประชาชน เชียงใหม่: มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.
  • วันชัย วัฒนศัพท์.2546. เอกสาร “การมีส่วนร่วมกับการพัฒนาองค์กร” บรรยายในการสัมมนานายจ้างและลูกจ้างภาครัฐวิสาหกิจ เรื่อง “ระบบทวีภาคีกับการแก้ปัญหาแรงงานในรัฐวิสาหกิจ วันที่ 6-8 มีนาคม 2546. ชลบุรี :จัดโดย กองรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
  • แวง พลางวัน. 2550.หอมดินอีสาน.อุบลราชธานี: จัดพิมพ์โดย เครือข่ายสื่อภาคประชาชน ภาคอีสาน.
  • สมาพันธ์วิทยุชุมชนฅนอีสาน.2546. หมายเหตุวิทยุชุมชนฅนอีสาน พ.ศ.2545-2 เอกสารเย็บเล่ม
  • อนุสรณ์ ไชยพาน.2545.วาระประชาชนเพื่อความเป็นไทย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ เดือนตุลา.