WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 23, 2009

บทเรียนจากสกลนคร / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์23/6/2552

บทเรียนจากสกลนคร

ผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 สกลนคร เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2552 ซึ่งพรรคเพื่อไทยชนะพรรคภูมิใจไทยแบบขาดลอย ทำให้มีคนในวงการเมืองวิเคราะห์ถึงสาเหตุดังนี้

ข้อแรก พรรคภูมิใจไทยประเมินกลุ่มพ..ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่ำเกินไป และยกตัวเองสูงเกินไป ซึ่งขัดต่อหลักพิชัยสงครามของซุนหวู่เรื่องรู้เขา รู้เราจึงแพ้อย่างยับเยิน

ข้อที่สอง บารมีกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ สู้บารมีกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ได้ แม้พรรคภูมิใจไทยจะกุมอำนาจในกระทรวงมหาดไทยและมีแรงอัดฉีดสูง แต่ก็ยังแพ้กลุ่มที่เชียร์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

ข้อที่สาม พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำหลักและมีพลังมากพอที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ในศึกเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร ปรากฏว่าคนในประชาธิปัตย์ต่างวางเฉย

สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยควรทำก็คือ ต้องทบทวนยุทธศาสตร์ในการอยู่ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถ้าภูมิใจไทยไม่สามารถกวาด สส.ภาคอีสานใต้ได้อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ก็จะทำให้อำนาจต่อรองของภูมิใจไทยลดต่ำลง จะหวังให้ประชาธิปัตย์ชื่นชมยินดีหรือเอาอกเอาใจเหมือนตอนที่จับมือร่วมรัฐบาลอีกไม่ได้

นั่นเป็นข้อวิเคราะห์ในเชิงกว้าง ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

การเมืองไทยในอนาคตจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างอุดมการณ์และความชั่วร้าย พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยจะต้องทำศึกหนักกันต่อไป เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือศรัทธา และจะมีพรรคเกิดใหม่เป็นตัวแปรแทรกเข้ามาคือ พรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ กับพรรคมาตุภูมิ

พรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นพรรคของพวกม็อบเสื้อเหลือง ได้ประกาศว่าจะปฏิรูปการเมืองให้พ้นวงจรความชั่วร้าย จะยึดแนวทางความซื่อสัตย์สุจริต คุณธรรม ความเป็นธรรมในสังคม และพร้อมเล่นการเมืองทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ โดยมีคนชั้นกลางเป็นแนวร่วม

ส่วนพรรคมาตุภูมิ เป็นพรรคของกลุ่มสีเขียว ซึ่งมีทั้งพวกที่ปลดเกษียณแล้ว และพวกที่ยังกุมอำนาจที่พร้อมให้การสนับสนุน พรรคนี้ยึดหลักความจงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง และมองเห็นจุดอ่อนข้อบกพร่องของนักการเมืองในพรรคต่างๆอย่างทะลุปรุโปร่ง โดยมีกลุ่มชนชั้นนำในสังคม กับพวกอมาตยาธิปไตยซึ่งได้แก่พวกข้าราชการเป็นแนวร่วม

พรรคการเมืองใหม่และพรรคมาตุภูมิมีสิทธิแจ้งเกิด เพราะการเมืองไทยเสื่อมโทรมมานานกว่าสามปี ประชาชนอยากเห็นบ้านเมืองร่มเย็นสงบสุข ไม่มีการแตกแยกทำลายกันอีกต่อไป

แต่ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะแสดงบทบาทกันอย่างไรก็ตาม สิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้ก็คือประชาชนไทยในยุคนี้ ได้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นทุกขณะ ประชาชนไม่ต้องการนักการเมืองทุจริตโกงกิน ไม่ต้องการพวกหน้าซื่อใจคดมือถือสากปากถือศีล แต่อยากได้นักการเมืองที่ซื่อสัตย์มือสะอาด มีความรู้ความสามารถ มีความเที่ยงธรรม และไม่มีระบบสองมาตรฐาน

ถ้าพรรคการเมืองใดสนองตอบความต้องการของประชาชนได้ พรรคการเมืองนั้นจะยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง แต่ถ้าพรรคใดละเลยเพิกเฉย หรือไม่ให้ความสำคัญต่อสิ่งที่ประชาชนต้องการ พรรคการเมืองนั้นก็จะสูญหายตายจากไป

ใต้น่าจะร่มเย็น

ที่มา บางกอกทูเดย์

นโยบายใต้ร่มเย็นในสมัยที่ “พล.ท.หาญ ลีนานนท์”เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 โดยมี “พ.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูรณ อยุธยา” เป็นผู้อำนวยการกองข่าว เป็นสมองอันสำคัญมีฝ่ายเสนาธิการอย่าง “พ.ต.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์” และมีฝ่ายปฏิบัติการอย่าง “พ.อ.สาโรช รบบำรุง” และนายทหารสำคัญอีกหลายท่านเกินจะกล่าวในที่นี้ด้วยนโยบายการเมืองนำการทหาร โดยเอาตัวอย่างการทำงานจาก “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2ผลงานของกองทัพภาค 4 ในสมัยแม่ทัพหาญจึงประสบความสำเร็จ!หัวใจของการทำงานในสมัยนั้นที่ทำให้ใต้ร่มเย็น ก็คือ“เอกภาพการบังคับบัญชา” ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งในหลักการทางการบริหารไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์ทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์คนใดก็ตาม จะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ลูกน้องต้องมีนายคนเดียว” เพื่อป้องกันความสับสนในการปฏิบัติงานในสมัยนั้นบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหลาย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผอ.ปค.จังหวัด ซึ่งขึ้นตรงต่อแม่ทัพภาคมีตำแหน่งเป็นผอ.ปค.ภาค (ผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์)ภาคที่ 1 ก็คือ กองทัพภาคที่ 1 ไล่ไปจนถึง ผอ.ปค.ภาค 4คือ แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งควบคุมบังคับบัญชา 14 จังหวัดในภาคใต้ ในสาย กอ.รมน.นั่นเองบรรดาความดีความชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด ไล่ลงไปจนถึงนายอำเภอ แม่ทัพภาคจึงมีอำนาจเต็มที่มี“เอกภาพการบังคับบัญชา”แต่ในปัจจุบันนี้ “พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร” แม่ทัพภาคที่ 4มีเอกภาพการบังคับบัญชาหรือเปล่าผู้ว่าราชการจังหวัดทำความเคารพหรือกลัวแม่ทัพเลยต้องทำความเคารพก่อนผมเชื่อแน่ว่า...ความศักดิ์สิทธิ์ในตัวของแม่ทัพคนปัจจุบันเมื่อเทียบกับ แม่ทัพหาญ ลีนานนท์ ย่อมห่างไกลกันราวทะเลอันดามันกับทะเลสาบสงขลาทั้งๆ ที่สองท่านต่างก็เป็นลูกศิษย์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ซึ่ง “ป๋า” เองก็ยอมรับว่า ปัญหาของภาคใต้แก้ยากกว่าภาคอีสาน เพราะปัญหาที่นี่มีความสลับซับซ้อนกว่าภาคอีสานหลายเท่านักคำว่า “การเมืองนำการทหาร” ผมต้องขออธิบายความหมายให้ท่านผู้อ่าน และนักวิชาการที่แสดงความคิดเห็นทางโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อต่างๆ ดังนี้“การปฏิบัติการอะไรก็ตามที่ไม่ใช่การทหาร” เราถือว่าคือการเมืองทั้งสิ้น...ที่ออกมาพูดว่า ต้องใช้มิติสังคมนำหรือเศรษฐกิจนำ แสดงว่าไม่เข้าใจความหมาย “การเมืองนำการทหาร”เพราะนาทีที่ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบก ยึดนโยบายนี้จึงน่าถูกต้อง แต่พื้นที่สีแดง ท่านต้องใช้การทหารเป็นตัวนำ เขาใช้ปืนยิงมาเรามัวใช้แต่ปากก็ไม่ถูกเรื่องที่พูดมาทั้งหมด...ผมผิดหวัง “พรรคประชาธิปัตย์” ครับหวังว่ามาเป็นรัฐบาลแล้ว “ใต้น่าจะร่มเย็น” ด้วยเหตุผลเป็นคนใต้เป็นส่วนใหญ่...รู้ข้อมูลเวลาเป็นฝ่ายค้าน...เสนอโน่นนี่ให้รัฐบาลทำ วิพากษ์วิจารณ์พรรคตรงกันข้ามแหลกลาญพอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี(ฝ่ายความมั่นคง) นึกว่าจะมีแนวทางของพรรคในการแก้ปัญหา 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไหนได้...เห็นเที่ยวขอเอกสารจาก “คลังสมอง” วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรกับสถาบันพระปกเกล้า เพื่อจะแก้ปัญหาอุตลุดไปหมดขืนปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลไปนานๆ“พวกเราคงได้แก้ปัญหา 14 จังหวัดภาคใต้เป็นแน่” ■

บรรหาร-สนั่น (2)

ที่มา บางกอกทูเดย์

วันวาน..ว่ากันเรื่องการท่องเที่ยว..วันนี้..ว่ากันเรื่องกีฬา งานอาสาของพรรคชาติไทยพัฒนาในรัฐบาลปัจจุบันโวยวายทะเลาะกัน..เรื่องผู้บริหารโกงกิน..เกิดขึ้นเป็นประจำยังไม่เคยได้ยินว่า..ประเทศมหาอำนาจกีฬาของโลกในสงครามโอลิมปิก..มีอะไรเหมือนที่ประเทศไทยมีในแวดวงกีฬา..และไม่เห็นว่า..บนเส้นทางที่มะงุมมะงาหราแบบนี้..นอกจากการใช้งบประมาณมหาศาลในแต่ละปีแล้ว..กีฬามันพัฒนาขึ้นมาแค่ไหนอย่างไร..แค่..ใช้เงินปีละ 1,000 ล้าน..ให้แชมป์ประเทศไทย..ได้ไปคนละหรือทีมละ 100 ล้านต่อปี..ไม่ถึง 10 ปี ประเทศนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย..10 คนแรกของนักกีฬาชั้นยอดของประเทศไทย..ในแต่ละประเภทกีฬา..จะเกิดขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้งบประมาณสักบาทไม่ต้องใช้สมาคมสักแห่งสมัยนี้ ยุคนี้..กีฬาคืออาชีพ..ผู้มีความสามารถจะเติบใหญ่ขึ้นมาบนการลงทุนของเขาเอง..ไม่ใช่หางนมกับปลายข้าว..ที่เจียดจากงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีที่รัฐบาลหยิบยื่นให้..มีพรสวรรค์อย่าง ไทเกอร์ วูดส์..จะขึ้นมาสุดยอดในโลกไม่ได้..หากเขามาเติบโตในประเทศของแม่..หรือใครจะเถียงว่า..ไม่ใช่เรื่องจริง..ขอเงินปีละ 1,000 ล้าน..จากประเทศนี้ใน10 ปี..เราจะทำให้ประเทศนี้เติบโตทางกีฬามากกว่า 100 ปีที่ผ่าน..รางวัลต่างหากคือหัวใจของการพัฒนา..ไม่ใช่มาเฟียที่ตั้งกันขึ้นมาโอบอุ้มดูแลคนไทยทั้งโลกจะมาแพ้ชนะกันตามกติกา..เพื่อเป็นสุดยอดของประเทศเพื่อเปลี่ยนแปลงฐานะจาก 100 ล้าน ในแต่ละประเภทกีฬาที่ประเทศต้องการเอาเงิน 100 ล้าน..แขวนไว้บนเสาสูง20 เมตร..เอาคน 100 คนที่ลงพุงจนแทบจะก้าวเดินยังไม่ไหวไปขังไว้..ไม่ถึงเดือน..มากกว่า 70 คนในนั้น..น้ำหนักจะหดหาย..และจะมี 1 รายปีนป่ายขึ้นไปถึงยอดเพื่อเป็นเจ้าของเงินก้อนนั้นแต่เราประเทศไทย..ใช้คนพุงควายไปสร้างนักกีฬา..งานเลี้ยงแต่ละครั้งในแต่ละสมาคม..มันก็ทำลายนักกีฬาไปในตัวจากรายการอวดตัวบนโต๊ะจีน..บรรหาร ศิลปอาชา กับ พล.ต.สนั่นขจรประศาสน์..งานกีฬาวันนี้เป็นหน้าที่ของท่าน..ทำอย่างที่ว่าขึ้นมาให้ได้..เราจะได้นักกีฬาขึ้นมามากมาย..เก่งกว่าที่หาได้จากสมาคมในปัจจุบัน..สุดยอดนักกีฬาไทยวันนี้ มันมีแต่ที่พ่อแม่สร้างมา..ใช่หรือไม่.. ■

เนรคุณ

ที่มา บางกอกทูเดย์

จุดยืนของการเมืองประชาธิปไตย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมาถึงวันนี้ ดูถูกประชาชนคนต่างจังหวัดไม่ได้เลยเพราะพวกเขาแสดงออกให้เห็นถึงความมีประชาธิปไตยและการเป็นประชาธิปไตยหลังปฏิวัติ 19 กันยายน 2549ประชาธิปไตยถูกเว้นวรรคและหักดิบจากผู้ทำปฏิวัติคือ คมช. คือ คณะของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินหลังจากนั้นมีเสียงเรียกร้องจากคนไทยที่รักประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นล้มลงด้วยการปฏิวัติผิด-ถูกทางการเมืองอย่างไร ต้องทำให้ปรากฏชัดเจนโดยกฎหมาย และจากการตัดสินของศาลสถิตยุติธรรมฉะนั้น แม้ว่ามีการปฏิวัติแล้วหาทุกวิถีทางไม่ให้ทักษิณ ชินวัตร กลับมาในหนทางการเมืองประชาธิปไตยด้วยการแก้รัฐธรรมนูญให้การเมืองไทย ไม่มีเสถียรภาพในการบริหารและปกครองประเทศแต่ คมช. และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไม่สามารถเอาระบอบเผด็จการจากการปฏิวัติทัดทาน ต่อต้าน ความต้องการการเมืองประชาธิปไตยของประชาชนชาวไทยได้การเลือกตั้ง เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 จึงเป็นที่มาของมติมหาชนคนไทยตัดสินให้การเมืองประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ระบอบการเมืองอีกครั้งและแม้ว่าผลของเชื้อปฏิวัติสายพันธุ์ใหม่ 19กันยายน 2549 จะทำให้เกิดความวุ่นวายของประชาธิปไตยไปพักใหญ่แต่คนไทยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาเผด็จการแต่จะเอาประชาธิปไตยกลับคืนมาเมืองไทยจึงได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาไล่เผด็จการให้ถอยหลังกลับไปแต่อุปสรรคของการเอาประชาธิปไตยกลับคืนยังไม่หมดไป เพราะเชื้อปฏิวัติของเผด็จการยังไม่หมดไปจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ของประชาธิปไตยจึงทำให้รัฐบาลประชาธิปไตยหลัง 23 ธันวาคม2550 นำโดย สมัคร สุนทรเวช และ สมชายวงศ์สวัสดิ์ จึงไม่สามารถบริหารและปกครองประเทศได้จนต้องมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่สมใจได้สำเร็จพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจึงปฏิวัติประชาธิปไตยในวิถีการเมืองได้หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งและหยั่งเสียงประชาชนอีกครั้งที่สกลนครหนนี้นอกจากจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยแล้วยังมีปัจจัยที่สำคัญของคนไทยในภาคอีสานมาเป็นตัวแปรในชัยชนะและความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งด้วยคือ...เรื่องเนรคุณคนไทยรับไม่ได้เรื่องนี้นี่คือเรื่องเฉพาะตัวของการเมืองไทยเท่านั้นครับ ■

เผยรัฐบาลยกเลิกมติครม.ฟื้นฟูรฟท.ไม่ได้ "โสภณ"อ้างผิดกฎหมาย ยันรถไฟได้ประโยชน์ปัดแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ที่มา มติชนออนไลน์

"โสภณ"เผยรัฐบาลยกเลิกมติครม.ไม่ได้ อ้างผิดกฎหมาย ยันรถไฟได้ประโยชน์ ผู้ว่าฯ รฟท.ชี้ปัญหาเกิดจากสหภาพชุดเก่ากับชุดใหม่มีความเห็นไม่ตรงกัน

"โสภณ"เผยรัฐบาลยกเลิกมติครม.ไม่ได้ อ้างผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลไม่สามารถยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรื่องแผนการฟื้นฟูกิจการรถไฟและสถานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 เนื่องจากผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าแผนการฟื้นฟูดังกล่าว รฟท.จะได้ประโยชน์และไม่ใช่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ผู้ว่าฯ รฟท.ชี้ปัญหาเกิดจากสหภาพชุดเก่ากับชุดใหม่

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวถึงความคืบหน้าสหภาพแรงงานการรถไฟหยุดเดินรถ เพื่อประท้วงการแปรรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่า สาเหตุเกิดจากการปรับแผนโครงสร้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีการแปรรูปแต่อย่างใด ส่วนการตั้งบริษัทลูกเข้ามาร่วมนั้น เพราะต้องการให้เป็นไปตามเป้าหมายสามารถเปิดรับบุคลากรเข้ามาทำงานได้ และที่ผ่านมาได้มีการหารือกับสภาพมาโดยตลอด ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของสหภาพชุดเก่ากับชุดใหม่ที่มีความเห็นไม่ตรงกัน


ทั้งนี้ ทราบเรื่องการหยุดเดินรถก่อนหน้า 6 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ได้พยายามเจรจากับตัวแทนสหภาพฯ แล้ว โดยสหภาพฯ เรียกร้องให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มิถุนายนทั้งหมด ขอให้การรถไฟฯ เร่งนำที่ดินของการรถไฟที่จังหวัดบุรีรัมย์กลับคืนมาโดยเร็ว และขอให้สหภาพฯ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการปรับโครงสร้างทั้งหมด

"เติ้ง"ห่วง"แม้ว"ยังแรงศรีสะเกษ "มาร์ค"ชี้บทเรียนภท.พ่ายเลือกซ่อมสกลฯ "ชัย"อ้างพี่เลี้ยงดีแต่มวยใหม่

ที่มา มติชนออนไลน์

นายกฯแนะการเมืองต้องใช้เวลาสร้างฐาน ชี้บทเรียน"ภูมิใจไทย"แพ้เลือกซ่อมสกลนคร เชื่อไม่ส่งผลต่อภาพการเมืองใหญ่ "เพื่อไทย"สรุป 3 ปัจจัยมีชัย คนต้านอำนาจรัฐ-ได้เสื้อแดงช่วย ตั้งข้อสังเกตุกาล่วงหน้าที่ ภท.ได้ 82% "ชัย"อ้างพี่เลี้ยงดี แต่โดนน็อคเพราะนักมวยใหม่ โฆษกชาติไทยพัฒนาปัดเด็กเลี้ยง ภท.


"เติ้ง"หวั่นกระแส"ทักษิณ"ยังแรงที่ศรีสะเกษ หวั่นเหมือนสกลฯ


แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นจากพรรคประชาธิปัตย์ นัดรับประทานอาหารค่ำ และหารือสถานการณ์การเมืองร่วมกัน เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ห้องอาหารจีน โรงแรมโอเรียนเต็ล ผู้เข้าร่วมอาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ จากพรรคเพื่อแผ่นดิน นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา


รายงานข่าว จากที่ประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลแจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล พูดถึงการพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อม จ.สกลนครเพียงว่า กระแส พ.ต.ท.ทักษิณแรงจริงๆ ทำอะไรไม่ได้ ขณะที่นายบรรหารพูดติดตลกถึงการเลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษว่า ถ้าแพ้จะเสียหน้าอีก วงสนทนายังพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย


เวลา 20.30 น. นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เปิดเผยภายหลังการรับประทานอาหาร ยอมรับว่า กลัวผลการแข่งขันที่ จ.ศรีสะเกษอยู่เหมือนกัน คงต้องลงไปดูด้วย เพราะถ้ากระแสแบบ จ.สกลนครลามมาที่ จ.ศรีสะเกษก็น่าเป็นห่วง แต่เชื่อว่าไม่หนักเท่า ยอมรับว่ากระแส พ.ต.ท.ทักษิณในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษยังมีอยู่พอสมควร


กกต.สรุปเลือกตั้งซ่อมสกลฯ


ก่อนหน้านีน้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า
นางอนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกตั้งโดยได้ 83,348 คะแนน
นายพิทักษ์ จันทศรี ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ได้ 47,235 คะแนน


มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 135,394 คน จากผู้มีสิทธิ 233,205 คน คิดเป็นร้อยละ 58.06 มีบัตรดี 130,583 ใบ หรือร้อยละ 96.45 บัตรเสีย 1,604 ใบ หรือร้อยละ 1.18 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 3,207 ใบ หรือร้อยละ 2.37 ขณะที่มีการร้องเรียน 7 เรื่อง แยกเป็นนางอนุรักษ์ ถูกกล่าวหาเรื่องการใส่ร้าย หลอกลวงให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม รวมไปถึงกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนนายพิทักษ์ ถูกร้องเรื่องการแจกเงินและขนคนมาใช้สิทธิลงคะแนน


"กกต.สกลนคร จะพิจารณาข้อร้องเรียน หากจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ก็จะส่งเรื่องมาให้ กกต.พิจารณาประกาศภายใน 30 วัน แต่ถ้าสอบสวนไม่แล้วเสร็จในเวลาดังกล่าว ก็ต้องประกาศผลการเลือกตั้งไปก่อนแล้วสอบสวนต่อไป" นายประพันธ์กล่าว และว่า ส่วนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 ล่วงหน้าเมื่อวันที่ 20-21 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้มาใช้สิทธิรวม 11,174 คน หรือร้อยละ 3.18 จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 355,694 คน มากกว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2552 ที่มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 8,282 คน และคาดว่าการเลือกตั้งคงไม่รุนแรงเท่าที่ จ.สกลนคร


"มาร์ค"ให้ภท.ถือเป็นบทเรียน


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเยือนสิงคโปร์ อย่างเป็นทางการ กรณีพรรคภูมิใจไทยแพ้การเลือกตั้ง ว่า เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยคงต้องไปทบทวนแนวทางต่างๆ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการทำงานของพรรคการเมืองนั้น ต้องใช้เวลาในการสร้างฐานทางการเมือง และในส่วนของรัฐบาลเองก็ต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าใจแนวทางของรัฐบาล


ผู้สื่อข่าวถามว่า มองกันว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทย เป็นชัยชนะของ พ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์กล่าวเลี่ยงๆ ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยมีฐานเสียงแน่นหนา และไม่หนักใจที่มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังทรงอิทธิพลอยู่ในพื้นที่อีสาน รวมทั้งไม่คิดว่า ผลการเลือกตั้งซ่อมที่ออกมา จะสะท้อนการเมืองในภาพใหญ่ เนื่องจากตั้งแต่เป็นรัฐบาลมา มีการเลือกตั้งซ่อมเกือบ 30 เขต ซึ่งรัฐบาลชนะเป็นส่วนใหญ่


ส่วนกรณี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บ่นน้อยใจที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ยอมช่วยหาเสียงนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ที่จริงเราเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่ลงแข่งขันได้ดำเนินการตามที่เห็นสมควร ความจริงถ้าเขาต้องการให้เราไปช่วย ก็ยินดีอยู่แล้ว แต่บังเอิญช่วงที่มีการหาเสียงก็ไม่มีการประสานมา"


ทำนายอนาคตเหลือ2พรรคใหญ่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์ นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ ชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองในไทยว่า สังคมไทยยังไม่ถึงขั้นแตกแยกจนยากเกินเยียวยา คนไทยส่วนใหญ่มีความปรารถนาเดียวกันที่จะให้ประเทศมีความรุ่งเรือง ความท้าทายยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ การนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ หากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะพึงพอใจ


ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพิจารณาเรื่องการทำข้อตกลงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำผิดกฎหมาย และถูกตัดสินว่ามีความผิด จึงควรจะต้องยอมรับผลจากการกระทำของตนเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป


"ที่ผ่านมาได้ให้นโยบายกับตำรวจและทหารอย่างชัดเจนว่า ควรทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ และควรวางตัวอยู่เหนือการเมือง เพราะรัฐบาลไม่คิดจะนำตำรวจและทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งนี้พร้อมจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสามารถแก้ไขความไม่เป็นธรรมทางการเมืองในอดีตด้วยวิถีทางของรัฐสภา การเมืองไทยจะเดินหน้าไปสู่ระบบ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ขณะที่พรรคเล็กพรรคน้อยจะแสดงบทบาทได้น้อยลง" นายอภิสิทธิ์กล่าว


พท.สรุป3ปัจจัยชนะเลือกตั้ง


พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย แกนนำภาคอีสาน กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 มาจากปัจจัย 3 ประการคือ
1.ประชาชนในพื้นที่เป็นนักต่อสู้และรักความเป็นธรรม เมื่อเห็นพรรคภูมิใจไทยใช้อำนาจรัฐลงไปในพื้นที่มากๆ ทำให้เกิดคำถามในใจประชาชน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้า ผู้ถืออำนาจรัฐจะต้องพิจารณาการใช้อำนาจให้ดีๆ
2.ผลการสำรวจคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยเป็นรองมาตลอด เพราะนายเนวิน ชิดชอบ และพรรคภูมิใจไทย ลงไปกำกับอยู่ในพื้นที่ ทำให้แกนนำของพรรคต้องปรับตัวและลงพื้นที่อย่างหนัก และ
3.ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในการทำความเข้าใจชี้แจงกับประชาชนในเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงถูกกระทำ ทำให้คนที่ยังรักใน พ.ต.ท.ทักษิณและนโยบายพรรคไทยรักไทยยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย


นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะประธานภาคอีสาน กล่าวว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวสกลนคร ที่ยังมั่นใจในสิ่งที่พวกพรรคได้ทำไว้ และยังถือว่าชาวสกลนครเป็นตัวอย่างให้กับคนภาคอีสานที่ยังมีความมั่นใจ ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และนโยบายต่างๆ ที่ได้ทำไว้ให้กับคนอีสานด้วย


ตั้งข้อสังเกตคะแนนล่วงหน้า


นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นางสุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค และนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคร่วมกันแถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย ขอบคุณชาวสกลนครเขต 3 โดยนายยงยุทธได้ขอบคุณคนที่มาช่วยหาเสียง พร้อมระบุว่าการต่อสู้ครั้งนี้ถือว่ารุนแรง ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจรัฐในมือ แต่พรรคเพื่อไทยมีแต่หัวใจ และผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นกำลังใจให้พวกพรรคเพื่อไทยทำงานต่อไป


นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 มีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการลงคะแนนล่วงหน้า เพราะพบว่า ใน 21,060 เสียงที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิล่วงหน้า เป็นคะแนนของพรรคภูมิใจไทย 16,952 เสียง คิดเป็น 82% ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เพียง 18% หรือ 3,900 กว่าคะแนน แต่พอมาถึงการลงคะแนนวันจริงผลที่ออกมาตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทยได้ 64% ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ 36% และชนะอย่างถล่มทลายในที่สุด


"ชัย"โทษนักมวย-ยันพี่เลี้ยงดี


นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ถือเป็นพ่ายแพ้ เพราะพรรคภูมิใจไทยเหมือนนักมวยใหม่ที่เป็นเด็กเพิ่งขึ้นเวที จะไปสู้นักมวยเก่า ที่ซ้อมมาเป็นอย่างดีคงไม่ได้ เมื่อขึ้นไปก็ถูกน็อคเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะมีพี่เลี้ยงดีแต่ก็ไม่ขึ้นชกเอง เพราะพี่เลี้ยงไม่มีสิทธิ การแพ้ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการแพ้ที่ตัวบุคคล ตัวนโยบาย เพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เก่าของพรรคเพื่อไทย และคนที่ได้รับเลือกตั้งก็เป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของ จ.สกลนคร ช่วยสามีหาเสียงในพื้นที่มาโดยตลอด แต่ความพ่ายแพ้จะทำให้ ส.ส.ของพรรคเข้มแข็งขึ้น พยายามลงพื้นที่มากขึ้น


"อย่าไปโทษเรื่องกระแสความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านก็มีบทบาทของท่าน การที่พรรคเพื่อไทยเอาชื่อมาชูก็ขายได้แล้ว ทั้งนี้ ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับประเทศเพื่อมาแก้ปัญหาของตัวเอง โดยเฉพาะปัญหาคดีความต่างๆ ให้เรียบร้อย เมื่อพ้นตรงนั้นก็กลับมาเป็นนายกฯได้อีกครั้ง มาแข่งขันกันให้ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยจะดีกว่า การเมืองจะได้สงบ" นายชัยกล่าว


"จุมพฏ" ซัดตำรวจเป็นสายลับ


ด้านนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศตัวขอย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ความพ่ายแพ้ของผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สร้างความกังวลใจให้กับตนแต่อย่างใด และคงไม่ขอกลับไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง เพราะคนในพรรคเพื่อไทยคงจะไม่ให้การต้อนรับอีก แต่ถึงแม้จะต้อนรับตนคงทำใจไม่ได้


"มีสุภาษิตบอกว่า มังกรร้ายไม่สู้งูเจ้าถิ่น เรื่องนี้เปรียบเหมือนพรรคภูมิใจไทยที่เป็นมังกรร้าย สู้งูเจ้าถิ่นอย่างพรรคเพื่อไทยไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า อำนาจรัฐไม่สามารถบังคับประชาชนให้กาบัตรเลือกตั้งได้ และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ตำรวจใน จ.สกลนคร ล้วนแล้วแต่มีหัวใจสีแดงทั้งสิ้น พอรู้ข้อมูลจากพรรคภูมิใจไทยมาก็จะนำไปบอกต่อกับพรรคเพื่อไทย" นายจุมพฏกล่าว


เสธ.แดงยันไม่เกี่ยวบึ้มสกลฯ


พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ปฏิเสธข่าวการไปช่วยพรรคเพื่อไทยหาเสียงที่จ.สกลนคร โดยระบุว่า เดินทางไปร่วมงานเปิดอพาร์ตเมนต์ของนายวิชัย ชัยจิตวณิชกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเดินทางด้วยเครื่องบินลำเดียวกับนายพายัพ ชินวัตร และนายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน ทำให้คนคิดว่ามาด้วยกัน และเมื่อเสร็จงานเปิดอพาร์ตเมนต์ก็เดินทางด้วยรถยนต์ไปร่วมงานปราศรัยเวทีเสื้อแดงที่ จ.นครราชสีมา


เมื่อถามถึงกรณีเหตุระเบิดที่ จ.สกลนคร ที่นายชัยระบุว่าให้ถาม พล.ต.ขัตติยะ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รอง ผอ.รมน.) และ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ พล.ต.ขัตติยะกล่าวว่า ได้โทรศัพท์สอบถามพล.อ.พัลลภ โดย พล.อ.พัลลภยืนยันว่าลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.สกลนครจริง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด ส่วน พล.ต.มนูญกฤตไม่ได้เดินทางมาด้วย


"หากผมจะวางระเบิด ถามว่าใครจะหอบระเบิดขึ้นเครื่องบิน คนที่วางระเบิดครั้งนี้ไม่ใช่ใคร ก็คนที่มุ่งหวังสร้างสถานการณ์ไม่ให้คนไปลงคะแนน หลังเกณฑ์คนมาเลือกตั้งล่วงหน้า"พล.ต.ขัตติยะกล่าว


ผู้สมัคร"ศรีสะเกษ"ปัดเด็กเลี้ยง


นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา ปฏิเสธข่าวนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคชาติไทยพัฒนา ที่จะมีการเลือกตั้ง วันที่ 28 มิถุนายนนี้ เป็นเด็กฝากเลี้ยงของพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่า นางสกุลทิพย์เป็นลูกหม้อของพรรคชาติไทยพัฒนา เนื่องจากเป็นมารดาของนายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคชาติไทย และนางสกุลทิพย์ยืนยันว่า ยินดีเป็นผู้สมัครของพรรคอย่างเต็มใจ จะไม่ย้ายพรรคไปไหนทั้งในปัจจุบันและอนาคต


"พรรคไม่จำเป็นต้องพึ่งพรรคภูมิใจไทย หรือกลัวกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทย มั่นใจว่าพรรคจะชนะการเลือกตั้งซ่อม จ.ศรีสะเกษ โดยเทียบจากการเลือกตั้งซ่อม จ.สกลนคร ที่ผู้ชนะเป็นภรรยาของ ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิม ซึ่งนางสกุลทิพย์ก็เป็นแม่ของอดีต ส.ส.ศรีสะเกษ" นายวัชระกล่าว


ด้านนางสกุลทิพย์กล่าวว่า ยอมรับว่ากระแสความนิยม พ.ต.ท.ทักษิณในพื้นที่ยังมีมาก แต่จะสู้ไม่ถอย และเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งที่ จ.สกลนครจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งซ่อมใน จ.ศรีษะเกษ


ผกก.กันทรารมย์ขอช่วยราชการ


พล.ต.ต.สมพงษ์ ทองวีระประเสริฐ ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ หัดกล้า ผกก.สภ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ยื่นคำร้องขอย้ายไปช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (บช.ภ.3) ชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลเพื่อป้องกันคำครหาว่าอาจวางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 จึงพิจารณาอนุญาตให้ไปช่วยราชการตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันที่ 21 มิถุนายน จนกว่าการเลือกตั้งจะแล้วเสร็จ


"ก่อนหน้านี้ผมสั่งย้าย พ.ต.ต.ธีระพล อุตส่าห์ดี สว.สป.สภ.กันทรารมย์ ไปช่วยราชการ บก.ภ.จว.ชั่วคราว จนกว่าการเลือกตั้งจะแล้วเสร็จเช่นกัน เนื่องจากถูกร้องเรียนว่าวางตัวไม่เป็นกลาง"พล.ต.ต.สมพงษ์กล่าว

ส.ว.คว่ำ พรก.ขึ้นภาษีน้ำมัน

ที่มา เดลินิวส์

มาร์คดิ่งด่วนจากสิงคโปร์หวั่น พรก.กู้ไม่ผ่านซ้ำสอง ส.ส.เพื่อไทยขยาดย้ายค่าย

ส.ว.ออกฤทธิ์ คว่ำ พ.ร.ก.แก้กฎหมายสรรพสามิตขึ้นภาษีน้ำมันห่วงกระทบประชาชน ตกกลับรัฐบาลตั้งหลักชงใหม่ชำแหละกระจาย พ.ร.ก.กู้แหลก สับจ่ายค่าโต๊ะบุฟเฟ่ต์ต้อนรับรัฐบาลใหม่ นายกฯ รีบแจ้นไปแจงสภาสูงหลังกลับจากสิงคโปร์ กล่อม ส.ว.อุ้มให้ผ่าน “ภูมิใจไทย” ขยาด “มนต์แม้ว” ร่ายข้ามทวีป ยอมรับพ่ายกลยุทธ์หาเสียงผ่านมือถือ “จุมพฏ” เผย ส.ส.เพื่อไทยหัวคะมำ เบรกตัวโก่งย้ายซบ ภท. “เพื่อไทย” ดี๊ด๊ารักษาที่นั่งไว้ได้โวย คะแนนล่วงหน้าพิรุธ กกต.เผยรับมาแล้ว 7 เรื่องร้องเรียน “ชาติไทยพัฒนา” แหยงยี่ห้อ “เนวิน” รีบยืนยันผู้สมัครซ่อมศรีสะเกษเป็นเลือดแท้ นายกฯ แนะ ภท.ต้องทบทวนแนวทาง แจงภท.ไม่เคยร้องขอให้ ปชป.ช่วยหาเสียง โปลิศดันกฎหมายขึ้นเงินเดือนเข้า ครม. พร้อมหาช่องเจรจาธนาคารแก้หนี้บัตรเครดิตให้ตำรวจ

นายกฯแนะภท.ต้องทบทวน

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการถึงผลการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 จ.สกลนคร ที่พรรคภูมิใจไทยแพ้พรรคเพื่อไทยแบบขาดลอยว่า เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยคงต้องทบทวนแนวทางต่าง ๆ ผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการทำงานของพรรคการเมืองนั้นต้องใช้เวลาในการสร้างฐานทางการเมือง แต่การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณต่อการเลือกตั้งในครั้งหน้า ซึ่งในภาพรวมตอนนี้ไม่มีอะไรหนักใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่านายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงความน้อยใจว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าไปช่วยเหลือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงถ้าเขาต้องการให้เราไปช่วยก็ยินดีอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าช่วงที่มีการหาเสียงก็ไม่มีการประสานมา ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศว่าถ้าผลการเลือกตั้งซ่อมพรรคเพื่อไทยชนะก็จะเดินทางกลับประเทศ นายกฯ กล่าวว่า ก็ดี ควรที่จะเข้ามารับผลทางด้านกฎหมาย ส่วนพรรคเพื่อไทย วางยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าจะนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมานั้นก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรคว่าจะชูแนวทางไหน

“ชัย”รับยี่ห้อใหม่เพิ่งขึ้นเวที

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 จ.สกลนคร ว่า ไม่ถือเป็นความพ่ายแพ้ เพราะเราเหมือนนักมวยใหม่ที่เป็นเด็กเพิ่งขึ้นเวที จะไปสู้นักมวยเก่าที่ซ้อมมาเป็นอย่างดีคงไม่ได้ เมื่อขึ้นไปก็ถูกน็อกเป็นเรื่องธรรมดา แม้พรรคจะมีพี่เลี้ยงดีก็ตาม แต่ก็ไม่ขึ้นชกเอง อย่างนายเนวิน ชิดชอบ แม้จะเป็นพี่เลี้ยงแต่ก็ไม่มีสิทธิอะไร เพราะถูกตัดสิทธิทางการเมือง การแพ้ในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการแพ้ที่ตัวบุคคล ตัวนโยบาย เพราะพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เก่าของเขา

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งสัญญาณ ให้ ส.ส. ไม่กล้าย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่ห่วง เพราะ ส.ส. แต่ละคนมีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง อยากอยู่พรรค ไหนก็อยู่ได้ อีกทั้งการย้ายพรรคก็เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่ละคน ทั้งนี้มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ส. ที่อยู่กับพรรคภูมิใจไทยจะได้รับเลือกตั้งทุกคน อย่าไปโทษว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะกระแสความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศเพื่อมาแก้ปัญหาของตัวเอง โดยเฉพาะปัญหาคดีความต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เมื่อพ้นตรงนั้นก็กลับมาเป็นนายกฯได้อีกครั้ง มาแข่งขันกันให้ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยจะดีกว่า การเมืองจะได้สงบ

ยก“ทักษิณ”ยังครองใจอีสาน

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช. คมนาคม แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การแข่งขันในการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 สกลนคร เปรียบเหมือนเกมกีฬาย่อมมีแพ้ชนะ ตอนนี้ถือว่าจบกระบวนการไปแล้ว ซึ่งพวกเรายอมรับความ พ่ายแพ้ครั้งนี้ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน และต้องยอมรับความจริงว่า พ.ต.ท. ทักษิณยังเป็นที่รักของประชาชนในภาคอีสาน อย่างไรก็ดี เบื้องต้นเราไม่ต้องการให้มีการฟ้องร้อง แต่ขอให้เป็นเรื่องที่ กกต. ดำเนินการเอง และเมื่อการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 สกลนคร จบไปแล้วก็ให้มันจบลงไปด้วยดี

นางศุภมาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จากการประเมินผลการเลือกตั้งซ่อม ในช่วงโค้งสุดท้ายเริ่มเห็นอาการไม่ดี เพราะในการปราศรัยทุกเวทีให้ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเพื่อปลุกกระแสให้ประชาชนคลั่งไคล้ อีกทั้ง พ.ต.ท. ทักษิณยังโทรฯสายตรงหากำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วยตัวเอง การพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้พรรคสรุปได้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณไม่ได้ฟื้นแต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยตายต่างหาก และต้องยอมรับว่าเราแพ้กระแส แพ้กระสุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเทวดาของคนอีสาน อย่างไรก็ดีคนที่ตั้งใจจะย้ายมาอยู่กับเราก็ยังยืนยันว่าจะย้ายมาไม่เปลี่ยนแปลง

เผยรู้ผลส.ส.พท.เบรกย้ายรัง

นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนการตัดสินใจกรณีที่จะย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน แม้ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 ที่ผ่านมา นางอนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย จะได้รับชัยชนะเหนือนายพิทักษ์ จันท ศรี ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย แบบขาดลอยถึงกว่า 4 หมื่นคะแนน เพราะเหตุผลที่ตนเองตัดสินใจย้ายสังกัดเป็นเพราะถูกขัดขวางการทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับกระแสความแรงของพรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ นายจุมพฏ ยังยอมรับว่า ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร ที่ผ่านมา ทำให้ ส.ส.ภาคอีสานพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ที่แต่เดิมมีความคิดที่จะย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนใจที่จะไม่ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยแล้ว เพราะเกรงว่าอาจจะไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า

“เพื่อไทย”ตีปีกรักษาแชมป์ได้

ที่พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยและนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กรุงเทพฯ ในฐานะประธานภาคกทม.ร่วมแถลงข่าวขอบคุณประชาชนเขต 3 สกลนคร โดยนายยงยุทธ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ขอบคุณสื่อมวลชนที่นำเสนอนโยบาย เจตนารมณ์ของเราให้ประชาชนได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา และขอบคุณคนที่มาช่วยหาเสียงไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การต่อสู้ครั้งนี้ถือว่ารุนแรง ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจรัฐในมือ ส่วนพรรค เพื่อไทยมีแต่หัวใจ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นกำลังใจให้พวกเราทำงานต่อไป

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการลงคะแนน ล่วงหน้า เพราะพบว่าในจำนวน 21,060 เสียง เป็นคะแนนของพรรคภูมิใจไทย 16,952 เสียง คิดเป็น 82% ในขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เพียง 18% หรือ 3,900 กว่าคะแนน แต่พอมาถึงการลงคะแนนวันจริงผลที่ออกมาตรงกันข้าม พรรค เพื่อไทยได้ 64% แต่พรรคภูมิใจไทยได้ 36% ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ส่งหนังสือให้ กกต. ตรวจสอบการเลือกตั้งล่วงหน้าว่าข้อเท็จจริงคืออะไรและการกำหนดวันลงคะแนนไว้ 2 วันในขณะที่วันจริงลงคะแนนเพียง 1 วัน มันเปิดช่องให้มีการทุจริตหรือไม่ ส่วนข้อร้องเรียนที่ยื่นต่อ กกต. ไป 7 ข้อนั้น แม้ว่าเราจะชนะแล้วก็อยากให้กระบวนการดำเนินการต่อไป

ชทพ.เด้งหนีกระแส“เนวิน”

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเขต 1 ศรีสะเกษ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นคนของพรรคภูมิใจไทยที่มาฝากเลี้ยงไว้ในพรรคชาติไทยพัฒนาว่า ขอปฏิเสธข่าวดังกล่าวโดยสิ้นเชิง เพราะนางสกุลทิพย์เป็นคนของพรรคชาติไทยพัฒนาโดยแท้ ข่าวที่ออกมาเป็นการปล่อยข่าวจากฝ่ายตรงข้าม เพื่อสร้างกระแสให้กับพรรคตัวเอง เนื่องจากเห็นว่ากระแสของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยกำลังเพลี่ยงพล้ำ แพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร ตนเชื่อว่าเมื่อผลเลือกตั้งซ่อมสกลนครออกมาเช่นนี้ยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยฮึกเหิม และต้องดูว่าพรรคเพื่อไทยจะกดดันให้รัฐบาลเกิดการเปลี่ยนแปลงจนไปสู่การเลือกตั้งใหม่ให้ได้

นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า สำหรับอาการป่วยของนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ขณะนี้ดีขึ้นตามลำดับ อีกไม่นานจะสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นปกติ ทั้งนี้ พรรคชาติไทยพัฒนาและครอบครัว “ศิลปอาชา” ขอขอบคุณทุกคน โดยเฉพาะนายกฯ และ ครม. ที่เดินทางไปเยี่ยมเยียนและแสดงความห่วงใยต่ออาการ ป่วยของนายชุมพล

มีร้องเรียนเข้ามาแล้ว7เรื่อง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยถึงผลการเลือกตั้ง เขต 3 สกลนครเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ผู้ที่ได้รับคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งคือ นางอนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้ 83,348 คะแนน และอันดับสอง นายพิทักษ์ จันทศรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ 47,235 คะแนน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 58.06% มีบัตรดี 96.45% บัตรเสีย 1.16% และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 2.37%

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนขณะนี้มีจำนวน 7 เรื่อง โดยในส่วนของผู้สมัครที่ได้รับการเลือกตั้งโดนกล่าวหาในกรณี การใส่ร้าย หลอกลวงให้สำคัญผิดในคะแนนนิยม โดยรวมไปถึงกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย ถูกร้องในกรณีการแจกเงินและขนคนมาใช้สิทธิลงคะแนน ทั้งนี้ กกต. ต้องรอ กกต.จังหวัดพิจารณาว่าจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งหรือไม่ หลังจากนั้นจึงส่งมาให้ โดย กกต. มีเวลาวินิจฉัย 30 วัน ซึ่งหากพิจารณาทัน กกต. ก็อาจจะประกาศรับรองผลหรือแจกใบเหลืองใบแดง แต่พิจารณาไม่ทัน เวลาที่กำหนดก็จะประกาศรับรองผลไปก่อน

ไม่ฟันธงเชือด“แม้ว”โฟนอิน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยมีบรรทัดฐานของการโฟนอินเข้ามา ไม่สามารถเอาผิดได้เพราะไม่มีกฎหมายระบุไว้ นายประพันธ์ กล่าวว่า เราต้องดูข้อเท็จจริงเพราะแต่ละเรื่องข้อเท็จจริงแตกต่างกัน ยังบอกไม่ได้ว่าผิดหรือไม่ผิด ซึ่งก็ต้องให้คณะกรรมการเขาพิจารณาก่อน ซึ่ง กกต. การพิจารณาจะต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และไม่หนักใจในการพิจารณาเพราะต้องยึดหลักกฎหมาย

นายประพันธ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ระเบิดที่ อ.เจริญศิลป์ ว่าเท่าที่ได้รับรายงานเหตุระเบิดเกิดห่างจากที่ปราศรัยหาเสียงพอสมควร แต่ยังไม่ได้ระบุว่า เกิดจากสาเหตุใด แล้วเท่าที่ได้รับรายงานมา หากมีการประสงค์จะประทุษร้ายก็ถือว่าอยู่ห่าง เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องสอบสวน ไปตามระเบียบว่าในวันดังกล่าวมีใครเดินแถวนั้นหรือไม่ และยังคาดเดาไม่ได้ว่าเป็นการขอความเห็นใจหรือไม่

ส.ว.ประเดิมสับขึ้นภาษีน้ำมัน

ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ โดยมีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานที่ประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณา พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 8 แสนล้านบาท โดยที่ประชุมเห็นชอบการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ของวุฒิสภา จำนวน 27 คน พร้อมทั้งให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาสูบ พ.ศ. 2509 ฉบับที่ 2

ต่อจากนั้นที่ประชุมได้พิจารณา พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2552 ที่ ครม. เสนอมาด้วย โดย ส.ว. ส่วนใหญ่อภิปรายแสดง ความเป็นห่วงการขึ้นภาษีน้ำมัน

โดยเห็นว่ารัฐบาลควรหารายได้จากส่วนอื่นนอกเหนือจากการขึ้นภาษีน้ำมันที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้บริโภคต้องสูงขึ้นด้วย ซึ่ง พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า ไม่เป็นความจริงที่บอกว่าขึ้นภาษีน้ำมันไม่กระทบประชาชน แนวคิดที่จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาปิดหีบงบประมาณก็ถือเป็นแนวคิดที่ผิดอยู่แล้ว เช่นเดียวกับ นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า รัฐบาลทำสิ่ง ที่สวนทางกันคือ ออก พ.ร.ก.เพื่อกู้เงินจากต่างประเทศมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันขึ้นภาษีต่าง ๆ เพื่อเพิ่มภาระให้กับประชาชนอีก

สุดท้ายโหวตคว่ำไม่ให้ผ่าน

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ชี้แจงว่า เหตุที่รัฐบาลตัดสินใจใช้วิธีขึ้นภาษีน้ำมันและภาษีบาป เพราะต้องการให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความประหยัดในการใช้พลังงานน้ำมัน และการใช้เงินไปกับสินค้าฟุ่มเฟือยสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ชี้แจงว่า ยอมรับว่าเป็นโชคไม่ดีทั้งที่ไทยปรับอัตราภาษี ขณะที่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่จากนั้นราคาน้ำมันก็สูงขึ้นมาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ตามราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งยังจำเป็นต้องคงภาระของกองทุนน้ำมันไว้ในระดับนี้ก่อนเพื่อไม่ให้กองทุนน้ำมันแบกรับหนี้ไว้สูงเกินไป ตนยังมีอำนาจของกระทรวงการคลังที่จะปรับลดอัตราภาษีส่วนนี้ได้อยู่ซึ่งจะพยายามไม่ให้ซ้ำเติมประชาชน

ภายหลังการอภิปรายกว่า 1 ชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.ก.แก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 58 ต่อ 32 เสียงงดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคห้าระบุว่าถ้าวุฒิสภาไม่อนุมัติและสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้ พ.ร.ก. นั้นมีผลใช้บังคับเป็น พ.ร.บ. ต่อไป

วิปรัฐบาลเผยมีช่องบังคับใช้

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐ บาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่วุฒิสภามีมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2552 ว่า มีช่องทางที่ดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าว ทางประธานวุฒิสภาจะต้องแจ้งให้ ครม.และสภา รับทราบตามข้อบังคับที่ 158 ของการประชุมวุฒิสภา ซึ่งเมื่อ ครม. รับทราบแล้วถ้า ครม. ยืนยันและเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วน ทางรัฐบาลอาจจะขอเปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวได้อีก

ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่าอีกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลเห็นว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ไปแล้วไม่มีผลกระทบอะไร ก็อาจรอให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติที่จะเปิดในวันที่ 1 ส.ค. แล้วค่อยนำเข้าก็ได้ นอกจากนี้ ทางรัฐบาลอาจจะดำเนินการตามมาตรา 184 วรรค 5 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่าหากวุฒิสภาไม่เห็นชอบ ทางรัฐบาลต้องใช้เสียง ส.ส.ในสภา เพื่อยืนยันด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ส.ที่มีอยู่ในสภาเพื่อให้ พ.ร.ก.มีผลใช้บังคับเป็น พ.ร.บ.ต่อไป

ยำพ.ร.ก.แนะลดช่วงเวลากู้เงิน

ขณะเดียวกัน การประชุมวุฒิสภาสมัย วิสามัญ พิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 โดย ส.ว. ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ท้วงติงไม่เห็นด้วยเพราะไม่มีการตรวจสอบวงเงินจำนวนมาก ทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย อาทิ นายธวัช บวร วนิชยกูร ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตนได้สอบถาม รมว.คลังว่า หากใช้เงินในโครงการหนึ่งไม่หมดแล้วสามารถโยกงบประมาณมาให้กับอีกโครงการหนึ่งได้หรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่าสามารถทำได้

นายธวัช อภิปรายไว้อีกว่า เงินจำนวน 8 แสนล้านบาท ถือเป็นแค่หัวเชื้อของโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ต้องใช้เงินจำนวน 1.43 ล้านล้านบาท เมื่อเป็นเงินก้อนใหญ่ ไม่สามารถตรวจสอบได้ สุ่มเสี่ยงการทุจริตในการใช้งบประมาณ รัฐบาลอาจลดช่วงเวลากู้เงินเหลือแค่ปี 53 แล้วนำกลับมาพิจารณาด้วยวิธีงบประมาณ ทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แม้จะช้าหน่อยก็ไม่เกิน 3-4 เดือน แต่ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าอย่างนี้

ห่วงซื้อบุฟเฟ่ต์ให้รัฐบาลหน้า

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า รัฐบาลยังเห็นสภาเป็นที่ประกอบพิธี กรรม ประชุม ครม. ไม่กี่สิบนาที ก็อนุมัติวงเงินโครงการของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวง มหาดไทย เพิ่มเติมเป็นเงิน 4.9 พันล้านบาท เป็นอาการพิรุธ ที่สังคมเชื่อแบบนี้บ้างก็สงสัยว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อการโหวตให้ของ ส.ส. พรรคร่วม และข่าวลือเกี่ยวกับ ส.ส. ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านได้มีการหารือกับนายกฯ เกี่ยวกับแบ่งงบประมาณลงพื้นที่ บางคนนินทา ไปถึงขั้นว่า ไม่ทันการหรือไม่ทันกินกันแน่

นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนายกฯ และ รมว.คลังคนนี้ไม่ได้กลับมา แล้วระเบียบการใช้เงินและการคุมเงินดังกล่าวจะยังอยู่หรือไม่ เพราะแก้ไขได้โดยมติ ครม. ซึ่งสำหรับนายกฯ คนนี้ตนมั่นใจว่าจะไม่โกง แต่ถ้าไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีก จะเหมือนว่ารัฐบาลนี้เสียค่าโง่ตั้งโต๊ะให้รัฐบาลหน้ากินบุฟเฟ่ต์กันหรือไม่

คลังแจง-นายกฯแจ้นมาจ้อ

นายกรณ์ ชี้แจงว่า การกำหนดเงินไว้เกินวงเงินที่จะใช้จ่าย เพราะรัฐบาลป้องกันไว้ว่า อาจมีโครงการใดที่ประสบปัญหาอุปสรรค ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้มีวงเงินเข้ามาใช้ทดแทน ได้ในโครงการไทยเข้มแข็ง ขอยืนยันว่ารัฐบาลพิจารณาว่า เม็ดเงิน 2 ก้อน ๆ ก้อนละ 4 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก. และร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน มีวัตถุประสงค์ในการใช้ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยส่วนหนึ่งจะใช้ปิดหีบ อีกส่วนคือโครงการไทยเข้มแข็ง ระยะแรกและระยะถัดมา

นายกรณ์ กล่าวว่า ที่ตั้งโต๊ะไว้ 1.5 ล้านล้านบาทตั้งแต่แรก เพราะต้องการส่งสัญญาณ ที่ชัดเจน ในความจำเป็นในการลงทุน จึงกำหนดเม็ดเงินให้ชัดตั้งแต่แรก และไม่แก้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ แต่ประเด็นนี้ก็ทบทวนแล้ว หากตัดสินใจเลือกแบบนี้ การแก้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ เป็นการส่งสัญญาณเชิงลบขาดวินัยการคลังของรัฐบาล และให้มีกฎหมายเพื่อเข้าถึงเงินลงทุนพิเศษ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนี้ภายหลัง นายกรณ์ ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่านายอภิสิทธิ์จะรีบมาชี้แจงต่อวุฒิสภาในการพิจารณาเรื่องนี้หลังเดินทางกลับจากสิงคโปร์ทันที

เยือนสิงคโปร์ตีปี๊บ ศก.ไทย

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ และคณะ ออกเดินทางไปสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับสิงคโปร์ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากประเทศสิงคโปร์ในวันเดียวกันนี้ว่า นายอภิสิทธิ์ เปิด เผยกับคณะนักธุรกิจระดับสูงของสิงคโปร์ ในระหว่างการเยือนประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการและได้เข้าร่วมหารือกับนายลี เซียน ลุง นายกฯ สิงคโปร์ ณ ทำเนียบประธานาธิบดี โดยกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงถดถอยว่า จะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในปีหน้า ซึ่งตนก็หวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะนำไปสู่การสร้างงานได้ 1.5-2 ล้านตำแหน่ง ส่วนสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยถดถอยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจหดตัวอย่างมากเกินที่คาดหมายไว้ 7.1% เพราะปัญหาการส่งออกและการท่องเที่ยวในประเทศที่ได้รับผลกระทบ

ตร.ขอขึ้นเงินเดือน-ปลดหนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม. วัน ที่ 23 มิ.ย.นี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเสนอร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงิน ประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ให้ครม. พิจารณา โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอว่า สมควรปรับปรุงระบบเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจให้เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่และสภาพสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งสมควรที่จะต้องกำหนดว่าต้องสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เพียงพอแก่การปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้ปฏิบัติราชการได้ตามเป้าหมายและมีความต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าทาง สตช. ได้หารือกับทางธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เพื่อจะดำเนินโครงการปล่อยสินเชื่อปรับ หนี้บัตรเครดิต (รีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิต) ให้แก่ข้าราชการตำรวจ เพื่อเป็นการร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอัตราการเป็นหนี้สินในระดับที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงได้ในเร็ววันนี้

“น้องยิ้ม”เข้ารับทราบข้อหา

เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือ “น้องยิ้ม” ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เดินทางมาพร้อมนายคารม พลทะกลาง ทนายความ เพื่อเข้าพบ พ.ต.ท.สุพจน์ ชายป่า พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.พระราชวัง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาดูหมิ่นศาล หลังจากนายเชาวนะ ไตรมาศ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเดินทางเข้าแจ้งความไว้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเมื่อ “น้องยิ้ม” เดินทางมาถึง สน.พระราชวัง กลุ่มเสื้อแดงต่างพากันเข้ามอบดอกไม้พร้อมตะโกน “วิสาระดี สู้ สู้- น้องยิ้ม สู้ สู้” ตลอดเวลา

โดยนายคารม กล่าวว่า ครั้งนี้ น.ส.วิสา ระดี ได้มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกครั้งแรก ตำรวจก็แจ้งข้อหาและให้กลับบ้านได้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ก็จะให้การโดยละเอียดอีกครั้งไปที่อัยการ อัยการก็จะส่งศาลต่อไป

ก๊วนพรรคร่วมนัดกินข้าว

ที่ห้องอาหารจีน เดอะไชน่าเฮาส์ โรงแรมโอเรียนเต็ล เวลา 18.30 น. นายสุวัจน์ ลิปต พัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นเจ้าภาพนัดอดีตแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลรับประทาน อาหารร่วมกัน อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตเลขาธิการพรรคชาติไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายปรีชา เลาห พงศ์ชนะ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช. คลัง เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา โดยที่ไม่มีแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมแต่อย่างใด

ทั้งนี้นายอนุทิน เปิดเผยก่อนรับประทานอาหารว่า เป็นการรับประทานอาหารกันตามปกติ เฉพาะสมาชิกที่ตกงาน บ้านเลขที่ 111 จึงไม่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมานายประดิษฐ์ กล่าวหลังร่วมรับประทานอาหารนานกว่า 2 ชั่วโมงว่า ไม่มีนัยทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มาร่วมเพราะติดภารกิจที่สภาอีกทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ก็เดินทางไปสิงคโปร์กับนายกฯ.

เศรษฐกิจนำการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

การเอาแพ้เอาชนะทางการเมือง จากการชิงอำนาจทางการเมือง พรรคการเมือง นักการเมืองที่รับใช้อำนาจนอกระบบ ที่เป็นเผด็จการเสียงข้างน้อย จะได้รับบทเรียนดังเช่นการเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร โดยประชาธิปไตยประชาชนเสียงข้างมาก

ในภาคใต้เหตุการณ์ความไม่สงบ ใช้การเมืองนำการทหารหรือทหารยังนำการเมือง นายกฯและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงรู้ดีแก่ใจ ทำไมรองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงต้องทำตัวเป็นยาสามัญประจำบ้านไปเคลียร์ปัญหาคาใจกับนายกฯฮุนเซน แห่งกัมพูชา แล้ว รมว.ต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ไปไหน แล้วยาสามัญประจำบ้านจะรักษาโรคความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้แค่ไหน เมื่อเป็นแค่ยาสามัญประจำบ้าน

เหล่านี้คือคำถามที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

ถ้าวันนั้นไม่มีวิกฤติการเมือง ไม่มีการยึดอำนาจและไม่มีการเข้าแทรกแซงอำนาจประชาธิปไตย และจนถึงวันนี้เมืองไทยกำลังจะล่มจม ก็เพราะการใช้อำนาจไม่ถูกที่ถูกทาง

การท่องเที่ยวไทยตกอยู่ภายในวิกฤติอย่างหนัก ที่หนักกว่าคือรัฐบาลมีฝีมือในการพลิกวิกฤติการท่องเที่ยวแค่ไหน จะให้เป็นวาระแห่งชาติก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมออกมา มีคำถามมาจากผู้ที่อยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวซึ่งรวมตัวกันตั้งคำถามขึ้นมาว่า ใครควรจะเป็นเจ้าภาพฟื้นฟูการท่องเที่ยวระหว่างนายกฯกับรองนายกฯ มีคณะกรรมการที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกได้แค่ไหน มียุทธศาสตร์กลุ่มเป้าหมายอย่างไร
ตัวอย่างคำถามเหล่านี้ รัฐบาลจะทำละเลยไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมจับต้องได้ด้วย ตัวเลขการท่องเที่ยว เมื่อเทียบกันปีต่อปีระหว่าง 1 ม.ค.-10 มิ.ย. ปี 2008 กับปี 2009 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไป ร้อยละ 33.45 ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แม้กระทั่งจนบัดนี้

ยังไม่มีอนาคต

ไม่ใช่แค่การส่งออกเท่านั้นที่ไตรมาสนี้ติดลบถึงเกือบร้อยละ 20 การนำเข้าก็ติดลบ ไม่แพ้กันเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว นำเข้าที่ร้อยละ 5.3 ไตรมาสแรกปีนี้ติดลบทีเดียวร้อยละ 38.3
ก็แปลว่า อุตสาหกรรมการผลิตหดตัวอย่างรุนแรง หดตัวเพราะอะไร เพราะไม่มีกำลังซื้อ อ้าวแล้วมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเฟสแรก รวมทั้งเช็ค 2 พันบาทหายไปไหน

เมื่อเป็นดังนี้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อ เมื่อปลายปี 2551 อยู่ที่ 2.4 มาถึงไตรมาสแรกปี 2552 ติดลบ 0.3 ก็เป็นคำตอบที่ตอกย้ำ ว่าทุกอย่างชะลอตัวหมดและกำลังจะนำไปสู่ภาวะเงินฝืดในอนาคตอันใกล้นี้
ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เตรียมการรับมือกับความผันผวน ในเชิงลบของเศรษฐกิจ ไว้อย่างไร แต่ธนาคารโลกเตือนแล้วว่า การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะติดลบที่ร้อยละ 3 หรืออย่างดีที่สุดก็ติดลบร้อยละ 1.7 คาดว่าอย่างเร็วที่สุดปีหน้าจึงจะเริ่ม ฟื้นตัว ถ้ายังคิดใช้การเมืองนำการเมืองต่อไป

มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง.

หมัดเหล็ก

'เนวิน'แพ้ปชป.สะดุ้ง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_14702

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า "ทักษิณ" ฟื้นคืนชีพ เพราะจริงๆแล้ว "ทักษิณ" ฆ่าไม่ตาย

กับผลการเลือกตั้งซ่อมเขต 3 จังหวัดสกลนคร อิทธิฤทธิ์ "โฟนอิน" เสกแต้มให้คนของพรรคเพื่อไทยเข้าป้ายชนิดทิ้งคู่แข่งเกือบสี่หมื่นคะแนน ไม่ใช่แค่ค่ายภูมิใจไทย ยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่โดนเผาเครื่อง สอนมวย


ต้องกลับมาเลียแผล ทบทวนกลศึกกันใหม่

โดยสัญญาณที่ถูกส่งไปถึงป้อมค่ายการเมืองอื่นที่ต้องลงสนามเย่อกับคนของนายใหญ่ รวมไปถึงฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

นาทีนี้ยี่ห้อ "ทักษิณ" ยิ่งฝังรากลึก


แนวรบภาคอีสานกับภาคเหนือ "นายใหญ่" มนต์ยังขลังไม่เสื่อมคลาย

ในอารมณ์เดียวกับที่ยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" คือเทพเจ้าแห่งปักษ์ใต้ ถ้าไปที่อีสานชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ก็ดุจเทวดาเหมือนกัน

"นายใหญ่" แสดงอิทธิฤทธิ์ เสกยี่ห้อเพื่อไทยกลับมาตั้งหลักได้


คนที่สะดุ้งมากกว่าใคร น่าจะเป็นคนพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละ ในฐานะคู่ชิงแชมป์ประเทศไทย

จากแผนการตอกลิ่ม เชิดฉิ่ง "เนวิน" สลายกำลัง "ทักษิณ"

รอกินรวบบนซากศพศึกสายเลือด


ผลออกมาผิดแผน พลิกความคาดหมาย "ทักษิณ" โค่นไม่ลง แถมยังแสดงพลังให้เห็นว่า พร้อมกลับมาทวงคืนตำแหน่งแชมป์ที่โดนขโมยไป

ในเมื่อรู้แล้วว่า "คู่แข่งตัวจริง" ยังชื่อ "ทักษิณ"


ยี่ห้อนี้ยังเชื่อขนมกินได้

ก็น่าสนใจเหมือนกัน ไอ้ที่ร่ำๆ ส่งคนระดับนายชุมพล กาญจนะ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาส่งสัญญาณขู่พรรคร่วมรัฐบาลและทีมงานฝ่ายค้าน ถ้าถึงทางตันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะไม่ยอมให้พลิกขั้ว แต่จะเลือกการยุบสภา

ถามว่า กล้าล้มโต๊ะจริงๆหรือ

ในเมื่อเห็นกันอยู่ตำตา อิทธิฤทธิ์ "ทักษิณ" ร่ายมนต์โฟนอินข้ามทะเลทรายมาจากดูไบ เสกแต้มให้ลูกข่ายพรรคเพื่อไทยเข้าป้ายเลือกตั้งซ่อมที่อีสาน

ขาดลอย ไม่เห็นฝุ่น

ขนาดภูมิใจไทยที่ว่าแน่ๆ ยี่ห้อ "เนวิน" ก็ไม่ธรรมดาในแถบอีสานใต้ ยังโดนน็อกซะได้ นับประสาอะไรกับยี่ห้อ "ประชาธิปัตย์" ที่ขายไม่ออกในอีสาน

รอบหน้าอาจไม่เหลือทำพันธุ์เลยก็ได้

ยิ่งในสถานการณ์ที่ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง ผลงานการกู้วิกฤติเศรษฐกิจก็ได้มาแค่ฉายา "นักสู้กู้สิบทิศ" ในทางตรงกันข้าม ไฟใต้กลับมาคุโชนใหม่ ท้าทายเจ้าถิ่น ทำท่าจะแพ้คาบ้าน ไหนจะอาการป่วยที่ประเทศไทยติดไข้หวัดใหญ่ 2009


ล่าสุดคนประชาธิปัตย์ยังโดนพิษหุ้น กกต.จ่อฟันพร้อม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลอีกหลายสิบราย โทษฐานมีเอี่ยวถือหุ้นในบริษัทที่ถือสัมปทานรัฐ

เคราะห์ซ้ำ กรรมซัดไปกันใหญ่

แต่ที่แน่ๆ ถ้าล้มโต๊ะยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่ โดยตัวเลขที่ใส่ล่วงหน้าได้ ในเมื่อภาคอีสานกับภาคเหนือยังอยู่ในคาถาของ "ทักษิณ"

เต็งหนึ่งก็ยังเป็นพรรคเพื่อไทย

และในเกมจับขั้วที่เดาล่วงหน้าได้ พรรคเพื่อแผ่นดิน ชาติไทยพัฒนา รวมใจไทยชาติพัฒนา หรือแม้กระทั่งค่ายภูมิใจไทย

ลึกๆก็เซ็งที่จะอยู่ให้ประชาธิปัตย์เหยียบบ่า

มาถึงตรงนี้พรรคร่วมรัฐบาลน่าจะส่งดอกไม้ขอบอกขอบ ใจ "เนวิน" ที่แพ้เกมเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร

ทำให้ภาพการเมืองกระจ่างขึ้นมาทันตา

ที่แน่ๆต่อไปนี้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่ คงไม่กล้าเชิดใส่พรรคร่วมรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ก็ต้องคิดก่อนชักสีหน้าใส่พรรคเพื่อแผ่นดิน


เพราะถ้าผิดเหลี่ยมผิดใจ ลูกไหลไปเข้าทาง "ทักษิณ"

ประชาธิปัตย์จะจองที่นั่งฝ่ายค้านดักดาน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

พรรคร่วมถกไร้เงา ปชป.ไม่ส่อนัยยะทางการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_14743

สุเทพ เทือกสุบรรณ

"สุเทพ" ระบุพรรคร่วมถกไร้เงา ปชป.ไม่ส่อนัยยะการเมือง ไม่ลุ้น แต่พร้อมรับ กกต.ชี้ขาดเชือด ส.ส.ถือหุ้นสัมปทานรัฐ มั่นใจแจงเหตุผลได้ ...

วันนี้ (23 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลได้นัดหารือกันเมื่อคืนวันที่ 22 มิ.ย.แต่ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมด้วยเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือ ไม่ว่า ไม่มีการส่งสัญญาณอะไรทั้งสิ้น เพราะตามปกติเวลาที่พรรคร่วมนัดหารือตนจะไปร่วมด้วยทุกครั้ง แต่เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ตนเดินทางไปประเทศสิงค์โปร์กับคณะของนายกรัฐมนตรีจึงไม่มีใครได้ไปร่วมรับประทานอาหารกับพรรคร่วม เมื่อถามย้ำว่าทางพรรคร่วมได้มีการเชิญและแจ้งให้ทราบล่วงหน้าใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เราทราบ ซึ่งการนัดพรรคร่วมรับประทานอาหารจะเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ

เมื่อถามว่าในการหารือได้มีการพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ที่ ส.ส.ถือครองหุ้นซึ่งถือเป็นอุปสรรคของรัฐบาล นายสุเทพ กล่าวว่า เวลาที่นักการเมืองนัดทานข้าวก็ต้องคุยเรื่องการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นผู้จัดการรัฐบาลเป็นห่วงเสียงส.ส.ที่อาจมีผลในการ เป็นรัฐบาลต่อไปหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ดูกันต่อไป ตนไม่ได้ตรวจดูว่ามีกี่คน และมีใครย้ายไปอยู่พรรคไหนบ้าง เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าถึงเวลาที่รัฐบาลอาจจะต้องยุบสภาเร็วขึ้นจากการพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุเทพ กล่าวว่า อย่ารีบคาดการณ์ดูข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และดูไปทีละขั้นตอน แต่ยืนยันว่า พวกตนปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าเขาตัดสินออกมาว่าขาดคุณสมบัติก็ขาดคุณสมบัติ

เมื่อถามว่าในส่วนของท่านก็อยู่ในข่ายของการพิจารณาว่าเป็นผู้หนึ่งที่ถือครองหุ้นซึ่งในวันนี้ลุ้นด้วยหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ลุ้น ใครจะตัดสินอย่างไรก็แล้วแต่ เพราะแต่ละคนมีอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ทั้งนี้หุ้นที่ตนมีอยู่ได้ซื้อมาหลายปีแล้ว และซื้ออย่างละ 1,000-3,000 หุ้นไม่มาก แต่เมื่อซื้อแล้วเศรษฐกิจไม่ดี หุ้นราคาตกตนเสียดายไม่ขายเก็บเอาไว้ และได้แสดงบัญชีกับ ป.ป.ช.ทุกครั้งที่เลือกตั้งเสร็จ ครั้งที่แล้วเป็นฝ่ายค้านมีคนเอาเรื่องนี้มาร้องเรียนตนก็ขายไปแล้วและขาย ก่อนที่ตนจะรับตำแหน่งเป็นปีแล้วด้วย เมื่อถามย้ำว่าถ้าจะต้องพ้นสมาชิกก็พ้นเฉพาะตำแหน่งส.ส. ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรียังอยู่ใช่หรืไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไปวินิจฉัยแทนคนอื่นไม่ได้ ตนถูกวินิจฉัย เพราะฉะนั้นอย่าให้ตนต้องมาคาดการณ์กันเอง ทั้งนี้ตนไม่กังวลทุกอย่างทำตามกฎหมาย เขาให้ทำอย่างไรตนก็ทำอย่างนั้น เมื่อถามว่ารัฐธรรมนูญที่มีอยู่เริ่มที่จะมองว่ามีปัญหาจริง ๆ ใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่คิดเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะคนที่คิดเรื่องธรรมนูญเขามอบหมายกันไปแล้ว เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ควรจะแก้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เนื่องจากเข้าสู่กระบวนการผู้มีอำนาจตนไม่วิจารณ์ ไม่อยากจะก้าวล่วงเดี๋ยวขัดใจกัน