WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 26, 2009

ขุนเขาไม่อาจขวางสายธารเที่ยงธรรมได้ เสื้อแดงทะลักชุมนุมใหญ่27มิถุนา สืบเจตนาคณะราษฎร์

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มิถุนายน 2552

ก่อนการชุมนุมใหญ่ภายใต้คอนเซ็ปต์"สืบเจตนาคณะราษฎร์ โค่นรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย ทวงคืนประชาธิปไตย ยุบสภา"ในวันพรุ่งนี้(27มิ.ย.)ที่ท้องสนามหลวง ฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และสื่อมวลชนกระแสหลักต่างออกมาขัดขวางทุกวิถีทาง แต่ไม่อาจขวางกั้นกระแสธารแห่งธรรมได้ ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมต่างมุ่งหน้ามาจากทุกสารทิศมุ่งหน้าสู่สนามหลวง โดยไม่หวาดหวั่นต่อการคุกคามของอมาตยาธิปไตย กับรัฐบาลหุ่นเชิด และสมุนบริวาร

ผู้เดินทางเตรียมเข้าร่วมการชุมนุมยังใส่เสื้อแดงเดินทางเข้าร่วมงานเป็นหลัก ขณะที่บางส่วนนัดหมายกันว่าให้นำผ้าปิดปากปิดจมูกมาด้วย สอดรับกับกระแสป้องกันไข้หวัด2009 ขณะที่บางส่วนเตรียมการนำสมุดบัญชีหรือสัญลักษณ์ของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญให้กับอมาตยาธิปไตยมาเตรียมเข้าพิธีต้มบูชายัญ


วาระสำคัญ"สืบเจตนาคณะราษฎร์ โค่นรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย"

แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร่วมแถลงข่าวว่า การชุมนุมในวันที่ 27 มิถุนายน ที่ท้องสนามหลวง เนื่องจาก นับตั้งแต่กลุ่มเสื้อแดงสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 เมษายน ก็นัดชุมนุมอีกครั้งที่บริเวณลานหน้าวัดไผ่เขียว แต่มีฝนตกลงมา ทำให้พี่น้องประชาชนพบปะกันยังไม่จุใจ

ในโอกาสนี้มีสองประการที่มีความเหมาะสม คือวันที่ 24-27 มิถุนายน เป็นช่วงสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือในวันที่ 24 มิถนายน เป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ และวันที่ 27 มิถุนายน เป็นวันพระราชทานรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแรก เหตุผลที่สองก็คือรัฐบาลนี้บริหารประเทศมา 6 เดือนแล้ว ควรที่คนเสื้อแดงจะมาชุมนุมเพื่อพิจารณาผลงานของรัฐบาล โดยจะชุมนุมตั้งแต่เวลา 16.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ไปจนถึงเวลา 06.00 น. วันที่ 28 มิถุนายน คือหนึ่งคืนเต็มๆ


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ในวันที่ 27 มิถุนายน จะประกาศจุดยืน "สืบเจตนาคณะราษฎร์ โค่นรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย ทวงคืนระชาธิปไตย ยุบสภา" เป้าหมายการชุมนุมครั้งนี้ก็คือให้ยุบสภา โดยจะไม่เคลื่อนขบวนไปที่ใด ประท้วงแบบสงบสันติ

ทักษิณเตรียมโฟนอินขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดทำลายชาติ

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ส่วนกิจกรรมบนเวทีจะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า จะไม่มีการเคลื่อนขบวนหรือดาวกระจายไปในสถานที่อื่น นอกจากนี้จะมีการเปิดตัวหนังสือพิมพ์ราย 3 วัน ชื่อ "มหาประชาชนฉบับความจริงวันนี้" ซึ่งมีคอลัมน์นักเขียนจากแดนไกล คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ในลักษณะของการส่งไปรษณียบัตรที่เดินทางไปประเทศต่างๆ โดยฉบับปฐมฤกษ์จะส่งมาจากเมืองดูไบ โดยเฉพาะการขอบคุณชาวสกลนครที่ยังคงให้ความไว้วางใจเลือกผู้สมัครของพรรคเข้ามาทำหน้าที่

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันมีปัญหาเพราะมีนักการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ สนใจแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นเกิดในช่วงที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลเพราะมีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงเวลาทวงประชาธิปไตยคืนให้ประชาชนเสียที ไม่รู้ว่าประเทศไทยไปทำเวรทำกรรมอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้เพราะสมัยที่ประเทศเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ก็มาจากการบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผมได้มาเป็นรัฐบาลก็ช่วยปลดหนี้ช่วยล้างหนี้ให้ และตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาลอีก ก็จะไปกู้เงินมาอีกซึ่งมากกว่าเดิมหลายแสนล้านบาท


"ตอนนี้รู้สึกเหงาและเป็นห่วงประชาชน อยากกลับบ้าน นี่ก็ 3 ปีแล้วที่ไม่ได้กลับประเทศไทย เดือนหน้าก็อายุ 60 ปีแล้ว ยังมีแรงทำงานให้ประชาชนอยู่ แต่ถ้าอายุ 65 ปี คงจะทำงานไม่ไหว อยากให้พี่น้องเสื้อแดงพากลับบ้าน พากลับไปช่วยล้างหนี้ให้ประเทศ พร้อมทั้งยังกล่าวปลุกระดมให้พี่น้องเสื้อแดงเดินทางไปร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ พร้อมกันในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ที่สนามหลวง"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวทิ้งท้าย

ต้มสมุดบัญชีแบงก์กรุงเทพ บูชายัญแหล่งทุนอำมาตย์

ผู้ชุมนุมบางส่วนได้เตรียมจัดกิจกรรม การบอยคอตแบงก์บัวหลวง โดยจะมีการต้มสมุดบัญชีที่ปิดบัญชีแล้วที่สนามหลวงวันที่ 27 มิถุนายน 2552 ในช่วงเย็น โดยเห็นว่าธนาคารแห่งนี้เป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญให้อมาตยาธิปไตย มีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ใช้อิทธิพลเหนือธนาคารนี้ และได้รับเงินทุนมาดำเนินการที่ทำลายประชาธิปไตย

"ทางเพื่อนๆ ผู้จัดฝากให้ผมประชาสัมพันธ์ให้เชิญชวนคนเสื้อแดง เข้าร่วมกิจกรรมพรุ่งนี้ครับ ใครมีสมุดเงินฝากที่ปิดบัญชีแล้ว นำไปต้มรวมกันได้ที่หน้าเวทีปราศรัยครับ และใครจะเขียนข้อความต่อต้านอำมาตย์ เผด็จการ หรือสมุนอำมาตย์ทั้งหลายที่จะนำเอาไปต้มพร้อมกันที่สนามหลวง กรุณาเขียนไปด้วยครับ ข้อความแล้วแต่จะจินตนาการครับ"โดยกิจกรรมเขาก็มีคนแต่งกายเป็นยมทูต รวมทั้งมีการแสดงสั้นๆ ประกอบ เป็นต้น

มาร์ควิชามารอ้างเสื้อแดงไม่มีเหตุผลชุมนุมขับไล่รัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันพรุ่งนี้(27 มิ.ย.) หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมาระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ว่า ตนเองยังไม่ทราบว่ามีการโฟนอิน ทั้งนี้ได้ย้ำมาตลอดว่า การชุมนุมหากอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายสามารถทำได้ แต่หากทำผิดกฎหมาย รัฐบาลจะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีเหตุผลจะมาชุมนุมขับไล่ เพราะรัฐบาลตั้งคณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎร ที่มี ส.ส.จากทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมตรวจสอบการปฏิรูปการเมืองอยู่แล้ว แต่หากมีปัญหาคดีความ ที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนเข้ามาได้ เพราะรัฐบาลพร้อมจะดูแลให้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทั่วโลกรักเมืองไทย เอาใจช่วยเมืองไทย อยู่ที่คนไทยเองว่าจะเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาประเทศหรือไม่ ซึ่งไทยมีศักยภาพ และรัฐบาลไทยพยายามอย่างเต็มที่

จะฮาไปถึงไหนฝ่ายอมาตย์ซัดกันเองเรื่องแผนตากสิน2

ผู้จัดการASTVรายงาสนข่าวเรื่อง ซัดกันเองแผนตากสิน2มั่วโคตรอดีต ผบ.ตร.เชื่อแผน “ตากสิน2”เป็นแค่ข่าวปล่อย หวังให้ ปชช.หวาดกลัว สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่เชื่อออกมาจากหน่วยข่าวกรองตัวจริง เว้นแต่มีไส้ศึกแฝงตัวในหน่วยข่าวกรอง ติงรัฐบาลไม่ทำความชัดเจนหรือสืบหาต้นตอของข่าว ด้าน “น.ต.ประสงค์”จวก “สุเทพ”ไม่บริหารจัดการข่าว กลับเป็นเครื่องมือแพร่ข่าวต่อ ไม่เชื่อแผนการทำได้จริง พร้อมชี้คนได้ประโยชน์จากข่าวนี้ไม่ใช่คนเสื้อแดง

เจ้าของฉายาซีไอเอ.เมืองไทยกล่าวต่อว่า การที่แผนหลุดออกมาอย่างละเอียดถึง 5 แผ่น โดยอ้างว่ามาจากหน่วยข่าวที่รายงานรัฐบาลนั้น จากประสบการณ์ของตนที่ผ่านมา หน่วยข่าวไม่เคยรายงานขึ้นไปข้างบนในลักษณะนี้เลย อีกอย่างต้องดูด้วยว่ามันเป็นข่าวที่ออกมาแล้วใครได้ประโยชน์ เช่น สร้างความเกลียดชัง หรือเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนไปจากปัญหาเดิมที่มีอยู่

"เพราะฉะนั้นคนที่ได้ประโยชน์นี่ ผมคิดว่าคนเสื้อแดงเขาไม่ได้ประโยชน์หรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงจะไม่มีพฤติกรรมบางสิ่งบางอย่างตามที่ระบุไว้ใน 5 แผ่น พฤติกรรมของทักษิณก็ดี ของคนเสื้อแดงก็ดีได้แสดงให้เห็นแล้วตั้งแต่สงกรานต์ที่ผ่านมาว่าขีดความสามารถเขาทำได้แค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้ามาดูตามข่าวที่ว่าจะมีการตั้งกองกำลังตั้งหน่วยจรยุทธ หรือสะสมอาวุธที่จะก่อเรื่องวุ่นวายปั่นป่วนนั้น จากการประเมินของผม ขีความสามารถของคนพวกนี้ทำได้อย่างมากเท่าที่เหตุการณ์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเท่านั้น เรื่องการตั้งหน่วยจรยุทธ์ อาจจะคิดหรือกำลังจะทำอยู่ แต่ขีดความสามารถของคนพวกนี้ไม่มีที่จะไปทำได้ถึงหน่วยจรยุทธ์ในสมัย ผกค.ก็ดีหรือสมัยกบฏที่จะจับอาวุธมาต่อสู้กับรัฐบาล มันอาจจะทำได้ แต่ไม่สามารถทำได้ภายใน 5-6 เดือน

"แต่ถามว่าความต้องการที่จะทำมีไหม มีความต้องการ แต่ว่าถ้าออกมาในลักษณะที่จะทำรุนแรงมากมาย พวกเสื้อแดงคงจะปกปิดให้มิด ไม่ให้เป็นภัยแก่ตัว เพราะฉะนั้นประโยชน์มันไม่ได้กับคนเสื้อแดง นี่ผมไม่ได้เห็นด้วยกับคนเสื้อแดง แต่ผมพูดตามหลักวิชาชีพ ผมจึงสรุปว่า ข่าวนี้เป็นข่าวที่รัฐบาลไม่ควรจะจัดการในลักษณะที่ออกมาพูดว่าได้รับทราบแล้วจากสื่อแล้วอะไรต่างๆ เรื่องนี้ทำให้คนมองไปว่า ประโยชน์มันได้กับรัฐบาล ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มันควรจะกระหน่ำไปที่คนเสื้อแดง แต่ถ้ากระหน่ำแบบนี้ต่อไปคนจะไม่เชื่อถือ และความเสียหายมันเกิดกับสังคม"น.ต.ประสงค์กล่าว

เอากันเข้าไปจับแกนนำคดีหมิ่นสกัดชุมนุมใหญ่

ผู้จัดการยังได้รายงานข่าวเรื่องตร.เตรียมออกหมายจับ “เสื้อแดง” หมิ่นเบื้องสูงเย็นนี้!

ผบช.น.จัดกำลัง ตร.16 กองร้อย รับมือเสื้อแดงชุมนุมท้องสนามหลวง 27 มิ.ย.นี้ ยืนยัน ห้ามบุกรุกทำเนียบเด็ดขาด พร้อมขอกำลังทหารช่วยควบคุมการชุมนุม เผย เย็นนี้เตรียมออกหมายจับเสื้อแดงขึ้นเวทีพูดหมิ่นเบื้องสูง เมื่อวานที่ผ่านมา “อำนวย” ลั่น จับได้ไม่ให้ประกันตัวแน่ คุย วันข้างหน้าหากทำผิดอีกจะบุกจับถึงเวที

วันนี้ (25 มิ.ย.) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงจะชุมนุมกันบริเวณท้องสนามหลวงในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ ว่า ตำรวจมีการประเมินด้านการข่าวเพื่อจัดวางกำลังและแผนรองรับทุกขั้นตอนในการดูแลความสงบเรียบร้อย โดยมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจุดสำคัญต่างๆ รวมกว่า 16 กองร้อย โดยบริเวนท้องสนามหลวงวางกำลังจำนวน 4 กองร้อย เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ คาดว่า การชุมนุมในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ ผู้ชุมนุมคงจะไม่มีการเคลื่อนตัวแต่อย่างใด แต่ยืนยันว่า จะไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกรุกทำเนียบรัฐบาลเด็ดขาด และหากเกิดความไม่สงบทางตำรวจได้ประสานขอกำลังทหารในการช่วยควบคุมการชุมนุมด้วยแล้ว

พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง เมื่อคืนวันที่ 23 และ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ได้รับรายงานจาก บก.น.1 ว่า มีคำพูดที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเป็นภาพถ่ายและเสียงไว้แล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย จึงฝากเตือนไปยังแกนนำผู้ชุมนุมที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีว่า สามารถใช้สิทธิแสดงความเห็นทางการเมืองได้ แต่หากเอาสถาบันมาพูดหมิ่นเบื้องสูงแบบนี้ ตำรวจคงปล่อยเอาไว้ไม่ได้แน่นอน

ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.กล่าวว่า เรื่องการชุมนุมก็ขอให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ส่วนวันที่ 27 มิ.ย.นี้ จะมีความรุนแรงหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชุมนุมเอง ทางตำรวจจะมีการบันทึกภาพและเสียงเอาไว้ตลอด จากนั้นก็จะนำมาถอดเทปตรวจสอบดูว่า มีการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองหรือไม่ หากพบก็จะนำไปสู่การออกมายจับอีกแน่นอน

“ส่วนเรื่องการปราศรัยนั้น ขอร้องแล้วว่าอย่าให้ร้าย หรือกล่าวหาใดๆ เกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังดำเนินการขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ที่พูดหมิ่นเบื้องสูงแล้ว ภายในเย็นนี้จะมีการออกหมายจับแน่นอน แต่บอกไม่ได้ว่ากี่คน หรือเป็นใครบ้าง โดยหลังจากออกหมายจับแล้วจะจับกุมทันที และจะไม่ให้ประกันด้วย ใครทำผิดก็ต้องจับหมด จะจับกันทั้งยวง และอีกหน่อยจะบุกขึ้นไปจับบนเวทีด้วย” รอง ผบช.น.กล่าว

ขนกำลังทหารคุมเสื้อแดงชุมนุม

ผบ.ทบ.สั่งการกองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานส่งกำลังพลสนธิกำลังตำรวจรับมือการจัดชุมนุมพรุ่งนี้ ประเมินสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง มั่นใจเสื้อแดงเข้าใจวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ก่อเหตุวุ่นวาย

วันนี้ (26 มิ.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่เดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และประเทศคู่เจรจาที่ จ.ภูเก็ต ว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมแผนการเผชิญ เพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อย และสร้างความมั่นใจต่อประเทศต่างๆ ในการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ไทย ส่วนการปฏิบัติงานจะใช้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนปฏิบัติงานร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับกลไกท้องถิ่น ฝ่ายปกครองในพื้นที่เป็นกำลังสนับสนุนสำคัญเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงการรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ว่า การรักษาความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่หลักในการรับผิดชอบตามแผนของตำรวจ ส่วนทหารเตรียมความพร้อมให้การสนับสนุน ในฐานะผู้ช่วยพนักงาน เพราะไม่มีประกาศกฎหมายอะไรพิเศษ ส่วนรายละเอียดตำรวจคงประสานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต้องประสานงานกับกองทัพภาคที่ 1 ในการจัดกำลังไปสนับสนุนตำรวจ แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงาน

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองว่าต้องต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจ และไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองอีก

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวด้วยว่า ไม่ทราบรายละเอียด กรณีจดหมายเรียกร้องนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาใต้ ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นำมาเปิดเผย แต่ยืนยันจะไม่ใช้วิธีการรุนแรงในการแก้ปัญหา อีกทั้งทหารปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบนโยบายของรัฐบาล โดยจะสนับสนุนนโยบายการเมืองนำการทหารต่อไป

จักรภพ เพ็ญแข:ทำไมต้องกัมพูชา?

ที่มา Thai E-News


ล้าหลังคลั่งชาติ-ภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งอันธพาลการเมืองพันธมิตรยกพวกไปทำร้ายประชาชนในพื้นที่ติดเขาพระวิหารผู้รักสันติ อ้างว่าเพื่อเรียกร้องเขาพระวิหารคืน มาบัดนี้พวกเขาเงียบเสียงลงไปแล้ว และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังต้องส่งหัวยักษ์เป็นบรรณาการแด่สมเด็จฮุนเซ็นด้วย

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ ผมเป็นข้าราษฎร หนังสือพิมพ์Thai red news
ฉบับวันที่ 26 มิถุนายน 2552

ผมอยากให้พวกเราที่รักประชาธิปไตยช่วยกันจดจำไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ไทยเราเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง ความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศจะแข็งแรงรุ่งเรือง และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนได้อย่างดียิ่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่ศักดินาไทยได้ครองเมืองหรืออำมาตย์สามารถชี้นำทิศทางของชาติได้ เมื่อนั้นความสัมพันธ์และความร่วมมือกับเพื่อนบ้านจะกลับเสื่อมทรามตกต่ำ จนถึงขั้นมีเรื่องกันในที่สุด เดือดร้อนไปจนถึงพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนนั้นเอง


ใครอยากจะรบกับกัมพูชาเต็มแก่เพราะกรณีปราสาทพระวิหารก็ดี เพราะเชื่อว่าเขาอนุเคราะห์คุณทักษิณในทางการเมืองก็ดี หรือเพราะหาเหตุแห่งความล้มเหลวไม่เป็นท่าของเมืองไทยในวันนี้ไม่พบ เลยอยากโทษคนอื่นว่าเขาเป็นต้นเหตุก็ดี โปรดฟังทางนี้ก่อน

การหาเหตุทะเลาะกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ถึงขนาดขู่เข็ญจะยกทัพข้ามพรมแดน ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย หากเป็นสันดานเก่าแก่หลายร้อยปี และเป็นสันดานชนิดแก้ไม่หายของชนชั้นปกครองเมืองไทย ไม่ได้เกี่ยวกับประชาชนชาวไทยและชาวกัมพูชาทั้งนั้น

ลองทบทวนดูสิครับว่าเหตุพิพาทคราวนี้เกิดขึ้นอย่างไร?

เริ่มต้นก็ให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแต่งเรื่องขึ้นมา “เล่น” โดยทำประหนึ่งว่าได้เกิด “การสูญเสียบูรณภาพแห่งดินแดน” ขึ้นมาแล้ว ช่วยกันตีฆ้องร้องป่าวกันราวกับคนบ้า ทำทุกอย่างเพื่อให้กระทบต่อรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีประชาธิปไตย ๒ ท่านคือคุณสมัคร สุนทรเวชและคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถึงขนาดส่งคนปีนข้ามรั้วไปนั่งสมาธิอยู่ในบ้านเขาก็ยังอุตส่าห์ทำ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องลาออกไปหนึ่งคน และรัฐบาลของประชาชนก็อยู่ไม่ได้

จากนั้นก็สั่งให้ทหาร “เล่น” ต่อ ด้วยการส่งกำลังจากกองทัพภาคที่สอง ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายถือปฏิบัติตลอดมาว่าจะไม่ละเมิดกัน จนเกิดยิงกัน งามหน้ามาจนถึงวันนี้ว่าฝ่ายไทยสูญเสียไปกว่า ๒๐ ชีวิตในขณะที่ฝ่ายเขาไม่เสียทหารเลยสักนาย

ก็กำลังของเขาอยู่ในที่สูงคือรอบองค์ปราสาท พอฝ่ายไทยฮึกเข้าไปเขาก็สอยร่วงหมด

บัดนี้กำลังฝ่ายไทยก็ยังตรึงอยู่ตามตะเข็บชายแดน จะบุกเข้าไปก็ไม่กล้า เพราะขาดเหตุผลด้วยประการทั้งปวง จะถอยกลับก็ไม่ได้ เพราะคนสำคัญคอยสั่งการอยู่ในที่สูงว่าเอามันให้ได้

ประชาชนในพื้นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รักพื้นที่ทำมาหากินของตน ต้องเกิดปะทะกับคนใส่เสื้อเหลืองที่ถูกเขาหลอกให้ขึ้นไป “รักษาเอกราช” ที่ไม่เคยสูญเสียถึงเชิงเขาพระวิหารโน่น คนไทยด้วยกันต้องหลั่งเลือดสังเวยเหตุการณ์ที่ไม่สมควรแก่เหตุเลยสักนิด

ขณะที่ทุกอย่างตึงเครียดขึ้นทุกวัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนกัมพูชาสองวัน นัยว่าจะได้สางปัญหาต่างๆ ในเรื่องปราสาทเสียให้เรียบร้อย ปรากฎว่าไปถึงแล้วก็ทำเป็นบ้าใบ้ นายกรัฐมนตรีฝ่ายเขาคือสมเด็จฮุนเซ็นเสนออ้าซ่าว่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องปราสาทก็พูดได้ เขายินดีรับฟังทั้งนั้น แต่ฝ่ายไทยกลับตัดบทเอาดื้อๆ ว่าไม่สามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยได้
แต่พอกลับถึงบ้านก็ทำทีเหมือนได้พูดกับเขาแล้ว จัดการตามคำสั่งของคนที่เหนือขึ้นไปอีกว่า ให้ทำหนังสือไปถึงองค์การยูเนสโกแสดงความมีกรรมสิทธิ์ของไทย

ดูสิครับเขาเปิดทางให้เจรจาโดยสันติ ก็ไม่ยอมพูดอะไรกับเขา พอลับหลังเขากลับทำท่าเป็นคนกล้าหาญเสียเต็มประดา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาใจคนสำคัญที่มีอำนาจล้นพ้นอยู่ในบ้านเมืองของตัว เพราะคนตรงนั้นเขาอยากปลุกคนไทยให้เกลียดชัง และอยากทำสงครามกับกัมพูชาขึ้นมา เพื่อเล่นเกมคลั่งชาติที่หวังจะสร้างความนิยมยกย่องให้กับตนเองมากขึ้น

ไม่น่าแปลกใจหรอกครับที่รัฐมนตรีกลาโหมของเขาจะบอกว่ารัฐบาลไทย “หักหลัง” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเขาบอกเรียบๆ ว่าทางเขาพร้อมทุกอย่าง ทั้งในทางเศรษฐกิจ ทางทหาร และการเจรจาอย่างสันติ พูดอย่างนักเลงก็คือจะเอาอย่างไรกันก็ได้ สุ้มเสียงของเขาคือเหนื่อยใจอย่างหนักกับท่าทีชนิดคาดเดาไม่ได้ของไทย

อภิสิทธิ์ก็ฝังตัวเองลึกลงไปอีกด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะไม่ถอย” (we won’t back down) ซึ่งเป็นการแสดงออกที่สวนทางอย่างยิ่งกับความเป็นอาเซียน เพราะอาเซียนเป็นสมาคมประชาชาติที่ตกลงกันว่าเราจะไม่ทะเลาะกัน มีอะไรก็จะใช้กลไกรอมชอมให้เต็มที่ จะได้ไม่ระเบิดเถิดเทิงขึ้นมา

ผมเข้าใจล่ะครับว่าเขาพูดอย่างนั้นเพื่อหาเสียงกับใคร และเพื่อเอาใจใคร แต่นี่คือประเทศไทยทั้งประเทศ เอามาใช้สนองตัณหาใครได้อย่างไร

ก่อนหน้านั้นก็มีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเล่ากันลับหลัง และแสดงอาการไม่สู้ดีของความสัมพันธ์มาก่อนแล้ว

ตอนที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของพันธมิตรฯ แอบนั่งรถเข้ามายังจังหวัดเกาะกงของกัมพูชาซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดตราดไม่นานมานี้ วันนั้นฝนฟ้าก็ตกกระหน่ำอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ขนาดลงจากรถไม่ได้ แถมยังเกิดฟ้าผ่าข้างรถที่นายกษิตนั่งมาอย่างน่าหวาดเสียวเป็นที่สุด คนที่นั่นเขาก็เลยพูดกันว่าฟ้าดินเขาปฏิเสธคนอย่างนี้

พอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเอง ก็เกิดเหตุที่รู้กันทั่วไปในข่าว คือเครื่องบินขากลับเกิดเสียอยู่ที่สนามบินโปเช็นตง ต้องรอเป็นเวลานานเพื่อเอาเครื่องบินลำใหม่ไปรับ ระหว่างนั้นคนที่ฝ่ายอำมาตย์สั่งมาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนี้ก็นั่งคอตกเหงื่อแตกอยู่ในสนามบิน เป็นที่ขบขันและหมดสง่าราศีอันควรมีควรเป็นของคนในตำแหน่งนี้ เขาก็พูดกันในหมู่การทูตอีกว่าไม่มีการเยือนครั้งใดจะอนาถยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว

ทั้งหมดนี้มาจากสาเหตุเพียงประการเดียวเท่านั้นครับ ผู้มีอำนาจจริงในสังคมไทยเขาชอบที่เราจะทะเลาะเบาะแว้งกับประเทศเพื่อนบ้าน สมัยที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีและกำลังจะร่วมมือในหลายทางกับสหภาพเมียนมาร์ ข่าววงในว่าเขาก็ใช้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น จัดการส่งทหารไทยไปในนามชนกลุ่มน้อยไทยใหญ่และเข้าโจมตีสังหารทหารฝ่ายเมียนมาร์ไปนับร้อยคนเพื่อทำลายความสัมพันธ์ ในขณะที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเขา พลเอกหม่องเอ กำลังเยือนไทยอยู่ในขณะนั้น กรณีมาเลเซียก็สั่งให้เล่นเรื่องพุทธกับอิสลามและกรณีคนสองสัญชาติ จนแทบจะวางมวยกันหลายครั้ง เติมไฟเข้าไปปัญหาห้าจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งมักจะหลอกกันว่าครอบคลุมเพียงสามจังหวัด

การหาเรื่องกับราชอาณาจักรกัมพูชาก็เกิดขึ้นตามกรอบความคิดแคบๆ อย่างนี้ ใครที่มองตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเหมือนศักดินาเมืองไทย และหลงละเมอไปว่าของขนาดปราสาทพระวิหารหรือนครวัตนครธมเป็นสมบัติส่วนตัว ถึงขนาดเอาบ้านเมืองไปเดิมพันได้ ก็ประกาศสงครามแทนคนทั้งประเทศตามอกุศลมูลของตัวคือ โลภะ โทสะ และโมหะ ได้ทั้งนั้นล่ะครับ

ผมอยากให้พวกเราที่รักประชาธิปไตยช่วยกันจดจำไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ไทยเราเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง ความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศจะแข็งแรงรุ่งเรือง และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนได้อย่างดียิ่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่ศักดินาไทยได้ครองเมืองหรืออำมาตย์สามารถชี้นำทิศทางของชาติได้ เมื่อนั้นความสัมพันธ์และความร่วมมือกับเพื่อนบ้านจะกลับเสื่อมทรามตกต่ำ จนถึงขั้นมีเรื่องกันในที่สุด เดือดร้อนไปจนถึงพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนนั้นเอง โดยพวกที่มาก่อเรื่องจากส่วนกลางไม่เคยตามมารับผิดชอบเลยสักนิด

เหตุการณ์ล่าสุดกับกัมพูชาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นล่าสุดว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยนั้นโง่และโลกแคบ ใช้การไม่ได้และอยู่ร่วมโลกไม่ได้กับการพัฒนาประเทศไทยในสากล

ตรงกับศัพท์เดิมที่เรียกว่าดักดานนั้นแล.

เสาหลักประชาธิปไตย

ที่มา เดลินิวส์

อานุภาพของประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็คือ ประชาชนบอกว่าต้องการอะไร ชัยชนะถล่มทลายของ นางอนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัคร พรรคเพื่อไทย ที่ได้ 83,348 คะแนน ขณะที่ นายพิทักษ์ จันทศรี จาก พรรคภูมิใจไทย ได้ 47,235 คะแนน ชนะกันถึง 38,113 เสียง เกือบเท่าตัว

ทั้งที่พรรคภูมิใจไทย มีอำนาจ รัฐ มีทุนพร้อมในมือ ระดมเสนาบดีไปเหยียบเมืองพรรณนานิคม แบบทัพใหญ่ ผุด เรียลิตี้โชว์ ให้ นายชวรัตน์ ชาญวีร กูล มท.1 หัวหน้าพรรค กับ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรค โชว์ปักต้นกล้าเอิกเกริก มี ผู้ว่าฯ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยืนเรียงรายต้อนรับขับสู้เต็มที่

นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้าพรรคตัวจริง ถือนกหวีดเป่าปี๊ด ๆ ไล่ต้อนรัฐมนตรี และ ส.ส.เข้าคอกอบรมสัมมนา ขนาดรัฐมนตรีบางคนนัดข้าราชการประชุม ยังถูกนายเนวินตะคอกให้เลิกนัด เพื่อทำกิจกรรมหาเสียง

อย่างนี้ไม่คิดแพ้หรอก คิดชนะพันเปอร์เซ็นต์

เหนืออื่นใด ผลการเลือกตั้งล่วงหน้า 2 วัน สื่อทุกฉบับรายงานตรงกัน มีการขนคนไปลงคะแนน เย้ยผู้คุมกฎ คือ กกต.แบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม มีการถือแบบฟอร์มขอลงคะแนนล่วงหน้ามาจากบ้าน, บ้านเลขที่คี่ลงวันหนึ่ง บ้านเลขที่คู่ ลงอีกวันหนึ่ง ทำให้นายพิทักษ์ได้ไป 16,000 คะแนน นางอนุรักษ์ได้แค่ 3,900 คะแนน

ชนะกันถึง 4 เท่าตัว !!!

หาก กกต.ไม่หูหนวก ตาบอด ก็ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่สอบสวน กระนั้น วันเลือกตั้งจริง ประชาชนเขต 3 สกลนคร ก็บอกให้รู้ ต้องการอะไร นางอนุรักษ์ โค่นนายพิทักษ์ แบบหน้ามือ เป็นหลังมือ

หากบอกนี่คือการต่อสู้ของ “ทักษิณ” กับ “เนวิน” ที่ต้องการ วัดรอยเท้านายเก่า ก็บอกได้เลย เนวิน ยังอยู่ห่างชั้นกับนายเก่านัก เหนืออื่นใด การแพ้ยับเที่ยวนี้ คงลดความเหิม เกริมของเนวินลงไปได้แยะ

จะว่าเลือกตั้งซ่อมหนนี้ เหมือนคู่มือสั่งสอนเนวินก็ยังได้

เพราะก่อนหน้านี้เนวินให้สัมภาษณ์องอาจมากว่า “สถานการณ์การเมืองสิ้นเดือนนี้ จะรู้ผลว่าเป็นอย่างไร ผลเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร กับศรีสะเกษ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ซักที่นั่งเดียว เขื่อนแตกแน่ ต้องเตรียมสวิงไปช้อนเลย หลังจากนี้ผมจะไปจัดสัมมนาที่เชียงรายหรือไม่ก็เชียงใหม่ หากไปเชียงรายพร้อมจะมีการเปิดตัวเพิ่มอีกแน่ แต่อาจไม่ทั้งหมด เพราะจังหวัดมันหนักแบกไม่ไหว”

ใหญ่ไม่ใหญ่ กร่างไม่กร่าง ก็คิดดูเถอะ

กลยุทธ์ที่พรรคเพื่อไทยงัดมาใช้ จนประสบความสำเร็จ รักษาแชมป์ไว้ได้ มีบทวิเคราะห์มากพอควรแล้ว ใครสนใจก็หาอ่านกันเอาเอง หาไม่ยากหรอก

แต่ที่น่าสนก็ข้อวิเคราะห์ของ ศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคปชป. เอง ที่ว่าครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้แกนนำภูมิใจไทย ไปปรับใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยเฉพาะเลือกตั้งใหญ่ซึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ หวังจะใช้ภูมิใจไทยแบ่งจำนวนส.ส.ในอีสานจากเพื่อไทย เพราะการเลือกตั้งในอีสานจะใช้กำลังอย่างเดียวไม่ได้ มีเรื่องจิตใจเข้ามาด้วย

ใครเคยดูถูกคนอีสานว่าโง่ ขายตัว ซื้อได้ คงรู้แล้วว่า คนอีสาน นี่แหละ ที่มีจิตสำนึก “เสรีชน” อย่างแท้จริง เป็น เสาหลักประชาธิปไตย ก็ว่าได้ ประเภทกอดขาเผด็จการจนได้ดี ก็อย่าคิดว่า ทุกอย่างจะง่ายไปหมด

ส่วนพรรคเพื่อไทย ก็อย่าลิงโลดนัก หากยังเป็น พรรคแม้ว พรรคญาติแม้ว แทน ที่จะปรับโครงสร้างให้เป็นพรรคการเมืองที่มีอนาคต เป็นของประชาชน ก็อย่าหมายคิดว่า “โฟนอิน” จะขลังตลอดไป.

ดาวประกายพรึก

เก็บเอามาฝาก..จากหมี ถึง มาร์คและบางคนที่ยังคิดไม่ได้

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย HardCoreLady
วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2009 เวลา 01:20 น.


altalt
จากหมี ถึง มาร์ค
แพนด้าพองงงง จายยยยย

เกิดมาเป็นสัตว์เลือดอุ่น ...... บ้านอยู่ทางโน้น จีนแผ่นดินใหญ่
เติบโตเพราะกินไผ่ตง ...... เขาจับมาส่ง ไม่ได้ผลักไส
มาอยู่เชียงใหม่กับผัว ........อยู่กัน 2 ตัว มีลูกไม่ทันใช้
ก็มันไม่มีอารมณ์ .......... เสพสมบ่มิสม จับนมจับไข่ให้กร๊วบกันโชว์คนอื่น .....เห็นว่าเราหื่น กันนักใช่ไหม
บอกแล้วไม่มีอารมณ์ ........ผู้คนชื่นชม สมเป็น นิสัยเห็นทีต้องผสมเทียม.......ถ่ายผ่านเพนเที่ยม โพสต์โชว์เว๊บไซด์ได้ลูกออกมา 1 ตัว.....ทั้งที่ไม่มีผัว หนูกลัวเป็นไข้ความสาวยังบริสุทธิ์ ....... จะเอาหน้ามุดไปไว้ที่ไหน1! อาทิตย์ ลูกโตหูดำ ....... มันไม่มีหะหรำ และไม่มีไข่เป็นตัวเมีย ไม่มีชื่อ .......หน้าตาซื่อ น่ารักกว่าไก่อยากมีบ้าน 60 ล้าน (บาท) ..... คนไทยประทานให้หนูได้ไหมสื่อช่วยประโคมกันหน่อย.....ออกข่าวบ่อยๆ เด็กๆ ดูได้แต่หนูสงสารพี่ช้าง ......ที่เขาอ้างว้าง ไม่ค่อยมีใครหนูเกิดมาจากเมืองจีน ......อยากกลับคืนถิ่น ส่งหนูได้ไหมพี่มาร์คเอาหนูออกหน้า.....ทุกวัน เวลา หนูแสนปวดใจ เมืองไทยมีสัตว์ตั้งเยอะ....อย่ามาเปื้อนเปรอะ รักๆ ใคร่ๆ พี่มาร์คที่เป็นนายก.....ได้มาสกปรก ก็ยังดีใจ พี่มาร์คออกเดินสายกู้....นึกว่าหนู ไม่รู้ ไปแผ่นดินใหญ่ สงสารหนูเถิด พี่มาร์คจ๋า.....อย่าลืม วาจาที่เคย จัดไว้ ถ้าหาก ทำงาน ไม่ได้.....พี่อย่าร่ำไร รีบ รีบ ออกไป เรื่องราว เขมร ปั่นปวน.....ก็พี่ อยากไปกวนตรีน เขาทำไมพี่กู้ กู้ เขา มาแจก....เกิดความ แตกแยก วุ่นวาย ไปใหญ่วันนี้ รถไฟ ไม่วิ่ง......เพราะพวกเค้า แจ๋วจริง ขอเงินพี่ได้ ปัญหา ชายแดน ภาคใต้.....พี่เคยบอกไว้ พี่แก้ไขไหว วันนี้ หนู เบื่อเต็มที่.....กับข่าว ป่นปี้ ซุกหุ้น ไปใหญ่สงสาร พี่ พี่ อีกกลุ่ม...ที่ยัง ถูกรุม เจ็บปวดบั้นท้ายยังมีพี่ช้างหลายเชือก......ต้องนอนเข้าเฝือก รอคนเยี่ยมไข้บ้านหนู ไม่ต้องสร้างหรอก .... หนูมันหมีนอก ไม่ใช่หมีไทยหนูมีบ้านจริงของหนู ...... พวกคุณมองดู ว่าจริงใช่ไหมใครๆก็รักบ้านเกิด.....ส่งหนูกลับเถิด นะจ๊ะคนไทยอยากให้นำเงินทั้งหมด.....เงินแห้งเงินสดให้พังกำไลพี่เขาต้องการกว่าหนู ...... อยากให้คิดดู ถ้าคิดกันได้พี่เขาช่วยคนไทยมานาน ...... ปกป้องเรือนบ้าน ให้อยู่อาศัยยามรบพี่เขาไม่หวั่น .......ยามสงบ พี่เขานั้น ช่วยแบกต้นไม้เขาอยู่กับคุณตลอด......มาแต่อ้อนแต่ออก จริงไหมคนไทยสำนึกรักบ้านเกิดบ้าง..... อย่าให้อายช้างอายหมีที่ไหนหวังว่าคงจะยินดี.....หลินฮุ่ยวอนพี่ช่วยเหลือช้างไทยวอนน้องลุงป้าอาน้า ขอเหอะพี่ขา แพนด้าพ่องจายยยยยยยยขำเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล:ไร้เหตุผลสิ้นดี...

25 มิถุนายน 2552

มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า" แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้


หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาทางวิชาการ "70ปีสยามเป็นไทย" เรื่อง "พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม" ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสเปลี่ยนแปลงการปกครอง24มิถุนายน2475ครบรอบ77ปี เมื่อวันที่24มิถุนายน2552 ดังมีความน่าสนใจดังต่อไปนี้

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลังก็ทำให้อำนาจผูกขาดในการนิยามความเป็นชาติและปลูกฝังสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อระบบการเมืองการปกครองของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนดจึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของคนรุ่นโลกาภิวัฒน์

พูดอีกแบบหนึ่ง คือ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และการผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น

เพราะฉะนั้น ในระยะที่ผ่านมา ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง(Conflict Resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพพหุลักษณ์(Pluraism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมีการยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวทางใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ทุกหนแห่ง

การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัดให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (Class Differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัดกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น(Local Elites) ซึ่งทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดอาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก

ระบบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่างๆเข้าสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง ด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัดจึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น"คนนอก"ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่างจากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเยนต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย"ซ้าย" ซึ่งสถานะดังกล่าวทำให้ในสายตาของรัฐ อิสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว


ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างชาตินั้น มาถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ "เรื่องส่วนตัว" ระหว่างรัฐไทยและชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรหมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง

ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะที่รัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะมาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน

อันที่จริง ก่อนเกิดวิกฤตพ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้านตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) การพัฒนาแบบไม่ทั่วถึง(Uneven Development) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ตัวรัฐชาติเองก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก

ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก

ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเองก็ถูกหักล้างไปมากเนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว

และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติ ไม่ว่าระบบใด ล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้ออ้างดังกล่าวจึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ

สภาพดังกล่าวหมายความว่าการสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง(Political Consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอยๆเกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่ หากจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคมมาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเองจึงจะแก้ปัญหาได้

เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจยังคงพยายามจัดเระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่าๆอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้งระบบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา ซึ่งเราในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พูดให้ชัดก็คือ

อันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ หรือที่ชอบเรียกว่าปฏิรูปการเมืองนั้น จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่การปรับแบ่งพื้นที่ระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรหมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง

อันดับต่อมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบทางเลือก(Alternative) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ รัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามของคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องกระหนักว่าการใช้อำนาจของรัฐชาติขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง วิบากกรรมดังกล่าวส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมืองที่ถูกใช้ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ

ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น และมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมจะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ให้กับประชาสังคม สามารถกำกับรัฐและชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน เพราะฉะนั้น มีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่อาจจะกลับคล้ายชาวสยามในอดีต คือ มีอัตลักษณ์ ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่การเมืองถูกจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า "เป็นคนไทยหรือเปล่า" แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้


ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าวยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติหรือหลังสมัยใหม่ (Post Modernity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง หากถือมนุษยชาติ ชุมชนท้องถิ่น และปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน

Thursday, June 25, 2009

ความหมายทางยุทธศาสตร์ของ “สงกรานต์เลือด” (ตอนที่สอง)

ที่มา Thai E-News


โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา สำนักข่าวประชาไท
24 มิถุนายน 2552
บทความเกี่ยวเนื่อง:ความหมายทางยุทธศาสตร์ของ “สงกรานต์เลือด” (ตอนที่หนึ่ง)


แม้การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” จะไม่ประสบผลในเป้าหมายที่เรียกร้องเฉพาะหน้า แต่กลับสามารถสร้างผลสะเทือนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ สามารถเปิดโปงเครือข่ายโยงใยของอำมาตยาธิปไตยที่ใช้อำนาจแฝงเร้นบงการผ่านกองทัพ กลไกทางกฎหมาย และสื่อมวลชนกระแสหลักในมือ ดำเนินแผนการอย่างเป็นขั้นตอน แทรกแซงบ่อนทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประสานให้ท้ายกลุ่มอันธพาลการเมืองบนถนน สร้างสถานการณ์วุ่นวายที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549


4. เครือข่ายอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตย

แม้การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” จะไม่ประสบผลในเป้าหมายที่เรียกร้องเฉพาะหน้า แต่กลับสามารถสร้างผลสะเทือนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งคือ สามารถเปิดโปงเครือข่ายโยงใยของอำมาตยาธิปไตยที่ใช้อำนาจแฝงเร้นบงการผ่านกองทัพ กลไกทางกฎหมาย และสื่อมวลชนกระแสหลักในมือ ดำเนินแผนการอย่างเป็นขั้นตอน แทรกแซงบ่อนทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประสานให้ท้ายกลุ่มอันธพาลการเมืองบนถนน สร้างสถานการณ์วุ่นวายที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

การก่อรัฐประหาร 19 กันยายนในครั้งนี้ กลายเป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงเนื้อในที่แท้จริงของระบอบการปกครองของประเทศไทยตลอดหลายสิบปีมานี้ว่า เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่อำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ในมือของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยจำนวนหนึ่ง ที่ใช้อำนาจแฝงเร้นสั่งการผ่านกลไกกองทัพและกฎหมาย ระบอบอำนาจนิยมนี้มีเปลือกนอกที่เคลือบคลุมสลับกันระหว่างเผด็จการทหารอย่างเปิดเผยกับระบบรัฐสภาที่มีการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเป็นเครื่องอำพราง โดยเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐสภาจะถูกพวกเขาฉีกทิ้งด้วยรัฐประหารทุกครั้งเมื่อมีนักการเมืองที่ไม่อยู่ในอาณัติและไม่สนองผลประโยชน์โดยตรงของพวกเขาเข้ามาเป็นรัฐบาล เนื้อในของอำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนี้เองที่เป็นรากเง่าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าในหลายสิบปีมานี้

ณ วันนี้ ไม่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายที่ต่อต้านประชาธิปไตย ล้วนไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า มีกระบวนการอำนาจแฝงเร้นที่ดำเนินการอย่างมีแผนการเป็นขั้นตอนมาตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงรัฐประหาร 19 กันยายน และเมื่อการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 มิสามารถนำมาซึ่งรัฐบาลที่เป็นหุ่นเชิดของเขาได้ พวกเขาก็สนับสนุนกลุ่มอันธพาลการเมืองกลุ่มเดิมให้ออกมาก่อกวนบ่อนทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซ้ำอีก ถึงกับให้ท้ายพวกอันธพาลเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่ง ประสานกับการดำเนินคดีการเมืองต่าง ๆ ในท้ายสุด ก็ให้ฝ่ายกองทัพก่อ “รัฐประหารเงียบ” เมื่อต้นธันวาคม 2551 จัดตั้งรัฐบาลในอาณัติของตนเป็นผลสำเร็จ

ทั้งหมดนี้เป็นที่รู้กันโจ่งแจ้งและไม่ใช่ข้อถกเถียงในเชิงข้อเท็จจริงอีกต่อไปแม้แต่ในหมู่สื่อสารมวลชนกระแสหลักที่รับใช้เผด็จการและประชาชนทั่วไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ ใครเห็นด้วย ใครไม่เห็นด้วย ใครเลือกข้างอยู่ฝ่ายไหน ใครคัดค้าน และใครรับใช้ยอมจำนน เท่านั้น!

5. ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์

การเคลื่อนไหว “สงกรานต์เลือด” ยังได้เปิดเผยให้เห็นถึงธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์อย่างหมดเปลือก

นับแต่ก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2489 เป็นต้นมา ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ เป็นเครื่องมือทั้งในและนอกสภาให้กับอำมาตยาธิปไตย มีหน้าที่บ่อนทำลายศัตรูของจารีตนิยม มุ่งกอบกู้ฟื้นฟู ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งอำนาจและสถานะของจารีตนิยม พรรคประชาธิปัตย์จึงมีบทบาทเสริมเป็นกลไกอันหนึ่งภายในยุทธศาสตร์ใหญ่ของอำมาตยาธิปไตยตลอดมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่การเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภาเพื่อทำลายล้างคณะราษฎรทั้งกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์และจอมพล ป.พิบูลสงครามในยุค 2490 สำเร็จเป็นรัฐประหาร 16 กันยายน 2500

นับแต่ต้นปี 2549 พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังแสดงบทบาทเช่นนี้ โดยมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมในการโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย บ่อนทำลายระบบรัฐสภาด้วยการบอยคอตการเลือกตั้ง 2 เมษายน ละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการขอพระราชทานนายกฯมาตรา 7 ใช้ประโยชน์จากการก่อความวุ่นวายของกลุ่มการเมืองบนท้องถนน อันเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

เมื่อการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 นำมาซึ่งรัฐบาลพรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็กลับมาแสดงบทบาทเดิมซ้ำเหมือนก่อนรัฐประหารอีก โดยเคลื่อนไหวประสานกับอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายกองทัพ และกลุ่มอันธพาลการเมืองบนถนน กระทั่งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนถูกโค่นล้มสำเร็จ

รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในปัจจุบันมาจาก “รัฐประหารเงียบ” ของฝ่ายทหารที่สมคบกับกลุ่มนักการเมืองทรยศขายตัวจำนวนหนึ่ง จึงมีเนื้อแท้เป็นรัฐบาลตัวแทนของอำมาตยาธิปไตย และมองประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเป็นศัตรู ต่อเมื่อเผชิญกับการเคลื่อนไหวใหญ่ของประชาชนคนเสื้อแดง พวกเขาก็ประกาศภาวะฉุกเฉินขั้นร้ายแรงในวันที่ 12 เมษายน เปิดช่องทางให้อำมาตยาธิปไตยที่กุมอำนาจรัฐเบื้องหลังที่แท้จริงสามารถใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามทำร้ายประชาชนอย่างนองเลือด

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จึงมี “หนี้เลือด” ต่อประชาชนที่จะต้องชดใช้ สิ่งที่รัฐบาลได้รับจากกรณี “สงกรานต์เลือด” คือความเคียดแค้นเกลียดชังของประชาชน แต่รัฐบาลนี้ก็เช่นเดียวกับรัฐบาลพลเรือนชุดอื่น ๆ ในระบบรัฐสภาภายใต้อำนาจแฝงเร้นของอำมาตยาธิปไตยคือ จะคงอยู่ตราบเท่าที่ยังเป็นประโยชน์ต่ออำมาตยาธิปไตยเท่านั้น และจะถูกเขี่ยทิ้งทันทีเมื่อไม่สามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของพวกเขาได้อีกต่อไป แล้วแทนที่ด้วยรัฐบาลที่เป็นจารีตนิยมโดยตรง

6. ปัญญาชนผู้ดีจอมปลอมกับสื่อมวลชนสามานย์

กรณี “สงกรานต์เลือด” ยังเป็นการฉีกหน้ากากผู้ดีจอมปลอมของบรรดาพวกนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย “นักสันติวิธี” นักสิทธิมนุษยชน ราษฎรอาวุโส และนักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน

ในช่วงที่อันธพาลการเมืองก่ออาชญากรรมสารพัด ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน ปัญญาชน “ผู้มีคุณธรรมจริยธรรม” เหล่านี้ก็ดาหน้ากันออกมาให้ท้ายและปกป้องการเคลื่อนไหวของพวกอันธพาลเหล่านั้นกันอย่างขมีขมันด้วยการพร่ำเรียกหา “เจรจาและสมานฉันท์” “อย่าใช้กำลังกับประชาชน” “สันติวิธี” แต่ในทางตรงข้าม ต่อการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของประชาชนคนเสื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าปราบปรามประชาชนอย่างนองเลือด พวกผู้ดีจอมปลอมเหล่านี้กลับใช้ท่าทีเพิกเฉย หุบปากเงียบ กระทั่งประณามคนเสื้อแดงว่า “ใช้ความรุนแรง” “ละเมิดกฎหมาย” และยังแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือ เรียกร้องให้รัฐบาล “รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด”

พวกผู้ดีจอมปลอมที่มีสถานะสังคมและการศึกษาสูงแต่มีจิตวิญญาณเน่าเฟะเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือ “หางเครื่องศักดินา” ที่กระทำตนเป็นพวก “อีแอบ” ที่ปากเอาแต่อ้าง “คุณธรรมจริยธรรม” และ “สันติวิธี” มาโกหกหลอกลวงผู้คน และสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร 19 กันยายนและระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง

กรณี “สงกรานต์เลือด” ยังเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกสื่อสารมวลชนกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ คนพวกนี้สวมหน้ากาก “สื่อมวลชน” และ “จรรยาบรรณทางวิชาชีพ” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ที่แท้ก็เป็นเพียงพวก “สื่อสามานย์” ที่หน้าที่เป็นปากกระบอกเสียงของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยในการบิดเบือนความจริง และหลอกลวงมอมเมาประชาชนเท่านั้น ในกรณี “สงกรานต์เลือด” สื่อมวลชนพวกนี้ได้ร่วมสมคบ ใช้ “ปากกา” ของตนประสานร่วมกับอาวุธสงครามของฝ่ายทหารในการปราบปรามทำร้ายและกระหน่ำซ้ำเติมประชาชนคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ สื่อมวลชนสามานย์พวกนี้จึงมี “มือเปื้อนเลือด” ที่มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่ารัฐบาลและอำมาตยาธิปไตย

7. พัฒนาความคิด เสริมสร้างอุดมการณ์ ยกระดับการจัดตั้ง

ขบวนประชาธิปไตยกำลังเผชิญภาระเร่งด่วนที่จะต้องศึกษาสรุปบทเรียนการต่อสู้ที่ผ่านมา ยกระดับความรับรู้ขึ้น กลั่นกรองสรุปเป็นอุดมการ นโยบาย เป้าหมายเฉพาะหน้า และยุทธศาสตร์ในขั้นตอนปัจจุบันที่เป็นระบบ เพื่อให้เป็นขบวนการประชาธิปไตยที่มีความเป็นเอกภาพทางอุดมการ มีเป้าหมายชัดเจนและทิศทางใหญ่ร่วมกัน บนพื้นฐานของการเปิดกว้างหลากหลายทางความคิดที่สร้างสรรค์และรู้จักวิพากษ์

ขบวนการประชาธิปไตยยังต้องศึกษาบทเรียนของตนเองและต่างประเทศเกี่ยวกับหลักการและลักษณะของการรวมตัวจัดตั้ง การสร้างองค์กรและพัฒนาแกนนำที่เป็นเอกภาพ เพื่อยกระดับการจัดตั้งปัจจุบันขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็ง เป็นเอกภาพ สามัคคี มีวินัย บนพื้นฐานของการรวมกลุ่มจัดตั้งและกิจกรรมที่แตกต่างหลากหลายที่เป็นธรรมชาติในระดับรากหญ้า โดยสัมพันธ์และใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของแต่ละท้องถิ่น ศาสนา และประเพณีในพื้นที่

เพื่อเตรียมพร้อมรับการยุทธ์ครั้งใหญ่ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการอำมาตยาธิปไตยที่จะมาถึงในเร็ววัน

มันโผล่มาหลอน!เปรมสุมหัวสื่อโล้นยิงมุกแป้กแผนตากสิน2หวังสกัดเสื้อแดงชุมนุมใหญ่27มิ.ย.

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มิถุนายน 2552

เปรมกับสื่อโยนมุกรับมุกสกัดเสื้อแดงชุมนุม

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเปิดงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 13” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 25 มิถุนายนพร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีรายงานข่าวจากหน่วยข่าวด้านความมั่นคงระบุกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมใช้แผนตากสิน 2 ในการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 27 มิถุนายน ว่า ทราบเจากการอ่านหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตามในฐานะคนไทยรู้สึกห่วงประเทศชาติเหมือนกัน แต่การดูแลทั้งหมดเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

โทรทัศน์เนชั่นแชนัลของนายสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพลเอกเปรมได้สิทธิในการถ่ายทอดสดงานสหกรุ๊ปแฟร์ โดยพิธีกรคู่หูกนก-ธีระ กล่าวถึงพลเอกเปรมว่า"ฯพณฯท่านพลเอกเปรม"ทุกคำ ก่อนการถ่ายทอดสดเริ่มขึ้นนั้น เป็นบทวิเคราะห์ของนายสุทธิชัยเรื่อง"แผนตากสิน2"โดยอ้างตามสูตรว่าหากมีแผนนี้จริงๆทักษิณต้องเป็นคนรับผิดชอบ

เป็นที่น่าสังเกตว่าสื่อค่ายนายสุทธิชัยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความวุ่นวายของประเทศในระยะ3ปีอย่างต่อเนือง โดยอาศัยความเป็นคนสงขลาเช่นเดียวกับพลเอกเปรมเข้าไปทำหนังสือประวัติของบิดาพลเอกเปรมให้ และนำเสนอข่าวในทิศทางเดียวกับนโยบายของพลเอกเปรม แลกกับการได้เข้าไปทำรายการข่าวทางโทรทัศน์ช่องต่างๆทั้ง 3 5 7 9 11 และส่งนายเทพชัย หย่องเข้าไปคุมไทยทีวี(TPBS)ทำให้ค่ายเนชั่นประคองสถานการณ์มาได้ หลังจากยอดขายทรุดเพราะประชาชนเสื่อมความนิยม จนต้องขายตึกเนชั่นหาเงินใช้หนี้ และมีนโยบายปลดนักข่าวจำนวนมาก

ตู่จตุพรชี้เป็นแผนสกัดการชุมนุมใหญ่เสื้อแดง27มิ.ย.

ทางด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ที่ท้องสนามหลวง ไม่มียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า แผนตากสิน 2 เพื่อล้มรัฐบาลตามที่มีกระแสข่าว โดยยืนยันว่า การชุมนุมจะเป็นไปด้วยความสงบและไม่ยืดเยื้อ

"การกล่าวอ้างถึงการใช้ยุทธวิธีแผนตากสิน 2 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการปล่อยข่าวของฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำลายความชอบธรรมของกลุ่ม นปช." นายจตุพร กล่าว

นพดลเผยนสพ.ปฏิปักษ์ทักษิณจินตนาการทำลายภายหลังเห็นความนิยมยังสูง

ส่วนนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแผนตากสิน 2 ว่า เป็นแนวคิดและจินตนาการกันไปเองของฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีแผนดังกล่าวตามที่กล่าวหา และเป็นเรื่องที่หนังสือพิมพ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอข่าวออกมาเพื่อสกัดและดิสเครดิต พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องเท็จ ไม่น่าเชื่อถือ และอาจจะเป็นการปล่อยข่าวของบางกลุ่ม ที่ไม่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศ การกระทำเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อความสมานฉันท์

"ผมยืนยันว่าแผนดังกล่าวไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เบื้องหลัง และไม่รู้เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ อยากเป็นความปรองดองในชาติ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องแผนตากสินอย่างที่ถูกกล่าวหา" นายนพดล กล่าว

เมื่อถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าได้เห็นแผนดังกล่าวแล้วทางสื่อ นายนพดล กล่าวว่า การพูดอย่างนี้ แสดงให้เห็นว่านายสุเทพไม่มีข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ เพราะข้อเท็จจริง ไม่มีเรื่องนี้ ดังนั้นควรจะไปหาข้อมูล และศึกษาความถูกต้องจากหน่วยงานรัฐ ก่อนที่จะออกมาพูดอะไร ตนขอฝากฝ่ายบ้านเมืองอย่าบริหารประเทศจากข่าวลือ ควรให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหา รัฐบาลอย่าไปตกใจ หรือตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งตามข่าวลือ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีแผนอะไรก็คงเป็นแผนเรื่องของการอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ และเรื่องของประชาธิปไตย และความรู้รักสามัคคีของคนในชาติเท่านั้น ยืนยันการนัดชุมนุม ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นว่าถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ ก็จะมีการใส่ร้ายมากขึ้น ดังนั้น ขอให้เลิกใช้วิธีการนี้เสีย"

จิ๋วย้อนถามสื่อ"แล้วมันมีจริงหรือเปล่าหละ?"

ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมสัมมนางาน "60 ปีสยามรัฐจับชีพจรไทย" ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ว่า "ผมไม่รู้สึกเป็นห่วง เพราะทุกอย่างคงเรียบร้อยใจเย็นๆ"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เสถียรภาพของรัฐบาลจะอยู่ได้นานหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า คงต้องไปถามหมอลักษณ์ เรขานิเทศ คิดว่าคงจะเรียบร้อยทุกคนต้องช่วยกันให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง อันไหนไม่ดีก็เตือนก็บอกก็ช่วยกัน และเวลาช่วยก็ไม่ต้องบอก พยายามช่วยท่านลับหลังอยู่ก็ได้

เมื่อถามว่า วิตกกังวลเกี่ยวกับแผนตากสิน 2 ที่กำลังออกมาว่าจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาอีกรอบหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า "มันจริงหรือเปล่าล่ะ คำถามก็คือจริงหรือเปล่า พอมีข่าว เราอย่าเพิ่งไปกลุ้มใจทั้งหมด แต่ต้องเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง และเลือกฟังหูไว้หูหรือเก็บไว้ครึ่งหู"

Wednesday, June 24, 2009

หวย (ห่วย)

ที่มา บางกอกทูเดย์

ชัดที่สุดสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ในการแสดงวิสัยทัศน์ยามที่ตัวเองได้มีโอกาสดีที่สุดอีกครั้งในโลกทางการเมืองว่าด้วยเรื่อง “หวย”เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ใครได้อยู่พรรคนี้แล้วรู้สึกภูมิอกภูมิใจ เหมือนชีวิตทั้งชีวิตอุดมไปด้วยจิตวิญญาณประชาธิปไตยเป็นสายเลือดพันธุ์แท้ ไม่มีใคร(พรรคอื่น)อีกแล้วที่จะสมบูรณ์ทางการเมืองเท่าตัวโดยเฉพาะยามที่บางคนยากจนมาแต่กำเนิด...แต่มาอิ่มเอมเอาตอนเป็นผู้แทน โดยไม่ทำมาหากินใดๆกลับกลบเกลื่อนเบือนบิดไม่ยอมพูดถึงหลายคนไม่อาจร่วมสังฆกรรมในพรรคได้ด้วยหลายเหตุผลเพียงหันไปสังกัดพรรคอื่น ก็จะได้ยินเสียงสวดโห่ไล่ให้ร้ายตามหลังทันทีว่า...เป็นพวกไร้อุดมการณ์ ไร้จุดยืนไม่ใช่พวกเลือดแท้!ทั้งๆ ที่หลายคนมีพฤติกรรมสะอาดกว่าบางคนที่ยังเป็น“เต่า” เป็น “ปลิง” เกาะอยู่ในพรรคเสียอีกยิ่งพรรคประชาธิปัตย์อยู่ยั้งยืนยงนานมากเท่าไหร่ ก็ใช่ว่าความเก่าแก่จะทำให้พรรคโปร่งใสสะอาดสะอ้านเสมอไปตราบใดที่ยังมี “คนใหม่” มุ่งหน้าเข้ามา แต่มี “เบื้องหลัง”สกปรก และหวังอาศัยพรรคหาประโยชน์เรื่อยไปอย่างมีเลศนัยทางการเมืองความด่างพร้อยหลากกรณี ก็จะฉายแสงและฝังรอยมลทินให้ได้ยินเป็นระยะเรื่อยไปตราบใดที่พรรคไม่ยึดกฎ กติกา มารยาท ให้เหนียวแน่นเรื่องนโยบายและแนวคิดก็ไม่ต่างกัน วันก่อนตอนสังคมนิยมคอมมิวนิสต์กำลังมาแรง พรรคประชาธิปัตย์ยุคม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ยังยืนบนเวทีพูดอย่างเต็มปากว่า พรรคนี้มีนโยบายเป็น “สังคมนิยมอ่อนๆ”สถานการณ์เปลี่ยน...นโยบายและแนวคิดก็ต้องเปลี่ยนไป เป็นธรรมดา ของอย่างนี้มันเป็น Trend ของโลกและของสังคม ที่ควรปรับให้ทันกับความรู้สึกรับได้ของคนส่วนใหญ่มาวันนี้ประชาธิปัตย์มีนโยบายว่า “ประชาชนต้องมาก่อน”แต่กลายเป็น “ประชานิยมสุดโต่ง” ถูกนำมาใช้ก่อนกลายเป็น “ประชาชนต้องตายก่อน” เพราะมาตรการลด แลก แจก แถม อย่าง “เช็คช่วยชาติ” ไม่รู้มันเหือดหายไปอย่างไม่ทันเห็นว่ารวดเร็วดังพริบตาขนาดไหนไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่า เขาตำน้ำพริกเอาไปละลายแม่น้ำหรือว่าชาวบ้านเอาไปละลายในห้างค้าปลีกต่างชาติกันแน่เรื่อง หวยออนไลน์ นี่ก็เช่นเดียวกัน แม้จะคิดให้ละเอียดรอบคอบอย่างไร หรือประชาธิปัตย์จะไม่ยินดีให้หวยบานสะพรั่งในตลาดเมืองไทยก็ตาม เพราะเกรงจะมอมเมาเหมือนยาเสพติดแต่กรณีเลิก “หวยบนดิน” ก็ตอบโจทย์ชัดเจนว่าเงินกองมหาศาลพวกนี้ ได้กลับไปตกอยู่ในมือเจ้ามือหวยใต้ดิน ที่เป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ผู้มีอิทธิพลและมาเฟียอีกคำรบหนึ่ง แล้วก็สร้างปัญหาสังคมให้เลวร้ายในทางลึกได้ไม่แพ้ปัญหาบนดินการกำหนดกรอบที่เข้มงวด และตัดสินใจอนุมัติ“หวยออนไลน์” โดยให้รายได้กลับคืนสังคมในทางดี พร้อมกับมีองค์กรใหม่คอยป้องกันแบบ “โจรล้างโจร” ก็น่าจะช่วยประคับประคองไม่ให้สังคมล่มสลายได้เพราะถ้าจะบอกเพียงว่า ไม่อยากให้บ้านเมืองเกลื่อนไปด้วยอบายมุข เต็มไปด้วยบ่อนและการพนันสารพัดชนิดล่ะก็...รัฐบาลต้องปิดสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ต้องยุบสำนักงานผลิตไพ่ และต้องปราบบ่อนพนันทุกประเภท รวมทั้งหวยใต้ดินให้เกลี้ยงทั้งแผ่นดินก่อนทันทีอยากดูฝีมือพ่อมาร์คและลุงเทพเหมือนกันว่า มีปัญญาล้างบางได้หรือไม่...ถ้าทำไม่ได้ ก็เหม็นขี้ฟันเหมือนเดิม! ■

ลมๆ แ ล้งๆ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ศึกเลือกตั้งซ่อม ที่ จ.ศรีสะเกษ เขต 1 เป็นการแย่งชิงเก้าอี้ ส.ส. กันระหว่าง...ผู้สมัครจาก พรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งจะฉลองชัยในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร เขต 3 ไปได้ไม่นาน กับผู้สมัครของ พรรคชาติไทยพัฒนาน่าสนใจตรงที่หากชัยชนะตกเป็นของ พรรคเพื่อไทย อีกคำรบหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า...อนาคตของ “พรรคคู่แข่ง-ตัวจริง” ในดินแดนอีสาน รวมถึงแผนการรุกคืบไปยังพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่เครือข่ายของ อดีตนายกฯ ทักษิณชินวัตรอาจถึงคราวต้องล้มครืน!ถามว่า...ในเมื่อ การเลือกตั้งซ่อม ที่ จ.ศรีสะเกษ เป็น“คิว” ของ พรรคชาติไทยพัฒนา แล้วทำไม? จึงเกี่ยวพันไปถึง “พรรคคู่แข่ง-ตัวจริง” อย่าง...พรรคภูมิใจไทยด้วยเล่า???หลายคนคงรู้ว่า...ผู้สมัครในนาม พรรคชาติไทยพัฒนาแท้จริงแล้ว ก็คือ “ของฝาก” ที่ พรรคภูมิใจไทย...ฝากเลี้ยงเอาไว้ก่อน ได้เวลาเหมาะเจาะเมื่อไหร่? ค่อยหาทางโอนย้ายไปสังกัดต้นสังกัดตัวจริงกันใหม่ฉะนั้น ก็อย่าได้แปลกใจ! ถ้าแกนนำหลักๆ ของ พรรคชาติไทยพัฒนา จะดูดายหรือไม่กระวีกระวาดเท่าที่ควร กับการช่วยลูกพรรคฯ หาเสียงในพื้นที่อีสานตอนใต้ แต่ กลายเป็นเจ้าของพื้นที่ ที่กุลีกุจอ ทุ่มทุน จัดทัพ วางคน และกลศึก“รับมือ” กับคนของ “นายเก่า” โดยมีเงื่อนไขอันเป็น “เดิมพัน”สูงลิบลิ่ว...แพ้ไม่ได้!!!เพราะถ้าแพ้! ไม่เพียงไม่ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น หรือแค่...สูญเสียความมั่นใจไปกับแผนการรุกหนักในพื้นที่ทั่วภาคอีสานและภาคเหนือ หากแต่ยังทำให้ “พลังดูด” ที่รุนแรงก่อนหน้ากลายเป็น “แรงเป่า” จนภายในพรรคฯ อาจปั่นป่วน เพราะแรงเหวี่ยง “โฟนอิน” ของคนไกลในต่างแดนตรงนี้เป็นประเด็น! ที่จะทำให้...แผน “บันได 3 ขั้น” ของใครบางคน? ไม่เป็นไปดั่งที่ตั้งใจและเก้าอี้ตัวนั้น...ที่ตั้งในทำเนียบรัฐบาล ก็ยิ่งห่างไกลเกินจะเอื้อมถึงได้...ที่สำคัญหากพลาดพลั้งในครั้งนี้อีก!คงไม่มีพรรคใหญ่...ที่ไหน? อยากจะร่วมงานการเมืองด้วย ดังนั้น จึงต้องชนะเพียงสถานเดียว แต่ที่ผมจะย้ำกันตรงนี้ ก็คือ...1 ในแผน“บันได 3 ขั้น” โดยเฉพาะกับความหวังที่จะได้รับการนิรโทษกรรมทางการเมืองนั้นถึงตอนนี้ วันนี้ ริบหรี่จนไม่หลงเหลืออะไรให้ใครบางคนพอจะคาดหวังได้อีกแล้วฟังน้ำเสียงของ คุณดิเรก ถึงฝั่ง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญหากจะมีก็คงแค่...แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางตรา เพื่อคืนความชอบธรรมให้กับพรรคการเมืองและนักการเมืองบ้างก็เท่านั้นเรื่องนิรโทษกรรม! คงไม่มีถ้ายังแพ้ในศึกเลือกตั้งซ่อมหนหน้า และไม่มีการนิรโทษกรรมกันจริงๆ ความฝันอันยิ่งใหญ่ของใครบางคน ก็คงเป็นได้แค่...ฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้นเอง ■

สวัสดีรถไฟไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์

พนักงานรถไฟ ผู้บริหารรถไฟ และผู้เกี่ยวข้องทั้งสายการเมืองและสายข้าราชการทุกคน น่าจะรู้โดยมันสมองที่สะสมกันมานานนมว่า กิจการรถไฟทั้งระบบ มันพินาศขาดทุนย่อยยับมาตลอดหลายสิบปีนั้นใครเป็นคนก่อ?พนักงานรถไฟที่คิดว่าตัวเองทั้งตัว คือ เลือดเนื้อและวิญญาณของคนรถไฟตั้งแต่เกิดจนเกือบตายมาจนวันนี้ ถามตัวเองซักนิดมั้ยว่า ได้ทำอะไรด้วยความจงรักภักดีต่อองค์กรการรถไฟแห่งประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน?นอกจากอาศัยใบบุญเกาะกินร่มไม้ชายคาองค์กรรถไฟมาตลอดชีวิต โดยไม่คิดพัฒนาและรังสรรค์ความเจริญให้กับองค์กรคงไม่ต้องพูดหรอกนะว่า ถ้าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเพียงตั้งใจมุ่งเข้าไปตรวจสอบในทุกอณูของการทำงานในองค์กรนี้จริงๆถ้าขุดคุ้ยเรื่องที่ดินรถไฟเข้าไปอีก ดูตัวอย่างที่ดินมูลค่ามหาศาลย่านหมอชิต-พหลโยธิน ก็แล้วกันว่า“เข้ากระเป๋าใคร?” อย่างอิ่มหมีพีมันสหภาพแรงงานรถไฟหรือ เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับพนักงานในด้านเข้าไปมีส่วนร่วมรู้เห็นในทุกเรื่องขององคาพยพตัวเอง เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ทำเพื่อองค์กร หรือเพื่อพนักงาน หรือเพื่อผลประโยชน์ของใครบางคนโดยเฉพาะในยุคที่ชอบกล่าวหาว่า มีนักการเมืองเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ในรถไฟ โดยที่บางคนไม่หวังอาศัยอิงแอบอำนาจการเมืองบางคนกระโจนสู่การเมืองเสียโด่งดัง แต่ไม่เห็นท่าทีต่อสู้กอบกู้ให้องค์กรรถไฟแม้แต่น้อยการรถไฟฯ รับผิดชอบสร้างเส้นทางรถไฟลอยฟ้าสาย Airport Rail link จากมักกะสันไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ต้องจัดตั้งบริษัทก่อสร้างและบริหารเส้นทางเป็นบริษัทลูก และเห็นความล่าช้าของโครงการอย่างไม่น่าเชื่อถือมาแล้วเพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ขืนให้องค์กรรถไฟตัวแม่บริหารเมื่อไร ก็เตรียมตัวเจ๊งซับเจ๊งซ้อนให้เห็นตั้งแต่ก้าวแรกมันต่างกับร่องรอยความล่มจมขององค์การขนส่งมวลชนหรือ ขสมก. ตรงไหนพอมีคนเสนอให้การรถไฟฯ ตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารทรัพย์สินที่มีประโยชน์สูงสุด เพื่อสามารถนำรายได้มาล้างหนี้เท่าภูเขาขยะของการรถไฟฯ ได้ กลับมี“คนใน” พยายาม “เอาเท้าราน้ำ” หรือ “กวนน้ำให้ขุ่น”ขัดขวางไม่ให้มีการพัฒนาความคิดและแก้ไขเชิงการบริหารมรดกร้อยปีการรถไฟฯ เหมือนกับว่าชีวิตลูกรถไฟจะตายก็ยอมเพื่อรักษาองค์กรรถไฟให้ได้ก็เพราะพวกคุณจงรักภักดีองค์กรแบบขาดทุนล้มเหลวเรื่อยมาหลายสิบปีหลายหมื่นล้านบาทนี่แหละ...เขาถึงสรุปมานานแล้วว่า เห็นทีจะต้องสวัสดีจบเห่กับการบริหารของการรถไฟฯ เสียทีรถไฟไทยถึงเวลาสังคายนาใหม่ได้แล้วพี่น้อง!!! ■