WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 24, 2009

ชัยชนะคนทรยศที่สกลนคร ยังไม่ใช่เป็นการชนะสงคราม แต่ก็ทำให้เรามีกำลังใจสู้ต่อ

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2009 เวลา 02:58 น.

altเห็นผลการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครแล้ว ผมก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องคนเสื้อแดงที่สกลนครนะครับ ที่ช่วยลงคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทยจนได้รับชัยชนะ การชนะการเลือกตั้งซ่อมที่สกลนครครั้งนี้ เป็นการชนะในท่ามกลางการระดมสรรพกำลังของฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มที่ เป็นสมรภูมิที่เราเสียเปรียบทุกอย่าง ยกเว้นแต่เรามีกำลังใจและมีกันและกัน และมีท่านนายกฯทักษิณเท่านั้นที่พอจะทำให้เรามีข้อได้เปรียบอยู่บ้าง

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


แม้ว่านายเนวิน จะประกาศว่าพวกเขายังไม่แพ้สงคราม แต่ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยต่อพรรคภูมิใจไทยของนายเนวินครั้งนี้ เป็นการ “หยุดการฮึกเหิม” ของคนทรยศคนนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขารู้ตัวว่า พวกพวกเขาไม่มีอะไรเลยที่จะต่อสู้กับคนเสื้อแดง นอกจากกระบวนทรรศน์เก่าๆ ในการเลือกตั้งเท่านั้น


ชัยชนะครั้งนี้ คนอีสานประการให้ทราบว่า การทรยศแปรพักตร์ไปเข้าข้างศัตรูกลางศึกสงครามนั้น เป็นการกระทำที่คนอีสานทั่วไปรับไม่ได้ เพราะการกระทำของนายเนวินกับพวก ทำให้พลังการต่อรองของคนอีสานลดลง เป็นการยอมสยบให้พรรคของคนใต้อย่างประชาธิปัตย์เพื่อไปกินเศษอาหารที่เขาโยนเท่านั้นเอง แทนที่คนอีสานซึ้งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะเป็นผู้ชี้ชะตาประเทศเหมือนที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 หลังชัยชนะของพรรคไทยรักไทยเป็นต้นมา การกระทำของนายเนวินกลับไปยอมสยบต่อพรรคของคนใต้ เพื่อให้พวกของตนได้กินเศษเนื้อเท่านั้น และปล่อยให้พี่น้องส่วนใหญ่ต้องยากจนและไร้ความหวังต่อไป เป็นการทรยศที่ไม่ควรให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง

ถึงแม้ว่าการชนะเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร เรายังไม่ชนะสงคราม และยังอีกห่างไกลต่อการชนะสงคราม แต่ก็เป็นการสร้างกำลังใจให้กับแนวร่วมและสหายศึกทั้งหลายที่ต่อสู้อยู่ตามที่ต่างๆ ของประเทศว่า พวกเรายังมีกำลังที่เข็มแข็ง ฐานที่มั่นของเรายังเข็มแข็ง เรายังไม่ได้ถอย เหตุการณ์สงกรานต์เลือด เป็นเพียงเรา “ย้ายที่ตั้งทัพใหม่เท่านั้น“ ไม่ใช่เป็นการถอยร่นแตกพ่ายแต่อย่างใด

หากการชุมนุมวันที่ 27 มิถุนายน นี้ พวกเรายังร่วมใจกันมากเหมือนเดิม ผมคิดว่าเป็นการส่งสัญญาณกลับไปให้พวกอำมาตยาธิปไตยทั้งหลายได้รู้ว่า “ชัยชนะที่พวกเขาแย่งไปจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ” อย่างไม่เป็นธรรมนั้น เป็นแค่ “ชัยชนะชั่วคราวเท่านั้น” เหมือนกับปราสาททราย ที่โดนพายุมหาชนเข้าเมื่อไหร่ ก็พ่ายแพ้เมื่อนั้น เป็นการสั่งสอนให้ เจ้หรือเฮียทั้งหลายทราบว่า ที่พวกคุณทุ่มกำลังเอาศรัทธามหาศาลเข้าไปแลกเพื่อให้ได้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ที่คนเกลียดชังนั้น ไม่ได้มีผลได้ที่มั่นคงแต่อย่างใดเลย

ผมมองว่าการกระทำที่ผ่านมาของ “อำมาตยาธิปไตยศักดินา” ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ทำให้ระบอบนี้ไร้เสถียรภาพ และนับเวลาถอยหลังเร็วยิ่งขึ้น


หากเรามองพัฒนาการทางการเมืองไทย ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ ผมคิดว่าคนอีสานได้เปลี่ยนไปตั้งแต่การเลือกตั้งหลังปี 2544 เป็นต้นมาแล้ว หากใครเป็นนักสถิติ ยืนอยู่กับข้อมูลที่เป็นจริง ก็จะเห็นว่า การเลือกตั้งหลังปี 2544 เป็นต้นมาพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนอีสานนั่นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

เป็นการเปลี่ยนไปจากการเลือกตัวบุคคลเป็นเลือกพรรค

เนวิน เคยเป็น "ขุนพลอีสาน" แต่นั้นก็เป็นแค่ขุนพล ภายใต้กองทัพ "ไทยรักไทย" ไม่ใช่เป็น "ขุนศึกระดับผู้ครองนคร" ที่มีบารมีของตนเอง เป็นแค่แม่ทัพของ "อ๋อง" เท่านั้น เมื่อหลงตนคิดว่าตัวเองเป็น "อ๋อง" แล้ว แยกตัวไปสร้างกองทัพใหม่ ก็เลยโดนสั่งสอน

พรรคภูมิใจไทยนั้น "ฐานที่มั่นคะแนนเสียง" นั้นด้อยกว่า "พรรคชาติไทย" ของบรรหาร เดิมอีก การเกิดของพรรคนี้ที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่ เพราะไปรวบรวมเอา สส. จากพรรคพลังประชาชนมา สส. ที่รวบรวมมาได้นี้ ไม่ได้มีฐานคะแนนเสียงประชาชนที่มั่นคงของตนเอง แบบนายสุวัจน์ที่โคราช หรือแบบนายบรรหารที่สุพรรณบุรี อาจมีกลุ่มนายเนวินที่บุรีรัมย์ที่มีฐานที่มั่นแข็งแกร่ง แต่ สส.จังหวัดอื่นในภาคอีสานนั้น ได้เป็น สส. เพราะโหนบารมีทักษิณ และพรรคพลังประชาชน ดังนั้น การที่คิดจะชนะเลือกตั้ง จึงใช้แต่จินตภาพของการเมืองก่อนปี 2540 คือ ใช้อำนาจรัฐ ใช้เงินหว่าน แต่หาได้ตระหนักว่า พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เขาอาจรับเงิน แต่เขาไม่เลือก และวิกฤติการในสามปีนี้ ประชาชนได้เรียนรู้อย่างใหญ่หลวง จนส่งผลต่อจิตสำนึกทางการเมืองแล้ว

ผมว่า "แบบจำลองทางการเมือง" แบบเดิมนั้นได้สิ้นสลายไปในทศวรรษ 2540s แล้วละครับ แต่พวกเขาก็ยังคิดว่า "การเมืองก่อนปี 2540 จะกลับคืนมา"

หากเป็นเอย่างนั้นผมคิดว่ามันเป็น counter-revolution ซึ่งผมไม่เชื่อว่ามนุษย์ที่เป็นสัตว์เรียนรู้จะมีพฤติกรรมแบบนั้น

แต่ก็ต้องรอดูผลการเลือกตั้งทั่วไป ในอนาคตข้างหน้า ว่าแนวคิดผมถูกต้องหรือไม่ แต่การเลือกตั้งที่สกลนคร ก็พอมองแนวโน้มบางอย่างได้

พี่น้องเสื้อแดง บางคนกลัวการโกงเลือกตั้งของฝ่ายตรงข้าม กลัวตุลาการภิวัฒน์สองมาตรฐาน

ผมคิดว่ากลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะว่ากลัวหรือไม่กลัวมันก็ทำ เป็นเรื่องที่เราต้องเจออยู่แล้ว มันเป็น "ภาคบังคับของเกม" ที่เราต้องเจออยู่แล้ว ดังนั้นอย่าไปใส่ใจกับตรงนั้นให้มากจนเสียกำลังใจในการต่อสู้ เราหาทางก้าวไปให้พ้นให้ได้ก็แล้วกัน

การเลือกตั้งที่สกลนคร แม้ฝ่ายตรงข้ามจะระดมกำลังทุกอย่างทั้งอำนาจรัฐของกระทรวงมหาดไทย อำนาจเงิน และสื่อทั้งหลาย แม้แต่การเลือกตั้งล่วงหน้า

แต่เมื่อ พวกเราระดมกำลังกันเอาชนะให้มากเข้าไว้ พวกอำมาตย์มันก็โกงไม่ได้ทุกที่หลอกครับ อาจโกงได้ 10-20% แต่หากเราชนะมากกว่านั้น พวกเราก็ยังผ่านเกมนี้ไปได้อยู่ดี แม้ว่าต้องลงทุนลงแรงมากมาย เหนื่อยยากแสนสาหัสก็ตามที แต่ว่าเรากำลังเล่นกับ อำนาจที่ยิ่งใหญ่มายาวนาน จะชนะง่ายๆ มันก็คงประหลาดพิกลแหละครับ

ยิ่งโกง คนก็ยิ่งแค้น และพวกเขาที่อ้างคุณธรรมนำหน้า แต่การกระทำตรงกันข้าม คนก็ยิ่งเกลียดขึ้นมากทุกวัน

การโกงจะเอาชนะได้เมื่อคะแนนมันไม่ห่างกันมากนัก แต่หากมันห่างแบบขาดลอยก็โกงยากมาก

มันทนไม่ได้กับการเห็นภาพที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ป้าพลอย
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2009 เวลา 02:09 น.

alt

ประเทศไทย ตอนนี้ รู้สึกผู้คนจะเพี้ยน ไปเสียแล้ว ขนาดรูปที่ผู้หญิง เสื้อแดงโดนมนุษย์ เพศชายทำร้าย ยังชนะเลิศ ได้รับรางวัล เกียรตินิยม อันดับหนึ่ง โฮน่าภูมิใจดีแท้ คราวหน้า โปรดถ่าย ตอนกลุ่ม ผู้ชายใจชั่วรุมข่มขืนผู้หญิง กลางถนน มาประกวดด้วยน๊ะ ป้าพลอย จะได้นำ เอาภาพนี้ ออกไปโชว์ เผยแพร่ชาวต่าง

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


ประเทศ ให้ได้ชื่นชม ความสามารถ ว่านักข่าว สำนักใหน มีฝีมือยอดเยี่ยม อาจจะได้รางวัลงามๆ จากทั่วโลก
ยิ่งกว่ารางวัล ที่ได้รับ ในประเทศไทย และผู้พิจารณา ให้รางวัล ภาพที่ผู้หญิงเสื้อแดง ถูกทำร้ายนี่ คนที่พิจารณา คงใส่เสื้อเหลืองจัด แถมตาเอียงจัด ต่อท้ายด้วยตาถั่วนิดๆ แถมด้วยซาร์ดิสอีกด้วย คงชอบดูความ

รุนแรงถึงใจ ที่เห็นผู้ชาย กระชากผมผู้หญิง ตบผู้หญิง ต่อหน้า ต่อตาบนถนน บางคน ที่ชอบแบบนี้ คงสะใจ และอาจสำเร็จความใคร่ กับการ ได้เห็น ผู้หญิงเจ็บปวด โดนทำร้าย ฉะนั้นพวกเรา กลุ่มเพศแม่ ขอประนาม ในการกระทำ ของคนที่อยู่ในภาพ ว่าป่าเถื่อน ไม่ใช่ลูกผู้ชาย สมควรที่จะจับ เอามาลงโทษ เพราะทำร้ายร่างกาย โดย

ที่อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่มีทางสู้ เพราะเป็นผู้หญิง การกระทำ ของผู้ชายคนนี้ ชาติชั่วที่สุด รังแกแม้กระทั่งเพศแม่ ไร้ศักดิ์ศรี ที่เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย เกิดมา เสียชาติเกิด มาเปล่าๆ มันภูมิใจ นักใช่มั๊ย ที่ได้ทำร้ายผู้หญิง ที่ไม่มีทางสู้ คนที่เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ เขาไม่ทำผู้หญิง เห็นจากภาพ หน้าตาก็ดี แต่ทำใมใจชั่ว อยากดัง อยากเด่น ด้วยการ ทำ

ร้ายเพศแม่ อย่างนี้น๊ะเหรอ หากมีใคร เขาฉุด กระชากลากพี่สาว น้องสาว ลูกสาว ลากแม่ ของเอ็ง กลางถนน แล้วเอ็ง จะมีความรู้สึกอย่างไร?หรือข่มขืน ครอบครัวเอ็ง กลางถนน เช่นที่เอ็งกระทำ หากใคร มีภาพนี้ ช่วยกรุณา ลิงค์มาให้ป้าพลอยด้วย ป้าจะได้ เอาไปลงใน หนังสือพิมพ์ ต่างประเทศ ว่าภาพนี้

ได้รับรางวัลดีเด่น จากประเทศไทย ที่มีชายไทย คนหนึ่งฉุดกระชาก ลากผมผู้หญิง ม๊อบเสื้อแดง เมื่อวันสงการนต์เลือด และมีเหล่าทหาร ยืนดู เหมือนยังกับถ่ายหนัง ไม่มีใคร เข้าช่วยเหลือ ผู้หญิงสองคน ที่ถูกทำร้าย จะดูซิว่า ต่างประเทศ เขาจะสรรเสริญ ว่าอย่างไร กับภาพที่เห็น เห็นภาพที่ออก มาตามเว็บไซด์ ยังทนได้ แต่มาทน

ไม่ได้ที่ว่า เป็นภาพดีเด่น ชนะเลิศได้รับรางวัล นี่ซิ มันทนไม่ได้ เหยียดหยาม ศักดิ์ศรีเพศแม่กันเกินไป ดีแล้วที่ประจาน ทั้งคนกระทำ และประจาน ทั้งคนพิจารณารางวัล ว่าคน พวกนี้ สมองไม่สมบรูณ์ หากสมองสมบรูณ์ เช่นคนทั่วไป การพิจารณาภาพนี้ ต้องส่งให้ตำรวจ เป็นหลักฐาน จับกุมคน ที่กระทำผิด ทำไม คนพวกนี้ จึงมีความ

คิด ที่แปลกประหลาด เข้าทุกวัน มันอะไร กันนัก กันหนา ในประเทศไทย ทำเรื่องดีๆ ทำกันไม่เป็น เลยหรืออย่างไร?ชอบทำแต่เรื่องชั่วๆ ประจานชาวโลก ให้เห็นเป็นอาจิณ เดี๋ยวเรื่องนั้น เดี๋ยวเรื่องนี้ วนเวียน อยู่อย่างนี้ ให้ชาวโลก เขาหัวเราะ ความบื่อซื่อ โอย โอย อายเขา ฉิบหาย แต่ละอย่างที่ออกมาสู่ชาวโลก ปีบก็คุมหน้า คนไทยใน

ต่างประเทศไม่มิด แต่ก็แปลก ทั้งที่ แทบทุกประเทศ ก็มีสถานทูตไทย ไม่ทราบว่า รู้สึกอาย เขามั่งมั๊ยเนี่ย? ที่คนไทย ในประเทศ บ้านเกิด ทำแต่ชื่อเสียงเสีย จนต่างชาติ หัวเราะ เหยาะเย้ยไปทั่ว ปีที่แล้ว และปีนี้ ประเทศไทย มีแต่เรื่อง หน้าแตกยับเยิน หมอไม่รับเย็บ

หยุดทำร้าย ชื่อเสียงไทยเสียที หยุดทำเรื่องชั่วๆ หยุดตอแหลรายวัน หยุดใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น หยุดการ
อยุติธรรมลำเอียง หยุดการเห็นแก่พวกพ้องของตน ฉะนั้นชาวไทย ที่อยู่ ยังต่างประเทศ ต้องการเห็น ประเทศไทยสงบเพื่อชาติไทยจะได้ดำรงค์อยู่ต่อไป.........

ปิดบัญชีแบงก์บัวหลวง ยุทธการเผาคลังเสบียงอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2009 เวลา 01:36 น.

alt
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน และขึ้นถึงช่วงสูงสุดในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา คนเสื้อแดงสามารถระดมพลมาชุมนุมหน้าทำเนียบได้ถึง 400,000 คน นับว่าเป็นจำนวนคนที่เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าเราจะไม่สามารถขับไล่รัฐบาลเผด็จการของอำมาตยาธิปไตยไปได้ และต้องถูกบีบให้สลายการชุมนุมโดยกองทัพที่ถืออาวุธสงครามไล่ฆ่าประชาชน แต่ว่าคนเสื้อแดงก็ยังไม่ได้แพ้ โดยหลังจากที่รัฐบาลได้ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินแล้วคนเสื้อแดงได้มีการชุมนุมใหญ่อีกถึง 2 ครั้งที่สนามหลวง และที่วัดไผ่เขียวที่มีคนเข้าร่วมเกิน 50,000 คน

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่



แต่การชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่มีอำนาจดั้งเดิมที่ทรงพลังที่สุดของบ้านเมืองให้การสนับสนุน ทั้งกองทัพ ศาล และสื่อมวลชนสายอำมาตย์นั้นยากที่จะเอาชนะได้ เพราะหากรัฐบาลไม่ยอมลาออก แม้จะมีม็อบเข้ามาร่วมชุมนุมขับไล่นับล้านคน ก็ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ กรณีการชุมนุมยึดสนามบินของ พธม. เป็นตัวอย่างได้อย่างดี เพราะเมื่อรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่ลาออกม็อบก็ทำอะไรไม่ได้ ที่รัฐบาลล้มไปเป็นเพราะอำนาจของศาล

ที่ผ่านมานอกจากอำนาจกองทัพ และอื่นๆสนับสนุนแล้ว พวกทุนเก่า เช่น เจ้าของธนาคารต่างๆ เช่น ธนาคารกรุงเทพฯ (บัวหลวง) หรือธุรกิจอื่นๆ เช่นสหพัฒนพิบูลเป็นต้น ก็เป็นแหล่งเงินทุนให้กับพวกอำมาตย์ และ พธม. ต่อต้านรัฐบาลประชาธิปไตย

ดังนั้น การที่จะจัดการกับพวกอำมาตย์แล้ว ประชาชนที่ไม่มีเส้นใหญ่หนุนหลังอย่างพวกเราจำเป็นที่จะต้องมีอาวุธที่ดี และรุนแรงกว่าการชุมนุมประท้วง ปิดถนน สำหรับจัดการอำนาจพวกอำมาตย์เหล่านี้

การ Boycott หรือคว่ำบาตรกิจบริษัทหรือธุรกิจที่ให้การสนับสนุนอำมาตย์จึงเป็นมาตรการที่รุนแรงและได้ผลกว่าการชุมนุมประท้วง การบอยคอตถือเป็น "ยุทธวิธีชนะสงครามได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ” เป็นอำนาจของประชาชนโดยแท้ที่จะต้อสู้กับอำนาจกดขี่ที่ไม่ชอบธรรม แม้พวกเขาจะมีอำนาจมากมายป่านใด หากประชาชนรวมพลังคว่ำบาตรกิจการที่เป็นแหล่งทุนให้กับคนเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่สามารถต้านทานได้ ในโลกทุนนิยม ไม่มีอำนาจใดที่จะต้านทาน “อำนาจของผู้บริโภค” ที่ร่วมแรงร่วมใจกันบอยคอตกิจการที่อยู่ตรงข้ามกับผู้บริโภคได้

แต่การบอยคอตจะได้ผลก็ต่อเมื่อ มีคนจำนวนมากสนับสนุนเท่านั้น

ทำไมเราต้องเลือกที่จะบอยคอตแบงก์บัวหลวง ทำไมไม่บอยคอตกิจการอื่นๆ ที่สนับสนุนอำมาตย์และพวกพันธมิตรด้วย สาเหตุที่เราต้องเลือกคว่ำบาตรแบงก์บัวหลวงนั้น เพราะมีความเหมาะสมหลายอย่างในเชิงสัญลักษณ์ เช่น แบงก์นี้มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาให้ความอุปถัมภ์มายาวนาน แอบอิงกับอำนาจอำมาตย์มายาวนาน การตีจุดนี้ จึงเป็นการตีไปที่ "ระบอบอุปถัมภ์ของ พล.อ.เปรม โดยตรง" ดังนั้น แบงก์บัวหลวงจึงเป็น "เป้าหมายทางยุทธศาสตร์อันดับแรก" ที่จะต้องดำเนินการก่อนเป้าหมายอื่น

การใช้วิธีการบอยคอตนี้ คนเสื้อแดงไม่ควรทำอย่างสะเปะสะปะ คว่ำบาตรธุรกิจหลายอันเกินไป จนขาดการรวมศูนย์พลัง ทำให้ไม่มีพลังมากพอ ควรมุ่งโจมตีไปที่เป้าหมายเดียว ให้บรรลุผล หากพวกอำมาตย์ยังไม่คายอำนาจให้ประชาชน คนเสื้อแดงจึงจะโจมตีเป้าหมายต่อไปในภายหลัง หลังจากที่ได้ดำเนินการกับแบงก์บัวหลวงจนได้ผลแล้ว

นอกจากนี้ การดำเนินการนี้ จะเป็นการ "กระตุ้นการร่วมแรงร่วมใจ และความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนเสื้อแดงในการต่อต้านอำนาจของอำมาตย์" หากคนเสื้อแดงทั่วประเทศ "เข้าใจภารกิจพร้อมกัน" และร่วมกระทำอย่างพร้อมเพรียงกันจนเกิดผลแล้ว การโจมตีเป้าหมายต่อไป ย่อมเป็นไปโดยง่าย แค่มีการ "โบกธง" ระดับประเทศเท่านั้น คนเสื้อแดงทั่วประเทศก็พร้อมกันที่จะ บอยคอตธุรกิจอื่นๆ ที่สนับสนุนอำมาตย์อย่างได้ผลในทันที ในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ หากทำพร้อมกัน ธุรกิจนั้นก็อยู่ไม่ได้ หากไม่ต้องการล้ม ก็ต้องออกมาแถลงการณ์ตัดขาดจากพวกอำมาตย์ในทันที

คนเสื้อแดงทุกกลุ่ม ควรร่วมใจกันเคลื่อนไหวในภารกิจนี้ และควรมี "จุดมุ่งหมายและกิจกรรมที่มีเป้าหมายเดียวกัน" ที่จะร่วมกันเพื่อให้บังเกิดผลที่ใหญ่หลวง

ถึงอย่างไร รัฐบาลก็ไม่มีทางยอมให้ธนาคารล้มลงไปได้ ก็ต้องหาทางช่วยเหลือ สุดท้ายก็ต้องมีการเจรจาคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะหากยังเป็นเผด็จการอยู่ ประชาชนเรียนรู้ที่จะ "คว่ำบาตร" ทางเศรษฐกิจต่ออำมาตย์แล้ว พวกเขาย่อมไปไม่รอดอย่างแน่นอน

การดำเนินการคว่ำบาตรแบงก์บัวหลวงนั้น หากทำพร้อมกันทั่วประเทศ ก็จะได้ผลดีมาก แต่ในเบื้องต้นเรายังไม่อาจส่งสัญญาณไปยังคนเสื้อแดงทั่วประเทศให้ทำอย่างพร้อมเพรียงกันได้ เราก็ต้องทำเป็นตัวอย่าง เพื่อให้มีการกระจายข่าวออกไปเรื่อยๆ จนคนเสื้อแดงทั่วประเทศรับรู้และเข้าใจจุดมุ่งหมายพร้อมกันแล้ว จึงจะกำหนดให้มีการทำพร้อมกันทั่วประเทศได้

วิธีการคว่ำบาตรแบงก์บัวหลวงก็ไม่ยากนัก แค่หาคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ที่อยู่ตามเขตต่างๆ หรือกลุ่มต่างๆ ที่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงเทพฯ เมื่อได้จำนวนคนมากพอแล้วก็นัดกันไปปิดบัญชีพร้อมกันในสาขาที่มีคนเสื้อแดงจำนวนมากเปิดบัญชีอยู่ โดยวันที่นัดกันปิดบัญชี จะต้องใส่เสื้อแดงไป เพื่อแสดงให้เห็นพลังที่พร้อมกัน

เมื่อมีการปิดบัญชี และสามารถรวบรวมสมุดบัญชีได้มากพอแล้ว เช่นสัก 4,000-5,000 เล่ม ก็นัดกันไปเผาพร้อมกันที่สนามหลวง รณรงค์กำหนดวันให้ชัดเจน และเชิญสื่อต่างประเทศมาร่วมทำข่าว เราอาจไปเผาสมุดบัญชีแบงก์บัวหลวงที่เราปิดบัญชีแล้ว พร้อมกันที่หน้าสำนักงานใหญ่ของบัวหลวงก็ได้


คนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 600,000 คน (วัดจากคนที่ไปลงคะแนนให้คุณแซม ยุรนันต์ตอนเลือกผู้ว่า กทม.) หากในจำนวนนี้ หนึ่งในห้าเป็นลูกค้าแบงก์บัวหลวง เราก็มีบัญชีปิดไม่ต่ำกว่า 100,000 บัญชี ย่อมกระทบกับกิจการของบัวหลวงแน่นอน และเมื่อทำสำเร็จแล้วเราก็รณรงค์ไปทั่วประเทศ ให้ดำเนินการพร้อมกันอีกที่เชียงใหม่ อุดรธานีเป็นต้น รณรงค์ให้ภาคอีสานและภาคเหนือทั้งสองภาค คว่ำบาตรกิจการบัวหลวง ไม่ให้ทำธุรกิจได้ ผมคิดว่าไม่นานแบงก์นี้ก็ไปไม่รอด

นี่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู สำหรับธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งสื่อที่ยังสนับสนุนพวกอำมาตย์ ซึ่งเราอาจร่วมกันบอยคอตในภายหลังได้

ผมคิดว่านี่เป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ของคนเสื้อแดงที่เราจะทำให้พวกอำมาตย์+ศักดินา ไม่สามารถทำอะไรกับพวกเราได้ เรามาร่วมใจกันอีกครั้งเถอะครับ คนเสื้อแดง เพื่อลูกหลานของพวกเราจะได้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์เสียที ไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจนอกระบบของใคร ที่คอยกดหัวประชาชนที่ไม่มีเส้นอย่างพวกเราไว้

หลอมใจสู่จุดเริ่มของชัยชนะการปฏิวัติประชาชน

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปูนนก
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2009 เวลา 01:27 น.

alt

ประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศล้วนแต่ก็เป็นคนที่รักสงบ และมีความซื่อสัตย์จงรักภักดี มีความอดทนอดกลั้นต่อความ อยุติธรรมสูง ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยพังทลายลงในทุก ๆ ภาคส่วน ทั้งในด้านสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงในรายละเอียดว่าการพังทลายของสิ่งดังกล่าวนั้นมีอะไรบ้าง

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


เมื่อการต่อสู้ระหว่างประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกับอำนาจฝ่ายเผด็จการอมาตย์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง โดยในเบื้องต้นนั้นประชาชนก็ตกเป็นฝ่ายรับ, ถอยร่น และถูกโจมตีใส่ร้ายตลอดมา ฝ่ายประชาชนที่นำการต่อสู้นั้นก็มักจะ่ได้รับคำปลอบใจโดยคำพูดเสมอว่า “ไม่ต้องกังวลเพราะในที่สุดแล้วประชาธิปไตยจะต้องชนะเผด็จการอย่างแน่นอน” แต่ทว่าคำถามหนึ่งที่ “คาใจ” และเป็นคำถามที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนต้องการคำตอบก็คือ “เวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร” และจะมีสิ่งใดเป็นสิ่งบอกเหตุว่าเผด็จการกำลัง “ล่มสลาย” และประชา่ชนกำลังจะเป็นฝ่ายชนะ

ชัยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนครเป็น “จุดเริ่มของชัยชนะโดยการปฏิวัติประชาชนอย่างแท้จริง” เป็นสงครามตัวแทนที่มีความสำคัุญยิ่งทั้งในเชิงยุทธวิธี และในเิชิงยุทธศาสตร์ การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลก็ยังคงเป็นของ ปชป. แต่สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่าผลการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่หลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติที่คอย “เงี่ยหูฟัง” และติดตามอย่างใจจดจ่อ ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยเพียงที่นั่งเดียวนี้มีผลทางการเมืองและยุทธศาสตร์การต่อสู้อย่างมหาศาล เพราะเป็นการแสดงผลการต่อสู้ในลักษณะสงครามตัวแทนที่ประจักษ์ชัดแล้ว

เสียงชัยโยโห่้ร้องแสดงความยินดีอย่างออกนอกหน้าของประชาชนไทยในแทบจะทุกจังหวัดของประเทศนี้ เมื่อได้ทราบผลการเลือกตั้งว่าพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะนั้นเป็นสิ่งบอกเหตุที่สำแดงให้เห็นชัดแล้วว่า “พลังอำนาจของประชาชน” นั้นกำลังยิ่งใหญ่และเติบโตจนหลอมรวมความคิดของคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ คนจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว.....

คนภาคใต้โห่ร้องยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....คนภาคเหนือโห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....คนภาคกลางโห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....และผู้รักประชาธิปไตยในทุก ๆ จังหวัดต่างก็โห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร.... ทั้ง ๆ ที่ำพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ทุก ๆ คนก็มีความรู้สึกร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ร้องไห้ด้วยกัน ชื่นชมยินดีด้วยกัน นี่แหละคือพลังอันแท้จริงของประชาธิปไตย

กิโลเมตรแรกของจุดเริ่มต้นการ “ล่มสลาย” ของเผด็จการอมาตย์ได้เริ่มขึ้นแล้วที่ จังหวัดสกลนคร ประชาชนชาวรากหญ้าและผู้ที่เป็นฐานรากของประเทศไทยต่างก็ได้เรียนรู้แล้วว่า อำนาจอันแท้จริงของประชาชนอยู่ที่ใด และจะนำมาใช้ให้ได้ผลอย่างไร แน่นอนว่าเผด็จการอมาตย์ก็คงจะไม่ยอมแพ้ง่่าย ๆ ให้แก่อำนาจของประชาชน เพราะโครงสร้างอำนาจที่พวกเขายึดครองเอาไว้นั้น ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงเกินกว่าที่พวกเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ได้ ด้วยเหตุนี้สงครามตัวแทนที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร จึงเป็นสิ่งที่จะกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ “อำนาจเผด็จการอมาตย์และอำนาจของประชาชน” เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในทุก ๆ ภาคส่วนของประเทศนี้

เมื่อประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครองไม่ยอมรับอำนาจการปกครองนั้ัน สิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือการเปลี่ยนแปลง หรือ People Revolution จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศนี้ในครั้งนี้ คงจะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยต้องสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อเพิ่มขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปีประเทศนี้ได้สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนไทยผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไปแล้วมากมาย ด้วยบุคลิกพื้นฐานของประชาชนไทยที่เป็นคนมีความประนีประนอมสูง “ถ้า” ผู้ถืออำนาจของประเทศนี้ต้องการให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสงบ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสิ่งเหล่านี้คงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก

แต่ตรงกันข้ามถ้าอำมาตย์ผู้ถือครองอำนาจในประเทศนี้ไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสงบ แต่กลับใช้อำนาจที่ตนเองถือครองอยู่กดขี่ข่มเหงและบีบบังคับประชาชนมากขึ้นโดยถือว่าตนเองมีอำนาจและบารมีนั้น การเปลี่ยนผ่านก็คงจะไม่เป็นไปอย่างสงบอย่างแน่นอน และถ้าอมาตย์เลือกอย่างนั้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในครั้งนี้คงจะต้องนองเลือดกันอีกครั้งและครั้งนี้คงจะลุกลามไปทั่วทั้่งประเทศ ซึ่งในที่สุดแล้วดาบ, หอก, กระบอกปืน ก็คงจะหันกลับไปจ่อคอหอยฝ่ายอมาตย์เอง ถึงเวลานั้นพึงระลึกเอาไว้เถิดว่า “แม้แผ่นดินของประเทศนี้ก็อาจจะไม่มีกลบหน้าสำหรับผู้ที่ยอมตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน”

และสำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านขอแสดงความชื่นชมยินดี และมอบความรู้สึกดี ๆ ที่จะเดินไปด้วยกันจนกว่าจะถึงวันที่เราได้รับประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมาเป็นของประเทศนี้เพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อ ๆ ไป

***
มองแววตาทุกคนเปี่ยมสุขล้นระคนสุขสันต์..ยิ้มแย้มเข้าใจกันตาสบประสานไมตรีฉายมา
ดวงฤทัยทุกดวงถ่วงด้วยรักและแรงศรัทธา...ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน
ความคลางแคลงหายไปโลกสดใสคืนมาอีกครา......ฟ้าหลังฝนงามตาความมืดโรยรามลายหายพลัน
มีแต่ความเข้าใจอุ่นไอรักไมตรีต่อกัน.....ผ่านมานั้นลืมมันลบไป

**ร้องเถิดร้องเพลงกันประสานรอยรักในใจ....รบรอยร้าวภายในอุรา
ร้องเถิดร้องเพลงกันจับมือกันไว้ดีกว่า.....หันหน้ามาเข้าใจกัน

อันคนเราทุกคนต่างเกิดมาควรพาพึ่งกัน....มีไมตรีสัมพันธ์โลกนั้นสดใส
จงมารวมพลังร่วมสร้างสรรค์จรรโลงฤทัย....จับมือกันเดินก้าวไปมุ่งสู่จุดหมายอนาคตเรา
**

ขอให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านจับมือกัน เราจะเดินไปด้วยกันสู่จุดหมายประชาธิปไตยเพื่อลูกหลานของเราครับ

ปูนนก

หลอมใจสู่จุดเริ่มของชัยชนะการปฏิวัติประชาชน

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปูนนก
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2009 เวลา 01:27 น.

alt

ประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศล้วนแต่ก็เป็นคนที่รักสงบ และมีความซื่อสัตย์จงรักภักดี มีความอดทนอดกลั้นต่อความ อยุติธรรมสูง ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยพังทลายลงในทุก ๆ ภาคส่วน ทั้งในด้านสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงในรายละเอียดว่าการพังทลายของสิ่งดังกล่าวนั้นมีอะไรบ้าง

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


เมื่อการต่อสู้ระหว่างประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกับอำนาจฝ่ายเผด็จการอมาตย์เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง โดยในเบื้องต้นนั้นประชาชนก็ตกเป็นฝ่ายรับ, ถอยร่น และถูกโจมตีใส่ร้ายตลอดมา ฝ่ายประชาชนที่นำการต่อสู้นั้นก็มักจะ่ได้รับคำปลอบใจโดยคำพูดเสมอว่า “ไม่ต้องกังวลเพราะในที่สุดแล้วประชาธิปไตยจะต้องชนะเผด็จการอย่างแน่นอน” แต่ทว่าคำถามหนึ่งที่ “คาใจ” และเป็นคำถามที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนต้องการคำตอบก็คือ “เวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร” และจะมีสิ่งใดเป็นสิ่งบอกเหตุว่าเผด็จการกำลัง “ล่มสลาย” และประชา่ชนกำลังจะเป็นฝ่ายชนะ

ชัยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนครเป็น “จุดเริ่มของชัยชนะโดยการปฏิวัติประชาชนอย่างแท้จริง” เป็นสงครามตัวแทนที่มีความสำคัุญยิ่งทั้งในเชิงยุทธวิธี และในเิชิงยุทธศาสตร์ การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแม้แต่น้อย เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลก็ยังคงเป็นของ ปชป. แต่สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่าผลการเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่หลอมรวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติที่คอย “เงี่ยหูฟัง” และติดตามอย่างใจจดจ่อ ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยเพียงที่นั่งเดียวนี้มีผลทางการเมืองและยุทธศาสตร์การต่อสู้อย่างมหาศาล เพราะเป็นการแสดงผลการต่อสู้ในลักษณะสงครามตัวแทนที่ประจักษ์ชัดแล้ว

เสียงชัยโยโห่้ร้องแสดงความยินดีอย่างออกนอกหน้าของประชาชนไทยในแทบจะทุกจังหวัดของประเทศนี้ เมื่อได้ทราบผลการเลือกตั้งว่าพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะนั้นเป็นสิ่งบอกเหตุที่สำแดงให้เห็นชัดแล้วว่า “พลังอำนาจของประชาชน” นั้นกำลังยิ่งใหญ่และเติบโตจนหลอมรวมความคิดของคนไทยผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ คนจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์แล้ว.....

คนภาคใต้โห่ร้องยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....คนภาคเหนือโห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....คนภาคกลางโห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร....และผู้รักประชาธิปไตยในทุก ๆ จังหวัดต่างก็โห่ร้ิองยินดีเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร.... ทั้ง ๆ ที่ำพวกเขาเหล่านั้นต่างก็ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ทุก ๆ คนก็มีความรู้สึกร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ร้องไห้ด้วยกัน ชื่นชมยินดีด้วยกัน นี่แหละคือพลังอันแท้จริงของประชาธิปไตย

กิโลเมตรแรกของจุดเริ่มต้นการ “ล่มสลาย” ของเผด็จการอมาตย์ได้เริ่มขึ้นแล้วที่ จังหวัดสกลนคร ประชาชนชาวรากหญ้าและผู้ที่เป็นฐานรากของประเทศไทยต่างก็ได้เรียนรู้แล้วว่า อำนาจอันแท้จริงของประชาชนอยู่ที่ใด และจะนำมาใช้ให้ได้ผลอย่างไร แน่นอนว่าเผด็จการอมาตย์ก็คงจะไม่ยอมแพ้ง่่าย ๆ ให้แก่อำนาจของประชาชน เพราะโครงสร้างอำนาจที่พวกเขายึดครองเอาไว้นั้น ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงเกินกว่าที่พวกเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ได้ ด้วยเหตุนี้สงครามตัวแทนที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร จึงเป็นสิ่งที่จะกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้ของ “อำนาจเผด็จการอมาตย์และอำนาจของประชาชน” เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในทุก ๆ ภาคส่วนของประเทศนี้

เมื่อประชาชนผู้อยู่ภายใต้การปกครองไม่ยอมรับอำนาจการปกครองนั้ัน สิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือการเปลี่ยนแปลง หรือ People Revolution จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของประเทศนี้ในครั้งนี้ คงจะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยต้องสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อเพิ่มขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปีประเทศนี้ได้สูญเสียชีวิตเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนไทยผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไปแล้วมากมาย ด้วยบุคลิกพื้นฐานของประชาชนไทยที่เป็นคนมีความประนีประนอมสูง “ถ้า” ผู้ถืออำนาจของประเทศนี้ต้องการให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสงบ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสิ่งเหล่านี้คงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก

แต่ตรงกันข้ามถ้าอำมาตย์ผู้ถือครองอำนาจในประเทศนี้ไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสงบ แต่กลับใช้อำนาจที่ตนเองถือครองอยู่กดขี่ข่มเหงและบีบบังคับประชาชนมากขึ้นโดยถือว่าตนเองมีอำนาจและบารมีนั้น การเปลี่ยนผ่านก็คงจะไม่เป็นไปอย่างสงบอย่างแน่นอน และถ้าอมาตย์เลือกอย่างนั้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในครั้งนี้คงจะต้องนองเลือดกันอีกครั้งและครั้งนี้คงจะลุกลามไปทั่วทั้่งประเทศ ซึ่งในที่สุดแล้วดาบ, หอก, กระบอกปืน ก็คงจะหันกลับไปจ่อคอหอยฝ่ายอมาตย์เอง ถึงเวลานั้นพึงระลึกเอาไว้เถิดว่า “แม้แผ่นดินของประเทศนี้ก็อาจจะไม่มีกลบหน้าสำหรับผู้ที่ยอมตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน”

และสำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านขอแสดงความชื่นชมยินดี และมอบความรู้สึกดี ๆ ที่จะเดินไปด้วยกันจนกว่าจะถึงวันที่เราได้รับประชาธิปไตยอย่างแท้จริงมาเป็นของประเทศนี้เพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อ ๆ ไป

***
มองแววตาทุกคนเปี่ยมสุขล้นระคนสุขสันต์..ยิ้มแย้มเข้าใจกันตาสบประสานไมตรีฉายมา
ดวงฤทัยทุกดวงถ่วงด้วยรักและแรงศรัทธา...ปรารถนาในสิ่งเดียวกัน
ความคลางแคลงหายไปโลกสดใสคืนมาอีกครา......ฟ้าหลังฝนงามตาความมืดโรยรามลายหายพลัน
มีแต่ความเข้าใจอุ่นไอรักไมตรีต่อกัน.....ผ่านมานั้นลืมมันลบไป

**ร้องเถิดร้องเพลงกันประสานรอยรักในใจ....รบรอยร้าวภายในอุรา
ร้องเถิดร้องเพลงกันจับมือกันไว้ดีกว่า.....หันหน้ามาเข้าใจกัน

อันคนเราทุกคนต่างเกิดมาควรพาพึ่งกัน....มีไมตรีสัมพันธ์โลกนั้นสดใส
จงมารวมพลังร่วมสร้างสรรค์จรรโลงฤทัย....จับมือกันเดินก้าวไปมุ่งสู่จุดหมายอนาคตเรา
**

ขอให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านจับมือกัน เราจะเดินไปด้วยกันสู่จุดหมายประชาธิปไตยเพื่อลูกหลานของเราครับ

ปูนนก

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑

ที่มา Thai E-News

ราษฎรทั้งหลาย



เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากินซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า


คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

หนังสือ Dmagazine โดย 'เครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย' เปิดตัว 24 มิ.ย.52

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ nitus
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
23 มิถุนายน 2552



หนังสือ ดีแมกกาซีน ฉบับแนะนำตัว 24 มิถุนายน 2552

จะเปิดตัวและขายในเวลาประมาณ 6.30 น ของวันที่ 24 มิถุนาย 2552 ที่หมุดคณะราษฎร์

แล้วจะไปขายอีกที ตั้งแต่เช้า ของวันที่ 27 มิถุนายน 2552 ที่บริเวณท้องสนามหลวง

โดยจะตั้งเต้นท์ พูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางสื่อคนเสื้อแดง โดย วัฒน์ วรรลยางกูร และเครือข่ายฯ จะรอพบพี่น้องเพื่อน้อมรับฟังข้อวิจารณ์ เพื่อผลักดันให้เล่ม 2 สะใจรากหญ้ามากขึ้น พบกันนะครับ

นั่นหมายถึงว่า พี่น้องชาวเสื้อแดงที่มาชุมนุม ก็เตรียมพบ กับดีแมกกาซีนได้

พี่น้องเสื้อแดงไม่ต้องไปหาตามแผงหนังสือ เพราะดีแมกกาซีน ต้องการมุ่งสู่คนรากหญ้าโดยตรง จึงไม่เข้าสู่วงจรธุรกิจหนังสือตามปกติ แต่จะใช้ระบบอาสาสมัคร บวกการเชื่อมต่อกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ

หนังสือเล่มนี้มี 108 หน้า รวมปกอีก 4 หน้า เป็น 112 หน้า ไม่มีโฆษณาสักชิ้นเดียว ราคาขายจึงเป็น 50 บาท

แต่ในเล่มต่อไปจะออกราวต้นเดือนสิงหาคม ทางทีมงานคาดว่า จะมีโฆษณาและเงินบริจาคพอประมาณราคาค่าหนังสือเล่มต่อไป ก็จะลดลงอีกมาก

กราบเรียนเชิญท่านที่มีเวลาว่างครับ ท่านที่สนใจจะสั่งซื้อดูรายละเอียดจาก ลิงก์

24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย(1)

ที่มา Thai E-News

โดย อรรคพล สาตุ้ม
23 มิถุนายน 2552


สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 9 นั้น ในอดีต คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม มีตราสัญลักษณ์เป็นรูป "วิชชุประภาเทวี"แล้วการจนถึงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปดวงตาสีม่วง คือ โมเดิร์นไนน์ทีวี และกรณีตราสัญลักษณ์ ITV ทีวีเสรี-TITV และTPBS และในตอนที่2ของบทความกรณีตราสัญลักษณ์ NBT ถูกเปลี่ยนเป็นสทท.11 สัญลักษณ์มือถือหอยสังข์



วันชาติและตราสัญลักษณ์สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยช่อง 4 หรือ ช่อง 9

สถานีโทรทัศน์ไทย คือ ทีวีช่อง 4 หรือ TTV (อังกฤษ: Thai Television Channel 4) นับว่าเป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้การบริหารของบริษัท “ไทยโทรทัศน์” จำกัด (อังกฤษ: Thai Television Co.,Ltd. ชื่อย่อ: ท.ท.ท.) โดยจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 มีชื่อเรียกขานตามอนุสัญญาสากลว่าด้วยวิทยุโทรทัศน์ว่า HS1-TV ตั้งอยู่ที่วังบางขุนพรหม ที่ทำการของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน อันเป็นที่มาของชื่อสถานีฯ ที่รู้จักกันทั่วไปคือ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 ถือกำเนิดขึ้นจากดำริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และบรรดาข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์ในขณะนั้น ว่าต้องการที่จะให้ประเทศไทย มีการส่งโทรทัศน์ในประเทศขึ้น ผู้นำรัฐบาลจึงได้ให้ “กรมประชาสัมพันธ์” จัดตั้ง โครงการจัดตั้งวิทยุโทรภาพ ต่อที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2493 และต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งวิทยุโทรภาพและตั้งงบประมาณขึ้น ในปี พ.ศ. 2494 และในระหว่างเดือนกันยายน- พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 เหล่าข้าราชการของกรมประชาสัมพันธ์ทั้ง 7 คน ได้จัดตั้ง บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ขึ้น เพื่อดำเนินการส่งโทรทัศน์ครั้งแรกในประเทศไทย

คณะผู้ก่อตั้งบริษัท มีอยู่ 7 คน ประกอบไปด้วย หลวงสารานุประพันธ์ , ขาบ กุญชร , ประสงค์ หงสนันทน์, เผ่า ศรียานนท์, เล็ก สงวนชาติสรไกร, มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ และ เลื่อน พงษ์โสภณ หลังจากนั้นกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 11 ล้านบาท และหน่วยงานภาครัฐแห่งอีก จำนวน 8 แห่ง ถือหุ้นมูลค่า 9 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 20 ล้านบาท และวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2497 ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 โดยมีพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (อธิบดีกรมตำรวจ ในขณะนั้น) เป็นประธานในพิธี เมื่ออาคารดังกล่าวสร้างเสร็จ และติดตั้งเครื่องส่งแล้ว จึงมีพิธีเปิด สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 เมื่อวันศุกร์ที่24 มิถุนายน พ.ศ. 2498 ซึ่งถือเป็นวันชาติ และวันต้นไม้ประจำปีของชาติในสมัยนั้น

โดยมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ในช่วงแรกมีการแพร่ภาพออกอากาศในวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.30-23.00 น. ต่อมา จึงได้เพิ่มวันและเวลาออกอากาศมากขึ้นตามลำดับ โดยใช้เครื่องส่งขนาด 10 กิโลวัตต์ แพร่ภาพขาวดำ ระบบ 525 เส้นต่อภาพ 30 ภาพต่อวินาที และเพลงเปิดการออกอากาศของ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวี ช่อง 4 และ สถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด คือเพลงต้นบรเทศ ในวันออกอากาศวันแรก ซึ่งระหว่างพ.ศ. 2495-พ.ศ. 2519 ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ใช้ตราสัญลักษณ์เป็นรูป “วิชชุประภาเทวี” หมายถึงเทวดาผู้หญิง ที่เป็นเจ้าแห่งสายฟ้า หรือนางพญาแห่งสายฟ้า ประดับด้วยลายเมฆ และสายฟ้า อยู่ภายในรูปวงกลม ที่ออกแบบโดย กรมศิลปากร ซึ่งแสดงออกเป็นต้นแบบแห่งความเป็นทีวีไทย

ตราสัญลักษณ์ช่อง 4






จากช่อง 4 เปลี่ยนเป็นทีวีสีช่อง 9 และตราสัญลักษณ์

ช่วงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2517 เมื่อท.ท.ท. ได้หยุดทำการออกอากาศในระบบ 525 เส้น ทางช่อง 4 โดยได้ย้ายห้องส่งโทรทัศน์ไปที่ถนนพระสุเมรุ แขวงบางลำพู และประมาณปี พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2518 ได้เปลี่ยนระบบการออกอากาศ จากภาพขาวดำ เป็นภาพสี ในระบบ 625 เส้น ระบบวีเอชเอฟ ทางช่อง 9 อย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อเป็น สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ออกอากาศจริงในราวปีพ.ศ. 2519 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ยุบเลิกกิจการ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด ส่งผลทำให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 สิ้นสุดลงด้วย

และวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2520 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี ได้ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อังกฤษ: Mass Communication Organisation of Thailand ชื่อย่อ: อ.ส.ม.ท., M.C.O.T.) เพื่อดำเนินกิจการสื่อสารมวลชนของรัฐ ให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นที่น่าเชื่อถือต่อสาธารณชน อ.ส.ม.ท.จึงรับโอนกิจการ สถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. และสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 ของบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (อังกฤษ: Thai Television Channel 9) มาดำเนินการต่อ ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2520 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนา อ.ส.ม.ท. โดยรัฐบาลมอบทุนประเดิม จำนวน 10 ล้านบาท

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารที่ทำการ อ.ส.ม.ท.ที่มีห้องส่งโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2524 บนเนื้อที่ 14 ไร่ ต่อมา ในราวปี พ.ศ. 2529 ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพิธีกรรายการความรู้คือประทีป ในขณะนั้นตอบรับคำเชิญของผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ในขณะนั้น ให้เข้ามาช่วยปรับปรุงการนำเสนอ ข่าว 9 อ.ส.ม.ท. ร่วมกับบริษัท แปซิฟิค คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ส่งผลให้คู่ผู้ประกาศข่าวที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น ก็คือ ดร.สมเกียรติ และนางสาวกรรณิกา ธรรมเกษร นั่นเอง

โดยต่อมาปี พ.ศ. 2535 นาย แสงชัย สุนทรวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. ในช่วงที่ อ.ส.ม.ท.ถูกเรียกว่า “แดนสนธยา” เนื่องจากมีกลุ่มอิทธิพลมืดฝังตัวอยู่ในองค์กร แต่นายแสงชัยก็สามารถขจัดอิทธิพลมืดเหล่านั้นได้สำเร็จ รวมถึงสามารถพัฒนา อ.ส.ม.ท.ได้เป็นอย่างดี แต่แล้วนายแสงชัยก็ถูกลอบสังหารด้วยอาวุธปืนเสียชีวิต ระหว่างนั่งรถยนต์เดินทางกลับบ้านพัก ที่เมืองทองธานีถนนแจ้งวัฒนะ จากผลการสอบสวนของตำรวจระบุว่า นางอุบล บุญญชโลธร จ้างวานให้ นายทวี พุทธจันทร์ บุตรเขย ส่งมือปืนไปลอบสังหารนายแสงชัย ต่อมา นางอุบลถูกลอบสังหารเสียชีวิตบนรถยนต์ ก่อนกลับถึงบ้านพัก เช่นเดียวกับนายแสงชัย

ซึ่งตั้งแต่พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา จะเห็นถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ แดนสนธยา และบริบทพัฒนาการของการเมืองประชาธิปไตยครึ่งใบต่อทวีไทย


พัฒนาการช่อง4 หรือ ช่อง9 จากอดีต-ปัจจุบัน

กระนั้น หลังจากที่สถานีได้เปลี่ยนไปออกอากาศในระบบวีเอชเอฟ ทางช่อง 9 แล้ว จึงได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ เป็นรูปกรอบจอโทรทัศน์ ภายในเป็นรูปคลื่นกระจายสัญญาณ โดยฝั่งซ้ายมีสีที่กระจายอยู่ 3 สี คือแดง เขียว น้ำเงิน และตัวเลข 9 สีดำ อยู่ภายในวงกลมสีเหลือง ซึ่งอยู่ฝั่งขวา แต่อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์นี้ใช้อยู่เพียงระยะสั้นๆ ก่อนจะโอนกิจการไปเป็นของ อ.ส.ม.ท. ในปี พ.ศ. 2520 แล้วไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ซึ่งมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปกรอบจอโทรทัศน์ ภายในแบ่งเป็นแถบเส้นโค้งสามแถบ ก็มีสามแม่สีแสง คือ แดง เขียว น้ำเงิน และตัวเลข 9 สีดำ ทับอยู่ใจกลางสัญลักษณ์ ทั้งหมดเดินเส้นด้วยสีขาว และมีเส้นขอบสีดำอยู่ภายนอกสุด แต่ในวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2520 อ.ส.ม.ท. ได้จัดตั้งขึ้น ก็ได้มีการเพิ่มคำย่อของหน่วยงานว่า อ.ส.ม.ท. ประทับไว้อยู่ข้างล่างสุดของตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ซึ่งแสดงออกการเปลี่ยนแปลงของทีวีขาว-ดำ สู่การเชื่อมโยง แม่สีทางแสงประกอบด้วย สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน โดยผ่านยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นเอง

กำเนิดสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ และตราสัญลักษณ์

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ถือกำเนิดขึ้นจากดำริของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท.ในขณะนั้น ว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และฉับไว ในด้านการรายงานเสนอข่าวสาร สาระความรู้ และความบันเทิงทั้งหมด และเพื่อทันต่อเทคโนโลยี การสื่อสารของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ และเพื่อเป็นการปราศจากความเป็นแดนสนธยาภายในองค์กรอีกด้วย และวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 มีพิธีเปิดตัว สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. เป็นสักขีพยาน

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ประกอบด้วย การเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปดวงตาสีม่วง คือ โมเดิร์นไนน์ทีวี มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปวงกลม มีเส้นตัดกันอยู่ทางซ้ายมือ แทนลูกโลก ทางขวามือมีตัวเลข 9 สีม่วงซ่อนอยู่ ด้านบนมีเส้นโค้งสีเทา ลักษณะโดยรวมคล้ายดวงตา ด้านล่างมีตัวอักษรย่อ “MCOT” หรือ “อสมท” สีส้ม เดินเส้นขอบสีเทา กำกับอยู่ด้วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นตราแรก ก่อนที่ องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย จะถูกแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา และการปรับรูปแบบการนำเสนอเป็นสถานีข่าว 24 ชั่วโมง เพิ่มข่าวต้นชั่วโมง และแถบตัววิ่งข่าว (News Bar) เพิ่มช่วงแมกกาซีนออนทีวี ในข่าวภาคค่ำ นำเสนอข่าวสาร และสาระความรู้ ในประเด็น และการนำเสนอแบบสบายๆ โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบนิตยสาร รวมถึงประกาศเพิ่มความสัมพันธ์ และเพิ่มบทบาทให้กับเครือข่ายข่าวชั้นนำทั่วโลก เช่น สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (สหรัฐอเมริกา) สถานีโทรทัศน์บีบีซี (สหราชอาณาจักร) สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค (ญี่ปุ่น) สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี (จีน) เป็นต้น โดยได้เริ่มออกอากาศตั้งแต่เวลา 18:30 น. เป็นต้นมา

สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ดำเนินการผลิตรายการโทรทัศน์ การออกอากาศโทรทัศน์ ตลอดจนการควบคุมการออกอากาศ โดยแพร่ภาพออกอากาศ จากกรุงเทพมหานคร ไปยังสถานีเครือข่ายในส่วนภูมิภาค 32 สถานี สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 79.5ของประเทศ มีประชากรใน ขอบเขตการออกอากาศ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 96.5 ของประเทศ โดยมีรายการประเภทข่าวสาร สาระความรู้ ความบันเทิง กีฬา และรายการเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้จัดให้มีรายการประเภทข่าวสาร และสาระความรู้ในด้านต่างๆ นำเสนอในช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุด (Prime Time) เพื่อให้ผู้ชมได้รับข่าวสาร และความรู้ ที่เป็นประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน และมุ่งหวังว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน

แม้ปัจจุบัน ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จะเปลี่ยนเป็น โมเดิร์นไนน์ทีวีแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเรียกโมเดิร์นไนน์ทีวีว่า “ช่อง 9” แทนคำว่า โมเดิร์นไนน์ทีวี ในปัจจุบัน เนื่องจากเรียกง่ายๆ เป็นตัวเลขส่งระบบวีเอชเอฟและเป็นชื่อเดิมของสถานี ซึ่งมาจากคำว่า “ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท.” และความเป็นสมัยใหม่ของทีวีไทย ซึ่งต้องการตอบสนองการบริโภคความเป็นไทย หลังวิกฤติการณ์ทางการเมืองปี2535-รัฐธรรมนูญปี 2540-วิกฤติเศรษฐกิจ ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ โดยนำเสนอผ่านตราสัญลักษณ์ดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวทางออกแบบใหม่เพื่อแบรนด์ของทีวี และต่อมาความขัดแย้งทางการเมืองสงครามสื่อกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยกลุ่มสื่อเครือผู้จัดการ(ASTV) จนถึงช่วงรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นรัฐประหารในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)

ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะและขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ข่าวการรัฐประหารโดยได้พยายามติดต่อช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อการออกโทรทัศน์ แต่เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมไว้ จึงทำให้การออกโทรทัศน์ไม่ได้ และมีการโฟนอินไปยังช่อง 9 ประกาศใช้ พ.ร.ก สถานการณ์ฉุกเฉิน เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งนั่นก็เป็นผลสืบเนื่องต่อปัญหาทางการเมืองไทย และจะอธิบายถึงตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย

กรณีตราสัญลักษณ์ ITV ทีวีเสรี-TITV และTPBS : วิกฤติทับซ้อนทางเศรษฐศาสตร์การเมืองความเป็นไทย

เมื่อปัญหาทางการเมืองของระบอบทักษิณดังกล่าว ที่มีจากตัวอย่างของช่อง 9 เกี่ยวเนื่องช่วงระยะเวลาทับซ้อนมาโดยมองผ่านไอทีวี ซึ่งนำเสนอความเป็นทีวีเสรี แตกต่างจากช่อง 3,5 ,7 และมิติเวลาการเกิดช่อง ITV (อังกฤษ: Independent Television ชื่อย่อ: itv) หลังจากยุคเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งล้อมรอบด้วยฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์ในยุคที่มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 และ17พฤษภาคม 2535 โดยสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ถือกำเนิดจากดำริของรัฐบาลในสมัยที่ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ที่ต้องการให้มีสถานีโทรทัศน์เสรี เพื่อการนำเสนอข่าวสาร และสาระความรู้สู่ประชาชน

โดยเปิดให้เอกชนเช่าสัมปทาน เพื่อให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยในโครงการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีดังกล่าวนั้น ระบุวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งไว้ว่า ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 สถานีโทรทัศน์ทั้งหมด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งสามารถบิดเบือนการนำเสนอข่าว ให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้ ประชาชนจึงไม่สามารถรับรู้ข่าวที่ทหารเข้าปราบปรามประชาชนในช่วงนั้นได้ ประจวบเหมาะกับการที่มีเสียงเรียกร้องของประชาชน ให้รัฐบาลใช้นโยบายจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เสรีดังกล่าว เพื่อเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง และรายการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้นมา แต่ก็พบกับปัญหาว่า ไอทีวี ถูกแทรกแซงสื่อโดยกลุ่มทุนชินวัตร เข้าไปถือหุ้นส่วนของไอทีวี ต่อมาถึงการประสบปัญหาการขาดทุนในการบริหารงาน

อนึ่ง ทำให้เกิดเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ของ ITV และเปลี่ยนชื่อเป็นTITV-TPBS คือ สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ จัดตั้งพร้อมองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดตั้ง สถานีโทรทัศน์สาธารณะ ขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในปี 2550 ขณะนั้น ซึ่งหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ต้องการจะนำช่องสัญญาณระบบยูเอชเอฟ ออกอากาศช่อง 29 ซึ่งเดิมเป็นสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่ถูกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียึดคืนสัมปทาน หลังจากบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทาน และบริหารกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ไม่ชำระค่าสัมปทาน และค่าปรับกว่า 97,000 ล้านบาท โดยนำช่องสัญญาณนี้มาจัดทำเป็น สถานีโทรทัศน์สาธารณะ

นับเป็นมิติใหม่ของวงการสื่อสารมวลชนไทย ภายหลังจากที่แนวความคิดของ สถานีโทรทัศน์เสรี ล้มเหลว ทั้งนี้ ส.ส.ท. ได้รับการจัดตั้งขึ้น โดยได้เข้ามาบริหารคลื่นความถี่ช่อง 29 ซึ่งเป็นของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ก็ดำเนินการสถานีโทรทัศน์เป็นการชั่วคราว และได้เตรียมความพร้อมเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนที่สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ (หรือชื่อในขณะนั้นคือ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) จะเริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 หลังจากผ่านการทดลองออกอากาศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งตราสัญลักษณ์ของTPBS ก็ผ่านการประกวดคล้ายคลึงกับกรณี ตราสัญลักษณ์ของ ช่อง 11 โดยการประกวดอัตลักษณ์ของสถานีฯ ขึ้นใหม่ อันได้แก่ สัญลักษณ์ (Logo) และ Interlude ของทางสถานี



ตราสัญลักษณ์ iTV-TITV-TPBS





ผลการประกวดดังกล่าวได้ตัดสินให้แบบของทีม KITWIN ได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแนวคิดในการออกแบบคือความเป็นอิสระ โดยใช้นกเป็นเครื่องหมายของความมีอิสระ ประกอบกับอักษรไทยคำว่า “ไทย” และมีอักษรภาษาอังกฤษคำว่า “ThaiPBS” กำกับที่ตอนบน และตราสัญลักษณ์ดังกล่าวนั้น องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยได้แถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการประกาศเปลี่ยนชื่อสถานีโทรทัศน์เป็น ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2551 และเริ่มใช้อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

โดยต่อมา เนื่องจากมีผู้ชมจำนวนมากเกิดความสับสนเกี่ยวกับชื่อสถานีว่า ควรจะอ่านว่า ไทยพีบีเอส หรือทีวีไทย หรือไทยทีวี ทำให้ทางองค์การฯ ได้ปรับปรุงตราสัญลักษณ์ใหม่ โดยทำออกมาเป็น 3 รูปแบบ คือตราสัญลักษณ์ขององค์การฯ ตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย และตราสัญลักษณ์ของวิทยุไทย โดยมีกำหนดเปิดตัวสัญลักษณ์ใหม่ในวันที่ 15 มกราคม 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการก่อตั้งองค์การฯ

ทั้งนี้ ในส่วนของสัญลักษณ์ใหม่ที่องค์การฯ จะใช้ ยังคงอัตลักษณ์ของทีม KITWIN ซึ่งเป็นภาพนกสีส้มกำลังกระพือปีกบินไว้เช่นเดิม แต่จะปรับปรุงส่วนหัวของนกเป็นสีส้ม เช่นเดียวกับส่วนปีก เพื่อแยกสัญลักษณ์รูปนก กับตัวอักษร ย ในคำว่า ไทย ออกจากกัน แล้วนำชื่อของสถานีฯ ทีวีไทย ประทับอยู่ส่วนล่างสุดของตรา โดยใช้สีส้มที่เข้มขึ้นกว่าสีในตราเดิม โดยเป็นตราที่จะใช้ร่วมกับ ส.ส.ท. และวิทยุไทย ซึ่งจะเปลี่ยนเพียงตัวอักษรส่วนล่างของตราเท่านั้นและได้มีการเพิ่มตัวอักษร “thaipbs.or.th” ลงไปบริเวณด้านล่างของตราสัญลักษณ์ที่ใช้ออกอากาศเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์เวปไซต์ของทางสถานี

ดังนั้น ความซับซ้อนของความวุ่นวายทางการเมืองหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การแสวงหาอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์ ท่ามกลางความขัดแย้งของบริบททางการเมือง รวมทั้งการเกิดกรณี PTV-ASTVและกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งจะสะท้อนผ่านช่อง 11 ด้วย โดยการสร้างอัตลักษณ์ของตราสัญลักษณ์จากไอทีวี ซึ่งไม่เคยปรากฏคำว่า “ไทย”มาก่อนกลายเป็นตราสัญลักษณ์ ที่มีคำว่าไทย( Thai PBS) จุดเปลี่ยนทางประวัติความเป็นมาของทีวีไทย

ดังนั้น สถานการณ์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งบ่งบอกรับรู้ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่เหมือนกับกำเนิดของช่อง 4 และพัฒนาการเป็นช่อง 9 จนกระทั่งถึงตราสัญลักษณ์ช่อง 3, 5, 7 ซึ่งไม่มีวิกฤติของการออกแบบเพื่อความเป็นไทยแบบช่องไทยพีบีเอส นั้นเอง......................

เอกสารอ้างอิง

i ช่อง 9 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki และดูเพิ่มเติม ตำนานโทรทัศน์กับจำนง รังสิกุล และสินิทธ์ สิทธิรักษ์ กำเนิดโทรทัศน์ไทย (พ.ศ. 2493-2500)วันที่ 24 มิ.ย. 2498 โดยสินิทธ์ สิทธิรักษ์ ตั้งเป็นข้อสังเกตว่า จอมพลป. มักเกี่ยวข้องกับวันชาติด้านเทคโนโลยี สื่อ 24 มิ.ย. 2494 เปิดสถานีวิทยุ 10 กิโลวัตต์ และ 24 มิ.ย. 2496 วิทยุ 50 กิโลวัตต์ เป็นต้น
ii สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนาถึง 5 ธันวา” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 เม.ย.-มิ.ย. 2547: 72-121
iii อรรคพล สาตุ้ม “24 มิถุนา , 28 กรกฏา,14-6ตุลา,4 ธันวา-10 ธันวา”และ Young PAD ที่มา http://www.prachatai.com
ivช่อง 9 ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki เพิ่งอ้าง
v รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki

สนธิลิ้ม:ช่วงนี้ก็ไปปล่อยข่าวลือว่า ผมถูกสั่งยิงโดยฟ้า

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการ
23 มิถุนายน 2552

“ช่วงนี้ก็ไปปล่อยข่าวลือว่า ผมถูกสั่งยิงโดยฟ้า แล้วเขาก็ไม่รู้ว่า ทางข้างบนก็รู้ว่านี่คือข่าวลือที่ปล่อยออกมา ใครปล่อยเขาก็รู้ เขาบอกว่าปล่อยผ่านพระองค์หนึ่งแถวยานนาวา พระองค์นั้นท่านก็ฉุนว่าเอาท่านไปเกี่ยวข้องอะไร ท่านก็โทร.ไปรายงานฟ้าเหมือนกันว่าท่านไม่เกี่ยวข้อง แล้วบอกด้วยว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือ นี่คือความทุกข์ มันปิดไม่มิดหรอก เอามือปิดฟ้าได้ยังไง”นายสนธิกล่าว
(คลิ้กชมสนธิพูดที่นี่)


เวบไซต์ผู้จัดการASTVรายงานข่าวว่า รายการ “แอน จินดารัตน์” ดำเนินรายการโดยนางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ออกอากาศทางเอเอสทีวี ช่วงเวลา 20.30-22.00 น. วันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ เพื่อให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ทั้งช่วงก่อนและหลังจากถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงคราม เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยนายสนธิบอกว่าแผลที่ถูกยิงที่ศีรษะหายแล้วประมาณ 70% ซึ่งบางครั้งยังมีอาการเวียนหัวอยู่ เนื่องจากน้ำในหูไม่เท่ากัน เลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมองยังทำงานไม่เต็มที่ ที่สำคัญเวลาผ่าตัดฤทธิ์ยาสลบที่ใช้ในการผ่าตัดยังคงอยู่ในร่างกายอีก 50 % จะทำให้เหนื่อยง่าย ง่วงเร็ว ตรงนี้ต้องใช้เวลาในการขับฤทธิ์ยาออกไป และครั้งนี้เป็นครั้งแรงในชีวิตที่หนักที่สุดสำหรับการผ่าตัดและวางยาสลบ แต่แปลกหลังจากฟื้นรู้สึกตัวเร็วมากไม่มีอาการเมายาสลบเลย สามารถทักทายกับคนทั่วไปได้

เมื่อถามว่าทำไมยังเอาเสื้อ กางเกงที่เปื้อนเลือดมาแขวนไว้ในห้องทำงาน นายสนธิ กล่าวว่าต้องการเอาไว้เตือนใจให้รู้ว่า เลือดที่หลั่งลงสู่ดินนี้เป็นเลือดคนบริสุทธิ์ คนที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองต้องมาเสียเลือดเสียเนื้อ และโดนคนซึ่งโดยหน้าที่ควรจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเหมือนกับตน แต่ต้องมาแปลงร่างเป็นอสูรกายมายิงตน งานนี้เป็นคนมีสียิงแน่นอน อย่างไรก็ดีตนเชื่อในเรื่องของเวรกรรม และอโหสิกรรมให้ ทุกวันนี้ได้แต่สวดแผ่เมตตาให้ผู้กระทำ ไม่โกรธ ไม่แค้น ไม่เคืองเขา ให้กฎแห่งกรรมเป็นตัวเร่งให้เขารับกรรมไม่ว่าเขาจะใหญ่แค่ไหน จะมียศเป็นพลเอกก็ตาม

นายสนธิ กล่าวต่อว่า คนที่สั่งฆ่านั้นเป็นพวกที่มีอวิชชา คิดว่าตนเป็นคนอันตราย พูดไม่รู้เรื่อง ต้องฆ่า เหมือนสมัยรุ่น 5 ยึดอำนาจก็ส่งคนมายิง เพราะนายสนธิ ซื้อไม่ขาย ขอไม่ให้ ต้องยิงมัน ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจมีอิทธิพลจะกลัวคนที่มีจุดยืน ส่วนคนเสื้อแดงนั้นไม่น่ากลัว เพราะไม่มีอุดมการณ์พวกเขาอยู่ได้ด้วยท่อน้ำเลี้ยง ด้วยเงิน แต่เขากลัวพันธมิตรฯ ที่มีจิตวิญญาณ ซื่อสัตย์ จิตบริสุทธิ์ รักชาติบ้านเมือง และมีอำนาจแห่งปัญญาที่วิเคราะห์ได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด มีหิริโอตปะ มีจริยธรรม เชื่อว่าพี่น้องพันธมิตรฯ หลายคนเคียดแค้นว่าทำไมตนต้องถูกยิง แล้วถ้าวันข้างหน้ามีการจับคนร้ายได้ แล้วชี้ไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลัง เชื่อว่าพันธมิตรฯ มีอิทธิพลในการสร้างความกดดัน ให้คนที่สั่งการอยู่เบื้องหลังการสั่งยิงมีชีวิตอยู่อย่างไม่เป็นสุข ชนิดถ้ามีชีวิตอยู่ สู้ตายดีกว่า เขาจะมองหน้าคนไม่ได้ เพราะคนที่เคียดแค้นแทนมีอยู่ทุกวงการ พันธมิตรฯ คงไม่ทำอะไรเขา แต่สายตาที่มองอย่างดูถูกเขาจะทนไม่ได้

“ช่วงนี้ก็ไปปล่อยข่าวลือว่า ผมถูกสั่งยิงโดยฟ้า แล้วเขาก็ไม่รู้ว่า ทางข้างบนก็รู้ว่านี่คือข่าวลือที่ปล่อยออกมา ใครปล่อยเขาก็รู้ เขาบอกว่าปล่อยผ่านพระองค์หนึ่งแถวยานนาวา พระองค์นั้นท่านก็ฉุนว่าเอาท่านไปเกี่ยวข้องอะไร ท่านก็โทร.ไปรายงานฟ้าเหมือนกันว่าท่านไม่เกี่ยวข้อง แล้วบอกด้วยว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวลือ นี่คือความทุกข์ มันปิดไม่มิดหรอก เอามือปิดฟ้าได้ยังไง”นายสนธิกล่าว


นายสนธิ กล่าวต่อว่า ชีวิตความเป็นอยู่หลังโดนลอบยิง ยอมรับว่าลำบากขึ้น การที่มีคนเดินล้อมหน้าลอมหลังตนนั้น เป็นเพราะมีเพื่อนที่เป็นตำรวจที่เกษียรแล้วเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยเลยจัดกำลังมาดูแลรักษาความปลอดภัยให้ ลำพังตนไม่ได้ประมาท แต่มีความเชื่อมันในเรื่องกฎแห่งกรรม ถึงแม้จะมีคนล้อมหน้าล้อมหลังมากน้อยแค่ไหน เมื่อมันจะตายอย่างไรมันก็ตาย แต่ถ้าไม่ตายก็ไม่ตาย ขนาดโดยยิงกว่าร้อยนัดยังไม่ตายเลย ตอนนี้ชีวิตไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากอยากให้ชาติบ้านเมืองดีขึ้น อยากให้ชาติบ้านเมืองรู้จักถูกผิด มีที่ยืน ไม่ใช่ว่าอยู่ๆวันดีคืนดีมีคนเอาปืนมายิง ซึ่งคนพวกนี้ต้องได้รับกฎแห่งกรรม หรือกรณีที่ คุณธานี สมบูรณ์ทรัพย์ เพิ่งให้สัมภาษณ์บอกว่าเจอตอ เมื่อเจอตอแล้วหาคนร้ายไม่ได้ อย่างนี้ประเทศไม่มีที่ยืนแล้ว หวังไม่ได้แล้ว ทุกคนมีสิทธิตายได้ ถ้าคนมีอำนาจแล้วสั่งฆ่าใครก็ได้

ธานี” รับคดียิง “สนธิ” เจอตอ! ตร.ขวัญกำลังใจกระเจิง!

ผู้จัดการASTVรายงานข่าวในหัวข้อข่าว “ธานี” รับคดียิง “สนธิ” เจอตอ! ตร.ขวัญกำลังใจกระเจิง! โดยข่าวระบุว่า เมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เรียกประชุมหนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตยและผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งมีการประชุมในทุกสัปดาห์ เพื่อประมวลความคืบหน้าของคดี โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง

ภายหลังการประชุม พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า การทำคดีมีความคืบหน้าไปมาก ส่วนการจะจับกุมคนร้ายขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ซึ่งก็มีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน คาดว่าจะสามารถสรุปคดีได้อีกไม่นาน

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และผมจะทำคดีให้เสร็จก่อนเกษียณอายุราชการ” พล.ต.อ.ธานี กล่าวยืนยันเมื่อถูกถามว่าคดีนี้แสดงว่าทราบตัวคนร้ายแล้ว

พล.ต.อ.ธานี กล่าวยอมรับถึงอุปสรรคที่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ ทั้งที่เวลาผ่านมานานแล้วว่า การทำงานไม่ค่อยราบรื่น แต่ก็พยายามทำ ถ้าไม่มีอะไรก็น่าจะได้ผลเร็วกว่านี้ แต่ปัญหาที่พบก็ทำให้การทำงานช้า ทำให้คนที่ทำงานกลัว แต่ยังไม่มีใครมาข่มขู่ตน ได้แต่สงสารคนทำงานที่จะไม่มีขวัญกำลังใจ ถ้าไม่มีปัญหาจะไปได้ไกลกว่านี้

เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รายงานให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี ถึงกับนึ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนตอบว่านายกรัฐมนตรีก็ทราบและได้ให้กำลังใจ ให้ทำงานต่อ ดังนั้นจะไม่ทำได้อย่างไร ในเมื่อกฎหมายบ้านเมืองก็มีขื่อมีแป หากมีคดีฆ่ากันแล้วตำรวจไม่ทำจะอยู่ได้อย่างไร

ทายาท24มิถุนา(ตอน2)พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา:ไม่มีหรอกที่ราชาธิปไตยจะเอาประชาธิปไตยมาให้

ที่มา Thai E-News

ที่มา ไทยโพสต์แท็บลอยด์
23 มิถุนายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ไทยโพสต์แทบลอยด์ได้ลงบทสัมภาษณ์ทายาทของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475ไว้ในฉบับวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ไทยอีนิวส์เห็นว่าน่าสนใจต่อชนรุ่นหลัง จึงนำเสนอโดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน

พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา


“คิดหรือว่าการปฏิวัติทำให้ประเทศเจริญ ไม่จริงหรอก มีปฏิวัติกี่ครั้งผมบอกเลย มีครั้งเดียวที่ผมเชื่อ 24 มิ.ย.2475 เพราะครั้งนั้นไม่มีหรอกนิรโทษกรรม ถ้าไม่สำเร็จผมก็ไม่ได้เกิด เพราะ 7 ชั่วโคตร เพราะฉะนั้นพ่อผมทำด้วยความมุ่งหมายสูงสุด ไม่เหมือนอย่างไอ้พวกนี้ทั้งหลายแหล่ที่มันปฏิวัติโดยอ้าง 3 ประ เหมือนเป็นนะโมตัสสะ ประเทศชาติ ประชาธิปไตย ประชาชน แต่ 3 ประนี้ไม่เคยได้ประโยชน์จากการอ้างของมันเลย”



ลูกชายคนกลางของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา กับท่านผู้หญิงบุญหลง ใส่เสื้อยืดที่ยังเปื้อนจากการทำงานในบ้านยืนคุยกับเราในบ้านเช่าที่เป็นบ้านไม้โทรมๆ อยู่ในซอยลึกย่านรามอินทรา นี่คือลูกอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคณะราษฎร ผู้นำการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย นำอำนาจมาให้ปวงชนชาวไทย

แต่ถึงบ้านจะเก่า ก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ในบริเวณยังมีต้นไม้ผลไม้หลายชนิดที่ปลูกไว้ บอกว่าได้มาจากคุณแม่ ท่านผู้หญิงบุญหลง ที่ทำเองทุกอย่างเพื่อเลี้ยงลูก 7 คน หลังจากพระยาพหลถึงแก่อนิจกรรม

“เห็นเขาขายกับข้าวกันแล้วนึกถึงคุณแม่ผม ฝีมือท่านถ้าเรียนไว้บ้างคงสบาย คุณแม่ผมทำเองทุกอย่าง แม้แต่น้ำบูดูก็ทำเป็น น้ำปลาก็ทำเอง เผาถ่านเอง เทียนพรรษายังหล่อเอง เพราะมีผึ้งหลวงทำรังอยู่ที่บ้านในตอนนั้น”

ลูกนายกฯผู้มีเงิน 25 บาท

พระยาพหลถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี 2490 สิ่งที่ครอบครัวได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐบาลก็คือมีบ้านให้อยู่ เพราะพระยาพหลไม่มีบ้าน อาศัยวังปารุสก์อยู่มาตั้งแต่ 2475

“พอหลังจากทำศพคุณพ่อเสร็จรัฐบาลจอมพล ป. ก็ไปขอคุณแม่ขอใช้วังปารุสก์เป็นกองบัญชาการคณะรัฐประหาร และให้คุณแม่ผมไปอยู่ที่ ปตอ. เป็นบ้านเก่าที่ท่านอยู่ตอนเป็น พ.ท. อยู่หัวมุมปตอ. ริมคลองบางซื่อ ใกล้กับสะพานพิบูลฯ ที่จะไปบางโพ อยู่ปีเดียวเพราะตอนนั้นมันไกล เท่าๆ กับชานเมือง ย้ายมาอยู่บ้านสวนอัมพวัน ที่สี่เสาเทเวศร์ เดิมเป็นบ้านคุณท้าวในรัชกาลที่ 5 มี 2 หลัง ตอนนี้รู้สึกจะเป็นสมาคมจันทบุรีและที่ตั้งของสภาโอลิมปิก ปี 2510 จอมพลถนอมมาขอคุณแม่บอกว่าอยากจะได้บ้านหลังนี้ทำสภาการศึกษาแห่งชาติ แล้วให้ไปอยู่บ้านที่ยึดจากจอมพลสฤษดิ์ที่ซอยจอมพล ที่ให้ภรรยาน้อยอยู่”

ตรงนั้นอยู่ได้ไม่นาน ท่านผู้หญิงก็ย้ายไปซื้อที่ดินอยู่ที่นครชัยศรี จนท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี 2531 ทรัพย์สมบัติที่มีบ้างก็คือที่ดินแต่ขายหมด

“เช่นที่บางเขน ใครผ่านไปแถวนั้นจะเห็นชื่อซอยท่านผู้หญิงพหลฯ คุณพ่อซื้อสมัยเป็นร้อยโทร้อยเอก ไร่ละ 20 บาท ขายเพราะไม่มีจะกิน คุณแม่คนเดียวต้องเลี้ยงลูก 7 คน ที่รังสิตก็ขาย บ้านบางซื่อที่คุณพ่อกับคุณป้าปลูกด้วยกันก็ต้องขายเพราะไม่มีเงินจะเลี้ยงพวกผม”

“สมัยจอมพล ป. คุณแม่บอกว่า ปรับเงินเดือนข้าราชการ แล้วบำนาญของท่านเจ้าคุณล่ะ โอ๊ย ท่านผู้หญิงอย่าให้ผมไปเกี่ยวข้องกับเงินท่านเจ้าคุณเลยครับ เดี๋ยววิญญาณท่านรู้ท่านจะไม่พอใจผม ถ้าท่านผู้หญิงเดือดร้อนอะไรบอกผม เดี๋ยวผมจัดการให้ แต่อย่าให้ผมไปแตะต้องบำนาญของท่านเลย”

“ท่านเป็นคนซาดิสซึ่ม (หัวเราะ) โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ตรงวัดพระศรี เป็นที่ของคุณพ่อ จอมพล ป.เป็นนายกปุ๊บ ออกกฎหมายเวนคืนที่ตรงนั้นสร้างโรงเรียน แล้วมาถามคุณพ่อว่าใต้เท้าโกรธผมหรือเปล่า คุณพ่อก็ถามว่าคุณหลวงถามผมทำไม ที่ผมแกล้งเวนคืนที่ของใต้เท้าทำโรงเรียน เอ๊ะ คุณหลวงผมจะไปโกรธคุณหลวงได้ยังไง คุณหลวงจำได้ไหมเมื่อวันที่ 24 มิถุนา หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ข้อหนึ่งระบุว่าจะบำรุงการศึกษาของชาติให้เจริญ แล้วเมื่อคุณหลวงเห็นที่ของผมจะมีประโยชน์กับการศึกษา ผมควรจะดีใจไม่ใช่ไปโกรธ จอมพลป.ท่านหน้าหงายเลย ท่านแกล้งใครมีแต่โกรธ แต่แกล้งคุณพ่อดันไม่โกรธ”

เล่าว่าหลังจากพระยาพหลออกจากราชการก็ไม่มีรายได้อะไรนอกจากบำนาญ


“มีที่ก็เก็บค่านาแต่ละปี เป็นข้าวบ้าง ตอนคุณพ่อเสียมีเงินติดบ้านอยู่ 25 บาท เพราะฉะนั้นคุณแม่ยิ่งกว่าประเสริฐ ผู้หญิงคนเดียวตัวเล็กๆ อายุไม่เท่าไหร่ ฟันฝ่าชีวิตเลี้ยงลูก 7 คนรอด รัฐบาลเขาก็ให้อยู่บ้านฟรีบ้าง ให้รถใช้บ้าง แต่ไม่ใช่แค่นั้นแล้วอยู่ได้ จนรัฐบาลคุณธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ คุณแม่ไปหาคุณบุญมา วงศ์สวรรค์ รัฐมนตรีคลัง ไม่เคยรู้จักกัน คุณธานินทร์ก็ไม่รู้จัก เข้าไปพบคุณบุญมาเล่าว่าบำนาญไม่เคยได้รับการปรับเลย คุณบุญมาก็เรียกปลัดกระทรวงมา ตรวจสอบก็จริง โห ตั้งกี่สิบปีไม่ได้ปรับ คุณบุญมาก็บอกท่านผู้หญิงครับ เราจะพยายามทำให้ถูกต้องแต่ขอร้องท่านผู้หญิง อย่าเรียกดอก รัฐบาลไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาให้ เพราะไม่ได้จ่ายมา 20-30 ปี ตามกฎหมายต้องเสียดอกด้วย แต่จะปรับให้ถูกต้อง”

ตอนนั้นเองที่ได้ปรับจากบำนาญ 1,600 บาทมาเป็น 8,000 บาท

“เวลาเขาปรับเงินเดือนข้าราชการ ข้าราชการบำนาญจะได้ปรับด้วย แต่ของคุณแม่ไม่เคยได้รับการปรับเลย”

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกับ อ.ปรีดี ที่ต่อมาได้ฟ้องรัฐบาลว่าไม่จ่ายบำนาญเลย และเรียกดอกเบี้ยด้วย

“ก็ทำกับท่านกับครอบครัวเจ็บปวดแค่ไหน พี่ปาลถูกแกล้งเกณฑ์มาเป็นพลทหาร อยู่บางกระบือ แล้วยังจับเข้าคุก สารพัด ครอบครัวท่านน่าสงสารมาก ทำเพื่อคนทั้งประเทศแต่ตัวเองได้รับกรรมแค่ไหน”

ทางพระยาพหลอาจยังเบากว่า เพราะเหมือนเป็นคนกลาง และพ้นจากอำนาจไปก่อน


“เหมือนใครจะทะเลาะกันก็คุณพ่อ อย่างคุณอาควง เวลาปีใหม่ก็ไปหา มามานั่งตักอา มีอะไรจะมาคุยกับอาปีนี้ ไหนเขาบอกว่าคุณหลวงพิบูลกับคุณอาควงไม่ถูกกัน ไม่ใช่ อากับตาแปลกเป็นเพื่อนกัน แต่ตาแปลกตอนมันมีอำนาจมันแกล้งอา มันตั้งให้อามียศพันตรีเพื่อจะไปเป็นลูกน้องมัน อาก็ต้องไปรายงานตัวกับมันที่ศูนย์ปืน ลพบุรี วันดีคืนดีมันก็เอารถถังมาจอดหน้าบ้าน เฮ้ยตาควงแกขึ้นเป็นนายก อยู่ไปอยู่มาอารถจิ๊ปติดปืนกลมา บอกเฮ้ยแกลงจากเก้าอี้นายกได้แล้ว คุณอาควงเป็นคนอย่างนี้ แต่ก่อนนี้ผมชอบประชาธิปัตย์ แต่มาตอนนี้ไม่เอาเลย”


จากนายสิบเป็น ผบ.รถถัง


เชื่อหรือไม่ว่า ลูกอดีตผู้บัญชาการทหารบก แทนที่จะเข้า ร.ร.นายร้อย จปร.กลับเข้า ร.ร.นายสิบ

“ผมมาเข้าเป็นนักเรียนนายสิบเพราะประชดแม่ โกรธว่าแม่ไม่รักเพราะผมถูกตีมากกว่าเพื่อน แต่ผมไม่ได้ดูเลยว่าตัวผมเองเกเร สารพัดที่จะทำ คิดว่าตัวเองเป็นคนดี มองเห็นแต่ตัวเองตลอด และก็โทษสิ่งแวดล้อมว่าเขาไม่รักเรา พวกพี่ๆ ล้อว่าผมเป็นเด็กเก็บจากกองขยะ ก็เชื่อเป็นตุเป็นตะ พอถูกคุณแม่ตีมากก็โกรธคุณแม่หาว่าคุณแม่ไม่รัก กว่าจะหายโง่ก็แก่แล้ว”

“ผมเข้าโรงเรียนนายสิบ ผู้การชาติชายท่านจะไม่รับตอนนั้นท่านเป็นพลจัตวา ผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ พอเห็นนามสกุลท่านเรียกไปถาม คุณเป็นอะไรกับเจ้าคุณพหล ผมเป็นลูก คุณเป็นลูกแน่ๆ หรือ แน่ครับ แม่คุณชื่ออะไร ท่านผู้หญิงบุญหลง เรียกคุณชายเลย คุณชายมาเข้าทำไมนักเรียนนายสิบ ทำไมไม่เข้าโรงเรียนนายร้อย ผมสอบไม่ได้ครับ ได้สิเดี๋ยวจัดการให้ ไม่เอา แกงงเลย รองผู้บัญชาการ พ.อ.ศรี พาคุณชายไปพบท่านผู้หญิงเดี๋ยวนี้ ให้มาเข้าได้ยังไงนักเรียนนายสิบ พ.อ.ศรีท่านก็พานั่งรถไปที่บ้าน โกรธคุณแม่ ยังไงก็ไม่ยอม อยากจะแต่งเครื่องแบบ เดี๋ยวเอาเครื่องแบบให้แต่ง สิบเอกก็ได้ อยากจะขับรถถังจะพาไปฝึกขับ แต่ไม่ต้องเป็นนักเรียนนายสิบ มันโหดร้ายทารุณ รองศรีบอกว่าดื้อน่าดูเลย ตามใจอยากจะไปเรียนก็ไป ใต้เท้ายอมให้คุณชายไปเรียนหรือครับ คุณแม่บอกตามใจเขา เราก็คิดว่านักเรียนนายสิบเหมือนกับโรงเรียนทั่วไป ที่ครูพูดว่าเธออย่างนั้นเธออย่างนี้ พอไปเจอของจริงมันไม่ใช่ ตรงกันข้ามเลย”

เข้า ร.ร.นายสิบปี 2500 จบแล้วก็รับราชการเป็นทหารชั้นประทวนธรรมดา จนปี 2511 ไปรบเวียดนาม ตอนนั้นเป็นสิบเอก บอกว่าอยากได้ประสบการณ์เพราะเป็นทหารก็ต้องไปรบ แม้จะเข้าใจการต่อสู้ของคนเวียดนามและมีเชื้อสายเวียดนาม

“ตระกูลผมทั้งพ่อทั้งแม่ 4 เผ่า ไม่มีเลือดไทยเลย คุณปู่ผมพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (ถิ่น พหลโยธิน) เป็นฮกเกี้ยน คุณย่าผมเป็นมอญบางไส้ไก่ คุณตาจีนแต้จิ๋ว คุณยายญวน หลานยาลองหว่าง เฮ ผมไปเวียดนามเพื่อให้ได้ประสบการณ์ว่าฉันได้รบ คิดว่าตายก็ช่างมันเพราะไม่มีใครรักอยู่แล้ว แต่พอไปแล้วหลายสิ่งหลายอย่างสอนให้เรามองเห็นตัวเองว่าเคยทำอะไรไว้บ้าง”

“พอกลับจากเวียดนาม ลงจากเครื่องบิน คุณแม่ยืนรอรับวิ่งไปถึงกราบที่เท้าเลย บุญคุณแม่นี้ใหญ่หลวง เรานี่เลวมาตลอดเลย ไม่เคารพรัก ผมถูกยิงหมวกทะลุ หัวไหล่ทะลุ ตอนนั้นหลับอยู่เวียดกงเข้าตี ฝันว่าคุณพ่อกับคุณแม่มายืนในที่สลัวๆ มาเรียก-แมว! (ชื่อเล่น) ตื่น ข้าศึกกำลังเข้าตี ผมลืมตาเฮ้ยของจริง ปืนครกหล่นปั๊บระเบิดตูมสะเก็ดเฉียดจมูกไปหน่อยเดียว ผมเป็นพลขับรถ คว้าเสื้อเกราะ ใส่รองเท้าแบบไม่ต้องผูกเชือก วิ่งไปเตรียมขับรถ ปรากฏว่าข้างหน้ายิงมากราวใหญ่ขึ้นรถข้างหน้าไม่ได้ ก็มาขึ้นข้างหลัง ต้องกลายเป็นผู้อำนวยการสั่งยิงวันนั้น เพราะผู้หมวดไม่อยู่ บอกระยะเพื่อนให้ยิง ทางนี้ 500 เมตร 10 นัด ขับรถไปยิงไปด้วยขับไปด้วย”

เป็นทหารสังกัด ม.พัน 4 หน่วยที่มีบทบาททางประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในลูกน้องของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร สอบจากนายทหารชั้นประทวนขึ้นเป็นร้อยตรี เลื่อนตำแหน่งจนเป็นพันตรีผู้บังคับกองร้อย แล้วลาออกจากราชการเมื่อปี 2529 หลังกบฎ 9 กันยาหน่อยเดียว เพราะถูกไม่ไว้วางใจแม้จะไม่ได้ร่วมกับนายเก่าก่อกบฎ

“แกเป็นผู้พัน ผมเป็นจ่า” เล่าถึง พล.ต.มนูญกฤต “เดิมตอนเป็นนักเรียนนายร้อยผมเรียกแกพี่เปี๊ยกๆ พอจบโรงเรียนนายร้อยแกไปอยู่โคราช ม.พัน 8 เจอหน้ากันก็หวัดดีครับพี่เปี๊ยก แกก็ดีกับผม สมัยนั้นแกยังไม่มีบทบาทด้านการเมือง”

“เมษาฮาวายผมเกี่ยว แต่ครั้งหลังผมไม่เกี่ยว เพราะผมเห็นแล้วว่าไม่ได้ประโยชน์ เมษาฮาวายนี่อย่าว่าแต่ประตูเลย รูแพ้สักนิดก็ไม่มี เพราะทุกฝ่ายเอาหมด ผมไปเป็นผู้บังคับกองร้อยรถถังขนาดใหญ่อยู่ที่สระบุรี มนูญสั่งให้ผมเตรียมรถถัง มีหน้าที่ลงมาล้อมดอนเมือง วันนั้นผมก็เตรียมรถถัง ตั้งแถวไว้เรียบร้อย เช้าขึ้นประกาศปฏิวัติ พอเที่ยงกว่าๆ ในหลวงเสด็จไปโคราช โห ขบวน 60-70 คัน ยาว 2กิโลได้ พอตกเย็นพล.ต.อาทิตย์ รองแม่ทัพภาค 2 พูดวิทยุ อยู่สระบุรีฟังชัดทั้ง 2 สถานี โรคประสาทจะกินผม”

โชคดีที่ไม่มีคำสั่งให้ลงไปกรุงเทพฯ ครั้งนั้นจึงรอดไป ไม่อยู่ในกลุ่มกบฎ แต่มาโดนครั้งหลัง

“เพราะความหูเบาของผู้ใหญ่ หาว่าผมซ่องสุมกำลังปฏิวัติ เชื่อหรือว่าผมทำ เชื่อ เชื่อเพราะอะไร เพราะว่าแมวเป็นลูกคุณพ่อและเป็นลูกน้องมนูญ แค่ 2 อย่างนี้หรือผมต้องปฏิวัติ พี่เห็นไหมผู้การมนูญ ตอนนั้นเขา พ.อ. เขายศอะไร เขาจบมาจากไหน แล้วผมจบมาจากไหน เขายังทำไม่สำเร็จ ผมนี่อย่าว่าแต่ชวนคนเลย ชวนหมา หมาก็ยังไม่เอากับผม แล้วพี่คิดหรือว่าการปฏิวัติทำให้ประเทศเจริญ ไม่จริงหรอก มีปฏิวัติกี่ครั้งผมบอกเลย มีครั้งเดียวที่ผมเชื่อ 24 มิ.ย.2475 เพราะครั้งนั้นมันไม่มีหรอกนิรโทษกรรม ถ้าไม่สำเร็จผมก็ไม่ได้เกิด เพราะ 7 ชั่วโคตร เพราะฉะนั้นพ่อผมทำด้วยความมุ่งหมายสูงสุด ไม่เหมือนอย่างไอ้พวกนี้ทั้งหลายแหล่ที่มันปฏิวัติโดยอ้าง 3 ประ เหมือนเป็นนะโมตัสสะ ประเทศชาติ ประชาธิปไตย ประชาชน แต่ 3 ประนี้ไม่เคยได้ประโยชน์จากการอ้างของมันเลย”

ย้อนไปสมัยที่สอบนายทหารได้ ก็สอบได้ด้วยตัวเอง หลังจากเป็นนายสิบถึงสิบกว่าปี


“ผมสอบนายทหารได้ปี 2517 ทั้งเหล่าทหารม้าไปสอบที่ศูนย์การทหารม้า สระบุรี 425 คน เอา 12 คน วันแรกแต่ละคนคุยนักคุยหนารู้ข้อสอบ มีเส้นสาย เราก็คิดว่าปีนี้หาประสบการณ์ ปีหน้าค่อยสอบใหม่ แต่รุ่งขึ้นหายไป 300 พวกที่หลบจากดอยลงมาพัก อยู่บนดอยเสี่ยงกับผกค. ลงมาพัก 7 วันยังดี แล้วเขาจะเอาเวลาที่ไหนดูหนังสือ ไม่เหมือนกองพันทหารม้าที่ 4 เป็นจอมหลักการ มีวินัย มีความรู้ ก็สอบได้ที่ 1 ใน 425 คน”

“นายเปรมท่านเป็นผบ.ศม. (ศูนย์การทหารม้า) วันนั้นท่านแจกประกาศนียบัตรหลักสูตรนายสิบอาวุโส ท่านถามว่านี่เราสอบยังไงถึงได้ที่หนึ่ง ผมก็บอกผมได้ที่ 4 ครับ เพราะผมได้ที่ 4 ของนายสิบอาวุโส ท่านก็ยิ้มพยักหน้า พวกอาจารย์ทั้งหลายแหล่ก็มานั่งเลี้ยงโต๊ะจีนมื้อกลางวัน ดีใจด้วยนะๆ อาจารย์ดีใจกับผมเรื่องอะไรครับ อ้าวไม่รู้เหรอ เราน่ะสอบนายทหารได้ที่ 1 คะแนนรวม 92 กว่า”

“ผมสอบได้ปี 2517 ทำหน้าที่นายทหาร 1 ปี ติดนายทหารปี 2518 ไปเป็นผู้หมวดรถถังอยู่อีกองร้อยหนึ่ง มีนายทหารที่ท่านชอบผม จบโรงเรียนเสธมา เป็นผู้กองลาดตระเวน ท่านก็บอกกับผู้พันมนูญ พี่นูญผมขอแมวมาอยู่ลาดตระเวนด้วยกัน ผู้พันมนูญก็บอกแมว อุดมชัยเขาอยากจะได้แมวไปอยู่ ลว.ไปไหม แล้วแต่ผู้พันครับ งั้นพรุ่งนี้ไปอยู่กับเขาเลย ผมก็เลยไปอยู่ลาดตระเวน ได้วิชาความรู้มาอีกเยอะ ก็คือพล.อ.อุดมชัย องคสิงห์ ที่เป็นเลขารัฐมนตรีกลาโหม คุณสมัคร”

ต้องรู้ว่าลูกใคร

ออกจากทหารได้รับบำนาญเพียงเดือนละ 5 พันกว่าบาท ต่อมาปรับเป็น 8 พันกว่าบาท อาแมวบอกว่าปัจจุบันทรัพย์สินที่เหลือก็มีแต่ที่ของคุณแม่ ที่นครชัยศรี แต่ไม่มีเงินไปปลูกบ้าน

“พี่เสียหมดแล้ว เหลือผมและน้องอีก 3 คน น้องชายเป็นนายตำรวจที่ไม่ได้ท่า เพราะยศสูงสุดแค่พ.ต.ท. วันดีคืนดีเขาก็ย้ายไปต่างจังหวัดตั้งนาน เพราะรีดไถคนไม่เป็น อยู่ตรวจคนเข้าเมือง เขาล็อกทุกตำแหน่ง มีว่างไม่ใช่ไม่มี แต่ทุกตำแหน่งไม่เหมาะกับคนอย่างคุณ เพราะไม่รู้จักวันเกิดนาย รีดไถคนไม่เป็น ซองก็ไม่ต้องการ เขาวางไว้ให้บนโต๊ะก็ไม่เอา
เพราะคุณแม่บอกว่าแกจะเป็นตำรวจก็เป็นได้ แต่แกต้องรู้ว่าแกเป็นลูกใคร คุณพ่อเคยทำอะไรไว้ไหมที่สกปรก เพราะฉะนั้นแกอย่าทำ


น้องชายชื่อ พ.ต.ท.พรหมมหัชชัย “ท่านเจ้าคุณพรหมมุนีซึ่งตอนหลังเป็นสมเด็จพระสังฆราชวัดเบญจฯ ท่านเป็นคนตั้งชื่อให้ เขาเพิ่งเกษียณเมื่อเร็วๆ นี้ ตอนเขาเป็นร.ต.อ. ผมเป็นร.ท. พอผมร.อ. เขาก็ร.ต.อ. ผม พ.ต. เขาก็ร.ต.อ. จนคุณแม่ต้องไปถามรอง อตร.สมัยนั้น ว่าลูกฉันทำผิดอะไรถึงไม่ได้ยศสูงขึ้น ท่านตกใจก็เรียกกำลังพลมาดู เอ๊ะเงินเดือนเขา พ.ต.ท.แล้วทำไมยัง ร.ต.อ. ก็เรียกหัวหน้า ตม.มา ไหนเอาตำแหน่งมาดูสิ มีตำแหน่งตั้งเยอะแยะทำไมไม่ให้เขา ไปจัดการเดี๋ยวนี้ นั่นแหละติดพ.ต.ต. ไม่ถึง 6 เดือน ก็ติดพ.ต.ท.เพราะเงินเดือนเขา พ.ต.ท. แต่พอคนที่หากินทางวิทยุเสียงสามยอดเป็น อ.ตร.ก็ออกคำสั่งย้าย บอกเจ้าตัวสมัครใจ ย้ายไปอยู่วิเชียรบุรี”

“คุณพ่อผมมีแม่ 2 คน คนแรกคุณป้าพิศ เป็นพี่สาวคนโตของคุณแม่ แต่คุณป้าพิศไม่สามารถให้ลูกกับคุณพ่อได้ คุณป้าพิศก็เลยยกคุณแม่ให้กับคุณพ่อ ตอนนั้นคุณแม่ยังเด็กอยู่ ก็มีลูกกับคุณพ่อ 7 คน”

“คนโตพี่พาภรณ์ เสียนานแล้ว ไม่มีครอบครัว ตอนหลังท่านเสียสติ หลังจากจบอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ไปอังกฤษแล้วโดนแกล้งคุณแม่ต้องไปรับตัวกลับมา คนที่สองชื่อพรจันทร์ เป็นภรรยานายทหารเรือ พล.ร.อ.วินิจ ศรีพจนาถ คนที่ 3 พี่ชาย พล.ต.ชัยจุมพล ผมเป็นคนกลาง น้องสาวอีก 2 คน พวงแก้ว กับผจี ผจีอยู่ที่นครชัยศรี พวงแก้วอยู่กับสามีและหลานๆ ที่ลาดพร้าว”

ความจริงพระยาพหลนามสกุลพหลโยธิน แต่ลูกๆ มาเปลี่ยนเป็นพหลพลพยุหเสนา


“คุณแม่บอกว่าบรรดาศักดิ์ของคุณพ่อจะสูญหาย พหลโยธินมันเยอะ ดีก็มีชั่วก็เยอะ เพราะฉะนั้นเอาบรรดาศักดิ์ของคุณพ่อมาเป็นนามสกุล ก็ทำขอกระทรวงมหาดไทย ผมกับน้องชาย พี่ชายก็ขอใช้ มาเป็นพหลพลพยุหเสนา”

“อาแมว” รับว่า เอาใจช่วยเสื้อแดง แต่บางอย่างก็ไม่ไหวเหมือนกัน เช่นการยกม็อบไปพัทยา หรือแท็กซี่ปิดอนุสาวรีย์ชัย


“ผมเป็นทหารได้คลุกคลีกับชาวบ้าน เห็นความเดือดร้อนของเขา เพราะฉะนั้น 30 บาทรักษาทุกโรคมันอาจจะไม่ได้ดีที่สุดแต่มันก็ยังดีที่ทำให้เขาได้พบหมอ สมัยก่อนผมได้แต่ช้ำใจ เพราะผมช่วยเขาไม่ได้ เนี่ยลุงป้าไม่สบายทำไมไม่ไปหาหมอ ฉันจะเอาเงินที่ไหนไปหา เราได้ยินทีไรเราช้ำใจแต่เราช่วยเขาไม่ได้ แล้ววันดีคืนดีมีคนชื่อทักษิณบอกว่า 30 บาทรักษาทุกโรค” นี่ยอมรับตรงๆว่าชอบทักษิณในบางเรื่อง

แล้วที่เสื้อแดงจะชุมนุมวันที่ 24 ให้เป็นวันชาติ

“อย่าพรวดพราดๆ อย่าชิงสุกก่อนห่าม ตื๊อเท่านั้นครองโลก ตื๊อเข้าอย่ารุนแรง ตื๊อเข้าไปจนกว่าคนในประเทศเขาจะเห็นใจ และคนรอบๆ เราเห็นใจจนทั่วโลกเห็นใจ อองซานซุจีดูสิกี่สิบปี แกเจ็บตัวไม่เป็นไร แต่คนทั้งโลกจะมองพม่ามากแค่ไหน เพราะฉะนั้นอย่าไปเอาตัวเป็นที่ตั้ง เหมือนอย่างคราวที่แล้วดันไปเอาทักษิณเป็นที่ตั้ง พวกตามล้างตามเช็ดตามกระทืบ ครอบครัวเขาเดือดร้อน ฉะนั้นค่อยเป็นค่อยไป ตื๊อ ฝ่ายนั้นเขามีคนครอบกบาลอยู่ ฝ่ายนี้ไม่มีอะไรสักอย่าง”

ตอนนี้ก็มีคนกลับมาพูดว่าคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม ไม่น่ารีบปฏิวัติ

“แล้วถามว่าเขาทำอะไรบ้างที่จะทำให้คนได้รู้จักประชาธิปไตย ไม่มีทาง ถ้าเผื่อไม่ทำมันก็ยังเป็นราชาธิปไตย ไม่มีหรอกที่ราชาธิปไตยจะเอาประชาธิปไตยมาให้”