WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 30, 2009

'มาร์ค'เกี้ยว'วีระ' ลงพิธีกร เชื่อมั่นประเทศไทย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_16261

นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งทาบทาม 'วีระ มุสิกพงศ์' เป็นพิธีกร รายการ 'เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์' หวังดึงคนเสื้อแดง หันกลับมาดูรายการ และทำให้ประชาชนที่มีแนวคิดต่างเกิดความเข้าใจมากขึ้น ...

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า วานนี้ (29 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งมอบหมายให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปทาบทามให้ นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง มาเป็นพิธีกรในช่วงที่สองของรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ที่ออกอากาศประจำทุกวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์ ทั้งนี้ทีมงานของ นายอภิสิทธิ์ ได้มีแนวความคิดที่จะให้นายวีระ มาร่วมเป็นพิธีกรนั้นเนื่องจากเห็นว่า จะทำให้คนเสื้อแดงสนใจรายการที่นายกรัฐมนตรีจัดมากขึ้น หลังจากที่คนกลุ่มนี้เลิกดูรายการต่างๆ ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีไปตั้งแต่มีการยกเลิกรายการความจริงวันนี้ ซึ่งการกำหนดแผนดังกล่าวเพื่อดึงดูดให้คนเสื้อแดงมาดูรายการ จะทำให้ได้รับฟังถึงปัญหาที่ยังเป็นข้อกังขาทั้งหมดของคนเสื้อแดง ผ่านคำถามของนายวีระ ที่เป็นแกนนำคนเสื้อแดงเอง ดังนั้น หากเปิดพื้นที่ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ให้นายวีระได้มาสอบถามนายกรัฐมนตรีแล้ว จะทำให้ประชาชนที่มีแนวคิดต่างจากรัฐบาลเกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองผ่านมุมมองความคิดของทั้งแกนนำคนเสื้อแดง คือ นายวีระ แล ะนายกรัฐมนตรีไปในขณะเดียวกัน ซึ่งล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพียงแต่ไม่แน่ใจว่า นายวีระ จะรับคำเชิญหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังมีกำหนดที่จะเดินทางไปชมการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมชาติไทยกับทีมลิเวอร์พูลในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เพื่อนำร่องโครงการ “เชียร์ไทยกับเอ็นบีที” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ เอ็นบีที ที่ต้องการเสนอข่าวเชิงบวก ภายใต้แนวคิด “ข่าวดีประเทศไทย” โดยจะมีการเปิดพื้นที่เกาะติดการจัดกิจกรรมสนับสนุน ปลุกกระแสประชาชนให้มีส่วนร่วมในการเชียร์นักกีฬาไทย ซึ่งจะมีการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 2 ก.ค. ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำทีมคนไทยไปเชียร์ฟุตบอลทีมชาติไทยรายการนี้ด้วยตัวเองในวันที่ 22 ก.ค.

กาลเวลาผ่านไป ‘ใคร’ เจ้าของ ‘ปราสาท’

เวลานี้ “รัฐบาล” หอบแฮ่กๆ!!มือซ้าย “รั้ง” คะแนนศรัทธา มือขวายก “โล่” ยื้อชีพ..เข้าตำรา “ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” จริงๆศึกซ่อม “สกลนคร-ศรีสะเกษ” ทำหน้าชายังไม่หายมึน...“เขาพระวิหาร” ข้อพิพาทเรื้อรัง “ขายชาติ-สมบัติกรู”ยังกลายเป็นหมัดทีเผลอ “ตั๊น” หน้าฟากรัฐบาลเกือบ “น็อก”เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้านบอกว่า “สมบัติของไทย” มาวันนี้บอกว่า“เป็นสมบัติเขมร”เดี๋ยวของเขมร..เดี๋ยวของไทย..เอากันให้วุ่นวาย สรุปเข้าข่ายฟัดกัน “แย่งเก้าอี้” เฮ้อประชาชนงงเป็นไก่ตาแตก!! แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่มีสิทธิ์ในการครอบครอง“บางกอกทูเดย์” ไม่อยากจะซ้ำเติม เลยเปลี่ยน “แนว”นำเสนอ ด้วยการพลิกตำราหาข้อมูลสู่กาลเวลา “ชิง” เขาพระวิหารให้ประชาชน “คิด” กันเอาเองจะดีกว่า..ว่าใคร “ผิด-ถูก”พ.ศ.2442 “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์” ค้นพบปราสาทพระวิหาร และเมื่อ พ.ศ.2447ประเทศฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีน ได้ทำสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ระบุ ให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย
พ.ศ.2451 ฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ฝ่ายเดียวส่งมอบให้ไทยแผ่นหนึ่ง คือ “แผ่นดงรัก” ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้องพ.ศ.2472 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนปราสาทพระวิหารพ.ศ.2479 ไทยขอปรับปรุงเขตแดน แต่ฝรั่งเศสขอผัดผ่อนพ.ศ.2482 ไทยขอปรับปรุงเขตแดนกับฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ตกลงกันไม่ได้พ.ศ.2484 อนุสัญญาโตเกียวทำให้ดินแดนที่เสียไปเมื่อร.ศ.123 และ ร.ศ.126 บางส่วน รวมถึงปราสาทพระวิหารกลับมาอยู่ในดินแดนไทยพ.ศ.2489 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการยกเลิกอนุสัญญาโตเกียวโดยสนธิสัญญาประนีประนอม โดยมีสหรัฐอเมริกาอังกฤษ และเปรูเข้ามาไกล่เกลี่ยพ.ศ.2492 ประเทศไทยเข้าครอบครองปราสาทพระวิหารโดยใช้หลักสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ระหว่างนี้มีการประท้วงจากฝรั่งเศส 3 ครั้งพ.ศ.2493 กัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสพ.ศ.2501 กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหารพ.ศ.2502 กัมพูชาฟ้องร้องต่อศาลโลกพ.ศ.2505 ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาด้วยเสียง 9 ต่อ 3พ.ศ.2509 ไทย-กัมพูชา สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้ง หลังหยุดชะงักไป 3 ปีพ.ศ.2513 กัมพูชาเปิดเขาพระวิหารให้นักท่องเที่ยวขึ้นชมจากฝั่งประเทศไทยพ.ศ.2518 ปิดเขาพระวิหาร เนื่องจากเขมรแดงยึดอำนาจและเกิดสงครามกลางเมืองพ.ศ.2535 เปิดเขาพระวิหารให้ขึ้นชมอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฮุนเซนชนะการเลือกตั้งพ.ศ.2536 ปิดเขาพระวิหาร เนื่องจากกำลังเขมรแดงยึดครองพื้นที่เขาพระวิหารพ.ศ.2546 กัมพูชาตัดถนนเข้าไปจนสำเร็จสมบูรณ์หลังจาก
รอคอยมาเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีการห้ามเข้าอยู่เป็นระยะโดยมิได้กำหนดล่วงหน้าพ.ศ.2550 กัมพูชาเสนอองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ยังไม่มีข้อสรุปปี พ.ศ.2551 วันที่ 18 มิถุนายน นายนพดล ปัทมะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ในขณะนั้น)ลงนามยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว ร่วมกับ นายอึง เซียง เอกอัครราชทูตกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง24 มิถุนายน 2551 ทางการกัมพูชาปิดปราสาทพระวิหารชั่วคราว หวั่นผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าไปทำร้ายชาวกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง28 มิถุนายน 2551 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม. ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น8 กรกฎาคม 2551 องค์การยูเนสโกประกาศรับปราสาทพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกเฉพาะแต่เพียงตัวปราสาทคำตอบของปี 2551 สิ้นสุดลงที่ นายนพดล ปัทมะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโดยในช่วงนั้นโดนตราหน้าว่า “ขายชาติ” เพื่อคนหน้าเหลี่ยมและพรรคพวกเข้าสู่ ปี 2552 ภายใต้การทำงานของรัฐบาล “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ” ก็ยังไม่มีบทสรุป มีแต่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”รองนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพูดคุยกับ สมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 และมีคำตอบทำนอง “ยกธงขาว” ยอม “จำนน” ให้เขมรเอวัง!!! ■

อีสาน ใต้ศรัทธา ‘ทักษิณ’

ที่มา บางกอกทูเดย์


ความจริง ไม่ว่าอย่างไรก็คือความจริงแม้ในบางขณะของห้วงเวลา ความเป็นจริงอาจจะถูกลบเลือนหรือบิดเบือนด้วยมลภาวะใดๆ ก็ตาม แต่หากว่าเป็นความจริงแล้วอะไรก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงนั้นได้เช่นเดียวกับผลการเลือกตั้งซ่อมที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง 2 คราติดต่อกันภายในสัปดาห์ต่อสัปดาห์ จากสกลนครมาสู่สนามศรีสะเกษ คำตอบสุดท้าย คือ “ชนะรวด”กลายเป็นการบ้านทางการเมืองขึ้นมาในทันที โดยเฉพาะกับพรรคคู่แข่งทางการเมืองต่างๆเมื่อครั้งผลการเลือกตั้งที่สกลนคร แน่นอนว่ายังมีรายการคาใจกันอยู่ลึกๆ ว่า ของจริงหรือของไม่แท้???แม้ว่าคะแนนผลการเลือกตั้ง นางอนุรักษ์ บุญศล ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ชนะคู่แข่ง นายพิทักษ์ จันทศรีสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ในสาย “กลุ่มเพื่อนเนวิน” อย่างชนิดขาดลอยก็ตามคะแนนทิ้งกันขาด 83,348 คะแนน ต่อ 47,235 คะแนนห่างกัน 36,113 คะแนนซึ่งหลายเสียงยังมีข้ออ้างว่า อาจจะไม่ใช่ก็ได้!!!แต่ห่างกันแค่สัปดาห์เดียว ตอกย้ำอีกครั้งด้วยชัยชนะของพรรคเพื่อไทยผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 ศรีสะเกษ อย่างไม่เป็นทางการ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)หลังนับครบ 100% ทั้ง 9 เขตเลือกตั้ง ปรากฏว่า นายสุรชาติชาญประดิษฐ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย สามารถเอาชนะ นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัครหมายเลข 2พรรคชาติไทยพัฒนา ไปได้อย่างขาดลอยโดยนายสุรชาติได้ไป 124,327 คะแนน ส่วนนางสกุลทิพย์ได้ 76,435 คะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ 210,610 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิ์ 61.80% มีบัตรเสีย 2,912 ใบ และมีผู้ไม่ลงคะแนน 6,936 คนในภาพรวมคะแนนของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ชนะผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนากว่า 2 เท่าตัวเกือบทุกเขต ยกเว้นเขตเลือกตั้ง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เพียงเขตเดียวเท่านั้น ที่ผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนาสามารถเอาชนะไปได้หลายพันคะแนน
ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้กับบารมีของ “บรรหาร ศิลปอาชา”ขิงแก่อย่างไรก็ยังคงเป็นขิงแก่อย่างน้อยต้องมีรสเผ็ดรสร้อนแรงกันบ้างจะให้แพ้หมดทุกเขตเลือกตั้งเลยนั้น ประเมินฝีมือหัวหน้าบรรหารต่ำไป!!!และในความเป็นจริง มังกรการเมืองอย่างหัวหน้าบรรหารรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าศึกครั้งนี้หนักหนาสาหัสเพียงใด แต่เมื่อก้าวขึ้นสู่สังเวียน เสียงปี่เสียงกลองเริ่มเชิด จะถอดใจได้อย่างไรแพ้ชนะเป็นอีกเรื่องหนึ่งยิ่งข่าวที่แว่วเข้าหูทำนองว่า ยังไงก็คงต้องให้แพ้เหมือนๆ กันและหากเป็นไปได้ต้องให้คะแนนที่พ่ายแพ้เพื่อไทยครั้งนี้..แพ้มากกว่าครั้งที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ??แบบนี้รู้ว่าเหนื่อยก็ต้องลุย...แต่เมื่อดูสถานการณ์ ดูฤกษ์ผานาทีดูทิศทางลมแล้ว หัวหน้าบรรหารก็รู้ดีว่า กระแส “ทักษิณฟีเวอร์”ช่วงนี้แรงเกินจะปะทะหรือต้านทานฉะนั้น ทางที่ดีแม้ว่าจะแพ้ก็จริง แต่หัวหน้าบรรหารก็กระซิบกับคนใกล้ชิดว่าแพ้ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องไม่แพ้หมดทุกเขต ยังไงต้องทุ่มเทสรรพกำลังให้มีบางเขตชนะบ้างให้ได้ซึ่งก็ได้สมใจ ชนะให้เห็นได้ 1 เขต โชว์เพาเวอร์ให้กับหัวหน้าพรรคตัวจริงดังนั้น ถึงวันนี้แรงกระเพื่อมจากชัยชนะของพรรคเพื่อไทยไม่เพียงแค่เฉพาะพรรคที่พ่ายศึกอย่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาเท่านั้น ที่จะต้องทบทวนครั้งใหญ่แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเองก็สะอึกไปเอื้อกใหญ่ด้วยเช่นกันแว่วว่าก้อนสะอึกครั้งนี้ลึกล้ำยิ่งนักเพราะผลที่จะตามมานั้นลากไกลไปถึงการเลือกตั้งในปีหน้าที่จะถึงนี้ด้วยหากกระแสทักษิณฟีเวอร์ยังแรงหากกระแสโฟนอินออดอ้อนยังมีมนต์ขลังพรรคประชาธิปัตย์ที่มีสารพัดมือช่วยอุ้มสม และคาดหวังการชนะทางการเมืองที่ต่อเนื่อง
ก็อาจจะกลายเป็นเทวดาสะอื้น...เทพประทานแล้วยังเอาไม่อยู่วอร์รูมประชาธิปัตย์เมื่อวันก่อน จึงต้องมีการหยิบยกผลการเลือกตั้งทั้งที่สกลนครและศรีสะเกษขึ้นมาถกในที่ประชุมแรงกดดันครั้งนี้หนักหนาสาหัสนัก เพราะแม้แต่ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังยอมรับเหมือนกับการันตีไปในตัว“เท่าที่ลงไปดูในพื้นที่ พบว่า การแข่งขันไม่รุนแรงเหมือนการเลือกตั้งเขต 3 สกลนคร”เพราะแม้แต่กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอิน ซึ่งนางสดศรียอมรับว่ามีการร้องเรียนเข้ามาอยู่แล้ว ตั้งแต่การเลือกตั้ง ส.ส.สกลนครแต่ว่าพฤติกรรมดังกล่าว จะเข้าข่ายความผิดกฎหมายหาเสียงในลักษณะการจูงใจหรือไม่ เรื่องนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง“ไม่อยากคิดแทน เพราะจะเป็นการดูถูกประชาชน”...นางสดศรีพูดชัดใครจะกล้าคิดแทน ในเมื่อคะแนนแพ้ชนะห่างกันเห็นๆขนาดนี้และที่สำคัญ เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา หากจะบอกว่าพรรคฝ่ายค้านโกงคะแนนเลือกตั้งฝ่ายรัฐบาล!!!เพราะไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่เช่นนั้นทั้งสื่อต่างๆ และทั้งพรรคเพื่อไทย คงไม่กล้าประกาศชัยชนะอย่างเต็มที่ พร้อมกับมั่นใจว่าหากมีเลือกตั้งครั้งหน้า โอกาสชนะก็จะยังคงมีอยู่ถล่มทลายแค่ไหนไม่รู้ ..รู้แต่ว่าชนะแน่ หากคนอีสานยังผูกพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดให้คิด พูดให้อึ้งกันหมดทุกพรรคเพราะเหมือนกับว่า ชัยชนะ 2 ครั้งซ้อนติดๆ กัน เท่ากับเป็นการประกาศยึดพื้นที่อีสานของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยออกจะประมาทพรรคประชาธิปัตย์เกินไปหน่อยหรือไม่??
เพราะถ้าไม่มีบุญวาสนา จะมีคนแย่งกันอุ้มให้มาเป็นรัฐบาล ให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือ???รวมทั้งเป็นไปไม่ได้เลยที่ พรรคประชาธิปัตย์จะเอามือซุกหีบแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต่อสู้ยิ่งนายอภิสิทธิ์ก็พูดชัดเจนแล้วว่า ข้อเรียกร้องให้ยุบสภาของกลุ่มคนเสื้อแดง ถือเป็นข้อเรียกร้องเดิมซึ่งก็ขอยืนยันว่า ไม่ขัดข้องแต่ต้องให้มีการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ เสร็จสิ้นลงตัวเสียก่อน!!!และขณะนี้ทั้งพรรคฝ่ายค้าน ส.ว. และรัฐบาล ก็กำลังเร่งทำงาน ทั้งในประเด็นรัฐธรรมนูญ แนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมือง รวมทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั่นแปลกันตรงๆ ก็คือว่า สัญญาณการเลือกตั้งนั้นถูกกดดันมากขึ้นทุกขณะจิตจึงไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด กับการที่ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจากพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่าชัยชนะ 2 เก้าอี้ที่พรรคเพื่อไทยได้ไปนั้น ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลพร้อมกับถือโอกาสออกตัวว่า ถ้ารัฐบาลชุดนี้ได้ทำงานครบวาระ จะเห็นผลงานอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเกิดความพอใจดังนั้น คิดว่าต่อไปความนิยมของรัฐบาลจะดีขึ้นพร้อมกับอ้อนขอคะแนนคนอีสานเอาไว้ล่วงหน้าว่า คนอีสานมีจิตใจกว้างที่จะเปิดรับและประชาธิปัตย์ยังสามารถเข้าถึงได้เพียงแต่ผลงานที่ผ่านมายังไม่ปรากฏชัดเจน แต่เมื่อไรที่ประชาชนเห็นผลงาน ก็จะยอมรับประชาธิปัตย์มากขึ้นปัญหาจึงเหลืออยู่เพียงแค่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างผลงานให้เห็นได้เมื่อไร???และในความเป็นจริง ไม่ควรที่จะให้แค่คนอีสานได้เห็นผลงาน หากแต่ควรจะให้คนไทยทั้งแผ่นดิน คนไทยทุกภาค ทุกพื้นที่ได้เห็นผลงานด้วย
ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้มันกว่านี้...ไม่ใช่ชนะกันขาดหลายช่วงตัวแบบนี้น่าเป็นห่วงก็คือ บรรดา ส.ส. แปรพักตร์ทั้งหลายนั่นแหละที่วันนี้กำลังตกที่นั่งลำบาก???ด้วยความเป็นคนในพื้นที่ ด้วยความที่ใกล้ชิดกับประชาชนคนอีสาน ย่อมรู้ดีถึงความรู้สึกนึกคิดของคนในพื้นที่ว่าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะให้ใครสักคนโฟนอินเข้ามา แล้วคนฟังซึ่งเป็นคนหลากหลายวัย จะออกอาการน้ำตาคลอไปตามๆ กัน…อะไรคือความคิดในใจของคนอีสาน เชื่อว่า บรรดา ส.ส. โดยเฉพาะในสายของพรรคภูมิใจไทย ย่อมต้องรู้ซึ้งถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของคนอีสานฉะนั้น วันนี้อาการลังเล ระส่ำระสายที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เช่นเดียวกับที่ไม่น่าแปลกใจด้วยเช่นกัน ที่บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย แม้จะยอมรับว่า อดีต ส.ส.ของพรรค สนใจติดต่อกลับเข้ามาร่วมงานกับพรรคอีกครั้งแต่พรรคเพื่อไทยก็ยืนยันที่จะไม่รับ ส.ส. ที่ย้ายออกไปในช่วงพลิกขั้วทางการเมืองปิดประตูใส่กลอนกันต่อหน้าแบบนี้เลยหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเนวิน นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงจำเป็นต้องออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าวแถมบลัฟกลับด้วยว่า ขณะนี้ไม่มีสมาชิกของพรรคแสดงความจำนงลาออก มีเพียง ส.ส.จากพรรคอื่น ได้ประสานงานที่จะขอสมัครเข้าพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นนี่คือเกมการเมือง ส่วนของจริงเป็นอย่างไรต้องรอดูกันไป เพราะศึกครั้งนี้ว่าใหญ่หลวงแล้ว ศึกครั้งหน้าจะยิ่งใหญ่กว่านี้หลายเท่าและอีสานจะเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า...ชัวร์?! ■

สนธิชี้คนไทยอ่านหนังสือน้อยดูทีวีมากทำให้ฉาบฉวย ประเทศจะเจริญต้องส่งเสริมการอ่าน

ที่มา ประชาไท

สนธิ ลิ้มทองกุล เผยในรายการ “แอน จินดารัตน์” จะเป็นหัวหน้าพรรค “การเมืองใหม่” หรือไม่ขึ้นอยู่มติ ถ้าให้เป็นก็ต้องเป็นเพื่อนำพรรคสู่เป้าหมาย ยันไม่ผิดสัญญาเรื่องไม่รับตำแหน่ง เพราะหัวหน้าพรรคไม่ต้องลงเลือกตั้ง ย้ำพร้อมอดทนต่อคำก่นด่าเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ยึดติด มั่นใจไม่ปล่อยให้การเมืองน้ำเน่าทำเสียคน ชี้คนไทยอ่านหนังสือน้อยดูทีวีมากทำให้ฉาบฉวย ประเทศจะเจริญต้องส่งเสริมการอ่าน

ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วานนี้ (29 มิ.ย. 52) เวลา 20.30-22.00 น. รายการ “แอน จินดารัตน์” ดำเนินรายการโดย นางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ออกอากาศทางเอเอสทีวี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้มาร่วมรายการเพื่อสนทนาถึงเรื่องการใช้ชีวิตต่อเป็นตอนที่ 2 พร้อมตอบคำถามที่หลายคนรอคอย คือเรื่องการเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นและจะมีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหาร พรรคชุดถาวรในเร็วๆ นี้
นายสนธิ กล่าวถึงเรื่องจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ว่า ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาชีวิตของตนเปลี่ยนไปหมดแล้ว และวันนี้ ไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวเอง ทุกอย่างทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่ไม่ใช่คำท่องนะโม แต่เป็นความจริงใจ แม้แต่เจ็บเพื่อชาติก็เจ็บไปแล้ว ดังนั้นจากวันนี้ไปจนวันตายจะทำงานเพื่อส่วนรวมทั้งหมด ส่วนธุรกิจอยู่ได้อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ช่างวัน แต่ถ้าอยู่ได้ก็ดีเพราะมันเป็นเครื่องมืออันหนึ่ง
นายสนธิ กล่าวต่อว่า เมื่อตนจะทำงานเพื่อชาติ จึงตอบไม่ได้ในตอนนี้ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ แต่พี่น้องต้องช่วยกันตอบ ซึ่งถ้ามองจากมติของพี่น้องที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(เมื่อวันที่ 25 พ.ค.) และแบบฟอร์มที่ทุกคนกรอกในวันนั้นซึ่งมีระบุว่าอยากให้ใครเป็นหัวหน้าพรรค ตนรู้ข้อมูลพอสมควร แต่ไม่อยู่ในจุดที่จะเปิดเผยได้ แต่ถ้าพี่น้องที่กรอกแบบฟอร์มในวันนั้นส่วนใหญ่ต้องการให้เป็นหัวหน้าพรรคก็ จะเป็นให้
ส่วนกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามหรือพันธมิตรฯ บางคนว่าท้วงติงว่าเคยสัญญาไว้ว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองนั้น นายสนธิกล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่าจะรับตำแหน่งทางการเมือง เพราะคนเป็นหัวหน้าพรรคอาจไม่ลงเลือกตั้งก็ได้ ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งตนคงต้องบอกว่าไม่อยากจะเป็นหัวหน้าพรรคแต่จำเป็นต้อง เป็น และตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ไม่มีใครไหนที่ตนออกมาสู้แล้วได้รับความเข้าใจจากพี่น้องทันที ต้องใช้ความอดทนและใช้เวลา กว่าจะเข้าใจ และเมื่อผ่านเหตุการณ์มา รวมทั้งกรณีที่ตนถูกลอบยิงกว่า 200 นัด ก็ยิ่งมีพี่น้องเข้าใจมากขึ้น
“มันทำให้ผมอดนึกถึงพระมหาชนกไม่ได้ เพราะเมื่อเรามีศรัทธาและเชื่อมั่นเราก็ว่ายน้ำต่อไป ถึงเหนื่อยก็ต้องว่ายต่อไป เมื่อผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมทำนั้นถูกต้อง ผมต้องทำต่อไป ผมต้องอดทนต่อคำต่อว่า อดทนต่อการเข้าใจผิด ผมเชื่อว่าเมื่อวันหนึ่งเราไปถึงเป้าแล้ว วันนั้นผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น ว่าผมไม่ยึดติด เมื่อถึงเป้าแล้วผมก็กลับมานั่งในรายการนี้ เป็นคนธรรมดาที่ทำหน้าที่ให้ปัญญาคนต่อไป”
นายสนธิ กล่าวต่อว่า แต่ในช่วงที่เป็นผู้นำมวลชนนั้น แม้บางเรื่องไม่อยากทำก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็เท่ากับทรยศต่อมวลชน สิ่งที่เราสร้างมาอาจจะพังลง “มันพังเพราะผมไม่ทำ ทั้งที่เขาให้ผมทำ ผมจะถูกก่นด่าว่าตั้งขึ้นทำไม เรียกคนไปประชุมทำไม”
“เพราะฉะนั้นเมื่อมีพรรคแล้ว ถ้ามันจำเป็นต้องเป็นหัวหน้าเพื่อให้พรรคมันเดินไปได้ ถึงผมจะบาดเจ็บจากคำก่อนด่าก็ต้องอดทน ซึ่งผมจะฟังเสียงส่วนใหญ่ ถ้าเสียงส่วนใหญ่ให้ผมเป็น ผมก็ต้องอดทนเป็น”
“ส่วนที่พันธมิตรฯ หลายคนเป็นห่วงไม่อยากให้แปดเปื้อนการเมืองนั้น ก็เพราะเขายังมองการเมืองแบบเดิม และยังไม่เชื่อมั่นศรัทธาผม ถ้าเขาเชื่อมั่นศรัทธาในตัวผม เขาจะเชื่อว่าการเมืองไม่มีวันทำให้ผมเสียได้ เพราะผมรู้จักตัวเอง ผมไม่ได้อ้างว่าบรรลุธรรมอะไร แต่ผมเข้าใจเรื่องสมมุติดี อะไรมันหนัก ผมก็ปล่อยวางได้ ผมสู้มาขนาดนี้ผ่านเป็นผ่านตายมาขนาดนี้ ผมไม่มีวันปล่อยให้การเมืองทำให้ผมเสียได้”นายสนธิกล่าว
นอกจากนี้ นายสนธิ ยังกล่าวถึงการใช้ชีวิตส่วนตัวว่า ปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ไม่มีอะไรที่จะสร้างสมาธิได้ดีเท่าการอ่านหนังสือ เพราะคนที่จะเขียนหนังสือเล่มหนึ่งๆ ต้องใช้เวลาศึกษาค้นคว้าเป็นปีๆ ประกอบกับการเขียนที่ผู้เขียนบรรจง เค้น และคั้นทุกอย่างที่มีอยู่ในตัวหรือประสบการณ์ของเขา มาเรียงร้อยถ้อยคำอย่างละเอียด จนเข้าถึงจิตวิญญาณอ่านแล้วได้อรรถรส หนังสือที่ชอบอ่านมีสองแนว คือ นิยายการต่อสู้ประเภทกำลังภายใน อาทิ มังกรหยก และอีกแนวหนึ่งเป็นหนังสือ ชีวประวัติ เช่นของ หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว ที่มีความเพียรพยายามฝึกจิต อ่านแล้วได้ความคิด อีกเล่มหนึ่งคือพระมหาชนก ที่อ่านมาแล้วหลายรอบ สอนให้คนเชื่อมั่น มีความเพียร
“การที่เป็นคนมีความเพียร แสดงว่าเป็นคนตั้งทำอะไรไม่หวั่นไหว นั้นเป็นการทำความดี ไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ นั่นคือการปิดทองหลังพระ ฉะนั้นถ้าการเมืองไทยมีคนอย่างนี้เยอะกว่านี้ซักหน่อยประเทศไทยจะเจริญขึ้น” นายสนธิ กล่าว
นายสนธิ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้คนไทยอ่านหนังสือน้อย แต่ดูทีวีมาก และการดูทีวีทำให้คนไทยฉาบฉวย ถ้าประเทศไทยจะเจริญ ต้องส่งเสริมการอ่านเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจาก พ่อ-แม่ ที่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เราปลูกมะม่วงผลที่ได้ย่อมเป็นมะม่วงแน่นอน ดังนั้นพ่อ-แม่เป็นอย่างไรลูกก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นการอ่านหนังสือ เป็นจุดเริ่มต้น และการอ่านหนังสือไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดลงเลย เพราะไม่จำเป็นต้องตะบี้ตะบันอ่านเพียงแต่รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ก็พอ อีกอย่างความผูกพันความอบอุ่นในครอบครัว ไม่ใช่ต้องกอดกัน แต่ทำให้รู้ว่าพ่อ-แม่รักลูกก็พอ โดยบอกให้เขารับรู้ และการอ่านก่อให้เกิดรากเหง้าของครอบครัวที่ดี นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของรากเหง้าของชาติบ้านเมือง
นายสนธิ กล่าวต่อว่า ชอบดูข่าวต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต เพราะเต็มไปด้วยมีขุมทรัพย์ทางปัญญา เราอยากอ่านอะไรก็สามารถที่จะให้เจาะข้อมูลค้นหารายระเอียดที่ลึกซึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าโรงเรียน
สำหรับสิ่งที่อยากทำที่สุด คือต้องการต่อสู้ให้คนไทยมีปัญญา ประชาชนส่วนหนึ่งที่มาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ ก็เพราะได้รับปัญญาจากการฟังปราศรัยช่วงชุมนุม ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่าปัญญา ถ้าสังคมมีปัญญาประเทศชาติเจริญ ซึ่งถ้ามีปัญญาก็จะเกิดสัมมาปัญญา คือเอาธรรมเป็นตัวตั้ง ก็จะส่งผลให้แทบจะไม่ต้องมีตำรวจเลย เพราะคนเหล่านี้เขาจะรู้ได้เองถ้าทำผิด ถ้าจะลงโทษในฐานทำผิดข้อกติกาหรือศีล ก็ลงโทษได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งศาล
ที่มา: คำต่อคำ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ร่วมสนทนาในรายการ “แอน จินดารัตน์” ใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ [1] [2]

แม่นไหมไม่ทราบ ประจำวันที่ 27 มิ.ย.-3 ก.ค. 2552

ที่มา ประชาไท
ราศีเมษ Aries (13 เมย.-13 พค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 6 เหรียญ การช่วยเหลือเจือจุนกัน ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงิน หากทำเรื่องกู้ยืม การใช้เครดิตต่างๆ จะประสบผลสำเร็จ
ความรัก ความสัมพันธ์ Death อาจมีเหตุให้ความสัมพันธ์จบลง หรือต้องหย่าร้าง แยกทาง เป็นช่วงวิกฤติในชีวิตคู่ ต้องมองหาทางเลือก-ทางรอดให้ดี
สถานการณ์การเงิน 4 ดาบ การเงินเหมือนถูกแช่แข็ง รายได้ใหม่ๆ ยังไม่มีจังหวะ และยังต้องระวังการจ่ายเงินเพื่อสุขภาพอีกด้วย
ธุรกิจ การงาน The Empress มักหมายถึงกิจการงานที่มั่นคง ธุรกิจซึ่งมีผู้หญิงเป็นใหญ่ หรือเป็นทรัพย์สินของคู่สมรส มีความเจริญก้าวหน้าช้าๆ แต่ยั่งยืน
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The High Priestess ปัญหาจากเรื่องละเอียดอ่อนส่วนตัว ความสัมพันธ์ซ้อนด้วยก็ได้

คำแนะนำพิเศษ 10 ถ้วย ให้ความสำคัญกับครอบครัวให้มาก หมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง มีสันติสุข



ราศีพฤษภ
Taurus (14 พค.-13 มิย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 5 เหรียญ อาจเผชิญกับปัญหาจุกจิกหลายเรื่อง เรื่องน่ารำคาญใจ โดยเฉพาะปัญหาทางการเงิน รายได้รั่วไหล ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่มีเข้ามาตลอดเวลา
ความรัก ความสัมพันธ์ มหาดเล็กถ้วย มักหมายถึงข่าวดีเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ได้ข่าวจากคนที่คิดถึง ในบางคนมีคนวัยละอ่อนเข้ามาให้ชื่นชูใจ
สถานการณ์การเงิน มหาดเล็กดาบ สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก มีเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ เจออุปสรรค รายรับรายจ่ายทุกอย่างต้องตั้งหลักให้มั่น
ธุรกิจ การงาน 2 ดาบ อาจมีอุปสรรคด้านการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน หากต้องเจรจาหาข้อสรุปใดๆ ให้รอบคอบอย่างมาก เครื่องมือเครื่องใช้อาจเกิดปัญหาด้วยในช่วงนี้
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Lovers การเลือกหรือต้องตัดสินใจ ในเวลาที่ยังไม่มีความพร้อม

คำแนะนำพิเศษ ราชาเหรียญ การจัดการเงิน การถือครองทรัพย์สิน การร่วมมือกับคนมีฐานะ หรือมีอำนาจทางการเงิน


ราศีเมถุน
Gemini (14 มิย.-14 กค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 2 เหรียญ ความวุ่นวายอลหม่าน จากการพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ เกิดความผิดพลาดเฉพาะหน้า
ความรัก ความสัมพันธ์ 7 คทา ค่อนข้างหนักและเหนื่อย ความสัมพันธ์ไม่ใช่ช่วงหวานชื่น อาจด้วยต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ของตัวเอง ไม่ค่อยมีเวลาให้กัน
สถานการณ์การเงิน ราชาถ้วย ถือว่ามีความพร้อมสมบูรณ์มากทีเดียว มักเงินเก็บหรือฐานะรองรัง แม้เงินขาดมืออีกไม่นานก็ได้มาแทนที่ แต่อาจใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับของรักของชอบ
ธุรกิจ การงาน The Moon มีความกังวลใจกับอนาคต หรือบรรยากาศแวดล้อม อยู่ในที่ๆ ไม่ค่อยปลอดโปร่งแจ่มใส
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Hermit ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว ความสันโดษที่ไม่เต็มใจ

คำแนะนำพิเศษ The Sun ยิ้มไว้ค่ะ มองโลกในแง่ดีและเบิกบานใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะปัดเป่าได้เสมอ

ราศีกรกฎ Cancer (15 กค.-16 สค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ ราชาดาบ การต้องพึ่งตนเอง การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ความเด็ดเดี่ยวเมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรค
ความรัก ความสัมพันธ์ อัศวินดาบ ไม่ง่ายที่คุณจะตัดใจ หรือไปตามเส้นทางที่ต้องการ แต่จิตใจหนักแน่นจะพาคุณไปสู่เป้าหมาย กรณีคนโสดหาความสุขใส่ตัวไว้
สถานการณ์การเงิน 5 ดาบ อาจมีเหตุให้คุณต้องจำใจ ยอมรับเงื่อนไข ตกลงต่อค่าตอบแทนที่ไม่ได้พึงพอใจ
ธุรกิจ การงาน อัศวินถ้วย หากมีการเดินทางจะราบรื่นดี มีความสุข อาจได้พบคนน่ารักในแวดวงการทำงาน
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น มหาดเล็กคทา ไม่ยอมรับหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การปิดกั้นตัวเอง

คำแนะนำพิเศษ 5 เหรียญ มองโลกในแง่ดี มองสิ่งที่เหลืออยู่ให้มากกว่าสิ่งที่หายไป

ราศีสิงห์ Leo (17 สค.-16 กย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Hanged Man การตกในภาวะจำยอม การเสียสละแลกเปลี่ยนในเรื่องที่ไม่เต็มใจ เรื่องคาราคาซังหาคำตอบไม่ได้
ความรัก ความสัมพันธ์ 10 ดาบ อุปสรรคมากมายหลายสถาน อาจเป็นช่วงความสัมพันธ์ขาลง คนรอบข้างเข้ามามีส่วน หรือเกิดเรื่องทับซ้อนให้เหินห่างจากกัน
สถานการณ์การเงิน The Emperor มีความมั่นคงอย่างมาก อาจได้แรงหนุนจากผู้มีฐานะ ได้นายจ้างที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เอื้อผลประโยชน์แก่กัน
ธุรกิจ การงาน ราชาคทา ได้ใช้ความสามารถในการจัดการ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกจับตามอง บางคนได้รับมอบหมายงานสำคัญ
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 10 คทา งานหนักและยาวไกลกว่าที่คิด ค่าตอบแทนน้อยกว่าแรงที่ทำลงไป

คำแนะนำพิเศษ 1 ถ้วย เมื่อเริ่มต้นสิ่งใดด้วยความรู้สึกที่ดี รักษาเอาไว้ให้ตลอดรอดฝั่ง

ราศีกันย์ Virgo (17 กย.-16 ตค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 5 คทา ความขัดแย้งในหมู่เพื่อนร่วมงาน ความวุ่นวายอันเกิดจากคนหมู่มาก เรื่องยุ่งๆ ในครอบครัว ทัศนคติไม่ตรงกัน
ความรัก ความสัมพันธ์ 3 ถ้วย การหมั้นหมาย สมรส การฉลองวาระครบรอบต่างๆ ได้ประกาศให้เพื่อนฝูงร่วมแสดงความยินดี มีเวลาชื่นบานด้วยกัน
สถานการณ์การเงิน 8 เหรียญ มีจังหวะดีๆ ในการทำงานซึ่งนำโชคลาภมาให้ เงินสัมพันธ์กับงาน ดูแนวโน้มแล้ว หากขยันและอดทน จะได้สมปรารถนา
ธุรกิจ การงาน 7 ถ้วย คุณอาจมีความฝันมากมาย หรืออยากทำไปหมดทุกอย่าง ให้มองโลกตามความเป็นจริง มองสถานการณ์ให้ชัด ระวังภาพลวงตา
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น Justice การเจรจาต่อรอง เอกสารสำคัญ ปัญหาทางกฎหมาย

คำแนะนำพิเศษ ราชินีเหรียญ คุณอาจได้ถือเงินก้อนใหญ่ หรือสัมพันธ์กับคนที่มีฐานะ มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องบัญชีต่างๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องความขาดแคลน


ราศีตุลย์
Libra (17 ตค.-15 พย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ ราชินีถ้วย ความสุขในครอบครัว แต่ก็อาจยังแฝงความอ่อนไหว ใจน้อย โลกส่วนตัวที่ยากใครจะเข้าถึง
ความรัก ความสัมพันธ์ 9 คทา มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในที หรืออาจมีมุมมองแตกต่างเรื่องชีวิตคู่ บางคนต้องการหย่าร้าง แยกทาง อยากจัดสรรชีวิตใหม่
สถานการณ์การเงิน 10 เหรียญ ข่าวดีอย่างมากค่ะ มักหมายถึงการเงินก้อนใหญ่ รายได้ที่มาก ครอบครัวให้การสนับสนุน ได้รับค่าตอบแทนงามๆ
ธุรกิจ การงาน 8 ดาบ อาจมีปัญหาที่บีบล้อมเข้ามาอีกครั้ง คุณพบกับเรื่องอึดอัดขัดข้อง เพื่อนร่วมงานไม่มีใครช่วยเหลือใครได้
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The World ความสงบในใจส่วนลึก คุณเท่านั้นที่รู้ว่ามันมีหรือไม่มี

คำแนะนำพิเศษ 2 คทา ให้ความสำคัญกับผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือกิจการงาน หรือเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญให้มาก อย่าลืมว่าน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า


ราศีพิจิก
Scorpio (16 พย.-15 ธค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 8 คทา งานเยอะ งานมาก งานแตกขยายออกไปอีก เป็นจังหวะสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจส่วนตัว แต่คงเป็นข่าวร้ายสำหรับคนขี้เกียจ :-)
ความรัก ความสัมพันธ์ 3 คทา ก้าวไปข้างหน้าอีกขั้น อาจมีการวางแผนต่ออนาคตข้างหน้า แนะนำคนรักให้เพื่อนฝูงรู้จัก ในบางคนพบรักจากการทำงานหรือการเดินทาง
สถานการณ์การเงิน 6 คทา การเงินใดที่เคยล่าช้า กำลังจะใกล้เข้ามาเต็มที หวังได้ถึงความสำเร็จ แต่หากสิ่งใดเพิ่งเริ่มต้นตอนนี้ อีกนานกว่าการเบิกจ่ายจะมาถึง
ธุรกิจ การงาน Wheel of Fortune เป็นช่วงขาขึ้นอีกครั้ง เรื่องยุ่งๆ จะสงบลงชั่วคราว ปัญหาหนักๆ ได้รับการแก้ไข แต่อย่าประมาทไปกับอนาคต
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Hierophant ความยึดมั่นถือมั่น การใช้ความคิดตนเองเข้าตัดสินผู้อื่น

คำแนะนำพิเศษ 9 ถ้วย รักษาโลกส่วนตัวที่สวยงามของคุณไว้ให้ดี


ราศีธนู
Sagittarius (16 ธค.-13 มค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ อัศวินคทา การเดินทาง การมุ่งไปสู่เป้าหมายด้วยความกระตือรือร้น การเอาใจการงานอย่างทุ่มเท
ความรัก ความสัมพันธ์ The Tower อาจมีเรื่องให้เสียขวัญ ตกใจ คาดไม่ถึง เช่นมีคนมาตกหลุมรัก หรือพลิกไปอีกด้านแฟนมาขอบอกเลิก แม้แต่พบว่าสุดที่รักมีกิ๊ก
สถานการณ์การเงิน 8 ถ้วย ไม่สู้ดีนัก อาจต้องใช้เงินกับสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย แต่กลับไม่ได้ผลตามที่มุ่งหวัง มิหนำซ้ำมีความผิดหวังมากกว่าเงินที่เสียไป
ธุรกิจ การงาน 6 ดาบ ปัญหาใดๆ ต้องรอเวลากว่าจะแก้ไขได้ ไม่ง่ายที่จะพลิกสถานการณ์ฉับพลัน แต่หากเพิ่ง
เริ่มทำสิ่งใดในช่วงนี้ ต้องใจเย็นอย่างมาก อดทนและรอคอย
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 7 เหรียญ สิ่งที่อุตส่าห์สั่งสมมา ใช้ไม่ได้สักอย่างเดียว

คำแนะนำพิเศษ มหาดเล็กเหรียญ จะมีช่องทางใหม่ๆ ทางธุรกิจการเงิน คนอายุน้อยจะมาจุดประกายความคิดปิ๊งๆ


ราศีมังกร
Capricorn (14 มค.-12 กพ.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 4 เหรียญ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก คุณอาจตกในสภาพเช่นนี้ ทำอะไรไม่ค่อยคล่อง เกิดความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ ขี้เหนียวกว่าปกติ
ความรัก ความสัมพันธ์ 7 ดาบ อาจมีรักซ้อนซ่อนใจ หรือมีความคิดแผลงๆ อยากนอกใจคนรัก แต่ระวังคนรักจะเป็นฝ่ายทำอย่างนั้นแทน
สถานการณ์การเงิน The Devil ไม่ค่อยปลอดโปร่งใจ อาจต้องเกี่ยวข้องกับบัญชีที่ไม่โปร่งใส หรือมีสิ่งที่ต้องใช้ความคิดเชิงศีลธรรมเข้ามาตัดสิน ระวังความโลภ ไม่ว่าจะของตัวเองหรือคนที่เกี่ยวข้องกัน
ธุรกิจ การงาน ราชินีเหรียญ เจริญรุ่งเรืองดี อาจได้ร่วมงานกับคนเก่ง มีฐานะ หรือทำงานได้ค่าตอบแทนสูง แต่บางคนค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูงตามไปด้วย
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 1 ดาบ การตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด

คำแนะนำพิเศษ Judgement จับตาดูหรือฟังให้ดี คุณอาจได้รับโอกาสสำคัญ ในการแก้ไขข้อผิดพลาดที่ผ่านมา

ราศีกุมภ์ Aquarius (13 กพ.-13 มีค.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ 9 ดาบ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพสายตา ระบบประสาท ความเครียด เรื่องยุ่งจากญาติผู้ใหญ่
ความรัก ความสัมพันธ์ The Star ความสุขและสงบใจ ความรักที่รื่นรมย์ มิตรภาพที่ดี การให้ความหวังสวยงามแก่กัน
สถานการณ์การเงิน มหาดเล็กเหรียญ มีข่าวดีเล็กๆ น้อยๆ เข้ามา แต่อาจเป็นช่องทางใหม่ในการหารายได้พิเศษ การเงินถือว่ามีกระแสที่ดี
ธุรกิจ การงาน Strength คุณมีความสามารถในการจัดการสิ่งต่างๆ ดีอยู่แล้ว อาจพบคู่ต่อสู้หรือคู่แข่งขันในการทำงาน ศักดิ์เสมอกัน แต่ก็ไม่มีใครเฉือนใครลงง่ายๆ
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น The Chariot การเดินทางที่ผิดแผน ความไร้วินัย เป้าหมายที่เลื่อนห่างไปเรื่อยๆ

คำแนะนำพิเศษ ราชินีคทา จัดการสิ่งต่างๆ ให้เต็มประสิทธิภาพ คุณเป็นคนเก่ง ทำได้อยู่แล้ว

ราศีมีน Pisces (14 มี ค.-12 เมย.)

เรื่องสำคัญของคุณในสัปดาห์นี้ The Fool การเปิดประตูใหม่ๆ การผจญภัย พบปะผู้คนที่น่าตื่นเต้น เรื่องสนุกท้าทาย การมองโลกในแง่ดีแต่ก็มีความเสี่ยง
ความรัก ความสัมพันธ์ 1 คทา อาจได้ร่วมงานกับคนเก่ง น่าชื่นชม นำไปสู่ความรู้สึกพิเศษ บางคนได้คนรักคู่ครองเข้ามาทำธุรกิจด้วยกัน
สถานการณ์การเงิน The Magician โอกาสที่ดีค่ะ อาจได้ทรัพย์ ได้ของมีค่า โดยไม่ได้คาดหมาย มีรายได้จากสิ่งที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ ความคิดสร้างสรรค์นำโชคลาภมาให้
ธุรกิจ การงาน 4 ถ้วย อาจต้องเลือกในเงื่อนไขกำหนด หรือมีเหตุต้องตัดสินใจ แต่ในภาวะที่จิตใจไม่มั่นคง คิดช้าๆ หน่อยก็ได้
คำเตือนหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น 2 ถ้วย ความรักที่ดูสวยงามชั่วครั้งชั่วคราว

คำแนะนำพิเศษ 1 เหรียญ จะมีโชคทางการเงิน มีรายได้ใหม่ หรือได้ทรัพย์มาอย่างน่าชื่นใจ หากมีการเริ่มต้นธุรกิจ การลงทุนใหม่ๆ ให้ผลดี

...ฝีมือโฆษกส่วนตัวนายกฯล้วน...

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปลายอ้อกอแขม
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2009 เวลา 02:19 น.

altalt

ไม่ได้เขา เราคงแย่..


การเลือกตั้งที่สกลนครและศรีษะเกษที่พรรคเพื่อไทชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทะลายทิ้งห่างคู่ต่อสู้ไปหลายช่วงตัวนั้น นอกจากจะเกิดจากความ “ไม่เอาอ่าว”ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการบริหารประเทศแล้ว บวกกับความอยุติธรรมของสังคมที่รุมเล่นงานเฉพาะกับคนเสื้อแดงที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงการเกลียดชังการหักหลังทักษิณของนายเนวินเข้าไปอีก ที่เหลือก็ต้องให้เครดิตโฆษกส่วนตัวของท่านนายกฯด้วย...เทพไท เสนพงศ์

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่




เทพไท เสนพงศ์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พรรคเพื่อไทชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยคะแนนทิ้งห่างอย่างเกินคาด เพราะหากมิใช่เทพไทช่วยเป็นแรงผลักดันให้เกิดกำลังใจแล้ว คะแนนก็อาจจะแค่เฉือนชนะกันนิดหน่อยพอให้เลือดลมเดินสะดวก แต่พอได้แรงหนุนของเทพไทเท่านั้น ผลคะแนนนำลิ่ว..ขอบคุณแทนพรรคเพื่อไทยด้วย


การไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นโฆษกรัฐบาลและโฆษกพรรคของเทพไท ทำให้เกิดความเครียดในสมองส่วนหน้าอย่างมาก ส่งผลให้สำเนียงพูดออกทองแดงหนักกว่าเก่า พักหลังเริ่มเมายาดอง กินใบกระท่อมเกือบเสียผู้เสียคนเพราะผิดหวัง เนื่องจากพรรคได้พิจารณาแล้วว่าหากให้มันทำการเยี่ยงนี้ พรรคอาจฉิบหายเร็วเกินคาด อีกทั้งบุคลิกลักษณะหน้าตาที่ไม่เป็นสากลทะลึ่งไปเหมือนเจ้า “ไข่นุ้ย”ในหนังตลุงเข้าอีก ไม่หล่อเหมือนคุณสุเทพ คุณถาวร..ไม่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของพรรค


แต่พรรคก็ไม่ใจร้ายถึงขนาดตัดมดลูกทิ้งไป ได้ช่วยกันพยายามหา “กระโถน”จะให้เทพไทคอยเท ก็หาไม่พบ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อคุณสุเทพกับคุณศิริโชค โสภานั่งดูหนังโป๊ทางอินเตอร์เน็ตที่พรรคด้วยกันอย่างเมามันส์ในอารมณ์อยู่นั้น ศิริโชคก็ผุดไอเดียกระฉูดขึ้นมาทันที ..โฆษกส่วนตัวนายกฯนี่แหละวะ !

ผมยังงงอยู่จนบัดนี้ว่าการตั้งเทพไทเป็นโฆษกส่วนตัวนายกรัฐมนตรีของไทยนั้น..เกี่ยวอะไรกับดูหนังโป๊ !

ถือว่าเกี่ยวก็แล้วกัน !


หลังจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นโฆษกประจำตัวนายกฯแล้ว เทพไทเองมิได้ทำให้นายกฯอภิสิทธิ์ผิดหวังแม้แต่น้อย แค่วันแรกที่ได้แต่งตั้งยังไม่ทันสิ้นเสียง เทพไทก็หลับหูหลับตาประเคนหมัดเท้าเข่าศอกชนิดอาวุธครบมือใส่พรรคเพื่อไทยอย่างไร้ความปราณี แบบมวยวัด แถมมีการโดดกัดหู เลียหน้า เลียปากอุตลุด เผลอๆมีเห่ากรรโชก เพียงแค่เห็นพรรคเพื่อไทยโผล่หัวมายังไม่ทันพูดจาอะไร เทพไทก็รู้หมดเดาออก แค่ได้ข่าวคุณทักษิณบินไปโน่นไปนี่เท่านั้น อ้ายเปรตนี่ก็ยังตรัสรู้ไปทุกเรื่องว่าเขาจะไปทำอะไร ขนาดเจ้าตัวยังไม่รู้เลยว่าจะไปทำอะไร แต่เทพไทรู้หมดแล้ว ..แม่ง อัจฉริยะสมคำร่ำลือจริงๆ
ยิ่งนานวัน การทำหน้าที่ของเทพไทก็ยิ่งเข้มข้น เด่นชัดยิ่งขึ้น ถึงขนาดพูดว่าดีกว่าโฆษกพรรคฯอย่างนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์และโฆษกรัฐบาลอย่างดร.ปณิธาน วัฒนายากรรวมกันเสียอีก การตอบโต้พรรคเพื่อไทยของเทพไทถึงอกถึงใจบรรดา “ฮาร์ดคอร์”อย่างยิ่ง บางคนได้ฟังเทพไทแถลงข่าวด่าฝ่ายค้านถึงกับน้ำลายยืด ชักดิ้นชักงอตบมือผางๆตะโกนเชียร์ว่า “ต้องยังงั้น ๆ สุดยอด นี่แหละโฆษกในฝันของพวกเรา” ..ใช่เลย


การทำหน้าที่ของเทพไททำให้โฆษกพรรคและโฆษกรัฐบาลงงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกัน ไม่รู้ว่าอ้ายเปรตนี่มันแถลงในนามของใครกันแน่ เพราะไม่ว่าฝ่ายค้านจะพูดอะไร ถึงใคร เทพไทตอบหมด หลายงานเป็นหน้าที่ของโฆษกพรรคจะต้องแถลง แต่เทพไทตัดหน้าแถลงเสียเอง หลายงานเป็นหน้าที่ของโฆษกรัฐบาล เทพไทก็เอามาแถลงเสียอีก ถ้าจะถามหาเรื่องมารยาท ไม่ต้องพูดถึง..ไม่มีในสมอง พูดถึงเนื้อหาในการแถลงข่าวของเทพไท เป็นประเภทโหด มันส์ ฮา หนักไปในทางกระแหนะกระแหนเหมือนลูกพี่ ดูถูก เหยียดหยาม เยาะเย้ย ถากถาง ส่อเสียด ปั้นน้ำเป็นตัว โกหกมดเท็จ ตอหลดตอแหล ใช้วิชาเซลล์แมนขายรถมือสองบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสนุกสนาน ..ทำเหมือนคนไทยทุกคนกินหญ้าเป็นภักษาหาร

ทำให้คนตั้งฉายาของเทพไทไปต่างๆอย่างสนุกสนาน ตามแต่จะพูดกันไป แต่ครั้งหนึ่งเทพไทลงทุนเอาขนเพชรออกมาโชว์ผู้สื่อข่าว ..จึงได้ฉายาโฆษก “ปากขนเพชร”


เข้าใจว่าเทพไท คงจะเลียนการพูดและวิธีการปกป้อง “เจ้านาย” แบบคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในสมัยเป็นโฆษกรัฐบาลยุคพล.อ.เปรมที่พยายามจะปกป้องพล.อ.เปรม โดยเอาตัวเข้าแลกทำให้คนที่จะด่าพล.อ.เปรมหันมาด่าคุณไตรรงค์แทน..เทพไทอยากเอาอย่างบ้าง !
แต่เทพไทมีความเหมือนกับคุณไตรรงค์ที่เป็นคนใต้เท่านั้น นอกนั้นคนละเรื่อง ต้นทุนทางสังคมอย่างอื่นค่อนข้างต่ำ ไม่ว่าจะเป็นชาติตระกูล การศึกษา วุฒิภาวะ ความรู้ความชำนาญในทางการเมือง เมื่อออกมาพูดทีไร แทนที่คนจะด่าเทพไทคนเดียวกับพลอยด่าไปถึงนายกฯเจ้าของปลอกคอคือนายกฯ ด่าพรรคประชาธิปัตย์ไปโน่น มิหนำซ้ำเดือดร้อนถึงพ่อแม่อีก .. “โง่แล้วขยัน”
แต่สิ่งใดมีคุณ ก็ต้องมีโทษ ในทางกลับกันสิ่งใดมีโทษ ..ก็ต้องมีคุณอยู่บ้าง !


ก่อนเลือกตั้งที่สกลนคร เทพไทใช้วิชาปากขนเพชร พูดจาดูถูกพรรคเพื่อไทยต่างๆนานา แค่นั้นยังไม่พอยังลามปามสนุกปากไปถึงคนอิสานทั้งภาคเข้าไปด้วยประเภทว่าโง่งมงาย หลอกง่ายเป็นต้น แบบลืมตัวเข้าใจว่านายกฯอภิสิทธิ์เป็นนายกฯของคนใต้ภาคเดียวเท่านั้น ทำให้เกิดความโกรธแค้น ชิงชังกับคนอิสานเพิ่มขึ้น ..โดนใจคนอิสานเต็มๆ

ยังไม่พอ หลังจากเลือกตั้งที่สกลนครจบแล้ว ยังไม่หยุดปาก พยายามกระแหนะกระแหน สส.พรรคเพื่อไทยที่ไปลงรับสมัครเลือกตั้งที่ศรีษะเกษ ก็อีกนั่นแหละ ยังลามปามไปถึงชาวบ้านเข้าอีก ..มันส์ปากอย่าบอกใคร
จะเห็นว่าตอนเลือกตั้ง พอเทพไทพูดถึงคนอิสานแบบนั้นแล้ว พรรคเพื่อไทยต่างยิ้มหน้าบาน ดีดนิ้วเปาะ บอกว่าอย่างนี้ ดร.เฉลิมของพวกเราไม่ต้องหาเสียงให้หนักกว่านี้แล้ว แค่นี้ก็ชนะขาด เพราะพรรคประชาธิปัตย์โดยเทพไทได้แสดงคุณูปการช่วยหาเสียงให้อย่างหน้าดำคร่ำเครียด ช่วยอธิบายให้ชาวบ้านรู้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร การทำงานด้วยปากเป็นอย่างไร ..สุดยอด !


ที่จริง ถ้าไม่ใจดำเกินไป พรรคเพื่อไทยน่าจะส่งดอกไม้ไปขอบคุณเทพไทเสียหน่อย ที่ช่วยกระตุ้นให้คนอิสานมาลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยทั้งสกลนครและศรีษะเกษ ทำให้ชนะคู่แข่งขันแบบชิวชิว และในอนาคตหากมีการเลือกตั้งในแทบภาคอิสานอีก ก็จะได้ขอแรงเทพไทช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการลงคะแนนให้อีก ..ไม่ได้เขา เราคงแย่ !


สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ผมแนะนำว่า คนอย่างเทพไทนี้ ควรเลี้ยงให้ดีๆ เพราะน่าจะหายากมาก คนที่พูดอะไรแล้วทำให้คนฟังนึกไปถึงชาติ ตระกูลและบรรพบุรุษอย่างนี้ เมืองไทยมีไม่กี่คน หากปล่อยให้หลุดมือไปอยู่พรรคอื่น เท่ากับประชาธิปัตย์ต้องเสียทรัพยากรบุคคลระดับเอกอุไป ..แม้พรรคจะฉิบหาย ขอเทพไทไว้สักคน !

เลี้ยงให้ดีเถอะ.. “ลิงป่ามีปืน”อย่างนี้ !!!

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2009 เวลา 02:31 น.

รัฐบาลแห่งชาติ...ลมหายใจสุดท้ายเผด็จการอมาตย์

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปูนนก
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2009 เวลา 23:07 น.

title

เวลานี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 กำลังเข้าตาจนอย่างหนัก หันไปทางไหนก็มีแต่ทางตันและความมืดทึบไปหมด ไม่สดใสปลอดโปร่งเหมือนกับที่เริ่มตั้งรัฐบาลใหม่ ๆ เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว

ในเวลานั้นอะไร ๆ ก็ดูดีไปหมดมีแต่คนดาหน้าออกมาให้ความการสนับสนุน พันธมิตรก็ส่งเสียงเชียร์, ทหารก็คอยปกป้อง, อมาตย์ก็ออกมารับรอง, สื่อมวลชนก็ชื่นชม, ที่สำคัญยังแย่งตัว ส.ส. ให้แยกตัวมาจากพรรคเดิมมายกมือให้ได้อีกด้วย เรียกว่าปกป้องประคบประหงมยิ่งกว่า “แพนด้าน้อย” ที่เพิ่งคลอดในเมืองไทยเสียอีก... แต่ทว่าเวลาผ่านไปเพียงแ่ค่ 6 เดือนไอ้ที่เคยน่ารักกลับไม่น่ารักเสียแล้่ว

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


การบริหารประเทศล่มสลายอย่างสิ้นเชิงในทุก ๆ ด้าน ประชาชนต่างกลายเป็นคน “ไพร่ฟ้าหน้ามืด” กันเป็นแถว ๆ เพราะบริหารแบบไม่บริหาร มีแต่ “กู้” กับ “ขึ้นภาษี” ไม่รู้อนาคตจะ “ขายสมบัติ” ชาติ (อย่างที่พูดเอาไว้) อีกด้วยหรือเปล่า ราษฎรเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ไ่ม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อน้ำเงิน เดือดร้อนเท่าเทียมกัน รอบบ้านก็เป็นศัตรูกับเขาไปทั่ว ร่ำ ๆ จะเกิดสงครามไม่เว้นแต่ละวัน

เผด็จการอมาตย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นรัฐบาลที่บริหารขับเคลื่อนประเทศไปได้แม้จะไม่ดีนักแต่ก็ขอให้บริหารไปได้บ้าง แล้วจะใช้สื่อมวล, นักวิชาการ, และองค์กรอื่น ๆ ที่อยู่ในสังกัด เข้ามาส่งเสียงเชียร์เพื่อจะให้คนลืมความสุขในสมัยรัฐบาลท่านนายกทักษิณให้ได้ เพราะแม้ว่าประชาชนจะได้ไม่เท่าแต่การที่ได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย....แต่ที่ไหนได้กระแสทุกด้านกลับรุมเร้าหนักขึ้น และยิ่งหนัก ขึ้นจากการบริหารแบบ “กู้ ๆ” อย่างนี้

พันธมิตรที่เคยอุ้มชูพรรคประชาธิปัตย์อย่างออกหน้าออกตามาก่อน กลับกลายเป็นผู้ที่ออกมาประท้วงพวกเดียวกันเสียเอง โดยหยุดการเดินรถไฟสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ก็พากันออกมาขย่มรัฐบาลกันเป็นทิวแถว จนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องแบ่งปันผลประโยชน์จนเป็นที่พอใจกันทุกฝ่าย กิจกรรมขู่กรรโชกรัฐบาลโดยจับประชาชนเป็นตัวประกันจึงยุติลง

ไม่เพียงเท่านั้นรัฐมนตรี และ ส.ส. จำนวนมากของพรรคกำลังอยู่ในภาวะกระอักกระอ่วน เพราะไม่รู้ว่าตนเองจะถูกถอดถอนจากการถือครองหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือเปล่า ขณะเดียวกันกลุ่ม ส.ว. กำลังจะโดนสอยร่วงระนาวด้วยกรณีเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดกำลังเดินเข้าไปสู่เส้นทางสุดท้ายของผู้กำหนดที่ยิ่งใหญ่คือ ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ที่เผด็จการอมาตย์มีอำนาจครอบคลุมอยู่อย่างไม่อาจหลีกหนีพ้นได้

ดูอย่างไรรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์คงยากที่จะรอดพ้นการยุบสภาไปได้ เพราะยิ่งอยู่นานพรรคประชาธิปัตย์ก็ยิ่งทำลายตัวเองมากเท่านั้น ขณะเดียวกันพรรคร่วมรัฐบาลก็ร่วมกันทวงคำสัญญาที่เคยให้กันเอาไว้ก่อนการรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลขย่มจนรัฐบาลเป๋ไปเป๋มา และยิ่งหลังผ่านการเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนคร และศรีสะเกษ มาแล้ว กระแสพรรคเพื่อไทยและชูท่านนายกทักษิณ ยังคงเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย เผด็จการอมาตย์คงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดในการที่จะรักษาอำนาจเอาไว้ได้อีกแล้ว... ที่จะยอมให้เกิดการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหญ่ทั่วไปนั้นก็มองเห็นแล้วว่า เลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยโดยการนำของท่านนายกทักษิณ คงจะชนะการเลือกตั้งมาเป็นแน่

อาวุธทุกชนิดก็ใช้ออกไปจนหมดแล้ว จะใช้พลังของกลุ่มพันธมิตรก็คงไม่ได้แล้วเพราะตั้งพรรคการเมืองไปแล้ว จะใช้พลังคนเสื้อสีน้ำเงินเนวินก็จะไปไม่ไปแหล่รอวันสิ้นอำนาจคงไม่มีใครกล้ัาเสี่ยงเข้าร่วมด้วย จะใช้อำนาจตุลาการบ่อยนักก็เป็นการทำลายตนเองเพราะแค่ที่ผ่านมาก็เสื่อมจนไม่รู้จะเสื่อมอย่างไรแล้ว ครั้นจะใช้กำลังทหารออกมายึดอำนาจอีกครั้งก็ไม่แน่ใจว่าคราวนี้จะสำเร็จง่ายๆ เหมือนครั้งก่อนอีกหรือเปล่า รวมความแล้วก็คือเผด็จการอมาตย์ไม่มีหนทางให้เลือกอีกแล้ว เหมือนการวิ่งหนีศัตรูบนถนนตรง ๆ ที่ไม่มีหนทางหลบหลีก จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยังคงวิ่งหนีต่อไปตราบเท่าที่ยังมีแรงเท่านั้น แล้วในที่สุดก็ล้มลงขาดใจตาย

วิธีสุดท้ายที่เสี่ยงที่สุดและเป็นจุดแตกหักกับประชาชนมากที่สุดที่เผด็จการอมาตย์จะนำมาใช้ก็คือ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลแห่งชาตินี้่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วย ส.ส. , ส.ว., และ กกต. ถูกถอดถอนออกจนหมด ทำให้เกิดสุญญากาศในทางการเมือง จัดการเลือกตั้งไม่ได้.....แต่ก็ต้องจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ โอกาสที่จะทำให้เกิดมีรัฐบาลขึ้นมาได้ก็คือต้องให้มีรัฐบาลแห่งชาติที่เผด็จการอมาตย์เป็นผู้เลือกสรรมาดำรงตำแหน่ง จึงจะทำให้เผด็จการอมาตย์จะยังครองอำนาจได้อีกต่อไป

แต่ทว่าการจะทำให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติขึ้นนั้นในครั้งนี้จำเป็นต้องแลกมาด้วย “ความศรัทธา” ทีสูงลิบลิ่ว เพราะประชาชนไทยในเวลานี้ต่างก็รู้และเห็นกันจนหมดสิ้นแล้วว่า “ใคร” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความล่มสลายและความเลวร้ายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ นับจากวัน “ตาสว่าง” เป็นต้นมา ต้นทุนความศรัทธาที่มีอยู่ของคนในชาติได้ถูกใช้ไปจนเกือบจะหมดสิ้นแล้ว ยังคงเหลือ “สายใยบาง ๆ” แห่งความศรัทธาอยู่อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งถ้าเกิดมีการแต่งตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่ไม่ไ้ด้มาจากการเลือกตั้งขึ้นมาอีกละก็ สายใยที่ว่านี้คงจะขาดสะบั้นลงอย่างไม่มีชิ้ันดีแน่นอน

ทางเลือกเดินของเผด็จการอมาตย์ไม่เหลือให้เลือกอีกแล้ว ถ้าสายใยบาง ๆ ของความศรัทธาที่ประชาชนมีอยู่นี้หมดสิ้นลง ประเทศนี้คงจะมีหน้าประวัติศาสตร์ที่เศร้าสลดมากในยุคของพวกเรานี่แหละ.....อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้สำหรับ รัฐบาลแห่งชาิติ ก็ใช่ว่าจะปิดประตูเสียเลยทีเดียว เพราะอย่างไรคนไทย ก็ยังคือคนไทย เป็นผู้ที่ชอบความสงบสันติมากกว่าชอบใช้กำลัีง เพียงแต่ทว่าความอดทนต่อการถูกกดขี่ข่มเหงก็มีจุดสิ้นสุดเช่นกัน ดังนั้นสัญญาณว่า เผด็จการอมาตย์จะใช้กลยุทธในการเดินเข้าไปสู่ทางตันทางการเมืองเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ ก็คงต้องคอยลุ้นดูว่าจะมีใครในจำนวน ส.ส. และ ส.ว. หรือแม้แต่ กกต. ที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “เชือด” บ้าง เพราะถ้าศาลลงมือ “เชือด” เมื่อไร ก็แสดงว่าเผด็จการอมาตย์กำลังเลือดเข้าตามเมื่อนั้น


ปูนนก

Monday, June 29, 2009

ฌาปณกิจคณะราษฎร์คนสุดท้าย ปลายทางบรรจุอัฐิกับผู้ร่วมก่อการ เผยวีรกรรมตำนานเสรีไทย

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คุณdr_salum บอร์ดประชาไท
29 มิถุนายน 2552

ญาติของร.ท.กระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้าย ซึ่งสิ้นลมอย่างสงบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมา อันตรงกับวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 77 ปีพอดี ได้จัดพิธี"ฌาปณกิจศพ"อย่างเรียบง่ายแล้วเมื่อวานนี้(28มิ.ย.) จากนั้นจะนำอัฐิมาบรรจุกระดูกที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เช่นเดียวกับผู้นำคณะราษฎร์สำคัญท่านอื่นๆ เช่น นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นต้น

ร.ท.กระจ่างจากไปอย่างสงบ รวมอายุ 98 ปี ซึ่งญาติได้นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่ฌาปนกิจสถานเทศบาลนครยะลา มีพิธีรดน้ำศพ ในวันที่ 25 มิ.ย. เวลา 15.00 น. และได้ทำพิธีฌาปนกิจ ในวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมานี้


ผู้ใช้นามแฝงว่า dr_salumรายงานบรรยากาศการจัดงานฌาปณกิจศพว่า"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางรอนแรมไปไกล
เพื่อร่วมงานนี้"และว่า พิธีฌาปณกิจเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีผู้มาร่วมงานราวไม่เกิน 100 คน บรรยากาศในงานมีพวงหรีดจากนักการเมืองรุ่นเก่า ๆ มาร่วม "ท่านผู้นี้ ก็คงจะเป็นที่จดจำของ คนไทยที่รักประชาธิปไตยไปอีกนาน"

เปิดเผยวีรกรรมขณะทำงานกู้ชาติกับเสรีไทย

หนังสือตำนานเสรีไทยบันทึกประวัติวีรกรรมของกระจ่างไว้ว่า เขาเกิดที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อพ.ศ.2456 เป็นบุตรนายนัฐ ตุลารักษ์ และเป็นน้องชายนายสงวน ตุลารักษ์ เอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศจีนคนแรก ได้รับการชักชวนจากพี่ชายให้เข้าร่วมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง24มิถุนายน2475 ขณะเป็นนักเรียนกฎหมาย ต่อมาได้รับราชการทหาร แล้วเดินทางไปปฏิบัติงานเสรีไทยที่ประเทศจีนกับคณะของพี่ชาย ภายหลังสงครามได้รับพระราชทานยศทหารเป็นร้อยโท

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2489 หลังสงครามโลกครั้งที่2สงบลง ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เขต1ขอนแก่น ต่อมาไปประกอบอาชีพส่วนตัวที่จ.ยะลา เปิดโรงเลื่อยไม้ที่บ้านกาบู ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน และสมรสกับนางพวงเพ็ชร หรือ สวนเพ็ชร โกวิทยา อดีตนางงามท้องถิ่นจ.ปัตตานี มีบุตรธิดา 4 คน

บทบาทของการเป็นเสรีไทยที่สำคัญของกระจ่างเกิดขึ้นในช่วงที่ตอนแรกก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ภารกิจหลักคือการติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจีน สหรัฐฯ และอังกฤษ เพื่อให้สัมพันธมิตรทราบว่ามีองค์การใต้ดินต่อต้านญี่ปุ่นโดยคนไทยผู้รักชาติได้จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยแล้ว และต้องการร่วมมือกับสัมพันธมิตรในการต่อต้านญี่ปุ่น และจัดตั้งรัฐบาลพลักถิ่นขึ้นในต่างประเทศ นายปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าเสรีไทยพยายามดำเนินการเรื่องนี้มาแต่ต้น แต่เพิ่งจะสำเร็จเป็นครั้งแรกในต้นปี2486 เมื่อส่งนายจำกัด พลางกูรเล็ดลอดจากไทยไปถึงนครจุงกิง ประเทศจีน และสามารถติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ อย่างไรก้ตามตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม2486นายปรีดีไม่ได้รับการติดต่อใดๆจากนายจำกัดเลย

นายปรีดีจึงตัดสินใจส่งอีกคณะนำโดยนายสงวน ตุลารักษ์เล็ดลอดออกจากไทยไปจีนเพื่อสืบข่าวนายจำกัด โดยมีกระจ่างร่วมคณะไปด้วย โดยออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปโดยรถไฟถึงพระตะบอง เขมรเมื่อ14กรกฎาคม2486ไปถึงจุงกิงวันที่1กันยายนปีเดียวกัน ตลอดการเดินทางต้องเสี่ยงถูกญี่ปุ่น ซึ่งยึดครองประเทศอินโดจีนอยู่จับกุม โดยเฉพาะขณะเดินทางจากเมืองมองกาย ชายแดนเวียดนามเข้าสู่เมืองตงเฮงของจีนเมื่อ28กรกฎาคม2486 นายกระจ่างไปสืบที่แนวหน้าแล้วแนะนำคณะทั้งหมดปลอมตัวเป็นชาวเวียดนามเดินปะปนคนจีนถือกระจาดเหมือนพ่อค้าเข้าไปเพื่อตบตาญี่ปุ่น ส่วนนายกระจ่างเดินตัวเปล่าตามหลังไป

"เราเดินทางรอนแรมมาเป็นเวลาถึง1เดือนเต็มหลังจากออกประเทศไทยมา เป็นการเดินทางที่แสนทุรกันดารนั่งเกี้ยวและลงเรือสลับกันไป"นายสงวนพี่ชายนายกระจ่างบันทึกไว้ตอนหนึ่ง เมื่อถึงจีนได้ไปพำนักกับหมอสงวน ว่องวานิช นายห้างอังกฤษตรางูผู้ต่อต้านญี่ปุ่นถูกเนรเทศมาอยู่จีนระยะหนึ่ง จนคณะสามารถติดต่อกับนายจำกัดได้ในปลายเดือนกันยายน ก่อนที่นายจำกัดจะเสียชีวิตลงในวันที่7ตุลาคม นายกระจ่างเป็นผู้เก็บอัฐิไปลอยอังคารที่แม่น้ำแยงซีเกียง
................

จำกัด พลางกูร


นายจำกัดเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ในวัยเพียง26ปี กล่าวกันว่าเพราะภารกิจที่ตรากตรำเกินกว่ามนุษย์จะทนไหว เขากล่าววาจาสุดท้ายอย่างแผ่วเบาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity..."

ทั้งนี้ก่อนรับภารกิจออกเดินทางมาจีนเพื่อติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรนายปรีดีให้โอวาทเขาว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanityนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็ได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"..จำกัดเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากอ๊อกฟอร์ด เมื่อศึกษาจบเข้ารับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการระยะหนึ่ง และถูกให้ออกจากราชการ เพราะทัศนคติต่อต้านการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในเวลานั้น เมื่อญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทย ได้เข้าร่วมกับปรีดีก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น

.............
จากนั้นเดินทางไปคุนหมิงเข้าฝึกอบรมการก่อวินาศกรรม การรับส่งวิทยุโดยรหัสลับ และการทหาร2เดือน จนต้นปี2487จึงเดินทางไปเมืองเจียงเฉิน ติดชายแดนเวียดนามอีก2เดือน แล้วเข้าสู่ประเทศไทยในเดือนเมษายน2478 และไปตั้งสถานีวิทยุรับ-ส่งข่าวกับจุงกิงที่หลวงพระบาง ประเทศลาว

ต้นเดือนกรกฎาคม2487เดินทางถึงพรมแดนไทย-ลาว สามารถติดต่อกับเสรีไทยสายอีสานได้หลายคน และได้รายงานให้นายปรีดีทราบ

กระจ่างยังได้รับภารกิจนำไมโครฟิล์มบันทึกข้อความนัดหมายให้นายปรีดีจัดคยไปรับการขึ้นบกจากเรือดำน้ำของนายทหารเสรีไทยสายอังกฤษในปลายเดือนธันวาคม2486 ซึ่งม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิทสวัสดิวัตทรงมอบให้แก่นายจำกัดไว้เมื่อเสด็จมาพบนายจำกัดที่จุงกิงในเดิอนสิงหาคม2486 แต่เนื่องจากนายกระจ่างยังไม่ได้เดินทางเข้าไทยจนกระทั่งปี2487 ดังนั้นเมื่อหน่วย"พริชาร์ด"ของกองกำลัง136 ซึ่งมีร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคณะเดินทางมาถึงโดยเรือดำน้ำของราชนาวีอังกฤษมาถึงฝั่งไทยที่จังหวัดพังงาตามวันเวลาที่นัดหมายไว้ในไมโครฟิลฺมดังกล่าว จึงไม่มีฝ่ายไทยไปรอรับ ทำให้ทางการอังกฤษต้องสั่งยกเลิกปฏิบัติการพริชาร์ดไปในที่สุด


ปลายทางผู้ร่วมก่อการ-ภาพป้ายสถานที่บรรจุอัฐิผู้นำคณะราษฎรที่วัดประชาธิปไตย(ในภาพเป็นที่บรรจุอัฐิพระยาพหลพลพยุหเสนา และพระยาทรงสุรเดช )รวมทั้งเคยเป็นสถานที่จัดงานฌาปณกิจท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปีที่แล้ว ญาติๆจะนำอัฐิของร.ท.กระจ่างมาบรรจุอัฐิที่วัดแห่งนี้

นางอภิลักษณ์ ลากชุ่มศรี อายุ 59 ปี ลูกสาว ร.ท.กระจ่าง เปิดเผยว่า หลังจากทำพิธีฌาปนกิจเสร็จแล้ว จะนำกระดูกไปเก็บไว้ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม.(สำหรับวัดนี้มีชื่อในตอนแรกตั้งว่าวัดประชาธิปไตย เป็นที่เก็บอัฐิของคณะผู้ก่อการคณะราษฎร์หลายคน-ไทยอีนิวส์)

"การที่ท่านมาเสียชีวิตในวันที่24มิถุนายนนี้ รู้สึกแปลกดี รู้สึกว่าคุณพ่อคอยวันนี้ เพื่อนๆของคุณพ่อที่ไปร่วมงานวันลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ได้ทราบหมด และได้มีการยืนไว้อาลัยให้ 1 นาที ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ก็ยืนไว้อาลัยให้ เพื่อนๆ ที่ กทม.รู้ข่าวนี้กันหมดแล้ว คุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า เคยเข้าร่วมกับคณะราษฏร์ เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ไปอยู่กับคุณลุงสงวน ตุลารักษ์ ” นางอภิลักษณ์ ลากชุ่มศรี กล่าว


บรรพชนปฏิวัติ-"สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเช้ามืด วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นทรัพย์สมบัติ ของประชาชนคนรุ่นหลัง"

กระจ่าง ตุลารักษ์ เคยให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสารสารคดีถึงเหตุการณ์วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 ซึ่งเขาเป็น1ในสมาชิกคณะผู้ก่อการ115คน ว่า
>....."ต่างคน ต่างเดินทางแยกย้ายไปตามจุดนัดหมาย ของตัวเอง ทุกหมู่เหล่า มีชาวบ้านอย่างเรา ไปอยู่ด้วย ถนนราชดำเนินตอนนั้น เงียบมาก พี่ชายบอกว่า เดี๋ยวมีคนเอาปืนมาให้ ผมคิดอย่างเดียวว่า ตั้งใจมาทำงานให้สำเร็จ เขาสู้ ก็สู้กับเขา ตายก็ตาย...


ส่วนคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้น เขากล่าวทิ้งท้ายว่า "สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเช้ามืด วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นทรัพย์สมบัติ ของประชาชนคนรุ่นหลัง"...


อ่านเพิ่มเติม:24มิถุนา2552 สืบกระแสธารบรรพชนปฏิวัติ )

เกมวนวัดใจ 'ล้มโต๊ะ'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_16016

"ผมอยากกลับบ้าน อย่าปล่อยให้ผมแห้งตายคาทะเลทราย"

น้ำเสียงออดอ้อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยิงตรงถึงก้นบึ้งหัวใจแม่ยก พ่อยก กองเชียร์คนเสื้อแดง

ขนาดพายุฝนกระหน่ำเวทีแทบถล่ม ยังข่มอารมณ์สงสารคนไกลบ้านไม่อยู่


กับภาพสู้ไม่ถอย กองกำลังคนเสื้อแดงเรือนหมื่นยืนกางร่ม ตัวเปียกปอน ฟังแกนนำปราศรัยท่ามกลางสายฝนไม่ขาดเม็ด แน่นท้องสนามหลวง

อารมณ์แบบนี้ แค่เงินคงซื้อไม่ได้


ที่แน่ๆ มันคือต้นทุนหน้าตักที่ทำให้ "ไข่มุกดำ" นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ได้จังหวะประกาศบนเวทีขอประชามติ

เดินหน้าล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านคน ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายกฯทักษิณ เคลียร์ทางกลับประเทศไทย

หงายหน้าไพ่ใบสุดท้าย เดิมพัน


และเพื่อประกอบเงื่อนไข กระตุ้นกระแสให้รู้สึกว่าสถานการณ์มาถึงขั้นต้อง "วัดใจ" อดีตนายกฯ ทักษิณ โชว์ลูกเหนือชั้น เกทับบลัฟรัฐบาลชุดนี้เก่งแค่ 3 อย่าง

กู้หนี้ ขึ้นภาษี ไล่บี้ทักษิณ

บี้จุดตายรัฐบาลยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่กำลัง "เมาหมัด" กับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ

และก็เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดถึงความ "แตกต่าง" กับช็อตเลกเชอร์สั้นๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดฉากสอนมวย "เด็กสองคน" ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

เรื่องกู้ต้องมีวิสัยทัศน์ กู้มาแล้วต้องรู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ควรมีการวางแผนของประเทศ จะเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชียหรือจะเป็นครัวโลก จะทำอย่างไรต่อไป หรือจะเลิกแนวคิดเหล่านั้น ก็ควรให้มีความชัดเจน ขณะนี้เป๋ไปหมด

ไม่เช่นนั้นจะหารายได้ไม่ได้ ก็ต้องมาขึ้นภาษี ประชาชนเดือดร้อน


นอกจากนี้ รัฐบาลยังมาออกพันธบัตร ซึ่งถือเป็นการแย่งเงินกู้จากภาคธุรกิจอีก อย่างนี้ไทยไม่เข้มแข็ง แต่จะเป็นไทยอ่อนแอ

"ทักษิณ" ใช้เวลาพูดไม่ถึงชั่วโมง จับปมได้น้ำได้เนื้อ เห็นลู่ทางชัดๆ

เทียบกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ "งมโข่ง" มา 6 เดือน ยังวนพายเรืออยู่ในอ่าง

โดยกึ๋นที่ข่มกัน ช่วงจังหวะฝีมือยังห่างชั้น มันก็ไม่แปลกที่ "ทักษิณ" จะถูกยกให้เป็นเทวดาอีสาน ยักษ์ผู้ฆ่าไม่ตาย

และวัดกันชัดๆจากตัวเลขล่าสุดของ "สวนดุสิตโพล" สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศต่อกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่า ประชาชนร้อยละ 40.47 อยากรับรู้ รับฟังการโฟนอิน เมื่อได้รับฟังแล้วประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 38.43 มีความรู้สึกสงสาร อยากให้กลับมาบริหารประเทศ อยากให้มีการอภัยโทษ เนื่องจากน่าจะกลับมาช่วยกอบกู้เศรษฐกิจประเทศได้

ขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.08 ค่อนข้างเชื่อข้อความ การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเป็นเรื่องที่ถูกกีดกัน ไม่ได้รับความเป็นธรรม

สรุป ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ยังไงยี่ห้อ "ทักษิณ" ก็ครองตลาด

ซึ่งมันก็วนกลับมาที่จุดวัดใจ "เกมล้มโต๊ะ"


และก็เป็นฝ่ายของ "นายใหญ่" โดย "ตุ๊ดตู่" นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่ชิงหยั่งเชิง "เขี่ยไฟ" ฝากให้ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสธ.ทบ. ว่า

ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ระหว่าง ผบ.ทบ.กับ เสธ.ทบ.


ต่อเนื่องจากคิวย้อนศร แฉเอกสารแผนตากสิน 2 จำนวน 5 หน้า ที่อ้างว่า หลุดมาจากทหารในกองทัพที่ทนไม่ได้

"แผนการต่างๆทางทหารได้ก่อการทำขึ้นมาเอง ผมไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะรับรู้หรือไม่ แต่นี่เป็นวิธีการเดียวกับการล้อมปราบประชาชน ในการทำแผนตากสิน 2"

"เขาต้องมีการเปิดเกมกันเร็ว เพราะเขารู้ว่ารัฐบาลชุดนี้บริหาร ประเทศไม่ได้"

ชิงโวยวาย ดักคอล่วงหน้า


รับมุกกับอารมณ์บู๊ๆสไตล์ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน. หัวหอก "ทหารเฒ่า จปร.7 ไม่มีวันตาย" ที่พลิกขั้วไปอยู่กับฝ่าย "ทักษิณ" ให้สัมภาษณ์รายการ "ลับ ลวง พราง" ล่าสุด พูดเป็นนัยๆ ถ้าพรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้ง ยึดตามหลักประชาธิปไตยกลับมาเป็นรัฐบาลแล้วถูกขัดขวาง

เล่นวิธีแบบเกเร ก็ต้องว่ากันอีกแบบหนึ่ง ถึงเวลานั้นพร้อมสู้ ทุกรูปแบบ

ยิ่งฟังก็ยิ่งระทึกใจ ได้ลุ้นเสียว.


ทีมข่าวการเมือง

นายกฯขวางล่าชื่อถวายฎีกา แนะให้แก้ด้วย กม.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_16198

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"อภิสิทธิ์"ขวางล่าชื่อถวายฎีกาอภัยโทษ "ทักษิณ" ย้ำปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเรื่อง กม.กับการเมืองขอให้แก้อยู่ในกระบวนการนี้ ขู่เสื้อแดงอย่าล้ำเส้น เลี่ยงไม่ขอสร้างปมเข้าพื้นที่เหนือ-อีสาน ...

วันนี้ (29 มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)หรือคนเสื้อแดงว่า แนวการชุมนุมไปเป็นโดยสงบคงไม่มีปัญหา ส่วนที่จะมีแผนชุมนุมไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้ากองบัญชาการกองทัพบก และที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่รัฐบาลอีกนั้นต้องเป็นการชุมนุมที่อยู่ในกรอบกฎหมาย และเมื่อถึงเวลาจะมาพิจารณาเพื่อหาทางให้ผู้ชุมนุมแสดงออกได้ เมื่อถามว่า รัฐบาลมีแนวทางที่จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนเพราะเดิมเขาเรียกร้องที่จะแก้ไขกติกาก็เอาเรื่องนี้เข้าไปสภาและสภารับลูกไปแล้วทุกอย่างกำลังเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามว่า ถึงตอนนี้ดูเหมือนรัฐบาลไม่ได้พยายามที่จะลงไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านใน พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือหรืออีสาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริงได้มีความทำความเข้าใจพอสมควรและความเข้าใจของคนจำนวนมากก็เข้าใจดี เมื่อถามว่า ทำไมนายกฯไม่ลงพื้นที่เหนือกับอีสานกลัวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้กลัว แต่ตนไม่ต้องการเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง และอยากจะบอกด้วยว่าจริงๆแล้วถ้าหากว่ายังมีความพยายามใช้ความรุนแรงทำให้ เกิดภาพความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆมันก็เลือกตั้งไม่ได้ แต่ถ้าเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถไปได้ทุกพื้นที่มันก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งทำได้เร็วขึ้น

เมื่อถามถึง ผลการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ศรีสะเกษ ที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งทำให้กลุ่มเสื้อแดงมีความฮึกเหิมขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่จะวิเคราะห์ เพราะตนไม่ได้คิดว่าผลแตกต่างไปจากความคาดหมายอะไร เมื่อถามว่า แสดงว่าพื้นที่อีสานเป็นพื้นที่ของคนสีแดงชัดเจนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อีสานก็เป็นฐานสนับสนุนสำคัญของพรรคเพื่อไทย เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทยที่ศรีสะเกษหรือไม่ว่าคน อีสานยังรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณยังมีอยู่ไม่แปลกอะไร แต่การเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 ครั้งเขาก็โหมมากเป็นธรรมดา เมื่อถามว่า รัฐบาลมองการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณทำให้ชนะการเลือกตั้งซ่อมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปถามผู้เลือกตั้ง

เมื่อถามว่า ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จะมีการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนว่าเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน เป็นการพูดของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงบนเวทีเท่านั้น เมื่อถามว่า จะมีการล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อในขณะที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ว่านโยบายข้อแรกคือจะรักษาไว้ซึ่งสถาบัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ย้ำอีกครั้งว่าปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเรื่องกฎหมายกับการเมืองขอให้แก้อยู่ในกระบวนการนี้