WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 17, 2009

จัดกิจกรรมรำลึกวันชาติ24มิถุนากระหึ่มทั่วประเทศ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มิถุนายน 2552


นักวิชาการและฝ่ายประชาธิปไตยจัดกิจกรรมรำลึก77ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองคึกคัก นปช.ระดมพลทวงคืนวันชาติ22-24มิ.ย.นี้ เชียงใหม่จัดรำลึก"วันชาติ24มิถุนาสืบทอดประวัติศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย" ธรรมศาสตร์จัดงาน"สยามเป็นไทย-ย้อนเวลาสู่อนาคต 24 มิถุนายน"พร้อมปาฐกถา"พัฒนาการของรัฐชาติกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม"โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ส่วนสถาบันปรีดีจัดกิจกรรมเสวนา"ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง"


นปช.จัดกิจกรรมทวงวันชาติ24มิถุนาคืน22-24มิ.ย.นี้

นายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแนวร่มประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)เปิดเผยว่า วันที่ 22 – 24 มิถุนายนนี้ จะมีการรวมตัวชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง จัดกิจกรรม “ทวงคืนประชาธิปไตย รื้อฟื้นวันชาติไทย 24 มิถุนายน” วันที่ 24 มิถุนายนถือเป็นการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และทวงคืนวันชาติไทยซึ่งก่อนหน้านี้คือวันที่ 24 มิถุนายน

อย่างไรก็ตามการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย รวมถึงปลุกจิตสำนึกความรักชาติรักประชาธิปไตยของคนไทย รื้อฟื้นความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และจะได้ฉลองวันชาติในวันดังกล่าว

ทั้งนี้การจัดชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันดังกล่าว จะมีการทำบุญให้กับคณะราษฎรรวมถึงการอ่านแถลงการณ์ของคณะราษฎรที่หมุด 24มิถุนายน 2475 ที่พระบรมรูปทรงม้า ในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน 2552

นายสุรชัย กล่าวต่อว่า การชุมนุมครั้งใหม่นี้จะเป็นการต่อสู้ ชุมนุมอย่างสงบ และยกระดับขึ้นกว่าทุกครั้ง และยืนยันว่า กลุ่มเสื้อแดงจะยังเกาะกลุ่ม รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นเพื่ออุดมการณ์และเป้าหมายสูงสุด แม้จะใช้เวลายาวนานก็ตาม

การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมเพื่อเตรียมตัวในการเข้าร่วมกับการชุมนุมของรายการความจริงวันนี้ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน 2552 จึงหวังว่าประชาชนทุกสาขาอาชีพจะมาเข้าร่วมการชุมนุมระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2552 กันให้เต็มท้องสนามหลวง

เชียงใหม่จัดรำลึก ”วันชาติ” และสืบทอดประวัติศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย
วันการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

วันพุธที 24 มิถุนายน 2552
เวลา13.30-17.00 น ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฟังเพลง วันชาติ (คลิ้กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดฟังเพลงวันชาติ 24 มิถุนา)
อ่านแถลงการณ์คณะราษฎร
โดย ชำนาญ จันทรเรือง
เสวนา เรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตประชาธิปไตย :อนาคตสังคมไทย
โดย สมชาย ปรีชาศิลปะกุล
วรวิทย์ เจริญเลิศ
ไชยันต์ รัชชกูล
ธเนศ เจริญเมือง
วัฒนา สุกัณศีล
ชำนาญ จันทรเรือง ดำเนินรายการ
พิธีกร สืบสกุล กิจจนุกร

จัดโดย กลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน.)
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ

24 มิถุนายน 2552

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ โครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๒

“ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง”


วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒

เริ่มเวลา ๑๔.๐๐ น.
ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
โดย ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิจารณ์ปาฐกถา
โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อภิปรายโดย

แม่ผา กองธรรม สมัชชาคนจน พื้นที่เขื่อนราษีไศล ภาคอีสาน
พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ชนเผ่า ผู้อยู่กับป่าในพื้นที่ภาคเหนือ
เป๊าะจิ๊ดือราแม ดาราแม ชาวบ้านพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้
วิไลวรรณ แซ่เตีย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย


สอบถามรายละเอียด โทร. ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙
E-mail : banomyong_inst@yahoo.com

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์
(Pridi-Phoonsuk Banomyong E-Library)
และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org)

24 มิถุนายน 2552

ขอเชิญร่วมสัมมนา
70 ปีสยามเป็นไทย-ย้อนเวลาสู่อนาคต
24 มิถุนายน 2482-2552
70th Anniversary-From Siam to Thailand: Back to the Future?
24 June 1939-2009


วันพุธ 24 มิถุนายน 2552 - 9.00 - 18.00
ณ หอ (เล็ก) ศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร


09.00 ลงทะเบียน (วีซีดีสยามเป็นไทย)
09.30 กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภาฯ ธรรมศาสตร์
10.00 เปิดตัวหนังสือ “หนึ่งศตวรรษ : รัฐธรรมนูญและรัฐประหารกับการเมืองสยามประเทศไทย-จากกบฏ ร.ศ. 130 ถึงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ ประชาธิปไตยกับ อำมาตยาธิปไตย” โดย ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี และ ผศ.ดร..ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
10.30 ขับร้องเพลงประสานเสียง “เพลงชาติสยาม - ชาติไทย - 24 มิถุนา”
โดย SEAS/TU BAND
10.45 ปาฐกถานำ "พัฒนาการของรัฐชาติกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม"
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
12.00 อาหารกลางวันตามอัธยาศัย (วีซีดี สยามเป็นไทย)
13.00 อภิปราย "การเมืองสยามประเทศไทย เราจะไปทางไหนกัน"
คุณ บัญญัติ บรรทัดฐาน
คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง
ศ. ผาสุก พงษ์ไพจิตร
คุณคำสิงห์ ศรีนอก (ลาวคำหอม)
ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ดำเนินรายการ
จบรายการด้วยขับร้องเพลงประสานเสียง “เพลงชาติลาว-กัมพูชา-พม่า”
เพื่อนบ้านของเราในอุษาคเนย์/อาเซียน)
15.30 ละครประกอบเพลง "70 ปี ดอกไม้งามจากสยามเป็นไทย"
16.30 ขับเพลงประสานเสียง-เพลงศรีอโยธยา, ราตรีประดับดาว, มาร์ช มธก.
โดย SEAS/TU BAND
17.00 งิ้วธรรมศาสตร์ (จูเนียร์) ตอน “เสียมก๊ก ตอนเปาบุ้นจิ้นผจญโป๊ยก๊ก”
18.00 ปิดงาน

พิธีกร - สมฤทธิ์ ลือชัย -อัครพงษ์ ค่ำคูณ และ นศ. SEAS/TU


หมายเหตุ :

ก. จัดโดย: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 02-424-5768 ร่วมด้วยคณะศิลปศาสตร์ มธ., โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ศศ. มธ., สมาคมจดหมายเหตุสยาม, กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์, ชมรมอุษาคเนย์-อาเซียน

ข. เนื่องในโอกาส
-77 ปีของการอภิวัฒน์/ปฏิวัติ 24 มิถุนายน (2475-2552)
-75 ปี มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (2477-2552)
-70 ปี สยามประเทศไทย (2482-2552) รวมทั้งวาระครบรอบ
-57 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2495-2552) และ
-47 ปี คณะศิลปศาสตร์ (2505-2552) และ
-10 ปี โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (2542-2552)
ค. ไม่มีค่าลงทะเบียน

สภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจ ก.คลัง กู้เงินแล้ว

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 17 มิ.ย. - การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจ ก.คลัง กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แล้วเสร็จกลางดึกที่ผ่านมา เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายค้านวอล์กเอาต์และไม่ร่วมเป็นกรรมาธิการ ขณะที่รัฐบาลแก้เกมโดยตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ พิจารณา 3 วาระรวด

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเริ่มประชุมมาตั้งแต่เวลา 13.30 น. วานนี้ (16 มิ.ย.) แล้วเสร็จเมื่อเวลา 01.45 น.ที่ผ่านมา โดยนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายเป็นคนสุดท้าย และสรุปว่า กฎหมายดังกล่าวไม่มีรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ที่จะนำเงินกู้ 400,000 ล้านบาทไปใช้ ฝ่ายค้านจึงขอไม่ร่วมลงมติและร่วมเป็นกรรมาธิการ และฝ่ายค้านยังได้วอล์กเอาต์จากที่ประชุม จากนั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ได้ตรวจสอบองค์ประชุม มีสมาชิกในห้องประชุม 270 คน ครบองค์ประชุม จึงได้ลงมติ ซึ่งทั้งหมดเป็นเสียงรัฐบาล ลงมติเห็นด้วย 247 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนน 18 เสียง

อย่างไรก็ตาม ตามขั้นตอนเมื่อผ่านวาระแรก ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม แต่เมื่อฝ่ายค้านประกาศไม่ร่วมและวอล์กเอาต์ ทำให้นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ลุกขึ้นอภิปราย ระบุฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลถ่ายทอดการประชุม ทั้งที่ไม่เคยมีการปฏิบัติมาก่อน เพื่อหวังให้ฝ่ายค้านได้เข้าร่วมประชุม แต่เมื่อฝ่ายค้านตัดสินใจไม่ร่วม ก็ขอแสดงความเสียใจ ซึ่งหลังการอภิปรายของนายชินวรณ์ ทำให้นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ยังคงอยู่ในห้องประชุม แย้งว่า ฝ่ายค้านขอให้มีการถ่ายทอดจริง แต่ไม่สามารถร่วมลงมติรับหลักการได้ เพราะตลอดทั้งวันฝ่ายค้านได้ท้วงติงและขอทราบรายละเอียด แต่รัฐบาลไม่สามารถนำมาแสดงได้

หลังจากนั้น ประธานสภาฯ ได้ดำเนินการต่อ โดยการตั้งกรรมาธิการเต็มสภาฯ พิจารณา 3 วาระรวด มีนายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.ฝ่ายค้าน ขอแปรมติมาตรา 3 ก่อนที่นายขจิตรจะประกาศถอนในการแสดงความเห็นทั้งหมด

จากนั้นที่ประชุมได้เดินหน้าพิจารณา และเสียงส่วนใหญ่ได้คงไว้ตามร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี และร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านสภาฯ ซึ่งมีทั้งหมด 13 มาตรา ก่อนที่ประชุมสภาฯ จะปิดลงเมื่อเวลา 01.45 น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-17 03:16:50

กับดัก

ที่มา บางกอกทูเดย์

ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กลับเข้ามาอีกครั้งนั้น เป็นข้อสงสัยของใครหลายคนว่าต้องมีปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์กลับมารุนแรงหรือไม่
หากมองจากข่าวและข้อมูลที่ฝ่ายความมั่นคงเปิดเผย ถึงความต้องการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จะพบว่า มีข้อหนึ่งที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการ “ยกระดับ” การก่อเหตุให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และนำไปสู่ประเด็นการต่อสู้ทางศาสนาดังจะเห็นได้จากการมุ่งทำร้ายประชาชนในเชิงสัญลักษณ์ด้านศาสนา ทั้งบุกยิงชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตอย่างน้อย 11 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 10 คน ถึงในมัสยิด ที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ช่วงทำพิธีละหมาด เมื่อค่ำวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมาเหตุการณ์กราดยิงพระสงฆ์ขณะบิณฑบาตในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา เป็นเหตุให้พระสงฆ์มรณภาพ 1 รูป และบาดเจ็บอีก 1 รูปขณะที่เหตุการณ์บุกยิงชาวบ้านในมัสยิดนั้น เริ่มมีท่าทีขององค์การการประชุมอิสลามหรือโอไอซีออกมาแสดงท่าทีต่อกรณีดังกล่าวแล้วนายเอกเมเลดดิน อิชซาโนกลู เลขาธิการองค์การการประชุมอิสลาม (โอไอซี) กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลไทยสอบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่และจับผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ พร้อมขอให้รัฐบาลปกป้องชาวมุสลิมในประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ โอไอซี เพิ่งมีการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาชิกชาติอิสลามจากทั่วโลกเมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่มีกรณีปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีความพยายามตีประเด็นในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวมุสลิมในพื้นที่ บรรจุเข้าสู่วาระการหารือเป็นกรณีพิเศษตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ทำให้รัฐบาลไทยออกมาอ้างถึงความสำเร็จในการทำความเข้าใจกับโลกอิสลาม เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 5 ปีเต็มขณะที่ นายเคิร์ท แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกิจการเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ มีแผนเยือนประเทศไทยในเดือนหน้า อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามส่งเสริมเสถียรภาพในชาติพันธมิตรที่เก่าแก่การออกมาแสดงท่าทีต่อเหตุการณ์ความไม่สงบของโอไอซีและทางการสหรัฐฯ นั้น เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่านานาชาติได้หันมามองปัญหาความไม่สงบในทิศทางที่เปลี่ยนไปแม้ว่าที่ผ่านมาไทยจะพยายามบอกว่าเป็นเรื่องภายในประเทศไม่ได้เป็นเรื่องการต่อสู้ทางศาสนาที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการยกระดับศ.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของรางวัลยูเนสโกเพื่อการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2547 มองว่าปัญหาความไม่สงบกำลังบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ผู้ก่อสถานการณ์ยังคงนิรนาม แม้ผ่านมาหลายเหตุการณ์หลายปีแล้วก็ตาม ซึ่งผลกระทบจะยิ่งกว้างขวางมากขึ้น เพราะเหตุเกิดมานานแต่ยังไม่รู้ว่าใครทำ สุดท้ายต่างประเทศจะตั้งคำถามรวมถึงองค์การการประชุมอิสลาม (ไอโอซี) ด้วย

“คำถาม คือ เราจะตอบโอไอซีว่าอย่างไร เพราะเขาเพิ่งชะลอการบรรจุประเด็นภาคใต้ในการประชุมใหญ่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว จากนั้นก็มาเกิดคดีตากใบ ซึ่งมีคำถามว่าตอบสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องความยุติธรรมได้หรือไม่ เพราะความยุติธรรมนั้นแค่ทำอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้เห็นด้วย” ศ.วิทิต กล่าวขณะที่รัฐบาลเริ่มจับทางได้แล้วว่า ฝ่ายตรงข้ามกำลังเดินเกมเพื่อให้ฝ่ายรัฐตกหลุมพรางหรือ “กับดัก” ที่วางไว้เรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เอาไว้อย่างน่าสนใจโดยระบุว่าลักษณะพิเศษของเหตุการณ์ถ้าเทียบกับในหลายๆ ประเทศที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน การแสดงตัวของความเป็นองค์กร โดยเฉพาะในลักษณะที่มีโครงสร้างการบังคับบัญชาในทางดิ่งนี้ มันไม่ได้ปรากฏชัด จะไม่เหมือนกับที่ไอร์แลนด์ ระเบิดตูมปุ๊บก็มีเสียงประกาศออกมาเลยว่าฝีมือใครในประเทศไทยเกิดเหตุรายวันแต่ก็เหมือนปริศนาว่าใครเป็นคนทำ อันนี้เป็นความแตกต่าง แต่ถามว่ามีตัวตนหรือไม่? มีหลายคนที่ทำงานพอทราบ ส่วนรัฐบาลมีนโยบายเจรจาหรือไม่นั้น? รัฐบาลเจรจาไม่ได้ เพราะรัฐบาลถือว่าจะแก้ไขปัญหานี้ซึ่งเป็นปัญหาภายในของเรา“สิ่งหนึ่งซึ่งฝ่ายตรงข้ามต้องการมาก คือ บอกว่าเป็นการเจรจา เพื่อในที่สุดจะดึงประเทศที่สองที่สามเข้ามา แล้วจะยิ่งเป็นการแสดงออกว่าปัญหานี้ต้องไปยกระดับ ไปแก้ระดับนานาชาติซึ่งไม่ใช่นโยบายรัฐบาล” นายอภิสิทธิ์ กล่าว ■

เดิมพันสูง 3 กฎหมายใช้เงิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไม่เพียงเขย่าขวัญไปทั่วโลกแม้แต่ประเทศไทยก็กดดันหนักด้วยเช่นกัน ขนาด นายมนตรีโสคติยานุรักษ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)ยังยอมรับว่า แม้หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยมีความเชี่ยวชาญและสามารถในการป้องกันการแพร่ระบาดได้ แต่ก็ควรทำการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับทราบเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบผู้ติดเชื้อหวัดและแผนป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นกลับมาเที่ยวเมืองไทยได้ตามปกติ เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวทำรายได้เข้าประเทศกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปีโครงสร้างเศรษฐกิจไทยขณะนี้ได้พึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอก ทั้งรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งมีมูลค่าสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70 ของจีดีพี ดังนั้น หากจะให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ต้องรอให้ประเทศสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นฟื้นตัวก่อน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างนั้น ดังนั้น หากรอให้ 3 ประเทศดังกล่าวฟื้นตัวคงต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปีแต่ขณะนี้เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัวโดยจีดีพีขยายตัวได้ถึงร้อยละ10 รวมถึงอินเดียและอาเซียนหลายประเทศ จึงควรหันส่งออกไปยังประเทศดังกล่าว และในระยะยาวยังเห็นว่าควรปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้นสำหรับการเสนอร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน400,000 ล้านบาท พ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท และพ.ร.บ.งบประมาณปี 2553 อีกจำนวน 1.7 ล้านล้านบาท รัฐบาลควรชี้แจงแผนการใช้เงินที่เร่งด่วนจำเป็น ความสำคัญของการใช้เงินลงไปสู่โครงการต่างๆ รวมถึงคณะกรรมการติดตามการใช้เงินลงทุนที่ตั้งมาแล้ว ต้องติดตามการใช้เงินลงทุนอย่างเข้มข้นหากชี้แจงได้ทุกฝ่ายน่าจะลงมติผ่านกฎหมายทางการเงินทั้ง3 ฉบับ เพราะทั้งฝ่ายค้านและวุฒิสภาต่างต้องการให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวกันทั้งนั้น เพียงแต่รัฐบาลต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจกับทุกฝ่าย ■

ศาลมิใช่พหูสูต นักกฎหมายมิได้รู้ทุกเรื่อง

ที่มา ประชาไท

ชำนาญ จันทร์เรือง ตั้งข้อสังเกต ศาลรัฐธรรมนูญ มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์กว่านักเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่มากมายในประเทศนี้แล้วล่ะหรือ

คนอื่นจะคิดอย่างไรผมไม่รู้แต่ความรู้สึกของผมที่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณี พ.ร.ก.กู้เงินฯแล้ว มีความรู้สึกพิกลๆว่าเดี๋ยวนี้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในคำวินิจฉัยแทนหลักกฎหมายกันแล้วหรือ รู้สึกฉงนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์กว่านักเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่มากมายในประเทศนี้แล้วล่ะหรือ หรือว่าเป็นเพียงการนำคำชี้แจงหรือคำให้การของรัฐบาลมาปรับปรุงตกแต่งใหม่เท่านั้นเอง

โดยเนื้อหาในคำวินิจฉัยระบุว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ใน ทั้งสองประเด็น ประกอบด้วย
ประเด็นแรกคือ การตรา พ.ร.ก. ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยในประเด็นนี้ คณะ ตุลาการเห็นว่า ขณะนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเมืองภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ลงทุน รวมทั้งก่อให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันโครงการต่าง ๆ ของรัฐ ระบบเศรษฐกิจเกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยเฉพาะรายได้จากการส่งออก และนำเข้าก็ลดลงอย่างมาก รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เคยทำรายได้สูงสุดก็ลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ขาดความมั่นใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัย

สิ่งบ่งชี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบรุนแรงคือ มูลค่าการส่งออกของสินค้าไทยหดตัวลงอย่างรวดเร็ว รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ภาคธุรกิจปิดกิจการมากขึ้นทำให้ปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น หนี้เสียมีแนวโน้มสูงขึ้น กำลังซื้อลดลง ส่งผลให้จีดีพีหดตัวลงอย่างมาก

จากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้รายได้ที่จัดเก็บน้อยกว่าประมาณการที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง ถึงความสามารถในการใช้จ่ายและจัดทำบริการสาธารณะ แม้ว่า รัฐจะได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทั้งการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ มาตรการทางภาษี มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การจัดทำงบประมานรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2552 หรือเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อพิจารณาสาระสำคัญของ พ.ร.ก.ประกอบเหตุผลในการตรา พ.ร.ก. ย่อมเห็นได้ว่า การที่คณะรัฐมนตรี ตรา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ขึ้นมา ก็เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ มิให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้ภาครัฐในฐานะที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะช่วยสร้างกำลังซื้ออย่างเร่งด่วนในระระบบ ในช่วงที่กำลังซื้อจากทั้งในและต่างประเทศหดตัวลง จึงจำเป็นต้องรีบดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน

เพื่อป้องกันปัญหาที่จะลุกลามไปทุกภาคส่วน อันเป็นการทำหน้าที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 ววรคหนึ่งแล้ว”

ประเด็นที่สองที่ต้องพิจารณาคือ พ.ร.ก.ดังกล่าว ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสองหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวคณะตุลาการเห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาความมั่นคงในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ว่ามูลค่า การส่งออกที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว รายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลง มีการปิดกิจการหรือเพิ่มมากขึ้น ปัญหาการว่างงานเพิ่มมากขึ้น หนี้เสียพุ่งสูงขึ้น ทุกปัจจัยส่งผลกระทบให้เกิดภัยวิกฤติเศรษฐกิจ จนรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤติในหลายทาง แต่สภาวะเศรษฐกิจก็ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจึงถือเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เกิดขึ้นแล้ว

“ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงเหตุที่เป็นกรณีความฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นอันรีบด่วน อัน มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ดังกล่าวข้างต้น ประกอบสาระสำคัญและกรอบการดำเนินการตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 แล้ว ยังไม่มีมูลกรณีให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้ตรา พ.ร.ก.ขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลยพินิจบิดเบือนหลักการรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่า การตรา พ.ร.ก.นี้ขึ้นมา เป็นกรณีความฉุกเฉินที่มีความจำเป็นอันรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสองแล้ว”

อันที่จริงแล้วเมื่อเราวิเคราะห์ดูในเนื้อหาของมาตรา 184 วรรคสองที่บัญญัติว่าการตราพระราชกำหนดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจคณะรัฐมนตรีไว้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจใดๆในการไปวินิจฉัยอีก เพราะในเมื่อคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนตามอำนาจที่ได้รับจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

กอปรกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้การตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารตามมาตรานี้ไว้ว่าเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองยิ่งศาลรัฐธรรมนูญที่ประกอบไปด้วยนักกฎหมายเสียเกือบทั้งหมดมี นักรัฐศาสตร์บ้างเพียงสองคนจากจำนวนทั้งหมดเก้าคน ที่สำคัญคือไม่มีใครเป็นนักเศรษฐศาสตร์เลย

ฉะนั้น ในกรณีนี้จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัยจนทำให้ การนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อลงมติว่าจะรับรองหรือไม่รับรองกฎหมายฉบับนี้ต้องชะงักงันไป จนทำให้หลักการของความจำเป็นเร่งด่วนต้องเสียไปเพราะศาลรัฐธรรมนูญเอง

ตัวอย่างที่ผมยกมานี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องที่นักกฎหมายสำคัญตนเองผิดว่าตนเองรู้ดีกว่าคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง ซึ่งก็รวมไปถึงไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ผูกขาดโดยนักกฎหมายหรือร่างกฎหมายทั่วๆไปที่ถูกผูกขาดตัดตอนโดย สนง.คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะกำหนดเนื้อหาที่นอกเหนือจากเทคนิคทางกฎหมายว่าอะไรควรหรือไม่ควรที่จะบัญญัติลงไปในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายทั่วๆไป แทนที่จะเป็นไปตามความต้องการผู้ที่จะต้องใช้กฎหมายนั้น

นักกฎหมายนั้นเปรียบเสมือนช่างตัดผมที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในการตกแต่งผม ซึ่งต้องตามใจลูกค้าว่าจะเลือกทรงอะไรสำหรับหัวของเขา มิใช่จะต้องจำยอมให้นักกฎหมายหรือช่างตัดผมตัดตามใจของตัวเอง จนร่างกฎหมายดีๆหลายฉบับต้องบิดเบี้ยวไปดังเช่นที่ผ่านๆมา

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2552

รายงาน: สงครามเทคโนโลยี ในการประท้วงที่อิหร่าน

ที่มา ประชาไท

เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่อิหร่านซึ่งกำลังมีความร้อนระอุทางการเมืองก็มีบางคนใช้อินเตอร์เน็ตในการสื่อสารข้อมูลหลายช่องทาง ทั้งภาพ คลิป ข้อความ แต่ทางอิหร่านก็ปิดกั้นการสื่อสารเหล่านี้อย่างเข้มงวด ทำให้ต้องหันมาใช้ช่องทางพื้นฐานที่สุด คือ ปาก-ต่อ-ปาก

รวมเรื่องราวของเกี่ยวกับการประท้วงในอิหร่านจากเว็บ Twitter

รวมเรื่องราวของเกี่ยวกับการประท้วงในอิหร่านจากเว็บ Twitter

รัฐบาลอิหร่านตัดการสื่อสาร ขณะนักข่าวพลเมืองอาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องเครื่องมือ
รัฐบาลอิหร่านพยายามตัดการสื่อสารของกลุ่มผู้ประท้วงโดยการตัดเครือข่ายโทรศัพท์ บล็อกโปรแกรมส่งสารทางตัวหนังสือ ปิดเว็บไซต์ข่าวจำนวนมากทำให้ผู้สื่อข่าวในอิหร่านมีความยากลำบากในการส่งข่าวไปต่างประเทศ

แต่ขณะเดียวกันทางสำนักข่าว BBC มีรายงานในวันที่ 15 มิ.ย. กล่าวถึงการที่คนทั่วโลกให้ความสนใจกับเหตุการณ์ความวุ่นวายในอิหร่านทางอินเตอร์เน็ต โดยแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามตัดช่องทางการสื่อสารแต่กลุ่มนักข่าวพลเมืองก็ยังคงใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตในการสื่อสารข้อมูลในหลายที่

เช่นเว็บไซต์ http://www.tehranlive.org ที่คอยอัพเดทภาพเหตุการณ์การประท้วงในอิหร่าน ซึ่งผู้จัดทำบล็อกเขียนไว้ในบล็อกของเขาว่าเว็บนี้ถูกแบนโดยรัฐบาลอิหร่าน ความเห็นส่วนใหญ่ในบล็อกนี้จะเป็นการให้กำลังใจ หรือให้ข้อมูลที่เป็นภาพวิดิโอ

ขณะที่ความเห็นแย้งมีเป็นจำนวนน้อยเช่น ความเห็นจากผู้ใช้นามอินเตอร์เน็ตว่า yoyo โพสท์เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ว่า "ดูเหมือนว่าพวกหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พยายามจะปฏิวัติด้วยสีใหม่อีกแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อการเผยแพร่ข้อมูลที่เกินจริง" กับผู้ใช้นามอินเตอร์เน็ตอีกคนคือ Mohsen ที่แสดงความเห็นว่า "ชาวอิหร่านที่กล้าหาญจริง ๆ ควรยอมรับผลการเลือกตั้ง และพยายามช่วยเหลือประธานาธิบดีของเราพัฒนาประเทศ" ขณะความเห็นที่อีกบางส่วนก็ได้โพสท์ว่าอาห์มาดิเนจาดก็ไม่ได้ดีไปกว่าประธานาธิบดีคนอื่น ซึ่งล้วนแต่เป็นหุ่นเชิดของ "คาเมนี" ผู้นำระดับสูงของอิหร่าน

นอกจากนี้ยังมีรูปจาก Iran feed ในเว็บ Flickr รวมถึงรูปที่แสดงภาพการประท้วงการเลือกตั้งที่อิหร่านในลอนดอน รูปจากเว็บฝากรูป Picasa ในเว็บ iReport.com ของ CNN ยูสเซอร์ ahriman46 ใน Youtube ก็มีคลิปเกี่ยวกับการประท้วงในอิหร่านส่วนยูสเซอร์ชื่อ persianlover2007 ก็ได้อัพโหลดคลิปที่เหมือนกับถ่ายจากมือถือเป็นเหตุการณ์ในจัตุรัสวานาก ที่กรุงเตหราน

นอกจากรูปและคลิปแล้วยังมีการใช้โปรแกรม Twitter ในการโพสท์ข้อความหรือลิ้งค์ที่มีผู้เห็นเหตุการณ์ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูล โดยการสนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับการเลือกตั้งในอิหร่านมีการเคลื่อนไหวในเว็บรวดเร็วมาก แต่อย่างไรก็ตามการโพสท์ข้อความใน Twitter หรือการ "Tweets" นั้น ในกรณีที่มีการใช้เผยแพร่ข้อมูลจากผู้ใช้นอกอิหร่านแล้วมีการส่งต่อ "re-tweeted" ไปที่อื่น ก็ต้องระวังด้วยว่ามันอาจเป็นการเปลี่ยนข่าวลือไร้ที่มาให้กลายเป็น "ข้อเท็จจริง" ได้

ผู้ที่ต้องการตามเรื่องราวเกี่ยวกับการเลือกตั้งอิหร่านทาง Twitter สามารถใช้บริการค้นหาของเว็บได้ โดยสามารถติดตามเรื่องราวล่าสุดได้โดยการพิมพ์ค้นหา #iranelection ในช่องค้นหา มีผู้ที่รวบรวมการส่งข้อมูลของอิหร่านจาก Twitter ไว้ที่ http://iran.twazzup.com/ ด้วย

ขณะที่ใน Facebook เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่สามารถให้ผู้คนเข้ามารวมตัวกันเสนอความเห็นในประเด็นต่าง ๆ ได้ ก็มีเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งในอิหร่าน ซึ่งผู้ใช้ Facebook จำนวนมากดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็มีการตั้งกลุ่ม I ♥ Iran ขึ้นเป็นทั้งภาษาเปอร์เซียและภาษาอังกฤษ กับอีกแหล่งหนึ่งคือ Iran. Where is my vote? ที่มีการอัพเดทเรื่องราวจากอิหร่าน มีลิ้งค์วิดิโอ รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งด้วย

นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ให้ผู้ใช้ Facebook เปลี่ยนไอคอนของตัวเองเป็นสีเขียวเพื่อสนับสนุนการต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านด้วย

ในส่วนของเว็บไซต์และเว็บบล็อก เว็บ PressTV ที่ได้รับทุนจากรัฐบาลอิหร่านบอกว่าการประท้วงเริ่มบังเกิดความรุนแรงหลังจากที่ มีร์ ฮอสเซน มูซาวี ผู้พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งล่าสุดออกมาบนท้องถนน อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ยังไม่มีรูปของการประท้วงบนเว็บไซต์เลย

ในบล็อกของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ อย่าง Huffington Post , Guardian , New York Times ก็มีการนำภาพและข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอิหร่านมาโพสท์บทเว็บ รวมถึงผู้ให้บริการชุมชนเครือข่ายบล็อกสื่อพลเมืองอย่าง Global Voice ด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบล็อกที่นำเสนอเรื่องของการประท้วงการเลือกตั้งในอิหร่าน

เมื่อ Twitter ล่ม ปาก-ต่อ-ปาก คือทางออก
ตั้งแต่ที่มีการประท้วงผลการเลือกตั้งในอิหร่าน ก็มีการใช้ Twitter ในการส่งข้อมูลมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมีการปิดกั้นเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมในอิหร่าน ทำให้ตอนนี้ชาวอิหร่านต้องหันกลับมาอาศัยวิธีการแบบปาก-ต่อ-ปาก อีกครั้ง

ข้อมูลที่มีการ "Tweets" ในอิหร่านมีผู้คอยติดตาม "followers" เป็นจำนวนมากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดย Tweets คือข้อความสั้น ๆ 140 ตัวอักษรที่ส่งเข้าไปในเว็บ Twitter ซึ่งเป็นเว็บเครือข่ายทางสังคมและเป็นบล็อกขนาดย่อม "micro-blogging" ที่จะสามารถติดตามและรับทราบข้อมูลใหม่ ๆ ได้จากเว็บไซต์และจากโทรศัพท์มือถือ มีผู้ใช้สองรายที่มีล็อกอินชื่อ @Keyvan และ @Mahdi เป็นชาวอิหร่านที่คอยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอิหร่านผ่าน Twitter

"มีรถถังอยู่ในเมือง" @Keyvan เขียนข้อความเป็นภาษาอังกฤษเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา "ผมก็ออกไปลงคะแนนเสียง ครอบครัวผมสวมชุดสีเขียว" @Mahdi เขียนข้อความในวันที่ 12 มิ.ย. เกี่ยวกับ มีร์ ฮอสเซน มูซาวี ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่รณรงค์ด้วยสีเขียว

เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมอย่าง Facebook และ Twitter มีบทบาทสำคัญในการประท้วงเนื่องจากความสามารถในการสร้างความเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนจำนวนมากได้ในเวลาไม่นาน แต่ในตอนนี้รัฐบาลอิหร่านได้ทำการปิดกั้นเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมทำให้อิทธิพลของเว็บเหล่านี้ลดลงอย่างมาก

แต่ก็เช่นเดียวกับทุกครั้งที่จะต้องมีหนทางในการหลีกเลี่ยงการเซนเซอร์ เช่นการใช้โปรแกรมที่สามารถทะลวงผ่านการปิดกั้นของรัฐบาลไปได้ แต่โปรแกรมเหล่านี้ก็จะทำให้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ช้าลง จากที่อิหร่านมีอินเตอร์เน็ตที่เชื่องช้าอยู่แล้ว ทำให้ดูเหมือนแทบจะเข้าไปใช้การอะไรไม่ได้ และมีชาวอิหร่านจำนวนเพียง 22 ล้านคนเท่านั้นที่สามารถเข้าเว็บไซต์ที่ถูกบล็อกได้ และแม้ว่าผู้ใช้ Twitter ชาวอิหร่านจะมีผู้ติดตาม (Follower) มากมายแต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นชาวต่างชาติ ซึงพวกเขาทำได้เพียงเป็นผู้เฝ้าดูมากกว่าผู้ที่มีบทบาทในการประท้วงจริง

Facebook เองก็มีบทบาทในการรณรงค์หาเสียงของมูซาวี เพราะสื่อของรัฐนั้นอยู่ในมือของประธานาธิบดี อาห์มาดิเนจาด ผู้สนับสนุนมูซาวีเข้าใช้ Facebook เพื่อวางแผนการพบปะและประกาศบอกเวลา สถานที่ของขบวนหาเสียงของมูซาวี

"นี่เป็นการเลือกตั้งที่เป็นดิจิตัลที่สุด" เรซา บาดามชิ ผู้ดูแลเว็บ Sepidedam.com กล่าว โดยมีการใส่เสียงปราศัยของมูซาวีไว้ในเว็บนี้ ในวันที่ 13 มิ.ย. เว็บไซต์ของบาดามชิถูกปิดโดยไม่ได้รับเหตุผลที่เป็นทางการ

การใช้โทรศัพท์และการส่งข้อความก็ถูกปิดกั้น หนังสือพิมพ์ถูกสั่งปิด เว็บไซต์ถูกบล็อกและมีการส่งสัญญาณรบกวนคลื่นสัญญาณโทรทัศน์ ชาวอิหร่านต้องหันกลับไปใช้วิธีการเก่าแก่สุดของมนุษย์ คือการลือแบบปากต่อปาก

ทุกคน ตั้งแต่คนขี่จักรยานยนต์ส่งของไปจนถึงผู้ใช้รถเบนซ์ ต่างมีส่วนในวงจรข่าว "ป้อมตำรวจที่ถนนจอมฮูรีถูกเผา" คนส่งพิซซากล่าว "มีการยิงกันอยู่แถวบ้าน" คนขับแท็กซี่เป็นผู้บอกเล่า "พวกเด็กใน ซาอาแดท อาแบด กำลังทำระเบิดขวด" วัยรุ่นคนหนึ่งบอกกับเพื่อนบ้านเขาที่ล็อบบี้ของอพาร์ทเมนต์

ในตอนบ่ายวันที่ 16 มิ.ย. มีการประกาศชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนอาห์มาดิเนจาด ซึ่งอีกสองชั่วโมงถัดมากลุ่มผู้สนับสนุนมูซาวีก็วางแผนออกมาประท้วงด้วยเช่นกัน ผู้ประกาศทางโทรทัศน์ของรัฐบอกว่า "ชาวอิหร่านที่แท้จริงจะมารวมตัวกันในช่วงบ่าย 3 โมง" ส่วนผู้สนับสนุนมูซาวีก็ถามว่า "แล้วการชุมนุมของพวกเรายังจะมีอยู่ไหม" ไม่มีใครทราบ หากเพียง เมื่อเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น การประท้วงก็จะเริ่ม

ประท้วงเดือดในอิหร่าน มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายราย

ที่มา ประชาไท

ประชาชนที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในอิหร่านพากันออกมาประท้วงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน บางแห่งเกิดความรุนแรงจากกลุ่มผู้ชุมนุมจนถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้วหลายราย ผู้นำสูงสุดอิหร่านยอมให้มีการนับคะแนนใหม่ ขณะที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านผู้แพ้การเลือกตั้งไม่ยอม ขอให้มีการเลือกตั้งใหม่

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. สถานีวิทยุของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า การชุมนุมประท้วงต่อต้านผลการเลือกตั้งในกรุงเตหะรานของอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ขณะที่ทางสำนักข่าวฮาเร็ทซ์ (Haaretz) รายงานว่ามีประชาชนชาวอิหร่าน 20 รายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงครั้งนี้

รายงานดังกล่าวบอกว่าการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ประท้วง "พยายามโจมตีฐานที่ตั้งของกองทัพ" โดยไม่ได้บอกถึงรายละเอียดมากกว่านี้ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะสื่อถึง การที่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามบุกเข้าไปในฐานที่ตั้งของทหารกองหนุนอาสาฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (Revolutionary Guard) ของอิหร่าน

ทั้งหมดเริ่มมาจากการเลือกตั้งในอิหร่านเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่มามูดห์ อาห์มาดิเนจาด ชนะการเลือกตั้งโดยได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 62.63 มากกว่ามีร์ ฮอสเซน มูซาวี ที่ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 33.45 แต่มีร์ ฮอสเซน มูวซาวี ก็ประกาศผ่านเว็บไซต์ประณามผลการเลือกตั้ง และระบุให้ระวังการโกงเลือกตั้ง

กระทั่งในวันที่ 13 มิ.ย. ก็มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ออกมาชุมนุมประท้วง และก่อการจลาจลตามท้องถนนในกรุงเตหะรานของอิหร่านโดยมีการตะโกนให้ต่อต้านระบอบเผด็จการ มีผู้ประท้วงบางกลุ่มขว้างปาก้อนหิน ทำลายร้านค้าและปะทะกับตำรวจจนต้องใช้แก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุม โดยกลุ่มผู้ประท้วงเชื่อว่าความพ่ายแพ้ของมีร์ ฮอสเซน มูซาวี มาจากการที่การเลือกตั้งขาดความโปร่งใส

ในวันที่ 14 มิ.ย. การประท้วงทวีความรุนแรงมากขึ้นกลุ่มผู้ประท้วงเริ่มบุกทำลายร้านค้า สถานที่ราชการ สถานีตำรวจ ยานพาหนะของตำรวจ ปั๊มน้ำมัน และธนาคาร ในสถานศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเตหะราน มหาวิทยาลัยอมีร์คาบีร์ และ มหาวิทยาลัย ชาฮิด เบเฮช์ติ ก็มีนักศึกษาทำลายและเผาอาคาร วัสดุต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีบางส่วนเผายางรถยนต์ ขว้างก้อนหินและระเบิดขวดเพลิง (Molotov Cocktail) อยู่ภายนอกอาคารที่ทำการกระทรวงมหาดไทย

จนถึงในคืนวันที่ 15 มิ.ย. ผู้ประท้วงมารวมตัวกันกว่าแสนคน มีผู้ที่ยิงปืนเข้าไปที่กลุ่มผู้ประท้วงในลานอซาดี (ลานแห่งเสรีภาพ) ของกรุงเตหะราน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายขณะที่อีกหลายรายบาดเจ็บสาหัส โดยในรายงานข่าวเชื่อว่าเป็นการยิงมาจากฐานที่ตั้งของทหารกองหนุนบาสิจ (Basij) ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่จงรักษ์ภักดีกับผู้นำสูงสุด อยาโตลาห์ อาลี คาเมนี มาก

ขณะที่ทางสถานีโทรทัศน์ของอิหร่านรายงานว่ากลุ่มผู้ประท้วง พยายามจู่โจมฐานที่มั่นของหน่วยทหารกองหนุนบาสิจ จนทำให้มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว 7 ราย โดยทางสถานีไม่ได้รายงานรายละเอียดมากกว่านี้

ส่วนหนังสือพิมพ์ลอส แองเจิลลิส ไทม์ รายงานว่านอกจากเหตุการณ์นี้แล้วการชุมนุมโดยทั่วไปเป็นไปอย่างสงบ ในกลุ่มผู้ชุมนุมมีกลุ่มหญิงสวมญิฮาบสีดำรวมกับกลุ่มเจ้าของโรงงาน มีนักศึกษาโพกผ้าและริบบิ้นสีเขียวซึ่งเป็นสีของพรรคมูซาวี เดินขบวนร่วมกับกลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจ ลูกจ้างที่ทำงานในตลาดสวมเสื้อยืดสีดำและคนขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของโบกไม้โบกมือร่วมไปกับกลุ่มผู้หญิงที่แต่งหน้าและสวมแว่นกันแดดหรู ๆ

จากการที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมแสดงความไม่พอใจติดต่อกันมาหลายวัน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาโตลาห์ อาลี คาเมนี ออกมาสั่งการให้สภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) ตรวจสอบการเลือกตั้งตามที่มูซาวีกล่าวหาว่าการเลือดตั้งในครั้งนี้ไม่โปร่งใส ทั้งที่ก่อนหน้านี้คาเมนีเคยกล่าวแสดงความยินดีหลังจากการประกาศผลว่าอาห์มาดิเนจัดชนะการเลือกตั้ง

โดยสภาผู้พิทักษ์ ทั้ง 12 คน ออกมาระบุว่าพวกเขาพร้อมที่จะมีการนับคะแนนการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่จะไม่มีการประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยคาดว่าจะไม่มีความผิดพลาดอีกหลังจากการนับคะแนนใหม่แล้ว แต่ทางมูซาวี และเมห์ดี คาโรบี ผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้งอีกรายบอกว่าพวกเขาอยากให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ และตัวมูซาวีเองก็แสดงความไม่ไว้ใจการตรวจสอบของสภาผู้พิทักษ์อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

ในวันที่ 16 มิ.ย. โทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า โมฮัมหมัด อาลี อับตาฮิ อดีตรองประธานาธิบดีผู้คอยหนุนหลังมูซาวีถูกจับกุมตัวโดยไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติม นอกจากนี้โทรทัศน์ช่องรัฐบาลยังได้แสดงภาพของมูซาวีคอยสั่งการการชุมนุมผ่านโทรโข่ง

ขณะที่มีการประท้วงอยู่ในอิหร่าน ประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดก็ได้เดินทางไปประชุมองค์กรความร่วมมือเซียงไฮ (Shanghai Cooperation Organization - SCO) ทางองค์กรซึ่งรวมถึงประเทศรัสเซียและจีนก็ได้แสดงความยินดีกับอาห์มาดิเนจาดที่ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

โดยถึงแม้ว่าจะมีความรุนแรงและผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น แต่ผู้ประท้วงที่เป็นกลุ่มสนับสนุนมูซาวีก็บอกว่าจะยังคงปักหลักกดดันต่อไป แต่มูซาวีเองก็ออกมาบอกให้กลุ่มผู้ชุมนุมอย่าเข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 16 มิ.ย. เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดความรุนแรง

สถาบันอิศรา: สัญญาณอันตราย...รัฐพึ่งไม่ได้ - ไม่ต้องการพึ่งรัฐ

ที่มา ประชาไท

วิทิต มันตาภรณ์ ระบุ เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้อาจมาถึงจุดแตกหัก ชี้ประชาชนจะขาดความมั่นใจในรัฐมากยิ่งขึ้นหากไม่สามารถปกป้องคุมครองความปลอดภัยของประชาชน และถือเป็นสัญญาณอันตราย

ศ.วิทิต มันตาภรณ์

ศ.วิทิต มันตาภรณ์

วิทิต มันตาภรณ์ ระบุ เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้อาจมาถึงจุดแตกหัก ชี้ประชาชนจะขาดความมั่นใจในรัฐมากยิ่งขึ้นหากไม่สามารถปกป้องคุมครองความปลอดภัยของประชาชน และถือเป็นสัญญาณอันตราย
“เหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดมีความน่ากลัว บั่นทอนจิตใจประชาชน ถามว่ารัฐตอบสนองได้มากน้อยเพียงใด รัฐมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ถ้าตอบสนองไม่ได้ ประชาชนจะขาดความมั่นใจในรัฐมากยิ่งขึ้น ถือเป็นสัญญาณอันตราย”
เป็นความห่วงใยที่มีต่อสถานการณ์ชายแดนใต้ของ ศ.วิทิต มันตาภรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของรางวัลยูเนสโกเพื่อการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2547 และติดตามปัญหาในดินแดนด้ามขวานมาเนิ่นนาน
เหตุการณ์กราดยิง 10 ศพที่มัสยิดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. หรือล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือเหตุการณ์ยิงพระที่ จ.ยะลา แทบไม่ต้องบรรยายรายละเอียดให้มากความ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
“มันทารุณมาก และก่อให้เกิดความรู้สึกมากขึ้นไปอีก นายกฯบอกว่าเป็นเหตุการณ์ไม่ธรรมดา แปลกขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่เหตุพวกนี้เกิดหลังกรณีตากใบ คำถามคือความรับผิดชอบที่น่าจะมีในกรณีตากใบเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร และเป็นความรับผิดชอบของใคร3-4 เหตุการณ์หลังสุด มีผลกระทบต่อจิตใจทั้งของประชาชนทั่วไปและคนในพื้นที่”เนื่องจากคดีดังกล่าว ตลอดจนเหตุการณ์ร้ายๆ
ทั้งหมดนี้ ศ.วิทิต สรุปสั้นๆ ง่ายๆ แต่น่าตกใจว่า กำลังทำให้เกิดภาวะ “แตกร้าว แตกแยก และแตกหัก”
อย่างไรก็ดี การจะดับไฟใต้ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายมากไปกว่านี้ ต้องเริ่มมาจากขุดค้นต้นตอของปัญหา สภาพปัญหา ก่อนจะวิเคราะห์ถึงแนวทางแก้ไข
ศ.วิทิต เริ่มต้นจากการตั้งคำถาม 5 คำถามเกี่ยวกับปัญหาไฟใต้ ได้แก่
1.มีอะไรดีขึ้นบ้างไหม
2.มีอะไรแย่ลงบ้างไหม
3.การแสวงหาความเป็นธรรมและความยุติธรรม เป็นจริงหรือไม่
4.ความอยุติธรรมเพิ่มพูนขึ้นหรือเปล่า และ
5.แนวโน้มที่ควรจะเสริมสร้างต่อไปเพื่อการแก้ไขปัญหาในนามรัฐบาลพลเรือน
เริ่มจากคำถามแรก มีอะไรดีขึ้นบ้างในสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศ.วิทิต แจกแจงเอาไว้ 5 ข้อ กล่าวคือ 1.ฝ่ายความมั่นคงใช้คำพูดที่อ้างถึงสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมมากขึ้น ทั้งนี้เป็นการพิจารณาจากคำพูด ส่วนเนื้อหาต้องติดตามดูกันต่อไป
2.จำนวนคนที่ถูกกักตัวอยู่ในค่ายทหารหรือฐานปฏิบัติการณ์ของหน่วยเฉพาะกิจต่างๆ ลดลง และระยะเวลาการถูกกักตัวสั้นลง ผู้ต้องสงสัยได้รับการโอนย้ายไปสู่เรือนจำเร็วขึ้น (หมายถึงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติเร็วขึ้น) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สามารถลดโอกาสและศักยภาพของการซ้อมทรมานซึ่งมักเกิดในสัปดาห์แรกหลังการจับกุม
3.เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่ปฏิบัติการโดยมิชอบหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน มีแนวโน้มถูกลงโทษทางวินัยมากขึ้น
4.ภาคประชาสังคมทำงานได้มากขึ้น กว้างขวางขึ้น หนาแน่นขึ้น ดูแลเหยื่อความรุนแรงได้มากขึ้น
5.สถิติการก่อเหตุรุนแรงลดลง
จากคำถามแรก นำไปสู่คำถามที่ 2 คือมีอะไรแย่ลงบ้าง ศ.วิทิต แจกแจงเอาไว้ 5 ข้อเช่นกัน คือ
1.การโจมตีไม่ว่าจะจากฝ่ายไหนก็ตาม เห็นชัดว่ารุนแรงมากขึ้น เหตุการณ์ยิง 10 ศพที่มัสยิด เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
2.ผู้ก่อสถานการณ์ยังคงนิรนาม แม้ผ่านมาหลายเหตุการณ์ หลายปีแล้ว ซึ่งผลกระทบจะยิ่งกว้างขวางมากขึ้น เพราะเหตุเกิดมานาน แต่ยังไม่รู้ว่าใครทำ สุดท้ายต่างประเทศจะตั้งคำถาม รวมถึงโอไอซี (องค์การการประชุมอิสลาม) ด้วย
3.ยังไม่มีการตอบสนองอย่างเปิดเผยต่อข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งสรุปรายงานแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้เอาไว้จากผลการศึกษาอย่างรอบด้านเมื่อหลายปีก่อน เพราะเป็นข้อเสนอที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งรัฐต้องตอบสนอง
4.แม้ในมิติหนึ่ง เหตุการณ์แนวลบ เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการใช้ความรุนแรงจะเกิดขึ้นในค่ายทหารน้อยลง แต่ปัจจุบันกลับมีข่าวว่าเหตุการณ์ลักษณะนั้นได้เกิดขึ้นในท้องถิ่นมากขึ้นในระหว่างการติดตามตัวผู้ต้องสงสัย ผลกระทบที่เกิดตามมาจึงใกล้ชิดกับชุมชนมากขึ้นไปอีก
5.การพยายามตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและการพัฒนายังอยู่ในกรอบการควบคุมของทหาร จึงประสบผลสำเร็จค่อนข้างยาก ทั้งๆ ที่น่าจะมุ่งไปในวิถีของพลเรือนมากขึ้น
ทั้งนี้ ประเด็นต่างประเทศ เป็นประเด็นที่ ศ.วิทิต มองว่าอ่อนไหวอย่างยิ่ง เพราะตัวอาจารย์เองก็เป็นที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กรต่างๆ ใต้ร่มยูเอ็น
“คำถามคือเราจะตอบโอไอซีอย่างไร เพราะเขาเพิ่งชะลอการบรรจุประเด็นภาคใต้ในการประชุมใหญ่ของโอไอซีเมื่อปลายเดือนที่แล้ว จากนั้นก็มาเกิดคดีตากใบ ซึ่งมีคำถามว่าตอบสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องความยุติธรรมได้หรือไม่ เพราะความยุติธรรมนั้นแค่ทำอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้เห็นด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า justice must be seen to be done”
กับคำถามที่ 3 และ 4 คือวิถีแห่งความเป็นธรรมและความยุติธรรม ศ.วิทิต มีมุมมองว่า เราทราบดีกว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และบางอำเภอของ จ.สงขลา อยู่ในกรอบของกฎหมายความมั่นคงหลายฉบับ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นมากที่สุดมาจากกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งมีบทบัญญัติในการจำกัดสิทธิ และไม่ให้หลักประกันเรื่องเสรีภาพในหลายส่วน
เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้อำนาจกักตัวผู้ต้องสงสัย 30 วัน โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาและไม่จำเป็นต้องสนใจกระบวนการนำคนที่ถูกกักไปสู่ศาล (หมายถึงว่าคุมตัวครบ 30 วันก็สามารถปล่อยตัวได้โดยไม่ต้องฟ้อง เท่ากับให้อำนาจควบคุมตัวโดยไม่ต้องมีความผิด หรือไม่ปรากฏความผิดชัด) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความอยุติธรรมได้ง่าย
“ส่วนตัวผมแม้จะไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายพิเศษ แต่ก็แฟร์พอที่จะบอกว่าถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ควรใช้อย่างมีสมดุลมากขึ้น ยึดหลักสิทธิมนุษยชนพื้นฐานมากขึ้น ต้องให้ผู้ถูกจับกุมหรือเชิญตัวเข้าสู่กระบวนการศาลโดยเร็วหรือโดยพลัน และเข้าถึงครอบครัว ทนายความได้มากขึ้น และอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้น ที่สำคัญต้องมีกระบวนการเยียวยาหากถูกละเมิด”
อีกประเด็นหนึ่งที่ ศ.วิทิต ให้น้ำหนักเป็นพิเศษในมิติความยุติธรรม ก็คือผลของคดีตากใบ (ศาลเพิ่งมีคำสั่งในคำร้องไต่สวนการตายเมื่อปลายเดือน พ.ค.) โดยตั้งคำถามว่ามีความพยายามที่จะปิดช่องหรือต่อต้านการลอยนวลของคนกระทำผิดมากน้อยเพียงใด
“อย่างที่ผมบอกคือความยุติธรรมนั้น แค่ทำอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องให้ประชาชนเห็นว่ายุติธรรมด้วย อย่างการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสระที่ตั้งขึ้นมาในอดีตหลายชุด ทั้งกรณีตากใบและกรือเซะ เมื่อผลลัพธ์ออกมาแล้ว ได้นำมาสู่การปฏิบัติจริงอย่างเต็มที่หรือไม่ ตรงนี้ก็สำคัญ เพราะเมื่อมีการตรวจสอบ ก็ต้องมีขั้นตอนที่นำไปสู่การลงโทษและการรับผิดทางกฎหมายด้วย ไม่ใช่แค่ถูกโยกย้ายแล้วกลายเป็นการลอยนวล”
ส่วนแนวโน้มของรัฐบาลที่จะนำพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 มาใช้ในพื้นที่ เพราะเป็นกฎหมายที่เปิดช่องให้นำผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการฝึกอบรมแทนการดำเนินคดีอาญาได้นั้น ศ.วิทิต ตั้งคำถามเช่นกันว่า จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้จริงหรือจะก่อความหวาดระแวงมากขึ้น
“ช่องทางตามกฎหมายความมั่นคงคือวิธีบำบัดทางกฎหมาย ซึ่งอันที่จริงแล้ววิธีที่ดีกว่าคือการบำบัดทางการเมืองและเศรษฐกิจ”
คำถามสุดท้ายคือแนวโน้มที่รัฐบาลพลเรือนอย่างพรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินการเพื่อคลี่คลายปัญหาก่อนบานปลายไปยิ่งกว่านี้ ศ.วิทิต ให้ข้อคิดเอาไว้ 5 ประการ คือ
1.การเยียวยาทางทหารไม่ได้ทดแทนการเยียวยาทางพลเรือนและการเมืองได้ ซึ่งการเยียวทางพลเรือนและการเมืองนั้น คือทางออกที่แท้จริง แต่ปัจจุบันยังไม่เกิด
2.รัฐต้องตอบสนองประชาชนด้วยการเยียวทางความรู้สึก ซึ่งคนในพื้นที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม และเกิดการลอยนวลของผู้ที่ควรจะต้องรับผิดชอบในหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา
3.ใช้การกระจายอำนาจ สมานฉันท์ และเข้าถึงเหยื่อความรุนแรง โดยเฉพาะในระดับครอบครัว เด็ก และสตรีให้มากขึ้น ซึ่งการเข้าถึงนั้น ใช้เงินอย่างเดียวไม่พอ
4.การป้องกันปัญหาความรุนแรงต้องใช้มาตรการทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมที่ดี ให้ผู้นำชุมชนต่างๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และขยายไปยังประชาชน ทั้งนี้วิธีการที่เริ่มจากเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งที่ดีและไม่ควรละเลย
5.ต้องมียุทธศาสตร์เยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งก็คือประชาชนในพื้นที่ทั้งหมด เพราะรัฐบาลกำลังเจอภาวะที่เรียกว่า “รัฐพึ่งไม่ได้” และ “ไม่ต้องการพึ่งแล้ว” ซึ่งยุทธศาสตร์การเยียวยาเช่นนี้จะไม่ได้รับการตอบสนองเลย หากไม่มีกลไกทางพลเรือนเข้าไปทำงาน โดยร่วมแรงร่วมใจกับคนในท้องถิ่นเอง
เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ทิ้งให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องตอบ!
หมายเหตุ : รายงานชิ้นนี้สรุปจากงานสัมมนา "5 ปีตากใบ 5 ปีไฟใต้ 5 เดือนรัฐบาลอภิสิทธิ์" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2552 ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย.2552

ถามอภิสิทธิ์ิ์

ที่มา บางกอกทูเดย์

อนาคตประเทศไทยอยู่ที่ไหน?อนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?2 ประโยคนี้ คือ คำถามที่ทุกคนถามไถ่กันเวลาเจอหน้า เวลาปรับทุกข์ เวลาพูดคุยถกเถียงกันทุกคนจะเคยได้ยิน 2 ประโยคนี้และทุกคนไม่สามารถหาคำตอบให้คนถามได้ เพราะไม่รู้จะหาจุดจบได้ตรงไหน?นักการเมืองส่วนใหญ่ หนีตายทางการเมืองจากการเป็นพรรคฝ่ายค้านไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้เกือบหมดแต่ประชาชนไม่สามารถหนีตายเหมือนนักการเมืองได้ และเวลานี้กำลังจะตายผ่อนส่งไปทุกวันหลายคนเคยคิดว่า...พอเปลี่ยนขั้วรัฐบาลแล้วทุกอย่างต้องดีขึ้นเพราะทุกอย่างคงคลี่คลายมากขึ้น และรัฐบาลมีตัวช่วยมากมายจากข้างบนลงถึงข้างล่าง รวมทั้งพลังกองทัพที่เป็นแรงสนับสนุนหลักด้วยปัญหาทุกอย่างน่าจะคลี่คลายลงได้ด้วยดี แต่ทว่ามันกลับตรงกันข้ามกับที่หลายคนคาดและคิดแถมสถานการณ์มันยังเลวร้ายกว่าเสียอีก...เพราะปัญหาเก่าคงยังอยู่ เช่น ความไม่สมานฉันท์ความไม่สามัคคีของคนไทยในประเทศการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างอดีตนายกฯ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามก็ยังคงอยู่ปัญหาการเมืองยังไม่สามารถเดินหน้าแก้ได้เลยแม้แต่น้อยแถมมีปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มเข้ามาและรุนแรงมากกว่าเดิมเสียอีก จนรัฐบาลแทบเอาตัวไม่รอดต้องกู้เงินแล้วกู้เงินอีก แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ทุเลาเบาบางได้อย่างที่พูดจาเอาไว้ร้ายกว่านั้น คือ....ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดภาคใต้นอกจากจะไม่ทุเลาลง กลับร้ายแรงมากกว่าในอดีตเหมือนฝ่ายตรงข้ามปฏิบัติการรุกเดินหน้าท้าทายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งน่าจะเข้าใจปัญหาพื้นที่ภาคใต้มากที่สุด แต่กลับไม่มียุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาวันนี้มาถึงตัวรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่รับผิดชอบการบริหารจัดการประเทศแล้วทุกอย่างทรงปัญหาเดินถอยหลังหมดทุกเรื่อง...รัฐบาลวันนี้เป็นรัฐบาลเพียงแม่เข้ามารับหน้าที่ประทังปัญหากระนั้นหรือ?คือ คำถามของทุกคนในประเทศ ที่ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ต้องตอบให้ชัดเจนความภาคภูมิใจทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์กำลังถูกท้าทายครั้งใหญ่ ว่าจะทำให้การเมืองประชาธิปไตย เดินหน้าหรือถอยหลังประชาชนต้องถามใจนายกฯ อภิสิทธิ์ กันทั้งประเทศ ■

ศึกสกลนคร

ที่มา บางกอกทูเดย์

เพราะ..พรรคภูมิใจไทย..จะต้องประกาศความยิ่งใหญ่..ให้เห็นว่า..ภาคอีสานนั้นไม่ใช่แผ่นดินต้องห้ามของพรรคการเมืองอื่นไม่ใช่เขตห้ามเข้าสงครามหาเสียงระหว่างภูมิใจไทยที่มีกัปตันใหญ่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล..เป็นหัวหน้า..กับพรรคเพื่อไทย..จึงเป็นมวยยกเอก..ถึงแม้ว่าจะเป็นมวยก่อนเวลาผลของการเลือกตั้ง..จะมีผลโดยตรงต่อการเมืองในภาคอีสาน และจะส่งต่อลงมาถึงการเมืองของประเทศไทย..ในทันทีที่การเลือกตั้งใหญ่มาถึงและที่แน่นอนที่สุดนั้น..สงครามหาเสียงครั้งนี้..คือ..สงครามตัวแทนระหว่าง..อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร..กับ เนวิน ชิดชอบ..ด้วยแล้วมันจึงให้ความเข้มข้นสูงสุดเพื่อไทยนั้น..คะแนนอยู่ที่จิตใจของประชาชนยังจะรวมศูนย์รวมความนิยมอยู่ที่ ทักษิณชินวัตร หรือไม่..เพราะหากใช้แนวทางอื่นในการเสกคะแนนมาใส่กล่องในวันเลือกตั้งแล้ว..ก็เชื่อขนมกินไว้ได้ล่วงหน้าเลยว่า..สกลนครคงจะต้องมีการเลือกตั้งกันอีกครั้งหรือหลายๆ ครั้งภูมิใจไทย..จะได้เปรียบในด้านนี้..เพราะภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล..และกุมเก้าอี้สำคัญในรัฐบาลนี้ อาทิ..กระทรวงมหาดไทย..กระทรวงคมนาคมคำยืนยันจากกรรมการการเลือกตั้ง..ที่เปิดทางกว้างให้กับผู้ต้องห้ามทางการเมือง..ได้เข้าไปเล่นการเมืองในฐานะผู้สนับสนุนได้นั้น..เป็นคำสารภาพ..การต่อสู้กันระหว่าง..ภูมิใจไทยและเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้..มิได้หมายความเฉพาะเก้าอี้ผู้แทนในสภา..แต่มันยังอธิบายถึง..ดีเอ็นเอ..ในหัวใจของคนทั้งภูมิภาค..ที่เคยปฏิเสธรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ของคณะปฏิวัติมาแล้ว..ถ้า..พรรคภูมิใจไทยพ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้..จะมีผลทันทีต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าที่ศรีสะเกษ..ถ้า..เพื่อไทยแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้..ก็เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า..ฐานกำลังสำคัญของพรรคเพื่อไทย..กำลังจะเสื่อมสลายถ้า..ทักษิณแพ้ในอีสาน..หนทางกลับบ้านของเขา..ก็มืดมน ■