WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 18, 2009

"ทักษิณ" ประกาศสู้ต่อ ไม่วางมือทางการเมือง ขอทุกคนร่วมทำงาน-เตรียมผ่าตัดระบบเพื่อไทย

ที่มา มติชนออนไลน์

"แม้ว"บอกกลุ่มส.ส.หญิงพท.ระหว่างยกทีมเยี่ยมที่ยูเออี จะต่อสู้ต่อไป ไม่วางมือทางการเมือง พร้อมปรับระบบการทำงานเพื่อไทย วอนทุกคนร่วมทำงานกับพรรคด้วยความรักและสามัคคี "พายัพ-เยาวเรศ" นำทีมช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมสกลนคร มั่นใจชนะแน่

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า จะไม่วางมือทางการเมือง และพร้อมจะปรับระบบการทำงานของพรรคเพื่อไทยเพื่อต่อสู้ทางการเมืองต่อไป โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย ว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส.ส.ผู้หญิงของพรรคเพื่อไทยหลายคน เช่น นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ส.ส.เพชรบูรณ์ ภรรยานายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางนันทนา ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย นางอรุณี ชำนาญยา ส.ส.พะเยา รวมถึงนายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์ ได้เดินทางไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และในการพูดคุย พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไปและจะปรับระบบการทำงานของพรรคเพื่อไทย พร้อมขอให้ทุกคนร่วมงานกับพรรคต่อไปด้วยความรักและสามัคคี

ข่าวแจ้งว่า หลังได้รับการยืนยันจาก พ.ต.ท.ทักษิณ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้โทรศัพท์หา ส.ส.พรรคเพื่อไทยเป็นรายบุคคล เพื่อขอให้อยู่ร่วมงานกับพรรคต่อไป เพราะปัจจุบันพรรคได้ดูแลเรื่องเงินสนับสนุนกิจกรรมการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน


ด้านการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 วันที่ 21 มิถุนายน ที่เป็นการแข่งขันระหว่างนายพิทักษ์ จันทรศรี หมายเลข 1 พรรคภูมิใจไทย และนางอนุรักษ์ บุญศล หมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย นั้น มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย ว่า นายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสานพรรคเพื่อไทย และนางเยาวเรศ ชินวัตร น้องชายและน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ จะนำคณะหาเสียงพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ เขต 3 จ.สกลนคร เพื่อหาเสียงช่วยนางอนุรักษ์ ในวันที่ 19-20 มิถุนายนนี้ และร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งในวันที่ 21 มิถุนายน


วันเดียวกัน ที่สนามโรงเรียนอนุบาลสว่างแดนดิน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร กลุ่มเสื้อแดงคนรักสว่างแดนดิน ได้จัดงานทวงคืนอำนาจประชาชน มีอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน ร่วมงาน เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายอดิศร เพียงเกษ ฯลฯ โดยกลุ่มแกนนำได้สับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาล และการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 ที่มีความผิดปกติ รวมทั้งประกาศว่า พร้อมที่จะนำ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างความฮือฮาให้ประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างมาก
นายจาตุรนต์ปราศรัยว่า ขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้มาก และมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.ในเขตนี้แน่นอน โดยเชื่อว่าจะได้กว่า 9 หมื่นคะแนน และในการเลือกตั้งทุกครั้งให้เลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อจะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศ


ด้านพรรคภูมิใจไทย มีรายงานว่า แกนนำพรรคจะลงพื้นที่หาเสียงช่วยนายพิทักษ์ ในวันที่ 19 มิถุนายนี้ โดยมีกระแสข่าวว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรค นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการพรรค นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายมานิตย์ นพอมรวดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำหนังสือลากิจในวันที่ 19 มิถุนายน ยื่นต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว


ขณะที่นายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทยและเครือข่าย เข้ายื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมกรณีการทุจริตเลือกตั้งล่วงหน้า ส.ส.สกลนคร เขต 3 ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จากนั้น นายพิชาให้สัมภาษณ์ว่า ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบการเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 13-14 มิถุนายน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร พบเห็นพฤติกรรมของการขนคนมาลงคะแนน โดยมีสิ่งที่ผิดสังเกต อาทิ รถที่ใช้ขนคนมาลงคะแนน ติดป้ายทะเบียน จ.บุรีรัมย์ แทนที่จะเป็น จ.สกลนคร และแบบฟอร์มการขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ ที่เขตเลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้ง (ทก.1) มีบุคคลคอยควบคุมการเขียนแบบฟอร์ม โดยระบุเหตุผลเดียวกันที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันจริงได้เหมือนกันทุกใบ


"ขอตั้งข้อสังเกตว่า คนอายุ 55 ปีขึ้นไป เหตุใดจึงไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ในวันเลือกตั้งจริงได้ นอกจากนี้ ยังพบความขัดแย้งกันเอง ระหว่างผู้ที่ขนชาวบ้านมาลงคะแนน กับชาวบ้านที่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากมีการหักหัวคิวจากหัวละ 500 บาทเหลือหัวละ 250 บาท ซึ่งได้รวบรวมและพาผู้สมัครที่ไม่ได้กระทำผิด ไปแจ้งร้องคัดค้านถึงความไม่โปร่งใสกับทาง กกต.สกลนครไว้เป็นหลักฐานแล้ว"นายพิชากล่าว


ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีชุดปฏิบัติการป้องปรามการทุจริตเลือกตั้งของ กกต. พบข้อมูลการขนคนไปลงคะแนนล่วงหน้าว่า การมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ามาก เพราะการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ มีการสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนกรณี กกต.ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องขนคนนั้น กกต.ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เป็นการกระทำของพรรคเพื่อไทย หรือภูมิใจไทย


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี กกต.จะทำหนังสือถึง เพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมมือในการจัดการเลือกตั้งว่า ถ้า กกต.ทำหนังสือมา ก็พร้อมให้ความร่วมมือ ยืนยันว่ารัฐบาลต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนได้ยึดถือตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คือ ต้องให้ความร่วมมือกับองค์กรอิสระในการจัดการการเลือกตั้ง


ด้าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10) ปฏิบัติหน้าที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ฝ่ายความมั่นคงและกิจการพิเศษ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความเรียบร้อยการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบกรณี พล.ต.ต.อุดม จำปาจันทร์ ผบก.ภ.จว.สกลนคร ปฏิเสธการรักษาหีบบัตร ว่า พล.ต.ต.อุดมได้รายงานถึงปัญหาการเก็บหีบบัตรเลือกตั้งว่า สถานที่ภายในสถานีตำรวจไม่เอื้ออำนวย และก่อนหน้านี้มีการหารือร่วมกับตัวแทนจังหวัด, กกต.เขต และตำรวจ ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะจัดรถควบคุมผู้ต้องขังไว้เก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง โรงพักละ 1 คัน โดยจอดไว้กลางที่โล่งแจ้ง มีแสงสว่าง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และจัดตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบร่วมกัน 3 ฝ่าย


พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า สถานีตำรวจบางแห่งมีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และหากมีการเก็บบัตรเลือกตั้งไว้ในห้องควบคุมผู้ต้องหา ผู้ต้องหาอาจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่อาจก่อความเสียหายต่อหีบบัตรเลือกตั้งได้ ซึ่งเตรียมจะของบประมาณนำมาจัดเช่า หรือจัดซื้อตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งโดยเฉพาะ


นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีคำตอบว่า ทำไมตำรวจไม่ให้ความร่วมมือในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 ในวันที่ 21 มิถุนายน กกต.ก็จะประสานให้ทหารมาดูแลการจัดการเลือกตั้งแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"แม้ว"โฟนอินอ้อนเสื้อแดงคิดถึงบ้านแต่ติดรธน.51กลัวติดคุก-ถูกฆ่า ม็อบเอาใจเตรียมทำบุญวันเกิดให้26ก.ค.

ที่มา มติชนออนไลน์

กลุ่มเสื้อแดงพะเยารวมพลรวมน้ำใจใส่พลังแดงทั้งแผ่นดินจัดปราศรัยรอฟัง"แม้ว"โฟนอินบ่นคิดถึงบ้านแต่กลับไม่ได้เพราะติด รธน.ปี 51กลับในตอนนี้ไม่ได้เพราะกลัวว่าจะถูกจับเข้าคุกหรือไม่ก็ถูกฆ่า "ทักษิณ" ประกาศสู้ต่อ ไม่วางมือทางการเมือง


ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ว่า กลุ่มเสื้อแดงพะเยาโดยกลุ่มพะเยารักประชาธิปไตย จัดงานรวมพลรวมน้ำใจใส่พลังแดงทั้งแผ่นดินพะเยา บริเวณลานสุขภาพชายกว๊าน ด้านหลังสำนักงานเทศบาลเมือง(ทม.)พะเยา อ.เมือง จ.พะเยา ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นมา โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดในภาคเหนือมาร่วมประมาณ 500 คน ประกอบด้วย พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่ ลำปาง และลำพูน หลังจากที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ส่วนกลางได้ผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยจนกระทั่งเวลา 20.40 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของนายเพชรวรรต วัฒนพงษ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คิดถึงบ้านอยากกลับประเทศไทยมากแต่กลับไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทำให้มีปัญหาไม่สามารถกลับบ้านได้ รวมถึงที่ยังไม่สามารถกลับในตอนนี้ได้เพราะกลัวว่าจะถูกจับเข้าคุกหรือไม่ก็ถูกฆ่า

ขณะเดียวกันเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะถึงในวันที่ 26 กรกฎาคม นี้ บรรดากลุ่มเสื้อแดงในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนบน จะมีการจัดกิจกรรมฉลองวันคล้ายวันเกิดให้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ แนะนำให้เป็นการฉลองในลักษณะของการทำบุญโดยอ้างว่าเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่กลุ่มเสื้อแดงที่ล่วงลับไปแล้ว หลังจากโฟนอินได้ประมาณ 10 นาที เวลา 20.50 พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้วางสายไป จากนั้นประชาชนกลุ่มเสื้อแดงที่มาร่วมเวทีได้ทยอยเดินทางกลับอย่างต่อเนื่อง

กองบังคับการม็อบ

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



การปรับโครงสร้างตำรวจ ที่พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เอามาปัดฝุ่นปรับแก้ใหม่ โดยนำเอาร่างเดิมซึ่งกำเนิดมาตั้งแต่ยุครัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ติดค้างขั้นตอนพิจารณาของหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเขาไม่เห็นด้วย

นำมาปรับแก้ จนผ่านการพิจารณาของรัฐบาลมาร์คและการตรวจสอบของก.พ.และก.พ.ร.

เพราะสามารถตอบคำถามในประเด็น ไม่ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ประหยัด มีประสิทธิ ภาพ

เมื่อสอบผ่านในขั้นตอนอนุมัติโครงสร้างมาได้

จึงหวังว่าในขั้นตอนแต่งตั้งตัวบุคคล จะไม่สอบตก

อยากพูดถึงโครงสร้างใหม่ในอีกประเด็น

คือ การกำเนิดหน่วยงานใหม่ ที่สอดคล้องกับปัญหาประเทศชาติปัจจุบัน!

โดยแยกงานอารักขาและปราบจลาจล ออกมาจากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษหรือ 191

ตั้งเป็นกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชนขึ้นมาใหม่

จากเดิมที่งานปราบจลาจลเป็นเพียง 1 กองกำกับ

ครั้นเมื่อเกิดกรณีม็อบยืดเยื้อยาวนานผิดธรรมชาติ จนเกินกำลังของกองกำกับการปราบจลาจล

ก็ต้องใช้ตำรวจสายตรวจจากทุกโรงพักเข้ามาร่วมปฏิบัติ ทำให้กระทบงานดูแลชาวบ้านในท้องที่!

อีกทั้งสายตรวจแต่ละสน. ได้รับการฝึกฝนควบคุมฝูงชนแบบฉบับย่อ อาจทำให้ปฏิบัติอย่างไม่ถูกหลักสิทธิมนุษยชน

การยกฐานะเป็นกองบังคับการ จะทำให้มีกำลังพลที่ฝึกฝนโดยตรงในปริมาณที่มากขึ้น รับกับภารกิจในสังคมประชาธิปไตยได้เพียงพอขึ้น

แต่อีกนั่นแหละ ปัญหายังผูกโยงถึงนโยบายรัฐบาลด้วย

เราจะเห็นได้ว่าในช่วงหลัง ตำรวจรับมือกับม็อบเพียงแค่การถือโล่ไว้คอยผลักดัน ห้ามใช้กระบอง ผลก็คือตำรวจไม่เคยสกัดกั้นฝูงชนไว้ได้เลย

ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใดในโลก ที่ถือเพียงโล่ดันกันไปดันกันมากับผู้ชุมนุม

รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ให้ตำรวจปฏิบัติได้เต็มรูปแบบตามมาตรฐานสากล ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย ภายใต้หลักมนุษยธรรม

หรือออกกฎหมายใหม่โดยเฉพาะ กำหนดอำนาจการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม และบอกขอบเขตให้เจ้าหน้าที่ได้แจ่มชัด ไม่ต้องตีความให้วุ่นวายพะว้าพะวัง

รวมทั้งต้องเป็นกฎหมายคุ้มครองสิทธิประ ชาชน

เจ้าหน้าที่ต้องทำงานตามมาตรฐาน ไม่ใช่ตามลมการเมือง

อ่อนไปบ้าง แข็งกร้าวราวเผด็จการบ้าง!

กู้มหากาฬ

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านผ่านสภาไปแบบ"ชิล-ชิล"

เพราะพรรคร่วมรัฐบาลเขายังไม่ต้องการล่มเรือรัก

ฝ่ายค้านก็กระไรเลย อภิปรายทั้งทีเหมือนคนเข้าห้องน้ำไม่สุด ไม่จี้จุดตรงที่ต้องจี้

โดยเฉพาะประเด็นว่าเงินนี้จะเอาไปทำอะไร ไฉนไม่โปร่งไม่ใสเท่าที่ควร

จะใช้เงิน 2 แสน 3 แสนล้านทั้งที ไม่รู้ว่าสะท้อนความจำเป็นหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาแค่ไหน

เพราะส่วนใหญ่ในนั้น ท่านมาแบบลอยๆ กว้างๆ

ท่านแถลงว่าอย่างนี้

โครงการที่รัฐเป็นผู้ลงทุน แต่ยังไม่มีแหล่งเงินในปีงบประมาณ 2552-2553 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 289,070 ล้านบาท

มีโครงการสำคัญ 12 กลุ่ม ดำเนินการได้ในปี 2552 วงเงิน 231,311 ล้านบาท

ที่เหลืออีก 57,759 ล้านบาทอาจจะยังไม่พร้อมที่จะดำเนินการได้ในปี 2553 ได้แก่

1.สาขาบริการจัดการน้ำ/น้ำเพื่อการเกษตร วงเงินกู้ 67,113 ล้านบาท

บำรุงฟื้นฟูระบบชลประทานเดิม ก่อสร้างฝายอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก-กลาง แก้ปัญหาอุทกภัย การปรับปรุงพันธุ์และกระจายพันธุ์พืช การพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.สาขาขนส่ง/logistic กระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบ วงเงินกู้ 65,531 ล้านบาท

ก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าสายสีแดง สีม่วง สีเขียว(หมอชิต-สะพานใหม่และแบริ่ง-บางปู) สีน้ำเงิน สีชมพูและน้ำตาล โดยบางส่วนจะดำเนินการภายหลังปี 2553 การลงทุนระบบราง จัดหาโบกี้และหัวรถจักรดีเซลแก่งคอย-บัวใหญ่-หนองคาย รถไฟรางคู่ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย

โครงการทางพิเศษบางปะอิน-สระบุรี-โคราช, ถนนไร้ฝุ่น, บูรณะทางหลวงในเส้นทางสายหลัก การปรับปรุงท่าอากาศยานรวม 4 แห่ง

รวมถึงสนามบินอู่ตะเภา โครงการท่าเรือปากบารา, คลองใหญ่

4.สาขาโครงสร้างพื้นฐาน/พัฒนาบุคลากรด้านการศึกษา วงเงินกู้ 53,270 ล้านบาท

จัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสถานศึกษา โครงการ education hub พัฒนาหลักสูตรวิทย์-คณิต โครงการสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย ฯลฯ

บอกว่าด่วนมาก และต้องกู้มหาศาล

ให้ชาวบ้านรู้แค่นี้เองหรือ?

เดิมพันสูง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




การอภิปรายพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เพิ่งจบไปจุดน่าสนใจอยู่ในช่วงท้ายจากการอภิปรายของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรมต.มือเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน

ประเด็นการพูดมีอยู่หลากหลาย แต่จุดที่น่าสนใจน่าจะเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงแผนกู้เงินของรัฐบาล ทั้งพ.ร.ก. และพ.ร.บ. ของรัฐบาลที่รวมกันถึง 8 แสนล้านบาท

หากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่เป็นไปตามที่คาด จะเกิดอะไรตามมา!?

ประเทศไทยจะมีหนี้เพิ่มขึ้นมหาศาลถึง 8 แสนล้านบาท โดยไม่นับรวมหนี้เก่าๆ ที่ก่อเอาไว้อย่างยาวนาน

และสิ่งที่จะตามมาอีกก็คือเครดิตของประเทศจะถูกลดอันดับลง เพราะอย่าว่าแต่ประเทศเลย แค่คนทั่วๆ ไป หากเรารู้ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวก็คงไม่ไว้วางใจเท่าใดนัก

แน่นอนว่านี่คือการมองในภาพลบอย่างยิ่ง

ฟากรัฐบาลเองย่อมมองในด้านตรงข้าม เพราะเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าหากได้เงิน 8 แสนล้านบาทมาใส่กระเป๋า จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือประคองประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจโลก

สมมติ...สมมติ จริงๆ นะ หลังได้เงิน 8 แสนล้านมาใส่กระเป๋าแล้ว บรรดารัฐมนตรี หรือส.ส.ผู้มีอำนาจใช้งบประมาณเกิดต่อมสำนึกผุดขึ้นมาพอดี

ทุกคนใช้เงินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่มีเม้มเข้ากระเป๋าตัวเองแม้แต่บาทเดียว

ถ้าทุกอย่างที่รัฐบาลคาดคิดเป็นไปตามที่คาดหวัง ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อเศรษฐกิจเฟื่องฟู ย่อมสามารถมีเงินภาษีมาชำระหนี้ที่ติดเอาไว้ได้

แต่หากวิกฤตเศรษฐกิจของไทย เกิดไม่คลี่คลายไปอย่างที่คาดไว้เล่า!?

หรือหากดีขึ้นแต่ไม่ดีถึงขนาดที่รัฐบาลวาดฝันเอาไว้

และหากเลวร้ายสุดๆ เกิดปัญหาอีกระลอกเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก หรือราคาน้ำมันที่เริ่มแพงทะลุทะลวงขึ้นเรื่อยๆ

ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร!?

รัฐบาลชุดต่อๆ ไป จะทำงานอย่างไร เพราะต้องรับภาระหนี้ก้อนมหาศาล ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันก่อเอาไว้

เปรียบไปก็คงเหมือนกับก่อนปี"40 ที่แบงก์ชาติเทเงินหมดหน้าตักพยายามตรึงค่าเงินบาทเอาไว้ โดยหวังว่าจะสู้กับผู้ที่โจมตีค่าเงินอยู่ในขณะนั้น

แต่ปรากฏว่าเกิดผิดพลาด วิกฤตต้มยำกุ้งจึงเกิดขึ้น

ในครานี้ก็เช่นกันรัฐบาลไม่ต่างจากกำลังกระโจนเข้าสู่โต๊ะพนัน โดยมีเงิน 8 แสนล้านบาทอยู่ที่หน้าตัก และหวังว่าจะชนะในเกมนี้

โดยมีอนาคตของประเทศเป็นเดิมพัน!?

ครม.ทุ่ม 123 ล.ซื้อรถกันกระสุน

ที่มา เดลินิวส์

ครม.กลัวตาย ทุ่มเงินเกือบ 123 ล้านบาทซื้อรถกันกระสุน เผย รมต.ขี้กลัวร้องอยากนั่ง พร้อมเตรียมใช้ต้อนรับผู้นำต่างชาติ ไฟเขียวงบให้กลาโหมจัดตั้งกองร้อยควบคุมฝูงชน “อภิสิทธิ์” เผย ส.ค. เงินเริ่มหมุน หลัง ส.ว.ให้ความเห็นชอบ แจงวิธีหาเงินกู้ ฝ่าย “เพื่อไทย” ตามจิกวิธีหาเงินจ่ายคืนเงินกู้ สับแหลกรัฐบาลกู้กระจาย “วรวัจน์” ทิ่มทีมงานขุนคลังเล่นข้อมูลภายในหาประโยชน์ตลาดหุ้น “กรณ์” สวนทันควันเต้าข่าวมั่ว “สุนัย” แฉจ่ายมัดจำจองแบ่งเค้กโครงการกันแล้ว “ชาญชัย” บ่นน้อยใจงบน้อยแต่ก็ยังรักกันดี “ชุมพล” ปัดนายกฯ โอ๋ ชทพ. ฝ่าย “เทพเทือก” น้อยใจบ้างบ่นจัดงบไม่เลิก ปชป. ยืนยันไม่มีวาระต่างตอบแทน ส่วน “ปานปรีย์” เสนอตั้งกรรมการร่วมตรวจสอบใช้เงิน พท.ซัดเกี๊ยะเซี้ย “มุข” ป้อง “บิ๊กบัง” ยังไม่พร้อมเป็น หน.มาตุภูมิ กกต. ร้อง ผบ.ตร. จัดการ ตร. ละทิ้งคุมเลือกตั้งซ่อมสกลนคร

นายกฯเผย ส.ค. เงินเริ่มหมุน

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการดำเนินการภายหลังที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ขั้นตอนต่อไปก็ต้องนำ พ.ร.ก.นี้ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา และเมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินการกู้เงินใน 2 ลักษณะผสมผสานระหว่างกัน โดยส่วนแรกคือการออกพันธบัตรที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาซื้อได้ รอบแรกจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับสภาพคล่องส่วนเกิน 9 แสนล้านบาทแล้วตนคิดว่าไม่มีปัญหา ส่วนที่ 2 จะเป็นการกู้ยืมในระบบธนาคาร ซึ่งการทำเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้กระทบกระเทือนถึงอัตราดอกเบี้ยในตลาดมากเกินไป

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับการใช้จ่ายเงินนั้น ขณะนี้จะสามารถดำเนินการโครงการที่มีความพร้อมอยู่ได้ทันที โดยมอบหมายให้คณะกรรมการที่มีนายพนัส สิมะเสถียร เป็นประธาน ทำหน้าที่ติดตามและกำกับการใช้จ่ายเงินดังกล่าวและจะเปิดเผยข้อมูลในโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านความเห็นชอบ ทั้งนี้ ตนคิดว่าการดำเนินโครงการต่าง ๆ น่าจะเริ่มได้ไม่น่าจะเกินเดือน ส.ค. นี้ เป็นต้นไป

“ชาญชัย”น้อยใจรักงบถูกหั่น

ส่วน นายชาญชัย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม. ถึงกรณีที่ออกมาระบุว่าน้อยใจหลังจากที่ไม่ได้รับงบประมาณตามที่ขอไปแต่ที่ประชุมครม.นัดพิเศษเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ครม. กลับอนุมัติงบเพิ่มให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกระทรวงหลักในด้านเศรษฐกิจ และเป็นกระทรวงที่สร้างรายได้ หากลงทุนมากก็จะได้ผลประโยชน์กลับสู่ประเทศชาติตามความเป็นจริงของงบประมาณ เมื่อถามว่าหากยังไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐบาลจะมีผลต่อการพิจารณา พ.ร.บ.กู้เงินหรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ก็เสียความรู้สึกเล็กน้อยแต่คงต้องค่อย ๆ พูดจากัน เพราะเราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรควิจารณ์ว่าพรรคประชาธิปัตย์เล่นบทพระเอกคนเดียวทางพรรคเพื่อแผ่นดินมองอย่างนั้นหรือไม่ นายชาญชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มองอย่างนั้น แต่วันข้างหน้าไม่รู้จะมองอย่างไร เมื่อถามว่าในเมื่อพรรคเพื่อแผ่นดินบ่นน้อยใจแล้วจะทำอย่างไรต่อไป นายชาญชัย กล่าวว่า “มีเพลงอยู่เพลงหนึ่งชื่อว่าน้อยใจรัก ซึ่งหมายความว่าแม้น้อยใจแต่ก็ยังรักอยู่”

“ชุมพล”ปัดนายกฯโอ๋ ชทพ.

นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเกลี่ยงบประมาณให้พรรคร่วมเพิ่มแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการตกหล่นเท่านั้นและทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็ได้รับงบประมาณไปมากเนื่องจากต้องไปโรดโชว์มาก อย่างไรก็ตามการที่กระทรวงท่องเที่ยวได้รับงบฯ เป็นที่น่าพอใจนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสนับสนุน พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพราะเห็นด้วยกับการให้ผ่าน พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่แล้ว

นายชุมพล กล่าวต่ออีกว่า ส่วนกระทรวง เกษตรฯ ที่ได้รับงบประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาทนั้นก็เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งไม่ได้หมายความว่านายกรัฐมนตรีมาเอาใจพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างที่ถูกวิจารณ์ แต่เป็นงบค้างเก่าของปีงบประมาณ 53 ทั้งนี้ตนเชื่อว่าจะไม่กลายเป็นปัญหาบาดหมางกัน เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อแผ่นดินน้อยใจและตัดสินใจถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไร นายชุมพล กล่าวว่า ไม่มีแน่นอน ตัดประเด็นนี้ไปได้เลย

“เทพเทือก”น้อยใจบ่นกันบ่อย

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเสียงบ่นน้อยใจจากพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการจัดสรรงบประมาณแล้วจะมีการทำความเข้าใจหรือไม่ว่า ตนก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกันว่าบ่นกันบ่อยเหลือเกิน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องมีการทำความเข้าใจกัน ทุกคน อยู่บนหลักของเหตุผลไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ เรื่องงบประมาณแผ่นดินไม่ใช่เรื่องเอามาหารแบ่งกันไปตามใจชอบ เราทำงบประมาณเพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชน การแก้ไขปัญหา ของประชาชน ไม่ใช่อยู่ที่ว่างานของใครมีความจำเป็นมากน้อยกว่ากัน

เมื่อถามว่า แล้วที่มีการเพิ่มงบให้กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงมหาดไทย จำนวน 4,000 กว่าล้านบาท มีที่มาที่ไปอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ตนจำไม่ได้ ต้องไปถามเจ้ากระทรวงทั้งสองดีกว่า เพราะตนก็ไม่ได้ ทราบทุกเรื่องในรายละเอียด เมื่อถามว่านายชาญชัยบ่นว่าถูกมองข้ามไม่เห็นหัวกันอาจจะต้องหันหลังให้รัฐบาล นายสุเทพ กล่าวว่า คงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะนายชาญชัยไม่เคยพูดกับตนอย่างนั้น ถ้าเขาหันหลังให้ตนก็จะกลับเขาหันหน้ากลับมา

ยืนยันไม่มีต่างตอบแทน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า มีความเห็นของฝ่ายค้านบางส่วนที่อาจจะมีความข้องใจในเรื่องของแผนงานโครงการที่ได้มีการจัดสรรงบประมาณไปแล้วตามสัดส่วน ซึ่งรัฐบาลก็ยืนยันแล้วว่าเราจะดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งและมีความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายในการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งในส่วนนี้มั่นใจว่า ครม. สามารถชี้แจงได้ และเมื่อฝ่ายค้านมีความเข้าใจก็จะมีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบได้

ต่อข้อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะสามารถปรับลดวงเงินกู้ได้ นายชินวรณ์ กล่าวว่า คงไม่มี เมื่อถามว่า จริงหรือไม่ที่มีข่าวว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน โครงการกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา นายชินวรณ์ กล่าวว่า การจัดทำ พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องจากการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจตาม พ.ร.ก.ที่กำหนดมาแล้ว โดยรัฐบาลต้องการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องต่อไป หากงบประมาณไปอยู่ในความรับผิดชอบของ แต่ละกระทรวงก็เป็นเรื่องปกติ ยืนยันไม่ใช่เรื่องการแบ่งสันปันส่วน หรือแบ่งเค้กไปให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่าง ๆ แน่นอน

จี้ตั้งกรรมการร่วมส่องใช้งบ

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หัวหน้าทีมจัดเตรียมข้อมูลด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลปรับเพิ่มวงเงินด้านการลงทุนจนทำให้วงเงินในส่วนที่จะไปปิดหีบชดเชยรายได้ของรัฐบาลขาดหายไปจากเดิม 2 แสนล้านบาทเป็น 1.5 แสนล้านบาทว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถทำได้ ไม่ผิดกฎหมายแต่เรื่องของความโปร่งใสในการใช้งบประมาณไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้เรียกร้องรัฐบาลมาโดยตลอดให้เปิดเผยรายละเอียดของโครงการที่รัฐบาลจะนำไปลงทุน 2 แสนล้านบาท แต่รายละเอียดที่ได้รับกลับไม่ชัดเจนเป็นเพียงตัวเลขกลม ๆ เท่านั้น

นายปานปรีย์ กล่าวว่า พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นเงินที่อยู่นอกงบประมาณทำให้ไม่สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายได้ และรัฐบาลสามารถโยกดังกล่าวเงินไปไหนก็ได้ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งโดยให้มีตัวแทนจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตามการใช้เงินที่มาจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้

ซัดรัฐบาลเกี๊ยะเซียะแบ่งงบ

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าเหตุที่รัฐบาลอนุมัติโครงการลงทุนแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพิ่มเติม 2 โครงการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทย ก่อนการพิจารณาผ่านร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นการแลกกับการให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลยกมือสนับสนุนร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าว นายปานปรีย์ กล่าวว่า รัฐบาลมีเจตนาอย่างนั้นหรือไม่ตนไม่ทราบ แต่เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาของรัฐบาลเองที่ไม่ทำรายละเอียดโครงการให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่รัฐบาลทำอย่างนี้ ทำให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นการเกี๊ยะเซียะและการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันเพื่อให้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภา ซึ่งการใช้งบประมาณก้อนนี้ของรัฐบาลนั้นไม่สามารถที่จะตรวจสอบและรับทราบได้ว่ารัฐบาลนำเงินไปใช้ในเรื่องใดบ้างจนกว่ารัฐบาลจะนำมาชี้แจงต่อสภาภายหลังจากปิดงบประมาณในแต่ละปี

ครม.อนุมัติซื้อรถกันกระสุน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุม ครม. อนุมัติงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ควบคุมฝูงชนให้แก่กองร้อยรักษาความสงบของกองทัพไทยจำนวน 7 กองร้อย เป็นเงิน 66,236,800 บาท ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ พร้อมกันนี้ทางกองทัพไทยจึงได้ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉินเฉพาะกรณีการใช้กำลังในการควบคุมฝูงชน ในขั้นต้นการจัดหายุทโธปกรณ์ กำหนดความเร่งด่วนไว้เป็น 3 ระดับ คือ ความเร่งด่วนแรกจำนวน 7 กองร้อย ความเร่งด่วนที่สอง จำนวน 10 กองร้อย และความเร่งด่วนที่สาม จำนวน 43 กองร้อย รวมทั้งสิ้น 60 กองร้อย

นายศุภชัย ยังกล่าวว่า ที่ประชุมครม.อนุมัติการจัดหารถยนต์ปฏิบัติการหุ้มเกราะ จำนวน 20 คัน วงเงินรวม 122,800,000 บาท และอนุมัติหลักการให้กองบัญชาการกองทัพไทย โดยศูนย์รักษาความปลอดภัยดำเนินการจัดหาตามระเบียบของทางราชการด้วยวิธีพิเศษ ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ เนื่องจากรถยนต์หุ้มเกราะเดิมมี 3 คัน ถูกทุบทำลายเสียหาย 1 คัน เครื่องยนต์ชำรุด 1 คัน คงเหลือปฏิบัติการได้ 1 คัน ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะที่มีคุณสมบัติพิเศษและเป็นยานพาหนะหุ้มเกราะกันกระสุน เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญมีความปลอดภัยสูงสุด

รมต.ขี้กลัวร้องอยากใช้บ้าง


นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิ การนายกฯ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับสเปกของรถหุ้มเกราะกันกระสุน ครม. ได้กำหนดว่าต้องเป็นรถที่มีสมรรถนะกันกระสุนชนิด บี 4-บี 6 โดยโครงสร้างจะต้องเป็นเชทซีมาตรฐานสากลสูงถึงระดับสูงสุด กระจกกันกระสุนมีความหนา ขนาด 35 มม. มาตรฐานโดยรวมต้องได้มาตรฐานสากล โดย เครื่องยนต์ต้องได้ระดับ 4,000 ซีซี ซึ่งถือว่าไม่ใช่ระดับพิเศษสูงสุดของผู้นำทั่วโลกแต่อยู่ในระดับกลาง

นายปณิธาน กล่าวอีกว่า ซึ่งจะต้องมีการจัดซื้อโดยเร็ว เพื่อให้ทันการประชุมผู้นำสุดยอดอาเซียนและหลังจากที่เกิดเหตุความวุ่นวาย รัฐมนตรีหลายคนได้มีการขอรถเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นรถที่ได้มาจะนำมาสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้รัฐมนตรีได้ใช้อย่างทั่วถึง รวมถึงไว้ต้อน รับผู้นำต่างประเทศที่แวะเวียนมาประเทศไทยเกือบทุกเดือน ก่อนหน้านี้มีหลายประเทศใจดีที่ให้ประเทศไทยยืม แต่เราเห็นว่างบประมาณมีพอที่จะสามารถเจียดมาซื้อได้ ก็ต้องจัดซื้อให้เป็นของรัฐบาลเอง จะทำให้การดูแลรักษาและการบริหารง่ายกว่าและสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำ ต่างประเทศที่เดินทางมาประเทศไทย

คุมความปลอดภัยแถลงข่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมีการเพิ่มจำนวนสุนัขดมกลิ่นมากขึ้น กระจายตรวจบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล โดยให้เน้นตรวจเข้มรถทุกคันที่จอดอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ก่อนประชุม ครม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินเข้าไปภายในตึกนารีสโมสร เพื่อสำรวจการจัดเตรียมสถานที่แถลงข่าวใหม่ ของตนเอง หลังการประชุม ครม. ซึ่งปกติตึกนี้จะถูกใช้เป็นห้องแถลงข่าวของทำเนียบรัฐบาลโดยทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์มีสีหน้าพึงพอใจ

นอกจากนี้ ก่อนเป็นประธานการประชุม ครม. นายอนุชา ธีคานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการการแสดงโขนชุดพรหมาศ และนายสุรัตน์ จงคา อาจารย์จากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ได้นำนักแสดงโขนจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เข้ามอบบัตรเชิญการแสดงโขนชุดพรหมาศและหนังสือวิวัฒนาการเครื่องการแต่งกายโขนละครไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ให้กับนายกฯ และ ครม. ทั้งนี้การแสดงดังกล่าวจะ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 มิ.ย. ที่ศูนย์วัฒน ธรรม เริ่มตั้งแต่เวลา 19.30 น.

ยัน“บิ๊กบัง”ไม่ใช่หน.มาตุภูมิ


นายมุข สุไลมาน รักษาการโฆษกพรรคมาตุภูมิ และสมาชิกกลุ่มวาดะห์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. จะมาเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิว่า ยืนยันว่าไม่มี เป็นเพียงข่าวที่พูดกันออกมา ซึ่งทุกคนมีสิทธิที่จะพูด ถ้าเรื่องที่พูดไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ส่วนจะจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ทั้งนี้ตนมองว่าคนที่ออกมาพูดเพื่อดักทางให้เห็นว่าตัวเองนั้นคาดการณ์ได้ถูกแต่ถ้าไม่ถูกก็ไม่เป็นไร ตนเชื่อว่าคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคมาตุภูมิไม่ใช่ พล.อ.สนธิแน่นอน ยืนยันว่ากลุ่มวาดะห์ไม่มีการพูด ส่วนคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคมองดูในเวลานี้ก็มีหลายคนที่มีความ เหมาะสม อย่างไรก็ตามเราก็อยากได้คนที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาเป็นหัวหน้าพรรค

รักษาการโฆษกพรรคมาตุภูมิ กล่าวต่อว่า หลังจากที่เราได้ชื่อพรรคมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของการรวบรวมสมาชิกพรรคให้ได้ 5,000 คน จากนั้นก็คงจะเรียกประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ส่วนจะเป็นใครนั้นขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคเป็นผู้เลือก เชื่อว่าเมื่อได้หัวหน้าพรรคคนใหม่แล้วกระแสข่าวที่เกิดขึ้นคงเงียบไปเอง การเลือกหัวหน้าพรรคคงจะเร็ว ๆ นี้ เพราะคาดว่าอีกไม่นานคงจะมีการเลือกตั้งใหม่

กกต.สวดโปลิศฝ่อคุมเลือกตั้ง


นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนครว่า คาดว่าในวันที่ 16 มิ.ย. จะมีเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งเป็นหน้าที่ของกกต.ที่ต้องติดตามว่าความเป็นอย่างไร เพราะต่างฝ่ายต่างร้อง อย่างไรก็ตาม กกต. ก็เฝ้าจับตาดูอยู่ โดยส่งชุดสืบสวนจาก กกต.กลางและพื้นที่ใกล้เคียงไปสมทบกับ กกต.จว.ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังเกรงกลัวแม้แต่ตำรวจยังไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ นายประพันธ์ กล่าวว่าไม่ทราบจะกลัวอะไร เพราะการปฏิบัติหน้าที่เป็นหน้าที่ของพลเมืองดี เป็นศักดิ์ศรีที่ต้องทำ เหมือน กกต. ที่โดนแรงกดดันมากมายก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อไป ไม่อย่างนั้นประเทศจะอยู่ได้อย่างไร

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการรายงานผลการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า ส.ส. สกลนคร เขต 3 โดยได้รับรายงานถึงเหตุที่ กรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง (กต.เขต) ที่ 3 ต้องใช้รถขังผู้ต้องหาในการเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า แทนสถานีตำรวจ เนื่องจากมีคำสั่งเวียนไป 5 สภ.ในพื้นที่ เรื่องความไม่สะดวกในการจัดเก็บหีบบัตร นอกจากนี้รับทราบรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจขอลาออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และรับทราบการแก้ปัญหาของ ผอ.กต.เขตเลือกตั้งแล้ว กกต. จึงมติทำหนังสือถึง ผบ.ตร. ให้ดำเนินการกรณี ผบก.ภ.จว.สกลนคร ปฏิเสธการรักษาหีบบัตร และการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอลาออก

เสนอแยก“จ.ฝาง”จากเชียงใหม่


ที่รัฐสภา มีประชาชนจาก จ.เชียงใหม่ 10 คน นำโดยนายบดินทร์ กินาวงศ์ ได้เข้ายื่นหนังสือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดจังหวัดฝาง พ.ศ. 2552 พร้อมด้วยบันทึกหลักการและเหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ อีกทั้งเอกสารการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ดังกล่าว 10,500 ชุด ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาคนที่ 1 เข้ารับหนังสือแทน

โดยนายบดินทร์ กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องการเรียกร้องให้รัฐสภาทำการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. 3 อำเภอในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ คือ อ.ฝาง อ.แม่อาย และ อ.ชัยปราการ เพื่อแยกการปกครองจาก จ.เชียงใหม่ และรวมเป็น จ.ฝาง โดยการเสนอครั้งนี้เป็นไปตามหลักการรัฐธรรมนูญ มาตรา 163 ขณะที่นายสามารถ ระบุหลังรับเรื่องว่า เบื้องต้นจะต้องตรวจสอบรายชื่อ 10,500 รายชื่อก่อนว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากนั้นจะเป็นการนำรายชื่อทั้งหมดติดประกาศเพื่อให้มีการตรวจสอบและป้องกันการแอบอ้าง พร้อมกันนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งจะต้องมีการนำเสนอต่อนายกฯ เพื่อรับรองก่อนถึงจะนำเข้าสู่การประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณารับหลักการต่อไป

พท.สับกู้บาน5ล้านล้านบาท

สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. ... ที่ค้างการพิจารณาเมื่อกลางดึกวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายเป็นคนแรกว่า รัฐบาลชุดนี้เข้ามามีแต่การกู้เงิน โดยเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2552 ก็ขอเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ 7 หมื่นล้านบาท มาเดือน พ.ค. ก็ทำเรื่องกู้สร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินอีก 5 หมื่นล้านบาท สายหัวลำโพง-ท่าพระ 2 หมื่นล้านบาท

นายวรวัจน์ ระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.พ. ได้ขอกู้สร้างรถไฟฟ้าสายบางซื่อ- รังสิต 2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันรวมหนี้ประมาณ 3.7 ล้านล้านบาท และเมื่อรวมหนี้ที่จะเกิดจากโครงการไทยเข้มแข็งอีก 1.43 ล้านล้านบาท รวมหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกว่า 5 ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลมีกำลังใช้หนี้เพียงปีละ 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นเราจะต้องใช้หนี้ถึง 100 ปี

ซัดทีมงาน“กรณ์”เล่นอินไซต์

นายวรวัจน์ กล่าวต่อว่า การขอกู้เงินจาก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. 2 ฉบับรวม 8 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่มาดำเนินการโครงสร้างพื้นฐาน แต่ปัญหาเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องของภาคการผลิต การเกษตรและการท่องเที่ยวกลับได้รับเจียดจ่ายน้อยมาก การกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ 8 แสนล้านบาท ขณะที่สภาพคล่องมีเพียง 9 แสนล้านบาท จึงไม่เหลือสภาพคล่องให้ภาคเอกชน แต่ต้องรู้ว่ากู้แล้วเอาไปทำอะไร แต่เอกสารที่รัฐบาลส่งมาให้เป็นเพียงแผนการใช้เงิน แต่ไม่มีแผนบริหารจัดการให้สอดคล้องกัน ซึ่งท่านกำลังจะทำผิดวินัยการเงินการคลังอย่างร้ายแรง และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะไม่มีการจัดทำแผนการชำระหนี้ว่าจะเอาเงินจากไหนมาใช้หนี้ที่รัฐบาลชุดนี้สร้างขึ้น

นายวรวัจน์ กล่าวอีกว่า ขอตั้งข้อน่าสังเกตกรณีธนาคารเอกชนแห่งหนึ่งที่มีกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์อื่นเข้าไปถือหุ้น แล้วมีข่าวว่าธนาคารจากประเทศจีนจะเข้าซื้อกิจการ เมื่อเดือน เม.ย. ราคาหุ้นเพียง 2.06 บาท พอมีข่าวว่าการจะเข้าซื้อกิจการราคาหุ้นกลับเพิ่มขึ้น และมีการพูดถึงเป้าหมายหุ้นละ 8 บาท จึงกลายเป็นที่เคลือบแคลงว่าการนำคนจากโบรกเกอร์เข้ามาทำงานให้กระทรวงการคลัง ในขณะที่ภาพลักษณ์ก็ล้มเหลวจากการเล่นหุ้นที่ทำให้ทรัพย์สินส่วนตัวหายไปจำนวนมาก ตรงนี้จะมีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน

ขุนคลังตอกเต้าข่าวโคมลอย


นายวรวัจน์ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ก็มี ส.ว.หญิงคนหนึ่งพูดถึงเรื่องเงินปากถุง ซึ่งหากเงินกู้ 8 แสนล้านบาทได้เงินปากถุงปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ก็จะได้ปีละ 8 พันล้านบาท 10 ปีก็จะได้ 8 หมื่นล้านบาท ตนก็ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ข่าวออกมาหนาหูเหลือเกิน ถ้าหากรัฐมนตรีชี้แจงไม่ได้ตนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า รู้สึกผิดหวังที่ผู้อภิปรายไม่หาข้อมูลให้มาก กว่านี้ น่าจะทำการบ้านได้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เอาข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ ที่สุดท้าย บก.ของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวก็ได้โทรศัพท์มาขออภัยตนในความคาดเคลื่อนของข่าวที่ลงไป ซึ่งตนก็ไม่ได้ติดใจและไม่คิดว่าจะมีใครยกข่าวนี้มาพูดในสภา หากยังสงสัยก็สามารถยื่นฟ้องหน่วยงานต่าง ๆ ได้เลย ส่วนกรณีเงินปากถุงขอยืนยันว่ากระบวนการกู้เงินของกระทรวงการคลังเป็นไปอย่างโปร่งใส การออกมากล่าวหาเช่นนี้สร้างความเสียหายและควรมีหลักฐานมากกว่านี้ ส่วนที่มองว่าการกู้เงินจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เรื่องนี้มีการศึกษาและหยิบยก พ.ร.บ.วิธีพิจารณางบประมาณมาตรา 23 วรรคหนึ่ง เปิดโอกาสให้ใช้เงินด้วยวิธีการอื่นได้

“สุนัย”แฉมัดจำ 30 ล.จองเค้ก

ต่อมานายสุนัย จุลพงศธร ส.ศ.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลชุดนี้มีข่าวทุจริตเฉลี่ยเดือนละเรื่อง ทำให้ตนไม่สามารถจะโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ นี้ได้ ขณะนี้มีข้อมูลความไม่ชอบมาพากลที่รัฐมนตรีบางคน และข้าราชการบางกลุ่ม ได้ไปนัดพบเจรจากันเมื่อวันที่ 21-23 พ.ค. 2552 ที่สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท ได้มีการพูดคุยกันถึงโครงการที่อยู่ในส่วนของงบประมาณ กรมอาชีวศึกษา ซึ่งอยู่ในส่วนของงบกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1 หมื่นล้านบาท โดยมีการเจรจากันแล้ว 6 บริษัท มีการวางมัดจำกันแล้ว 30 ล้านบาท

นายสุนัย กล่าวว่า โดยมีข่าวว่าจะเอาไปให้ฝ่ายการเมือง ต่อมามีหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี จน รมช.ศึกษาธิการ ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังนายกฯ ว่า ได้ตั้งกรรมการ สอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2552 ซึ่งการตั้งกรรมการสอบแสดงว่าต้องมีมูลทุจริตเกิดขึ้นแล้ว ขอตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้ ทำให้บางคนในกรมอาชีวศึกษาเข้มแข็งขึ้นหรือไม่

“ตู่”ย้ำแผลปชป.อุ้มคนรวย


ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายว่า ได้ติดตาม พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.กู้เงิน เนื้อหาสาระไม่แตกต่างส่อนัยใช้วิธีพิเศษ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มีรายละเอียดอะไรเลย รมว.คลัง เคยเป็นโบรกเกอร์ น่าจะรู้ว่าการจะกู้เงินจะต้องมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งจะต้องมาขอเสียงในสภา แทนคน 63 ล้านคนในการกู้เงินขณะที่การแจกเงินหัวละ 2 พันบาทให้คนที่มีเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทไม่ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ เคยมีข้อมูลสำรวจคนยากจนกลับไม่นำมาใช้ จนมีการอุปมาอุปไมยว่าเป็นการ อุ้มคนรวย ไม่อุ้มคนจน หรือไม่รดที่ราก กลับไปรดที่ยอด

นายจตุพร อภิปรายอีกว่า สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ และได้ปลดแอกประเทศไทยไม่เป็นหนี้ แต่ประเทศวันนี้ไม่มีอนาคต ถึงวันนี้รัฐบาลไม่ได้มาดับไฟไหม้บ้าน แต่กำลังมาสุมไฟ และมาเผาไฟไหม้บ้านซ้ำอีก ตอนนี้คนในประเทศ มีความสงสัยไว้ว่าต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลเพราะทุกวันนี้กลไกทางการเมืองกลายเป็นเงื่อนไขในการต่อรองไปแล้ว.

'ประดิษฐ์' เผยเซ็นอนุมัติหวยออนไลน์แล้ว

ที่มา เดลินิวส์

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 มิ.ย.) ที่กระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้ลงนามในหนังสือขออนุมัติการออกสลากเลขท้ายพิเศษแบบ 2 ตัว 3 ตัว โดยผ่านเครื่องอัตโนมัติ (หวยออนไลน์) ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเสนอมาแล้ว และได้เสนอไปยัง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพื่อลงนามอนุมัติ ตามที่สำนักงานสลากฯ เสนอมาเป็นขั้นตอนจากนี้ไป สำนักงานสลากสามารถดำเนินการออกหวยออนไลน์ตามแผนงานที่คณะกรรมการสลากฯ วางแผนไว้ได้ทันที

ทั้งนี้ การออกหวยออนไลน์นั้น ตามที่ นายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากฯ ระบุไว้ว่า เป็นอำนาจที่คณะกรรมการสลากฯ ดำเนินการได้ตามกฎหมาย ภายใต้ พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ซึ่งหากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยสำนักงานสลากฯ ต้องแบ่งรายได้ให้ถูกต้องตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด คือ 60% จ่ายรางวัล 28% ส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลัง และอีก 12% เป็นค่าบริหารจัดการ

“นโยบายของผมยืนยันแน่นอนมาตลอดว่า การออกหวยออนไลน์ คือ การนำเอาของที่อยู่ที่มืดมาอยู่ในที่สว่าง เอาของที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดิน ดังนั้น การบริหารจัดการต่าง ๆ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันมาแล้วหลายครั้งว่า สามารถดำเนินการได้ โดยมั่นใจว่า หากสำนักงานสลากฯ ออกหวยออนไลน์ได้เมื่อไร จะแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาที่สร้างความเดือนร้อนให้ประชาชนได้ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนหันมาเล่นหวยมากขึ้น สุดท้ายนี้ขึ้นอยู่ที่ว่า รมว.คลัง จะลงนามอนุมัติให้เมื่อไร และเมื่ออนุมัติแล้ว จากนี้ไปก็เป็นหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ดำเนินการ” นายประดิษฐ์ กล่าว.

ภท.ปัดขนคน กาล่วงหน้า เลือกซ่อมสกลนคร

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_13589

ศุภมาส อิศรภักดี

รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย ไม่ขอก้าวล่วงคำวินิจฉัยของ กกต.ระบุ เลือกตั้งล่วงหน้า ผิดปกติ อ้างไม่รู้เรื่อง ชี้อาจเป็นคนที่อยู่ในละแวก หมู่บ้านเดียวกัน แล้วขึ้นรถไปด้วยกัน ยัน ภท.ทำตามกฎหมายทุกอย่าง ดีใจมีหลายฝ่ายช่วยตรวจสอบ...

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. กรณี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุ พบความผิดปกติในการเลือกตั้งล่วงหน้าส.ส.สกลนคร มีการใช้รถยนต์กระบะ 6 คัน ขนคน ไปยังสถานที่เลือกตั้งกลางเกินกว่า 1 รอบ โดยมีภาพถ่ายภาพรถเลขทะเบียนไว้ด้วยว่า ไม่สามารถก้าวล่วงไปถึงวินิจฉัยของกกต.ได้ เพราะเป็นการสอบสวนไปตามกระบวนการ ตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่พรรคภูมิใจไทยไม่ทราบว่า เป็นการขนคนไปเลือกตั้งจริง หรือเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในละแวก หมู่บ้านเดียวกัน แล้วขึ้นรถไปด้วยกัน เป็นเรื่องที่กกต.ต้องพิสูจน์

รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าทำตามกฎหมายทุกอย่าง อย่างไรก็ตามดีใจที่มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยตรวจสอบการเลือกตั้งซ่อมที่จ.สกลนคร ในวันที่ 2 มิ.ย.นี้ เพราะขณะนี้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคเล็กเกิดใหม่ เสียเปรียบพรรคเพื่อไทย ที่มีการระดมสรรพกำลังทุก อย่างลงไปช่วยหาเสียง

“เทือก”แจงอนุฯมหาดไทยปัดใช้นายกฯล่อเป้าแดง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_13578

สุเทพ เทือกสุบรรณ

“สุเทพ เทือกสุบรรณ”เช้าชี้แจงอนุฯสอบเหตุชุมนุมที่บริเวณกระทรวงมหาดไทย ปัดข้อหาใช้นายกฯเป็นตัวล่อเป้าเสื้อแดง ยันเลือกมหาดไทยแถลงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะมีความพร้อม...

วานนี้ (17 มิ.ย.)ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ชุมนุมที่บริเวณกระทรวงมหาดไทย มีนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ เป็นประธาน ได้เชิญรัฐมนตรีที่อยู่ในเหตุการณ์การประกาศพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกอบด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และนายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว. มหาดไทย เข้าชี้แจง โดยนายสุเทพได้เล่าเหตุการณ์ในวันที่ 12 เม.ย. ที่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า ไม่คาดคิดว่าจะเกิดความรุนแรงทั้งทุบรถและทำร้ายร่างกาย ที่ตัดสินใจเลือกกระทรวงมหาดไทย เพราะมีความพร้อมในอุปกรณ์และเอกสารที่เตรียมแถลง เรื่องการรักษาความปลอดภัยก็ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าทหารไม่เข้ามาช่วยขณะที่ถูกทุบรถนั้น คิดว่าเสื้อแดงเต็มไปหมดเป็นพันๆคน ใครก็คงเอาไม่อยู่ ทั้งนี้ยอมรับว่า เห็นทหารที่เป็นทีมรปภ.ยิงปืนพกสั้นขึ้นฟ้าทำให้กลุ่มเสื้อแดงชะงัก จึงเป็นโอกาสให้รถที่ตนนั่งอยู่ขยับออกมาได้ และได้พุ่งชนประตูออกไป โดยเป็นการตัดสินใจของคนขับรถ ไม่ได้มีการปรึกษาหารือตนและนายกฯแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนุกรรมการได้สนใจซักถามถึงกรณีที่มีผู้ระบุว่า มีการโยนสิ่งของเข้าไปในรถเบนซ์สีดำประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ทางกลุ่มนปช. ตั้งข้อสังเกตว่าไม่น่าจะมีนายกฯและรองนายกฯนั่งอยู่ในนั้น ซึ่งนายสุเทพ ยืนยันว่า นั่งอยู่ในรถตลอด เมื่อขึ้นรถแล้วก็ไม่ได้เปิดประตูหรือกระจกรับของจากเจ้าหน้าที่รปภ.แต่ อย่างใด ซึ่งคำให้การของนายสุเทพ ดังกล่าวได้ขัดแย้งกับคำชี้แจงของรปภ.ของนาย สุเทพเอง ที่ก่อนหน้านี้เคยเข้าชี้แจงโดยระบุว่าได้ยื่นซองพลาสติกให้กับนายสุเทพ ขณะที่นั่งอยู่ในรถ อีกทั้งมีหลักฐานเป็นเทปบันทึกภาพข่าวในสื่อยืนยัน

ทั้งนี้นายขจิต ชัยนิคม ส.ส.มหาสารคาม อนุกรรมการฯจากพรรคเพื่อไทย ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการจับกุมผู้ที่ทุบรถ ทั้งที่มีภาพถ่ายเห็นหน้าชัดเจน แต่กลับไปประกาศจับคนที่ไม่อยู่ในกระทรวงฯ และเหตใดจึงไม่มีตำรวจมาคอยรักษาความปลอดภัย มีเพียงทีม ศรภ. ที่เป็นรปภ.นายกฯและรัฐมนตรี และทหาร 1 กองร้อย และทำไมไม่ใช้พื้นที่ของกองทัพ แทนที่จะเป็นกระทรวงมหาดไทยที่เป็นพื้นที่ล่อแหลม จนทางกลุ่มนปช.ระบุว่าเป็นการลวงเพื่อล่อเป้า แต่นายสุเทพได้ยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาล่อเป้าอะไรทั้งนั้น

จากนั้นพล.อ.ประวิตร ชี้แจงว่า ก่อนการประกาศ พ.ร.ก.ฯ ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ได้รับการประสานจากนายสุเทพให้มาร่วมแถลงที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งยอมรับว่าการใช้พื้นที่กระทรวงมหาดไทยถือว่าล่อแหลมแต่ได้ถามนายสุเทพ ว่า คิดดีแล้วหรือ แต่ไม่ได้คัดค้านเพราะเป็นแค่รัฐมนตรีกลาโหม ท่านมีอำนาจเต็มและมากับนายกฯ ตนสั่งท่านไม่ได้ แต่ได้ประสานไปยังแม่ทัพภาคที่ 1 ให้ส่งทหารมาดูแลพื้นที่ด้วย ทั้งนี้เห็นเหตุการณ์ทุบรถนายกฯ ยังได้สั่งให้ลูกน้องไปช่วยนายกฯ และทราบว่าได้มีการยิงปืนขึ้นฟ้า ซึ่งก็ทำให้รถนายกฯขยับออกไปได้ ซึ่งวันนั้นถ้ารถนายกฯไม่ได้หุ้มเกราะคงเสร็จไปแล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่านายสุเทพไม่ได้คิดวางแผนป้องกันความปลอดภัยเหตุการณ์ วันดังกล่าวว่าอุบัติเหตุ เหมือนกับเหตุการณ์ที่พัทยา เพราะคิดว่าอย่างไรก็เป็นคนไทยด้วยกันแต่ต่อไปถือเป็นบทเรียน

จาก นั้นชวรัตน์ ได้ชี้แจงว่า ได้รับการประสานมาว่าจะมาประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่กระทรวงมหาดไทย แต่ตนไม่เคยเข้าประชุมในเรื่องนี้ ส่วนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ไม่ได้มีการซักซ้อมว่าจะหนีออกจากกระทรวงมหาดไทยอย่าง แต่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ อส.จำนวน 70 คนที่คอยดูแลรักษาความสงบอยู่ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่เลือกพื้นที่ ทหารนั้น คิดว่าเป็นนิสัยของมนุษย์ หากเลือกไปที่ของทหารก็ต้องถูกถามอีกว่าทำไมไปพื้นที่ทหารอีก.

สงครามใต้ไข้ที่ถูกเลี้ยง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้า..เป็นอย่างที่ฝ่ายกองทัพยืนยัน..ว่าหัวขบวนของผู้ก่อการร้ายภาคใต้นั้น..มีไม่ถึง 100 คน..เอา 100 คน หารจาก 120,000 ล้าน..ก็จะได้ 1,200 ล้านต่อคน..ไม่ว่าตัวเลขจะสูงขึ้นหรือต่ำลง..มันก็ต้องนับว่าแพงมาก..เพราะเงิน 1 แสน 2 หมื่นล้านบาทนั้น..มันน่าจะทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่..เพราะแค่แจกออกไปคนละ 1 ล้านบาท..เราก็ต้องหาผู้รับมาให้ครบ 120,000 คน..และถ้ากำลังรบของฝ่ายผู้ก่อการมีครบ150,000 คน..แผ่นดินตรงนี้ก็จะถูกแบ่งแยกไปแล้ว..ยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี มีพลเมืองรวมกันประมาณ 1,700,000 คน..ถ้า 1 ครอบครัวมี 5 คน..ทั้ง 3 จังหวัด จะมี 340,000 ครัวเรือนเอา 120,000 ล้านไปแจก..จะได้รับครัวเรือนละ300,000 บาทโดยประมาณ..คิดกันแบบพ่อค้าที่ไม่ใช่ทหาร..เงินจำนวนนี้ทำให้สงครามสงบลงได้..เพราะในศัพท์แสงของผู้ก่อการร้ายนั้น..เขาเปรียบพวกเขาเป็นปลาและประชาชนในพื้นที่เป็นน้ำ..ถ้าน้ำเปลี่ยน ปลาก็ตาย..ระยะทางบนเส้นพรมแดนระหว่างฝั่งอันดามันในมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทยในมหาสมุทรแปซิฟิก..ที่เป็นเส้นพรมแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียนั้น..วกวนกันอย่างไรก็คงไม่ถึง1,000 กิโลเมตร..เสียค่าก่อสร้างกิโลเมตรละ10 ล้าน..มันก็หมดไปแค่ 10,000 ล้าน..แต่การส่งกำลังบำรุงระหว่าง..ผู้สนับสนุนในมาเลเซียกับผู้ก่อการใน 3 จังหวัดภาคใต้..จะสิ้นสภาพ..การตัดขาดทางด้านหลัง..แน่นอนว่าจะทำให้..ผู้ก่อการ..อ่อนแอลงทหารในอดีต..ตัดถนนเลียบริมแม่น้ำโขงเพื่อเอาชนะสงครามก่อการของคอมมิวนิสต์..แต่ในสงครามใต้..ทำไม..ถึงไม่ทำในสิ่งที่ต้องทำและเคยทำ..หรือกลัวรายได้จากสงครามจะลดลงถนนสายนี้..จะสร้าง 3 จังหวัดภาคใต้ให้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจระดับโลก..รถไฟและท่อลำเลียงขนาดใหญ่..จะพลิกโฉมผู้คนใน 3 จังหวัดภาคใต้..รายได้ต่อหัวจะทะยานขึ้นไปเป็นหลายๆแสนบาทต่อปี ไม่ใช่เฉลี่ย 50,000 กว่าบาทต่อปีอย่างที่เป็นอยู่..เราถึงว่า..สงครามใต้เป็นไข้ที่ถูกเลี้ยง ■