WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 24, 2009

"ฮอ นัม ฮง"เดือดผู้นำของไทย ค้านขึ้นทะเบียนพระวิหาร อัด"โง่เขลา" กมธ.สภาฯชี้"มาร์ค"หักหน้ารบ.เขมร

ที่มา มติชนออนไลน์

ไทยค้านขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารจุดชนวนเดือดอีก "ฮอ นัม ฮง"ซัดแหลกไม่เกี่ยวปัญหาชายแดน ถามโง่เขลาหรือต้องการจุดประเด็นกันแน่ ชี้ไร้ประโยชน์ถกเจบีซีแก้ "สุเทพ"ปัดวิจารณ์ เตรียมบินเคลียร์"ฮุนเซน"27มิ.ย. กมธ.สภาฯตอกซ้ำ"มาร์ค"หักหน้ารัฐบาลเขมร


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ถึงการจะเดินทางไปเยือนกัมพูชา วันที่ 27 มิถุนายนนี้ ว่า มีการนัดหมายกับสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไว้แล้ว และความจริงแล้วตนต้องร่วมคณะไปกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เกิดไม่สบาย จึงต้องเดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


ทั้งนี้ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจไปพูดคุยเรื่องที่ไทยคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แต่ไปชี้แจงข้อเท็จจริงเพราะการคัดค้านไม่ใช่ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่เป็นเรื่องระหว่างไทยกับองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เมื่อถามถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ชายแดน ที่ไทยและกัมพูชาส่งทหารไปประจำการหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เท่าที่รู้จักสมเด็จฯฮุนเซน ไม่ปรารถนาให้เกิดความขัดแย้ง เพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน และต้องรอดูว่า หลังจากที่ได้คุยกับสมเด็จฯฮุน เซน แล้วจะเกิดผลอย่างไร


เมื่อถามว่า นายฮอ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์โจมตีและมีท่าทีที่ไม่พอใจไทย นายสุเทพกล่าวว่า "อย่าไปวิจารณ์เลย เพราะความคิดและความเห็นแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมจึงเลี่ยงที่จะไม่พูดความเห็น และเลือกที่จะพูดความจริงมากกว่า"


ด้านพ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวที่รัฐสภา เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนวิธีการทางการทูตกับกัมพูชาว่า ช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เดินทางเยือนกัมพูชา ไม่ได้พูดคุยเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่ต่อมานายกฯได้ส่ง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปสเปน เพื่อคัดค้านการขึ้นปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตรงนี้ถือเป็นการหักหน้ารัฐบาลกัมพูชา จึงทำให้ผู้นำของกัมพูชาออกมาตอบโต้อย่างหนัก โดยบอกว่าพร้อมจะเผชิญหน้าทางทหารกับไทย ตรงนี้ถือเป็นการดำเนินการวิธีการทางการทูตที่ผิดพลาด เกรงว่าจะนำพาประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม


ด้านหนังสือพิมพ์ภาษากัมพูชา รายงานการให้สัมภาษณ์ของ นายฮอ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาที่ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่หลังการให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยอย่างดีและอบอุ่นเป็นกันเอง เพียงไม่กี่วันกลับมีประเด็นปราสาทพระวิหารขึ้นมาอีก


"ไม่เข้าใจว่าการที่ผู้นำระดับสูงของไทยอ้างว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกก่อให้เกิดปัญหาในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างกันนั้น เป็นการพูดเพราะไร้การศึกษา โง่เขลาเบาปัญญา หรือต้องการจุดประเด็นปัญหากันแน่ เพราะการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปัญหาสองประเทศเลย มันเป็นเรื่องวัฒนธรรมเพื่อมนุษยชาติล้วนๆ" นายฮอร์ นัม ฮง กล่าว และว่า หากจุดยืนของรัฐบาลไทยเป็นเช่นนี้ การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกัมพูชา-ไทย (เจบีซี) ในอนาคตเพื่อแก้ปัญหาชายแดนจะมีประโยชน์อะไร และจะหวังอะไรได้อีก


ขณะที่นายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองเซบีญา ประเทศสเปน ว่า ไม่เชื่อว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะเชื่อคำร้องของไทยหรือเห็นชอบกับการกระทำของไทยที่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และยังเป็นเพียงการนำข้อกล่าวอ้างเดิมที่เคยนำมาใช้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทางยูเนสโกก็ไม่ได้ให้ความสนใจ


ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 34 ของคณะกรรมการมรดกโลกเริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการที่เมืองเซบีญา ประเทศสเปน โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเพื่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใหม่อีก 27 แห่ง อาทิ ภูเขาสุไลมาน-ตู ในคาซักสถาน และซากปรักหักพังโลโรเปนีในบูร์กินาฟาโซ ขณะที่ปัจจุบันมีสถานที่ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วทั้งสิ้น 878 แห่ง ใน 145 ประเทศ โดยในจำนวนนี้มี 30 แห่ง ที่ได้รับการระบุว่า เป็นมรดกโลกที่ตกอยู่ในอันตรายอันเนื่องจากมลภาวะ การพัฒนาเมือง การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวที่ไร้ประสิทธิภาพ สงคราม และพิบัติภัยธรรมชาติ


"การประชุมครั้งนี้อาจมีการบรรจุรายชื่อของมรดกโลกอีก 2 แห่งในฝรั่งเศส เพิ่มเข้าในบัญชีมรดกโลกที่อยู่ในอันตราย คือ เมืองบอร์กโดซ์ ที่กำลังมีการก่อสร้างสะพาน และถ้ำลาส์โกซ์ ซึ่งมีภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ถูกคุกคามจากเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งจะพิจารณารื่องการถอดถอนสถานะมรดกโลกของเมืองเดรสเดน ในเยอรมนี ที่ท้องถิ่นประกาศเดินหน้าสร้างสะพานใหม่ขึ้นใจกลางเมือง ทั้งที่เจ้าหน้าที่ของยูเนสโกได้ท้วงติงแล้วว่าเป็นการทำลายทัศนียภาพของเมืองก็ตาม" สำนักข่าวต่างประเทศระบุ และว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมการมรดกโลกเคยเพิกถอนสถานะมรดกโลกเพียงแห่งเดียวเท่านั้นในปี 2550 คือเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่าอาราเบียน ออริกซ์ ซึ่งเป็นละมั่งพันธุ์ที่หายากที่สุดในโลกเนื่องจากใกล้สูญพันธุ์แล้ว ในประเทศโอมาน หลังจากที่จำนวนละมั่งในพื้นที่ดังกล่าวลดลงถึงกว่าร้อยละ 90

"เสื้อแดง"ร่วมรำลึก77ปี 24มิ.ย.เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ที่มา มติชนออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 06.05 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน ประมาณ 100 คน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน พร้อมด้วยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ได้มารวมตัวกันบริเวณหมุดคณะราษฏร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกการครบรอบ 77 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475


จากนั้น ได้มีการกล่าวสดุดีวีรชนคนในคณะราษฎร เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.พระยาพหลพยุหเสนา นายเตียง ศิริขันธ์ เพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติรักประชาธิปไตยให้เกิดขวัญกำลังใจในการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยแก่ประชาชน โดยกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมยังได้ร่วมจุดเทียนสีแดง วางดอกกุหลาบประดับที่หมุดและยืนไว้อาลัยให้กับวีรชนคณะราษฎร ก่อนจะสลายตัวอย่างสงบเมื่อเวลา 07.00 น .ก่อนจะกลับมารวมตัวชุมนุมจัดกิจกรรมปราศรัยอีกครั้งที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น

"สุเทพ"ปัดเทียบเชิญ พท.ร่วมรบ. บอกจะจับมือได้ เมื่อเปลี่ยนผจก. ขอบคุณ"เติ้ง"ช่วยดูแลพรรคร่วม

ที่มา มติชนออนไลน์

"สุเทพ"ปัดส่งเทียบเชิญ พท.ร่วมรบ. ยันไม่เคยคิดนอกใจ บอกจะจับมือกันได้ เมื่อเปลี่ยนผจก.รัฐบาลเท่านั้น พร้อมขอบคุณ"เติ้ง"ช่วยดูแลพรรคร่วม เหน็บสื่อของสนใจข่าวแปลกๆ


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข่าวพรรคประชาธิปัตย์จะเชิญพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากอึดอัดใจกับการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ทำไมสื่อมวลชนสนใจเรื่องแปลกๆ สื่อต้องหนักแน่น อย่าไปสนใจข่าวที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ตนทำอะไรชัดเจน ไม่เคยไปพบกับนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พท. ตามที่เป็นข่าว ดังนั้นไม่มีมูลความจริง


"ผมเป็นคนไปเชิญพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคให้มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แล้วจะไปคิดนอกใจเขาได้อย่างไร ไม่มีหรอก ขืนทำแบบนั้น ก็ไม่ใช่ผม" นายสุเทพกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะจับมือกับพท. ตั้งรัฐบาล นายสุเทพกล่าวว่า "ก็คงต้องเปลี่ยนผู้จัดการรัฐบาลใหม่"


นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลเป็นไปด้วยดี ส่วนการทำงานของรัฐบาล ก็มีเรื่องที่ต้องพูดจากันบ้างเป็นปกติ บางทีความเห็นอาจแตกต่างกัน ก็ต้องอธิบายและพูดคุย ส่วนข่าวที่ออกมาเป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลระแวงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้น มองว่าเป็นธรรมดาเมื่อมีการรับประทานอาหารกัน ก็ต้องพูดคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ เวลารับประทานอาหาร ตนอาจไม่ได้ไปร่วมทุกครั้ง แต่ถ้ามีอะไรสำคัญก็หารือกัน คงไม่ใช่เรื่องไม่ไว้ใจกัน และไม่ใช่การส่งนัยยะทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะผู้นำพรรคการเมืองเหล่านี้กับตน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตั้งแต่ร่วมรัฐบาลกันมาไม่เคยมีอะไรผิดใจกัน


ส่วนกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เตือนพรรคร่วมรัฐบาลว่าอย่ากดดันพรรคประชาธิปัตย์มาก เพราะกลัวพรรคประชาธิปัตย์จะยุบสภา ฟังแล้วสบายใจขึ้นหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า นายบรรหารเป็นผู้ใหญ่อยู่ในการเมืองมานาน มองเห็นสภาพการณ์ทางการเมืองก็อ่านได้ เป็นหลักให้คนอื่นได้ ก็ขอบคุณที่กรุณาช่วยดูแล

พ่ายศึก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




พรรคภูมิใจไทย แพ้หมดรูป พ่ายขาดลอย ได้คะแนนเพียงครึ่งของผู้ชนะพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อมส.ส. สกลนคร เขต 3

นายพิทักษ์ จันทศรี ได้ 47,235 คะแนน

นางอนุรักษ์ บุญศล ได้ 83,348 คะแนน

ห่างกันถึง 36,113 คะแนน

อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิ์แบบผิดปกติถึง 21,060 คนนั้น ปรากฏว่า

พรรคภูมิใจไทยได้ถึง 16,952 เสียง ขณะที่เพื่อไทยได้เพียง 3,900 กว่าเสียงเท่านั้น

แม้แกนนำพรรคภูมิใจไทย จะประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่การเริ่มต้นนับคะแนน

แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าเป็นเพียงการพ่ายศึกเท่านั้น ยังไม่ใช่การแพ้สงคราม

พร้อมกับตั้งความหวังว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า คงจะได้มีโอกาสมากกว่านี้

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรค บอกว่าการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีส่วนทำให้พรรคเพื่อไทยชนะ

นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร ที่ยอมเปลี่ยนสีเข้าร่วมเรียลลิตี้โชว์ ถอดเสื้อโผซบ นายเนวิน ชิดชอบ ที่บ้านหนองไผ่-นาดี อ.พรรณานิคม จนถูกเฉดจากพรรค

ออกมายอมรับว่า ผลการเลือกตั้งซ่อมทำให้ ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง ที่เดิมคิดจะย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนใจที่จะไม่ย้ายแล้ว เพราะเกรงว่าอาจจะไม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม แกนนำพรรค ออกมายอมรับความเป็นจริงสาเหตุที่พ่ายแพ้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นที่รักที่พึ่งของคนจนอยู่

พร้อมกับบอกว่าการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทำอะไรมาก เพียงแค่เอารูปมาโชว์ แจกใบปลิว แจกซีดีที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชาวบ้านก็เลือกแล้ว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกว่ารัฐบาลต้องทำงานให้หนักขึ้น เพื่อจะให้ประชาชนเข้าใจแนวทางของรัฐบาล

พร้อมกับสวนกลับพรรคภูมิใจไทย ที่ตัดพ้อพรรคร่วมรัฐบาลไม่ยอมลงมาช่วยเหลือว่าเป็นเพราะไม่ได้รับการประสานมา

การหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ เป็นการประลองกำลังระหว่างนายเนวินกับ พ.ต.ท.ทักษิณโดยตรง

นายเนวินระดมทั้งส.ส.-รัฐมนตรี-กลไกข้าราชการปูพรมตรึงพื้นที่ 5 อำเภออย่างเต็มที่

ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ขนทั้งอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย-อดีตรัฐมนตรี

รวมถึงครอบครัวชินวัตร ลุยหาเสียงแบบไม่ยอมแพ้เหมือนกัน

ประสานกับมวลชนคนเสื้อแดงในจังหวัดใกล้เคียง ออกมาร่วมด้วยช่วยกัน

จึงทำให้พรรคร่วมรัฐบาลพ่ายไปแบบหมดรูป

สำหรับรัฐบาลจะยอมเสียหน้า พ่ายแพ้อีกหรือไม่

ต้องจับตาการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 ในวันที่ 28 มิ.ย.นี้

"เทพเทือก"เชิญ พท.ร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ที่มา เดลินิวส์

แฉ “เทพเทือก” ย่องเงียบพบแกนนำ “เพื่อไทย” ส่งเทียบเชิญจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะเอือมระอากับพรรคร่วม ทำให้การขับเคลื่อนแก้ปัญหาบ้านเมืองลำบาก “เพื่อไทย” ยื่นเงื่อนไขเดียวนายกฯคนกลาง คาด “ประชาธิปัตย์” รับไม่ได้ ด้าน “มาร์ค” รับสภาพรัฐบาลสอบตก เปรยรอจังหวะเวลาสอบซ่อมด้วยการปรับ ครม.เผยรู้เรื่องพรรคร่วมรัฐบาลนัดกินข้าว แต่ต้องไปสิงคโปร์จึงไม่ได้ไปร่วมแจม “เทพเทือก” ติงอย่าด่วนวิจารณ์รัฐบาลใกล้สิ้นอายุขัย ลั่นต้องทำงานหนักขึ้น หลังโพลชี้ชัดสอบตกยกชั้น “สุ่น” หนักใจ “มาร์ค” บริหารประเทศไปไม่รอด ชี้ประชาชนให้โอกาสแล้วทำไม่ได้ ด้าน ปชป.เตรียมนัดลูกพรรคหารือเตรียมความพร้อม ส.ส.ถูกสอย เผยไม่หวั่นเพราะฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายไม่ได้ ขณะที่ กกต.แหยไม่กล้าฟัน ส.ส.ขอเลื่อนไปอีก 15 วัน อ้างหาข้อมูลให้รอบด้าน ขณะที่กระทรวงการคลังย้ายฟ้าผ่าอธิบดีกรมศุลกากร ทั้งที่เหลืออายุราชการอีกแค่ 3 เดือนครึ่งเท่านั้น เจ้าตัวโวยขอความเป็นธรรมถูกรังแก

รัฐสอบตกรอจังหวะปรับ ครม.


เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เพียงสั้น ๆ ถึงการที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลนัดพบปะสังสรรค์และรับประทานอาหารร่วมกัน โดยไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนทราบตั้งแต่ก่อนไปสิงคโปร์แล้ว เขาไม่ได้แอบไปกัน และได้บอกเจ้าภาพไปแล้วว่ากลับมาไม่ทัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกฯพูดเสร็จได้เดินเพื่อขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า แต่ก่อนเข้าประตูก็ได้หันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า นายสุวัจน์เขาเป็นเจ้าภาพ

นายกฯยังกล่าวถึงผลสำรวจของ กรุงเทพฯ โพลที่ระบุว่า 6 เดือนรัฐบาลสอบตกว่า ก็ต้องทำงานหนักขึ้น ส่วนจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ คงต้องนำมาประมวลและดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม เมื่อถามว่า เป็นเพราะอะไรจึงทำให้คะแนนนิยมตกลง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีข่าวเรื่องความขัดแย้งกับการทุจริตประชาชนรับไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า งานด้านความมั่นคงได้รับคะแนนน้อยที่สุด นายกฯกล่าวว่า มันก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย ช่วงที่สำรวจก็เป็นช่วงที่ประชาชนทุกข์ใจกับหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รับสภาพตีร่วง พ.ร.ก.ภาษีน้ำมัน

เมื่อถามว่า ถือว่ารัฐบาลทำงานล้มเหลวใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าหลายเรื่องพูดชัดเจนแล้วในเรื่องของกรอบเวลาที่จะต้องพิสูจน์การทำงาน และมีหลายเรื่องที่มีการประเมินอยู่ตลอดเวลา เมื่อถามต่อว่า มีประชาชนบางส่วนมองว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ครบ 1 ปี นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็มีคนมองว่าไม่ครบ 3 เดือน ไม่ครบ 6 เดือน ไม่ครบ 1 ปี 2 ปี 3 ปี 4 ปี มองกันได้ทั้งนั้น สำหรับตนสนใจว่าอยู่แล้วทำงานได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ไม่อยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลต้องขอบคุณวุฒิสภาที่ได้ลงมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน ส่วน พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2552 นั้นรัฐบาล จะเสนอกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเปิดสมัยประชุมช่วงนิติบัญญัติในเดือน ส.ค. ไม่จำเป็นต้องเปิดสภาสมัย วิสามัญเพื่อเร่งพิจารณา ต่อข้อถามว่าส่งผลให้รัฐบาลเสียรังวัดหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ก็เป็นตัวที่กระตุกให้เราต้องมาดู เพราะประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมัน และมีความเข้าใจทั่วกันว่าเกี่ยวข้องกับภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องกลับมาทบทวนมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของน้ำมัน ว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยประชาชนได้มากขึ้น

“เทือก”ติงอย่าด่วนคาดการณ์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีการส่งสัญญาณอะไรทั้งสิ้น ตามปกติเวลาที่พรรคร่วมนัดหารือตนจะไปร่วมด้วยทุกครั้ง แต่เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ตนเดินทางไปประเทศสิงคโปร์กับคณะของนายกฯ จึงไม่มีใครได้ไปร่วมรับประทานอาหารกับพรรคร่วม เมื่อถามย้ำว่า พรรคร่วมได้แจ้งล่วงหน้าหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า การนัดพรรคร่วมรับประทานอาหารจะเป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ

เมื่อถามว่า ในการหารือได้มีการพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 265 ที่ ส.ส.ถือครองหุ้นซึ่งถือเป็นอุปสรรคของรัฐบาล นายสุเทพกล่าวว่า เวลาที่นักการเมืองนัดทานข้าวก็ต้องคุยเรื่องการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นผู้จัดการรัฐบาลเป็นห่วงเสียง ส.ส.ที่อาจมีผลต่อการเป็นรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ต้องดูกันต่อไป ต่อข้อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าถึงเวลาที่รัฐบาลอาจจะต้องยุบสภาเร็วขึ้น นายสุเทพกล่าวว่า อย่ารีบคาดการณ์ พวกตนปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าตัดสินออกมาว่าขาดคุณสมบัติก็ขาดคุณสมบัติ

ไม่ก้าวล่วงแก้รัฐธรรมนูญ


“ในส่วนของผมหุ้นที่มีอยู่ได้ซื้อมาหลายปีแล้วไม่มาก เมื่อซื้อแล้วเศรษฐกิจไม่ดีหุ้นราคาตกผมเสียดายก็เก็บเอาไว้ และได้แสดงบัญชีกับ ป.ป.ช.ตอนเป็นฝ่ายค้านมีคนเอาเรื่องนี้มาร้องเรียนผมก็ขายไปแล้ว และขายก่อนที่จะรับตำแหน่งเป็นปีด้วย” นายสุเทพกล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ถ้าจะต้องพ้นสมาชิกก็พ้นเฉพาะตำแหน่ง ส.ส.ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรียังอยู่ใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ตนวินิจฉัยไม่ได้ ฉะนั้นอย่าให้ตนต้องมาคาดการณ์ อย่างไรก็ตามตนไม่กังวลทุกอย่างทำตามกฎหมาย อย่างไรก็อย่างนั้น ต่อข้อถามว่า ส่วนตัวมองว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 265 ควรจะแก้หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า กระบวนการเข้าสู่ระบบแล้วตนไม่วิจารณ์ ไม่อยากจะก้าวล่วงเดี๋ยวขัดใจกัน

งง!เหมือนกันรัฐบาลสอบตก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีผลโพลของกรุงเทพฯออกมาว่าผลงานรัฐบาลยังสอบตกในสายตาของประชาชน คิดว่าจะใช้โอกาสนี้ปรับ ครม.หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ แต่รัฐบาลต้องทำงานมากขึ้น เมื่อถามว่า ใน ครม.ยังทำงานได้ดีอยู่ใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า คิดว่าเขาทำงานได้ดี เมื่อถามย้ำว่า ถ้าทำงานดีทำไมถึงสอบตก นายสุเทพ กล่าวว่า ก็นั่นนะสิ ต้องถามคนที่วิเคราะห์

เมื่อถามต่อว่า เวลานี้ปัญหารุมเร้ารัฐบาลมากคิดว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวพอที่ประชาชนจะเห็นผลงานรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ต้องทำใจให้ว่างไม่เช่นนั้นความดันจะขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่เผื่อว่าจะเกิดอุบัติเหตุใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่เผื่อ ทำงานวันต่อวัน ตั้งหน้าตั้งตาทำไปเรื่อยไม่คิดมาก

ต้องทำงานให้หนักขึ้น

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรุงเทพฯ โพลประเมินผลงาน 6 เดือนรัฐบาลสอบตกว่า ตนอ่านอย่างละเอียดแล้ว ผลสำรวจที่ออกมาเกี่ยวกับความกังวลของประชาชนค่อนข้างตรงกับที่รัฐบาลกังวล ปัญหาผลผลิตทางการเกษตร ปากท้อง เศรษฐกิจ เป็นอันดับ 1 การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นอันดับ 2 แต่ก็เห็นสัญญาณที่ดี 2 ประการคือ ประชาชนรับรู้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการเรื่องสิทธิและสวัสดิการที่รัฐให้แก่ประชาชน และประชาชนเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีมีความสุขุม และใช้ความรอบคอบในการแก้ปัญหา

“ผลสำรวจประชาชนให้คะแนนรัฐบาลไม่ถึงครึ่ง ดังนั้นต้องทำงานหนักต่อไป ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ร่างผลงานแรกทำเสร็จแล้วแต่ได้ส่งไปปรับปรุงใหม่ เพื่อให้เห็นตัวเลขที่ประชาชนได้รับผลในแต่ละนโยบาย คิดว่าภายในวันที่ 9 มิ.ย.ร่างดังกล่าวคงสรุปส่งนายกฯไม่เกินกลางเดือน ก.ค.” รมต.สำนักนายกฯกล่าว

คุย 3 เดือน ครม.มีมติ 828 เรื่อง


นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักฯ แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ครม.ชุดนี้เป็นชุดที่ 59 ประชุม ครม.รวม 13 ครั้ง มีมติรวมทั้งสิ้น 828 เรื่อง โดยแยกเป็นเรื่องที่นายกฯนำเสนอวาระเข้าพิจารณาด้วยตัวเองมากถึง 195 เรื่อง รองลงมาเสนอโดยกระทรวงเกษตรฯ 93 เรื่อง มหาดไทย 82 เรื่อง คลัง 59 เรื่อง และ คมนาคม 55 เรื่อง

นายปณิธานกล่าวต่อว่า การดำเนินงานในพื้นที่ส่วนใหญ่ ครม.แก้ปัญหาให้กับประชาชนในภาคอีสาน รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันตก อย่างไรก็ตามทางสำนักนายกฯจะเสนอรายการที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจทั้งหมดในการบริหารงาน ของ ครม.ในมุมมองเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะออกอากาศทุกวันอังคารช่วงเวลาหลังข่าวพระราชสำนัก

ยันพรรคร่วมไม่มีปัญหา


ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ (ไอซีที) แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการรับประทานอาหารและหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อคืนวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้มีปัญหา ในการหารือก็ไม่ได้พูดถึงกระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะ การเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร

นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวยอมรับว่า ที่พรรคไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ การแข่งขันครั้งนี้มันจบไปแล้ว เราคงไม่ไปร้องเรียนอะไรอีก ไม่อยากทำเหมือนขี้แพ้ชวนตี

ปูด“เทพ”ทาบ“พท.”ร่วมรัฐบาล


รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการหารือนอกรอบของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วน โดยนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม และประธานภาคกลาง ได้บอกต่อที่ประชุมว่าตัวเองและนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา และประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ไปพูดคุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพรรคอีกหลายคน โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เชิญพรรคเพื่อไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องจำนวนเสียง ส.ส.ในสภา ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนงานของรัฐบาลที่เป็นไปด้วยความยากลำบากไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ต้องการรักษาสถานภาพการเป็นรัฐบาลของตัวเองต่อไป

แหล่งข่าวกล่าวเปิดเผยต่อว่า เงื่อนไขหนึ่งที่ทางพรรคเพื่อไทยเสนอไปคือ คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็น ส.ส.ที่มีภาพของคนกลาง แต่แนวโน้มคงยากที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันได้ เพราะคงจะตกลงเรื่องตัวนายกฯไม่ได้ เรื่องนี้น่าจะเป็นสาเหตุให้พรรคร่วมรัฐบาลนัดรับประทานอาหารกันเป็นการเฉพาะโดยไม่เชิญพรรคประชาธิปัตย์

“สุ่น”หนักใจ“มาร์ค”ไปไม่รอด


น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธาน สนช.กล่าวว่า รู้สึกหนักใจกับการบริหารงานของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญได้อย่างเด็ดขาด ทั้งที่ประชาชนให้โอกาส ส่วนตัวรู้สึกว่าในที่สุดคงจะไปไม่ไหว ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลนี้จะสามารถบริหารงานได้อีกนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการสะสมความรู้สึกของประชาชนกับรัฐบาล ว่าจะเอาใจออกห่างเมื่อใด

น.ต.ประสงค์ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมืองว่า รัฐธรรมนูญไม่ว่ามาตราใดก็สามารถแก้ไขได้ถ้าทำเพื่อประชาชน แต่หากเป็นการแก้ไขเพื่อตัวเองหรือพวกพ้องถือว่าไม่ถูกต้อง เนื่องจากนักการเมืองทุกคนทราบกติกา เมื่อทำผิดแล้วแก้ไขกติกาก็ถือว่าเป็นนักการเมืองที่ใช้ไม่ได้

ปธ.วุฒิฯ รับมีต่อสายขอไฟเขียว

อีกด้านหนึ่งที่รัฐสภา นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงการสั่งปิดการประชุมวุฒิสภาเมื่อคืนวันที่ 22 มิ.ย. โดยไม่ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจว่า การสั่งปิดการประชุมเพราะหมด เวลา ตามที่มีพระราชกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญให้การประชุมต้องปิดก่อนเวลา 24.00 น. จะเกินเวลาไปแม้แต่หนึ่งนาทีคงไม่ได้ ที่ปิดทุกคนตกใจท่านนายกฯก็ตกใจ แต่ดูเวลาแล้วมันต้องปิด

เมื่อถามถึงกระแสข่าวรัฐมนตรีโทรศัพท์มาล็อบบี้ ส.ว.ให้ลงมติสนับสนุนร่าง พ.ร.ก.ฯ นายประสพสุข กล่าวว่า อย่าเรียกว่าล็อบบี้เลยเรียกว่าเป็นการขอความร่วมมือดีกว่า เป็นการ ชี้แจงทำความเข้าใจว่าจำเป็นอย่างไรจึงต้องผ่าน เมื่อถามต่อว่า ก่อนหน้าที่นายกฯจะเดินทางมาดูเหมือนการอภิปรายของ ส.ว.จะรุนแรง แต่พอนายกฯ มาแล้วผลกลับเปลี่ยนไป ประธานวุฒิสภากล่าวว่า นายกฯชี้แจงดี ที่สำคัญสัญญาว่าจะตรวจ สอบการใช้เงิน ซึ่ง ส.ว.ส่วนใหญ่กลัวว่าจะมีการ ทุจริต หากมีคำรับรองว่าจะไม่ยอมให้มีการทุจริต อาจทำให้คนที่ลังเลตัดสินใจให้การสนับสนุน

“สาทิตย์”ย่องมากล่อมวุฒิฯ


เมื่อถามต่อว่า ผลการลงมติ พ.ร.ก.ฯมีคะแนนเสียงเห็นด้วยมากกว่าเล็กน้อยจะมีผลต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กู้เงินฯหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า คงไม่เกี่ยว เรื่องพ.ร.บ.ก็ต้องพูดกันด้วยเหตุผล อีกทั้ง พ.ร.ก.และพ.ร.บ.ต่างกัน การพิจารณา พ.ร.ก.มี 2 อย่างคือรับหรือไม่รับ แต่ ร่าง พ.ร.บ.เมื่อรับหลักการแล้วสามารถตั้งกรรมา ธิการตรวจสอบแปรญัตติได้อีก

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลล็อบบี้ให้วุฒิสภาช่วยอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทว่า ตนเห็นนายสาทิตย์พูดคุยกับ ส.ว.หลายคนระหว่างรับประทานอาหาร เพื่อขอความร่วมมือในการผลักดัน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนบาท

แจงไม่เคลียร์ก็ต้องคว่ำ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลล็อบบี้ ส.ว. เพื่อให้ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เหตุผลส่วนหนึ่งที่ ส.ว.ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะ นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ไม่สามารถชี้แจงต่อวุฒิสภาได้เพียงพอ บางช่วงยังมีการตอบโต้ระหว่าง ส.ว.กับรัฐมนตรี อีก เมื่อที่ประชุมฟังแล้วจึงไม่เห็นด้วย ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น สำหรับ พ.ร.ก.สรรพสามิตถือว่าหมดหน้าที่ของ ส.ว.แล้ว เป็นเรื่องของสภาและรัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาต่อไป

ด้านนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรม การประสานงานพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 กล่าวว่า พรรคจะตรวจสอบการใช้งบปี 53 อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลซ้ำซ้อน สำหรับ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (น้ำมัน) ที่วุฒิสภามีมติไม่เห็นด้วยนั้นตรงกับจุดยืนของพรรค เนื่องจากสวนทางกับหลักการการ กระตุ้นเศรษฐกิจ ประชาชนจะเดือดร้อนแบกรับภาระ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กกต.เลื่อนฟัน ส.ส.ไป 15 วัน

วันเดียวกันที่สำนักงาน กกต.นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.แถลงภายหลังการประชุมว่า ได้มีการพิจารณาการสิ้นสมาชิก ภาพความเป็น ส.ส.จำนวน 61 คน เนื่องจากถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ โดยมีมติตามที่อนุกรรมการเสนอยุติการสอบสวนในส่วนอดีต ส.ส.ที่ถูกร้อง 17 คน เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จากเหตุยุบพรรคและมีการขอลาออกจาก ตำแหน่ง

ส่วนผู้ถูกร้องอีก 44 คน แยกเป็น ส.ส. 38 คน รัฐมนตรี 6 คนนั้น นายสุทธิพลกล่าวว่า กกต.มีมติขยายเวลาการสอบสวนอีก 15 วัน เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมจากการรายงานบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของผู้ถูกร้องกับ ป.ป.ช. และขอข้อมูลจากบริษัทที่ถูกระบุว่า ผู้ถูกร้องเข้าไปถือหุ้น อีก 72 บริษัท และให้โอกาสกับผู้ถูกร้องมาชี้แจงเพิ่มเติม เนื่องจากเกรงว่าหากมีการวินิจฉัยไปโดยไม่ตรวจสอบว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ก็อาจ กลายเป็นว่า กกต. 2 มาตรฐานได้

เห็นชอบตั้งพรรคการเมืองใหม่

นายสุทธิพลกล่าวต่อว่า “ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยก็ไม่ได้กลัวการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ขอเรียนว่า กกต.ไม่มีวาระซ่อนเร้น หรือมีเจตนาจะกลั่นแกล้งจุดเริ่มเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ กกต.ผู้ที่ถูกร้องเป็น ส.ส.จากหลายพรรค ส.ว.ก็มี เมื่อมีการร้อง กกต.ก็ต้องพิจารณาไปอย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้” เลขาธิการ กกต.กล่าว

นายสุทธิพลยังกล่าวด้วยว่า กกต.มีมติเห็นชอบให้นายทะเบียนตอบรับการยื่นขอจด แจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ที่มีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรค เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่ามีรายการเอกสารครบถ้วนตาม พ.ร.บ. พรรคการเมือง

ปชป.นัดหารือ ส.ส.ถูกสอย

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐว่า การประชุม ส.ส.พรรควันที่ 24 มิ.ย. จะนำเรื่องนี้เข้าหารือ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนกระทบต่อสมาชิกภาพของ ส.ส.มากถึง 28 คน นายกฯไม่ได้รู้สึกกังวลปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ของกฎหมาย หาก ส.ส.คนใดถูกถอดถอนก็กลับไปเลือกตั้งใหม่ ที่สำคัญอยู่ในช่วงการประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติ ฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ จึงไม่เกิดผลกระทบต่อเสถียร ภาพของรัฐบาล

นายเทพไทกล่าวถึงการยุบสภาว่า เป็นกระบวนการหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย ที่นายกฯจะใช้สิทธิตามอำนาจหน้าที่คืนอำนาจให้ประชาชนเมื่อถึงเวลาและสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม แต่ขณะนี้บ้านเมืองยังเกิดความแตกแยกในกฎกติกาเลือกตั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จ ปัญหาเศรษฐกิจกำลังได้รับความเชื่อมั่น ไม่อยากให้การยุบสภาเป็นการซ้ำเติมประเทศ แต่ถ้าทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติและทุกฝ่ายพร้อม ที่จะพิสูจน์ศรัทธาจากประชาชน เชื่อว่านายกฯก็พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินอนาคต อีกครั้ง

ย้ายฟ้าผ่าอธิบดีกรมศุลกากร


ส่วนการเมืองอื่นนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ในระดับนักบริหารของกระทรวงการคลัง โดยให้โอนย้ายนายอุทิศ ธรรมวาทิน อธิบดีกรมศุลกากร ไปเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง และโอนย้ายนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นอธิบดีกรมศุลกากร และให้โอนย้ายนายสาธิต รังคศิริ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า ข้าราชการกระทรวงการคลังต่างวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายฟ้าผ่า เพราะทั้งนายอุทิศและนายวิสุทธิ์ต่างมีอายุราชการเหลืออีก 3 เดือนครึ่งเท่านั้น โดยจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมานายวิสุทธิ์เคยได้รับการโอนย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 50 จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 51 จากนั้นจึงถูกย้ายกลับมาเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง ขณะที่นายอุทิศได้โอน ย้ายจากรองปลัดกระทรวงการคลัง ไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากร เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 51 แต่เนื่องจากนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคเอกชนและสถานทูตเป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ อธิบดีกรมศุลกากร จึงได้มีการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้น

โวยขอความเป็นธรรมถูกรังแก

ด้านนายอุทิศกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งมาตนในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำก็ยินดีที่จะปฏิบัติตาม แต่ทั้งนี้ในฐานะที่ทำงานราชการมากว่า 30 ปี พยายามที่จะทำทุกสิ่งให้ถูกต้องตามกฎหมายมาโดยตลอด อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ไม่ทำ หากการโยกย้ายครั้งนี้ทำโดยที่ตนเองไม่ได้มีความผิดอะไร ก็รู้สึกว่าถูกรังแกและต้องการที่จะขอความเป็นธรรม

“ผมเหลือเวลาทำงานอีก 3 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ ถ้าผมไม่ได้ทำอะไรผิดแล้วมาย้ายผม ก็รู้สึกว่าเหมือนถูกรังแก เพราะหากจะย้ายผมด้วยเหตุผลที่ว่าเก็บภาษีไม่เข้าเป้าหมายนั้น ทุกกรมการจัดเก็บภาษีล้วนเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมายด้วยกันทั้งนั้น จากภาวะเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัว โดยกรมสรรพากรเก็บภาษีพลาดเป้าหมายกว่าแสนล้านบาท ขณะที่ศุลกากรพลาดเป้าหมายเพียงหมื่นกว่าล้านบาทเท่านั้น จึงเชื่อว่า ไม่ใช่เหตุผลจากประเด็นดังกล่าวนี้แน่นอน” นายอุทิศกล่าว

ครม.ต่ออายุ“วัลลภ”อีกปี

ขณะที่นายสาธิต รังคสิริ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร กล่าวว่า พร้อมที่จะเข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว เพื่อได้เห็นภาพการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอีก 2 กรม ซึ่งจะทำให้เป็นประโยชน์ในการทำงานด้านการจัดเก็บรายได้ให้เหมาะสม

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.อนุมัติการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯเป็นครั้งที่ 2 ของนายวัลลภ พลอยทับทิม โดยให้ขยายเวลาการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 52 ถึง 19 ก.ค 53.

พระเอกเจอหลายฉาก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_14939

อภิสิทธิ์

"งานเข้า" รับไม่ทันเลยก็แล้วกัน

วันเดียว พระเอกรูปหล่ออย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เจอไปหลายคิวหลายฉากซ้อนๆ

ทั้งฉากบู๊ประจันหน้า ได้รับโทรศัพท์สายด่วนข้ามประเทศตามตัวฉุกเฉิน หลังคิวสมาชิกวุฒิสภาออกฤทธิ์คว่ำ พ.ร.ก.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลางสภา

"อภิสิทธิ์" ต้องร่นคิวบินกลับจากสิงคโปร์ มาลุ้น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ผ่านไปฉิวเฉียดด้วยเสียง 69 ต่อ 48

ไหนจะฉากซ่อนคม วัดกำลังภายใน แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลนำโดย "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายใหญ่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล บอสใหญ่พรรคภูมิใจไทย ต่อสายนัดกินอาหารจีนที่โรงแรมหรูกลางกรุง

โดยไม่มีคนของประชาธิปัตย์ร่วมวง

ส.ว.ออกฤทธิ์ป่วน พรรคร่วมแท็กทีมขย่ม

และไปๆมาๆก็กลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

นายอนุทินยอมรับว่า การมาเจอกันของ "ผู้มีบารมีนอกสภา" คงอดไม่ได้ที่จะพูดคุยกันเรื่องการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ว.และ ส.ส.ถือหุ้นบริษัทที่มีสัมปทานรัฐ

"โดยเฉพาะเรื่องสมาชิกวุฒิสภาคว่ำ พ.ร.ก.สรรพสามิตน้ำมันถือว่าเป็นเรื่องดี รัฐบาลจะได้สามัคคีกันมากขึ้น"

ส่งสัญญาณเป็นนัย แดกดันเป็นทำนอง "หมั่นไส้"

กับลูกเขี้ยวสไตล์ประชาธิปัตย์ที่โชว์เดี่ยว ยึดบทพระเอกอยู่คนเดียว เหยียบบ่าเพื่อนตีกินกระแส ไม่เห็นหัวพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในสายตา

ถึงจังหวะต้องกระตุกขาเตือนกันแรงๆ

ในห้วงพอดีกับที่อีกขั้วหนึ่งแสดงให้เห็นพลังสปาร์ก โดยอิทธิฤทธิ์ยี่ห้อ "ทักษิณ ชินวัตร" ประกาศศักดาเสกแต้มให้ยี่ห้อเพื่อไทยสอนมวยน้องใหม่ค่ายภูมิใจไทย เอาชนะสนามเลือกตั้งซ่อมเขต 3 สกลนคร แบบทิ้งห่างเป็นช่วงตัว

"เนวิน" น่ะเซ แต่ที่เขวก็คือพรรคประชาธิปัตย์

เพราะในสถานการณ์ที่แต้ม "ทักษิณ" ยังแน่นขนาดนี้ แม่นยิ่งกว่าไฮโลเปิดถ้วยแทง ถ้าล้มกระดานเลือกตั้งกันใหม่ เสร็จเพื่อไทยแน่นอน

ประชาธิปัตย์คงไม่อยากจองที่นั่งฝ่ายค้านดักดาน

งานนี้แต้มไหลกลับมาที่พรรคร่วมรัฐบาล ชิงบทข่มพระเอกมั่ง

แต่ทั้งหมดทั้งปวง กับฉากซ่อนคมวัดใจของพรรคร่วมรัฐบาล พอจะอ่านบท เดาเกมกันได้

ที่ต้องแกะรอยกันจริงๆก็คือฉากประจันหน้าของสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะกลุ่ม "40 ส.ว." เครือข่ายม็อบพันธมิตรฯ ที่โชว์อิทธิฤทธิ์หักดิบ พ.ร.ก.สรรพสามิตน้ำมัน ขวางลำ พ.ร.ก.กู้เงิน

ตั้งธงหักดิบรัฐบาล

เพราะมันก็รับมุกกันพอดีกับฉากที่สหภาพการรถไฟฯ สายตรงของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ค่ายของม็อบพันธมิตรฯ เปิดเกมสไตรก์หยุดเดินรถทั่วประเทศ อ้างเหตุขวางลำแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟของรัฐบาล

พะยี่ห้อพันธมิตรฯเปิดเกมบี้ในสภา อีกสายก็ก่อหวอดสหภาพรถไฟฯกดดันข้างนอก

โดยจังหวะ "รับกัน" มันน่าจะมีผู้กำกับฉากอยู่เบื้องหลัง

ที่แน่ๆ ในสถานการณ์ที่การเมืองเดินมาถึงจุดพลิกผันใหญ่ กับรายการที่ กกต.เดินหน้าถอนยวง ส.ส.ถือหุ้นสัมปทานรัฐ

ล่าสุด นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง ส่งซิก ได้สอบถามคณะอนุกรรมการฯ พบว่า ได้ทำการสอบเสร็จแล้วทั้งสิ้น 89 คน และได้มีการชี้มูลความผิดแล้ว

ส่อเค้าเลื่อนเวลาพิจารณาเร็วขึ้น

ขณะที่นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง ยืนยันว่า จะใช้บรรทัดฐานในการตัดสิน ส.ส.ถือหุ้น เช่นเดียวกับที่ใช้ตัดสินสมาชิกวุฒิสภา

แนวโน้มโดนเด็ดพวงใหญ่

แรงกระเพื่อมถึงขั้นพลิกขั้วการเมืองได้เลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประชาธิปไตยที่ล้าหลัง

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้เมื่อปี 2475 ถือว่าเป็นวันสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทย ทางทฤษฎีการเมืองและการปกครอง ไม่ว่าลัทธิอุดมการณ์ใด ที่สามารถทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขได้ ก็ถือว่าเป็นระบอบการปกครองที่ใช้ได้ ดังนั้น การแบ่ง แยกระบอบการปกครองที่แท้จริงไม่ว่าจะเป็นระบอบใดก็ตาม ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อหรือรูปแบบของการปกครองในระบอบนั้นๆ

แต่อยู่ที่ผู้ปกครองว่า จะซื่อสัตย์ต่อระบอบการปกครองและประชาชนแค่ไหน สมมติอย่างประเทศไทยในเวลานี้ ใช้ระบอบการปกครองที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการเลือกตั้ง มีรัฐสภา มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กลับไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

คงต้องเป็นโจทย์ให้นักคิดนักวิชาการทั้งหลายไปทำการบ้านว่าทำไม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้ความไว้วางใจจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นจึงถูกสกัดกั้น จากอำนาจนอกประชาธิปไตยทุกครั้งไป ไม่เฉพาะรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น

รัฐบาลหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็มีชะตากรรมเดียวกัน แล้วมีความพยายามที่จะปั้นแต่งรัฐบาลประชาธิปไตยจอมปลอมขึ้นมา และทุกครั้งกองทัพจะอยู่เบื้องหลังของรัฐบาลจัดตั้งเสมอ

ผลที่ตามมาก็คือประชาชนเดือดร้อนเพราะ รัฐบาลจัดตั้ง ไม่ได้เกิดจากอุดมการณ์ ไม่ได้อุทิศตัวให้ชาวบ้าน ทำงานไม่เป็น สุดท้ายประชาชนก็ออกมาขับไล่รัฐบาลวนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้

และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือประชาชน เดือดร้อนทั้งขึ้นทั้งล่อง รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชนก็ถูกทำลาย ได้รัฐบาลที่จัดตั้งกันเข้ามาก็ทำลายตัวเอง

เพราะประชาธิปไตยถูกบิดเบือนมาตลอด

ก็แสดงว่าประเทศไทยเรา ไม่เคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วจะเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้อย่างไร เมื่อเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ยั่งยืน การเมืองไม่นิ่ง มีแต่ฉกฉวยเอาตัวรอดเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในยามที่เกิดวิกฤติการเมือง

เลยพากันล่มจมทั้งประเทศ

วันหนึ่งถ้าประชาชนแข็งแรง ประชาธิปไตยก็จะแข็งแรงไปด้วย ตัวอย่างจากการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนครที่ผ่านมา เมื่อประชาชนมีความรู้สึกเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

เงินก็ซื้ออะไรไม่ได้

เพราะโดยธรรมชาติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีเกราะป้องกันตัวเอง อะไรที่เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตยจะถูกต่อต้านโดยอัตโนมัติ องค์กร สถาบัน รัฐบาล นักการเมือง ข้าราชการกองทัพ หรือแม้แต่ประชาชนที่นิยมฝักใฝ่เผด็จการก็จะถูกต่อต้านจากประชาชนส่วนใหญ่เช่นกัน

วันนี้ที่บ้านเราไม่เจริญเพราะเราไม่เคยได้สัมผัสประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน เหมือนที่ชาวบ้านเขต 3 จ.สกลนคร ได้สัมผัสเมื่อประชาธิปไตยเข้มแข็ง เผด็จการซ่อนรูปย่อมหมดยุคสมัยไปในที่สุด.

หมัดเหล็ก

ภท. ฟันธงการเมืองหนุนหลังม็อบรฟท.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_14940

ครม.ถกเครียด มอบ“เสธ. หนั่น” เคลียร์ รฟท. “โสภณ” คาใจ สหภาพ รฟท.ป่วนโยงเรื่องที่ดินเขากระโดง เล่นงาน “ปู่ชัย-เมียเนวิน” “มาร์ค” ได้ทีสั่งรมว.คมนาคมตามคดีที่ดินเขากระโดงตกค้างอยู่ขั้นตอนไหน บิ๊ก ภท. ฟันธงการเมืองหนุนหลังม็อบรฟท. เครือข่ายพธม. รุมกระหน่ำ ภท. กระทบชิ่งรัฐบาลปชป. ...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก่อนที่จะเข้าสุ่ระเบียบวาระ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ได้รายงานสถานการณ์ที่สหภาพ รฟท.เคลื่อนไหวหยุดเดินรถไฟจนประชาชนเดือดร้อนให้ครม.รับทราบ ว่า ปัญหาอยู่ที่สหภาพฯไม่ไว้วางใจต่อมติครม.ที่ผ่านมาเกรงว่าจะมีการแปรรูปรฟท. ทั้งนี้นายกฯได้ขอให้เร่งไปทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่ามติครม.ในรัฐบาลนี้ ไม่มีเจตนาที่จะแปรรูปรฟท.เลย ต้องขอให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องช่วยกันชี้แจงด้วยเพื่อให้เข้าใจ ถูกต้องว่าไม่ใช่การแปรรูปเลยแต่เป็นการแบ่งงานกันทำ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์หยุดเดินรถไฟ ชาวบ้านเดือดร้อนแล้วจะทำอย่างไร รถเมล์ที่มาช่วยแบ่งเบาจะให้บริหารประชาชนฟรีได้หรือไม่

นายโสภณ จึงได้ชี้แจงต่อครม.ว่า ขณะนี้ได้มีการบรรเทาควาเมดือดร้อนของประชานโดยจัดรถของขสมก. และ บขส.ไปให้บริการประชาชนแทนแล้ว ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ขอให้ทางกระทรวงคมนาคมไปชี้แจงว่าบริษัทลูก 2 แห่งที่ตั้งขึ้นมาตามแผนฟื้นฟู รฟท. นั้น ให้รฟท.ถือหุ้น 100% และจะไม่มีการขายหุ้นให้องค์กรอื่นไม่ว่าจะในปัจจุบันหรือในอนาคต ส่วนการให้เข้าใช้สิทธิบยนที่ดินของรฟท.นั้นก็จะเป็นการให้เช่าเท่านั้น ไม่มีการขาย ไม่มีการปรับราคาค่าดสาย ส่วนสิทธิอันพึงมีพึงได้ของพนักงานก็ยังเท่าเดิม และถ้าจะย้ายงานไปที่ใหม่ก็เปิดช่องให้ทำได้

เมื่อนายกรณ์กล่าวจบ นายโสภณ ได้กล่าวกับครม.อีกครั้งว่า โดยตั้งข้อสัเงกตุว่า เรื่องนี้เดิมทีประธานสหภาพ รฟท.ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แต่พอเปลี่ยนตัวประธานสหภาพ รฟท.คนใหม่เข้ามาก็เกิดเรื่อง เรื่องนี้มีความพยายามเยี่ยงเบนว่าจะมีการแปรรูป รฟท. และยังมีการไปพูดโยงถึงเรื่องที่ดินเขากระโดงจ.บุรีรัมย์ ที่เคยฟ้องร้องนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯและนางกรุณา ชิดชอบ ภริยา นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเรื่องเขากระโดงก็เป็น 1 ในข้อเรียกร้องของสหภาพ รฟท.ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกฯได้ฟังเรื่องที่ดินเขากระโดง จึงได้สั่งการให้นายโสภณ ไปติดตามดูว่าคดีเรื่องเขากระโดงขณะนี้อยู่ที่ขั้นตอนไหนแล้ว ตอนนี้คดีอยู่ที่ คณะกรรมการป.ป.ชงหรือไม่ ขอให้ตรวจสอบแล้วนำกลับมาเนอต่อครม.ด้วย ขณะที่นายบุญจง วงส์ ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จากซีกภูมิใจไทย พยายามชี้แจงว่าเรื่องคดีเขากระโดงมันจบไปแล้ว ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ก็ได้ช่วยชี้แจงว่าความจริงเรื่องนี้ได้มีการเจรจากันมาแล้ว แต่ต้องเจรจากันอีก

ขณะที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ได้กล่าวเสริมว่า ปัญหาเรื่องนี้เป็นเพราะเขาไม่ไว้วางใจ จึงต้องเร่งชี้แจงโดยเร็ว โดยต้องหาคนกลางที่ สหภาพรฟท.ไว้วางใจไปเจรจากับเขา ตอนนี้มีทั้งหยุดเดินรถ มีทั้งม็อบมาอย่างนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว แค่หยุดเดินรถ 2 วันก็แย่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดังนั้นนายกฯ จึงได้ขอให้พล.ต.สนั่น ในฐานะที่มีประสบการณ์การเมืองสูงช่วยรับหน้าที่เป็นคนกลางไปเจรจา ซึ่งพล.ต.สนั่น ได้ขอให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ นายประดิษฐ์ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ไปร่วมเจราด้วยพร้อมกับรมว.คมนาคมและนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้กล่าวด้วยว่า เมื่อครม.มีแนวทางแก้ไขทั้งบรรเทาปัญหา และมีคระเจรจาแล้ว นอกจากนี้ยังต้องแย่งชิงพื้นที่สาธารณะกลับมา ภาครัฐต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจทั้งกับ พนักงานรฟท. และประชานทั่วไป ด้วยว่ามติครม.ที่อกมาไม่ใช่การแปรรูป ขาย รฟท.ให้ใคร

รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย แจ้งว่า แกนนำพรรคภูมิใจไทยได้วิเคราะห์แล้วเห็นว่าการชุมนุมประท้วงหยุดเดินรถไฟของ สหภาพรฟท.ในครั้งนี้ น่าจะมีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากแกนนำสหภาพ รฟท.มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอยู่กับ อดีตนายทหารยศนายพล ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรประชาชาเพื่อประชาธิปไตย ที่มาก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรค และยังมีนายศิริชัย ไม้งาม เข้ามาเป็นแนวร่วมด้วย โดยคาดว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งในครั้งนี้มุ่งหวังที่จะโจมตี และสกัดกั้นการเติบโต และการเร่งสร้างคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยในฐานะฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อการรถไฟหยุดเดินรถ คนที่ได้รับปัญหาก็คือประชาชน และรัฐบาลก็จะได้รับผลกระทบ ไปด้วย เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองค่อนข้างแน่นอน นอกจากนี้ยังมองด้วยว่า เรื่องนี้ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาการเมืองภายในของ รฟท.เองด้วย เนื่องจาก รฟท.เพิ่งเปลี่ยนตัวประธานสหภาพคนใหม่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหม่ที่สามารถดึงคนของพวกตัวเองเข้ามามีอำนาจในสหภาพได้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งประธานสหภาพ รฟท.คนใหม่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียงประมาณ 2 เดือน จึงต้องการเข้ามามีบทบาท อีกทั้งยังมีมีปัญหาทำงานไม่เข้าขากับ ผู้ว่าฯรฟท.คนปัจจุบันด้วย.

ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีย่อมไม่เกิด / ความคิดอิสระ

ที่มา สยามรัฐ

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน24/6/2552

ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีย่อมไม่เกิด

หมู่คณะและสังคมจะอยู่กันได้นั้นจะต้องอยู่กันโดยสันติ สามารถร่วมมือผนึกกำลังกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยโบราณนั้นการป้องกันการรุกรานจากภายนอก เป็นความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ความสามัคคีจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยความจำเป็นที่จะอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ขณะเดียวกันความสามัคคีก็เป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่นอกจากจะต้องอยู่รวมกัน ร่วมมือร่วมใจเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันนั้น ยังมีสิ่งที่เป็นนามธรรม กล่าวคือ ความสามัคคีเป็นคุณธรรมขั้นสูงที่มนุษย์ยินดีเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม

การรวมกันโดยความสามัคคียังนำไปสู่การมีพลังอำนาจ สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งจากมนุษย์และจากธรรมชาติ มีคำกล่าวหนึ่งกล่าวว่า รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ซึ่งหมายความว่า เพื่อรักษาความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ของชุมชน และของพรรคพวก จำเป็นต้องมีความสามัคคีเพื่อรักษาไว้ซึ่งความบริบูรณ์ของกลุ่มบุคคล ซึ่งถือเป็นพวกเดียวกัน แต่ในท่ามกลางการมีความสามัคคีนั้นจะต้องมีการสร้างวัฒนธรรมที่สามารถมองเห็นประโยชน์ของการรวมกันเป็นกลุ่ม ขณะเดียวกันก็เห็นว่าการรวมกันเป็นกลุ่มโดยมีความสามัคคีนั้นไกลนอกเหนือจากผลประโยชน์ร่วมกัน หากแต่เป็นคุณสมบัติพิเศษที่จะอยู่ร่วมกันโดยอาจไม่คำนึงถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่เพื่อเกิดความรู้สึกเป็นชุมชน มีความอบอุ่น มีความสุขทางจิตใจ

อย่างไรก็ตาม ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องเป็นความสามัคคีที่อยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ร่วมกัน และควรจะมีลักษณะสร้างสรรค์ต่อสังคมของตน รวมทั้งการไม่เบียดเบียนรุกรานผู้อื่นด้วย เมื่อใดความสามัคคีนำไปสู่ความสูญเสียและทำลาย เกิดการแตกแยกในสังคม โดยความสามัคคีเกิดขึ้นเป็นกลุ่มๆ ในสภาพเช่นนี้อาจทำลายชุมชนใหญ่ได้ หรือในกรณีที่สามัคคีร่วมมือกันกระทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ด้วยความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ก็จะทำลายจุดประสงค์หลักของความสามัคคี จนมีคำกล่าวว่า รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” “ รวมกันทำลาย แยกกันดีกว่า ซึ่งหมายความว่า การรวมกลุ่มด้วยความสามัคคีเพื่อก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และกรณีเช่นนั้นแยกกันต่างคนต่างอยู่จะนำไปสู่ความเสียหายที่น้อยกว่าได้ สามัคคีจึงไม่ใช่รวมกันเพื่อทำลายแต่เพื่อสร้างสรรค์

แต่ความสามัคคีที่จะเป็นไปได้และมีความต่อเนื่องและยั่งยืนจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเป็นธรรม โดยผลประโยชน์ที่ได้นั้นจะต้องเฉลี่ยให้เกิดความพอใจกับทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยกลไกต่างๆ ในสังคมจะต้องมีมาตรฐานที่คงเส้นคงวา ไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยมีสองมาตรฐาน จนเปลี่ยนหลักการเป็นหลักกู มุ่งแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก หรือกลุ่มของตนเท่านั้น ผลสุดท้ายก็จะนำไปสู่ พวกเขา และพวกเรา ความยุติธรรม ความถูกต้อง กลายเป็นสิ่งซึ่งไม่สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม ในคราที่มีความเห็นแตกต่าง มีจุดยืนที่แตกแยกไปจากกลุ่มของตน แม้จะถูกต้องก็รับไม่ได้ ผลสุดท้ายสังคมก็จะเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า เป็นสังคมพรรคพวกมากกว่าสังคมที่มีเหตุมีผล ในกรณีเช่นนี้การป่าวร้องให้มีความสามัคคีบนข้อเท็จจริงที่ว่ากระบวนการต่างๆ ไม่มีความยุติธรรม และการปฏิบัติการขาดความชอบธรรม ความสามัคคีที่จะนำไปสู่ความสร้างสรรค์ย่อมจะเกิดไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การป่าวร้องซ้ำๆ ซากๆ เพื่อให้คนในสังคมเกิดความสามัคคีโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า มีการเอื้ออำนวยประโยชน์ทั้งในทางอำนาจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสิ่งที่พึงประสงค์ทางสังคม ไม่สามารถกระจายไปทั่วถึง ตัวอย่างเช่น นายจ้างที่เอาเปรียบกดแรงงานค่าจ้าง จะคาดหวังให้คนงานมีความจงรักภักดีต่อบริษัท มีความสามัคคีระหว่างผู้บริหารกับผู้ใช้แรงงานย่อมเป็นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทรัพยากรทั้งหลายบนแผ่นดินที่เกิดโดยธรรมชาติ หรือเกิดจากการประดิษฐ์โดยมนุษย์ อาจจะมีความแตกต่างในแง่การแจกแจงเนื่องจากความขยันและความรู้ความสามารถไม่เท่ากัน แต่ถ้าความแตกต่างนั้นเกินเลยไปถึงจุดที่ว่าผู้ได้เปรียบเป็นเสมือนเทวดา ส่วนผู้ซึ่งด้อยความรู้และปัญญาเป็นเสมือนยาจก การจะคาดหวังให้เกิดความสัมพันธ์ที่น่าชื่นชมของทั้งสองฝ่ายย่อมเป็นไปได้ยาก ไม่ว่าในยุคใดทั้งสิ้น และนี่คือที่มาของทฤษฎีเรื่องความขัดแย้งทางสังคม ผลสุดท้ายความขัดแย้งทางสังคมมีสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ ความเหลื่อมล้ำในสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา นั่นคือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อำนาจในการมีส่วนร่วมทางการเมือง สถานะทางสังคม ซึ่งมีการแจกแจงอย่างไม่ยุติธรรม บนพื้นฐานของความไม่ยุติธรรมดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ที่จะนำไปสู่ความสามัคคี

ในกรณีที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมจากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว จะต้องมีการหาทางออกด้วยการสร้างระบบการแจกแจงที่จะทำให้ความรู้สึกแตกต่างของผู้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบบรรเทาลง และที่สำคัญที่สุดในกรณีของการมีบทบาทในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อใช้ทรัพยากรและการแจกแจงทรัพยากรมีความไม่เป็นธรรม และเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ต้องมีการวินิจฉัยตัดสินอย่างไม่เสมอภาคโดยมีสองมาตรฐาน บนพื้นฐานของความไม่ยุติธรรมดังกล่าวนี้ การป่าวร้องให้เกิดความสามัคคีเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดหวังได้

สัจธรรมของสังคมมนุษย์ตั้งแต่โบรารณกาลมาแล้ว สรุปได้อย่างหนึ่งว่า การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ด้วยการรักใคร่ปรองดอง จะต้องทำให้สังคมนั้นมีความยุติธรรม ระบบการแจกแจงมีความเป็นธรรม ใครก็ตามที่เรียกร้องความสามัคคีจะต้องตระหนักข้อเท็จจริงที่ว่า

ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีย่อมไม่เกิด

เมืองไทยเกิดอะไรขึ้น / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์24/6/2552

เมืองไทยเกิดอะไรขึ้น

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ได้เกิดเรื่องดีและร้ายพร้อมๆกัน ซึ่งทำให้ถามไถ่กันแซ่ดว่า นี่คือสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าจะเกิดวิกฤตระลอกใหม่หรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ได้แก่

เรื่องดี วุฒิสภาลงมติคว่ำพระราชกำหนดขยายเพดานเก็บภาษีสรรพสามิตรน้ำมัน ด้วยมติ 58-33 โดยอ้างว่าทำให้ประชาชนเดือดร้อน และเศรษฐกิจจะฟื้นตัวยากเนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของการผลิตทุกชนิด

ต้องขอแสดงความชื่นชมและปรบมือให้ สว.ที่เห็นใจความทุกข์ของประชาชน มติครั้งนี้ชอบด้วยเหตุผลทุกประการ เพราะการที่รัฐบาลถังแตกแล้วหันมารีดเงินจากผู้ใช้น้ำมันด้วยการขึ้นภาษีพรวดเดียว 100 % คือจากลิตรละ 5 บาทเป็น 10 บาท เป็นเรื่องที่ทารุณเกินไป

ส่วนเรื่องร้ายก็คือ การสไตร๊ค์หยุดเดินรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นักท่องเที่ยวต่างชาติเบื่อหน่ายอิดหนาระอาใจ บางคนก็ไม่อยากมาเยือนเมืองไทยอีก

และเรื่องร้ายที่สองได้แก่ วุฒิสภาลงมติด้วยคะแนนเสียง 69-48 อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลสบาย แต่ประชาชนแบกหนี้ท่วมหัว

นั่นคือการลำดับเรื่องดีและร้ายที่เกิดขึ้นในวันที่ 22 มิถุนายน 2552 และกรณีพนักงานรถไฟสไตร๊ค์หยุดวิ่งทั่วประเทศ ได้ลุกลามไปถึงรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นเช่น การประปากับการไฟฟ้าที่ประกาศว่าจะร่วมวงสไตร๊ค์ด้วย

ผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟบอกว่า ที่ต้องสไตร๊ค์ก็เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลขายกิจการให้แก่เอกชน ซึ่งแม้ผู้บริหารรถไฟจะอธิบายว่าการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา โดยให้เอกชนบริหารจัดการก็เพื่อลดการขาดทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงขึ้น เอกชนไม่ได้ซื้อเอาไปทำเอง เพราะรัฐยังเป็นเจ้าของ 100 % เหมือนเดิม แต่แกนนำสหภาพรถไฟก็ไม่เชื่อ และหวาดระแวงว่าในอนาคตเอกชนจะเข้ามาฮุบกิจการทั้งหมด

เมื่อพูดไปกันคนละทางเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า ขณะนี้รถไฟไทยขาดทุน 72,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบริหารที่เป็นมาประสบความล้มเหลว ดังนั้นถ้าสหภาพแรงงานรถไฟไม่ยอมให้ปรับปรุงกิจการ แล้วเมื่อไหร่จึงจะพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าเหมือนประเทศอื่นๆ

สิ่งที่น่าคิดก็คือ รถไฟในยุโรปที่รัฐบาลบริหารในหลายประเทศ เคยประสบภาวะขาดทุนหนัก จนต้องให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและบริหารในบางส่วน ซึ่งทำให้การบริการดีขึ้น และสร้างรถไฟความเร็วสูงได้ในไม่กี่ปี ส่งผลให้พนักงานรถไฟมีรายได้สูง มีอนาคตก้าวหน้าและมีระบบสวัสดิการช่วยเหลือมากขึ้น

การสไตร๊ค์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณูปโภค เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายร้ายแรงพอๆกับการทำปฏิวัติรัฐประหาร หรือการปิดสนามบิน ดังนั้นเมื่อสหภาพรัฐวิสาหกิจเล่นบทแรงเช่นนี้จึงทำให้ต้องคิดกันหลายตลบ เพราะการสไตร๊ค์หยุดงานได้ทำให้มีแรงกระเพื่อมไปถึงคนกลุ่มต่างๆมากมาย

สิ่งที่เป็นข้อข้องใจสงสัยมีหลายประเด็นเช่น มีใครอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า เป็นการเล่นเกมเพื่อล้มรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ใช่หรือไม่ หรือว่าเป็นเรื่องแก่งแย่งผลประโยชน์ของนักลงทุนที่เป็นนักการเมือง

นั่นเป็นคำถามที่ต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ และการสไตร๊ค์ครั้งนี้ทำกันแรง ซึ่งอาจส่งผลให้การเมืองพลิกเปลี่ยนไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง ก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์นี้คงไม่ทำประเทศไทยทรุดหนักจนหมดหนทางกอบกู้ให้ฟื้นคืนสภาพเดิม