ที่มา มติชน
บทนำมติชน
จากค่ำวันที่ 8 มิถุนายน ที่เกิดเหตุการณ์คนร้ายบุกเข้าไปกราดยิงชาวไทยมุสลิมขณะทำพิธีละหมาดในมัสยิด ที่บ้านไอปาแยร์ ตำบลจวบ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 11 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 10 ราย มาจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 2 สัปดาห์ แต่ดูเหมือนไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุคคลหลายกลุ่มหลายฝ่ายและหลายคนออกมาให้ความเห็นพร้อมกับวิเคราะห์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาโดยเฉพาะผู้ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อเหตุความรุนแรง ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่าการใช้การเมืองนำการทหารดังที่นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกให้สัมภาษณ์นั้นจะทำอย่างไรและจะเห็นผลเมื่อใด เพราะการให้สัมภาษณ์ไม่มีรายละเอียด และในรอบเกือบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่มีปฏิบัติการใดๆ จากฝ่ายนโยบายที่จะปรับนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะขบวนการแบ่งแยกดินแดน
แม้จะเกิดความรุนแรงในลักษณะทำลายชีวิตผู้คนแทบทุกวันๆ ละหลายจุด ทั้งครู ชาวบ้าน ทหาร พระสงฆ์ ฯลฯ ตกเป็นเหยื่อกระสุนปืน คมมีด และระเบิดที่ลอบทำร้าย จนเกิดอาการขวัญผวาไปทั่ว แต่การสังหารหมู่ 11 ศพ ที่มัสยิด บ้านไอปาแยร์ก็เกิดกระแสข่าวลือที่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วดุจไฟลามทุ่งโดยข้าราชการระดับสูงทั้งทหาร ตำรวจและพลเรือนตลอดทั้งนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรียืนยันว่าเป็นฝีมือของขบวนการก่อการร้ายซึ่งเคยก่อเหตุรุนแรง แต่นักการเมืองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับไม่ปักใจว่าจะเป็นเช่นนั้น โอกาสจะเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐก็มีอยู่มาก สำหรับชาวไทยมุสลิมในพื้นที่จำนวนไม่น้อยลงความเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่ชาวไทยมุสลิมจะบังอาจฆ่าพวกเดียวกันในมัสยิด น่าจะเป็นฝ่ายรัฐมากกว่า
ข้อถกเถียงจากการวิเคราะห์และการคาดหมายไปกันคนละทางสองทางเช่นนี้ผูกพันกับสถานะของบุคคลว่าเป็นใคร ดำรงตำแหน่งหรือสถานะอะไร ความแตกต่างทางศาสนา การมีประสบการณ์ในอดีตและความคิด ความเชื่อซึ่งยากจะไปเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม หากคนในพื้นที่ชายแดนใต้พากันเข้าใจว่าคนของรัฐ นั่นคือ ทหารพรานเป็นคนทำ โดยพูดกันปากต่อปากและมีมือมืดทำใบปลิวแจกจ่ายจนกลายเป็นสงครามจิตวิทยา ย่อมไม่เป็นผลดีกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่ทหารพรานจะยังคงกำลังไว้ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยให้กับชาวบ้าน
การยุติกระแสข่าวลือของชาวไทยมุสลิมที่มองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาความรุนแรงถึงขนาดลอบสังหารชาวไทยมุสลิมขณะทำพิธีละหมาดในมัสยิด มิใช่แค่การให้สัมภาษณ์ของผู้นำทางการเมืองหรือผู้นำกองทัพปฏิเสธว่าคนของรัฐไม่ทำอย่างนี้เด็ดขาด หรือโปรยยาหอมว่าตำรวจจับกุมคนร้ายได้แน่นอนเพราะชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีใครเชื่อถือ เพราะต้องยอมรับว่าการวางทหารและอาวุธครบมือไว้เต็มพื้นที่ 3 จังหวัดประมาณ 40,000 นาย ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน ดังนั้น เพื่อขจัดความคลุมเครือว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุสังหารโหดในมัสยิด 11 ศพ รัฐบาลจึงควรตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระประกอบไปด้วยคนในพื้นที่และผู้ทรงคุณวุฒิมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง แทนที่จะปล่อยให้ตำรวจทำคดีไปตามปกติ
ตราบใดที่เหตุการณ์กราดยิงมัสยิดบ้านไอปาแยร์ 11 ศพ ยังปล่อยให้คลุมเครือ ไม่รู้ใครเป็นคนร้ายกันแน่ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผนวกเข้ากับความไม่เชื่อถือภาครัฐว่าจะให้ความเป็นธรรมกับชาวไทยมุสลิมได้ ย่อมเป็นเงื่อนไขให้คนในพื้นที่คิดแบ่งแยกดินแดนนำไปเป็นข้ออ้างในการโฆษณชวนเชื่อเพื่อดึงมวลชนไปอยู่กับฝ่ายตน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ยากต่อการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, June 19, 2009
คลุมเครือ-ไม่เชื่อถือ
ตม.จับคาสนามบิน ดารา'เมธี' ร่วมเสื้อแดงชุมนุม
ที่มา ไทยรัฐ
ตกเป็น 1 ใน 21 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับกรณีร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล โดน ตม.สนามบินสุวรรณภูมิ รวบหลังเดินทางกลับจากประเทศเวียดนาม คุมตัวส่ง สน.ดุสิต..
เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา (19 มิ.ย.) ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จับกุม นายเมธี อมรวุฒิกุล อายุ 38 ปี ดารานักแสดงชื่อดัง ซึ่งถูกออกหมายจับกรณีร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขณะเดินทางกลับเข้าประเทศ หลังเดินทางกลับจากประเทศเวียดนาม
ทั้งนี้ นายเมธี เป็นผู้ต้องหาคนที่ 21 ตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 1697/2552 ลงวันที่ 15 มิ.ย. 2552 ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า และร่วมกันชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง จากกรณีขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มเสื้อแดง บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ก่อนและหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถูกส่งไปดำเนินคดีที่ สน.ดุสิต ขณะที่ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ขอให้การในชั้นศาล และไม่รู้มาก่อนว่าถูกออกหมายจับ ก่อนใช้หลักทรัพย์เงินสด 500,000 บาท ขอยื่นประกันตัวออกไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ศาลอนุมัติหมายจับกุมกลุ่มคนเสื้อแดงเพิ่มอีก 8 คน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้เหลือนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เพียงคนเดียวยังไม่มาติดต่อเข้ามอบตัว
สำหรับนายเมธี มีชื่อจริงว่า นายทัฬห์ อมรบุณยกร มีผลงานละครทางโทรทัศน์ อาทิ ดอกไม้ในป่าหนาว ช่อง 5, โปลิศจับขโมย ช่อง 3, พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ ช่อง 7, เพลิงรัก ไฟแค้น,อตีตา, นายฮ้อยทมิฬ, แม้เลือกเกิดได้, นิราศสองภพ, หัวใจและไกปืน, หลังม่านมายา, ตากสินมหาราช, หลงไฟ, หักเหลี่ยมพระกาฬ, จิตสังหาร รวมถึงภาพยนตร์ และถ่ายแบบอีกหลายครั้ง
งบ53ผ่านฉลุย ตั้ง65กมธ. แปรญัตติ23มิ.ย.
ที่มา ไทยรัฐ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ในวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยคะแนน 244 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 99 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 18 เสียง ...
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (19 มิ.ย.) ว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ในวาระ 1 ขั้นรับหลักการ ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยคะแนน 244 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 99 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 18 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ในชั้นแปรญัตติจำนวน 65 คน แบ่งเป็นในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) 15คน พรรคเพื่อไทย 19 คน พรรคประชาธิปัตย์ 17 คน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคละ 3 คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และ พรรคประชาราช 1 คน ขณะที่ พรรคกิจสังคมและพรรคมาตุภูมิ 1 คน นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553นัดแรก ในวันอังคารที่ 23 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3
จากนั้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขอขอบคุณ ขอบคุณส.ส.ทุกพรรคการเมืองที่ให้ความร่วมมือด้วยดี ในการอภิปราย พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวง การคลังกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทและ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวง การคลังกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท รวมทั้ง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ใช้เวลา 4 วัน ต่อสู้กับอุปสรรคผ่านมาได้ด้วยความสมานฉันท์จากนั้นได้ขอให้ที่ประชุมรับทราบพระบรมราชโองการปิดประชุมสมัยวิสามัญรัฐสภา และ สั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 00.55 น.
ก่อนหน้านี้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายสรุปว่า การตำหนิว่าเหตุใดรัฐบาลจึงจัดงบประมาณให้กระทรวงเศรษฐกิจน้อยเกินไปในเมื่อ ต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีปัญหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจเช่นในขณะนี้ จึงจัดสรรงบประมาณให้แต่ละกระทรวงตามปกติ อย่างไรก็ตามก่อนการลงมตินายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้ทวงถามขอรายละเอียดของโครงการใน พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวง การคลังกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทตามที่ได้ร้องขอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว นายชัย ชิดชอบ แจ้งว่ารายงานการประชุมยังไม่สามารถให้ได้เพราะสภาผู้แทนราษฎรยังไม่รับรอง ส่วนเอกสารอื่นจะมอบให้ทั้งหมด
'มิ่งขวัญ'สวดยับ จัดงบพิเรนทร์ ทำประเทศเสียหาย
ที่มา ไทยรัฐ
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
ชี้ตั้งงบปี 53 ลดลงทั้งที่ขุนคลังระบุเงินคงคลังและเงินสำรองระหว่างประเทศเหลืออยู่จำนวนมาก ขณะที่เมื่อไม่กี่วันเพิ่งจะออกพ.ร.ก.และพ.ร.บ.ให้อำนาจคลังกู้เงิน แล้วเหตุใดต้องมาตัดงบปี 53
ผู้สื่อข่าวรายงานการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 53เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ได้ดำเนินมาจนกระทั่งเวลา 22.00 น.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายว่า เป็นการตั้งบพิเรนทร์ อุดตริ ตั้งงบประมาณปี 53 ลดลงทั้งที่รมว.คลังประกาศว่าเงินคงคลังและเงินสำรองระหว่างประเทศเหลืออยู่จำนวนมาก ขณะที่เมื่อไม่กี่วันเพิ่งจะออกพ.ร.ก.และพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาแล้ว แล้วเหตุใดต้องมาตัดงบประมาณปี 53 ซึ่งตามปกติเขาจะไม่ทำกันยกเว้นเศรษฐกิจย่อยยับจริงๆ ทำไมจึงไม่ตั้งงบประมาณส่วนหนึ่งกลับมาไว้ในพ.ร.บ.งบประมาณ เพราะการโยกงบประมาณออกไปนำมาซึ่งการยากต่อการตรวจสอบ ทำให้ธรรมาภิบาลทางเงินการคลังลดมาตรฐานลง ซึ่งผู้ใหญ่และนักวิชาการด้านการเงินการคลังล้วนบอกว่าเป็นการตั้งงบที่ผิดปกติ จะทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย เพราะไทยเคยจัดงบแบบนี้ตอนปี 40 ในสมัยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ประเทศมีปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้ง จึงเป็นเรื่องน่ากลัว และหากเป็นตนจะไม่ทำเช่นนี้เด็ดขาด แยกงบลงทุนออกไปจากงบประมาณประจำปีทำไมในเมื่อได้ขอให้สภาฯมีการประชุมติด กันแล้วถึง 4 วันในการอนุมัติเงินกู้
นายมิ่งขวัญ กล่าวอีกว่า งบกลางปี 52 จัดสรรให้ 3 กระทรวงหลักทางเศรษฐกิจ คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงท่องเที่ยวฯ เพียงแค่ 2%เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ขณะที่งบประมาณปี 53 กระทรวงท่องเที่ยวฯ ได้ 0.2 % กระทรวงพาณิชย์ได้รับจัดสรร 0.4% และกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับจัดสรรเพียง 0.3 % สามกระทรวงหลักรวมกันได้เพียง 0.9% นี่หรือคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วเงินจำนวนมากนั้นเอาไปอยู่ตรงส่วนไหน ขณะที่กระทรวงเกษตรฯได้งบประมาณปี 53 เพียง 3.3% เท่ากับเกษตรกรทั้งประเทศได้งบประมาณเพียงแค่ 3.3%ของงบประมาณ เป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เข้าท่า ไม่สมเหตุสมผล
ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า ต้องนำเม็ดเงินลงทุนมาไว้ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ระบุว่าเหตุใดกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้งบประมาณน้อยมาก ทั้งที่สมัยรัฐบาลก่อนก็จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงอุตสาหกรรม 0.3%เท่ากัน ขณะที่ให้กระทรวงท่องเที่ยวฯ 0.3%เช่นกัน และให้กระทรวงเกษตรฯเพียงแค่ 0.4% และยืนยันว่าเอสเอ็มอีไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นอันดับแรกแน่นอน ส่วนที่ต้องทำพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทก็เพราะใส่ไว้ในงบประมาณปกติไม่ได้เนื่องจากต้องแก้ไขกฎหมาย ในช่วง 3 ปีรัฐบาลมีแผนการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาทจึงต้องมีความชัดเจนและต้องพิจารณาเงินกู้ทั้ง8 แสนล้านบาทไปพร้อมกัน สำหรับคำถามถึงหนี้ครัวเรือนของประชาชนว่าอยู่ในอัตราเท่าใด ต้องไปดูรัฐบาลชุดก่อนๆที่ทำให้ประชาชนมีหนี้ครัวเรือนจากหลักหมื่นกลายเป็น หลักแสนบาท ผิดกับการกู้เงินครั้งนี้เป็นหนี้สาธารณะซึ่งหมายถึงหนี้ของรัฐบาลที่รัฐ ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่หนี้ของประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงท้ายของการประชุมได้มีการตอบโต้กันไปมาใน โครงการจัดซื้อเครื่องบินกริฟเฟนของกองทัพอากาศ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าเป็นการอนุมัติสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ชณะที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ตอบโต้ว่าเป็นการเสนอมาจากรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งต่อมานายสุเทพ ก็ให้สัมภาษณ์สนับสนุน หากมีการจัดซื้อต่อไปก็ไม่ควรวางกรอบเป็นเงื่อนไขผูกพันให้รัฐบาลต่อไปต้อง ปฏิบัติตาม ซึ่งนายสุเทพ ยืนยันว่า กองทัพอากาศมีความจำเป็นต้องซื้อเครื่องบินชนิดนี้ และต้องการจะจัดซื้อให้ครบฝูงบิน 12 ลำแต่รัฐบาลได้ขอร้องไว้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ขอให้ชะลอโครงการจัดซื้อไว้ก่อน.
มาถึงคิวชื่อ 'มนูญกฤต'
ที่มา ไทยรัฐ
มนูญกฤติ
ได้คิวลุ้นระทึกก่อนหวยออนไลน์
ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรหรือ คชก. พร้อมพวกรวม 44 คน
รวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีต รมช.เกษตรฯ
ในความผิดฐานทุจริตกล้ายางพารา 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้านบาท โดยได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ เวลา 14.00 น. ภายหลังจากที่องค์คณะผู้พิพากษาได้ทำการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
วันเดิมพันของ "ครูใหญ่"
หมายความว่าถ้าไม่รอด "เนวิน" ก็ต้องเกิดอาการเครื่องสะดุด ยางแตก ส่งผลถึงพรรคภูมิใจไทยที่กำลังออกตัวไปได้สวย ต้องเครื่องรวนไปด้วย
แต่ถ้ารอดคดีกล้ายาง กัปตันอย่าง "เนวิน" ไร้มลทิน ปลอดจากชนักปักหลัง
ก็ยากจะเบรกยี่ห้อภูมิใจไทย
ในอารมณ์วัดใจ อานิสงส์จากการเสี่ยงพลิกขั้ว ทรยศ "นายใหญ่" เพื่อชาติ จะช่วยให้ "เนวิน" แคล้วคลาดหรือไม่
ค่ายภูมิใจไทยได้วัดดวง
หันไปที่พรรคเพื่อไทยก็กำลังขยับพลิกเกมครั้งใหญ่
กับคิวที่ ส.ส.หญิงของพรรคได้รวมกลุ่ม บินไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงถิ่นพำนักเมืองดูไบ ในอารมณ์ที่หงุดหงิดกับการบริหารพรรคในยามไร้หัวเรือใหญ่ ปล่อยให้ลูกพรรคอยู่กันแบบระส่ำระสาย ไม่มีผลงานเป็นโล้เป็นพาย ไม่รู้จะเอาอะไรไปหาเสียงกับชาวบ้าน
ที่สำคัญ น้ำเลี้ยงกะปริดกะปรอย
ขุนศึกชักไม่ชัวร์กับอนาคต "นายใหญ่" จะเอาไงกันแน่
และแล้วก็มีข่าวว่า "นายใหญ่" ต่อสายข้ามประเทศ โฟนอินเข้ามาในเวทีปราศรัยที่อีสาน ยืนยันว่าน้ำเลี้ยงยังดี พร้อมอัดฉีดเต็มที่ แล้วก็เป็น "เสี่ยเพ้ง" นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว.คมนาคม กระเป๋าเงินของ "นายใหญ่" ได้ต่อสายถึง ส.ส.เรียงตัว
รับปากจากนี้ไปจะดูแลค่าใช้จ่ายให้ผู้แทนฯอย่างถ้วนหน้าทั่วถึง
และกับข่าวล่ามาไว ล่าสุดแว่วๆชื่อของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีตประธานวุฒิสภา หัวขบวนเครือข่าย "ทหารเฒ่า จปร.7 ไม่มีวันตาย"
โผล่มาเป็นแคนดิเดต แม่ทัพคนใหม่ของค่ายเพื่อไทย
แน่นอน เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ "มนูญกฤต" ชื่อที่แหกโผข้ามฝั่ง สวิงขั้ว พลิกข้าง เพราะเบื้องหลังในอดีตก็ยืนอยู่คนละข้างตลอดเวลา
อยู่ในเกมหัก โค่น ล้ม กันมา
แต่ถ้าเช็กที่มาที่ไป โดยสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นผ่านทาง "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งบินไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เมืองดูไบ และในฐานะเพื่อนซี้กับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. พยานปากเอกที่ช่วยอดีตนายกฯทักษิณ แฉโต๊ะกินข้าวที่บ้านสุขุมวิทของมิสเตอร์พี ก่อนการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549
ตัวเชื่อม "มนูญกฤต" โยงสายถึง "นายใหญ่"
ที่สำคัญโดยข้อมูลร้อนๆเรื่องเงิน 250 ล้านบาท ของบริษัททีพีไอฯที่ "สารวัตรเหลิม" และทีมเชือดของพรรคเพื่อไทย ได้เอกสารหลักฐาน แฉตัวเลขบัญชีในสลิปโอนเงินจะจะ ถล่มพรรคประชาธิปัตย์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบที่ผ่านมา
และก็เป็น พล.ต.มนูญกฤต ที่ยอมรับว่า "สารวัตรเหลิม" ต่อสายมาแชร์ข้อมูล หลังตัดสินใจลาออกจาก ส.ส.ระบบสัดส่วน และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
แอบแตะมือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว
ปะติดปะต่อ โยงที่มาที่ไป ใกล้จุดที่จูนกันลงตัว มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าคนที่ผ่านชีวิตโลดโผนมาเยอะอย่าง พล.ต.มนูญกฤต จะรับงานเสี่ยง ถือธงนำค่ายเพื่อไทย
ฝ่าดงคลื่นสหบาทา
แต่ทั้งหมดทั้งปวง ในเมื่อยี่ห้อ "ทักษิณ" ยังมีทั้งเงินที่พร้อมอัดฉีดยื้อเกมอำนาจประเทศไทย และกระแสที่ชาวบ้านรากหญ้าพร้อมเทคะแนนให้
ณ วันนี้ พรรคเพื่อไทยยังมี ส.ส.แน่นสภา
จากคิวของอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่ได้นั่งเก้าอี้ใหญ่ทั้งๆที่กลับไปเลี้ยงหลาน ทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ตัวอย่างของ "สารวัตรเหลิม" ที่สมหวังได้นั่งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย เกือบได้ลุ้นคั่วเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ใครมั่งไม่อยากลุ้นโบนัสก่อนเกษียณการเมือง.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
หอกทิ่มเต็มเปา
ที่มา บางกอกทูเดย์
สงครามเปะปะ
ที่มา บางกอกทูเดย์
ทำสงครามต้องรบ
ที่มา บางกอกทูเดย์
ได้เวลา สวนหมัด!
การเมืองในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าจะได้รับสมญาว่าเป็น รัฐบาลเทพประทานแต่ดูเหมือนว่าด้วยสไตล์ประชาธิปัตย์ ที่มักจะถูกกระแหนะกระแหนว่าเป็นหนึ่งในประเภท ดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่นบวกกับความเชื่อมั่นในต้นทุนที่สูงมากๆ ในเวลานี้ เพราะมีทั้งภาพลักษณ์ แรงเชียร์ ตลอดจนการอุปถัมภ์ค้ำชู ทั้งจากกลุ่มผู้มีสี กลุ่มผู้มีบารมี หรือแม้แต่กลุ่มธุรกิจทำให้ความเชื่อมั่นของพลพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีสูงทะลุระดับปรอทแตกแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้ ก็ดูเหมือนจะไม่มีน้ำหนักที่จะมาต่อรองอะไรง่ายๆ แล้วพรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน โดนดองโครงการรถเมล์4,000 คัน เอาไว้ที่สภาพัฒน์ 1 เดือน หน้าตาเฉย ไม่สนใจว่านายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะดิ้นรนทุ่มงบประชา สัมพันธ์ทั่วกรุงสักเพียงใดพรรคภูมิใจไทย กลุ่มมัชฌิมาธิปไตย เจอเบรกหัวทิ่มแล้วหัวทิ่มอีก เรื่องการระบายสต็อกพืชเกษตรทั้งข้าวโพดและข้าวจน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ทนไม่ไหว ต้องออกมาวิจารณ์กันแรงๆ แต่ก็ไลฟ์บอยไม่ยี่หระเสียอย่าง แล้วจะทำไมล่ะ!!!แม้แต่เรื่องหวยบนดิน หวยออนไลน์ ซึ่ง นายประดิษฐ์ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นคนดูแลมานมนานหลายรัฐบาล พิจารณาจนรอบคอบ ผ่านกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ก็เซ็นอนุมัติให้ทางสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเดินหน้าได้แต่ส่งไปให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อนุมัติ กลับไม่เซ็นแถมยังจะโยนกลับไปหากฤษฎีกาใหม่แถมนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ออกมาสำทับซ้ำว่า ต้องให้ทุกอย่างโปร่งใสเสียก่อน ถึงจะมีสิทธิ์ผ่านนับวันนายกฯ อภิสิทธิ์ จะเล่นบท “ฮาฮายี้ ซ่อนดาบในรอยยิ้ม” ได้ทะมัดทะแมงขึ้นชนิดที่พรรคร่วมรัฐบาลเห็นประกายดาบวูบขึ้นแว้บเดียวคมดาบก็หายเข้าไปกลางแผ่นหลังแล้วตายทางการเมืองกันไม่รู้ตัว!!!แต่ถึงวันนี้ พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีใครกล้าแตกแถวอะไรก็เกิดขึ้นได้ สำหรับรัฐบาลประชาธิปัตย์ชุดนี้!!!แต่ก็อีกนั่นแหละ โดนหนักๆ เข้า พรรคร่วมรัฐบาลก็ค้อนกัน ตาเหลือกตาปลิ้นเหมือนกันก็นายกฯ อภิสิทธิ์ เล่นบท “นายสะอาด” อยู่เพียงคนเดียวพรรคร่วมรัฐบาลถูกมองว่ามอมแมมเปรอะเปื้อนกันไปหมด...แล้วแบบนี้จะอยู่กันยืดได้อย่างไรร่องรอยมาเห็นชัดถึงอาการปริแยกของการเกาะเกี่ยวเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ก็ในการประชุมสภาเพื่อโหวต 1 พ.ร.บ.กับ อีก 1 พ.ร.ก. ให้รัฐบาลสามารถกู้เงินเพิ่มให้ได้อีกเบ็ดเสร็จ800,000 ล้านบาทอ้างว่าถ้าไม่ผ่าน เศรษฐกิจไม่ฟื้น จะมาโทษประชาธิปัตย์ไม่ได้นะและด้วยลีลาที่ประสาเพื่อนต้องออกปากว่า “แบบนี้คบยาก”...และ “ไม่สนุกแน่ถ้าจะคบไปนานๆ”ทำให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ตัดสินใจนำทีมพรรคเพื่อแผ่นดิน 6 คน กับพรรคมาตุภูมิ อีก 3 คน ลงคะแนนโหวตสวนทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายหน้าตาเฉยโชว์พลัง “ก๊วนประชา” ที่มีกลุ่ม ส.ส.สัดส่วน อย่างนายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นายประพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ปกมนตรี และ นายมานพ ปัตนวงศ์กับอีก 2 ส.ส. คือ นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศลส.ส.นครราชสีมา และ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาสและมาตุภูมิร่วมก๊วนอีก 3 คน คือ นายอารีเพ็ญ อุตรสินธิ์ส.ส.สัดส่วน นายนัจมุจดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส และ นางฟารีดาสุไลมาน ส.ส.สุรินทร์9 เสียง...แหกด่านรัฐบาลกันแบบไม่ยี่หระเช่นกันเล่นเอา นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน หน้าแหกชนิดหมอไม่รับเย็บ เพราะไปรับปากเอาไว้ว่าทุกอย่างในพรรค เพื่อแผ่นดินเคลียร์หมดแล้ว คุมหมดแล้วและยังทำให้ นายพินิจ จารุสมบัติ ต้องถึงกับหน้ามืดลมแทบใส่ไปด้วยอีกคน แว่วว่าถึงขนาดต้องแวะตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกันเลยทีเดียว หลังรู้ผลโหวตสวนทางรอบนี้ที่สำคัญ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ว่าแน่ๆ ที่มั่นใจในต้นทุนเจอหมัดสวนลูกนี้เข้า เทพเทือก-นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี ก็หน้าเจื่อนอึ้งกิมกี่ไปด้วยเช่นกันและพลอยทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ มึนไปด้วย...อ้าว! ไหนคุยว่าเคลียร์ได้หมดไง???และนี่เองที่ทำให้มองกันว่า การที่กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งงบปี 2553 ไป 18,000 ล้านบาท แต่กลับได้รับการจัดสรรแค่5,000 ล้านบาท ถูกตัดหายไป 13,000 ล้านบาทก็เป็นเพราะน้ำหนักของนายชาญชัยและพรรคในสายตาของประชาธิปัตย์ ราคาอาจจะหล่นลงเรื่อยๆ แล้วก็เป็นได้ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา เห็นว่า ควรที่จะต้องให้รู้เสียบ้างว่าอะไรเป็นอะไรที่สำคัญ พล.ต.อ.ประชา ก็อาจจะอยากวัดด้วยเช่นกันว่าทำกันชัดๆ โจ่งแจ้งขนาดนี้แล้วจะมีอะไรมั้ย...เพื่อแผ่นดินจะกล้าขับออกจากพรรคหรือไม่?...ประชาธิปัตย์จะกล้ามองข้ามอีกหรือไม่?นี่แหละที่บอกว่า...อะไรก็เกิดขึ้นได้ สำหรับรัฐบาลประชาธิปัตย์ชุดนี้!!!เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง “สกลนคร” ศึกวัดกำลังระหว่างภูมิใจไทย กับ เพื่อไทย ใครจะอยู่...ใครจะไป...และใครจะครองใจ “คนอีสาน” 21 มิ.ย.นี้ได้รู้กัน!งานนี้ต้องยอมรับว่า...ไสยลึกลับ “ศาสตร์เขมร” ของ“เนวิน ชิดชอบ” ที่เดินทางไปบัญชาการบริหารจัดการเองถึงพื้นที่ ยังคง ความขลังขลังไม่ขลัง ดูจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์ล่วงหน้าก็ได้ ทำลายประวัติศาสตร์การเมืองไทยกันเลย เพราะตัวเลขสูงโด่งไปถึง20,000 คนใครจะบอกว่าเห็นรถยนต์ติด ป้ายทะเบียน “บุรีรัมย์”ไปอำนวยความสะดวก?หรือแม้ กกต. จะมองว่า มีบางอย่างผิดปกติ...แต่ก็ไม่มีผลก็ขนาดหีบบัตรลงคะแนน เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ยังบอกหน้าตาเฉยถ้า กกต. คิดว่ามีปัญหา ก็มาเก็บเอาไปดูแลเอง!!!เท่านั้นเอง ทุกคนตัวลีบ ไม่มีใครกล้า “ยกหีบหนี” สักคนฉะนั้น แค่เริ่มต้นฟอร์มดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว คะแนนต่อรองจึงแทบไม่มีราคาให้จับ ใครจะไปกล้าเสี่ยง???สมัยก่อนในการเลือกตั้งต้องมี “คืนหมาหอน” แต่ที่สนามสกลนคร แม้แต่หมายังนอนหลับอุตุกันเฉย ไม่กล้าหอนมีแต่แว่วเสียงเห่าให้เข้าหู ประชาชน ว่า สแกนกรรมกันแล้วคะแนนในหีบเลือกตั้งล่วงหน้านั้นเทใจไปทาง “ภูมิใจไทย” เป็นต่อร่วมหมื่นกว่าเสียง???จริงไม่จริงไม่รู้ เพราะหีบยังไม่ถูกเปิด ใครจะไปตรัสรู้ก่อนได้ยังไงรู้แต่ว่าการที่มีคะแนนเน้นๆ อยู่ในมือ...ย่อมทำให้ “บุรุษเน”รู้สึกอุ่นใจ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ฮัมเพลงโปรดในลำคอได้อย่างลำพองฉะนั้น คนสกลนครที่ชื่นชมกลุ่มเพื่อนเนวินนอนใจได้เลยงานนี้เกมไม่น่ามีพลิกแล้ว วันจริงจะไปแวะดูหนัง ฟังเพลง กินไอติม ก่อนก็ยังได้สบายใจเพราะแม้ว่ายังเหลือวันเลือกตั้งจริงอีก 1 วัน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตัดสินให้ลุ้นว่าทักษิณ กับ เนวิน เวลานี้...คนอีสานสกลนครจะเลือกใคร??ล่าสุด สายในพื้นที่...ได้รายงานความเคลื่อนไหวก่อน“ศึกเลือกตั้ง” ทุกอย่างยังคง “นิ่งเงียบ”แต่ในความสงบใช่ว่าจะไร้การเคลื่อนไหวเพื่อไทยก็จำเป็นต้องเดิน “กลยุทธ์” เพื่อพิสูจน์ฝีมือกันสักครารวมทั้งพิสูจน์ความเชื่อดั้งเดิมของคนอีสานด้วยเช่นกันว่าเวลาเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน จิตใจจะแปรเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่แน่นอนว่า อีกแค่ 2 วันเท่านั้น ผลแพ้ชนะก็จะตัดสินกันในดาบเดียวแล้วซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น!!!แต่ที่สำคัญ...ไม่ว่า “การชนะ” เลือกตั้งของผู้มีบารมีคราวนี้...จะนำไปสู่การวัดผลอะไรบางอย่างก็ตาม...สิ่งที่ กลุ่มเพื่อนเนวิน ไม่อาจมองข้ามก็คือ แม้ยังไม่ทันชนะเลือกตั้ง ก็ได้ ส.ส.แปรพักตร์มาแล้ว 1 คน หากที่จะชนะเลือกตั้งอีก 1 คน ภาพก็คือ “ภูมิใจไทย” โตวันโตคืนเคยฉุกใจคิดหรือไม่ว่า นั่นคือการเร่งเวลาให้ “ประชาธิปัตย์”กับ “เพื่อไทย” จับมือกันเร็วขึ้น...ก็ใครบ้างเล่า ที่อยากจะโดนคนอื่นขี่คอทางการเมืองและเมื่อถึงเวลานั้น “ภูมิใจไทย” จะอยู่อย่างไร??อย่าลืมว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร...บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า…อะไรก็เกิดขึ้นได้ สำหรับรัฐบาลประชาธิปัตย์ชุดนี้!!! ■
วัฒนธรรมการรับน้อง
ที่มา ประชาไท
ในสถานการณ์เปิดภาคการศึกษา เราท่านต่างได้รับรู้ข่าวการรับน้องทั้งโหด และสรรค์สร้าง (ให้พิสดาร) ทั้งจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือสื่อวิทยุโทรทัศน์ ทำให้หวนนึกถึงมหกรรมของชนชั้นที่เรียกตัวเองว่า “ปัญญาชน” ที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นผู้มีความรู้ และชี้นำสังคม และที่สำคัญมีปัญญาเป็นเลิศในการสรรค์สร้าง “การรับน้อง” ในรูปแบบต่างๆ อย่างน่ายกย่องและนับถืออย่างสุดหัวจิตหัวใจ เพราะอะไรหรือครับที่ต้องนับถือเขาเหล่านั่น ผมมีเหตุผล 3 ประการที่จะนำเสนอต่อไป
ประการที่หนึ่ง การกระทำของเขาเหล่านั้นวางอยู่บนฐานของความรักที่จะมอบให้น้อง(โดยน้องมิอาจปฏิเสธได้ด้วยประการทั้งปวง) น้องที่เขาเหล่านั้นมิได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดเลย แต่เขาเหล่านั้นกับให้ความ “เมตตากรุณา”โดยการสั่งสอน อบรม ก่นด่า หรือประณามและประจาน โดยการติดป้ายด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา หรือแม้แต่ให้แสดงอากัปกิริยาที่มนุษย์ธรรมดาสามัญมิอาจแสดงได้ ยกเว้นมนุษย์พันธุ์พิเศษเยี่ยง “ปัญญาชน” เท่านั้นที่องอาจหาญกล้าในการแสดงอาการเช่นนั่น
ความรักของเขาเหล่านั้นยังไม่หมดสิ้น เขาเหล่านั้นยัง “กรุณา” แนะนำการใช้ชีวิตเยี่ยง “ปัญญาชน” ที่เหนือคนธรรมดาว่าควรใช้อย่างไร ให้สมกับเป็น “ปัญญาชน” ของชาติ(นี้หรือชาติหน้าไม่อาจทราบได้) ควรเรียนอย่างไรให้จบ ควรใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างไรให้ตลอดรอดฝั่ง โดยเขาเหล่านั้นที่เรียกว่า “รุ่นพี่” ที่มีประสบการณ์อย่างโซกโซน(และโซกเลือด) ในมหาวิทยาลัยเป็นผู้ชี้นำ เสมือนว่า “พี่” ที่น้องต้องเคารพ มีประสบการณ์ในชีวิต และในมหาวิทยาลัยมาไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นสามพันปีได้
ไม่สุดแค่นั้น “รุ่นพี่” ที่เปี่ยมประสบการณ์ยัง “กรุณา” สั่งสอนให้ “น้อง” ผู้อ่อนด้อยประสบการณ์รักใคร่ สามัคคีเหมือนปรัชญาของคนชั้นสูง(ที่สุด)ควรมี
สิ่งที่เขา “รุ่นพี่” ทำจึงเป็นการกระทำด้วยความ “รัก” ต่อ “น้อง” อย่าง “บริสุทธิ์” ปราศจากเงื่อนไขที่ “น้อง”ไม่อาจปฏิเสธได้ เป็นความรักที่แท้จริงโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จึงเป็นความรักที่ใสบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าของ “วัลยา” ในนิยายของเสนีย์ เสาวพงศ์ ประชาชนคนทั่วไปรวมถึงผู้ปกครองของ “น้องปี 1”ควรเคารพและนับถือ “รุ่นพี่” ที่ให้ความ “กรุณา”ต่อรุ่นน้องอย่างหาที่สุดมิได้
ประการที่ 2 พวกเขาเหล่านั้น(ปัญญาชน) เป็นผู้ธำรง “วัฒนธรรม” ที่เก่าแก่ของสังคมไทยไว้อย่างมั่นคง และไม่ให้สูญสลายไปกลับกาลเวลา วัฒนธรรมนั้น คือ การธำรงระบบ “ชนชั้น” ในสังคม ในระบบ “รุ่นพี่รุ่นน้อง” โดยรุ่นน้อง “มีสิทธิ์เป็นศูนย์” ทั้งในชีวิต และจิตวิญญาณของตนเอง แม้ประเทศ(ไทย)แห่งนี้จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่เห็นค่าของวิญญาณเสรี อิสระของจิตวิญญาณก็ตาม
แต่ “วิญญาณที่เสรี” ในระบบ “รุ่น” ไม่มีความหมาย คุณค่าสูงสุด คือ การเรียนรู้ตำแหน่งแห่งที่ของ “คน” ที่ลดหลั่นตาม “รุ่น” “ชั้นปี” ต่างหากคือคุณค่าสูงสุดของเขาเหล่านั้น
โดยรุ่นพี่ คือ “อาญาสิทธิ์” สูงสุด “รุ่นพี่จึงทำอะไรไม่ผิด” แม้จะผิด “กฎ” นั้นเสียเองก็ตาม วิญญาณที่เสรีเหมือนนกน้อยที่โบยบินในท้องฟ้ากว้าง กล้าคิด กล้าทำ กล้าเห็นต่าง กล้าแหกกฎ กล้าไม่เอารุ่น จึงเป็นพวก “แกะดำ” ที่ไม่ควรคบค้าสมาคม แม้ “แกะดำ” เหล่านั้นจะเปี่ยมด้วยวิญญาณแห่งเสรีก็ตาม
ฉะนั้นสิ่งที่ “ปัญญาชน” กระทำจึงเป็นคุณูปการให้สังคมไทยอย่างอเนกอนันต์ หาค่ามิได้ เพราะได้สร้าง “พลเมือง” “ปัญญาชน” ที่เซื่องๆ ให้นักการเมือง ข้าราชการ ผู้มีในอำนาจในสังคม ชี้นำ (ให้จูงจมูก ผูกแอกแบกไถ) ไปในทิศทางที่เขาต้องการ ซึ่งเป็นคุณูปการที่ระบบรุ่นภายใต้กระบวนการรับน้องสร้าง และปูทางไว้แล้วตั้งแต่ย่างก้าวเข้าสู่ “มหาวิทยาลัย” จึงเป็นการสร้าง “พลเมือง”(คนชั้นกลาง) ที่เซื่องๆไม่นำพาต่อความทุกข์ร้อนของคนทุกข์ คนยากในสังคมได้อย่างเย็นชาที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใบนี้
ประการที่ 3 ที่เราท่านควรเคารพ และนับถือเขาเหล่านั้นคือ เขาเหล่านั้นสามารถสร้าง และทำให้เราท่านเห็นถึง “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย” ได้เห็นภาพอย่างถ่องแท้ ที่แสดงออกในระบอบ กฎข้อบังคับ แนวทางปฏิบัติ ของเขาเหล่านั้น(ดูคุณูปการในข้อ 1 และ2) คือ “ประชาธิปไตยแบบไทย” ที่นักวิชาการไม่ว่าจากสำนักไหน ไม่ต้องค้นคว้า ค้นหา หรือหาภาพจำลอง หรือนิยาม คำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย” แต่มันได้เผยทั้ง “หาง” “ธาตุแท้” อย่างล่อนจ้อน หมดจดภายใต้ระบบ “รับน้อง” ของมหาวิทยาลัยในสังคมไทย ที่เจือปนอยู่ท่ามกลาง “ความรักที่บริสุทธิ์” ที่มิอาจปฏิเสธได้ ภายใต้การชี้นำของผู้มี “อำนาจ” ในคราบของ “รุ่นพี่” ที่ทรงภูมิปัญญา และเปี่ยมประสบการณ์ เป็นการแสดงถึง “อำนาจแบบไทยๆ” ที่ต้องมี “ผู้ใหญ่” คอยชี้แนะ ชี้นำ และควบคุม
ไม่สุดแค่นั้น “ระบบรับน้อง” ยังแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างไม่อาจให้อภัยได้ ของระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยไทย ที่ไม่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างเสรี กล้าคิด กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงตระหนักในฐานะ “ผู้มีโอกาส” ที่จะกลับไปรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยไทยเป็นได้แค่โรงฝึก “ช่างเทคนิค” ที่ไม่ต้องมีจิตวิญญาณ ขอให้มีแต่ความชำนาญเป็นพอ เราจึงมีบัณฑิตเกลื่อนเมืองแต่ไม่มีสำนึกของ “พลเมือง” แต่ประการใด
ฉะนั้น ท้ายสุดการ “รับน้อง”ในมหาวิทยาลัยไทยจึงสร้าง “พลเมืองแบบไทย” สร้าง “ประชาธิปไตยแบบไทย” สร้าง “ความรักแบบไทย” (ความรักที่ผูกมัด และไม่อาจปฏิเสธได้ มิใช่ความรักเพื่อการปลดปล่อย และเสรี) สร้าง “การศึกษาแบบไทย” รวมถึงเผยให้เห็นคุณค่านานาประการใน “ระบบรับน้อง” แล้วจะไม่ให้ผมศรัทธาและเคารพยกย่อง นับถือระบบนี้อย่างจับจิตจับใจได้อย่างไรครับพี่น้อง