WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 12, 2009

ทหารฉุนกก.สอบสลายม็อบจี้ถามคนสั่งการ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_12399

พล.ต.องอาจ พงษ์ศักดิ์

รองเสธ.พล.ร.2 ฉุน ส.ส.เพื่อไทย คาดคั้นหาผู้สั่งการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ขณะเตรียมของบ 5-6 หมื่นบาท ทำแอนนิเมชั่นการตายของพลทหารอภินพ...

วันนี้ (12 มิ.ย.) ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง โดยมี พล.ต.ต.สุเทพ สุขสงวน ส.ว.สรรหา เป็นประธานที่ประชุม มีการเชิญ พล.ต.องอาจ พงษ์ศักดิ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสธพล.ร.2 รอ.มาชี้แจง โดยทหารได้เปิดวีดีโอบันทึก ภาพเคลื่อนไหวที่เป็นทั้งการเคลื่อนกำลังพล การตั้งเป็นแนวกั้น

จากนั้น นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย อนุกรรมการฯ ได้เริ่มซักถามถึงการเคลื่อนกำลังพล โดยพยายามคาดคั้นว่าใครเป็นผู้สั่งการให้ทหารสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในเช้ามืดวันที่ 13 เม.ย. แต่ทางเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้ชี้แจงว่าใครเป็นผู้สั่งการ เพียงแต่ระบุว่ามีการสั่งการตามสายบังคับบัญชา หากต้องการก็ทราบ จะชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลัง แต่นายวรวัจน์ พยายามซักถามอีกว่าใครเป็นผู้สั่ง นายกรัฐมนตรี หรือ ผบ.ทบ. และ ขณะสั่งการนั้นผู้สั่งการอยู่ที่ไหน จึงทำให้ พล.ต.องอาจ ตอบว่า คำสั่งเป็นไปตามสายบังคับบัญชาที่มีการสั่งทั้งทางวาจาและลายลักษณ์อักษร ทราบว่าการรับคำสั่งในการปฏิบัติการมี ผบ.ทบ.สั่งมายังแม่ทัพภาคที่ 1 และสั่งการมายังตน

ด้าน พ.อ.ร่มเกล้า ยืนยันว่า ไม่มีทหารไล่ตีประชาชน เพราะผู้บังคับบัญชากำชับว่าไม่ให้ทำร้ายประชาชน ได้รับคำสั่งเพียงการเปิดการจราจร เนื่องจากช่วงนั้นอยู่ในเทศกาลสงกรานต์ และระบุว่าระหว่างที่ทหารหลายนายขับรถเข้ามาปฏิบัติงานผู้ชุมนุมได้มีการทุบรถ กระชากตัวเพื่อตรวจค้น จึงอยากรู้เหมือนกันว่าผู้ชุมนุมใช้อำนาจอะไรที่ทำแบบนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม นายวรวัจน์ยังไม่ลดละที่จะสอบถามถึงผู้สั่งการที่แท้จริง โดยตำหนิฝ่ายทหารว่าไม่ควรโบ้ยไปกันไปมา ทำให้ พ.อ.ร่มเกล้า กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า "ผมพูดตรงๆ ไม่เคยโบ้ยใคร ผมเป็นทหารไม่ใช่นักการเมือง" ขณะที่นายวรวัจน์ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุเดือดทันทีว่า "ขอความกรุณา อย่าดูถูกนักการเมือง ต่างคนก็ต่างมีศักดิ์ศรีเท่ากัน อย่าอนุมานไปต่างๆ นานา"

พล.ต.ต.สุเทพ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การชี้แจงของเจ้าหน้าที่ทหารในวันนี้ถือว่าเป็นประโยชน์พอสมควร เพราะหากมีชุมนุมและมีการสลายครั้งต่อไปก็จะทำให้ทหารมีความระมัดระวังตัวมากขึ้่น ส่วนกรณีของพลทหารอภินพ เครือสุข ที่การเสียชีวิตยังมีความคลุมเครืออยู่นั้น ขณะนี้ทางอนุกรรมการฯ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปประสานกับบริษัทเอกชนเพื่อจัดทำแอนนิเมชั่นการตายจะได้คาดการณ์ว่าพลทหารอภินพ เสียชีวิตจากความน่าจะเป็นอย่างรไรบ้าง โดยขณะนี้อนุกรรมการฯ ได้ทำหนังสือของบประมาณไปยังสภาฯจำนวน 5-6 หมื่นบาทเพื่อจัดทำแล้ว และในวันที่ 16 ม.ย.ทางอนุกรรมการฯ จะเชิญเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาสอบสวน

บน “เวทีเสรีภาพทางความคิด” ทุกคนต้องเท่าเทียม

ที่มา ประชาไท

จำได้ว่าในเวทีสัมมนาครั้งหนึ่ง พระคุณเจ้ารูปหนึ่งแสดงความเห็นว่า “เมื่อพูดถึงเสรีภาพมันต้องมีขอบเขต ถ้าใช้เสรีภาพตามอำเภอใจ ตามอำนาจของกิเลส อย่างนี้อันตราย มันไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย...”

ผู้ฟังคนหนึ่งยกมือแสดงความเห็นต่างว่า “เสรีภาพตามความหมายทางศาสนา มันจะไม่ขัดหลักประชาธิปไตยหรือ ในเมื่อสังคมประชาธิปไตยยอมรับความเท่าเทียมในการมีเสรีภาพของคนทุกคน ไม่ว่าคนที่มุ่งสู่ความหลุดพ้น คนที่ยินดีอยู่ในโลกของกิเลส หรือแม้แต่คนที่ต้องการใช้เสรีภาพตามกิเลสของตนเองที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น...”

ดูเหมือนพระท่านจะตอบความเห็นต่างนั้น ทำนองว่า “ยังไงเสรีภาพที่ถูกต้อง ที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ต้องเป็นเสรีภาพที่ถูกนำทางด้วยเหตุผลหรือปัญญา เสรีภาพตามอำนาจของกิเลสยังไงมันก็ต้องสร้างความทุกข์ไม่แก่ผู้อื่นก็แก่ตนเอง สร้างความทุกข์แก่ผู้อื่นก็คือมันไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น ละเมิดกติกาของสังคม สร้างความทุกข์แก่ตัวเองก็อย่างเช่น เสรีภาพในการสูบบุหรี่ การบริโภคอะไรอื่นๆ ที่เสียหายต่อสุขภาพร่างกาย หรือมอมเมาจิตใจ...”

ประเด็นที่น่าคิด คือ “สังคมประชาธิปไตยยอมรับความเท่าเทียมในการมีเสรีภาพของทุกคน” ผู้เขียนคิดว่าหลักการนี้สำคัญมาก เพราะต่อให้สิ่งที่พระอธิบายจะเป็นสัจธรรมทางศาสนา ก็ไม่อาจนำมาหักล้างหลักการดังกล่าวนี้ได้ เนื่องจากสมาชิกแห่งสังคมประชาธิปไตยไม่อาจถูกจำกัดให้เชื่อหรือชอบความหมายของชีวิตที่ดีงามตามนิยามทางศาสนาเท่านั้น หากแต่เขาย่อมต้องได้รับการรับรองเสรีภาพในการที่จะคิด จะเชื่อ หรือจะให้ความหมายกับชีวิตตามที่เขาเห็นควร ในฐานะที่เขาเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงในการกำหนดชีวิตของตนเอง

ในบรรดาเสรีภาพในด้านต่างๆ ของมนุษย์นั้น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นย่อมเป็นสิ่งที่มนุษย์มีอย่างเท่าเทียมกัน ในบางเวทีเราอาจจำเป็นต้องกีดกันคนบางประเภท เช่น เวทีการเมืองในสภาฯ เรามีข้อกำหนดที่กีดกันคนทุจริตเลือกตั้งไม่ให้เข้าไปเป็นสมาชิกสภาฯ เป็นต้น แต่บน “เวทีเสรีภาพทางความคิด” เราไม่อาจกีดกัน/ขจัดคนประเภทใดๆ ออกไปได้เลย

ไม่ว่าจะเป็นเจ้า ไพร่ นายพล นายทุน นักวิชาการ กรรมกร คนคุก คนดี คนเลว คนฉลาด คนโง่ ฯลฯ เขาย่อมมีเสรีภาพทางความคิดอย่างเท่าเทียม เราไม่อาจอ้างเหตุผลอันชอบธรรมที่จะผลักใครออกไปจาก “เวทีเสรีภาพทางความคิด” เพราะ…

1. เสรีภาพทางความคิดเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หรือเป็นเสรีภาพที่มีอยู่ภายในความเป็นมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย การปฏิเสธหรือพยายามกีดกัน ปิดกั้นเสรีภาพดังกล่าวเท่ากับปฏิเสธความเป็นมนุษย์
2. โดยการใช้เสรีภาพทางความคิดในการเรียนรู้จากความคิด ความเชื่อ ความรู้ ประสบการณ์ที่หลากหลาย มนุษย์จึงอาจค้นพบความหมายของชีวิต อุดมคติ หรือสิ่งที่เขาเชื่อว่ามีคุณค่ามากที่สุดสำหรับตัวของเขาเอง
3. โดยการที่สังคมมี “เวทีเสรีภาพทางความคิด” การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างวัฒนธรรมการใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกัน การแสวงหาอุดมการณ์ร่วมกัน การสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ฯลฯ จึงเป็นไปได้

ในทางอุดมคติ “เวทีเสรีภาพทางความคิด” ที่สำคัญคือ “สื่อสารมวลชน” แต่ในความเป็นจริงสื่อโดยเฉพาะสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ กลับทำหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” ของฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ หรือเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นของคนชั้นนำ คนดัง ผู้เชี่ยวชาญ คนชั้นกลาง เป็นด้านหลัก

ความเห็นต่างจากฝ่ายยึดกุมอำนาจรัฐ ความคิดที่ท้าทายต่ออำนาจตามจารีตนิยมต่างๆ ปัญหา, ความคิดเห็น, ความต้องการ ของคนเล็กคนน้อย คนชั้นล่าง คนชายขอบ คนไร้ที่ทำกิน คนเร่ร่อน คนไร้สัญชาติ คนที่อยู่ใน “มุมมืด” หรือ “คนนอก” กรอบการยอมรับตามจารีตศีลธรรม แทบไม่มีพื้นที่บนเวทีเสรีภาพทางความคิดของสื่อกระแสหลัก

แต่ทว่าเมื่อมีการดิ้นรนเปิดเวทีเสรีภาพทางความคิดในช่องทางอื่นๆ เช่น วิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์ออนไลน์ เว็บบอร์ด บล็อค ต่างๆ เป็นต้น ปรากฏว่าอำนาจรัฐ โดยเฉพาะอำนาจที่มองเห็น (จนทำให้เราแสบตาราวกับมองแสงไฟสปอร์ตไลท์) แต่มองไม่เห็นตัวผู้รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้น เช่น “อำนาจในนามของการปกป้องสถาบัน” กลับตามไปคุกคามหรือสร้างความหวาดกลัวแก่ “เสรีชน” ที่พยายามบุกเบิกเพื่อเปิดพื้นที่เสรีภาพทางความคิดสำหรับคนเล็กคนน้อยจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้ง ปิดกั้น กระทั่ง “ถูกเขี่ย” ให้ตกเวทีเสรีภาพทางความคิดของสื่อกระแสหลัก

อย่าหวังว่าความเป็นประชาธิปไตยในมิติอื่นๆ จะเป็นไปได้ ถ้าเรายังไม่ชัดเจน หรือไม่ต่อสู้เพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยในมิติของเสรีภาพทางความคิดเห็น ที่มี “เวทีเสรีภาพทางความคิด” ซึ่งเปิดพื้นที่สำหรับคนทุกคน ทุกความเห็นต่างอย่างกว้างขวาง และอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ไฟใต้..ใครคือผู้ค้าสงครามตัวจริง

ที่มา ประชาไท

เหตุการณ์คนร้ายพร้อมอาวุธสงคราม เข้ากราดยิงโต๊ะอิหม่ามและพี่น้องคนไทยมุสลิม ที่กำลังทำพิธีละหมาดอยู่ในมัสยิด ที่บ้านไอร์ปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 11 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อคืนวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ร้ายแรงที่สุดในเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เหตุการณ์ช็อคความรู้สึกของประชาชนครั้งนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่มุมมองใหม่ของการค้นหาสาเหตุแห่ง “ไฟใต้” เพราะด้วยพฤติกรรมการก่อเหตุที่ “ผิดปกติอย่างยิ่ง”

คำอธิบาย หรือความเข้าใจของหน่วยงานความมั่นคง ที่มองเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งร้ายแรงนี้ ไม่แตกต่างกับเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างถี่ยิบในช่วงนี้ คือ เป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สามารถปฏิบัติการ ปิดล้อม ตรวจค้น กดดัน และจับกุมแกนนำ รวมทั้งยึดอาวุธ ของ “กลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบ” ได้มากขึ้น ประมาณว่า เป็นยุทธการแย่งมวลชน และพื้นที่สื่อ ของฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบ

ขณะที่นักวิเคราะห์ นักวิชาการ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่เอง กลับรู้สึกและรับรู้ข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จของเจ้าหน้าที่รัฐ” เพราะหากจะเรียกว่า นี่คือความสำเร็จจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่น่าจะทำให้ขบวนการก่อความไม่สงบ ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้มาก หรือไม่สามารถปฏิบัติการตอบโต้ได้ หากจะตอบโต้ได้บ้าง ก็ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญประชาชนได้มากเท่านี้ และต่อเนื่องได้ขนาดนี้

เพราะหากจะประเมินจากกำลังพลที่ลงมาประจำการอยู่ใน 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง ตำรวจ ทหาร และพลเรือน มีจำนวนมากกว่า 6 หมื่นนายแล้ว ในจำนวนนี้รวมทั้ง กองกำลังติดอาวุธที่รัฐส่งเสริมให้จัดตั้งขึ้นในรูปของ อาสาสมัครทหารพราน และ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านหรือ ชรบ.

หากจะประเมินจากจำนวนงบประมาณ ที่ถูกจัดสรรลงมาเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาในพื้นที่ ก็เป็นจำนวนมากกว่า 1.8 แสนล้านบาทแล้ว ในรอบ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา

ด้วยกำลังพลขนาดนี้ และงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ จึงอยู่บนสมมุติฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า ฝ่ายรัฐได้ใช้ยุทธวิธี ปิดล้อม ตรวจค้น กดดัน และพัฒนาได้อย่างทั่วถึงเกือบทุกพื้นที่ แม้บางพื้นที่รัฐยังไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ก็สามารถใช้ยุทธศาสตร์เชิงพัฒนา และยุทธศาสตร์ด้านจิตวิทยา เข้าครอบคลุมได้มากขึ้น

รวมทั้งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ นโยบายการแก้ปัญหาภาคใต้ มีเอกภาพอย่างยิ่ง เพราะอยู่ในการดำเนินการ และควบคุมของฝ่ายกองทัพ และหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่า กองทัพ หน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาล สามารถ จำกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกว่า “ขบวนการก่อความไม่สงบที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน” ในพื้นที่ภาคใต้ไว้ได้ค่อนข้างมาก

แต่ทำไมเหตุร้ายรายวัน และความรุนแรงที่อุกอาจสะเทือนขวัญ จึงยังเกิดขึ้นได้อีก หรือมี “ขบวนการก่อความไม่สงบรูปแบบใหม่” ที่ได้ก่อตัวขึ้นในพื้นที่ โดยที่หน่วยงานความมั่นคงไม่อยากจะพูดถึง หรือไม่อยากจะเปิดเผยต่อสาธารณชน

ก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่ทุกวันนี้ ก็ยังคงมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจากนักวิชาการ และประชาชนในพื้นที่อยู่ตลอดเวลาว่า รัฐกำลังสู้อยู่กับใคร กำลังสู้อยู่กับผู้ก่อความไม่สงบที่มีอุดมการณ์เพื่อแบ่งแยกดินแดน หรือกลุ่มโจรห้าร้อยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและธุรกิจผิดกฎหมาย หรือ กลุ่มกลไกรัฐที่กำลังจะสูญเสียประโยชน์ (จากที่เคยได้อยู่) หรือกลุ่มบุคคลที่รู้สึกเกลียดชังโกรธแค้นและต้องการเอาคืน

คำถามเหล่านี้ หน่วยงานความมั่นคงและกองทัพจะต้องกล้าที่จะพูดความจริง กล้าที่จะตอบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างกับประชาชน อันจะเป็นการช่วยลดความหวาดระแวงแคลงใจ และสร้างความไว้วางใจมั่นใจต่อรัฐ และหน่วยงานความมั่นคง สอดคล้องกับความพร้อมในการแก้ปัญหาที่กองทัพมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในเวลานี้

ขณะที่ สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่รับรู้จากเหตุสะเทือนขวัญครั้งร้ายแรงที่สุด ที่มัสยิดบ้านไอร์ปาแย ต.จวบ. อ.เจาะไอร้อง จ. นราธิวาส กลับเป็นว่า หากเป็นฝีมือของกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบ ที่ต้องการจะหยิบยกปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ให้กลายเป็นปัญหาระดับสากล ด้วยเป้าหมายต้องการแบ่งแยกดินแดนแล้ว ทำไมถึงได้โหดเหี้ยม อำมหิตผิดมนุษย์และผิดวิสัยของคนมุสลิมอย่างยิ่ง ขนาดกล้าที่จะฆ่าโต๊ะอิหม่าม และพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง ขณะกำลังละหมาดอยู่ในสุเหร่าได้

หรือกลุ่มคนที่ก่อเหตุครั้งนี้ เป็นขบวนการโจรก่อการร้าย ที่ไม่มีศาสนา ไม่มีคุณธรรม ไม่มีศีลธรรมอยู่ในหัวใจ ฆ่าได้แม้แต่คนที่อยู่ในศาสนาเดียวกัน

ใครกันแน่คือ “นักค้าสงครามตัวจริง” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

หากวิเคราะห์เหตุการณ์สะเทือนขวัญก่อนหน้านั้นเพียง 2 วัน คือวันที่ ครูไทยพุทธ ท้องแก่ 8 เดือน ถูกยิงตายพร้อมกับเพื่อนครูอีก 1 คน และอีกเหตุการณ์ที่ดูประหนึ่งว่าจะเป็นปฏิบัติการเอาคืน ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนและหลัง เป็นสิ่งที่ชวนให้ประชาชนในพื้นที่คิดวิเคราะห์ไปได้ว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะบอกว่า เป็นการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพื่อต้องการโยนความผิดว่า เจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนทำ หรือคนไทยพุทธเป็นคนทำ แต่มันมีอะไรที่ชวนให้คิดลึกลงไปกว่านี้อีกหรือไม่

เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วนั้น ได้ผ่านการศึกษาวิเคราะห์ในเชิงลึก จากหน่วยงานทั้งใน และต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ผลสรุปที่ตรงกันว่า ไม่ใช่ประเด็นความขัดแย้งเรื่องของศาสนา และไม่ได้เป็นปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศไทยของเราเอง ด้วยเหตุนี้ ประเทศโลกมุสลิม หรือสังคมนานาชาติ จึงไม่มีใครอยากจะยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง

คำว่า “ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศไทย” มีขอบเขตและกินความแค่ไหน หากตัดประเด็นเรื่องความแตกต่างทางชาติพันธ์ ศาสนา และวัฒนธรรมออกไป รวมทั้งสมมติฐานที่ฝ่ายรัฐและหน่วยงานความมั่นคงสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้มากขึ้นแล้ว

ยังคงมีปมปัญหาอะไรอยู่อีก ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังคงเป็นปมความขัดแย้ง และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่พิเศษนี้

“ความขัดแย้งภายในประเทศ” กินความมากน้อยแค่ไหน และประกอบขึ้นด้วยอะไร ในความหมายที่ประชาชนคนไทยรับทราบ ความขัดแย้ง มักจะเกี่ยวข้องกับ “อำนาจ และผลประโยชน์” และ “อำนาจ และผลประโยชน์” ก็มักจะมาจากมูลเหตุแห่งความไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ คดโกง โกรธแค้นชิงชัง ความไม่ถูกต้องทั้งในแง่ของกฎหมายและศีลธรรม รวมทั้งการไม่เห็นความสำคัญของประชาชนผู้ยากไร้ด้อยโอกาส

“อำนาจ และผลประโยชน์” มักจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเรื่องการเมืองการปกครอง ดังนั้น ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่อาจจะปฎิเสธ หรือหลีกเลี่ยงได้ว่า ไม่เกี่ยวกับปัญหาการเมืองภายในประเทศ หากเหตุแห่งปัญหามาจากสมมติฐาน “การแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่มภายในบ้านเมืองของเราเอง”

ดังนั้น หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานภาครัฐ น่าที่จะลองเปลี่ยนสมมติฐาน หันมาศึกษาวิเคราะห์ ถึงปมเหตุแห่งปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในลักษณะเช่นนี้บ้าง เผื่อที่จะได้คำตอบเสียทีว่า ใครคือ “นักค้าสงครามตัวจริงในจังหวัดชายแดนใต้”

หากยังคงมุ่งที่จะแก้หรือมองปัญหาเพียงมิติเดียวคือ กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน นอกจากจะทำให้การมองเหตุแห่งปัญหาผิดพลาด หรือผิดเพี้ยนไปได้แล้ว ยังอาจจะส่งผลให้ ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กลายเป็นสงครามระหว่างประชาชนขึ้นมาได้เหมือนกัน

ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลไทย กองทัพ และหน่วยงานความมั่นคง ทั้งในอดีต และปัจจุบัน กล้าพอที่จะยอมรับความจริงในความผิดพลาดที่ได้ร่วมกันก่อขึ้นหรือไม่เท่านั้น

..ผมขอตั้งชื่อให้น้องลูกหมีด้วย..สักคนเป็นไร?...

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปลายอ้อกอแขม
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2009 เวลา 05:20 น.
…ผมขอตั้งชื่อให้น้องลูกหมีด้วย..สักคนเป็นไร?...

ภาย ใต้คำประกาศ “วาระประชาชน”ของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งได้พยายามอธิบายให้ชาวบ้านรู้ว่าความหมายมันคืออะไร ซึ่งผมเข้าใจว่ามันก็หมายถึงการอยู่ดีกินดี มีเงินใช้ ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองไม่ลืมหูลืมตา เจ็บไข้ได้ป่วยก็จะมีหมอมารักษาถึงจะเป็นหมอผีหรือหมอนวดก็ถือว่าเป็นหมอ เหมือนกัน ต่างก็มาช่วยกันรักษาอย่างทันอกทันใจ..นั่นคือ ประชาชนต้องมาก่อน !

วันนี้ ประชาชนก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ดช.เคอิโงะก็ตามหาพ่อเจอแล้ว หมีหลินฮุ่ยก็คลอดลูกแล้ว แต่อภิสิทธิ์กลับทำตัวเป็น “ภาระของประชาชน” ไปฉิบ และไม่มีผลงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันให้จับต้องได้ หรือมี แต่ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ เลยหันมาเล่นบทพระเอกในทางการเมืองซะงั้น ฉกฉวยโอกาสเอาดีใส่ตัวอย่างน่าเกลียด สร้างภาพหลอกลวงชาวบ้านไปเรื่อยๆ เดินทางไปพูดภาษาอังกฤษให้ฝรั่งฟังเพื่อพัฒนาภาษาให้ดีขึ้น..อยู่ไปวันๆด้วย ความภูมิใจ
altalt

อ่านต่อ และ แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


วัน ที่อภิสิทธิ์ประกาศวาระประชาชนนั้นยังเป็นฝ่ายค้าน ส่วนหลินฮุ่ยก็ยังไม่ตั้งท้อง เนื่องจากหมีแพนด้าตัวผู้ที่ชื่อว่าช่วงช่วงไม่ยอมยุ่งกับหลินฮุ่ยแม้จะมี ความพยายามจากฝ่ายมนุษย์ ซึ่งตอนนั้นสาธุชนต่างคาดเดากันไปต่างๆนานาว่า ช่วงช่วงอาจเสื่อมสมรรถภาพทางเพศชั่วคราวบ้าง หรือเพราะหลินฮุ่ยคงไม่ใช่สะเป็คบ้าง หรืออาจเห็นหน้าหลินฮุ่ยแล้วยิ่งพาหมดอารมณ์แถมอาจจะนึกในใจว่า“ยัยปลาร้า ค้างปี”เหมือนชายไทยที่เห็นภรรยาทุกวันๆบ้าง หรืออยู่ในช่วงเวลาที่หมีช่วงช่วงวางแผนจะแหกกรงเพื่อหนีกลับไปประเทศจีนเลย ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นบ้าง หรือทะลึ่งบอกช่วงช่วงเป็นหมีตุ๊ดบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ความพยายามนี้ได้สำเร็จลงอย่างสมบูรณ์เมื่อผู้อำนวยการสวนสัตว์ได้ฉาย หนังเอ็กซ์ให้ช่วงช่วงดู (ตามคำให้สัมภาษณ์ของนายโสภณ ดำนุ้ย ผอ.สวนสัตว์..เป็นความรู้ใหม่) จากนั้นเจ้าตัวผู้จึงเริ่มหันมาเหล่ๆ เล็งๆหลินฮุ่ยบ้างนิดหน่อย ในที่สุด คืนวันฝนตกหนัก พายุพัดกระหน่ำ บรรกาศเป็นใจ เมื่อหมีทั้งคู่บังเอิญหนีมาหลบฝนอยู่ในกระท่อมร้างเดียวกัน..หลินฮุ่ยก็ เสียท่าตกเป็นของช่วงช่วง ท่ามกลางความเสียใจอย่างสุดซึ้งของหลินฮุ่ย !


alt

เดชะ บุญจริงๆ ที่หลินฮุ่ยดันคลอดลูกออกมาตอนนี้จนเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วประเทศ ทำให้อภิสิทธิ์ซึ่งกำลังจะจนแต้มอยู่แล้ว ได้มีโอกาสรอดตาย และได้มีเวลาหายใจได้บ้าง ..ไม่งั้นขาดใจตายไปแล้ว

ตอนนี้ รัฐบาลพร้อมพรรคพวกสื่อ หันมาฮิตฮ็อตเรื่องตั้งชื่อหมีแพนด้ากันเป็นการใหญ่ เพื่อเบี่ยงประเด็นความโหลยโท้ยของตนเอง แต่ผมว่าก็ดีนะ คนไทยจะได้ลืมๆความทุกข์จากภาวะทางเศรษฐกิจ ความเลวร้ายทางสังคม อาชญากรรมทุกประเภท ภัยจากโจรก่อการร้ายทางภาคใต้ไปซะบ้าง หรือมองหน้าหมีดีกว่ามองหน้านายกฯ เพราะรัฐบาลนั้นไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขอะไรได้ ..ยกเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องนี่แหละ ทำให้เป็นเรื่องให้ได้ มันเป็นความถนัดของรัฐบาลประชาธิปัตย์!

กระแสลูกหมีแพนด้าฟีเว่อร์ จริงๆ ตื่นเช้ามาเปิดทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ เห็นเอสเอ็มเอสเป็นตัววิ่งตั้งชื่อหมีกันอุตลุด รัฐบาลก็เลยได้โอกาสเล่นหมีกับเขาบ้าง โดยตั้งรางวัลให้กับผู้ตั้งชื่อได้ถูกใจหมี แถมมีการตั้งกองทุนหมีแพนด้าขึ้นมาอีก และเมื่ออภิสิทธิ์ไปเยือนเมืองจีนจะได้หยิบยก “ประเด็นหมี”ขึ้นมาคุยกับผู้นำจีนโดยถือเป็นวาระสำคัญที่สุดในการเยือนจีน และมีแนวโน้มว่าจะยึดหมีทั้งหมดเอาไว้ในไทย ไม่ยอมส่งคืนให้จีนซะอีก ..จะเอากันดื้อๆ !


alt

หลาย ครั้ง ผมดูทีวีแล้วก็นึกขำ เมื่อเห็นบรรดานักข่าวไปทำเรียลริตี้โชว์กับครอบครัวหมี ถ่ายภาพทุกระยะ ทุกอิริยาบทของหมี อะไรกันนักกันหนา ทำไมถึงตื่นเต้นกันถึงขนาดนี้ ทำให้ผมสงสัยว่าบ้านนี้เมืองนี้มันทำไมไม่เหมือนชาวบ้านเขานะ มันนึกจะเห่อ จะบ้าอะไรกันก็สร้างข่าวกันขึ้นมาให้ใหญ่โต มันไม่เคยเห็นหมีกันหรือไง ทำไมถึงบ้าอย่างนี้ ไม่ทำให้พอเหมาะพอควร ผมเซ็งสุดๆ ..ว่าแล้วผมก็หันไปเปิดคลิปนักการเมืองสาวของทางเชียงใหม่ดูอีกรอบเป็นการ เพิ่มความเครียด อิอิอิ !

จึงถือได้ว่า หมีแพนด้า และการตั้งชื่อลูกหมี กลายเป็นวาระของประชาชนไปแล้ว ไม่มีอะไรจะสำคัญเท่ากับการตั้งชื่อลูกหมีให้ได้ และการจะเอาหมีไว้ในประเทศไทยอีกแล้ว ..นี่คือภาระกิจหลัก

โปรดจำไว้ วันใดที่การตั้งชื่อลูกหมีได้สำเร็จ วันนั้นถือเป็นอีกผลงานชิ้นเยี่ยมของรัฐบาลนี้ทีเดียว ซึ่งเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงถัดจากการช่วยตามหาพ่อจนพบของเด็กชายเคอิโงะอันนับ เป็นผลงานชิ้นแรก และการทำคลอดลูกหมีแพนด้าด้วยความปลอดภัย สมชื่อประชาธิปัตย์แท้ๆ..ยิ่งใหญ่จริงๆ

อย่ากระนั้นเลย ถึงผมจะมิได้คลั่งไคล้เจ้าหมีแพนด้าเท่าไหร่ ซึ่งผมมองว่ามันมิได้ต่างจากหมีควายในสวนสัตว์ หรือหมีควายที่เดินตามท้องถนนทั่วๆไปแต่อย่างใดผิดกันแค่มันสองสีคือขาวกับ ดำเท่านั้น แต่กับแค่เรื่องการตั้งชื่อหมี สำหรับผมก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น เพราะหมาที่บ้านผม ผมยังตั้งชื่อมันมาแล้วว่าไอ้ดำบ้าง ไอ้เขียวบ้าง ไอ้ตูบบ้าง ก็ไม่เห็นหมาตัวใดกล้ามีปัญหากับผม ..ยิ่งเรื่องหมี จิ๊บๆ !

การ คลอดของหลินฮุ่ย มิใช่เรื่องธรรมดาๆ และมันเกิดขึ้นในรัฐบาลของนายกฯอภิสิทธิ์ ผู้ที่เทพประทานมาให้แบบได้ใจคนไทย เพราะฉะนั้น การตั้งชื่อต้องให้มีลักษณะสมภาคย์หรือสอดคล้องกับรัฐบาล หรือภาวะของรัฐบาลในขณะนั้น เพื่อเป็นเกียรติยศกับรัฐบาล..ทำให้เหมือนฝรั่ง

แต่ จะตั้งชื่อลูกหมีส่งเดชไปตามเรื่องว่า หมีมาร์คมาร์ค หมีชวนชวน, หมีสุเทพ,หมีเนวินหรือหมีห้อยห้อย,หมีเปรมเปรม หมีอนุพงศ์ หมีกรณ์ หมีพรทิวา หมีเทพไท เป็นต้นนั้น เป็นการไม่เหมาะสม จะทำให้ลูกหมีอายุสั้น ..เพราะชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอัปมงคล

ชื่อที่เหมาะสมที่สุด สำหรับลูกหมีแพนด้าขวัญใจคนไทย ที่ลืมตาดูโลกในช่วงรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ ที่มีปัญญาหารายได้เข้าประเทศโดยการ “กู้”เงินอย่างเดียวเท่านั้น ผมจึงจะตั้งชื่อลูกหมีแพนด้าตัวนี้ ..เพื่อเป็นเกียรติยศสำหรับรัฐบาล รัฐบาลหมี”

ผมตั้งชื่อให้ว่า “น้องหมีกู้กู้” เป็นชื่อที่สุดยอด..รับรองได้รางวัล !!!

ข่าวลือ ข่าวลือ และข่าวลือ

ที่มา Thai E-News


โดย เวบLiberal Thai แปลและเรียบเรียงโดยแปลและเรียบเรียง – chapter 11
ที่มา เวบBangkok pundit
12 มิถุนายน 2552

อัพเดท: เราต้องการอธิบายเรื่องหนึ่งให้ชัดเจน ทุกครั้งที่มีข่าวลือต่างๆนาๆ ให้มองย้อนไปในปี ๒๕๕๐ – ดังนั้นในวันที่ ๑๕ มิถุนายน จะเป็นวันบอกเหตุ สำหรับคนที่ได้ยินข่าวลือเรื่องเดียวกับที่บางกอกบัณฑิตกำลังหมายถึง เป็นวันที่ไม่มีความหมายใดๆสำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ และอาจจะผิดก็ได้ที่ให้ความสนใจเพียงเฉพาะวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคตอันใกล้ที่จะถึงนี้

อัพเดท: บุคคลที่นำข่าวลือมาบอกกับบางกอกบัณฑิต นับได้ว่ามีความแม่นยำในการให้ข่าวมาในอดีต พวกเขาได้มาปล่อยข่าวในเรื่องที่ได้ยินมา ต้นตอของข่าวลือเรื่องนี้ (ไม่ใช่บุคคลที่นำมาบอกกับบีพี) เป็นบุคคลที่ทราบความเป็นไปของเบื้องหลังฉาก เราไม่แน่ใจนักว่าแหล่งข่าวต้นตอจะเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือได้มากที่สุดในโลกหรือเปล่า แต่ข้อมูลค่อนข้างจะระบุลงไปอย่างแน่ชัดว่า อาจจะมีอะไรบางอย่างเกิดขี้น ไม่ใช่การที่ x กระทำบางสิ่งบางอย่างซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่แทนที่บีพีจะใช้วิธีส่งอีเมล์ไปให้บุคคลต่างๆที่รู้จักเพื่อถามว่าได้ยินอะไรบ้างหรือเปล่า บีพีเลือกที่จะโพสต์ถามแทน

ตัวข่าวลือเองไม่มีความหมายใดๆมากนัก แต่เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เราได้ยินมาจากแหล่งข่าวสองแหล่ง ซึ่งให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาก แหล่งข่าวทั้งสองได้ระบุลงไปอย่างแน่ชัดว่า มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขี้นเบื้องหลังฉากเกี่ยวกับผู้อาวุโสมากบางคน (นี่ไม่ใช่ข้อมูลที่แค่ได้ยินมาว่าเป็นเรื่องนั้น เรื่องนี้ แต่นี่เป็นการที่ตัว X เองได้บอกแหล่งข่าวของบีพีเกี่ยวกับเรื่องนี้และถึงเรื่องที่จะเกิดขี้นในวันนั้น)

เกี่ยวกับบางเรื่องสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีข่าวลือกันอย่างคึกโครม ข่าวลือบางเรื่องเป็นเรื่องจริงและบางเรื่องก็ไม่ใช่ ข่าวลือดังกล่าวนี้ ได้มีการลงข่าวหรือได้ถูกตั้งคำถามขี้น และเราได้รับคำปฎิเสธ อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศไทย เรื่องบางอย่าง แน่นอน ย่อมจะไม่ได้ยินอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะไม่ซุบซิบและทำการปล่อยข่าวลือ ข่าวลือเกี่ยวกับการตายของบุคคลบางคนไม่มีแม้แต่การลงข่าวของสื่อไทย และข่าวลือในการตายของอีกบุคคลก็ถ่วงเวลาไว้จนกระทั่งเมื่อการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ไม่มีเรื่องให้ลืออีกแล้วเหรอ

รายละเอียดยังไม่ครบถ้วน ขี้นอยู่กับข่าวลือครั้งล่าสุด (พวกเราบีพีทั้งหมดยังไม่มีรายงานในขณะนี้ ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับข่าวลือที่อื้อฉาวมากที่สุด ถ้าคุณจะทราบความหมายของบีพี) อย่างไรก็ตาม ข่าวลือล่าสุดไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่จะทำเพิกเฉยได้ ถ้ามีใครบางคนได้ยินเรื่องนี้ และต้องการยืนยัน* หรือทำการปฎิเสธ (บอกใบ้ว่าเป็นวันที่ ๑๕ มิถุนายนนี้) กรุณาส่งอีเมล์หรือลงความเห็น (คุณไม่ต้องเปิดเผยตัว แม้ว่าความเห็นของคุณอาจจะไม่ได้รับการตีพิมพ์ แต่ผู้อ่านบีพียังคงติดตามอ่านได้) เราจะไม่ลงข้อความจากอีเมล์ใดๆ แต่ถ้ามีรายละเอียดที่เพียงพอเราก็จะทำการโพสต์

* วิธีการหนึ่งที่เป็นไปได้เพื่อยืนยันในเรื่องนี้ คือการให้รายละเอียด หรือจะยิ่งดีไปกันใหญ่ถ้าเป็นวิดีโอหรือรูปภาพจากการปรากฎตัวครั้งล่าสุด

รัฐบาล 'เด็กสองคน' กำลังนำพาชาติและคนไทย สู่มหาวิกฤต NPL !!!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ณัฐวุธ วัชรกุลดิลก
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
12 มิถุนายน 2552

เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจว่า เป็นเรื่องน่ากลัว เนื่องจากรัฐบาลประเมินภาวะเศรษฐกิจในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จะเป็นบวก 5 แต่ต่อมากลับติดลบ โดยคิดให้เปลี่ยนเป็น -5% เท่ากับติดลบถึง 10% จากปีที่แล้ว GDP ของประเทศ คำนวณเป็นตัวเงินได้ประมาณ 10 ล้านล้านบาท ก็เท่ากับเงินหายไปถึง 1 ล้านล้านบาท

และเมื่อเร็วๆ นี้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี “เด็กหนุ่มสองคน” ซึ่งมักจะเถียงไป ถอยคำพูดไป เป็นระยะๆ ยังต้องยอมรับว่า แค่ไตรมาสแรกของปี 2552 เศรษฐกิจมี GDP ติดลบที่ 7.1% ซึ่งก็เท่ากับติดลบ 12.1% มีเงินหายไปจากระบบถึง 1.21 ล้านล้านบาท เหลือเพียงแค่อีก 1.9% เศรษฐกิจก็จะติดลบ 9% ตามที่สถาบันการเงินเรยองเนส์ของฝรั่งเศสได้ทำนายไว้ โดยตอนนั้น นายกฯหาว่าเขามั่ว?

และอาจติดลบถึง 15% ตามที่สถาบันการเงินในสิงคโปร์ทำนายไว้ ซึ่งนั่นหมายถึง เงินในระบบจะหายไป 2 ล้านล้านบาท เป็นสองเท่าของที่นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ได้กล่าวไว้

นี่เท่ากับพิสูจน์ผีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล “เด็กทวิน” (Twins) ว่า “กระทำกันเสมือนเด็กเล่นขายของ”

มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะแรก ไม่ว่าแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท แจกค่าหนังสือ เสื้อผ้า 500 บาท แก่เด็กนักเรียน งบต้นกล้าอาชีพหลายพันล้าน แจกงบทหาร 2,000 ล้านบาท แก่ กอ.รมน. เพื่อชี้แจงการสลายม็อบสงกรานต์เลือด เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เปะปะ ไร้ยุทธศาสตร์ ไร้น้ำหนักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

มีดีแต่เสนอหน้าจัดประชุมอาเซียน และทัวร์ท่องเที่ยว สร้างภาพจับมือกับผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อต้านอดีตนายกฯทักษิณ และทำตามใบสั่งทางการเมืองจาก “ผู้มีบารมี” มากกว่าที่จะจริงจัง กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

เงินงบประมาณที่ใช้ไปจึงละลายแม่น้ำ ไม่ตรงเป้า หรืออาจไม่มีแม้กระทั่งเป้าหมายของการใช้เงิน ที่มีผลต่อการเพิ่มของ GDP ตามที่ได้คุยไว้แต่อย่างใด และสวนทางกับข้อเท็จจริงที่มี ซึ่งเท่ากับทอนกำลังปัจจัยการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่นับวันมีแต่จะยิ่งจำกัด รัดตัวเข้ามาทุกที!

ในปี พ.ศ. 2552 GDP มีโอกาสติดลบ 9% ค่อนข้างแน่นอน รัฐบาลจะเก็บภาษีได้ไม่เกิน 1.4 ล้านล้านบาท (ปี 2551 เก็บภาษีได้ 1.5 ล้านล้านบาท) สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ด้านหนึ่งจะมีคนตกงาน 3-4 ล้านคน อีกด้านหนึ่งการตั้งงบประมาณปี 2552 ที่ 1.95 ล้านล้านบาท และตั้งงบประมาณปี 2553 ที่ 1.7 ล้านล้านบาท รัฐบาลต้องออกพระราชกำหนดกู้เงิน เฉพาะโปะงบประมาณปรกติ สะสม 2 ปีของรัฐบาลชุดนี้ ก็รวมแล้วถึง 750,000 ล้านบาท ยังไม่รวมงบกู้เงินพิเศษ กระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองอีก 1.5 ล้านล้านบาท

คิดหลงโจ้งเสร็จสรรพแล้ว รัฐบาลเด็กทวินจะต้องกู้เงินถึง 2.25 ล้านล้านบาท ธนาคารชาติมีเงินสำรอง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.5 ล้านล้านบาทเพื่อเป็นหลักประกันการเงินของประเทศ แต่รัฐบาลเด็กทวิน ได้ใช้เงินไปโดยไม่สามารถหารายได้มาเพิ่มขึ้น หรือไม่สามารถทำให้ GDP เพิ่มได้

จึงเท่ากับเงินสำรองประเทศ จะเหลืออยู่เพียง 35% หรือ 1.25 ล้านล้านบาท หรือ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งก็ยังไม่รู้ว่า จะพอสำหรับการพิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้หมุนเวียนในประเทศหรือไม่!?

เมื่อถึงจุดนั้น ความเชื่อมั่นและเชื่อถือ (Trust and Confidence) ของประเทศ จะตกต่ำสุดขีด พันธบัตรรัฐบาล อาจกลายเป็นกระดาษขยะ และพันธบัตรรัฐบาล จะถึงเวลาถูกเรียกเงินสดคืน เมื่อครบกำหนดอายุ สภาพคล่องก็จะลดลงอีก GDP ย่อมจะลดลงตามไปด้วย ...สัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ที่เกิน 60% อยู่แล้ว ก็จะเพิ่มขึ้นอีก เป็นสัดส่วนผกผันกับค่า GDP ที่ลดลง!

ดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างประเทศ จะสูงขึ้น หนี้สินจะเพิ่มขึ้นอีก ต้นทุนการลงทุนในประเทศก็สูงขึ้น ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในโลก จะลดลง เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกถึง 70% จะไปสู้ใครที่ไหนได้!!??

ในภาวะที่โลกอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำร้ายแรงที่สุด โดยทุกประเทศ ต่างก็ต้องเอาตัวของตัวเองให้รอด? เช่นนี้แล้ว ประเทศไทยก็จะเห็นหลุมฝังศพวางเรียงอยู่ข้างหน้าเต็มไปหมด!!!???

มันน่ากลัวจริงๆ ครับ ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ท่านช่วยเตือนรัฐบาลเด็กรุ่นลูก 2 คนของพรรคท่านเถอะ

อย่าเอาประเทศไปเสี่ยงกับการล่าทักษิณสนอง “นาย” เป็นอย่างเดียว

ถึงเวลาสุดท้าย รัฐบาลเด็กของท่าน ก็จะมีชะตากรรมไม่ต่างกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เท่าใดหรอกครับ!?

รัฐบาลจะเป็นแพะบูชายัญไม่ว่า แต่ชาติทั้งชาติ ประชาชนทั้งหมดยับย่อย ตอนนั้นใครจะรับผิดชอบไหว?

หรือจะเอา Script นี้ให้เป็นบทจบของสงครามทิฐิและมานะ?

บทเรียนจากการเมืองในยุโรปปี 2009

ที่มา Thai E-News



โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
12 มิถุนายน 2552

ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลกับสภาพการเมืองในปี 2009 คือวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐต่างๆ นำเงินภาษีจำนวนมากมาอุ้มบริษัทและธนาคาร แต่คนธรรมดาตกงานจำนวนมาก และที่เหลือถูกลดค่าจ้างสวัสดิการ สภาพเช่นนี้ทำให้คนงานจำนวนมากผิดหวังกับมาตรการของพรรคแรงงานในอังกฤษ หรือนโยบายของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรปที่หันหลังกับปัญหาคนจน


พรรคแรงงานอังกฤษอยู่ในขั้นตอนวิกฤตเพราะคะแนนเสียงลดลงเป็นประวัติศาสตร์ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศส(PS) และเยอรมัน(SPD)เสียคะแนน และพรรคฟาสซิสต์เพิ่มคะแนนเสียงและที่นั่งในสภายุโรปอย่างน่ากลัว เช่นในประเทศ ฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ…. ปรากฏการณ์นี้มีบทเรียนอะไรสำหรับนักสังคมนิยมไทย และคนเสื้อแดง?

ถ้าเราจะเข้าใจชัดขึ้น เราต้องย้อนกลับไปดูสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อ 13 ก่อน เพราะมันเป็นช่วงที่ โธนี่ บแลร์ (Tony Blair) ขึ้นมานำพรรคแรงงานอังกฤษ (Labour) และแปรรูปพรรคเป็น “พรรคแรงงานใหม่” (New Labour) ภายใต้แนวความคิดเสรีนิยมกลไกตลาด (Neo-liberalism) ซึ่งเป็นการรับแนวคิดของฝ่ายนายทุนมาเต็มๆ มีการสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatization) มีการประกาศว่ารัฐไม่ควรเข้ามากำหนดนโยบายเศรษฐกิจ มีการพยายามลดสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน และมีการพยายามแยกพรรคออกจากสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งพรรคแรงงานแต่แรก ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนลักษณะส.ส.พรรค จากผู้แทนของคนจนและแรงงาน ไปเป็นนักการเมือง “มืออาชีพ” ที่มาจากชนชั้นกลาง ส.ส.ที่เคยเป็นผู้นำแรงงานเปลี่ยนไปเป็นส.ส.ที่เป็นทนายหรือนักธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคแรงงานอังกฤษ เกิดขึ้นกับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศสและเยอรมันด้วย เพราะพรรคเหล่านี้มองว่ายุคแห่งสังคมนิยมหมดไปแล้ว และเขาเสนอว่าเราต้องยอมรับว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแนวกลไกตลาดเสรี บางครั้งการเปลี่ยนจุดยืนนี้ทำไปภายใต้การโกหกสร้างภาพว่าเขากำลังเดินหน้าไปสู่ “แนวทางที่สาม” (Third Way) ที่ไม่ใช่ทุนนิยมและสังคมนิยม แต่จริงๆ แล้วเป็นการรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดมาเต็มๆ

ในไทย พรรคมหาชน ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ชื่นชม “แนวทางที่สาม” ดังกล่าว และองค์กร เอ็นจีโอ รับแนวเสรีนิยมมาโดยไม่ตั้งคำถามเลย เช่นการเสนอว่ารัฐไม่ควรให้สวัสดิการประชาชนแทนชุมชน การยอมรับกลไกตลาดในระบบสาธารณสุขและระบบสวัสดิการ หรือการเชิดชูการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “เพื่อเพิ่มการแข่งขัน” เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เอ็นจีโอ ยังมีการคัดค้านการค้าเสรีในภาคเกษตรและในเรื่องยารักษาโรค ส่วนพรรคไทยรักไทย ก็ผสมผสานแนวกลไกตลาดเสรีกับแนวที่ใช้รัฐพัฒนาสังคมตามแนว “คู่ขนาน” (Dual Track) คือรัฐเพิ่มบทบาทในระบบสุขภาพอนามัย แต่เป็นระบบที่มีตลาดภายใน และรัฐบาลสนับสนุนการค้าเสรีและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ในภาพรวมกระแสหลักในไทยมองว่า “รัฐสวัสดิการ” และการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยในรูปแบบต่างๆ “หมดยุคหรือทำไม่ได้” ต่อมาหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา รัฐเผด็จการ อำมาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งใช้แนวกลไกตลาดเสรีมากขึ้นภายใต้เสื้อคลุมของเศรษฐกิจพอเพียง มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทหารปี๕๐อีกด้วย

ผลของการหักหลังฐานเสียงเดิมของพรรคแรงงานหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรป ซึ่งทำให้สภาพความเป็นอยู่และสวัสดดิการต่างๆ ของคนจนและคนทำงานแย่ลง ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพอันเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม หมดกำลังใจที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคเหล่านี้ มีคนจำนวนมากนั่งเฉยไม่ออกมาลงคะแนน ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคนายทุนเข้ามาตั้งรัฐบาล เช่นในฝรั่งเศส อิตาลี่ และเยอรมัน (และอังกฤษในอนาคต?)

ในกรณีอังกฤษ มีปัญหาสุดขั้วอีกอันหนึ่งคือ การสร้างพรรคแรงงานใหม่ภายใต้นักการเมืองมืออาชีพ ที่ไม่ใช่ผู้แทนของคนรากหญ้า ทำให้เกิดวัฒนธรรมโกงกินผ่านการเบิกค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยเลี้ยงของ ส.ส. ในระดับที่เหลือเชื่อ การเบิกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ถือว่าถูกกฎหมาย และเป็นวัฒนธรรมปกติของพวกผู้ใหญ่ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย แต่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าผิดศีลธรรม และคนที่เคยสนับสนุนพรรคแรงงานก็มองว่าพรรคนี้น่าจะต่างจากพรรคอื่นในเรื่องนี้ แต่ต้องผิดหวังไป

ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลกับสภาพการเมืองในปี 2009 คือวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐต่างๆ นำเงินภาษีจำนวนมากมาอุ้มบริษัทและธนาคาร แต่คนธรรมดาตกงานจำนวนมาก และที่เหลือถูกลดค่าจ้างสวัสดิการ สภาพเช่นนี้ทำให้คนงานจำนวนมากผิดหวังกับมาตรการของพรรคแรงงานในอังกฤษ หรือนโยบายของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรปที่หันหลังกับปัญหาคนจน

ใน
สถานการณ์แบบนี้ คนจนส่วนใหญ่มีสามทางเลือกคือ

1. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคซ้าย พรรคคอมมิวนิสต์ หรือพรรคมาร์คซิสต์ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต เราเห็นการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ในญี่ปุ่น และการก่อตั้งพรรคซ้ายใหม่ Die Linke ในเยอรมัน และ NPA ในฝรั่งเศส แต่ถ้าพรรคแบบนี้ไม่มีหรืออ่อนแอ อย่างเช่นในอังกฤษหรืออิตาลี่ ประชาชนจะไม่มีทางเลือกอันนี้ (Die Linke ได้7.5% NPA กับพรรคซ้ายอื่นได้ 6.1% ในการเลือกตั้งยุโรป)

2. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาสุดขั้ว หรือพรรคฟาสซิสต์ โดยหลงเชื่อว่าทางออกคือการโจมตีคนผิวดำ คนมุสลิม หรือคนยิบซี รวมถึงการขับไล่คนงานต่างชาติออกจากประเทศด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และเกิดบ้างในอังกฤษ แต่เป็นการหลงผิดจับมือกับนายทุนผ่านการสร้างความแตกแยก

3. คนจนหดหู่ หมดกำลังใจและความหวัง และนั่งเฉยอยู่บ้าน อาจหันไประบายปัญหาโดยใช้ความรุนแรงกับคนรอบข้าง หรือใช้สุราและยาเสพติด

สำหรับไทย

มันแปลว่าพรรคแดงเป็นสิ่งที่เราต้องสร้าง และนักสังคมนิยมต้องต่อสู้เพื่อประโยชน์คนจนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ไปรับแนวคิดเสรีนิยมกลไกตลาดหรือเศรษฐกิจพอเพียงมา เราต้องเป็นปากเสียงและผู้แทนของคนที่เสียเปรียบในสังคมทุกประเภท เราต้องมีข้อเสนอและนโยบายที่พัฒนานโยบายเดิมของ ไทยรักไทย ให้ไปไกลกว่าปัจจุบัน เราต้องเสนอรัฐสวัสดิการ และต้องเรียกร้องให้เก็บภาษีจากคนรวย เราต้องกลับไปทบทวนนโยบายที่มีปัญหาในอดีตของ ไทยรักไทย เช่นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือการเซ็นสัญญาค้าเสรี เราต้องไม่แค่ประกาศว่า “ยังคงรักษานโยบายประชานิยม” อย่างที่พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทยประกาศ (ในกรณีภูมิใจไทย มันโกหก) และเราต้องวิจารณ์การที่รัฐบาลปล่อยให้คนตกงานและยากลำบาก

ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ พวกฟาสซิสต์ฝ่ายขวา (พันธมิตรและพรรคใหม่) หรือพวกอำมาตย์ จะฉวยโอกาสในการขยายความน่าเชื่อถือของเขาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง

Thursday, June 11, 2009

เพื่อไทยขู่ไม่ร่วมถก พ.ร.ก.เงินกู้ หากไม่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 11 มิ.ย. - คณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย นำโดย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ร่วมแถลงภายหลังการประชุม โดยนายมิ่งขวัญ กล่าวว่า ที่ประชุม ส.ส.พรรคได้หารือเกี่ยวกับการประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ที่จะพิจารณา พ.ร.ก. และร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน รวม 800,000 ล้านบาท ที่ประธานวิปฝ่ายค้านได้แจ้งว่า ทางรัฐบาลจะไม่ถ่ายทอดสดการพิจารณา ซึ่งพรรคเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถือเป็นความรับผิดชอบของคนไทยทั้งประเทศที่จะต้องรับทราบการใช้เงินของรัฐบาล ทั้งจำนวน รายละเอียดของโครงการ ซึ่งหากรัฐบาลไม่ยอมให้ถ่ายทอดสด พรรคเพื่อไทยมีมติไม่เข้าร่วมประชุม และไม่ร่วมเป็นกรรมาธิการร่วมในเรื่องดังกล่าวโดยเด็ดขาด

ด้านนายสุรพงษ์ กล่าวว่า การประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะถามประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะอำนาจการตัดสินใจให้ถ่ายทอดสดหรือไม่อยู่ที่ประธานฯ ซึ่งหากยืนยันว่าจะไม่ถ่ายทอด ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะไม่เข้าร่วมประชุม สาเหตุที่เราต้องยืนยันเช่นนี้ เพราะการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุไม่เพียงพอกับการรับทราบข้อเท็จจริงของประชาชน เนื่องจากเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ต้องใช้ชาร์ตแสดงให้ชัดเจน หากฟังเพียงเสียงจะไม่เข้าใจ ส่วนผลที่จะตามมา คือ พ.ร.ก.เงินกู้ อาจจะผ่านการพิจารณาของสภาฯ ได้ แต่ พ.ร.บ.เงินกู้ จะไม่สามารถผ่านได้ เพราะไม่มีคณะกรรมาธิการร่วมจากฝ่ายค้าน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-11 19:09:50

ร.ต.อ.เฉลิม สาปแช่งคนซื้อเสียง-ขรก.ไม่เป็นกลาง

ที่มา MCOT News


11 มิ.ย.- ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อม 2 จังหวัด คือ สกลนครและศรีสะเกษ พบว่าข้าราชการฝ่ายปกครองวางตัวไม่เป็นกลาง และยังพบการกระทำลักษณะให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เช่น อบต.ไหนที่มีคะแนนชนะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. จะได้งบพัฒนาท้องถิ่น 5,000,000 บาท และพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 จังหวัด หากไม่ถูกอำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง หรือซื้อเสียง

“ผมขอสาปแช่งใครก็ตาม ที่ใช้อำนาจรัฐ ใช้เงินซื้อเสียง ขอให้วิบัติ และขอสาปแช่งข้าราชการที่ว่างตัวไม่เป็นกลาง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-11 16:46:12

เพื่อไทยมีมติขับ "จุมพฏ-ปรพล"

ที่มา MCOT News


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลง ภายหลังการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย วันนี้ (11 มิ.ย.) ซึ่งมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. เข้าร่วมประชุมด้วย ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ ให้ขับนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร และว่าที่ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี ออกจากพรรค จากการไปร่วมทำกิจกรรมกับพรรคภูมิใจไทย ขั้นตอนต่อไป เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจริยธรรมและวินัยพรรค จะพิจารณาความผิด จากนั้นจะเสนอตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

“ส่วน ส.ส.ทั้ง 2 จะหมดสมาชิกภาพ หรือ ย้ายไปสังกดัพรรคการเมืองอื่นได้หรือไม่ ต้องไปร้องขอต่อศาลเอง” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ขณะที่ ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย 16 คน นำโดย นายภูมิ สารผล ส.ส.ขอนแก่น และนางบุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์ อดีตกลุ่มเพื่อนเนวิน แถลงปฏิเสธข่าวจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ยืนยันจะร่วมกิจกรรมกับพรรคเพื่อไทยต่อไป เชื่อว่า ผู้ที่ให้ข่าวดังกล่าว มีความประสงค์จะทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรค เพื่อหวังผลทางการเมือง รวมทั้ง การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร และศรีสะเกษ

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยไม่มีความขัดแย้ง และไม่มีใครคิดย้ายพรรคอีก วันนี้ ไม่มีกลุ่ม ส.ส.อีสานพัฒนา หรือ กลุ่มเพื่อนเนวิน มีแต่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-11 16:43:17