WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 29, 2009

สุดซาบซึ้งท่านหญิงพระอัจริยภาพเลิศล้ำ จบเกียรตินิยมเหรียญทองเป็นพระอาจารย์จุฬาทันที

ที่มา Thai E-News


พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงฉายพระรูปร่วมกับพระสหายและบัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในโอกาสทรงสำเร็จการศึกษาภาควิชานฤมิตศิลป์ เกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรียญทอง) จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2551 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน(ภาพและคำบรรยาย:มติชน)

ที่มา มติชนออนไลน์
29 มิถุนายน 2552

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ สำเร็จการศึกษา วิชาแฟชั่นจุฬาฯ

พระองค์เจ้าศิริวัณณวรีฯ ทรงต่อปริญญาโทฝรั่งเศส หลังสำเร็จการศึกษา วิชาแฟชั่นและสิ่งของ จุฬาฯ ด้านคณบดียกย่อง ทรงเป็นนิสิตต้นแบบผู้มุ่งมั่นและตั้งใจเรียน

เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 28 มิถุนายน พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ เสด็จยังคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงฉายพระรูปหมู่ร่วมกับพระอาจารย์และบัณฑิตที่จบการศึกษาประจำปี 2551 โดยทรงสำเร็จการศึกษาจากภาควิชานฤมิตศิลป์ สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งของ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 (เหรียญทอง) ผลการเรียนเฉลี่ย 3.93 เมื่อเสด็จถึงทรงทักทายคณาจารย์ที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ จากนั้นทรงฉลองพระองค์ครุยแถบสีแดงเลือดนก ทรงถือช่อดอกไม้และป้ายจบการศึกษา มีข้อความว่า CU 2551 จุฬาฯ ประทานอนุญาตให้พระอาจารย์ บัณฑิตคณะศิลปกรรม และญาติบัณฑิตฉายพระรูปด้วยอย่างไม่ถือพระองค์ ระหว่างทรงร่วมกิจกรรมนั้น รับสั่งว่า"จะเสด็จไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ประเทศฝรั่งเศส"

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณ วรีนารีรัตน์ ทรงศึกษา ทรงเป็นนิสิตต้นแบบที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจเรียนมาก ทรงมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบสูง ทรงปฏิบัติพระองค์เรียบง่าย เข้าเรียนและทำกิจกรรมตามปกติเฉกเช่นนิสิตทั่วไป โปรดการศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา และศึกษานอกหลักสูตรด้วยพระองค์ โดยเฉพาะการจัดแฟชั่นโชว์ในเวทีแฟชั่นต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

"ท่านหญิงทรงได้รับรางวัลนิสิตดีเด่นประจำปีการศึกษา 2551 เนื่องจากทรงมีผลการเรียนดีเด่น เป็นศิลปินบัณฑิตที่มีความโดดเด่นด้านการออกแบบแฟชั่นดีไซน์ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีความเป็นวิจิตรศิลป์Ž ศ.ดร.ชาญณรงค์กล่าว และว่า พระองค์ทรงเข้ารับพระราชทานปริญญาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.โอกาสนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ จะเสด็จฯร่วมแสดงความยินดีด้วย"


พระอัจริยภาพเลิศล้ำศึกษาจบทรงเป็นพระอาจารย์สอนจุฬาฯนิสิตซาบซึ้ง

ทางด้านนิสิตจุฬาฯรายหนึ่งได้เปิดเผยในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน ว่า หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว"ท่านหญิง"ยังได้มาเป็นพระอาจารย์องค์ใหม่ โดยในตารางสอนนั้นกำหนดไว้ในวันที่ 26 มิถุนายน และ 3 กรกฎาคม มาสอนวิชาประวัติศาสต์ศิลปะตะวันตก ในส่วนของ part ศิลปะโรมัน ซึ่งปีนี้จะมีคนมาเรียนเยอะมากเป็นประวัติการณ์ เห็นอาจารย์บอกว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 500%

"อาจารย์บอกพวกหนู ๆ ว่าวันที่พระอาจารย์องค์ใหม่มาสอนให้เตรียมตัวออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ 2 ชม.เพราะว่าอาจจะมีการปิดการจราจร รถอาจติดมาก และวันดังกล่าวให้แต่งหน้าทำผมให้ดูดีหน่อย เพราะพวกหนูอาจจะได้ออกทีวี และอาจารย์บอกว่าให้ไปทำการบ้าน อ่านหนังสือให้จบ และเตรียมคำถามมาหนึ่งคำถาม โดยอาจารย์บอกให้ส่งคำถามที่จะถาม ให้อาจารย์ตรวจสอบก่อนหนึ่งวัน"

วิกฤตเลิกจ้าง :การฉวยโอกาสของนายทุน และการลุกขึ้นสู้ของคนงานไทรอัมพ์

ที่มา Thai E-News

โดย สันติ ธรรมประชา
29 มิถุนายน 2552

รัฐไทยภายใต้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้บริหารประเทศท่ามกลางวิฤตการจ้างงานปัจจุบัน และมีนโยบายด้านแรงงานอย่างไร้วิสัยทัศน์ กลับแก้ปัญหาเฉพะหน้าหรือเพื่อเพียงให้ผ่านไปวันๆ โดยงบประมาณประชาสัมพันธ์โฆษณษสร้างภาพที่ให้ดูดีให้ชอบธรรม และอาจไม่ถึงผู้ใช้แรงงานที่เดือดร้อนมากๆด้วย เช่น นโยบายให้เงิน 2000 บาทแก่ผู้ประกันตน โครงการฝึกอาชีพต่างๆ ฯลฯ


นับตั้งแต่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้นายทุน บริษัท นายจ้างต่างๆได้ฉวยโอกาสที่จะลดต้นทุนการผลิตในหลายๆด้าน ที่สำคัญยังได้ฉวยโอกาสใช้กลยุทธ์การทำลายล้างสหภาพแรงงาน ด้วยเช่นกัน

สหภาพแรงงานนั้น ถือเป็นสิทธิการรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงาน ในระบอบประชาธิปไตย เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล สหภาพแรงงาน เป็นการรวมกลุ่มของผู้ใช้แรงงานในการปกป้องสิทธิพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แต่นายทุนกลับมองว่า สหภาพแรงงานเป็นเสมือนปีศาจที่คอยหลอกหลอนนายทุน

เป็นอุปสรรคสำคัญในการหากำไรตามอำเภอใจของนายทุน ที่จะแบ่งปันกำไรอย่างใดก็ได้ โดยไม่มีสหภาพใช้อำนาจต่อรองเพื่อผู้ใช้แรงงาน

บริษัทนายทุนจำนวนไม่น้อย มักจะใช้วิธีการประกาศเลิกจ้างพนักงานบางส่วนหรือทั้งหมด ลดสวัสดิการต่างๆ อ้างว่าบริษัทจะอยู่ไม่ได้ พนักงานที่ถูกเลิกจ้างก่อนอื่นใครก็มักเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน สมาชิกสหภาพแรงงาน หรือพนักงานที่ตระหนักถึงสิทธิคนงาน

ขณะที่บริษัทต่างๆ ก็มักไม่เคยเปิดเผยข้อมูลผลต่างๆให้พนักงานในฐานะผู้ใช้แรงงานสร้างผลิตภัณต่างๆให้บริษัท คนงานไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล ไม่มีความโปร่งใส แต่บริษัทมักอ้างว่าขาดทุน จะมีการตกแต่งตัวเลขหรือไม่ ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ไม่ว่าจะขาดทุนจริงหรือไม่ น้อยมากที่บริษัทจะคิดถึงการลดเงินเดือนของผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง แต่กลับโยนภาระให้กับพนักงงานระดับฐานการผลิตอยู่เสมอ ทั้งๆที่หลายบริษัทพนักงานระดับสูงมีเงินเดือนมากกว่าพนักงานฐานการผลิตนับสิบเท่าหรือมากกว่านั้น

กล่าวได้ว่า มีนายทุนจำนวนมาก ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จรวมศุนย์ ไม่ต่างกับวิธีคิดของพวกของอำมาตยาธิปไตยแต่อย่างใด ไม่ว่าจะผิดหรือถูกกฎหมายก็ตาม นายทุนไม่น้อยหาได้มีสำนึกเสรีอย่างที่ควรจะเป็น

ผู้ใช้แรงงานไม่มีส่วนร่วม ไม่มีตัวแทน ไม่มีอำนาจเข้าไปประชุมกับผู้บริหารบริษัทแต่อย่างใด เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม

ขณะที่ ด้านรัฐไทยก็เหมือนรัฐต่างๆส่วนใหญ่ทั่วโลก มักไม่มีมาตราจัดการกับบริษัทนายทุนอย่างชัดเจน แต่กลับเอื้อประโยยชน์ให้กับบริษัท นายทุน ในหลายวิธีการ ทั้งทางกฎหมายและนอกกฎหมาย รัฐไทยกลับทำหน้าที่รับใช้นายทุนมากกว่าผู้ใช้แรงงาน

รัฐไทยภายใต้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้บริหารประเทศท่ามกลางวิฤตการจ้างงานปัจจุบัน และมีนโยบายด้านแรงงานอย่างไร้วิสัยทัศน์ กลับแก้ปัญหาเฉพะหน้าหรือเพื่อเพียงให้ผ่านไปวันๆ โดยงบประมาณประชาสัมพันธ์โฆษณษสร้างภาพที่ให้ดูดีให้ชอบธรรม และอาจไม่ถึงผู้ใช้แรงงานที่เดือดร้อนมากๆด้วย เช่น นโยบายให้เงิน 2000 บาทแก่ผู้ประกันตน โครงการฝึกอาชีพต่างๆ ฯลฯ

รัฐไทย มักใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จรวมศูนย์ เป็นวิธีคิดของพวกของอำมาตยาธิปไตย จากบนสู่ล่าง ดูถูกผู้ใช้แรงงานว่าไม่มีความรู้พอที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของพวกเขา

ผู้ใช้แรงานไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายกับภาครัฐแต่อย่างใด

สองสามวันที่ผ่านมา สหภาพแรงงานไทรอัมพ์และสมาชิกได้ชุมนุมเนื่องจาก บริษัทเลิกจ้าง1,930คน เพราะขาดทุน

ขอให้เปิดเผยข้อมูลและปฎิบัติตามcode of conduct เปิดทางให้มีส่วนร่วมดูแลคนงาน

นางสาววันเพ็ญ วงษ์สมบัติ ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า บริษัทฯมีแผนการเลิกจ้างคนงานทั้งหมด 1,930 คน ครึ่งหนึ่งของพนักงานที่มีร่วม 4,000 คน ที่เป็นคนงานที่บางพลี ทั้งนี้คนงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนงานที่เข้าร่วมต่อสู้กรณีน.ส.จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานฯที่ถูกเลิกจ้างครั้งที่แล้ว

การเลิกจ้างครั้งนี้บริษัทฯได้อ้างว่าขาดทุน ไม่มีออร์เดอร์ แต่เราเชื่อว่าไม่ได้เกิดจากกการขาดทุน เนื่องจากที่ผ่านมาพนักงานมีการทำงานล่วงเวลา อีกทั้งบริษัทไม่เคยชี้แจงถึงสถานการณ์ที่บริษัทได้รับผลกระทบ และไม่มีมาตรการใดๆในเรื่องของการประหยัด และ การขจัดการคอรัปชั่น

ดังนั้นสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ จึงขอให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลของบริษัทอย่างโปร่งใส และเคารพสิทธิแรงงาน ในการมีส่วนร่วมที่มีผลกระทบต่อพนักงาน โดยขณะนี้สหภาพแรงงานไทร์อัมพ์ฯไม่สามารถยอมรับการอ้างภาวะขาดทุน ไม่มีออเดอร์ จึงควรเปิดเผยข้อมูล และเปิดโอกาสให้สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯเพื่อลดความตึงเครียด และขจัดข้อขัดแย้ง

ทั้งนี้ การเลิกจ้างคนงานจำนวนมาก ควรที่จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อคนงานที่จะต้องอยู่ต่อไป ทั้งนี้เรียกร้องให้บริษัทยอมรับสหภาพแรงงานฯและสามารถมีบทบาทในการดูแลเพื่อนพนักงานได้ต่อไป

น.ส.วันเพ็ญ กล่าวอีกว่าพนักงานต้องการรับฟังเหตุผลในการบอกเลิกจ้างพนักงาน ข้อมูล ผลประกอบการที่เป็นจริงอย่างโปร่งใส ที่หากมีความจำเป็นในการเลิกจ้าง ทุกฝ่ายควรที่จะลดผลกระทบต่อพนักงาน โดยให้เป็นการสมัครใจออก หรือให้ค่าชดเชยสูงกว่ากฎหมายกำหนด และเงินช่วยเหลือที่จะเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่จะนำไปใช้ประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้คนงานส่วนใหญ่มีอายุมาก โอกาสหางานใหม่ได้ยาก

ดังนั้น กรณีการเลิกจ้างพนักงงานไทรอัมพ์ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการฉวยโอกาสของนายทุนหรือไม่? นโยบายของรัฐบาลแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไร้วิสัยทัศน์

ที่สำคัญทั้งนายทุนและรัฐบาลยังใช้วิธีคิดแบบอำมาตยาธิปไตย ไม่ฟังเสียงผู้ใช้แรงงานและไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมแต่อย่างใด

ผู้ใช้แรงงานจึงต้องลุกขึ้นสู้ เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา

สมานฉันท์ชาติหน้า

ที่มา ไทยรัฐ

พอเสื้อแดงขยับการชุมนุมเป็นเรื่องเป็นราวเข้าหน่อย ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ก็เปิดเกมรุกทันที ปูดด้วยเรื่องการทำลายชาติ 60 ประเด็น ตามแผนตากสิน 1-2 อ้างที่มาจากสำนักข่าวกรองบ้าง ข่าวความมั่นคงบ้าง แต่จนบัดนี้ ยังไม่มีที่มาที่ไป และไม่มีคนที่เกี่ยวข้องมายืนยัน

หรือถ้าในที่สุดมีคนที่เกี่ยวข้องมายืนยัน อาจจะเป็นหน่วยข่าว หน่วยงานราชการ หรือกองทัพ ชาวบ้านก็จะไม่เชื่ออีก มองว่าเป็นเรื่องทำลายล้างกันทางการเมืองมากกว่า ไม่มีอะไรดีทั้งขึ้นทั้งล่อง

ตั้งแต่ตากสิน 1 ถึงตากสิน 2 จนบัดนี้ ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แท้จริงว่ามีหรือไม่มี หรือเป็นการสร้างเรื่องเพื่อทำลายเครดิตทางการเมือง ฝ่ายตรงกันข้าม หรือเพื่อกลบกระแสความนิยมตกต่ำของรัฐบาล มองได้ทั้งนั้น

แต่ในมุมที่เป็นสาระแล้ว ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรให้กับประชาชนและประเทศไทยเลย ตรงกันข้ามกลับจะทำให้ภาพพจน์ของประเทศมีแต่ความขัดแย้ง การเมืองภายในไม่สงบ และประชาธิปไตยของประเทศไทยก็ยังล้มลุกคลุกคลานต่อไป แล้วรัฐบาลจะมาทำทีสมานฉันท์ทำตะบักตะบวยทำไม

กลายเป็นตัวตลกไปฉิบ

วอร์รูมของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล วันๆคิดอะไรเป็นการเมืองไปหมด อาทิ เรื่องของไข้หวัดใหญ่ 2009 นั่นปะไร พอคุมการแพร่ระบาดไม่อยู่ วอร์รูมวิเคราะห์เลยเป็นเพราะ รัฐบาลถูกวางยา ไม่รู้ใช้อะไรคิด เพราะถ้าคิดได้แค่นี้ก็ไม่สมควรที่จะเป็นรัฐบาล

ในฐานะสื่อมวลชน แผนตากสินอะไรที่ว่าก็ไม่เคยผ่านตาอย่างเป็นจริงเป็นจังเลย มีแต่เอกสาร แผนการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ ที่เป็นจดหมายลูกโซ่ หรือล่าสุดที่เห็นผ่านตาก็น่าจะเป็นเอกสารของกลุ่มพูโล ซึ่งตั้งคำถามถึงรัฐบาลอยู่ 3-4 ข้อ ก็ที่ฝ่ายรัฐบาลและกองทัพยังปฏิเสธว่าไม่เคยเห็นนั่นแหละ

ก่อนหน้านี้ ก็มีการส่งอีเมล์ไปทั่ว ในทำนองว่าจะมีการล้มสถาบันอย่างนั้นอย่างนี้ มีการสมคบกับประเทศเพื่อนบ้าน ก่อสถานการณ์ต่างๆขึ้นมา

แผนที่รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์นำมาเปิดเผยครั้งนี้ ก็มีส่วนคล้าย ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าจะทึกทักเอามาจากอีเมล์ที่ว่าหรือเปล่า ถ้าใช่ ก็ควรจะเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่

อันดับแรกยุบวอร์รูมที่ คิดแต่เรื่องการเมืองทั้งวันทั้งคืนทิ้งไปเสีย แล้วหันกลับมาคิดในแง่บวกบ้าง คิดถึงบ้านเมืองให้มากกว่าการเมือง

คิดคืนความเป็นธรรมมากกว่าการเอาชนะ

ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะล่มจมยิ่งกว่านี้ รัฐบาลจะคิดจะทำอะไรทำไมจะไม่รู้ เพราะเป็นวิธีที่ใช้มาเป็นสิบปีแล้วยังไม่เคยเปลี่ยน จนชาวบ้านจับทางถูก วันนี้ลองคิดเป็นการบ้านดูว่า จะเอา ชนะทักษิณได้อย่างไร จะเอาชนะเสื้อแดงได้อย่างไร ถ้าจะเอาชนะโดยวิชามารในระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา คงจะได้คำตอบชัดเจนแล้ว

เอาชนะได้แค่เปลือกแต่ไม่ชนะใจมวลชน.

หมัดเหล็ก

ระหว่างบรรทัดความขัดแย้งและการต่อสู้กับจักรภพ เพ็ญแข

ที่มา Thai E-News

ที่มา: หนังสือพิมพ์ “แนวร่วม” รายสัปดาห์ (ฉบับอุ่นเครื่อง)
29 มิถุนายน 2552

ผมเคยทำงานถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในโครงการหนังสือ “The Princess of All Peoples” เคยเป็นสื่อมวลชนอิสระ อาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยากรในสถาบันของทหาร รวมทั้งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรยาวนานหลายปี เป็นลูกหลานทหาร แม่มาจากตระกูลที่รับใช้รั้ววังมา เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ จะสรุปความเป็นคนของผมอย่างไร ผมเป็นคนชนิดไหน ผลประโยชน์ร่วมกันและขัดแย้งกับกลุ่มใด..อย่าเสียเวลากับตัวผมมากนักเลยครับ มาคุยกันเรื่องความคิด อุดมการณ์ และแผนงานดีกว่า

ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของนักเขียนอเมริกันที่ผมชื่นชอบมาก คือเรย์ แบรดบิวรี่ เขาบอกว่า “กระโดดลงเหวไปก่อน แล้วงอกปีกตามให้ทัน” ผมเลือกที่จะมีชีวิตแบบนั้น


Q.ระหว่างบรรทัด ในการให้สัมภาษณ์ของคุณจักรภพกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง และระหว่างบรรทัดจากข้อเขียนของคุณในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น (Red News) ก่อให้เกิดความสงสัยในคนเสื้อแดงหลายคนและถูกขยายความต่อจากฝ่ายตรงข้ามว่า เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกันในหมู่แกนนำเสื้อแดง โดยเฉพาะคุณจักรภพกับคุณจตุพร บอกได้หรือไม่ว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์หรือความแตกต่างกันทางความคิดในยุทธวิธีการต่อสู้

A. คนที่สวมเสื้อแดงที่หัวใจและจิตวิญญาณเขาไม่สนใจเรื่องตัวบุคคลหรอกครับ เขาสนใจว่าขบวนการประชาธิปไตยของเรามีวุฒิภาวะแค่ไหน และจะเดินต่อไปสู่เป้าหมายอย่างไรมากกว่า ขณะนี้เรากำลังสร้างแนวร่วมประชาธิปไตยให้เป็นเครือข่ายที่สำคัญและมีพลัง เราทิ้งใครหรือตั้งข้อรังเกียจใครไม่ได้ทั้งนั้น ทุกคนมีความหมายและความสำคัญ เพราะระบอบอำมาตย์เขาจัดตั้งมานานและแน่นแฟ้น เหมือนต้นโพธิ์กับกำแพงผุที่กอดกันอยู่ เราเห็นภูเขาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแล้ว จะมานั่งเถียงกันทำไมครับว่าจอบของใครขุดได้ดีกว่า เราต้องใช้จอบทุกอันที่มีนั่นแหละ

Q. หลายคนมองว่าโดยส่วนตัวของคุณนั้นต้องการให้ความรุนแรงในการต่อสู้เป็นตัวตัดสิน โดยเฉพาะเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมา

A. นั่นเป็นเรื่องแต่งครับ เรามีอะไรในขบวนการเสื้อแดงที่จะไปก่อความรุนแรงเล่า? อาวุธก็ไม่มี กำลังจากไหนๆ ก็ไม่มี ที่สำคัญคือเจตนาที่จะก่อความรุนแรงวุ่นวายก็ไม่มี ผมเห็นแต่ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นที่เขามีทั้งกำลังทหาร ตำรวจ สายลับ ข่าวกรอง และขบวนการประชาชนจัดตั้งแบบติดอาวุธเตรียมก่อเรื่องแบบที่นางเลิ้ง ใครที่อยากเชื่อเรื่องแบบนี้ ควรย้อนไปดูเทปการชุมนุมของพวกเราตั้งแต่ยุค PTV เป็นต้นมาว่าเราเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงบ้างหรือไม่ ผมอยู่กับขบวนการของเรามาตลอด และยึดอยู่กับหลักการแห่งความสงบ สันติ และปราศจากอาวุธเรื่อยมา

Q. คุณมองว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงและขบวนการผู้รักประชาธิปไตยมันเป็น "เกม" ที่ต้องรู้แพ้-ชนะ กันในกรอบเวลาที่จำกัด หรือเป็นสงครามที่อาจพ่ายแพ้ในศึกหนึ่ง แต่มิได้หมายความว่าจะเป็นการปิดฉาก

A. ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เกม ซึ่งแปลว่าการละเล่นเพื่อความเพลิดเพลินของใครสักคนหนึ่ง การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ใช่เกม แต่เป็นวิถีชีวิตของคน ๖๔ ล้านคนที่ต้องการคำตอบว่าชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับอำนาจลึกลับที่คอยบงการชี้นำประเทศ ซึ่งเป็นอำนาจที่ปราศจากความพร้อมรับผิดเพราะหาตัวคนสั่งไม่ได้ หรือขึ้นกับตัวแทนในระบอบประชาธิปไตยที่ขึ้นมามีอำนาจชั่วคราว โดยประชาชนสามารถถ่วงดุลและตรวจสอบได้ เรื่องขนาดวิถีชีวิตนี่กำหนดวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้หรอกครับ ผมรู้แต่ว่าใครเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นภารกิจแห่งชีวิต และอุทิศตนเต็มที่ จะวางขั้นตอนชัดเจนแบบทำธุรกิจคงจะไม่ได้

Q. คุณพูดถึงการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการประชาธิปไตย อยากทราบถึงโมเดลกระบวนการทำงานของหน่วยงานนี้ว่าเป็นเช่นไร

A. หน่วยปฏิบัติการประชาธิปไตยมีขึ้นเพื่อตอบโจทย์ในอดีตว่าทำไมขบวนการประชาธิปไตยของเราจึงได้พ่ายแพ้มาตลอด ประชาชนของเรามีความบริสุทธิ์ใจมาก แต่ฝ่ายตรงข้ามเขามีเล่ห์เหลี่ยมรอบตัวและโหดเหี้ยมอำมหิต สู้กันลำบาก เราต้องการกิจกรรมประชาธิปไตยที่มีอุดมการณ์และวิธีคิดที่เป็นประชาธิปไตยแท้ แต่ต้องมีประสิทธิภาพและสร้างอำนาจต่อรองให้กับฝ่ายประชาชนได้ รูปธรรมคือสรรหาและพัฒนานักปฏิวัติประชาธิปไตยเต็มเวลามาทำงาน จะอยู่ที่ไหนในโลกก็ได้ ทำงานประสานกับคนในอย่างใกล้ชิด มุ่งหวังผลเลิศ แต่ไม่ได้มุ่งหมายผูกขาดการปฏิวัติประชาธิปไตยไว้เป็นของตน

รูปแบบเรียบง่าย ประกอบด้วยศูนย์กลาง แกน เครือข่าย และแนวร่วม ทำงานกับขบวนการประชาธิปไตยสากล เพราะการโค่นล้มเผด็จการไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของประเทศหนึ่งประเทศใด

Q. แน่นอนว่าหน่วยงานนี้จะไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธหรือการเล่นเกมใต้ดินที่มีบางกลุ่ม
พยายามยัดเยียดการต่อสู้ในแนวทางรุนแรงนี้ให้กับคุณ..?


A. จินตนาการไปเถิดไม่เป็นไร แต่ระวังยัดเยียดจะอะไรแล้วเกิดเป็นประโยชน์กับผมขึ้นมาก็แล้วกัน

Q. ในความเป็นนักรัฐศาสตร์ของคุณๆ มองการต่อสู้และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใต้แนวทางสังคมนิยมของหลายประเทศในยุโรปเป็นเช่นไร แบบอย่างไหนที่คุณคิดว่าใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด

A. ยุโรปกลายเป็นประชาธิปไตยได้ก็เพราะผ่านเผด็จการสุดขั้วมานับร้อยปี ทั้งเผด็จการราชาธิปไตย เผด็จการทหาร และเผด็จการจักรวรรดินิยม ประเทศไทยอาจจะกระโดดพรวดเดียวไปถึงขนาดนั้นไม่ไหว ดูประเทศใกล้ตัวอย่างอิหร่านและญี่ปุ่นสิครับ ไปดูไกลนักทำไม

อิหร่านที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ เป็นการสู้รบกันระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยมหรือฝ่ายก้าวหน้า แต่เมื่อฝุ่นการเมืองหายตลบอบอวลแล้ว กลับพบว่าผู้ชนะตัวจริงไม่ใช่อาหมัดดิเนจัดหรือมูซาวี แต่กลับเป็นอะยาตุลาห์โคเมเนอี ผู้เป็น “ผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณ” ซึ่งมีอำนาจกดปุ่มได้ทั้งนั้นและประเทศก็จะหันเหไป ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม นั่นแสดงว่าอิหร่านมีระบบ “รัฐซ้อนรัฐ” นั่นคือรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็ทำหน้าที่ไปในฉากหน้า รับความผิดรับความบกพร่องอะไรไปทั้งหมด รัฐบาลตัวจริงที่ไม่เคยได้เลือกตั้งก็คอยควบคุมอำนาจรัฐอันแท้จริงอยู่ข้างหลัง นั่นคือภาพเปรียบเทียบกับไทยในปัจจุบัน

ส่วนญี่ปุ่นเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระจักรพรรดิเป็นประมุข รัฐบาลที่มีอำนาจจริงมาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่ราชสำนักเป็นสัญลักษณ์ที่ดีงามในทางวัฒนธรรม สูงส่งและไม่แปดเปื้อนด้วยการแย่งชิงผลประโยชน์ ทำให้ชาวญี่ปุ่นแยกได้เด็ดขาดระหว่างปูชนียบุคคลกับผู้มีอำนาจในทางการเมือง นั่นคือภาพของราชอาณาจักรที่มีความก้าวหน้า

เรามักนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับโลกตะวันตก ในขณะที่โลกตะวันออกในครรลองใกล้เคียงกันมีอะไรให้เทียบเคียงได้มาก ทั้งในความเหมือนและความแตกต่าง

Q. คุณรู้สึกหรือไม่ว่าเมื่อใดที่ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยถูกทำ ถูกออกแบบให้ใกล้ชิดกับลัทธิบูชาตัวบุคคลมากเท่าใด นั่นหมายถึงสัญญาณของความพ่ายแพ้ได้เดินทางใกล้ตัวเข้ามาทุกขณะ

A. เห็นด้วยครับ บุคคลมีความสำคัญในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์และเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจบริหารขบวนการประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เจ้าของหรือผู้ควบคุมขบวนการนั้นๆ เราต้องยอมให้พลวัตรประชาธิปไตยเป็นตัวขับเคลื่อนขบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พูดให้ง่ายคือต้องเอาพลังทั้งสังคมมาปฏิวัติประชาธิปไตยให้ได้ ใครรวบรวมพลังเหล่านี้ได้ก็เป็นผู้นำขบวนการประชาธิปไตยได้

ผู้นำขบวนการประชาธิปไตยต้องไม่ใช่คนที่นั่งนอนรอประนีประนอมกับเขา ต้องไม่ใช่คนที่หวังยังชีพไปพร้อมกับงานประชาธิปไตย และต้องไม่ใช่ตลกหน้าม่านที่ออกมาผ่อนคลายความตึงเครียดของคนแค่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่เมื่อได้ตัวมาแล้วก็ต้องควบคุมอัตตวิสัยของตนไว้ให้ดี กำเริบเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นเผด็จการตัวใหม่ทันที

Q. คุณคิดหรือไม่ว่าขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของบ้านเราในทุกวันนี้ เอาเข้าจริงแล้วมันก็ยังลุ่มหลงอยู่ในมายาคติ มายาคติของการเทิดทูน บูชาความเป็นปัจเจกเสียมากกว่าที่จะดื่มด่ำหลงใหลกับเนื้อหาอันแท้จริง

A. อย่าห่วงเลยครับ ประชาชนท่านแยกออก

Q. ที่คุณพูดว่าถึงเวลาสมควรพบก็ต้องพบกันนั้น หมายถึงอย่างไร

A. ท่านถามจากข้อเขียนของผมเมื่อสัปดาห์ก่อนในอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ได้อ่าน ความหมายของผมตรงไปตรงมาไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกครับ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเราต้องกำหนดทิศทางโดยฝ่ายประชาชน ไม่ใช่ให้ศัตรูของประชาชนมากำหนด โดยใช้คดีความต่างๆ บ้าง การกล่าวหาผ่านสื่อบ้างอะไรบ้าง มาเป็นเครื่องมือ เราจะต้องวางแผนให้รอบคอบและเดินหน้าของเราไป ถึงเวลาเมื่อไหร่เราก็ลงมือทำ ไม่ต้องไปรอเงื่อนเวลาใดๆ ที่เขากำหนดขึ้นมาให้หรอกครับ

Q. ประชาธิปไตย สังคมเป็นธรรม ในความรู้สึกของคุณนั้นคืออย่างไร

A. ความเป็นธรรมคือการได้รับโอกาสทางสังคมอย่างเต็มที่ จะให้โดยรัฐบาลก็ได้ ประชาชนให้กันเองก็ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาสกัดกั้นขัดขวาง ผมรู้ว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ และต้องมีคนที่ได้รับโอกาสมากกว่าอีกคนหนึ่งเสมอในสังคม แต่สังคมจะต้องใส่ใจกับคนที่ไม่สามารถได้รับโอกาสนั้นได้ด้วยตนเอง และสร้างเครื่องมือช่วยเหลืออย่างชาญฉลาด โดยไม่เป็นการเอาเปรียบคนอื่นๆ ขึ้นมา ผมไม่ได้พูดถึงรัฐสวัสดิการอย่างเดียว แต่ยังพูดถึงการศึกษาและการพัฒนาต่อยอด (education & re-training) ที่บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อมวลชนที่รับใช้สังคมอย่างเสมอภาค ระบบศาสนาที่ตอบโจทย์ทางใจและจิตวิญญาณโดยไม่ลากลงต่ำไปกว่าเดิม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ

Q. มองย้อนไปบนเส้นทางชีวิต คุณรู้สึกมั้ยว่าความเป็นจักรภพในวันที่เป็นนักเรียนสาธิต นิสิตจุฬา พนักงานซี.พี. หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเป็นจักรภพในฐานะคนหัวแถวของเสื้อแดง บางคนมองว่าการอธิบายหรือให้นิยามความเป็นคุณช่างเป็นเรื่องยาก เพราะแยกไม่ออกว่าสิ่งที่คุณเป็นนั้น มันคืออะไรกันแน่ อุดมการณ์ จิตสำนึก สันดาน หรือจริตมายา

A. จะร้อนใจไปใย รอไว้จำกัดความในวันที่ผมตายแล้วก็ได้ เพราะผมยังต้องทำอะไรอื่นๆ อีกมาก ยังไม่รู้ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลวในใจใคร วานซืนนี้ผมกินข้าวหมูแดงใส่กุนเชียง เมื่อวานกินก๋วยเตี๋ยวแห้ง ตกเย็นได้กินอาหารญี่ปุ่นคือปลาดิบ และวันนี้เพิ่งจะเล่นข้าวราดแกงไปหมาดๆ จะสรุปนิสัยสันดานในการกินของผมอย่างไรดี ในความเป็นมาของชีวิต ผมยังเคยทำงานถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในโครงการหนังสือ “The Princess of All Peoples” เคยเป็นสื่อมวลชนอิสระ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทผลิตสื่อ อาจารย์มหาวิทยาลัย วิทยากรในสถาบันของทหาร รวมทั้งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรยาวนานหลายปี เป็นลูกหลานทหาร แม่มาจากตระกูลที่รับใช้รั้ววังมา พี่เป็นข้าราชการระดับสูง อ่านหนังสือสลับกันระหว่างภาษาไทยกับอังกฤษมานานกว่ายี่สิบปี เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ จะสรุปความเป็นคนของผมอย่างไร ผมเป็นคนชนิดไหน ผลประโยชน์ร่วมกันและขัดแย้งกับกลุ่มใด

อย่าเสียเวลากับตัวผมมากนักเลยครับ มาคุยกันเรื่องความคิด อุดมการณ์ และแผนงานดีกว่า

Q. คุณยังได้พุดคุยกับสื่อมวลชนต่างประเทศอยู่บ่อยๆ เหมือนเดิมหรือเปล่า วันนี้ของสื่อมวลชนต่างประเทศมีทัศนคติและมองประเทศไทยอย่างไร ความเชื่อมั่นของพวกเขาที่มีต่อประเทศไทยเป็นเช่นไร ยังเป็นขุมทองของการลงทุนและแดนสวรรค์ของการท่องเที่ยวอยู่อีกหรือไม่

A. ผมสังสรรค์เสวนากับคนไทยและชาวต่างประเทศอยู่ตลอดเวลาครับ ชาวต่างประเทศนั้นก็ทั้งคนเป็นรัฐบาล นักการเมืองในระบบพรรค ตุลาการสากล สื่อมวลชน นักธุรกิจที่เขามองเมืองไทยอย่างใส่ใจและปรารถนาดี คนระดับหัวหน้ารัฐบาลก็ได้เข้าพบอยู่บ้าง เมื่อได้พบแล้วเขาก็ถามคล้ายกันว่าเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

นักธุรกิจส่วนมากก็ยังพอใจกับจริตแบบไทยๆ เห็นว่าเป็นความพิเศษกว่าชาติอื่นๆ อยู่ เขานั่งรอว่าเมื่อไหร่เมืองไทยจะกลับสู่สมดุลและจุดลงตัวของตน ก็จะกลับมาทุ่มทุนอีก ผมไม่ห่วงเรื่องชื่อเสียงของประเทศในระยะยาว เพราะคนไทยร่วมกันทำชื่อเสียงที่ดีมามากพอ ส่วนการเมืองในระยะนี้เขาก็รู้กันดีว่าติดขัดที่ตรงไหน เขาก็รอให้ฝ่ายที่ขัดขวางระบอบประชาธิปไตยแพ้ภัยตัวเองไปแล้วเขาก็คงเข้ามา

Q. คุณคิดยังไงกับความเห็นของหลายคนที่ว่ารัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณทำให้ทุนนิยมชายขอบของไทยก้าวสู่ความเป็นทุนนิยมโลก และมันไม่วันหวนกลับคืนมาอีกแล้ว ดังนั้นที่ๆ จะยืนอยู่ของไทยบนเวทีโลกอย่างไรเสียมันก็หนีไม่พ้นโลกของทุนนิยม

A. ตอบกันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องของวิถีการผลิต เพราะมนุษย์ต้องกินต้องใช้ ต้องมีปัจจัยสี่ คำถามคือจะได้สิ่งเหล่านี้มาจากไหน ระบบการผลิตของโลกถูกครอบด้วยลัทธิทุนนิยม นั่นคือเอาระบบตลาดหรือหลายคนเรียกอย่างเจ็บใจว่า ระบบความโลภ มาเป็นแรงขับดันให้อยากผลิต อยากเผยแพร่ ผู้บริโภคก็ได้ตัวเลือกหลากหลายในแต่ละสินค้าและบริการ นับเป็นผลประโยชน์ร่วมกันอย่างหนึ่ง

แต่ทุนนิยมสุดขั้วและล้าหลัง มันก็โลภ มันก็ตักตวง มันทำลายผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และมันก็สร้างความขัดแย้งในสังคม คำตอบก็คือเราต้องใช้พลวัตรทางสังคมผลักให้เกิดระบบทุนนิยมก้าวหน้า และต้องให้แน่ใจว่าเป็น “ระบบทุนนิยมก้าวหน้า” ใน “ระบอบประชาธิปไตย” ไม่ใช่ “ระบบทุนนิยมล้าหลัง” ใน “ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย” แนวคิดที่จะหนีจากระบบทุนนิยมและใช้แนวคิดอื่นมากำกับระบบการผลิตนั้น ผมยังไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะคนที่สอนให้คนอื่นรังเกียจทุนนิยมและวิจารณ์นักทุนนิยมคนอื่นๆ ว่าเลวว่าชั่วนั้น ตัวเองก็ทุนนิยมเสียจนรวยล้นฟ้า

Q. ทุนนิยมสามานย์กับไม่สามานย์นี่มันต่างกันตรงไหน ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ชี้วัด ทุนนิยมในศักดินากับทุนนิยมในสามัญชนอย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน

A. สำหรับผม ทุนนิยมสามานย์ หรือทุนที่เลว ต่ำ ชั่ว คือทุนนิยมล้าหลังในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ทุนนิยมที่พอยอมรับได้ แต่ต้องกดดันกันไว้ตลอด คือทุนนิยมก้าวหน้าในระบอบประชาธิปไตย

เกณฑ์ชี้วัดโดยคร่าวคือ สิ่งที่ได้มาในเชิงมูลค่าเพิ่ม ต้องมากกว่าต้นทุนทางธุรกิจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ พูดง่ายๆ คือสังคมต้องไม่ขาดทุน และประชาชนส่วนใหญ่ต้องได้กำไรในเชิงเศรษฐศาสตร์

Q. มั่นใจหรือไม่ว่า เร็วๆ นี้คุณจะได้กลับเมืองไทย ได้กลับมาโลดแล่นทางการเมืองบนแผ่นดินแม่

A. ผมไม่สนใจนักว่าจะได้กลับมา “โลดแล่นทางการเมือง” แบบที่ท่านถามหรือไม่ เพราะทำงานการเมืองในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย คงไม่ต่างอะไรกับการมีเพศสัมพันธ์กับคนตาย ไม่รู้สึกรู้สมและไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ผมสนใจใช้เวลาศึกษาปัญหาในโครงสร้างการเมืองของประเทศไทยเพื่อการแก้ไขในระยะยาวมากกว่า ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ผมจะทันเห็นหรือไม่ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมเคยบอกกับน้องๆ ที่มาสัมภาษณ์เกี่ยวกับปรัชญาชีวิตว่า ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวของนักเขียนอเมริกันที่ผมชื่นชอบมาก คือเรย์ แบรดบิวรี่ เขาบอกว่า “กระโดดลงเหวไปก่อน แล้วงอกปีกตามให้ทัน” ผมเลือกที่จะมีชีวิตแบบนั้น.


----------------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146
ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Sunday, June 28, 2009

ชาวเน็ตเสื้อแดงเสียงแตกทั้งหนุนVSต้าน แกนนำล่า1ล้านชื่อถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษแม้ว

ที่มา Thai E-News

ที่มา บอร์ดประชาไท และฟ้าเดียวกัน
28 มิถุนายน 2552

กลุ่มประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการอมาตยาธิปไตยที่เข้ามาสนทนาในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างบอร์ดประชาไท และฟ้าเดียวกัน รวมทั้งราชดำเนิน พันทิป มีความเห็นแตกต่างออกเป็น 2 ฝ่ายต่อการที่นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงได้กล่าวสนทนากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โฟนอินเข้ามายังเวทีชุมนุมใหญ่สนามหลวงวันก่อนว่า จะล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับประเทศมาทำงานบริหารงานให้ประเทศ เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศ

โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่สมควรดำเนินการเช่นนั้น เพราะเป็นการยอมจำนน ทั้งที่พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทำผิด แต่ถูกความอยุติธรรมของฝ่ายอำมาตยาฯกลั่นแกล้ง แต่แกนนำกลับจะไปขอพระราชทานอภัยโทษ ทำเหมือนไม่ได้เคารพหลักการประชาธิปไตย ทำไปเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณเพียงคนเดียว แกนนำล้าหลังมวลชนที่ก้าวหน้าไปถึงขั้นต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่การยอมจำนนกลับไปสยบยอมให้อำมาตยาธิปไตย


ขณะที่ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนว่าแกนนำทำถูกแล้ว และเห็นว่าความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่การสยบยอม แต่เป็นการกดดันหรือโยนเผือกร้อนไปให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยต้องแก้เกมหนัก ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่ยอมจำนนแต่เป็นการพลิกแพลงทางยุทธวิธี รุกกลับไปอย่างชาญฉลาดต่างหาก

ฝ่ายเห็นต่างแกนนำผิดหวังขอลาหากเดินหมากยื่นฎีกา

ในบอร์ดประชาไท ผู้ใช้นามแฝงว่า ป้าหมอได้ตั้งกระทู้หัวข้อ ลาก่อนค่ะ... คุณวีระโดยมีรายละเอียดว่า

เมื่อวานไปสนามหลวงด้วยใจเต้มเปี่ยมจะต่อสู้ร่วมกับพี่น้องเสื้อแดง ในใจอยากรู้ว่าแกนนำจะมีแนวทางอย่างไร เราจะทำอะไรต่อไป เรียกร้องอะไร

เมื่อมาถึงช่วงโฟนอิน รู้สึกเบื่อเล็กน้อยกับการอ้อนขอเข้ามาเพื่อเป็นข้าฯรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทฯ แต่เมื่อคุณวีระเสนอเรื่องสมานฉันท์และจะถวายฏีกา รู้สึกมึนเหมือนถูกทุบหัว..และเสียความรู้สึก เหมือนถูกหลอกเลย

ขอลาก่อนค่ะ... คุณวีระ สำหรับการต่อสู้ครั้งนี้

แม้ว่าหลายๆคนจะวิเคราะห์ว่าเป็นการโยนเผือกร้อน เป็นการกดดันอะไรก็แล้วแต่
ไม่ใช่ไม่อยากช่วยคุณทักษิณนะ แต่การช่วยคุณทักษิณน่าจะเป็นผลพลอยได้ของการต่อสู้ ไม่ใช่ main stream แบบนี้...
ป้าเข้ามาเป็นส่วนของเสื้อแดงด้วยความคาดหวังความเป็นธรรม ความเท่าเทียมของสังคม และอำนาจอธิปไตยที่มาจากปวงชนแท้จริง

ทำไมเราไม่ตั้งเป้าหมายการเรียกร้องที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมล่ะ?
ทำไมเราไม่ตั้งเป้าให้ชัดเจนในรายละเอียดการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานในสภาที่ต้องการพลังสนับสนุน คานกับฝั่งเสื้อเหลืองฝั่งอำมาตย์ หากเรารวบรวมรายชื่อขอแก้รัฐธรรมนูญในมาตราสำคัญ จะมีผลไหม? ผลงานจะเป็นรูปธรรมจับต้องได้และมีความเป็นไปได้มากกว่าไหม?

วันนี้รู้สึกว่านักการเมืองก็ทำเพื่อประโยชน์นักการเมืองก่อนประชาชนเหมือนที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

ป้าคงจะสู้ต่อไป.. แต่ขอสู้ในแนวทางอื่นไม่ใช่แนวทางนี้...
แนวทางของคุณจาตุรนต์ หรือ อ.จ.ชูพงศ์ หรือ อ.จ. สุรชัย

สำหรับคุณวีระ และสามเกลอ วันนี้ขอลาก่อนนะคะ.. เมื่อไรที่เรามีเป้าหมายเดียวกันแล้วป้าจะมาสู้ร่วมกับพวกคุณอีก...


ติงแกนนำล้าหลังมวลชนที่ต้องการประชาธิปไตยแท้จริง

ผู้ใช้นามแฝงลูกชาวนาไทย กล่าวว่า

ผมว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ แกนนำอาจตามอารมณ์มวลชนไม่ทันอยู่บ้าง และบางทีคนระดับคุณวีระ ที่อายุมาก อาจมีสายสำพันธุ์ เยอะ จนมองเห็นทุกอย่างติดขัด หรืออาจมีการล็๋อบบี้กันหลายภาคส่วน

แต่ตามวลชนไม่ทัน ก็ไม่เป็นไรครับ วันนี้คนเสื้อแดง ได้ไปไกลมาแล้วครับ หากแกนนำยังล้าหลังอยู่ ก็จะเกิดแกนนำอื่นๆ แย่งชิงมวลชนไปเอง

ที่จริง การสมานฉันท์วันนี้ ผมไม่คิดว่าจะมีประโยชน์แต่อย่างใดหรอกครับ เพราะไม่ได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานของวิกฤติการณ์ การเมืองครั้งนี้ การสมานฉันท์ จึงเป็นการเหยียบเอาปัญหาเอาไว้

และผมไม่เชื่อว่าจะมี "การสมานฉันท์" ได้ เพราะทุกฝ่ายต่างก็ต้องการให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ อำมาตย์ก็ต้องการกำจัด "ระบอบทักษิณออกไป" เพราะคุกคามต่อ Status quo หรือสภาพคงที่ของพวกเขา

และประชาชนที่สนับสนุนระบอบทักษิณ ก็ต้องการได้ประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงของ "ศักดินาและอำมาตย์" กลับคืนมา สรุปคือไม่มีใครยอมถอยหรอกครับ

ดังนั้น หากจะให้วิกฤติการณ์จบ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฎิรูประบบศาลให้มีความเป็นธรรมและไม่สองมาตรฐาน

และอำมาตย์ต้องดึงมือกลับไป

ผมว่าวันนี้ ประชาชนได้มาำไกลมากแล้ว เหมือนยักษ์จินนี่ หลุดออกมาจากตะเกียง อำมาตย์จะให้กลับไปอยู่แบบ ไพร่ฟ้า "ซาบซึ๊ง" กันทั้งปีเหมือนยุึึคก่อนปี 2549 ได้จบสิ้นไปแล้ว

ผมคิดว่า "ยุคซาบซึ๊ง" ได้จบสิ้นไปแล้ว ที่ยังเหลืออยู่บ้าง ก็แค่รอวันเวลาจางหายไปเท่านั้นเอง

ยุคทองของการซาบซึ๊งจบสิ้นแล้ว


ติงไร้เดียงสาไม่หวังอำมาตย์จะมายอมสมานฉันท์ด้วย

ผู้ใช้นามแฝงว่า แม่ปังคุงTFN กล่าวว่า

ถ้าพวกอมาตย์มันอยากจะสมานฉันท์ด้วย..มันสมานฉันท์ตั้งนานแล้วจ้า..มันไม่รุกไล่เราจนแทบจะตกแผ่นดิน แทบจะต้องพกคดีติดตัวกันคนละใบสองใบแบบนี้หรอก ..ถ้ามันคิดว่าเรามีราคาต่อรอง..มันไม่กล้าทำอะไรแบบนี้หรอก นี่มันทำทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะตามยุบพรรคตั้งกี่ครั้ง ไม่ว่าจะยกฟ้องคดีฝ่ายเราฟ้องไม่รู้กี่สิบคดี ไม่ว่าจะเร่งจับเสื้อแดงซะจนจะหมดกรุ ไม่ว่าจะเลื่อนคดีเสื้อเหลืองซะไม่รู้เท่าไหร่ ไม่ว่าจะส่งคนไปไล่จับนายกทักษิณไม่รู้กี่ประเทศ..

เฮ้อ..ตื่นๆๆๆ ตื่นได้แล้วค่า ทั้งคุณวีระ และ นายกทักษิณ..เสื้อแดงรู้กันหมดแล้ว และเราไปไกลเกินกว่าคำว่าสมานฉันท์แล้ว..ถ้าต้องการให้เราหยุด ขอแค่ความยุติธรรมกลับคืนมา ขอรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ ยกเลิก และ เลือกตั้งองค์กรอิสระใหม่ โล๊ะสว. เลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ..แล้วมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

แต่ถ้าไม่ได้ตามนี้..อย่ามาพูดเรื่องการตกลงของระดับบนเพื่อประเทศ..อย่ามาพูดให้เหม็นขี้ฟัน..เสื้อแดงมาเพราะเราต้องการประชาธิปไตยและความยุติธรรม..ไม่ได้ต้องการ "แค่" แย่งชิงอำนาจกลับมาใส่มือใคร

ตอนนี้แกนนำควรเลิกพูด เลิกคิดเรื่องการเจรจาต่อรองตกลงอะไรได้แล้ว..ตราบใดที่เราไม่ถือไพ่เหนือกว่า อย่าหวังว่าจะเห็นน้ำตาจระเข้

อีกอย่าง..ไม่ต้องคิดว่าปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจะทำให้ไอ้พวกอมาตย์ตกใจ เห็นแก่บ้านเมือง ถ้ามันเห็นแก่บ้านเมืองจริง มันไม่กล้าปิดสนามบินหรอกค่า ..นอกเสียจากว่า เศรษฐกิจตกต่ำจนชาวบ้านจะอดตาย จนทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบฝรั่งเศส ..นั่นแหละ ..อาจพอให้มันสะดุ้งกันได้บ้าง


ผิดหวังแกนนำ+ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยยอมจำนน

คุณอำมาตยธิปไตย ตายยกคอก กล่าวว่า

ไม่เคยมีระบอบประชาธิปไตยในสังคมทาส..!! แล้วเราจะเรียกร้องหาอะไรกัน..? ถ้าอยากจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเหมือนสากลโลกเขา ก็ไปเลิกทาสกันให้หมดเสียก่อน นี่นับประสาอะไร ตัวผู้นำที่อ้างว่าจะนำพาประชาธิปไตย กลับเป็นทาสศักดินาคนสำคัญเสียเอง หลอกตัวเองไม่พอ ดันหลอกมวลชนต่อไปอีก พวกเราภักดีต่อผู้นำ (ประชาธิปไตย) แต่คุณกลับไปภักดีต่อฝ่ายตรงข้าม (ศักดินาอำมาตยาฯ) สำหรับผู้รักและเรียกหาประชาธิปไตย ไม่ว่าสีอะไร เลิกหลอกตัวเองได้แล้ว แพ้คือแพ้ โง่คือโง่ ประชาธิปไตยไม่เคยมี เพราะถ้ามีคงไม่ต้องร้องหา จงหาหนทางที่จับต้องได้ให้มากกว่านี้ คำปลอบโยนไม่มีประโยชน์ต่อคนเข็มแข็ง มันมีไว้สำหรับคนอ่อนแอ่ เพื่อปลอบให้มันอ่อนแอกันต่อไป อย่ายึดติดตัวบุคคล ให้มองที่อุดมการณ์และความกล้าหาญ เป็นผู้นำหลักของเรา


ฝ่ายหนุนแกนนำให้ยื่นฎีกามองเป็นการพลิกแพลงทางยุทธวิธีมากกว่ายอมจำนน

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนแกนนำในบอร์ดประชาไท และบอร์ดฟ้าเดียวกันดูจะมีจำนวนมากกว่า เห็นว่านี่ไม่ใช่ลัทธิยอมจำนน แต่เป็นการพลิกแพลงยุทธวิธีต่อสู้มากกว่า และแรงกดดันจะไปตกอยู่กับฝ่ายอมาตยาธิปไตยมากกว่า

คุณกุมภากล่าวว่า

ผมมองว่าเป็นการกดดันมากกว่านะครับ ลองคิดดูว่าถ้าเสนอไปแล้ว
การสนองจะมีกี่ทาง แต่ละทางมีผลอะไรตามมาบ้าง เช่น ถ้าเสนอแล้วเงียบนั้นก็หมายถึงอะไร หรือเสนอไปแล้วไม่เห็นด้วยก็จะมีผลอีกอย่าง หรือเสนอไปแล้วเห็นด้วย ก็มีผลกับอีกฝ่าย คิดดีๆครับ ตั้งสติกันดีๆ เป็นการกดดันกันเห็น


มองเกมนี้มีแต่ได้ไม่มีอะไรเสียหายน่าลองดู

คุณป้าปากเกร็ดกล่าวว่า

เอ่อ...แล้วพร้อมจะเอาหัวชนกำแพงกันแล้วหรือคะ
กำแพงที่ขวางหน้าไม่ใช่เพิ่งมี ไหนยังจะตีนตุ๊กแกที่เกาะปกคลุมอีก
มันคงไม่ง่ายอย่างที่หวังหรอกค่ะ เมื่อไหร่คุมกองทัพได้ บอกด้วยแล้วกัน

อะไรที่ทำให้ข้ามกำแพงนี้ไปได้ก่อน ก็ควรทำไม่ใช่หรือคะ
หรือมีวิธีที่ดีกว่านี้ เลือกตั้งจนได้เสียงมาอันดับหนึ่งแบบถล่ม
ทลาย เขาออกมาคืนเดียว หายไปไหนกันหมด ทำไม ไม่ออกมา
ต่อสู้เสียตั้งแต่วันที่20กย.49 ล่ะคะ

ฮาร์ดคอร์น่ะทำได้ ถ้าแน่ใจว่าจะชนะ หากยังไม่มั่นใจ ได้แค่ไหน
ก็ต้องคว้าไว้ก่อน ใครบอกว่าการณ์ครั้งนี้คือการยอมกราบตีน
มองโลกแคบไปหรือเปล่า ลองคิดทบทวนดู วิธีนี้ มีแต่ได้ไม่มีเสีย

หากคุณป้าหมอว่าแนวทางของคุณชูพงศ์ดีกว่า ก็ยังไม่เห็นจะต่างกัน
เพียงแต่ข้อร้องขอเท่านั้นที่แปลกไป เอาง่ายๆแค่นี้ก่อน แล้วดูลาดเลา
การที่อยู่ดีๆไปขอให้เขาคืนอำนาจ เป็นคุณคุณจะยอมคืนดีๆหรือ

การขอครั้งนี้ หากได้ เขาก็ดูเหมือนไม่เสีย หากไม่ให้ เราจะได้ดำเนินการต่อ
ใจเย็นสักนิดนะคะ ใจร้อนไม่ช่วยอะไรหรอกค่ะ หักด้ามพร้าด้วยเข่า
รังแต่จะเจ็บตัว นอกจากพร้าไม่หัก แล้วอาจถูกบาดได้รับบาดเจ็บ
ล้มตายเอาเสียด้วย สู้ค่อยๆกัดร่อนไม่ดีหรือคะ

ทุกอย่างมีเวลาของมัน หากยังไม่ถึงเวลา จะวิ่งไปให้เขาเชือดทำไม


หนทางสู่ชัยชนะมีหลายวิธี นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง

คุณ wenocoup กล่าวว่า

ใจเย็นๆครับผมว่ามันก็น่าจะเป็นยุทธศสตร์อย่างหนึ่งก็ได้
อย่าลืมนะครับว่าการต่อสู้ครั้งนี้เรายังไม่สามารถฟันธงว่า
ตกลงแล้วเค้าผู้ยิ่งใหญ่จะเอาอย่างไรกันแน่
จะเอาประชาชนหรืออำมาตย์
เพราะเห็นเคยว่าอำมาตย์ออกอากาศก็หลายครั้ง
การที่คุณวีระเสนอแนวทางนี้อาจมีอะไรที่ลึกล้ำมากกว่าที่เห็น
ทุกอย่างไม่ใช่คุณวีระเพิ่งจะนึกได้ตอนโฟนอิน
แต่ดูเหมือนมีการเตรียมการไว้แล้ว
ก็ดีนะการที่เราใช้วิธีนี้เราจะได้กระจ่างในสิ่งที่อึมครึม
อีกอย่างชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ลึกซึ้งนัก
และออกจะยึดโยงกับคุณทักษิณเป็นอย่างมากเราต้องยอมรับ
ผลที่ได้รับจากการเสนอครั้งนี้จะทำให้เราเดินหน้าได้อย่างมั่นใจขึ้น
เราจะสามารถกำหนดยุทธวิธีในการต่อสู้ครั้งต่อไปได้ถูกทาง
ตั้งสติครับอย่าท้อแท้หมดกำลังใจไปครับ
หนทางยังอีกไกลเราต้องรวมใจกันไว้มั่นคงและหนักแน่น
เหมือนการเดินทางไปเชียงใหม่ไม่ใช่มีแค่เครื่องบินทางเดียวเมื่อไหร่


มองเผือกร้อนไปตกอยู่กับฝ่ายอำมาตยาหลังยื่นฎีกา

คุณpayai97 กล่าวว่า

ใจเย็นๆ เกมชี้เป้า กดดัน รอดูท่าทีว่าฝ่ายโน้นจะขยับตัวยังไง
ตอนนี้เผือกร้อนไปอยู่ในมือเขาแล้ว
ถ้าไม่ขยับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือถือเผือกร้อนไว้ร้อนมือแน่
บทพิสูจน์ว่าการโฆษณาความดีความงามอย่างเข้มข้นระยะนี้
เป็นของจริงหรือว่า เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ
สมมุติว่าคนไทยเชื่อว่าสิ่งที่โฆษณานั้นเป็นของจริงทุกประการ
ผลของการโยนเผือกร้อนออกมาว่า O K ตกลงตามที่ขอมา
เป็นการตอกย้ำความเชื่อ ให้เชื่อได้อย่างสนิทใจมากขึ้น
แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม การโฆษณานั้นจะลงมาอยู่ที่ศูนย์
ซึ่งจริงๆแล้วส่วนหนึ่งมันตั้งต้นอยู่ที่ศูนย์แต่เดิมอยู่แล้ว

ส่วนนี้มันก็จะมีแต่ติดลบลงไปเรื่อยๆ.........อึดอัดลำบากใจไม่เบา

.........เป็นความเห็นและความเชื่อส่วนตัว อาจไม่ใช่ตามนี้ก็ได้


คุณปรวย salty head ในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกันให้ความเห็นว่า

ผมว่า 1 ล้านคนน้อยไป น่าจะ 4-5 ล้านถึง 10 ล้าน
พูดง่ายๆว่าเอาคะแนนเสียง ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทยมานั่นแหละ
จริงๆผมไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกา

แต่คราวนี้ขอยุส่งให้ถวายเลย
ผมอยากดูว่าถ้ามีประชาชนจำนวนมากยื่นถวายฎีกาแล้ว ฎีกานี้จะเงียบหายไปหรือเปล่า
ถ้าเงียบหายประชาชนจะทำยังไง

และแนะนำว่า ยื่นฎีกาแล้ว
ควรจัดการชุมนุมทุก 2 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน เพื่อฟังผลฎีกา

ไม่ได้กดดันนะแค่นัดกันมาฟังผล
ถ้ายังไม่ได้ก็นัดกันมาฟังอีก

ถ้านานเข้ายังไม่ได้ อาจจะมารอฟังทุกวัน
ไม่ได้กดดันนะ

ผูกเงื่อน แอบข้างหลัง สร้างความวุ่นวายไว้
แต่ตัวเองอยู่สบาย
โดนซะมั้ง


มองปรากฎการณ์ชาวเน็ตเสื้อแดงเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาของฝ่ายประชาธิปไตย

คุณKittyPat กล่าวในบอร์ดประชาไท ว่า

นี่คือลักษณะของ Pure mob ครับ

การแตกต่างทางแนวความคิดเป็นไปได้เสมอ

ผิดกับม็อบจัดตั้งของพวกอำมาตย์ ที่สั่งซ้ายหัน ขวาหันได้

เพราะแกนนำและผู้จ้างวานมียุทธศาสตร์เดียวกัน คือ ล้มทักษิณและเครือข่าย

ยอมรับแนวคิดครับ

แต่ผมมองว่า การที่ออกมาไม้นี้ ก็เพราะไม่มีใครมีบารมีพออีกแล้วในประเทศนี้ที่จะนำประชาธิปไตยแบบไทยๆ มาสู่ประเทศได้ในช่วงเวลานี้

ไม่มีผู้นำคนไหนอีกแล้วที่พอจะต่อกรกับอำมาตย์ได้อย่างสูสี

ประชาธิปไตยบริสุทธิ์อาจมีอยู่จริง แต่นาทีนี้ จะเป็นไรไปเล่า หากเราได้อะไรที่ไม่ใช่อำมาตย์ไปก่อน

แล้วภาคประชาชนค่อยจับมือกันจัดการกับนักการเมืองชั่วกันต่อไป

คะแนนล่าสุด19.00น. พท.122,010 ชทพ.74,308 ทิ้งห่าง4.7หมื่น "เฉลิม" ประกาศชัยชนะ ชทพ.ยอมแพ้แล้ว

ที่มา มติชนออนไลน์

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษเขต 1 ล่าสุดการนับคะแนนในเวลา 19.00 น. ผู้สมัครเพื่อไทยได้ 122,010 คะแนน พรรคชาติไทยพัฒนาได้ 74,308 ทิ้งขาดกว่า 4.7 หมื่นคะแนน "เฉลิม"ประกาศชัยชนะแล้ว เพราะคนศรัทธา"ทักษิณ" ผู้สมัครชทพ.ยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ เลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 1 จ.ศรีสะเกษ รวมทั้ง 9 อำเภอ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ดังนี้

เวลา 19.00 น.

หมายเลข 1 นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 122,010 คะแนน

หมายเลข 2 นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 74,308 คะแนน

เพื่อไทย ทิ้งห่าง ชาติไทยพัฒนา 4.7หมื่นคะแนน

เวลา 18.00 น.

หมายเลข 1 นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย ได้ 46,437 คะแนน

หมายเลข 2 นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ 21,006 คะแนน

เพื่อไทย ทิ้งห่าง ชาติไทยพัฒนา 2.5หมื่นคะแนน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ศรีสะเกษเขตที่ 1 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 15.00 น. ว่า การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ปรากฏว่า มีประชาชนให้ความสนใจไปดูการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งจำนวนมาก เบื้องต้น ผลคะแนนของ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ในแต่ละหน่วยมีคะแนนทิ้งห่าง นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ หมายเลข 2 พรรคชาติไทยพัฒนากว่าเท่าตัว


เวลา 17.30 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้แล้ว โดยกล่าวว่า พร้อมฝากขอบคุณประชาชนเขต 1 จ.ศรีสะเกษ ที่ให้ความกรุณาเลือกพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากประชาชนยังศรัทธาในพรรคไทยรักไทยเดิม รวมถึงตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะประชาชนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะสามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้ รวมถึง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.ศรีสะเกษ ที่ทำงานให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวว่า การชนะเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 จังหวัด คือ จ.สกลนคร และ จ.ศรีสะเกษ จะส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด เมื่อเวลา 18.00 น. โดยการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ มีทั้งหมด 9 อำเภอ โดยผลการนับคะแนนเสร็จไป 5 อำเภอ ปรากฏว่า ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ชนะขาดทั้ง 5 อำเภอ โดยคะแนนในเกือบทุกหน่วยเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยคะแนนนำเกือบทั้งหมด โดยคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเท่าที่นับได้ พรรคเพื่อไทยชนะขาดประมาณ 2 หมื่นคะแนนแล้ว

ทั้งนี้ ทำให้ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว

พรรคเพื่อไทย ประกาศชัยชนะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1

ที่มา MCOT News คลิ้กที่นี่เพื่อชมรายละเอียด

ศรีสะเกษ 28 มิ.ย. - พรรคเพื่อไทยประกาศชัยชนะการเลือกตั้งซ่อม เขต 1 จังหวัดศรีสะเกษ ขณะเดียวกันพรรคคู่แข่งยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้

การเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 1 ที่พรรคเพื่อไทย ส่งนายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ เข้าชิงพื้นที่กับพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ส่งนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ บรรยากาศตลอดทั้งวันในการหย่อนบัตรลงคะแนน ในช่วงเช้า เป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากฝนได้ตกมาตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาของคืนหมาหอน แต่ในช่วงบ่ายบรรยากาศเริ่มคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงก่อนปิดหีบเลือกตั้ง ประชาชนต่างออกมาใช้สิทธิ์หนาตาจนเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง พบว่า มีการร้องเรียนกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 5 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง การขนประชาชนไปลงคะแนน อย่างไรก็ตาม หลังจากการลงพื้นที่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. พอใจในภาพรวมของการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ และคาดว่าจะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการได้ในเวลาประมาณ 21.00 น.

ล่าสุดหลังปิดหีบเมื่อเวลา 15.00 น. ในการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง มีประชาชนมาเฝ้าติดตามการนับคะแนนจำนวนมาก และผลของการนับคะแนนในแต่ละหน่วย คะแนนของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย นำผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนาเกือบเท่าตัว

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาประกาศชัยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่า คะแนนน่าจะนำถึง 3 หมื่นคะแนน และสาเหตุที่พรรคเพื่อไทยชนะ เป็นการตอกย้ำว่าประชาชนภาคอีสานยังชื่นชมแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกัน ด้านพรรคชาติไทยพัฒนาได้ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ยังจะตรวจสอบในเรื่องของการทุจริต เพื่อร้องต่อ กกต.ต่อไป. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-28 19:09:33

"เพื่อไทย"ได้ทีอัด"สุเทพ-ปชป."ชูธงขาวยก"เขาพระวิหาร"ให้เขมร ซัด"มาร์ค"ตี2หน้าจี้อย่าทำเป็นเล่น

ที่มา มติชนออนไลน์

"พร้อมพงศ์"ตอกกลับ"สุเทพ-ปชป."เชื่อถือไม่ได้ สุดท้ายยกธงขาวยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาทั้งที่เคยเล่นงานกล่าวหา"นพดล"ขายชาติไว้ ชี้ตอนนี้ปชช.เห็นธาตุแท้แล้ว ซัดพวกขายฝันสร้างภาพ เด็กพท.ซัด"อภิสิทธิ"ผู้นำตีสองหน้า จี้แก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำเล่นไม่ได้



นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานให้ทราบถึงผลการหารือกับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวานนี้ (27 มิ.ย.) ว่า ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นในปัญหาต่างๆ คิดว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา น่าจะผ่อนคลายลง ส่วนจะมีผลให้ลดกำลังทหารบริหารชายแดนหรือไม่นั้น จะต้องดูสถานการณ์ก่อน แต่ถือว่าได้พูดคุยกันดี สร้างความเข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย ส่งสัญญาณที่ดี จึงเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ฝ่าย จะได้ยึดถือในเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ว่า จะแก้ปัญหานี้ด้วยสันติวิธี

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ถึงกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกัมพูชาว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุยอมยกธงขาวยกเขาพระวิหารให้กัมพูชา เพราะศาลโลกได้ตัดสินไปนานแล้ว เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าคำพูดสมัยตอนนายสุเทพและพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเชื่อถือไม่ได้ เพราะตอนนั้นออกมาเรียกร้องว่าจะต้องต่อสู้ในเรื่องนี้ เพราะพื้นที่เป็นของคนไทย โดยเฉพาะนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นฝ่ายค้านก็ออกมาว่ารัฐบาลพลังประชาชนไปเจรจาขายชาติ ขายแผ่นดิน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าศาลโลกตัดสินเรื่องนี้จบไปตั้งแต่สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล พ.ศ. 2505


“สมัยก่อนพรรคประชาธิปัตย์ พยายามนำเรื่องปราสาทเขาพระวิหารมาเป็นประเด็นทางการเมือง พยายามเบี่ยงเบนว่าพรรคพลังประชาชนโดยนายนพดล ปัทมะ ไปทำสัญญาขายชาติยกแผ่นดินให้กัมพูชา ทั้งที่ไม่ใช่ แต่มาวันนี้นายสุเทพ กลับมายอมรับและยกที่ดินให้กัมพูชาโดยบอกว่าศาลโลกตัดสินไปแล้ว ทั้งที่เป็นแกนนำสำคัญคัดค้านเรื่องการยกเขาพระวิหารให้กัมพูชามาโดยตลอด แต่วันนี้กลับยกธงขาวแบบง่ายๆ" นายพร้อมพงษ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้จะทำให้ประชาชนเห็นว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำตอนเป็นฝ่ายค้าน จะทำทุกอย่าง รวมถึงเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นเกมทางการเมือง เพราะตอนนี้สิ่งที่พูดไว้ตอนนี้เหมือนเป็นการเอาลิ้นมาพันคอตัวเอง ตอนแรกว่าจะทวงเขาพระวิหารคืน แต่วันนี้กลับยกให้อย่างนี้เรียกว่าขายชาติหรือไม่ ตอนนี้ประชาชนทั้งประเทศเห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ว่า คิดได้ พูดได้ แต่กลับทำไม่ได้สักอย่าง เป็นพวกขายฝันสร้างภาพ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองแค่นั้นเอง


ส่วนนายพิทยา พุกกะมาน สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนขอเรียกร้องไปถึงรัฐบาล ให้เร่งดำเนินการการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศเรื่องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก เพราะความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นนั้นสืบเนื่องมาจากเมื่อครั้งที่นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา แต่กลับไม่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ แต่อีกไม่กี่วันให้หลัง รัฐบาลได้ส่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปตัวแทนเดินทางไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศสเปนเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียน แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ พูดอย่างทำอย่าง เป็นผู้นำที่ตีสองหน้าซึ่งในเวทีโลกเขาไม่ทำกัน เพราะถือว่าผิดมารยาท รวมทั้งกรณีที่รัฐบาลไปวิพากษ์วิจารณ์กรณีของอองซาน ซูจี จนรัฐบาลพม่าไม่พอใจ จึงอยากเรียกร้องว่านายอภิสิทธิ์ ให้ความสำคัญและจริงใจในการแก้ปัญหา จะมาทำเป็นเล่นไม่ได้เพราะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

เลือกตั้งศรีสะเกษ เพื่อไทยนำ ร้องกกต.5เรื่อง

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_15988

นับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ศรีสะเกษ เบื้องต้นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย มีคะแนนนำทิ้งห่างคู่แข่งจากพรรคชาติไทยพัฒนา ประธานกกต. คาด รู้ผลอย่างไม่เป็นทางการ เวลา 21.00 น.​ ...

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ศรีสะเกษ ช่วงเช้าวันนี้ (28 มิ.ย.) ว่า เป็นไปอย่างเงียบเหงาไม่คึกคัก เนื่องจาก ฝนตกลงมาในช่วงเช้า ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงพื้นที่เฝ้าระวังเข้ม ป้องกันการทำผิดกฎหมาย โดยนายอภิชาติ สุขัคคานนท์​ ประธาน กกต. นางสดศรี สัตยธรรม กกต. และ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. ได้ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งนายสุตา พรมดวง ได้ลาออกจากตำแหน่ง โดยทั้งสองคนลงตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งที่ อ.กันทรารมย์

นายอภิชาติ กล่าวว่า จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ เวลาประมาณ 21.00 น. ส่วนเรื่องร้องเรียนรับไว้แล้ว 5 เรื่อง ส่วนมากเกี่ยวกับข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง หลอกลวงใส่ร้ายให้สำคัญผิดในคะแนน และขนประชาชนมาลงคะแนน ซึ่งจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบสวนต่อไป

นางสดศรี กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ มีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีทุกอย่าง และจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกอย่าง คาดว่าคนมาใช้สิทธิ์ไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์

สำหรับบรรยากาศภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง ในเวลา15.00 น. ซึ่งนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง มีประชาชนให้ความสนใจไปดูการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งหนาตา เบื้องต้น คะแนนของ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย ในแต่ละหน่วยมีคะแนนทิ้งห่าง นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ หมายเลข 2 พรรคชาติไทยพัฒนากว่าเท่าตัว

พรรคเพื่อไทย เตรียมเดินสายจัดสัมมนาเศรษฐกิจทั่วประเทศ

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่


28 พ.ค.- พรรคเพื่อไทย ระดมขุนพลเศรษฐกิจ และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เตรียมเดินสายจัดสัมมนาเศรษฐกิจทั่วประเทศ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าช่วงเดือนหน้า พรรคจะจัดการสัมมนาด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศ ระดมความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ รวมทั้งขุนพลเศรษฐกิจ และอดีตรัฐมนตรีของพรรค เพื่อนำผลมาจัดทำเป็นนโยบายรณรงค์เลือกตั้งครั้งหน้า รวมถึงใช้เป็นแนวทางตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ กำหนดการสัมมนาในที่จังหวัดภูเก็ต ในวันที่ 24- 25 กรกฎาคม คาบเกี่ยวกับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน+คู่เจรจา รวมถึงการประชุมประเทศภาคพื้นเอเชียแปซิกฟิก ระหว่างวันที่ 17- 23 กรกฎาคม

โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลที่ให้ข่าวว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวานนี้ จะมีแผนตากสินก่อความวุ่นวาย แต่ในที่สุดก็ไม่เกิดเหตุวุ่นวายแต่อย่างใด. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-06-28 13:12:43