WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 14, 2009

แกนนำ นปช. ย้ำชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย.ไม่ยืดเยื้อ-รุนแรง

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 14 มิ.ย. – แกนนำ นปช. เชื่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันจะไม่มีอะไรรุนแรง ส่วนการชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย. จะไม่ยืดเยื้อหรือเคลื่อนขบวนไปกดดัน

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ประเมินถึงสถานการณ์การเมืองว่า ส่วนตัวเชื่อว่าสถานการณ์ปัจจุบันคงไม่มีเรื่องอะไรรุนแรง โดยรวมคงเป็นเรื่องความขัดแย้งและต่อสู้ทางความคิดระหว่างรัฐบาลกับประชาชนคนเสื้อแดง ส่วนในสภาฯ ยังคงเป็นบทบาทของพรรคเพื่อไทยที่พยายามทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการอภิปราย พ.ร.ก. และร่าง พ.ร.บ.กู้เงินรวม 800,000 ล้านบาท และเชื่อว่า ที่สุดแล้วรัฐบาลจะสามารถผ่านกฎหมายสำคัญต่าง ๆ ไปได้

นายจรัล ยังกล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ในวันที่ 27 มิถุนายน โดยยืนยันว่า จะเป็นการชุมนุมแบบไม่ยืดเยื้อ เพราะเป็นการชุมนุมเพื่อประกาศเจตนารมณ์ในโอกาสครบรอบ 77 ปี ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกลุ่มผู้ชุมนุมจะไม่มีการเคลื่อนไหวไปกดดันหรือแสดงพลัง นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 22-24 มิถุนายน จะมีการชุมนุมย่อยของกลุ่มแนวร่วมฯ ที่ท้องสนามหลวง เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475

นายจรัล ยังเห็นว่า การเลือกตั้งซ่อมที่เขต 3 จังหวัดสกลนคร น่าจับตา เพราะจะมีผลทางการเมือง โดยหากพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายชนะ สง่าราศีของพรรคภูมิใจไทย จะลดลง แต่หากพรรคภูมิใจไทย เป็นฝ่ายชนะ มีแนวโน้มสูงที่ ส.ส.อีสานของพรรคเพื่อไทย จะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธปิไตย ตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น ถือเป็นเรื่องดีที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะมีองค์กรที่เป็นเครื่องมือเข้าไปมีส่วนในอำนาจรัฐ เพราะการเคลื่อนไหวนอกสภาฯ แม้จะประสบผลสำเร็จอย่างไร แต่หากยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนในอำนาจรัฐก็คงไม่มีประโยชน์สมบูรณ์.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-14 14:38:57

"โอ๊ค-อุ๊งอิ๊ง"ร่วมงานบวช"กึ้ง" พระได้รับฉายา"ธีรชโย"

ที่มา มติชนออนไลน์

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ (กึ้ง) อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและนักแสดง ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม โดยได้รับฉายา ธีรชโย แปลว่า ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้ ความสามารถ ทั้งนี้ มีนักการเมือง และดารานักแสดง บุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก มาร่วมงาน อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (ทรท.) นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นายพานทองแท้ พร้อมด้วยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"สมชาย"ร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้องปชช.-ไฟใต้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ว่า เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนระดับรากหญ้า มากกว่าปัญหาการเมืองหรือการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะมีกระบวนการยุติธรรมดำเนินการเรื่องนี้อยู่ โดยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี คงไม่สามารถไปจับตัวกลับมาได้ ทำได้เพียงให้นโยบายกับเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการเท่านั้น


"มองว่า บางครั้งเป็นเกมทางการเมืองมากเกินไป เช่นเดียวกับการออกกฎหมายกู้เงิน 8 แสนล้านบาท หรือโครงการใหม่ๆ ที่แม้จะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญรองลงมาจากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่ขอวิจารณ์ว่าตลอดการทำงาน 6 เดือนของรัฐบาล แต่จากการรับฟังเสียงรอบข้าง แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลเองยังเห็นว่ารัฐบาลไม่มีผลงาน เพราะประชาชนยังลำบากอยู่จนถึงขณะนี้" นายสมชาย กล่าวและว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยขอให้รัฐบาลทุ่มเทจริงจัง และจริงใจในการแก้ปัญหามากกว่าที่เป็นอยู่ ถึงแม้รัฐบาลจะดำเนินนโยบายการเมืองนำการทหารหรือไม่ ตนเห็นว่าจะดำเนินนโยบายอะไรก็ได้ แต่ต้องจัดระบบการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมและจับต้องได้

"ป๋าเหนาะ"ห่วงรัฐใช้หนี้หลังผ่านพ.ร.ก.กู้เงิน อัดไร้ผลงาน

นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช (ปชร.) กล่าวเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ว่า จะขอพิจารณาจากคำชี้แจงของรัฐบาลในเรื่องการดำเนินโครงการหรือแผนต่างๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะสนับสนุน พ.ร.ก.และร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงิน เพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวม 8 แสนล้านบาทหรือไม่ ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ ก็คงไม่สนับสนุนให้ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร


"เห็นว่าแม้รัฐบาลจะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรค ปชร.แต่คงผ่านกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไปได้ เนื่องจากเตรียมการเรื่องเสียงสนับสนุนให้ผ่านอยู่แล้ว ส่วนตัวไม่เป็นห่วงเรื่องการกู้เงิน แต่เป็นห่วงเรื่องการนำเงินไปใช้ในโครงการต่างๆ และการหาเงินมาใช้หนี้" นายเสนาะ กล่าว


นายเสนาะ กล่าวอีกว่า ตลอดเวลาการทำงานของรัฐบาล ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะรัฐบาลไม่คิดกู้บ้านกู้เมือง คิดแต่จะสร้างภาพจึงมีแต่เสีย เพราะการดำเนินการหลายโครงการไม่โปร่งใส หรือสร้างความหวังให้กับประชาชน สาเหตุหนึ่ง เพราะที่มาของรัฐบาลมาไม่สง่างาม เนื่องจากมาเป็นแก๊งการเมืองและต่อรองผลประโยชน์ ไม่ได้ต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง จึงขอเตือนสติให้รัฐบาลคำนึงว่า ประชาชนเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของประเทศ ที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา อย่ามัวมุ่งแต่เรื่องเสียงลากมากไปและทำให้ประเทศจมลง

แถลงการณ์"นพดล"ร่อนอัด"มาร์ค-กษิต"เรื่องเขาพระวิหาร

ที่มา มติชนออนไลน์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนว่า นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกะรทรวงต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีการแก้ปัญหาพรมแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า เมื่อตอนที่นายอภิสิทธิ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ นายอภิสิทธิ์ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน เช่น นายอลงกรณ์ พลบุตร ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจตน ในฐานะรมว.ต่างประเทศ เกี่ยวกับกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และมีหลายประเด็นที่เป็นความเท็จ และเป็นความเห็นที่บิดเบือน แต่หลังจากที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามาบริหารประเทศ และหลังจากการเดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ดำเนินการใดๆตามสิ่งที่ได้เคยพูดและโจมตีตนไว้ ดังนี้

1.นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ เคยอภิปรายว่า เส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชายังใช้สันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดน ทั้งๆที่กองทัพ กรมแผนที่ทหาร และกระทรวงการต่างประเทศยึดถือเส้นเขตแดนที่ขีดตามแผนที่ชุด แอล7017 ที่ใช้สันปันน้ำเหมือนกัน แต่ยกเว้นปริเวณปราสาทพระวิหารที่ขีดเส้นและยกให้กัมพูชาตามคำตัดสินศาลโลก แต่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ มีความเห็นว่า ที่ดินใต้ปราสาทและ ที่ดินบริเวณปราสาทยังเป็นของไทย ดังนั้น นายอภิสิทธิ์และรัฐบาลต้องไปเจรจากัมกัมพูชาขอ ที่ดินใต้ปราสาทและที่ดินบริเวณปราสาทคืนมา


อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มาเป็นรัฐบาลและในการเดินทางไปพบนายกฯฮุนเซ็น ของกัมพูชาที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ดำเนินการใดๆตามที่นายอภิสิทธิ์เคยโจมตีตนในสภา


2. นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจตนว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ชุดแอล 7017ตรงบริเวณปราสาทพระวิหารไม่ใช่เส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ทั้งๆที่กระทรวงการต่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กองทัพไทยและกรมแผนที่ทหาร ระบุว่าเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ไทยยึดถือ และเป็นท่าทีของประเทศไทยมาโดยตลอด


“ นายอภิสิทธิ์ได้บิดเบือนข้อมูลเพราะนายอภิสิทธิ์ลืมไปว่า ตัวนายอภิสิทธิ์เองที่นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2541 ได้เคยอนุมัติพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เมื่อ ปี 2541 และจัดทำแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา โดยในแผนที่ดังกล่าว รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้และทำตามแผนที่ชุด แอล7017 ทุกประการ นอกจากนั้นยังระบุใต้แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาว่า เส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร คือ “เขตเส้นพรมแดนตามกฎหมาย ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาประชาธิปไตย” ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์และพรรค ประชาธิปัตย์อภิปรายในสภาอย่างสิ้นเชิงว่าไม่ใช่เส้นเขตแดนระหว่างประเทศ” แถลงการณ์นายนพดลระบุ


แถลงการณ์ ดังกล่าวระบุอีกว่า ในการทำแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาของนายอภิสิทธิ์ดังกล่าวนั้น ถ้าคดีขึ้นศาลโลก ไทยอาจจะถูกกฏหมายปิดปากอีกครั้ง เพราะนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ไปออกกฏหมายภายในเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งทำตามแผนที่ ชุด แอล 7017 ไปแล้ว

3. สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน โดยเฉพาะนายกษิต ภิรมย์ และนายอลงกรณ์ พลบุตร ได้โจมตีว่า การลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาตามมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชนั้นกระทำไปเพื่อแลกกับสัมปทานน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติในกัมพูชา หรือเพื่อแลกกับโครงการการลงทุนในเกาะกง กัมพูชา โดยเฉพาะกล่าวหาว่ากระทำไปเพื่อให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับสัมปทานหรือได้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นความเท็จ ดังนั้นในการเดินทางไปกัมพูชาที่ผ่านมา ทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่สั่งการให้รัฐบาลไปตรวจสอบในกัมพูชาว่าการการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กระทำไปเพราะมีผลประโยชน์ตอบแทน ทำไปเพื่อแลกกับสัมปทานน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติในกัมพูชา ห รือเพื่อแลกกับโครงการการลงทุนในเกาะกงจริงหรือไม่ ทำไมนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลไม่ทำความจริงให้ปรากฎ

4. นายนายกษิต ภิรมย์ ก่อนมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศก็ประกาศบนเวทีพันธมิตรว่าจะทวงปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา และนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นว่าไทยยังสงวนสิทธิทวงคืนปราสาทพระวิหาร เพราะอาจค้นพบหลักฐานใหม่ และสามารถทวงคืนได้ตลอดเวลาเพราะไม่มีกำหนดอายุความตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก ซึ่งความเห็นของนายนายกษิต ภิรมย์ และของนายอภิสิทธิ์ขัดแย้งกับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศโดยสิ้นเชิง โดยกระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่า คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารถึงที่สุด และอุทธรณ์และรื้อฟื้นคดีไม่ได้แล้ว ตามข้อ 60 และ 61 ธรรมนูญศาลโลก ดังนั้นในการเดินทางไปพบนายกฯฮุนเซ็น นายอภิสิทธิ์ทำไมไม่ได้แจ้งต่อนายกฯกัมพูชาว่าไทยยังสงวนสิทธิทวงปราสาทพระวิหารคืน และขอถามว่านายอภิสิทธิ์จะดำเนินกระบวนการยื่นเรื่องทวงคืนประสาทพระวิหารต่อศาลโลกเมื่อใด เพื่อพิสูจน์ว่าความเห็นของนายอภิสิทธิ์ถูกต้อง

จักรภพอัดพท.เป็นอีแอบไม่หนุนนปช.เปิดเผย

ที่มา ไทยรัฐ

นายจักรภพ เพ็ญแข

"จักรภพ" เขียนบทความ หนังสือพิมพ์เรดนิวส์​ ฉบับ 2 ระบุ พรรคเพื่อไทยบางคน ไม่กล้าสนับสนุน นปช. อย่างเปิดเผย เหตุกลัวไม่ได้รับเลือกตั้งกลับมา ...

วันนี้ (14 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เขียนบทความโจมตี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำเป็นอีแอบไม่กล้าออกมาสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงอย่างเปิดเผย ในคอลัมน์ "ผมเป็นข้าราษฎร" หนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ ซึ่งตีพิมพ์เป็นฉบับที่ 2 ว่า พรรคเพื่อไทยเป็นผลผลิตมาจากความสำเร็จของการเลือกตั้ง 3 ครั้ง ตั้งแต่ใช้ชื่อพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน โดนรุมทำร้ายปล้นเอาอำนาจอันชอบธรรมไปจากมือ ชนิดต้องเรียกว่าปล้นกลางแดด แต่บัดนี้คนบางคนในพรรคเพื่อไทย กลับทำท่าแหยงกับการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่กล้าเปิดหน้าสนับสนุนอย่างเปิดเผย ไม่กล้าเพิ่มเป้าหมายในการต่อสู้ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เลือกตั้ง ในขณะที่เลือกตั้งไปแล้วไม่แน่ใจว่า พรรคเพื่อไทยจะได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลและเป็นรัฐบาลตัวจริงหรือไม่

"ขนาดออกมาแถลงว่า คุณทักษิณเป็นคนนอกพรรค เพื่อให้ตัวปลอดภัยและได้เลือกตั้ง อย่าว่าแต่ชาวต่างชาติต่างภาษาเลยครับ ผมเองพูดไทยแท้ๆ ก็ยังไม่เข้าใจเลย ไม่กลัวอะไรกับการยืนยันว่า ข้านี้ก็เป็นคนที่มีสิทธิทางการเมืองเช่นเดียวกับคนอื่นเหมือนกัน" นายจักรภพ กล่าว

ไม่พร้อมเลือกตั้ง ยืดเกมแตกหัก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_12621

ในการเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

ถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลจะนำกฎหมายสำคัญจำเป็นเร่งด่วนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนปฏิบัติ การไทยเข้มแข็ง เพื่อกู้วิกฤติเศรษฐกิจ นั่นก็คือ

พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กำหนดกรอบวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่ค้างเติ่งมาตั้งแต่ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญทั่วไป

เนื่องจากโดนฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ดึงเกมสกัด ตรวจสอบเข้ม

ด้วยการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ผลปรากฏ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาและลงมติชี้ขาดด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ การออกพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด รัฐบาลจึงได้ขอเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ในวันที่ 15-16 มิถุนายนนี้ เพื่อขออนุมัติพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท จากสภาฯ

รวมทั้งจะเสนอร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอีก 400,000 ล้านบาท ให้ที่ประชุมสภาฯพิจารณา พ่วงเข้าไปในคราวเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีคิวเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ ในวันที่ 17-18 มิถุนายน

โดยรัฐบาลจะเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 วงเงิน 1,700,000 ล้านบาท เพื่อให้สภาฯพิจารณา

ฉะนั้น ในช่วงสัปดาห์ต่อไปนี้ จึงถือว่าเป็นห้วงสำคัญทางการเมือง เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของรัฐบาล

เพราะจะมีกฎหมายเกี่ยวกับเงินกู้ 800,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ

และยังมีร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จ่อคิวเข้าสภาฯแบบต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดและพระราชบัญญัติกู้เงิน 800,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการกู้วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ

การเปิดสภาฯสมัยวิสามัญพิจารณากฎหมายดังกล่าว จึงเป็นที่จับตาของบรรดานักธุรกิจ นักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพราะเป็นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีมาตรการและความพร้อมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในสภาวะที่วิกฤติเศรษฐกิจโลกเริ่มส่อแววกระเตื้องขึ้น

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้บรรดานักธุรกิจและนักลงทุน เกิดความลังเลไม่มั่นใจในเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย

ก็เพราะไม่มีความมั่นใจทางการเมือง ไม่มั่นใจเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาล

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลปรากฏออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

ไล่ตั้งแต่ปัญหาเรื่องการระบายข้าวและข้าวโพดในโครงการรับจำนำของกระทรวงพาณิชย์ ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำรัฐบาล กับพรรคภูมิใจไทย ในซีกกลุ่มมัชฌิมาธิปไตย

ถึงขั้นที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมาฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์คอยแต่จับผิดโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล

อัดแรง ไม่มีการวางแผนในการบริหาร ทำให้เกิดปัญหาในการดูแลราคาผลผลิตทางการเกษตร ไม่มีผลงาน

ตามด้วยปัญหาความขัดแย้งในโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ของกระทรวงคมนาคม กลายเป็นปัญหาคาใจกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย ในซีกกลุ่มเพื่อนเนวิน กับพรรคประชาธิปัตย์

หลังจากโครงการนี้โดน ครม.ตีกลับถึง 2 รอบ ล่าสุดยื้อไว้ 1 เดือน โยนให้คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปศึกษาว่า ระหว่างการเช่ากับการซื้อ อย่างไหนจะมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่ากัน

ในขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็ออกมาวิจารณ์โจมตีโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีอย่างต่อเนื่องว่า ไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์แอบแฝง

ทำให้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาจวกกลับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกในรัฐบาล พร้อมติติงแกนนำพรรคที่ไม่ออกมาห้ามปราม

จากปมปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้ ถูกมองว่าอาจนำไปสู่ ความแตกหักได้ และมีความเสี่ยงสูงต่อการอยู่หรือไปของรัฐบาล

โดยเฉพาะในห้วงที่รัฐบาลจะนำพระราชกำหนดและร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 800,000 ล้านบาท ขออนุมัติต่อที่ประชุมสภาฯสมัยวิสามัญ

หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่โหวตอนุมัติพระราชกำหนดและร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน เป็นผลให้กฎหมายสำคัญว่าด้วยการเงินของรัฐบาลต้องตกไป

รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการยุบสภา หรือลาออก

สภาวะเช่นนี้จึงถูกมองว่า เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของรัฐบาล

เพราะหากปมขัดแย้งระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมรัฐบาล เดินไปสู่จุดแตกหัก

รัฐบาลก็จะพังทันที

นี่คือสิ่งที่นักธุรกิจ และนักลงทุน เฝ้าจับตามองด้วยความไม่มั่นใจ

อย่างไรก็ตาม "ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองมาอย่างใกล้ชิดโดยรอบด้าน เราขอชี้ว่า

ปมความขัดแย้งในรัฐบาล โดยเฉพาะในกรณีของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

ยังไม่พร้อมแตกหัก

ถึงขั้นที่จะนำไปสู่การคว่ำกฎหมายกู้เงิน 800,000 ล้านบาท เพื่อล้มรัฐบาล

เพราะนั่นหมายถึงจะต้องเดินไปสู่การยุบสภา เลือกตั้งกันใหม่

ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ นักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ต่างก็รู้ดีว่า

ยังไม่พร้อมที่จะกลับไปลงสนามเลือกตั้ง

สำหรับความไม่พร้อมในประเด็นแรกเลย ก็อย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังประกาศสู้ยิบตา

โดยล่าสุดได้โฟนอินเข้ามาให้กำลังใจลูกพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคเพื่อไทยจะได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาล

"ทักษิณ" ประกาศสู้ในสนามเลือกตั้ง ผ่านเครือข่ายพรรคเพื่อไทย

แน่นอน ด้วยศักยภาพของ "ทักษิณ" สามารถส่งกำลังบำรุงมาช่วยได้เต็มที่ แถมกระแสประชานิยมที่คนรากหญ้าชื่นชอบก็ยังไม่จาง

ฉะนั้น การที่พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคภูมิใจไทย จะตีฝ่าเข้าไปช่วงชิงพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสาน

จำเป็นจะต้องมีความพร้อมเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องทุน เรื่องคน และกลไกรัฐ อย่างเต็มที่ ไม่ใช่พร้อมแค่ครึ่งๆกลางๆ

เมื่อไม่มีความพร้อมอย่างเต็มที่ ก็ยังไม่พร้อมแตกหัก จำเป็นต้องประคองตัวเป็นรัฐบาลไปเรื่อยๆ

ส่วนความไม่พร้อมอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ สภาวะการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งของคนในประเทศ

มีปัญหาแบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แบ่งสี ขาดความสามัคคีปรองดอง มีการปลุกระดมให้เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม

หากมีเหตุให้ต้องมีการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ก็อาจจะเกิดปัญหา มีการใช้ความรุนแรงในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

จนอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางการเมือง ที่ไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย เหมือนอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยแสดงวิตกกังวล

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความไม่พร้อมด้านการเมือง ในประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังเดินหน้าศึกษาประเด็นที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะการแก้ไขเรื่องการยุบพรรค การแก้ไขเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. กลับไปใช้แบบเขตเดียวเบอร์เดียว 400 เขต และบัญชีรายชื่อ 100 คน

แน่นอน พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่อยากให้กระบวน การที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นเหล่านี้ต้องสะดุดหยุดลง

จากปัญหาความไม่พร้อมต่างๆเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องประคองตัว เพื่อรักษาสถานภาพการเป็นรัฐบาลร่วมกันต่อไป

ด้วยการผ่านกฎหมายกู้เงิน 800,000 ล้านบาท

ไม่กล้าแตกหัก ล่มเรือที่ตัวเองนั่งอยู่

พูดง่ายๆว่า สถานการณ์ความจำเป็นที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องประนีประนอมกันต่อไป ยังมีอยู่สูงมาก

แม้จะมีปัญหาความขัดแย้ง มีเรื่องระหองระแหง ด่ากันไป ด่ากันมา

เหมือนพร้อมจะแตกหักกันอยู่ทุกวัน

แต่พอสงบสติอารมณ์กันได้ บวก ลบ คูณ หาร มองถึงผลประโยชน์ของตัวเองในอนาคต และผลได้ผลเสียทางการเมืองที่จะตามมา

ก็เริ่มรู้สึกตัวว่า ยังไม่พร้อมแตกหัก

ต้องกัดฟันทนกันต่อไป.

"ทีมการเมือง"

เสวนาสื่อหลัก V.S. สื่อทางเลือก ชวนพลเมืองทำข่าวเอง

ที่มา ประชาไท

เสวนาระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ “นัก ข่าวคุ้มครองสิทธิ” ของ สบท. นักข่าวหนังสือพิมพ์อาวุโสสะท้อนสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม การเมือง-สปอนเซอร์ครอบงำสื่อ ‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลแล้วชิงพื้นที่สื่อหลัก ด้านนักพัฒนาเว็บฟันธงต้องมากกว่าเท่าทันสื่อ แต่ต้องทำสื่อเอง ส่วน ‘บก.โอเพ่นออนไลน์’ ชวนออกจากกรอบความเป็นกลาง แต่ต้องพูดความจริงให้มากที่สุด

เวลา 10.00 น. วันนี้ (13 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของ “การ อบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวคุ้มครองสิทธิ” เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม” ซึ่งจัดโดย สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ระหว่างวันที่ 12-15 มิ.ย. 52 ที่ดิโอลไรซ์มิล ถ.รามอินทรา 14 มีการเสวนาหัวข้อ ‘สื่อกระแสหลัก V.S. สื่อทางเลือก’ โดย น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) และ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน ดำเนินรายการโดยนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (www.prachatai.com)
นักข่าว ASTV เชื่อสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม-ผู้บริโภค
น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน ระบุว่า เท่าที่สังเกตมา จะเห็นว่าข่าวภาคประชาสังคม หรือข่าวเกี่ยวกับผู้บริโภคไม่อยู่ในสายตาสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ หากไม่ใช่นักข่าวด้านสิ่งแวดล้อมหรือนักข่าวที่ดูแลประเด็นภาคประชาชนอยู่ ก็จะฝากให้นักข่าวสายอื่นๆ ทำให้ เช่น นักข่าวสายทำเนียบ ซึ่งติดตามทำข่าวการเมืองเป็นหลักจะไม่รู้ว่าที่มาที่ไป ทีทำให้ประเด็นลุกลามไปถึงหน้าทำเนียบเกิดจากอะไร หลายครั้งจึงเป็นแค่ข่าวย่อย หรือลงถังขยะแทนที่จะลงหนังสือพิมพ์
“การ จัดสรรข่าวของกองบรรณาธิการ ในแต่ละวันข่าวที่จำนวนมหาศาล นับร้อยนับพันข่าว จะหยิบเอาข่าวจากใครก็ดูเหมือนว่ามีความเสี่ยงต่อทุกข่าวที่จะถูกทิ้งลงถัง ขยะ การคัดเลือกจะเกิดขึ้นในช่วงเย็น ส่วนใหญ่การเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม จะเชิงพื้นที่ แต่สายสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ประชาชน มักจะอาภัพอับโชค และมักจะถูกเบียดออกเมือถึงเวลาที่ต้องปรับหน้าเพื่อลดต้นทุน”
สื่อหลักอิงการเมือง-โฆษณา ASTV อิงแม่ยก
ทั้งนี้ แสงจันทร์ ได้อธิบายต่อไปว่าประวัติศาสตร์การกำเนิดและวัฒนธรรมของสื่อกระแสหลักไม่ว่า จะเป็นวิทยุโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ สัมพันธ์กับอำนาจการเมืองและธุรกิจในฐานะสปอนเซอร์ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการ ตัดสินใจนำเสนอข่าวของกองบรรณาธิการมากกว่าผู้อ่าน
อย่างไรก็ตาม แสงจันทร์กล่าวว่า สื่อกระแสหลักซึ่งปรับตัวเข้าหาสื่อนิวมีเดียในกรณีของ ASTV ผู้จัดการ ภาคประชาชนเองก็ฉวยใช้สื่อ ASTVผู้จัดการเพื่อต่อสู้ในประเด็นของตนเองได้เช่นกัน โดยระบุว่าในปัจจุบันคนที่สนับสนุนASTVแยกไม่ออกจากแม่ยกพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นบรรดาข่าวจึงเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้สนับสนุน เช่น ข่าวบรรดาโชห่วยค้านห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ หรือ กรณีของเครือข่ายมาบตาพุด ซึ่งถือเป็นกรณีที่ภาคประชาชนประสบความสำเร็จในการใช้ช่องทางสื่อผ่าน ASTVทีวีผู้จัดการ
นักพัฒนาเว็บระบุสื่อใหม่นำวัฒนธรรมสื่อสารใหม่มาด้วย
นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีการพูดถึงสื่อใหม่ในแง่ของเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีทีสิ่งที่มากกว่านั้น คือ สื่อใหม่นำพาวิธีคิดและกระบวนทัศน์ของวัฒนธรรมการสื่อสารแบบใหม่มาด้วย ไม่ได้มีเพียงแค่ย้ายเนื้อหาที่นำเสนอไปสู่พื้นที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น
แต่ วิธีการสื่อสารก็เปลี่ยนไป เช่น มีการโต้ตอบสองทาง มีความเร็วทันเวลา เหล่านี้ทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น เดิมเมื่อมีการจัดงานสัมมนา ผู้สรุปหรือเสนอข่าว อาจนำไปลงในสื่อซึ่งอาจเสนอในข่าวเย็นวันนั้นหรือหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น แต่ปัจจุบัน การรายงานข่าวสามารถทำได้สดเกือบทันเวลา และยังสื่อสารโต้ตอบได้ด้วย ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรม ชื่อทวิตเตอร์ (twitter.com) ซึ่งเป็นโปรแกรมส่งข้อความสั้น และสามารถส่งได้ผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งหากมีคนอยู่ในงานเสวนาแล้วพิมพ์ข้อความสั้นเกี่ยวกับประเด็นของงานเสวนา ขึ้น ก็เปิดช่องให้คนที่อยู่ต่างพื้นที่ได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้น และอาจจะส่งข้อความโต้ตอบ หรือฝากคำถามมายังวงเสวนานั้นๆ ปรากฏการณ์นี้ทำให้เรื่อง "สถานที่" ลดความสำคัญลงไป เพราะคนที่อยู่ต่างที่กันก็สามารถมีส่วนร่วมในงานได้
มากกว่าเท่าทันสื่อ แต่พลเมืองต้องเขียนสื่อได้
นายอาทิตย์กล่าวว่า เรามักพูดกันเรื่อง "เท่าทันสื่อ" ซึ่งเป็นคำที่มาจากคำว่า "Media Literacy" ซึ่งแปลตรงตัวว่า การอ่านออกเขียนได้ ซึ่งความหมายของมันมากกว่าเพียงแค่การเท่าทันสื่อ ไม่ใช่แค่อ่านได้ แต่ต้องเขียนสื่อได้ด้วย ซึ่งลักษณะของข่าวพลเมืองนี้เอง ที่เป็นเรื่อง "เขียนสื่อได้" เพราะพลเมืองไม่ใช่ผู้รับอีกต่อไปแล้ว พลเมืองสามารถเขียนสื่อได้
นอกจาก นี้ ยังมีการพูดกันมากเรื่อง "สื่อเลือกข้าง" คือที่ผ่านมาเรามักพูดกันว่า แม้แต่ละคนจะมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน แม้ใจเลือกข้างแต่ก็ต้องพยายามทำให้เป็นกลาง พยายามไม่อคติ และพยายามจะบอกว่าตัวเองเป็นแบบนั้น สื่อมวลชนมักถูกบอกว่า ให้พยายามมองเหตุการณ์แบบถอยห่างออกมา เพื่อจะได้ไม่จมกับประเด็น แต่ลักษณะของสื่อพลเมืองอาจจะต่างออกไปได้ เพราะในตัวของพลเมืองเขาก็มีส่วนร่วมอยู่ในการสังเกตสถานการณ์อยู่แล้ว เขาอาจจะไม่ได้ปิดบังว่าเขามีอคติ แต่ความมีอคติของเขานั่นล่ะที่ทำให้เรื่องนั้นน่าสนใจ และเมื่ออคติของแต่ละคนมันโผล่ขึ้นมา คุณเปิดเผยตัวคุณออกมา มันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยน สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีและเครื่องมือ แต่เทคโนโลยีนำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้ได้พูด แล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไป
บก.โอเพ่นออนไลน์ ชวน ‘สื่อพลเมือง’ ออกจากกรอบ
ด้าน น.ส.สฤนี อาชวานันนทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) กล่าวถึงการทำงานในฐานะสื่อภาคพลเมืองว่า ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสื่อพลเมืองก็คือความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องไปติดกรอบกับความเป็นกลางหรือเลือกข้าง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือความจริง ความที่น่าเชื่อถือ ก็คือ พยายามให้ความจริงพูดได้มากที่สุด
“เรา ไม่ควรไปตั้งเป้าว่าต้องมีความเป็นมืออาชีพ ภาษาดี ไม่ผิดเลย แต่สิ่งที่เราทำได้และเป็นประโยชน์ก็คือเทคโนโลยี ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง”
ชูสื่ออินเตอร์เน็ต ทำให้ ‘ข่าว’ ไม่หมดอายุ
สฤนีกล่าวว่าจุดแข็งของสื่ออินเตอร์เน็ตในฐานะสื่อใหม่ก็คือ ความไม่เก่า ไม่หมดอายุ “อินเตอร์เน็ต ข่าวทึกข่าวเป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเดือนที่แล้วหรือข่าวเมื่อสามนาทีที่แล้วจะมีโอกาสที่เท่าๆ กันให้คนรับรู้ ก็อยู่ที่วินัย ความตั้งใจของเราที่เก็บข้อมูล
สื่อ พลเมืองไม่ควรจะคิดเรื่องเป็นนักข่าวมืออาชีพ และไม่ควรคิดมากเรื่องเลือกข้างตราบเท่าที่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริง กับความเห็น ในส่วนตัวเวลาเขียนบล็อกก็พยายามที่จะแยกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรทีเป็นความเห็น และเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำเป็นข้อเท็จจริง ก็จะปรากฏ และอินเตอร์เน็ตก็จะทำให้ข้อเท็จจริงไม่มีวันตาย” สฤนีกล่าวในที่สุด
‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลผลักประเด็นสู่สื่อกระแสหลัก
น. ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวตัวอย่างของการทำงานผลักดันประเด็นสังคมกับสื่อ โดยเริ่มจากการยกตัวอย่างประเด็นเอฟทีเอ ซึ่งมีทั้งเรื่องสิทธิบัตรและการเข้าถึงยา ประเด็นเหล่านี้อาจมีพื้นที่ข่าวในส่วนต่างๆ ของหนังสือพิมพ์ได้ เช่น ทั้งข่าวหน้าแรก หน้าเศรษฐกิจ และหน้าสาธารณสุข
แต่ กับบางเรื่อง การสื่อสารกับสื่อมวลชนอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สมมติเช่นหากต้องเสนอประเด็นสิทธิผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม การทำข่าวของนักข่าวเรื่องนี้อาจจะไปกระทบกับค่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นผู้ สนับสนุนของหนังสือพิมพ์ที่นักข่าวสังกัดอยู่ ดังนั้น ความหวังจึงอาจจะอยู่ที่สื่อพลเมือง ที่ต้องสะสมข้อมูล และที่สุดแล้วประเด็นนั้นอาจได้รับการพัฒนาไปสู่สื่อกระแสหลักได้
น. ส.กรรณิการ์กล่าวว่า การทำงานแบบนักข่าวพลเมือง เช่น การทำบล็อก อย่าหวั่นไหวที่ยอดจำนวนของคนอ่านที่อาจจะไม่สูงเท่ากับสื่อกระแสหลัก เพราะโลกออนไลน์มีความพิเศษตรงที่การเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน เช่นเมื่อเราเขียนบล็อก ก็อาจมีผู้อื่นนำไปอ้างถึงและทำให้ประเด็นนั้นๆ เป็นที่รับรู้ในที่สุด

คนสกลนครใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมล่วงหน้าคึกคัก พท.โวยขนคนมาลงคะแนน

ที่มา ประชาไท

13 มิ.ย. 52 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 3 จ.สกลนคร หลัง กกต.กลางมีมติให้ใบแดงนายพงษ์ศักดิ์ บุญศล ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย โดยกำหนดวันที่ 13-14 มิถุนายน เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางของ 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.สว่างแดนดิน ส่องดาว เจริญศิลป์ คำตากล้า และบ้านม่วง และกำหนดวันเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ โดยมีผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง 2 ราย คือ นายพิทักษ์ จันทศรี ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคภูมิใจไทย และนางอนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาการหาเสียง ทั้ง 2 พรรคเป็นไปอย่างดุเดือด
โดยเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 มิถุนายน ที่หอประชุม อ.สว่างแดนดิน นายอดุลย์ จันทนปุ่ม นายอำเภอสว่างแดนดิน และ ผอ.กกต.เขต 3 สกลนคร ได้เป็นประธานเปิดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในพื้นที่ ปรากฏว่ามีประชาชนทยอยมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าอย่างคึกคัก จากการเปรียบเทียบจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา พบว่าในพื้นที่ อ.สว่างแดนดิน เฉลี่ยผู้มาใช้สิทธิ์จะมีเพียง 700- 800 คน/วัน แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้พบว่ามีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นหลายเท่าตัวประมาณ 3,000-4,000 คน ในส่วนอำเภออื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉลี่ยครั้งที่ผ่านมาจะมีเพียง 200-300 คน แต่ในครั้งนี้ ได้เพิ่มเป็น 1,000-2,000 คน ซึ่งคาดการณ์ว่าในการเลือกตั้งล่วงหน้าวันแรกทั้ง 5 อำเภอ จะมีผู้มาใช้สิทธิ์ประมาณกว่า 10,000 คน
นายอดุลย์ จันทนปุ่ม ในฐานะ ผอ.กกต.เขต 3 สกลนคร กล่าวว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้พบว่ามีประชาชนทยอยออกมาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมากตั้งแต่ 08.00 น.-17.00 น. ซึ่งการลงคะแนนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยังไม่พบการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่อย่างใด คาดว่าในวันที่ 14 มิถุนายน ยังคงมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์อีกจำนวนมาก "การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของ อ.สว่างแดนดิน ที่มีประชาชนมาให้สิทธิมากที่สุด ซึ่งตอนนี้ กกต.ต้องทำงานหนักมากหลายเท่า ทั้งความสงบเรียบร้อย แต่ยังมีปัญในเรื่องการดูแลรักษาหีบลงคะแนน โดย กกต.ได้ทำหนังสือถึง พล.ต.ต.อุดม จำปาจันทร์ ผบก.ภ.จว.สกลนคร ในการเก็บรักษาหีบบัตร แต่ทางตำรวจฯ ตอบรับแจ้งกลับมาว่าไม่มีพื้นที่ในเก็บรักษาหีบบัตร ทำให้ กกต.จึงรีบประชุมโดยด่วนเพื่อหาสถานที่ในการเก็บรักษาหีบบัตรและบัตรเลือกตั้ง พร้อมลงบันทึกตรวจสอบจัดเวรยามเฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ทุกฝ่าย รวมถึงการดำเนินการทุกอย่างที่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม"
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน จ.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการเดินทางไปตรวจพื้นที่เลือกตั้งที่ อ.สว่างแดนดิน เป็นที่น่าสังเกตว่าการออกมาใช้สิทิ์เลือกตั้งล่วงหน้าในครั้งนี้ของประชาชนมีปริมาณผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากผิดปกติ มองดูแล้วว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐวางตัวไม่เป็นกลาง โดยอ้างว่ามีการแจกแบบฟอร์ม บันทึกถ้อยคำให้การใช้สิทธิลงคะแนนล่วงหน้า ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งไปยังตำบล หมู่บ้านต่างๆ ถ้ามีการทุจริตจริง ประธานกรรมการการเลือกตั้งกลาง อาจถูกฟ้องดำเนินคดีได้
ต่อมาเวลา 10.30 น.วันเดียวกัน ที่หอประชุมโรงเรียนคำตากล้า อ.คำตากร้า จ.สกลนคร นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน ส.ส.ภาคอีสานพรรคเพื่อไทย นายไตรรงค์ ติธรรม ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ได้ไปตรวจสอบสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้าของทาง อ.คำตากล้า และพบว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก ทำให้ นายไพจิต ต้องเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่บริเวณจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากพบว่าประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ได้นำเอกสารการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้ามาจากบ้านและถือเข้ามายื่นทันที ณ จุดแจ้งรายชื่อใช้สิทธิ์ แต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลกล่าวว่า ในการใช้สิทธิ์ของประชาชนมีคณะกรรมการหลายฝ่ายร่วมกันดูแล พร้อมออกคำสั่งให้ผู้ขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าสามารถใช้สิทธิ์ได้ จึงต้องดำเนินการไปตามกระบวนการส่วนเอกสารที่ นายไพจิต กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธเพียงว่าไม่ทราบ
นายไพจิต กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ดูการเลือกตั้งใน 5 อำเภอของ จ.สกลนคร ครั้งนี้ พบว่ามีปรากฏการณ์คือประชาชนเป็นหมื่นๆ คนแห่มาขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าพร้อมกันในทุกอำเภอ ซึ่งส่อไปในทางที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายการเลือกตั้ง โดยพบว่าประชาชนมีเอกสารนำขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า หรือ พก.1 มาจากบ้านที่ได้กรอกข้อความเรียบร้อยคนละใบแล้ว เมื่อมาถึงจะยื่นต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับอำนวยความสะดวกทันที ซึ่งตามปกติแล้วเอกสารดังกล่าวจะต้องอยู่ที่เจ้าพนักงานจัดการเลือกตั้งแล้วให้ประชาชนมากรอกพร้อมสอบถามว่ามีเหตุจำเป็นอันใด หรือมีคำสั่งราชการอันใด จะไม่อยู่เพราะเหตุใดในวันเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องสอบถามไม่ใช่การกรอกข้อมูลมาจากบ้าน
ต่อมาเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน นายไพจิต พร้อมด้วย นายไตรรงค์ และ นายท้องแท้ หลักทอง อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 124 ม.2 ต.ตาลโกน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ได้เดินทางมาที่ สภ.คำตากล้า เพื่อพบ พ.ต.ท.จีระวัฒน์ ศรีทน รอง ผกก.ส.สภ.คำตำตากล้า โดยให้ดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานจัดการเลือกตั้ง อ.คำตรากล้า ในข้อหา "จัดการเลือกตั้งโดยมิชอบ ส่อไปในทางทุจริต" เนื่องจากพบเห็นพฤติการณ์
นายไพจิต กล่าวว่าอีกว่า จากการเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่พนักงานจัดการเลือกตั้งใน อ.คำตากล้า ครั้งนี้ เนื่องจากพบพฤติการณ์ของเจ้าพนักงานจัดการเลือกตั้ง อ.คำตากล้า ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่อไปในทางทุจริต คือ 1. ให้ประชาชนมีเอกสารนำขอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า หรือ พก. 1 มาจากบ้าน 2.ไม่มีการซักถามข้อมูลแท้จริงจากประชาชนว่ามีเหตุอันใดจึงหลีกเลี่ยงการใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 21 มิถุนายน โดยไม่มีการกลั่นกรอง ซึ่งก็ทำให้สามารถเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าของอำเภอคำตากร้าในครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.51 นั้นพบประชาชนมาใช้สิทธิ์เพียง 200-300 เท่านั้นต่อวัน แต่วันนี้ถึงแค่เวลา 10.00 น.ก็มีผู้มาใช้สิทธิ์แล้ว กว่า 600 คน จึงต้องการให้เกิดความยุติธรรม ตามเจตนารมณ์ของ กกต. เพราะจะได้ใครเป็น ส.ส.นั้นขึ้นอยู่ที่ประชาชนเป็นคนเลือก ไม่ใช่ถูกบังคับมา

ส.ส.ยัน "แม้ว" อ้อน15 กำนัน-ผญบ.

นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร เขต 1 พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โทรศัพท์คุยกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เลือกตั้งใหม่ ส.ส.สกลนคร เขต 3 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณติดต่อมาจริงๆ แต่พูดคุยกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บางพื้นที่เท่านั้นไม่ได้ครอบคลุมทั้ง 5 อำเภอที่ต้องจัดการเลือกตั้ง เน้นให้ช่วยเหลือกันหากยังรักกันอยู่ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประมาณ 13-15 คนได้คุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ ต่างให้คำมั่นว่าแม้จะมีอำนาจจากภาครัฐมาบีบอย่างไร ก็จะสนับสนุนผู้สมัครที่มาจากพรรคเพื่อไทย เพราะยังคงศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

ปธ.กกต.รับรายงานขนคนที่สกลฯ

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 ซึ่งอาจมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (ผอ.กต.) จ.สกลนคร ได้รายงานมาว่า มีความเป็นไปได้จะมีการขนคนลงคะแนน จึงได้ย้ำและกำชับให้เจ้าหน้าที่จับตาดูอย่าให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้ ส่วนกรณีการวางตัวของรัฐมนตรีลงพื้นที่เลือกตั้งนั้น หากกระทำไม่ถูกต้อง กกต.ต้องตักเตือนไป ทาง กกต.จว.สกลนครรายงานมาว่า จะมีการขนคนมาลงคะแนน ขอเตือนว่าหน่วยงานราชการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่ได้ โดยเฉพาะการจัดรถไปขนคน

"สดศรี"จี้รบ.สั่งรมต.เป็นกลาง

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องสั่งให้รัฐมนตรีวางตัวเป็นกลาง ต้องระมัดระวังเรื่องการลงพื้นที่ แม้รัฐมนตรีจะสวมหมวก 2 ใบก็ตาม และเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย ต้องให้ระลึกถึงอยู่เสมอว่าขณะปฏิบัติงานมีหมวกแค่ใบเดียวคือรัฐมนตรีไม่ใช่พอหลัง 4 โมงเย็นสวมหมวกอีกใบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือนายอำเภอขนคนไปลงคะแนนเลือกตั้ง กกต.มีอำนาจโยกย้ายได้หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า กกต.ไม่มีอำนาจโยกย้ายนายอำเภอหรือกำนันได้ ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยต่างฝ่ายต่างร้องว่ามีการขนคนไปลงคะแนน แต่ กกต.ยังไม่ได้รับหลักฐานที่ชัดเจน หากมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา กกต.พร้อมทำเรื่องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจโยกย้ายได้

"ชัย-ชวรัตน์"ให้กกต.สอบรมต.-เนวิน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีมีการร้องเรียนนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย บุตรชายที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ลงพื้นที่เลือกตั้งซ่อมว่า ไม่ทราบเรื่อง แต่เชื่อว่าคงไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และเป็นสิทธิของ กกต.จะตรวจสอบเรื่องนี้ตามที่มีผู้ร้องเรียน

ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 21 มิถุนายนนี้ จะลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงในโค้งสุดท้าย และพร้อมจะไปชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กกต. กรณีการร้องเรียนเรื่องการลงพื้นที่ จ.สกลนครของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, เวบไซต์คมชัดลึก

ข้อถกเถียงบางประการเกี่ยวกับกรอบโครงความคิดและพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุต้นฉบับ: เมื่อปลายปี 2551 ผู้เขียนได้เสนอบทความ “กรอบโครงความคิดในการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (Collective Action Frames) กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)” ในการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 9 (พ.ศ. 2551) และได้เผยแพร่ในเวบไซต์ประชาไท ต่อมาผู้เขียนได้พัฒนา เพิ่มเติมเนื้อหาขึ้นอีกบางส่วน จึงขอนำเนื้อหาในส่วนดังกล่าว มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ ทั้งนี้เนื่องจากความยาวของบทความ ทางประชาไทจึงได้แบ่งนำเสนอออกเป็นสองตอน (อ่านตอนแรก: กรอบโครงความคิด และ “ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป”)

ในการศึกษาหรือทำความเข้าใจพันธมิตรฯ แน่นอนที่สุด ย่อมมีข้อถกเถียงจำนวนมากที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นในตอนท้ายของบทความนี้ จะนำเสนอข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับกรอบโครงความคิดในบางประเด็นที่สำคัญ และเคยถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง กล่าวคือ มีการอธิบายว่า กลุ่มที่เข้าร่วมมีที่มาในแง่ของแรงจูงใจที่หลากหลาย โดยมีส่วนหนึ่งมาจาก “ภาคประชาชน” ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือโครงการพัฒนาต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวมาก่อนหน้า ซึ่งมีนัยว่า ความไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาลทักษิณที่มีอยู่ก่อนหน้าเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ มีเหตุผลมากไปกว่ากรอบโครงหลักความคิดที่ผู้ประกอบการได้สร้างขึ้น หรือจนกระทั่งอาจจะไม่เห็นด้วยกับกรอบโครงความคิดหลักของพันธมิตรฯ นอกจากเรื่องแรงจูงใจที่หลากหลายแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตเลยเถิดไปถึงขนาดที่ว่า อาจจะไม่ได้จากเกิดจาก “ความสมัครใจ” ดังที่เกิดขึ้นในกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ในราวันดา[1] ที่การเข้าร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของประชาชนบางส่วน เกิดจากภาวะถูกบังคับจากสถานการณ์ความรุนแรง
ผู้เขียนเห็นว่า การถกเถียงในเรื่องนี้จำเป็นต้องกลับไปพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์และทางทฤษฎี กล่าวคือ
ประการแรก ในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในรอบแรก มี ภาคประชาชน ซึ่งหมายถึง ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต่างๆ ที่เติบโต มีบทบาท และเคลื่อนไหวมาก่อนหน้า[2] เข้าร่วมจำนวนหนึ่ง อย่างองค์กรที่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการ เช่น องค์กรพัฒนาเอกชน: คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.- มี กป.อพช.ภาคต่างๆ เป็นองค์ในโครงสร้างองค์กร)กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA WatchGroup) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (ครส.) นักศึกษา: สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) องค์กรมวลชน-ชาวบ้าน : เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก, เครือข่ายสลัม 4 ภาค ในนาม “เครือข่ายสลัมเพื่อประชาธิปไตย” คณะกรรมการสมานฉันแรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นอกจากนั้นยังมี “สมาชิก” ของ องค์กรมวลชน-ชาวบ้าน อีกจำนวนเล็กน้อย เข้าร่วมในนามปัจเจก เช่น กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) กลุ่มคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม “ภาคประชาชน” เหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ซึ่งก่อนจะรวมตัวกันเป็นพันธมิตรฯ สามารถจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 โดยมีคนเข้าร่วมหลายหมื่นคนเต็มลานพระบรมรูปทรงม้า
กลุ่ม “ภาคประชาชน” เหล่านี้บางส่วนเริ่มถอยห่างจากพันธมิตรฯ ตั้งแต่มีการขอ“นายกพระราชทาน” และการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และทุกองค์กรที่ได้กล่าวมา ยกเว้นสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์[3] ไม่มีองค์กรใดประกาศเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ในรอบสองเลย นอกจากพวก “ผู้นำ” ที่เป็นปัจเจกที่เวียนว่ายอยู่หลังเวที อย่างที่ประภาส ปิ่นตบแต่ง ได้ตั้งข้อสังเกตว่า จากการไปสังเกตการชุมนุมพบว่ามีแต่ “แฟนคลับ” ของ ASTV และ กลุ่มญาติธรรม ในสายมูลนิธิกองทัพธรรม ภายใต้การนำของพลตรีจำลอง ศรีเมือง ขณะที่“ภาคประชาชนรู้สึกว่าจะมีแต่หัว เหมือนผีกระสือ มีแต่หัวไม่มีตัว เป็นขบวนการภาคประชาชนแบบขาลอย มีแต่ผู้นำ 2-3 คน”
ในขณะที่พันธมิตรฯ ถูกตั้งคำถามถึง “ความชอบธรรม” ในการชุมนุม การยกระดับข้อเรียกร้องอย่างรวดเร็วจากคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นขับไล่รัฐบาลหลังจากการชุมนุมใหญ่เพียงหนึ่งวัน[4] การออกมาวิจารณ์ของประภาส ปิ่นตบแต่งว่า พันธมิตรฯ เป็นขบวนการล้าหลังคลั่งชาติ, “ภาคประชาชน” ถอยหนี “มีแต่หัวเหมือนผีกระสือ” และเนื้อหาบนเวทีที่ไม่มีประเด็นต่างๆ ของ “ภาคประชาชน” เลยนอกจากการสร้างเรื่องโกหกและผลิตคำด่าแข่งขันกัน[5] สร้างความไม่พอใจให้กับพันธมิตรฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการทำลายความชอบธรรมของการต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิง พี่ใหญ่อย่างนายพิภพ ธงไชย เพราะที่ผ่านมาพวกเขาพยายามเสนอภาพว่าตัวเองและคณะเป็นตัวแทนหรือเป็นผู้นำของขบวนการเคลื่อนทางสังคมที่มีอยู่มาโดยตลอด เห็นได้จากการให้ความสำคัญในการตอบโต้ข้อวิจารณ์ดังกล่าว โดยการปราศรัยของบนเวทีของแกนนำ[6]
นอกจากนั้น พันธมิตรฯ ยังได้มีกระบวนการแก้ไขข้อวิจารณ์และสร้างภาพความเป็นตัวแทน “ภาคประชาชน” ขึ้นมา โดยการระดมบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายที่พอเป็นที่รู้จักและมีภาพ “ภาคประชาชน” เข้าร่วมกิจกรรมการเสวนาหรือปราศรัย เช่น นายบำรุง คะโยธา (อดีตที่ปรึกษาสมัชชาคนจน) นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด (อดีตที่ปรึกษาสมัชชาคนจน) ที่ปรึกษา สกน. รศ. ดร. สุธี ประศาสนเศรษฐ์ (อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน) รองประธานมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย นายบรรจง นะแส เลขาธิการ กป,อพช. ภาคใต้ นายวีรพล โสภา (อดีตที่ปรึกษาสมัชชาคนจน) ประธานที่ปรึกษาสมัชชาประชาชนอิสาน นายวสันต์ พานิช คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายพิทยา ว่องกุล ผู้อำนวยการโครงการวิถีทรรศน์ เป็นต้น และมีการปรับรูปแบบเวทีในบางช่วงเป็นเวทีเสวนา [สภาชาวบ้าน และ มหาวิทยาลัยราชดำเนิน] เพื่อนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “ภาคประชาชน”[7] และที่สำคัญคือ มีการจัดเสวนาเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน ในวันที่ 5 มิถุนายน 2551 โดยมีนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด นายบรรจง นะแส นายบำรุง คะโยธา และนายสุทธิ อัชฌาศัย ซึ่งเป็น “ตัวแทน” เอ็นจีโอ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอิสาน ภาคตะวันออก ตามลำดับ เป็นวิทยากร[8] ในวันที่ 6 มิถุนายน 2551 มีการจัดเสวนาเรื่อง “การเมืองภาคประชาชน” เพื่อให้ความรู้กับผู้ชุมนุม และช่วยอธิบายว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นการเมืองภาคประชาชนที่ “แท้จริง” โดยมี รศ. ดร. สุธี ประศาสนเศรษฐ์ รศ. ดร. สุวินัย ภรณวลัย นายสาวิทย์ แก้วหวาน เป็นวิทยากร ทั้ง 2 เวทีนี้กล่าวได้ว่าเป็นการตอบโต้การวิจารณ์โดยตรงเป็นการเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่ม “ภาคประชาชน” เหล่านี้ มีเพียง กป.อพช. ภาคใต้ ภายใต้การนำของนายบรรจง นะแส เลขาธิการ เท่านั้น ที่มีการออกแถลงการณ์เข้าร่วมการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการ[9] และประกาศ “หยุดงาน 10 วัน” นำเอ็นจีโอในภาคใต้จำนวน 100 คน เข้าร่วมการชุมนุม ขณะที่ กป. อพช ไม่ได้สนับสนุนหรือเข้าร่วมการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด[10] นอกจากนั้น คนอื่นๆ ล้วนเข้าร่วมอย่างเป็นปัจเจก ไม่สามารถนำ “มวลชน” หรือสมาชิกกลุ่มองค์กรชาวบ้านที่ตนเองทำงานอยู่ด้วยมาหลายปีเข้าร่วมได้
สำหรับการเข้าร่วมของกลุ่มชาวบ้านที่มีการเคลื่อนไหวมาก่อนในบางพื้นที่ บางส่วนนั้น อาจจะมีข้อถกเถียงได้ แต่ถือได้ว่าเป็นข้อยกเว้นมากกว่าที่จะเป็นลักษณะทั่วไป และหากพิจารณาจากประสบการณ์ในการทำงานพื้นที่แล้ว จะเข้าใจได้ว่า การที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาต่างๆ ซึ่งอาจจะถือว่ามีความเดือดร้อนคับข้องใจอยู่เดิมแล้ว จะลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้องสิทธิใน ปัญหาของตนเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หรือเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านกระบวนการคิดคำนวณเหตุผล ผ่านการถกเถียง หรือการ “จัดตั้ง” และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อแก้ไขตนเองกับการเข้าร่วมกับพันมิตรฯ สำหรับคนเหล่านี้ อย่างหลังย่อมยากกว่า ดังนั้น พวกเขาต้องผ่านกระบวนการคิด การตีความสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ หรือต่อรองความหมายต่างๆใหม่ นั่นเท่ากับว่า ท้ายที่สุด ต้องรับกรอบโครงความคิดของพันธมิตรฯ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ของ ”ตัวแทน” ที่ทำงานอยู่กับพวกเขา
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ และจากฐานทฤษฎีในการเข้าใจการมีส่วนร่วม ไม่เพียงเฉพาะเรื่องกระบวนการสร้างกรอบโครงความคิดที่บทความนี้เสนอเท่านั้น แม้กระทั่งทฤษฎีการระดมทรัพยากร ที่ถือว่าความเดือดร้อนคับข้องใจเป็นเพียง “ปัจจัยจำเป็น” ก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่า การตกเป็น “เหยื่อ” ของ “ระบอบทักษิณ” เป็นแรงจูงใจ หรือเป็น ”ปัจจัยพอเพียง” ที่ทำให้กลุ่มชาวบ้านต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากพัฒนาหรืออื่นๆ เข้าร่วมเคลื่อนไหว
ประการที่สอง การเปรียบเทียบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เพื่อต้องการสื่อถึงแรงจูงใจที่หลากหลายในการเข้าร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมโดย “ไม่สมัครใจ” หรือถูกบังคับโดยสถานการณ์นั้น ทั้งสองกรณีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกรณีรวันดา เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่การฆ่านั้นเกิดขึ้นในขอบเขตที่กว้างขวางทั่วประเทศ มีผู้เข้ารวมจำนวนมาก การฆ่าเกิดขึ้นทั้งในหมู่บ้าน บนท้องถนน ดังนั้นสถานการณ์จึงบีบรัด บังคับผู้คนจำนวนหนึ่งให้เข้าร่วมแม้ไม่สมัครใจ ทั้งนี้เพราะหากไม่กระทำ ตัวเองหรือครอบครัวก็จะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงหรือถูกฆ่าเสียเอง แต่กรณีพันธมิตรฯ เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองธรรมดา ห่างไกลจากสถานการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาก กล่าวคือ ไม่มีสงครามกลางเมือง ไม่มีประชาชนลุกขึ้นมาฆ่ากัน ดังนั้น ประชาชนที่ไม่เข้าร่วมจึงไม่ถูกบังคับจากเงื่อนไขของสถานการณ์ หรือมีเดิมพันเป็นชีวิตของตนเองและครอบครัว อย่างมากที่สุดก็อาจจะถูกกล่าวหา ตำหนิว่าไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน ไม่เสียสละหรือเห็นแก่ตัวเท่านั้น และที่สำคัญที่สุด สามารถที่จะอ้างเหตุได้สารพัดในการปฏิเสธหรือหลบหลีกได้ ดังนั้น ทำให้รูปแบบของการเข้าร่วมจึงเป็นลักษณะของตามความสมัครใจอย่างเดียวเท่านั้น อย่างที่พบรูปแบบที่สำคัญในการเข้าร่วม คือ “ดู ASTV แล้วทนไม่ได้” เพราะได้รับรู้ถึงความชั่วร้ายของระบอบทักษิณ
รูปธรรมของการเข้าร่วมในลักษณะที่กล่าวมานี้ปรากฏให้เห็นในหมู่ผู้เข้าร่วมโดยทั่วไป ซึ่งสามารถพบเห็นได้เมื่อผู้เข้าร่วมอธิบายการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของตนเอง
ในกลุ่ม GTO (Thaksin Get Out)ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่-หนุ่มสาว ผู้ใช้อินเตอร์เน็ท ได้มีเล่าเรื่องราวดังกล่าวไว้ใน Hi5 ของกลุ่ม ในกระทู้ “อยากรู้จังว่าแต่ละคนเข้าเป็นแนวร่วมพันธมิตรได้ยังไง”[11] โดยคุณ “อู๋” [โพสต์เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2551] เล่าถึงการเข้าร่วมของตนเองว่า ในครอบครัวตนเองนั้น ทั้งพ่อและแม่จะติดตามมาตั้งแต่ตอนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ โดยเฉพาะแม่นั้น “แรงมาก” และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวหลายครั้ง ส่วนตนเองมาเริ่มมาสนใจอย่างจริงจังเมื่อเกิดกรณีของนายจักภพ เพ็ญแข และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งแรกกลางปีช่วงปี 2551 คุณ “พลอย” [โพสต์เมื่อ 6 พฤศจิกายน 2551] อธิบายว่า ที่บ้านของตนเป็นพันธมิตรฯ 100% ตั้งแต่ปี 49 ขณะที่ตนเองนั้น ไม่ได้มาเข้าร่วมชุมนุมหรือจริงจังอะไร จนกระทั่งได้รับรู้ข้อมูลกรณีนายจักรภพ เพ็ญแข และ “เพื่อนบอกว่าหมักจะแก้รัฐธรรมนูญและคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เราก็เลยไปกับเพื่อน... ยิ่งรับรู้ข้อมูลยิ่งทนไม่ได้กับรัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่วันนั้นก็ไปร่วมชุมนุมแทบจะทุกวันจนถึงปัจจุบัน” คุณ “จิ้งจอกหน้าหยก เซียวอิงจวิ้น”[ โพสต์เมื่อ 7 พฤศจิกายน 2551] เล่าว่า ตนเองเข้าร่วมการเคลื่อนไหวครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เดือนกันยายน 2548) โดย “แบบว่า ตอน เมืองไทยรายสัปดาห์ยังอยู่ช่อง 9 ผมก็ดูมาตลอด ตอนลูกแกะหลงทางผมก็ดูอยู่ด้วย”[12]
การรวมตัวของกลุ่มราชนิกุลก็เช่นเดียวกัน “คุณหญิงเอ๋ย“ ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรีอธิบายจุดเริ่มต้นของกลุ่มว่า “เนื่องจากรับไม่ได้กับพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีท่าทีจาบจ้วงสถาบันอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2549 โดยเฉพาะกรณีที่มีการเรียกประชุมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และกล่าวในเชิงตำหนิ ว่า ‘ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ’ เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง” โดยกลุ่มของตนได้ติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์มาโดยตลอด และเมื่อถูกถอดก็ได้ติดตามไปฟังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สวนลุมพินี และเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และสนามหลวง [13]
มากไปกว่านั้น การตระหนักถึงความร้ายแรงของระบอบทักษิณในเรื่องนี้ยังปรากฏในหมู่ ”นักกิจกรรม” ที่เข้าใจว่าตนเองเป็น “ฝ่ายซ้าย” อย่างกรณีของนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด [อดีตเลขาธิการ สนนท.ปี 2538 ผู้ปฏิบัติงานกลุ่มเพื่อนประชาชน] ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้กล่าวบนเวทีปราศรัย ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ว่า
พี่น้องที่เคารพ สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นดำรงอยู่มายาวนาน เป็นที่ยึดโยงความคิด ทำให้ชาตินั้นมีความหมาย ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พวกเราจะมีชาติ มีประชาชนอยู่หรือครับพี่น้อง...
ถ้าพวกเราไม่ออกมาทำหน้าที่ 2 สถาบันที่เหลืออยู่ [คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ตุลาการ-ผู้เขียน] ก็จะถูกระบอบทักษิณทำลาย[14]
กรณีที่ยกมาข้างต้นสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของนายสุริยะใส กตะศิลา เรื่อง “แรงจูงใจ” ในการเข้าร่วมของผู้หญิง “อาซิ้ม-อาซ้อ” ว่ามี 3 ประการ คือ ประการแรก ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก คือ การเปิดโปงขบวนการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์โดยรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และกลุ่มพันธมิตรฯ จึงทำให้สามารถระดมผู้หญิงสูงวัย ซึ่งอาจจะมีความคิดในเชิงอนุรักษนิยม ที่มีความผูกพันภักดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าร่วมได้อย่างต่อเนื่องจำนวนมาก ประการที่สอง “พลังสื่อสารของเอเอสทีวี” ที่กลายเป็นทีวีของครอบครัว เป็นทีวีทางเลือกที่มีสาระ เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถระดมผู้หญิงให้ตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ กับสามีและลูกๆ ประการที่สาม การชุมนุมและการจัดกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีทั้งเนื้อหา และสีสันที่หลากหลาย เช่น การมีนักร้องดารา เข้าร่วมกิจกรรมบนเวที[15]
ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์ข้างต้นจะแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอันผิดพลาดเรื่อง “แรงจูงใจ” เพราะใน ประการที่สอง สื่ออย่าง ASTV ไม่ได้เป็นแรงจูงใจโดยตัวมันเอง [ยกเว้นเสียแต่จะอธิบายว่าการเข้าร่วมนั้นเพื่อ “ออกทีวี”] แต่ทำหน้าที่เป็นสื่อ-ตัวกลาง ในการสร้างแรงจูงใจเท่านั้น (ซึ่งจะทำการวิเคราะห์ในหัวข้อต่อไป) ขณะเดียวกัน ใน ประการที่สาม การมีกิจกรรมที่มีสีสัน สนุกสาน มีดารานักร้อง แม้จะจัดประเภทว่าเป็นแรงจูงใจได้ก็ตาม แต่อาจจะถือว่าเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้การเข้าร่วมเป็นไปอย่างสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ และตรึงคน รักษาการเคลื่อนไหวไว้ได้ในระดับหนึ่ง เพราะไม่มีคนปกติธรรมดาแสวงหาความรื่นรมย์ในชีวิตด้วยการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทีมีต้นทุนและความเสี่ยง โดยที่ตนไม่เห็นด้วยในจุดหมายปลายทางของขบวนการ แต่อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ของนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้คลุกคลีอยู่กับผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิด ก็ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งสำคัญ 2 ประการในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ คือ (1) ประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะแรงจูงใจที่สำคัญและเป็นปัจจัยหลัก และ (2) การทำงานของสื่ออย่าง ASTV ในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจนั้น โดยทั้ง 2 ประเด็นนี้ สามารถใช้อธิบายครอบคลุมได้ทุกกลุ่มไม่เฉพาะกรณีผู้หญิง “อาซิ้ม-อาซ้อ” อย่างที่ปรากฏในลักษณะเดียวกันกับกรณีกลุ่ม GTO และกลุ่มราชนิกุล อย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องของการเข้าร่วมโดยสมัครใจทั้งสิ้น
ประการที่สาม นอกจากตัวอย่างที่ได้ยกมาในประการที่สองแล้ว ยังมีกรณีตัวอย่างอีกจำนวนมากเช่น กรณีอาอี๋อายุ 60 กว่าปี ที่“วันหนึ่งลูกสาวติดจานเอเอสทีวีให้ อาอี้ก็กลายเป็นขาประจำ อีกคนที่เดินเข้าสู่ถนนราชดำเนินสายนี้”[16] พี่บุญมี คนขับแท็กซี่ที่ฟังวิทยุเอฟเอ็ม 97.75 “แล้วตาสว่าง” [17] “คุณพริก” กานต์ชนิต ซำมะกุลดาราสาวเซ็กซี่ พยาบาลอาสา ที่ “ฟังเอเอสทีวีอยู่ที่บ้านประมาณหนึ่งอาทิตย์ ฟังทุกวัน ฟังจนติดไปเลย ขนาดนอนเรายังเปิดฟัง ตื่นมาก็ฟัง ให้มันเข้าหัว” แล้วสรุปว่า “ทีนี้มันต้องมาแล้วล่ะ” เพราะ “มันเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยเหลือประเทศชาติ ช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ของเรา[18] ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อกับการเข้าร่วมในการเคลื่อนไหว
หน้าที่ของสื่ออย่าง ASTV หรืออื่นๆ ในเครือผู้จัดการ แม้กระทั่งสื่อทั่วไปนั้น ไม่ใช่การเสนอข้อมูล-ข้อเท็จจริง หรือ “ความจริง” ที่สื่อเลือกนำเสนอเท่านั้น แต่เป็นกรอบโครงความคิดซึ่งล้วนแต่ผ่านการตีความของผู้นำเสนอทั้งสิ้น กล่าวคือ ในระดับแรก เมื่อเราไปสัมผัสกับวัตถุบางอย่างเช่น เห็นภาพการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ถ้าไม่มีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับ “ความจงรักภักดี” หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย ในระดับที่สอง ต่อให้มีความคิดดังกล่าวที่จะจัดตั้ง (organize) ความเข้าใจของเรา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความร้ายแรงที่จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนราชบัลลังก์หรือเลยเถิดไปถึงระบบสาธารณรัฐ แต่อาจเป็นแค่การแสดงความคิดเห็น การแสดงทางการเมือง “ธรรมดา” ในระบอบประชาธิปไตย ระดับที่สาม ต่อให้มีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสาธารณรัฐจริง ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหาที่ต้องทำอะไรสักอย่างหรือออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ แต่รูปแบบของการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในลักษณะดู ASTV หรือรับสื่ออื่นๆ ของผู้จัดการแล้ว “ทนไม่ได้” ต้องลุกมาต่อสู้หรือเข้าร่วมการเคลื่อนไหวนั้น แสดงให้เห็นถึงการรับกรอบโครงความคิดที่ได้อธิบายอย่างละเอียดแล้ว ที่ผู้ประกอบการนำเสนอผ่านสื่อ โดยการที่กลุ่มพันธมิตรฯ มีสื่อเป็นของตนเอง สามารถถ่ายทอดสด กุมเนื้อหาทั้งหมดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็ทำให้กระทำได้ง่ายขึ้น ทั้งในการเสนอกรอบโครงความคิดของตนเอง และทำลายความชอบธรรมของกรอบโครงความคิดที่เป็นทางเลือกอื่นๆ หรือของฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาแข่งขันต่อสู้ รวมทั้งกำหนดวาระทางสังคมให้สื่อมวลชนหรือฝ่ายอื่นๆ ต้องเข้ามาถกเถียง หรือ “เล่นตาม”
และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้นักพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ “จัดหา” จานรับสัญญาณ ASTV ไปติดตั้งตามบ้านเรือนหรือในชุมชนที่ตนเคยทำงานด้วย และทำให้พวกเขาเหล่านั้นออกมาเคลื่อนไหวกับตน
ประการที่สี่ จะอธิบายการเข้าร่วมของนักพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง รวมทั้งผู้สนับสนุนอยู่ภายนอกอย่างไร โดยที่เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยต่อคำอธิบายที่ว่า พวกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับกรอบโครงความคิดทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์หรือการดูถูกดูแคลนประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แม้ว่าในเชิงข้อเท็จจริง แกนนำอย่างนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หรือนายสุริยะ ใสกตะศิลา ใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นปกติเสมอ
คำอธิบายของนางศยามล ไกรยูรวงศ์ เอ็นจีโอภาคใต้ ในการให้ความชอบธรรมกับการตัดสินใจในการเข้าร่วม ของ กป.อพช. ภาคใต้ เมื่อถูกตั้งคำถามถึงปัญหาการของเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในประเด็นดังกล่าว[19] ว่า “นี่คือสงคราม“ นั้น สามารถที่จะเป็นคำอธิบายที่สั้นและกุมใจความได้ทั้งหมด กล่าวคือ เห็นว่า ระบอบทักษิณ เป็นปัญหาของชาติ และมีความเป็นไปได้สูง “ที่จะทำให้ประเทศชาติของเราล่มจม ผู้คนจะถูกกระทำย่ำยี สังคมจะเสื่อมโทรมในทุกมิติ ความเป็นชาติไทย สังคมไทยจะสูญสิ้น”[20] นี่จึงไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองปกติธรรมดา แต่เป็นการกระทำสงคราม ที่มีชีวิตผู้คนและประเทศชาติเป็นเดิมพัน หากไม่ชนะ ก็จะถูกฝ่ายศัตรูยึดครอง ดังนั้น เมื่อไม่ใช่ภาวะปกติ การทำร้ายคนบริสุทธิ์หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง การใช้คนอื่นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของตน และอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อห้ามในสถานการณ์ปกติ หรือแม้กระทั่งหลักการอื่นๆ ที่ตนเองอ้างหรือยึดถือมาโดยตลอด ก็จะกลายเป็นเรื่อง “เล็กๆน้อยๆ” ที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถยอมรับหรือยินยอมได้ เพื่อรักษาเป้าหมาย คือ การชนะสงครามไว้ หรืออย่างที่กล่าวกันว่า “ในสงคราม อะไรก็เกิดขึ้นได้” สิ่งเหล่านี้ ล้วนสะท้อนถึงการยอมรับกรอบโครงความคิดที่ผู้ประกอบการสร้างขึ้น ยกเว้นบอกปัดความรับผิดชอบต่อปัญหาเหล่านั้น และอาจรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยในการเมืองใหม่ซึ่งแน่นอนยังมาไม่ถึง และต้องผ่านการต่อรองกันต่อไป หลังจากชนะสงครามแล้ว
ประการสุดท้าย กรอบโครงความคิดที่ผู้ประกอบการสร้างนี้ มิได้มีความหมายเดียวหรือเป็นสิ่งเดียวกับอุดมการณ์ของผู้ประกอบการ เพราะเป็นเพียงผลผลิตของกระบวนการสร้างความหมายต่อสิ่งต่างๆ ในการระดมทรัพยากร ระดมแรงสนับสนุนจากผู้คนเพื่อต่อสู้และแข่งขันกับฝ่ายตรงข้าม ทำลายการระดมจัดตั้งของฝ่ายศัตรู รวมทั้งให้ความชอบธรรมต่อกิจกรรมและการรณณรงค์ของตน กล่าวในแง่นี้ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือมีอุดมการณ์ตามกรอบโครงความคิดที่สร้างขึ้น รูปธรรมในกรณีพันธมิตรฯ คือ ประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ แกนนำหลายท่านได้กล่าวถึงหรือปฏิบัติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะที่ห่างไกลเกินจากการเป็น“ผู้จงรักภักดี”หรือ “Royalist” โดยในช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลทักษิณ ที่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับรัฐบาลยังคงราบรื่นอยู่ บางท่านถึงกับเสนอให้ผู้เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวที่อยู่บนฐานของประเด็นปัญหา ลดระดับการคัดค้าน-ต่อต้านรัฐบาลลง เพราะการกระทำดังกล่าวจะเป็นการทอนกำลัง ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล เพราะ“เราต้องสามัคคีกับทักษิณต่อสู้กับศักดินา”
อย่างไรก็ตาม กระบวนการสร้างกรอบโครงความคิดเกี่ยวข้องกับการเรียบเรียงหรือขยายความส่วนของเหตุการณ์ ประสบการณ์ คุณค่าและความเชื่อที่ดำรงอยู่ ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ที่ดำรงอยู่ โดยความสำคัญของอุดมการณ์ต่อกระบวนการนี้ คือ อุดมการณ์ เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรม[21] ที่ขบวนการเคลื่อนไหวสามารถใช้สำหรับสร้างกรอบโครงความคิด และ ดังนั้น จึงมีบทบาทในการเอื้ออำนวย (facilitate) และจำกัด (constrain) กระบวนการสร้างกรอบโครงความคิด ในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องนำมาดัดแปลง ปรับแต่งให้เข้ากับสถานการณ์ และเป้าหมายของขบวนการเคลื่อนไหว
เชิงอรรถ:
[1] ดู Scott Straus, The Order of Genocide: Race, Power, and War in Rwanda (Ithaca and London: Cornell University Press, 2006)
[2] แม้ “ภาคประชาชน”, “การเมืองภาคประชาชน” จะเป็นคำที่มีปัญหาข้อถกเถียงจำนวนมากก็ตาม แต่ในบริบทของการถกเถียงที่เกิดขึ้นนี้ สามารถจำกัดกลุ่มหรือนิยามได้อย่างชัดเจนอย่างที่ผู้เขียนตั้งขึ้น
[3] ในกรณี สรส. ในการเคลื่อนไหวรอบสองนี้ นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการฯ ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกบนเวที พร้อมอ่านแถลงการณ์เรื่อง “การตอบโต้รัฐบาลหากใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม” ในค่ำวันที่ 1 มิถุนายน 2551 (ดู “พันธมิตรย้ำจุดยืนไล่รัฐบาลออกหรือยุบสภาฯ,” ไทยรัฐ, 2 มิถุนายน 2551 ) หลังจากนั้น เขาก็เริ่มมีบทบาทสำคัญบนเวที ในการนำเสนอประเด็นปัญหาเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และเรื่อง “ภาคประชาชน” ดังจะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม สรส. ได้มีการจัดการประชุมประธานสหภาพแรงงานที่เป็นสมาชิก 43 แห่ง และ “ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะเข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรฯ” ในวันที่ 17 มิถุนายน 2551 (ดู แถลงการณ์สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ฉบับที่ 2 เรื่อง แสดงจุดยืนและแนวทางปฎิบัติการเข้าร่วมต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่ใน “ชาว รสก.มติเอกฉันท์แถลงร่วมสู้กับพันธมิตรฯ พร้อม ‘อารยะขัดขืน’ ต้านรัฐบาลหุ่นเชิด,” ผู้จัดการออนไลน์, 17 มิถุนายน 2551)
ต่อมา เมื่อ สรส. มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้สมาชิกสมาพันธ์ทั้ง 43 แห่ง พร้อมใจนัดกันหยุดงานทั่วประเทศ และหยุดกระบวนการผลิตทั้งสาธารณูปโภคและสาธารณูปการทั้งระบบ” ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน เป็นต้นไป จนกว่านายสมัครและคณะรัฐมนตรีจะลาออกนั้น ( “43 รัฐวิสาหกิจ ‘หยุดงาน’ ดีเดย์3ก.ย.,” มติชนรายวัน, 2 กันยายน 2551) กลับปรากฏว่า รัฐวิสาหกิจทั้ง 43 แห่ง ไม่ได้หยุดงานประท้วงทั่วประเทศร่วมกันอย่างที่ประกาศไว้ มีเพียงบางแห่งเท่านั้นส่งสมาชิกเข้าร่วมชุมนุม ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการน้ำ ไฟ ไม่ได้งดให้บริการตามคำขู่ จนนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำ ต้องออกมา ”แก้เกี้ยว” ว่า มาตรการที่ประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องของ สรส. ไม่เกี่ยวกับแกนนำพันธมิตรฯ (“ยุติคุ้มครองยึดทำเนียบ,มติชนรายวัน, 5 กันยายน 2551 และดู“ตัด ‘น้ำ-ไฟฟ้า’ ยังไร้ผล,” มติชนรายวัน, 4 กันยายน 2551; “ ‘ศิริชัย ไม้งาม’ ผิดหวังคนรัฐวิสาหกิจไม่ตัดน้ำ-ไฟตามที่ตกลง,” ประชาไท, 4 กันยายน 2551)
นอกจากนั้น ยังมีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจอีกจำนวนหนึ่งที่ออกมาปฏิเสธมติและมาตรการดังกล่าวอย่างเปิดเผย เช่น สหภาพแรงงาน ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า “ไม่ขอเข้าร่วมและไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น” สหภาพแรงงาน ขสมก. ยืนยันที่จะเดินรถเหมือนปกติ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน สหภาพแรงงาน ทีโอที จำกัด แถลงว่า พนักงานคนใดจะหยุดงานก็หยุดได้ แต่ถ้าจะให้ทุกคนหยุดงานไปเลยคงทำไม่ได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีนโยบายที่จะตัดสายโทรศัพท์ตามที่แกนนำใน สรส. ประกาศไว้ เพราะจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน (“รสก.เสียงแตกตัดน้ำ-ตัดไฟ,” เดลินิวส์, 3 กันยายน 2551) ขณะที่ สหภาพแรงงานองค์การค้าคุรุสภา แถลงว่า สหภาพแรงงานไม่สบายใจและไม่เห็นด้วยกับมติของ สรส. ที่จะใช้มาตรการตัดน้ำตัดไป มาสร้างอำนาจในการต่อรองให้บรรลุเป้าหมาย เพราะจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนรวม (“อนุพงษ์ เคลียร์สมัครอย่าบังคับเรื่องการใช้กำลังไปจัดการม็อบ หยุดงานไม่เวิร์ก,” ไทยรัฐ, 4 กันยายน 2551)
[4] ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 หลังจากการชุมนุมใหญ่เพียง 1 วัน แกนนำเริ่มยกระดับการชุมนุมไปสู่การขับไล่รัฐบาล โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวปราศรัยว่า “การชุมนุมวันนี้ไม่ใช่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่เปลี่ยนจุดหมายมาขับไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้เลย” (“สั่งตร.ห้ามปะทะม็อบเตือนระวังซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ,” ข่าวสด, 27 พฤษภาคม 2551) ต่อมาได้ออกแถลงการณ์ประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 (“พันธมิตรฯ ลั่น! ยกระดับชุมนุมไล่รัฐบาล ‘หุ่นเชิด’,” ผู้จัดการออนไลน์, 30 พฤษภาคม 2551)
[5] กองบรรณาธิการ, “ประภาส ปิ่นตบแต่ง : ไปให้พั้น 2 ขั้ว,” แทบลอยด์, ไทยโพสต์, 1 มิถุนายน 2551 หรือดูใน “บทสัมภาษณ์ ประภาส ปิ่นตบแต่ง : วิเคราะห์พันธมิตรฯ-ภาคประชาชน และไปให้พ้น 2 ขั้ว,” ประชาไท, 2 มิถุนายน 2551
[6] บทสัมภาษณ์ของประภาสเผยแพร่ในวันที่ 1 มิถุนายน 2551 นายพิภพ ธงไชย ได้ขึ้นปราศรัยตอบโต้ด้วยตนเองทันทีในค่ำวันเดียวกัน รวมทั้ง รศ.ดร. ไชยยันต์ ไชยพร นักวิชาการจากรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน
ในวันนั้น นายพิภพ ธงไชย ปราศรัยด้วยความรู้สึกกริ้วโกรธอย่างเห็นได้ชัดว่า “นักวิชาการที่เคารพรัก พี่ก็เป็นเพื่อนกับพวกผม อย่ามาโจมตีพันธมิตรฯว่ายังเล่นไม่เลิก ต้องสนับสนุนใช่ไหมครับ... นักวิชาการที่เคารพ ทำไม่ไม่ไปกดดันให้สมัครออกจากนายกฯ คุณมากดดันพวกเราทำไม คุณจะเอาอย่างไรแน่ นักวิชาการ คิดต่างกันได้ ผมรู้ แต่ยุทธศาสตร์ต้องร่วมกัน ยุทธิวิธีต้องสอดคล้องสนับสนุนกัน” และ “ถ้าจะติพันธมิตรฯ ให้มามติกับผมหลังเวทีครับ อย่าติบนหน้าหนังสือพิมพ์ เรากำลังรบกันอยู่ มาถ่วงทำไม มาติเราทำไม” (ดู ” ’พิภพ‘ เรียกร้องอัยการเร่งทำคดี ’ทักษิณ’,” ผู้จัดการออนไลน์, 1 มิถุนายน 2551) หลังจากนั้นก็มีคนอื่นๆ กล่าวถึงประเด็นนี้ต่อเนื่องกันอีกหลายวัน อย่างเช่น ศ.ดร. ภูวดล ทรงประเสริฐ นักวิชาการชื่อดัง เป็นต้น
[7] เช่น ปัญหาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ [“เศรษฐกิจกับรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน” วันที่ 3 มิถุนายน 2551], ปัญหาความยากจน [“3 เดือนกับความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาความยากจน” วันที่ 5 มิถุนายน 2551, “ปากท้องชาวบ้าน ข้าวยากหมากแพง” วันที่ 6 มิถุนายน 2551] , ปัญหาการฆ่าตัดตอน [“ฆ่าตัดตอนศาลเตี้ยในระบอบทักษิณ” วันที่ 4 มิถุนายน 2551] โดยมีวิทยากรจาก “ภาคประชาชน” ที่กล่าวมา เป็นวิทยากร
[8] “องค์กรเอกชนร่วมสู้ชี้ 3 เดือน ‘หุ่นเชิด’ ไร้ประโยชน์นัดฮือจันทร์นี้,” ผู้จัดการออนไลน์, 6 มิถุนายน 2551
[9] “เอ็นจีโอใต้ประกาศหนุนพันธมิตรล้มระบอบทักษิณ,” ประชาไท, 5 มิถุนายน 2551 โดยนายบรรจง นะแส ได้ตอบโต้การวิจารณ์ถึงความ “ล้าหลังคลั่งชาติ” ของพันธมิตรฯ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ทักษิณต่างหากที่เป็นฝ่ายได้สร้างระบบคลั่งชาติขึ้นในสังคมไทยกรณีปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ดังนั้นนักวิชาการอย่านำเสนอประเด็นลอยๆ เพื่อสร้างวาทกรรมเท่านั้น แต่ต้องหยิกยกรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์ด้วย”
[10] ทั้งนี้ กป.อพช. ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน ข้อเรียกร้องทางการเมืองไว้ก่อนหน้านั้นในวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 คือ (1) รัฐบาลต้องมีความอดทนอดกลั้น ไม่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขนำไปสู่การรัฐประหาร (2) ยุติการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (3) ให้กลุ่มพันธมิตรฯ คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุม ยุติการสร้างสถานการณ์ที่ยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง (4) ฝ่ายทหารอย่าฉกฉวยสถานการณ์ก่อการรัฐประหาร ดู “กป.อพช. ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรง,” ประชาไท, 31 พฤษภาคม 2551
[12] “ลูกแกะหลงทาง” เป็นข้อความที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล นำมาอ่านในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ครั้งสุดท้าย ทางช่อง 9 ในวันที่ 9 กันยายน 2548 โดยมีนัยเปรียบเทียบในเรื่องต่างๆ ระหว่าง “พ่อ” ที่มีลูกกว่า 60 ล้านคน กับ “ลูก” ซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรี ที่ “คิดวัดรอยเท้าพ่อ” ดู “พ่อของแผ่นดิน – ลูกแกะหลงทาง,” ผู้จัดการออนไลน์, 9 กันยายน 2548
[13] “ราชนิกุล-สตรีผู้สูงศักดิ์ ประกาศชน มารโค่นล้ม‘สถาบัน’,” ผู้จัดการรายวัน, 31 ตุลาคม 2551
[14] ดาวน์โหลดไฟล์เสียงคำปราศรัยนี้ได้ที่ URL ms://tv.manager.co.th/videoclip/radio/1002/1002-8127.wma และล่าสุดนายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ได้นำ “เครือข่ายประชาชนเชียงใหม่รักในหลวง” ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งหามาตรการปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดูใน “เสื้อเหลืองยื่นหนังสือถึงนายก ขอให้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์,” สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่, 8 เมษายน 2552
[15]สตรีภิวัตน์ นักรบ ’อาซิ้ม-อาซ้อ’,” บทบรรณาธิการ, ไทยโพสต์, 29 สิงหาคม 2551 ในชิ้นเดียวกันนี้ นายสุทิน วรรณบวร ผู้สื่อข่าวเอพี เห็นว่า “เงื่อนไขสำคัญของพลังการต่อสู้ครั้งนี้คือสื่อเอเอสทีวี ที่เป็นที่ติดอกติดใจของบรรดากลุ่มสตรีแม่บ้าน แล้วก็เป็นชนวนผลักดันมวลชนให้ออกมาสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ”
[16] ภาวินี อินเทพ, “ม็อบสั่งได้! มารู้จักม็อบสายพันธุ์ใหม่,” เนชั่นสุดสัปดาห์, 16: 838 (20-26 มิถุนายน 2551), หน้า 18
[17] เชี่ยวชวนะ “เสียงจากสะพาน ‘มัฆวาน’,“ ผู้จัดการออนไลน์, 10 มิถุนายน 2551
[18] “เปลือยใจ ’พริก กานต์ชนิต’ เผยเหตุเข้าร่วมพันธมิตร,” ผู้จัดการออนไลน์, 21 กรกฎาคม 2551
[19] เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการเสวนาเรื่อง “เปลี่ยนผ่าน ‘การเมือง’ อย่างสันติ เสนอปฏิรูปการเมือง ตั้ง สสร. 3” จัดโดย กป.อพช. ในวันที่ 11 มิถุนายน 2551 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุล
[20] “เอ็นจีโอใต้ประกาศหนุนพันธมิตรล้มระบอบทักษิณ,” ประชาไท , 5 มิถุนายน 2551
[21] เดวิด สโนว์ และ โรเบิร์ต เบนฟอร์ด ได้ทำการสรุปรวบยอดความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์ และ กรอบโครงความคิด ไว้ดังต่อไปนี้ 1) ideology as a cultural resource for framing activity2) framing [may also function] as remedial ideological work. 3) framing mutes the vulnerability of ideology to reification 4) framing, in contrast to ideology, is a more readily empirically observable activity อยู่ใน David A. Snow and Robert D. Benford, “CLARIFYING THE RELATIONSHIP BETWEEN FRAMING AND IDEOLOGY IN THE STUDY OF SOCIAL MOVEMENTS: A COMMENT ON OLIVER AND JOHNSTON” ดาวน์โหลดบทความได้ที่ www.ssc.wisc.edu/~oliver/PROTESTS/ArticleCopies/SnowBenfordResponse.pdf

อย่าตาย จนกว่าจะเป็นมุสลิม

ที่มา ประชาไท

หากพี่น้องสังเกตกับประโยคๆ หนึ่งที่ปรากฏอยู่บนป้ายชื่อของมัสยิดที่เกิดเหตุนั้น เราจะพบว่ามีประโยคหนึ่งซึ่งพอที่จะทำให้เรานำมาพินิจ พิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น เป็นอย่างดีว่า ระหว่าง ผู้ที่มีอุดมการณ์ในการแสวงหาความโปรดปรานต่อเอกอัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลา อยู่เสมอๆ (คือ ผู้ที่เสียชีวิต) กับผู้ที่มีอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์หรืออื่นๆนอกจากนี้นั้น (คือผู้ร้าย) เราคงจะมองออกล่ะนะว่า อุดมการณ์มันต่างกันอย่างไร
เมื่อเราเอาประโยคข้างต้นมาให้คำนิยามดังกล่าว อย่างกับคำว่า อัลฟุรกอน เราจะพบว่า คำว่า อัลฟุรกอน คือ การจำแนก แยกออก หรือ “ข้อแบ่งแยกระหว่างสิ่งดี และสิ่งไม่ดี” ซึ่งแน่นอน มันก็สอดคล้องหรอกนะ กับเหตุการณที่เกิดขึ้นหากเรามาพิจารณาถึงการกระทำข้างต้น
คงไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ มัสยิดอัลฟุรกอนนั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวด ความเสียใจ ความสูญเสีย แก่พี่น้องมุสลิมเราทั้งชาวไทยและพี่น้องมุสลิมทั่วโลก ได้อย่างน่าสลดหดหู่มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นมาในพื้นที่ดังกล่าวเป็นแน่ และคงเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนใจของสมาชิกในครอบครัวของบุคคลที่สูญเสียสมาชิกที่เป็นเสาหลักของเขาไปไม่ใช่น้อยเลยล่ะ
มันคงจะเจ็บลึก เจ็บแปลบ เจ็บใจ และปวดร้าวยิ่งนัก หากมีใครสักคนในครอบครัวเรา ถูกอธรรม ถูกกดขี่ ถูกย่ำยีจากกลุ่มคนที่ไม่มีแม้เสี่ยวหนึ่งของความเป็นมนุษย์ ซึ่งพวกเขานั้นฆ่าได้แม้กระทั้งเด็ก สตรี คนแก่ อย่างที่เกิดมาแล้ว หรือแม้กระทั้งกับบ่าว ผู้ที่กำลังนอบน้อมหลายๆ คนทีเขานั้นพร้อมใจที่จะก้มกราบแด่พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก แด่พระผู้สร้างตัวพวกเขาเหล่านั้นเองอย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้
นี่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้พิจารณากันดอกหรือ ว่าเขานั้นมิได้ถูกสร้างมาให้เป็นสิ่งอื่นใดเลย นอกจากความเป็นมนุษย์ผู้มีสติปัญญาไตร่ตรองว่า อะไรคือความเมตตา อะไรคือความสงสาร และอะไรคือสิ่งที่มนุษย์นั้นพึงต้องมีต่อมนุษย์ด้วยกัน หรือเขามิได้ตระหนักสิ่งนี้เลย
หรือเขาตระหนักเพียงว่า ฉันจะได้สิ่งนั้น ฉันจะได้สิ่งโน้น ภายหลังจากที่ฉันทำ
หลายคน คงจะได้เห็นภาพกันแล้วใช่ไหม หลายคนคงจะได้รับฟัง ติดตาม คำกล่าวอ้าง คำกล่าวบอก ของผู้เกี่ยวข้องต่างๆกันแล้วมิใช่หรือ แต่พี่น้อง เคยคิดไหม ว่าวันนี้! ฉันคิดว่า ฉันไม่อยากดูแล้วซึ่งละครต่างๆที่มีแต่ภาพเย้ายวนต่างๆ ฉันไม่อยากฟังแล้วซึ่งเสียงโทรศัพท์จากแฟนฉัน และฉันไม่อยากฟังและเห็นภาพแล้วซึ่งอะไรอื่นเลย นอกจากที่ฉันนั้นจะคิดว่า ฉันจะทำอย่างไร ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อพี่น้องของฉันในวันนี้ หรือฉันจะไม่สนใจ พี่น้องก็พี่น้อง ฉันก็อยู่ของฉันอย่างนี้ล่ะ จะทำอะไรได้ เดี่ยวเรื่องก็คงเงียบไปเองล่ะ
เราลองนึกและจินตนาการสักนิดซิว่า เสียงโห่ร้อง เสียงของความสูญเสียของญาติพี่น้องเหล่านั้น จะเป็นเช่นไร ภาพของความสลดใจที่เกิดขึ้นต่อหน้าภรรยาและบุตรของเขานั้นจะเป็นเช่นไร และหลังจากที่พี่น้องสิบเอ็ดชีวิตได้กลับไปสู่พระองค์แล้ว ความสลดใจที่เกิดขึ้น มันเป็นเพียงความสลดใจ ที่ผ่านมาแล้วก็แค่ผ่านไป สำหรับพวกเขาเหล่านั้นเองหรือ มันเป็นอย่างนั้นกันใช่ไหม ที่เรานั้นคาดกันไว้
ผู้ศรัทธาเอ๋ย ความสลดใจที่เกิดขึ้น กับภาพที่เราเห็นนั้น คงไม่เท่ากับความสลดใจ กับภาระต่างๆที่จะเกิดขึ้น และทิ้งไว้ภายหลัง ให้กับภรรยา ลูกๆ หรือผู้ที่พวกเขาเหล่านั้นเคยรับผิดชอบอยู่หรอกนะ ใครเล่าที่จะจุนเจือและเยียวยาพวกเขาเหล่านั้น นอกจากพี่น้องของเราเองใช่ไหม
อาจจะไม่เป็นที่แปลกใจหรือฉงนใจมากนัก หากสิ่งที่เกิดขึ้น กับกรณีเหตุการณ์ยิงประชาชนที่ผ่านมานั้น หากมันจะเกิดขึ้น ณ บนถนนหนทาง หรือตามสถานที่ต่างๆ อันพ้นซึ่งขอบเขตของการจำกัดสิทธิและจำกัดถึงความสูงส่ง ที่ใครอื่นมิอาจที่จะมาล่วงล้ำเขตนั้นได้แต่อย่างใด แต่มันคงต้องนำมาคิดและนำมาพิจารณาแล้วล่ะว่า ความสูงส่ง ความศักดิ์สิทธิที่มีอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้นั้น ใครหน้าไหนกันเล่า ช่างกล้าล้ำเข้ามาขนาดนี้ได้
โอ้อัลลอฮขอพระองค์ ทรงลงโทษพวกเขาเหล่านั้น อย่างเหมาะสมด้วยเทอญ
ผู้ศรัทธาเอ๋ย เคยคิดไหมว่าอะไรเล่าที่เป็นเหตุให้พระองค์อัลลอฮ ซุบฮานาฮุ
วา ตะอาลา ทรงปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้น ย่ำยี เหยียดหยาม สถานที่สาธารณสถานแห่งนั้นได้ หรือไม่ใช่เพราะเรา หรือไม่ใช่เพราะการกระทำของพี่น้องเราเอง!ที่เย็นชา เย็นใจต่อการศึกษาอิสลาม มิใช่เพราะพวกเราดอกหรือ ที่ไม่พินิจพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างๆที่ผ่านมาครับ
มิใช่เราดอกหรือ มิใช่เพราะบาลาอฺดอกหรือ
ก็วันนี้!เรามัวแต่หมกมุ่น มุ่งมั่นแข็งขันกันในเรื่องของการแต่งตัว ฉันอยากแต่งตัวแบบนี้ อยากใส่สีแบบนั้นเพื่อให้เป็นที่สะดุดแก่สายตาชาย หรือฉันอยากดูละคร ฟังเพลง คุยกับแฟน ทำนั่นทำนี่ ตามที่ฉันนั้นต้องการ ตามอารมณ์ที่อยากทำ หรือตามที่อารมณ์ฉันอยากอ่าน ฉันอยากอ่านนิยายหนิ ฉันอยากอ่านแฟชั่นมุสลิมหนิ ใครจะทำไม และก็ฉันจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่า อัลลอฮทรงใช้ไหม รอซูลทรงสอนไหม ไม่เคยคิดเลย
ก็แบบนี้หล่ะนะ จะมีเวลาไหนกันเล่า ที่จะมาศึกษาอิสลามแล้วนำอิสลามไปเผยแพร่ ไปนาศีฮัตตักเตือนกันกับพวกเขาเหล่านั้น ในพื้นที่เหล่านั้นกันล่ะครับ
จะมีโอกาสไหมเนี่ย!! ที่ฉันนั้นจะเป็นคนที่มีอีหม่าน มีตักวา และจะมีโอกาสไหมที่ฉันนั้น จะเป็นคนที่ตายอย่างมีเกียรติ ตายอย่างคนที่นอบน้อมต่อพระผู้สร้างของฉัน แล้วเสียชีวิตไปในขณะที่ฉันทำอิบาดะห์อยู่อย่างพวกเขาเหล่านั้น
เอาเถอะนะ จะทำอะไรก็เชิญ จะเสียชีวิตแบบไหนก็แล้วแต่จะเลือก จะเสียชีวิตอย่างมีเกียรติ อย่างเป็นคนนอบน้อม หรือมีอีหม่าน หรือจะเสียชีวิตในขณะคุยโทรศัพท์ ดูละคร ฟังเพลงหรืออ่านนิยาย ก็แล้วเถอะ
แต่พึงพิจารณากันสักนิดเถิดว่า พึงระมัดระวังการใช้ชีวิตกันเถิดนะ เพราะท่านอย่าได้ตาย จนกว่าพวกท่านจะเป็นผู้ศรัทธาที่นอบน้อมเสียก่อน
อัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลา ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์ Ale-`Imraan อายะฮที่ 102 "โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยำเกรงอัลลอฮ์อย่างแท้จริงเถิด และพวกเจ้าจงอย่าตาย เป็นอันขาด นอกจากในฐานะที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อมเท่านั้น"
อย่าตาย อย่าตาย จนกว่าฉันจะเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์เสียก่อน ถามตัวเองกันสักนิดหนึ่ง

อย่าตาย จนกว่าจะเป็นมุสลิม

ที่มา ประชาไท

หากพี่น้องสังเกตกับประโยคๆ หนึ่งที่ปรากฏอยู่บนป้ายชื่อของมัสยิดที่เกิดเหตุนั้น เราจะพบว่ามีประโยคหนึ่งซึ่งพอที่จะทำให้เรานำมาพินิจ พิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น เป็นอย่างดีว่า ระหว่าง ผู้ที่มีอุดมการณ์ในการแสวงหาความโปรดปรานต่อเอกอัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลา อยู่เสมอๆ (คือ ผู้ที่เสียชีวิต) กับผู้ที่มีอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์หรืออื่นๆนอกจากนี้นั้น (คือผู้ร้าย) เราคงจะมองออกล่ะนะว่า อุดมการณ์มันต่างกันอย่างไร
เมื่อเราเอาประโยคข้างต้นมาให้คำนิยามดังกล่าว อย่างกับคำว่า อัลฟุรกอน เราจะพบว่า คำว่า อัลฟุรกอน คือ การจำแนก แยกออก หรือ “ข้อแบ่งแยกระหว่างสิ่งดี และสิ่งไม่ดี” ซึ่งแน่นอน มันก็สอดคล้องหรอกนะ กับเหตุการณที่เกิดขึ้นหากเรามาพิจารณาถึงการกระทำข้างต้น
คงไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ มัสยิดอัลฟุรกอนนั้น จะเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวด ความเสียใจ ความสูญเสีย แก่พี่น้องมุสลิมเราทั้งชาวไทยและพี่น้องมุสลิมทั่วโลก ได้อย่างน่าสลดหดหู่มากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นมาในพื้นที่ดังกล่าวเป็นแน่ และคงเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนใจของสมาชิกในครอบครัวของบุคคลที่สูญเสียสมาชิกที่เป็นเสาหลักของเขาไปไม่ใช่น้อยเลยล่ะ
มันคงจะเจ็บลึก เจ็บแปลบ เจ็บใจ และปวดร้าวยิ่งนัก หากมีใครสักคนในครอบครัวเรา ถูกอธรรม ถูกกดขี่ ถูกย่ำยีจากกลุ่มคนที่ไม่มีแม้เสี่ยวหนึ่งของความเป็นมนุษย์ ซึ่งพวกเขานั้นฆ่าได้แม้กระทั้งเด็ก สตรี คนแก่ อย่างที่เกิดมาแล้ว หรือแม้กระทั้งกับบ่าว ผู้ที่กำลังนอบน้อมหลายๆ คนทีเขานั้นพร้อมใจที่จะก้มกราบแด่พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก แด่พระผู้สร้างตัวพวกเขาเหล่านั้นเองอย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้
นี่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้พิจารณากันดอกหรือ ว่าเขานั้นมิได้ถูกสร้างมาให้เป็นสิ่งอื่นใดเลย นอกจากความเป็นมนุษย์ผู้มีสติปัญญาไตร่ตรองว่า อะไรคือความเมตตา อะไรคือความสงสาร และอะไรคือสิ่งที่มนุษย์นั้นพึงต้องมีต่อมนุษย์ด้วยกัน หรือเขามิได้ตระหนักสิ่งนี้เลย
หรือเขาตระหนักเพียงว่า ฉันจะได้สิ่งนั้น ฉันจะได้สิ่งโน้น ภายหลังจากที่ฉันทำ
หลายคน คงจะได้เห็นภาพกันแล้วใช่ไหม หลายคนคงจะได้รับฟัง ติดตาม คำกล่าวอ้าง คำกล่าวบอก ของผู้เกี่ยวข้องต่างๆกันแล้วมิใช่หรือ แต่พี่น้อง เคยคิดไหม ว่าวันนี้! ฉันคิดว่า ฉันไม่อยากดูแล้วซึ่งละครต่างๆที่มีแต่ภาพเย้ายวนต่างๆ ฉันไม่อยากฟังแล้วซึ่งเสียงโทรศัพท์จากแฟนฉัน และฉันไม่อยากฟังและเห็นภาพแล้วซึ่งอะไรอื่นเลย นอกจากที่ฉันนั้นจะคิดว่า ฉันจะทำอย่างไร ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อพี่น้องของฉันในวันนี้ หรือฉันจะไม่สนใจ พี่น้องก็พี่น้อง ฉันก็อยู่ของฉันอย่างนี้ล่ะ จะทำอะไรได้ เดี่ยวเรื่องก็คงเงียบไปเองล่ะ
เราลองนึกและจินตนาการสักนิดซิว่า เสียงโห่ร้อง เสียงของความสูญเสียของญาติพี่น้องเหล่านั้น จะเป็นเช่นไร ภาพของความสลดใจที่เกิดขึ้นต่อหน้าภรรยาและบุตรของเขานั้นจะเป็นเช่นไร และหลังจากที่พี่น้องสิบเอ็ดชีวิตได้กลับไปสู่พระองค์แล้ว ความสลดใจที่เกิดขึ้น มันเป็นเพียงความสลดใจ ที่ผ่านมาแล้วก็แค่ผ่านไป สำหรับพวกเขาเหล่านั้นเองหรือ มันเป็นอย่างนั้นกันใช่ไหม ที่เรานั้นคาดกันไว้
ผู้ศรัทธาเอ๋ย ความสลดใจที่เกิดขึ้น กับภาพที่เราเห็นนั้น คงไม่เท่ากับความสลดใจ กับภาระต่างๆที่จะเกิดขึ้น และทิ้งไว้ภายหลัง ให้กับภรรยา ลูกๆ หรือผู้ที่พวกเขาเหล่านั้นเคยรับผิดชอบอยู่หรอกนะ ใครเล่าที่จะจุนเจือและเยียวยาพวกเขาเหล่านั้น นอกจากพี่น้องของเราเองใช่ไหม
อาจจะไม่เป็นที่แปลกใจหรือฉงนใจมากนัก หากสิ่งที่เกิดขึ้น กับกรณีเหตุการณ์ยิงประชาชนที่ผ่านมานั้น หากมันจะเกิดขึ้น ณ บนถนนหนทาง หรือตามสถานที่ต่างๆ อันพ้นซึ่งขอบเขตของการจำกัดสิทธิและจำกัดถึงความสูงส่ง ที่ใครอื่นมิอาจที่จะมาล่วงล้ำเขตนั้นได้แต่อย่างใด แต่มันคงต้องนำมาคิดและนำมาพิจารณาแล้วล่ะว่า ความสูงส่ง ความศักดิ์สิทธิที่มีอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้นั้น ใครหน้าไหนกันเล่า ช่างกล้าล้ำเข้ามาขนาดนี้ได้
โอ้อัลลอฮขอพระองค์ ทรงลงโทษพวกเขาเหล่านั้น อย่างเหมาะสมด้วยเทอญ
ผู้ศรัทธาเอ๋ย เคยคิดไหมว่าอะไรเล่าที่เป็นเหตุให้พระองค์อัลลอฮ ซุบฮานาฮุ
วา ตะอาลา ทรงปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้น ย่ำยี เหยียดหยาม สถานที่สาธารณสถานแห่งนั้นได้ หรือไม่ใช่เพราะเรา หรือไม่ใช่เพราะการกระทำของพี่น้องเราเอง!ที่เย็นชา เย็นใจต่อการศึกษาอิสลาม มิใช่เพราะพวกเราดอกหรือ ที่ไม่พินิจพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างๆที่ผ่านมาครับ
มิใช่เราดอกหรือ มิใช่เพราะบาลาอฺดอกหรือ
ก็วันนี้!เรามัวแต่หมกมุ่น มุ่งมั่นแข็งขันกันในเรื่องของการแต่งตัว ฉันอยากแต่งตัวแบบนี้ อยากใส่สีแบบนั้นเพื่อให้เป็นที่สะดุดแก่สายตาชาย หรือฉันอยากดูละคร ฟังเพลง คุยกับแฟน ทำนั่นทำนี่ ตามที่ฉันนั้นต้องการ ตามอารมณ์ที่อยากทำ หรือตามที่อารมณ์ฉันอยากอ่าน ฉันอยากอ่านนิยายหนิ ฉันอยากอ่านแฟชั่นมุสลิมหนิ ใครจะทำไม และก็ฉันจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่า อัลลอฮทรงใช้ไหม รอซูลทรงสอนไหม ไม่เคยคิดเลย
ก็แบบนี้หล่ะนะ จะมีเวลาไหนกันเล่า ที่จะมาศึกษาอิสลามแล้วนำอิสลามไปเผยแพร่ ไปนาศีฮัตตักเตือนกันกับพวกเขาเหล่านั้น ในพื้นที่เหล่านั้นกันล่ะครับ
จะมีโอกาสไหมเนี่ย!! ที่ฉันนั้นจะเป็นคนที่มีอีหม่าน มีตักวา และจะมีโอกาสไหมที่ฉันนั้น จะเป็นคนที่ตายอย่างมีเกียรติ ตายอย่างคนที่นอบน้อมต่อพระผู้สร้างของฉัน แล้วเสียชีวิตไปในขณะที่ฉันทำอิบาดะห์อยู่อย่างพวกเขาเหล่านั้น
เอาเถอะนะ จะทำอะไรก็เชิญ จะเสียชีวิตแบบไหนก็แล้วแต่จะเลือก จะเสียชีวิตอย่างมีเกียรติ อย่างเป็นคนนอบน้อม หรือมีอีหม่าน หรือจะเสียชีวิตในขณะคุยโทรศัพท์ ดูละคร ฟังเพลงหรืออ่านนิยาย ก็แล้วเถอะ
แต่พึงพิจารณากันสักนิดเถิดว่า พึงระมัดระวังการใช้ชีวิตกันเถิดนะ เพราะท่านอย่าได้ตาย จนกว่าพวกท่านจะเป็นผู้ศรัทธาที่นอบน้อมเสียก่อน
อัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลา ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์ Ale-`Imraan อายะฮที่ 102 "โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยำเกรงอัลลอฮ์อย่างแท้จริงเถิด และพวกเจ้าจงอย่าตาย เป็นอันขาด นอกจากในฐานะที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อมเท่านั้น"
อย่าตาย อย่าตาย จนกว่าฉันจะเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์เสียก่อน ถามตัวเองกันสักนิดหนึ่ง