WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 23, 2009

สุเทพทำใจโพลชี้ รบ.สอบตกจี้ รมต.เร่งปั๊มผลงาน

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_14739

รองนายกฯสุเทพรับฟังโพลระบุผลงานรัฐสอบตก ยังไม่มีการปรับ ครม. จี้รมต.เร่งปั๊มผลงาน ปล่อยตัวปล่อยใจให้ว่างไม่คิดมากรัฐอยู่ยาว หรือสั้น เดียวความดันขึ้น ...

วันนี้ (23 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการสำรวจของกรุงเทพโพลระบุว่าผลงานรัฐบาลสอบตกในสายตาของประชาชน จะใช้โอกาสนี้ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่ว่า ไม่ แต่รัฐบาลทุกคนต้องทำงานมากยิ่งขึ้น ตนว่าดีแล้วที่มีโพลออกมา เราก็รับฟังและทำงานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เมื่อถามว่าใน ครม.ยังทำงานได้ดีอยู่ใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า คิดว่าเขาทำงานได้ดี

เมื่อถามย้ำว่าถ้าทำงานดีทำไมถึงสอบตก นายสุเทพ กล่าวว่า ก็นั่นนะสิ แต่ทั้งนี้ต้องถามคนที่วิเคราะห์ อย่างไรก็ตามคิดว่างานที่ทำอยู่อาจจะยังไม่ปรากฏ เช่น กรณีของตนที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดภาคใต้มันยังไม่ปรากฏผล เพราะที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเข้าไปพัฒนายกระดับความเป็นอยู่รายได้ของ ประชาชน ฉะนั้นการดำเนินการต้องใช้เวลาสำรวจความต้องการในการทำแผน ทำโครงการ งบประมาณ ซึ่งทำเรียบร้อยแล้ว ซึ่งงบประมาณประจำปีเริ่ม 1 ต.ค.และส่วนหนึ่งอยู่ในงบเงินกู้ที่ผ่านการพิจารณาของ ส.ว.โดยจะเริ่มลงมือ ได้แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเห็นผล ตนคิดว่าประมาณ 3-4 เดือน ชาวบ้านถึงจะเห็นผล

เมื่อถามว่าเวลานี้ปัญหารุมเร้ารัฐบาลมากคิดว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวพอที่ประชาชน จะเห็นผลงานรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องทำใจให้ว่าง ไม่เช่นนั้นความดันจะขึ้น เมื่อถามว่า ไม่เผื่อว่าจะเกิดอุบัติเหตุใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่เผื่อ ตนทำงานวันต่อวัน ตั้งหน้าตั้งตาทำไปเรื่อย ไม่คิดมาก

หุ้นนักการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทั้งหนาวและร้อนไปทั้งสภาฯ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้ ส.ว.สรรหา และเลือกตั้ง จำนวน16 คน สิ้นสุดสมาชิกภาพของการเป็น ส.ว.เนื่องจากถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์ และเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทานรัฐ อันเป็นการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 48 ประกอบมาตรา 2652 ใน 16 ที่เป็น ส.ว. โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนสายสื่อมวลชน อย่าง นายสมชาย แสวงการและ นายวรวุฒิ โรจนพานิช ถึงกับนั่งไม่ติดรีบหารือ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนอีกคนที่เป็นนักกฎหมาย อย่าง นายไพบูลย์ นิติตะวัน คนที่แสดงออกว่าอยู่ตรงข้ามกับ ทักษิณ ชินวัตร มาตลอดซึ่ง นายไพบูลย์ ได้ออกมาตำหนิการกระทำของ กกต.ว่า ผิดสังเกตเพราะ ส.ว. 30 กว่าคน ที่ต้องคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคลถูกพิจารณาอย่างรวดเร็วในคราวเดียวกัน...เกรงว่าจะไม่รอบคอบหากวินิจฉัยสถานภาพของ ส.ว. และ ส.ส.เช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการตีความกฎหมายของคนทำให้เกิดความยุ่งยากและขยายผล เป็นปัญหาระหว่างสถาบันนิติบัญญัติกับองค์กรอิสระที่ผมนำคำพูดของ ส.ว.บางคน ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อมาลงอีกครั้ง เพราะผมคิดว่าถ้าการวินิจฉัยของ กกต. เกิดกับนักการเมืองของพรรคเพื่อไทย หรือคนของ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรคนอย่าง นายไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนจะไม่พูดอย่างนี้ อาจยกย่องการกระทำของกกต. ด้วยซ้ำว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องเพราะที่ผ่านมา นับแต่นายคนนี้เข้ารับตำแหน่ง ส.ว.ได้ออกมาแสดงให้เห็นหลายครั้ง ในทางรังเกียจเดียดฉันท์อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อย่างชัดเจนขณะเดียวกัน คนของ “พรรคประชาธิปัตย์” หลายคนยกเว้นนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้แสดงความเห็นในเชิงตำหนิ กกต. ซึ่งคนเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับ ส.ว.บางคน ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนนั่นเองนี่ไงครับ 2 มาตรฐานของคนพวกนี้ ถ้าไม่ใช่พวกกูผิด...ถ้าเป็นพวกกูไม่ผิด คมช. เลือกบุคคลเหล่านี้ไปนั่งในสภาฯของประชาชน ให้เก้าอี้ของสภาฯ ติดคราบความคิดอย่างนี้ได้อย่างไรกันความวิตกกังวลที่เกิดกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะจะมี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ กำลังถูกพิจารณาจาก กกต. ว่า มีหุ้นกิจการสื่อสารมวลชนและหุ้นในกิจการที่รับสัมปทานรัฐอีกหลายคนรวมทั้งคนสำคัญอย่าง “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ”รองนายกรัฐมนตรี ด้วย ซึ่งอาจต้องพ้นสมาชิกภาพจนเป็นเหตุให้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่มั่นคงยังไงผมก็ต้องขอชื่นชมนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหว แถมยังแสดงความเห็นให้ยอมรับการตัดสินของ กกต.ไม่มีการตำหนิ กกต. เหมือนคนบางคน นี่สิถึงจะเรียกว่าผู้นำที่มีวุฒิภาวะถ้ารัฐบาลจะพังเพราะเรื่องนี้ก็ต้องยอมรับ เหมือนที่พรรคพลังประชาชนเขายอมรับกรณีการออกทีวีทำกับข้าวของ สมัคร สุนทรเวช ว่าเป็นความผิดและผมเห็นว่าการถือหุ้นของ ส.ว. และ ส.ส. ร้ายแรงกว่ากรณีการทำกับข้าวของ สมัคร สุนทรเวช มากนักถ้ารัฐบาลจะพังก็อย่าตื่นเต้นกันเลย ประเทศไทยไม่พังหรอกเชื่อเถอะ มันพังไปเยอะแล้ว ■

อุทาหรณ์ ‘แปรรูป’ อาร์เจนฯ ถึงไทย

ความวัวไม่ทันหาย...ความควายก็เข้ามาแทรกสำหรับรัฐมนตรีคมนาคม “โสภณ ซารัมย์” ผู้รับหน้าที่ดูแลโครงการ รถเมล์ 4,000 คัน...ซึ่งถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ผ่าน หรือ ไม่ผ่านล่าสุด...ยังมีเรื่องต้อง ปวดกบาล เกี่ยวกับแผนการแปรรูป รฟท.ที่ทำให้ต้อง “หยุดชะงัก” กับกรณีพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยนัดกันหยุดเดินรถทุกเส้นทางทั่วประเทศเพื่อคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการการรถไฟฯ และการแปรรูปเป็นบริษัทเพื่อให้เอกชนเข้ามาบริหารแทน“โสภณ” งานเข้าแบบไม่คาดคิด!เหตุผลหนึ่งที่ “สาวิทย์ แก้วหวาน” ประธานสหภาพการรถไฟแห่งประเทศไทย กับพนักงาน ตัดสินใจลุกฮือขึ้นต่อต้านคงเป็นเพราะถึง “ขีดสุด” แห่งอารมณ์...มุบมิบทำกันเอง...แถมยังหมกเม็ดในเนื้อหา เอื้อประโยชน์ให้“กลุ่มคนบางพวก” ซึ่งเป็นมติที่ผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมาเรื่องสำคัญแบบนี้ กลับผ่านที่ประชุมออกมาอย่าง “เงียบกริบ”รฟท. เป็นโครงการที่มีมูลค่านับ ล้านล้านบาท...ซึ่งคงต้องถามนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ว่า ทำไมถึงให้โครงการใหญ่ถูกปล่อยผ่านไปโดย “ผิดหูผิดตา”ก่อนหน้านี้...สหภาพแรงงานการรถไฟฯ ได้ทำเอกสาร “เปิดโปง”แผนทำลายการรถไฟแห่งประเทศไทยเนื้อหาใจความมีอยู่ว่า...นอกจากไม่เป็นการฟื้นฟูแล้วยังเป็นการทำลายการรถไฟฯ และเปิดโอกาสให้นายทุนเอกชนเข้ามาแสวงหากำไรจากประชาชนอีกด้วยสรุปแล้ว...สิ่งที่เรียกว่า “แผนฟื้นฟู” แท้ที่จริงคงไม่ผิดแผกหรือแตกต่างอะไรไปจากแผนการ “ฮุบกิจการรถไฟ”เหมือนเช่น...ภาพยนตร์ “หักเหลี่ยมเฉือนคม” บางเรื่อง ซึ่งมีการทำเป็นขบวนการ โดยที่ไม่มีบุคคลใดสามารถ “จับผิดได้”โดยเอาส่วนที่ทำรายได้ คือ การเดินรถแยกออกไปเป็นอีกบริษัทหนึ่ง และเอา รฟท. ไปให้อีกบริษัทหนึ่งบริหารจัดการ ซึ่งให้เอกชนมีบทบาทเป็นหลักหากโครงการใหญ่เช่นนี้ตกอยู่ไปในมือ “นักการเมือง” ซึ่งคิดแต่ทุจริตหรือต้องการแสวงหาผลประโยชน์ประเทศชาติคงจะไม่เหลืออะไรอีกต่อไป!บทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์ของ“อาร์เจนตินา” คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอาร์เจนตินา ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศ ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ด้วยเศรษฐกิจส่งออกสินค้าเกษตรไปป้อนตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาแต่จุดหักมุมเกิดขึ้นในช่วงผู้นำเผด็จการ“คาร์ลอส ซามูล เมเนม” ช่วงปี ค.ศ.1989 ขึ้นเป็นประธานาธิบดี โดยยึดหลักบริหาร คือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของต่างชาติแต่เป็นการดำเนินงานที่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการขาดวินัยทางการคลังผลสุดท้าย “อาร์เจนตินา” แปรรูปได้ไม่ถึง 10 ปี ประเทศชาติก็เจ๊งย่อยยับ...กลายเป็นประเทศที่ล่มสลายทางเศรษฐกิจ“อุทาหรณ์” มีไว้สอนสั่ง...ดังนั้นประเทศไทย จึงต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการ“ผูกขาด” โดยคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะต้องป้องกันรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ออกจาก “เงื้อมมือ” ของบุคคลที่ไร้จิตสำนึก...ไม่รู้รักในคุณค่าของ “สมบัติสาธารณะ”ที่พูดนี่หมายถึง “นักการเมืองขี้ฉ้อ” บางคน...เพราะยุคนี้ คือยุคที่มีการ “คอร์รัปชั่นสูงสุด”ในประวัติศาสตร์ชาติไทยแค่ก๋วยเตี๋ยว 2 ชาม ก็อิ่มเต็มท้องแล้ว...จะเอาไปทำอะไรตั้งหนึ่งล้านล้าน! ■

สกลนคร คำตอบ ‘ทักษิณ’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตะลึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง เมื่อผลการเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร ม้าเต็งจ๋าแห่งคอกภูมิใจไทยพ่ายให้กับม้ารองแบบไม่เห็นฝุ่น!!!ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แต้มต่อ เทใจให้ม้าเต็งชนิดไม่มีราคาต่อรองร้อยบาทขี้หมากองเดียว มีแต่คนหัวร่อ หึหึเหตุผลก็คือ...ม้าของค่ายเพื่อไทยถูกมองว่า เป็น ม้าป่วยเพราะพิษการเมือง จะมาแสดงอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชอะไรได้อีกและที่สำคัญ เกิดปรากฏการณ์ “ตื่นตัวกะทันหัน” คนแห่ไปใช้สิทธิ์ล่วงหน้าแบบมืดฟ้ามัวดิน จากเดิมๆ บ้านๆ แค่พันสองพันคนเจ้าหน้าที่กรมการปกครองในพื้นที่ก็ยิ้มออกแล้วว่าสถิติไม่เสียแต่นี่แห่ขึ้นรถอำนวยความสะดวกกันมากว่า 20,000 คนทุบสถิติ! ฉีกบันทึกทางการเมืองกระจุยแถมเอ็กซิท โพล แบบไม่เป็นทางการ แต่เป็นทางเกม...ร่ำลือกันสะพัดสกลนคร เกือบ 70-80% ที่ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เทใจแทงม้าค่ายภูมิใจไทยทั้งนั้นนี่คือเหตุผลที่สื่อแทบทุกสื่อ สารพัดค่ายสำนักข่าว ต่างก็วิเคราะห์ตรงกันหมดว่า เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้ การันตีภูมิใจไทย...ชัวร์ป้าบจะมีก็แต่เพียง บางกอกทูเดย์ ที่ในการประชุมโต๊ะข่าวมีการวิเคราะห์กันในทุกๆ มิติที่สามารถจะมีความเป็นไปได้ทั้งจากระดับนักข่าวและผู้อาวุโสระดับเกจิ ทำให้แม้ไม่รู้ผลล่วงหน้าแต่ก็เขียนลงคอลัมน์ยอดฮิต “มุมกาแฟ” เตือนเอาไว้ตรงๆว่า ระวังพลิก!!!แล้วสุดท้ายก็พลิกจริงๆจากชัวร์ป้าบ...กลายเป็น “ล้มคะมำดังป้าบ”...เอาดื้อๆเหตุที่ บางกอกทูเดย์ มอง คือ สัจจะแห่งโลกของความเป็นจริง กับจารีตและธรรมเนียมดั้งเดิมของไทยท้องถิ่นทำให้คาดคะเนว่าโอกาสที่จะพลิกนั้นมี...ไม่ใช่ไม่มีผิดกับการวิเคราะห์ของพรรคภูมิใจไทย ที่วิเคราะห์บนปัจจัยแห่งความได้เปรียบเป็นที่ตั้ง จึงลืมเรื่องของ “แก่นแห่งสังคม”ไปโดยสิ้นเชิงสังคมไทยนั้นมีแก่น มีรากเหง้าที่หยั่งรากลึก หากประเมินการศึกเพียงผิวเผิน ที่มั่นใจว่า “ชนะ” ก็สามารถกลายเป็น“แพ้” ได้ในชั่วพริบตา เพราะศึกการเมืองเพื่อช่วงชิงชัยชนะนั้น มีหลายนัยยะเข้ามาเกี่ยวข้องจริงอยู่ ก่อนหน้านี้ยังไม่ทันทำสงครามเลือกตั้งซ่อม พรรคภูมิใจไทยก็ถึงกับกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะได้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นมาเป็นกำไรล่วงหน้า 1 เก้าอี้จากการถอดเสื้อเพื่อไทยโยนทิ้งของ นายจุมพฏ บุญใหญ่แล้วรีบสวมเสื้อภูมิใจไทยแบบปัจจุบันทันด่วน เพื่อให้ทันกับการลงตรวจขบวนกองทัพ และการโหมโรงเรียลลิตี้โชว์ของบรรดานายใหญ่ตัวจริง และคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่เป่านกหวีดปรี๊ดๆ ระดับรัฐมนตรีจะวิ่งขาขวิด หน้าถอดสีณ วันนั้น จึงไม่แปลกที่นายจุมพฏจะประกาศก้องว่าไม่อยู่แล้วเพื่อไทยจู่ๆ ยังไม่ทันชก ได้แต้มขึ้นมาล่วงหน้า...จะไม่ให้ภูมิใจไทยลำพองได้อย่างไรแต่นี่ก็เป็นจุดพลาดประการแรกด้วยเช่นกัน เพราะการลำพองย่อมนำไปสู่การประมาท...และในการประลองยุทธ์ พริบตาที่ประมาทก็คือความพ่ายแพ้แล้วยิ่งไปกว่านั้น ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ นายใหญ่ผู้มากบารมีในปัจจุบัน ยังมีการเตรียมแผนเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี...ไม่ว่าวิชาเทพ วิชามาร สารพัดจะงัดมาใช้หมดทั้งข้าราชการในพื้นที่ ทั้งรัฐมนตรี ลากิจกันล่วงหน้าลงพื้นที่เต็มอัตราศึกตั้งค่ายรบชนิดที่ต้องเรียกว่ายิ่งกว่ากำแพงเหล็ก บัญชาการอุดช่องโหว่ที่คิดว่ามีเอาไว้ในทุกด้าน ชนิดที่แมลงหวี่สักตัวยังยากที่จะรอดอุ้งมือไปได้งานนี้นายใหญ่ผู้มากบารมีบัญชาการรบเอง คำว่า “แพ้”จึงสะกดไม่เป็นกันเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ทั้งนายใหญ่และบรรดาพลพรรคภูมิใจไทยลืมเลือนไปเพราะความเชื่อมั่นสูงบดบังความคิดก็คือเรื่องของกระแส!!!กระแส เป็นคำสั้นๆ แต่พลานุภาพในการเปลี่ยนแปลงหรือทำลายล้างนั้นสูงยิ่งนักสูงยิ่งกว่าพายุไต้ฝุ่น พายุเฮอร์ริเคน หรือแม้กระทั่งสึนามิด้วยซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับคำว่า “กระแสสังคม”และนี่เอง ที่เป็น “จุดตาย” ของพรรคภูมิใจไทยและนี่เอง ที่เป็น “จุดพลาด” ของนายใหญ่ผู้มากบารมีในปัจจุบันการที่ภูมิใจไทยประเมินเอาเองว่า กระแส “ทักษิณฟีเวอร์” นั้นจบสิ้นแล้ว จึงนำมาซึ่งความพ่ายแพ้แบบราบคาบ5 อำเภอ ในเขตพื้นที่เลือกตั้งที่ 3 สกลนคร ภูมิใจไทยแพ้หมดทุกอำเภอแพ้เกินกว่าครึ่งทั้งสิ้น!อาทิ อ.สว่างแดนดิน ภูมิใจไทยได้คะแนน 17,736 คะแนนเพื่อไทย 30,972 คะแนน อ.ส่องดาว ภูมิใจไทยได้คะแนน 2,151คะแนน เพื่อไทย 7,871 คะแนน อ.เจริญศิลป์ ภูมิใจไทยได้คะแนน 2,789 คะแนน เพื่อไทย 10,124 คะแนน อ.บ้านม่วงภูมิใจไทยได้คะแนน 4,923 คะแนน เพื่อไทย 15,066 คะแนนแม้จะเป็นคะแนนที่ยังไม่เป็นทางการ แต่ก็สะท้อนชัดถึงแก่นแห่งรากเหง้าของชาวอีสาน ที่ประกาศให้เห็นชัดว่ากระแส “ทักษิณฟีเวอร์” ยังมีอยู่จริงการโฟนอินของคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังสามารถทำให้คนในภาคอีสานน้ำตารื้น น้ำตาคลอขึ้นมาได้จอมยุทธ์ประลองฝีมือ แพ้ชนะกันที่กระบวนท่าเดียว กระบี่ใครถึงหัวใจคู่ต่อสู้ได้ไวกว่าแม้ลึกเพียงแค่ครึ่งหุนก็เพียงพอแล้วเมื่อโฟนอินของคนชื่อทักษิณที่ออดอ้อนขอความเห็นใจขอคะแนนสงสาร สามารถทะลุทะลวงเข้าไปในห้วงใจของคนอีสานคนสกลนครได้พลังสะท้อนกลับที่แสดงออกผ่านการกาบัตรหย่อนลงหีบจึงเป็นเหมือนมีดบินปลิดวิญญาณที่แม่นยำ...ตรงเป้ามากที่สุดงานนี้พรรคภูมิใจไทยพ่ายแพ้จริงๆเป็นการพ่ายแพ้เพราะมองข้ามกระแสเป็นการพ่ายแพ้เพราะลืมแก่นความคิดและจิตใจของคนอีสาน ที่ยังคงผูกพันกับคำว่าบุญคุณกระแสทักษิณฟีเวอร์ที่ไม่หมดสิ้นลงไปง่ายๆ ก็เพราะคนอีสานยังผูกพันกับผลงานรากหญ้า ยังผูกพันกับบุญคุณแห่งการทำงานให้กับคนจนความจริงเหล่านี้เองที่ทำให้ภูมิใจไทยพ่ายแพ้และความจริงนี้ไม่ควรจะเป็นแค่เพียงบทเรียนสอนใจนายใหญ่ผู้มากบารมีและเหล่าพลพรรคภูมิใจไทยแต่ยังสมควรที่จะเป็นแง่คิดให้กับทุกๆ ภาคส่วนของสังคมไทยโดยเฉพาะบรรดาผู้มีอำนาจ บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลาย ที่กำลังพยายามจะเรียกร้องสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง จะต้องตระหนักด้วยว่าหากกระแสทักษิณฟีเวอร์ยังไม่จบจริงๆการที่จะสมานฉันท์ย่อมจำเป็นที่จะต้องให้น้ำหนักกับความจริงข้อนี้ด้วยสมควรหรือไม่ที่จะมีการทบทวนว่า...ท่าทีของการไล่ล่า...ท่าทีของการจ้องทำลายล้าง ควรจะหมดไป???ความผิดที่ยังคงเป็นสิ่งคาใจ ยังเป็นสิ่งที่สังคมรากหญ้า สังคมอินเตอร์เน็ต หรือสังคมปัญญาชน คนชั้นกลาง ยังพูดกันไม่จบสิ้นอย่างเรื่องภรรยาซื้อที่ดิน แล้วสามีต้องผิดมหันต์ถึงขั้นติดคุกติดตะรางนั้นยังคงเป็นเรื่องที่พูดกันไม่จบ และยิ่งพูดเท่าไรสังคมก็ยากจะสมานฉันท์คนในบ้านเดียวกันยังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เพียงเพราะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เพียงเพราะเสพข้อมูลที่แตกต่างกันถึงเวลาหรือยังที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะต้องหันมาทบทวนเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ที่แท้จริงขณะเดียวกัน แม้ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองก็จะต้องทบทวนตัวเองด้วยเช่นกันว่าหากสุดท้ายทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเพื่อการสมานฉันท์ทุกอย่างยุติจริงๆ จนหมดเรื่องครหาคาใจ หมดเรื่องให้สังคมอินเตอร์เน็ต สังคมรากหญ้า รู้สึกว่ามีการรังแกอีกต่อไปพ.ต.ท.ทักษิณ จะเลิกเล่นการเมืองอย่างที่เคยพูดไว้จริงๆหรือไม่บ้านเมืองจะได้สมานฉันท์กันเสียทีที่สำคัญ การพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยก็ควรที่จะต้องเป็นตัวอย่างของความสมานฉันท์ที่ดีด้วย กระแสที่ว่าอาจจะมีการเล่นงานข้าราชการในพื้นที่ อาจจะมีการโยกย้ายอะไรตามมาหลังความพ่ายแพ้ ...ขอร้องว่า อย่าได้มีโดยเด็ดขาด…เพราะจริงๆ แล้ว ข้าราชการทุกคนทำเต็มที่และทำดีที่สุดแล้วเช่นเดียวกับ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ทำดีที่สุดแล้วเช่นกันทุ่มเทจนสุดความสามารถแล้วเช่นกันแต่เป็นเพราะแพ้กระแสจริงๆ ถึงอย่างนั้น นายชวรัตน์ก็ยังได้ใจได้ภาพของความเป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง กับการที่แถลงยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่มีอาการงอแง และแสดงความยินดีกับผู้ชนะในทันทีทันควันเป็นภาพที่นักการเมืองต่างประเทศในประเทศที่เจริญแล้วอย่าง อังกฤษ อเมริกา ให้ความสำคัญและทำกันโดยตลอด...แต่นักการเมืองบางพรรคอาจจะยังไม่คุ้นเคยฉะนั้น หากจากนี้ไปนักการเมืองไทยจะหัดมีสปิริตทางการเมืองรู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักยอมรับความจริง จะเป็นสิ่งที่ดีมากๆเพราะประการสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยไม่ควรลืมก็คือส.ส.ภูมิใจไทยทุกคนในเวลานี้ ล้วนมาจากรากเหง้าพรรคไทยรักไทยทั้งสิ้น…ส.ส.ภูมิใจไทยทุกคนในเวลานี้ ยังไม่ได้ใส่เสื้อภูมิใจไทยลงชิงตำแหน่งเลย...อย่าลืมเป็นอันขาดรวมทั้งนายจุมพฏด้วยเช่นกัน ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าคิดจะเปลี่ยนสีเสื้ออีกรอบหรือไม่???สนามเลือกตั้งแรกที่ “สกลนคร” ก่อนไปต่อกันที่ “ศรีสะเกษ”ได้ชี้ชัดตัดสินให้เห็นแล้วว่า...ประชาชนหนึ่งในจังหวัดทาง“ภาคอีสาน” ก็ยังคงรักและศรัทธาในตัวอดีตนายกรัฐมนตรี“ทักษิณ” อยู่เต็มหัวใจนี่เป็นข้อพิสูจน์ตามสำบัดสำนวนไทยที่ว่า...ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน หัวจิตหัวใจของคนเราไม่อาจเปลี่ยนแปลง จะให้ “รักใครชอบใคร” กันได้ง่ายๆที่สกลนคร...คือ คำตอบของ “ทักษิณ” ในการประกาศ“ชัยชนะ”“เอาผมกลับบ้านด้วย” ประโยคนี้ประโยคเดียว...ทำเอาคนรักทักษิณถึงกับ “น้ำตาคลอ” ■

วุฒิสภาผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้าน 69 ต่อ 48 เสียง

ที่มา ประชาไท

นายกฯ หวั่น พ.ร.ก.กู้ คว่ำอีก รีบกลับจากสิงคโปร์แจงวุฒิฯ
หลังจากที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 มิถุนายน มีมติคว่ำร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2552 ที่มีสาระสำคัญอยู่ที่การขยายเพดานอัตราภาษีน้ำมัน ด้วยคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ 58:33 เสียง สมาชิกงดออกเสียง 10 ราย และไม่ลงคะแนน 1 ราย ปรากฏว่า ในช่วงกลางดึก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปราชการที่สิงคโปร์ มีกำหนดการเดินทางกลับในเวลา 23.00 น.ได้เลื่อนเวลาเดินทางกลับเร็วขึ้น และ เพื่อรีบมาชี้แจง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฏรแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปยังรัฐสภา ในเวลาประมาณ 22.00 น.เพื่อรับฟังการอภิปราย โดยลุกขึ้นชี้แจงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลงกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในเวลาประมาณ 23.00 น. โดยชี้แจงสรุปว่า ทราบดีถึงข้อห่วงใยของสมาชิกดีที่เป็นห่วงปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น รัฐบาลก็กังวลเช่นกัน และเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการทุจริต คอร์รัปชั่นขึ้นแล้วตรวจสอบไม่ทั่วถึง รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ จึงไม่มีความเป็นไปได้เลยว่า รัฐบาลจะมีความเข้มแข็งหากเกิดการทุจริต คอร์รัปชั่นขึ้น โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านฉลุย 69 ต่อ 48 - ยก พ.ร.บ.ไปสมัยหน้า
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.ฉบับนี้ด้วยคะแนนเสียง 69:48 มีสมาชิกงดออกเสียง 11 คน เมื่อลงมติแล้วนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ขอให้รองเลขาธิการวุฒิสภา อ่านพระบรมราชโองการประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสภาสมัยวิสามัญ ขณะที่สมาชิกบางคนพยายามประท้วงว่า ยังเหลือ พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ค้างการพิจารณาอยู่ และปิดประชุมวุฒิสภา ในเวลา 23.40 น.
ทั้งนี้ ในส่วน พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ค้างการพิจารณาอยู่นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ว่า จะนำไปพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัติในเดือนสิงหาคมนี้
"กรณ์" อ้างวงเงินเว่อร์ตั้งกันไว้ก่อน

ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ชี้แจงว่า นายอภิสิทธิ์ติดภารกิจนัดหมายกับผู้นำรัฐบาลสิงคโปร์ไว้นานแล้ว และจะเดินทางกลับจากเยือนสิงคโปร์ถึงไทยเวลา 22.15 น. โดยนายกฯตั้งใจว่าจะรีบมาชี้แจงที่รัฐสภาและฟังความเห็นของ ส.ว.โดยด่วน สำหรับการกำหนดเงินไว้เกินวงเงินที่จะใช้จ่าย เพราะรัฐบาลป้องกันไว้ว่า อาจมีโครงการใดที่ประสบปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้มีวงเงินเข้ามาใช้ทดแทนได้ในโครงการไทยเข้มแข็ง ขอยืนยันว่ารัฐบาลพิจารณาว่าเม็ดเงิน 2 ก้อน ก้อนละ 4 แสนล้านบาท จาก พ.ร.ก.และร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน มีวัตถุประสงค์ในการใช้ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยส่วนหนึ่งจะใช้ปิดหีบ อีกส่วนคือโครงการไทยเข้มแข็ง ระยะแรกและระยะถัดมา

"ที่ตั้งโต๊ะไว้ 1.5 ล้านล้านบาท ตั้งแต่แรก เพราะต้องการส่งสัญญาณที่ชัดเจนในความจำเป็นในการลงทุน จึงกำหนดเม็ดเงินให้ชัดตั้งแต่แรก จึงไม่แก้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ แต่ประเด็นนี้ก็ทบทวนแล้ว และตัดสินใจเลือกแบบนี้ การแก้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะเป็นการส่งสัญญาณเชิงลบขาดวินัยการคลังของรัฐบาล และให้มีกฎหมายเพื่อเข้าถึงเงินลงทุนพิเศษ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ"นายกรณ์กล่าว

ล็อบบี้หนักหวั่น 2 กม. กู้ซ้ำรอย

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังวุฒิสภาคว่ำพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.พิกัดอัตรภาษีสรรพสามิต รัฐบาลระดมรัฐมนตรีและวิปรัฐบาลต่อสายถึงประธาน รองประธานวุฒิสภา รวมถึงส.ว. บางส่วน ขอให้ช่วยระดมเสียงสนับสนุนกฎหมายกู้เงิน 2 ฉบับ เนื่องจากเกรงว่า วุฒิสภาฯจะไม่เห็นด้วยซ้ำรอยพ.ร.ก.ฉบับแรก ขณะที่รัฐมนตรีในรัฐบาลโทรศัพท์รายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีที่อยู่ระหว่างเยือนสิงคโปร์ทราบทุกระยะ โดยเฉพาะกรณีที่วุฒิสภาคว่ำพ.ร.ก.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ขณะที่นายกฯแจ้งว่าจะพยายามบินกลับด่วนที่สุด เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับวุฒิสภาในประเด็นที่เป็นข้อสงสัยต่างๆ

ส.ว.สับออก พ.ร.ก.กู้สุ่มเสี่ยง"โกง"

สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น วุฒิสภาเริ่มพิจารณาเมื่อเวลา 13.30 น. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอหลักการและเหตุผลของการเสนอ พ.ร.ก.ว่า เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง

นายธวัช บวรวนิชยกูร ส.ว.สรรหา อภิปรายท้วงติงการออก พ.ร.ก.ของรัฐบาลว่า เคยถามรัฐบาลว่าหากใช้เงินในโครงการหนึ่งไม่หมดแล้วสามารถโยกงบประมาณให้กับอีกโครงการหนึ่งได้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ทำได้ โดยเงินจำนวน 8 แสนล้านบาทนั้นเป็นแค่หัวเชื้อของโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ต้องใช้เงินจำนวน 1.43 ล้านล้านบาท เมื่อเป็นเงินก้อนใหญ่ และไม่สามารถตรวจสอบได้ การสามารถโยกงบประมาณได้ถือเป็นอันตรายในการใช้งบฯ สุ่มเสี่ยงเกิดการทุจริต ทำให้วงจรอุบาทว์ทางการเมืองจะกลับมาไม่จบสิ้น การทุจริตจะสามารถซื้อประเทศได้ ในฐานะวุฒิสภาจึงยอมไม่ได้ เพราะอยากให้ทำอย่างโปร่งใสด้วยวิธีการจัดทำงบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าอย่างนี้

กลุ่ม 40 ส.ว. ชี้งบฯ 4.9 พันล้านมีพิรุธ

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า รัฐบาลนี้แก้วิกฤตเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มเงินลงทุนเป็นพิเศษ ตั้งโต๊ะทีเดียวก้อนใหญ่ 1.5 ล้านล้านบาท ใช้เวลา 3 ปี เฉลี่ยปีละ 5 แสนล้านบาท แต่เมื่อดูอัตราการเบิกจ่ายผ่านทางศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 15 มิถุนายน พบว่างบฯลงทุนที่อยู่ในงบประมาณประจำปี 2552 จำนวน 2.1 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายจริงเพียง 6.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น หรือคิดเป็น 30.79% ทั้งๆ ที่ปีงบประมาณจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน จึงสงสัยว่าจะเบิกจ่ายได้ทันและใช้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่รั่วไหลได้หรือ และทำไมไม่เสนอเข้ามาใน พ.ร.บ.งบประมาณตามปกติโดยการแก้กฎหมายวิธีการงบประมาณและกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะชั่วคราว 3 ปี เพื่อให้มีระเบียบการเบิกจ่ายเป็นขั้นตอนชัดเจนรวมถึงระบบตรวจสอบมากพอสมควร เมื่อรัฐบาลทำแบบนี้ จึงห่วงว่าจะมีการใช้เงินเร็ว เลี่ยงขั้นตอน และรั่วไหล รัฐบาลยังเห็นสภาเป็นที่ประกอบพิธีกรรม โดยประชุม ครม.เพียงไม่กี่สิบนาที ก็อนุมัติวงเงินโครงการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงมหาดไทย เพิ่มอีก 4.9 พันล้านบาท เป็นอาการพิรุธที่สังคมเชื่อว่าเป็นการแลกเปลี่ยนแลกการโหวตของพรรคร่วม

"มาร์ค" สั่งรมต.แจงให้ดีที่สุด

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าเวลา 06.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) ก่อนออกเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่าได้พูดคุยกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เกี่ยวกับการชี้แจง พ.ร.ก.และร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยขอความกรุณาให้รัฐมนตรีไปช่วยกันชี้แจงอย่างพร้อมเพรียง และตอบข้อสงสัยและข้อซักถามต่างๆ ให้ดีที่สุด คืนนี้ถ้ากลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้ววุฒิสภายังประชุมอยู่ก็จะเดินทางไปร่วมด้วย

"โดยรวมแล้วผมยังเชื่อว่ากฎหมายดังกล่าวน่าจะผ่านไปได้ ที่สำคัญคือคงจะเป็นการหารือกันมากกว่าว่า รูปแบบการตรวจสอบ อยากจะใช้วิธีการอะไร เช่น จะมีกรรมาธิการหรืออะไร"นายกรัฐมนตรีกล่าว

"เรืองไกร"ข้องใจแบ่งเค้กใครเข้มแข็ง

ต่อมา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา อภิปรายระหว่างวุฒิสภาพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินว่า การกู้เงินครั้งนี้เพื่อทำโครงการ "ไทยเข้มแข็ง" หรือ "ใครเข้มแข็ง" เพราะตัวเลขของโครงการไม่ตรงกัน โดยนายกรัฐมนตรี ส่งเอกสารชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.จำนวน 4 แสนล้านบาท ในครั้งนี้จะใช้ในโครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 2.89 แสนล้านบาท ขณะที่ตัวเลขที่เสนอล่าสุดอยู่ที่ 2.35 แสนล้านบาท จึงอยากถามว่า รัฐบาลมีแนวทางในการบริหารเงิน 4 แสนล้านบาทที่จะกู้อย่างไร และแนะนำว่าให้รัฐบาลไปดูรายละเอียด พ.ร.บ.การเงินคงคลัง พ.ศ.2491 และ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะด้วยว่า รัฐบาลกำลังทำผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่รัฐบาลจะให้มีการกู้เงินจากสถาบันการเงินของเอกชน 3.7 แสนล้านบาท รวมถึงการให้อำนาจสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เป็นหน่วยงานที่ดูแลการใช้จ่ายเงินกู้ทั้งหมด

"ตาม พ.ร.บ.การเงินคงคลัง กรณีอำนาจในการดูแลงบประมาณแผ่นดินโดยกำหนดว่า เงินที่ได้รับต้องนำไปเก็บไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อำนาจในการสั่งจ่ายคือ อธิบดีกรมธนารักษ์ และเจ้าพนักงานที่รัฐมนตรีคลังเป็นคนแต่งตั้ง จากนั้นต้องไปทำบัญชีเงินแผ่นดิน แต่การที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ สบน.มีอำนาจทั้งรับเงินกู้และจ่ายและทำบัญชีเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง" นายเรืองไกรกล่าว

นายเรืองไกรกล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจเพราะเสนอกฎหมายรีบเร่งมาก ถ้าดูดอกเบี้ย 5% ของเงิน 4 แสนล้าน เท่ากับ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะมีผลตอบแทนในโครงการอย่างไร หากดูโครงการถนนปลอดฝุ่น 1.4 หมื่นล้าน และเงินบำรุงรักษาทางหลวงทั่วประเทศ 1.4 หมื่นล้านบาท หารด้วยจำนวน ส.ส. 480 คน จะได้คนละประมาณ 60 ล้านบาท ไม่รู้ว่าจะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่

"กรณ์" แจงเหตุไม่ใช้วิธีแก้กม.งบฯ

นายกรณ์ชี้แจงว่า สาเหตุที่รัฐบาลต้องกำหนดตัวเลข 1.5 ล้านล้านบาท และมีระยะเวลาผูกพันไปถึงปี 2555 เพราะรัฐบาลต้องการส่งสัญญาณให้นักลงทุนเห็นว่า รัฐบาลเน้นการลงทุนเพื่อ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งนี้ รัฐบาลไม่เลือกใช้วิธีการออกกฎหมายกู้เงินก็ได้ โดยใช้การแก้ไขพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 2502 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ 2548 เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกู้เงินได้ แต่รัฐบาลไม่ทำแบบนี้ เพราะถ้าทำจะเป็นการส่งสัญญาณในทางลบที่เป็นการสะท้อนถึงการไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลังของรัฐบาล

เชื่อโกงแน่-รมต.การันตีโปร่งใส

การอภิปรายในช่วงเย็น ส.ว.หลายคน อาทิ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ตั้งข้อสังเกตการเสนอที่ขาดรายละเอียดโครงการ อาจเป็นช่องทางทุจริตเพราะตรวจสอบยาก และสงสัยเหตุใดจึงไม่นำวงเงิน 8 แสนล้าน ไปอยู่ในงบฯปกติ ทั้งนี้ นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร ถึงกับระบุว่า ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า จะมีการทุจริตเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าไม่มีจะให้ตัดคอ

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เหตุที่ไม่รวมเงินกู้ 8 แสนล้าน ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และไม่แก้กฎหมายเพดานหนี้สาธารณะและเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อการดังกล่าว เพราะกว่าเม็ดเงินจะออกก็ยิ่งเห็นผลช้า ในขณะที่เศรษฐกิจต้องการการกระตุ้น และสร้างงานโดยด่วน "ขอยืนยันว่าการใช้งบประมาณ แม้จะเป็นเงินนอกงบฯก็ไม่ต่างจากเงินในงบประมาณ เพราะอิงวิธีการงบประมาณทุกอย่าง และโยกงบฯข้ามกระทรวงไม่ได้ รับประกันว่า ถ้าวุฒิสภารับกฎหมายสองฉบับนี้ ก็พร้อมจะมาชี้แจงในทุกประเด็น" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว

รายงานเสวนา: สิทธิผู้บริโภค ด้านโทรคมนาคม สำรวจบทเรียนนอก ก่อนเหลียวมองไทย !

ที่มา ประชาไท

22 ก.ค.52 สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ร่วมกับเว็บไซต์ประชาไท (www.prachatai.com) และบริษัทสยาม อินเทลิเจนท์ ยูนิต (SIU-Siam Intelligent Unit) จัดเสวนา “สิทธิผู้บริโภค บทเรียนจากต่างประเทศ” ในการอบรมเชิงปฏิบัติการนักข่าวคุ้มครองสิทธิ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 ก.ค.52 ที่กรุงเทพฯ โดยมีนายอิสรียะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ blognone.com และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เป็นวิทยากร
สรุปภาพรวมปัญหาสิทธิผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมในต่างประเทศ
อิสรียะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ blognone.com หนึ่งในวิทยากรกล่าวถึงภาพรวมกระแสการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคในต่างประเทศในหลากหลายประเด็น โดยปัญหาที่เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นบางกรณียังไม่มีความชัดเจนในการตัดสินว่าใครถูกหรือผิด ขณะที่บางกรณีก็จะเห็นบทบาทของรัฐเข้ามาช่วยกำกับ เช่น 1. เรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) มีการยกตัวอย่างปัญหาของเว็บที่ให้บริการในลักษณะ social network ที่ยากจะควบคุมความเป็นส่วนตัวของบุคคล เช่น รูปหลุดจาก My Space โดยมีกรณีครูฝึกสอนชาวอเมริกันคนหนึ่ง โพสต์รูปตนเองอยู่ในงานปาร์ตี้ถือแก้วเหล้าลงใน My Space โดยไม่ได้ตั้งการจำกัดคนเข้าดูเฉพาะกลุ่มเพื่อน ทำให้อาจารย์ที่โรงเรียนเข้ามาเห็น จึงถูกร้องเรียนและถูกระงับปริญญาด้วยเหตุผลที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม
2. เรื่องราคา (Pricing) เขายกกรณีของ sms ในอังกฤษที่มีราคาแพงมาก ข้อมูล 1 เมกกะไบต์ ราคา 374 ปอนด์ ขณะที่มีผู้ศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบพบว่านาซ่าส่งข้อมูลขึ้นไปบนดาวเทียมในอวกาศ 1 เมกะไบต์ราคาเพียง 8.5 ปอนด์ จึงมีหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบ กระทั่งสหภาพยุโรปมีบทบาทมากำหนดราคาการส่ง sms ข้ามประเทศ และบริการอื่นๆ ให้ราคงถูกลงหลายเท่าตัว 3. การขายตรงผ่านโทรศัพท์ (Telemarketing) ในสหรัฐและประเทศอื่นๆ จะใช้ลักษณะ “do not call registry” โดยให้ผู้บริโภคนำเบอร์โทรศัพท์ไปลงทะเบียนว่าไม่ต้องการรับการโฆษณาขายของผ่านโทรศัพท์ หากบริษัทใดโทรมาถือว่าผิดกฎหมาย ประเทศไทยก็มีความพยายามทำเรื่องนี้อยู่
4. สัญญาการใช้มือถือ (Service Contract) ในต่างประเทศอย่างอเมริกาการบอกเลิกสัญญาจะทำได้ยากมากเพราะมีสัญญาผูกมัดระยะเวลาการใช้งานมาพร้อมตัวเครื่องซึ่งมักให้เปล่า การบอกเลิกสัญญาต้องถูกคิดเงิน 175 เหรียญสหรัฐ กระทั่งผู้บริโภคฟ้องบริษัท และทางบริษัททำข้อเสนอใหม่ในสัญญาระบุให้เลิกสัญญาได้ฟรี แต่ห้ามฟ้องร้องบริษัท อย่างไรก็ตาม กลุ่มพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคคัดค้านเรื่องนี้เพราะเห็นว่าผู้บริโภคควรมีสิทธิฟ้องร้อง และเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป
5.การผูกขาด (Monopoly) ยกตัวอย่างกรณีของบริษัท TT&T ในสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทรายใหญ่รายแรกที่ผูกขาดและคิดค่าใช้จ่ายสูงมาก สุดท้ายศาลสหรัฐมีคำสั่งให้ TT&T แตกบริษัทย่อยเป็น 7 แห่งเพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น 6.การจำกัดการเข้าถึง (Censorship) อินเตอร์เน็ตสามารถทะลุทะลวงข้อจำกัดนี้ทำให้คนเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกจำกัดได้มาก ยกตัวอย่างกรณีศาลในบราซิลมีคำสั่งบล็อกเว็บ Youtube เนื่องจากมีการโพสต์คลิปวิดีโอที่แอบถ่ายนางแบบบราซิลคนหนึ่ง ทำให้คนทั่วไปเข้าไม่ถึงเว็บนี้ซึ่งมีเนื้อหาหลากหลายมากจึงเกิดการรณรงค์คัดค้านการบล็อกเว็บจนกระทั่งศาลฎีกากลับคำตัดสินให้ยกเลิกการบล็อก ด้วยเหตุว่าถึงอย่างไรก็ไม่สามารถปิดกั้นทางอินเตอร์เน็ตได้เนื่องจากมีการโพสต์คลิปในเว็บอื่นมากมาย เป็นการชี้ให้เห็นว่าการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตปิดกั้นได้ยากมาก กระจายตัวเร็ว และจึงเกิดคำถามตามมาด้วยว่าหากเกิดการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจะทำอย่างไร
อิสรียะ กล่าวถึงประเด็นสุดท้ายเรื่องแนวคิดการบริการอย่างทั่วถึงเท่าเทียม (Universal Service) ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ สบท.ด้วย เนื่องจากกิจการโทรคมนาคมเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนอย่างมหาศาล แต่คนที่ยากจนหรืออยู่ห่างไกลเข้าไม่ถึง ในหลายประเทศจึงพยายามสร้างการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียม โดยหักเงินจากบริษัทโทรคมนาคมแล้วนำมาอุดหนุนให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงบริการได้
อิสรียะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ , ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
ตัวอย่างสารพัด “สิทธิ” ที่ประเทศอื่นทำได้ แต่เราทำไม่ได้
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาน้อยกว่าไทยก็ยังไปไกลกว่าประเทศไทย เช่น กทช.ของปากีสถานมีการรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพของโทรศัพท์แต่ละเครือข่ายในทุกจังหวัด เช่น อัตราการโทรติด ทำให้ผู้บริโภครู้ทันทีว่าบริษัทไหนเป็นอย่างไร แต่ประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลตรงนี้ ขณะที่ตุรกีมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมที่กำหนดไว้ว่าทุกคนต้องเข้าถึงบริการได้โดยไม่แบ่งแยกและมีสิทธิปกป้องข้อมูลส่วนตัว
สำหรับประเทศเจริญแล้วอย่างแคนาดาก็มีสิทธิต่างๆ กำหนดไว้ ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกรับบริการที่เป็นธรรม สามารถเรียกดูบิลได้อย่างละเอียด มีการรับรองสิทธิของคนหูหนวก ตาบอด ฯลฯ ส่วนของอังกฤษ องค์กรคุ้มครองสิทธิเข้มแข็งมากและกระจายตัวให้ความรู้ประชาชนในเรื่องสิทธิพื้นฐานต่างๆ และยังสิทธิในการเปลี่ยนเครือข่ายโดยไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์ ซึ่งประเทศไทยยังทำไม่ได้อีกเช่นกัน
ฟันธงไทยยังล้าหลังเรื่องการเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม
นพ.ประวิทย์กล่าวต่อว่า ในเรื่องสิทธิในการเข้าถึงนั้นยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ในทางสากล เช่นประเทศไทยแปลความเรื่องนี้ว่า ให้ TOT CAT ตั้งตู้โทรศัพท์สาธารณะ 1 ตู้ต่อหมู่บ้านทั่วประเทศก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับประเทศเจริญแล้วการให้บริการอย่างทั่วถึงยังไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลียซึ่งตัวเมืองมักกระจุกอยู่ตามชายฝั่ง สำหรับคนที่อยู่ในเขตภูเขาหรือทะเลทราย กฎหมายกำหนดว่าต้องติดตั้งโทรศัพท์ให้ไม่ว่าด้วยวิธีใด “ในราคาเท่ากับในเมือง” แต่หันดูจังหวัดกาญจนบุรีของไทย แม้จะเป็นจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ แต่หลายหมู่บ้านยังไม่มีแม้แต่โทรศัพท์สาธารณะในหมู่บ้าน
ไม่เคยใส่ใจการเข้าถึงของกลุ่มผู้พิการ
เขากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการด้วยแม้อยู่ใกล้ นั่นคือ กลุ่มคนพิการ เทคโนโลยีเอื้อต่อคนเหล่านี้มานานแล้ว แม้แต่คนหูหนวกก็สามารถใช้โทรศัพท์ได้โดยพิมพ์ข้อความผ่านโอเปอเรเตอร์สู่ผู้รับ ต่างประเทศมีบริการนี้เป็นสิบปีแล้วแต่เมืองไทยยังไม่มี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มมีการคุยเรื่องนี้กันใน กทช. และสมาคมคนพิการอยู่ว่าจะให้บริการสำหรับผู้พิการออกมาในรูปแบบใด
เผย sms เมืองไทยต้นทุนไม่ถึง 25 สตางค์
ผู้อำนวยการ สบท.กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการแข่งขัน ในต่างประเทศนั้นมีผู้ให้บริการหลายเจ้ามากขณะที่ประเทศไทยมีเพียง 4 บริษัทใหญ่ และเมื่อไม่เกิดการแข่งขันก็ทำให้ราคาแพงและเมื่อผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ราคาที่ควรเป็นก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลจากบริษัทเอกชนได้ ทำให้ต้องใช้การประมาณการโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เคยมีผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่า เอสเอ็มเอสเมืองไทยนั้นต้นทุนไม่ถึง 25 สตางค์ วิธีการที่ กทช.พยายามจะแก้ปัญหาคือออกใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดการแข่งมากขึ้น และพยายามให้เกิดระบบเปลี่ยนเครือข่ายแต่ใช้เลขหมายเดิมได้ เพื่อให้เกิดการต่อสู้กันอย่างจริงจังระหว่างบริษัทต่างๆ
ในเรื่องการกำกับดูแล ต่างประเทศมีระบบตรวจสอบการคิดค่าบริการแบบละเอียดมาก และการเก็บข้อมูลได้รับการตรวจสอบกันทุกปี ขณะที่รัฐก็มีความพยายามพัฒนาระบบการกำกับให้ทันกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการดำเนินธุรกิจ เช่น กฎหมายป้องกันโฆษณาขยะทางอีเมล์และเอสเอ็มเอสก็เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยกำลังเริ่มจัดระบบการจัดการคล้ายการลงทะเบียน do not call ของต่างประเทศ รวมไปถึงกฎหมายต่างๆ ที่คำนึงถึงสิทธิผู้บริโภคมากขึ้น เช่น กฎหมายทวงหนี้ทางโทรศัพท์มีการกำหนดแล้วว่าสามารถโทรในช่วงเวลาใดบ้าง
นอกจากนี้ในแผนแม่บท กทช. ยังเตรียมจะกำหนดเรื่องการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งเรื่องนี้กำหนดจะทำมาตั้งแต่ปี 51 แต่ก็ยังไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม กทช.กำลังเร่งจะประกาศกฎเกณฑ์ดังกล่าว และพยายามคำนึงถึงให้เวลาบริษัทปรับตัว แต่ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ไม่ขัดข้องในเรื่องนี้แล้ว เพราะการคงสิทธิเลขหมายจะกลายเป็นช่องทางในการทำธุรกิจแบบใหม่ เนื่องจากในปีนี้ กทช.จะออกใบอนุญาตให้ระบบ 3G บริษัทจึงต้องการดูดลูกค้ามาในระบบนี้โดย ไม่ต้องเสียเงินส่วนแบ่งให้กับ TOT หรือ กสท.
ยันการรวมกลุ่มผู้บริโภค-การมีส่วนร่วมคือทางออก
ผู้อำนวยการ สบท. กล่าวสรุปว่า สิ่งสำคัญที่ต่างประเทศให้ความสำคัญอีกประการคือการให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างครบถ้วน ตรงไปตรงมา เรื่องความชัดเจนนี้ยังรวมไปถึงสัญญาต่างๆ ที่กำหนดให้บริษัทต้องสรุปสาระสำคัญให้ผู้บริโภครับรู้ได้ง่าย ไม่ใช่เขียนตัวเล็กเป็นจำนวนหลายสิบหน้าแบบประเทศไทย
เขายังพูดถึงกรณีของประเทศพัฒนาแล้วที่มักมีการสนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้บริโภคเพื่อพิทักษ์สิทธิ และคอยช่วยเหลือแนะนำกันเองเมื่อเกิดปัญหา ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ผู้ประกอบการรวมกลุ่มกันเช่นกันเพื่อการพัฒนา และวางกรอบจรรยาบรรณเพื่อควบคุมกันเอง ซึ่งจะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคด้วยในทุกกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

พลเมืองเน็ตแจ้งข่าว “ความคืบหน้าการดำเนินคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ต่อพลเมืองเน็ต”

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมา เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ได้เผยแพร่ “ใบแจ้งข่าวเครือข่ายพลเมืองเน็ต เรื่อง ความคืบหน้าการดำเนินคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ต่อพลเมืองเน็ต” แจ้งข่าวสารล่าสุดของ 3 คดีที่เกี่ยวข้องและเป็นผลสืบเนื่องมาจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยมีเนื้อหาดังนี้

ความคืบหน้าการดำเนินคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ต่อพลเมืองเน็ตตั้งแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันหลังจากนั้น ได้มีผู้ถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก หลายคดีส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างคลุมเครือขาด ความชัดเจน สร้างบรรยากาศความหวาดกลัวให้กับผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการตีความบทบัญญัติความผิด มาตรา 14 และ 15
มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 14 (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน
มาตรา 14 (4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจ สนับสนุน หรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ขอแจ้งข่าวสารล่าสุดของ 3 คดีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความไม่ชัดเจนของกระบวนการบังคับใช้กฏหมาย โดยเฉพาะการใช้ดุลยพินิจในการจับกุมดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ
คดีที่อยู่ในชั้นอัยการ
คดีของ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการและผู้ดูแลเว็บบอร์ดของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท http://www.prachatai.com/webboard ซึ่งถูกกองปราบปรามจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 ด้วยข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 เนื่องเพราะไม่ได้ลบข้อความในเว็บบอร์ด ที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายดังกล่าว ภายในเกณฑ์เวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้ ในขณะที่จีรนุชได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ เนื่องจากได้ลบข้อความดังกล่าวออกทันทีที่ได้รับแจ้ง และได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายตลอดมา
ความคืบหน้าล่าสุด กองปราบปรามได้สรุปสำนวนทั้งหมดเพื่อส่งคดีดัง กล่าวไปที่พนักงานอัยการ โดยได้นัดจีรนุชที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อรายงานตัวและประกันตัวในชั้นอัยการในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2552 เวลา 14.00 น. จากนั้นพนักงานอัยการได้นัดฟังคำสั่งว่าจะส่งฟ้องศาลหรือไม่ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2552 เวลา 9.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก
คดีที่อยู่ในชั้นศาล
คดีของ ศิริพร สุวรรณพิทักษ์ ผู้ให้บริการเว็บไซต์ 212cafe.com ซึ่งถูกจับกุมภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (4) และมาตรา 15 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2551 ในข้อหาปล่อยให้มีภาพที่มีลักษณะลามกปรากฏอยู่บนเว็บบอร์ด ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคือศิริพร ชี้แจงว่าเนื่องจาก 212cafe เป็นเว็บบอร์ดฟรีที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปเผยแพร่ข้อความได้ด้วยตัวเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาแจ้งให้ลบภาพดังกล่าวโดยมิได้ส่งโทรสารหรือจดหมายแจ้ง ที่อยู่ URL ตามที่ภรรยานายศิริพรร้องขอ ทำให้ต้องใช้เวลาค้นหาเพื่อทราบ URL ดังกล่าว ซึ่งเมื่อทราบแล้วก็ได้ลบออกโดยทันที ทั้งนี้อาจล่าช้าจากที่ได้รับแจ้งประมาณ 7 วัน ปรากฏว่าศิริพรถูกจับกุมดำเนินคดีและไม่สามารถประกันตัวได้ทันที ต้องถูกคุมตัวอยู่ในห้องขังของสถานีตำรวจเป็นเวลาหนึ่งคืนและได้รับการ ประกันตัวในวันรุ่งขึ้น
ความคืบหน้าล่าสุด พนักงานอัยการได้ส่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา และศาลอาญาได้มีคำสั่งนัดพร้อมเปิดคดีเป็นครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2552 เวลา 13.30 น. ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก
คดีที่ได้รับคำพิพากษาถึงที่สุด
คดีของ สุวิชา ท่าค้อ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งถูกจับและดำเนินคดีภายใต้ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2552 เนื่องจากการเผยแพร่เนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวผ่านสื่อออนไลน์ จากนั้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2552 ศาลอาญาชั้นต้นได้ตัดสินโทษจำคุก 20 ปี แต่เนื่องจากจำเลยรับสารภาพศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคือ 10 ปี จากนั้นสุวิชาและครอบครัวเตรียมขอพระราชทานอภัยโทษหลังจากครบกำหนดอุทธรณ์ 30 วัน (3 พ.ค. 2552) ซึ่งสุวิชาตัดสินใจไม่อุทธรณ์
ความคืบหน้าล่าสุด อัยการไม่อุทธรณ์ต่อ ศาลมีคำสั่งให้คดีถึงที่สุด วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2552 ทนายของสุวิชาจะยื่นขอพระราชทานอภัยโทษต่อสำนักราชเลขาธิการในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2552
เครือข่ายพลเมืองเน็ต เห็นความสำคัญของการดำเนินคดีของทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะเป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการบังคับใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อีกทั้งมาตรฐานการดำเนินคดีรวมทั้งคำพิพากษาจะกลายเป็นบรรทัดฐานต่อการ ดำเนินคดีต่อพลเมืองเน็ตต่อไป เครือข่ายพลเมืองเน็ตขอให้ทุกฝ่ายติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องดังกล่าวอย่าง ใกล้ชิด รวมทั้งเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้แนวทางที่ชัดเจนในการกำกับดูแล อินเทอร์เน็ต รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้พลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ต รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้มีโอกาสสะท้อนความคิดเห็นถึงปัญหาและผลกระทบจากการใช้พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

วันหนึ่งวันนี้...ว่าด้วยการฟื้นคืนความหมายของ “การปฏิวัติ 2475”

ที่มา ประชาไท

(1)
สำหรับคนทั่วไปแล้ว คงเรียกเหตุการณ์ในวันที่ 24 มิ.ย. ของเมื่อ 77 ปีก่อนว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ถูกพร่ำสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน [1] ก่อนหน้านี้ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เรียกเช่นนั้น
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้คราใด ความคิดในหัวช่วงประถม-มัธยมก็มักผูกโยงให้คิดถึงการ ‘ปฏิรูปการปกครอง’ และการ ‘เลิกทาส’ สมัย ร.5 กับการจัดตั้งเมืองจำลองประชาธิปไตย ‘ดุสิตธานี’ สมัย ร.6 และเป็นความประสงค์ของ ร.7 ท่านอยู่แล้วที่เตรียมจะ ‘พระราชทานรัฐธรรมนูญ’ ให้แก่พสกนิกรชาวไทยในสักวันหนึ่งเข้าด้วยกันเสมอ ผมเชื่อเช่นนั้นมาตลอดว่าทั้งสามเหตุการณ์เป็นผลเชื่อมโยงถึงกัน แต่ถึงกระนั้นก็มาเกิดการยึดอำนาจของ “คณะราษฎร” ขึ้นเสียก่อน ทว่าพระองค์ก็ยินยอมพร้อมใจและให้ความร่วมมือด้วยดี รูปธรรมคือรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั่นเอง [2]
พอโตขึ้นมาหน่อยได้เข้าเรียนด้านรัฐศาสตร์ ระดับ ป.ตรี อาจารย์แกก็พยายามอธิบายให้เห็นว่า นั่นถือเป็นประชาธิปไตยที่ ‘ชิงสุกก่อนห่าม’ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยัง ‘ไม่พร้อม’ มันจึงนำมาซึ่งการเมืองอันล้มเหลวในเวลาต่อมา[3] แน่ละ ผมเริ่มชักไม่แน่ใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ผมเคยรู้มาก็ระหว่างเรียน ป.โท นี่แหละ เนื่องจากอาจารย์วิชาการเมืองการปกครองไทยท่านนี้สั่งให้ไปอ่านหนังสือ การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475[4] บางบทมา ซึ่งต้องยอมรับว่างานชิ้นนี้ได้เปิดแง่มุมใหม่ๆ ให้ผมขบคิดมากมาย เป็นต้นว่ายืนยันว่าการปฏิวัติสยามเป็นสิ่งที่ควรเกิดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งสิ้น, สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกลุ่มปัญญาชน ข้าราชการระดับกลาง คนชั้นระดับกลางและล่างว่าได้มีการเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันในการเรียกร้องเพื่อบั่นทอนหลักการยึดถือ ชาติกำเนิด เป็นใหญ่ก่อนหน้านั้นมานานพอควร, ผลลัพธ์ที่ได้เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกแยก และบาดหมางใจภายในผู้นำส่วนต่างๆ ตามมา
อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นผมก็ยังคงเห็นว่าเหตุการณ์นี้นั้นเกิดขึ้นจากความพยายามโดยคนกลุ่มเดียว ซึ่งเป็น ชนชั้นนำ (Elite) โดยที่ ประชาชน (Followership) ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วยเลย คณะราษฎรมิได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ทั่วทั้งประเทศ แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่เป็น ผู้นำ (Leadership) ในระบบราชการ (ทั้งข้าราชการทหารและพลเรือน) เป็นการดึงเอาอำนาจจากมือ ‘เจ้า’ มาเป็นของเหล่า ‘อำมาตย์’ เท่านั้น สอดคล้องกับเหตุผลของ ร.7 ในข้อความตอนท้ายๆ ของพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ เมื่อ 2 มี.ค. 2477 ความว่า“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…” ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามก็คงคุ้ยเคยกันดี [5]
และแม้นผมจะจดจำ “หลัก 6 ประการของคณะราษฎร” ได้มานานแล้ว [6] แต่ผมก็ไม่เคยได้อ่าน ‘ที่มา’ แบบเต็มๆ เสียที จวบจนมาถึงยุคอินเตอร์เน็ตฟูเฟื่อง ผมถึงมีโอกาสได้ ‘อ่าน’ ในสิ่งที่ไม่มีทางจะได้เห็นใน ‘โลกจริง’ สมัยนี้เป็นอันขาด [7] ผมคล้อยตามสิ่งที่นครินทร์เคยย้ำ มันควรเกิดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเข้าใจ ‘สาเหตุ’ ผลักดันว่าเอาเข้าจริงแล้วก็เป็นเพราะความล้มเหลว ทั้งทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจของระบอบสมบรูณาญาสิทธิราชย์เองนั่นหล่ะที่เป็น ‘ตัวการ’ จริงๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากการมาของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” (คปค.) และผ่องถ่ายอำนาจไปสู่รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ ‘ดีที่สุด’ เรียบร้อยโรงเรียน “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) แล้วนั้น ความคิดผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านบทความขนาดยาว “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร”: การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” และ ‘อึ้ง’ กับประโยคจั่วหัวตรงไปตรงมาว่า “ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมีผู้แทน… ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่นาน [8]
(2)
เท่าที่พอจำได้ ผมมาได้ยินคำว่าปฏิวัติครั้งแรกก็เมื่อตอน 23 ก.พ. 2534 เข้าให้แล้ว จากข่าวด่วนทางโทรทัศน์ ซึ่งใช้คำนี้เรียกการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทว่าภายหลังผมถึงได้รู้ว่าการเรียกเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากเอาเข้าจริงแล้ว การปฏิวัติ (Revolution) หมายถึง การผันแปรเปลี่ยนหลักมูล การเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น ปฏิวัติอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารบ้านเมือง เช่น ปฏิวัติการปกครอง [9] (ทว่าปรีดี พนมยงค์ใช้คำว่า อภิวัฒน์ เรียกแทน) การปฏิวัติใหญ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันของโลก ได้แก่ การปฏิวัติรัสเซีย ถึงสองครั้งในปีเดียว เมื่อช่วงปี ค.ศ.1917 การปฏิวัติจีน ปี ค.ศ.1949 การปฏิวัติคิวบา ในปี ค.ศ.1959 เป็นต้นดังนั้น สิ่งที่ รสช. กระทำ ในทางวิชาการถือเป็น การรัฐประหาร แค่นั้น ซึ่งในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Coup (อ่านว่า คู) ย่อมาจาก Coup d’ État (อ่านว่า คูเดะทา) ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึง การใช้กำลังเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลโดยฉับพลัน หรือการใช้กำลังยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล [10] รัฐประหารครั้งสำคัญๆ อย่างเช่น กรณีของยูกานดาโดยอีดี อามิน เมื่อปี ค.ศ.1971 หรือกรณีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟของปากีสถานในช่วงก่อนสหัสวรรษใหม่ เมื่อปี 1999 ฯลฯ
อาจกล่าวได้ว่า เรามักจะใช้คำว่าปฏิวัติปะปนกันกับคำว่ารัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง แม้อันที่จริง การปฏิวัตินับเป็น “ความรุนแรงทางการเมือง” ที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยครั้งนัก เพราะจะต้องโค่นล้มลงทั้งระบบ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ มิติ ทั้งที่เป็นระบอบการปกครอง อุดมการณ์ทางการเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา และระบบสังคมโดยรวม เช่น เปลี่ยนจากราชอาณาจักร (Kingdom) ไปสู่สาธารณรัฐ (Republic) ขณะที่การรัฐประหารนั้น จะมีวัตถุประสงค์อยู่เฉพาะที่การเปลี่ยนตัวหัวหน้ารัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศ เพื่อจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้อาณัติผู้ก่อการรัฐประหารขึ้นมาแทน จึงมีแต่ตัวผู้นำและคณะผู้นำเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลง
ด้วยเหตุนี้เอง เหตุการณ์ในเช้าตรู่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 จึงนับเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงเพียงหนเดียวที่เคยเกิดขึ้นในบริบทการเมืองไทยการยึดอำนาจโดยการใช้กำลังในครั้งต่อๆ มา ถือว่าเป็นเพียงการทำรัฐประหารทั้งนั้น เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วถึง 10 ครั้งในประเทศไทย [11] แต่มีข้อสังเกตคือ คณะผู้ก่อการรัฐประหารหลายๆ คราวถึงกับประกาศตัวเองว่าเป็นคณะปฏิวัติและออกประกาศคณะปฏิวัติให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายเลยทีเดียว อย่างในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หรือจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งแง่หนึ่งย่อมเท่ากับเป็นการลดความสำคัญของคำนี้ลงอย่างราบคาบ จนกลายเป็นคำธรรมดาสามัญที่ใช้เรียกแทนการยึดอำนาจซะทุกครั้ง ทั้งที่คำๆ นี้ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก
(3)
หากเปรียบเทียบความสำคัญของ “การปฏิวัติ 2475” กับเหตุการณ์ ‘นองเลือด’ ทางการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา’16, 6 ตุลา’19, พฤษภาทมิฬ’35 คำตอบก็ยิ่งแจ่มชัดว่าวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์วันนี้ได้ถูกทำให้คลายความสำคัญลงและแทบจะหมดความหมายไปเลย ทั้งๆ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดเพื่อจำกัดอำนาจผู้ปกครอง และกำหนดให้กษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐภายใต้ขอบเขตแห่งกฎหมายแท้ๆ ขณะที่ทั้งสามเหตุการณ์หลังมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องเป็นข่าวเป็นภาพในสื่อสารมวลชนกระแสหลักทุกปี แต่กิจกรรมแด่วันที่ 24 มิ.ย. ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา กลับ ‘น้อย’ และ ‘เงียบ’ ผิดกันลิบลับ ถ้าอธิบายโดยแผนภูมิเส้นกราฟก็คงเป็นเส้นกราฟที่พุ่งขึ้นฮวบฮาบในช่วงต้น ค่อยๆ ตกลงมาเรื่อยๆ และราบแบนยาวนาน ก่อนที่มาเริ่มกระเตื้องขึ้นอีกครั้งในห้วงหลัง แบ่งเป็นยุคๆ ดังนี้
(1) 2475-2500 ในช่วงแรกที่คนของคณะราษฎรยังคงมีบทบาททางการเมือง วันที่ 24 มิ.ย. นับว่ามีความสำคัญ และแสดงนัยทางการเมืองหลายหลาก ถูกกำหนดให้เป็น วันชาติ ในสมัยพระยาพหลพลพยุหเสนา (หัวหน้าคณะราษฎร) เป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้มีเพลงชาติ (ฉบับ 24 มิถุนา) จัดงานเฉลิมฉลองวันชาติยิ่งใหญ่ รวมทั้งกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการอีกด้วย
(2) 2500-2549 หลังจากที่คนของคณะราษฎรสิ้นสุดบทบาททางการเมืองอย่างสิ้นเชิง พร้อมๆ กับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการปฏิวัติ 2475 ซึ่งถูกทำลายลงโดยน้ำมือของเผด็จการทหารหลังจากนั้น เริ่มต้นจากการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกจอมพลสฤษดิ์ทำการยึดอำนาจในปี 2500 ต่อมารัฐบาลได้ออกมติให้ยกเลิก วันชาติ ตามติดๆ ด้วยการประกาศยกเลิกการหยุดราชการในวันที่ 24 มิ.ย. ของทุกปี กิจกรรมที่อาจจัดขึ้นบ้างเพื่อระลึกถึงวันๆ นี้ล้วนแล้วแต่รู้กันในวงแคบๆ ผู้คนสมัยนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราก็เคยมีวันชาติอย่างหลายๆ ประเทศมาแล้ว
(3) 2549-??? ภายหลังจาก คปค. ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาด้วยชัยชนะในการ ‘เลือกตั้ง’ ชนิดถล่มทลาย แน่ละ วันที่ 24 มิ.ย. เริ่มกลายมาเป็นสัญลักษณ์ในการเรียกร้องประชาธิปไตย และกลับมีพลังอีกครั้งในปีนี้ ดูได้จากกิจกรรมต่างๆ นานาที่กำลังจะเกิดขึ้นสารพัด [12] รวมทั้งยังมีข้อเสนอทำนองให้เปลี่ยนแปลง วันชาติ อีกด้วย เพราะอะไร? ถึงแม้นการสืบทอดอำนาจของ คมช. อาจสะดุดลงชั่วคราวระหว่างรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชต่อเนื่องรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ในที่สุดเกมอำนาจนี้สถานการณ์ก็พลิกกลับ กระทั่งตกมาถึงมือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผู้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งจนได้นั่นเอง
แน่นอนที่สุด การให้ความหมายและความสำคัญต่อวันๆ นี้ ย่อมผกผันไปตามสถานการณ์การเมือง ถ้าถามว่านัยของ 24 มิ.ย. 2475 ณ เวลานี้คืออะไร? หากตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คงหมายถึง ความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ขณะที่อีกนัยหนึ่งก็ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) สำคัญที่สุดสำหรับประเทศนี้ ซึ่งเขา ‘กล้า’ ที่จะยืนยันหลักที่ว่า อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย เป็นครั้งแรก เพื่อให้เราฝ่าข้ามไปให้ถึงในโลกแห่งความเป็นจริง แม้นประชาธิปไตยในแบบที่คณะราษฎรปรารถนาให้เกิดขึ้นนั้นจะไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทยมาก่อนเลยก็ตามที
(4)
ครั้งหนึ่งผมเคยถามยายว่า ตอนที่เขาปฏิวัติกันที่กรุงเทพฯ (พ.ศ.2475) ยายพอจะรู้เรื่องไหม (ตอนนั้นยายอายุราว 10 ขวบ) ยายตอบว่าไม่รู้เลย และไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น ทั้งบอกว่าการติดต่อไปมาหาสู่กันสมัยนั้นยากลำบาก ถนนหนทางยังไม่ดีเหมืือนสมัยนี้จะไปกรุงเทพฯ ก็ต้องไปทางเรือ ใช้เวลาเป็นเดือนๆ
ยายผมเป็นคน อ.เถิน จ.ลำปาง เคยเป็นลูกเสือชาวบ้าน ยายติดข่าวตอนสองทุ่มมากๆ แกเคารพบูชาในสิ่งที่ได้เห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ และมักย้ำเตือนด้วยการแสดงออกให้ผมเห็นอยู่เสมอ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้ถ้ายายยังอยู่ แกจะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อบ้างหรือไม่ และเข้าใจความสำคัญของการปฏิิวัติครั้งกระนั้นแล้วหรือยัง?
ยายจากผมไปเมื่อ 12 ก.ค. 2548 ก่อนที่การ “รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในอีกหนึ่งปีเศษข้างหน้าจะมาถึง…
เชิงอรรถ
[1] จากการสำรวจแบบเร็วๆ พบว่าไม่มีหนังสือเรียนวิชาสังคม/ประวัติศาสตร์ในหลักสูตรปัจจุบัน (ไล่ตั้งแต่ชั้นประถมต้นจนถึงมัธยมปลาย) แม้แต่เล่มเดียวที่เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้โดยใช้คำว่าปฏิวัติ แทบทั้งหมดใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงการปกครองแทน
[2] ภายหลังจึงทราบว่า พระองค์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระในร่างธรรมนูญของคณะราษฎร แต่ขอแก้ไขเรื่องเดียว โดยเขียนคำว่า ‘ชั่วคราว’ เพิ่มเข้าไปก่อนจะทรงลงพระนามให้ใช้เป็น“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” โปรดดูประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากในบันทึกความทรงจำของ ยาสุกิจิ ยาตาเบ (เขียน), เออิจิ มูราชิมา และนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ (แปล), การปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงในประเทศสยาม, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2550).
[3] อ่านข้อโต้แย้งที่มีต่อประเด็นนี้ของ ใจ อึ๊งภากรณ์: 24 มิ.ย. 2475 นิยายและความจริง http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24767
[4] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, การปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475, (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2535).
[5] พึงพิจารณาภูมิหลังของเอกสารคลาสิกชิ้นนี้จาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “พระราชหัตถเลขาสละราชย์ ร.7: ชีวประวัติของเอกสารฉบับหนึ่ง” ใน ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก, 2544), หน้า 20-30.
[6] ในตำราเรียนระดับมัธยมศึกษาบางเล่มที่เอ่ยถึงหลักข้างต้นก็ได้ตัดข้อความที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้ออก
ข้อ 4) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)
[7] โปรดดู ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ใน http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=11&s_id=19&d_id=19
[8] ณัฐพล ใจจริง, ““คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร”: การก่อตัวของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2551, หน้า 104-146.
[9] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, (กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2546), หน้า 648.
[10] เรื่องเดียวกัน, หน้า 941.
[11] ดังเกิดขึ้นในปี 2476, 2490, 2494, 2500, 2501, 2514, 2519, 2520, 2534 และล่าสุดปี 2549 โดยพยายามจงใจที่จะ ‘ลืม’ รัฐประหารครั้งแรก ซึ่งพระยามโนปกรณ์นิติธาดาทำการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราในวันที่ 1 เมษายน 2476 ไป อ้างใน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, “ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของการรัฐประหารในประเทศไทย” ใน ฟ้าเดียวกัน ฉบับพิเศษ รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2550), หน้า 221-228.
[12] ดู ปฏิทินกิจกรรมรำลึกวันชาติ 24มิถุนากระหึ่มทั้งประเทศ ใน http://thaienews.blogspot.com/2009/06/24_6825.html

ทายาท 24 มิถุนา(ตอน1) ศุขปรีดา พนมยงค์:เขาพยายามทำลายชื่อเสียงผู้ก่อการ เขามีทั้งกำลังคนกำลังทรัพย์แน่นหนามาก

ที่มา Thai E-News

ที่มา ไทยโพสต์แท็บลอยด์
23 มิถุนายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ไทยโพสต์แทบลอยด์ได้ลงบทสัมภาษณ์ทายาทของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475ไว้ในฉบับวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ไทยอีนิวส์เห็นว่าน่าสนใจต่อชนรุ่นหลัง จึงนำเสนอโดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน

ที่เขาพยายามต่อต้านหรือทำลายชื่อเสียงผู้ก่อการ เขามีทั้งกำลังคนกำลังทรัพย์แน่นหนามาก เราไม่มี เขาก็พูดไป


วันครบรอบ 77 ปีของการปฏิวัติประชาธิปไตยกำลังจะเวียนมาถึงอีกครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งแบ่งขั้วทางการเมือง ที่หันมายึดถือประวัติศาสตร์วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นสัญลักษณ์หนึ่งในการต่อสู้

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การปลุกกระแสสีเหลืองด้วยอุดมการณ์ราชาชาตินิยม แม้จะห้อยท้ายว่า "เพื่อประชาธิปไตย" แต่ก็ทำให้การปฏิวัติ 2475 โดนหางเลขว่า "ชิงสุกก่อนห่าม" หรือ "เอาประชาธิปไตยแบบฝรั่งมาใช้" กระทั่งไปถึงว่า รัชกาลที่ 7 ต่างหากทรงเป็นผู้พระราชทานประชาธิปไตย เป็นบิดาแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน การปลุกกระแสสีแดงก็เปรียบเปรยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประสบชะตากรรมไม่ต่างจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ จนกระทั่งมาสู่การนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 27 มิถุนายน และเรียกร้องให้วันที่ 24 มิถุนายน กลับมาเป็นวันชาติ

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้มิได้มุ่งหมายจะโต้ตอบกระแสฝ่ายใด เพียงต้องการสะท้อนความรู้สึก และถ่ายทอดเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของคณะราษฎร-บิดาแห่งประชาธิปไตยผู้ถูกลืม ถูกให้ร้าย และประสบชะตากรรมต่างๆ กันไป


ศุขปรีดา พนมยงค์

"บางคนก็พยายามที่จะให้ผมไปพูดไปเป็นเครื่องมือบางอย่าง ซึ่งผมไม่พร้อมที่จะทำอย่างนั้น การต่อสู้เดินไปผมไม่ว่า และผมเห็นว่าบางส่วนเขาก็ถูกต้อง แต่จะเอาตัวผมไปอย่างนั้น ผมคงทำไม่ได้ เรามองปัญหาต่างกัน ผมมองก็พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ช่วงนี้มันกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นความยุ่งเหยิงก็มีมากเหลือเกิน"

ลูกชายคนเล็กของ อ.ปรีดี เกิดในปี 2478 ตอนที่ อ.ปรีดีเป็น รมว.มหาดไทย "ผมเกิดไม่ทันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แต่ก็ได้ติดตามอยู่"

ตอนเกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ยังอยู่ชั้น ม.4

"ผมเรียน ม.4 มาอยู่บ้านคุณยายที่สีลม ตอนนี้เป็นถนนนราธิวาสราชนครินทร์ไปแล้ว ได้ทราบว่ามีทหารคณะรัฐประหารบุกเข้าไปทำเนียบท่าช้าง พวกผมก็ต้องไปอยู่ที่เขตทหารเรือที่สัตหีบ"

จนเมื่อจบ ม.ปลาย ก็เดินทางไปอยู่เมืองจีน

"ปี 2495 ตอนนั้นมีกบฏสันติภาพ แม่กับพี่ผม (ปาล พนมยงค์) โดนจับ ตอนนั้นมี พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ผมก็รวบรวมรายชื่อเพื่อนๆ เซ็นให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ ได้ข่าวว่าเขาเอาชื่อผมไปในที่ประชุม ก็มีการคัดค้านว่าถ้าทำอย่างนั้นมันรังแกกันเกินไป ผมเลยออกไปอยู่ที่จีนกับพ่อ เรียนมหาวิทยาลัยที่นั่น ต่อมาเมืองจีนยุ่งเหยิง สมัยแก๊งออฟโฟร์ ผมก็มาอยู่ที่ปารีส มาอังกฤษ"

มาอยู่ปารีสก่อนแล้ว อ.ปรีดีจึงตามมา ตลอดช่วงเวลานั้นกลับเมืองไทยไม่ได้ เพราะสมัยนั้นใครไปเมืองจีนกลับเมืองไทยต้องเข้าคุก จนกระทั่งหลัง 14 ตุลาจึงได้กลับเมืองไทยครั้งแรก แต่พอเกิด 6 ตุลาก็ออกไปอยู่ฮ่องกง เพียงแต่ยุคหลังนี้ยังไปๆ มาๆ "ผมอยู่เมืองนอก 37 ปี"

กลับมาอีกทีก็มาทำงานให้บริษัท ผลิตไฟฟ้า (มหาชน) จนเกษียณแล้วก็ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการผลิตไฟฟ้าในลาว เดินทางไปลาวเดือนละครั้ง พร้อมเขียนหนังสือเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน

"ผมเป็นนักเขียนอิสระ เขียนเรื่องของเพื่อนบ้าน ประวัติโฮจิมินห์ ชีวประวัติท่านสุภานุวงศ์ บางครั้งมหาวิทยาลัยเชิญไปบรรยายบ้าง แต่ส่วนใหญ่การบรรยายหรืองานเขียนผมจะไม่เข้าไปเขียนเกี่ยวกับเมืองไทย จะเป็นลาว เวียดนาม จีน"

เพราะอะไร?


"ยังไม่ถึงเวลา ไม่อาจที่จะอยู่ในฐานะที่จะทำอย่างนั้นได้ ผมไม่อยากจะให้นำตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน"

"คลื่นในปัจจุบันเป็นคลื่นที่มีปัญหาอย่างที่ทราบกันว่าความคิดไม่ตรงกัน บางคนก็พยายามที่จะให้ผมไปพูดไปเป็นเครื่องมือบางอย่าง ซึ่งผมไม่พร้อมที่จะทำอย่างนั้น การต่อสู้เดินไปผมไม่ว่า และผมก็เห็นว่าบางส่วนเขาก็ถูกต้อง แต่จะเอาตัวผมไปอย่างนั้น ผมคงทำไม่ได้ เรามองปัญหาต่างกัน ผมมองก็พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรบางอย่าง ช่วงนี้กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นความยุ่งเหยิงมันก็มีมากเหลือเกิน"

ช่วงหนึ่งเขาก็พยายามดึงอาจารย์ไปร่วม


"ก็เพื่อนฝูง น้องๆ แต่เหตุการณ์ช่วงสงกรานต์ผมดูแล้วไม่ทราบว่าวิธีคิดเขาเป็นอย่างไร"

ใช่ไหมว่าลูกหลานคณะราษฎรจำเป็นต้องปกป้องเจตนารมณ์ 2475 เพราะเกิดกระแสว่าปฏิวัติ 2475 ชิงสุกก่อนห่าม


"อันนี้เราเข้าใจ เราพยายามทำเท่าที่จะทำได้ ก็มองเห็นว่าความยุ่งเหยิงตอนนี้ คนที่อยากรู้ความจริงตามอินเทอร์เน็ตมีมากมาย แต่ก็ยังสับสน เรื่อง 2475 ก็พยายามกล่าวหาอยู่ตลอด ทายาทผู้ก่อการก็มีหลายส่วน บางส่วนอาจจะมองว่าถูกเหยียบย่ำ ย่ำยี แต่คิดอย่างไรหรือไม่ ความคิดเขาก็อาจจะต่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นลูกหลานผู้ก่อการมาถึงบัดนี้ก็มีความรักใคร่ ไม่มีปัญหา ทางจอมพล ป.ก็เรียกพี่เรียกน้องกัน เราก็รู้เหตุการณ์ที่ผ่านมา บรรพบุรุษเราร่วมกันฝ่าคมหอกคมดาบมาด้วยกัน ที่เขาพยายามต่อต้านหรือทำลายชื่อเสียงผู้ก่อการ เขามีทั้งกำลังคนกำลังทรัพย์แน่นหนามาก เราไม่มี เขาก็พูดไป ในที่สุดคนก็จะกลับมาคิดเอง แทนที่เราจะออกพร่ำเพรื่อไปกับการโต้เถียง เราก็วางเฉยแทน"

มันเริ่มจากไล่ทักษิณ แล้วอ้างสถาบัน แล้วก็พูดต่อไปว่า 2475 ไม่ควรเกิดขึ้น


"ก็เป็นคลื่นที่เอากลับมาใช้อีก ใครเป็นใครอยู่ข้างหลังก็รู้อยู่ ทุกอย่างมันไม่อยู่กับที่หรอก มันต้องดำเนินต่อไป ผมเชื่ออย่างนั้นนะ ความเปลี่ยนแปลงใหญ่จะต้องมี"

ในช่วงที่ผ่านมาเกียรติภูมิของ อ.ปรีดี ได้รับการฟื้นฟูยกย่องโดยคนที่มีบทบาทสำคัญ ก็รวมทั้ง ส.ศิวรักษ์, พิภพ ธงไชย แต่ตอนนี้เขาพลิกไปอยู่กระแสสีเหลือง แม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่โจมตีคณะราษฎรโดยตรง มองแล้วรู้สึกอย่างไร

"คนที่อยู่ในกระแสนั้นก็มีหลายคน เราไม่มีความเห็น ปล่อยเขาไป อ.สุลักษณ์ท่านก็เป็นปัญญาชนชนิดพิเศษของท่าน คุณพิภพก็เป็นลูกศิษย์สนิทกับ อ.สุลักษณ์ แม้กระทั่งคนที่เราถือว่ามีประโยชน์อย่างเนาวรัตน์ ก็อยู่ในขบวนการเสื้อเหลือง บางทีเมื่อไปแล้วมันสุดสายป่าน มันดึงกลับไม่ได้"

แล้วที่ฝ่ายเสื้อแดงเขาจะเชิดชูวันที่ 24 มิถุนา กลับมาเป็นวันชาติ และจะม็อบวันที่ 27

"อันนี้มันเป็นเรื่องของประชาชน แต่ตัวผมไม่เข้าไปเกี่ยว ขอตัว ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปในนั้น"

มองแล้วเหมือนเขาจะอาศัยเจตนารมณ์ 24 มิถุนา

"มันก็ในทำนองนั้น เขาอยากจะยึดอะไรบางอย่าง แต่การกระทำบางอย่างก็เลยเถิด"

แต่หลักการของอาจารย์ปรีดีที่เขาเอามาพูดเหมือนถูกต้อง


"หลักของ อ.ปรีดีน่ะถูก หลักที่เขาพูด แล้วแต่ว่าเขาจะพูดในช่วงไหน อันนี้สำคัญนะ ต้องแยกแยะ เพราะบางทีพูดเพื่ออะไรบางอย่าง"

เจตนารมณ์ 2475 มาถึงวันนี้ยังคงอยู่ไหม


"การต่อสู้กันระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ ในสิ่งเก่าที่ได้ถูกลดทอนลงไปจาก 2475 ก็ยังไม่หมดสิ้น ไม่ตายไปเสียทีเดียว อันนี้เป็นเรื่องของทางการเมือง เพราะฉะนั้นก็มีการลุกขึ้นมาใหม่ ต่อสู้ใหม่ สิ่งใหม่เองไปถึงในจุดหนึ่ง ก็ไม่สามารถที่จะผลักดันสังคมให้ไปข้างหน้าได้ มันก็จะกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นอีกระยะหนึ่งทีเดียว จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ถ้าเรามองอย่างนี้เราพอเข้าใจ"

แล้วที่มาโทษว่าการเมืองเละเทะเพราะ 2475 เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป

"จะมองอย่างไรก็ได้ อันนี้เราไม่ติดใจ ที่ว่าชิงสุกก่อนห่ามก็เป็นขบวนการ เราเข้าใจ ทันทีที่ได้โอกาส เหมือนตอนเกิดเหตุการณ์วันที่ 9 พ.ย.(2490) ที่โหมกำลังกันเข้ามาตี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีตัว อ.ปรีดี จนสำเร็จ ด้วยเหตุการณ์ทางเมืองต่างๆ"

อ.ศุขปรีดากล่าวว่า คนรุ่นหลังอาจยังไม่เข้าใจว่าในยุค 2475 ความศรัทธาต่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้เสื่อมลงอย่างมาก

"ได้มีลักษณะเสื่อมคลายตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์ ประกอบกับผลพวงของเศรษฐกิจ มาถึงรัชกาลที่ 7 มีคนถวายฎีกาเรื่องความเดือดร้อนต่างๆ ความรู้สึกอันนี้มาสร้างขึ้นใหม่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ที่ไปอเมริกาเพื่อต้องการจะยันและต้านคอมมิวนิสต์ ก็ได้กุนซือคนสำคัญ หลวงวิจิตรวาทการ มาชี้แนะให้ปลุกกระแสรักชาติ"

มีคนเปรียบเทียบว่าทักษิณก็โดนเล่นงานเหมือน อ.ปรีดี จริงๆ แล้วเหมือนไหม


"ไม่น่าจะเหมือนกัน เพราะ อ.ปรีดีไม่มีเรื่องผลประโยชน์ ถ้าจะเหมือนกันก็คือการถูกกระทำทางการเมือง แต่ไม่ควรเปรียบเทียบ เหตุการณ์ต่างๆ ไม่เหมือนกัน ในการมองสังคมไปข้างหน้า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เข้าใจวิวัฒนาการของสังคมที่มองไปข้างหน้า แต่เป็นคนเก่งในการแก้ปัญหา ในการจับมาเข้าแถวหมวดหมู่ ความชำนาญในการเป็นนักธุรกิจ แต่การมองทางการเมืองมีไม่มาก ในสมัยหนึ่งถึงต้องมีคนเดือนตุลามาให้ความคิดความเห็น บางส่วนก็ดี บางส่วนท่านก็ไม่ฟัง"

คนเปรียบเทียบเพราะทักษิณโดนคล้ายๆ อ.ปรีดีหลายอย่าง


"อันนั้นก็ว่ากันไป ในทางการเมืองอาจจะใช่ ในประเทศใดในยุคใดมันก็มีลักษณะเช่นนี้ ประเทศที่มีความก้าวหน้าเจริญแล้วเขาก็ผ่านมาแล้ว เมืองไทยยังไม่ไปไหนสักที 2475 แล้วยังไม่ไปไหนสักที"

บอกด้วยว่ามีคนพยายามโยงว่าแม่คุณหญิงพจมานนามสกุล ณ ป้อมเพชร เหมือนท่านผู้หญิงพูนศุข

"จริงๆ แล้วก็ญาติห่างๆ ไม่เคยไปมาหาสู่กัน ถ้าโยงกันอย่างนี้ คุณยายภรรยาคุณอภิสิทธิ์ก็ต้องนับว่าเป็นญาติสนิทกว่า เพราะคุณยายภรรยาคุณอภิสิทธิ์กับคุณแม่ผมเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน"

"คุณตาผมถือเป็นวงในของรัชกาลที่ 6 ได้รับพระราชทานนามสกุล สมัยก่อนใครเป็นญาติกันแล้วไม่มีนามสกุลก็มาขอใช้ แต่ก็ดีเหมือนกัน เห็นว่าคุณพจนีย์สนใจบริเวณตำบลป้อมเพชร ที่อยุธยา ไปซื้อที่บูรณะ"

แต่ถึงเป็นญาติอภิสิทธิ์ก็ไม่นิยม ปชป.แน่เพราะประวัติศาสตร์ 2490


"ตอนนั้นมันเป็นการยุยงเตรียมการของพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีสวรรคต หลังรัฐประหารนายควงเป็นนายกฯ แต่เป็นได้ไม่นานทหารก็เขี่ยออก อันนี้ก็คล้ายกับการขับไล่ทักษิณ ประชาธิปัตย์ก็มีส่วน พรรคประชาธิปัตย์ผมก็มีเพื่อนหลายคน แต่เขานับถือปูชนียบุคคลของเขา ซึ่งมีลักษณะตลบตะแลงเอาบ้านเมืองเป็นเครื่องเล่น ตั้งแต่สมัยหม่อมคึกฤทธิ์เป็นสมาชิกรุ่นแรก หม่อมเสนีย์ นายควง ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาอยู่กันได้"

000000000000000

ลูกหลานเข้าใจกัน

ตอนจอมพล ป.อยู่ในอำนาจช่วงสุดท้าย มองเห็นความบริสุทธิ์ของปรีดี ท่านตกลงให้คณะทนายไปพบปรีดี เพื่อให้ศาลเปิดคำตัดสินใหม่กรณีสวรรคต เรื่องใหญ่มากนะ ผมไปรับรองคณะทนายที่เดินทางไปเมืองจีน ทนายกลับมาปลายเดือน ส.ค.2500 พอ 16 ก.ย.2500 สฤษดิ์ทำรัฐประหารด้วยเหตุผลบางอย่าง เหตุผลที่อเมริกาไม่พอใจจอมพล ป.คบกับจีน เหตุผลที่จะให้ศาลมีคำตัดสินใหม่ เลยต้องรีบทำอะไรเสียก่อน


อ.ศุขปรีดาบอกว่า วันที่ 24 มิถุนายนทุกปี ลูกหลานคณะผู้ก่อการจะไปทำบุญที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งน้อยคนที่จะรู้ว่าเดิมทีวัดนี้ชื่อ "วัดประชาธิปไตย"

"ที่ไปเป็นประจำก็มีลูกหลานทางบ้านผม ทางจอมพล ป. พิบูลสงคราม คนอื่นๆ ก็มีไปหลายคน หลังจากนั้นก็จะถวายสังฆทานที่วัด เพราะถือว่าวัดพระศรีฯ เป็นวัดที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สร้างขึ้น เดิมชื่อวัดประชาธิปไตย"

เรื่องนี้เคยเขียนลงในหนังสืองานศพท่านผู้หญิงพูนศุขแล้ว

"เหตุผลคือ ในเมื่อผู้ก่อการได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ก็มีวัดประชาธิปไตย โดยความต้องการทางพระพุทธศาสนา อยากจะเห็นมหานิกายกับธรรมยุติกนิกายรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ภายหลังก็ไม่สามารถเป็นได้ ท่านเจ้าคุณพหลฯ ก็บวชเป็นพระที่วัดนี้เป็นองค์แรก"

"ในความคิดผมมองว่าเป็นการอโหสิกรรมอย่างหนึ่ง แนวรบ 2475 (กบฏบวรเดช) ก็ได้ยิงกันในบริเวณนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพลทหาร เกณฑ์มาจากโคราชก็ล้มหายตายจากไป ก็คงจะดำริอันนี้ด้วย หลังจากนั้นมาทางอินเดียขุดค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ ก็ขออัญเชิญมาเมืองไทย โดยแต่งตั้งคณะผู้แทนไปคือ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ วัดนี้เลยชื่อวัดพระศรีมหาธาตุฯ เอาต้นศรีมหาโพธิ์มาปลูก ส่วนการก่อสร้างถ้าคุณเข้าไปดูเป็นอุโบสถแบบวัดเบญจมบพิตรฯ มีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ดินส่วนหนึ่งมารดาท่านพิชัย รัตตกุล เป็นผู้บริจาค ก่อสร้างโดยกรมรถไฟ หลวงเสรีเริงฤทธิ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อการคนหนึ่งควบคุมการก่อสร้าง มีหลวงวิจิตรวาทการมาร่วมดูแลด้วยในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร นี่คือประวัติวัดพระศรีมหาธาตุฯ คุณแม่ท่านได้จากโลกนี้ไป ท่านก็ได้ระบุแล้วท่านไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น สรีระของท่านก็ไปเป็นอาจารย์ใหญ่ ท่านสั่งไว้ว่าให้มาฌาปนกิจที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ ซึ่งเราก็ทำเมื่อปลายปีที่แล้ว"

บอกว่ากับลูกหลานจอมพล ป.ก็ไม่ได้มีปัญหาต่อกัน

"เรียกพี่เรียกอา คนโตท่านเป็นผู้หญิงเกือบ 90 แล้ว คนเล็กคุณนิตย์ พิบูลสงคราม อ่อนกว่าผม 6 ปี"

"ตอนจอมพล ป.อยู่ในอำนาจก็มีหลายช่วง ช่วงสุดท้าย จอมพล ป.มองเห็นความบริสุทธิ์ของ อ.ปรีดี และเห็นว่านโยบายตามก้นอเมริกามันไม่ไหว ระยะหลังท่านก็ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับ อ.ปรีดี เมื่อกลางปี 2500 ท่านตกลงให้คณะทนายไปพบ อ.ปรีดี เพื่อให้ศาลเปิดคำตัดสินใหม่กรณีสวรรคต เรื่องใหญ่มากนะ ผมไปรับรองคณะทนายที่เดินทางไปเมืองจีน ทนายกลับมาปลายเดือน ส.ค.2500 พอ 16 ก.ย.2500 สฤษดิ์ทำรัฐประหารด้วยเหตุผลบางอย่าง เหตุผลที่อเมริกาไม่พอใจจอมพล ป.คบกับจีน เหตุผลที่จะให้ศาลมีคำตัดสินใหม่ เลยต้องรีบทำอะไรเสียก่อน"

"หลังจากนั้นท่านผู้หญิงละเอียดได้สร้างพระพุทธชินราชจำลองขึ้นมา 2 องค์ องค์หนึ่งให้จอมพล ป. ส่วนอีกองค์ให้พ่อผม ตอนนี้อยู่กับผม เป็นการนัดหมายว่าถึงเวลาคงจะได้มาพบกันที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้พบ ในที่สุดอยู่มาวันหนึ่งจอมพล ป.มีจดหมายถึงคุณพ่อ ลงท้ายเป็น ป.ล.เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า please อโหสิ เขียนอย่างนี้พ่อผมก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นอาจจะด้วยอันนี้ ทำให้พวกเราถือว่าอโหสิหมดแล้ว"

กับ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี อ.ศุขปรีดาก็บอกว่าไม่ติดใจแม้มีเรื่องเคยฟ้องร้องกัน

"คืออย่างนี้ สมัยหลังๆ ท่านไม่ค่อยมีอะไรทำ ก็ไปนั่งตามโรงแรมใหญ่ๆ พวกรุ่นหลังเรียกท่านว่าเจ้ากรม คนหนึ่งเป็นนักเขียน ให้เล่าเรื่องให้ฟังแล้วจะเขียน เขียนออกมาผิดข้อเท็จจริง ท่านปรีดีเลยฟ้อง เขาจะทำเป็นหนังสือแบบเรียนเลยนะ ศาลสั่งเก็บ แต่ว่าถ้าพูดถึง 2475 คนที่ร่วมสองคนแรกคือ คุณประยูรกับ อ.ปรีดี เดินด้วยกันบนถนนที่ปารีส คุณประยูรสังเกต อ.ปรีดีแล้วถามว่าอาจารย์คิดอะไรอยู่ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด 7 คน"

อ.ศุขปรีดากล่าวว่า บุคคลสำคัญอย่างพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร ก็เป็นที่น่าเสียใจว่าไม่ค่อยมีคนศึกษาประวัติและคุณูปการของท่าน

"ตอนนี้เพิ่งมี พล.อ.ไพบูลย์ กาญจนพิบูลย์ รวบรวมประวัติเตรียมจัดพิมพ์เรื่องท่านเจ้าคุณพหลฯ ผมเคยไปงานรำลึกถึงท่านที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ทหารกล่าวสดุดี ทหารเขียน-ไม่มีเกี่ยวกับ 24 มิ.ย.เลย ผมอดไม่ได้ก็ถาม-ไม่กล้าเขียน เขียนเพียงว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บัญชาการทหารบก ว่ากันไปอย่างนั้น"

หยุดวิ่งรถไฟ : เมื่อความชั่ว กำลังเล่นคนชั่ว !!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ kajokkub
ภาพ : คุณ Leeds001
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
23 มิถุนายน 2552


ชาวบ้านรู้ดีว่า สหภาพรัฐวิสาหกิจทั้งหมด คือลูกน้องลิ้ม พันธมิตร นั้นเอง พฤติกรรมชัดเจน

การหยุดงาน ป่วนประเทศ ไม่สนใจประชาชนในชาติ

นี้แค่ 1 สันดานของพันธมิตร นั้นแหละแค่หมากนี้ เป็นหมากเตะผ่าหมากมาร์ค

จากแผนพันธมิตร บีบให้ถีบ พรรคร่วมบางพรรคออกจากรัฐบาล อะไรตามมาเป็นทอดๆ หลายขั้น

บีบ สว. บีบในสภา จะไม่สนับสนุนทุกอย่างให้รัฐบาลนี้

ส่วนแผนพันธมิตร ก็โชว์สันดาน สั่งการไปยังแกนนำพันธมิตร ที่ควบคุมรัฐวิสาหกิจ สายสัมพันธ์เดิม ให้เดินแผนต่อไป คือบีบอีกอย่าง

และคิดว่า ยังมีไม้ตายที่พันธมิตร มีการปฏิบัติเป็นไลน์ จากเบาสุด คือหยุดเดินรถ นี้คือเบาสุดในสันดานพันธมิตร เขาละ

สิ่งที่มันจะหยุด มันจะต้องแลกที่รัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาลรับไม่ได้นั้นเอง

ความเดือดร้อนของพี่น้องลูกเล็กเด็กแดง ตาดำๆ ในชาติเดียวกัน คืองาน ถนัดของ พันธมิตร

ความชั่ว เล่นคนชั่วกว่ากันอยู่ตอนนี้

ไม่แน่ มีคนบอกว่า มีคนในพรรค ปชป.รับทราบในแผนบางอย่างแล้ว

ล่าสุด มีการเรียกร้องเอาที่ดินในบุรีรัมย์คืน จึงจะเลิกหยุดรถประท้วง

เออๆ มันมีอะไรน่าสนมากแล้วยัง ?