WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 13, 2009

ถึงจะ(เคย)รักเธอ..แต่ก็รักตัวเองเหมือนกัน..!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

น่าสนใจมากสำหรับข้อมูลตามการเปิดประเด็นของ “ศักดาคงเพชร” ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่อง “แก๊ง ออฟ โฟร์ 2009” ที่เหมือนจะเป็นความพยายามสร้างปาหี่การเมือง..หากแต่เป็นคำกล่าวที่ว่าถึง ศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3สกลนคร และเขต 1 ศรีสะเกษ!!ตามคำเรียกของ “ศักดา” ยกให้การชิงชัยใน 2 พื้นที่ภาคอีสานครั้งนี้..เป็น “ศึกแห่งศักดิ์ศรี” ระหว่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ผู้เป็นนายใหญ่ กับ “เนวิน ชิดชอบ” อดีตคนสนิทนายใหญ่ ผู้กำลังจะเป็นใหญ่เสียเอง“ขณะนี้มีแก๊ง ออฟ โฟร์ 2009 ประกอบด้วยคนปากห้อยคนหัวเถิก คนสีเขียว และคนที่เป็นอมาตย์ ที่ร่วมมือกันหาผลประโยชน์และยักย้ายงบประมาณเพื่อเตรียมเสบียงกรังไว้สำหรับเตรียมการเลือกตั้ง หวังสร้างความยิ่งใหญ่ยึดครองอำนาจทางการเมือง”หากตัดประเด็นปาหี่ไร้แก่นสารออก ก็จะเหลือยุทธวิธีที่บ่งบอกถึงมุมมองในฐานะคู่แข่งขันสำหรับการชิงชัยครั้งใหญ่ในศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ด้าน “นายใหญ่” ก็ใช่ย่อย...ระหว่างการประชุม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย เมื่อบ่ายวันที่ 11มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่อาคารบีบีดี บิ้วดิ้ง ย่านพระราม 4 มีข่าวแว่วมาว่า“ทักษิณ” โฟนอินผ่านโทรศัพท์มือถือมายังที่ประชุม ใช้เวลาพูดคุยนานเป็นชั่วโมงความสำคัญในสิ่งใด ไม่อาจเท่ากับเนื้อหาของการพูดคุยครั้งนี้..“ทักษิณ” ชี้ถึงการไหลออกของ ส.ส.ในพรรค ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่นักการเมืองจะมองจุดอ่อนตัวเองไม่ออก แต่ตัวเองอยู่นอกเกมสามารถมองเห็นได้ โดยได้เห็นม้าวิ่งไปทางนู้น แพะวิ่งไปทางนี้..

“..ผมเชื่อมั่นว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคเราได้กลับมาเป็นรัฐบาลแน่นอน ตอนนี้เราโชคดีที่ได้เป็นฝ่ายค้าน เราไม่ต้องไปเสียใจ แล้วจะได้รู้ว่าใครเป็นใครขอบคุณ ส.ส. ที่อยู่ร่วมกันมา ขอให้มั่นใจและถ้ามีโอกาสจะตอบแทนให้ นานแล้วที่ไม่ได้โทรศัพท์มา ก็คิดถึง ส่วนคณะที่จะไปหาผมนั้นไม่ต้องมาก็ได้ เพราะทุกคนกำลังช่วยกันหาเสียง แค่คิดถึงกันก็พอแล้วขอขอบคุณจริงๆ ที่ทุกคนยังอยู่กับผม ไม่ทิ้งผม ผมจะไม่ลืมบุญคุณของพวกท่าน ขอให้โทรมาหรือรวมกันอย่างนี้ก็โทรมาได้ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นการวัดกันว่า พรรคจะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างไร”ทางพรรคยังได้นำรูปภาพสีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขนาด12 x 6 นิ้ว แจกให้ ส.ส.อีสาน คนละ 5 แผ่น พร้อมข้อความที่ระบุว่า..“ภาพนี้ผมยิ้มได้เต็มใบหน้า เพราะทราบว่าพี่น้องชาวอีสานยังรักและคิดถึงผม ผมรัก คิดถึง และเป็นห่วงพี่น้องทุกๆ คนครับ ด้วยความเคารพรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร23 พ.ค.52”ไม่ต้องรอการวิเคราะห์ให้เสียเวลาก็รู้ได้ทันทีว่า..นอกจากเป็นการพยายามซื้อใจและให้กำลังใจ ส.ส.แล้วนี่คือเกมของพรรคเพื่อไทย ที่หวังให้ “ทักษิณ” ปรากฏกายผ่านข่าวเพื่อรักษาฐานเสียงที่มี สำหรับการเลือกตั้งซ่อมที่จะถึงนี้ยังไม่พอแค่นั้น..ที่ตามมาติดๆ คือ การออกมาสร้างกระแสผ่าน“ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยตัวชูโรงที่ได้รับกระแสการนำเสนอข่าวผ่านสื่อไทยเป็นอย่างดี“ที่วิเคราะห์กันว่าเป็นผีหัวขาดไม่มีหัวนั้น มันไม่ได้หัวขาด

เพราะหัวหน้าพรรคตัวจริงอยู่ที่ดูไบ ยังคิดนโยบายแก้เศรษฐกิจมาให้เสร็จเรียบร้อยตั้ง 5 ข้อ ที่บอกว่า ส.ส. จะย้ายออก เป็นเขื่อนแตก มันฝั่งโน้น ฝั่งนี้มันคอนกรีตเสริมเหล็กจะย้ายไปทำไม ไม่มีใครไป อีสานแน่นเปรี๊ยะ”เหล่านี้ คือ สิ่งที่นอกเหนือไปจากการใช้วิธีการเมืองเดิมๆด้วยการยื่นหนังสือผ่านคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เพื่อให้ตรวจสอบพรรคคู่แข่งที่เข้าข่ายน่าสงสัยว่า จะทุจริตในการเลือกตั้งหาเสียงเลือกตั้งซ่อมวิธีหลังนี้..อย่างน้อยๆ ก็ได้ผลทางการสกัดแข้งสกัดขาให้พอเดินเหินไม่ได้สะดวกกันเท่าไหร่นัก..ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเวทีเลือกตั้งด้านความเคลื่อนไหวของภูมิใจไทย นับตั้งแต่เปิดกลยุทธ์ “สกลนครโมเดล” แข่งขันกับภาพ “อาจสามารถโมเดล” ในอดีตน่าจะยังมีกลเม็ดเด็ดพรายมากกว่านี้เตรียมเอาไว้...เพราะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้สำคัญต่อพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในนามพรรค ขณะที่จะเป็นการบ่งบอกถึงการโค่นล้มฐานอำนาจเก่าของ “ไทยรักไทย”ที่มาในนาม “เพื่อไทย”ว่าจะทำสำเร็จ “ได้” หรือ “ไม่ได้”...!!แต่สิ่งที่ ส.ส.เพื่อไทย บอกว่า เป็น “ศึกแห่งศักดิ์ศรี”นั้น ไม่เพียงความสำคัญด้าน “พื้นที่” ที่ต้องช่วงชิง ยังเป็นการห้ำหั่นกันเองที่น่าติดตามดูว่า..“เนวิน” ฐานะในอดีตเคยวางแผนการรบให้ “ทักษิณ”ชนะชัยการเลือกตั้งมานับครั้งไม่ถ้วนมาวันนี้ “เนวิน” คนเดิม กำลังวางแผนการรบในพื้นที่เดิม...แต่ไม่ได้ทำเพื่อ “นายใหญ่” คนเดิมอีกต่อไป!! ■

ใครเป็น"ทักษิณฯ"ก็ต้องสู้...

นับเป็นปรากฏการที่แปลกประหลาดในวงการ"ผู้นำนักการเมืองไทย" ที่เล่นการเมืองแล้ว" เจ๊ง " นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบรูร์ญาณาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นระยะเวลาเกือบแปดสิบปี เรามีนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมายี่สิบกว่าคนแล้วบางท่านก็ก้าวลงจากตำแหน่งอย่างสง่างาม บางท่านก็ถูกทหารทำการ ปฏิวัติ,รัฐประหาร,หรือปฏิรูปการปกครอง,(ความจริงกบฏ) ยึดอำนาจจนต้องระเห็ดระเหออกไปอยู่ต่างประเทศหลายท่าน การเข้ามาดำเนินการทางการเมืองของนักการเมืองแต่ละท่าน มาในสถานะต่างๆกัน ส่วนใหญ่มักจะมาจากทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธและกำอำนาจไว้ในมือก็ไม่น่าแปลกสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาระบอบประชาธิปไตย..แต่ที่น่าแปลกคือ..ไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหน..?ที่มั่งมีเงินทองก่อนเข้าเล่นการเมืองมีมากมายถึง"หกหมื่นกว่าล้าน(ซึ่งทักษิณแสดงทรัพย์สินขณะอยู่พรรคพลังธรรมก่อนเข้ามาเป็น ร.ม.ว.ต่างประเทศ ปี 2537) และที่น่าแปลกที่สุดก็คือเงินนี้หามาได้ก่อนเข้ามาดำเนินการทางการเมือง"แต่มาถูกยึดจนหมดสิ้น" (ในปี 2550)ด้วยข้อกล่าวว่า"ทุจริต-คอร์รัปชั่นฯ ในการบริหารประเทศ..มันประหลาดที่สุดในโลกไหมครับท่าน...เมืองไทยเคยมีการคอร์รัปชั่นครั้งมโหฬารในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม และดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเผด็จการอยู่หลายปีจนเมื่อถึงแก่อนิจกรรมลงปรากฏว่าลูกเมียต่างแก่งแย่งสมบัติกันจนความแตกสู่สาธารณะชนว่าจอมพลสฤษดิ์ฯ ทุจริตคอร์รัปชั่นเงินหลวงเป็นจำนวนเงินถึงพันกว่าล้านบาท(ตั้งแต่ปี02500-2507) ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาลในสมัยนั้น และรัฐบาลก็ได้ตามยึดทรัพย์สินเอาคืนมาได้ประมาณห้าร้อยกว่าล้าน(ที่เหลือไม่ทราบว่าหายไปไหน..? นับจากนั้นมา ก็ไม่เคยเห็นมีการยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีคนไหนอีกเลย(หรือว่านายกรัฐมนตรีคนอื่นๆปฏิบัติหน้าที่ด้วยซื่อสัตย์บริสุทธิผุดผ่องด้วยกันทุกคน) จะมีเป็นคนแรกและคนสุดท้ายคือ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร คนนี้แหละ ที่คดโกง-ทุจริตคอร์รับชั่นในตำแหน่งหน้าที่ นายกรัฐมนตรี(ก่อนเข้ามาเล่นการเมือง)...มันน่าประหลาดไหมละครับพี่น้องประชาชนคนไทย....จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม"ทักษิณ"จึงไม่ยุติบทบาททางการเมืองเพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของประเทศชาติตามที่อีกฝ่ายหนึ่งชอบอ้างขอให้พี่น้องชาวไทยไปลองคิดดูให้ดีว่าความยุติธรรมนั้นอยู่ที่ไหน...? "ใครเป็นทักษิณฯก็ต้องสู้"....

รายงาน : 5 รัฐบาลกับ 4 ปีคดีพระสุพจน์ที่ล้มเหลว : บทสะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐไทย

ที่มา ประชาไท

“แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 4 ปีแล้ว แต่คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ก็ไม่อาจเรียกว่ามีความก้าวหน้าหรือคืบหน้า อย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เลย แม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว 5 คณเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว 6 คนก็ตาม”

...ตราบใดที่ภาคประชาสังคม หรือการเมืองภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็ง หรือยังขาดจุดยืนที่ถูกต้อง รัฐและอำนาจรัฐ หรือคนของรัฐ ก็ยังมีช่องทาง หรือมีความกล้า ที่จะกระทำย่ำยีต่อผู้ที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเห็นต่างจากจุดยืนของรัฐ ในนามของความมั่นคง หรือเห็นต่างไปจากมุมมองของผู้มีอิทธิพล และมีอำนาจรัฐอยู่ในมือก็ตาม”


...ถ้ารัฐบาลไม่ทำอย่างที่ควรทำประชาชนทั้งปวงก็ควรที่จะแสดงอำนาจของตนแล้วจัดการแก้ปัญหาเสียให้ถูกต้อง อย่ามามัวพะวงว่าคนพวกนั้นมาจากการเลือกตั้งแล้วจะแตะไม่ได้จัดการไม่ได้อำนาจรัฐที่แท้จริงเป็นของประชาน…”



พระสุพจน์ สุวโจ

คงจำกันได้ กับกรณีเหตุการณ์คนร้ายสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ พระนักกิจกรรมในกลุ่มเสขิยธรรม กลุ่มพุทธทาสศึกษา และเจ้าอาวาสสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงู ต.สันทราย อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2548 จนมรณภาพ และได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

คดีดังกล่าว ได้สั่นสะเทือนต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะถือว่า พระสุพจน์ เป็นพระนักปฏิบัติสายท่านพุทธทาส ซึ่งมีคนนับถือทั่วประเทศ และเป็นการฆาตกรรมพระอย่างโหดร้ายทารุณ ด้วยของมีคมไม่ทราบชนิดและขนาดจากคนร้ายไม่ทราบจำนวน มีบาดแผลฉกรรจ์กว่า 20 แผล ทั้งที่ ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ มือ แขน และลำตัว กระทั่งถึงแก่มรณภาพ ห่างจากกุฏิที่พักกว่า 300 เมตร ริมทางเดินซึ่งอยู่ห่างจากถนนระหว่างหมู่บ้าน ประมาณ 10 เมตร ในเขตสถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม บ้านห้วยงูใน ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง ที่นักอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม นักเผยแผ่ด้านศาสนธรรม ได้สละชีพเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนที่อาศัยอยู่ ท่ามกลางกระแสของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่จับมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ใช้อำนาจอันป่าเถื่อนเข้าไปทำลายชีวิตของผู้คนชาวบ้านที่ขัดขวางผลประโยชน์ เพื่อเข้ากอบโกยทรัพยากรในชุมชนและอยู่อย่างต่อเนื่อง

หลายคนอาจมองว่า คดีนี้อาจจะเป็นเพียงคดีฆาตกรรมทั่วไป ที่ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็มีสิทธิ์สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเหยื่อในยุคสมัยอันมืดมนอย่างปัจจุบัน แต่เมื่อหากพินิจพิเคราะห์จากรายละเอียดเรื่องราวต่อจากนี้ไป เราจะเห็นความเชื่อมโยงและปัญหาในมุมที่กว้างขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่แค่การฆ่าพระที่ อ.ฝาง ไม่ใช่แค่การฆ่าพระที่เชียงใหม่ และมันไม่ใช่การฆ่าพระที่ประเทศไทย ปัญหานี้มันยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก

ซึ่งว่ากันว่า นี่คือปัญหาการช่วงชิงทรัพยากรของโลกนี้ โดยกลุ่มนายทุน-ชนชั้นปกครอง เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มตนเอง

ในห้วงขณะที่นโยบายของรัฐและกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นอ่อนเปลี้ยเสียขาลงไปทุกชั่วขณะ

กระทั่งสังคมไทยเริ่มตั้งคำถามกันว่า แล้วในที่สุดประชาชนจะหวังพึ่งใคร!?

นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ เวลาผ่านไปเข้าปีที่ 4 แล้ว ทว่าคดีพระสุพจน์ ก็ยังไม่คืบหน้าไปถึงไหน

ล่าสุด ประชาไทได้สัมภาษณ์ พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ เพื่อสอบถามถึงประเด็นนี้

พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์

อยากสอบถาม
'Tahoma','sans-serif'">ความคืบหน้าของคดีพระสุพจน์ สุวโจ ว่าไปถึงไหนแล้ว?

ขณะนี้แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 4 ปีแล้ว แต่คดีฆาตกรรมพระสุพจน์ สุวโจซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ก็ไม่อาจเรียกว่ามีความก้าวหน้า หรือคืบหน้า อย่างเป็นรูปธรรมใดๆ เลย แม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว5คณเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาแล้ว 6 คนก็ตาม

กระทั่ง ล่าสุด รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงจะแถลงข่าวและสั่งการ ให้มีการเร่งรัดคดี ทั้งในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI อย่างเป็นทางการ ตลอดจนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)โดยผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ จะได้ออกมายืนยันในที่สุด ว่าการฆาตกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง และเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ก็ตามที

แต่ในแง่ของการสืบสวนสอบสวน เท่าที่ทราบ ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิด และผู้เกี่ยวข้องได้ ทั้งนีแทบไม่ต้องพูดถึงตัวผู้บงการ หรือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เพราะยิ่งเวลาผ่านไป พยานหลักฐานต่างๆ ก็ยิ่งจะเสื่อมสภาพ และยากจะพิสูจน์ในทางนิติวิทยาศาสตร์ได้

ถึงขณะนี้ ญาติและผู้เกี่ยวข้องเน้นมาที่การจัดตั้งองค์กร คือ ‘มูลนิธิพระสุพจน์ สุวโจ’ ขึ้นมาให้เร็วที่สุด ที่ผ่านมามีการรวบรวมเงินทอง และระดมสมอง สำหรับการจัดตั้งมูลนิธิ ที่จะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อให้กรณีของผู้ตายได้เป็นกรณีตัวอย่าง และเป็นบทเรียน สำหรับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ โดยวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ จะเน้นไปที่ กระบวนการเรียนรู้และการทำงาน เพื่อปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ลอดจนการประยุกต์ใช้ศาสนธรรม กับการทำงานในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

แต่ก็ดูเหมือนว่าช่วงนี้ประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะเริ่มหวนกลับมาอีกแล้ว?

ตราบใดที่ภาคประชาสังคม หรือการเมืองภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็ง หรือยังขาดจุดยืนที่ถูกต้อง รัฐและอำนาจรัฐ หรือคนของรัฐ ก็ยังมีช่องทาง หรือมีความกล้า ที่จะกระทำย่ำยีต่อผู้ที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเห็นต่างจากจุดยืนของรัฐ ในนามของความมั่นคง หรือเห็นต่างไปจากมุมมองของผู้มีอิทธิพล และมีอำนาจรัฐอยู่ในมือก็ตาม เมื่อรัฐและคนของรัฐทำได้ ฝ่ายทุนซึ่งมักจะมีอำนาจเหนือรัฐอยู่แล้วก็ยิ่งได้ใจ หรือกำเริบเสิบสาน ทั้งที่ละเมิดเองโดยตรง และที่ใช้อำนาจมืดผ่านสมุนบริวาร ที่มีอำนาจรัฐ หรือครองอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ

การละเมิดสิทธิมนุษยชนมีมาทุกยุคทุกสมัย นับตั้งแต่ศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราช เผด็จการของนายทุนขุนศึก มาถึงยุคทุนนิยมที่อ้างประชาธิปไตยจอมปลอม เป็นเรื่องของนิยาม ว่า ‘การละเมิด’ หมายถึงอะไร และปริมาณ หรือระดับความรุนแรงมีแค่ไหน อย่างไร ภายใต้วัตถุประสงค์อะไร และเพื่อใคร การละเมิดบางอย่าง บางกลุ่มก็รับได้ บางกลุ่มก็ปฏิเสธ เมื่อกลุ่มของตนถูกกระทำก็ไม่ยอมรับ แต่พอเป็นฝ่ายกระทำก็ไชโยโห่ร้อง

ประเด็นนี้hถ้าไม่ยึดหลักการให้ดีให้ชัดเจนก็จะกลายเป็นเครื่องมือมาใช้เล่นงานกันไปมาในที่สุดก็จะกลายเป็นของไร้ค่า เหมือนกับคีย์เวิร์ด หรือคำใหญ่ๆ โตๆ อีกหลายคำ ซึ่งสุดท้ายก็เอามาอ้างกันเรี่ยราด เลอะเทอะ

ท่านมองยังไงกับกรณีที่มีความขัดแย้งเรื่องฐานทรัพยากรท้องถิ่น ระหว่างชุมชน-นายทุน-รัฐ อย่างเช่นล่าสุด การคัดค้านของชาวบ้านที่นายทุนแอบสร้างโรงไฟฟ้าที่ฉะเชิงเทราและที่อุบลราชธานี ในขณะนี้ ?

เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างถ้านับเป็นชิ้นๆเป็นแต่ละกรณีก็นับไม่ถ้วนพูดกันไม่จบบ้านเราขาดกระบวนการสรุปบทเรียนขาดการเคลื่อนไหวในเชิงยุทธศาสตร์เมื่อไม่สามารถกำหนดเป้าหมายร่วมโดยมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ให้เป็นกระบวนใหญ่ แต่ละเคสแต่ละกรณีก็จะกลายเป็นเรื่องยิบย่อยในสายตาของรัฐและทุน เขาจะไม่ได้ยิน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน เพือสิทธิมนุษยชนก็จะถูกกระทำย่ำยีไปเรื่อยๆ บาดเจ็บไปบ้าง ล้มตายไปบ้าง คนใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นมา แล้วเดินซ้ำรอยเดิม เจ็บก็ไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจ ตายก็ยกพวงหรีด ไปงานศพ จัดเสวนาอภิปราย แล้วก็เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ถึงวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน แล้วพรุ่งนี้จะหวังอะไรได้
'Tahoma','sans-serif'">

แล้วท่านคิดว่ารัฐบาลควรดำเนินการอย่างไร ต่อปัญหาละเมิดสิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนเช่นนี้ ?

รัฐบาลรู้ดีว่าหน้าที่ของรัฐและรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยนั้นควรปฏิบัติอย่างไรเจตนคติของนักการเมืองในระบอบนี้ “ควรมี” และ “ควรเป็น” อย่างไร ปัจจุบัน นักการเมืองมีการศึกษา จบเมืองนอกเมืองนากันเยอะแยะ พวกนักเลงหัวไม้ พวกอำนาจมืด พวกจอมบงการ พวกตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก อะไรทำนองนี้ ลดน้อยลงไปเยอะ แต่พฤติกรรมร่วม ประเภทคำนึงถึงตัวเอง พวกพ้อง กลุ่ม มุ้ง ก๊วน และพรรค มากกว่าผลประโยชน์ประชาชน ยังมีอยู่ การโกงการเลือกตั้ง การคอร์รัปชั่น ทั้งโดยตรง และในเชิงนโยบายยังมีอยู่ และนับวันจะยิ่งรุนแรง

เมือทัศนะผิดๆ มีอยู่ หรือเกิดขึนในคนที่สมองดี ก็กลับกลายเป็นเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ตรวจสอบไปไม่ถึงไม่มีใบเสร็จมิหนำซ้ำคนพวกนี้ยังฉลาดใช้คนฉลาดโฆษณาชวนเชื่อซึ่งทำให้เกิดกระแสความนิยม จนใครต่อใครไม่กล้าแตะ ประเด็นก็คือ ขอแค่รัฐบาล หรือคนในรัฐบาล“อยู่ในร่องในรอย” ทำในสิ่งที่ควรทำทุกอย่างก็จบก็ทำตามหน้าที่ของตนไปอาสาเข้ามาทำงานเข้ามาแก้ปัญหาก็อย่าทะลึ่งสร้างปัญหาให้มันมากนัก ก็แค่นั้น…

ถ้ารัฐบาลไม่ทำอย่างที่ควรทำประชาชนทั้งปวงก็ควรที่จะแสดงอำนาจของตนแล้วจัดการแก้ปัญหาเสียให้ถูกต้อง อย่ามามัวพะวงว่าคนพวกนั้นมาจากการเลือกตั้งแล้วจะแตะไม่ได้จัดการไม่ได้อำนาจรัฐที่แท้จริงเป็นของประชา กระบวนการ “เลือกตั้ง” เป็นเพียงการสรรหาตัวแทน เพราะคนทั้งแผ่นดินมันหาสภานั่งไม่พอ เลือกตั้งมาใช้งาน ไม่ใช่เลือกมาเป็นนายเหนือหัว ทำงานไม่ได้เรื่องก็ไล่มันไป นี่ว่ากันรวม ๆ ไม่ใช่เพียงประเด็นสิทธิมนุษยชน


*****

กำหนดการบำเพ็ญกุศลอัฐิ และกิจกรรมครบรอบ ๔ ปี การสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ

ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๒

๑๐.๐๐ น. ลงทะเบียน ที่ห้องประชุม ๑๔ ตุลา

๑๐.๓๐ น. พิธีบำเพ็ญกุศลอัฐิ และถวายผ้าบังสุกุล

ครบรอบ ๔ ปี การมรณภาพ พระสุพจน์ สุวโจ
'Tahoma','sans-serif'">

๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล

๑๒.๐๐ น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน

๑๒.๐๐-๑๓.๐๐น. รับชมวีดิทัศน์ ข่าว และสารคดี เกี่ยวกับเบื้องหลังและข้อเท็จจริง กรณีการสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ

๑๓.๐๐-๑๓.๑๕น. สรุปความไม่คืบหน้าคดีสังหาร พระสุพจน์ สุวโจ โดย พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์

๑๓.๓๐-๑๖.๐๐น. ร่วมรับฟังการเสวนา ๔ ปี คดีพระสุพจน์ บทพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยโดย คุณสุนี ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.อ.ปิยวัฒก์ กิ่งเกตุผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ คุณพิกุลพรหมจันทร์ ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมคดีฆ่าแขวนคอ ๒๑ ศพ จ.กาฬสินธุ์ คุณแสงชัย รัตนเสรีวงศ์ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

ดำเนินรายการโดย คุณเมธา มาสขาว คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน

ร่วมจัดโดย เครือข่ายกัลยาณมิตรพระสุพจน์ฯ, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์

“ส.ศิวรักษ์” ร่อนจดหมายถึงราชเลขาธิการ ตรวจสอบพฤติกรรมผู้ได้รับเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ เป็นกรรมการสิทธิฯ

ที่มา ประชาไท

“ส.ศิวรักษ์” ร่อนจดหมายถึงราชเลขาธิการ ตรวจสอบพฤติกรรม “นายปริญญา ศิริสารการ” ที่ได้รับการเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโรงต้มเกลือสินเธาว์ ในพื้นที่ ต. สำโรง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ว่ามีหรือเคยมีพฤติการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของราษฎรและชุมชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 29 .. 52 ที่ผ่านมา นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้ส่งหนังสือร้องเรียนเรื่องการตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของนาย ปริญญา ศิริสารการ ที่วุฒิสภาลงมติให้เสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แก่ราชเลขาธิการ

โดยในเนื้อหาของหนังสือระบุว่า นายปริญญา ศิริสารการ ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น เป็นผู้ประกอบกิจการโรงต้มเกลือสินเธาว์ ในพื้นที่ ต. สำโรง อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา มีหรือเคยมีพฤติการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทบต่อความเป็นอยู่ของราษฎรและชุมชนในพื้นที่ เป็นที่เดือดร้อนตามคำร้องเรียนของราษฎร

กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงมติยืนยันว่า นายปริญญา ศิริสารการ เป็นผู้มีพฤติการณ์อันเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นที่ประจักษ์ถึงกับให้การอุตสาหกรรมหินปูนและเหมืองแร่ มีคำสั่งปิดโรงงานต้มเกลือ และชดเชยความเสียหายในกรณีนี้ เกิดผลกระทบต่อชุมชน ฯลฯ ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางจริยธรรม และมีประวัติที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอย่างชัดเจน

ในหนังสือระบุต่อไปว่าการกราบบังคมทูล ขอให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งบุคคลผู้นี้ ตามคำแนะนำของวุฒิสภานั้น สมควรหรือไม่ และประธานวุฒิสภาในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่ตั้งดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบอย่างไรหรือไม่ หากต่อไปหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แล้ว มีกลุ่มบุคคลหรือสมาชิกสภาผู้แทนสภาราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาได้ร้องขอ เพื่อให้วุฒิสภามีมติขอให้ถอดถอนนายปริญญา ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุมีหรือเคยมีพฤติการณ์ในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

และตอนท้ายของหนังสือฉบับนี้ได้แสดงความกังวลใจต่อผลกระทบที่จะเกิด หากไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติของ นายปริญญา ศิริสารการ ว่าเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอันมีเกียรติ ดังกล่าวอย่างไรหรือไม่ และหากความเป็นจริงปรากฏตามข้อร้องเรียนของราษฎรและรายงานการตรวจสอบของ กสม.ดังกล่าว จะเป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาทประการใด และจะมีกลุ่มบุคคลฉวยโอกาสนำไปกล่าวอ้างอิงทั้งในทางลับและเปิดเผย ให้เป็นที่เสียหาย แก่ฝ่ายใดๆ บ้างหรือไม่

AttachmentSize
จดหมายร้องเรียน การตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของนาย ปริญญา ศิริสารการ ซึ่งวุฒิสภาลงมติให้เสนอชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ34.82 KB

กรอบโครงความคิด และ “ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป”

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุต้นฉบับ: เมื่อปลายปี 2551 ผู้เขียนได้เสนอบทความ กรอบโครงความคิดในการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (Collective Action Frames) กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 9 (พ.ศ. 2551) และได้เผยแพร่ในเวบไซต์ประชาไท ต่อมาผู้เขียนได้พัฒนา เพิ่มเติมเนื้อหาขึ้นอีกบางส่วน จึงขอนำเนื้อหาในส่วนดังกล่าว มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ ทั้งนี้เนื่องจากความยาวของบทความ ทางประชาไทจึงได้แบ่งนำเสนอออกเป็นสองตอน

ลูกๆ นักศึกษาที่รัก พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ลูกๆทุกสถาบัน จะต้องเป็นกำลังของประเทศชาติ ไม่กระทรวงใดก็กระทรวงหนึ่ง ไม่ภารกิจใดก็ภารกิจหนึ่งในอนาคตอย่างแน่นอน แล้ววันนี้ผมรู้สึกย้อนรอยเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อนักเรียนอาชีวะ นักเรียนช่างกลมา เดี๋ยวใครจะมาตี มาเลย ไอ้ นรก นปก. มาเลย เดี๋ยวให้ลูกหลายแสดงฝีมือบ้าง มัน [ลากเสียงยาว] มันมืออยู่ [มา]นานแล้ว ลูกหลานเฮ้ย [ลากเสียงยาว] ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป

สมศักดิ์ โกศัยสุข
แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
5 กันยายน 2551accent1">[1]




'Tahoma','sans-serif'">“ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำปราศรัยของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ในค่ำคืนของวันที่ 5 กันยายน 2551 ที่ผู้เขียนได้หยิบมาเป็นจุดเริ่มต้นของบทความ มีความสำคัญในการทำ ความเข้าใจ พันธมิตรฯ อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้ การอธิบายว่านี่เป็นเพียง โวหาร หรือ การหลุด ของแกนนำคนนั้น ในภาวะที่เขาอยู่ในอาการกริ้วโกรธ และไม่ให้ความสนใจหรือความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ สำหรับพันธมิตรฯ แน่นอน นี่ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าการแก้ตัว ซึ่งย่อมเป็นปกติธรรมดา สำหรับผู้สนับสนุนจากภายนอก ถ้าไม่ด้วยเหตุผลเดียวกันกับพันธมิตรฯ ก็เป็นการสนับสนุนโดย ไม่ลืมหูลืมตา หรืออาจจะเรียกว่าถูก หลอกลวง” [ดังที่พันธมิตรฯ ได้ใช้กับฝ่ายต่อต้าน เพื่อทำให้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนมีความง่ายต่อการเข้าใจ] ด้วยโวหารและหน้ากากของสันติวิธี สำหรับนักศึกษาหรือนักวิชาการด้านสันติวิธี นี่คือการแสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจในสาขาวิชาของตนเอง แต่สำหรับผู้ศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแล้ว นี่คือ ความไม่เข้าใจ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของพันธมิตรฯ เลยทีเดียว

ที่กล่าวเช่นนี้ สำหรับผู้ศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ไม่ใช่เพราะ (1) เนื้อหาที่รุนแรงในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นหลายครั้ง ในการเคลื่อนไหว (2) ผู้พูด คือ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 1 ใน 5 แกนนำ เป็นผู้ประกอบการสำคัญ (3) มีรูปธรรมของปฏิบัติการรองรับ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โวหารเท่านั้น แต่เป็นเพราะว่า (1) ในการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมนั้น จำเป็นต้องเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ทั้งหมด เข้าด้วยกันในการวิเคราะห์ การจำกัดหรือเน้นให้ความสนใจไปที่คำแถลงที่เป็นทางการเป็นหลักหรือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่สนใจหรือไม่ให้ความสำคัญกับปฏิบัติการที่เป็นจริงในเวลาเดียวกัน ล้วนเป็นการมืดบอด (2) นี่คือ ปรากฏการณ์ที่สะท้อน หรือเป็นความเข้าใจที่เป็น ผลที่ตามมา ของกระบวนการสร้างกรอบโครงความคิดของพันธมิตรฯ นั่นเอง

สุวินัย ภรณวลัย นักเศรษฐศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คอลัมนิสต์ในผู้จัดการรายวัน/ออนไลน์ ได้วิจารณ์การนำคำปราศรัยดังกล่าวมาเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจพันธมิตรฯ ของผู้เขียนว่า การยกแค่คำพูดบางตอนของแกนนำ โดยเฉพาะการพูดแบบแสดงโวหารบนเวทีโดยขาดการทำความเข้าใจบริบท (context) หรือความเป็นมาของเหตุการณ์การต่อสู้ในช่วงนั้น...เป็นการรับรู้ที่มีอคติและด้านเดียวอย่างหนึ่ง[2] ซึ่งผู้เห็นด้วยว่าการพิจารณาบริบทอย่างละเอียดมีความสำคัญ และจะช่วยให้มีความเข้าใจพันมิตรฯ มากขึ้น กล่าวคือ

คำปราศรัยนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์พันธมิตรฯ ปะทะกับกลุ่ม นปก. ที่เดินขบวนมาจากสนามหลวงเพื่อขับไล่ให้พันธมิตรฯ ที่ยึดครองทำเนียบอยู่ ออกจากทำเนียบรัฐบาล ในกลางดึกของวันที่ 1 ต่อเช้าตรู่ของวันที่ 2 กันยายน 2551 ผลจากการปะทะกันทำให้นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงค์ อายุ 55 ปี ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปก. ถูกตีที่ใบหน้าและศีรษะ ฟันหักหมดปาก จนเสียชีวิต[3] และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 42 ราย[4] สำหรับผู้ที่ได้ชมภาพข่าวที่มีการถ่อยทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ในคืนดังกล่าว คงเศร้าสลดใจต่อภาพที่เกิดขึ้นไม่น้อย อย่างเช่นภาพผู้ชายใสเสื้อสีน้ำเงินที่อยู่ข้างรถจักรยานยนต์ ถูกชายนับสิบคนที่ใส่หมวกกันน็อคพร้อมอาวุธในมือ รุมตี รุมกระทืบอย่างไม่ยั้งมือ โดยผู้ที่ถูกทำร้ายไม่มีอาวุธและไม่มีทางที่จะต่อสู้ป้องกันตัว จนสลบนิ่งอยู่กลางถนน พร้อมภาพผู้คนอีกหลายรายที่นอนสลบอยู่ริมฟุตบาทใกล้ๆ อาคารสหประชาชาติ[5] ทั้งหมดนี้ พันธมิตรฯ กระทำในนามของ การป้องกันตนเอง [6]

ในคืนนั้น ก่อนเหตุการณ์ปะทะ เมื่อทราบข่าวว่า นปก. เดินทางมาจากสนามหลวงมายังทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ใน
'Tahoma','sans-serif'">เวลา 00.33 น.

'Times New Roman'">ประกาศชี้แจง ว่า


'Times New Roman'">ขณะนี้ นปก.มีการเคลื่อนตัวมาแล้วมีจำนวนประมาณ 15
,000 คน ที่แจ้งไม่ต้องการให้ตกใจเพราะการชุมนุมของพันธมิตร เรามีการเตรียมความพร้อมหมดแล้ว อีกทั้งมีจำนวนผู้ชุมนุมปักหลักทั่วบริเวณจำนวนมาก นอกจากนี้ในที่ชุมนุมพันธมิตรยังมี จนท.ทหารมาร่วมชุมนุมจำนวนกว่า 600 คน [7]

ขณะที่หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ รายงานว่าเวลาประมาณ
'Times New Roman'">00.20 “หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรฯ ได้สั่งให้ รปภ. เตรียมพร้อมเต็มที่ หากมีดาบให้ฟันได้เลย และตีทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่
[8]
'Times New Roman'">และรายงานเหตุการณ์ว่า

'Times New Roman'">


'Times New Roman'">ทั้งสองฝ่ายต่างเข้าตะลุมบอนกันอย่างโกลาหลทั้งสองฝ่าย โดยพันธมิตรฯ รุกไล่ฝ่ายนปช.จนถอยร่น และฝ่าย นปช. พลาดท่าถูกพันธมิตรตีได้รับบาดเจ็บล้มนอนเหยียดยาวกลางถนน มีเลือดไหลอาบหน้าหลายคน... ขณะเดียวกัน ฝ่ายนปช.ที่ได้รับบาดเจ็บนอนหงายเหยียดยาวอยู่หลายคน ได้ถูกพันธมิตรฯ เข้าไปรุมตีซ้ำ บางคนถูกพวกเดียวกันช่วยหามร่างหนีให้พ้นจากการการถูกรุมทำร้ายอย่างป่าเถื่อน
[9]
'Times New Roman'">

โดยในการปะทะกันนั้น ฝ่ายพันธมิตรฯ สามารถจับกุมฝ่าย นปก. ได้หลายคน และได้ควบคุมตัวเพื่อทำการสอบสวน


'Times New Roman'">หลายคนถูกพันธมิตรฯ จะทำร้าย แต่มีคนห้ามไว้ เพราะกลัวว่าจะมีข่าวออกไปในลักษณะเสียหาย... ขณะที่จับได้ ให้แพทย์ทำแผลที่ถูกตีหักบ้าง หัวแตกบ้าง พันธมิตรฯ บางคนเกิดความโมโห กระโดดเตะฝ่าย นปช. ขณะแพทย์ทำการรักษา ทำให้แพทย์โดนลูกหลงหลายคน และเกิดความโมโหฝ่ายพันธมิตรฯ พร้อมบอกว่าจะนำส่ง รพ. แต่พันธมิตรฯ ไม่ยอม จะขอตัวนำไปสอบสวนเอง
[10]

ทั้งนี้ ในระหว่างการปะทะ แกนนำบางคน รวมทั้งผู้ปราศรัยบนเวที ได้ประกาศให้พันธมิตรฯ ที่อยู่ทางบ้าน หยิบของ ติดไม้ตัดมือมาด้วย และมาร่วมกัน ตีนปก.

เมื่อพิจารณาจากบริบทของเหตุการณ์แล้ว ก็จะพบว่าคำปราศรัยนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นปก. ถูกตีตายจริงๆ มาเพียง 3 วัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเกิด การนองเลือด กลางเมืองหลวง และ ศพแรก ของสงครามได้เกิดขึ้น แต่การตายของ นปก. จากการปะทะกับพันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีปัญหาหรือสำคัญแต่อย่างใด เพราะไม่เพียงแต่ตี นปก. ไม่บาป เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เป็น วีรกรรม และเป็นเรื่องของการออกกำลังกายที่ สนุกสนาน ไปพร้อมกันด้วย ดังที่แกนนำระดับรองลงมาอย่างนายวีระ สมความคิด กล่าวบนเวทีในวันที่ 4 กันยายน 2551 ว่า ขอเรียกร้องให้ช่างกลปทุมวันมาออกกำลังกายและมาช่วยดูแลผู้ชุมนุมโดยการมาช่วยตีพวกแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.)
'Tahoma','sans-serif'; mso-fareast-font-family: 'Times New Roman'">”
[11]

กรณีการตี นปก. จนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ไม่บาป เพราะเป็น คนชั่ว-คนเลว และเข้าใจว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นเหมือนการ ออกกำลังกาย ที่ทำให้ร่างกายและชีวิตของศัตรูเป็นเพียงอุปกรณ์ในการออกกำลังกายเท่านั้น สามารถที่จะอธิบายได้ว่า เป็นผลของการสร้างกรอบโครงความคิดในการวิเคราะห์ปัญหา เยียวยารักษาโรค และกรอบโครงในการจูงใจด้วยความคิดเรื่องวิกฤติ ความรุนแรงเข้มข้นของปัญหาและสงคราม อย่างที่ได้อธิบายไว้อย่างละเอียดข้างต้นแล้ว โดยกรอบโครงความคิดดังกล่าว นำไปสู่ปัญหาทางการเมืองที่สำคัญ คือ ปีศาจวิทยาของความขัดแย้ง ตามคำอธิบายของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่เป็นเงื่อนไขหรือเปิดประตูให้ความรุนแรงเข้ามา และรวมศูนย์ปัญหาอยู่ที่ ปัญหาจริยธรรมว่าด้วยวิธีการ (the ethics of means)” ตามคำอธิบายของเกษียร เตชะพีระ กล่าวคือ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่ตนเห็นว่าถูกต้องดีงาม พันธมิตรฯ ไม่เลือกวิธีการที่ใช้ จะใช้วิธีการอะไรก็ได้ จะชอบหรือไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมหรือหลักการทางการเมืองอย่างไรก็ได้ ขอแต่ให้บรรลุเป้าหมายได้ หรือคล้ายกับความเข้าใจของนายสุริยะใส กตะศิลาเอง ว่า

ผมกลับเห็นว่าวิธีการอาจไม่สำคัญเท่ากับหลักการ หากวันนี้สังคมเห็นความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนว่าเราต้องร่วมร่วมกันสร้างชาติและสร้างการเมืองใหม่แล้ว รูปแบบวิธีการก็อาจไม่ใช่เรื่องยากและอาจง่ายเกินกว่าที่เราคิด[12]

โดยเกษียร เตชะพีระ ได้อธิบายเรื่องเป้าหมายให้ความชอบธรรมกับวิธีการ (The end justifies the means) นี้ว่า มีข้ออ้างหลักที่สำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก ศัตรูที่เราสู้ด้วยเป็นคนสกปรกเลวทรามต่ำช้าถึงขนาด ฉะนั้นจัดการกับคนชั่วช้าแบบนี้ ก็ไม่ต้องเลือกหรือจำกัดรูปแบบวิธีการเหมือนกัน มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อ ประการที่สอง สิ่งที่เรามุ่งพิทักษ์ปกป้องไว้นั้นสำคัญสูงสุด เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาสิ่งสำคัญสุดยอดไว้ แม้จะต้องละเมิดหลักเกณฑ์หลักการอื่นไปบ้างก็ต้องทำ[13]

หากพิจารณาจากกรอบโครงความคิดหลักที่บทความได้พยายามทดลองเสนอมา จะเห็นได้ว่า สำหรับพันธมิตรฯ แล้ว ปัญหาทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่นักการเมือง ชั่ว และ ผู้เลือกตั้ง ที่เห็นแก่เงิน และทั้งหมดนี้รวมกันอยู่ใน ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง กรอบวิเคราะห์นี้ถูกวางพื้นฐานมาเป็นเวลานาน หลายสิบปี ด้วยแนววิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองที่เห็นว่า การล้มลุกคลุกคลานของประชาธิปไตยไทย เกิดจากการที่ประชาชนมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตย ปัญหานี้ถูกเน้นย้ำมากขึ้นเมื่อนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามามีบทบาทสำคัญชี้ขาดในรัฐสภา หลังจากหมดยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ และความร้ายแรงของนักการเมืองและผู้เลือกตั้งที่ ขายเสียง ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ นี้ เหมือนมีฉันทามติร่วมกันในสังคมการเมืองไทยว่าปรากฏสูงโดดเด่นที่สุดในสมัยรัฐบาลทักษิณ

การเยียวยารักษาจึงต้องใช้วิธีการที่รุนแรงพอที่จะรักษาสาเหตุของโรคได้ [วิธีการรักษาย่อมถูกจำกัดขอบเขตความเป็นไปได้โดยการวิเคราะห์ปัญหา] และดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการ เพราะการต่อสู้กับสิ่งที่เลวร้ายเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งทำให้ฝ่ายศัตรูยิ่งแล้วร้ายขึ้นเท่าไหร่ การต่อสู้กับศัตรูก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมากขึ้นเท่านั้น การขยายประเด็นความรุนแรงของปัญหา วิกฤต ไปสู่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างระบบสาธารณรัฐ ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายศัตรูยิ่งเลวร้ายขึ้น ขณะที่การต่อสู้ของตนก็กลายเป็นสงคราม/ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ การจูงใจผู้เข้าร่วมด้วยกลุ่มคำศัพท์สงคราม และการทำให้การชุมนุมเป็นการทำสงครามก็ทำให้ตรรกะของสงครามครอบงำผู้กระทำการ ดังนั้น ศัตรู คือ ผู้ที่ต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด จะชอบหรือไม่ต่อหลักการประชาธิปไตยหรือหลักการอื่นใดที่มนุษย์ควรยึดถือในการปฏิบัติต่อกันก็ตาม

เชิงอรรถ:

[1] ดาวน์โหลดไฟล์เสียงได้ที่ URL mms://tv.manager.co.th/videoclip/radio/1002/1002-5499.wma


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[2]
สุวินัย ภรณวลัย ได้วิจารณ์บทความนี้ไว้ใน “2. พันธมิตรฯ รำลึก พลวัตของพันธมิตรฯ,” ผู้จัดการออนไลน์, 21 เมษายน 2552 ผู้เขียนเห็นว่าเป็นคำวิจารณ์เรื่องบริบทของคำปราศรัยนี้ เป็นข้อวิจารณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะหากพิจารณาบริบทอย่างละเอียด ก็จะตอกย้ำและทำให้ประเด็นที่บทความเสนอมีความหนักแน่นมากขึ้น ต่อมาใน “6. พันธมิตรฯรำลึก พลังของพันธมิตรฯ,” 19 พฤษภาคม 2552 สุวินัยได้แสดงความชื่นชมความสามารถของแกนนำพันธมิตรฯในการใช้กลุ่มคำศัพท์สงครามในการชักจูงผู้ชุมนุม โดยที่ไม่เข้าใจหรือไม่เห็นประเด็นที่บทความพยายามจะชี้ให้เห็นถึงปัญหาหรือผลของการใช้กลุ่มคำศัพท์สงคราม

สำหรับข้อวิจารณ์อื่นๆ ของสุวินัยต่อบทความ คือ (1) กรณียกบทสนทนาของผู้ดำเนินรายการ Metro Life ทางวิทยุ ผู้เขียนไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ทางสื่อเครือผู้จัดการก็ได้ออกมาขอโทษและแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริงโดยได้ประกาศยุติการจัดรายการ Metro Life ไปแล้วนั้น เป็นปัญหาของ การอ่านอย่างไม่ละเอียดของสุวินัยเอง เนื่องจากได้ระบุไว้อย่างละเอียดแล้ว ในเชิงอรรถที่ 2 แต่แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ การขอโทษแต่เป็น ขออภัยต่อกรณีการใช้คำพูดไม่เหมาะสมในการจัดรายการ” (2) กรณี ฐานะของนายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการ Metro Life ที่บทความระบุ ในวงเล็บว่า เป็น บุตรชายทั้งที่เป็นเพียง หลานชายของนายสนธินั้น เป็นความผิดพลาดของผู้เขียนเอง แต่อย่างไรก็ตามการระบุ ฐานะที่ผิดพลาดนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอคือ คลื่น ยามเฝ้าแผ่นดินเป็นสื่อในเครือผู้จัดการ ซึ่งกระบอกเสียงของพันธมิตรฯ ย่อมมีบทบาทสำคัญในพันธมิตรฯมีปัญหาหรือผิดพลาดแต่ประการใด (3) ประเด็น ตัวตนของผู้เขียนในบทความ ที่ผู้วิจารณ์เห็นว่า เป็น ตัวตนที่อ่อนไหวต่อเรื่องความรุนแรง หรือ sensitive self ถ้าหาก หมายถึง ความไวและห่วงใยต่อความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว และการใช้มนุษย์คนอื่นเป็น เครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของตนเองนั้น ผู้เขียนไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาประการใด แต่การไม่มีสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นปัญหา


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[3]
ดูเรื่องราวของเขาได้ที่ ณรงศักดิ์ กรอบไธสง ศพแรกแห่งศึกพธม.-นปช,” คม ชัด ลึก, 3 กันยายน 2551 และ เปิดใจหลานเหยื่อม็อบปะทะ ขอให้น้าผมเป็นศพสุดท้าย...’,” กรุงเทพธุรกิจ, 4 กันยายน 2551, หน้า 14


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[4]
ผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บจากเหตุปะทะ,” มติชนรายวัน, 3 กันยายน 2551, หน้า 14 ทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมของ นปก. (ในฝ่าย นปก. มีการรายงานจำนวนและชื่อของผู้ได้รับบาดเจ็บที่เป็นฝ่ายตนในสื่อทางอินเตอร์เน็ท) แต่ประเด็นผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นใครบ้างไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเท่าไหร่นัก โดย สิทธิพร จราดล ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในครั้งนี้ ผู้ตายได้รับเกียรติ ถูกทำให้เป็น คนไทยจากสื่อมวลชน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พวกเขาเป็นเพียง ลิ่วล้อทักษิณ” “ม็อบไข่แม้ว” “ม็อบเถื่อน” “ม็อบถ่อย” “ม็อบอันธพาลฯลฯ และ ถ้าณรงค์ศักดิ์ไม่ตาย แต่หากคนตายเป็นฝั่งตรงกันข้ามกับเขา น้ำเสียงของกลุ่มองค์กรต่างๆ คงต่างไปจากนี้ บรรยากาศคงอึมครึม หม่นมัว หม่นหมอง สื่อมวลชนคงนำเสนอข่าวความตายนี้ทั้งวันดูใน ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง: ความตาย ราคาถูก,” ประชาไท, 4 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[5]
ดู ภาพนปช. - พันธมิตรปะทะกันจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 3” ประชาไท, 2 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[6]
แน่นอนที่สุด ในเหตุการณ์นี้ (1) แกนนำ นปช. ที่นำการชุมนุม และทำให้เกิดการปะทะกัน และ (2) เจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่สามารถหรือไม่มีความตั้งใจที่จะสกัดกั้น ป้องกันการปะทะ ต้องมีส่วนต้องรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีข้อสงสัย นอกจากนั้น ผู้ชุมนุม นปก. บางส่วนก็มีอาวุธเช่นเดียวกัน


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[7]
สิทธิพร จรดล ณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง: ความตาย ราคาถูก,” ประชาไท, 4 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[8]
หัวหน้า นักรบศรีวิชัยนายเจติศักดิ์ จันทร์ประดิษฐ์ ได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลัง ที่แสดงถึงท่าทีต่อ นปก. ในการทำงาน ที่สอดคล้องและไปทิศทางเดียวกับข้อความดังกล่าวข้างต้น ว่า เรามีหลักการว่า เราจะไม่สู้กับตำรวจ ไม่สู้กับทหาร แต่ถ้าเป็น นปก. เราสู้จนตัวตาย ฉวยอะไรได้ก็เอามันล่ะดูใน เปิดตัวนักรบศรีวิชัย พวกผมไม่ได้บุก NBT’,” กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 8 กันยายน 2551 http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/08/news_292472.php


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[9]
อนุพงษ์ชี้ ฉุกเฉินแค่ยุตินองเลือด,” ไทยรัฐ, 3 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[10]
เพิ่งอ้าง


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[11]
พันธมิตรเรียก ช่างกลร่วมกู้ชาติ มาออกกำลังกายตี นปช. รับได้ทำประชามติ แต่ยันจุดยืนหมักต้องออก,” มติชนออนไลน์, 4 กันยายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[12]
สุริยะใส กตะศิลา “ ’การเมืองใหม่ภายใต้การต่อสู้ของพันธมิตรฯ,” ผู้จัดการออนไลน์, 25 มิถุนายน 2551


'Tahoma','sans-serif'; mso-themecolor: accent1">[13]
เกษียร เตชะพีระ ,“ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ,” ประชาไท, 29 สิงหาคม 2551 โดยเกษียรไม่เห็นด้วยกับท่าที่ของพันธมิตรฯ ในเรื่องนี้เพราะเห็นว่า สุ่มเสี่ยงอันตรายที่จะปลุกพลังรุนแรงที่อาจควบคุมไว้ไม่อยู่ขึ้นมา จนพลอยไปทำร้ายทำลายผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรืออย่างเกินกว่าเหตุ อีกทั้งยังเห็นมนุษย์คนอื่นเป็นเครื่องมือ เป็นเหยื่อ และเป็นเครื่องบูชายัญสังเวยเป้าหมายความเชื่อของตนเอง

ครบ200วันยึดสนามบิน ตำรวจเป่าหายกลายเป็นคดี"ไม่สำคัญ"

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการ
13 มิถุนายน 2552

*ชมคลิปข่าว พันธมิตรปิดหอบังคับการบิน เพื่อควบคุมไม่ให้มีการบิน และขนส่งสินค้าทางอากาศ คลิ้กที่นี่ และ ที่นี่

วันนี้(13มิ.ย.)เป็นวันครบรอบ 200 วันเหตุการณ์พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่ยังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ และคดีนี้ได้พ้นสารบบ"คดีสำคัญ"ไปเป็นที่เรียบร้อย


ทั้งนี้จะเห็นได้จากเมื่อวานนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำบันทึกรายงานเรื่องสำคัญ น่าสนใจให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯทราบ จำนวน 17 เรื่อง ปรากฎว่าไม่ปรากฎว่ามีคดียึดสนามบินแต่อย่างใด

สำหรับ"คดีสำคัญ"ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำเสนอต่อนายสุเทพ มีดังนี้ ความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล คดีการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ คดีการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง คดีลอบสังหารนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี คดีข้อพิพาทท่าเรือคลองเตย การดำเนินคดีสถานีวิทยุชุมชน คดีฆ่ากันตายที่สวนปาล์มศรีตรัง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี คดีคนร้ายขวางหินที่ จ.สุพรรณบุรี คดีการจับกุมผู้ค้าประเวณีใน จ.นครปฐม ของ บก.ปดส.

คดีคนร้ายงัดรถของนางอังคณา นีละไพจิตร คดีชุดปฏิบัติการของ รมช.อลงกรณ์ พลบุตร จับกุมการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของ สน.บางรัก คดีฆ่า นายสถาพร ชนะสิทธิ์ นายกเทศบาลตำบล เขาหัวช้าง อ.ตะโนด จ.พัทลุง คดีฆ่า ด.ต.ชิต ทองชิต อดีตตำรวจทางหลวง ในท้องที่ สภ.เมืองราชบุรี และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในกรณีต่างๆ รวม 5 คดี นอกจากนี้ ในบันทึกดังกล่าวยังได้รายงานการปฏิบัติราชการของ ผบ.ตร.ในส่วนงานบริหาร ส่วนงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และยาเสพติด ให้รองนายกฯ ทราบอีกด้วย

ลำดับเหตุการณ์200วันคดียึดสนามบินโดนดอง ก่อนจะกลายเป็นคดี"ไม่สำคัญ"


-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้

9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย

-25 พฤษภาคม 2552 ครบ 6 เดือนเต็มคดีโจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีกับหัวโจกและสมุนโจรก่อการร้ายสากล ขณะที่พันธมิตรได้ประกาศตั้งพรรคการเมือง
-25 พฤษภาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง

-27 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิมาประชุม ไม่พบว่ามีการตั้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด

3 มิถุนายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ อ้างว่าตำรวจทำคดีเต็มที่แล้ว แต่เหตุที่ล่าช้าเนื่องจาก กรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้สรุปความเสียหายว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ มายังพนักงานสอบสวน เพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

12 มิถุนายน 2552 ผบ.ตร.ส่งรายงานคดีสำคัญ17คดีให้สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯทราบ ซึ่งใน 17 คดีสำคัญนี้ไม่มีคดียึดสนามบินรวมอยู่ด้วยแต่อย่างใด

13 มิถุนายน 2552 ครบ 200 วันที่พันธมิตรยึดสนามบิน ยังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ


NBC: Thai tabloids lurch btwn lurid and deferential: สื่อไทยสับสนระหว่างการลงภาพอุจาดกับความศิโรราบ

ที่มา Thai E-News

โดย Warangkana Chomchuen จาก NBC
ที่มา NBC News
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

หนังสือพิมพ์ไทยสับสนระหว่างการลงภาพที่อุจาดตากับความศิโรราบ

สื่อไทยเป็นแหล่งความสับสนของความขัดแย้งกันเอง


ในระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประเทศไทยมีกฏหมายที่เคร่งครัดมากและไม่อนุญาตให้ตีพิมพ์หรือกระจายข้อมูลที่เข้าข่ายหมิ่นหรือโจมตีสถาบันกษัตริย์

แต่เมื่อมีการลงข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศและความรุนแรงแล้วประดุจหนึ่งนรกแตก

ข่าวอาชญากรรมนั้นลงลึกไปในรายละเอียดจนทำให้ดูอุจาดบาดตา ซึ่งในกรณีของการตายของ David Carradine เป็นตัวอย่างล่าสุดของการรายงานข่าวที่เกินความจำเป็น

ตรงกันข้าม กฏหมายหมิ่นฯที่มีมากว่าหลายสิบปีได้ทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเองและระมัดระวังเป็นอย่างมากเวลาที่รายงานเรื่องสถาบันกษัตริย์ ทหาร ขบวนการยุติธรรม หรือเรื่องที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง กฏหมายบ่งบอกว่าใครที่ทำลายชื่อเสียง หมิ่น หรือข่มขู่สถาบันกษัตริย์อาจจะถูกลงโทษจำคุก 3 ถึง 15 ปี (ถึงแม้ว่าการจะมีการอภัยโทษหลังจากการตัดสิน)

Carradine แน่นอนไม่ได้รับการปรนณิบัติอย่างเจ้า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ลงภาพที่น่าสหยดสยองของนักแสดงบนหน้าหนึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ภาพดังกล่าวถึงแม้ว่าจะถุกแรเงาเพื่อปิดบังร่างกายแสดงถึงการแขวนตัวเองโดยเชือกภายในตู้เสื้อผ้า

ครอบครัวของ Carradine โกรธมากและทนายของพวกเขาขู่ที่จะฟ้องร้องสื่ออื่นๆที่ลงภาพของเขา แต่การวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่านคนไทยมีน้อยมาก

เป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน แม้แต่การรายงานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยยังถูกเผชิญกับการลงโทษที่สาหัส ในหลายปีที่ผ่านมา พลเมืองไทยและต่างชาติหลายคนที่ถูกตัดสินว่าผิดจากการละเมิดกฏหมายหมิ่นฯ ตั้งแต่ชาวออสเตรเลียที่เขียนเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารเพียงแค่สองบรรทัดในหนังสือที่พิมพ์โดยตนเองจนถึงชาวสวิสที่ไปขีดเขียนบนภาพพระพักตร์ของกษัตริย์ไปจนถึงนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการที่พูดุยกันในการถกเถียงและอภิปรายกันในสาธารณะ

นอกจากนั้น ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นฯเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกต่อผู้มีอำนาจเพื่อที่จะกำจัดศัตรูทางการเมือง (และเป็นเพราะสื่อไม่สามารถจะตีพิมพ์ข้อความหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นฯ ไม่มีใครรู้ว่ามีคำพูดหรือการกระทำอะไรเกิดขึ้นที่ "ทำให้สถาบันฯเสื่อมเสีย" ) มันยังถูกใช้เพื่อเปลี่ยนการปกครอง การอ้างว่าเป็นการไม่เคารพต่อกษัตริย์เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ใช้โดยทหารในการรัฐประหารรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549

ทั้งหมดมันหมายความว่าข่าวที่เกี่ยวกับราชวงศ์ไทยจะเป็นข่าวเกี่ยวกับราชพิธีและการกุศลเท่านั้น

ถ้ามีเลือดออก เป็นข่าวหน้าหนึ่งแน่

ที่ขัดแย้งกับสิ่งเหล่านี้คือการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มีผู้อ่านกว่าล้านคนและหนังสือพิมพ์รายวันอื่นๆ สตรีผู้เป็นเหยื่อการข่มขืนมักจะถูกล่าโดยนักข่าวเพื่อเอาเรื่องราวของพวกเขาและถูกซักไซร้เรื่องการถูกทำร้ายโดยละเอียดยิบ และถึงแม้ว่าชื่อของผู้ถูกข่มขืนจะถูกกล่าวโดยนามแฝงแต่ที่อยู่ของพวกเขาจะถูกตีพิมพ์ลงในข่าว

ไม่ค่อยมีการขอความช่วยเหลือเท่าไหร่ การฟ้องร้องดำเนินคดีมันค่อนข้างจะแพงและซับซ้อน และการฟ้องร้องหนังสือพิมพ์เพื่อรับผิดชอบต่อการลงข่าวข้อมูลส่วนตัวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย กลับกัน เราอยู่ในวัฒนธรรมของคำว่า ""ไม่เป็นไร" ที่เปิดประตูให้สื่อละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

Carradine ไม่ได้เป็นคนแรกที่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยหนังสือพืมพ์ไทยและเขาคงจะไม่ได้เป็นคนสุดท้ายด้วย

THAI TABLOIDS LURCH BETWEEN LURID AND DEFERENTIAL

BANGKOK – Thailand’s media is a complicated morass of contradictions.
A constitutional monarchy, the country has draconian laws that restrict and prohibit publishing or broadcasting materials deemed insulting or offensive to the monarchy.

But when it comes to reporting dramatic crimes, especially those involving sex and violence, all hell breaks loose. Crime reporting is so detailed that it tends to the gaudy and salacious, the death of David Carradine being the most recent example of over-the-top coverage.

In contrast, century-old lèse majesté ("injured majesty") laws mean that Thai media most often exercises self-censorship and is extremely cautious when it comes to covering the monarchy, military, judiciary or other politically sensitive issues. The codes say that whoever defames, insults or threatens the monarchy is punishable by a sentence of three to 15 years imprisonment (though royal pardons are usually granted after conviction).

Carradine most definitely did not receive the royal treatment. Thai Rath, Thailand’s best-selling daily newspaper, published a grisly photo of the actor on its front page last week. The photo, though pixilated to hide some of his nudity, shows Carradine hanging by rope inside a closet.

Carradine’s family was outraged and their lawyer threatened to sue any other media outlet that published the photo. But criticism of the coverage from Thai readers was minimal.

A form of political control

Meanwhile, even comparatively tame reporting on the Thai monarchy can be met with severe punishment. In recent years dozen of Thais and foreigners have been convicted of violating lèse majesté laws, ranging from an Australian who wrote a couple of lines about the crown prince in his self-published book to a drunken Swiss defacing portraits of the king to local activists and academics engaged in public debate and discussion.

In addition, lèse majesté charges are a convenient device for the powers that be to eliminate political adversaries. (And because the press can’t reprint comments or materials subject to lèse majesté, no one actually knows what was said and done to "damage the monarchy.") They are even used for regime change: Citing disrespect for the king was one of the reasons the military used to justify staging a coup against former Prime Minister Thaksin Shinawatra in 2006.

It all means that news about the Thai royals consists mostly of items about ceremonies and charity events.

‘If it bleeds, it leads’

Contrasting this is the crime coverage of the million-plus circulation Thai Rath and several other dailies. Female rape victims are often hounded by reporters for their stories and are asked to recount their attacks in morbid detail. And although rape victims are often identified by aliases, not their real names, their addresses are often published.

There is not much recourse. Bringing lawsuits is both expensive and complicated, and suing media outlets for liable for publishing personal information is not a part of Thai culture. Instead, we live in a "mai pen rai" or "never mind" culture that opens the door for media outlets to violate people’s privacy.

Carradine is not the first person to have his privacy violated by the Thai press, and likely won’t be the last.

Friday, June 12, 2009

"ชวรัตน์"ระบุ เลือกตั้งซ่อม ส.ส.อีสาน วัดศักดิ์ศรี ภท- พท.

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 12 มิ.ย.- “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ระบุ เลือกตั้งซ่อม ส.ส.อีสาน ครั้งนี้ วัดศักดิ์ศรี ภูมิใจไทย – เพื่อไทย ไม่ใช่ “เนวิน – ทักษิณ” ชี้ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ย้ำ ภูมิใจไทยเน้นนโยบายชัดเจน มีผลงาน

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย / หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ทราบรายละเอียด กรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กรณีระบุว่าข้าราชการฝ่ายปกครอง วางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งซ่อม และเป็นห่วงเรื่องการเปลี่ยนหีบลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร แต่พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัด และมีผลงาน ทำให้ประชาชนศรัทธา

“การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ยืนยันว่า ในฐานะที่เป็นรัฐบาล ไม่มีนโยบายให้คนในพรรค ไปดำเนินการในลักษณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม พูด และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง ผมเห็นว่า ถ้า ร.ต.อ.เฉลิม ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คงไม่ให้ความเห็น หรือพูดในลักษณะเช่นนี้” นายชวรัตน์ กล่าว

ต่อกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินในเวทีปราศรัยหาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย นายชวรัตน์ เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อคะแนนนิยมของพรรค เนื่องจากเป็นเพียงแผนโฆษณาหาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เน้นนโยบายยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เร่งทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

“ยอมรับว่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นการวัดศักดิ์ศรี ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ใช่ระหว่างนายเนวิน ชิดชอบ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” นายชวรัตน์ กล่าว

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยมีมติขับ 2 ส.ส. ที่มาร่วมทำกิจกรรมกับพรรคภูมิใจไทย นายชวรัตน์ กล่าวว่า นายจุมพฏ บุญใหญ่ และว่าที่ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ได้แสดงความจำนงมาตั้งนานแล้วว่า ต้องการมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคพร้อมเปิดรับ เพียงแต่ก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย

สำหรับกรณีที่ 16 ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย แถลงปฏิเสธข่าวจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย นายชวรัตน์ กล่าวว่า แล้วแต่ความเห็นของแต่ละคน แต่ตู้รับสมัครของพรรค ก็มีผู้เขียนใบสมัครเข้ามาตลอดต่อข้อถามกรณีฝ่ายค้านแฉว่า จะมีการจ่ายงบพัฒนาท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน 5,000,000 บาท ให้กับ อบต.ที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งซ่อม นายชวรัตน์ ย้ำว่า ไม่ทราบรายละเอียด ไม่เคยสั่งการเช่นนั้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-12 15:39:51

แก๊ง ออฟ โฟร์ 2009 ต่ออายุใคร?

ที่มา บางกอกทูเดย์

แก๊ง ออฟ โฟร์” กลายเป็นคำพิเศษประจำแวดวงการเมืองไทยไปแล้ว เพราะเปิดขึ้นมาทีไร เป็นต้องสะเทือนเลื่อนลั่น พล่านกันไปทุกทีทั้งๆ ที่คำๆ นี้เป็นตำนานที่น่าสนใจยิ่งทางการเมือง แต่เป็นตำนานการเมืองจีนแก๊ง ออฟ โฟร์ (Gang of Four) ถือเป็นคำเปรียบเทียบบุคคล 4 คน ในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มีบทบาทสำคัญในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ.1966-1976) ประกอบไปด้วย เจียงชิงภริยาคนที่ 3 ของ ประธานเหมาเจ๋อตุง แห่งพรรคคอมมิวนิสต์นักการเมืองเซี่ยงไฮ้ คือ จาง ชุนเฉียว กับ หวัง หงเหวินและ เหยา เหวินหยวน อดีตนักหนังสือพิมพ์ที่ผันตัวมาเล่นการเมืองทั้ง 4 คนเข้ามารวมตัวกันอย่างจริงจังเมื่อการปฏิวัติดำเนินไปช่วงหนึ่งแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นบทบาทและความทะเยอทะยานทางการเมืองของแต่ละคนในการช่วงชิงอำนาจ ต้องถือว่าไม่ด้อยไปกว่ากันเลยเจียงชิง มีชื่อเดิมว่า หลี่หยุนเฮ่อ เป็นคนเมืองจูเฉิงในมณฑลซันตง โอกาสสำคัญบนถนนการเมือง คือ การเป็นภริยาของ ประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งทำให้นางครองตำแหน่งสูงทางการเมือง และในช่วงปลายของชีวิตประธานเหมา นางกับพรรคพวกได้กีดกันผู้นำพรรคคนอื่นๆ ที่เป็นปรปักษ์ไม่ให้เข้าใกล้ประธานเหมา และเป็นปฏิปักษ์กับทั้ง โจวเอินไหล และ

เติ้งเสี่ยวผิง ทำให้ถูกมองว่าเป็นแกนนำหลักของแก๊ง 4 คนที่นำอำนาจของสามีไปใช้ในทางที่ผิดจนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 1976 หลังอสัญกรรมของ เหมาเจ๋อตุงไม่ถึง 1 เดือน เติ้งเสี่ยวผิง ร่วมมือกับ นายพลเยี่ยเจี้ยนอิงและพรรคพวก วางแผนเข้าจับกุมแก๊ง 4 คน และในเดือนกรกฎาคม1977 ในที่ประชุมเต็มคณะพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 10 วาระที่ 3ก็ได้มีมติยกเลิกสถานภาพภายในพรรคของ เจียงชิง ไปตลอดกาลรวมถึงเพิกถอนตำแหน่งหน้าที่ทั้งหมด25 มกราคม 1981 ศาลสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้พิพากษาให้ประหารนางเจียงชิงในฐานะหัวหน้าการกบฏรอลงอาญาไว้ 2 ปี ซึ่งต่อมาในเดือนมกราคมปี 1983 ศาลก็ได้ลดหย่อนโทษให้เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต และไม่มีสิทธิทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้นตลอดชีวิตสุดท้ายเจียงชิงเลือกจบชีวิตด้วยน้ำมือตัวเอง เมื่อวันที่14 พฤษภาคม 1991“แก๊ง ออฟ โฟร์” ของประวัติศาสตร์การเมืองจีน เกิดขึ้นเพราะต้องการยึดอำนาจการนำในพรรครัฐบาลและกองทัพแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่สุดท้ายก็จบสิ้นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นกันวันนี้ แก๊ง ออฟ โฟร์ ของเมืองจีน จึงเป็นเพียงตำนานแห่งการจดจำแต่สำหรับเมืองไทย ดูเหมือนว่า แก๊ง ออฟ โฟร์ จะเป็นตำนานที่โลดแล่นแบบ Non Stop หรือไม่รู้จักจบสิ้นโดย แก๊ง ออฟ โฟร์ ถูกใช้เรียกในการเมืองไทยครั้งแรกก็ด้วยเหตุที่ต้องการสื่อไปถึงบุคคล 4 คน ในพรรคพลังประชาชนที่กล่าวกันว่ามีความพยายามจะยึดกุมอำนาจภายในพรรค

หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเดินทางออกนอกประเทศว่ากันว่าและเชื่อกันว่าประกอบไปด้วย นายสมัคร สุนทรเวชนักการเมืองระดับอดีตหัวหน้าพรรคและอดีตนายกรัฐมนตรีนายธีรพล นพรัมภา เลขานุการนายสมัคร นายเนวิน ชิดชอบหัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน และ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งผู้ที่เรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็น แก๊ง ออฟ โฟร์ ก็คือส.ส.ของพรรคพลังประชาชน เองแต่แน่นอนว่า ตลอดมาทั้งหมดพยายามที่จะปฏิเสธว่าแก๊ง ออฟ โฟร์ ไม่ได้มีอยู่จริงสุดท้ายเมื่อมีความครึกโครมมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด แก๊งออฟ โฟร์ ก็ต้องสลายไปโดยแรงกดดันของคนในพรรคพลังประชาชนด้วยกันเอง โดยที่มีหัวหอกสำคัญ คือ กลุ่มอีสานพัฒนา ซึ่งมี นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด เป็นแกนนำและก็เป็น นายศักดา คงเพชร คนเดียวกันนี่แหละ ที่ออกมาพูดถึง แก๊ง ออฟ โฟร์ อีกครั้ง เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาจนกลายเป็นกระแสกระหึ่มของ แก๊ง ออฟ โฟร์ 2009แต่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ ในช่วงตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ขึ้นมาใหม่ๆคำว่า แก๊ง ออฟ โฟร์ ก็เคยออกมาอาละวาดแล้วครั้งหนึ่งแต่กระแสอยู่ได้ไม่นานก็จบลงเพราะเป็น แก๊ง ออฟ โฟร์ สายพันธุ์ประชาธิปัตย์ ที่ไม่มีการข้ามสายพันธุ์ต่างขั้ว เชื้อจึงไม่แข็งแรงพอครั้งนั้นเกิดหลังจากที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีหลายคน ซึ่งมาจากต่างพรรคและเป็นคนนอก จนสร้างความอกหักผิดหวังให้แก่หลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์ที่พลาดหวังในตำแหน่งทำให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ ได้หลุดปากออกมาว่า เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นเพราะภายในพรรคประชาธิปัตย์มี แก๊ง ออฟ โฟร์นั่นเอง

แต่เพราะเป้าที่พุ่งไปในครั้งนั้น มองกันว่าอยู่ที่ นายสาทิตย์วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรค นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรูรองเลขาธิการพรรค นางอัญชลี วาณิช เทพบุตร เหรัญญิกพรรค และ นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค ดูแลภาคใต้ด้วยข้อสงสัยว่า บุคคลทั้งสี่น่าจะเกี่ยวโยงอยู่กับการล็อบบี้เสียงของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด 19 คนและเป็นผู้กำหนดทิศทางของพรรคแต่เรื่องนี้ เนื่องจากเป็นการขัดแย้งภายในพรรคเดียวกันเองจึงจบลงได้ไม่ยาก เพราะทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณเลขาธิการพรรคในฐานะผู้จัดการรัฐบาล และ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่มี แก๊ง ออฟ โฟร์ ภายในพรรคประชาธิปัตย์โดยยืนยันว่าความขัดแย้งภายในพรรคนั้น ได้ทำความเข้าใจกับสมาชิกแล้วเท่าที่จะทำได้ จึงมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เพราะทุกคนทราบดีว่าใครเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ยิ่งนายสุเทพด้วยแล้วยิ่งเสียงแข็งเลยว่า ไม่มี แก๊ง ออฟ โฟร์และไม่มีการจัดตั้งคลื่นใต้น้ำโดยถึงกับพูดชัดเจนไม่เกรงใจใครๆ ในพรรคว่า ผู้ที่มีอิทธิพลภายในพรรคมีแต่ตัวนายสุเทพกับนายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรคเท่านั้นดังนั้น เมื่อสำทับด้วยการแถลงของ นายจุติ ไกรฤกษ์ส.ส.พิษณุโลก ที่พลาดตำแหน่งเช่นเดียวกันว่า ไม่เป็นความจริง...เท่านั้นเอง เกมก็จบลงด้วนๆและทำให้คำว่า แก๊ง ออฟ โฟร์ จางหายไปกระทั่ง จู่ๆ นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทยก็ออกมาปลุกคำว่า แก๊ง ออฟ โฟร์ ขึ้นมาอีกครั้ง โดยระบุว่า

มี แก๊ง ออฟ โฟร์ 2009 ในรัฐบาล“ขณะนี้ แก๊ง ออฟ โฟร์ ฟื้นคืนชีพในรัฐบาลแล้วโดยแกนนำอยู่ในพรรคภูมิใจไทย ถ้าเปรียบเทียบเหมือนกับโรคเอดส์สายพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม” นายศักดา คงเพชร โยนระเบิดเข้าให้ตูมใหญ่เต็มๆแถมมี ปริศนาบอกใบ้ทายคำ ตามมาว่า คนที่หนึ่ง คือตัวแทนของอมาตยาธิปไตย ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทางการเมืองมาตั้งแต่ รัฐประหาร 19 กันยายนคนที่สอง เป็นบิ๊กสีเขียว ซึ่งเป็น อดีตนายทหารใหญ่ ที่ยังมีตำแหน่งและอำนาจในเหล่าทัพ โดยมีหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายอมาตย์ มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดการสลับขั้วทางการเมืองและจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์คนที่สาม นั้น มีฉายาว่าคนหัวเถิกที่เป็นตัวแทนฝ่ายการเมืองโดยปัจจุบันมีตำแหน่งใหญ่อยู่ในรัฐบาล อักษรย่อ “ส.” จะเป็นคนเชื่อมกับทุกฝ่ายรวมทั้งบิ๊กกองทัพด้วยและสุดท้าย คนที่สี่ เป็นนักการเมืองมากบารมีนอกรัฐสภาที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มการเมืองใหญ่และพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่มีอิทธิพลต่อความอยู่รอดของ ครม.อภิสิทธิ์ 1เล่นเอาไถ่ถามและทายกันอุตลุดไปหมดว่า ใครเป็นใครบ้าง???แต่ที่แน่ๆ และตรงกันหมดไม่ว่าจะในสังคมการเมือง หรือในสื่อสารมวลชนสารพัดแขนง แม้กระทั่งทีวี ก็ยังระบุชัดเจนว่า1 ใน แก๊ง ออฟ โฟร์ 2009 ก็คือ เนวิน ชิดชอบ นั่นเองเพราะจากปริศนาที่ นายศักดา คงเพชร บอกว่า เป็นการกลายพันธุ์มาจาก แก๊ง ออฟ โฟร์ ของพลังประชาชน นั่น

ย่อมแปลว่าจะต้องมีเชื้อเดิมอยู่ ซึ่งในชุดนั้นก็มีเนวินอยู่ด้วยในขณะที่เหลือที่อยู่ในข่ายนั้นก็แพลมๆ ชื่อกันออกมาว่าน่าที่จะมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ หรือแม้กระทั่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาก็ถูกถามไถ่ถึงด้วยเช่นกันแต่แน่นอนว่าทุกๆ คนที่ถูกมองหรือเชื่อมโยงไปถึง ล้วนแล้วแต่ปฏิเสธความเป็น แก๊ง ออฟ โฟร์ 2009 ด้วยกันทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม ด้วยความขลังของคำว่า แก๊ง ออฟ โฟร์ทำให้แวดวงการเมืองกระเพื่อมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าอะไรคือวัตถุประสงค์หลัก หรือเป้าหมายปลายทางของแก๊ง ออฟ โฟร์ 2009บรรดาข้อสงสัยต่างๆ ที่พุ่งเป้าเข้าใส่นั้น ใครจะตั้งประเด็นอย่างไรก็ได้ แต่หากดูสถานการณ์การเมืองที่ล่อแหลมถึงการเจียนอยู่เจียนไปของรัฐบาลการไม่ลงรอยกันของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ขัดแย้งกันสารพัดเรื่องเป็นไปได้หรือไม่ว่า ภารกิจสำคัญของ แก๊ง ออฟ โฟร์2009 คือ การต่อลมหายใจให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์???ทั้งนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่า เงาร่างของ แก๊ง ออฟ โฟร์2009 เป็นการรวมพลังหลากหลายสายพันธุ์ ที่มีอำนาจในปัจจุบัน โดยไม่มีการมองที่ขั้วการเมือง ซึ่งผิดกับ แก๊งออฟ โฟร์ ในอดีตที่มาจากขั้วการเมืองเดียวกันทั้งสิ้นดังนั้น เมื่อลมหายใจของรัฐบาลแผ่วบางลงเพราะความขัดแย้ง อำนาจแต่ละสายแต่ละขั้วที่อยู่ในมือ แก๊ง ออฟ โฟร์2009 ย่อมเข้ามาเพื่อ ต่ออายุรัฐบาล ไม่ให้ถูกบังสุกุลเร็วจนเกินไปนักนั่นเองส่วนว่าหลังจบภารกิจแล้ว ใครจะใหญ่กว่าใคร ขั้วไหนจะพลิกขึ้นมามีอำนาจก็อยู่ที่ฝีมือของแต่ละคนใน แก๊ง ออฟ โฟร์ แล้วนั่นเองว่าใครจะเหนือกว่าใครในที่สุด ■

นรกใต้-รายได้นักรบ (2)

ที่มา บางกอกทูเดย์

มัสยิดยังไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย..สงครามใต้กำลังเติบโตไปอีกขั้นอยู่นอกเหนือคำทำนายของโหรา..ยังไม่มีสักจอมโอ้อวด..ฟันธงว่า..สงครามใต้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด..ใครจะเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนแรก..ที่ไม่เกษียณไปโดยที่ไฟสงครามยังอยู่สงครามเป็นศาสตร์และศิลป์..แผนการเอาชนะในสงครามจึงไม่มีเขียนอยู่ในตำราเล่มใด..แม่ทัพใหญ่จากกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลกจึงพ่ายแพ้ต่อ..โวเหงียนเกี๊ยบ..ผู้ไม่เคยผ่านโรงเรียนการทหาร..ในสงครามรวมชาติของโฮจิมินห์..เจียงไคเชก..นักเรียนสงครามคะแนนเกียรตินิยมจากสหรัฐอเมริกา..จึงรบแพ้หนอนหนังสือจากห้องสมุดในโรงเรียนประชาบาล เหมาเจ๋อตุงอาณาจักรแห่งโรมที่เกรียงไกร..ยังต้องปิดประตูลี้ภัย..เมื่อ..กองทัพม้าของนักรบคนเถื่อนอย่างเจงกีสข่านกับแม่ทัพช้างจากแอฟริกา..ฮันนิบาล..มาท้าทายย่ำกองรบ..อยู่หน้ามหาอาณาจักรหยุดทำรายได้จากสงครามกันสักทีดีไหม..ท่านแม่ทัพทั้งหลาย..แล้วมาสุมหัวช่วยกันทำให้พี่น้องมุสลิมทางใต้กลับมารักใคร่..เป็นพลเมืองไทยด้วยกัน..ศาสนาเป็นเพียงศรัทธาที่ต่างกัน แต่อยู่เย็นเป็นสุขและมั่งมีศรีสุขต่างหากเป็นชีวิตเดียวกันของไทยทั้งผอง

ก่อนอื่นต้องบ่งหนองออกจากฝี..กองทัพไทยจะใช้ทหารเกณฑ์..ไปทำสงครามกับกองกำลังไร้ขีดจำกัดของผู้หวังแบ่งแยกดินแดนได้อย่างไร..เราจะเอาชนะนักรบอาชีพที่มีศรัทธาท่วมหัวใจได้อย่างไร..จากทหารเกณฑ์ที่ต้องเป็นทหารเพราะครบอายุและรอวันปลด..นักรบป่าที่กรำศึกมาช้านาน..เชี่ยวชาญสมรภูมิและล่องหนหายตัวได้ จะรบแพ้..เด็กอายุ 21ที่เพิ่งรู้จักซ้ายหันขวาหัน..และจับต้องอาวุธปืนเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า..อย่างนั้นหรือ..ฝ่ายหนึ่งรบเพราะถูกสั่ง อีกฝ่ายหนึ่งรบเพราะวิญญาณและหัวใจ..แพ้ชนะมันมองได้มองออกตั้งแต่ยังไม่รบกันจะชนะในสงคราม..กำลังรบต้องมาเป็นอันดับแรก..เรามีคุณภาพและพลานุภาพเพียงพอหรือไม่..สงครามระหว่างกวาง 1 ฝูง กับราชสีห์ 1 ตัวนั้น..ใครทายตอนจบไม่ถูกเรากำลังพูดถึงพลทหารประจำการ ที่ไม่ใช่พลทหารที่มาจากการเกณฑ์ทหาร..เหมือนที่ในสงครามรบกันคอมมิวนิสต์..ที่เราเคยเขียนไว้..ถึงพลทหารประจำการก่อนที่มันจะพัฒนาขึ้นมาเป็น..ทหารอาสาสมัคร และเป็นทหารชุดดำทหารพราน..ครับ..พลทหารอาชีพ..อาสาสมัครจากทหารที่ฝันอยากเป็นนักรบ..สงครามเป็นเรื่องของนักรบ..ไม่ใช่เด็กวัยรุ่นในชุดพราง..ที่นั่งขีดวันปลดอยู่ในบังเกอร์ ■

ตามน้ำได้แบบเนียนๆ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_12300

อภิรักษ์

ไม่แน่ใจว่าอายกล้อง หรือเขินที่ต้องโดนถากถางบากหน้าไปยืมเงินมาใช้

ล่าสุดที่ประชุมวิปรัฐบาลมีมติไม่ให้ถ่ายทอดสดรายการถก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.กู้เงินรวม 8 แสนล้านบาท ทางสถานีโทรทัศน์ ในวันที่ 15-16 มิถุนายนนี้

รีบเข็นกันแบบลุกลี้ลุกลน

และก็เป็นอะไรที่ฟ้องอาการ "หลังหวะ" แค่คิวหยอกเย้าที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กระเซ้าถากถางรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีผลงานประสบความ สำเร็จแค่ 2 เรื่อง คือหมีแพนด้ามีลูกได้ กับช่วยให้ ด.ช.เคอิโงะตามหาพ่อจนเจอ

มุกอำกันเล่นขำๆ

แต่คนที่เครียดก็คือนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ รีบออกมาตีปี๊บคิวแถลงผลงานของรัฐบาลครบรอบ 6 เดือน ย้ำ รัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะประชาชนต้องการทราบว่าใน 6 เดือน การแก้ปัญหาของประเทศเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ฝ่ายค้านเองก็วิจารณ์ว่า ไม่มีข่าวดี มีแต่เรื่องแพนด้า จึงต้องยืนยันด้วยงานที่ทำไป

ประชาธิปัตย์ไม่ขำกับตลกร้าย

แต่ที่ซีเรียสกว่า ในอารมณ์แฉดักทางของหัวหมู่ทะลวงฟันค่ายเพื่อไทย

กับมหากาพย์ "แก๊งออฟโฟร์ 2009" ภาคใหม่ล่าสุด โดยการออกมาเปิดโปงของคนหน้าเก่าอย่างนายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด กลุ่มอีสานพัฒนา

เอาเป็นว่า 2 ใน 4 พอแกะปริศนาอักษรย่อกันได้

"ส" คนหัวเถิก ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาล กับ "น" ผู้มีบารมีเหนือพรรคร่วมรัฐบาล

ถามเด็กประถมก็เดาได้

โดยเฉพาะ "ส" คนหัวเถิก ทั้งบุคลิกและอักษรย่อ มันก็ล้อกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล พอดี

เรื่องเก่าที่รู้กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

แต่ปมใหม่ที่เพิ่ง "ตอกลิ่ม" เขี่ยไฟ มันอยู่ตรงประเด็น "แก๊งออฟโฟร์ 2009" ที่แท็กทีมกันขี่คอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

นี่แหละ "ชนวน"

เพราะเท่าที่จับสัญญาณได้ มันคือความจริงที่สร้างความกระอักกระอ่วน เบื้องลึกที่คนพรรคประชาธิปัตย์กำลังระแวงแคลงใจกันเอง

"ส" สุเทพ ให้ใจ "คนนอก" มากกว่า "คนใน"

ที่แน่ๆต้องแกะรอยกันให้ดีๆกับคิวขยับของ "สามสี ภูเขาทอง" นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี จอมเก๋าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่โดดออกมาเล่นบทพี่เอื้อยเคลียร์คิวพยศของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ รองหัวหน้าพรรคภาคกลาง

ล่าสุดนัดเลี้ยงสังสรรค์ฉลองครบรอบวันเกิดปีที่ 65 ในวันที่ 24 มิถุนายน พร้อมป่าวประกาศล่วงหน้า ส่งเทียบเชิญแกนนำและกรรมการบริหารพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมสังสรรค์ กระชับความสัมพันธ์ให้เหนียวแน่นขึ้น

งานใหญ่ โชว์บารมี

โดยนัยทางการเมืองต้องมีแน่ และก็เป็นอะไรที่รู้กัน ยี่ห้อ "สามสี ภูเขาทอง" กับ "เทพเทือก" เบียดบารมีกันมาแต่ไหนแต่ไร

แต่ไม่ว่าจะหักดิบกันยังไง โดยยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ไม่ลืมลูกเขี้ยว ชิงเหลี่ยมเหนือคู่แข่งตลอดเวลา

ล่าสุดเล่นลูกตามน้ำได้เนียนเลย

อาศัยช่วงชุลมุนบิ๊กโปรเจกต์รถเมล์เอ็นจีวีกำลังฟัดกันฝุ่นตลบ เกมพลิกเป็นรายการยื้อยุดฉุดกระชากฐานเสียงคน กทม. แข่งกับพรรคภูมิใจไทย

แย่งกันชงโปรเจกต์ระบบขนส่งมวลชนซื้อใจคนกรุง

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ออกมาแบไต๋หลังตั้งวงประชุมร่วมกับที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน การคลัง ชงแนวทางให้ กทม.ออกพันธบัตรวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนในระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้ารางเดี่ยว และระบบขนส่งมวลชนระบบรางเบา

เท่านั้นไม่พอ ยังสรุปแนวทางให้ กทม.ออกสลากการกุศลพิเศษเพื่อระดมทุนในการก่อสร้างโรงพยาบาลบางขุนเทียน และศูนย์ผู้สูงอายุที่จังหวัดนครปฐม วงเงิน 500-1,000 ล้านบาท

2 โปรเจกต์ใหญ่ หวังได้ทั้งเค้กทั้งกล่อง ปั่นตัวเลขเงินกู้ 2 หมื่นกว่าล้านบาท

แต่ที่ใจถึงมากก็คือ การตั้ง "หล่อเล็ก" นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่กำลังติดบ่วงคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง กทม. นั่งเป็นกุนซือคุมคิวปั่นเงินทำโปรเจกต์ใหญ่

มั่นใจภาพ "คุณชายสะอาด" เคลียร์ได้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน