WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 23, 2009

210 วันแล้ว ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อการร้ายสากลยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงลอยนวล

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ คนไร้แผ่นดิน
ภาพ : คุณ แฟนเดฟ , คุณ ขนานแท้
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
23 มิถุนายน 2552
ระหว่างหนีทหาร ไม่ยักกะเป็นอะไร?
แต่ทำอาหารออกอากาศ โดนปลดออกจากการเป็นนายก
ปิดถนน บุกรุกNBT ปิดสนามบิน ไม่ยักเป็นไร
แต่กับไปชุมนุม ข้างๆ ทำเนียบ เล่นเอาทหารออกมาปราบซะงั้น

ตัวอย่างข้างต้น มันก็พอชี้ว่า เป็นสองมาตรฐานได้แล้ว
มันชัดยิ่งกว่าชัด ว่าประเทศไทย มีอำนาจนอกระบบ กดขี่ประชาชน
ประเทศไทย ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ปกครองโดยอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

มันกำลังจะเหลืออดแล้ว โว้ย

Monday, June 22, 2009

ปฏิทินกิจกรรมรำลึกวันชาติ24มิถุนากระหึ่มทั้งประเทศ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 มิถุนายน 2552


นักวิชาการและฝ่ายประชาธิปไตยจัดกิจกรรมรำลึก77ปีเปลี่ยนแปลงการปกครองคึกคัก นปช.ระดมพลทวงคืนวันชาติ22-24มิ.ย.นี้ จุฬาฯจัดเสวนา"24มิถุนา(อดีต?)วันชาติไทย" เชียงใหม่จัดรำลึก"วันชาติ24มิถุนาสืบทอดประวัติศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย" ธรรมศาสตร์จัดงาน"สยามเป็นไทย-ย้อนเวลาสู่อนาคต 24 มิถุนายน"พร้อมปาฐกถา"พัฒนาการของรัฐชาติกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม"โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ส่วนสถาบันปรีดีจัดกิจกรรมเสวนา"ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง"




กำหนดการเฉลิมฉลองอดีตวันชาติไทย 22-24 มิถุนายน 2552

ในโอกาสครบรอบ 77 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 และประเทศไทยเคยมีการเฉลิมฉลองวันชาติไทยตรงกับวันที่ 24 มิถุนายน มาเป็นเวลาถึง 21 ปี แต่ถูกเผด็จการทหารสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำลายลงไป ดังนั้นแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ(นปช) จึงขอเชิญชวนพ่อ แม่ พี่น้องประชาชนทุกคน ได้เข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2552 เวลา 17.00-23.00 น. ณ บริเวณท้องสนามหลวง

พบกับการปราศรัยของแกนนำนปช. นักการเมือง นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอาทิเช่น สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ จรัล ดิษฐาอภิชัย ชินวัตร หาบุญพาด วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย เยี่ยมยอด ศรีมันตะ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ดร.สุนัย จุลพงษ์ศธร จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ การุณ โหสกุล พรส เฉลิมแสง ชูพงษ์ ถี่ถ้วน ฯลฯ

เช้าตรู่ย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2552 เวลา 05.00 น-09.00 น.ขอเชิญชวนประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกสาขาอาชีพ ญาติและครอบครัวคณะราษฎร คนเดือนตุลา นักวิชาการ ฯลฯ รวมตัวกันที่หมุดคณะราษฎร พระบรมรูปทรงม้า

เวลา 6.05 น. เวลาเดียวกันกับพระยาพหลพลพยุหเสนาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ได้อ่านแถลงการณ์คณะราษฎรฉบับที่1 ที่เป็นการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนั้นในวันที่24มิถุนายน 2552 เวลา06.05 น.ตัวแทนนปช.จะอ่านแถลงการณ์คณะราษฎรฉบับที่ 1 อีกครั้งหนึ่ง เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีและความกล้าหาญของคณะราษฎร หลังจากนี้กลุ่มองค์กรต่างๆกล่าวสดุดีคณะราษฎร

โปรดนำเทียนสีแดงขนาดใหญ่จำนวนมาก ดอกไม้สวยงาม หลากสี ติดตัวมาด้วยเพื่อร่วมกันประดับหมุดคณะราษฎร หากท่านมีเครื่องแต่งกายโบราณรุ่น 2475 สามารถแต่งกายมาร่วมงานได้ด้วย

งานทำบุญประจำปีของทายาทคณะราษฎร ที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน(วัดประชาธิปไตย)

24 มิถุนายน 2552

ขอเชิญร่วมงาน โดยเริ่มงานตั้งแต่ ๘.๐๐น. ณ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน(เดิมเรียกว่าวัดประชาธิปไตย) สถานที่นี้ยังเป็นสถานที่บรรจุอัฐิผู้นำคณะราษฎรหลายท่าน(ในภาพเป็นที่บรรจุอัฐิพระยาพหลพลพยุหเสนา และพระยาทรงสุรเดช )รวมทั้งเคยเป็นสถานที่จัดงานฌาปณกิจท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปีที่แล้วด้วย




23 มิถุนายน 2552 จุฬาฯจัดเสวนาวิชาการ "24 มิถุนา(อดีต?)วันชาติไทย การเมืองเรื่องวันหยุดราชการ



ชมรมประวัติศาสตร์ จุฬาฯ ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นหาประวัติศาสตร์ การช่วงชิงพื้นที่ในปฏิทินที่หายไปจากความทรงจำของชาว
ไทยในเสวนาวิชาการครั้งนี้

วิทยากร:

สมยศ พฤกษาเกษมสุข - แกนนำกลุ่ม "24 มิถุนา ประชาธิปไตย"
ผู้เสนอให้นำเอา 24 มิถุนายน กลับมาเป็นวันชาติอีกครั้ง

รศ. ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ - ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ 2475
จะอภิปรายบริบทของวันชาติไทยทั้งสอง "เวอร์ชั่น"

ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ - นักรัฐศาสตร์เจ้าของรายการ "บ้านเมือง
ไม่ใช่ของเรา" จะร่วมค้นหาว่า วันชาติไทยเป็นของใคร

ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552 16.00-18.00 ณ ห้อง 707 ตึกบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


*เชิญชมนิทรรศการ "24 มิถุนา (อดีต?) วันชาติไทย" ที่โถงตึกบรมราชกุมารี ตั้งแต่วันที่ 22 - 26 มิถุนายน*

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ 081 490 9194



เชียงใหม่จัดรำลึก ”วันชาติ” และสืบทอดประวัติศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย
วันการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

วันพุธที 24 มิถุนายน 2552
เวลา13.30-17.00 น ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฟังเพลง วันชาติ (คลิ้กที่นี่เพื่อดาวน์โหลดฟังเพลงวันชาติ 24 มิถุนา)
อ่านแถลงการณ์คณะราษฎร
โดย ชำนาญ จันทรเรือง
เสวนา เรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตประชาธิปไตย :อนาคตสังคมไทย
โดย สมชาย ปรีชาศิลปะกุล
วรวิทย์ เจริญเลิศ
ไชยันต์ รัชชกูล
ธเนศ เจริญเมือง
วัฒนา สุกัณศีล
ชำนาญ จันทรเรือง ดำเนินรายการ
พิธีกร สืบสกุล กิจจนุกร

จัดโดย กลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ
แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน.)
กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ

24 มิถุนายน 2552

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ โครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ประจำปี ๒๕๕๒

“ขบวนการชาวบ้านกับการต่อสู้แบบสันติวิธีในสถานการณ์ความขัดแย้ง”


วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒

เริ่มเวลา ๑๔.๐๐ น.
ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์
โดย ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิจารณ์ปาฐกถา
โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อภิปรายโดย

แม่ผา กองธรรม สมัชชาคนจน พื้นที่เขื่อนราษีไศล ภาคอีสาน
พ่อหลวงจอนิ โอโดเชา ชนเผ่า ผู้อยู่กับป่าในพื้นที่ภาคเหนือ
เป๊าะจิ๊ดือราแม ดาราแม ชาวบ้านพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้
วิไลวรรณ แซ่เตีย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย


สอบถามรายละเอียด โทร. ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑ โทรสาร ๐-๒๓๘๑-๓๘๕๙
E-mail : banomyong_inst@yahoo.com

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
โครงการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์
(Pridi-Phoonsuk Banomyong E-Library)
และเว็บไซต์ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ (www.pridi-phoonsuk.org)

24 มิถุนายน 2552

ขอเชิญร่วมสัมมนา
70 ปีสยามเป็นไทย-ย้อนเวลาสู่อนาคต
24 มิถุนายน 2482-2552
70th Anniversary-From Siam to Thailand: Back to the Future?
24 June 1939-2009


วันพุธ 24 มิถุนายน 2552 - 9.00 - 18.00
ณ หอ (เล็ก) ศรีบูรพา ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร


09.00 ลงทะเบียน (วีซีดีสยามเป็นไทย)
09.30 กล่าวต้อนรับและเปิดงาน โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล นายกสภาฯ ธรรมศาสตร์
10.00 เปิดตัวหนังสือ “หนึ่งศตวรรษ : รัฐธรรมนูญและรัฐประหารกับการเมืองสยามประเทศไทย-จากกบฏ ร.ศ. 130 ถึงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ ประชาธิปไตยกับ อำมาตยาธิปไตย” โดย ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี และ ผศ.ดร..ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
10.30 ขับร้องเพลงประสานเสียง “เพลงชาติสยาม - ชาติไทย - 24 มิถุนา”
โดย SEAS/TU BAND
10.45 ปาฐกถานำ "พัฒนาการของรัฐชาติกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม"
โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
12.00 อาหารกลางวันตามอัธยาศัย (วีซีดี สยามเป็นไทย)
13.00 อภิปราย "การเมืองสยามประเทศไทย เราจะไปทางไหนกัน"
คุณ บัญญัติ บรรทัดฐาน
คุณ จาตุรนต์ ฉายแสง
ศ. ผาสุก พงษ์ไพจิตร
คุณคำสิงห์ ศรีนอก (ลาวคำหอม)
ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ดำเนินรายการ
จบรายการด้วยขับร้องเพลงประสานเสียง “เพลงชาติลาว-กัมพูชา-พม่า”
เพื่อนบ้านของเราในอุษาคเนย์/อาเซียน)
15.30 ละครประกอบเพลง "70 ปี ดอกไม้งามจากสยามเป็นไทย"
16.30 ขับเพลงประสานเสียง-เพลงศรีอโยธยา, ราตรีประดับดาว, มาร์ช มธก.
โดย SEAS/TU BAND
17.00 งิ้วธรรมศาสตร์ (จูเนียร์) ตอน “เสียมก๊ก ตอนเปาบุ้นจิ้นผจญโป๊ยก๊ก”
18.00 ปิดงาน

พิธีกร - สมฤทธิ์ ลือชัย -อัครพงษ์ ค่ำคูณ และ นศ. SEAS/TU


หมายเหตุ :

ก. จัดโดย: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 02-424-5768 ร่วมด้วยคณะศิลปศาสตร์ มธ., โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ศศ. มธ., สมาคมจดหมายเหตุสยาม, กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์, ชมรมอุษาคเนย์-อาเซียน

ข. เนื่องในโอกาส
-77 ปีของการอภิวัฒน์/ปฏิวัติ 24 มิถุนายน (2475-2552)
-75 ปี มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (2477-2552)
-70 ปี สยามประเทศไทย (2482-2552) รวมทั้งวาระครบรอบ
-57 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2495-2552) และ
-47 ปี คณะศิลปศาสตร์ (2505-2552) และ
-10 ปี โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา (2542-2552)
ค. ไม่มีค่าลงทะเบียน

หลอมใจสู่จุดเริ่มของชัยชนะการปฏิวัติประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย ปูนนก อิสระ
22 มิถุนายน 2552

ประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศล้วนแต่ก็เป็นคนที่รักสงบ และมีความซื่อสัตย์จงรักภักดี มีความอดทนอดกลั้นต่อความ อยุติธรรมสูง

ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยพังทลายลงในทุก ๆ ภาคส่วน ทั้งในด้านสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงในรายละเอียดว่าการพังทลายของสิ่งดังกล่าวนั้นมีอะไรบ้าง

เมื่อการต่อสู้ระหว่างประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกับอำนาจฝ่ายเผด็จการอมาตย์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง โดยในเบื้องต้นนั้นประชาชนก็ตกเป็นฝ่ายรับ, ถอยร่น และถูกโจมตีใส่ร้ายตลอดมา ฝ่ายประชาชนที่นำการต่อสู้นั้นก็มักจะ่ได้รับคำปลอบใจโดยคำพูดเสมอว่า “ไม่ต้องกังวลเพราะในที่สุดแล้วประชาธิปไตยจะต้องชนะเผด็จการอย่างแน่นอน”

แต่ทว่าคำถามหนึ่งที่ “คาใจ” และเป็นคำถามที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนต้องการคำตอบก็คือ “เวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร” และจะมีสิ่งใดเป็นสิ่งบอกเหตุว่าเผด็จการกำลัง “ล่มสลาย” และประชา่ชนกำลังจะเป็นฝ่ายชนะ

ชัยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนครเป็น “จุดเริ่มของชัยชนะโดยการปฏิวัติประชาชนอย่างแท้จริง” เป็นสงครามตัวแทนที่มีความสำคัุญยิ่งทั้งในเชิงยุทธวิธี และในเิชิงยุทธศาสตร์

การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลก็ยังคงเป็นของ ปชป. แต่สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่าผลการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่หลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติที่คอย “เงี่ยหูฟัง” และติดตามอย่างใจจดจ่อ ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยเพียงที่นั่งเดียวนี้มีผลทางการเมืองและยุทธศาสตร์การต่อสู้อย่างมหาศาล เพราะเป็นการแสดงผลการต่อสู้ในลักษณะสงครามตัวแทนที่ประจักษ์ชัดแล้ว

เสียงไชโยโห่้ร้องแสดงความยินดีอย่างออกนอกหน้าของประชาชนไทยในแทบจะทุกจังหวัดของประเทศนี้ เมื่อได้ทราบผลการเลือกตั้งว่าพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะนั้นเป็นสิ่งบอกเหตุที่สำแดงให้เห็นชัดแล้วว่า “พลังอำนาจของประชาชน” นั้นกำลังยิ่งใหญ่และเติบโตจนหลอมรวมความคิดของคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ คนจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว.....

คนภาคใต้โห่ร้องยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....คนภาคเหนือโห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....คนภาคกลางโห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....และผู้รักประชาธิปไตยในทุก ๆ จังหวัดต่างก็โห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....

ทั้ง ๆ ที่ำพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ทุก ๆ คนก็มีความรู้สึกร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ร้องไห้ด้วยกัน ชื่นชมยินดีด้วยกัน นี่แหละคือพลังอันแท้จริงของประชาธิปไตย

กิโลเมตรแรกของจุดเริ่มต้นการ “ล่มสลาย” ของเผด็จการอมาตย์ได้เริ่มขึ้นแล้วที่ จังหวัดสกลนคร

ประชาชนชาวรากหญ้าและผู้ที่เป็นฐานรากของประเทศไทยต่างก็ได้เรียนรู้แล้วว่า อำนาจอันแท้จริงของประชาชนอยู่ที่ใด และจะนำมาใช้ให้ได้ผลอย่างไร แน่นอนว่าเผด็จการอมาตย์ก็คงจะไม่ยอมแพ้ง่่าย ๆ ให้แก่อำนาจของประชาชน เพราะโครงสร้างอำนาจที่พวกเขายึดครองเอาไว้นั้น ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงเกินกว่าที่พวกเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ได้

ด้วยเหตุนี้สงครามตัวแทนที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร จึงเป็นสิ่งที่จะกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ “อำนาจเผด็จการอมาตย์และอำนาจของประชาชน” เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในทุก ๆ ภาคส่วนของประเทศนี้

เมื่อประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครองไม่ยอมรับอำนาจการปกครองนั้ัน สิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือการเปลี่ยนแปลง หรือ People Revolution จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศนี้ในครั้งนี้ คงจะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยต้องสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อเพิ่มขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปีประเทศนี้ได้สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนไทยผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไปแล้วมากมาย ด้วยบุคลิกพื้นฐานของประชาชนไทยที่เป็นคนมีความประนีประนอมสูง “ถ้า” ผู้ถืออำนาจของประเทศนี้ต้องการให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสงบ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสิ่งเหล่านี้คงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก

แต่ตรงกันข้ามถ้าอำมาตย์ผู้ถือครองอำนาจในประเทศนี้ไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสงบ แต่กลับใช้อำนาจที่ตนเองถือครองอยู่กดขี่ข่มเหงและบีบบังคับประชาชนมากขึ้นโดยถือว่าตนเองมีอำนาจและบารมีนั้น การเปลี่ยนผ่านก็คงจะไม่เป็นไปอย่างสงบอย่างแน่นอน

และถ้าอมาตย์เลือกอย่างนั้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในครั้งนี้คงจะต้องนองเลือดกันอีกครั้งและครั้งนี้คงจะลุกลามไปทั่วทั้่งประเทศ ซึ่งในที่สุดแล้วดาบ, หอก, กระบอกปืน ก็คงจะหันกลับไปจ่อคอหอยฝ่ายอมาตย์เอง ถึงเวลานั้นพึงระลึกเอาไว้เถิดว่า “แม้แผ่นดินของประเทศนี้ก็อาจจะไม่มีกลบหน้าสำหรับผู้ที่ยอมตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน”

และสำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านขอแสดงความชื่นชมยินดี และมอบความรู้สึกดี ๆ ที่จะเดินไปด้วยกันจนกว่าจะถึงวันที่เราได้รับประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมาเป็นของประเทศนี้เพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อ ๆ ไป

***มองแววตาทุกคนเปี่ยมสุขล้นระคนสุขสันต์..ยิ้มแย้มเข้าใจกันตาสบประสานไมตรีฉายมา
ดวงฤทัยทุกดวงถ่วงด้วยรักและแรงศรัทธา...ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน
ความคลางแคลงหายไปโลกสดใสคืนมาอีกครา......ฟ้าหลังฝนงามตาความมืดโรยรามลายหายพลัน
มีแต่ความเข้าใจอุ่นไอรักไมตรีต่อกัน.....ผ่านมานั้นลืมมันลบไป

**ร้องเถิดร้องเพลงกันประสานรอยรักในใจ....รบรอยร้าวภายในอุรา
ร้องเถิดร้องเพลงกันจับมือกันไว้ดีกว่า.....หันหน้ามาเข้าใจกัน

อันคนเราทุกคนต่างเกิดมาควรพาพึ่งกัน....มีไมตรีสัมพันธ์โลกนั้นสดใส
จงมารวมพลังร่วมสร้างสรรค์จรรโลงฤทัย....จับมือกันเดินก้าวไปมุ่งสู่จุดหมายอนาคตเรา**


ขอให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านจับมือกัน เราจะเดินไปด้วยกันสู่จุดหมายประชาธิปไตยเพื่อลูกหลานของเราครับ

"มาร์ค"หวั่นอุบัติเหตุการเมือง ไม่มั่นใจเสถียรภาพรบ.ปชป.เตรียมเลือกตั้ง โฆษกพท.ปัดทาบ"มนูญกฤต"หน.

ที่มา มติชนออนไลน์

"อภิสิทธิ์"หวั่นเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ไม่มั่นใจเสถียรภาพรบ. รับปชป.เตรียมเลือกตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลา รบ.นับถอยหลัง โฆษกปชป.ซัด"แม้ว"โฟนอิน-ม็อบเสื้อแดง เป็นอุปสรรคแก้ปัญหาการเมือง คนใกล้ชิด"มนูญกฤต"เผยคนมีบารมีประสานเป็น หน.เพื่อไทย "พร้อมพงศ์"ปัดทาบทาม โวหน.คนใหม่เชี่ยวชาญด้านศก.


"มาร์ค"หวั่นอุบัติเหตุทางการเมือง


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในการสัมมนาการเสริมสร้างและเผยแพร่ความรู้ ความเข้าในในการทางการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รุ่นที่ 12 ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ว่านโยบายของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต้องออกกฎหมาย อาทิ นโยบายการตั้งสภาการเกษตร กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อปท.รวมถึงกฎหมายต่างๆ ที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมีความตั้งใจ ซึ่งกฎหมายหลายฉบับก็ควรจะเสร็จแล้วตั้งแต่ที่ตนมารับตำแหน่ง แต่ที่ยังไม่คืบหน้าอาจเป็นเพราะปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองวุ่นวาย


"ผมพยายามไม่ให้เสียสมาธิกับเรื่องการเมือง ซึ่งต้องการผลักดันกฎหมายให้เสร็จทันตามกรอบเวลา และคาดว่าจะผลักดันในสมัยประชุมนิติบัญญัตินี้ ยกเว้นจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" นายกรัฐมนตรีกล่าว และว่า อยากให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้วจบลง แต่ต้องยอมรับความขัดแย้งส่วนหนึ่งเกิดจากนักการเมือง ซึ่งเรื่องนี้ต้องใช้เวลา ไม่จบลงง่ายๆ


ฝากกำนัน-ผญบ.-ท้องถิ่นดูแลม็อบ


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่คัดค้าน การออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย และที่ไม่อยากให้ทำคือ การทำอะไรที่กระทบภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะเวลานี้ชาวบ้านก็ลำบากจากภาวะเศรษฐกิจ เวลาที่ไปต่างประเทศถูกถามตลอดว่าบ้านเมืองสงบหรือยัง ตรงนี้เป็นการทำลายโอกาสของประเทศ


"อยากฝากทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ว่าการชุมนุมสามารถทำได้ แต่อย่าทำผิดกฎหมาย และทุกเสียงที่สะท้อนมา ผมพร้อมแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะปิดถนนหรือไม่ก็ตาม ขอให้ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนว่า อย่าใช้วิธีความรุนแรง เพราะสุดท้ายจะทำให้เกิดปัญหา และเกิดความเสียใจคือ คนไทยมาปะทะกันเอง ขอให้รักษาประชาธิปไตย สร้างค่านิยมที่ดี บ้านเมืองก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ และถ้าผ่านวิกฤตบ้านเมืองตรงนี้ไปได้ การเมืองไทยก็จะเติบโตอีกครั้งหนึ่ง" นายอภิสิทธิ์กล่าว


ยันรัฐบาลยังไม่เริ่มนับถอยหลัง


นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณี พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ถูกทาบทามเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า คงต้องรอฟังความชัดเจนจาก พล.ต.มนูญกฤต ว่าเป็นอย่างไร ซึ่ง พล.ต.มนูญกฤตมีอิสระในการตัดสินใจเพราะลาออกจากเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว


เมื่อถามว่า แต่ละพรรคการเมืองกำลังมุ่งสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไปแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นธรรมดา เพราะในทางการเมืองจะต้องมีการเตรียมการเพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการเริ่มนับถอยหลังรัฐบาล เพราะการเตรียมตัวการเลือกตั้งก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ที่สำคัญคือในยุคนี้ตัวบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือคนที่จะมาเป็นผู้นำในการกำหนดแนวทาง มันต้องใช้เวลา เพราะอยู่ดีๆ จะไปรวบรวมคนกันมาแล้วลงเลือกตั้งเลยนั้นไม่ง่ายในยุคนี้ ดังนั้น ทุกพรรคก็ต้องเตรียมการล่วงหน้า พรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมการเหมือนกัน โดยการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ได้ซักซ้อมในส่วนนี้เช่นกัน


ไม่หวั่นกระแส"ทักษิณ"โฟนอิน


นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินในช่วงนี้บ่อยครั้งว่า หากยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายก็คงไม่มีปัญหา ซึ่งนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในอดีตก็ยังคงมีบทบาทกันทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร พ.ต.ท.ทักษิณยังสามารถแสดงความคิดเห็นตามปกติได้ และคงไม่กระทบกับรัฐบาล เพราะรัฐบาลก็ทำงานไป และใครจะแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์อะไรถ้าไม่ขัดกับกฎหมายก็สามารถทำได้


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ ส.ส.สัดส่วน โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงที่พรรคประชาธิปัตย์ว่าปัญหาการเมืองในขณะนี้ ในส่วนคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง มีความคืบหน้าไปมาก โดยพรรคสนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการทั้งสองชุด และคงจะมีการนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมพรรควันที่ 24 มิถุนายนนี้ อย่างไรก็ดี ยังมี 2 เรื่องที่อาจทำให้แก้ไขปัญหาการเมืองยังยากอยู่คือ 1.การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงวันที่ 27 มิถุนายน และ
2.กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินถี่ในช่วง 2-3 วันนี้ ทั้งที่ จ.สกลนคร และ จ.เพชรบุรี ซึ่งทั้งหมดเป็นการให้ข้อมูลที่บิดเบือน ใส่ร้ายรัฐบาล ปลุกระดม กุเรื่องสร้างความแตกแยก ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ขอตั้งคำถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณเจตนาดีจริง ทำไมยังสร้างความขัดแย้ง ปลุกระดม บังคับให้คนไทยเลือกข้าง


โฆษกพท.ปัดทาบ"มนูญกฤต"


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวการทาบทาม พล.ต.มนูญกฤต เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริง เป็นการให้ข่าวของคนที่สนับสนุน พล.ต.มนูญกฤต เท่านั้น แต่ยอมรับว่า พล.ต.มนูญกฤต เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งนี้จะต้องมีการหารือภายในพรรคก่อน โดยการประชุมกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคยังไม่มีรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะขณะนี้หัวหน้าพรรคยังเป็นของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์


"หากจะมีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคคงต้องรอให้มีการยุบสภาเกิดขึ้นก่อน แต่ยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่ยุบสภา จึงไม่มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรคคนใหม่แน่นอน เพราะหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคเมื่อเปิดเผยชื่อออกไปแล้วต้องเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจด้วย เพราะตอนนี้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขโดยเร็ว" นายพร้อมพงศ์กล่าว


คนใกล้ชิดรับคุยกันมานานแล้ว


ด้านนายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ผู้ใกล้ชิด พล.ต.มนูญกฤต กล่าวว่า รายงานข่าวที่เกิดขึ้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดย พล.ต.มนูญกฤต ไม่ได้ต้องการอยากจะเข้าไปเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่มีแนวคิดอยากแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ไม่อยากให้มีการเลือกสีเลือกข้างอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แกนนำพรรคเพื่อไทยจึงได้ไปพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดกันมาพักใหญ่แล้ว โดยแนวทางการทำงานที่วางกันไว้คือ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ใครผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ตามกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ โดยที่กลไกภายนอกจะต้องไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการให้ความเป็นธรรมดังกล่าว


"พล.ต.มนูญกฤต เป็นคนหนึ่งที่ถูกทั้งสีแดง และสีเหลืองเล่นงานมา ดังนั้น จึงรู้ดีว่าปัญหาของชาติจะบรรเทาเบาบางลงไปไม่ได้เลยหากบ้านเมืองยังไม่สลายเรื่องสี สังคมต้องเป็นสีเดียวกัน" นายสุทัศน์กล่าว


เล็งแก้"มั่นคง-ขัดแย้ง-เศรษฐกิจ"


นายสุทัศน์กล่าวว่า เรื่องการไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยเหมือนกันว่า ถ้า พล.ต.มนูญกฤตไปร่วมงานก็ต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายในพรรค ไม่ใช่เข้าไปแล้วถูกต่อต้านจากฝ่ายต่างๆ นอกจากนี้ต้องไปอยู่ในจุดที่สามารถทำงานตามแนวคิดที่มีอยู่ได้ เริ่มจากแก้ปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและเรื่องเศรษฐกิจ เพราะถ้าไปอยู่พรรคใหญ่เพียงเพื่อหวังได้เป็น ส.ส.นั้นก็ไม่จำเป็น เพราะ พล.ต.มนูญกฤต เคยเป็น ส.ส.มาแล้ว ส่วนคนที่พบปะกับ พล.ต.มนูญกฤตนั้น บอกได้เพียงว่าเป็นคนที่มีบารมี ได้รับการยอมรับจาก ส.ส.เพื่อไทยเกิน 50 คน


ผู้สื่อข่าวถามว่า ใช่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสุทัศน์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า พล.ต.มนูญกฤต กับ ร.ต.อ.เฉลิม สนิทสนมกันมานานแล้ว

อิทธิฤทธิ์รธน.50

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลายคนจากจำนวนทั้งสิ้น 16 คน ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติด้วยคะแนน 3 ต่อ 1 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ ได้ออกมาให้เหตุผลโต้แย้งว่ากรณีของตนไม่เข้าข่ายการกระทำในสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 เกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับการพิจารณาและการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งมีอยู่ 2 ทางเท่านั้น นั่นคือ ถ้าไม่ยืนตามมติของ กกต.ก็ทำให้สมาชิกภาพของ ส.ว.ผู้นั้นคงอยู่ตามเดิม แต่ถ้ายืนตามมติของ กกต. ก็เท่ากับว่า ส.ว.ผู้นั้นจะต้องพ้นสมาชิกภาพไปทันที

จากคำร้องของนายศุภชัย ใจสมุทร ขณะเป็นรองโฆษกพรรคพลังประชาชน และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ที่ให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติการเป็น ส.ว. 37 คน ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปรากฏว่ามี ส.ว. 1 ราย ลาออกไปก่อนหน้านี้ กกต.จึงไม่พิจารณา ส่วนอีก 20 คน กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่าไม่เข้าข่าย จึงสามารถดำรงตำแหน่ง ส.ว.ต่อไป

การที่ กกต.มีมติให้ ส.ว. 16 คน พ้นจากตำแหน่งตามคำร้องของนายศุภชัยและนายเรืองไกรที่ว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 มาตรา 265 (2) และ (4) มาตรา119 (5) นั้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมีดังนี้

มาตรา 48 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์หรือโทรคมนาคมมิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว

มาตรา 265 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒสภาต้อง (2) ไม่รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ส่วน (4) บัญญัติว่า ไม่กระทำการอันเป็นการต้องห้ามมาตรา 48

มาตรา 119 สมาชิกสภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงเมื่อ (5) กระทำการอันต้องห้ามตามมาตรา 116 มาตรา 265 หรือมาตรา 266

จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้จึงขึ้นกับข้อเท็จจริงว่า ส.ว.แต่ละคนไปถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชนอย่างไรและถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐแบบไหน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นองค์กรที่วินิจฉัยและมีผลผูกพันโดยไม่อาจไปอุทธรณ์ ฎีกาที่ไหนได้อีก ดังนั้น คำวินิจฉัยที่จะออกมาในอนาคต คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านจึงต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและเมื่อคำวินิจฉัยกลางจะไม่เปิดช่องให้คนในสังคมซึ่งแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย หลายสี หลายพรรคนำไปวิพากษ์วิจารณ์

อย่างไรก็ดี ในสัปดาห์นี้ทาง กกต.จะต้องพิจารณาและมีมติต่อคำร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติว่าด้วยการถือหุ้นของ ส.ส.ประมาณ 60 คน ในลักษณะเดียวกับ ส.ว.ที่ กกต.มีมติไปแล้ว หากถือบรรทัดฐานเดียวกับ 16 ส.ว.ก็จะทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า ผลจะลงเอยมาอย่างไรและจะกระทบต่อจำนวนเก้าอี้ ส.ส.ในสภาหรือไม่ รัฐธรรมนูญ 2550 ถึงแม้จะผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติแต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างรุนแรงจากหมู่คนบางฝ่าย ผู้ที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญยืนยันว่า จะไม่ยอมให้แก้ไขโดยเด็ดขาด มาถึงวันนี้ได้เห็นอิทธิฤทธิ์กันบ้างแล้วว่า บทบัญญัติบางส่วนนั้นกระทบต่อสถานภาพจริงๆ

'สุพร'เปิดตัว'บันทึกลับสงกรานต์เลือด'

ที่มา เดลินิวส์
วันนี้(19 มิ.ย.) นายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ 'แรมโบ้อีสาน' อดีต ส.ส.นครราชสีมาและกรรมบริหารพรรคไทยรักไทย แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ 'บันทึกลับสงกรานต์เลือด' ที่เขียนบันทึกเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงตั้งแต่เหตุการณ์ปะทะกับคนเสื้อน้ำเงินที่เมืองพัทยาจ.ชลบุรี กรณีทุบรถนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย และการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุถึงสาเหตุที่ต้องเขียนหนังสือในครั้งนี้ว่า เพื่อต้องการระบายความรู้สึกที่มีต่อการกระทำของรัฐบาลกับประชาชนคนเสื้อแดงผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะการสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายคนเสื้อแดงทุกรูปแบบ เพื่อให้คนทั่วประเทศเกลียดคนเสื้อแดง ซึ่งจะเริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศตั้งแต่สัปดาห์เป็นต้นไป

นอกจากนี้ นายสุพร ยังถือโอกาสประกาศลาบวช ในวันที่ 22 มิ.ย. ที่วัดสิริเฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อทดแทนคุณบิดามารดา และตัดกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีบุญคุณทางการเมือง ที่กำลังเผชิญวิบากกรรมเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน.

ยุ่งอย่างแรง

ที่มา ไทยรัฐ

นี่คือปรากฎการณ์ปลาวาฬเกยตื้นฝูงโต

หรือจะเรียกว่าเป็นวิกฤติ กิ้งกือตกท่อก็ไม่ผิดกติกา

หรือจะเรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็ไม่ผิดความจริง

เพราะผลจากมติ กกต.เสียงข้างมากที่ชี้ขาดให้ ส.ว. 16 คน ต้องหลุดจากตำแหน่งยกพวง

เนื่องจากถือหุ้นบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ว่าด้วยการกระทำอันเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง

เล่นเอาชักตาตั้งไปทั้งสภาฯ!!

แต่กรณี ส.ว.ตกเก้าอี้ยกพวง ยังไม่ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อเท่ากรณี ส.ส.อีก 68 คน ซึ่งจะโดน กกต.เข้าคิวเชือดในรายต่อไป

"แม่ลูกจันทร์" มั่นใจว่าที่ประชุมใหญ่ กกต.จะพิจารณาประเด็นการถือหุ้นของ ส.ส. โดยใช้หลักการเดียวกับกรณีหุ้น ส.ว.

ก็หมายฟามว่าจะมี ส.ส.อย่างน้อย 31 คนต้องขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

ในจำนวนนี้มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 14 คน และ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลอีก 11 คน รวมเป็น 25 คน ต้องตกเก้าอี้พร้อมกัน

แต่ที่แสบไส้ติ่งที่สุดคือ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ ผู้จัดการรัฐบาล ก็อยู่ในรายชื่อที่ กกต.จะเช็กบิล

บ๊ะแล้วกัน ยุ่งตายชักน่ะซีท่านผู้ชม

งานนี้จะโทษ กกต.ว่าตีความรัฐธรรมนูญแรงเกินไปก็ไม่แฟร์ เพราะมาตรา 265 เขียนห้ามเอาไว้ชัดเจนชนิดไม่ต้องตีความ

"แม่ลูกจันทร์" พลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 265 มาอ่านให้ฟังชัดๆอีกที

มาตรา 265 ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กำหนดว่า ส.ส.และ ส.ว.ต้องไม่เป็นหุ้นส่วน หรือเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม

ย้ำชัดๆอีกเที่ยว "ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม"

ส.ส.หรือ ส.ว.ที่ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสัมปทาน หรือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย ก็มีผลทางกฎหมายเท่ากัน

จะถือแค่หุ้นเดียว? หรือพันหุ้น? หรือหมื่นหุ้น? หรือแสนหุ้น? รัฐธรรมนูญเขียนห้ามไว้ครอบจักรวาล

ตอนเป็น ส.ส.ถือหุ้นจริง แต่ภายหลังได้ขายหุ้นแล้ว ก็ยังขาดคุณสมบัติอยู่ดี

สรุปว่า ถ้าคิดจะเล่นการเมืองภายใต้กติการัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ควรมีหุ้นอยู่ในมือ

ต้องเทหุ้นทิ้งให้หมดเสียก่อน เพื่อความปลอดภัย!!

สรุปชัดๆว่า มหกรรมหุ้นเป็นพิษครั้งนี้ นักการเมืองต้องโทษตัวเอง

อาจประมาท ชะล่าใจว่าการถือหุ้นแค่นี้ไม่น่าขัดรัฐธรรมนูญ??

หรือไม่อ่านมาตรา 265 ให้ละเอียดครบถ้วนกระบวนความ??

สุดท้ายก็เลยวุ่นวายขายปลาช่อนไปทั้ง 2 สภา

"แม่ลูกจันทร์" มองข้ามช็อตถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้า ส.ว. 16 คน และ ส.ส. 31 คน ต้องตกเก้าอี้พร้อมกัน

ส.ส.และ ส.ว.ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ขาดคุณสมบัติ จะมีสิทธิ์ลงเลือกตั้งซ่อมใหม่ได้หรือไม่??

ประเด็นนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

ถ้ามีสิทธิ์ลงเลือกตั้งซ่อมใหม่ ก็ยังมีโอกาสลุ้นได้กลับเข้าสภาฯ

แต่ที่โดนผลกระทบไปเต็มๆคือประชาชนที่จะต้องจ่ายภาษีให้ กกต.ใช้จัดเลือกตั้งซ่อมอีกบานตะเกียง

ส.ส.เขต 1 คน ต้องจ่ายค่าเลือกตั้งซ่อม 10 ล้านบาทโดยประมาณ

แต่ถ้าเป็น ส.ส.สัดส่วนกลุ่มจังหวัด จะเลือกตั้งซ่อมกันอย่างไร??

ยิ่งถ้าเป็น ส.ว.เลือกตั้ง ก็ต้องเลือกตั้งซ่อมทั้งจังหวัดต้องใช้งบจัดเลือกตั้งซ่อมมากกว่า ส.ส.เขตหลายเท่าตัว

เฮ้อ...แสบไส้ติ่งจริงขอบอกตรงๆ.

"แม่ลูกจันทร์"

ทางออกที่นิรโทษกรรม

ที่มา ไทยรัฐ

ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤติ กับดัก-ลางร้าย-ล่มจม อันเนื่องมาจากวิกฤติการเมือง กับดักจาก วงจรอุบาทว์ ที่ถูก สร้างขึ้นมาโดยอำนาจนอกระบบ นักการเมืองและกองทัพ กำลังย้อนกลับมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเมืองและการบริหารประเทศในยุคนี้

แม้แต่คนวางกับดักเองก็โดนด้วย

กรณีที่คณะกรรมการ กกต.มีความเห็น 3 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยว่าส.ว. 16 ราย ถือหุ้นสัมปทานรัฐผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา 48 และ 265 (2) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้พ้นสมาชิกภาพ

เป็นลางร้ายทางการเมือง

เพราะไม่ใช่แค่ 16 ส.ว. เท่านั้น ยังมี ส.ส.ระดับบิ๊ก อีกจำนวนไม่น้อยกว่า 60 ราย เข้าข่ายเดียวกัน ในจำนวนนี้มีทั้งที่ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง เป็น รมต. ที่ปรึกษา โดยเฉพาะเป็น ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ถึง 27 ราย และ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย และการเมืองอื่นเกือบทุกพรรค

อาทิ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ถือหุ้นบริษัทธนายง บริษัททีพีไอโพลีน บริษัททรูคอร์ปอเรชั่น คุณสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.กทม. ถือหุ้นไทยออยล์ ปูนซิเมนต์ไทย เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป ปตท. และ ปตท.สผ. คุณสกลธี ภัททิยกุล ส.ส. กทม. ถือหุ้นอะโรเมติกส์และการกลั่น คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว. วิทยาศาสตร์ฯ ถือหุ้นปูนซิเมนต์ไทย เป็นต้น

นักการเมืองดังมีทั้ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ คุณเสนาะ เทียนทอง คุณมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก คุณวิชาญ มีนชัยนันต์ สมมุติโดนกันหมด บุคลากรทางการเมืองก็คงไม่เหลือ บวกกับบ้านเลนที่ 111 บวกกับบ้านเลขที่ 109 หมดกันพอดี

และเชื่อว่าน่าจะกลายเป็นวิกฤติการเมืองรอบใหม่ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก วนเป็นงูกินหางร้องกันไปร้องกันมาไม่จบ สุดท้ายผู้มีอำนาจวินิจฉัยก็ถูกร้องเสียเอง สิ้นอำนาจความชอบธรรมในการวินิจฉัยไปด้วย

บวกกับ ความลำเอียงของระบบความเป็นธรรม ที่ปรากฏ กับคำถามเรื่องของการดำเนินคดีระหว่างคนสองสี ที่แตกต่างกัน คดีความที่ค้างคามาแต่อดีต คงจะจำกันได้ ซีทีเอกซ์ กล้ายาง ท่อร้อยสาย ตรวจสอบกันมาก่อนที่จะมี คตส.ซะอีก แต่เหตุใดจับพลัดจับผลูไปลงที่คดีที่ดินรัชดาได้

บ้านเมืองเลยไม่สงบ

ไม่สงบเพราะความไม่ชอบธรรมไม่เป็นธรรมไม่สงบ เพราะสองมาตรฐาน ต่างหาก ไม่ต้องไปโทษใครสีไหนให้เมื่อยตุ้ม ดังนั้นถ้าจะแก้วิกฤติการเมืองก็ต้องแก้ที่ความชอบธรรมก่อน

การชิงอำนาจทางการเมืองที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างก็เหนื่อยล้าเต็มที อยากจะสงบศึกก็ไม่ได้เพราะกับดักที่วางกันเอาไว้ บัดนี้แทบจะเหลือแต่ซากปรักหักพัง ควรที่จะหาทางออกโดยการนิรโทษกรรมทุกฝ่าย

เพื่อเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่หรือยัง.

หมัดเหล็ก

โดนกับตัวเองยิ่งง่าย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_14423

ยางแตกกลางทาง

ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะได้เห็นกันบ่อยๆ กับภาพข่าวที่รถเบนซ์ เอส 600 กันกระสุน ประจำตำแหน่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดนตะปูเกลียวตำจนยางแบน ต้องจอดเปลี่ยนล้อกันจ้าละหวั่น ระหว่างทางจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ไปสภา

เหมือนเป็นลาง อยู่ดีๆยางรั่ว


จังหวะเหมาะเจาะพอดีกับคิวที่คนพรรคประชาธิปัตย์และเครือข่าย ส.ว.ที่กำลังโดนสอยร่วงเก้าอี้ ตั้งแง่สงสัยรายการ "เจาะยาง" ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติเชือด 16 สมาชิกวุฒิสภา พ้นสมาชิกสภาพ ฐานถือหุ้นในบริษัทที่มีเอี่ยวสัมปทานรัฐ ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ยิ่งกว่าแผ่นดินไหวเขย่าสภา

โดยแรงสั่นสะเทือนต่อเนื่องถึงคิวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกหลายสิบคนที่โดนร้องเข้าข่ายคดีเทียบเคียงกัน แนวโน้มโดน กกต.ฟัน โดยเฉพาะแยกเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล 20 กว่าเก้าอี้

เน้นๆยี่ห้อประชาธิปัตย์ซะ 16 คน

และหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของห้องเครื่องคนสำคัญอย่าง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล อยู่ในบัญชีถูกสอยด้วย


"ฉลามร้าย" ส่อตายน้ำตื้น


เรื่องใหญ่แค่ไหน ประเมินได้จากอาการนั่งไม่ติดของเหล่าแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ต้องเรียกประชุมด่วนเซียนกฎหมาย ถกปม ส.ส.ถือหุ้นสัมปทานรัฐ ระดมทีมตั้งทนายรอแก้ต่างในศาลรัฐธรรมนูญ

เดิมพัน "อยู่" หรือ "ไป"

จริงอยู่โดยบรรทัดฐานก่อนหน้า กรณีของ "เทพเทือก" หรือรัฐมนตรีคนอื่นที่อยู่ในข่าย ถึงจะหลุดเก้าอี้ ก็ตั้งเข้ามาใหม่ได้ เหมือนรายของนายไชยา สะสมทรัพย์ อดีต รมว.สาธารณสุข ในอดีตรัฐบาลพรรคพลังประชาชน


ไม่ใช่คดีคอขาดบาดตาย ถึงขั้นต้องโดนแบน เว้นวรรคทางการเมือง

แต่มันจะง่ายขนาดนั้นหรือไม่ ในเมื่อเซียนการเมืองระดับนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผู้มีบารมีนอกสภาของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ยังฟันธงเลยว่า เป็นเรื่องน่าวิตก

เพราะอาจนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อม ส.ว. และ ส.ส.จำนวนมาก

และจะมีนัยสำคัญต่อการเมือง เพราะขณะนี้เสถียรภาพของรัฐบาลและเสียงในสภาเป็นเรื่องสำคัญมาก


แม้แต่ "เทพเทือก" เอง ก็ยังออกอาการทำใจ กับคำถามของนักข่าวที่ว่า ถ้า ส.ส.พ้นสมาชิกภาพจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ ตอบได้แค่ว่า ไม่เป็นไร

เมื่อกฎหมายว่าอย่างไร ก็ต้องว่าอย่างนั้น

ภาวะจำนน ประชาธิปัตย์จนมุม เล่นบท "ลอยตัว" ไม่ได้


และก็เป็นอะไรที่ปริ่มจะถึงจมูกอยู่แล้ว โดยเสียงของรัฐบาลผสมภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก้ำกึ่ง ตัวเลขไม่ได้แน่นเหมือนอดีตรัฐบาลพรรคพลังประชาชน

เสียงสองเสียงยังมีความหมาย นับประสาอะไรถ้าหายไป 20 กว่าเสียง


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้วงที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลังเผชิญมรสุมสารพัด ทั้งเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งเงินกู้ ไฟใต้ที่กลับมาลุกโชนพรึบพรับ แถมประเทศยังติดไข้หวัดใหญ่ 2009

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ยิ่งเมาหมัดกันไปใหญ่


แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยบทสรุปที่นายจุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฟันธงต้นเหตุมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 เขียนขึ้นมาเพื่อเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการเฉพาะ


เรื่องเลยมาเกิดกับ ส.ว. และ ส.ส. ทำให้ กกต.ต้องวินิจฉัยไปตามกฎหมาย

ถึงวันที่ประชาธิปัตย์โดนเข้ากับตัวเอง คงจะรู้สึกได้ถึงความเจ็บ


จึงน่าจะเป็นอะไรที่ไม่ต้องออกแรงมากมาย กับคิวที่ขาใหญ่ พรรคร่วมรัฐบาล นำโดย "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายพินิจ จารุสมบัติ นัดตีธงเดินหน้า

ดุนหลังรัฐบาลเดินเกมเร็ว เร่งแก้รัฐธรรมนูญ

ดักทางไม่ให้ประชาธิปัตย์เบี้ยว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ผู้นำชุมชนเหนือถูกขู่ฆ่า หลังลุกขึ้นถาม กอ.รมน. กลางที่ประชุมชี้แจงสลายการชุมนุมเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

หลังลุกขึ้นถามกลางวงประชุมชี้แจงสลายการชุมนุมเสื้อแดงของ กอ.รมน. ที่หอประชุม ม.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ล่าสุด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่คือ จ.เชียงใหม่เผยถูกโทรศัพท์ลึกลับขู่ฆ่า พร้อมส่งจดหมายมาที่ทำงานเพื่อขู่สำทับ เจ้าตัววอนคนมีสีควรอยู่ในกรอบกฎหมายและอย่ายุ่งการเมือง


ตาม ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มีบัญชาการให้กองทัพบก ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจในการชี้แจงทำความเข้าใจเหตุการณ์การสลายการ ชุมนุมในวันที่ 13-14 เมษายน พ.ศ. 2552
โดยจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้นำชุมชนจำนวน 2,390 คน เข้ารับฟังการชี้แจงการสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 1 พ.ค. 52 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดยมี พล.ท.ดาวพงษ์ รัตนสุบรรณ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ/ผอ.สนฝ.กอ.รมน. และ พ.อ.อภินันท์ คำเพราะ นายทหารปฏิบัติการประจำกรมยุทธการทหารบก ได้นำทีมงาน กอ.รมน. ลงพื้นที่สำรวจความเห็น และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสลายการชุมนุม
ล่าสุด ผู้สื่อข่าว Rednews รายงานว่า นายอุดม อิ่นคำ นายก อบต.แม่คือ เปิดเผยว่าหลังจากการประชุมชี้แจงดังกล่าวผ่านไปไม่กี่วัน ได้มีโทรศัพท์ข่มขู่ฆ่า จากบุคคลลึกลับหลายครั้ง และล่าสุดได้มีจดหมายส่งมาที่ทำงานข่มขู่อีก
จึงทำให้ตนเกิดความไม่สบายใจเพราะในชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยมีความขัดแย้งกับใคร เมื่อเห็นข้อความในจดหมายขู่ฆ่าเหตุเพราะการตั้งคำถามในที่ประชุมชี้แจงการสลายการชุมชม นปช. ของ กอ.รมน. ดังกล่าวจึงไม่คาดคิดว่ายุคนี้จะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก และอยากจะเรียกร้องให้ข้าราชการไม่ว่าทหารหรือตำรวจต่างควรทำหน้าที่ที่มีอยู่ตามกฎหมายอย่างถูกต้องและไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นายอุดมกล่าว
สำหรับเหตุการณ์ในวันที่มีการชี้แจงของ กอ.รมน. เมื่อ 1 พ.ค. นั้น เมื่อเริ่มการประชุมได้มีการฉายภาพแล้วอธิบายชี้แจงการสลายการชุมนุมดังกล่าว มีผู้เข้ารับฟังประมาณ 500 คน เมื่อฉายภาพถึงตอนที่นายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อดีตการ์ดพันธมิตรสวมเสื้อยืดสีเขียวยืนโต้เถียงและตรงมาจิกหัว น.ส.มินตรา โสรส ผู้ชุมนุมเสื้อแดงแล้วลากไปยังกลุ่มทหารที่ยืนกั้นเป็นแนวอยู่ กลุ่มผู้นำชุมชนที่เข้าฟังการชี้แจงดังกล่าว ได้เริ่มทยอยเดินออกนอกห้องประชุมไปกว่าครึ่งห้อง และเขียนข้อความขึ้นไปถามทหารว่า "คนเสื้อแดงไม่ใช่คนไทยหรือ?"
และในขณะเดียวกันนายอุดม อิ่นคำ นายก อบต. แม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ได้ลุกขึ้นถามว่า ไม่ว่าใครจะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลชาวบ้านก็หาเช้ากินค่ำ จึงไม่อยากให้นำเรื่อง สี มาคุยกันและไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการควรหันหน้าไปทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองจะดีกว่า แต่จากการติดตามดูการถ่ายทอดการอภิปรายในรัฐสภา สิ่งที่บอกได้ชัดเจนคือเราไม่สามารถนำการเมืองระดับชาติมาเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักการเมืองท้องถิ่น หรือเป็นแบบอย่างแก่เยาวชนได้ สิ่งที่เห็นคือสภาน้ำเน่า พูดกันไปคนละทิศละทาง ไม่มีทางออกที่แก้ปัญหาได้
นายอุดมยังถามว่า "การมาชี้แจงในวันนี้มีวัตถุประสงค์ ลึกๆ คืออะไร" ทาง กอ.รมน. ได้ตอบเพียงว่า "ก็อยากได้ชี้แจงความจริง"
และมีผู้ตั้งคำถามอีกว่า "ทำไมนายเนวิน ชิดชอบ ต้องไปอยู่ในเหตุการณ์ที่พัทยา ไปทำอะไรเพราะไม่ได้มีหน้าที่อะไรเลย" ทางทหารได้ตอบคำถามนี้ว่า "ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ จึงไม่ทราบ" ด้านนายสุรทิน พิสิษฐเกษม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เฝ้าติดตามการประชุมรัฐสภาและความเห็นจากนักวิชาการทำให้พบว่า เมืองไทย มีหลายมาตรฐานพวกใครพวกมัน มีหลายเหตุการณ์ที่ข้าราชการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เลือกปฏิบัติจึงนำมาซึ่งความไม่ชอบธรรม
ต่อมาเวลา 10.30 น. ผู้นำชุมชนจาก จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แม่ฮ่องสอน กว่า 2,000 คน ได้ตั้งคำถามว่า "ทหารออกมาทำไม ประชาชนไม่ได้ต้องการให้ทหารออกมาปราบปราม แต่ควรใช้กำลังตำรวจก็พอ" พร้อมทั้งฝากคำถามไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ว่าก่อนหน้านี้ตอนม็อบเสื้อเหลืองออกมา ทำไมถึงได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออก แต่คราวนี้ทำไมไม่เห็นเสนอหน้าออกมาบอกให้นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกบ้าง" ทำให้ผู้นำชุมชนจาก จ.ลำพูน ลำปาง และ จ.แม่ฮ่องสอน ต่างปรบมือ
ที่มา: เรียบเรียงจาก Rednews