WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 29, 2009

ทางออกของสังคมไทย / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

สังคมไทยแตกแยกทำลายกันมาตั้งแต่ปลายปีพ.ศ.2548 เมื่อนับจนถึงขณะนี้ (เดือนมิถุนายน 2552) เป็นเวลาเกือบสี่ปีแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าสภาพเช่นนี้จะดำเนินไปอีกนานเท่าไหร่ และเรื่องจะลงเอยอย่างไร

นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ว่า เดิมสังคมไทยใช้ระบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เน้นเรื่องความรักชาติและเคารพเชื่อฟังผู้ปกครอง เพื่อให้คนที่มีหลากหลายชาติพันธุ์มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน และอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข

แต่หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยเมื่อปีพ.ศ.2475 ระบบเดิมก็เริ่มเกิดปัญหาเมื่อคนระดับล่างถามหาความเป็นธรรม และเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจแก้ไขความทุกข์ยากลำบากของตน

ในช่วงแรกๆปัญหาเหล่านี้ไม่รุนแรง เพราะคนในระดับล่างเคยชินกับการถูกตีกรอบให้เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่กล้าโต้เถียง และไม่เคยถูกฝึกให้แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง คนระดับล่างจึงมีพลังอ่อนด้อยเนื่องจากขาดวุฒิภาวะและขาดประสบการณ์ที่จะต่อสู้

จนต่อมาเมื่อคนระดับล่างได้พัฒนาการเรียนรู้มากขึ้น และสังคมมีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดปัญหามากมาย คนระดับล่างจึงลุกขึ้นใช้สิทธิของตนประท้วงต่อต้านความไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม กล้าเรียกร้องอย่างไม่หวั่นเกรงใดๆ

ดังนั้นถ้าหากยังใช้โครงสร้างแบบเดิมต่อไป ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

อาจารย์เสกสรรค์ ประสริฐกุล ระบุว่า ขณะนี้ยังพอมีทางออก โดยคนระดับบนจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเปิดช่องให้คนระดับล่างมีสิทธิเสรีภาพ มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย มีสิทธิปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น และมีการจัดสรรทรัพยากรอย่างทั่วถึงเป็นธรรม ซึ่งถ้าหากประนีประนอมโอนอ่อนให้แก่กัน ก็จะอยู่ร่วมกันต่อไปได้

โครงสร้างการเมืองการปกครองแบบเก่าเป็นแบบแนวดิ่ง ซึ่งเป็นระบบรวบอำนาจ คนชั้นบนเป็นผู้ปกครอง และเป็นฝ่ายกำหนดให้คนชั้นล่างซึ่งเป็นผู้อยู่ใต้การปกครอง ทำตามสิ่งที่ตนต้องการ

โครงสร้างแบบนี้เหมาะสมและใช้ได้กับสังคมขนาดเล็ก โดยเฉพาะสังคมไทยที่มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่ตกเป็นเป้าของประเทศอื่นที่ต้องการเข้ามายึดครอง ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองมีนโยบายและยุทธวิธีอย่างไร ประชาชนก็ร่วมมือเต็มที่ เพราะรู้ดีว่าถ้าแตกสามัคคีกันจะถูกข้าศึกศัตรูทำลายพินาศสิ้น

แต่เมื่อสังคมขยายใหญ่ขึ้นก็มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น คนระดับบนต่อสู้แย่งชิงอำนาจด้วยวิธีการทุกรูปแบบคนร่ำรวยที่มีแค่ 20% มีอิทธิพลครอบงำเศรษฐกิจ ฮุบทรัพย์สินของชาติไปกักตุนมหาศาล แต่คนอีก 80 % ยากจนทุกข์ยาก มีปัญหาเรื่องปากท้องและอนาคตมืดมน

ส่วนในด้านศึกภายนอกก็หนักหน่วงเช่นกัน เพราะเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเศรษฐกิจ บรรดาประเทศใหญ่ได้แผ่ขยายอำนาจอิทธิพลครอบงำประเทศที่อ่อนด้อยกว่า ทุนข้ามชาติล่วงล้ำเข้ามามีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง

คนระดับล่างในสังคมไทยจึงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตน และปัญหานี้จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง สังคมจากแนวดิ่งมาบ้านกว้าง เพื่อให้คนระดับล่างได้รับความเสมอภาคมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น และได้รับส่วนแบ่งโภคทรัพย์ของชาติอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ใจเสื้อแดง

ที่มา บางกอกทูเดย์

เสาร์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา...ที่ท้องสนามหลวงมีคนเสื้อแดงชุมนุมทางการเมืองอยู่เต็มพื้นที่นับแสนผมเวียนสังเกตการณ์รอบๆ แล้วกลับมาดู ดี สเตชั่นถ่ายทอดสดที่บ้าน ผมมีความรู้สึกหลายอย่างที่อยากถ่ายทอดให้ใครก็ได้ที่อ่านพบข้อเขียนนี้โดยเฉพาะคนที่เป็น “ตัวละครเอก” อยู่ในนิยายแห่งความขัดแย้งนี้ได้พึงตระหนักและเชื่อว่า ถ้าคุณรักประเทศนี้จริง คุณต้องหาทางรักษาเยียวยาแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไปเพราะความอดทนของคนมีขีดจำกัด!สายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก. . . ลมพายุโหมกระหน่ำจนป้ายต่างๆ หลุดลอยปลิวว่อน เครื่องเสียงไม่สามารถใช้การได้ไปชั่วขณะแต่ไม่สามารถหยุดยั้งใจของ “คนเสื้อแดง” ที่หลอมรวมเป็นใจเดียวกัน ยืนหยัดปักหลักสู้กับสายฝนและแรงลมอย่างไม่ย่อท้อซึ่งถ้าเป็น “ม็อบจ้าง” คงเปิดแน่บกลับบ้านกันหมดแต่นี่เป็นผู้คนที่มาด้วยใจ...ใจที่รักชาติรักประชาธิปไตยที่เขามองเห็นชัดเจนแล้วว่าถ้าไม่ออกมาแสดงออก...ไม่ออกมาต่อสู้ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เป็นของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนจะไม่เกิดจะมีเพียงประชาธิปไตยจอมปลอมที่ “อมาตย์”โยนเศษเดนให้ลิ้มรสมานานนับเนื่องตั้งแต่ปี 2475 แล้วโดยมีนักการเมืองรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ยอมเสพเศษประชาธิปไตยที่เขาโยนให้ โดยหวังว่าอำนาจที่ตัวเอง

ได้รับอยู่จะสร้างประโยชน์แก่พวกแก่หมู่ของตัวเองซึ่งประชาชนไม่ได้รับผลบุญอะไรด้วย พวกเขายังคงลำบากตรากตรำหาเช้ากินค่ำ ชีวิตไม่อาจดิ้นรนให้พ้นจากแดนแห่งความสิ้นหวังจนมีชายที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” มาทำให้พวกเขาจำนวนมาก ก้าวพ้นจากแดนแห่งความหิวโหยวันนี้ชายคนนี้ถูกสังคมนี้ที่หลงเป็นเหยื่ออมาตย์ขับไล่ออกจากผืนมาตุภูมิอย่างอยุติธรรมชาวเสื้อแดงจึงต้องออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เขา และเรียกร้องให้อมาตย์คายอำนาจคืนแก่ประชาชนโดยสมบูรณ์ทำให้ฟ้าฝนมิอาจขวางกั้นแรงปรารถนาอันแรงกล้านี้ได้ถ้ารัฐบาลนี้จะไม่ลุแก่อำนาจ...ไม่เห็นแก่อำนาจจอมปลอมที่อมาตย์โยนเศษอำนาจให้ลิ้มรสอยู่เวลานี้...จะพึงตระหนักใจของคนเสื้อแดงรัฐบาลต้องไม่รักษาอำนาจของตัวเอง โดยยอมเป็นเครื่องมือรับใช้อมาตย์ รักษาอำนาจลึกลับของอมาตย์และหาวิธีการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แข็งแกร่ง ภายใต้การปกป้องของประชาชนแต่รัฐบาลนี้ยอมเป็นเครื่องมืออมาตย์...หลับตาทำเป็นไม่เห็นความอยุติธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้น ทั้งคดีความระหว่างฝ่ายต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องอื่นๆท่านพูดไม่ได้หรอกว่า ท่าน คือ รัฐบาลของประชาชนและท่านไม่ต้องมารักษาใจเสื้อแดงเลย เพราะใจเสื้อแดงชนะฟ้าฝนมาแล้ว...การจะชนะอภิสิทธิ์ไม่ยากเลยไม่เชื่อก็คอยดูไม่นานเกินรอหรอก! ■

อย่าโหนหมี

ที่มา บางกอกทูเดย์

ชัยชนะแบบถล่มทลายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ ชนะพรรคชาติไทยพัฒนากว่า 50,000 เสียง เป็นการยืนยันว่า...บัดนี้...ได้เกิดปรากฏการณ์ “อีสาน เอฟเฟกต์”ขึ้นแล้ว!!อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะต้อง “ยอมรับอย่างลูกผู้ชาย” ว่า...พวกคุณไม่มีสิทธิ์จะสู้พรรคเพื่อไทยใน พื้นที่อีสาน ได้...ความพ่ายแพ้ 2 ครั้งรวดของพรรคร่วมรัฐบาลคือ พรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดสกลนคร และพรรคชาติไทยพัฒนาที่จังหวัดศรีสะเกษ คือ “คำตอบ”ที่ชัดเจนว่า...บารมีและความนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร ที่มีต่อคนไทยภาคอีสานยังแน่นหนามั่นคง ชนิดที่พรรครัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์และพรรคร่วมอย่างพรรคภูมิใจไทยไม่มีวันสู้ได้!!คำตอบจึงมีเพียงสถานเดียว ยุบสภาเมื่อไรรัฐบาลประชาธิปัตย์จะแพ้การเลือกตั้งต่อพรรคเพื่อไทยอย่างยับเยิน

อภิสิทธิ์ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รู้คำตอบนี้เหมือนที่คนทั้งประเทศรู้ การเลี่ยงฮุ้นไม่ยอมยุบสภาไม่ว่ากรณีใดๆ จึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดาก็ยุบแล้วแพ้เลือกตั้งอีกฝ่ายจะยุบไปทำไม??เว้นไว้แต่ว่า...ถึงหนทางตัน!!เฉลิม อยู่บำรุง สรุปชัยชนะทั้ง 2 จังหวัด ว่าเพราะ1. คนจนยังศรัทธานโยบายของพรรคไทยรักไทยเดิม แม้เปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย2. ยังศรัทธาเชื่อมั่นและนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณเพราะเชื่อว่าจะแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้ผมว่าถ้าจะเพิ่มเติมประเด็นอื่นเพิ่มเข้าไปอีกก็น่าจะเป็นเพราะ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ไม่มีผลงานอะไรเลย นอกจากเดินหน้ากู้เงินลูกเดียวและหาเงินไม่เป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่าง “หมีแพนด้า” หรือ“แพนด้าน้อย” ก็ถูกนำมาบิดเบือนมาร์คพูดออกมาเต็มปากว่า ในการไปเยือนเมืองจีนจะพยายามพูดกับรัฐบาลจีน ให้ยืดอายุการนำ“แพนด้าน้อย” กลับคืนประเทศจีนให้ได้อย่างน้อยก็ 2 ปีตรงนี้น่าเกลียด!! ถือเป็น “การโหนหมี”เอาประเด็นลูกหมีแพนด้ามาหาเสียงหน้าตาเฉยเพราะในสัญญาของรัฐบาลจีนที่มีต่อทุกประเทศที่จีนให้นำหมีแพนด้าไปเลี้ยง ถ้าหมีแพนด้าออกลูก รัฐบาลจีนจะนำกลับประเทศจีน ภายในเวลา 2 ปีก็เรื่องแค่นี้ยังไม่พูดความจริง ยังมีการลักไก่หรือตีขลุมว่า ไปเจรจากับจีนมาทั้งที่ “เขาให้อยู่แล้ว” คนไทยที่ไหนที่จะเชื่อคำพูดรัฐบาลชุดนี้เลือกตั้งกี่ครั้งก็แพ้ไม่มีหูรูด!! ■

อยู่กับประชาธิปัตย์

ที่มา บางกอกทูเดย์

สัปดาห์ที่แล้ว..รถไฟหยุดวิ่ง..รองนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่คนกลาง..รับทุกประเด็นที่สหภาพปรารถนา..แล้วรถไฟก็วิ่งพรึ่บพร้อมๆ กันวิเคราะห์เป็นไปได้หรือไม่..การหยุดวิ่งของรถไฟหนนี้..เป็นเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นมา..เพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์โครงการแยกส่วนรถไฟ..โดยจะให้มีส่วนของการบริหารสินทรัพย์รถไฟแยกออกมาจากการเดินรถ..โดยรูปแบบปัจจุบัน..ตำแหน่งผู้ว่าฯการรถไฟนั้น..จะต้องตั้งกันขึ้นมาจากลูกหม้อ..และตำแหน่งนี้ควบคุมดูแลทรัพย์สินของรถไฟซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาทแต่ส่วนที่จะแยกออกมานั้น..จะต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญในการบริหารจัดการ..ซึ่งรัฐมนตรีที่ดูแลกิจการรถไฟ..จะได้สิทธิอย่างเต็มที่ในการสรรหาและกำหนดทิศทางการบริหารแน่นอนว่า..การแบ่งหน้าเค้กออกไปจากตัวเค้กเช่นนี้..พนักงานรถไฟย่อมต้องหวงแหน..ยิ่งเฉพาะพนักงานในระดับบริหาร

ชั้นสูงและสูงสุดเมื่อกระทรวงคมนาคมเสนอ..มาตรการ“หยิบพุงปลา” ขึ้นมา..ประชาธิปัตย์ย่อมไม่เห็นด้วย..แต่การจะค้านในที่ประชุมนั้น..มันก็ซ้ำซากเกือบจะในทุกครั้งที่มีการประชุม..พรรคร่วมเสนอแต่ประชาธิปัตย์ค้าน..รถเมล์ 4,000 ตันก็แล้ว..ข้าวสารข้าวโพดก็แล้ว..วันนี้จะมีเรื่อง..ทรัพย์สินรถไฟเข้ามาอีก..จะให้เนียนก็ต้องให้..รถไฟต่อสู้เพื่อรักษาสมบัติของเขาไว้เอง..ประชาธิปัตย์จะได้ไม่ต้องลำบากใจในการเข้าไปขัดขวางขัดคอ..เรื่องการหยุดของรถไฟจึง..เกิดขึ้น..อย่างเข้มแข็ง เรียบร้อย และเป็นระเบียบ..ฝ่ายบริหารกับฝ่ายสหภาพเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย..แถมยังวางเผื่อไปถึงประปาไฟฟ้า..ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในแวดวงของพรรคร่วมอื่นในคราวเดียวกันเรียกว่ากระสุนนัดเดียวได้นกทั้งฝูงจริงหรือเท็จที่เดาๆ วิเคราะห์กันขึ้นมานั้น..ก็เพื่อจะเตือนพรรคร่วมโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย..ว่า..พรรคประชาธิปัตย์นั้น..เขามีเอกลักษณ์เฉพาะที่เป็นของเขา..หิวโหยอย่างไรเขาก็จะไม่สำแดงอาการ..จะเป็นอาหารเช้าหรืออาหารเย็น..เขาจะแนบเนียนมีพิธีรีตอง..ไม่มูมมามเอาใส่ถุงใส่ปิ่นโตอยู่กับประชาธิปัตย์..จึงมักง่ายและมักมากไม่ได้ต้องสงสารผู้จัดการรัฐบาล สุเทพ เทือกสุบรรณไว้ให้มากๆ..เพราะเขาคือหนังหน้าไฟ.. ■

สมานฉันท์?!

ที่มา บางกอกทูเดย์


“ขณะนี้ฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสภา กำลังทำงานเรื่องรัฐธรรมนูญ และแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองน่าจะเปิดโอกาสให้ทำงานอย่างเต็มที่”“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นัดชุมนุมเพื่อกดดันให้รัฐบาล “ยุบสภา”พร้อมกับบอกต่อว่า ถ้าจะสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งหลังจากนั้นก็ไม่ขัดข้อง“แต่ว่าขณะนี้กติกาใหม่ยังไม่เสร็จ เศรษฐกิจมีปัญหา แถมยังมีการขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงอีก ถือว่าไม่ส่งเสริมประชาธิปไตยถ้าต้องการประชาธิปไตยจริงๆ ต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม”การชุมนุมของ “คนเสื้อแดง” ที่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่มองข้ามมิได้ คือ คำว่า “สมานฉันท์” ที่รัฐบาล ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะทำให้เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่า...นับตั้งแต่วันแรกที่รัฐบาลประกาศเป็นนโยบาย จนกระทั่งถึงวันนี้คำว่า “สมานฉันท์”ก็ยังไม่เห็นเป็น “รูปธรรม”เนื่องจากยังมีการชุมนุมก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง...และจุดมุ่งหมายของการชุมนุมที่แท้จริงนั้นก็คือการนำ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”อดีตนายกรัฐมนตรี กลับบ้านโดยปราศจากคดีความใดๆและยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อ “นายประชา ประสพดี” ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาย้ำว่า ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อใด เชื่อว่าความสมานฉันท์ก็จะเกิดขึ้นในประเทศเช่นเดียวกับ “พล.อ.ชัยสิทธิ์ชินวัตร” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็ได้ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรกีดกันการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อเตรียมยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถือเป็นสิทธิ์ของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในประเทศ“แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าน่าจะเป็นอีกทางหนึ่ง ที่จะสามารถทำให้
ประเทศชาติกลับคืนสู่ความสงบสุขและสมานสามัคคีได้อีกครั้ง”“เว้นแต่หากยังมีคนบางกลุ่มที่มอง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นศัตรูอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น ที่อาจไม่ยอมรับในแนวทางดังกล่าว ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าคงไม่น่าจะมี”“เพราะในเวลานี้ทุกคนคงอยากจะเห็นทุกฝ่ายกลับมารักใคร่กลมเกลียวกัน นำประเทศชาติฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าประเทศอยู่มากกว่า”ขณะที่ “นายวิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.สัดส่วน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา บอกว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ได้พิจารณาเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้รายละเอียด ซึ่งได้ดำเนินการไปเสร็จสิ้นแล้วโดยวันที่ 16 ก.ค.52 นายอภิสิทธิ์ และ นายชัย ชิดชอบประธานรัฐสภา จะมารับมอบที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเรียบเรียงเอกสารนายวิรัชบอกอีกว่า จะช่วยได้ระดับหนึ่งในการที่จะให้ประชาชนชาวไทยปรองดองสามัคคีส่ว น จ ะ มีก า ร แ ก้ไ ข รัฐ ธ ร ร ม นูญหรือไม่นั้น “นายวิรัช” กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะแก้หรือไม่แก้อยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ที่นำเสนอคือความเห็นที่เป็นความขัดแย้งทางสังคมฉะนั้น หากมองกันให้รอบด้าน เฉพาะแก้ไขรัฐธรรมนูญคงมิได้ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ได้ทั้งหมด แต่จะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเพราะประเด็นใหญ่...มันยากที่จะ“สมานฉันท์” จริงๆ!! ■

คาใจเศรษฐกิจฟื้นจริงหรือไม่

ที่มา บางกอกทูเดย์

จนถึงวันนี้นักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ นักวิเคราะห์ ก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงชัดๆ ว่า เศรษฐกิจฟื้นจริงๆ แล้วหรือไม่ โดย นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า ยังไม่สามารถคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ได้ เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูงโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะเอสเอ็มอีหลายแห่งยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อดังนั้น สถานการณ์ของเอสเอ็มอีในช่วง 5-6 เดือน ยังน่ากังวลรัฐบาลควรที่จะให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะกระทบต่อการว่างงานให้เพิ่มขึ้น“ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เห็นว่าการกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาว 5-10 ปี ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะให้ไทยเป็นศูนย์กลางเรื่องใด และมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างไรเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมาย” นายก้องเกียรติ กล่าวนายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัยบล.ภัทร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ติดลบร้อยละ 3.3 โดยยังต้องรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งคาดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาอีกนานโดยต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะสามารถบริหารจัดการการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพราะเชื่อว่าตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาทิ อัตราการว่างงานและหนี้เสียมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น และราคาบ้านก็จะปรับตัวลดลงนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นช่วงนี้ คาดว่า จะเป็นการเข้าลงทุนชั่วคราวเพื่อเข้ามาเก็งกำไรเท่านั้น ดัชนีราคาหุ้นไทยในปลายปีนี้มองว่ายังอยู่ที่ระดับ 550 จุด แม้ว่าที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยจะปรับขึ้นไปทดสอบสูงสุดที่ระดับ 630 จุด ในเดือนมิถุนายนก็ตามแต่เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน แม้ว่าจะดีขึ้นบ้างแต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศในช่วงไตรมาส 2ก็ยังคงติดลบ ดังนั้น เป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดหุ้นผันผวนต่อเนื่องโดยเฉพาะในไตรมาส 3 ดัชนีหุ้นไทยจะปรับลงอีก ■

อยากให้แปรรูปใช่ไหม

ที่มา บางกอกทูเดย์

การออกมาเรียกร้องขอเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้พนักงานการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ให้กับพนักงานที่ฐานเงินเดือนต่ำกว่า 50,000 บาท มีสิทธิรับค่าครองชีพชั่วคราวเดือนละ 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี กำลังกลายเป็นโมเดลให้พนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นเอาเป็นแบบอย่างเพราะถ้าพนักงาน กฟน. ทำได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่พนักงานในรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นจะทำไม่ได้และเมื่อพนักงาน กฟน. ทำได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่พนักงานในรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นจะไม่ทำและถ้าพนักงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งพร้อมใจกันขอขึ้นค่าครองชีพ และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ความไม่พอใจก็อาจจะปะทุขึ้นทั่วประเทศจากประชาชนตาดำๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากต้องจ่ายค่าสาธารณูปโภคเพื่อให้พนักงานรัฐวิสาหกิจอยู่ดีกินดี ในขณะที่ตัวเองกำลังเข้าตาจน อดมื้อกินมื้อทั้งที่ทุกครั้งที่จะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พนักงานรัฐวิสาหกิจจะออกมาเดินขบวนต่อต้านการแปรรูป โดยยกเหตุผลว่าถ้ามีการแปรรูปเกิดขึ้น คนไทยจะต้องใช้น้ำใช้ไฟแพงขึ้นเพราะไม่มีบริษัทเอกชนที่ไหนจะคิดค่าน้ำค่าไฟได้เป็นธรรมและถูกเท่ากับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอีกแล้วและด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน การออกมาต่อต้านการแปรรูปของรัฐวิสาหกิจจึงมักประสบความสำเร็จ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากภาคประชาชนประชาชนไม่ต้องการให้มีการแปรรูป เพราะกลัวว่าจะต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟแพงขึ้นข้อมูลเหล่านี้ถูกถ่ายทอดและปลูกฝัง จนกลายเป็นค่านิยมว่าห้ามแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาดโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับไฟฟ้า น้ำประปา!!!แม้ในความรู้สึกของประชาชนบางคนจะไม่ค่อยชอบใจนักเกี่ยวกับสิทธิพิเศษที่พนักงานรัฐวิสาหกิจได้รับในด้านการใช้น้ำใช้ไฟฟรี (ไม่เกิน 10% ของเงินเดือน) ต่อมากฎนี้ได้ถูกยกเลิกโดยหันไปขึ้นเงินเดือนให้ 10% แทน แต่ก็คิดว่าหยวนๆ กันไป เพื่อแลกกับความสะดวกสบายที่รัฐวิสาหกิจเหล่านั้นนำสาธารณูปโภคมาบริการถึงประตูบ้านแต่ความรู้สึกนี้กำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยการออกมาเรียกร้องเรื่องการขอขึ้นค่าครองชีพดังกล่าวอย่างไรก็ตาม ถ้าข้อเรียกร้องมอบค่าครองชีพให้เฉพาะคนที่มีฐานเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทก็ไม่กระไร เชื่อว่าพี่น้องประชาชนรับได้ แต่พอเงื่อนไขที่ว่านั้น

ออกมาสำหรับคนที่มีฐานเงินเดือนต่ำกว่า 50,000 บาท มันทำร้ายความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศจริงๆในภาวะที่ประเทศชาติกำลังเผชิญกับวิกฤติข้าวยากน้ำมันแพง งบประมาณรัฐบาลขาดดุลจนต้องออกพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉินถึง 800,000 ล้านบาทเช่นนี้ ไม่มีใครคิดว่าจะได้ยินเรื่องดังกล่าวปรากฏสู่สาธารณชนจริงอยู่ แม้ กฟน. จะยืนยันว่า เงินที่นำมาใช้นั้นเป็นผลกำไรของ กฟน. รัฐบาลไม่ต้องจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตรงนี้แต่ถ้า กฟน. มีกำไรมาก เอากำไรตรงนั้นมาลดค่าไฟไม่ดีกว่าหรือเอากำไรตรงนั้นมาเป็นเครื่องมือในการอะลุ้มอล่วยให้กับชาวบ้านตาดำๆ ที่จ่ายค่าไฟช้าไปสักวันสองวันดีกว่าไหมไม่ต้องใช้ระบบเกิน 1 นาที ตัดไฟทันทีแบบนี้จะได้ใจชาวบ้านอีกเป็นกระบุงแต่ถ้า กฟน. ยังยืนยันเดินหน้าขอเงินค่าครองชีพชั่วคราวต่อไป และถ้ารัฐวิสาหกิจแห่งอื่นเข้าคิวเอาด้วย รับประกันถ้ารัฐบาลเสนอแนวคิดแปรรูปรัฐวิสาหกิจเมื่อไหร่ชาวบ้านก็เทใจหนุนเมื่อนั้น!!!ถึงวันนั้นต่อให้พนักงานรัฐวิสาหกิจจะก่อหวอดเดินขบวนประท้วงสักกี่รอบ ก็คงไม่มีใครออกมาร่วมสนับสนุนเหมือนที่ผ่านมาซึ่งการกระทำของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจในบางหน่วยงาน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ก็ออกอาการแปลกๆ ไม่น้อย เพราะอยู่ๆ ก็นัดลาหยุดงานพร้อมกันทั่วประเทศ ทำให้รถไฟเป็นอัมพาตไปนานกว่า 24 ชั่วโมงด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าการรถไฟฯ มีการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการรายได้เท่านั้นขณะที่พนักงานการไฟฟ้านครหลวงประท้วงขอขึ้นค่าครองชีพให้กับผู้ที่มีฐานเงินเดือนต่ำกว่า 50,000 บาทล่าสุด ก็มีข่าวว่าสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เอากับเขาด้วยเป็นเหตุผลที่หน่อมแน้มจริงๆแบบนี้แปรรูปรัฐวิสาหกิจกับไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจจะต่างกันตรงไหนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจทำเหมือนกับว่า อยากให้มีการแปรรูปก็ไม่ปาน!!! ■

ไทรอัมพ์เลิกจ้าง พนง. 1,930 คน คนงานจี้ชี้แจงขาดทุนจริงหรือไม่

ที่มา ประชาไท

หลังมีข่าวลือว่าจะมีการเลิกจ้างพนักงานบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งผลิตชุดชั้นใน และชุดว่ายน้ำ ยี่ห้อไทรอัมพ์ วาเลเซีย สลอคกี้ AMO ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (29 มิ.ย.52) บริษัทฯ ได้เรียกพนักงานทั้งหมดกว่า 4,000 คนไปรวมตัวกันที่ไบเทค บางนา เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าว โดยเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า มีการเลิกจ้างพนักงาน 1,930 คน หรือเกือบกึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด

นางวันเพ็ญ วงษ์สมบัติ ประธานสหภาพไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ว่า หลังบริษัทชี้แจงเรื่องการเลิกจ้าง ก็เชิญให้พนักงานรับซองขาว โดยไม่เปิดเวทีให้ซักถามโดยมีซอง 2 ประเภทคือ ผู้ที่ถูกเลิกจ้าง จะมีเอกสารแจ้งเลิกจ้างและเอกสารระบุรายละเอียดค่าชดเชยที่จะได้รับ ขณะที่พนักงานที่ไม่ถูกเลิกจ้างจะได้บัตรพนักงานใหม่ ซึ่งถูกโยกย้ายตำแหน่งงาน ซึ่งเธอแสดงความเห็นว่า เหมือนเป็นการจัดแถวใหม่

ประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ เล่าว่า สำหรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างนั้น เป็นพนักงานในแผนกผลิตชุดว่ายน้ำทั้งหมดและแผนกชุดชั้นในจำนวนหนึ่ง โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บริษัทให้เหตุผลว่า จะไม่ผลิตชุดว่ายน้ำในประเทศไทยอีก จึงต้องเลิกจ้างแผนกผลิตว่ายน้ำ และเป็นการปรับโครงสร้างของบริษัท ขณะที่ไม่มีการชี้แจงว่า เลิกจ้างพนักงานแผนกชุดชั้นในด้วยสาเหตุใด อย่างไรก็ตาม เธอตั้งข้อสังเกตว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นกรรมการสหภาพทั้งหมด ในส่วนของแผนกชุดชั้นใน ก็เหลือตนเองซึ่งเป็นประธานสหภาพฯ และพนักงานที่ตั้งครรภ์อีก 1 คนเท่านั้น

นางวันเพ็ญ กล่าวว่า ได้เคยตั้งคำถามกับบริษัทว่าขาดทุนจริงหรือไม่ ซึ่งบริษัทไม่สามารถชี้แจงได้ชัดเจนและอ้างว่า ไม่มีออเดอร์เข้ามา แต่เมื่อขอดูเอกสารการสั่งออเดอร์ บริษัทก็ไม่เปิดเผย โดยให้เหตุผลว่าเป็นความลับ ทั้งนี้ สหภาพฯ ได้ขอร้องว่า เมื่อบริษัทไม่สามารถชี้แจงให้ชัดเจนได้ ก็ขอให้ระงับคำสั่งก่อน จนกว่าจะมีการชี้แจง แต่บริษัทก็ให้เหตุผลว่า เป็นคำสั่งจากทางยุโรป และคนงานไม่มีสิทธิต่อรอง

สำหรับค่าชดเชยนั้น นางวันเพ็ญ ตั้งข้อสังเกตว่า พนักงานที่อายุงานนาน 20-30 ปี ได้ค่าชดเชยเพียง 100,000 กว่าบาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนด ขณะที่พนักงานที่มีอายุงาน 3-4 ปี ได้ค่าชดเชย 180,000-200,000 บาท จึงมีการตั้งคำถามในหมู่พนักงานว่า บริษัทใช้อะไรเป็นเกณฑ์ อีกทั้งในซองขาวที่พนักงานได้รับก็ไม่มีรายละเอียดว่าจะได้รับค่าชดเชยที่ไหน เมื่อใด ทำให้พนักงานกังวลว่า จะได้รับค่าชดเชยตามที่บริษัทระบุหรือไม่

นางวันเพ็ญ กล่าวว่า หลังจากนี้ พนักงานทั้งหมดจะกลับไปที่บริเวณหน้าโรงงาน เพื่อกำหนดท่าทีกันต่อไป

ด้านนางสาวจิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ กล่าวว่า พนักงานที่ถูกเลิกจ้างนั้น จะได้รับคำสั่งไม่ต้องมาทำงานตั้งแต่วันนี้ (29 มิ.ย.) จนถึงวันที่ 26 ส.ค. แต่จะได้รับค่าจ้างตามปกติ จากนั้น จะได้รับค่าชดเชยตามกฏหมาย บวกกับอีกหนึ่งเดือน และสิทธิลาพักร้อน

อย่างไรก็ตาม นางสาวจิตรา คิดว่า คนงานไม่ควรตกงาน เพราะบริษัทไม่สามารถชี้แจงเรื่องขาดทุนได้ ทั้งนี้ วานนี้ (28 มิ.ย.) สหภาพฯ ก็ได้ยื่นหนังสือขอให้นายจ้างเปิดเผยข้อมูลว่าขาดทุนจริงไม่ เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD

นางสาวจิตรา กล่าวว่า บริษัทต้องชี้แจงเรื่องการขาดทุนให้ได้ก่อน ถ้าเป็นที่ยอมรับได้ก็คงไม่เรียกร้อง ส่วนกรณีที่บริษัทบอกว่า ให้ค่าชดเชยมากกว่ากฏหมายแล้วนั้น เธอมองว่า กฏหมายนั้นเป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ อีกทั้งในกรณีนี้บริษัทก็ไม่ได้ขาดทุนจริง ดูเหมือนเป็นความต้องการทำลายสหภาพฯ และปลดคนงานที่อายุงานเยอะ และค่าจ้างสูงออกมากกว่า ดังนั้น บริษัทจึงต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำด้วย โดยจะเสนอขอค่าชดเชยเพิ่มขึ้นและขอให้บริษัทฝึกอาชีพอาชีพให้กับพนักงานด้วย

ด้านเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (ใส่ลิ้งค์ http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/corporate/20090629/55543/ไทยอัมพ์ปลดพนง.-1.9-พันคน-ชดเชยตามกม..html ) รายงานว่า นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งผู้ตรวจแรงงานกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานไปร่วมรับฟังการประชุมชี้แจงของบริษัทฯ กรณีเลิกจ้างพนักงานกว่า 1,900 คน ซึ่งขณะนี้นายจ้างยอมจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับลูกจ้างที่ถูกนายจ้างบอกเลิกจ้างทั้งหมด ตามกฎหมายกำหนด พร้อมทั้งยอมเพิ่มค่าเชยให้อีก 1 เดือน และจ่ายเงินเดือนพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทั้งหมด โดยไม่ต้องมาทำงานตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 26 สิงหาคม

ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่า มีพนักงานคนใดไม่ยอมรับเงินค่าชดเชย ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนกรณีที่ลูกจ้างที่เป็นกรรมการสหภาพแรงงานมีข้อสงสัยว่า นายจ้างไม่ได้ขาดสภาพคล่อง ตามที่ชี้แจงนั้น ก็เป็นเรื่องระหว่างนายจ้างและลูกจ้างที่ต้องเจรจากัน ทั้งนี้นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกจ้างลูกจ้างเพื่อพัฒนาองค์กร หรือรักษาสภาพการจ้างของบริษัทไว้

นางอัมพร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้รับการยืนยันจากนายจ้างบริษัทไทรอัมพ์ฯ ว่าจะไม่มีการเลิกจ้างพนักงานเพิ่มอีก เนื่องจากต้องการทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยต่อ เพราะคนงานส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นคนงานที่ดีและมีฝีมือ

ความจำมาร์สั้น แต่ความ"หน้าด้าน"มาร์คยาว

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย แม่ปังคุง
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2009 เวลา 22:06 น.

altพอดีไปเห็นกระทู้ที่ประชาไทลงไว้ เลยอยากจะเอามาเตือนความจำสาวกแมลงสาบ และ สาวก พธม. รวมถึงพลังเสื้อสีขาวโอโม่ทั้งหลาย

ข่าวเก่า

ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นายอภิสิทธิ์ ได้ประกาศเสนอตัวเป็น นายกรัฐมนตรี คนใหม่ด้วยวัย 43 ปีที่ผ่านชีวิตทางการเมืองมาแล้ว 15 ปี นำพรรคประชาธิปัตย์แป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยชูนโยบาย "วาระประชาชน" ที่ว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มนโยบาย 4 หัวข้อใหญ่ คือ

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่



1.) การพัฒนาคน
2.) กอบกู้เศรษฐกิจ
3.) ใต้สันติ และ
4.) ฟื้นฟูประชาธิปไตย

ต่อมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประกาศ "แผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันทำได้จริง" ณ ท่าพระจันทร์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าสามารถทำได้จริง ด้วยงบประมาณแผ่นดินปกติและไม่ต้องกู้เงินเพิ่มเติมแต่อย่างใดคือ

"นักเรียนทุกคนต้องได้เรียนฟรี" อุปกรณ์การเรียน ตำราเรียน เครื่องแบบฟรี โรงเรียนต้องไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายแอบแฝง เริ่มทันที พฤษภาคม 2551

จัดตั้ง "กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชนบท มีเงินทุนประเดิมตำบลละ 1-2 ล้านบาท

จัดตั้ง "องค์กรแก้ปัญหาในสามจังหวัดภาคใต้" โดยมีกฎหมายรองรับ ที่จะทำให้การผลักดันวาระประชาชนว่าด้วย "ใต้สันติ" เกิดขึ้นได้จริง

"ลดภาระค่าไฟฟ้า" เพิ่มสิทธิการใช้ไฟฟ้าฟรีจาก 5 หน่วยแรก เป็น 15 หน่วยแรก สำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือนทั่วประเทศ

"ลดภาระค่าน้ำมัน" ทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จากน้ำมันดีเซลทุกประเภทและน้ำมันแก๊สโซฮอลล์



หุหุ..ตอนนี้ของแม่ปังคุงเอง ที่บ้านอยู่กันสามคน ค่าไฟเดือนละห้าพันกว่าบาท ค่าน้ำพันกว่าบาท..เห็นแล้วตกใจ นี่ดิฉันเปิดอาบอบนวดตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย..(ขนาดตัวเองเป็นคนอนุรักษ์ธรรมชาติมากที่สุด พยายามอาบน้ำ 2 วันครั้งนะเนี่ย อิอิ)

ค่าน้ำมัน เต็มถัง 1,500 บาท..อุ๊แม่เจ้า..นี่ตกลงทุกวันนี้เรากำลังโดนรัฐบาลเข้ามาปล้นทรัพย์ "อย่างถูกกฏหมาย" กันถึงในบ้านเลยหรอเนี่ย

นี่ยังไม่นับค่าเล่าเรียนอนุบาลของลูกสาวเทอมละสองหมื่นกว่าๆ แค่ค่าชุดนักเรียนเซล่ามูนก็ปาไปเกือบ 400 บาทต่อชุดแล้วค่า ..ไอ้ที่ให้ค่าชุด 300 บาทนี่เอาไปทำอะไร ..

ยังไม่นับข่าวยกเลิกบัตรทองที่กำลังมาในระยะเวลาอันใกล้..คาดว่าอันนี้เพื่อเป็นการสมนาคุณคณะแพทย์และพยาบาลที่เกิดมาก็อยากเป็นเจ้าเป็นนายคนไข้บ้าง กลับถูกนายกทักษิณทำให้ด้อยค่า ต้องทำงานหนักเกินไป จึงต้องมาร่วมกันขับไล่ให้พ้นๆ แผ่นดินไทยไป

เอาล่ะ..ไม่ว่าจะเขียนเยอะเท่าไหร่..มาร์คก็คงไม่รู้สึกอะไรหรอกเนอะ..เพราะถึงมาร์คจะความจำสั้น..แต่ความหน้าด้านของมาร์ค ย๊าว ยาว อิอิ

โต้แย้งเอกสารประกอบการเรียน วิชาสาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเตรียมอุดมฯ

ที่มา Thai E-News



มายาภาพกับข้อเท็จจริง-การชุมนุมของคนเสื้อแดง(บน)กับคนเสื้อเหลือง(ล่าง)ซึ่งนอกจากสื่อกระแสหลักจะบิดเบือนแล้ว ยังปรากฎในตำราเรียนของเตรียมอุดมศึกษาอีกด้วย

โดย คนเสรี
29 มิถุนายน 2552

โดยภาพรวม ๆ แล้วเมื่อพิจารณาอ่านเอกสารประกอบการเรียนนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าแทนที่เอกสารนี้จะเป็นการนำเสนอ fact แต่กลับเป็นการเขียนเอกสารโดยใส่ความคิดเห็นของคณาจารย์เข้าไปด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้นกลับเป็นความคิดเห็นที่เป็นความคิดเห็นเพียงฝ่ายเดียวเสียด้วย (ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)


บทความชิ้นนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นเนื่องมาจาก การได้อ่านเอกสารประกอบการเรียนวิชา “สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ (ส 33101)” ที่มีคณะผู้จัดทำเป็นอาจารย์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 5 ท่าน โดยได้มีผู้นำออกมาเผยแพร่ให้ดาวน์โหลด [1]

เมื่อผู้เขียนได้อ่านเนื้อหาจากหน้าที่ 158 ถึงหน้า 167 แล้วได้มีความเห็นแย้งกับคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ในหลาย ๆ จุด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยแล้วปล่อยให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนของชาติได้รับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า fact แต่กลับเป็นสิ่งที่ได้ถูกเจือปนไปด้วยอคติของกลุ่มคณะอาจารย์ผู้จัดทำ จุดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนต้องเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา

ความไม่ถูกต้องของเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้ ประกอบไปด้วยหลาย ๆ จุด จากมากบ้างน้อยบ้างเรียงกันไปดังนี้

1. การไม่ตรวจสอบข้อมูลชื่อบุคคลให้ถูกต้อง

ในเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้มีการอ้างถึงชื่อบุคคลอยู่คนหนึ่งในหน้าที่ 159 คือ “นายบวรศักดิ์ สุวรรโณ[2] ตรงจุดนี้บุคคลคนนี้จริง ๆ แล้วมีการเขียนนามสกุลที่ไม่ถูกต้อง จริง ๆ แล้วจะต้องเป็น “นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ถึงจะถูกต้อง ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าเหล่าคณาจารย์ไม่ทราบข้อมูลตรงส่วนนี้จริง ๆ หรือว่าเป็นการผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่หากเหล่าคณาจารย์เหล่านี้เป็นผู้ที่มีความรู้อย่างแท้จริง และติดตามประวัติศาสตร์การเมืองอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่น่าที่จะผิดพลาดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ไปได้

2. ความมีอคติในการนำเสนอเนื้อหาระหว่างรัฐบาลสองรัฐบาล

ในหน้าที่ 158 หัวข้อ 24.6 มีการกล่าวว่าในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของทักษิณนั้น มีการปิดกั้นครอบงำวุฒิสภา องค์กรอิสระต่าง ๆ และปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน


ผู้เขียนจะไม่ขอโต้แย้งในจุดนี้ว่าจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ผู้เขียนจะวิเคราะห์จุดตรงที่พิจารณาได้ว่าคณาจารย์มีความอคติลำเอียงก็ คือ ในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเองนี้ มีการปิดกั้นคุกคามสื่อ มีการสกัดกั้นการออกอากาศของวิทยุชุมชน มีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์ แต่น่าแปลกใจที่คณาจารย์เหล่านี้กลับมองไม่เห็น อย่างน้อย ๆ แล้วหากคณาจารย์เหล่านี้มีความเป็นธรรมในการเสนอข้อมูล ก็ควรที่จะนำเรื่องการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะใส่ไว้ในเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้ด้วย

ในหน้าที่ 161 หัวข้อ 24.11 ในเอกสารประกอบแบบเรียนกล่าวเสมือนกลับว่า การบริหารราชการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ได้รับความลำบากมากในการบริหารประเทศ เพราะมีการประท้วงของกลุ่ม น.ป.ช. รวมทั้งประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ตกต่ำลุกลามไปทั่วโลก


หากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปในสมัยที่พันธมิตรออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของทักษิณแล้ว รัฐบาลทักษิณก็ย่อมมีความยากลำบากในการบริหารประเทศเช่นกัน แต่ในเอกสารประกอบการเรียนนี้กลับไม่กล่าวถึง กลับนำเสนอในทำนองว่าการชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นการขับไล่รัฐบาลทักษิณ (ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลทักษิณนั้นมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน)

3. ความบิดเบือนของข้อเท็จจริงในเรื่องของการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร

ในหน้าที่ 163 หัวข้อที่ 25.1 มีการกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 2 รายจากการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาของกลุ่มพันธมิตรที่หน้ารัฐสภา


ตรงจุดนี้หากคณาจารย์มีจิตใจที่เป็นธรรมแล้ว ย่อมจะต้องนำผลการชันสูตรการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมทั้งสองคนนี้ เข้ามาบรรจุไว้ในเนื้อหาด้วย เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้วคณาจารย์ทำเสมือนกับว่าต้องการจงใจจะปกปิดถึงสาเหตุการเสียชีวิตของทั้งสองคนนี้ ถึงแม้ว่าการเสียชีวิตของน้องโบว์นั้นจะเป็นมีการโต้เถียงกันว่าเกิดจากแก๊สน้ำตาหรือไม่ (ความเห็นของผู้เขียนเอง คือ น้องโบว์เสียชีวิตจากระเบิดปิงปองของการ์ดพันธมิตร - ขอให้ผู้อ่านรวมทั้งนักเรียนที่ได้อ่านลองศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม)

แต่สำหรับสารวัตรจ๊าบแล้วเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไม่ได้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม และไม่ได้เสียชีวิตด้วยแก๊สน้ำตา เพราะสารวัตรจ๊าบนั้นเสียชีวิตด้วยระเบิด โดยตัวสารวัตรเองนั้นนั่งอยู่ในรถของตัวเอง แล้วรถคันนั้นมีการระเบิดขึ้น (ส่วนระเบิดในรถนั้นมาจากที่ใด ขอให้ผู้อ่านรวมทั้งนักเรียนที่ได้เข้ามาอ่านได้ทำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ก็คงจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก) แค่จุดนี้ก็แสดงให้เห็นได้แล้วว่า คณาจารย์เหล่านี้จงใจที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องการสลายการชุมนุม

4. การบิดเบือนเรื่องการใช้กระสุนกระดาษสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

ในหน้าที่ 167 นั้น หัวข้อที่ 25.2 ได้กล่าวเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่ามีการสลายการชุมนุมโดยใช้กระสุนกระดาษนั้น


จุดนี้เป็นจุดที่มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างไม่น่าอภัย เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าได้มีการปรากฎตามสื่อต่างชาติ ทั้งรูปภาพคลิปวีดีโอ ว่าทหารใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกกระสุนปืน M16 ยิงหลายราย ผู้เขียนไม่เข้าใจว่าในยุคสมัยอินเตอร์เนตนี้ ที่ข่าวสารยากที่จะปิดบัง รวมทั้งข่าวสารง่ายต่อการตรวจสอบ แต่ทำไมคณาจารย์เหล่านี้กลับทำเหมือนกับว่า จะบิดเบือนข้อมูลตรงจุดนี้ไปได้ง่าย ๆ หรือคณาจารย์เหล่านี้ยังคิดว่าประชาชนในสมัยนี้นั้นยังฉลาดน้อยเหมือนกับในสมัยก่อนอยู่

จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ผู้เขียนหยิบยกเฉพาะประเด็นที่หลัก ๆ สำคัญ ๆ ออกมาโต้แย้งเหล่าคณาจารย์ แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายประเด็นนักแต่ผู้เขียนก็คิดว่าไม่อยากจะหยิบยกมาเป็นประเด็นมากจนเกินไปจนเหมือนกับเป็นการจับผิดไป แต่โดยภาพรวม ๆ แล้วเมื่อพิจารณาอ่านเอกสารประกอบการเรียนนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าแทนที่เอกสารนี้จะเป็นการนำเสนอ fact แต่กลับเป็นการเขียนเอกสารโดยใส่ความคิดเห็นของคณาจารย์เข้าไปด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้นกลับเป็นความคิดเห็นที่เป็นความคิดเห็นเพียงฝ่ายเดียวเสียด้วย (ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

มาถึงจุดนี้ผู้เขียนก็ฉุกคิดขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง คือ การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนของเรานั้น มีการบิดเบือนมาโดยตลอด หรือ อาจจะจงใจที่จะตัดประวัติศาสตร์บางตอนออกไปจากแบบเรียน โดยไม่ต้องการที่จะให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในบางช่วง ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่า

นับจากนี้ไป เราน่าจะที่ต้องร่วมกันรณณรงค์ในเรื่องของการบรรจุเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง นำเสนอแต่สิ่งที่เรียกว่า fact เข้าไปในเนื้อหาแบบเรียนให้นักเรียนได้ศึกษากันจริง ๆ จัง ๆ เสียที โดยอาจจะเริ่มจาก เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัย พ.ศ. 2475 ต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชการที่ 8 เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์สมัย 6 ตุลาคม 2519

และถ้าจะให้ดีก็ควรที่จะเตรียมตัว ที่จะนำเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนับจากนี้ไปอีกสัก 5 ปีเข้าบรรจุไว้ในแบบเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ด้วย เพื่อให้นักเรียนรุ่นหลัง ๆ ได้เข้าใจประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องกันเสียที
........

อ้างอิง
[1] http://www.thailandmirror.com/vlog/index.php/download
[2] http://www.pub-law.net/lect/dr_bwu.html