WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 17, 2009

8 แสนล้าน คนไทยได้อะไร?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำไม?? ความอุดมสมบูรณ์ ของประเทศไทย ทั้งเรื่องอาหารวัฒนธรรม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ได้ช่วยอะไรอย่างนั้นหรือปัญหาที่เกิดขึ้น...เป็นเพราะการขาดการ “บริหารจัดการ” ที่ดีหรือไม่??เพราะไม่มีประเทศไหนที่เขากู้แบบ “วินาศสันตะโร”แบบนี้...เมื่อเทียบกับการเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา”ที่ยังต้องพึ่งพากิจกรรมทางด้าน “การเกษตร”รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา...มุ่งแต่จะทำให้ผืนดินแห่งนี้เป็น“ประเทศอุตสาหกรรม” ผลิตรถยนต์...ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทุกประเภทพยายาม “เอื้อมมือ” ไขว่คว้าในสิ่งที่ตนไม่มี เพื่อให้ตัวเองมี...โดยลืมนึกถึง “สิ่งมีค่า” ซึ่งมีอยู่ทุกหนแห่งบนผืนแผ่นดินไทยแล้วเมื่อไหร่ “ประเทศไทย” จะสามารถยืนบนขาตัวเองได้!ไม่ใช่ “บางกอกทูเดย์” พูดถึงการกู้เงินว่าเป็นเรื่องไม่ดี...ไม่มีเงินก็จะไม่ให้กู้ แต่เมื่อกู้แล้วนำเงินตรงนั้นมาทำอะไร...เป็นสิ่งที่ต้องแจง “คนเป็นหนี้ตัวจริง” ซึ่งก็คือประชาชนให้รับทราบใครเป็นคนใช้เงินกู้...วิธีการใช้คืนเงินกู้ จะเอาตรงไหนไปใช้คืนคืนเมื่อไหร่...คืนอย่างไร ที่สำคัญ สมมติว่าไม่มีเงินใช้หนี้“รัฐบาล” จะใช้วิธีการและมาตรการอย่างไรที่สำคัญ นี่คือการสร้างภาระหนี้ให้ประชาชน สร้างภาระหนี้ให้ประเทศชาติ และสร้างภาระหนี้ให้กับรัฐบาลชุดต่อๆ ไปใช่หรือไม่?หรือว่านายกฯ อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาล จะ ประกาศสัญญาประชาคม เอาไว้ให้ชัดเจนว่าหนี้ 800,000 ล้านบาทในครั้งนี้ จะใช้ให้จบสิ้นให้ได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ จะไม่มีการโยนบาป โยนเผือกร้อนไปให้รัฐบาลต่อไปเป็นอันขาดถ้ากล้าประกาศการันตีเยี่ยงนี้ ประชาชนคนไทยปรบมือเฮ

ให้แน่ ขอให้ทำได้จริงแต่ในเมื่อวันนี้ทุกอย่างยังเป็นวิมานสวยหรูในอากาศวาดความหวังให้กับคนทั้งประเทศว่า เมื่อกู้เงินมาแล้วจะมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นจึงไม่แปลกที่จะมีคำถามว่า จริงหรือ???ดังนั้น ทุกคำถามจึงเป็นเรื่องที่ “รัฐบาล” ต้องตอบให้กระจ่างชัด...ไม่มีออกอาการอ้ำๆ อึ้งๆไม่ใช่ถามไถ่ไปจนปากจะฉีกถึงรูหู...ก็เงียบหาย “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากรัฐมนตรีที่ท่านเรียก”การกู้เงินไม่ใช่เรื่อง “เลวร้าย” ถ้ามีเหตุผลในการกู้...แต่หากคิดอยู่เพียงว่าจะต้องกู้ “เพื่อสร้างงาน” สิ่งนี้มันจะ“ยั่งยืน” ถึงขนาดทำให้ประเทศชาติ “ฟื้นคืนชีพ” จากหลุม...เป็นเรื่องที่ “เป็นไปได้” เพียงใดเพราะเงินที่กู้ยืมมา...เวลาจ่ายคืน คือ เงินจากกระเป๋าของประชาชนอาแป๊ะขายเต้าฮวยก็ต้องจ่าย...เจ๊หมวยร้านตัดเสื้อก็ต้องจ่าย...แม้แต่ตัว นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี ทุกคนที่เป็นคนไทยก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเพียงแต่ “โอกาส” ในการหารายได้ของบุคคลเหล่านี้มีไม่เท่าเทียมกัน...ซึ่งคนระดับท่านนายกฯ รวมถึงรัฐมนตรีที่มีรายได้เป็นหลักแสนหลักล้าน จ่ายได้ไม่สะเทือนน่ะมีน้อยในสังคมแต่คนอย่าง “อาแป๊ะ” กับ “เจ๊หมวย” ที่มีรายได้พอเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว กลับมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองแต่สุดท้าย...ต้องควักเงิน “จ่ายเท่ากัน” เพราะว่าเป็นหนี้ต่อหัวเท่ากัน!ไม่ได้สบายเฉกเช่นตามที่ “สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล”ส.ส.เพื่อไทย พูดถึงเรื่อง “ผลพลอยได้” หรือ By Productที่ว่า...การกู้เงิน ก็มี “เงินปากถุง” เนียนๆ แล้ววันนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีคิดออกหรือยังว่าต้องทำอย่างไร...แสดงความ “จริงใจ” พูดออกมาให้ประชาชน

ได้รับรู้ชนิดไม่ติดภาพสวยหรู ชูหลักการเช่นที่ผ่านมาเอาแบบเนื้อๆ ไม่เอาน้ำๆถ้าหากบอกว่า “กู้เงิน” มาแล้วก็ใช้...แต่ไม่ได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการกู้ “เงินมโหฬาร” ก้อนนี้มาใช้เลยหากนี่เรียกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ...แบบนี้ใครๆ คงเป็น“นายกรัฐมนตรี” ขึ้นมาบริหารประเทศแทนท่านได้สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นหลังการ “กู้เงิน” มาแล้ว...คือนโยบายการบริหารจัดการ คัดกลั่นนโยบายเด็ดๆ ที่สามารถดึงนักลงทุนได้อย่าง “เป็นกอบเป็นกำ”เอาให้ชัดๆ ซัดกันไปเลยว่า...รัฐบาลมีความสามารถที่จะ “ฟื้นคืน” เศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติได้ปลุกมันขึ้นมา...ทั้งกระแสเกี่ยวกับการท่องเที่ยว การลดต้นทุนในการบริหารจัดการส่วนต่างๆ การสร้างประสิทธิภาพในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจและสุดท้าย คือ “การกล้าตัดสินใจ” ในฐานะผู้นำประชาชนคนหนึ่งได้ “ตั้งคำถาม” ขึ้นมาว่า...หากท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ มีโอกาสได้เข้าไปบริหารงานในองค์กรใหญ่ๆจะเป็น องค์กรเอกชน หรือ องค์กรรัฐวิสาหกิจ ขนาดใหญ่ที่ไหนก็ตามแต่...ถามว่า...บริษัทที่ประสบกับปัญหาภาวะการเงินเหล่านั้นจะกล้าจ้าง “คุณอภิสิทธิ์” ไปบริหารงานหรือไม่สิ่งที่บริษัทเหล่านั้นพึงมอง คือ เรื่องประสบการณ์ เรื่องแนวคิดที่ท้าทาย รวมถึงผลงานที่เคยทำมา...ประชาชนท่านนี้จึงตั้งคำถามต่อไปว่า...แล้วนี่กับ “ประเทศไทย”ซึ่งบริหารยากกว่าองค์กรทั่วไปมากมาย ในช่วงที่ต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง จากทั่วโลกถ้ายังมัวแต่ “ห่วงหน้าพะวงหลัง” โทษแต่ปัญหาว่าเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจ้าง ผู้บริหารแพงๆ...ใครๆ ก็สามารถบริหารงานได้แบบนี้แล้วคนไทยจะได้อะไร? ■

วิทยุชุมชน 1.2 พันราย แห่ตีทะเบียนวันแรก

ที่มา ประชาไท

วิทยุชุมชนแห่ขึ้นทะเบียนวันแรก 1,200 ราย “พ.อ.นที” ชี้กลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ทั้งกลุ่มการเมืองและสมาคมต่างๆ ยังขัดขวาง เพราะเกรงเสียประโยชน์ แจงเตรียมเดินสายต่อเชียงใหม่-ขอนแก่น-สงขลา อีก 3 ครั้ง คาด 95% ยอมจด

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. คณะทำงานด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้จัดประชุมชี้แจงร่างประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบการกิจการวิทยุชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) และชี้แจงขั้นตอนการเตรียมการเพื่อลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ประกอบกิจการวิทยุชุมชน ขึ้นที่ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคาร 9 ศูนย์การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างเวลา 09.30-17.00 น

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านกิจการวิทยุกระจายเสียงชุมชน ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยภายหลังการจัดประชุมชี้แจงว่า ยอดผู้มาขึ้นทะเบียนวิทยุชุมชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในวันแรก มี 1,200 ราย ตามเป้าที่ตั้งไว้

สำหรับการเปิดขึ้นทะเบียนครั้งนี้ มีทั้งกลุ่มวิทยุชุมชนจริงๆ และกลุ่มวิทยุธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เปิดให้ผู้ประกอบการทุกประเภทเข้ามาขึ้นทะเบียนได้ และใช้ใบอนุญาตชั่วคราวในการทดลองออกอากาศเป็นระยะเวลา 300 วัน หลังจากนั้นการให้ใบอนุญาตถาวรและแบ่งประเภทการประกอบกิจการอย่างชัดเจน จะต้องรอคณะกรรมการกิจการสื่อสารแห่งชาติ (กสทช.)

“การขึ้นทะเบียนครั้งนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีจุดลงทะเบียนถึง 50 จุด ใช้เวลารายละ 2 ชั่วโมงจึงขึ้นทะเบียนเสร็จ แต่มีบางกลุ่มที่เสีย ผลประโยชน์ ทั้งกลุ่มการเมืองและสมาคมต่างๆ ที่ยังคอยขัดขวางไม่ให้มีการขึ้นทะเบียน เพราะเกรงว่าจะเสียประโยชน์” พ.อ.นที กล่าว

คณะกรรมการฯ จะดำเนินการขึ้นทะเบียนวิทยุชุมชนอีก 3 ครั้ง ในต่างจังหวัด คาดว่าจะมีผู้ขึ้นทะเบียน 95% ของวิทยุชุมชนทั้งหมด 4,000-5,000 สถานี หากไม่ดำเนินการ ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันที่กฎหมายประกาศใช้จะถือว่ามีความผิด

ทั้งนี้ การจัดประชุมชี้แจงร่างประกาศดังกล่าวและตั้งโต๊ะลงทะเบียนครั้งต่อไปจะจัดในวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ที่ จ.เชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ที่ จ.ขอนแก่น และวันที่ 2 กรกฎาคม 2552 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ผู้สนใจลงทะเบียนภายในงาน เตรียมเอกสารดังนี้ 1.สำเนาบัตรประชาชน 2.สำเนาทะเบียนบ้าน 3.สำเนาหนังสือจัดตั้งนิติบุคคล/กลุ่มคน 4.หนังสือมอบอำนาจและสำเนาบัตรประชาชน (กรณีผู้แทนนิติบุคคล/กลุ่มบุคคล) 5.รูปถ่ายหน้าตรงไม่ใส่หมวก ไม่สวมแว่นขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป และ 6.แผนที่ตั้งสถานีและรูปถ่ายสถานี

ที่มา: เรียบเรียงจากเดลินิวส์ โพสต์ทูเดย์

ความหมายทางยุทธศาสตร์ของ “สงกรานต์เลือด” ตอนที่ 1

ที่มา ประชาไท

อำนาจใดที่ปกครองประชาชนด้วยกำลังรุนแรงอันเปล่าเปลือยแต่ด้านเดียว โดยปราศจากการครอบงำทางจิตวิญญาณและอุดมการณ์แล้ว อำนาจนั้นก็ไม่อาจอยู่ได้นาน

17 มิถุนายน 2552

การต่อสู้ “สงกรานต์เลือด” ระหว่างเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกับขบวนการประชาธิปไตยเสื้อแดงได้สิ้นสุดลงด้วยการสะดุดชั่วคราวของฝ่ายประชาธิปไตย แม้จะประสบความเสียหายในระดับหนึ่ง และเฉพาะหน้านี้ ก็ตกอยู่ในสถานะเป็นฝ่ายรับทางยุทธวิธี แต่ในทางยุทธศาสตร์ ขบวนประชาธิปไตยยังคงมีความเข้มแข็ง และอยู่ในกระบวนการปรับตัว สรุปบทเรียน ยกระดับมวลชนและการจัดตั้ง เพื่อเตรียมพร้อมรับการเคลื่อนไหวใหญ่ที่จะมาถึงอีกครั้งในอนาคต

1. สดุดีมวลชนคนเสื้อแดง

การเคลื่อนไหวประชาธิปไตยครั้งใหญ่ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมถึงการนองเลือด 13-14 เมษายน 2552 เป็นการเคลื่อนไหวของมวลชนประชาธิปไตย ที่เข้าปะทะกับฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก แม้ว่ามวลชนคนเสื้อแดงจะยังอ่อนเล็ก ไร้ซึ่งกำลังอาวุธใด ๆ แต่พวกเขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนเด็ดเดี่ยว ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างยืดเยื้อ ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวความยากลำบาก ท่ามกลางการโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือน และเหยียดหยามจากสื่อสารมวลชนกระแสหลักทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ที่รับใช้อำมาตยาธิปไตย

เมื่อรัฐบาลประชาธิปัตย์ประกาศภาวะฉุกเฉินขั้นร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพในวันที่ 12 เมษายน เอื้ออำนวยให้อำมาตยาธิปไตยที่คุมอำนาจรัฐที่แท้จริงสามารถเคลื่อนกำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม เข้าปราบปรามด้วยกำลังรุนแรงต่อประชาชนคนเสื้อแดงที่มีแต่สองมือเปล่า มวลชนคนเสื้อแดงก็ยืนหยัดต่อสู้ต่อต้านเพื่อป้องกันตนเอง สู้ไปพลาง ถอยไปพลาง บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก กระทั่งในวันที่ 14 เมษายน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล แม้ว่าพวกเขารู้ชัดถึงภยันตรายร้ายแรงที่ล้อมกรอบเข้ามาจากทุกด้าน แต่พวกเขาก็ยังคงยืนหยัดชุมนุมต่อไปจนถึงนาทีสุดท้าย เตรียมใจพร้อมที่จะเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อประชาธิปไตยอย่างถึงที่สุด ณ ที่ตรงนั้น ...

“สงกรานต์เลือด” 8-14 เมษายน จึงเป็นการต่อสู้ในสนามรบจริงเป็นครั้งแรกของประชาชนคนเสื้อแดง ไม่ว่าพวกเขาจะยังอ่อนหัดและผิดพลาดทั้งทางยุทธศาสตร์ ยุทธการและยุทธวิธีสักเพียงใด ทั้งประสบความสูญเสียในระดับหนึ่ง แต่พวกเขาก็ได้แสดงให้พวกอำมาตยาธิปไตยได้เห็นประจักษ์แล้วว่า มวลชนคนเสื้อแดงนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยวีรภาพของวีรชนประชาธิปไตย ที่ไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวยากลำบาก ไม่กลัวตาย

กรณี “สงกรานต์เลือด” จึงเป็นการลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่เพื่อช่วงชิงประชาธิปไตยที่มีลักษณะมวลชนอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป็นการช่วงชิงประชาธิปไตยของชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพ โดยมีชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทเป็นทัพหลวงอย่างแท้จริง!

ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ มิได้ตายเปล่า!

2. สดุดีแกนนำคนเสื้อแดง

ทั้งก่อนและหลังกรณี “สงกรานต์เลือด” ถึงปัจจุบัน แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์แกนนำกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม “ความจริงวันนี้” ในหลายประเด็นถึงปัญหาการนำขบวนในทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธี คำขวัญ รวมทั้งประเด็นรูปธรรมของการต่อสู้ในแต่ละขั้นตอน แต่แกนนำกรุงเทพฯก็ได้พิสูจน์ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วว่า พวกเขารักใคร่ ห่วงใยในสวัสดิภาพของมวลชนที่มาร่วมชุมนุมเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง

สิ่งที่แกนนำเผชิญอยู่ในขณะนั้นคือ การใช้กำลังรุนแรงของอำมาตยาธิปไตยเข้าปราบปรามประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันที่ 14 เมษายน เมื่อกองกำลังทหาร ประสานร่วมมือกับกลุ่มอันธพาลติดอาวุธ “เสื้อสีน้ำเงิน” ที่จัดตั้งโดยนักการเมืองทรยศ เข้าปิดล้อมมวลชนเสื้อแดงในบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล จนเป็นที่ชัดเจนว่า ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยกำลังวางแผนลงมือฆ่าหมู่ประชาชนอย่างนองเลือด ดังที่พวกเขาได้กระทำมาแล้วกับนิสิตนักศึกษาและประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แต่ในครั้งนี้ กระทำด้วยกำลังทหารและกลุ่มอันธพาล “เสื้อสีน้ำเงิน” ติดอาวุธจำนวนมาก ซึ่งด้วยปริมาณมวลชนหน้าทำเนียบรัฐบาลที่มากมายยิ่งกว่า การสังหารหมู่ 14 เมษายน 2552 จะนองเลือดยิ่งกว่า 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนี้เพื่อสร้างความตกใจและหวาดกลัวอย่างที่สุดในหมู่ประชาชน ให้พวกเขาจำยอมจำนน ยุติการต่อสู้อย่างสิ้นเชิง และก้มหน้าเป็นผู้ถูกปกครองที่ว่านอนสอนง่ายต่อไป

เบื้องหน้าสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ แกนนำกรุงเทพฯได้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดและกล้าหาญยิ่งด้วยการยุติการชุมนุม ให้มวลชนที่ยังมีจำนวนราวหมื่นคน สามารถเดินทางออกมาได้อย่างปลอดภัย สงวนไว้ซึ่งชีวิตและเลือดเนื้ออันมีค่าของพี่น้องมวลชนคนเสื้อแดง ยอมถอยไป รักษาชีวิตไว้ แล้วกลับมาสู้ใหม่เมื่อเวลานั้นมาถึง

การตัดสินใจดังกล่าวเป็นสิ่งถูกต้องและเป็นการเสียสละอย่างสูงของแกนนำคนเสื้อแดง ที่สมควรจะได้รับการสดุดีจากผู้รักประชาธิปไตยทั้งปวง แกนนำได้พิสูจน์ตนเองอีกครั้งหนึ่งว่า พวกเขาห่วงใยในสวัสดิภาพของพี่น้องมวลชนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และจะไม่ใช้ชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนไปแลกกับจุดประสงค์และความปลอดภัยของตนเอง

3. การยุทธ์ “สงกรานต์เลือด” ของขบวนการประชาธิปไตย

ได้มีข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสมของยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” ตลอดจนผลลัพธ์ “เสื้อแดงแพ้แล้ว?”

ข้อวิจารณ์ประการสำคัญที่สุดคือ การที่แกนนำได้ “ยกระดับ” เป้าหมายของการเคลื่อนไหวขึ้นอย่างรวดเร็วจากข้อเรียกร้อง “สี่ข้อ” ไปเป็น “ขับไล่นายกรัฐมนตรี” และในที่สุด “เรียกร้องให้องคมนตรีบางคนลาออก” อาจวิจารณ์ได้ว่า เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ เป็นการตั้งข้อเรียกร้องและเป้าหมายที่ “เป็นไปไม่ได้” ซึ่งก็คือ ขัดกับหลักการ “มีเหตุผล ได้ประโยชน์ และรู้ประมาณ”

ประวัติศาสตร์มีบทเรียนมากมายว่า การชุมนุมเดินขบวนแสดงกำลังหรือประท้วงของประชาชนแต่ลำพังนั้น ไม่ว่ามีจำนวนมากมายมหาศาลสักเพียงใด ก็ไม่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญได้หากปราศจากการแตกแยกกันเองในหมู่ชนชั้นปกครอง แม้แต่การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 และ พฤษภาคม 2535 ก็เป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” จึงมีลักษณะเล็งผลเลิศ ตั้งเป้าหมายเกินกว่าดุลกำลังที่เป็นจริง เป็นการเอาเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ (คือการขจัดระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย) มาเป็นเป้าหมายทางยุทธวิธี เป็นการตั้งเป้าหมายเฉพาะหน้าที่ “เป็นไปไม่ได้” และนำไปสู่ทางตันทางยุทธวิธี

หากพิจารณาจากข้อเรียกร้องดังกล่าวเพียงโดด ๆ ก็แน่นอนว่า การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” ประสบความพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง เพราะไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าวเลย แล้วยังถูกตีโต้กลับด้วยการปราบปรามอย่างนองเลือด รวมทั้งอำมาตยาธิปไตยและรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ยังคงอยู่ในอำนาจต่อไปและดูเหมือนจะเข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น ขณะที่ขบวนการประชาธิปไตยประสบการสูญเสียทั้งจำนวนคนบาดเจ็บล้มตาย การสูญเสียเครื่องมือสื่อสารโทรทัศน์ วิทยุชุมชน และพื้นที่บนสื่อสารออนไลน์ไปจำนวนหนึ่ง รวมทั้งการตั้งคดีข้อหาร้ายแรงต่อแกนนำทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด อีกทั้งขบวนการประชาธิปไตยก็ยังถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างชั่วร้ายโดยสื่อสารมวลชนกระแสหลัก นอกจากนี้ ก็ยังมีข้อวิจารณ์ถึงความเหมาะสมเชิงยุทธวิธีของการปิดถนนในกรุงเทพฯวันที่ 9 เมษายน “กรณีพัทยา 11 เมษายน” และการปะทะที่กระทรวงมหาดไทย 12 เมษายนอีกด้วย

แต่การประเมินความหมายทางยุทธศาสตร์ของการเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” นั้น นอกจากจะพิจารณาในปริบทของเหตุการณ์ช่วง 25 มีนาคม-14 เมษายนแล้ว ยังต้องมองจากปริบทภาพรวมของการต่อสู้สองแนวทางในสังคมไทยที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2549 อีกด้วย

ความขัดแย้งนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมานั้น เป็นการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างระบอบจารีตนิยมอำมาตยาธิปไตยด้านหนึ่ง กับขบวนการประชาธิปไตยในอีกด้านหนึ่ง อันประกอบด้วยการยุทธ์สำคัญหลายครั้ง โดยที่ฝ่ายเผด็จการประสบชัยชนะในการยุทธ์ครั้งสำคัญ ๆ ได้แก่ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 19 สิงหาคม 2550 การโค่นล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงษ์สวัสดิ์ การจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดประชาธิปัตย์ และท้ายสุดคือ การปราบปรามประชาชนด้วยกำลังอาวุธในกรณี “สงกรานตเลือด” ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยประสบชัยชนะสำคัญเพียงครั้งเดียวเท่านั้นคือ การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และการได้มาซึ่งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงษ์สวัสดิ์

ในสงครามใหญ่นั้น การแพ้ชนะในการยุทธ์แต่ละครั้งในแต่ละสนามรบมิได้หมายถึงการชนะสงครามทั้งหมด ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างมากมายที่ฝ่ายที่เข้มแข็งกว่าประสบชัยชนะในการยุทธ์ต่อเนื่องหลายครั้งเป็นเวลาหลายปี และฝ่ายที่อ่อนแอต้องพ่ายแพ้การยุทธ์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ในระหว่างนั้น ดุลกำลังระหว่างสองฝ่ายกลับมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ เพราะแม้ฝ่ายเข้มแข็งที่กดขี่และเป็นอธรรมจะชนะในทางการยุทธ์ แต่ฐานะและกำลังทางยุทธศาสตร์กลับอ่อนลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ฝ่ายอ่อนแอที่อยู่ข้างความเป็นธรรมแม้จะแพ้การยุทธ์หลายครั้ง แต่หากมีการศึกษา สรุปบทเรียน สะสมกำลัง และยกระดับยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็กลับมีกำลังและฐานะทางยุทธศาสตร์ที่ค่อยเข้มแข็งขึ้น กระทั่งในท้ายสุด ก็เข้มแข็งพอที่จะเอาชนะฝ่ายอธรรมได้ในการยุทธ์สำคัญเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง นำมาซึ่งความพ่ายแพ้สงครามอย่างเด็ดขาดของฝ่ายอธรรม

เมื่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เผด็จการอำมาตยาธิปไตยมีกำลังเข้มแข็งอย่างยิ่ง สามารถใช้พลังอำนาจทางอุดมการณ์ ประสานกับกลไกทหารและกฎหมายได้ตามใจชอบ สอดประสานกันทำลายล้างฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบและทั่วด้าน แต่หลังจากนั้น กำลังของพวกเขาก็อ่อนแอลงอย่างช้า ๆ หนทางเลือกของพวกเขาจำกัดลงเรื่อย ๆ การใช้กำลังทหารเพื่อก่อรัฐประหารและปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเปิดเผยมิอาจทำได้ง่าย ๆ พวกเขาใช้กลไกทางกฎหมายอย่างพร่ำเพรื่อและโจ่งแจ้งเสียจนทำให้องค์กรเหล่านั้นสูญเสียซึ่งศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือยำเกรงไปสิ้น

แต่จุดแข็งที่สุดของฝ่ายจารีตนิยมอำมาตยาธิปไตยคือ การครอบงำทางอุดมการณ์ที่ฝังรากลึกมายาวนาน นี่เป็นอาวุธสำคัญที่สุดที่ใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการปกครองของพวกเขามาตลอดยุคประวัติศาสตร์ การที่ผู้คนยอมสยบทั้งกายวาจาใจโดยดุษฎีให้กับระบอบจารีตนิยมอำมาตยาธิปไตยนั้น ก็เพราะ “อาวุธทางอุดมการ” นี้เป็นหลักสำคัญ ในขณะที่ “อาวุธทางกายภาพ” คือการกดขี่ด้วยกฎหมายและกำลังอาวุธนั้น เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนเท่านั้น

แต่ในการต่อสู้ช่วงสามปีมานี้ การครอบงำทางอุดมการณ์ของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้อ่อนแอลงอย่างช้า ๆ การปราบปรามประชาชนอย่างนองเลือดในวันที่ 13-14 เมษายนเป็นฟางเส้นสุดท้ายในหมู่ประชาชน เป็นเส้นแบ่งสุดท้ายของฝ่ายเผด็จการที่ตระหนักชัดว่า การครอบงำทางอุดมการณ์ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป พวกเขาจึงหันมาใช้ “กำลังทางกายภาพ” ชนิดเปล่าเปลือย ปราบปรามและบังคับประชาชนให้ยอมจำนน

นี่คือความหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด”

ก่อนวันที่ 13-14 เมษายน 2552 ประชาชนจำนวนมากมาย รวมทั้งมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งยังคงมี “ความหวังอันเลือนลาง” อยู่บ้าง พวกเขาจึงออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างสันติ โดยหวังว่า ชนชั้นปกครองจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามความเรียกร้องต้องการทางประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของประชาชน แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับเป็นการตอบแทนกลับเป็นอาวุธสงครามและการใช้กำลังรุนแรงอย่างไร้ปราณี ประชาชนได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอำมาตยธิปไตยว่า เต็มไปด้วยความหลอกลวง มือถือสากปากถือศีล และพร้อมที่จะใช้กำลังรุนแรงปราบปรามประชาชนหากมาตรการอื่น ๆ ใช้ไม่ได้ผล

เมื่อเที่ยงวันที่ 14 เมษายน ประชาชนคนเสื้อแดงยุติการชุมนุม ยอมถอยกลับด้วยน้ำตาและความเจ็บแค้น พร้อมกับร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า “นับแต่นี้ เราขาดกัน!”

อำนาจใดที่ปกครองประชาชนด้วยกำลังรุนแรงอันเปล่าเปลือยแต่ด้านเดียว โดยปราศจากการครอบงำทางจิตวิญญาณและอุดมการณ์แล้ว อำนาจนั้นก็ไม่อาจอยู่ได้นาน

Tuesday, June 16, 2009

เสื้อแดงเผยจะชุมนุมใหญ่ 4 ครั้ง เป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ทำเนียบฯ

ที่มา MCOT News

รัฐสภา 16 มิ.ย. - แกนนำกลุ่มเสื้อแดง แย้มชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย. อาจมีวิดีโอลิงค์จากอดีตนายกฯ เผยแผนชุมนุม 4 ครั้ง เป้าสุดท้ายปักหลักทำเนียบรัฐบาลแบบยืดเยื้อ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง เปิดเผยว่า การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ จะนำภาพเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย. ออกมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริง ทั้งภาพเจ้าหน้าที่ลากศพผู้เสียชีวิตที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีผู้พบเห็นด้วยตา 2 ศพ แต่ตนมีหลักฐาน 1 ศพ รวมถึงเรื่องคนขับรถแก๊สและภาพนักการเมืองที่เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่สามเหลี่ยมดินแดง โดยเบื้องต้นจะนัดชุมนุมทั้งหมด 4 ครั้ง โดยใช้สถานที่ที่ท้องสนามหลวงเป็นจุดเริ่มต้นในครั้งแรก ส่วนครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นที่ท้องสนามหลวง และขยายพื้นที่ชุมนุมไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ครั้งที่ 3 เริ่มต้นที่ท้องสนามหลวงเช่นกันและขยายพื้นที่ชุมนุมไปจนถึงกองทัพบก โดยทั้ง 3 ครั้งจะชุมนุมในลักษณะเย็นถึงเช้า ไม่ยืดเยื้อ

แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวต่อว่า สำหรับครั้งสุดท้ายจะเริ่มต้นจากท้องสนามหลวงไปจนถึงทำเนียบรัฐบาล ในลักษณะยืดเยื้อ โดยแกนนำจะหารือและประเมินสถานการณ์ร่วมกันอีกครั้ง พร้อมกันนี้จะให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาพืชผลทางการเกษตรนำสินค้ามาจำหน่ายในสถานที่ชุมนุมด้วย ทั้งนี้ การชุมนุมในวันที่ 27 มิถุนายน อาจมีวิดีโอลิงค์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อพูดเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจด้วย

นายจตุพร ยังกล่าวถึงการทำหน้าที่ของคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่นางเลิ้งว่า มี 1 ใน คณะอนุกรรมการอาจมีส่วนได้เสีย และเกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ยังเตรียมตรวจสอบการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ล่าสุดออกหมายจับคนเสื้อแดงเพิ่มเติม พร้อมตำหนิว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะไม่มีการดำเนินการกับเสื้อเหลือง และยังตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีความไม่โปร่งใสในโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่มีบริษัท ซิโน-ไทยฯ ซึ่งเคยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยด้วย. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-16 16:52:47

เพื่อไทยตั้งแง่ให้นายกฯ ยืนยันในสภาฯ ไม่แก้ไข กม.กู้เงิน-งบประมาณ

ที่มา MCOT News


16 มิ.ย. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ฝ่ายค้าน ได้หารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย

จากนั้นนายวิทยา เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ.2552 ที่ถูกแก้ไขโดยเจ้ากระทรวง โดยเฉพาะงบท้องถิ่นจึงเป็นเหตุให้ต้องประสานงานกับรัฐบาล เพราะกรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดว่า แม้จะผ่านเป็นกฎหมายแล้ว แต่ก็ยังเชื่อใจไม่ได้ อาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง

“ดังนั้น หากนายกรัฐมนตรีไม่ยืนยันในสภาฯ ว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยน พรรคเพื่อไทยคงไม่สามารถส่งคนร่วมเป็นกรรมาธิการในกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวได้ ส่วนจะมีผลอะไรตามมาหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องตีความกัน” นายวิทยา กล่าว

ขณะที่นายชินวรณ์ บุณยกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ได้พยายามประสานงานกับวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอความร่วมมือให้ส่งคนเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหารือกัน. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-16 19:11:23

กกต.เผยมีหลักฐาน "ขนคน" ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า "สกลนคร"

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 16 มิ.ย. – กกต.กลางถกเลือกตั้งซ่อม เขต 3 สกลนคร เผยเหตุสถานีตำรวจไม่กล้าเก็บรักษาหีบบัตร เพราะมีคำสั่งจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดห้ามไว้ เตรียมทำหนังสือร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณาโทษ ขณะเดียวกันเตรียมทำหนังสือถึงนายกฯ กำชับทุกหน่วยงานร่วมมือกับ กกต. พร้อมยอมรับ มีการขนคนลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าจริง มีภาพเป็นหลักฐาน

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงภายหลังการประชุม กกต.วันนี้ (16 มิ.ย.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณารายงานผลการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ส.ส.เขต 3 สกลนคร โดยได้รับรายงานถึงเหตุที่กรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง (กต.เขต) ต้องใช้รถขังผู้ต้องหาในการเก็บรักษาหีบบัตรแทนสถานีตำรวจ เนื่องจาก พล.ต.ต.อุดม จำปาจันทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร มีหนังสืออย่างกะทันหัน ลงวันที่ 12 มิถุนายน แจ้งไปยังสถานีตำรวจภูธรทั้ง 5 แห่งในเขตเลือกตั้งว่า หากได้รับการประสานจาก กกต. กรณีขอความร่วมมือให้เก็บหีบบัตรไว้ที่สถานีตำรวจ ให้ผู้กำกับสถานีแจ้งกับเจ้าหน้าที่ กกต.ว่า มีเหตุขัดข้อง ไม่สามารถใช้สถานที่เพื่อเก็บรักษาหีบบัตรได้

“ตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหีบบัตร ก็มีหนังสือถึง กต.เขต อย่างกะทันหัน วันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าว่า ขอลาออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่รักษาหีบบัตร เนื่องจากมีหน้าที่ต้องปฎิบัติงานนอกหน่วย อีกทั้งสถานีตำรวจก็ไม่รับรักษาหีบบัตร หากยังได้รับการแต่งตั้ง ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ ทำให้ กต.เขต แก้ปัญหาด้วยการมีคำสั่งยกเลิกการเก็บรักษาหีบบัตร และมีคำสั่งใหม่เกี่ยวกับการควบคุมดูแลการรักษาหีบบัตร โดยใช้รถควบคุมผู้ต้องหา และนำไปจอดไว้ที่หน้าที่ว่าการอำเภอแทน จัดเจ้าหน้าที่ดูแลแบ่งเป็น 3 ผลัด ๆ ละ 5 คน มีตัวแทนของพรรคการเมืองพรรคละ 2 คนต่อผลัด เฝ้าสังเกตการณ์” นายสุทธิพล กล่าว

นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต.จึงมีมติทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการกรณีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนคร ปฎิเสธการรักษาหีบบัตร และการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอลาออก จากการเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหีบบัตรอย่างกะทันหัน เพื่อให้ดำเนินการ และประธาน กกต.จะมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกับ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 21 มิถุนายนนี้ รวมทั้งกำชับให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่จะมีหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจใช่หรือไม่ นายสุทธิพล กล่าวว่า หน่วยราชการจะดำเนินการเอง ถ้ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดวินัยต่างๆ เพราะโดยปกติแล้ว กกต.ไม่มีสิทธิไปลงโทษ แม้ตามกฎหมายจะกำหนดให้หน่วยงานร่วมมือกับ กกต. แต่ครั้งนี้ เราไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน และเป็นการมีหนังสือแจ้งอย่างกะทันหัน อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าจากการประสานงาน คงจะไม่ทำให้ปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในวันเลือกตั้ง

นายสุทธิพล กล่าวอีกว่า ชุดปฎิบัติการป้องปรามการทุจริตเลือกตั้งของส่วนกลาง มี พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต. ด้านสืบสวนฯ เป็นหัวหน้าชุด ได้รายงานให้ที่ประชุม กกต.รับทราบว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้า มีการใช้รถกะบะจำนวน 6 คัน ซึ่งไม่ใช่รถของส่วนราชการ หรือรถรับจ้างสาธารณะ ขนคนครั้งละ 9 - 10 คน ไปยังสถานที่เลือกตั้งกลางเกินกว่า 1 รอบ มีภาพถ่ายรถคันดังกล่าวและเลขทะเบียนรถอย่างชัดเจน ถือว่าการกระทำดังกล่าวจงใจฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 55 ประกอบมาตรา 145 กกต.จึงมีมติให้ส่งข้อมูลให้ กกต.จังหวัดไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม ในรายงานไม่ได้มีการระบุชื่อของผู้กระทำผิด หรือความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือสมัคร ส.ส.

เลขาธิการ กกต. กล่าวต่อว่า กกต.ยังจะมีหนังสือไปถึง กกต.จังหวัดให้ปฎิบัติตามกฎกติการอย่างเคร่งครัด และในวันพุธและพฤหัสบดีนี้ จะมีการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับ กกต.จังหวัด กต.เขต เพื่อรับฟังสถานการณ์และกำชับให้เร่งรัดเรื่องการส่งสำนวนสืบสวนมายัง กกต.กลางโดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรายงานถึงความผิดปกติของการขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าหรือไม่ นายสุทธิพล กล่าวว่า ยังไม่มี แต่มีการระบุว่ามีผู้มาขอใช้สิทธิจำนวนมาก ซึ่งทางกรรมการประจำหน่วย จะตรวจสอบการกรอกแบบฟอร์มใบแสดงเจตจำนงการขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งกรณีที่มีผู้ถือใบขอแสดงการใช้สิทธิมาจากบ้าน ไม่อาจถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะแบบฟอร์มดังกล่าวสามารถโหลดจากเว็บไซต์ของ กกต.ได้ อีกทั้ง ในวันแรกที่มีผู้มาใช้สิทธิจำนวนมาก เมื่อกรอกใบขอใช้สิทธิในเบื้องต้น แล้วเห็นว่าต้องรออีกนาน จึงนำใบดังกล่าวกลับบ้าน และนำกลับมาขอใช้สิทธิในอีกวันหนึ่ง จึงไม่ถือว่าน่าจะผิด เพราะจะต้องมีการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ก่อน อย่างไรก็ตาม กกต.ได้ให้สำนักงานไปศึกษาว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จะเสนอให้มีการแก้ในส่วนของการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตจังหวัด ว่า จะต้องมีการลงทะเบียนล่วงหน้า เช่นเดียวกับการเลือกตั้งนอกเขตจังหวัดได้หรือไม่.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-16 18:38:16

บรรยากาศการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน

ที่มา MCOT News คลิ้กที่นี่ชมรายละเอียด
กรุงเทพฯ 16 มิ.ย.-ที่สภาผู้แทนราษฎรวันนี้ยังมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท หลังจากเมื่อวานนี้ให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินไปแล้ว 4 แสนล้านบาท.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-06-16 19:17:39

ออกหมายจับ8แกนนำเเสื้อแดงเพิ่ม

ที่มา เดลินิวส์

วันนี้(16 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. รับผิดชอบคดีกลุ่มผู้ชุมนุมผิดกฏหมาย เปิดเผยว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล รวบรวมพยานหลักฐานจากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา นำไปสู่การออกหมายจับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเพิ่มเติมอีก 8 ราย ประกอบด้วย 1.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 2.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 3.นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 4.นายสมชาย ไพบูลย์ 5.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 6.นายพายัพ ปั้นเกตุ 7.นายเมธี อมรวุฒิกุล และ 8.นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1691-1698/2552 ลงวันที่ 15 มิ.ย.

สำหรับข้อหาในการดำเนินคดีกับแกนนำทั้ง 8 ราย คือ มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ,ร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจาอันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน , ข้อหา ร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในท้องที่กรุงเทพมหานครหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย โดยมีหลักฐายยืนยันการกระทำความผิดอย่างชัดเจนที่ได้จากภาพวิดีโอและถ้อยคำที่ได้จากการถอดเทปคำปราศรัย ในช่วงการชุมนุมสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่กลุ่มผุ้ชุมนุมคนเสื้อแดงทำการปิดการจราจรและมีการปราศรัยบนเวทีเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า การออกหมายจับครั้งนี้ไม่ได้เป็นการทำงานแบบ 2 มาตราฐาน เนื่องจากมีการสอบสวนผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองจนตกผลึกก่อนดำเนินการขออนุมัติหมายจับ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน ไม่มีการกลั่นแกล้งผู้ใด ส่วนกรณีที่ไม่มีการออกหมายเรียกก่อนนั้น เป็นเพราะข้อหาที่ปรากฏมีอัตราโทษเกิน และเป็นการกระทำผิดร่วมกับคดีเดิมที่เคยมีการออกหมายจับไปแล้ว ศาลจึงอนุมัติหมายจับแก่พนักงานสอบสวน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ยังมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมายจับไปเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ถูกออกหมายจับรับทราบเพื่อให้ติดต่อขอมอบตัวได้ ทั้งนี้สามารถนำพยานหลักฐานที่มีมาหักล้าง แต่เรื่องการประกันตัวไม่ควรเป็นประเด็นที่นำมาต่อรอง.

ปฏิทินกิจกรรมแดงทั้งแผ่นดินตลอดเดือนมิถุนายน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 มิถุนายน 2552

(หมายเหตุ : กำหนดการ จะมีการ update เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม)

**อังคารที่ 16 มิ.ย.52--สกลนคร

วันนี้ 16.00 น.เป็นต้นไป ที่สกลนคร ชุมนุมคนเสื้อแดงทุกวัน จากวันนี้ไปอีกสามวันคือ
16-19 มิย.52 ว่างวันไหนก็ไปวันนั้นได้ครับ ก่อนเลือกตั้งซ่อม20มิ.ย.วัดพลังคนเสื้อแดง

ติดตามชมการถ่ายทอดสดทาง http://www.newskythailand.us

** อังคารที่ 16 มิ.ย.52 -- ตาก
... งานทวงถามตามหาประชาธิปไตย โดย กลุ่มเสื้อแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ร่วมฟังปราศัยและรับประทานอารหาร(โต๊ะจีน) ราคาบัตรท่านละ 200 โต๊ะละ 2,000 บาท เวลา 17.00 น เป็นต้นไป
พบกับ -คุณพายัพ ปั้นเกตุ -ดร.ประแสง มังคลสิริ -คุณสุพร อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน) -คุณนาวิน บุญเสริฐ -คุณณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ณ. ลานเอนกประสงค์ ร้าน Y to K หลังเทศบาลเมืองแม่สอด จังหวัดตาก

*** ศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 52 -- ฉะเชิงเทรา
... รวมพลังคนรักประชาธิปไตย ฉะเชิงเทรา ณ สนามกีฬาจังหวัดฉะเชิงเทรา (สุบิน พิมพยะจันทร์)
เวลา 16:00 - 24:00 น.
นำทีมโดย คุณจตุพร พรหมพันธุ์, คุณณัฐวุติ ใสยเกื้อ, คุณจาตุรนต์ ฉายแสง, คุณอดิศร เพียงเกษ, แรมโบ้อีสาน, คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, คุณก่อแก้ว พิกุลทอง, คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, น.พ.เหวง โตจิราการ, คุณวิสา คันทัพ เพื่อหารายได้ก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนเพื่อประชาธิปไตยฉะเชิงเทรา
... ติดต่อจองโต๊ะ : 081-2942426, 081-9206664, 080-0522503
... ติดต่อจองที่ขายสินค้าได้ที่ 081-3745495
... จองบัตรไม่ทันก็สามารถมาร่วมงานได้ (โดยนั่งในส่วนอัฒจันทร์)

*** เสาร์ที่ 20 มิ.ย.52 (1) -- สมุทรปราการ
.... ความจริงวันนี้ สัญจร แดงสมุทรปราการ เวลา 16.00 - 22.00 น. ณ. บริเวณ ตลาดนัด ตรงข้าม สภอ. สำโรงใต้ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย สมุทรปราการ
... โต๊ะจีน 600 โต๊ะ โต๊ะละ 3,000 บาท (ท่านละ 300 บาท)
... โต๊ะ VIP มีจำนวนจำกัด โต๊ะละ 5,000 บาท
...พบกับแกนนำ นปช. รุ่น 1 คุณวีระ , คุณจตุพร, คุณณัฐวุฒิ ผู้ดำเนินรายการ ความจริงวันนี้ แกนนำอื่น ๆ เช่น คุณก่อแก้ว พิกุลทอง, คุณอดิศร เพียงเกษ, อ.สุรชัย แซ่ด่าน, คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย , คุณดารุณี กฤตบุญญาลัย และคุณวรชัย เหมะ (คุณเงาะ) ซึ่งเป็นแกนนำ และประธานชมรมแดงสมุทรปราการ เป็นต้น พร้อมทั้ง คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง คุณวิสา คัญทัพ คุณไพจิตร อักษรณรงค์ คุณมุข เมทินี และคุณอนุสรณ์ (พิธีกร)
... ซื้อบัตร และสอบถามได้ที่ -อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 6 หน้า DStation ...คุณสุทธินันท์ 081-834-8045 -อิมพีเรียล สำโรง ชั้น 4 ศูนย์จำหน่ายพระ ... คุณหน่อย 085-8484-524 และ คุณนิ 082-077-7510 ...คุณวันดี ซอยแบริ่ง 083-198-0382 ... คุณสุนิสา แกนนำบางพลี 085-666-7523 , 080-934-0407 ...คุณโดม แกนนำ พระประแดง 080-591-0489 ... เจ๊เล็ก ศูนย์จำหน่ายบัตร วัดบางด้วน 081-430-9448

** เสาร์ที่ 20 มิ.ย.52 (2) -- บุรีรัมย์
... ขอเชิญร่วมงาน เปิดตัว >กลุ่มแดงสากล09 < (แดงบุรีรัมย์ 52) และเปิดตัว ว่าที่ ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย จังหวัดบุรีรัมย์ เวลา 9.00 น. - 10.00 น. ร่วมทำบุญตักบาตร และถวายภัตราหารเพล ณ. บ้านเลขที่ 65 บ้านหนองเสม็ด ตำบลไทยเจริญ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ รับประทานอาหารร่วมกันและฟังการบรรยาย เวลา 12.00 - 18.00 น. ฟังการบรรยายธรรมมะกับการเมือง โดยพระมหาโชว์ ทสสุนีโย -เปิดตัว >แดงสากล09< ดร.สากล ศรีวันทา -ร่วมรับประทานอาหารและฟังการบรรยาย (ปราศรัยย่อย) บนเวที โดย คุณสุพร อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน) -พบกับ อดีต สส. จังหวัดบุรีรัมย์ พลังประชาชน คุณโสภณ เพชรสว่าง -เจ้าภาพกล่าวปราศรัยปิดงาน เบอร์ประสานงาน 044-654-104 หรือ 080-770-6214 ** เสาร์ที่ 20 มิ.ย.52 (3) -- กรุงเทพฯ
... งานเปิดตัวสถานีวิทยุชุมชน คนรักไทย FM.95.25 MHz. ร่วมรับประทานอาหารค่ำ ที่อาคารเดอะบีช เรซิเด้นซ์ รัชดาซอย 19

** เสาร์ที่ 20 มิ.ย.52 (4) -- กรุงเทพฯ รามอินทรา


... เสวนาสุดยอดผู้นำ Cyber + 6 หัวข้อเรื่อง "จากหลังคีย์บอร์ดถึงหน้ารัฐสภา " เวลา 17.00 น เป็นต้นไป ที่ ร้านอาหารบ้านต้นซุง เลียบทางด่วน เอกมัย - รามอินทรา (ห้องแสงจันทร์) บัตรราคา 499 บาท ผู้ร่วมเสวนา อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง พงศ์เทพ เทพกาญจนา ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล, คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข,คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ฯลฯ อ่านรายละเอียดได้ที่ ลิงก์ หรือ ติดต่อ คุณที่ระลึก 084-0910707

** เสาร์ที่ 20 มิ.ย.52 (5) -- กรุงเทพฯ ลาดกระบัง
งานรวมพลคนเสื้อแดงของกลุ่มลาดกระบัง สวนหลวง ประเวศ ณ. ร้านป๋าบัตร ริมทางด่วนมอเตอร์เวย์ (แถบเดียวกับร้านบึงช่อน) จะเข้าทางถนนเฉลิมพระเกียรติก็ได้ เริ่มงาน 16.00 น. เป็นต้นไป มีคุณพรท อาจารย์สะอาด น้องกุ้ง คุณหนุ่มอุดร และคุณหนุ่มเสลภูมิ เป็นวิทยากร (และอาจจะมีคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข มาร่วมงานด้วย) บัตร 200 บาท อาหารบุฟเฟต์ ติดต่อได้ที่คุณวิรัช เบอร์ 082-4589948

** เสาร์ที่ 20 มิ.ย.52 (6) -- เพชรบุรี
เสื้อแดงเพชรบุรี...เรียนเชิญ พี่น้องเสื้อแดง .(เหลือง+น้ำเงินที่ได้รับผลพวงจาก รัฐบาลอภิสิทธิ)....เที่ยวทะเลไทยไปหาดปึกเตียน..โดยเฉพาะพี่น้องเสื้อแดง เขตตะวันตก....ประจวบฯ.. เพชรบุรี ..ราชบุรี..สมุทรสงคราม..สมุทรสาคร.. กาญจนบุรี นครปฐม.. เข้าฟังสัมนา..'อนาคตประเทศไทย ในภาวะเศรษฐกิจ อภิสิทธิ เป็นรัฐบาล' ยุคภาษีอาน จะได้เตรียมใจ รับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า....โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ..จาก 111...ที่ห้องประชุม ชั้น8 ปึกเตียนบีช คอนโดเทล หาดปึกเตียน จ.เพชรบุรี.....เริ่ม.เวลา 10.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน และ เข้าห้องสัมนา 13.00 น. ถึงเวลา 16.00 น.****ฟรี****โทรสอบถาม 086-5481066

** อาทิตย์ที่ 21 มิ.ย.52 -- สตูล
... เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป เชิญพี่น้องผู้รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยทุกท่าน ที่อยู่ละแวก สตูล สงขลา พัทลุง ตรัง นครศรีฯ กระบี่ พังงา ภูเก็ต ยะลา ปัตตานี และจากทั่วประเทศ พบปะจิบน้ำชา พูดคุย รับฟังสาระความรู้ เรื่องการเมือง ที่ร้าน นกน้ำ อ.เมืองสตูล ถนนสายบ้านฉลุง อำเภอละงู
... สำรองที่นั่งได้ที่ 082-2636508 มีวิทยากรรับเชิญ จากกรุงเทพ อาทิเช่น อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ อ.วิภูแถลง เชิญ ครับ เชิญ

จันทร์ 22มิถุนายน 52 แดงสามชุกเสวนา

แดงสามชุกขอเชิญร่วมงาน เสวนาประชาธิปไตย วันที่ 22 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ณ ศาลาประชาคมจีนส่ามชุก โดยมีวิทยากรจาก สถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น นำทีมโดย คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรองและคณะ ผู้ใดสนใจที่จะเข้าร่วมงาน ติดต่อสอบถามได้ที่ เบอร์ 087-1225892 ขอขอบคุณมากครับ


** จันทร์-พุธที่ 22-24 มิ.ย.52 -- กรุงเทพฯ
... มีการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง 'ทวงคืนประชาธิปไตย รื้อฟื้นวันชาติไทย 24 มิถุนายน' โดยในช่วงเช้า วันที่ 24 มิถุนายน 52 จะมีการร่วมทำบุญให้กับคณะราษฎร์ และอ่านแถลงการณ์คณะราษฎร์ที่หมุด 24 มิถุนายน 2475 พระบรมรูปทรงม้าด้วย

** พุธที่ 24 มิถุนายน 52 -- ยโสธร
ผู้รักประชาธิปไตยจังหวัดยโสธร ร่วมใจจัดงาน คอนเสิร์ตเพื่อประชาธิปไตย ที่สวนสาธารณะพญาแถน ตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป พบกับนักร้องชื่อดัง รวมทั้งพิธีกรรายการความจริงวันนี้ รายละเอียดที่ http://yasothonred.blogspot.com/

** เสาร์ที่ 27 มิ.ย.52 -- กรุงเทพฯ
... ชุมนุมใหญ่ คนเสื้อแดง รวมพลังที่ท้องสนามหลวง ทวงประชาธิปไตย(แท้) ขับไล่โจรปล้นชาติ ล้มระบอบประชาธิปไตยซ่อนรูปอมาตยาธิปไตย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน

อนาถ!สื่อไทยมั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ฮือต้านตัดสินรางวัลสุดนิ่มจิกหัวเสื้อแดงคว้าภาพยอดเยี่ยม

ที่มา Thai E-News


ภาพเจ้าปัญหาคว้ารางวัลพูลิตเซอร์-ภาพข่าวชายคนหนึ่งจิกหัวหญิงเสื้อแดงในเหตุการณ์ประท้วงสงกรานต์เลือดลงหน้า1ไทยรัฐคว้ารางวัลภาพยอดเยี่ยมประจำปี แต่ตอนนี้เป็นที่ถกเถียงเพราะว่า ภาพข่าวที่ไทยรัฐนำเสนอนั้นผิดไปจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง ขณะที่ไทยรัฐนำเสนอว่าเป็นภาพชาวแฟลตดินแดงทนไม่ไหวจึงจิกหัวเสื้อแดง แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าชายผู้นี้เป็นการ์ดพธม.ฮาร์ดคอร์ที่เคยก่อเหตุยิงเสื้อแดงมาแล้ว และภาพนี้มีที่เกิดเหตุย่านประตูน้ำ ไม่ใช่แฟลตดินแดงด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท และฟ้าเดียวกัน
16 มิถุนายน 2552

ภาพหนุ่มเสื้อเหลืองจิกหัวสาวเสื้อแดงลากพื้นได้รางวัลภาพยอดเยี่ยมแห่งปี

ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 14 มิ.ย. และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. พาดหัวข่าว “ไทยรัฐคว้า ภาพยอดเยี่ยม” โดยมีเนื้อหาเป็นการรายงานข่าวสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ประกาศผลการตัดสินรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยม ครั้งที่ 13 ประจำปี 2551-2552 ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว เมื่อ 14 มิ.ย.

โดยปีนี้มีผู้ส่งภาพเข้าประกวด 600 ภาพ และภาพข่าวทีวี 46 เรื่อง แบ่งออกเป็น 35 รางวัล รวมมูลค่าประมาณ 7 แสนบาท ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า ภาพข่าวยอดเยี่ยมในปีนี้ได้แก่ภาพชื่อ 'ทนไม่ไหว' เป็นภาพเหตุการณ์วันที่ 13 เม.ย. เป็นภาพผู้หญิงเสื้อแดงชื่อ น.ส.มินตรา โสรส ถูกนายกวีไกร โชคพัฒนาเกษมสุข อดีตการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตรงเข้าไปดึงผมจนล้ม หลังบุกเข้ามาด่าทหารที่เข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณถนนราชปรารภ ฝีมือลั่นชัตเตอร์โดยนายประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม น.ส.พ.ไทยรัฐ ได้รับถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท

นายกฯ สมาคมเผยได้รางวัลเพราะภาพได้อารมณ์ไม่ต้องบรรยาย ‘มาร์ค’ เตรียมมอบรางวัล

นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการให้รางวัลด้วยความยุติธรรมโปร่งใสทุกขั้นตอน ภาพ 'ทนไม่ไหว' ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ เพราะกรรมการเห็นว่ามีความโดดเด่นและองค์ประกอบของภาพครบจากเหตุการณ์ความชุลมุนวุ่นวาย ในภาพจะเห็นว่ามีช่างภาพยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ยืนในจุดที่ต่างจากคนอื่น จึงลั่นชัดเตอร์ได้เพียงคนเดียว ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย กรรมการทุกคนเห็นแล้วต่างลงคะแนนให้ชนะเป็นเอกฉันท์

สำหรับงานมอบรางวัลจะมีขึ้นวันที่ 18 มิ.ย. ที่ รร.โซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานและจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี เวลา 16.30-18.30 น.

เผยภาพรางวัลยอดเยี่ยมไทยรัฐ เคยบรรยายภาพพลาด

โฉมหน้าของหนุ่มจิกหัวสาวเสื้อแดง-กวีไกรคนที่จิกหัวหญิงเสื้อแดง ไม่ใช่ชาวบ้านย่านแฟลตดินแดงที่ทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหวตามข่าว แต่เป็นการ์ดของพันธมิตรที่เคยเป็นการ์ดตอนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และอ้างว่าเคยนำปืนไปยิงใส่กลุ่มเสื้อแดงมาก่อนหน้านี้แล้ว

ประชาไทรายงานว่า สำหรับภาพข่าว ‘ทนไม่ไหว’ ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ได้รับรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยมประจำปี 2551-2555 นั้น เป็นภาพที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง ในฉบับวันที่ 14 เมษายน 2552 ซึ่งประชาไทเคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ว่ามีการรายงานคำบรรยายภาพใต้ภาพผิดพลาด โดยในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับดังกล่าวเขียนว่า

"ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงจะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง"


โดยหลังจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ภาพและคำบรรยายภาพดังกล่าว ต่อมาเมื่้อ 16 เม.ย. ทั้งใน กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน และเว็บบอร์ดประชาไท ฯลฯ ได้มีผู้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และพบว่าเหตุการณ์ที่มีชายชุดเขียวจิกศีรษะผู้หญิงเสื้อแดงนั้น เกิดขึ้นที่ ถ.ราชปรารภ ย่านถนนราชปรารภ 12 ซึ่งอยู่ห่างจากย่านแฟลตดินแดงเป็นระยะทางไกลมาก

โดยในวันดังกล่าว ไม่เพียงแต่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจะรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ชาวแฟลตดินแดงออกมาทำร้ายสตรีเสื้อแดงเพราะไม่พอใจที่มีการนำรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงแล้ว สื่อมวลชนหลายสำนักยังรายงานคาดเคลื่อนเช่นกัน รวมถึงรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ดำเนินรายการและประกาศข่าวโดย นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และ น.ส.กฤติกา ศักดิ์มณี ซึ่งออกอากาศเมื่อเช้าวันที่ 14 เม.ย. 52 ด้วย

นอกจากนี้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยังมีการสืบค้นและพบว่าชายชุดเขียวที่จิกศีรษะ น.ส.มินตรา ดังกล่าว คือนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อายุ 30 ปี เคยเป็นการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา น.ส.อัญชะลี ไพรีรักษ์ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ ASTV ยังได้สัมภาษณ์นายกวีไกรทางโทรศัพท์ถึงสาเหตุที่นายกวีไกรกระทำการดังกล่าวในเหตุการณ์เมื่อ 13 เม.ย. ที่ผ่านมาด้วย

มติชนออนไลน์ ยังได้เผยแพร่บันทึกของนายกวีไกร ที่ประกาศไว้ใน Hi5 ของเขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "ผมไม่สงสารตัวเองกับคนที่มาด่าประณามผมเพราะผมควรที่จะได้รับ ... แต่ยอมรับว่าผมไม่รู้สึกที่จะขอโทษผู้หญิงคนนั้นหรือสงสาร" และนายกวีไกรเคยสอบถามไปยัง สน.พญาไท ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุว่า น.ส.มินตรา ไปแจ้งความหรือไม่ โดยเขาประกาศว่าหากมีการไปแจ้งความเมื่อไหร่เขาจะไปมอบตัวทันที

ชาวเน็ตโวยไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของสมาคมช่างภาพที่ให้ได้รับรางวัล

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนข้อความลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของสมาคมช่างภาพสื่อในการให้รางวัลชนะเลิศ ภาพ "ทนไม่ไหว" โดยช่างภาพไทยรัฐ โดยระบุว่า ก่อนอื่น ขอย้ำว่า ผมไม่ได้ให้ความเห็นในแง่ของ composition ของภาพ หรือ เทคนิค (ภาพชัดคม ฯลฯ) เพราะ นี่เป็นภาพถ่ายสื่อมวลชน นั่นคือ ภาพนี้ก็เหมือนส่วนอื่นๆของสื่อมวลชน คือ การรายงานเหตุการณ์ ตามความเป็นจริงให้มากที่สุด ซึ่งตามบรรทัดฐานนี้ ภาพนี้ ไม่สมควรได้รางวัลชนะเลิศ

นี่คือการให้เหตุผลของคณะกรรมการ ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ภาพนี้ได้รางวัลชนะเลิศ (ดูโดยเฉพาะส่วนที่ผมเน้นด้วยตัวหนา)
http://www.thairath.co.th/today/view/12919

ทั้งนี้ นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการให้รางวัลด้วยความยุติธรรม โปร่งใสทุกขั้นตอน สำหรับภาพ "ทนไม่ไหว" ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ เพราะกรรมการเห็นว่ามีความโดดเด่นและองค์ประกอบของภาพครบจากเหตุการณ์ ความชุลมุนวุ่นวาย ในภาพจะเห็นว่ามีช่างภาพยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ยืนในจุดที่ต่างจากคนอื่น จึงลั่นชัตเตอร์ได้เพียงคนเดียว ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย กรรมการทุกคนเห็นแล้วต่างลงคะแนนให้ชนะเป็นเอกฉันท์



ก่อนอื่น คณะกรรมการ สมควรทราบแล้วว่า ชื่อภาพนี้ และคำบรรยายภาพนี้ เมื่อปรากฏในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นชื่อภาพและคำบรรยายที่ผิดข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง

นี่คือคำบรรยายใต้ภาพเมื่อตีพิมพ์ครั้งแรก

ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดง จะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง


บัดนี้เราได้ทราบแล้วว่า ชายคนที่ลากหญิงคนนั้นไปตามพื้น หาได้ ทำไป เพราะ "ทนไม่ไหว" เพราะเหตุการณ์รถแก๊ส หรือแม้แต่เหตุการณ์ใดๆในวันนั้นแต่อย่างใด

เพราะชายผู้นั้น คือนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ผู้เป็นพวกพันธมิตรฯ ในลักษณะที่เรียกว่า "ฮาร์ดคอร์" คือเป็นพวกที่เป็นปฏิปักษ์กับคนเสื้อแดงอยู่นานแล้ว ไม่ว่า คนเสื้อแดง จะทำอะไรหรือไม่ในวันที่ 13 เมษา นั้น

นายกวีไกรเองเล่าว่า เขาเคยถึงกับลอบเอาปืนไปยิงใส่การชุมนุมของเสื้อแดง (โดยไม่ได้มีสาเหตุเฉพาะหน้ากระทบต่อเขาแต่อย่างใด) นี่คือสิ่งที่เขาเล่าไว้เอง ใน hi-5 ของเขา (ขณะนี้ปิดไปแล้ว) :

กูทำกับพวกมึงก่อนหน้านั้นไว้เยอะกว่าที่มึงเห็นแค่ตอนไอ้สาวเสื้อแดงโดนกูจิกหัว แค่ที่ผ่านมาไม่เป็นข่าว เช่น ตอนที่พวกมึงไปที่สนามกีฬาแห่งชาติ กูก็ไปดักยิงคนของพวกมึงที่กำลังเดินกลับบ้าน ยอมรับว่าเสียดายยิงพลาดไม่โดน กูในอนาคตคิดแผนใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ กูคิดว่ากูคนเดียวก็ป่วนพวกมึงหลายคนได้แล้ว



ดังนั้น การกระทำของชายผู้นั้น จึงหาใช่เป็นเรื่องของการ "ทนไม่ไหว" กับสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หรือกระทั่งในวันนั้น แต่อย่างใด

นายกวีไกร หาใช่กระทำดังกล่าว เพราะ "ทนไม่ไหว" กับเรื่องรถบรรทุกแก๊สแต่อย่างใด แต่ "ทนไม่ไหว" เพียงเพราะถูกผู้หญิงในภาพด่าทอ เพราะความที่เป็น "ฮาร์ดคอร์" ของพันธมิตร ที่ไม่ชอบเสื้อแดงอย่างรุนแรง (ถึงขั้นเคยเอาปืนไปยิงใส่ โดยไม่มีสาเหตุเฉพาะดังกล่าว)

ภาพสื่อมวลชน เป็นส่วนหนึ่งของการรายงานความจริง การตั้งชื่อภาพ และการบรรยายภาพ จึงเป็นองค์ประกอบของการรายงานความจริงนี้ด้วย ดังนั้น ลำพังชื่อภาพ ก็ไม่ตรงความจริงแล้ว คำบรรยายเมื่อตีพิมพ์ครั้งแรก บัดนี้ ก็เป็นทีทราบกันแล้วว่า ผิดความจริง ภาพนี้ จึงไม่ใช่ภาพที่สะท้อนความจริง แต่เป็นภาพเสนอความเท็จ ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด

ที่คณะกรรมการลงความเห็นว่า

ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย



ขอถามว่า "อารมณ์" ที่ว่า คืออะไร?

และ "ไม่ต้องบรรยาย" คืออะไร?

คำบรรยายในการตีพิมพ์ครั้งแรก และแม้แต่ชื่อภาพ ที่ยังคงใช้ในการประกวดครั้งนี้ ก็ผิดแล้ว จะกล่าวว่า "โดยไม่ต้องบรรยาย" ได้อย่างไร?

ภาพนี้ ลำพังสิ่งที่แสดงในภาพเอง ไม่มีทางให้ "สาร" หรือ "ข้อมูล" อะไรได้ ถ้าคนอ่าน ไม่รู้ว่า ชายคนนั้น คือ "ฮาร์ดคอร์" ของ พันธมิตร ไม่ใช่ "ชาวบ้าน" ธรรมดา

ลำพังภาพ ถ้าไม่มีการบรรยาย ข้อเท็จจริงนี้ประกอบ จึงมีลักษณะ misleading คือ ทำให้ไขว้เขว หาได้ทำให้ทราบความจริงแต่อย่างใด

การที่คณะกรรมการอ้างว่า "ไม่ต้องบรรยาย" จึงขัดกับความจริงโดยสิ้นเชิง

อย่าลืมว่า ในการตีพิมพ์ครั้งแรก ไทยรัฐ ต้องการเสนอว่า การแสดงออกของชายในภาพ เป็นการแสดงออกของ "ชาวบ้าน" ที่ "ทนไม่ไหว" ในการกระทำเรื่องรถแก๊สของคนเสื้อแดง

บัดนี้ เมื่อความจริงปรากฏแล้ว การกระทำของชายผู้ซึ่งเป็น "ฮาร์ดคอร์" ของพันธมิตร ผู้นี้ (ผู้มีประวัติในลักษณะชวนให้คิดว่า จิตใจ ไม่ปกติด้วยซ้ำ) ยังจะสามารถถือเป็นการแสดงออกในลักษณะทีเป็น "ตัวแทน" ของ "ชาวบ้าน" ที่ "ทนไม่ไหว" ได้หรือ?

หมายเหตุอ่านข่าวประกอบ:แค่จิกหัวหญิงไม่พอ เผยกวีไกรเคยยิงเสื้อแดง เหิมขู่ฆ่าเหมือนผักปลา