WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 18, 2009

เสื้อแดงเดือนเมษา: ตอน 3 - รอยร้าวลึกกับสื่อมวลชน และสันติวิธีที่ไม่มีใครเห็นค่า

ที่มา ประชาไท

กรกช เพียงใจ

ความเดิมตอนที่แล้ว

ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)
บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล
แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย
หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....

- - - - - - - - - - - -

เที่ยงวันที่ 13 เมษายน 2552

ฉันนั่งรถกลับไปที่บ้านพี่ชายที่รู้จักอีกคนหนึ่งเพื่อส่งข้อมูลและหลับซักงีบก่อนจะเดินทางต่อไปยังเวทีหน้าทำเนียบฯ เป็นครั้งแรกๆ ที่ฉันได้มีโอกาสดูข่าวจากทีวี ซึ่งข่าวหลักคือ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และ การเล่นน้ำสงกรานต์ในที่ต่างๆ สักช่วงเที่ยง ฉันได้เห็นการสลายการชุมนุมสดทาง สทท. กล้องทีวีอยู่หลังแนวทหารทั้งกองร้อยที่ยิงปืนเอ็มสิบหกขึ้นฟ้าตลอดเวลา เหมือนกับเป็น “สงคราม” ไลฟ์ออนทีวี มีภาพทหารบางส่วนที่เข้าไปในซอยแล้วเล็งปืนไปด้านหน้าราวกับไล่ล่าผู้ก่อการร้าย แม่ค้าวิ่งหลบกันให้วุ่น รวมไปถึงข่าวการนำรถแก๊สมาขวางไว้ที่สามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และน่าหวาดหวั่นที่สุด ฉันรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก และรู้ได้ในทันทีว่า นี่คือปฏิบัติการตอบโต้กับการปราบที่รุนแรงตอนเช้ามืด ...เช้ามืดซึ่งไม่มีนักข่าวอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรายงาน(ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) ให้คนทั่วไปได้รับรู้เช่นเรื่องอื่นๆ

0000

ในช่วงบ่ายแก่ที่หน้าทำเนียบฯ ผู้คนยิ่งหนาตาท่ามกลางอากาศที่ร้อนแบบทำให้คนอดนอนเป็นลมได้ง่ายๆ หลังเวทีฉันเจอกับ “จิ้น กรรมาชน” ในสภาพเหนื่อยอ่อน ตาลึกโหล เรานั่งคุยกันสักพัก ก่อนที่ฉันจะหันไปจดการปราศรัยของจาตุรนต์ ฉายแสง (ขึ้นเวทีพร้อมสุธรรม แสงประทุม) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาขึ้นเวทีเสื้อแดงในช่วงการชุมนุมใหญ่ครั้งล่าสุดนี้ พร้อมข้อเสนอต่อฝ่ายต่างๆ ที่น่าสนใจพอสมควร จิ้นยังคงนั่งอยู่ไม่ไกล ฟังไปและสัปหงกไป

จาตุรนต์ มีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. และพรรคร่วมรัฐบาล แต่ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือการพูดถึงสื่อมวลชนที่ไม่กล้ามาทำข่าวการแถลงของเขาหลังเวที เนื่องจากเกรงจะผิดกฎหมายหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และระบุว่าแกนนำประกาศไม่รับรองความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว แต่จาตุรนต์ยืนยันว่าได้สอบถามแกนนำหลักทั้ง 3 คน แล้วไม่ปรากฏว่ามีการประกาศเช่นนั้น ฉันไม่ได้ยินเองกับหูจึงไม่อาจยืนยันได้ แต่สิ่งที่รับรู้ได้คือประชาชนเองนั่นแหละที่โกรธเคืองสื่อมวลชน “ไทย” อย่างหนักหนาสาหัส โดยประเด็นการวิจารณ์การนำเสนอข่าวของสื่อกลายมาเป็นหัวข้อแรกๆ ที่เขาจะพูดถึง ไล่ตั้งแต่วิพากษ์ดีๆ ไปจนถึงขั้นด่าสาดเสียเทเสีย และมันดูจะกลายเป็นหัวข้อแรกก่อนข้อเรียกร้องทางการเมืองเสียแล้วในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีนักข่าวหลายสำนักอยู่หลังเวที ส่วนบนเวที แกนนำหลายคนเริ่มประสานเสียงกันให้ประชาชนยึดมั่นในสันติวิธี เพราะไม่มีทางออกอื่นใดในการต่อสู้ของประชาชนมือเปล่าแล้วนอกจากวิธีนี้

ระหว่างที่แกนนำประกาศ “เราจะใช้อาวุธ โดยการไม่ใช้อาวุธ” พอดีฉันกำลังเดินสำรวจบริเวณรอบๆ เห็นการ์ดหนุ่มสองคนนั่งอยู่ริมฟุตบาทบนถนนเรียบคลองเปรมประชากร เขามองหน้ากันเหรอหราเมื่อได้ยินคำประกาศนั้น ข้างๆ ตัวมีไม้กระบอง และในเสื้อกั๊กเห็นมีหนักกะติ๊กเหน็บอยู่อันหนึ่ง

ระหว่างที่ฉันกำลังโทรศัพท์อยู่หลังเวที ป้าคนหนึ่งเดินกะย่องกะแย่งเข้ามาริมรั้วกั้น แกเริ่มตะโกนต่อว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ฝากไปถึงแกนนำเพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ประกาศ

“จะบ้าหรือเปล่า เขาใช้เอ็มสิบหก ใช้อาวุธสารพัด แล้วมันจะสู้กับเขายังไง” ไม่มีใครตอบสนองแก แกจึงหันไปจับกลุ่มกับป้าๆ คนอื่นแล้ววิจารณ์ในประเด็นนี้ต่อ

ทันใดนั้นเอง การ์ดของเวทีก็นำชายสวมเสื้อแดงเก่าๆ ขาดๆ คนหนึ่งมาหลังเวที แล้วเตะเข้าที่คางจนปากแตก คนที่เหลือรีบเข้ามาห้าม และเอาสำลีมาให้เขาซับเลือด ฉันตกใจวิ่งเข้าไปถามว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมทำร้ายเขาแบบนี้ บรรดาการ์ดบอกว่าเขาคือสายทหารที่ปลอมเป็นเสื้อแดงเข้ามาชี้เป้า และเมื่อประชาชนที่สังเกตเห็นร่วมกันนำตัวเข้ามาให้หลังเวทีก็เกิดปากเสียงกันขึ้น

“แม่งมาชี้เป้าให้เขายิงประชาชน แล้วมันยังกร่าง มาด่าแม่ผม สมควร” การ์ดรุ่นใหญ่อารมณ์ร้อนพูดก่อนเดินออกไป แต่หลายคนยังคงมุงอยู่ ชายคนนั้นยอมรับว่าเป็นทหารจากหน่วยหนึ่ง เข้ามาเป็นสายจริงเพื่อรายงานสภาพการจราจร

“นายสั่งมาก็ต้องมา ผมไม่ได้มาทำอะไร แค่คอยบอกว่ารถติดตรงไหน ขอวอผมคืนมา” ชายคนดังกล่าวไปพลางเอามือดึงเนื้อปากที่ทะลุพยายามให้หลุดออก สุดท้ายเขาถูกมัดไว้กับต้นไม้และเฝ้าไว้หลังเวที การ์ดให้เหตุผลว่า “ปล่อยมันออกไปก็ไม่รอด” เหตุการณ์นี้มีนักข่าวมารุมถ่ายรูปและทำข่าวพอสมควร โดยชายคนดังกล่าวขอไม่ตอบคำถามใดๆ ของผู้สื่อข่าว นอกจากนี้การ์ดเสื้อแดงยังยึดบุหรี่ของชายผู้นั้น ไม่ยอมให้เขาสูบบุหรี่ทั้งที่เขาจะร้องขอ

ขรก.อุดรฯ ปิดปากเงียบ ไม่กล้าแจงผลาญงบดูเหมืองโปแตชเยอรมัน

ที่มา ประชาไท

วันนี้ (17 มิ.ย. 52 ) เวลา 10.00 น. ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีประมาณ 40 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาม่วง และตำบลห้วยสามพาด ในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ร้องให้ชี้แจงการไปดูงาน การทำเหมืองแร่โปแตชที่ประเทศเยอรมัน พร้อมทั้งแนบประเด็นคำถามเรื่องความรู้ที่ได้จากการไปดูงานดังกล่าวจากชาวบ้าน นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน ให้นายก อบต.ทั้งสองตอบข้อข้องใจดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และคณะ ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 38 คน ไปดูงานการทำเหมืองแร่โปแตช ที่ประเทศเยอรมัน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้ทำการยื่นหนังสือเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากผู้ว่าฯ ขอให้เปิดเผยรายชื่อคณะผู้ดูงาน และนำเสนอผลการดูงานมาก่อนหน้านี้ (10 มิ.ย. 52) แต่ยังไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจน จึงได้มายื่นคำถามต่อนายก อบต.ทั้ง 2 ตำบล ในฐานะตัวแทนของท้องถิ่นที่ได้ร่วมไปในคณะดูงานครั้งนั้นด้วย

เวลาประมาณ 10.00 น. ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือ และชุดคำถาม ณ ที่ทำการ อบต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี แต่ไม่พบนายก อบต.มีเพียง ร.ต.สมชัย จันทร์ศรี ปลัด อบต.ออกมารับหนังสือ และกล่าวตอบเพียงสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงและท่าทีอึดอัด

“ตนได้ไปศึกษาดูงานการทำเหมืองที่ประเทศเยอรมันมาจริง กับคณะของผู้ว่าฯ แต่ที่ไปนั้นมันมีคำสั่งมาจากข้างบน ถ้าจะให้ตอบว่า ทำเหมืองมีผลกระทบ ข้อดีข้อเสียอย่างไร ตนไม่สามารถพูดได้ เพราะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ซึ่งหากว่าผู้ใหญ่สั่งมาอย่างไรตนต้องปฏิบัติตาม ฉะนั้นต้องให้ผู้ใหญ่เป็นผู้มาพูด” ว่าที่ร.ต.สมชัยกล่าว

หลังจากนั้นเวลา 13.00 น. กลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้เดินทางต่อไปยัง ที่ทำการ อบต.ห้วยสามพาด โดยได้พบและยื่นหนังสือกับ นายประจักษ์ อุดชาชน นายก อบต.ห้วยสามพาด ที่ออกมาให้การต้อนรับและรับหนังสือด้วยตัวเองพร้อมชี้แจงว่าได้ไปดูงานมาจริงและโดยไปดูมา 2 เหมืองแต่จำชื่อไม่ได้ มีทั้งเหมืองที่ดำเนินการอยู่ และเหมืองที่ถูกปิดไปแล้ว แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดไม่ได้เพราะไปดูแค่ผิวเผิน และไม่ได้เข้าไปดูในเขตเหมืองหรือโรงงานอะไร

“ผมไปดูเหมืองมาจริงๆ โดยใช้งบประมาณของราชการไป แต่ถ้าจะให้พูดถึงว่าการทำเหมืองนั้นมันดีหรือไม่ดี ผมตอบไม่ได้เพราะว่าไม่ได้ไปเห็นในส่วนที่มันเกิดผลกระทบ และเขาก็นำเสนอแต่ด้านดี ด้านที่ไม่ดีเขาก็ไม่พาไปดู และคำถามทั้งหมดที่พี่น้องนำมา ผมจะตอบเป็นลายลักษณ์อักษร และยืนยันว่าในเรื่องการทำเหมืองในพื้นที่บ้านเรานั้นผมก็เป็นคนหนึ่งที่รักหวงแหนแผนดินบ้านเรา แต่ในตำแหน่งหน้าที่แล้วผมก็จะขอวางตัวเป็นกลาง” นายประจักษ์กล่าว

ด้านนางมณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าวว่า “เป็นที่น่าแปลกใจที่ข้าราชการที่ไปดูเหมืองเหมืองที่เยอรมันมาตั้งแต่นายอำนาจ ผการัตน์ ผวจ.อุดรฯ ก็ตอบไม่ได้ว่าไปดูที่ไหน เอาเงินจากไหนไป หมดไปเท่าไหร่ หรือมีรายชื่อใครไปบ้างก็ไม่ตอบ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าการไปดูงานในครั้งนี้ที่ใช้งบมหาศาลเอาเงินราชการส่วนไหน ทำไมต้องไปเยอรมัน แล้วไปดูที่ไหนบ้าง มีใครไปบ้าง ไปแล้วมา มีความเข้าใจต่อการทำเหมืองมากน้อยเพียงไร ก็ไม่มีคำตอบ ไม่มีใครกล้าตอบ บอกเพียงว่ารับคำสั่งให้ไป แค่เอางบภาษีของประชาชนไปล้างผลาญโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา โดยใบสั่งจากไอ้โม่งที่มีอำนาจอนุมัติงบราชการไปดูเหมืองแต่เลือกดูแต่ด้านดีๆ ”

สีสันประท้วงการเลือกตั้งในอิหร่าน จากสนามฟุตบอลสู่กระดานข่าว

ที่มา ประชาไท

โมฮัมหมัด อาลี คาริมี (ซ้าย) กัปตันทีมชาติอิหร่านสวมปลอกแขนสีเขียว (สีของผู้สนับสนุนมูวซาวี) ขณะแข่งขันฟุตบอลกับทีมชาติเกาหลีในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก
(ที่มา : AP Photo / Lee-Jin Man)

ฟุตบอลอิหร่านก็เอาด้วย สวมปลอกแขนสีเขียวลงฟาดแข้งที่กรุงโซล

ในวันที่ 17 มิ.ย. ฟุตบอลทีมชาติอิหร่านได้ไปแข่งกับทีมชาติเกาหลีใต้ในฐานะทีมเยือนที่กรุงโซล มีสมาชิกในทีมอิหร่านบางคนสวมปลอกแขนสีเขียวในครึ่งแรก แต่ถูกบังคับให้ถอดออกในครึ่งหลัง โดยเหลือเพียงเมห์ดี มาห์ดาวิเคีย เท่านั้นที่ยังไม่ยอมถอดออก

ซึ่งสีเขียวในอิหร่านตอนนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมีร์ ฮอสเซน มูวซาวี จากพรรคฝ่ายค้านไปแล้ว โดยนักฟุตบอลที่ชื่อ เมห์ดี มาห์ดาวิเคีย มีปลอกแขนสีเขียวหนากว่าคนอื่นในทีม ขณะที่อาลี คาริมี ดาราใหญ่ของวงการน่องเหล็กอิหร่านก็เป็นอีกคนหนึ่งที่สวมปลอกแขนสีเขียว โดยการแข่งขันในครั้งนี้มีการถ่ายทอดสดไปในประเทศอิหร่านด้วย

เกมจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 มีแฟนลูกหนังคนหนึ่งที่ดูการแข่งขันจากเตหรานบอกว่า ไม่ว่าอิหร่านจะชนะหรือแพ้ในวันนี้ แต่สิ่งที่ผู้เล่นบางคนทำไว้ก็ทำให้รู้สึกชื่นบาน

แต่ทางผู้จัดการทีมฟุตบอล แมนซัวร์ พัว-เฮย์ดารี ดูจะพยายามลดความสำคัญของการใส่สีเขียวของลูกทีมลง เขาบอกกับสำนักข่าว Mehr ว่าการใส่ปลอกแขนสีเขียวของผู้เล่นเป็นการแสดงความเชื่อทางศาสนา และเป็นเสมือนของนำโชคเท่านั้น


ภาพตราของเว็บเดอะ เปอร์เซียน เบย์


ภาพตราของเว็บเดอะ ไพเรท เบย์ ก่อนการเปลี่ยนแปลง

เว็บไพเรท เบย์ ก็ทา 'เขียว' พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็นเปอร์เซียน เบย์ ลิงค์เข้ากระดานข่าวคนอิหร่าน

เว็บไซต์ดาวน์โหลดไฟล์บิททอเรน (BitTorrent) ของสวีเดนที่ชื่อเดอะ ไพเรท เบย์ (The Pirate Bay) เปลี่ยนตราในหน้าแรกของตนเป็นเดอะ เปอร์เซียน เบย์ (The Persian Bay) ซึ่งเป็นความพยายามเพิ่มความตื่นตัวในกระดานข่าวที่สร้างขึ้นโดยกลุ่ม "นิรนาม" (Anonymous) ทางอินเตอร์เน็ตที่อนุญาตให้ชาวอิหร่านได้สื่อสารกันโดยไม่มีรัฐบาลคอยตรวจสอบ

"นิรนาม" หรือ Anonymous เป็นกลุ่มหลวมๆ ตั้งแต่ปี 2006 ที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหลายคนใช้ตอบโต้และจัดตั้งการประท้วงในหลายๆ ประเด็น ก่อนหน้านี้เป้าหมายที่เคยถูกประท้วง YouTube, Habbo Hotel (เว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มวัยรุ่น) และลัทธิ Scientology (ลัทธิที่มีความเชื่อด้านจิตวิญญาณ และมีดาราฮอลลิวูดสนับสนุนมากมาย)

และดูเหมือนว่าเป้าหมายต่อไปจะเป็นรัฐบาลอิหร่าน ที่ตอนนี้เหมือนจะพยายามปิดกั้นการสื่อสารกันทางอินเตอร์เน็ต กระานข่าวดังกล่าวมีไว้เพื่อ "เป็นหนทางการสื่อสารกันระหว่างชาวอิหร่านด้วยกันเอง กับครอบครัวของพวกเขาที่อยู่ต่างประเทศรวมถึงกลุ่มอื่นๆ ในอินเตอร์เน็ต"
โดยเมื่อเราเข้าไปในเว็บไซต์ http://www.thepiratebay.org แล้วคลิกที่โลโก้ใหม่ของเว็บ ก็จะเข้าไปสู่เว็บกระดานข่าว Anonymous Iran ซึ่งมีกระดานข่าวพูดคุยเรื่องทั่วไป ข่าวและเหตุการณ์ ประกาศหาคนหาย รายชื่อและการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ การวางแผนชุมนุม รวมถึงมีกระดานข่าวสำหรับแปลข้อมูลจากสองภาษาระหว่างภาษาฟาร์ซี (หรือภาษาเปอร์เซียซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในอิหร่าน) กับภาษาอังกฤษ

บนที่คาดสีเขียวบนหัวกระดานข่าวมีคำขวัญว่า "แม้บัตรเลือกตั้งพวกเราจะถูกริบเสียง แต่เสียงร้องที่อยู่เบื้องหลังก็ไม่อาจหายไป" (Even if a ballot is silenced, the voice behind it cannot be.) ผู้ที่ต้องการใช้เว็บไซต์นี้ยังสามารถโพสท์ข้อความในแบบผู้ไม่เปิดเผยสถานะ หรือจะสมัครเว็บเพื่อโพสท์ข้อความก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้รายชื่อของ facebook ในการ login เข้าสู้ระบบได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนที่ระแวงว่าเว็บนี้อาจเป็นเว็บของรัฐบาลอิหร่านที่แฝงตัวมาเก็บเลขไอพีคอมพิวเตอร์และข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ จนต้องมีผู้ตั้งกระทู้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์

ในขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ (Twitter) อีกหลายคนที่พยายามเล่นกับการเซนเซอร์ของอิหร่าน โดยสร้างความสับสนด้วยการเปลี่ยนสถานที่อยู่ (Location) ให้เป็น "เตหราน" (Tehran - เมืองหลวงของอิหร่าน) และเปลี่ยนเวลาเป็น "+3.30 GMT" จากเวลามาตรฐานโลก เพื่อทำให้ผู้เซนเซอร์งงว่า คนไหนมาจากประเทศอิหร่านหรือไม่ได้มาจากประเทศอิหร่านจริงๆ กันแน่

ที่มา แปลและเรียบเรียงจาก

- Pirate Bay becomes the Persian Bay - Shows support for Iran , Duncan Geere , Pocket-lint , 17-06-2009
http://www.pocket-lint.com/news/news.phtml/24848/pirate-bay-becomes-persian-bay.phtml

- Iran’s footballers show support for Moussavi , Financial Times , Najmeh Bozorgmehr and Roula Khalaf , 17-06-2009
http://www.ft.com/cms/s/0/1e2c6eee-5b3b-11de-be3f-00144feabdc0.html

ใครปกครองอิหร่าน: โครงสร้างทางการเมืองอิหร่านโดยสังเขป

ที่มา ประชาไท

ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองอิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีไม่ใช่ผู้นำสูงสุด หากแต่ยังมีอีกหลายสถาบันการเมืองและผู้นำศาสนาที่ไม่เพียงแต่มีอำนาจเหนือประธานาธิบดี แต่ยังมีอิทธิพลทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กระทั่งควบคุมวิถีชีวิต และความคิดของคนอิหร่าน


(ที่มา: ดัดแปลงจากภาพกราฟฟิค AP แปลและเรียบเรียงข้อมูลจาก: AP, Wikipedia, National Democratic Institute)

โครงสร้างสถาบันทางการเมืองอิหร่าน จำแนกเป็นส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
(ที่มา: ดัดแปลงจาก BBC)
การเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตามมาด้วยการประท้วงผลการเลือกตั้งของผู้สนับสนุนผู้สมัครฝ่ายค้านและบานปลายเป็นเหตุจลาจลและเกิดการปราบปรามผู้ชุมนุมในขณะนี้ ทำให้ทั่วโลกจดจ้องมายังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่ถือเป็นการเลือกตั้งผู้นำประเทศสูงสุดของอิหร่าน เพราะในอิหร่าน ยังมีหลายสถาบันการเมืองและทางศาสนาที่ไม่เพียงแต่มีอำนาจเหนือประธานาธิบดี แต่ยังมีอิทธิพลทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กระทั่งควบคุมวิถีชีวิต และความคิดของคนอิหร่าน และต่อไปนี้จะเป็นคำอธิบายโครงสร้างทางการเมืองโดยสังเขปของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ประมุขสูงสุด: ผู้มีบารมีตามรัฐธรรมนูญ

คุมกองทัพ ศาล ทหาร สื่อ

โครงสร้างหรือระบบการเมืองของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญปี 1979 (2522) ประกอบด้วยสถาบันการเมืองที่ซับซ้อน โดยมีอยาตุลเลาะห์ หรือประมุขสูงสุด (Supreme Leader) คือ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี (Ali Kamenei) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและกำหนดแนวนโยบายทั่วไปของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เป็นผู้นำของประเทศในการนำละหมาดในวันศุกร์ เป็นผู้รับรองผลการเลือกตั้ง
ประมุขสูงสุดเป็นทั้งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ควบคุมกองทัพ หน่วยข่าวกรอง และปฏิบัติการด้านความมั่นคง มีอำนาจในการประกาศสงครามแต่เพียงผู้เดียว
ประมุขสูงสุด ยังเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะตุลาการของอิหร่าน ผู้บริหารเครือข่ายวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐ ผู้บัญชาการตำรวจ และกองทัพ รวมทั้งสมาชิก 6 จาก 12 คนของสภาผู้พิทักษ์ (Guardian Council) โดยที่มาของประมุขสูงสุดไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง แต่มาจากสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งทำหน้าที่ทั้งแต่งตั้งและถอดถอนประมุขสูงสุด โดยพิจารณาว่ามีคุณสมบัติและได้รับการยอมรับจากประชาชนหรือไม่
สำหรับ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน เป็นผู้ใกล้ชิดกับอยาตุลเลาะห์ โคไมนี่ (Ayatollah Khomeini) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เคยเป็นประธานาธิบดีในปี 1981-1989 ก่อนที่จะได้รับเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญให้เป็นประมุขสูงสุดของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่จนเสียชีวิต

ประธานาธิบดี: มีอำนาจแต่ไม่ใช่ตัวจริง

ส่วนประธานาธิบดีอิหร่านถือเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี และเป็นได้ไม่เกิน 2 วาระ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต้องได้รับการรับรองจากสภาผู้พิทักษ์ก่อนว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่ออุดมการณ์ปฏิวัติอิสลามหรือไม่ ประธานาธิบดีเป็นผู้ทำตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ยกเว้นหน้าที่ที่เป็นของประมุขสูงสุด ซึ่งถือเป็นผู้เห็นชอบทุกสิ่งทุกอย่างในขั้นตอนสุดท้าย
ประธานาธิบดียังมีรองประธานาธิบดีอีก 8 คน และมีคณะรัฐมนตรีไม่เกิน 22 คน ซึ่งการแต่งตั้งเหล่านี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาเสียก่อน อย่างไรก็ตามคณะผู้บริหารและรัฐมนตรีของอิหร่านไม่เหมือนรัฐบาลอื่นตรงที่ฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจควบคุมกองทัพ แม้ตามรัฐธรรมนูญประธานาธิบดีจะมีอำนาจตั้งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและกระทรวงข่าวกรอง แต่ตามธรรมเนียมแล้วประธานาธิบดีต้องได้รับความเห็นชอบจากประมุขสูงสุด ก่อนที่ประธานาธิบดีจะนำรายชื่อรัฐมนตรีให้เสนอต่อสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบ
สำหรับประธานาธิบดีอิหร่านปัจจุบันคือนายมะห์มุด อะห์มาดิเนจัด ซึ่งถือเป็นประธานาธิบดีที่ไม่ใช่อิหม่ามคนแรก นับตั้งแต่ปี 2524 อะห์มาดิเนจัดชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 เหนืออดีตประธานาธิบดีอาลี อัคบาร์ ฮาชิมี่ ราฟซานจานี่ (Ali-Akbar Hashemi Rafsanjani) และกำลังจะหมดวาระและมีการเลือกตั้งใหม่เมื่อ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่การเลือกตั้งที่มะห์มุด อะห์มาดิเนจัดมีคะแนนห่างพรรคฝ่ายค้านนี้ กลับสร้างความกังขาให้กับผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน
ตัวของอะห์มาดิเนจัด เคยเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสหภาพนักศึกษา ซึ่งสหภาพนักศึกษาดังกล่าวเคยบุกยึดสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะรานในปี 2522 แต่ตัวเขาปฏิเสธว่าไม่ใช่ชุดที่บุกเข้าไปจับคนเป็นตัวประกันด้านในสถานทูต
อะห์มาดิเนจัดเป็นผู้ยึดมั่นในหลักการ ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ในบ้านหมายถึงภายในประเทศที่เขาไม่ใช่ผู้เห่อการพัฒนาหรือเป็นนักการเมืองนิยมแนวทางปฏิรูป ส่วนนอกบ้านหมายถึงในต่างประเทศที่เขามักสะท้อนจุดยืนต่อต้านโลกตะวันตก และยืนกรานที่จะดำเนินโครงการพัฒนาด้านนิวเคลียร์
ผู้สนับสนุนเขาส่วนหนึ่งมาจากคนอิหร่านที่ยากจน และผู้เคร่งศาสนาในพื้นที่นอกกรุงเตหะรานซึ่งมีการขยายตัวของประชากรอย่างรวดเร็ว

สภา: การเลือกตั้ง และสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

เดิมทีก่อนการปฏิวัติอิหร่าน อิหร่านใช้ระบบสองสภาคือมีทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ภายหลังการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ได้ยกเลิกวุฒิสภา เหลือแต่สภาผู้แทนราษฎรที่เรียกว่า Majlis โดยสภาดังกล่าวมีสมาชิกทั้งหมด 290 คน มาจากการเลือกตั้ง มีวาระทั้งหมด 4 ปี สภาทำหน้าที่พิจารณาและอนุมัติกฎหมาย ให้สัตยาบันสัญญาระหว่างประเทศ พิจารณางบประมาณของรัฐบาล โดยสมาชิกสภาทั้งหมดต้องผ่านการรับรองจากสภาผู้พิทักษ์จึงจะทำหน้าที่ได้
สำหรับสภาผู้พิทักษ์ ประกอบด้วยผู้พิพากษา 12 คน 6 คนแรกไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการแต่งตั้งของประมุขสูงสุด อีก 6 คนมาจากการเลือกของสภา ตามการเสนอรายชื่อของประมุขฝ่ายตุลาการ สภาผู้พิทักษ์ยังมีอำนาจตีความรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจยับยั้ง (Veto) รัฐสภาด้วยหากร่างกฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญหรือชารีอะห์ (Sharia) และร่างกฎหมายจะถูกส่งมายังรัฐสภาจะต้องทบทวนกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้การทำหน้าที่เป็นคณะที่ปรึกษาให้กับประมุขสูงสุด ยังทำให้สภาผู้พิทักษ์เป็นหนึ่งในสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดในอิหร่านทีเดียว
ในระดับท้องถิ่นจะมีสภาเมือง ซึ่งเป็นสภาระดับท้องถิ่น จะได้รับเลือกจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีระยะเวลาในตำแหน่ง 4 ปี ตามรัฐธรรมนูญอิหร่านมาตรา 7 สภาท้องถิ่นเหล่านี้ร่วมกับรัฐสภาจะมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารรัฐ โดยมาตรานี้เดิมทีไม่มีผลในทางปฏิบัติ จนกระทั่งในปี 1999 ที่มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นเป็นครั้งแรก โดยสภาท้องถิ่นมีหน้าที่คล้ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในไทย ตั้งแต่ เลือกตั้งนายกเทศมนตรี บริหารงานของเทศบาล วิจัย ผังเมือง ประสานงานชุมชน สังคม วัฒนธรรม การศึกษา สวัสดิการ และอื่นๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

อิหม่ามและสภาผู้เชี่ยวชาญ

พวกอิหม่ามเป็นผู้มีบทบาทครอบงำสังคมอิหร่าน
อิหม่ามเท่านั้นที่สามารถได้รับเลือกเข้าไปในสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งทำหน้าที่แต่งตั้งประมุขสูงสุด และทำหน้าที่ตรวจสอบและถอดถอนประมุขสูงสุดได้ในทางทฤษฎี หากประมุขสูงสุดไม่ทำตามหน้าที่ ผู้นำของสภาผู้เชี่ยวชาญปัจจุบันคืออดีตประธานาธิบดีอาลี อัคบาร์ ฮาชิมี่ ราฟซานจานี่ (Ali-Akbar Hashemi Rafsanjani) ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นนักปฏิบัตินิยมและอนุรักษ์นิยม
สำหรับสภาผู้เชี่ยวชาญจะมีการประชุมปีละ 1 หน เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ สมาชิกไม่ใช่คนทั่วไป แต่จะเป็น “86 อิหม่าม” ผู้มี “ศีลธรรมและความรู้” ซึ่งได้รับเลือกจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีวาระในตำแหน่ง 8 ปี และเช่นเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภา ผู้สมัครเลือกตั้งสภาผู้เชี่ยวชาญต้องได้รับการพิจารณาคุณสมบัติจากสภาผู้พิทักษ์เสียก่อนว่ามีคุณสมบัติลงสมัครเลือกตั้งได้หรือไม่
สภาผู้เชี่ยวชาญจะทำหน้าที่เลือกประมุขสูงสุด และมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะถอดถอนผู้นำสูงสุดเมื่อใดก็ได้ บันทึกการประชุมและความเห็นของพวกสภาผู้เชี่ยวชาญถือเป็นความลับอย่างยิ่ง สภาผู้เชี่ยวชาญไม่เคยเลยที่จะเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ว่าในบรรดาพวกเขามีใครที่ท้าทายการตัดสินใจของประมุขสูงสุด
อดีตประธานาธิบดีสายปฏิรูปอย่างโมฮัมหมัด คาตามี่ กล่าวหาอิหม่ามว่าขัดขวางแผนการปฏิรูปของเขา และยังเตือนให้ระวังอันตรายของ “เผด็จการ” ทางศาสนา
อิหม่ามยังมีอิทธิพลต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอิงอยู่กับกฎหมายชารีอะห์ (Sharia)
หลายปีก่อน พวกอนุรักษ์นิยมจัดในอิหร่านใช้ระบบศาลบ่อนเซาะการปฏิรูปอิหร่านด้วยการจำคุกนักปฏิรูปและผู้สื่อข่าว และปิดหนังสือพิมพ์ของพวกปฏิรูป

ระบบศาลในอิหร่าน

สำหรับกระบวนการยุติธรรมของอิหร่าน ประมุขสูงสุด จะเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะตุลาการของอิหร่าน ซึ่งประธานคณะตุลาการจะเป็นผู้แต่งตั้งประธานศาลสูงสุดและอัยการสูงสุด ของอิหร่าน โดยอิหร่านมีหลายระบบศาล รวมถึงศาลสาธารณะ (public courts) ที่ใช้ตัดสินคดีแพ่งและคดีอาญา และ “ศาลปฏิวัติ” (revolutionary courts) ที่ใช้ตัดสินคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การพิพากษาของศาลปฏิวัติถือเป็นที่สิ้นสุดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้
นอกจากนี้ยังมี “ศาลพิเศษทางศาสนา” (Special Clerical Court) ที่ใช้ตัดสินคดีที่อิหม่ามเป็นผู้กระทำผิด รวมถึงคดีที่อิหม่ามเป็นตัวการใช้ผู้อื่นไปกระทำผิดด้วย ศาลนี้จะเป็นอิสระจากระบบศาลอื่นในอิหร่านแต่จะขึ้นตรงกับประมุขสูงสุดคืออยาตุลเลาะห์แต่เพียงผู้เดียว และเช่นเดียวกับศาลปฏิวัติ คำตัดสินจากศาลพิเศษทางศาสนาถือเป็นที่สิ้นสุดไม่สามารถอุทธรณ์ได้

กองทัพ: เครื่องมือกำราบฝ่ายค้าน

กองทัพอิหร่านประกอบด้วยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน หรือ IRGC และ กองกำลังประจำการ ทั้งสองกองทัพอยู่ภายใต้การบัญชาการของผู้บัญชาการคนเดียวกันคือโมฮัมหมัด อาลี จาฟารี (Mohammad Ali Jafari)
ตามรัฐธรรมนูญอิหร่านที่พวกอิหม่ามร่างขึ้น กำหนดให้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (Iran's Islamic Revolution Guards Corps - IRGC) หรือ Pasdaran มีอำนาจปกป้องระบอบการปกครองแบบอิสลามของประเทศภายหลังการปฏิวัติอิหร่านให้เป็นรัฐศาสนาได้สำเร็จ และเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับกองกำลังประจำการหรือ Artesh ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีหน้าที่ป้องกันชายแดนและควบคุมความสงบเรียบร้อยในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกองกำลัง Pasdaran มันมีบทบาทล้ำเส้นกับกองกำลังประจำการหลัก เพราะ Pasdaran ยังมีบทบาทด้านรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ มีการพัฒนากำลังอาวุธของตนเองทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ กองกำลัง Pasdaran นี้ประมาณการว่ามีกองกำลังพร้อมรบกว่า 125,000 นาย และยังอ้างว่ามียุทโธปกรณ์ทั้งภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ และขีปนาวุธระยะไกลด้วย
นอกจากนี้ Pasdaran ยังอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านหลายครั้ง เช่นในเดือนมีนาคมปี 2550 ได้ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตกับอังกฤษ ด้วยการควบคุมตัวนาวิกโยธินของอังกฤษ 15 ราย ขณะลาดตระเวนที่ปากแม่น้ำชัต อัล-อาหรับ (Shatt al-Arab) ที่คั่นระหว่างชายแดนอิรักและอิหร่าน
สหรัฐอเมริกาเองก็เคยกล่าวหาหน่วยคุด (Quds Force) กองกำลังที่มีภารกิจปฏิบัติการนอกประเทศอิหร่าน ซึ่งมีกำลังพลกว่า 15,000 คน ที่อยู่ภายใต้ Pasdaran ว่าเป็นตัวการส่งมอบวัตถุระเบิดชนิดเจาะเกราะ (explosively formed projectiles - EFPs) ให้กับนักรบชีอะห์ซึ่งต่อต้านสหรัฐในอิรัก
หน่วยคุดนี้ เชื่อกันว่าเจ้าหน้าที่ประจำการในสถานทูตอิหร่านของหลายประเทศทั่วโลก พวกเขาถูกกล่าวหาว่าทำงานข่าวกรองในต่างประเทศ จัดตั้งค่ายฝึกอาวุธและขนอาวุธทางเรือให้กับกลุ่มนักรบต่างชาติที่อิหร่านสนับสนุน อย่างเช่นกลุ่มเฮซโบลเลาะห์ (Hezbollah)
ด้วยอำนาจอย่างมหาศาล ทำให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่านหรือ Pesdaran การที่ประธานาธิบดี มะห์มูด อะห์มาดิเนจัดก็เคยเป็นสมาชิกของกองกำลังนี้ และ Pasdaran ก็มีความใกล้ชิดและได้รับการสนับสนุนจากผู้นำสูงสุดอย่าง อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี ทำให้ Pasdaran เป็นตัวแสดงสำคัญในทางการเมืองของอิหร่าน
และเชื่อกันว่า อยาตุลเลาะห์ คาเมนี ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ใช้อำนาจของเขาในการขยายอิทธิพลของเขาและ Pasdaran ผ่านการแต่งตั้งสมาชิก Pasdaran หลายคนให้มีตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง และใช้กองกำลังนี้กำราบฝ่ายที่ต่อต้านเขาและพวกนิยมปฏิรูปในอิหร่าน
ล่าสุดหลังการเลือกตั้งในปี 2548 ประธานาธิบดีอะห์มาดิเนจัดได้แต่งตั้งอดีตทหารผ่านศึกใน Pasdaran ให้เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ
นอกจากนี้ กองกำลัง Pasdaran ยังมีอำนาจในสถาบันทางสังคมของพลเรือน และมีบทบาททางเศรษฐกิจราว 1 ใน 3 ของอิหร่านผ่านการสงเคราะห์และการให้สินเชื่อปลอดดอกเบี้ย
ฝ่ายวิศวกรรมของ Pasdaran ที่ชื่อว่า Khatam-ol-Anbia หรือที่เรียกในชื่อย่อว่า GHORB ได้รับงบประมาณหลายพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อว่าจ้างในโครงการก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงโครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติอิหม่ามโคไมนี่ (Imam Khomeini international airport) สนามบินแห่งใหม่ในเตหะรานด้วย
Pasdaran ยังเป็นเจ้าของหรือควบคุมห้องทดลองของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง บริษัทผลิตอาวุธ หรือแม้แต่บริษัทผลิตรถยนต์ด้วย
โดยหนังสือพิมพ์ไฟแนลเชียล ไทม์ (The Financial Times) ประมาณการว่าร้อยละ 30 ในภารกิจของ Pasdaran เกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจ และส่งภาษีให้กับรัฐราว 2,000 เหรียญสหรัฐต่อปี
นอกจากนี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติหรือ Pasdaran ยังคงควบคุมกองกำลัง Basij (Basij Resistance Force) ซึ่งเป็นทหารอาสาสมัครอิสลาม มีกำลังพลทั้งชายและหญิงราว 90,000 คน และสามารถระดมพลในรัศมี 1 ไมล์ได้ทันที โดยทหารอาสา Basij มักถูกระดมพลบ่อยครั้งให้ออกมาตามท้องถนนเพื่อใช้สลายการชุมนุมของฝ่ายต่อต้าน พวกเขามีสาขาอยู่ทุกๆ ตำบลของอิหร่าน
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
วิกิพีเดีย, http://en.wikipedia.org/wiki/Iran
Profile: Iran's Revolutionary Guards, BBC, 26 October 2007 16:59 UK
http://news.bbc.co.uk/2/hi/middle_east/7064353.stm
Guide: How Iran is ruled, BBC, Tuesday, 9 June 2009 10:42 UK

บันทึกวัฒนธรรม : ความทรงจำของหมอลำซัมเมอร์ (ตอนที่ 3)

ที่มา ประชาไท

สัญจรไปในสายฝน

เมื่อวันนัดหมายที่ออกค่ายมาถึง พี่บุญเทียม ยาโล มารับคณะเตรียมงานไปเป็นชุดแรกเพื่อติดตั้งเวทีตั้งแต่บ่ายวันที่ 22 ชาวค่ายกลุ่มสุดท้ายที่กลับจากค่ายโขงเจียมเดินทางไปถึงเกือบหนึ่งทุ่มท่ามกลางสายฝนโปรยปรายอย่างคิดไม่ถึงว่าจะตก ชาวค่ายราวสามสิบกว่าชีวิตที่แทบจะไม่รู้จักกันมาก่อนเงอะงะกับภารกิจที่ไม่เคยมาประชุมกันก่อน เป็นกระบวนการเตรียมค่ายที่น่าหนักใจไม่น้อยสำหรับผู้รับผิดชอบโครงการ เพราะเมื่อปฐมนิเทศค่าย จากที่ลงชื่อไว้ราวห้าสิบคนมีมาเพียงหกคน

การปฐมนิเทศค่ายตามรูปแบบทั่วไปจึงล้มเหลว ดังนั้นเมื่อถึงค่ายทุกคนจึงแทบจะไม่รู้จักกันทั้งที่ไม่มีนักศึกษาคณะอื่นมาปะปนเลยแม้แต่น้อย ภายใต้ตึกเรียนเล็กๆ สามชั้นมีเพียงสี่ชั้นปี และสามวิชาเอกนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่คนแทบจะไม่รู้จักกัน บางคนนั่งเฉย ๆ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไร ไม่รู้จะคุยกับใคร แม้ว่าหัวหน้าฝ่ายของกิจกรรมของค่ายได้แนะนำและรับสมัครสมาชิกประจำฝ่ายแล้ว ทุกคนยังคงนั่งเฉย ๆ เมื่อประชุมแนะนำตัวเสร็จ เราปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามที่เขาอยากจะทำ และรู้สึกท้อกับภารกิจในอีกห้าวันข้างหน้า แต่คิดว่างานนี้มาด้วยจิตสำนึก และทุกคนควรเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตนเอง เมื่อเราพามาชมสวนดอกไม้ ก็แล้วแต่ใครจะเก็บเกี่ยวความสวยงามไว้ในชีวิตสี่ปีในมหาวิทยาลัย บ้างติดตั้งเครื่องเสียง บ้างซ้อม บ้างตัดไม้ไผ่แต่งเวที สำหรับเวทีนั้น ปิยะ คิดการ บอล ฝ่ายศิลป์ไฟแรงอยากจะทำเถียงนาน้อย (กระท่อม) ตั้งแต่อยู่คณะ แต่อุปกรณ์ไม่ครบเพราะขาดมีด จึงขนหญ้าคาขึ้นรถไปด้วย หลังจากที่ร้องหามีดอยู่พักใหญ่พี่กังวาน เลิงพงษ์ สมาชิก อบต.แก้ง ศิษย์ผู้พี่จึงจัดหามาให้

เราฝ่าความมืดไปที่กอไผ่หลังหอประชุมโรงเรียนแก้ง โดยใช้ไฟฉายจากมือเป็นสื่อนำทาง ใช้เวลาในความมืดใต้เงาไผ่อยู่ไม่นาน บอล.. และหมาก/เอกรัฐ (ความจริงชื่อมาร์ค แต่ไม่เหมาะกับบ้านนอกอย่างอำนาจฯจึงเพี้ยนไปเป็นหมาก) ก็ได้ไม้ไผ่มาทำเถียงนาน้อยประกอบฉากหมอลำอย่างที่วาดหวัง หากบอลและมาร์คมาจากลาดพร้าวแทนโคราชและอำนาจเจริญ เราคงไม่สามารถตัดไม้ไผ่ได้อย่างง่ายดายแบบนี้ หลายคนตามมาสมทบช่วยลากไม้ไผ่ไปที่เวทีโรงเรียน เสียงหมากตะโกนมาอย่างห่วงใยด้วยสำเนียงลูกข้าวนึ่งว่า มันมืดอาจารย์ระหว่างตกหลุมนะครับ หลุมอะไร มีเสียงถามกลับมาอย่างง ๆ หลุมรักครับ แล้วก็หัวเราะร่วนนำหน้าไป ความสัมพันธ์เริ่มถักทอใต้แสงดาว

นายกฯ บุญเทียมจองที่พักที่วัดป่าบ้านแก้งที่แยกหญิงชายให้เรา เมื่อประวิทย์ ษรสา หัวหน้าฝ่ายวิชาการไปสำรวจที่พัก หนุ่มร่างอวบที่ชื่อว่าหนุ่มจากอำเภอเขมราฐก็มายืนยันอย่างหัวเด็ดตีนขาดว่าขอนอนเฝ้าเครื่องเสียงที่หอประชุม เพราะเหตุผลว่าที่พักในวัดนั้นวังเวงเหลือเกิน แดนเซอร์สาวสวยและสาวชาวค่ายที่มีไม่ถึงสิบคนเริ่มหวาดหวั่น จะขอนอนกับพี่หนุ่มด้วยไม่หนีไปไหนเด็ดขาดเช่นกัน ในที่สุดเราต้องขอให้ภารโรงเปิดห้องอนุบาลให้สองห้องติดกัน เรื่องที่นอนของสาว ๆ จึงลงตัว

กว่าจะนอน หนุ่ม ๆ จำนวนหนึ่งก็ขับกล่อมชาวค่ายด้วยเพลงหวานอยู่จนวันใหม่ ราวตีสี่เศษสาว ๆ แดนเซอร์ก็ตื่นแต่งตัว เกล้าผมและแต่งตัวเป็นนางอัปสรา ประกอบเพลงหนุ่มกันตรึมของไผ่ พงศธร ซึ่งเมื่อวันซ้อมเผลอปล่อยไปว่าทำไมต้องลิปซิ้ง คิดไม่ออกเลยว่าการแสดงบนเวทีของลูกศิษย์จะเป็นเช่นไร ไม่มีใครสามารถวาดภาพทั้งหมดได้ รู้แต่ว่าตนเองรับหน้าที่อะไรมา หมากเดินมาปลุกพร้อมกระเป๋าอนุบาลใบเล็กข้างหลัง ทำเสียงอ้อแอ้เหมือนอ้อนแม่ที่มาส่งในตอนเช้า ในขณะที่เสียงริงโทนโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นว่า ไปโรงเรียนก็คิดถึงบ้าน บ๊ายบายกลับบ้านก่อนใคร...น่ารักจนหลายคนขอโหลด ทุกคนคึกคัก นี่เป็นครั้งแรกของหลายคนที่จะได้ทำภารกิจที่ไม่เคยทำมาก่อน ภารกิจทางการเมืองของนักศึกษารัฐศาสตร์ กำลังจะเริ่มต้นในอีกมีกี่นาทีข้างหน้า

เวทีที่ว่างเปล่า: อุปสรรคหรือกำลังใจ?

ในวันแรกของการสัญจร คนขับรถไปรับท่านคณบดีที่สนามบินแต่เช้าตรู่ และตรงไปเปิดงานเวลาเก้าโมงเช้า นายกฯบัวผัน สุขนิจ ก็ลงรถทัวร์จากกรุงเทพฯ น้าเลิศ จาก อบต.เหล่าแดง พี่วีรกุล คู่หู หมอลำ หมอแคนสมัครเล่นจากเทศบาลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม เราได้พี่จอม หมอลำประจำหมู่บ้านสร้างสีสันให้เวที เธอมีน้องสาวเป็นหมอลำอยู่ในวงเสียงอิสาน เราได้พี่บานเย็นจาก อบต.หนองอ้ม พาหมอลำมืออาชีพขึ้นเวที เราเตรียมการแสดงทุกชุดอย่างเต็มที่ พี่ ๆ อบต.ที่เชิญก็มากันไม่กี่คน น้อยจนเราแปลกใจ เรารู้เหตุผลในภายหลังว่าทำไมจึงไม่มีใครมาปัญหาหนึ่งคือการเมืองในหมู่บ้าน จนเราต้องย้ายที่นอน ปัญหาที่สองคือการเมืองในคณะฯ สำหรับนักเรียนรัฐศาสตร์แล้วความสามารถในการ “เล่นการเมือง” ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหลือเกิน เพราะนักเรียนรัฐศาสตร์สามารถทำทุกอย่างให้เป็น “การเมือง” ได้ไม่ยาก ตราบเท่าที่ “การเมือง” ยังเป็นเรื่องของผลประโยชน์

วันแรก ครั้งแรก ของประชาธิปไตยสัญจรกับนักศึกษาที่ไม่มีประสบการณ์การทำกิจกรรมออกค่ายเริ่มต้นภายหลังที่คณบดีเปิดงาน รายการบนเวทีเริ่มขึ้นโดยบัณฑิต วงษ์มั่น รองนายกสโมสรนักศึกษา และจุ๋มจิ๋ม พิธีกรคู่ขวัญ เจ้าของเสียงเพลงแนวพุ่มพวง ดวงจันทร์ ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ นักร้องสาวเพลงบ่กล้าบอกครูคือนักศึกษาที่รับ JOB ตามร้านอาหาร ก็ดีเท่าที่เราจะหาได้ในคณะฯ ตลอดเวลาห้าวันของการออกค่าย เราต้องใช้นักร้องสาว “เอิ้นขวัญ วรัญญา” ถึงสามคน ไอ้หนุ่มกันตรึม สุชาติ สายกระสุน จากสุรินทร์ ร้องเพราะจนคิดว่า ไผ่ พงศธร พบคู่แข่งที่น่ากลัวเสียแล้ว...พิธีกรชายหญิงก็ตั้งใจเหลือเกิน ละครการเมืองแสดงอย่างสุดฝีมือ แต่โดยรวม ทุกอย่างกลับจืดชืดไปหมดจนคนประสานงานท้อใจ แม้จะมีการแสดงจากศูนย์เด็กเล็กฯ, พี่จอม หมอลำประจำหมู่บ้าน พี่วิเชียร หมอลำอาชีพ จากหนองอ้ม ที่พี่บานเย็นและพี่สังวาลย์ ลูกศิษย์ เชิญมาร่วมงาน รวมถึงหมอแคนจากดอนมดแดงที่น้าเลิศหอบหิ้วมาด้วย จะมาสมทบเวทีของคณะประชาธิปไตยสัญจรก็ตาม คณบดีและพี่ ๆ อบต.จากพิบูลมังสาหาร และอำเภอดอนมดแดง นั่งเป็นกำลังใจตั้งแต่เก้าโมงถึงบ่ายสามโดยไม่ลุกไปไหน แม้แต่จะเข้าห้องน้ำ คงไม่ต้องอธิบายว่าเด็ก ๆ จะประทับใจขนาดไหน

ภายใต้บรรยากาศที่จืดชืด เราพยายามดึงพี่น้องชาวบ้านแก้งร่วมรำวง พี่จอม หมอลำประจำหมู่บ้านขึ้นเวทีพร้อมหมอแคนจากดอนมดแดง ซึ่งทราบภายหลังว่าแกไม่สามารถเป่าแคนให้เข้ากับจังหวะเสียงเพลงของพี่จอมได้ เพราะแกหูหนวก พี่จอมจึงขอให้วัฒนาทำหน้าที่หมอแคนจำเป็น

จนบ่าย เวทีเริ่มร้าง วัฒนา บุตรสอง และอนุวัฒน์ พรมราช ขึ้นไปทำเวทีให้คึกครื้นขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่สามารถกู้สถานการณ์ให้ฟื้นคืนมาได้ เพราะนอกจากคณะทำงานแล้ว เวทีข้างหน้าก็แทบจะไม่มีใคร โต๊ะ เก้าอี้ว่างเปล่า เราจำต้องทำรายการบนเวทีให้ครบตามกำหนดการที่วางไว้ จบเวทีลงด้วยการสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้านเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน

เมื่อเวทีจบลง คณะทำงานต่างถอนหายใจไปตาม ๆ กัน ไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร คณบดีกลับไปแล้ว เย็นวันนั้นทุกคนเครียดกับความล้มเหลว ที่ในที่สุดแล้วก็มีแต่พวกเรากันเอง เล่นเองดูเอง

ท่ามกลางความเหนื่อยอ่อนของพวกเรา แต่จำต้องเร่งเก็บของไปตั้งเวทีที่บ้านไฮตากในเย็นนั้นเพื่อแสดงในวันรุ่งขึ้น จุ๋มจิ๋ม พิธีกรสาวเดินมาบอกว่า ได้งานทำตอนซัมเมอร์ จะต้องกลับ ก็โอเค สักพัก บัณฑิตฯ รองนายกฯ ที่เป็นผู้คุมวงรัฐศาสตร์บันเทิงศิลป์ และผู้ประสานงานหางเครื่อง นักร้อง นักดนตรี ก็บอกว่าจะไป กทม.เพื่อร่วมอบรมยุวชนประชาธิปไตยของรัฐสภา

เราอยากบอกเขาว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นมีความหมายมากกว่าความเป็นยุวชนหลายเท่านัก แต่ทุกคนมีความฝันเป็นของตัวเอง ความฝันของบัณฑิตคือการเป็นยุวชนประชาธิปไตยที่เขาฝันมาตั้งแต่อยู่ ม.สี่ จนอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง ในที่สุดฝันของหนุ่มน้อยจากสุรินทร์ก็เป็นจริง เขาไปตามหาความฝันที่รัฐสภาถึงสิบวัน ในขณะที่นักร้องสาวเจ้าของเพลงบ่กล้าบอกครู กลับ เพราะมีงานร้องเพลงที่ร้านอาหาร อ๊อด บัณฑิตหมาดๆ รุ่นแรกของคณะ และนักดนตรีประจำวงชมรมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านฯ กลับไปไหว้ครู คนที่กลับในวันนี้ทั้งหมดเป็นกำลังสำคัญของการทำงานหน้าเวทีทั้งสิ้น เพราะพิธีกรชายหญิงนั้นสวมตัวบทละครด้วย อุ่นใจที่ตั้ม ประธานชมรมศิลปวัฒนธรรมฯ ยังอยู่ทำหน้าที่มือกลอง มือพิณอย่างมืออาชีพ มองไปก็ยังเห็นหัวหน้าทีมหางเครื่อง ชาย พิสิฐ จารุจิตร ที่ STAND BY ให้อุ่นใจ ทีมหางเครื่องทำงานได้ราวกับมืออาชีพ และเมื่อสถานการณ์บังคับ เขาได้สร้างสีสันตลอดสี่วันที่เหลือไม่ว่า จะสวมบทแม่ค้าในละครที่เร่ขายของไปในหมู่บ้านสองหมู่บ้านและสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของ “ถนน” ของสองหมู่บ้านที่สร้างจากการมีส่วนร่วมและการไม่มีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ชายเป็นคนเดียวที่ อี๊ด เรี่ยวแรงฝ่ายสวัสดิการของค่าย เล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่รู้จักชายในคณะ เขาคิดชายคือฟิล์มรัฐภูมิ แต่ชาย หนุ่มน้อยจากเมืองอำนาจฯ สวยยย..ค่ะ !

เมื่อจัดเวทีที่โรงเรียนไฮตากในเย็นวันนั้น ทุกคนจึงทำอย่างซังกะตายแล้ว แผ่นโปสเตอร์ที่คุณศตพลจากรัฐสภาส่งมาให้จากรัฐสภา ถูกแขวนอยู่บนราวไม้ไผ่ที่พาดตามแนวต้นไม้ที่ริมสนามหญ้าของโรงเรียน สาวหล่อประจำคณะฯ สุรวี คำมีแก่น ที่หมากหลงพูดภาษาไทยกรุงเทพฯ ด้วยอยู่หลายวันกว่าจะรู้ว่ามาจากอำนาจเจริญด้วยกันรับผิดชอบอย่างแข็งขันไม่มีท่าทีท้อถอยทำให้เราอุ่นใจ

เมื่อประชุมสรุปงานในตอนค่ำ หลายคนถอดใจ ท้อแท้กับสิ่งที่เกิดขึ้น หากภารกิจจะต้องดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น วันนี้น้ำไม่ไหล หลายคนไม่ได้อาบน้ำ โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ โดยรวม ๆ ทำให้อะไรต่ออะไรดูน่าหงุดหงิดไปหมด ภาวะเช่นนี้ท้าทายชาวค่ายไม่น้อย อยากรู้ว่าหากนักศึกษาเหล่านี้ต้องไปค่าย ในหมู่บ้านเมื่อยี่สิบปีที่แล้วที่ไม่มีน้ำประปา เขาจะเข้าใจถึงความแร้นแค้นสักเพียงใด

คืนนั้น เรานอนที่ที่ทำการ อบต.แก้งแทนการเป็นเด็กอนุบาลที่โรงเรียนแก้ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน วงประชุมถกเถียงกันว่าพรุ่งนี้จะดำเนินการอย่างไร บรรยากาศวงประชุมเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เมื่อเช้ายังจำได้ว่า รองนายกฯ บุญมีจาก อบต.กุดชมภู พิบูลฯ และน้าเลิศจาก อบต.เหล่าแดง ที่ขับรถมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า ชมว่านักศึกษาแสดงดี ได้ขึ้นเวทีคุยกับนักศึกษาว่าจะขอให้นักศึกษาไปสัญจรที่กุดชมภูให้ได้ พี่บานเย็นและพี่สังวาลย์ บอกว่าอยากจะจัดเวทีอย่างนี้ที่หนองอ้ม สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังใจที่ต่างหยิบขึ้นมาปลอบโยนให้กันและกัน วัฒนาที่สวมบทพิธีกรจำเป็นในสี่วันสุดท้าย บอกว่าถ้าหากมีมอเตอร์ไซด์จะกลับคืนนี้เลย เราบอกว่าทุกคนมีสิทธิ์จะทำอย่างที่อยากทำ แต่ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ ทุกอย่างจำต้องดำเนินไปจนจบ ใครคิดว่าไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องกดดันตัวเอง ในคืนนั้นคนแต่งฉากเวทีก็จะกลับ บอกว่าแม่โทรมาตามสามครั้งแล้ว อาจารย์บอกว่า แม่สำคัญที่สุด เอกรัฐได้ยินเพื่อนร้องไห้ (คิดถึงแม่) อยู่ในเต็นท์ แต่ด้วยสปิริต THE SHOW MUST GO ON

ในที่สุดก็แบ่งหน้าที่กันไปตามสภาพชนิดที่ว่ามัดมือชก นับว่าเป็นการท้าทายไม่น้อยสำหรับนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ไม่มีใครเป็นกำลังหลักที่ชัดเจน คิดไม่ออกว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร คืนนั้นทุกคนเข้านอนอย่างหมดกำลังใจ

รายงาน: ‘FIKLIS’ศิลปินสันติภาพ ผู้เยียวยาชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

ความไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปะทุขึ้นมาอีกเป็นรอบๆ ซึ่งอันที่จริงเหตุการณ์ไม่สงบก็มีอยู่ทุกวัน แต่บางเหตุการณ์อาจสร้างความสะเทือนใจที่พอจะดึงความสนใจของคนได้มากน้อยต่างกัน

บางเหตุการณ์ที่ส่งผลสะเทือนมาก อย่างการยิงครูท้องแก่ กราดยิงเข้าไปในมัสยิดจนมีคนตายไปเยอะ ก็ยิงกระตุ้นสังคมให้หันมาสนใจปัญหาในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะจากภาครัฐซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องเข้ามาแก้ปัญหาโดยตรง และมักได้รับคำตอบจากคนของรัฐอยู่บ่อยๆว่า เรามาถูกทางแล้ว

จะถูกหรือไม่ถูกทางอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเยียวยาจิตใจและความรู้สึกให้คนชายแดนใต้ได้ ก็คือ เสียงเพลง โดยบทเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของชายแดนใต้ก็คือ “อานาซีด” [1]

ในชายแดนวันนี้ ได้ก่อเกิดกลุ่มศิลปินอานาซีด ที่มีความไพเราะไม่ต่างจากเพลงสตริงและเพลงสากล และยังเป็นบทเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของคนมุสลิมในท้องถิ่นด้วย นั่นคือ วง “ฟิกคลิซ”(FIKLIS) ที่ว่ากันว่า ขณะนี้กำลังดังสุดในชายแดนใต้

อันที่จริงวงฟิกคลิซ เริ่มก่อตั้งขึ้น ครั้งแรกเมื่อปี 2547 โดยการรวมตัวกันของเยาวชน 4 คน จากโรงเรียนฮัตตัรกียะฮ์ อิสลามียะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามชื่อดังในจังหวัดนราธิวาส นำโดยนายซัลมาน สีระโก โดยอาจารย์ที่ร่วมกันผลักดันพวกเขาขึ้นมาคือ นายฮูซีน อับดุลรามัน นายอดุลอายิ ยูโน และ นายลานา ซีโปสาแม

นายฮูซีน อับดุลรามัน ผู้จัดการวงฟิกคลิซ และประธานชมรมอนาซีดและการแสดงภาคใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงฟิกคลิซ บอกว่า วงนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดที่จะสร้างสรรค์ให้กลุ่มเยาวชนจำนวน 4 คน สามารถแสดงบทบาทของตนเองตามที่ถนัด และเพื่อความสามัคคีปรองดองในหมู่เยาวชน โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์จากโรงเรียนฮัตตัรกียะฮ์ อิสลามียะห์ โดยเฉพาะนายลานา ซีโปสาแม ที่มีประสบการณ์การขับร้องอนาซีดมาก่อน

นายฮูซีน เล่าว่า ขณะนี้วงฟิกคลิซได้รับการกล่าวขานและเป็นที่ยอมรับของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาก โดยที่ชื่อวงฟิกคลิซ มาจากการผสมตัวอักษรภาษาอังกฤษของสมาชิกในวงนั่นเอง

“เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเยาวชนที่มีใจรักในการขับร้องบทเพลงอานาซีด มาสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งเป็นการสนับสนุนความสมารถของเด็ก ให้คนอื่นได้เห็นวัฒนธรรมของมุสลิม 3 จังหวัด เพื่อต้องการให้คนเข้าสู่หลักศาสนาอิสลามด้วย”

นายฮูซีน ดังนั้น เนื้อหาเพลงจึงเน้นในเรื่องของหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม มาใช้เพื่อเรียกร้องให้ทำความดีงาม และแทรกเนื้อหาในการแสวงหาสันติภาพ ซึ่งไม่มีเนื้อการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความรัก ความผิดหวัง อย่างเช่นเพลงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็เป็นบทเพลงที่มีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับที่เป็นตัวของตัวเองด้วย

ถามว่าบทเพลง “อานาซีด” สามารถช่วยสร้างสันติภาพได้หรือไม่ ? เป็นคำถามที่น่าสนใจ

นายฮูซีน บอกว่าต่อว่า การก่อตั้งวงฟิกคลิซ ก็เพื่อขับร้องบทเพลงที่เรียกว่า “บทเพลงอานาซีดเพื่อสันติภาพ” ที่กำเนิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำความดี การนึกถึงพระผู้เป็นเจ้า หรืออัลเลาะห์ ซึ่งก็เป็นการสร้างสันติภาพด้วย

สำหรับงานเพลง เริ่มด้วยการแต่งเพลงขึ้นมา 6 เพลง ซึ่งมีต้นแบบมาจากศิลปินในประเทศมาเลเซีย เมื่อมีความพร้อมเรื่องเนื้อเพลงแล้ว ก็เดินทางไปอัดเสียงที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งนายฮูซีน บอกว่า เพราะที่นั่นมีบทเพลงประเภทนี้จำนวนมาก จึงมีความพร้อมทั้งด้านเครื่องไม้เครื่องมือมากกว่า ซึ่งในอัลบั้มแรกถือว่า ประสบความสำเร็จ เพราะมีเสียงตอบรับออกมาดีมาก

ต่อมาในช่วงปี 2549 จึงได้แต่งเพลงชุดที่ 2 ชื่ออัลบั้ม Janji มีจำนวน 10 เพลง ซึ่งมีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษามาลายู แต่ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีในการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เนื่องจากสมาชิกในวงทั้ง 4 คน ต้องไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และแต่ละคนก็อยู่ต่างสถาบันการศึกษา และต่างชั้นปีการศึกษากันด้วย

นายฮูซีน ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้รับเชิญไปแสดงในหลายๆ เวทีพร้อมกับการจัดการแสดงขึ้นเองในบางครั้งในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส พังงา นครศรีธรรมราช สตูล และกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ยังได้ส่งผ่านสถานีวิทยุด้วย และยังมีผู้ที่สนใจนำเพลงไปร้องประกวดอีกด้วย ล่าสุดไปแสดงงานวัฒธรรมย้อนยุคที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งรายได้ในการแสดงได้มอบให้กับเด็กกำพร้าเพื่อการศึกษา และในอนาคตมีการวางแผนว่าจะเดินทางไปแสดงที่ประเทศมาเลเซียด้วย

ส่วนค่าใช้จ่ายในการแสดงแต่ละครั้ง ถ้ามีการว่าจ้างก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ได้รับค่าตอบแทนมาเป็นค่าจ้างให้กับสมาชิกในวง เพื่อนำไปเป็นทุนการศึกษา แต่ถ้าจัดการแสดงเองก็ต้องมีค่าใช้จ่ายบ้างบางส่วน จึงจำเป็นต้องมีการเก็บค่าเข้าชมในราคา 80 - 100 บาท และจะมีการขายวีซีดีภายในงานอีกด้วย

เนื่องจากการขับร้องเพลงอานาซีด คือการเผยแพร่คำสอน และหลักการทางศาสนาอิสลาม รวมทั้งการสรรเสริญต่อพระผู้เป็นเจ้า จึงเป็นเพลงที่มีจังหวะเบาๆ สงบ ด้วยเสียงของกีต้าร์ กลอง และรำมะนา ผสมผสานเสียงกับการขับร้องของนักร้องอย่างลงตัว

“ขณะนี้วงฟิกคลิซ อยู่ภายใต้การดูแลของชมรมอนาซีดและการแสดงภาคใต้ ที่คอยสนับสนุนการแสดงในแต่ละครั้ง” นายฮูซีนกล่าว

ด้านนายซัลมาน สีระโก นักศึกษาสาขาครุศาสตร์อิสลาม วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี นักร้องนำ กล่าวว่า บทเพลงอานาซีดเพื่อสันติภาพ เป็นกิจกรรมที่ดีของเด็กและเยาวชน ที่ได้แสดงออกและแสดงความสามารถเฉพาะตัว อีกทั้งเป็นการทำความดีเพื่อสังคม

“ทั้งหมดทั้งมวล คือการส่งเสริมให้เกิดสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านบทเพลงที่ชื่อว่า “อนาซีด” คือคำทิ้งท้ายสั้นของนายซัลมาน สีระโก

หมายเหตุ
"อานาซีด" หมายถึงบทเพลงภาษามลายูซึ่งสอดแทรกเนื้อหาสาระที่แฝงด้วยคำสอนทางศาสนา

การ์ตูนGAG:อำมาตยาท่าจะยุ่ง

ที่มา Thai E-News

Wednesday, June 17, 2009

เด้งเชือกหนีไม่ออก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_13378

ชวน

ลองถ้ามวยระดับนายชวน หลีกภัย ปรมาจารย์จอมขลังแห่งประชาธิปัตย์ ต้องโดดขึ้นเวทีรำมวยเอง สั่งเรียกประชุมด่วนทีม ส.ส.ของพรรคใน 5 จังหวัดชายแดน ใต้ โดยมีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย นั่งอยู่ใน "ห้องเย็น"

มันก็ชัดเจนว่า ต้องเป็นไฟต์เดิมพันสำคัญจริงๆ

กับวิกฤติไฟใต้ที่กลับมาลุกโชน ชาวบ้านโดนฆ่าหมู่ระหว่างทำละหมาดในมัสยิด ครูโดนยิงระหว่างทางไปโรงเรียน พระสงฆ์โดนกระสุนปืนอาก้ามรณภาพคาบาตร ไม่เว้นแม้กระทั่งตำรวจยังโดนถล่มตายคาโรงพัก ทุกชีวิตมีสิทธิตกเป็นเหยื่อปั่นกระแสฆ่ารายวัน

สถานการณ์ลามแบบพรึบพรับในช่วงไม่กี่สัปดาห์

ประชาธิปัตย์เด้งเชือกหนีไม่ออก

โดยบท "คุณชายสะอาด" ของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็ไม่ได้ช่วยให้ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาได้เหมือนรายการเหยียบบ่าเพื่อนพรรคร่วมรัฐบาล เกมไม่ได้ง่ายเหมือนขวางโครงการร้อนๆในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีตีกินกระแส

เพราะเหตุมันเกิดในพื้นที่ปักษ์ใต้ฐานใหญ่พะยี่ห้อประชาธิปัตย์ พื้นที่เก่งที่ตัวเองเคยบลัฟรัฐบาลอื่นว่าไม่มีน้ำยา คุยนักคุยหนาว่าเจนสังเวียน

พลาดท่าแพ้ในบ้าน มันทั้งเสียหน้าและเสียแต้ม

นี่ยังไง ยี่ห้อ "ชวน" ถึงต้องออกโรงเอง

บ่งบอกอาการลึกๆ พรรคประชาธิปัตย์ก็เกรงจะเสียราคาคุย ซึ่งนั่นยังน้อยกว่า หากเทียบกับมูลค่าความเสียหายทางการเมือง

เรื่องของการชิงฐานเสียง

ที่แน่ๆโดยคิวเดียวกัน โฟกัสไปที่อาการขยับของกลุ่มวาดะห์ในนามพรรคมาตุภูมิ ที่แท็กทีมกันออกมา ทั้งนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ นายมุข สุไลมาน นายเด่น โต๊ะมีนา และนายนัจมุดดีน อูมา ในฐานะกลุ่มการเมืองที่อยู่ติดพื้นที่มานาน

เดินหน้าบี้รัฐบาล เสนอให้ตั้งเขตปกครองพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ชิงธงนำ แย่งใจชาวบ้าน

พูดกันเสียงดังฟังชัด ถึงขั้นที่นายเด่นยุให้นายกฯอภิสิทธิ์ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มีอำนาจเต็มอยู่ในมือ ไม่ต้องเกรงใจทหาร

ถ้าให้ทหารดูแลพื้นที่ต่อไป ปัญหาภาคใต้คงไม่มีวันยุติ

"วาดะห์" เทกแอ็กชั่นได้เต็มที่ เล่นบทได้ตามอารมณ์ของชาวบ้าน

ปั่นแต้มได้เน้นๆ

ไม่เว้นแม้แต่ยี่ห้อพรรคเพื่อไทยก็ขยับร่วมวง เตรียมส่งทีมงานเฉพาะกิจลงเกาะติด 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังเจาะตลาดเหมือนกัน

แต่ที่ดูจะติดๆขัดๆ กลับเป็นพรรคประชาธิปัตย์เอง จับสัญญาณจากการเคลื่อนตัวอย่างแรงของนายชวน ที่สั่งตีธง เดินหน้า ผลักดันสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนใต้ (สบ.ชต.) เพื่อคุมวิกฤติไฟใต้

นัยว่า การเมืองนำทหาร

ไม่ทันไรก็ต้องเจอกับเสียงทัก ทำข้ามหัวกองทัพ

จะมีปัญหาคาใจหรือไม่ เพราะเหมือนกับการหักหน้าทหาร

เพราะโดยสถานการณ์ที่ยังอึมครึมกับเสียงวิจารณ์ เหตุไฟใต้กรุ่นขึ้นมาใหม่ มีการตั้งแง่ไปที่การสร้างสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่เพื่อหวังดึงงบประมาณ

ทหารยังตกเป็นจำเลยของกระแส

ยิ่งยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" โยนอะไรออกมา สังคมเงี่ยหูฟัง การดันตั้ง สบ.ชต.ก็เท่ากับประทับความผิดพลาดของบททหารนำการเมือง

ขุนทัพนายกองไม่แฮปปี้แน่

และโดยความจริงที่รู้กันอยู่แก่ใจ พรรคประชาธิปัตย์กับทหาร วันนี้ก็ไม่ใช่อื่นไกล ย้อนเวลากลับไปเมื่อวันพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาล

ยังต้องไปเจรจากันในค่ายทหารใหญ่

เห็นๆกันว่า ประชาธิปัตย์ยืนอยู่บนขาของใคร

ลูกเกรงอกเกรงใจมันต้องมีอยู่แล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เสื้อแดงอุบลฯเฮ แม้วโฟนอิน เว้าอีสาน จากดูไบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_13108

เสื้อแดงอุบลฯ แห่จ่ายคนละ 20 บาท ฟัง"ทักษิณโฟนอิน" อดีตนายกฯเว้าอีสานจากดูไบออดอ้อนพลพรรคอย่าทอดทิ้ง ให้ช่วยพากลับประเทศ มาแก้ปัญหาหนี้สิน-ความยากจน แพลมถูก ส.ส.หลายคนตีจาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันนี้ (15 มิ.ย.) ที่ลานอเนกประสงค์ด้านหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี บรรดากลุ่มสมาชิกเสื้อแดงชาวอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมาก เดินทางมารวมตัวกัน เพื่อร่วมกิจกรรมคอนเสิร์ตระดมทุนหาเงินเข้าสมทบกองทุนไว้ทำกิจกรรมต่างๆของกลุ่ม โดยมีศิลปินมาร่วมขึ้นเวทีผลัดเปลี่ยนกับการปราศรัยเป็น จำนวนมาก อาทิ วิสา คันทัพ จุ๋ม-ไพจิตร อักษรณรงค์ และศิลปินของท้องถิ่น จ.อุบลราชธานี บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความชื่นมื่น แม้แกนนำสำคัญหลายคน ต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตาม นายพายัพ ปั้นเกตุ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี พรรคไทยรักไทยนายประยุทธ มูลสาร แกนนำเสื้อแดงอุบลราชธานี พร้อมด้วย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายชินวัฒน์ หาบุญพาด สมาชิกกลุ่มเสรีชนเพื่อคนประชาธิปไตยผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศัยบนเวทีกล่าวโจมตีรัฐบาล โดยมีรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการโฟนอินพูดคุยกับชาวเสื้อแดงอุบลราชธานี ในเวลา 20.00 น. ทำให้ กลุ่มคนเสื้อแดงต่างเบียดเสียดจ่ายค่าบัตรผ่านประตูคนละ 20 บาท เข้ามาร่วมชมคอนเสิร์ต และรอฟังเสียงโฟนอินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ กันอย่างใจจดใจจ่อ

กระทั่ง เวลา 20.10 น. พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้ามาในเวทีกล่าวทักทายสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงอุบลราชธานีด้วยสำเนียงภาษาอีสานดั งขึ้นท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ โดยมีนายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง หนึ่งในแกนนำที่เคยปิดล้อมการประชุมอาเซียนที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นผู้ดำเนินรายการ ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยเสียงสะอื้นออดอ้อนผ่านการโฟนอินจากกรุงดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ว่า "พี่น้องผมคึดฮอด (คิดถึง) พี่น้องชาวอุบลฯ หลายเด้อ และขอบคุณที่ยังมาสนับสนุนผม สนับสนุนประชาธิปไตยอยู่ โดยเฉพาะพี่น้องชาวอุบลฯ ตอนนี้ ส.ส.ที่สนับสนุนผมเหลือน้อยเต็มทีแล้ว หวังว่าชาวอุบลฯคงไม่ทิ้งผมนะ อยากให้สนับสนุนผม ผมจะได้กลับบ้านไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง ปัจจุบันบ้านเมืองเรามีปัญหามากมาย ทั้งยาเสพติด สินค้าการเกษตรไม่ได้ราคา เศรษฐกิจก็ไม่ดี ลูกหลานก็ไม่ได้เรียนหนังสือ ที่บอกว่าเรียนฟรีแต่เสียเป็นหมื่น ผมเลยเป็นห่วงพี่น้อง ผมอยู่ที่ดูไบก็สบายดี ไม่เจ็บไม่ไข้ แต่คิดถึงบ้าน คิดถึงพี่น้อง อยู่ที่นี้ได้ดูความเจริญของประเทศเขาทำให้คิดถึงบ้านเราที่มีแต่ทำร้ายกันเอง ไม่ได้ทำประชาธิปไตยเพื่อคนส่วนใหญ่ ทำให้คนส่วนใหญ่ยังลำบากอยู่มาก ผมเองอยากเห็นการพัฒนาประชาธิปไตยเพี่อพี่น้องจะได้มีความสุข พ้นความยากจน พี่น้องจำได้ไหมตอนที่ผมเป็นนายกฯ ผมบอกว่าปี 52 คนไทยจะหายจน แต่เขาไล่ผมออก 3 ปีมาแล้วคนไทยมีหนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลไปสร้างหนี้ใหม่ ประชาชนจะลำบาก คนไทยจะลำบาก หากรัฐบาลยังเป็นรัฐบาลของอำมาตย์เป็นรัฐบาลของอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่ม ทุกวันนี้รัฐธรรมนูญต้องการให้นักการเมืองอ่อนแอ ประเทศอ่อนแอ จุดยืนของประชาธิปไตยจะต้องได้มาเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนเราจะต้องเท่าเทียมกัน"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทิ้งท้ายอ้อนเสื้อแดงชาวอุบลอีกว่า "อย่าทิ้งผมนะ มีโอกาสกลับไปแก้ปัญหา แก้จนง่ายนิดเดียว อยากได้ผมไป อย่าทิ้งผม ผมอยู่ได้เบิกบานใจทุกวันนี้ก็เพราะรู้ว่าพี่น้องไม่ทิ้งผม ไม่งั้นผมคงห่อเหี่ยวตายแล้ว" จากนั้น นายพิเชษฐ์ นำชาวเสื้อแดงกล่าวสัญญาว่า จะต่อสู้เพื่ออดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อสิ้นเสียงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ กิจกรรมต่างๆบนเวที ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีการแสดงคอนเสิร์ตสลับไปกับการปราศรัย โดยกิจกรรมจะสิ้นสุดในเวลาประมาณ 23.00 น.

เลื่อนสั่งคดีคาร์บอมบ์ลอบสังหาร'ทักษิณ'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_13428

ศาลทหารเลื่อนสั่งคดีคาร์บอมบ์เป็นวันที่ 19 ส.ค. 2552 เนื่องจากมีเอกสารมากพิจารณายังไม่เสร็จซึ่งหลังมีคำสั่ง 3 จำเลยโกยอ้าวหลบหน้าสื่อ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.00 น. วันนี้ (17 มิ.ย.) ที่กรมพระธรรมนูญ กรุงเทพฯ องค์คณะตุลาการ ประกอบด้วยน.อ.ณรงค์เดช สภานุชาต พ.อ.ชัยวัฒน์ จัดระเบียบ และน.อ.เภาเทพ ประสานพานิช (ร.น.) ขึ้นนั่งบัลลังก์พิพากษาพิจารณาคดีดำ 35/50 หรือ คดีคาร์บอมบ์การลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมี พ.อ.สุรพล สุประดิษฐ์ พ.ท.มนัส สุขประเสริฐ และ ร.ท.ธวัชชัย กลิ่นชะนะ จำเลยที่ตกเป็นผู้ต้องหาอยู่เบื้องหลัง ตาม 4 ข้อกล่าวหา คือ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย โดยมี พ.อ.รัชพล สายประเสริฐ เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง เข้ารับฟังคำพิพากษา

จากนั้น องค์คณะตุลาการได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ อ่านประกาศเลื่อนการพิจารณาคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 19 ส.ค.2552 เวลา 09.00 น. เนื่องจากเอกสารมีจำนวนมาก จึงยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

มีรายงานว่า หลังจากองค์คณะตุลาการเลื่อนการพิจารณาตัดสินคดีคาร์บอมบ์ออกไป จำเลยทั้ง 3 คน คือ พ.อ.สุรพล พ.ท.มนัส และ ร.ท.ธวัชชัย ต่างรีบเดินแยกย้ายกันเดินทางกลับ เมื่อทราบว่ามีผู้สื่อข่าวดักรอสัมภาษณ์เป็นจำนวนมาก