WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 24, 2009

ศึกพี่ศึกน้อง

ที่มา บางกอกทูเดย์

เกิดอะไรขึ้นที่สกลนคร...เมื่อการเลือกตั้งซ่อม...พลิกความคาดหมาย...กลายเป็นพรรคเพื่อไทยวิ่งไล่และแซงทางโค้งนำโด่งเข้าชนเชือกแบบทิ้งขาดมันจะโดมิโน่ต่อไปที่ศรีสะเกษหรือไม่...มันจะใช่...โดมิโน่เอฟเฟกต์หรือเปล่าวิเคราะห์กันตรงนี้...พรรคภูมิใจไทย...ใช้การเดินตามทักษิณ ชินวัตร...ที่อาจสามารถ และใช้...หัวหน้าพรรค นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล...เป็นต้นแบบ...ภาพที่ออกทางทีวีแทบทุกช่องและสื่อทุกๆ ฉบับ...กลับเป็นผลดีต่อ ทักษิณ ชินวัตร...และทำให้คนหวนระลึกถึงเมื่อ เนวิน ชิดชอบ...ในฐานะพระรองที่โด่งดังมาพร้อมกับ ทักษิณ ชินวัตร...มาปรากฏตัวอีกครั้งในฐานะศัตรูคู่ต่อสู้กับผู้สมัครในพรรค ทักษิณ ชินวัตรการปรากฏตัวของเนวินชิด ชอบในสนามเลือกตั้ง...จึงสร้างคำถามไปยังกรรมการเลือกตั้ง...ว่า...ถูกต้องตามกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่..เมื่อกรรมการเลือกตั้ง...ยืนยันมาว่า...“ไม่เป็นไร”มันจึงค้านกับความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่...และปลุกพลังเงียบให้เติบโตขึ้นมา...และเพิ่มอำนาจแห่งความสงสารให้กับพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะกับทักษิณ ชินวัตรเมื่อกรรมการเลือกตั้ง...ยืนยัน “แบบเป็นคุณ”ให้กับ...อำนาจรัฐที่เข้ามาสนับสนุนผู้สมัครภูมิใจไทย...นิสัยคนไทยที่มักจะเชียร์มวยรอง...และต่อต้านการเอาเปรียบ...จึงกลายมาเป็นคะแนนยิ่งเมื่อเลือกตั้งก่อนเวลา...เกิดปรากฏการณ์ผิดปกติมีคนมาใช้สิทธิ์กันมากจนกลายเป็นข่าวกระจายออกไป...ข่าวนี้จึงไปกระตุ้นพลังเงียบให้ตื่นตัวพรรคเพื่อไทย...สำนึกในความเป็นรองบนวิธีหาเสียงและความลาดเอียงในมุมกรรมการ...จึงใช้ความรัดกุมและรอบคอบ...การ์ดแบบปกปิดมิดชิดและมองหาช่องว่าง...เมื่อน้ำหนักของการต่อสู้ไปอยู่ที่ เนวิน ชิดชอบ...พรรคเพื่อไทยจึงจัดให้เป็นการต่อสู้ระหว่าง เนวินกับ ทักษิณเนวิน...ไม่ได้ระวังตรงนี้...ไม่คิดว่าจะเป็นการเลือกตั้งระหว่าง...ทักษิณ กับ เนวิน พรรคภูมิใจไทยจึงพลาด...ทักษิณ ชินวัตร...ใช้จังหวะนี้...ยกหูคุยแบบลุยทั้งวัน...เข้าคลุกวงในใช้หมัดอัปเปอร์คัตและหมัดฮุกทำคะแนน...เนวินวางแผนใช้การเข้าทำจากวงนอก จึงแก้เกมไม่ทัน...จนเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง...ทักษิณ ชินวัตร จึงใช้หมัดเด็ด...นำภาพเนวินกอดอภิสิทธิ์มาประกบกับภาพเนวินกอดทักษิณแล้วถามลงไปที่ประชาชนคนอีสาน...อีสานไม่ชอบประชาธิปัตย์อยู่แล้ว...จึงดึงคะแนนของ...เนวิน...นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...แผนที่ดินไม่มีราคา■

ศรีสะเกษ โดมิโน เอฟเฟกต์

ที่มา บางกอกทูเดย์

นาทีนี้ “เดินหน้า” ไม่มีถอยสำหรับ “พรรคเพื่อไทย” ที่ถือธงชัยเปลี่ยนสมรภูมิรบเคลื่อนย้ายสรรพกำลังจาก “สกลนคร” เตรียมสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมสนามสองที่ “ศรีสะเกษ” ในวันที่ 28 มิ.ย.ที่กำลังจะถึงนี้สนามนี้ถือเป็นการต่อสู้กันระหว่าง “เพื่อไทย” กับ “ชาติไทยพัฒนา”โดยเฉพาะกับผู้สมัครในนาม พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งหลายคนคงทราบกันดีว่า...แท้ที่จริงแล้ว มีความเกี่ยวดองเป็นญาติกับทางฝั่ง คู่แข่งตัวจริง อย่างพรรค “ภูมิใจไทย”พร้อมเมื่อไหร่...สามารถเก็บข้าวของย้ายบ้านได้ทันที!เหตุการณ์ที่ “สกลนคร” ได้แสดงให้เห็นและประจักษ์แก่ใจคนไทยแล้วว่า การต่อสู้ในวิถีของประชาธิปไตยเป็นอย่างไร??“ฉันทามติ” อันมีเสรีภาพของประชาชนคนสกลฯ คือบทสรุป...จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ชนิดที่ “พลิกความคาดหมาย” ของภูมิใจไทยเพราะ “แม่ทัพ” ภูมิใจไทย ทั้ง เนวิน ชิดชอบ และ ชวรัตน์ชาญวีรกูล ต่างได้ทำหน้าที่ในฐานะแกนนำพรรคอย่างดีที่สุดแล้วพลพรรคภูมิใจไทยร่วมใจกันแท็กทีมลงประจำพื้นที่ตั้งแต่“ไก่โห่” จนถึงผลตัดสิน “นาทีสุดท้าย”แต่จำเป็นต้อง “พยายาม” ให้มากขึ้นกว่านี้“สุขุม นวลสกุล” นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ก็เห็นพ้องเนื่องจาก “ผลพ่ายแพ้” การเลือกตั้งของภูมิใจไทยที่สกลนครนั้น...ดีแต่ยังไม่พอโดยเฉพาะ “เนวิน ชิดชอบ” ยังมิอาจล้างความทรงจำดีๆที่ชาวบ้าน “คนรากหญ้า” มีต่ออดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณชินวัตร”แต่ที่สำคัญ ต้องถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ของพรรครัฐบาลที่มีต่อพรรคฝ่ายค้านนั่นย่อมแปลว่า พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายจะต้องเจ็บแสบกระดองใจไปตามๆ กันจะไม่แสบได้อย่างไร กติกาก็เอื้อ คนรอบข้างสารพัดกลุ่มก็หนุนรัฐบาล ชนิดริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมกลุ่มการเมืองตรงกันข้ามอย่าแหยมมาให้ระคายใจ ระคายตามีคนอาสาเคลียร์ให้หมด โชคดีเสียยิ่งกว่าเทพประทานอีกในขณะที่ภูมิใจไทยก็กำลังเครื่องร้อน ทั้งนายใหญ่ผู้มากบารมีและหัวหน้าพรรคผู้ขยันขันแข็งฉะนั้น เมื่อมองตามเกมแล้ว...จะต้องมีการ “ล้างอาย” หรือ“ล้างแค้น”ฉะนั้น เมื่อมองตามเกมแล้ว...“ลูกพี่ใหญ่” ของพรรคภูมิใจไทย หนีไม่พ้นความจำเป็นที่จะต้องจับมือร่วมกับ “บรรหารศิลปอาชา” ในฐานะแกนนำ ชาติไทยพัฒนาอย่างไม่มีทางเลือก!เพื่อกู้หน้า...ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีของความเป็น “ผู้มีบารมี”ถิ่นอีสานกลับคืนมาใช้เวทีศึกเลือกตั้งซ่อมที่ “ศรีสะเกษ” ปลายสัปดาห์นี้แหละชำระแค้นทว่า เหรียญย่อมต้องมี 2 ด้านเสมอฉันใด การเมืองก็ใช่จะมีแต่ด้านสวรรค์ที่สว่างไสวแต่จะมีนรกด้านที่มืดมนเคียงคู่อยู่ด้วยเสมอ...ฉันนั้นดังนั้น เมื่อมองในเชิง “ความเป็นจริง” การจับมือกันของ2 ผู้ยิ่งใหญ่ แห่งภูมิใจไทยกับชาติไทยพัฒนา ก็ใช่ว่าจะราบรื่นได้อย่างที่ทุกๆ คนมองเหตุผลของการเมืองก็คือ “มีคนได้ ต้องมีคนเสีย”บรรหาร ยิ่งใหญ่อยู่ภาคกลาง...แต่ ลูกพี่ใหญ่ ภูมิใจไทยผงาดอยู่ภาคอีสาน“มังกรเจ้าถิ่น” กลับแพ้พ่าย ในขณะที่ “เสือข้ามห้วย”ชนะขาด???มองในมุมนี้ก็สะท้อนถึงหัวอกมังกร!!! กลัดหนองแน่ๆนึกถึงภาพที่ออกมา หาก “บรรหาร” ชนะการเลือกตั้งที่“ศรีสะเกษ” ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการควบคุมและดูแลโดยตรงของนายใหญ่ภูมิใจไทยสถานเบาก็คือ “หน้าแตก”สถานหนัก คือ แล้วต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!แต่หากกลับกัน “เพื่อไทย” ชนะการเลือกตั้งในยามที่กระแสทักษิณกลับมาฟีเวอร์ กระแสโฟนอินกลับมามีมนต์ขลังต้องถือเป็นเรื่องปกติ “ธรรมดา”พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ก็ไม่สามารถที่จะต่อว่าได้โธ่! กระแสสกลนครแรงขนาดไหน...ภูมิใจไทยลงสนามเองยังแพ้ แล้วสนามศรีสะเกษทำได้เพียงแค่ทัพหนุน จะไม่แพ้ได้อย่างไรกันนี่คือข้อแก้ตัวที่สมเหตุสมผลที่สุด ยากที่ใครจะมาตำหนิติเตียนได้ว่าภูมิใจไทยช่วยไม่จริง???นายใหญ่ผู้มากบารมีผ่อนแรง???เกมการเมืองเป็นเรื่องลึกซึ้งที่ต้องมองกันให้ถึงแก่น บางครั้งแม้ใจไม่อยากให้ศัตรูชนะพรรคพวกเดียวกันก็จริงอยู่ แต่ความจำเป็นบีบบังคับให้เพื่อนต้องพ่ายแพ้...ศัตรูต้องชนะก็แบบนี้แหละ เกมเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ถึงได้ไม่เคยจบสิ้นในวังวนการเมืองตราบใดที่ผลประโยชน์ยืนอยู่เหนือเหตุผล...เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงงานนี้จึงมีความเป็นไปได้สูง ที่จะมีคนเสียสละ “ยอม หดมือ”เว้นวรรคแรงดัน แรงส่งหนุนเสริม ปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องของธรรมชาติการเมืองย่อมต้องมีแพ้ มีชนะ คละเคล้ากันไปเสมอแน่นอนว่าผู้ชำนาญเกมการเมืองอย่างบุรุษ 5 สั้น นามว่าบรรหาร ก็ย่อมจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่า งานนี้...ลำพังตัวคนเดียวคงยากที่จะชนะกระแสร้อนแรงแห่งสกลนครได้จึงจำเป็นต้องมี “ตัวช่วย”แต่เมื่อตัวช่วย ก็มีความจำเป็นที่จะต้องปล่อยวางโอกาสแพ้...มากกว่าชนะ...จึงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้...แม้ว่าวันนี้พรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ก็ตามแต่สายตาที่วางเฉยของทุกๆ พรรคในรัฐนาวาลำเดียวกันสะท้อนถึงส่วนลึกในจิตใจได้เป็นอย่างดีว่าเวลานี้ บรรหาร โดดเดี่ยวเพียงใดวันนี้ ชาติไทยพัฒนา อ้างว้างเพียงไหนจะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะนี่คือเกมการเมืองเติบโตมาในสายพันธุ์มังกร หัวหน้าบรรหารย่อมรู้ซึ้งถึงคำพูดของโกวเล้ง...ที่พูดย้ำเอาไว้ชัดเจนลูกผู้ชายมีบ้างพึงกระทำ มีบ้างไม่พึงกระทำบางสิ่งแม้ไม่พึงกระทำ แต่มิอาจไม่กระทำนายใหญ่ผู้มากบารมีสีน้ำเงินกำลังเล่นบทนี้แหละ...แม้ไม่อยากถอยทัพ...แต่มิอาจไม่ถอยทัพไร้ทัพหนุน ไร้ผู้มากบารมีในพื้นที่ทุ่มเทช่วยเหลือ บรรหารก็เป็นได้เพียงแค่ พยัคฆ์พลัดถิ่น โอกาสรอดเป็นฝ่ายชนะ...ริบหรี่เต็มทนหากเป็นไปตามตรรกะทางการเมืองบทนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลย หากจะพบว่า “บรรหาร” จะไม่ให้ความสนใจกับการเลือกตั้งครั้งนี้สักเท่าใดชนะก็ดี...แพ้ก็ไม่เป็นไรเฉลี่ยความพ่ายแพ้กันไปก็ในเมื่อแต้มคูทางการเมืองบีบให้ต้องเดินแบบนี้ แม้จะรู้ว่าข้างหน้าโอกาสแพ้มากกว่าชนะ แต่ขึ้นเวทีแล้วย่อมถอยหลัง ไม่ได้ชาติไทยพัฒนาวันนี้จึงอยู่ในภาวะที่ไม่กดดันแต่อย่างใดเลยแพ้ก็คือ แพ้กระแส ...เพราะแม้แต่ภูมิใจไทยยังทานสึนามิ กระแสโฟนอินออดอ้อนไม่ได้ แล้วชาติไทยพัฒนาจะไม่แพ้ได้อย่างไรแต่หากชนะขึ้นมา นี่แหละของจริงเอ็งไม่ช่วย...ข้าก็ยังชนะได้ราศีชาติไทยพัฒนาจะเปล่งปลั่งแซงหน้าภูมิใจไทยในฉับพลันดังนั้น หากวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งซ่อมจังหวัด “ศรีสะเกษ”ระหว่างผู้สมัครเพื่อไทย “สุรชาติ ชาญประดิษฐ์” กับผู้สมัครชาติไทยพัฒนา “สกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ”ถ้าเทียบคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนจากการเลือกตั้งครั้งก่อน จะเห็นว่า นางสกุลทิพย์ มีฐานคะแนนราว55,000 คะแนนส่วนฐานเสียงของคนที่น่าจะสนับสนุนอดีตนายกฯ “ทักษิณชินวัตร” หรือเพื่อไทยคราวนี้...มองได้จากผลเลือกตั้งซ่อมจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 11 ม.ค.52ดูแล้วจะเป็นฐานเสียงเดียวกับ สุตา พรมดวง ผู้สมัครจากพรรคประชาราช และ ไชยยงค์ รัตนวัน ผู้สมัครจากพรรคความหวังใหม่ซึ่งเป็นฐานเสียงที่เคยได้รับคะแนนเลือกตั้งรวมกว่า80,000 เสียงถ้าเทียบการเลือกตั้งคราวนี้...ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ห่างกันพอสมควรระหว่าง 50,000 กับ 80,000 เสียง ประกอบกับปรากฏการณ์ “โดมิโน เอฟเฟกต์” ที่มาแรงเหมือนดั่งคลื่นสึนามิดังนั้น เพื่อไทยจึงมีโอกาส “เข้าวินสูง”นี่แหละ เกมการเมืองดังนั้น ศึกเลือกตั้ง “ศรีสะเกษ” ครั้งนี้...ปรากฏการณ์“โดมิโน เอฟเฟกต์” จะมาปรากฏอีกครั้ง??? หรือไม่???28 มิถุนายนนี้ รู้กัน ■

เสื้อแดงจัดรำลึกคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ที่มา ประชาไท

ผู้ชุมนุมเสื้อแดงหลายกลุ่มร่วมจัด “ทวงคืนประชาธิปไตย ตามหาวันชาติไทย” เพื่อรำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 นักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ อ่านแถลงการณ์คณะราษฎรเพื่อรำลึกประวัติศาสตร์ ด้านกลุ่มนักเขียน-ศิลปินเปิดตัว D-Magazine ฉบับแรก "รากหญ้าไม่โง่"

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช. (นั่งหันหน้า) ร่วมจุดเทียนสีแดงล้อมรอบหมุดคณะราษฎรเพื่อรำลึกการครบรอบ 77 ปี เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 52 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า
ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงร่วมจุดเทียนสีแดงล้อมรอบหมุดคณะราษฎร เพื่อรำลึกการครบรอบ 77 ปี เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 52 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

เช้าวันนี้ (24 มิ.ย.) เมื่อเวลา 06.05 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน ประมาณ 100 คน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน พร้อมด้วยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้มารวมตัวกันบริเวณหมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านหน้าสนามเสือป่า เพื่อจัดกิจกรรม "ทวงคืนประชาธิปไตย ตามหาวันชาติไทย” เพื่อรำลึกการครบรอบ 77 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
นายสมยศกล่าวว่า การจัดงานดังกล่าว เพื่อรำลึกถึงวันชาติไทย 24 มิถุนายน เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยพูดถึง ทั้งที่เคยเป็นวันชาติ สมัยที่คณะราษฎร์ยังมีอำนาจ แต่ถูกยกเลิก และเปลี่ยนเป็นวันที่ 5 ธันวาคม ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
“การจัดงานไม่ได้หมายความว่า จะให้เปลี่ยนวันชาติ เพียงแต่อยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงคุณค่า ความหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตย จึงอยากเรียกร้องรัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยอาจพิจารณาเป็นวันหยุด” นายสมยศ กล่าว
ด้านนายจรัล กล่าวว่า การจัดงานวันดังกล่าว เพื่อสร้างสำนึกในการรักชาติ และเปิดโอกาสให้นักประชาธิปไตยมีเวทีในการขบคิด และร่วมรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงว่า ประชาธิปไตยขณะนี้เป็นอย่างไร ส่วนที่มีข่าวว่า นปช. จะเรียกร้องให้เปลี่ยนวันชาติ จากวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันที่ 24 มิถุนายน นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นข้อกล่าวหาเพื่อต้องการทำลายล้างกันทางการเมือง
ในกิจกรรมดังกล่าว เครือข่ายราษฎร นักเขียน ศิลปิน ประชาธิปไตย นำโดย นายวัฒน์ วรรลยางกูร ไม้หนึ่ง ก.กุนที ฯลฯ ร่วมกันเปิดตัวหนังสือ D-Magazine ฉบับแรก “ฉบับแนะนำตัว 24 มิถุนายน 2552” ขนาด A4 พิมพ์กระดาษปอนด์ สองสีดำ-แดง ความหนา 112 หน้ารวมปก หน้าปกเป็นรูปชาวนาสวมงอบครึ่งหน้า มีนัยน์ตาสีแดง ลูกตาเป็นรูปพานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โปรยหน้าปกว่า “รากหญ้า ไม่โง่” โดยมีการนำ D-Magazine ฉบับแรกดังกล่าวมาจำหน่ายในงาน โดยตั้งราคาขายที่เล่มละ 50 บาท
จากนั้น ได้มีการกล่าวสดุดีผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งเป็นสมาชิกคณะราษฎร เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.พระยาพหลพยุหเสนา นายเตียง ศิริขันธ์ ฯลฯ ที่เป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย
ขณะที่กิจกรรมอื่นๆ นั้น ยังมีกวี “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” ได้อ่านบทกวี “ย่ำรุ่ง มิถุนายน” นอกจากนี้นายสุวิทย์ เลิศไกรเมธี นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตแกนนำเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร ยังเป็นผู้อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 และบอกเล่าบริบทและความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 อีกด้วย
โดยนายสุวิทย์ กล่าวตอนหนึ่งก่อนอ่านแถลงการณ์ว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นผลผลิตหนึ่งของคณะราษฎรตามหลัก 6 ประการข้อหนึ่งคือ "จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร" แต่หลายปีมานี้บางคนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บางรายกลับไปเข้ากับฝ่ายเผด็จการ นอกจากนี้นายสุวิทย์ยังกล่าวว่าคุณูปการของคณะราษฎรถือเป็นการยกเลิกระบบไพร่อย่างแท้จริง และทำให้เกิด “ประชาชน” ขึ้นมาในสังคมไทย
ขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีการแสดงสะท้อนว่าหลังผ่านเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไปแล้ว ประชาธิปไตยยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง ยังมีไพร่ทาสอยู่ในสังคมไทย และทหารยังมีอำนาจ
โดยระหว่างการแสดงของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นฉากที่จำลองเหตุการณ์ยึดอำนาจและใช้กำลังของทหาร ทำให้สตรีซึ่งเป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงคนหนึ่งทนเห็นการแสดงไม่ได้จึงลุกขึ้นมาไล่นักแสดงที่แต่งตัวเป็นทหาร ทำให้เพื่อนที่มาชุมนุมด้วยช่วยกันห้ามไว้และบอกว่านี่เป็นการสมมติ
ผู้ชุมนุมยังได้ร่วมจุดเทียนสีแดง วางดอกกุหลาบประดับที่หมุดคณะราษฎร และภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจำลองซึ่งวางไว้ใกล้กับหมุด มีข้อความเป็นอักษรสีแดงว่า “ประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาค” จากนั้นผู้ชุมนุมได้ยืนไว้อาลัยให้กับคณะราษฎร ก่อนจะสลายตัวอย่างสงบเมื่อเวลา 07.00 น. มีการตะโกนว่า “อย่าตายจนกว่าจะได้เป็นประชาชน” และ “ประชาชนแดง” โดยผู้ชุมนุมจะกลับมารวมตัวชุมนุมจัดกิจกรรมปราศรัยอีกครั้งที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างจัดกิจกรรมมีตำรวจจาก สน.ดุสิต ในเครื่องแบบประมาณ 5 นายมาดูแลความเรียบร้อยของการจัดกิจกรรม อย่างไรก็ตามรอบๆ ลานพระบรมรูปทรงม้า มีทหารจาก บก.ทบ. ไม่ติดอาวุธ จำนวนไม่ต่ำกว่า 4 นาย ขับมอเตอร์ไซค์อย่างน้อย 2 คัน มาสังเกตการณ์ โดยขับรถมอเตอร์ไซค์วนรอบลานพระบรมรูปทรงม้าตลอดที่มีการจัดกิจกรรม

คณะราษฎรคนสุดท้ายเสียชีวิตแล้ว

ที่มา ประชาไท

24 มิ.ย.52 - เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตที่บ้านเลขที่ 49 ถนนธนวิถี ซอย 3 ต.สะเตง เขตเทศบาลนครยะลา จึงรุดไปตรวจสอบพบว่า ผู้เสียชีวิตคือ ร.ท.กระจ่าง ตุลารักษ์ อายุ 98 ปี ผู้ก่อการในคณะราษฎร์คนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าของบ้าน เสียชีวิตอยู่บนเตียงนอนสภาพศพไม่มีร่องรอยใดๆ คาดว่าเสียชีวิตด้วยความชราภาพ สอบสวนนางพวงเพ็ชร ตุลารักษ์ อายุ 87 ปี ภรรยาทราบว่าก่อนเสียชีวิต ร.ท.กระจ่างนอนพักผ่อนอยู่บนเตียง แต่ญาติเห็นนอนนิ่งผิดปกติจึงเข้าไปดูพบว่าสิ้นลมหายใจแล้วจึงแจ้งเจ้า หน้าที่
สำหรับ ร.ท.กระจ่าง ภูมิลำเนาเดิมเป็นชาวอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา รับราชการในกองทัพบก เข้าร่วมกับคณะราษฎร 115 คน ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2475
ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484-2488) ได้เข้าเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ทำงานใต้ดินตามคำชวนของนายสงวน ตุลารักษ์ พี่ชาย โดยร่วมกับนายปรีดี พนมยงค์ อดีตรัฐบุรุษ ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นที่บุกเข้าประเทศไทย หลังสงครามสงบได้ลาออกจากราชการแล้วไปประกอบอาชีพส่วนตัวที่จ.ยะลา เปิดโรงเลื่อยไม้ที่บ้านกาบู ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน และสมรสกับนางพวงเพ็ชร หรือสวนเพ็ชร โกวิทยา อดีตนางงามท้องถิ่นจ.ปัตตานี มีบุตรธิดา 4 คน
ต่อ มาในยุค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา หัวหน้าขบวนการเสรีไทยในสหรัฐอเมริกา กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร.ท.กระจ่างได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคและสมัครเข้ารับการเลือกตั้งส.ส.ยะลา แต่สอบตก โดยยังมีบทบาททางการเมืองมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่วัยชรา จึงยุติบทบาทและพักผ่อนอยู่กับครอบครัวที่บ้านกระทั่งเสียชีวิตดังกล่าว
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์

พวกสื่อขี้ข้าอำมาตย์นี่มันรู้สำนึกกันไหมว่า Rating พวกมันต่ำเตี้ยติดดินขนาดไหน

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย Bugbunny
วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2009 เวลา 19:08 น.

alt ผมเคยบอกมาหลายครั้งแล้วว่า มติสื่อมวลชนไม่ใช่มติมหาชน แต่ไอ้พวกสื่อจำพวก หอยม่วง TPBS ไอ้ชั่วกนก ฯลฯ นี่มันไม่เคยรู้สึกสำนึกอะไรกันบ้างเลยแม้แต่น้อย มันไม่รู้หรอกหรือว่าต่อให้มันทุ่มเทการด่าทอทักษิณและเชียร์อัปบักห้อยขนาดไหน เลือกตั้งอีสานมันก็ยังแพ้ นั่นเป็นเพราะชาวอีสานเขาเกลียดพวกมันและทำให้เกลียดพวกสื่อสามานย์เหล่านั้นตามไปด้วย เขาไม่เชื่อสิ่งที่พวกมันพูดเขียนกันหรอก ต่อให้ระดมช่วยบักห้อยกันขนาดไหน แต่คนอย่างไอ้กนกมันกลับกร่างคิดว่าตัวเองเยี่ยมยอดยิ่งใหญ่ ทั้ง ๆ ที่รู้กันอยู่แก่ใจว่าถ้าไม่เพราะรัฐบาลสามานย์กับอมาตยาธิปไตยที่แบ๊กมันอยู่แล้ว ตัวมันเองไม่มีเรตติ้งอะไรเหลือค่าหรือมีสิทธิได้จัดรายการข่าวอยู่หรอก หลงตัวเองไม่เลิก คนแบบนี้มันขุดไม่ขึ้นจริง ๆ กร่างจนสมควรเอาไปทำปุ๋ยทั้งตระกูลกันเสียให้เข็ด

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


สกลนคร เป็นคำตอบที่ชัดเจนอีกคำตอบหนึ่งของสิ่งที่ผมบอกว่า มติสื่อมวลชนไม่ใช่มติมหาชน นอกเหนือไปจากกรณีระดมถล่มสมัครแล้วสมัครชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม กับการระดมถล่มพลังประชาชนแล้วเขาก็ยังชนะมาเป็นอันดับหนึ่ง ทำไมแก๊งค์สื่อชั่วอย่างกลุ่มเด็กไอ้เหม่ง ไอ้หัวตะขาบ ที่เข้าไปยึดสื่อสามานย์กันอยู่วันนี้ถึงดื้อด้านกันขนาดนี้ ไม่อายคนก็อายหมากันบ้าง

ผมเคยให้ความเห็นมาตลอดว่า Media Weight อย่างเดียวนั้นไม่พอ Content ของข้อมูลที่นำเสนอด้วยต่างหากที่สำคัญ ถ้าระดมถล่มด้วยข้อมูลที่ประชาชนยอมรับพิสูจน์ได้หรือไม่ใช่แบบทำลายผู้อื่นแล้วละก็ จึงจะพอพลิกเกมได้ กรณีรูปแบบการนำเสนอของบักมาร์กในรายการเช้าวันอาทิตย์นี่ก็พิสูจน์ได้แจ้งชัด แม้จะทำ Production ให้มันน่าสนใจเท่าไหร่ รุมถล่มทุกสื่อทั้งวิทยุทีวีขนาดไหน แต่คนเขารับตัว Presenter ไม่ได้ Rating มันก็ต่ำเตี้ยติดดินตลอด ไม่มีคนดู เหมือนเวลาที่มาร์กหรือผู้อื่นบางคนที่มาออกรายการในเวลา Prime Time บางรายการตอนนี้ คนก็จะเปลี่ยนช่องกันทันที หรือไม่ก็ปิดเสียง (Mute) ทีวีกันเสีย ไม่อยากฟังเพราะเบื่อ เลี่ยน หรือไม่สนใจเพราะเนื้อหารับกันไม่ได้ แล้วยังมองตัว Presenter ด้วยความเอน็จอนาถอีกต่างหาก มันต้องใช้ Content ที่ Viewer เขาพอรับได้ ซึ่งต้องหาจากการทำการสำรวจมติมหาชน และต้องยอมรับสภาพการที่เปลี่ยนไปของสังคม ไม่งั้นออกมาให้คนเห็นมากขนาดไหนมันก็ Waste ประสบการณ์ของมีเดียแมนทั้งหลายเขายืนยันได้ ไม่งั้น Ad. Agency ทั้งหลายเขาก็ไม่จำเป็นต้องมีแผนก Research กับ Creative กันหรอก ถล่มกันด้วยจำนวนสปอตก็พอ พวกที่เชื่อว่าถล่มแล้วได้ผลนั้นมันพวกนักการตลาดรุ่นโบราณเท่านั้น คนไทยเขาไม่ได้ชราภาพกันทุกคนเสียเมื่อไหร่

ทุกวันนี้รายการทีวีสามานย์ไม่ได้ต่างจากช่วงเผด็จการหรอก คนถูกบังคับให้ดูก็ดูกันไป แต่เขาไม่ได้เห็นด้วยตามนั้นแม้แต่น้อย ปิดเสียงรายการข่าวซะ เพื่อรอละครหลังข่าวกันเท่านั้น บางทีมีข่าวมาก็เปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่น ยิ่งพวกติดจานดาวเทียมนี่ไม่ต้องพูดถึง คลิกไปดู MV Station รายการเพื่อนพ้องน้องพี่แทนเอาเลย ส่วนพวกติดยูบีซีก็เปลี่ยนไปดูหนังสองทุ่มแทน มันเป็นเรื่องจริง รับความจริงกันบ้าง สื่อสามานย์ทั้งหลาย


เข้าใจหลักการเรื่องนี้พอสมควร จึงฝากไปยังสื่อทุกสื่อด้วยว่า เนื้อหานั้นสำคัญ ช่องทางเป็นเรื่องรอง ไม่มีช่องทางนี้ก็มีช่องทางอื่นให้เลือก อย่าทะนงในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นสื่อมวลชนเกินไป ต้องคอยศึกษาสังคมรอบข้างด้วยว่าเขากำลังเดินไปทางใด รู้จักปรับเปลี่ยนตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และมุ่งเนื้อหาใหม่ ๆ ให้มากขึ้น เพราะคนดูนั้นเขามีสิทธิเลือกสรรสิ่งที่ดีกว่าเสมอ รายการทั้งหลายที่ฮิต ๆ ได้ยาวนั้น เพราะเขาไม่อยู่เฉยกันหรอก ทำ Survey ตลอดและรู้จักปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการและสนใจของ Viewerอย่างจริงจัง


ปล. ไม่คิดว่าพวกมันจะมาอ่านกันหรอกนะ และก็ไม่สนใจด้วย ให้ผู้บริหารมันดูกันเองก็แล้วกัน ดูไม่ออกก็ถือเป็นกรรมของสัตว์

ยุทธภูมิ "การเลือกตั้งศรีษะเกษ" ไม่ได้มีความสำคัญอะไรทางยุทธศาสตร์แล้วละครับ

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2009 เวลา 18:56 น.

alt แม้ตอนนี้ฝ่ายเนวิน จะทุ่มอย่างไรที่ศรีษะเกษ ในทางยุทธศาสตร์มันไม่ได้มีความสำคัญอะไรแล้วละครับ หากเป็นสงคราม ก็เป็นการรบย่อยอีกครั้งหนึ่ง ในอีกหลายๆ ครั้งในอนาคต

มันไม่ได้ มีความสำคัญเท่ากับ "ยุทธภูมิการเลือกตั้งสกลนคร" แล้วละครับ เพราะสกลนคร เป็นสงครามที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่บอกว่า พรรคภูมิใจไทย จะสามารถถล่มพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่



เนวินสามารถวัดรอยเท้าของทักษิณได้หรือไม่
นายกฯทักษิณ ยังมีความสำคัญและเป็นที่นิยมของชาวบ้านหรือไม่

การชนะเลือกตั้งที่สกลนคร บอกหลายอย่างเช่น

- นายกฯทักษิณ ได้เห็นช่องทางแล้วว่า แม้ว่าตัวเองอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยนับหมื่นไมล์ แต่ก็สามารถช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ อิทธิพลและแนวทางต่อสู้ยังสามารถทำได้ ไม่มีอะไรแตกต่างกับการอยู่ในประเทศไทย การควบคุมพรรคจากระยะไกลสามารถทำได้อย่างเต็มที่

- เป็นการวัด ความสามัคคีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเราจะเห็นได้จาก ระดับต่างๆ ในพรรค ทั้งคนบ้านเลขที่ 111 ส.ส. ของพรรคปัจจุบัน คุณเฉลิม อยู่บำรุง รวมทั้งคนในครอบครัวชินวัตรหลายคน ลงไปช่วยกันอย่างเต็มที่ เป็นการส่งสัญญาณออกไปว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้กำลังล่มสลาย แต่ได้มีการจัดกำลังและพร้อมต่อสู้แล้ว

- เป็นการวัดบารมีของทักษิณว่ายังขายได้หรือไม่
- วัดได้ว่า "เงินอย่างเดียว" ไม่อาจซื้อชาวบ้านได้อีกต่อไปแล้ว "คุณต้องมีอย่างอื่นด้วย" และ "อย่างอื่น" เช่น นโยบาย ความน่าเชื่อถือ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าเงิน

- บ่งบอกชัดเจนว่า "อำนาจรัฐ" แม้ว่าจะคุมกระทรวงมหาดไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จ ก็ไม่ทำให้ชนะเลือกตั้งได้แต่อย่างใด และ "ย้ำให้รู้ว่า " รัฐราชการนั้น" ได้ล่มสลายไปแล้ว ข้าราชการแม้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งได้บ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ชนะ และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญสุดยอดแต่อย่างใด


แต่การเลือกตั้ง ศรีษะเกษ นั้น ไม่ได้มีสัญลักษณ์อะไรแบบนั้น เป็นแค่การเลือกตั้งซ่อมครั้งหนึ่งเหมือนครั้งต่อไปเท่านั้น

แต่ ก็ยังมีความสำคัญอยู่บ้างนะครับ คือ ชนะได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีครับ

ดัง นั้น สส.เพื่อไทย และผู้นำพรรคระดับต่างๆ ตอนนี้ยังไม่มีภารกิจต้องบริหารประเทศชาติ ก็ออกไปซ่อมหาเสียง ลงพื้นที่ วางยุทธศาสตร์เพื่อให้พร้อมรบเมื่อการเลือกตั้งใหญ่มาถึง

ผมว่า กระสุน เสบียง พรรคเพื่อไทย ไม่ได้แพ้รัฐบาล "ถังแตก" ของนายมาร์กแต่อย่างใด

อำนาจ "ยิ่งใหญ่" เสื่อมมนต์ขลังลงไปมากแล้ว ยิ่งใหญ่ยิ่งหมดแรง คนแก่ ไม่อาจ สู้ศึกหนักนานได้ ยิ่งรบยืดเยื้ออำมาตย์ยิ่งอ่อนกำลัง เมื่อเผด็จศึกไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาสเผด็จศึกอีกแล้ว

ผมว่า "หมดหวังสำหรับอำมาตย์ไปแล้ว "ที่จะเผด็จศึก หากจะรบต่ออีก ก็ต้องใช้กำลังมากกว่า ช่วงที่ผ่านมา

ได้อำนาจรัฐก็ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนนิยมเลย กลับอุ้มมาร์คหนักกว่าเดิม ประชาชนสาปแช่ง ว่าส่งอะไรมาให้พวกเขาก็ไม่ทราบ

สรุปคือ สงครามยังคงดำเนินต่อไป โอกาสที่ "ศักดินา" จะเห็นศึกสงบก่อนตาย ไม่มีอีกแล้ว

และ "โรคร้ายต่างๆ ก็รุมเร้า" ทั้งใหญ่ทั้งเล็ก สู้กับ "มนต์ขลังที่เสื่อม" และโรครุมเร้า ผมว่า เราใจเย็นได้สบาย

ยิ่งสู้ประชาชนยิ่งฮึกเหิม

ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์ของไทยที่ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน จะขยายตัว ทั้งในระดับปริมาณและคุณภาพเท่ากับวิกฤติการณ์ทางการเมือง 2549-5... นี้ ผมเห็นทั้งคนเสื้อแดงและคนเสื้อเหลือง ได้ออกมาต่อสู้ตามความคิดความเชื่อของตน ไม่มีครั้งใดในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนจะ "โดนกระตุ้นอย่างรุนแรง" เหมือนครั้งนี้

เมื่อ ยักษ์โดนปลุกออกจากตะเกียง ก็ยากที่จะทำให้มันกลับเข้าไปในตะเกียงได้อีก

ใน พ.ศ.2552 นี้ การเมืองไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ของ "นักการเมือง" แต่ฝายเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มต่างๆ นักการเมืองได้แต่เคลื่อนไหวตาม ทิศทางการเคลื่อนไหวของประชาชนเท่านั้น

นี่เป็นการสอนบทเรียนประชาธิปไตย ภาคปฎิบัติในขอบเขตทั่วประเทศ

ประชาธิปไตย ไม่เคยได้มาจากการพระราชทานของพระมหากษัตริย์ หรือผู้ใด แต่ต้องมาจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชนเอง

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2009 เวลา 18:59 น.

คุณปลื้ม:ความแตกต่างช่างละม้ายระหว่างวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยไทยกับอิหร่าน

ที่มา Thai E-News

โดย ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล
24 มิถุนายน 2552


หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความชื่อ What distinguishes Thailand from Iran?ถูกนำเสนอครั้งแรกใน asiasentinel ผู้เขียนคือม.ล.ณัฏฐกรณ์บอกว่า "เป็นบทความที่นสพ.ในประเทศมิได้เเสดงความสนใจที่จะลง" ทั้งนี้บทความกล่าวถึงความแตกต่างของวิกฤตการณ์ประชาธิปไตยในอิหร่านกับไทย โดยกรณีอิหร่านประชาชนฝ่ายประท้วงออกมาชุมนุมโดยกล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลที่ชนะท่วมท้นนั้น"โกงการเลือกตั้ง" แต่กรณีของไทยผู้ประท้วง(พันธมิตร)ออกมาประท้วงรัฐบาลทักษิณและเครือข่ายที่ชนะการเลือกตั้งท่วมท้นด้วยข้อหาเป็นเผด็จการรัฐสภา

แต่ที่2ประเทศช่างละม้ายคล้ายคลึงกันก็คือ ความไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อยู่ในภาวะที่กึ่งประชาธิปไตย กล่าวคือ2ประเทศนี้ ให้ประชาชนในประเทศของตัวเองออกเสียงเลือกตั้ง ทว่าก็มีชนชั้นนำที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีอำนาจเหนือในการครอบงำทิศทางของประเทศว่า ควรต้องไปในทิศทางไหนที่ชนชั้นนำของ2ประเทศนี้ต้องการ แม้มันจะขัดต่อเสียงอันแท้จริงของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศแค่ไหนก็ตาม

โปรดอ่านรายละเอียด


BANGKOK – When angry demonstrators recently took to the streets in Iran, the seething masses claim that they had been robbed of true democracy recalled recent protest scenes in Thailand. There is an obvious and dangerous trend now in international politics that when any demagogue type politician wins a landslide election, the opposition claims vote fraud and in many cases sends its marauding masses into the streets to stir unrest.


Nobody has yet appointed a color to Iran’s ‘street revolution’, though it’s probably only a matter of time before a snappy news headline sticks to the uprising. Green may be the chosen tone. But the storyline of purported pro-democracy demonstrators taking to the streets is now familiar, and in many instances represents a graver threat to democracy than the supposedly authoritarian leaders they are protesting against.


Vladimir Putin's election triumphs in Russia have been widely lamented by opposition critics and foreign media, who have similarly claimed he aims to become a new age Czar bent on reestablishing the Russian empire. Hugo Chavez's election wins in Venezuela have likewise been lamented outside the country due to his populism and export of anti-American policies in Latin America.


Marc Ravalomanana's democratically elected leadership in Madagascar was characterized as a sell-out to foreign business interests, which eventually brought on a military coup. Georgia president Mikheil Saakashvili, who led a 2003 “rose revolution” street movement which deposed Eduard Shevardnadze and was later democratically elected in 2008, is often criticized as a puppet of Washington and the North Atlantic Treaty Organization (NATO) backed by Russian opposition politicians.


But it is in Thailand, where angry street mobs have for the past three and a half years challenged the legitimacy of successive democratically governments, where the structural parallels are starkest with what’s now transpiring on the streets of Iran. Former Thai premier Thaksin Shinawatra, who notched two thumping election victories and a legally contested third, was criticized by his detractors for establishing a parliamentary dictatorship through his consolidation of power and was toppled in a 2006 coup.


Just because an elected leader, one selected by a majority of the population, is not favored by certain minority powerful forces, in a true democracy it does not give them the legitimacy or right to extra-constitutionally remove them. It is thus puts the microscope on those who hold powerful offices through unelected means, bringing us to the latest democratic hot spot: Iran.


Whether Iran may be considered a functioning democracy depends on whether structurally there are accountability mechanisms in place to challenge the ruling establishment, led by Supreme Leader Ayatollah Ali Khamenei. Iranian voters head to the polls every four years to elect their president and 290 members of a unicameral legislature. However candidates for parliament or president are vetted by a 12-member Guardian Council that allows the religious establishment to decide who runs in elections.


Iran’s Guardian Council is dominated by loyalists to the Supreme Leader, who directly appoints six of the body’s 12 members. The other six are appointed by the elected parliament, but with choices pre-screened by the head of the judiciary, who is also appointed by the Supreme Leader. In effect the Guardian Council, which plays the role of deciding the country’s electoral choices, is directly answerable to the Supreme Leader.


The Guardian Council's veto powers over political candidates and investigative powers of the election process are in some ways analogous to the situation in Thailand. For instance, Thailand’s election commission is essentially appointed by a group of judges. The presidents of three main courts, two other judges selected by another group of judges, and two elected politicians from the ruling coalition and the opposition make up the Thai commission’s selection committee.


The five-to-two domination of the process by unelected judges, officially appointed in the final process by an unelected head of state, over those with democratic accountability make for a structurally anti-democratic screening process that is dominated by the conservative legal establishment. Hence the role of judges in Thailand, in many ways, mirrors that of the Guardian Council in Iran.


But Iran’s Guardian Council is not its most undemocratic institution; that role is reserved for Supreme Leader and Grand Ayatollah Sayyid Ali Hoseyni Khamenei, who has the power to appoint the head of the judiciary, the head of state-owned television and radio networks, the head of the armed forces and final say over defense and foreign policy as commander-in-chief.


Iran’s so-called Supreme Leader, as seen by many experts on Iran, possesses powers close to that of an ancient day monarch or modern day dictator. It is Khamenei’s unelected status that have in recent days drawn the large share of opinions about why Iran needs to go through a people’s revolution reversely analogous to its 1979 religious predecessor.


It is thus interesting from a pro-election perspective that the top governing structure of Iran's Islamic theocracy is arguably more democratic—at least in the electoral sense—than a host of countries out there. While Iran’s Supreme Leader position is widely portrayed in mainstream media as an unelected dictator, Khamenei spent decades moving up the ranks as a religious scholar. Through his perceived learnedness among peers and senior title holders, he earned a coordinating political role for influential clerics.


He later served eight years as president under Ayatollah Sayyid Ruhollah Musavi Khomeini, leader of the 1979 revolution, proving his leadership skills, culturally required religious expertise, and devoutness to the teachings of Allah. With all that in mind, prior to becoming Supreme Leader, Khamenei’s qualifications were put forth to an 86-member Assembly of Experts for consideration.
That assembly, which also possesses the power to remove the Supreme Leader, is actually a deliberative body of 86 Mujtahids, or Islamic scholars, elected directly by the general public every eight years. Assuming that these Islamic scholars perform their representative role, in the political sense, they have the power and ability to check the 'absolute' powers of the Ayatollah Khamenei.


Though it is often argued that in practice the Assembly of Experts have never exercised their powers to challenge or check the Supreme Leader's decisions (though the minutes of their twice-yearly meetings are not published, so this is debatable), in technical terms the Iranian constitution provides for a quite democratic checking and balancing mechanism - one that reflects the uniqueness of the country's religio-cultural traditions within the framework of a modified conservative democracy.

Iran’s Assembly of Experts is also in charge of supervising, dismissing and electing the Supreme Leader, and in the event of his death, resignation or dismissal, the democratically elected body of wise-men is vested with the powers to take steps in shortest possible time to appoint a new leader.

According to the Iranian constitution, "Whenever the Leader becomes incapable of fulfilling his constitutional duties, or loses one of the qualifications mentioned in the Constitution, or it becomes known that he did not possess some of the qualifications initially, he will be dismissed.” Thus it could be argued that Iran’s leadership transition plan is more democratic than the soft and hard dictatorships and monarchies of Asia and Europe.

While it may be argued that Iran's cultural uniqueness requires that the state is ruled by a semi-democratic form of religious theocracy, there is no such cultural or historical guidance in the case of the Thai Kingdom or its European counterparts. The line of separation between church and state is clear in Thailand, and Buddhist teachings do not advocate the application of its doctrines in the constitution or laws as required under Sharia law in Islamic republics.

Yet even in European constitutional monarchies, where the lines separating church and state have been less clear throughout history, there are virtually no remaining monarchical-religious ruled states on the continent. Nevertheless, where they do remain in the world, the semi-authoritarian tendencies are often well-veiled and frequently impose on the election-based mandate of forming and conducting national defense and foreign policies.

In comparison, the Islamic Republic of Iran's mechanisms for checks and balances, including the crucial role of the Assembly of Experts, demonstrates a more highly evolved democracy, even with Islam integral to its rule and operation. Despite extreme drawbacks on human rights and the support of terrorism by state authorities, democratic transitions in Iran since the 1979 revolution until now were in the main orderly and peaceful.


Yet Mir Hossein Mousavi, the loser in Iran’s June 12 general election, has been popularly presented as a symbol of democratic change in Iran. To be sure, the massive street protests in Teheran seeking nullification of the election results that gave incumbent president Ahmadinejad are no doubt reflective of a strong undercurrent of dissatisfaction with Supreme Leader Khamenei and the political system he presides over.


It’s still unclear if Iran’s street protesters want merely a change in the presidency or rather a more ambitious change of the country’s entire governance structure, including what would be a time-consuming dismantlement or reorientation of all religion-based political institutions. The young men and woman protesting in Teheran’s streets should now ask themselves not whether Ahmadinejad should be president, but rather are they ready to dispense entirely with the roles of the religious establishment.


Before they say ‘yes’, protestors should also consider the risks of street protest-led regime change and how a disorderly transition could invite outside great power interventions and manipulations. There are structural reasons why Iraq is now a modern-day American colony and why Iran to date is still able to maintain its strength and independence in a hostile regional environment with operational nuclear missiles pointed directly at it.


For as long as Islam remains Iran's state religion, as well as its people's preferred religion, the role of Ayatollahs will always be respected and influential. Can the same be said for Thailand’s unelected institutions and personages? To most the answer may be yes. However a minority view could argue that the much touted national sense of “Thainess” has been promoted by the state-controlled school system, which inculcates students with a pro-establishment bias over usually corrupt elected politicians. But is Thailand’s semi-democratic rule, seen as guided by divinity and arguably managed by nominees, truly cultural or imagined?

That is where the democratic difference between Iran and Thailand lies. The completion of Thailand's long democratic evolution, dating to the end of absolute monarchy in 1932, is not inevitable without the support of the majority of the electorate. For politically aware competing street protestors in Thailand, and among astute news consumers, the realization of Thailand’s democratic deficit is there; for most it remains hidden from view, obfuscated by state-controlled media and self-interests-concerned private media.


The street protests in Iran have shown that Khamenei's political standing is not unassailable. If he were to abuse his power, including a role in manipulating election outcome, the elected Assembly of Experts has the power to remove him. Perhaps Iran does have it democratically elected checks and balances. The events now transpiring in Iran could in future have particular relevance in Thailand. This is while the significance in the present time could only be imagined through a painful contrasting exercise by the not so proper, nor superficial, thinking mind. The results of such an exercise is something that Thais must come to grip with, whatever the answer may be.

.................
Nattakorn Devakula is a news analyst for Thailand Channel 11's “Newsline” and “NNT News Bulletin”. He is also a regular international news commentator on Thailand’s 24-hours cable news network, TNN, under program “TNN World News”.

เรื่องเล่าเช้านี้:24มิถุนาเป็นวันสำคัญครบรอบวันเกิด"ไตรรงค์" ให้ทายอายุชิงเสื้อยืดหมีแพนด้า

ที่มา Thai E-News


24 มิ.ย. - กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน มารวมตัวกันบริเวณหมุดคณะราษฏร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกการครบรอบ 77 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475(ที่มาภาพและคำบรรยาย:มติชน)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มิถุนายน 2552

สื่อมวลชนกระแสหลักให้ความสนใจต่อกิจกรรมรำลึกวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยน้อยมาก โดยสำนักข่าวออนไลน์อย่างมติชน และไอเอ็นเอ็นทำเป็นข่าวประกอบภาพเล็กๆ ส่วนการจัดกิจกรรมของสำนักงานก.ก.ต.จัดรำลึกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเพียงโทรทัศน์ไทย(TPBS)ไปทำข่าวเสนอช่องเดียว ส่วนรายการเล่าข่าวยอดฮิตอย่าง"เรื่องเล่าเช้านี้"ทางช่อง3นำเสนอว่าเป็นวันครบรอบคล้ายวันเกิด65ปีของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี พร้อมให้ผู้ชมทายอายุของนายไตรรงค์ เพื่อแจกเสื้อ"หมวยแพนด้า"


สรยุทธ สุทัศนะจินดา จัดรายการ"เรื่องเล่าเช้านี้"ในเช้าวันที่24มิถุนายน2552 โดยบอกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด65ปีของดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกผู้อาวุโสพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับนำการ์ดเชิญไปร่วมงานวันเกิดเย็นนี้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งมาออกโทรทัศน์แบบโฟกัสให้เห็นข้อความในบัตรเชิญอย่างชัดเจน โดยระบุว่าได้ใช้โอกาสนี้เชิญพรรคร่วมรัฐบาลไปกินข้าวเย็นแฮปปี้เบิร์ธเดย์กัน เพื่อสร้างความสมานฉันท์ของพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากที่ผ่านมาเกิดความกระทบกระทั่งกัน

สรยุทธยังให้แฟนรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทายเข้ามาด้วยว่า ดร.ไตรรงค์เกิดตรงกับวันที่ 24มิถุนายน ครบรอบวันเกิดปีที่เท่าไหร่ สำหรับผู้ทายถูกจะได้เสื้อยืด"หมวยแพนด้า"5ตัว พร้อมกับถ่ายทอดสดเรียลลิตี้หมีแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่ประกอบตามที่นำเสนอทุกวัน

ทีวีไทยนำเสนอ"ข่าวเดี่ยว"ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

TPBSรายงานข่าวภาคเที่ยงถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง24มิถุนายน2475 สั้นๆ และว่ามีหลายหน่วยงานจัดรำลึก นอกจากกลุ่มเสื้อแดงจัดที่หมุดคณะราษฎร์ บริเวณอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าแล้วก็มี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(ก.ก.ต.)ที่ไปจัดงานที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยก.ก.ต.เผยว่าจะทำคู่มือพื้นฐานประชาธิปไตยแจกจ่ายให้แก่สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน เช่น การรู้จักเข้าแถว

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีเพียงโทรทัศน์ทีวีไทย หรือTPBSไปทำข่าวนี้เพียงช่องเดียวเท่านั้น

INNรายงานเสื้อแดงจัดงานรำลึก77ปี เปลี่ยนการปกครอง



สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานภาพข่าวเล็กๆว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ จัดพิธีร่วมรำลึก 77 ปี 24 มิ.ย. เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ภาคประชาชน ประมาณ 100คน นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา เดินทางมารวมกันที่บริเวณหมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกการครบรอบ 77 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

ซึ่งในการชุมนุมครั้งนี้ มีการกล่าวสดุดีวีรชนคนในคณะราษฎร เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนานายเตียง ศิริขันธ์ เพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติ รักประชาธิปไตยให้เกิดขวัญกำลังใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแก่ประชาชน โดยกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมยังได้ร่วมจุดเทียนสีแดง วางดอกกุหลาบประดับที่หมุด และยืนไว้อาลัยให้กับวีรชนคณะราษฎร ก่อนจะสลายตัวอย่างสงบ เมื่อเวลา 07.00 น. และจะเดินทางกลับมารวมตัวชุมนุมอีกครั้งที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น

ส่วนมติชนออนไลน์ รายงานข่าวเล็กๆประกอบภาพข่าวดังนี้

"เสื้อแดง"ร่วมรำลึก77ปี 24มิ.ย.เปลี่ยนแปลงการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 06.05 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน ประมาณ 100 คน นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน พร้อมด้วยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ได้มารวมตัวกันบริเวณหมุดคณะราษฏร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกการครบรอบ 77 ปี การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

จากนั้น ได้มีการกล่าวสดุดีวีรชนคนในคณะราษฎร เช่น นายปรีดี พนมยงค์ พล.อ.พระยาพหลพยุหเสนา นายเตียง ศิริขันธ์ เพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติรักประชาธิปไตยให้เกิดขวัญกำลังใจในการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตยแก่ประชาชน โดยกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมยังได้ร่วมจุดเทียนสีแดง วางดอกกุหลาบประดับที่หมุดและยืนไว้อาลัยให้กับวีรชนคณะราษฎร ก่อนจะสลายตัวอย่างสงบเมื่อเวลา 07.00 น .ก่อนจะกลับมารวมตัวชุมนุมจัดกิจกรรมปราศรัยอีกครั้งที่ท้องสนามหลวงในช่วงเย็น

24มิถุนา2552 สืบกระแสธารบรรพชนปฏิวัติ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา นิตยสารสารคดี และThailandMirror
24 มิถุนายน 2552


*ชมภาพบรรยากาศงานเมื่อย่ำรุ่งวันที่24มิถุนายน2552ได้ที่เวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน คลิ้กที่นี่
นปช รำลึกการครบรอบ 77 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิ.ย.2475

(ThailandMirror - กรุงเทพฯ)-แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดกิจกรรม "ทวงคืนประชาธิปไตย ตามหาวันชาติ" ในวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ที่หลักหมุดคณะราษฎร์ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก

แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) นำโดย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่มราษฎร นักเขียน ศิลปินประชาธิปไตย นำโดย วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียน รางวัลศรีบูรพา นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายสุนัย จุลพงศธร และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจำนวนมาก ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม "ทวงคืนประชาธิปไตย ตามหาวันชาติไทย” โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในเวลาย่ำรุ่ง วันที่ 24 มิถุนายน ที่บริเวณ หลักหมุดคณะราษฏร์ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยนายสมยศ กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าว เพื่อรำลึกถึงวันชาติไทย 24 มิถุนายน เนื่องจากที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยพูดถึง ทั้งที่เคยเป็นวันชาติ สมัยที่คณะราษฎร์ยังมีอำนาจ แต่ถูกยกเลิก และเปลี่ยนเป็นวันที่ 5 ธันวาคม ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

“การจัดงานไม่ได้หมายความว่า จะให้เปลี่ยนวันชาติ เพียงแต่อยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงคุณค่า ความหมายของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตย จึงอยากเรียกร้องรัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยอาจพิจารณาเป็นวันหยุด” นายสมยศ กล่าว

ด้านนายจรัล กล่าวว่า การจัดงานวันดังกล่าว เพื่อสร้างสำนึกในการรักชาติ และเปิดโอกาสให้นักประชาธิปไตยมีเวทีในการขบคิด และร่วมรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงว่า ประชาธิปไตยขณะนี้เป็นอย่างไร ส่วนที่มีข่าวว่า นปช.จะเรียกร้องให้เปลี่ยนวันชาติ จากวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันที่ 24 มิถุนายน นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นข้อกล่าวหา เพื่อต้องการทำลายล้างกันทางการเมือง

สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 77 ปี ปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิ.ย.2475 และรำลึกถึงความสำคัญของการปฏิวัติประชาธิปไตย ปลุกจิตสำนึกรักชาติรักประชาธิปไตยให้เกิดขวัญกำลังใจในการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยแก่ประชาชนและรำลึกถึงวันที่ 24 มิ.ย.ในฐานะเคยเป็นวันชาติไทยสมัยที่คณะราษฎรเคยมีอำนาจ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวันที่ 5 ธ.ค.ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่เคยมีการจัดพิธีเฉลิมฉลองวันชาติไทยอีกเลย มีจัดแต่เพียงวันเฉลิมพระชนมพรรษาเท่านั้น

ยุ ท ธ ก า ร ยึ ด เ มื อ ง
๒ ๔ มิ ถุ น า ย น ๒ ๔ ๗ ๕


ที่มา นิตยสารสารคดี เดือนมิถุนายน 2542


ถนนราชดำเนินนอก บริเวณ ลานพระบรมรูป ทรงม้า มีหมุดทองเหลือง ฝังไว้บนพื้นถนน จารึกข้อความว่า "ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" --เป็นหลักฐาน ถึงเหตุการณ์สำคัญ ในประวัติศาสตร์ ชาติไทย เมื่อคณะราษฎร ซึ่งประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน รวม ๑๑๕ นาย มีพระยาพหล พลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ ได้ทำการ ยึดอำนาจ การปกครองประเทศจาก พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว เพื่อเปลี่ยนแปลง การปกครองจาก ระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญ ใช้เป็นหลัก ในการปกครองประเทศ สืบต่อไป

.....การก่อการชนิด "พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน" สำเร็จได้เพราะ มีการวางแผน อย่างรอบคอบ ติดตามอ่าน รายละเอียด เหตุการณ์ และการเคลื่อนไหว ของ บุคคลสำคัญ ในรุ่งอรุณ ที่คนไทยรุ่นหลัง จะต้องจดจำ


*กระจ่าง ตุลารักษ์

.....

"ต่างคน ต่างเดินทางแยกย้ายไปตามจุดนัดหมาย ของตัวเอง ทุกหมู่เหล่า มีชาวบ้านอย่างเรา ไปอยู่ด้วย ถนนราชดำเนินตอนนั้น เงียบมาก พี่ชายบอกว่า เดี๋ยวมีคนเอาปืนมาให้ ผมคิดอย่างเดียวว่า ตั้งใจมาทำงานให้สำเร็จ เขาสู้ ก็สู้กับเขา ตายก็ตาย..."


.....กระจ่าง ตุลารักษ์ วัย ๘๗ ปี ชาวบ้านแห่งอำเภอ บางคล้า เมืองแปดริ้ว เป็นอดีต ผู้ก่อการคนสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ หวนรำลึก ความหลัง ในเช้าวันนั้น

.....หากเชื่อว่า เส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโลกนี้ ย่อมได้รับ การต่อต้าน และมักเกิดจาก คนไม่กี่คน การวางแผน จึงเป็น หัวใจ สำคัญที่สุด ในการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกัน การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ก็ไม่ได้หลุดออกไปจาก เส้นทางนี้เลย

.....เป็นที่ยอมรับกันว่า ความสำเร็จ ของการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ส่วนสำคัญ มาจากการวางแผน อันรอบคอบ ทั้ง ๆ ที่ ในเวลานั้น คณะราษฎร แทบจะไม่มี กำลังในมือ มีผู้ร่วมก่อการจริง ๆ เพียง ๑๑๕ คน แต่สามารถ ยึดอำนาจสำเร็จ โดยที่ไม่มีผู้ล้มตายเลย


*ผู้ก่อการบางส่วน พบปะกัน ในกรุงปารีส ประมาณ พ.ศ.๒๔๖๘

.....เดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๖๙ ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส ได้มีการประชุม กลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมือง มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง เป็นครั้งแรก คือ ร.ท.ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม) ซึ่งกำลังศึกษาวิชา ทหารปืนใหญ่ ในโรงเรียนนายทหาร ร.ต.ทัศนัย มิตรภักดี ศึกษาวิชาการทหารม้า โรงเรียนนายทหาร ของฝรั่งเศส นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับปริญญาเอก ในสวิตเซอร์แลนด์ หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยาม ประจำกรุงปารีส นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ และนายปรีดี พนมยงค์ โดยตกลงที่ จะทำการ เปลี่ยนแปลง การปกครองของ กษัตริย์เหนือกฎหมาย มาเป็น การปกครองที่มี กษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ "ยึดอำนาจโดยฉับพลัน" เพื่อเป็นการป้องกัน มหาอำนาจ คืออังกฤษ และฝรั่งเศส ที่มีอาณานิคม อยู่ล้อมรอบ สยามประเทศ ถือโอกาส เข้ามาแทรกแซง ยกกำลังทหาร มายึดครอง ดินแดนสยาม เอาไปเป็นเมืองขึ้น

ผู้ก่อการ ได้ตั้งปณิธาน ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อให้สยาม บรรลุเป้าหมาย ๖ ประการ ซึ่งต่อมา ได้เรียกว่าเป็น "หลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร" คือ

.....๑. รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศ ไว้ให้มั่นคง
.....๒. รักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกัน ลดลงให้มาก
.....๓. บำรุงความสุขสมบูรณ์ของ ราษฎร ในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ จะหางานให้ ราษฎร ทุกคน ทำ จะวางโครงการ เศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก
.....๔. ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
.....๕. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวแล้ว
.....๖. ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

4ทหารเสือคณะราษฎร์สายทหารบก-จากซ้ายไปขวานายพันเอกพระยาทรงสุรเดช นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันเอกพระยาฤทธิ์อัคเนย์ และนายพันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ

หลังจากนั้น เมื่อคณะผู้ก่อการ ได้กลับมา ประเทศสยาม ได้ติดต่อ ประชาชนทุกอาชีพ ไม่ว่าพ่อค้า ประชาชน ข้าราชการพลเรือน ทหารบก ทหารเรือ เข้าร่วมทำการ ก่อการปฏิวัติ จนกระทั่ง สามารถรวบรวม คณะผู้ก่อการได้ โดยแบ่งเป็นสาย ดังนี้คือ
.....สายพลเรือน มี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นหัวหน้า
.....สายทหารเรือ มี นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย เป็นหัวหน้า
.....สายทหารบกชั้นยศน้อย มี พันตรี หลวงพิบูลสงคราม เป็นหัวหน้า
.....สายนายทหารชั้นยศสูง มีพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า

.....คณะผู้ก่อการ ได้ทำการวางแผน การยึดอำนาจ โดยยึดหลัก พยายามหลีกเลี่ยง การนองเลือด และกระทำในวันที่ พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้า ไม่ได้ประทับ ในกรุงเทพฯ และได้มอบหมายให้ พระยาทรงสุรเดช เป็นผู้วางแผนการ

.....เวลานั้น ปัญหาใหญ่ ของผู้ก่อการ โดยเฉพาะสายทหาร ซึ่งเป็นกำลังสำคัญ ในการยึดอำนาจนั้น ก็คือ นายทหารเกือบทั้งหมด ไม่มีใคร มีตำแหน่ง ที่คุมกำลัง ไว้ในมือเลย ยกเว้น พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ ที่คุมกำลัง ทหารปืนใหญ่


.....ตีห้า ของวันที่ ๒๔ มิถุนายน บรรดานายทหารฝ่ายปฏิวัติ ได้รุดไปที่ กรมทหารม้าที่ ๑ และได้หลอกบรรดาทหารว่า บ้านเมือง เกิดกบฏขึ้น ให้นำทหาร รถเกราะ รถถัง ออกไปที่ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยด่วน ที่นั่น ผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือ ได้นำทหารเรือ ที่ถูกหลอกเช่นกัน เดินทางมาถึง และอีกด้านหนึ่งของ บริเวณลานพระรูป นักเรียนนายร้อย ซึ่งถูกหลอกมา เพื่อฝึกซ้อมการรบ ระหว่างทหารราบ กับรถถัง

.....คาดกันว่า ในเวลานั้น มีทหารบก ทหารเรือ ที่ถูกลวงมาที่ ลานพระบรมรูปทรงม้า และผู้ก่อการฝ่ายพลเรือน รวมแล้วประมาณ ๒,๐๐๐ คน ได้รับคำสั่ง ให้เข้ามาอยู่ ภายในรั้วเหล็กของ พระที่นั่งอนันต์ และให้ทหารทั้งหมด เข้าแถวคละกันไปหมด ทุกเหล่า เพื่อป้องกันไม่ให้ นายทหารคนใด สามารถ สั่งการลูกน้องตัวเอง ได้โดยสะดวก และนาที แห่งประวัติศาสตร์ ก็มาถึง เมื่อพระยาพหลฯ ได้ประกาศ การเปลี่ยนแปลง การปกครอง ของสยามประเทศ ต่อหน้า เหล่าทหาร ทั้งหมด ซึ่งมีใจความว่า

"
การปกครองในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือการปกครองแบบ พระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจ ด้วยพระองค์เอง ใครจะออกเสียง หรือความเห็นคัดค้านอย่างใด มิได้ทั้งสิ้น การปกครองแบบนี้ ได้ปล่อยให้ อาณาประชาราษฎร์ เผชิญโชคชะตา ทางเศรษฐกิจ และการภาษีต่างๆ ไปตามลำพัง ไม่ได้คิดหาทางแก้ไข บูรณะบ้านเมือง ให้ดีขึ้น จะปล่อยให้บ้านเมือง ปั่นป่วนวุ่นวาย และเป็นไปตาม ยถากรรมนั้น เป็นการ ไม่พึงบังควรยิ่ง เราจึงต้องทำการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้พระมหากษัตริย์ ทรงสถิตอยู่ใต้กฎหมาย
"

พอกล่าวจบ พระยาพหลฯ ได้ขอความร่วมมือจากทหารทั้งหมด ในการทำปฏิวัติครั้งนี้ ทหารเหล่านั้น ไม่มีทีท่าว่า จะขัดขืนแต่อย่างใด และต่อจากนั้น บรรดาคณะราษฎร ก็ได้แยกย้ายไปจับกุม เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และนายทหาร นำตัวมาไว้ที่ พระที่นั่ง อนันตสมาคม เพื่อเป็นตัวประกัน โดยเฉพาะ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้มีอำนาจ มากที่สุด ในเวลานั้น และส่วนหนึ่ง ได้ไปยึดสถานีรถไฟหัวลำโพง พระบรมมหาราชวัง กรมไปรษณีย์ตัดการสื่อสาร ทำให้ฝ่ายรัฐ ไม่สามารถติดต่อกันได้

.....ภายในเวลาประมาณ ๓ ชั่วโมง คณะราษฎร ก็สามารถ คุมสถานการณ์ ในกรุงเทพฯ ได้อย่างเด็ดขาด ทั่วกรุงเทพฯ มีคนไปแจก แถลงการณ์ของ คณะราษฎร และประชาชน ได้ให้ความสนใจ มามุงดูที่ บริเวณ ลานพระรูปทรงม้า เป็นจำนวนหลายพันคน

คณะราษฎร ได้จัดให้มีการประชุม ระหว่างคณะราษฎร และเสนาบดี ปลัดทูลฉลอง ขึ้น ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อชี้แจง จุดประสงค์ ในการเปลี่ยนแปลง การปกครองในครั้งนี้ หลักการระบอบใหม่ กฎหมายพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินโดยย่อ และขอความร่วมมือ ในการ บริหารราชการแผ่นดินต่อไป โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำฝ่ายพลเรือน เป็นผู้มีบทบาทสูงสุด เนื่องจากทางทหาร ไม่สันทัด

.....ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ทางคณะราษฎร ได้ส่ง น.ต. หลวงศุภชลาศัย เป็นผู้แทน ไปอัญเชิญ พระองค์ นิวัติพระนคร โดยยื่นข้อเสนอ ให้ทรงเป็นกษัตริย์ ต่อไป โดยอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากทรงปฏิเสธ จะเลือก เจ้านายพระองค์อื่น ขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อไป ซึ่งพระองค์ ได้ทรงปรึกษากับ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ที่ตามเสด็จ และได้ตัดสินพระทัย ตกลง เพื่อไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ

.....เมื่อพระองค์เสด็จกลับ วังศุโขทัย เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้แทนคณะราษฎร ๗ คน ได้เดินทางเข้าเฝ้า และนำเอกสารสำคัญ ไปทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็น กฎหมาย รวม ๒ ฉบับคือ พระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งร่างโดย นายปรีดี พนมยงค์ และพระราชกำหนด นิรโทษกรรม ในคราวเปลี่ยนแปลง การปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕

.....ภารกิจสำคัญของคณะราษฎรนั้น ภายหลังการยึดอำนาจแล้วคือ การเร่งสถาปนา ระบอบใหม่ ที่มาแทนที่ ระบอบ สมบูรณา ญาสิทธิราชย์คือ ระบอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิได้หมายถึง การมีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ เท่านั้น แต่ยังมีความหมายว่า รัฐบาลใหม่ จะบริหารประเทศ อย่างมีหลักเกณฑ์ แน่นอน เป็นลายลักษณ์อักษร มิได้เป็นไปตาม น้ำพระทัยส่วนพระองค์ เช่นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และรัฐธรรมนูญ เป็นทั้งที่มา และเป็นหลักประกันแห่ง สิทธิของราษฎร ดังจะเห็นได้จาก มาตราแรก ของธรรมนูญฉบับนี้ ที่ประกาศว่า "อำนาจสูงสุด ของประเทศนั้น เป็นของราษฎรทั้งหลาย"

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ลงนามใน "พระราชกำหนด นิรโทษกรรม ในคราว เปลี่ยนแปลง การปกครอง แผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕" แต่ได้ทรงขอตรวจ พระราชบัญญัติ ธรรมนูญ การปกครอง แผ่นดินสยาม และได้ทรงลงนาม ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน โดยทรงพระอักษร กำกับต่อท้าย ชื่อพระราชบัญญัติว่า "ชั่วคราว" ซึ่งมีความหมายว่า การจัดรูป การปกครองของระบอบใหม่ มิใช่สิ่งที่ ผู้นำของคณะราษฎร จะกำหนดได้ฝ่ายเดียว อีกต่อไป จะต้องมีการ ประนีประนอม ออมชอม กับฝ่ายอื่นต่อไป

.....ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้นถือได้ว่า เป็นวัน แห่งความผันผวน ครั้งใหญ่ทางการเมือง จนได้มีการ ยอมประนีประนอม ระหว่าง กลุ่มพลังในสังคม และมีการตั้ง ผู้แทนราษฎรชั่วคราว ๗๐ คน เลือก พระยา มโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร หรือ นายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทย และจากวันนั้นไปจนถึง คืนก่อนการเกิด รัฐประหาร เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ (ซึ่งทำให้ ประเทศไทย ตกไปอยู่ใต้อำนาจ เผด็จการทหาร อย่างต่อเนื่อง ไปอีกยาวนาน) นับเป็นเวลา ๑๕ ปี อันถือได้ว่า เป็นระยะเวลาที่ สมาชิกของคณะราษฎร ได้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญ ในการปกครองประเทศ จะเห็นได้จาก การที่ นายกรัฐมนตรี ทุกคน ที่ได้รับเลือก มาในช่วงเวลานั้น หากไม่ใช่ สมาชิกคณะราษฎรเอง ก็เป็นบุคคลที่ คณะราษฎร สนับสนุน อย่างเข้มแข็งทั้งสิ้น

.....อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลอดระยะเวลานั้น จะมีความแตกแยก ความขัดแย้ง เกิดขึ้นในหมู่ คณะราษฎร มีความรุนแรงทางการเมือง เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ต้องยอมรับว่า มีสิ่งหนึ่งที่ คณะราษฎร สร้างขึ้นมา สำเร็จ ในวันนั้น และยังสืบทอดมา จนปัจจุบันก็คือ การเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ

.....เหมือนกับที่ คุณกระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎร คนสุดท้าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า
....."สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเช้ามืด วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นทรัพย์สมบัติ ของประชาชนคนรุ่นหลัง"

พรรคร่วมซัดปชป.ดึงแก้รธน.เหตุเป็นรองเขตเดียวเบอร์เดียว "เติ้ง"ติงอย่าผลีผลาม กดดันยุบสภาชาวบ้านแย่

ที่มา มติชนออนไลน์

แกนนำพรรคร่วมโวยปชป.ดึงเกมแก้รธน.เหตุกลัวเสียเปรียบเขตเดียวเบอร์เดียว "บรรหาร" เตือนอย่าผลีผลาม ระวังยุบสภา ทำชาวบ้านลำบากใช้งบฯ 8 แสนล้านก่อนดีกว่า "สุเทพ"สั่งประสานบิ๊กพรรคร่วมสังสรรค์วันเกิด"ไตรรงค์"แก้ภาพลักษณ์รัฐบาล


พรรคประชาธิปัตย์เชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลร่วมงานเลี้ยงคล้ายวันเกิดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ หลังเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อพรรค กรณีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารร่วมกันที่โรงแรมโอเรียลเต็ล เมื่อค่ำวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยไม่มีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม


ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนว่า ทราบล่วงหน้าแล้วว่ามีการนัดรับประทานอาหารกัน เพราะเจ้าภาพได้เชิญมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่กลับมาไม่ทัน เนื่องจากเดินทางพร้อมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไปเยือนประเทศสิงคโปร์
ด้านนายสุเทพกล่าวว่า การรับประทานอาหารของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่มีสัญญาณใดๆ เพราะปกติ หากพรรคร่วมรัฐบาลมีการหารือกันก็จะไปร่วมด้วย ยืนยันว่างานนี้มีการเชิญล่วงหน้าแล้ว


รายงานข่าวจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลแจ้งว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ประสานไปยังแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเชิญร่วมงานคล้ายวันเกิดนายไตรรงค์ ที่ครบ 65 ปี ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ย่านรัชดาภิเษก วันที่ 24 มิถุนายนนี้ หลังจากมีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่สบายใจกับการทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ และการนัดรับประทานอาหารค่ำในโรงแรมโอเรียนเต็ล ที่ไม่มีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วม ซึ่งอาจทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อรัฐบาล ดังนั้น จึงมีคำสั่งจากนายสุเทพให้เชิญพรรคร่วมรัฐบาลไปร่วมงาน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน


ด้านแหล่งข่าวจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เปิดเผยถึงการรับประทานอาหารร่วมกันของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อค่ำวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า ได้พูดคุยกันหลายเรื่อง เช่น การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 ที่พรรคภูมิใจไทยแพ้พรรคเพื่อไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มาร่วมรับประทานอาหารด้วย รับว่า กระแส พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแรงจริงๆ เลยทำอะไรไม่ค่อยได้ นอกจากนี้พูดคุยเรื่องการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 ที่จะเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้


แหล่งข่าวกล่าวว่า ในการหารือ มีการเสนอว่าถ้ามีจังหวะควรจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวิเคราะห์ว่า เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามดึงเรื่อง เพราะหากกลับใช้ระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จะทำให้พรรคร่วมได้เปรียบ แต่นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย แสดงความเห็นว่า ขณะนี้ยังไม่ควรผลีผลามทำอะไร ถ้ากดดันกันมากไป เกิดมีการประกาศยุบสภาขึ้นมา สงสารชาวบ้านแย่ เศรษฐกิจยิ่งไม่ค่อยดี ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ดังนั้น ควรอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างน้อยถึงสิ้นปี และให้ได้ใช้เงินกู้ 8 แสนล้านบาทเสียก่อน


"ถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ พรรคร่วมรัฐบาลก็ไปไหนไม่ได้ จำต้องอยู่ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ไปแบบผีเน่ากับโลงผุ ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 2 ปีครึ่ง ก็ดูเชิงกันไปเรื่อยๆ และต้องประคับประคองกันไปให้ตลอดรอดฝั่ง" แหล่งข่าวอ้างคำพูดของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลคนหนึ่ง


ส่วนกรณีกรุงเทพโพลระบุการทำงานในรอบ 6 เดือนของรัฐบาลสอบตกนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น แต่จะต้องมีการปรับ ครม. (คณะรัฐมนตรี) หรือไม่นั้น ยังคงต้องพิจารณาเรื่องอื่นๆ ทุกเรื่องประกอบ รวมไปถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม" เมื่อถามว่า สาเหตุที่ทำให้คะแนนนิยมรัฐบาลตกลงไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อใดก็ตามที่มีข่าวเรื่องความขัดแย้งกับข่าวเรื่องการทุจริต ประชาชนไม่สามารถรับได้


"เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนมองว่าจะอยู่ไม่ครบ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี 3 ปี 4 ปี ก็มองได้ทั้งนั้น แต่ผมสนใจแต่ว่าอยู่แล้วผมทำงาน ถ้าทำงานไม่ได้ ก็ไม่อยู่"นายอภิสิทธิ์กล่าว


ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการปรับ ครม. เพราะ ครม.ชุดนี้ทำงานได้ดี แต่ต้องทำงานให้มากขึ้น ดีแล้วที่โพลออกมาจะได้รับฟังไว้เพื่อจะทำงานให้แข็งแรงขึ้น


ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องทำงานหนักกว่าเก่า จะไปท้อใจไม่ได้ "ส่วนการติดตามการทำงานของ ครม.ที่นายกฯมอบให้ผมดูแลนั้น ร่างแรกดำเนินการเสร็จแล้ว แต่ส่งไปแก้ไขใหม่ คาดว่าในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ การแก้ไขน่าจะสรุปเสร็จและนำเสนอนายกฯในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ส่วนจะแถลงผลงานรัฐบาลหรือไม่ ต้องหารือกับนายกฯก่อน"


นายศักดา สืบไกรสร ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (ผอ.กต.) สกลนคร กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งนางอนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ชนะนายพิทักษ์ จันทรศรี ผู้สมัครเพื่อภูมิใจไทยว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนรวม 8 เรื่อง ทั้งผู้สมัครร้องเรียนกันเอง และผู้สนับสนุนแต่ละฝ่ายยื่นเรื่องร้องเรียน เช่น การแจกเงินซื้อเสียง เจ้าหน้าที่ของรัฐวางตัวไม่เป็นกลาง การขนคนหรือจัดยานพาหนะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งกลางไม่ได้สอบถามเหตุผลในการออกมาใช้สิทธิล่วงหน้า การปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ฯลฯ


"กกต.ต้องเร่งออกสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานให้มากและชัดเจนที่สุด เพื่อนำมาประกอบการวินิจฉัย คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ส่วนการรับรองผลนั้น ก็ต้องรอการสอบสวนว่ามีมูลความผิดหรือไม่" นายศักดากล่าว


นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจแพ้การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 ว่า เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยปรับยุทธศาสตร์การหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายใหม่ โดยรณรงค์ว่า ถ้าเลือกผู้สมัครพรรคเพื่อไทย คือเลือก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเลือกผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยคือ เลือกนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย จึงกลายเป็นเรื่องของคน 2 คนแข่งขันกัน ไม่ใช่เรื่องพรรคการเมืองแข่งกัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่


"ต้องยอมรับว่า จ.สกลนครเป็นพื้นที่ที่มีสีแดงมาก แต่จังหวัดอื่นๆ เช่น ขอนแก่น อาจมีพื้นที่สีแดงบ้าง แต่ผมยังมั่นใจในตัว ส.ส.เก่า และนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ผมพยายามดูแลอยู่ ดังนั้น ในจังหวัดใหญ่ๆ ของภาคอีสานคิดว่า เราน่าจะผ่านไปได้" นายประจักษ์กล่าว และว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการร้องเรียนการทุจริตเลือกตั้งใน จ.สกลนคร เพราะจะถูกมองว่าขี้แพ้ชวนตี


นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สกลนคร เขต 3 สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ประชาชนในภาคอีสานไม่พอใจการทำงานของรัฐบาลนี้ และมั่นใจว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคเพื่อไทยจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น


ด้านร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมนายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคเพื่อไทย นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ เดินเท้าหาเสียงกับประชาชนที่ตลาดสดเทศบาลเมืองศรีสะเกษ โดย ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะใช้นโยบายของพรรคไทยรักไทยเดิม และหากมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะแก้กฎหมายเพื่อเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านมาแก้ไขปัญหา ดังนั้น จึงอยากให้พี่น้องชาวศรีสะเกษเลือกพรรคเพื่อไทยเหมือนกับพี่น้องชาวสกลนคร