WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 28, 2009

ปิดหีบเลือกตั้งศรีษะเกษเพื่อไทยนำลิ่ว โพลล์สงสารแม้วอยากให้อภัยโทษกลับบริหารประเทศ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
28 มิถุนายน 2552

หลังปิดหีบเลือกซ่อมศรีษะเกษ นับคะแนนจุดสตาร์ทเพื่อไทยนำโด่ง หลังแม้วอ้อนกาเพื่อไทยพากลับบ้าน ด้านกระแสมติสาธารณชนตีกลับ หลังจากให้รัฐบาลสอบตกผลงานรอบ3เดือน ได้แค่4เต็ม10คะแนน ล่าสุดสวนดุสิตโพลล์สำรวจพบประชาชนเชื่อที่ทักษิณโฟนอินเข้ามา ระบุเพราะเป็นเรื่องที่ถูกกดดัน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกใส่ร้าย สงสารอยากให้กลับมาบริหารประเทศ อยากให้มีการอภัยโทษ น่าจะกลับมาช่วยกู้เศรษฐกิจของประเทศ เคยทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ


นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ ผู้สื่อข่าวเนชั่น รายงานจากศรีษะเกษผ่านข่าวเนชั่นแชนัลช่วงเวลา 16.00 น.หลังปิดหีบเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีษะเกษว่า จากการนับคะแนนในอำเภอราษีไศล ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งในเขตเลือกตั้ง ผลปรากฎว่า นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ หมายเลข1พรรคเพื่อไทยเสื้อแดงมีคะแนนนำทิ้งห่างหมายเลข2นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ พรรคชาติไทยพัฒนา มากพอสมควร

สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 รายงานข่าวช่วง17.00น.วันนี้ในทิศทางเดียวกันว่า หลายหน่วยเลือกตั้งหลังจากนับคะแนนผ่านไปเบอร์1พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำเบอร์2พรรคชาติไทยพัฒนา

ก่อนหน้านั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โฟนอินเข้ามาหาเสียงช่วยผู้สมัครพรรคเพื่อไทยว่า ผลเลือกตั้งซ่อมสกลนครเหมือนกับคนสกลนครนำเขามาจ่อที่ชายแดนแล้ว ต้องขอแรงชาวศรีษะเกษลงคะแนนให้ส.ส.เพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็จะเหมือนว่าพาทักษิณกลับเข้าประเทศสำเร็จ

โพลชี้ปชช.อยากฟัง"แม้ว"โฟนอินสงสารต้องการให้กลับมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ว่า สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกอาชีพทั่วประเทศ โดยกระจายไปยังจังหวัดที่เป็นตัวแทนของภูมิภาค รวม 38 จังหวัด 6,147 คน ระหว่างวันที่ 22-27 มิ.ย. 2552 ต่อกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับการเมืองไทย ซึ่งในหัวข้อประชาชนได้รับรู้หรือ เคยรับรู้ หรือ เคยรับฟังการโฟนอินของพ.ท.ต.ทักษิณหรือไม่ พบว่า ประชาชน 78.02% รับรู้ เคยรับรู้ หรือเคยรับฟังจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เพื่อน หรือ ญาติเล่าให้ฟัง เพราะอยากรู้เรื่องราวจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และ 21.98% ไม่รับรู้ ไม่เคยรับรู้ ไม่เคยฟัง เพราะไม่สนใจและเบื่อการเมือง

ทั้งนี้ หัวข้อประชาชนอยากรับรู้ หรือ อยากฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่พบว่า ประชาชน 40.47% อยากรับรู้ อยากฟัง เพราะอยากรู้เรื่องราวต่างๆ อยากรู้ว่าอะไรจริงหรือไม่ สงสารและยังรักพ.ต.ท.ทักษิณรวมทั้งอยากรู้เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 31.39% ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากฟัง เพราะเป็นเกมการเมือง เบื่อการเมือง ทำให้เกิดความวุ่นวายบ้านเมืองไม่สงบ และไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ อีก 28.14% เฉยๆ ฟังก็ได้ไม่ฟังก็ได้ เพราะเป็นการตอบโต้กันไปมาและประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์

เมื่อถามถึงหัวข้อความรู้สึกของประชาชนเมื่อได้รับรู้หรือรับฟังการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณพบว่าประชาชน 38.43% สงสารอยากให้กลับมาบริหารประเทศ อยากให้มีการอภัยโทษ เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม น่าจะกลับมาช่วยกู้เศรษฐกิจของประเทศ เคยทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ 33.26% เห็นว่าอยากให้หยุดการโฟนอิน เพราะบ้านเมืองจะได้สงบ ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกต่อไป เป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชน และ 28.31% เห็นว่า เฉยๆ เพราะเป็นเรื่องเกมการเมือง

ส่วนหัวข้อการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีผลทางการเมืองอย่างไรบ้าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 32.58% เห็นว่า ทำให้กระแสการเมืองร้อนแรงขึ้น 23.70% เห็นว่าสร้างความวุ่นวาย ขัดแย้ง บ้านเมืองไม่สงบ 17.93% เห็นว่าทำให้คนไม่ลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานเสียงยังอยู่ 13.76% เห็นว่า รัฐบาลทำงานได้ไม่เต็มที่ และ 11.76% เห็นว่า ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นทางการเมือง กระทบต่อการท่องเที่ยว และมีผลต่อเศรษฐกิจ

สำหรับหัวข้อประชาชนเชื่อข้อความหรือเรื่องราวที่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามามากน้อยเพียงใดพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 39.08%ค่อนข้างเชื่อ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกกดดัน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกใส่ร้าย 37.53% ไม่ค่อยเชื่อ เพราะเป็นเรื่องทางการเมือง เป็นการปลุกกระแส เป็นเรื่องก่อให้เกิดความวุ่นวาย 11.84% เชื่อ เพราะเคยฟังแล้วสอดคล้องกับความเป็นจริง 11.55% ไม่เชื่อ เพราะเป็นเกมการเมืองตอบดต้กันไปมา

โพลเผยคนไทยกว่าครึ่งรับได้รบ.โกง ถ้าทำให้กินอยู่ดี

ด้านสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "ชีวิตที่พอเพียงกับความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนและประเด็นสำคัญอื่นๆ ของประเทศในขณะนี้" กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 1,228 ครัวเรือน พบว่าประชาชนร้อยละ 73.9 เห็นด้วยว่าการใช้ชีวิตพอเพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และประชาชนส่วนใหญ่พยายามรักษาสิ่งของเครื่องใช้ให้คงสภาพใช้งานได้ยาวนาน และมุ่งทำงานให้พออยู่พอกิน และมีเงินเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น

ทั้งนี้ ในการสำรวจความเห็นกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่น มีประชาชนถึงร้อยละ 84.5 มองว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ และส่วนใหญ่ร้อยละ 51.2 ยังยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น โดยคิดว่าทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

ส่วนกรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศกรณีเขาพระวิหาร ประชาชนร้อยละ 84.6 เห็นว่าอยากให้เจรจากันด้วยสันติวิธี และร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีเพียงร้อยละ 4.8 ที่อยากให้ใช้กองกำลังในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ความเห็นเกี่ยวกับสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง พบว่าร้อยละ 52.9 สนับสนุน โดยมีเงื่อนไขให้ชุมนุมอย่างสงบ ร้อยละ 16.3 สนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข และ ร้อยละ 21.1 ไม่สนับสนุนเลย

ประธาน ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย โวย ส.ส.รัฐนำงบ พม.แจกประชาชน

ที่มา MCOT News


พรรคเพื่อไทย 28 มิ.ย.-นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธาน ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าการที่รัฐบาลสั่งให้ ส.ส.ลงพื้นที่ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่รัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจรัฐ โดยให้หน่วยงานราชการอำนวยความสะดวกในการลงพื้นที่ของ ส.ส. และยังพบว่า ส.ส.รัฐบาลนำงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปแจกให้กับประชาชนรายละ 1,000 บาท แม้การจัดงบประมาณจะเป็นเรื่องปกติ แต่การทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าได้เงินจาก ส.ส. และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ เป็นการแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานราชการ

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าภายหลังผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 จังหวัดสกลนคร ที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ส่งผลให้อดีตสมาชิกพรรค และ ส.ส.ที่เคยอยู่กับพรรคพลังประชาชน และย้ายออกไปจำนวน 11 ราย ได้แสดงความจำนงที่จะย้ายกลับมาสังกัดพรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมีศักยภาพและได้รับความนิยมอยู่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-28 11:26:41

เสื้อแดงยุติชุมนุมสนามหลวง

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่

กทม. 28 มิ.ย. - กลุ่มเสื้อแดงยุติการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 06.00 น. แต่ยังไม่มีการนัดหมายว่าจะมีการชุมนุมอีกเมื่อใด

การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดคืนที่ผ่านมา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุรุนแรงใด ๆ โดยช่วงก่อนเวลา 05.00 น. แกนนำทั้งหมดขึ้นเวทีปราศรัยอีกครั้ง เพื่อสรุปภาพรวมทางการเมืองทั้งหมด จนถึงเหตุการณ์ยึดอำนาจ และที่มาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล โดยเฉพาะที่มาของรัฐบาล การดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดง และนโยบายการกู้เงินของรัฐบาลที่กลุ่มเสื้อแดงไม่เห็นด้วย

ในช่วงท้ายของการชุมนุม นายวีระ มุสิกพงศ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นตัวแทนแกนนำกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะยุติการชุมนุมว่า จากนี้จะจัดการชุมนุมย่อยในต่างจังหวัด 2-3 ครั้ง ก่อนจะกลับมาชุมนุมใหญ่อีกครั้ง แต่แกนนำยังไม่ได้นัดวันเวลา. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-28 07:28:09

จะเลิกก็เลิกเลย

ที่มา ไทยรัฐ

บางทีการตัดสินใจก็คือการไม่ตัดสินใจ และการไม่ตัดสินใจก็คือการตัดสินใจ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการตัดสินใจแบบไม่ตัดสินใจคือ กรณีหวยบนดินหรือเวอร์ชั่นใหม่เรียกว่าหวยออนไลน์

ผ่านไปแล้วครึ่งปี รัฐบาลยังยักตื้นติดกึกยักลึกติดกัก ยึกๆ ยักๆ ไม่รู้จะเอายังไงดี จะเดินหน้าก็ไม่กล้าลุย จะยกเลิกก็ยังลังเล

สุดท้ายก็ใช้ลูกถนัด คือตัดสินใจว่ายังไม่ตัดสินใจ

"กรณ์ จาติกวณิช" รมว.คลัง ผู้รับผิดชอบ โดยตรง อ้างว่าเนื่องจากมีแรงกดดันทั้งสองด้านคือมีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายเชียร์

การตัดสินใจจะให้หวยบนดินกลับชาติมาเกิดเป็นหวยออนไลน์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจริงๆ

"กรณ์" ยืนยันว่า "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และตนเองไม่สนับสนุนการพนัน แต่ติดขัดที่กระทรวงการคลังได้ทำสัญญากับบริษัทเอกชนให้ดำเนินโครงการหวยออนไลน์ ตั้งแต่ พ.ศ.2548 หรือ 5 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลจึงต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ไปพิจารณาข้อกฎหมายว่าจะยกเลิกสัญญาได้ หรือไม่

และถ้ายกเลิกจะมีผลกระทบต่อภาระของรัฐบาลอย่างไร??

เมื่อได้คำตอบจากกฤษฎีกาแล้วรัฐบาลจึงจะตัดสินใจปัญหานี้อีกที

นี่คือความคืบหน้า (ที่ไม่คืบหน้า) ของโครงการหวยออนไลน์

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่ารัฐบาลรู้อยู่แล้วว่ากฤษฎีกาจะตอบว่าอย่างไร??

คำตอบก็คือ สัญญาที่รัฐบาลเก่าลงนามไว้กับบริษัทจาโก้ให้เป็นผู้ดำเนินการหวยออนไลน์ มีการติดตั้งเครื่องขายสลากอัตโนมัติแล้วหกพันเครื่อง มีเงินมัดจำอีก 70 ล้านบาท ขึ้นทะเบียนคนเดินโพยแล้วหนึ่งแสนคน ฯลฯ

ถึงรัฐบาลเก่าจะเก็บฉากไป แต่สัญญา ที่ทำไว้ยังมีผลผูกพันตามเดิม!!

ถ้ารัฐบาลยกเลิกสัญญาก็ต้องโดนเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายแน่นอน

แต่ถ้ารัฐบาลมีจิตใจแน่วแน่ที่จะล้มหวยออนไลน์ รัฐบาลก็สามารถยกเลิกสัญญาให้รู้แล้วรู้แร่ดกันไปเลย

ส่วนคดีฟ้องร้องก็ค่อยสู้กันในศาลต่อไป

ถ้ารัฐบาลแพ้คดีต้องจ่ายเงินชดเชยก็ควักภาษีประชาชนจ่ายแทน

รัฐบาลก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้พิทักษ์ คุณธรรม ไม่ส่งเสริมให้คนไทยเล่นพนัน ไม่ ต้องการรายได้จากอบายมุขทุกประการ

"แม่ลูกจันทร์" ก็ขออนุโมทนา

แต่การที่รัฐบาลขยิกๆจะงาบเงินปากผี "หนึ่งหมื่นเจ็ดพันล้านบาท" ซึ่งเป็นกำไรตกค้างหวยบนดินไปแก้ปัญหาถังแตกของรัฐบาล

มันก็เข้าตำราเกลียดตัวแต่กินไข่ เกลียดปลาไหลแต่กินนํ้าแกง

รังเกียจหวยบนดิน แต่เอาเงินจากหวยบนดินมาใส่กระเป๋าตัวเอง!!

"แม่ลูกจันทร์" ถึงแม้จะสนับสนุนให้ รัฐบาลเดินหน้าหวยออนไลน์ เพราะการเล่นหวยเป็นวิถีชีวิตคนไทย

เป็นความหวังอย่างเดียวของคนยากคนจน

เมื่อห้ามคนไทยเล่นหวยไม่ได้ ก็ควรเอาหวยใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน เอาผลประโยชน์ จากเจ้ามือหวยเถื่อนมาเป็นผลประโยชน์ของรัฐบาลโดยตรง

รัฐสามารถควบคุมดูแลการเล่นหวยครบวงจร คนเล่นหวยก็จะไม่ถูกเจ้ามือหวยเอาเปรียบ อย่างที่ผ่านมา

แถมหวยออนไลน์จะแก้ปัญหาลอตเตอรี่ขึ้นราคาไปในตัว

รัฐบาลจะมีรายได้จากภาษีและส่วนแบ่งรายได้ 28 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายอีกปีละสองหมื่นล้านบาทฟรีๆ

แต่ถ้าจะล้มโครงการหวยออนไลน์ "แม่ลูกจันทร์" ก็ยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาล

เพียงแต่รัฐบาลอย่าอ้างเหตุผลว่าไม่สนับสนุนการพนัน

เพราะการยกเลิกหวยออนไลน์ก็คือการสนับสนุนหวยใต้ดิน

การไม่ทำคลอดหวยออนไลน์คือการส่งเสริมให้การพนันผิดกฎหมายให้เจริญเติบโต

คำตอบมันชัดเจนไม่ต้องให้กฤษฎีกาตีความ.

"แม่ลูกจันทร์"

เรื่องหวยๆ

ที่มา ไทยรัฐ

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับ คุณศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่ได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นเลขาธิการอังถัดต่ออีกหนึ่งสมัย คนไทยที่เก่งๆไปสร้างชื่อเสียงไว้มีเยอะ แต่อยู่เมืองไทยไม่ค่อยจะได้

เวลานี้รัฐบาลกำลังจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องก็คือ หวยออนไลน์ ทั้งๆที่สามารถจะทำเงินเข้ารัฐไม่ต่ำกว่าปีละ 2 หมื่นล้านบาท สามารถที่จะทำให้เงินผิดกฎหมายที่อยู่ใต้ดิน จากหวยเถื่อนปีละกว่า 5 แสนล้าน เข้ามาอยู่ในระบบ ทั้งที่ รมช.คลัง ที่รับผิดชอบ คุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ลงนามอนุมัติไปแล้ว

แต่รัฐบาล ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รมว.คลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช ท่องอยู่คำเดียวว่า รัฐบาลนี้จะต่อต้านอบายมุข ดูขี้เท่อแล้วทีจ้องจะเอาเงินหวยบนดินที่ค้างอยู่ประมาณ 1.7 หมื่นล้านมาใช้ ไม่อาย

ผมก็ไม่เข้าใจนโยบายที่มีลับลมคมในของรัฐบาลชุดนี้ ดูทะแม่งชอบกล ต่อต้านอบายมุข แต่ไม่กล้าไปแตะต้อง หวยใต้ดิน ปล่อยให้สลากกินแบ่งรัฐบาล ขายเกินราคา หน้าตาเฉย ปล่อย 5 เสือนอนกิน

มีเรื่องที่ชาวบ้านเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายหวยของรัฐบาลชุดนี้เข้ามาเยอะมาก ทำไมไม่อนุมัติให้หวยบนดิน หรือหวย 2 ตัว 3 ตัว ดำเนินการต่อไป ทั้งๆที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แล้วว่า สามารถทำให้ถูกต้องตามระเบียบของกองสลากฯได้

รัฐบาลกลับเอาหูทวนลมไปข้างๆคูๆ

ตีความแล้วตีความอีก ถ้าจะต่อต้านอบายมุข รัฐบาลก็สั่งให้เลิกการพนันทุกอย่าง รวมทั้งสลากกินแบ่งรัฐบาล สลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. สารพัดสลากที่รัฐบาลขยันออกมาเวลานี้ ก็ไม่เอาอีก

และโดยข้อเท็จจริง บริษัทเอกชน ก็ไม่ได้เป็นผู้สัมปทาน แต่เป็นผู้รับดำเนินการเท่านั้น ผลประโยชน์ที่ได้รับก็ไม่มากมาย ทั้งนี้ ไม่เฉพาะล็อกซเล่ย์เท่านั้น แต่เป็นบริษัทร่วมทุน ที่มีจีเทคของอเมริการ่วมกับล็อกซเล่ย์ในนามของแอลจีที

งึกๆงักๆฝรั่งเขาจะคิดอย่างไร

โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในการลงทุน นี่ขนาดลงทุนในกิจการของรัฐแท้ๆ แล้วสลากออนไลน์ที่ว่าไม่ใช่ของใหม่ เอาเฉพาะในเอเชียด้วยกัน มาเลเซียนำมาใช้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว สิงคโปร์เริ่มมีสลากออนไลน์ตั้งแต่ปี 1968 ประเทศจีน มีตั้งแต่ปี 1995 ไต้หวันช้าหน่อยเริ่มใช้เมื่อปี 2002 ที่เกาหลีใต้มีผู้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับหวยออนไลน์ 10 กว่าราย เวียดนามก็ใช้มาตั้งแต่ปี 1998 แม้แต่ประเทศลาวมีการจำหน่ายสลากออนไลน์ ที่เรียกว่าเกม 3 ตัว 2 ตัว มาหลายปีแล้วเช่นกัน

สลากออนไลน์เป็นโครงการที่สามารถดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่ง พ.ศ.2517 มาตรา 22 โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ คือ ร้อยละ 60 นำมาเป็นเงินรางวัล ที่เหลือร้อยละ 25 ส่งเข้ารัฐ ร้อยละ 12 เป็นค่าดำเนินการ

ปัญหาในขณะนี้คือเกิดอะไรขึ้นกับสลากออนไลน์ มีการเตะถ่วงเอาไว้เพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์หรือ มีการสัญญาตอบแทนอะไรกันไว้ ใครขวางใครหนุน ถ้าดูให้รอบคอบแล้วน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นหวยการเมืองซะเลย.

หมัดเหล็ก

เสื้อแดงเอาจริง ถวายฎีกา ขออภัยโทษทักษิณ

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_15852"จตุพร" ระบุ หลังชุมนุมแกนนำเสื้อแดงจะหารือในรายละเอียด ประเด็นยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้ อดีตนายกฯทักษิณ ระบุถูก กฎหมายพิเศษ คมช.กลั่นแกล้ง อ้างเป็นช่องทางเดียวเพื่อให้คนดีมีฝีมือได้กลับมาบริหารประเทศ เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 27 มิ.ย. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐนตรี โฟนอินในการชุมนุมที่เวทีสนามหลวง กรณี นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง ขอมติผู้ชุมนุมเตรียมยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า หลังการชุมนุมจะมีการหารือในรายละเอียดถึงรูปแบบการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจาก เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกฎหมายพิเศษ จาก คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช. ) ยึดอำนาจ 19 ก.ย.2549 กลั่นแกล้ง ประกอบกับ ขณะนี้รัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารประเทศให้รอดพ้นได้ รวมทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ จ่อตัดสิทธิ์ ส.ส. และ ส.ว. จำนวนมาก จึงมีช่องทางนี้ช่องทางเดียวที่จะเปิดโอกาสให้คนดีมีฝีมือ เข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ "ภูมิใจมากที่การชุมนุมหนนี้ แม้ฝนจะตกหนักมาก แต่ทุกคนก็ไม่ถอย มีแต่เดินหน้าเข้าร่วมชุมนุม ประเมินแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งแสน" แกนนำคนเสื้อแดง กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายวีระ เคยนำเสนอประเด็นการขอนี้มาหลาย ครั้งแล้ว แต่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก เพิ่งรื้อฟื้นมาดำเนินการอย่าง เป็นจริงเป็นจังในวันเดียวกันนี้ โดยอ้างว่าเพื่อ เปิดโอกาสให้คนดีมีฝีมือ ได้เข้ามาบริหารประเทศ เพราะรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถบริหารประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ รวมทั้ง ส.ส. และ ส.ว.จำนวนมากอาจถูกตัดสิทธิ์ เป็นจำนวนมากประเด็นการถือครองหุ้น ที่เป็นสัมปทานรัฐ

โพลสำรวจพบคนอยากฟังทักษิณโฟนอิน

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_15899

สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศพบส่วนใหญ่รับรู้-เคยฟังทักษิณโฟนอินผ่านสื่อ ระบุสงสารอยากให้กลับมาบริหารประเทศ...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 มิ.ย.) สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกอาชีพทั่วประเทศ โดยกระจายไปยังจังหวัดที่เป็นตัวแทนของภูมิภาค รวม 38 จังหวัด 6,147 คน ระหว่างวันที่ 22-27 มิ.ย. 2552 ต่อกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับการเมืองไทย ซึ่งในหัวข้อประชาชนได้รับรู้หรือ เคยรับรู้ หรือ เคยรับฟังการโฟนอินของพ.ท.ต.ทักษิณหรือไม่ พบว่า ประชาชน 78.02% รับรู้ เคยรับรู้ หรือเคยรับฟังจากสื่อมวลชน โดยเฉพาะโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เพื่อน หรือ ญาติเล่าให้ฟัง เพราะอยากรู้เรื่องราวจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และ 21.98% ไม่รับรู้ ไม่เคยรับรู้ ไม่เคยฟัง เพราะไม่สนใจและเบื่อการเมืองหัวข้อประชาชนอยากรับรู้ หรือ อยากฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่พบว่า ประชาชน 40.47% อยากรับรู้ อยากฟัง เพราะอยากรู้เรื่องราวต่างๆ อยากรู้ว่าอะไรจริงหรือไม่ สงสารและยังรักพ.ต.ท.ทักษิณรวมทั้งอยากรู้เรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 31.39% ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากฟัง เพราะเป็นเกมการเมือง เบื่อการเมือง ทำให้เกิดความวุ่นวายบ้านเมืองไม่สงบ และไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ อีก 28.14% เฉยๆ ฟังก็ได้ไม่ฟังก็ได้ เพราะเป็นการตอบโต้กันไปมาและประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์สำหรับในหัวข้อความรู้สึกของประชาชนเมื่อได้รับรู้หรือรับฟังการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณพบว่าประชาชน 38.43% สงสารอยากให้กลับมาบริหารประเทศ อยากให้มีการอภัยโทษ เพราะเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม น่าจะกลับมาช่วยกู้เศรษฐกิจของประเทศ เคยทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ 33.26% เห็นว่าอยากให้หยุดการโฟนอิน เพราะบ้านเมืองจะได้สงบ ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกต่อไป เป็นการยุยงปลุกปั่นประชาชน และ 28.31% เห็นว่า เฉยๆ เพราะเป็นเรื่องเกมการเมืองในหัวข้อการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีผลทางการเมืองอย่างไรบ้าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 32.58% เห็นว่า ทำให้กระแสการเมืองร้อนแรงขึ้น 23.70% เห็นว่าสร้างความวุ่นวาย ขัดแย้ง บ้านเมืองไม่สงบ 17.93% เห็นว่าทำให้คนไม่ลืม พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานเสียงยังอยู่ 13.76% เห็นว่า รัฐบาลทำงานได้ไม่เต็มที่ และ 11.76% เห็นว่า ต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นทางการเมือง กระทบต่อการท่องเที่ยว และมีผลต่อเศรษฐกิจ ส่วนหัวข้อประชาชนเชื่อข้อความหรือเรื่องราวที่ พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินเข้ามามากน้อยเพียงใดพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 39.08% ค่อนข้างเชื่อ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกกดดัน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกใส่ร้าย 37.53% ไม่ค่อยเชื่อ เพราะเป็นเรื่องทางการเมือง เป็นการปลุกกระแส เป็นเรื่องก่อให้เกิดความวุ่นวาย 11.84% เชื่อ เพราะเคยฟังแล้วสอดคล้องกับความเป็นจริง 11.55% ไม่เชื่อ เพราะเป็นเกมการเมืองตอบดต้กันไปมา

เสื้อแดงชุมนุมใหญ่ท่ามกลางสายฝน ทักษิณโฟนอินแนะรัฐบาลพักหนี้ครัวเรือน

ที่มา ประชาไท คลิ้กชมรายละเอียดที่นี่

27 มิ.ย. 52 - ที่เวทีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมาที่เวทีปราศรัยโดยมีนายวีระ มุกสิกพงษ์ ดำเนินรายการ ทั้งนี้ ก่อนจะมีการโฟนอินมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้ผู้ชุมนุมต้องแยกย้ายหลบตามเต้นท์ ขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากยังคงฟังการปราศรัยของแกนนำอยู่กลางท้องถนนหลวงท่ามกลางสายฝน

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ซาบซึ้งใจที่ฝนตกหนักผู้ชุมนุมก็ยังไม่หนีกลับ และถามว่ามีพี่น้องที่มาจากสกลนครบ้างหรือไม่ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมพี่น้องชาวสกลนครว่า ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งเงินลงไปก็ไม่หวั่นไหวทำให้รู้สึกว่าประเทศไทยน่าอยู่ขึ้น เห็นความเป็นธรรมที่อยู่ในประเทศไทย พี่น้องเสื้อแดงทุกแห่งเข้มแข็งมากๆ ก่อนโฟนอินมามีชาวศรีสะเกษโทรมาบอกว่าเป็นห่วงจังเลยเงินลงมาใหญ่แล้ว แต่วันนี้พี่น้องอีสานไม่เหมือนเดิมแล้วใครที่บอกว่าคนอีสานซื้อได้ไม่มีอีกแล้ว ขอปรบมือให้พี่น้องชาวศรีสะเกษกับชาวจังหวัดสกลนครและทั่วประเทศและเสื้อแดง

"เราต่อสู้กันมายาวนานและถูกรังแกมานานและวันนี้ก็ได้เจอกันอีกได้เห็นหน้า 3 เกลอ แต่ที่แน่ๆ คิดถึงพี่น้องเมื่อกี้นี้ก่อนจะโฟนอินได้พูดกับคนเมืองแพร่พร้อมจะสู้และไม่ยอมถอยจนกว่าจะได้กลับบ้านเมื่อคืนมีชาวเสื้อแดง 8 คนมากินข้าวที่บ้านผมบอกว่าอยู่กับเสื้อแดงมาทุกนัดเสียดายที่ไม่ได้มาคืนนี้เอาเสื้อแดงมาฝากและร้องเพลงให้ผมฟัง เขาบอกว่า "บนทางเดินที่มีขวากหนาม ถ้าเธอคร้ามถอยไปฉันคงเก้อ ฉันยังพร้อมช่วยเธอเสมอ เพียงตัวเธอไม่หนีไปเสียก่อน" (เพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน) พี่น้องยังต่อสู้กันอยู่อย่าทิ้งผมไว้คนเดียวผมอยากกลับบ้านแล้วนะอย่าทิ้งผมไว้คนเดียว" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
ย้ำ ประชานิยมของแท้ต้องมีรูปนายห้างตราใบห่อ
จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อไปว่า ได้รับโทรศัพท์จากคนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหมอ ผู้อำนวยการโรงเรียน คนขับวินมอเตอร์ไซค์ และคนขับแท็กซี่ สรุปความได้ว่าหากินลำบากและหนี้สินเยอะ นอกจากนี้ยังมีผู้มีอิทธิพลเข้ามาตบทรัพย์ จึงเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจแบบนี้ รัฐบาลจะแก้ปัญหาไหวหรือ อย่างไรก็ตาม เห็นว่า รัฐบาลติด 3 อย่าง ประกอบด้วย 1.กู้หนี้ 2.ขึ้นภาษี และ3.ไล่บี้คนอื่น หากกู้เงินมาแล้วต้องมีเป้าหมายใช้อะไร ไม่ใช่เงินขาดก็กู้ ปกติเวลาจะกู้ต้องคิดมาทำรายได้อะไร ยิ่งเอาเงินกู้ไปใช้ในโครงการถนนไร้ฝุ่น ขุดคลอง ลอกคลอง ทำให้นึกถึงการกู้มิยาซาว่า หรือการกู้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ต้องไปใช้หนี้
นอกจากนี้ การส่งออกกก็ลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งการประมูลข้าวโพดที่ผ่านมา ได้ข่าวมีเงินหล่นประมาณ 4 ร้อยล้าน ส่วนโครงการประมูลข้าวมีเงินหล่นประมาณ 4 พันกว่าล้าน รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวที่รัฐมนตรีต่างประเทศนำปิดสนามบิน นักท่องเที่ยวจึงกังวลว่า ถ้ามาแล้วจะได้กลับประเทศหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่รู้จะแก้ภาพพจน์ยังไง โรงแรมร้อยกว่าแห่งได้ประกาศขาย เดือดร้อนกันหมด คนทำงานธุรกิจท่องเที่ยวลำบากมาก ถ้าสิ้นปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ฟื้น คงตายกันหมด
“เราเเคยมีความฝันอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นดีทรอยส์แห่งเอเชีย แต่ตอนนี้ดีทรอยส์เจ๊งแล้ว ถามว่าเราจะอยู่ได้หรือปล่า โอทอปจะเอายังไง เดือดร้อนกันหมด อยากให้รัฐบาลตั้งหลักว่าจะเดินทางไหน กู้เงินมาต้องมาสร้างรายได้ อย่าผลัดหนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆ อยากทำประชานิยม แจกเงินสองพันบาท ประชานิยมของแท้ต้องมีรูปนายห้างตราใบห่อ”
"เหมือนผัดคะน้าหมูกรอบ ดันเอาคะน้าลงก่อน พอคะน้าเละตกใจก็เอาขึ้น ได้หมูดิบกับคะน้าเละ เพราะคิดแต่จะลอกเลียนคะน้าหมูกรอบ" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
โต้ข่าวลือไม่ได้เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สุขภาพแข็งแรงดี
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่าการที่รัฐบาลคิดจะมาจับกุมตน แทนที่จะมานั่งจับเข่าคุยกัน เพื่อหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งไม่น่ารักเลย แทนที่จะบอกให้ตนช่วยสานสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้กล่าวถึงประเด็นสุขภาพของตนเอง ที่มีข่าวลือว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
"ไม่มีที่ไหนในโลกที่ฝืนความรู้สึกของคนได้ อยากจะเล่าให้ฟังนิดหนึ่งว่า ชีวิตส่วนตัวมีคนปล่อยข่าวว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากไปตรวจเลือดเมื่อวานนี้หมอบอกว่าทุกระบบทำงานดี ถ้าจะมีปัญหาก็มีทางใจเป็นโรคเหงาที่ทางเสื้อแดงต้องช่วยผมอย่างแน่นอน เดือนกันยายนนี้ 3 ปีแล้ว อยากกลับจริงๆ ผมรู้จักบุญคุณคนถ้ากลับไปก็ทำงานให้ประชาชนทันที ผมอยากจะแนะนำนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าชาวบ้านกำลังลำบากอย่าเพิ่งขึ้นภาษีน้ำมันเลยการขึ้นภาษีคือการใช้เครื่องคิดเลขคิดถ้าไม่ขึ้นภาษีคือใช้สมองคิด
"ผมไม่ได้เรียน อ๊อกซ์ฟอร์ดแต่เรียนมงฟอร์ด เรื่องขึ้นภาษีน้ำมันถ้าจำได้สมัยนายสมัคร (สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี) เป็นนายกฯผมเสนอว่าให้ลดภาษีเพราะผมรู้ว่าประชาชนเมื่อถึงจุดหนึ่งรับไม่ไหว เมื่อรับภาวะเศรษฐกิจไม่ไหวปัญหาสังคมจะตามมา ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาและแม่ลูกจะแย่ลง วันนี้ต้องคิดว่าจะช่วยประชาชนอย่างไร รัฐบาลต้องช่วยเหลือตัวเองได้และต้องช่วยเหลือประชาชนก่อน เมื่อประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยภาษีที่ได้ก็คือ vat 7 % จะกลับเข้ามาเองให้คนมีกำลังซื้อภาษีนี้จะกลับเข้ามาเอง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ชี้แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พักหนี้ครัวเรือน ส่งเสริม SME – SML ย้ำอยากกลับไปอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่าในขณะที่ตนอยู่ในต่างประเทศนั้น ได้ทำความรู้จักกับผู้นำต่างประเทศจากประเทศต่างๆ ไว้พอสมควร ซึ่งตนเห็นว่าในต่างประเทศนั้น ประเทศไทยยังมีโอกาสพอสมควร
"ภาษีครัวเรือนแพงขึ้นทำให้ต้องมีหนี้มากขึ้นอยากให้พักหนี้ครัวเรือนที่ไม่เกิน 5 แสนให้พักหนี้เพื่อให้เขาอยู่ต่อทำงานต่อได้ โครงการ "เอสเอ็มอี" วันนี้ประชาชนไม่มีกำลังแบงก์ก็ไม่ยอมปล่อยกู้หนี้ตามมาตลอดเศรษฐกิจไม่หมุนเวียนคนที่ทำงานอยู่ 6-8 คนก็อยู่ไม่ได้ น่าจะปรับโครงสร้างหนี้ให้เขามีรายได้ให้เขาไปลงทุนส่วนคนที่ตกงานชวนเขามาเป็นผู้ประกอบการ เหมือนสมัยปี 2540 มีคนตกงานแล้วเอาขนมท้องม้วนไปชุบช็อคโกแลต ปรับปรุงใส่หมูหยอง สร้างรายได้นับล้าน ต้องหาตลาดต่างประเทศให้ ผมอยากให้นำคนไทยไปแสวงโชคในต่างประเทศมีคนมาชวนไปทำเพชร เขาหาเพชรได้เดือนละพันกะรัต และ 2 พันกะรัตภายใน 6 เดือน ที่แอฟริกามีเพชรเยอะ อยากให้พี่น้องคนไทยได้มีโอกาสทำบ้าง"
“อยากให้พักหนี้ครัวเรือนให้มีแรงเพื่อทำมาหากิน ต่อไปไม่ต้องไปวิ่งหนีเจ้าหน้าที่ทั้งวัน เอสเอ็มอีไม่มีกำลัง แบงค์ไม่ปล่อยกู้และหนี้ตามมาตลอด คนเหล่านี้ก็เจ๊ง เรื่องกล่าวหาตนก็เป็นเรื่องการเมือง ห่วงพี่น้องแต่ก็เหงา อยากไปอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตนอยากกลับไปหากตนเป็นประโยชน์เอาตนมาไว้เมืองนอกทำไม คนอย่างตนอยู่เมืองไทยมีประโยชน์กว่ามาก ให้ตะลอน ๆ แห้งตายคาทะเลทรายทำไม คนอย่างตนไม่มีพิษมีภัยแน่นอน คนที่เหยียบหลังตนให้อภัยหมดแล้ว ตนนั่งสมาธิทุกคืน แผ่เมตตาให้หมด เกิดชาติหน้าจะได้ไม่ต้องเจอกัน ตนไม่ได้เป็นคนไปตามฆ่าตามล้างตามผลาญถือว่าบุญกรรมของใครของมัน” พ.ต.ท.ทักษิณ
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่าตนอยากเห็นความปรองดองในชาติ มีเรื่องราวมานานเพราะความคิดต่างกันอยากให้หันหน้าเข้าหากัน เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน เราไม่ควรแตกแยกกันขนาดนี้ คิดว่าตนเองน่าจะมีประโยชนและคงมีกำลังอยู่
เสื้อแดงหวัง 1 ล้านชื่อถวายฎีกา เอาทักษิณกลับบ้าน
ทั้งนี้ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอิน นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า เตรียมหารือร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะมีการล่ารายชื่อ 1 ล้านรายชื่อ เพื่อขอถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อจะได้กลับบ้าน พ.ต.ท.ทักษิณ จึงกล่าวขอบคุณนายวีระ ด้วย
"เหงาอยากไปอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าผมเป็นประโยชน์เอามาอยู่เมืองนอกทำไม ปล่อยให้ตะลอนทำไมในทะเลทรายปล่อยให้แห้งตาย พวกที่เสียบหลังผมให้อภัยหมดแล้วผมแผ่เมตตาให้หมดอย่าผูกกรรมไว้กับผมเลย และผมถือว่าบุญกรรมของใครของมัน พี่น้องให้กำลังใจผมดีมาก พี่น้องเสื้อแดงทั้งหลายช่วยจับผมเข้าไปทำงานให้คุ้มเพราะผมยังมีพลัง ถ้าเก็บไว้ถึง 70 ปี ทำงานไม่ไหวแล้วนะ"
เสื้อแดงเริ่มชุมนุมใหญ่ วิกูแถลงลั่นสืบเจตนารมณ์คณะราษฎร
ส่วนสถานการณ์ชุมนุมล่าสุดของคนเสื้อแดง วันนี้ (27 มิ.ย.) ในช่วงเย็นเริ่มมีผู้ชุมนุมทยอยเข้าร่วมชุมนุมเรื่อยๆ และมีฝนตกระหว่างปราศรัยเป็นระยะ ทำให้มีการหยุดปราศรัยในบางช่วง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ กทม. ยังนำรถสุขาของ กทม. กลับด้วย โดยให้เหตุผลว่าเลยเวลาราชการแล้ว
ส่วนบรรยากาศการปราศรัยเมื่อ 18.00 น. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่าวันนี้เมื่อ 77 ปีที่แล้ว คณะราษฎรได้ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศขึ้นมา ดังนั้นคนเสื้อแดงจะสืบเจตนารมณ์คณะราษฎรที่ต้องการทำให้อำนาจการปกครองเป็นของราษฎรทั้งหลาย
อดิศรไล่ ‘สมศักดิ์’ ไปโกนเครา ท้าสุริยะใสลง ส.ส. ที่บ้านเกิด
ต่อมานายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ขึ้นปราศรัยโดยกล่าวว่าสมัยรัฐบาล คมช. ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารไม่มีการปิดสถานีโทรทัศน์ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทั้งที่ไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่ก็ปิด D-Station มึงปิดทำเหี้ยอะไรวะ นายอดิศรกล่าวต่อไปว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระทำเยี่ยงโจรที่ปิดสถานีโทรทัศน์ กรรมนี้จะติดตัวคุณไปจนตาย วันนี้ที่คนเสื้อแดงมาชุมนุมเพราะถูกนายอภิสิทธิ์ปราบปรามเมื่อ 12-13 เมษายน
นายอดิศร ยังกล่าวบริภาษ พล.อ.เปรม ว่าเข้ามายุ่งกับการเมือง และโจมตีประชาธิปัตย์ว่าจะเป็นรัฐบาลไม่ได้ ถ้าไม่มีทหาร และพันธมิตรฯ มาช่วย นายอดิศรกล่าวถึงนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ว่า ถ้าจะไปเป็นหัวหน้าพรรคขอให้โกนเคราหน่อย และท้าว่าถ้าไปสมัครขอนแก่นแล้วได้เกินสามแต้มให้มาปาดคอตนได้เลย และกล่าวว่าขอท้าให้เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งหมายถึงนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ให้ไปสมัครเป็น ส.ส. ที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีษะเกษ ให้ดูหน่อย โดยอำเภอดังกล่าวถือเป็นบ้านเกิดของนายสุริยะใส
เย้ยมาร์คเอาแต่กู้ เอาผู้ใหญ่บ้านมาทำงานแทนได้
นายอดิศรยังกล่าวว่า ถ้านายอภิสิทธิ์มีปัญญาเอาแต่กู้ ก็ให้ผู้ใหญ่บ้านที่ขอนแก่นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนก็ได้ นอกจากนี้ยังตำหนินโยบายแจกเงิน 2 พันบาทว่าไปแจกให้คนมีเงินเดือน และทำไมไม่สนใจชาวบ้านเกษตรกร นายอดิศร ยังได้ร้องเพลง สู้ทุกเมื่อเพื่อประชาธิปไตย ในจังหวะเรกเก้ด้วย
นอกจากนี้ เขากล่าวถึงการที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ไปจัดงาน “รำลึก 75 ปี ธรรมศาสตร์” เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 75 แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กองทัพเรือ โดยนายอดิศรถามว่าไปจัดงานที่กองทัพเรือไม่เกรงใจ ดร.ปรีดี พยมยงค์หรือไง และยังว่าจะพวกผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชุดนี้เอาไว้ และท้าว่าขอให้มาเจอคนเสื้อแดงหน่อยจะได้สั่งสอน นายอดิศรยังกล่าวว่าคนเสื้อแดงกำลังสู้กับศัตรูที่ตัวใหญ่เราจึงต้องทน เขาคิดว่าเขาปราบคนเสื้อแดงชนะเลยประกาศแผนนู้นแผนนี้ แต่คนเสื้อแดงไม่กลัว จึงมาชุมนุมกันในวันนี้
ก่อแก้วถาม ‘เปรม’ อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ยังเป็นโชคดีของประเทศไทยหรือไม่
ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. กล่าวว่า ตอนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ มีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งออกมาพูดว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวลาผ่านไป 6 เดือน อยากให้ผู้สื่อข่าวกลับไปถามท่านใหม่ว่าประเทศไทยโชคดีจริงหรือครับท่าน เพราะอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนั้น หรือ “ป๋าเปรม” ยังยืนยันว่าประเทศไทยโชคดีที่มีอภิสิทธิ์ อยากกราบเรียนป๋าว่า โชคดีฉิบหายเลย ประเทศไทยกำลังจะฉิบหาย
นายก่อแก้วกล่าวว่า อยากให้ พล.อ.เปรม เป็นตำนานเหมือนไมเคิล แจกสัน อยากให้ป๋าเอาไปพิจารณาดู และว่าไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ผ่านมา 6 เดือนไม่มีผลงานเลยทั้งที่นายอภิสิทธิ์ก็เรียนจบมาจากต่างประเทศ เคยเป็นรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลชวน เคยเห็นยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รุ่งเรือง เคยเห็นยุค พล.อ.สุรยุทธ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนดีแต่ไม่มีผลงาน เคยเห็นแล้วว่านโยบายยุคไหนดีหรือไม่มี เห็นยุคของทักษิณที่บริหารแล้วคนชอบใจ ประเทศรุ่งเรือง แต่ทำไมอภิสิทธิ์ไม่ดูเป็นตัวอย่าง
สมัยทักษิณเป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์มีแต่ตำหนิติเตียนว่านโยบายทักษิณไม่ดี ถ้าตนเป็นนายกรัฐมนตรีจะทำแบบนี้ๆ แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีเองกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เคยประกาศนโยบาย 99 วันทำได้จริง แต่ตอนนี้ผ่านมา 180 วันแล้วประชาชนเห็นอะไรบ้างไหม ยังมีหน้ามาพูดว่าเรามาถูกทางแล้ว แล้วก่อแก้วกล่าว
วิภูแถลงลั่นสืบเจตนารมณ์คณะราษฎร
สำหรับสถานการณ์ชุมนุมล่าสุดของคนเสื้อแดง ในช่วงเย็นเริ่มมีผู้ชุมนุมทยอยเข้าร่วมชุมนุมเรื่อยๆ และมีฝนตกระหว่างปราศรัยเป็นระยะ ทำให้มีการหยุดปราศรัยในบางช่วง ขณะที่รถสุขาของ กทม. นั้นมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ชุมนุมนับหมื่นคน
ส่วนบรรยากาศการปราศรัยเมื่อ 18.00 น. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่าวันนี้เมื่อ 77 ปีที่แล้ว คณะราษฎรได้ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศขึ้นมา ดังนั้นคนเสื้อแดงจะสืบเจตนารมณ์คณะราษฎรที่ต้องการทำให้อำนาจการปกครองเป็นของราษฎรทั้งหลาย
อดิศรไล่ ‘สมศักดิ์’ ไปโกนเครา ท้าสุริยะใสลง ส.ส. ที่บ้านเกิด
ต่อมานายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ขึ้นปราศรัยโดยกล่าวว่าสมัยรัฐบาล คมช. ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารไม่มีการปิดสถานีโทรทัศน์ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทั้งที่ไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่ก็ปิด D-Station มึงปิดทำเหี้ยอะไรวะ นายอดิศรกล่าวต่อไปว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระทำเยี่ยงโจรที่ปิดสถานีโทรทัศน์ กรรมนี้จะติดตัวคุณไปจนตาย วันนี้ที่คนเสื้อแดงมาชุมนุมเพราะถูกนายอภิสิทธิ์ปราบปรามเมื่อ 12-13 เมษายน
นายอดิศร ยังกล่าวบริภาษ พล.อ.เปรม ว่าเข้ามายุ่งกับการเมือง และโจมตีประชาธิปัตย์ว่าจะเป็นรัฐบาลไม่ได้ ถ้าไม่มีทหาร และพันธมิตรฯ มาช่วย นายอดิศรกล่าวถึงนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ว่า ถ้าจะไปเป็นหัวหน้าพรรคขอให้โกนเคราหน่อย และท้าว่าถ้าไปสมัครขอนแก่นแล้วได้เกินสามแต้มให้มาปาดคอตนได้เลย และกล่าวว่าขอท้าให้เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งหมายถึงนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ให้ไปสมัครเป็น ส.ส. ที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีษะเกษ ให้ดูหน่อย โดยอำเภอดังกล่าวถือเป็นบ้านเกิดของนายสุริยะใส
เย้ยมาร์คเอาแต่กู้ เอาผู้ใหญ่บ้านมาทำงานแทนได้
นายอดิศรยังกล่าวว่า ถ้านายอภิสิทธิ์มีปัญญาเอาแต่กู้ ก็ให้ผู้ใหญ่บ้านที่ขอนแก่นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนก็ได้ นอกจากนี้ยังตำหนินโยบายแจกเงิน 2 พันบาทว่าไปแจกให้คนมีเงินเดือน และทำไมไม่สนใจชาวบ้านเกษตรกร นายอดิศร ยังได้ร้องเพลง สู้ทุกเมื่อเพื่อประชาธิปไตย ในจังหวะเรกเก้ด้วย
นอกจากนี้ เขากล่าวถึงการที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ไปจัดงาน “รำลึก 75 ปี ธรรมศาสตร์” เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 75 แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กองทัพเรือ โดยนายอดิศรถามว่าไปจัดงานที่กองทัพเรือไม่เกรงใจ ดร.ปรีดี พยมยงค์หรือไง และยังว่าจะพวกผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชุดนี้เอาไว้ และท้าว่าขอให้มาเจอคนเสื้อแดงหน่อยจะได้สั่งสอน นายอดิศรยังกล่าวว่าคนเสื้อแดงกำลังสู้กับศัตรูที่ตัวใหญ่เราจึงต้องทน เขาคิดว่าเขาปราบคนเสื้อแดงชนะเลยประกาศแผนนู้นแผนนี้ แต่คนเสื้อแดงไม่กลัว จึงมาชุมนุมกันในวันนี้
ก่อแก้วถาม ‘เปรม’ อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ยังเป็นโชคดีของประเทศไทยหรือไม่
ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. กล่าวว่า ตอนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ มีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งออกมาพูดว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวลาผ่านไป 6 เดือน อยากให้ผู้สื่อข่าวกลับไปถามท่านใหม่ว่าประเทศไทยโชคดีจริงหรือครับท่าน เพราะอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ท่านนั้น หรือ “ป๋าเปรม” ยังยืนยันว่าประเทศไทยโชคดีที่มีอภิสิทธิ์ อยากกราบเรียนป๋าว่า โชคดีฉิบหายเลย ประเทศไทยกำลังจะฉิบหาย
นายก่อแก้วกล่าวว่า อยากให้ พล.อ.เปรม เป็นตำนานเหมือนไมเคิล แจกสัน อยากให้ป๋าเอาไปพิจารณาดู และว่าไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ผ่านมา 6 เดือนไม่มีผลงานเลยทั้งที่นายอภิสิทธิ์ก็เรียนจบมาจากต่างประเทศ เคยเป็นรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลชวน เคยเห็นยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รุ่งเรือง เคยเห็นยุค พล.อ.สุรยุทธ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีคนดีแต่ไม่มีผลงาน เคยเห็นแล้วว่านโยบายยุคไหนดีหรือไม่มี เห็นยุคของทักษิณที่บริหารแล้วคนชอบใจ ประเทศรุ่งเรือง แต่ทำไมอภิสิทธิ์ไม่ดูเป็นตัวอย่าง
สมัยทักษิณเป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์มีแต่ตำหนิติเตียนว่านโยบายทักษิณไม่ดี ถ้าตนเป็นนายกรัฐมนตรีจะทำแบบนี้ๆ แต่พอได้เป็นนายกรัฐมนตรีเองกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เคยประกาศนโยบาย 99 วันทำได้จริง แต่ตอนนี้ผ่านมา 180 วันแล้วประชาชนเห็นอะไรบ้างไหม ยังมีหน้ามาพูดว่าเรามาถูกทางแล้ว แล้วก่อแก้วกล่า

คนเสื้อแดงประมาณหนึ่งแสน ที่สนามหลวงถึงจุดที่ไม่กลัวเทวดา ไม่กลัวฟ้าใดๆ ทั้งสิ้น

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย แม่ปังคุง
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2009 เวลา 06:49 น.

altวันนี้ก็ไม่ผิดหวังเลยครับ ผมเตรียมตัวออกจากบ้านไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงที่สนามหลวง ออกจากบ้านบ่ายสามโมงเย็น ผมเห็นฝนมีทีท่าจะตก ก็เลยเตรียมอุปกรณ์กันฝนไปพร้อม ไม่กลัวฝนแน่นอน เอารถไปจอดไว้ที่หมอชิด แล้วขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีราชเทวี แล้วค่อยเดินมาต่อรถเมล์สาย 2 ไปที่สนามหลวงครับ ไปใกล้ๆ แถวอนุสาวรีย์ ผมก็ลงรถเมล์แล้วเดินไป แต่เดินได้ไม่เท่าไหร่ รถปิคอัพของคนเสื้อแดงจากไหนไม่ทราบ เจ้าของโชว์มือตบ ชวนคนเสื้อแดงที่กำลังเดินไปสนามหลวง ขึ้นรถไปด้วยกัน ผมก็เลยขึ้นไปพร้อมคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักกันเลย ก็ขอบคุณความมีน้ำใจของเจ้าของรถด้วยครับ รถติดมาก

ไปถึงสนามหลวง ก็เกือบห้าโมงเย็นแล้ว ปรากฎว่าจำนวนคนเต็มครึ่งสนามหลวงด้านที่ติดกับวัดพระแก้วแล้วครับ นับจากครึ่งตรงกลางไป สนามหลวงมีพื้นที่ 66 ไร่ ครึ่งหนึ่งก็ประมาณ 50,000 ตารางเมตร ดังนั้น ผมจึงประมาณคนได้เกือบแสนคน ผมว่าจะไปร่วมกิจกรรมต้มสมุดบัญชีแบงค์บัวหลวง ที่หน้าเวที ปรากฎว่าเข้าไปไม่ถึง เพราะคนเยอะมาก เลยต้องยอมแพ้ถอยกลับออกมาเดินสำรวจรอบๆ

คนเสื้อแดงที่เห็นมีทั้งคนต่างจังหวัดและคน กทม.ครับ ได้เวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ ฝนก็เทลงมาอย่างรุนแรง ไม่ต่างจากวัดไผ่เขียว แต่พายุไม่แรงเท่า เท่านั้น เต็นท์ต่างๆ เลยไม่ปลิว อาจเป็นเพราะมีตึกสูงบังมากก็ได้

แม้ฝนจะตกอย่างรุนแรง ผมก็ไม่เห็นคนเสื้อแดงกลับ หรือวิ่งหนีฝนกันแต่อย่างใดครับ ทุกคนคงเหมือนผมคือ เตรียมอุปกรณ์กันฝนไปอย่างดีแล้ว ก็เอาร่มมากาง และเดินหลบไปที่เต็นท์ที่อยู่รอบๆ ไม่มีใครบ่นหรือโวยวายอะไรทั้งสิ้น ผมเห็นฝรั่งสองคนท่าทางไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นหน่วยข่าวกรองของบางประเทศมาประเมินสถานการณ์มากกว่า

สภาพของคนเสื้อแดงขณะนี้ ผมว่าอุปสรรคทางธรรมชาติไม่อาจที่จะหยุดยั้งได้แล้วครับ หรือแม้แต่อุปสรรคทางด้าน “ความเป็นสองมาตรฐาน” หรืออำนาจรัฐต่างๆ ก็ไม่อาจหยุดยั้งได้แล้วเช่นกัน มวลชนได้พัฒนาไปไกลมาแล้ว อยู่ที่ว่าแกนนำจะสามารถตามมวลชนได้ทันหรือไม่เท่านั้นเอง แต่ถึงแม้แกนนำทั้งหลายจะตามไม่ทัน สภาพของมวลชนที่ตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่ได้ถูกปลุกจากแกนนำทั้งหลาย มวลชนจะเป็น ผู้บีบแกนนำทั้งหลายให้เดินทางไปสู่จุดที่ต้องการเอง

หากแกนนำยังล้าหลัง ผมก็คิดว่า จะเกิดแกนนำย่อยๆ ขึ้นมานำมวลชนเอง เพราะ สภาพมวลชนที่ตื่นตัวทางการเมืองขึ้นมานี้ คนที่ต้องการไต่บันไดทางการเมืองทั้งหลาย ก็จะต้องเสนอตัวเข้ามานำมวลชน หากแกนนำใหญ่ยังไมอาจนำมวลชนไปสู่เป้าหมายได้ การแย่งการนำ ก็อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ผมกลับก่อนสักประมาณ 3 ทุ่ม เลยไม่ได้ฟังว่าทักษิณโฟนอินเข้ามายังไง แต่สำหรับผม แล้วผมไม่ค่อยมุ่งที่จะไปฟังคำปราศรัยมากนัก เพราะผมรู้อยู่แล้วในประเด็นต่างๆ ที่เขาปราศรัย ผมต้องการไปแสดงพลังเท่านั้นเอง

แต่กลับมาบ้าน คุยกับคุณแม่ปังคุง ที่ฟังถ่ายทอดทางอินเตอร์เน็ตอยู่ เธอบ่นรำคาญ คุณวีระ มุกสิกพงศ์ กับ ท่านนายกฯทักษิณ เพราะมัวพูดเรื่อง “สมานฉันท์” อยู่ได้ สภาพตอนนี้ อำมาตยาธิปไตย คงไม่สมานฉันท์กับคนเสื้อแดงแบบจริงใจแน่นอน

ที่จริงสำหรับผมแล้ว “การสมานฉันท์” ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เพราะเท่ากับ “เหยียบปัญหาเอาไว้” แก้ปัญหาไม่จบ สังคมไม่ได้พัฒนาไปข้างหน้า

สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือ การแก้ไขสภาพสังคมให้ไปสู่ประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปรับปรุงและยกเครื่องศาลที่มีเป็นสองมาตรฐาน ให้มีความเป็นสากล และเป็นธรรม และจะต้องไม่มีการแทรกแซงจากอำมาตรยาธิปไตย หากไม่ทำสิ่งเหล่านี้ การสมานฉันท์ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

ผมคิดว่า “แกนนำตามมวลชนไม่ทันครับ” แต่ไม่มีปัญหาอะไร เพราะหากเขาไม่สามารถตามมวลชนได้ทัน เขาก็จะถูกทิ้ง หรือไม่อย่างนั้นพวกเขาก็ต้องวิ่งตามขึ้นมาให้ทันเองนั่นแหละครับ

การชุมนุมครั้งนี้ มีความชัดเจนอยู่อย่างหนึ่งคือ แกนนำประกาศยุติยุทธศาสตร์ขับไล่ พล.อ.เปรม แต่จะมุ่งให้มีการยุบสภาแทน แต่ผมคิดว่าแม้จะยุบสภา ปัญหาวิกฤติการณ์การเมืองไทย ก็ไม่จบ จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของสังคมเสียก่อน คือ ต้องเลิกแทรกแซงมติของมหาชน อำมาตย์จะต้องดึงมือกลับไป

มือที่มองไม่เห็นทั้งหลาย ต้องชักมือกลับไป

แต่ไม่ชักกลับ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะพวกเขาเสื่อมมากแล้ว ผมไม่เห็นว่าสามปีที่ผ่านมา พวกเขา (หมายถึงศักดินา) จะมีผลได้อะไร

ระบอบของพวกเขาเสื่อมลงไปมากมาย อย่างที่ผมไม่เคยเห็น เขาได้รัฐบาลที่ง่อนแง่น ระบอบ “เทวดา” ที่คนแทบไม่อยากกราบไหว้เหมือนเดิมแล้ว

สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนในสามปีมานี้คือ “ระบอบเทวดา” ไร้เสถียรภาพ และคาดการณ์ได้ว่าจะล่มสลายในเวลาไม่นาน เพราะคนตื่นขึ้นหมดแล้ว

สรุปคือ การชุมนุมวันนี้ คนเสื้อแดงไม่กลัวเทวดา ไม่กลัวฟ้า และไม่กลัวฝน จะตกหนัก มีพายุจนเต็นท์พัง ก็ไม่มีใครหวั่นเกรงแต่อย่างใด

วันนี้ไม่มีใครกลัว หรือแคร์เทวดาอีกแล้ว ต่อให้เรียกลมเรียกฝนมาได้ ก็ไม่กลัว

24 มิถุนา วันชาติ และตราสัญลักษณ์โทรทัศน์ไทย(2)

ที่มา Thai E-News

โดย อรรคพล สาตุ้ม
27 มิถุนายน 2552

บทความตอนที่ 2 สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 9 นั้น ในอดีต คือ ช่อง 4 บางขุนพรหม มีตราสัญลักษณ์เป็นรูป "วิชชุประภาเทวี"แล้วการจนถึงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของสถานีเป็นรูปดวงตาสีม่วง คือ โมเดิร์นไนน์ทีวี และกรณีตราสัญลักษณ์ ITV ทีวีเสรี-TITV และTPBS และในตอนที่2ของบทความกรณีตราสัญลักษณ์ NBT ถูกเปลี่ยนเป็นสทท.11 สัญลักษณ์มือถือหอยสังข์โดยบทความนี้เป็นตอนสุดท้าย


การเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ช่องทีวีไทย-ช่อง 11-NBT : ความเป็นไทยของสทท.11

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ (ชื่อย่อ: สทท.11, ช่อง 11; อังกฤษ: Television of Thailand Channel 11 ชื่อย่อ: TVT.11) ซึ่งมีสถานะความเป็นมาของช่อง 11 และวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดอาคารที่ทำการ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการ จากนั้นเป็นต้นมา จึงกำหนดให้ วันที่ 11 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนา สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะที่เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ได้ดำเนินการเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางราชการ และนำเสนอรายการที่เป็นสาระความรู้โดยเฉพาะด้านการศึกษา, ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี มาโดยตลอด ซึ่งรูปแบบการดำเนินงานนั้น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร จะดำเนินการถ่ายทอดรายการส่วนใหญ่ และบางช่วงเวลา จะให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ในส่วนภูมิภาคดำเนินการถ่ายทอดรายการของตนเฉพาะท้องถิ่นไป แล้วแต่ช่วงเวลานั้นๆ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงระยะเวลาแรกๆ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 มักถูกมองข้ามจากผู้ชมส่วนใหญ่

เนื่องด้วยความเป็นสถานีโทรทัศน์ของทางรัฐบาล ซึ่งไม่มีรายการที่สามารถดึงดูดผู้ชมได้ โดยเฉพาะรายการประเภทบันเทิง เช่น ละครโทรทัศน์ หรือรายการเกมโชว์ และประกอบกับเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ไม่อาจมีโฆษณาได้ จึงทำให้ประเภทของรายการที่ออกอากาศทางสทท. 11 นั้น มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ผู้ชมนั้นมีไม่จำนวนไม่มากนัก อย่างไรก็ดี ในปีพ.ศ. 2539 สทท.11 ได้เสนอให้หน่วยงานภาคต่างๆ สามารถแพร่ภาพโฆษณาให้กับทางสถานีได้ และในบางครั้ง สทท.11 ก็ได้ผลิตโฆษณาออกอากาศภายในสถานีเอง แม้จะเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ จนกระทั่งในช่วงนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เริ่มมีชื่อเสียงทางด้านการถ่ายทอดสดรายการกีฬา ซึ่งแต่เดิม สทท. 11 เป็นที่รู้จักกันดีจากการเริ่มนำเอากีฬามวยปล้ำอาชีพมาออกอากาศทางสถานี แต่ทว่า นับตั้งแต่ที่สทท.11 เป็นหนึ่งในผู้ร่วมถ่ายทอดสด การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ปี 2002 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวีและไอทีวี ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ทศภาค จำกัด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ฮือฮามากในขณะนั้น ที่การถ่ายทอดสดกีฬาต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีพูล ตามที่เป็นปกติในวงการโทรทัศน์ก่อนหน้านั้น ซึ่งถ่ายทอดสดรายการกีฬาต่างๆ ร่วมกันทางทีวีพูล โดยมีโฆษณาคั่น แต่เมื่อสทท. 11 ได้ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2002 ร่วมกับโมเดิร์นไนน์ทีวี และไอทีวี โดยไม่มีโฆษณาคั่น แต่นั้น สทท. 11 ก็ได้ถ่ายทอดสดรายการกีฬาอีกหลายรายการจนเป็นที่ติดตามของผู้ชมกีฬาในประเทศเป็นอย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ช่อง11

เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง หลังจากการมีรัฐธรรมนูญ 2550 เปลี่ยนผ่านรัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ประจำพรรคพระแม่ธรณี พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ทำให้พรรคพลังประชาชน หรืออดีตพรรคไทยรักไทย รวมทั้งกลุ่ม PTV เข้ามาบริหารงานทีวีช่อง11 โดยนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะที่กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ได้มีแนวความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง สทท.11 เดิม เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบการบริหารงาน และตอบสนองเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานี ดังนั้น ในวันอังคารที่ 1เมษายน พ.ศ. 2551 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. และสทท.11 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (National Broadcasting Services of Thailand - NBT) ซึ่งเป็นการใช้ชื่อที่จดทะเบียนสมาชิกกับสหภาพวิทยุ-โทรทัศน์แห่งเอเชีย-แปซิฟิก(Asia-Pacific Broadcasting Union) และเปลี่ยนสีประจำสถานีเป็นสีแดงและได้ออกอากาศรายการในรูปแบบใหม่ เพื่อให้สมประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถานี และเพื่อประโยชน์สาธารณะ สำหรับการเสนอข่าวสารของเอ็นบีที จะมีความแตกต่างจาก สทท.11 คือ เอ็นบีที จะทำการเสนอข่าวในนามของทีมข่าวของสถานีเอง ซึ่งแยกออกจากสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ (ปัจจุบัน คือ สำนักข่าวแห่งชาติ) แต่ในการเสนอข่าวในยุค สทท.11 นั้น จะดำเนินการเสนอข่าวขึ้นตรงกับสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่

ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้นำอดีตผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีหลายคน ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น ตวงพร อัศววิไล, จอม เพชรประดับ, จิรายุ ห่วงทรัพย์ , ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, สร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ เป็นต้น ซึ่งทางเอ็นบีทีได้นำเสนอภาพลักษณ์ความเป็นสถานีข่าว ผ่านทางการให้เวลานำเสนอข่าวมากกว่า 13 ชั่วโมง และปรับรูปลักษณ์ของสถานีเพื่อให้มีความทันสมัยมากกว่าเดิม ซึ่งในช่วงแรก เอ็นบีทีถูกจับตาอย่างยิ่งจากหลายฝ่าย จากการที่ประกาศตัวเป็นคู่แข่งกับสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย หรือไทยพีบีเอส ในลักษณะของ “สงครามสื่อโทรทัศน์ภาครัฐ” เนื่องจากเอ็นบีทีพยายามนำเสนอความเป็นทีวีสาธารณะของภาครัฐบาล ขึ้นรับมือกับไทยพีบีเอส ที่ประกาศตัวเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยไปก่อนหน้า และนอกจากนี้ เอ็นบีทียังถูกจับตามองอย่างยิ่ง ในแง่มุมของการเสนอข่าว ซึ่งมีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า เอ็นบีทีนำเสนอข่าวในลักษณะเข้าข้างรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นพิเศษ

เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีนโยบายปฏิรูปสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT โดยจัดประกวดตราสัญลักษณ์ใหม่ ซึ่งกำหนดแนวคิดตราสัญลักษณ์ให้สื่อถึงความเป็นโทรทัศน์แห่งชาติ มีความทันสมัย ผสมผสานกับความเป็นไทย และตราสัญลักษณ์ใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี การใช้ชื่อเอ็นบีที โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เปิดตราสัญลักษณ์ใหม่ และเปิดตัวสถานีในฐานะสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ

ความเป็นมาของตราสัญลักษณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

ได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ถึง 5 ครั้ง นอกจากนี้ ยังใช้ตราราชการของกรมประชาสัมพันธ์ในบางโอกาสด้วย เช่น บนป้ายด้านหน้าที่ทำการสถานีฯ ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ปรากฏบนหน้าจอในการเปิดสถานีฯ ช่วงเวลาระหว่างประมาณ 03.40 น. รวมถึงเป็นสัญลักษณ์คั่นระหว่างข่าวแต่ละชิ้น บนแถบตัววิ่งข่าว (นิวส์บาร์) บริเวณด้านล่างของจอ ซึ่งทั้งหมดได้ใช้งานมาจนถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2551 (ในยุคของ สทท. 11 กรมประชาสัมพันธ์ )

ตราสัญลักษณ์นับตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2530 ( สทท.11 กรมประชาสัมพันธ์ ) เมื่อเริ่มทดลองออกอากาศ ในปี พ.ศ. 2528 นั้น ยังใช้เพียงตัวอักษรย่อ “สทท.11” พิมพ์ไว้บนหน้าจอเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ปรากฏหลักฐานว่า มีการออกแบบตราสัญลักษณ์ สำหรับใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์สถานีฯ เป็นเส้นทแยงมุมจากขวาบน ลงซ้ายล่าง แบ่งเป็นสามช่อง แต่ละช่องมีสามแม่สีแสง คือ แดง เขียว และน้ำเงิน เป็นพื้นหลัง มีตัวเลข 1 สีดำสองตัว ซ้อนเหลื่อมกัน ทับอยู่ด้านบน ซึ่งมีความหมายถึง ช่องสัญญาณที่ทำการแพร่ภาพออกอากาศ จากสถานีแม่ข่ายที่กรุงเทพมหานคร ในระบบวีเอชเอฟ (VHF) ความถี่สูง ช่องสัญญาณที่ 11 (BAND3 VHF-HIGH CH11) มีตัวอักษรย่อ “สทท.” ตัวเล็ก อยู่ถัดจากตัวเลขไปทางซ้าย ทั้งหมดอยู่ในกรอบโค้งมน ในรูปแบบของจอโทรทัศน์ โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ใช้อยู่สองปี

โดยมีการเปลี่ยนแปลงในพ.ศ. 2530-2544 ( สทท.11 กรมประชาสัมพันธ์ ) ซึ่งต่อมา ในปี พ.ศ. 2530 สทท.11 ออกแบบตราสัญลักษณ์ใหม่ โดยใช้กรอบลักษณะจอโทรทัศน์เช่นเดิม แต่เปลี่ยนแปลงลักษณะภายใน กล่าวคือ พื้นหลังสุดเป็นเส้นตรงสีน้ำเงิน ขนานตามแนวนอน บริเวณใจกลางของตราสัญลักษณ์ มีเลข 1 สองตัว ตัวทางซ้ายเป็นสีเขียว ตัวทางขวาเป็นสีแดง โดยพื้นที่ทางซ้ายของตัวเลขทางซ้าย เป็นเส้นตรงขนานสีเขียว และพื้นที่ทางขวาของตัวเลขทางขวา เป็นเส้นตรงขนานสีแดง ตามขนาดของตัวเลข ด้านล่างของตัวเลขทั้งสอง มีอักษรย่อ “สทท.” กำกับไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ใช้มาถึง 14 ปี จึงมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบตราสัญลักษณ์อีกครั้ง

จากนั้น ในปี พ.ศ. 2544 สทท.11 เปลี่ยนรูปแบบตราสัญลักษณ์ในรายละเอียดใหม่ โดยปรับปรุงจากการใช้เส้นขนานตามแนวนอน เป็นแถบสีสดใส โดยใช้สีตามสัญลักษณ์เดิม พร้อมนี้ ได้เปลี่ยนตัวเลข 1 ทั้งสองตัว เป็นสีขาว เดินเส้นขอบสีดำ และตัวอักษรย่อ “สทท.” เป็นสีขาวด้วย ซึ่งใช้อยู่เป็นระยะเวลา 7 ปี ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และในปี พ.ศ. 2551 สทท.เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที จึงออกแบบตราสัญลักษณ์ขึ้นใหม่ โดยเน้นภาพลักษณ์ที่ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของสังคม โดยความหมายของตราสัญลักษณ์ดังกล่าว อธิบายว่า “วงกลมสีน้ำเงิน” หมายถึง ศูนย์กลางแห่งข้อมูลข่าวสาร ส่วน “สีน้ำเงิน” หมายถึงความหนักแน่นเป็นกลาง ส่วน “สามเหลี่ยมใต้วงกลม” หมายถึง ความเที่ยงตรง เป็นกลาง ในการนำเสนอข่าว อย่างไม่หยุดนิ่ง “วงรีสามวง” สื่อถึงแผนที่โลกที่แผ่ออกเป็นสองมิติ หมายถึง การนำเสนอเหตุการณ์สำคัญจากทั่วทุกมุมโลก ตัวอักษรภาษาอังกฤษ “NBT” ใช้สีขาว หรือโปร่งใส หรือเป็นวาวแสงคล้ายแก้ว หมายถึง ความโปร่งใสในการนำเสนอข่าวสาร ที่สามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551 เวลาประมาณ 15.15 น. เป็นต้นมา การแสดงตราสัญลักษณ์ของเอ็นบีทีบนจอโทรทัศน์ จะมีอักษรย่อ “สทท.” กำกับอยู่ด้านล่างของตราสัญลักษณ์ฯ ด้วย ซึ่งในเวลาดังกล่าว เป็นรายการ “หน้าต่างสังคม” เป็นต้น เมื่อเปลี่ยนพรรคการเมืองเป็นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในพ.ศ. 2552 ( สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ) สทท.มีโครงการให้ประชาชนส่งประกวดตราสัญลักษณ์ใหม่ของสถานี โดยกำหนดแนวคิดตราสัญลักษณ์ให้สื่อถึงความเป็นโทรทัศน์แห่งชาติ มีความทันสมัย แต่คงความเป็นไทย และมุ่งสู่สากล ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ คือ ผลงานของนาย เนติพิกัติ ตังคไพศาล กราฟิกดีไซเนอร์ จากทีวีไทย ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์ปาญจนันท์ โดยดัดแปลงเฉพาะส่วนที่เป็นมือถือสังข์ให้ทันสมัยมากขึ้น ตราสัญลักษณ์ใหม่ได้เริ่มใช้ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี การใช้ชื่อเอ็นบีที[i]จึงถือว่าปิดฉากกลุ่มบริษัทตราสัญลักษณ์เดิมด้วย

การเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ คือ การลบภาพลักษณ์ทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน เกี่ยวโยงลึกซึ้งถึงกลุ่มทางการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ในกลุ่มเอเอสทีวี(ASTV) ซึ่งปะทะกับกลุ่มPTV ในอดีตมาเป็นรายการความจริงวันนี้ ซึ่งวิกฤติการณ์จากข้อกล่าวหากระบอกเสียงรัฐบาลของกลุ่มPTV-ช่อง 11 และพันธมิตรฯ สืบเนื่องหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยา ก็เกิดกลุ่มทีวี เช่น PTV ซึ่งต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ โดยมีการประสานงานกับกลุ่มแนวร่วมต่างๆ ตรงกันข้ามกับกลุ่มสื่อผู้จัดการ-ASTV และพันธมิตรฯ ในปี พ.ศ. 2551 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ได้ถูก วิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล(คณะรัฐมนตรีคณะที่ 57 ของไทย) เช่น ให้มีการจัดรายการ “ความจริงวันนี้”กับทางสถานี NBT เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ตราสัญลักษณ์ของ NBT ที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น ย่อมถูกเหมารวม เพราะมาจากเรื่องรายการความจริงวันนี้ ที่มีถูกกล่าวถึงว่า กระบอกเสียงของรัฐบาล โดยมีผู้เสียหายจากข้อเท็จจริงจนต้องออกมาฟ้องหมิ่นประมาทอยู่บ่อยครั้ง เช่น ตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือ ปปช. รวมไปถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนำไปสู่การบุกยึดสถานี วิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ถือเป็นการเข้ายึดสถานีโทรทัศน์โดยประชาชนครั้งแรกในประเทศไทยนั้น ทำให้รู้ว่าตราสัญลักษณ์ช่อง 11 หรือ NBT จำเป็นต้องเปลี่ยนไป

กระนั้น ความเป็นไทย ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ และแบรนด์เนมของการเป็นธุรกิจการค้า ซึ่งการสร้างตราสัญลักษณ์ไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย จะไม่มีปัญหาปรากฏว่า เสื้อโบว์ลิ่งโวยช่อง 11 ละเมิดโลโก้ ที่มาข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่บริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ทำหนังสือเตือนถึงตน ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อขอให้ยุติการใช้โลโก้ใหม่ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ภายในเวลา 30 วัน (9 พฤษภาคม) เนื่องจากมีรูปร่างและลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท โกลเด้นโบล์ฯว่า ตนได้มอบหมายให้นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ไปเจรจากับตัวแทนบริษัทดังกล่าวแล้วว่า ช่อง 11 ไม่มีเจตนาละเมิดเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ใดๆ เนื่องจากโลโก้ช่อง 11 เป็นเพียงโลโก้ที่ใช้ออกอากาศเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในการผลิตสินค้าใดๆ จึงไม่น่าจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์บริษัทดังกล่าวที่ทราบว่า เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้า

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขั้นตอนการได้มาของโลโก้ใหม่ของช่อง 11 นั้น มาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่งเข้ามาประกวด เพื่อเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีซึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาให้กลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีผู้ส่งเข้ามาประกวดกว่า 2,000 ชิ้น และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากวงการสถาปนิก วงการโฆษณา และผู้เกี่ยวข้องอื่นเป็นผู้ตัดสิน จึงจำเป็นต้องไปทำความเข้าใจว่าไม่มีเจตนาลอกเลียนแบบแต่อย่างใด[ii]

โดยทางด้านบริษัท โกลเด้นโบล์ จำกัด ได้ส่งสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค198773 และสำเนาเอกสารความแพร่หลายของเครื่องหมายการค้าของบริษัทไปพร้อมกับโนติ๊ส พร้อมอธิบายโลโก้ของบริษัท ประกอบด้วย 2 ภาคส่วน คือภาคส่วนแรกเป็นลวดลายเส้นในลักษณะประดิษฐ์เป็นลายเส้นมุมฉากลบมุมสองเส้น วางประกบกันด้านบนและล่าง และมีช่องว่างระหว่างเส้นทั้งสอง โดยเส้นที่อยู่ด้านซ้ายมือมีการลากเส้นยาวขึ้นด้านบนมีลักษณะคล้ายตัวอักษรโรมัน b ประดิษฐ์ และภาคส่วนที่สองเป็นคำอักษรโรมันคำว่า bowling รวมเรียกขานได้ว่า บี หรือ บี โบลิ่ง และสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2546 และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่สาธารณชนผู้บริโภคทั่วไปแล้ว

ดังนั้น ตราสัญลักษณ์สำหรับผู้ชนะการประกวดออกแบบโลโก้สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ซึ่งได้แนวความคิดจากสัญลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นรูปพระอินทร์เป่าสังข์ เหตุผลที่คณะกรรมการเลือกเพราะเห็นว่ามีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือสามารถสื่อความหมายว่าเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ มีเอกลักษณ์ที่แฝงความเป็นไทย จดจำง่ายและเด่นชัด รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับงานในหลายลักษณะ เช่น งานกราฟิกบนหน้าจอโทรทัศน์ นามบัตร ซองจดหมาย เป็นต้น แต่ว่าวิกฤติการณ์ทางการเมืองไทย ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ จึงทำให้เกิดอาการอ้างการว่าลอกแบบโลโก้โบวลิ่งดังกล่าว และความทันสมัยของตราสัญลักษณ์ คือ เครื่องหมายช่วยสื่อกับคนไทย-นานาชาติ ที่มีการช่วงชิงตราสัญลักษณ์มารับใช้พรรคการเมือง ทั้งการสร้างแบรนด์ของช่อง11 และสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองไปในตัวเอง ในภาวะทีวีไทยอยู่ในวิกฤติการณ์ความขัดแย้งจากสื่อมวลชน-กลุ่มการเมือง และประชาชนทั่วไป

วิเคราะห์ตราสัญลักษณ์กับความเป็นไทยในโลกาภิวัตน์

จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ล่าสุดการเปลี่ยนแปลงของสื่อกลุ่มPTV-ความจริงวันนี้ และ D-Station หรือปัญหาเสื้อเหลือง-เสื้อแดง มาถึงกรณีตราสัญลักษณ์ช่อง 11 หรือ NBT ที่มีปัญหาต่อโลโก้โบวลิ่ง แสดงออกความแตกต่างจากกรณีตัวอย่างของตราสัญลักษณ์ช่องอื่นๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย เป็นศิลปะและการออกแบบที่เป็นเรื่องใกล้ตัว เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ก็คือ การมีสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าสำนึกนั้นอาจไม่ใช่ของเราเอง แต่เป็นสิ่งที่สร้างหรือกระตุ้นกันขึ้นมาได้ ในเมื่อสิ่งเหล่านี้มีความหมายแทนตัวตน ผู้คนจึงไม่อาจแน่ใจว่า อัตลักษณ์ของเขาเองนั้นเป็นผลของการชักใย[iii]โดยอำนาจที่มองไม่เห็นชัดเจน คล้ายกับที่รัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีสมัคร เสนอเรื่องมือที่มองไม่เห็นทำร้ายรัฐบาล ซึ่งการออกแบบตราสัญลักษณ์ช่อง11 ก็คือ มือถือหอยสังข์ และการออกแบบตราสัญลักษณ์ ก็เหมือนกับแผนที่ ซึ่งเสนอความเป็นตราสัญลักษณ์(Logo) สร้างจินตนาการความเป็นไทยของแผนที่[iv]ซึ่งตราสัญลักษณ์ของทีวีช่อง 3-7-5 และตราสัญลักษณ์ช่อง 9,ไทยพีบีเอส,ช่อง 11 ก็เป็นการสร้างจินตกรรมเชื่อมโยงคน ที่มีการดูช่องทีวี คือ องค์ประกอบของวัฒนธรรมทางสายตาอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน

ทัศนะของผู้ชมทีวี ต่อกรณี ITV เปลี่ยนเป็น TPBS ด้วย จากการเปลี่ยนรูป ITV เป็น TITV ก่อนเป็น TPBS ที่เป็นรูปพิราบสะท้อนแนวทางเสรีนิยมแบบวิชาชีพสื่อสารมวลชน แต่เสียงอินเทอร์ลูดเข้ารายการเป็นเสียงเอื้อนแบบไทยๆ แถมนกเป็นลายกนก และช่อง 9 อสมท. เปลี่ยนจากแท่งสามสี กลายเป็น สีม่วงแกมขาว สะท้อนแนวคิดเปลี่ยนจากอำมาตยาธิปไตย เป็นเสรีนิยมใหม่แบบทักษิโนมิกส์(ระบอบทักษิณ)ในยุคที่มีการปฏิรูปช่อง 9 เป็น Modern 9 ส่วน ASTV สะท้อนความเป็นไทยแบบอนุรักษ์นิยมใหม่ แต่มีภาษาอังกฤษเพื่อหาที่ยืนในโลก กรณีทางด้านส่วน PTV เปลี่ยนมาเป็น D-Station เป็นแบบ เสรีนิยมใหม่ และแนวพวกฝ่ายซ้าย( Radical)[v]

โดยเรื่องตราสัญลักษณ์ สะท้อนทัศนคติของคณะกรรมการคัดเลือกตราสัญลักษณ์ มาจากโจทย์ที่กำหนดขึ้นเกี่ยวข้องความเป็นไทย ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองไทย
[vi]
และเหตุการณ์ตอนที่พระอินทร์เป่าสังข์นั้น ซึ่งรูปพระอินทร์เป่าสังข์เหาะลอยอยู่เหนือเมฆ มีวงกลมล้อมรอบ โดยอิงตามคติในวรรณคดีโบราณว่า พระอินทร์มีหน้าที่เป่าสังข์ชื่อ “ปาญจนันท์” ปลุกพระนารายณ์ให้ตื่นจากบรรทมสินธุ์ในสะดือทะเล เพื่อขึ้นมา