WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 16, 2009

สำนักโฆษกฯ เปลี่ยนสถานที่แถลงผลประชุม ครม. ป้องกันความปลอดภัยของนายกฯ

ที่มา MCOT News


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (16 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจความเรียบร้อยภายในห้องแถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ที่สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จัดเป็นที่แถลงข่าวให้กับนายกรัฐมนตรี หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเกรงว่ากลุ่มผู้ไม่หวังดีจะเข้าประชิดตัวนายกรัฐมนตรีได้ง่าย จึงได้มีการเปลี่ยนสถานที่แถลงข่าว จากเดิมที่นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวบริเวณด้านหน้าตึกสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ กองทัพบกได้จัดสุนัขทหาร เครื่องตรวจวัตถุระเบิด และสิ่งต้องสงสัย เข้าตรวจตราทุกตึกภายในทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “สถานที่เดิม ฝนตก น้ำท่วม และกลัวฟ้าผ่า เลยเปลี่ยนสถานที่ใหม่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องการรักษาความปลอดภัย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังตรวจความเรียบร้อยภายในห้องแถลงข่าว คณะผู้จัดแสดงโขน ชุด “พรหมมาศ” ในมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้นำบัตรเชิญมามอบให้กับนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย

"จุมพฎ"ไม่โต้"ทักษิณ"อ้างใหญ่เกินไปตัวเองเท่าเม็ดทราย กกต.จังหวัดสอบด่วนบัตรเลือกตั้งซ่อมสกลฯ พุ่ง

ที่มา มติชนออนไลน์

"จุมพฎ"ไม่โต้"ทักษิณ"อ้างใหญ่เกินไปตัวเองเท่าเม็ดทราย ร้องเรียนซื้อเสียง เลือกตั้งซ่อมสกลฯ "ประพันธ์"สั่ง กกต.จังหวัดสอบ แจงยอดหย่อนบัตรล่วงหน้ากว่า 2 หมื่นราย ตร.เจอกดดันหนัก ไม่รับฝากบัตรเลือกตั้ง กรรมการหน่วยถึงขั้นลาออก มึนพลิกจากเขตผู้ใช้สิทธิน้อยสุด มาพุ่งขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.จังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ปฏิเสธให้ความคิดเห็นกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินบนเวทีปราศรัย รวมพลคนเสื้อแดง พลังแห่งประเทศไทย เลือกเพื่อไทยกลับสู่สภา ที่จังหวัดอุดรธานี โดยมีการพูดในลักษณะตำหนิส.ส. บางคนที่เตรียมย้ายพรรค และไม่ทำตามสัญญาว่าจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ โดย นายจุมพฏ กล่าวเพียงว่าไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน เพราะไม่ได้ติดตามข่าวและไม่อยากจะตอบโต้รายวันเพราะรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณนั้นใหญ่เกินไปส่วนตนนั้นเป็นเพียงเม็ดทราย

ทั้งนี้ นายจุมพฏ เป็น 1 ใน 2 ของ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ที่ถูกขับออกจากพรรค เพราะออกมาเปิดเผยว่าต้องการย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หลังจากที่ไปร่วมงานสัมมนาที่ จังหวัดสกลนคร โดยอ้างว่าไม่พอใจการทำงานของพรรคเพื่อไทยที่ผิดหลักการทำงานของตนด้วย

ขณะที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง สั่งการ กกต.จังหวัดสกลนคร ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน มีการซื้อเสียง และเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเขตการเลือกตั้งที่ 3 จ.สกลนคร ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่เป็นการแย่งชิงที่นั่งกันระหว่างนายพิทักษ์ จันทศรี หมายเลข 1 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และหมายเลข 2 นางอนุรักษ์ บุญศล จากพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนนี้

สภาเห็นชอบร่างพ.ร.ก.กู้เงินคะแนน248ต่อ128งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 17 หลังประชุมนานถึง14 ชั่วโมง

ที่มา มติชนออนไลน์

ประชุมสภาลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.ให้คลังกู้เงินด้วยคะแนน 248 ต่อ 128 งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนนเสียง17 รวมเวลาพิจารณา 14 ชั่วโมง ปธ.สภาสั่งพักเริ่มประชุมต่อ 16 มิ.ย.บ่ายโมงครึ่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.55 น. วันที่ 15 มิถุนายน มีการลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 2552 จำนวน 4 แสนล้านบาท โดยที่ประชุมเห็นชอบในร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 ด้วยคะแนน 248 ต่อ 128 งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนนเสียง17 รวมเวลาพิจารณา 14 ชั่วโมง

จากนั้นได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. .... ที่ครม.เสนอ โดยเมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เสนอหลักการและเหตุผลของร่างพ.ร.บ.นี้จบ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา คนที่ 2 สั่งพักการประชุม โดยจะเริ่มประชุมต่อวันที่ 16 มิถุนายน เวลา 13.30 น.

เละตุ้มเป๊ะ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย ออกมาเตะสกัดขัดขากันอีกแล้ว

ล่าสุดก็ยื้อแย่งผลงานแจกเบี้ยคนชราและแจกเงินเลี้ยงชีพอาสาสาธารณสุขหมู่บ้าน

น.พ.บุรณัชย์ สุมทรักษ์ กระบอกเสียงพรรค ออกมาตอบโต้นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยว่าเข้าใจผิดไปหรือเปล่า

พร้อมยืนยันว่าโครงการทั้งสองเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ 100 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกัน นางศุภมาศ อิศรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาสวนทันทีว่าหากพรรคประชาธิปัตย์จะถือว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล แล้วผลงานทุกเม็ดจะต้องเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เป็นไร

ก่อนหน้านี้ โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน มูลค่ากว่า 60,000 ล้าน ของพรรคภูมิใจไทย ก็ถูกคนของประชาธิปัตย์ออกมาสกัดได้ผลมาแล้ว

จนนายอภิสิทธิ์ต้องซื้อเวลา โยนเรื่องให้สภาพัฒน์ไปศึกษา แต่โดยส่วนตัว นายอภิสิทธิ์เห็นว่าซื้อดีกว่าเช่า

จะว่ากันตามจริงแล้ว เกือบครึ่งปีที่เข้ามาบริหารประเทศ ประชาชนยังไม่รู้สึกว่ารัฐบาลมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

โครงการฟรี ทั้งรถเมล์ รถไฟ น้ำ ไฟฟ้า ก็ล้วนต่อยอดมาจากรัฐบาลชุดก่อน

พูดถึงเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท แจกประชาชน 9 ล้านคนทั่วประเทศ ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

ป่านนี้ สารพัดโฆษกคงออกมาตีปี๊บกันใหญ่โตไปแล้ว

โครงการต้นกล้าอาชีพ ฝึกอบรมอาชีพและสร้างงานให้ผู้ว่างงาน ผู้กำลังจะถูกเลิกจ้างงาน และนักศึกษาจบใหม่จำนวน 500,000 คน ลดปัญหาการว่างงาน สนับสนุนอาชีพอิสระ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานรากในอนาคต ก็ยังลูกผีลูกคน

แถมถูกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หนึ่งในกุนซือภูมิใจไทย ออกมาเยาะเย้ยไยไพว่าขาดการวางแผนไว้ล่วงหน้าเสียอีก

ส่วนโครงการประกันราคาพืชผลการเกษตร 5 สินค้าหลัก (ข้าวเปลือกนาปี, มันสำปะหลัง, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, น้ำมันปาล์มดิบ และ ยางพารา) ก็ล่อกันไปกันมาระหว่างประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย จนยังเดินหน้าไม่ได้

โครงการเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับม.6 จำนวนกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 15 ปี ก็ดูเหมือนติดขัดยังไม่พร้อมให้บริการจนป่านนี้

จนถูกค่อนขอดว่าฟรีไม่จริง

แล้วก็มาถึงโครงการเบี้ยกตัญญู จ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 500 บาท และเบี้ยเลี้ยงชีพสำหรับอสม.

ก็ออกมาล่อกันตุ้มเป๊ะอีกแล้ว!!

พรก.กู้ผ่านฉลุย มิ่งขวัญติง กู้ปชช.ดีกว่าแบงก์

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_13116

ประชุมสภาผู้แทนฯ ถกพรก.กู้ 4 แสนล้าน ใช้เวลากว่า 13 ชม. สิ้นสุดลงเมื่อเวลา 24.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. รัฐชนะขาด 248 ต่อ 128 เสียง "มิ่งขวัญ"แนะรัฐออกพันธบัตร แทนกู้ธนาคารเอกชน หวั่นถูกครหา นายกฯยันใช้หนี้ได้...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรอภิปราย ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ในวงเงิน 400,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. สิ้นสุดเมื่อเวลา 24.00 น. หลังประชุมนานกว่า 13 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้อนุมัติ พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าว โดยมีมติเห็นชอบ 248 เสียง ไม่เห็นชอบ 128 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 17 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 396 เสียง

ก่อนหน้านี้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวอภิปราย ว่า นโยบายการกู้เงินของรัฐบาลอทำให้ฝ่ายค้านไม่มั่นใจว่าการกู้เงินจะช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริงหรือไม่ เพราะเมื่อดู 6 เดือน พบว่ารัฐบาลบริหารงานเศรษฐกิจผิดพลาด จากกรณีเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ที่ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และงบกลางปี 1.1 แสนล้านบาทที่ให้กับ 3 กระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้งบประมาณรวมกันแค่หลักพันล้านบาท ทั้งที่เป็นกระทรวงเส้นเลือดใหญ่นำรายได้มหาศาล จึงเสนอแนะนำให้รัฐบาลกู้เงินโดยการออกพันธบัตรให้ประชาชนซื้อโดยตรงแทนการ กู้เงินจากสถาบันการเงินเอกชนเพราะอาจถูกครหาช่วยเหลือนายทุนพรรคร่วมรัฐบาลได้

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พร้อมรับข้อท้วงติงของฝ่ายค้านนำไปแก้ไข ส่วนกรณีนำนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมามาดำเนินการเพราะเป็นไปตามนโยบายการสร้างสมานฉันท์ และไม่ต้องการรื้อโครงการในกระทรวงเศรษฐกิจให้เกิดความวุ่นวาย ยืนยันว่ารัฐบาลได้พิจารณาถึงร่าง พ.ร.ก. ดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว โดยเห็นว่าทุกโครงการที่ได้เสนอและบรรจุใน พ.ร. ก.มีความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งประเทศ มั่นใจว่าจะสามารถดูแลและจัดการชำระหนี้สาธารณะที่ก่อขึ้นได้ภายในระยะเวลา ที่กำหนด

ภาษาอภิสิทธิ์

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมพูดภาษาไทยเป็นมาตั้งแต่เกิด และดูเหมือนจะเป็นภาษาเดียวที่ผมคิดว่าผมฟังรู้เรื่องมากที่สุดแต่มาวันนี้ผมชักลังเล!!ลังเลว่า...ผมอาจไม่เข้าใจภาษาไทยอย่างจริงจังหรือ พอจะมั่นใจว่าผมฟังภาษาไทยรู้เรื่องพูดภาษาไทยได้หรือแม้กระทั่งเขียนหนังสือไทยเป็น??คนที่ทำให้ผมสูญเสียความมั่นใจตัวเองในเรื่อง“ภาษาไทย” ไม่ใช่ใครที่ไหน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรียอดนักกู้แห่งประเทศไทยนี่เองอภิสิทธิ์ใช้สมองส่วนไหนคิดผมไม่ทราบกับการออกมายืนยันว่าการกู้เงินเกือบจะล้านล้านแล้วนั้น ไม่ใช่การ “สร้างหนี้”!!แต่เป็นการกู้เงินมาลงทุน!!หัวใจมาร์คทำด้วยอะไร?? ถึงพูดออกมาได้เต็มปากคุยโวโดยไม่อายผีสาง นี่เป็นการเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศ แถมเชื่อว่าจะกระตุ้น

เศรษฐกิจ-สร้างงานได้ถึง 2 ล้านคนผมก็เหมือน คุณเสนาะ เทียนทอง เหมือนคนไทยอีก 60 กว่าล้านที่กังวลใจว่า แล้วจะไปหาเงินที่ไหนมาใช้คืน??เมื่อวันแรกๆ ที่อภิสิทธิ์แต่งตั้ง กรณ์ จาติกวณิชเข้ามาเป็น “ขุนคลัง” ทุกคนก็ห่วงว่ารัฐมนตรีคลังคนนี้จะเอาประสบการณ์ที่ไหนในการบริหารจัดการการเงินมาบริหารประเทศ ในภาวะที่โลกกำลังมีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเทศเศรษฐีอย่างสหรัฐอเมริกาแต่...ทุกคนผิดคาด!! เมื่อรัฐมนตรีกรณ์เพื่อนเกลออภิสิทธิ์ กลับเป็นรัฐมนตรีคลังที่หาเงินได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่ารัฐมนตรีคลังทุกคนที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์คือ เดินหน้ากู้มาอย่างเดียวกู้ทุกอย่างที่ขวางหน้า กู้ไม่ได้เพราะ “เพดานการกู้” มันเต็ม ก็ออกกฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการกู้เงินมันเหมือนข่มขืนหรือมัดมือชก!!เมื่อวานนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาช่วยผ่าน กฎหมาย 3 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2553 ร่าง พ.ร.ก. และร่าง พ.ร.บ.ขออำนาจให้รัฐบาลกู้เงินนายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์คิดได้อย่างไร ที่กล้าหาญชาญชัยออกมาพูดกับคนไทยเจ้าของประเทศด้วยถ้อยคำที่ “ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครในโลกคิดจะพูด” กับคำว่า“รัฐบาลก่อนเน้นแต่เอาเงินไปให้กู้ แต่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานถูกละเลย!!”ผมลังเลครับ!! ภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาเดียวที่ผมพูดได้ ตอนนี้ชักไม่มั่นใจว่าผมรู้เรื่องภาษาไทยจริง โดยเฉพาะภาษาไทยแบบอภิสิทธิ์!! ■

ทำไมต้องกู้ กู้มาทำอะไร

ที่มา บางกอกทูเดย์

ก็ต้องผ่านสภาไปแล้วตามระเบียบ เมื่อเสียงส่วนใหญ่คือรัฐบาล..และนั่นคือระบอบประชาธิปไตย..และหากว่า..เงินกู้ 800,000 ล้านไม่ผ่านสภา..รัฐบาลก็ล้ม..ประชาธิปไตยกำหนดไว้แบบนั้นปัญหาไม่ใช่อยู่ที่การกู้..เมื่อไม่มีเงินใช้..ธรรมดาในโลกก็คือการต้องไปหามาให้ได้..ไม่ว่าจะโดยหนทางใด..สมัยยังไม่มีวัฒนธรรมทางการเงิน..แต่ละเผ่าก็ใช้การปล้นสะดม..แล้วเรียบเรียงมาเรียกกันเสียใหม่ว่า..การทำสงครามประเทศไทยวันนี้..การจะทำสงครามเพื่อหารายได้เข้าประเทศนั้น..เป็นไปไม่ได้..เมื่อจะหารายได้เข้ามาการแสวงหาโดยการหยิบยืมและกู้ยืมจึงเป็นวิธีเดียวรัฐบาลนี้..เป็นหนี้มาแล้วเท่าไหร่ และจะกู้อีก800,000 ล้านมาทำอะไรนั้น..ตรงนี้แหละปัญหา..จะเอาไปใช้ทำสงครามใต้เป็นงบใหม่..อีกหมื่นกว่าล้าน..ทั้งๆ ที่กองทัพใช้ไปแล้วกว่า100,000 ล้าน..หมื่นล้านนี้ก็คือเงินกู้ประชาชนขอถามว่า..แล้วสงครามใต้มันจะจบ

หรือไม่..เมื่อไหร่..อยากรู้หรือไม่..เงิน 800,000 ล้านน่ะมันแค่ไหน..ถ้าเอาเงินไทยใบละ 100 บาท มาวางต่อกันไปจนรอบโลก..มันจะพันรอบโลกได้มากกว่า 300 ครั้งหรือวางเงินปึกละ 30,000 บาท..ต่อกันไปจนรอบโลก..นั่นคือเงิน..800,000 ล้านหรือเอามาแจกคนไทยทุก 76 ล้านคน..แต่ละคนจะได้เงินมากกว่า 10,000 บาท..ต่อคน..ในทำนองเดียวกัน เงิน 800,000 ล้านก็จะทำประชาชนทุกคนเป็นหนี้กันคนละกว่า10,000 บาท..ครอบครัวที่มีสมาชิก 5 คน จะมีหนี้ครอบครัวละ 60,000 บาททันที..ประชาชนขอถามว่า..แล้วจะปลดหนี้ก้อนนี้ให้กับประชาชนอย่างไร..และเมื่อไหร่ในรายการกู้เงินของรัฐบาลในครั้งนี้..เกือบไม่มีรายละเอียดโดยละเอียดว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร..จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนกับประเทศชาติและประชาชนอย่างไร..ประชาชนจะมั่งมีศรีสุขขึ้นมาอย่างไรกับหนี้800,000 ล้านที่เพิ่มขึ้นมาของเขา..จากการบริหารประเทศของ..นักการเมืองไม่กี่คนในรัฐสภา..ประชาชนจึงต้องถามว่า..เพราะรัฐบาลล้มเหลวในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน..ใช่หรือไม่..ประชาชนจึงต้องกลายเป็นหนี้..คนละ 10,000 บาทพร้อมกันทั้งประเทศ..แค่มีฝีมือและวิสัยทัศน์..เงิน 800,000 ล้าน..ประเทศจะมีขึ้นมาได้ โดยที่คนไทยไม่ต้องเป็นหนี้และมีงานทำ.. ■

นรกใต้-รายได้นักรบ (4)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยังร่ายยาวกันต่อไป..มหากาพย์แห่งวิกฤติการณ์..การต่อสู้ระหว่างแสนยานุภาพกับจิตใจ..ที่ไร้วันจบสิ้นมาลองดูกันใหม่..ถ้ายอมรับรายจ่ายในงบประมาณแผ่นดิน ว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในแต่ละวันในแต่ละปีนั้น..เป็นค่าใช้จ่ายในสงคราม..และธงชาติคลุมศพนั้น..ยืนยันว่ามันคือสงครามปัตตานี 12 อำเภอ นราธิวาส 13 อำเภอและยะลา 8 อำเภอ..ใน 33 อำเภอของ 3 จังหวัดนั้น..มี 1 กองพันของทหารไทยเข้าไปคุ้มครองให้ความปลอดภัยกับประชาชน..อำเภอละ 1 กองพัน..ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับผู้บังคับกองพันในการทำสงครามและเข้าถึงมวลชน33 กองพันกับกองกำลังทหารอาสาสมัครของเขา..จะทำให้ประชาชนในอำเภอนั้นอบอุ่นขึ้นมาได้หรือไม่..จะทำให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยขึ้นมาได้หรือไม่..

เมื่อแต่ละอำเภอได้รับการดูแล..เครือข่ายของผู้ไม่ประสงค์ดีจะเผยแพร่อิทธิพลได้หรือไม่..โยงใยที่แยบยลจะถูกจำกัดลงหรือไม่..ทหารอาสาสมัครที่รับเข้ามาจากลูกหลานชาวบ้าน..จะนำความอบอุ่นจากกองทัพกลับไปสู่บ้านเขาได้หรือไม่..ที่ต้องถามวันนี้..เราใช้กองทัพใหญ่เกินไปหรือไม่ในสงครามที่ต้องใช้หัวใจและการเข้าถึงเป็นอาวุธ..และจะดีกว่าหรือไม่..ถ้าเราจะทำให้กองทัพนั้นเล็กลง แต่เพิ่มความรับผิดชอบให้มากขึ้นทหารหนุ่มที่ผ่านการคัดเลือกเข้าไปทำหน้าที่มีอนาคตที่จะต้องรักษา..มีอุดมการณ์ที่ยังไม่แกะกล่อง..จะยุติเหตุร้ายในพื้นที่ได้อย่างไร..1 ใน33 ของผู้โดดเด่นในการบังคับบัญชา..จะเป็นยอดทหารของกองทัพในอนาคตข้างหน้าทั้งบู๊ทั้งบุ๋นประเทศมีทหารหนุ่มมากมายที่กระหายจะแสดงฝีมือ..แต่เรากลับใช้ทหารชราเข้าไปรบในสงครามที่ยืดเยื้อและเรื้อรังกองทัพใช้กำลังพลที่แก่เกินไปในการทำหน้าที่บังคับบัญชา และใช้กำลังพลที่อ่อนเกินไปในสงครามที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญคนที่เหลืออีก 2 ปี จะเกษียณอายุราชการกับคนที่ถูกเกณฑ์มาเป็นพลทหารแค่ปี..นั่นใช่หรือไม่..กองทัพไทยในสงครามใต้หมดไปแล้ว 100,000 ล้าน..สงครามมีแต่ใหญ่ขึ้น..เราจะใช้ 1 ล้านล้าน เพื่ออะไร..สงครามเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์..และทั้งศาสตร์และศิลป์มันเปลี่ยนแปลงไปทุกวี่ทุกวัน..เราจะเอาชนะสงครามในยุค 3 จี..ได้อย่างไร..จากการศึกษาการรบในใบข่อย..ที่ถอยหลังไปหลายร้อยปี..ในตำราที่นโปเลียนและฮันนิบาลยังมีชีวิตอยู่ ■

อู่ฟู่จนน่าอิจฉา

ที่มา บางกอกทูเดย์

“เงินตรา บารมี” ที่มีในกำมือ “นายใหม่” เวลานี้ต้องบอกว่า “เหลือเฟือ” แซง “นายใหญ่” ไปหลายขุม!!!“เส้นสาย บารมี” เวลานี้ “เหนือไม่เป็นรองใคร” ดูจากการ “วางขุนพล” สกัดจุดนายใหญ่ เหมือนเอา “ยันต์แดง”แปะ “หน้าผากผีดิบ”แถมจัดระเบียบหมอผีไว้ทุกพื้นที่ เริ่มกันตั้งแต่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ปลัด อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด เรียกว่าโยกย้ายกันล็อตใหญ่โดยเฉพาะพื้นที่อีสาน...พื้นที่ชี้วัด “ความเป็นความตาย”ของศักดิ์ศรีแถมช่วงนี้ นายใหญ่ นายใหม่ยังอู่ฟู่!!! สูสียังกับ “ไพ่ป๊อกกับไพ่ตอง” มหาศาลล้านแปดอยู่ใน “กำมือ” นายใหม่ทั้งหมดที่เห็นเล็ดลอดออกมาก็เพราะว่ามันล้นจน “กำ” ไม่มิด“อู่ฟู่” จนกำ “ไม่มิด” มีอะไร-เท่าไหร่ ไปดูกัน...เมกะโปรเจกต์เพื่อชาติ เพื่อความภูมิใจของไทย อาทิ ครม.อนุมัติแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ช่วงปีงบประมาณ2553-2555 วงเงินลงทุนรวม 1,431,330 ล้านบาท เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม“กระทรวงคมนาคม” เป็นประธานกุมเม็ดเงินลงทุนระยะที่2 นี้ไว้ในมือมากที่สุด ได้รับการจัดสรรถึงร้อยละ 40 ของงบฯลงทุนโดยรวม คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 570,000 ล้านบาทมหาโปรเจกต์ตั้งแท่นรอดำเนินการ อาทิ ระบบรถไฟฟ้าเป็นการก่อสร้างโครงการ รถไฟฟ้าระยะแรกจำนวน 5 สายทาง 6 ช่วง ระยะทาง 118 กิโลเมตร วงเงินลงทุนรวม 3 ปี162,060 ล้านบาท

แยกเป็นโครงการระบบรถไฟฟ้า 4 สายทาง 77 โครงการได้แก่สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ 38,765 ล้านบาทสายสีเขียวอ่อน ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ18,514 ล้านบาทสายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ 24,184 ล้านบาทสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และช่วงหัวลำโพง-บางแค 30,891 ล้านบาทและโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ระยะทาง 41กิโลเมตร ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน 6,713 ล้านบาท และช่วงบางซื่อ-รังสิต 42,993 ล้านบาทด้านขนส่งทางรางของการรถไฟฯ เงินลงทุนรวม 17,636ล้านบาท แยกเป็นจัดหารถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า 308 คัน 770ล้านบาท จัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าพร้อมอะไหล่ จำนวน 7 คัน1,050 ล้านบาท จัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้า จำนวน 7 คัน 833ล้านบาท ปรับปรุงทางระยะที่ 5 ช่วงแก่งคอย-แก่งเสือเต้นสุระนารายณ์-บัวใหญ่ชุมทางถนนจิระ-บัวใหญ่ ระยะทาง 308 กิโลเมตร 6,809ล้านบาท ปรับปรุงทางระยะที่ 6 ช่วงชุมทางบัวใหญ่-หนองคายระยะทาง 278 กิโลเมตร 5,423 ล้านบาท จัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าพร้อมอะไหล่ 13 คัน 1,950 ล้านบาท ปรับปรุงทางรถไฟที่ไม่ปลอดภัยต่อการเดินรถ 800 ล้านบาทด้านขนส่งทางถนนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท วงเงินรวม 3 ปี 154,560 ล้านบาท มีโครงการแก้ไขปัญหาจราจรพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และเมืองหลักมีแยก ทล.บางปู-คลองกระบือ ตอน 2 ส่วนที่1 และ 2 และต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 9 วงเงิน 2,820 ล้านบาท ทางสนับสนุนการขนส่งแบบต่อเนื่อง 670

ล้านบาท ขยาย 4 เลน 11,579 ล้านบาทเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง 7,200ล้านบาทสารพัดก่อสร้าง บูรณะ ปรับปรุงสะพานทั่วประเทศ 1,700 ล้านบาท บูรณะทางสายหลัก12,000 ล้านบาท รวมถึงทางหลวงเชื่อมระหว่างประเทศ สายชุมพร-กระบุรี ตอน 1 เชิงเขาตะนาวศรี-กอกะเร็ง 872 ล้านบาทปรับปรุงทางหลวงเพื่อการท่องเที่ยวตัดผ่านชุมชนปรับปรุงลาดยาง 9,100 ล้านบาท บำรุงรักษาทาง 51,631 ล้านบาทงานอำนวยความปลอดภัย เช่น ติดตั้งไฟฟ้า ไฟสัญญาณจราจรตีเส้น เครื่องหมายจราจร 12,870 ล้านบาทโครงการถนนปลอดฝุ่น 34,340 ล้านบาท สะพานนนทบุรี1 วงเงิน 3,796 ล้านบาท ถนนสายแยก ทล. 314-อ.ลาดกระบัง 3,536 ล้านบาท ถนนต่อเชื่อมราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) 2,450 ล้านบาททางราบ!!! ราบเป็นหน้ากลอง เปลี่ยนเส้นทาง “บินขึ้นฟ้า” มาที่การขนส่งทางอากาศ เงินลงทุน 1,638 ล้านบาทปรับปรุงท่าอากาศยานในภูมิภาค 4 แห่งที่ ปาย หัวหิน กระบี่และนราธิวาส 662 ล้านบาท ปรับปรุงท่าอากาศยานอู่ตะเภาวงเงิน 976 ล้านบาทสำหรับโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการขั้นตอนต่างๆ แต่สามารถดำเนินการในปี 2553-2554 วงเงินลงทุนรวม 3 ปี164,286 ล้านบาท และในปี 2554 วงเงินลงทุนรวม 3 ปี71,344 ล้านบาทนอกจากนี้ ยังมีโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีวงเงินกว่า 60,000ล้านบาท ที่อยู่ในช่วง “ต่อรอง” ยังไม่นับรวมโครงการ บิ๊กเซอร์ไพรส์ ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อชาติ เพื่อความภูมิใจของไทยอีกเพียบ!!! ■

หนุ่มพันธมิตรฯ จิกหัวสาวเสื้อแดง ได้รางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมแห่งปี

ที่มา ประชาไท

แม้จะเคยบรรยายภาพพลาด แต่ภาพอดีตการ์ดพันธมิตรฯ จิกหัวสาวเสื้อแดงช่วงปราบปรามวันสงกรานต์จากไทยรัฐ ก็ได้รางวัลภาพยอดเยี่ยมแห่งปีจากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย นายกสมาคมเผยได้รางวัลเพราะภาพได้อารมณ์ไม่ต้องบรรยาย กรรมการเทคะแนนเอกฉันท์ ด้าน มาร์คเตรียมเป็นประธานงานมอบรางวัล 18 มิ.ย.

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2552 หน้าหนึ่ง คำบรรยายภาพเขียนว่า ภาพยอดเยี่ยม นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ ชี้ให้ดูภาพข่าวชื่อ ทนไม่ไหว ฝีมือถ่ายของนายประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม นสพ.ไทยรัฐ ที่ได้รับรางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยมแห่งปี

ภาพหนุ่มเสื้อเหลืองจิกหัวสาวเสื้อแดงลากพื้นได้รางวัลภาพยอดเยี่ยมแห่งปี

ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 14 มิ.ย. และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. พาดหัวข่าว ไทยรัฐคว้า ภาพยอดเยี่ยม โดยมีเนื้อหาเป็นการรายงานข่าวสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ประกาศผลการตัดสินรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยม ครั้งที่ 13 ประจำปี 2551-2552 ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว เมื่อ 14 มิ.ย.

โดยปีนี้มีผู้ส่งภาพเข้าประกวด 600 ภาพ และภาพข่าวทีวี 46 เรื่อง แบ่งออกเป็น 35 รางวัล รวมมูลค่าประมาณ 7 แสนบาท ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า ภาพข่าวยอดเยี่ยมในปีนี้ได้แก่ภาพชื่อ 'ทนไม่ไหว' เป็นภาพเหตุการณ์วันที่ 13 เม.ย. เป็นภาพผู้หญิงเสื้อแดงชื่อ น.ส.มินตรา โสรส ถูกนายกวีไกร โชคพัฒนาเกษมสุข อดีตการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตรงเข้าไปดึงผมจนล้ม หลังบุกเข้ามาด่าทหารที่เข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณถนนราชปรารภ ฝีมือลั่นชัตเตอร์โดยนายประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม น.ส.พ.ไทยรัฐ ได้รับถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท

ส่วนรางวัลภาพข่าวโทรทัศน์ยอดเยี่ยม ในปีนี้ตกเป็นของภาพข่าว 'ฮีโร่ผดุง' จากโมเดิร์นไนน์ทีวี ได้รับรางวัล 5 หมื่นบาท ภาพข่าวโทรทัศน์ชนะเลิศ ได้แก่ภาพ 'นาทีวิกฤติ-นายกรัฐมนตรี' ของทีมข่าวทีวีสีช่อง 7 ได้ถ้วยเพชรใหญ่และเงินรางวัล 3 หมื่นบาท รางวัลโทรทัศน์สารคดีเชิงข่าวชนะเลิศตกเป็นของภาพชื่อ 'สำรวจพื้นที่ป่าสวนผึ้ง' ของทีมข่าวสามมิติ ทีวีสีช่อง 3 รางวัลภาพข่าวพระราชกรณียกิจชนะเลิศ ได้แก่ภาพชื่อ 'ทรงสาธิตหว่านต้นกล้า' น.ส.พ.เดลินิวส์ รางวัลภาพข่าวการเมืองสังคมทั่วไปชนะเลิศ ได้แก่ภาพ 'ช่างภาพอินเตอร์' น.ส.พ.ข่าวสด รางวัลภาพข่าวกีฬาชนะเลิศได้แก่ภาพ 'ท่าสวย' ของ น.ส.พ.สยามกีฬารายวัน ส่วนรางวัลภาพข่าวเศรศฐกิจชนะเลิศเป็นของภาพ 'โอกาสในวิกฤติ' น.ส.พ.โพสต์ทูเดย์

สำหรับ 'ไทยรัฐ' นอกจากได้รางวัลภาพข่าวยอดเยี่ยม ยังสามารถคว้ารางวัลอื่นๆ รวม 4 รางวัล 2 ชมเชย ได้แก่ ภาพข่าวต่อเนื่องชนะเลิศ ชื่อภาพ 'ม็อบเดือด' ถ่ายโดยนายสรวิทย์ จำนงค์ฤทธิ์ ได้ถ้วยเพชรใหญ่พร้อมเงินรางวัล 5 หมื่นบาท ภาพข่าวอาชญากรรมชนะเลิศ ได้แก่ภาพ 'เหยื่อระเบิด' ถ่ายโดยนายจิตติศักดิ์ ตรีเดชี ได้ถ้วยเพชรเล็กพร้อมเงินรางวัล 3 หมื่นบาท และภาพ 'เหยื่อระเบิด' ยังสามารถคว้ารางวัลภาพข่าวต่อเนื่อง รองชนะเลิศอีก 1 รางวัล ได้ถ้วยเพชรเล็กพร้อมเงินรางวัล 1.5 หมื่นบาท ส่วนภาพ 'นาทีระทึก' ของนายพิสันต์ ใจการุณ ได้ภาพข่าวอาชญากรรมชมเชย และภาพ 'ไม่ครบยก' ถ่ายโดยนายชาติชาย จันทรวัติ ได้ภาพกีฬาชมเชย ได้ถ้วยเพชรเล็กและเงินรางวัล 5 พันบาท

นายกฯ สมาคมเผยได้รางวัลเพราะภาพได้อารมณ์ไม่ต้องบรรยาย มาร์คเตรียมมอบรางวัล

นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการให้รางวัลด้วยความยุติธรรมโปร่งใสทุกขั้นตอน ภาพ 'ทนไม่ไหว' ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ เพราะกรรมการเห็นว่ามีความโดดเด่นและองค์ประกอบของภาพครบจากเหตุการณ์ความชุลมุนวุ่นวาย ในภาพจะเห็นว่ามีช่างภาพยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ยืนในจุดที่ต่างจากคนอื่น จึงลั่นชัดเตอร์ได้เพียงคนเดียว ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย กรรมการทุกคนเห็นแล้วต่างลงคะแนนให้ชนะเป็นเอกฉันท์

สำหรับงานมอบรางวัลจะมีขึ้นวันที่ 18 มิ.ย. ที่ รร.โซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานและจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี เวลา 16.30-18.30 น.

สำหรับสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ที่มีนายวิชัย วลาพล เป็นนายกสมาคมนั้น ถือเป็นสมาคมดังกล่าวเป็นองค์กรสมาชิกของสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วย 10 สมาคมวิชาชีพสื่อสารมวลชน โดย น.ส.นาตยา เชษฐโชติรส นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีตำแหน่งเป็น ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ส่วนนายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย มีตำแหน่งเป็นรองประธานสมาพันธ์ด้วย

ภาพ ทนไม่ไหว โดยนายประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวอาชญากรรมหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 14 เมษายน 2552 หน้าหนึ่ง คำบรรยายภาพเขียนว่า "ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงจะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง"

ภาพที่รวบรวมโดยคุณ mcu51 ในกระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน ทำให้พบว่าเหตุการณ์จิกหัวหญิงเสื้อแดงเมื่อ 13 เม.ย. ไม่ได้เกิดที่ย่านดินแดง แต่เกิดที่ถนนราชปรารภ ใกล้กับย่านประตูน้ำ (ที่มา: รวบรวมโดย คุณ mcu51 กระข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน, 16 เม.ย. 2552)

ภาพนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ขณะถกเถียงกับ น.ส.มินตรา โสรส เมื่อ 13 เม.ย. 52 ที่ถนนราชปรารภ (ภาพบน คนซ้ายมือสวมเสื้อเขียว) เทียบกับภาพใน Hi5 ของนายกวีไกร ขณะชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในสนามบินสุวรรณภูมิ (ล่าง)

เผยภาพรางวัลยอดเยี่ยมไทยรัฐ เคยบรรยายภาพพลาด

สำหรับภาพข่าว ทนไม่ไหว ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ได้รับรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยมประจำปี 2551-2555 นั้น เป็นภาพที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง ในฉบับวันที่ 14 เมษายน 2552 ซึ่งประชาไทเคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ว่ามีการรายงานคำบรรยายภาพใต้ภาพผิดพลาด โดยในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับดังกล่าวเขียนว่า

"ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงจะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง"

โดยหลังจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ภาพและคำบรรยายภาพดังกล่าว ต่อมาเมื่้อ 16 เม.ย. ทั้งใน ระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน ลำดับที่ P7756828 และเว็บบอร์ดประชาไท ลำดับที่ 796863 ฯลฯ ได้มีผู้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และพบว่าเหตุการณ์ที่มีชายชุดเขียวจิกศีรษะผู้หญิงเสื้อแดงนั้น เกิดขึ้นที่ ถ.ราชปรารภ ย่านถนนราชปรารภ 12 ซึ่งอยู่ห่างจากย่านแฟลตดินแดงเป็นระยะทางไกลมาก

โดยในวันดังกล่าว ไม่เพียงแต่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจะรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ชาวแฟลตดินแดงออกมาทำร้ายสตรีเสื้อแดงเพราะไม่พอใจที่มีการนำรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงแล้ว สื่อมวลชนหลายสำนักยังรายงานคาดเคลื่อนเช่นกัน รวมถึงรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ดำเนินรายการและประกาศข่าวโดย นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และ น.ส.กฤติกา ศักดิ์มณี ซึ่งออกอากาศเมื่อเช้าวันที่ 14 เม.ย. 52 ด้วย

นอกจากนี้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยังมีการสืบค้นและพบว่าชายชุดเขียวที่จิกศีรษะ น.ส.มินตรา ดังกล่าว คือนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อายุ 30 ปี เคยเป็นการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา น.ส.อัญชะลี ไพรีรักษ์ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ ASTV ยังได้สัมภาษณ์นายกวีไกรทางโทรศัพท์ถึงสาเหตุที่นายกวีไกรกระทำการดังกล่าวในเหตุการณ์เมื่อ 13 เม.ย. ที่ผ่านมาด้วย

มติชนออนไลน์ ยังได้เผยแพร่บันทึกของนายกวีไกร ที่ประกาศไว้ใน Hi5 ของเขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "ผมไม่สงสารตัวเองกับคนที่มาด่าประณามผมเพราะผมควรที่จะได้รับ ... แต่ยอมรับว่าผมไม่รู้สึกที่จะขอโทษผู้หญิงคนนั้นหรือสงสาร" และนายกวีไกรเคยสอบถามไปยัง สน.พญาไท ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุว่า น.ส.มินตรา ไปแจ้งความหรือไม่ โดยเขาประกาศว่าหากมีการไปแจ้งความเมื่อไหร่เขาจะไปมอบตัวทันที