WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 1, 2009

คำตอบจากอีสาน

ที่มา บางกอกทูเดย์

จากอีสานสุดเหนือมาจนถึงอีสานสุดใต้..กับการเลือกตั้งซ่อม..2 นัดที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ของพรรคเพื่อไทย..เป็นของขวัญชิ้นเอกที่ชนชั้นรากหญ้า..หยิบยื่นให้กับเจ้าของวันเกิด 26 กรกฎาคม..ที่เป็นปีอายุครบ 60 ของเขา..ไม่ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์กับมิตรรักภูมิใจไทย..จะโปรยปรายนโยบายประชานิยม..ปูพรมลงไปแค่ไหนอย่างไร..กระทั่ง รัฐมนตรีมหาดไทยเจ้าของธุรกิจราคาหมื่นล้าน จะลงทุนไปปักกล้าดำนา..คาดผ้าขะม้าเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงผู้มีบารมีนอกรัฐบาล..จะกำหนดกุศโลบายหลากชั้น และขับเคลื่อนองคาพยพทั้งสิ้นทั้งปวง..ประเคนใส่..หว่านเสน่ห์ลงไปทุกหย่อมหญ้า..จนสีเขียวธรรมชาติกลายเป็นน้ำตาลท่วมยอดแต้มที่ทำได้ก็ยังห่างไกลกับคำว่าชนะเจ้ายุทธการ..นักวางแผนของภูมิใจไทย..ประเมินคนอีสานต่ำเกินไป..และไม่เข้าใจถึงจิตใจแห่งภูมิภาค ไม่ถี่ถ้วนในเรื่องประวัติศาสตร์และเชื่อมั่นในวัตถุมากกว่าจิตใจ..คนอีสานนั้น..ปฏิเสธพรรคประชาธิปัตย์มา

ช้านาน..แม้แต่ตอนที่ยังไม่มี ทักษิณ ชินวัตรบนถนนการเมือง..และเมื่อ ทักษิณ ชินวัตร..ล ง นั่ง ใ น ต ำ แ ห น่ง น า ย ก รัฐ ม น ต รี. . ปั้นข้าวเหนียวจิ้มปลาร้าใต้ขึงผ้าใบหน้าทำเนียบ..จนได้ใจสมัชชาคนจน..คนอีสานจึงปั้น “ไทยรักไทย” ขึ้นมายิ่งใหญ่..จากคูหาเลือกตั้ง..ถึง 3 ครั้ง 3 ครา..ถ้า เนวิน ชิดชอบ..ผู้สถาปนาภูมิใจไทย..ไม่กอดคอกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคภูมิใจไทยจะแบ่งปันคะแนนจากคนอีสานได้บ้าง..ด้วยคุณภาพเฉพาะตัวของผู้สมัคร..แต่เพราะไปยืนยันเหมือนกับว่า..พรรคภูมิใจไทย คือประชาธิปัตย์ภาคอีสาน..แรงต้านจึงรุนแรงเป็นพิเศษ..คนอีสานออกมาใช้สิทธิ์เพราะกลัว “เพื่อไทย” จะแพ้..แผ่นพับ..ที่เทียบให้ประชาชน..เลือกระหว่าง..เนวินหรือทักษิณ เป็นการตอกลิ่มเข้าไปกลางใจคนอีสาน..เป็นการนำเสนอใน2 สิ่งที่รู้คำตอบล่วงหน้า..ผลการเลือกตั้งครั้งนี้..จะสร้างความลำบากให้กับภูมิใจไทย..และสร้างความกังวลใจให้กับประชาธิปัตย์..เพราะมันชี้ชัดว่า..ประชาชนยังนิยมใน..นายกรัฐมนตรีที่ถูกปฏิวัติผลการเลือกตั้งครั้งนี้..ทำให้ ทักษิณชินวัตร มีที่ยืนเพิ่มขึ้นในโลก ■

ฎีกามหาวินาศ... เดินหน้าก็พัง... ถอยหลังก็วินาศ...

ที่มา thaifreenews


เขียนโดย ปูนนก
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2009 เวลา 22:45 น.

altผมคงจะต้องยอมรับและให้เครดิตอย่างสูง สำหรับใครก็ตามที่คิด concept เรื่องการถวายฎีกา “เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษและเรียกร้องความเป็นธรรมให้ท่านนายกทักษิณ” โดยที่มีท่านวีระ เป็นผู้นำมาพูดสด ๆ บนเวทีสนามหลวงในวันที่ 27 ที่ผ่านมา....เพราะขณะนี้เรื่องการยื่นถวายฎีกา เพื่อท่านนายกทักษิณในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วในแทบทุกพื้นที่หน้าเวปไซด์, แม้แต่ในหมู่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย หรือคนเสื้อสีอื่น ๆ ก็ตาม.... เสียแล้ว....

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

ซึ่งไม่ว่าการถวายฎีกาที่ท่านวีระได้เปิดประเด็นเอาไว้นี้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ก็ตาม แต่ประเด็นนี้ได้กลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ฝังเข้าไปในความคิดคำนึงของคนไทยส่วนมากในประเทศนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มีเหล่าผู้ทรงความรู้มากมายที่ได้อธิบายกันถึงเรื่องการถวายฎีกา ทั้่งในรูปแบบของค่านิยมตามประเพณีการปกครอง และตามตัวบทกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ความคิดในเรื่องการถวายฎีกาที่ท่านวีระจุดประเด็นเอาไว้นั้นยิ่งถูกขยายความมากขึ้น และกว้างขวางมากขึ้นไปอีก เลยยิ่งทำให้เกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมายในประเด็นนี้....

ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครปฏิเสธ... ว่าเหล่าพี่น้องคนเสื้อแดงผู้ัรักประชาธิปไตยทั้งหลาย ต่างมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การเรียกร้องให้ประเทศนี้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบและอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนทั้งมวล การเรียกร้องในครั้งนี้เป็นการต่อสู้กัีบระบอบเผด็จการอมาตย์ที่ครอบครองอำนาจและยึดครองประเทศนี้มาอย่างยาวนาน อุดมการณ์นี้ได้ “ฝังรากลึก” อยู่ในความคิด, จิตวิญญาณ และเจตนารมย์ ของคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่น และจะไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงหรือคลอนแคลนได้อีกแล้ว ไม่ว่าฟ้าจะถล่ม, ดินจะทลาย, น้ำจะท่วมประเทศไทย, ทหารจะถือปืนออกมายิงประชาชนมือเปล่าอีกสักกี่ครั้ง, จะจับคนเข้าคุกอีกมากเท่าใด จิตวิญญาณแห่งการเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยก็จะไม่เปลี่ยนไป... และนี่คือ “เป้าหมาย หรือ Goal สูงสุด”

เมื่อทุก ๆ คนต่างก็ยึดมั่นในเป้าหมายเดียวกัน แต่หนทางเดินท่ามกลางสนามการต่อสู้เพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นจะต้องมีหลากหลายยุทธวิธีเพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมาย แน่นอนว่าท่ามกลางการต่อสู้ย่อย ๆ ในหลาย ๆ สนามรบนั้น ความหลากหลายในยุทธวิธีจะก่อให้เกิดความสับสนและการแบ่งแยกของแนวตั้งรับของข้าศึกออกมาเป็นส่วน ๆ ทำให้เกิดความอ่อนแอลง... ยุทธวิธีการถวายฎีกาเรื่องท่านนายกทักษิณนี้ก็เช่นกัน...

เคยมีผู้พยายามถวายฎีกาเกี่ยวกับการขอพระราชทานนิรโทษกรรมให้กับผู้ได้ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน มาแล้ว แต่ดูเหมือนว่ากระแสไม่สามารถจุดให้ติดปากหรืออยู่ในความคิดของประชาชนส่วนใหญ่ได้ จะเป็นด้วยสิ่งใดก็ตามซึ่งตรงข้ามกับกรณีฎีกาของท่านวีระที่จุดประเด็นเรียกร้องให้มีการอภัยโทษท่านนายกทักษิณ โดยจะแสดงพลัีึงคนเสื้อแดงด้วยการเข้าชื่อถวายฎีกา 1 ล้านรายชื่อ... ข้อที่น่านำมาพิจารณาก็คือ ท่านวีระนำเรื่องที่ท่านนายกทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมมาจุดประเด็นและเสนอให้มีการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ “หลัีงจากผ่านการเลือกตั้งที่สกลนคร และที่ศรีสะเกษ” โดยที่พรรคเพื่อไทยชนะถล่มทลายด้วยการโฟนอินของท่านนายกทักษิณ แสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมในตัวของท่านนายกทักษิณได้พลิกฟื้นขึ้นมาอย่างไม่มีสิ่งใดปฏิเสธได้ต่อหน้าของประชาชนทั้งมวล

และด้วยสถานการณ์นี้ท่านวีระได้จับเอากระแสนี้โยนลงมาให้ประชาชนชาวเสื้อแดงทั้งหลายร่วมกันแสดงพลังประชาธิปไตย เข้าเปิดการโจมตีในอีกสนามรบหนึ่งนั่นก็คือสนามรบการถวายฎีกา ผมเชื่อว่าท่า่นวีระทราบดีว่าประเด็นที่จุดเรื่องที่ท่านนายกทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมและถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ จะเป็นกระแสที่จุดติดในใจของคนไทยจำนวนมาก... เหมือนคราว สนธิ ลิ้มทองกุล จุดกระแส “ถวายคืนพระราชอำนาจ” แล้วบิดเบือนด้วยข้อกล่าวหาทุก ๆ สิ่ง กรณีการถวายฎีกาขออภัยโทษให้ท่านนายกทักษิณก็เช่นกัีน เพราะตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ท่านนายกทักษิณ มิได้กระทำสิ่งใดผิดดังที่ได้ถูกกล่าวหา มีแต่ได้รับความอยุติธรรม และถูกกลั่นแกล้งโดยอำนาจเผด็จการ ดังนั้นเมื่อในขณะที่กระแสท่านนายกทักษิณกำลังร้อนแรง สืบเนื่องจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา การจุดประเด็นเรื่องถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้จึงเท่าักับเป็นการเปิดแนวรบใหม่ ที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้เข้า่โจมตีฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างรุนแรงชนิดเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลัีงก็ไม่ได้เลยทีเดียว...

ถ้าฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้สำเร็จและได้มีการทูลเกล้าขึ้นจริง นั่นก็หมายความว่า “ประชาชนชาวไทยกว่า 1 ล้านคนเห็นพ้องกันว่า ท่านนายกทักษิณเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่สมควรได้รับโทษใด ๆ และขอพระราชวินิจฉัยที่จะให้ท่านนายกทักษิณได้เดินทางกลับเข้าประเทศไทย” ซึ่งขณะที่ในปี 2549 ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร ได้มีกลุ่มคน 7 คนจาก 7 กลุ่มอำนาจของเผด็จการอมาตย์ ได้ไปประชุมกันที่บ้านของ นายปีย์ มาลากุล และเห็นพ้องต้องกันว่า “ท่านนายกทักษิณมีความผิดและไม่สมควรจะอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป” จากนั้นก็เกิดการรัฐประหารขึ้นโดยได้รับพระราชทานพระปรมาภิไธยให้การรัฐประหารล้มล้างอำนาจประชาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

ดังนั้นการยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้จึงเป็นกลยุทธที่แหลมคมอย่างยิ่ง ในการนำเอา 2 พลัีงอำนาจที่แท้จริงและกำลังเิผชิญหน้ากัน เข้ามายืนกันคนละฝ่ายโดยมี เรื่องการถวายฎีกา เข้ามาอยู่ตรงกลาง เพราะในกรณีฎีกานี้เป็นพระราชอำนาจ, และพระราชวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ของพระองค์ท่านแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดไปก้าวก่ายได้ ซึ่งไม่ว่าการถวายฎีกาในครั้งนี้ผลจะออกมาอย่างไร ก็จะเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจุดสุดท้าย หรือจุดสิ้นสุดของการต่อสู้ในครั้งนี้เผด็จการอมาตย์จะมีสภาพอย่างไร เพราะจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ได้รับการรับรองว่ากระทำถูกต้องและอีกฝ่ายกระทำไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเผด็จการอมาตย์จากกลุ่ม 7 คนที่ล้มล้างอำนาจประชาธิปไตย หรือฝ่ายประชาชน 1 ล้านรายชื่อที่เรียกร้องประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้โดยส่วนตัวของผมจึงพิจารณาว่า การจุดประเด็นเรื่อง “การยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ท่านนายกทักษิณ” นั้น ไม่ว่าจะเป็นการถวายฎีกาืทางกฎหมาย, หรือเป็นฎีกาทางการเมือง ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใดเพราะ ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมาย หรือทางการเมืองหรือไม่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนความตั้งใจหรือเป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพี่น้องประชาชนต่อไปได้ กรณีการยื่นถวายฎีกานี้เป็นเพียงเครื่องมือการต่อสู้เครื่องมือหนึ่งในสนามรบเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรวันหนึ่งเมื่อประเทศไทยได้มีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงแล้ว วันนั้นท่านนายกทักษิณก็กลับมาประเทศไทยและได้รับพระราชอภัยโทษได้อยู่แล้วอย่างแน่นอน....

ดังนั้นผมจึงอยากให้พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ ท่านอย่าหลงประเด็นในเรื่องการถวายฎีกานี้อีกเลยครับ เพราะถึงแม้ไม่ว่าการถวายฎีกานี้จะมีผลอย่างไรในบั้นปลาย เช่นไม่ได้รับพระบรมราชานุญาติ หรือได้รับพระราชทานอภัยโทษ ผลในเวลานั้นก็ไม่แตกต่างกันสำหรับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเพราะเป็นเรื่องของเพียงคน ๆ หนึ่งที่ชื่อ (นายก)ทักษิณ เท่านั้น ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการต่อสู้ของพี่น้องคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยได้ แต่ที่สำคัญกว่าก็คือเวลานี้เรื่องการถวายฎีกาในครั้งนี้ได้กลายเป็น “ฎีกามหาวินาศ” สำหรับใครบางคนไปแล้วครับ


ปูนนก

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2009 เวลา 23:07 น.

รายงาน : ปรากฏการณ์ “หนังสือพิมพ์คนเสื้อแดง” บานสะพรั่ง



หากใครได้ไปเยือนสนามหลวงในวันชุมนุมใหญ่ 27 มิถุนายน 2552 สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นปรากฏการณ์ใหม่อันคึกคักแทนการขายมือตบ เสื้อผ้า อาหาร อย่างที่เคยมีมาคือ การขายหนังสือ ทั้งหนังสือพ็อกเก็ตบุกส์ของบรรดาแกนนำต่างๆ รวมถึง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ราย 3 วัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน รายสะดวก วางยาวหลายซุ้ม โดยมีผู้ชุมนุมร่วมอุดหนุนอย่างเนืองแน่น

ว่าไปแล้วมันก็ไม่ต่างจากการผลิตสื่อของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะที่เว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการเป็นเว็บท่าในการขับเคลื่อนขบวนและการส่งข่าวสาร เว็บต่างๆ ของคนเสื้อแดงก็กระจัดกระจายอยู่ในโลกไซเบอร์แบบหลากหลายเฉด กลุ่มพันธมิตรฯ มีเอเอสทีวี กลุ่มเสื้อแดงก็มี ดี สเตชั่น เหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันคือโดนปิดบ่อยกว่า (ฮา)

อาจเรียกได้ว่าเป็นการเข้าสู่ยุคที่กลุ่มการเมืองต่างๆ เริ่มมีช่องทางการสื่อสารของตัวเอง เลิกง้อสื่อหลัก และโยนคำสวยๆ อย่าง “มืออาชีพ-เป็นกลาง-รอบด้าน” ทิ้งไป อาศัยแต่เพียงวิจารณญาณและการสรรเสพของผู้บริโภคเป็นหลัก

มาถึงวันนี้คนเสื้อแดงดูเหมือนจะรุกคืบเข้าสู่สื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งเขาว่ากันว่าอยู่ยากหนักหนา ...ไม่ใช่ฉบับเดียว แต่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทั้งรูปแบบ แนวทาง บ้างเน้นการวิเคราะห์การเมืองระดับยุทธศาสตร์ บ้างเน้นการโจมตีรัฐบาล บ้างเน้นแนวรบวัฒนธรรม ฯลฯ ในส่วนของผู้จัดทำก็กระจัดกระจายหลายกลุ่ม ทั้งแกนนำที่มีชื่อ แกนนำตามหัวเมือง หรือกลุ่มย่อยต่างๆ ที่เป็นแนวร่วมคนเสื้อแดง

เราตระเวนซื้อทุกซุ้ม ซื้อทันบ้าง ไม่ทันบ้าง ก่อนที่สายฝนจะกระหน่ำลงมาอย่างหนักในคืนนั้น และพยายามทำความรู้จักหนังสือฝีมือคนเสื้อแดงฉบับต่างๆ ผ่านบทบรรณาธิการ และการโทรศัพท์ไปสอบถามเท่าที่ทำได้

ฉบับหลักๆ ที่ออกถี่ และวางแผงทั่วไปกับเขาบ้าง ก็เห็นจะมี Thai Red News กับ มหาประชาชน ฉบับความจริงวันนี้ ส่วนฉบับอื่นๆ นั้นไม่วางแผงทั่วไปแต่เน้นระบบสมาชิก และการกระจายผ่านแกนนำในจังหวัดต่างๆ

Thai Red News
"ประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาค"
ราคา 20 บาท (วางแผงทั่วไป) ออกมาแล้ว 3 ฉบับ
สำนักงาน: วิวาทะ ฉบับ ไทยเรดนิวส์
โทร.02 9349388
สำหรับ Thai Red News นั้นเปิดตัวมาตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีนายวิบูลย์ แช่มชื่น อดีต ส.ว.กาฬสินธุ์ เป็นผู้อำนวยการบริหาร และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ นปช.เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์และผู้โฆษณา โดยมีการจัดงานระดมทุนในรูปแบบจำหน่ายบัตรที่นั่งฟังดินเนอร์ทอล์กเรื่อง "อนาคตประชาธิปไตย-ใต้ฟ้าสีเทา" เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว The Red E-news ทางเว็บไซต์ www.thairednews.com

วิบูลย์ให้สัมภาษณ์ในวันเปิดตัวหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ว่า เป็นไปเพื่อต้องการเป็นสื่อสารมวลชนทางเลือกและเป็นสื่อกลางของประชาชนคนหัวใจสีแดง โดยมุ่งเสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงด้านข่าวสารการเมืองการปกครอง ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ส่วนรูปแบบหนังสือพิมพ์จะเป็นหนังสือพิมพ์ขนาดแทบลอยด์โดยออกเป็นรายสัปดาห์ ฉบับแรกพิมพ์ 30,000-50,000 ฉบับ

ส่วนสมยศ แกนนำ นปช. ที่ร่วมจัดทำด้วยกล่าวถึงเหตุผลที่ทำ Thai Red News ว่า เพราะสื่อกระแสหลักที่มีอยู่ เสนอข่าวได้ไม่ตรงความจริง สื่อกระแสหลักเข้าข้างรัฐบาล และลำเอียงต่อคนเสื้อแดง จึงต้องหนังสือพิมพ์ของคนเสื้อแดง เพื่อเสนอความจริงที่รอบด้าน ความจริงที่แตกต่าง และคนที่ทำข่าวก็จะเป็นนักเคลื่อนไหว

“ทุกคนเป็นสื่อสารมวลชนได้ และผมคิดว่าเราทำได้ดีกว่าด้วย เพราะเราเป็นข่าวอยู่แล้ว ปกติเราเคลื่อนไหว เราก็เป็นข่าว วันนี้เราก็มาทำสื่อด้วย และเรามีจิตวิญญาณประชาธิปไตยมากกว่า และสื่อนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตย มันแตกต่างที่เราไม่ใช่แค่สื่อ แต่เป็นสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง

บทความและข้อเขียนทั้งหมดเป็นผลงานของคนเสื้อแดงก็จริง แต่ว่า เราก็ประกาศไว้แล้วว่า เรายินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเป็นเวทีที่เปิดกว้าง ก็เปิดให้คนเสื้อแหลืองด้วย” สมยศกล่าว

ปัจจุบัน Thai Red News ออกมา 3 ฉบับแล้ว ด้วยยอดพิมพ์ราว 20,000 เล่ม วางแผงทั่วไปและมีสมาชิกรับประจำประมาณ 1,000 คน ซึ่งสมยศมองว่า ไม่มากนัก และด้วยการเน้นความเป็น mass ที่ต้องผลิตเยอะและวางแผนทั่วไป ทำให้ต้องประหยัดต้นทุนอย่างมากเพื่อให้อยู่ได้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันเชิงคุณภาพได้มากนัก ส่วนใหญ่ทีมงานที่ทำก็เป็นอาสาสมัครเสียมาก

“ความจริงวันนี้น่าจะมาแรงกว่า เพราะเขาพร้อมทั้งงบประมาณและบุคลากร อีกฉบับที่น่าสนใจที่เขาวางแผนกันว่าจะทำวางแผงตามท้องตลาดเลยคือ ของคุณสุธรรม แสงประทุม ชื่อ เสียงทักษิณ เป็นนิตยสารรายปักษ์ เขาน่าจะเปิดตัวราวปลายเดือนกรกฎา” สมยศว่า

เขากล่าวเสริมด้วยว่า ผู้อ่านจะเป็นคนตัดสินเองว่าฉบับไหนที่พวกเขาชอบ ฉบับนั้นก็จะอยู่ได้ และการมีหัวหนังสือที่หลากหลาย ก็สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่กลุ่มคนทำแต่ละคนมีบุคลิกภาพ มีแนวทางการทำงานที่แตกต่าง ดังนั้น ก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่แต่ละฉบับจะไม่เหมือนกันเลย

มหาประชาชน ฉบับความจริงวันนี้
“สื่อเพื่อต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ”
ราย 3 วัน ฉบับละ 20 บาท (วางแผงทั่วไป)
เล่มแรก วันที่ 29มิ.ย.52 – 1 ก.ค.52
นิตยสาร “มหาประชาชน” เคยปรากฏตัวให้เห็นนานแล้วในทุกครั้งที่มีการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง มาวันนี้ มีการปรับเปลี่ยนโฉม เป็น มหาประชาชน ฉบับ ความจริงวันนี้ โดยปรับให้เป็นราย 3 วัน มีการวางแผงทั่วไป และนำทัพโดย วีระ มุสิกะพงศ์ พร้อมด้วยแกนนำเด่นๆ ที่มาเป็นคอลัมนิสต์ ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, เหวง โตจิราการ, ก่อแก้ว พิกุลทอง ฯลฯ

สำหรับเนื้อหาในเล่มนั้นแม้ว่าส่วนใหญ่จะเน้นการเมือง แต่ก็ยังมีเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องราวเบ็ดเตล็ดต่างๆ แทรกอยู่ เล่มแรกเปิดตัวอย่างแหลมคมในการชุมนุมใหญ่ 27 มิ.ย. ด้วยหัวข้อ “สดุดีวีรกรรมคณะราษฎร ผู้นำการอภิวัฒน์ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา”

“หนังสือพิมพ์มหาประชาชนรายสัปดาห์เคยรับใช้นักประชาธิปไตยมาช่วงหนึ่ง ในเวลาที่ คมช.ปกครองประเทศ .... บังเอิญระยะนั้นสื่อกระแสหลักพากันกรูเกรียวไปสนับสนุนการยึดอำนาจและออกอกาการรังเกียจเดียจฉันท์สื่อเล็กๆ ที่ไม่เฮโลตามพวกเขาไป โดยพยายามให้คำจำกัดความสื่อที่ต่อสู้เพื่อเรียกหาประชาธิปไตยว่าเป็น สื่อเทียม

.... ปัจจุบันนี้เผด็จการซ่อนรูปได้คายพิษออกมาจนเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า .... ทีมงานความจริงวันนี้ จึงรวมตัวกันเพื่อคืนชีพให้กับ หนังสือพิมพ์มหาประชาชนอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้จะมีรูปโฉมขนาดแทบลอยด์ออกวางตลาดเป็นราย 3 วัน มีชื่อว่า มหาประชาชน ฉบับ ความจริงวันนี้ เพื่อทำหน้าที่เสนอข่าววิเคราะห์และเป็นสื่อกลางประสานสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อแดงผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งหลาย ... เราพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่ตั้งแต่บัดนี้ โปรดพิสูจน์ผลงานของเรา” บทบรรณาธิการฉบับแรกเชื้อเชิญไว้
นิตยสารธงแดง
“สันติวิธีสู้รบ กระบอกเสียงของประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
รายปักษ์ ฉบับละ 25 บาท
ออกมาแล้ว 2 เล่ม เริ่ม 1 มิถุนายน 2552
(เล่มแรกหมดแล้ว คนขายบอกว่าเหลือให้เฉพาะผู้สมัครสมาชิก)
สำงานงาน 2539 อาคารอิมพีเรียลเวิร์ล ลาดพร้าว ชั้น 5
ซอย 81-83 ถนนลาดพร้าว แขวง/เขต วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
สำหรับ “ธงแดง” เป็นนิตยสารรายปักษ์ที่มีรูปเล่มเหมือนหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ ริเริ่มโดยกลุ่มของ วิสา คัญทัพ, วิภูแถลง พัฒนาภูมิไทย, ไม้หนึ่ง ก.กุนที ฯลฯ ออกเป็นรายปักษ์ เล่มละ 30 บาท และเน้นการกระจายผ่านระบบสมาชิกอย่างเดียวเท่านั้น ปัจจุบันมีสมาชิกราว 600-700 คน ยอดพิมพ์ประมาณ 2,000-3,000 เล่ม และในงานชุมนมใหญ่ครั้งล่าสุดก็ขายได้นับพันเล่ม

วิสา หนึ่งในผู้ก่อตั้งพูดถึงแนวคิดเบื้องต้นว่า บรรยากาศของสื่อในยุคนี้คล้ายกับช่วงก่อน 14 ตุลา เนื่องจากระบบธุรกิจได้ครอบงำวงการสื่อ พวกเขาต้องลงทุนมหาศาลจึงต้องคำนึงถึงความอยู่รอดเป็นหลัก วิธีคิดของพวกเขาคือต้องอยู่รอดไปกับรัฐบาล ส่วนเรื่องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเป็นธรรม เป็นเรื่องรองลงไป

“พวกเขาให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอำมาตย์ เขามีแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยที่แตกต่างกับคนเสื้อแดง เขายอมรับการรัฐประหาร คมช.ได้ ยอมรับการรัฐประหารซ่อนรูปในการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ อันที่จริงแล้วการเมืองใหม่ของพวกเขาก็ไม่มีอะไรใหม่แต่ย้อนไปในยุคเก่า ให้อำนาจมาจากการแต่งตั้งมากกว่าเลือกตั้ง ด้วยภาวการณ์แบบนี้จำเป็นต้องมีหนังสือฝ่ายประชาชน มันเป็นความจำเป็นโดยธรรมชาติ”

วิสาว่า พวกเขาเริ่มจากเล็กๆ ใช้ทุนไม่มาก อาศัยว่าทำได้โดยอิสระ และเริ่มได้เลย ไม่ต้องคิดมาก สำหรับธงแดงนั้นไม่มีการจัดเลี้ยงระดมทุน อาศัยประหยัดต้นทุนทุกอย่างให้มากที่สุด เขียนเองเป็นหลักและเชิญคอลัมนิสต์อาสาเข้ามาช่วยด้วย โดยมีทีมงานที่ทำงานจริงมีเพียง 4-5 คน เน้นการรับสมัครสมาชิก ซึ่งช่องทางเดียวที่มีอยู่ตอนนี้คือการโฆษณาผ่านทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม people channel ซึ่งเขามีโอกาสจัดรายการรายการหนึ่งในนั้น ขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 600-700 คน เรียกว่า “พออยู่ได้”

สำหรับแนวเนื้อหานั้น เน้นประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงทางวิชาการ หรือยุทธศาสตร์เป็นหลัก ฉบับแรกพูดถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขณะที่ฉบับที่สองเล่นเรื่องที่เป็นประเด็นวิวาทะกันมากกว่าขบวนการเสื้อแดงนี้ใครนำ?

“ทักษิณ..นำ ประชาธิปไตย...นำ หรือ...ใครนำ?”

นอกจากเนื้อหา บทวิเคราะห์ทางการเมืองแล้ว เล่มนี้ยังแทรกด้วยบทกวี และมีพื้นที่ของเรื่องสั้นการเมืองด้วย

“มันออกมาแนวนี้ เพราะเราเติบโตมาจากสายวรรณกรรม เราเห็นคุณค่าของแนวรบทางวัฒนธรรม”วิสากล่าว


ดีแมกาซีน
ฉบับแรก “รากหญ้าไม่โง่”
โดยเครือข่ายราษฎร นักเขียนศิลปินประชาธิปไตย
ออกรายสะดวก ยังไม่รับสมาชิก

ถัดจากลูกครึ่ง “นิตยสาร-หนังสือพิมพ์” อย่างธงแดงแล้ว ก็ยังมีนิตยาสารแท้อย่าง D-Magazine ด้วย ริเริ่มดำเนินการโดยกลุ่มเครือข่ายราษฎร (ธรรมดา ไม่อาวุโส –แซวเล่น :P) นักเขียน ศิลปินประชาธิปไตย มี วัฒน์ วรรลยางกูร ผู้มีความใฝ่ฝันอันเก่าแก่ที่จะทำหนังสือเพื่อมนุษย์ตัวเล็กมาเป็นบก.เล่มนี้ “รากหญ้าไม่โง่” ได้ทองธัช เทพารักษ์ มาออกแบบปก และทีมงานอาสาสมัครที่ช่วยคิด ช่วยเขียน ที่สำคัญ เป็นนิตยสารรายสะดวก ไม่มีวางแผงทั่วไป และยังไม่ถึงเวลาบอกรับสมาชิก! เขาว่าไว้อย่างนั้น สนใจอยากได้มาครอบครอง ต้องติดต่อทางเว็บไซต์ http://dmagazine.tk%20หรือ/อีเมล์ dmag2009@gmail.com

“ดีแมกาซีน เป็นหนังสือของกลุ่มกวีศิลปินรากหญ้า ในนามเครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย ที่มีหัวใจสีเดียวกัน หนังสือเล่มนี้เป็นสื่อเชื่อมโยงระหว่างคนรากหญ้ากับกวี ศิลปิน กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองประชาธิปไตย

D คืออะไร คือ democracy คือประชาธิปไตยที่จริงแท้ ไม่บิดเบี้ยวบดบัง หรือ D deang คือสีแดง หรือ ดี คิดดี ทำดี เขียนดี หรือ ดี ภาษาลาวเรียก บี ของขมอร่อยช่วยย่อยสบายท้อง และหากแก่กล้าก็เป็น ดีหมี ดีมังกร อยู่ยงคงกะพัน” บรรณาธิการเขาว่าไว้ในตอนท้ายของเล่ม

เนื้อหาในเล่มก็หลากหลายทั้งแต่บทวิเคราะห์คนรากหญ้า บทสัมภาษณ์นักเพลง แท็กซี่รากหญ้า เรื่องราวของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เรื่องสั้นการเมือง บทกวีการเมือง การ์ตูนการเมือง บันทึกสงกรานต์เลือด จากเหวง โตจิราการ ฯลฯ

ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีสีแดงแสบซ่า หนึ่งในทีมงาน วิเคราะห์ถึงหนังสือเล่มนี้และเล่มอื่นๆ ไว้ว่า

“สำหรับยอดขายต่างๆ นั้น คนในวงการหนังสือเขาก็จะรู้สึกว่ามันร้อนแรงมาก แต่สำหรับผมที่เคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงมา หน่วยพันจากคนหลายหมื่น นับว่ายังน้อย”

อย่างไรก็ตาม ไม้หนึ่งมองว่า ขณะนี้ดูเหมือนจะมีหัวหนังสือคลอบคลุมทั้ง 4 ห้วงเวลาแล้ว ในส่วนของรายวัน จะเริ่มต้นด้วยอัตราขาดทุนสูง อาจมากเป็นสิบล้าน ที่ผ่านมายังไม่มีใครกล้าทุก จนกระทั่ง วีระลองออก ความจริงวันนี้มาชิมลางดู ส่วนรายสัปดาห์ก็มี Thai Red News รายปักษ์ก็มีธงแดง

“จุดหักเหของคนเสื้อแดงในด้านสื่อคือ ขอเพียงยืนข้างเขา เขาซื้อหมด ไม่ว่าจะหนังสืออะไร เพราะเขารู้สึกไม่มีพื้นที่ แต่ถ้ามองมุมของมาตรฐานหนังสือ บางเล่มก็ยังเน้นการพีอาร์ให้นักการเมืองเยอะเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพวกรายวันรายสัปดาห์ที่วางแผงทั่วไปจะมีลักษณะเชิงรุกทางการเมืองมากกว่า”

“จริงๆ อย่างเล่มความจริงวันนี้ ก็มีลักษณะที่ผลิตซ้ำ 2475 เล่มสองเขาจะเล่นเรื่อง นายสินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือสมัยคณะราษฎรปฏิวัติประเทศ ถ้าเล่นธีมนี้เรื่อยๆ จะดีมาก เพราะประวัติศาสตร์คณะราษฎรในฐานะปัจเจกบุคคลถูกทำลายหมด และแบบเรียนประวัติศาสตร์ก็ไม่เคยอธิบายยกย่องพวกเขา”

“ขณะที่หนังสืออย่างธงแดง จะมีบุคลิกค่อนข้างใหม่ เป็นหนังสือพิมพ์ที่ทำโดยกวี หน้าปกก็มีบทกวีขึ้น เป็นการทำสิ่งที่ไม่เคยทำกันมาก่อน”

“สถานการณ์ตอนนี้เป็นสถานการณ์สู้รบ มีดไม่จำเป็นต้องมีด้ามงา ขอเพียงมีคมเท่านั้นก็ใช้ได้ ดีแมกาซีน ยังอยู่ในจุดที่สวยงามสุด แต่มันเสียเวลา แทนที่จะออกได้เร็วกว่านี้ แต่เราก็เสียเวลาทำให้มีดมันสมบูรณ์สวยงาม”

หนังสือพิมพ์คนเสื้อแดง

รายเดือน เน้นระบบสมาชิกในพื้นที่กรุงเทพฯ หัวเมืองใหม่

ผลิตมาแล้ว 3 ฉบับ มีสมาชิกราว 1,000 คน

แนวทางเป็นพื้นที่แสดงความรู้สึกและข้อมูลคนเสื้อแดง ไม่ได้มุ่งโจมตีรัฐบาล

นำโดยเอกสิทธิ์ หมวกทอง โทร 02 9320583

นอกจากทำหนังสือพิมพ์แล้วยังมีซุ้ม "โพลล์" คนเสื้อแดง

ซึ่งคนทำระบุว่ารวมกลุ่มทำกันเองแบบเป็นวิชาการ

เพื่อสำรวจความคิด ความชอบ และการเข้าถึงสื่อของคนเสื้อแดง

คนการบินไทยระดมทุนพิมพ์วารสารแจกฟรี "แฉ"

คัดสรรเนื้อหาในโลกไซเบอร์สเปซมาตีพิมพ์

รับบริจาคตามจิตศรัทธา

Tuesday, June 30, 2009

ถึงจุดนี้แล้ว เสื้อแดงควรประนีประนอม หรือสู้ต่อไป?

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
29 มิถุนายน 2552

เราต้องระวังคนที่พูดว่า “ทำยังไงก็ได้เพื่อเป้าหมาย” เพราะยุทธศาสตร์ของการเพิ่มอำนาจประชาชน เพื่อสังคมที่เท่าเทียม และประชาธิปไตยแท้ ย่อมขัดแย้งกับยุทธวิธีประเภทที่ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจเบื้องบน


เมื่อไม่นานมานี้มีคนเสื้อแดงเขียนอีเมล์มาถามผมว่าคิดอย่างไรกับประเด็นดังต่อไปนี้....

“เริ่มกังวลค่ะว่าโดยสถานการณ์ว่าจะมีการประนีประนอมกันได้ระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ เพราะคนมีอำนาจก็น่าจะเห็นประเด็นนี้เหมือนกันว่า หากเคลียร์กันได้ สถานการณ์น่าจะอ่อนลงมากเหมือนกัน คนอย่างทักษิณหากเคลียร์ใจกันแล้ว และกลับมา เค้าจะเป็น สฤษดิ์คนที่สองได้เลยหรือไม่คะ และเราจะต้องเหนื่อยกันสองเด้งเลยทีเดียว
ก็เลยเริ่มคิดกันว่าเราจะเตรียมแผนรองรับกันไงดีอะค่ะ??

อีกประเด็นก็คือรู้สึกว่าบางส่วนของเสื้อแดงคาดหวังว่าทักษิณจะมาเป็นผู้นำซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในความคิดส่วนตัว”


ผมเชื่อว่าคำถามนี้อยู่ในใจคนเสื้อแดงจำนวนมาก และเราควรร่วมกันคิดร่วมกันตอบ...... สำหรับผม ผมคิดว่า..เราต้องสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่มาประนีประนอมหรือถวาย ฎีกา... เพราะอะไร?

เราต้องเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ มีทั้งทหาร ศาล ข้าราชการ สื่อ ผู้มีอิทธิพลในองค์กรที่เกี่ยวกับพระราชวัง และยังมีมวลชนคนชั้นกลางล้าหลังอนุรักษ์นิยมอีกด้วย ดังนั้น

1. การต่อสู้จะต้องเป็นการรุกสู้เกินขอบเขตของการเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี ๔๐ หรือการพยายามหาชัยชนะในการเลือกตั้ง เรารู้ดีว่าชัยชนะในการเลือกตั้งมันสำคัญ แต่มันไม่เพียงพอที่จะยกอำนาจให้ประชาชน และปฏิรูปให้มีประชาธิปไตยแท้ กรณีการยึดสนามบิน และการเลือกปฏิบัติของทหารและศาล โดยไม่ฟังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เราจำได้ และชี้ให้เห็นข้อจำกัดทางอำนาจของรัฐสภาเมื่อเผชิญหน้ากับอำมาตย์

2. สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการ ไม่ใช่แค่การกลับมาของประชาธิปไตยรัฐสภาในรูปแบบก่อน ๑๙ กันยา หรือการอภัยโทษกับนักการเมือง ไทยรักไทย สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการ คือประชาธิปไตยแท้ ที่ทหาร วัง องคมนตรี ศาล ฯลฯ แทรกแซงไม่ได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องการคือ สังคมที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สาเหตุที่พลเมืองจำนวนมากรักทักษิณ ก็เพราะเขาเริ่มสร้างระบบสวัสดิการ และเริ่มลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจนผ่านนโยบายประชานิยม

การต่อสู้ของเราจะเป็นการต่อสู้ที่ใช้เวลา และที่สำคัญคือต้อง ใช้ความกล้าหาญทางความคิด ที่จะพัฒนาเป้าหมายให้ก้าวหน้า

ในสภาพเช่นนี้... แกนนำพรรคเพื่อไทย หรือ ไทยรักไทย เก่า อาจไม่พร้อมที่จะไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญปี๔๐ การหากินกับผลงานเก่า หรือการอภัยโทษนักการเมือง เขาอาจไม่พร้อมที่จะสู้เต็มที่กับอำมาตย์ และไม่พร้อมที่จะปฏิรูปสังคมอย่างถอนรากถอนโคนจนเราได้ประชาธิปไตยแท้ ดังนั้นเราเริ่มเห็นการเสนอเรื่องถวายฎีกา การหาทางประนีประนอม

และการไม่เสนออะไรใหม่ๆ เช่นรัฐสวัสดิการ มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนตกงานในปัจจุบัน หรือข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถูกสะท้อนในคำพูดของทักษิณและแกนนำเสื้อแดงบางคน

ในเรื่องว่าทักษิณจะกลับมาหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้ามีการประนีประนอมกับอำมาตย์ ฝ่ายอำมาตย์คงไม่อยากให้กลับมาเป็นนายกฯ และถ้าเป็นนายกฯ ก็คงต้องการลดอำนาจและอิทธิพล

ทักษิณจะเป็น “สฤษดิ์ที่สอง” หรือไม่? ก็ตอบยาก สฤษดิ์ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งเหมือนทักษิณ และโดยรวมประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอยร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำถามนี้คือ ถ้ามีการประนีประนอมระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ ปัญหาคดีหมิ่นเดชานุภาพคงยังไม่ถูกแก้ ปัญหาที่เราไม่มีประชาธิปไตยแท้ก็คงไม่ถูกแก้ และการเดินหน้าไปสู่รัฐสวัสดิการแห่งความเท่าเทียมคงเป็นไปได้ยาก เรานั่งเฉยรอให้ทักษิณกลับมาไม่ได้ และนี่คือสาเหตุที่เราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการประนีประนอมล่วงหน้า โดยการจัดตั้งในหมู่คนเสื้อแดงเอง

เพื่อให้เราสามารถอิสระจากแกนนำซีกที่จะประนีประนอม และเพื่อให้เราควบคุมผู้นำของเราอีกด้วย เราจะต้องไม่ถูกลากลงเหวโดยพวกนี้ หรือปล่อยให้เขาปราบหรืออย่างน้อยสลาย การทำงานของพวกเราเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตยแท้ ผมหวังว่าแกนนำเสื้อแดงจะไม่ประนีประนอมหักหลังประชาชน แต่เราต้องใช้ปัญญาจากโลกจริงเพื่อพร้อมจะมองโลกในแง่ร้ายด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำใจ เข้าใจล่วงหน้า คือ การสิ้นชีวิตของคนคนหนึ่ง จะไม่เปิดทางไปสู่ประชาธิปไตยแท้อย่างง่ายๆหรืออัตโนมัติ เพราะอำมาตย์ประกอบไปด้วยหมู่คณะหลายคน ที่มีผลประโยชน์มากมาย ซึ่งเขาจะพยายามปกป้องโดยการยืดเวลา การเปลี่ยนแปลงหรืองานศพ หรือการแปลงมนุษย์ที่สิ้นชีวิตไปเป็นเทวดาในสวรรค์ ซึ่งแปลว่าเราต้องสู้ตอนนี้ ไม่ใช่รอให้อำนาจตกจากฟ้าสู่มือเรา “ตามธรรมชาติ” ประเด็นนี้ผมจะขยายความในบทความเดือนธันวาคม

“ยุทธศาสตร์” เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดพร้อมกับเป้าหมายปลายทางว่าเราต้องการสังคมแบบไหน และ “ยุทธวิธี” เป็นแนวทางต่อสู้เฉพาะหน้า เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

เราต้องระวังคนที่พูดว่า “ทำยังไงก็ได้เพื่อเป้าหมาย” เพราะยุทธศาสตร์ของการเพิ่มอำนาจประชาชนเพื่อสังคมที่เท่าเทียม และประชาธิปไตยแท้ ย่อมขัดแย้งกับยุทธวิธีประเภทที่ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจเบื้องบน

เราได้รับคำเตือนแล้ว เพราะตัวอย่างของการอ้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือข้อเสนอโดยแกนนำพันธมิตรฯ ว่า “ต้องทำแนวร่วมกับศักดินาในการต่อสู้กับนายทุน เพื่อประชาธิปไตย” เพราะสิ่งที่ได้มาจริงๆ ครั้งนั้นคืออำมาตย์

แกนนำเสื้อแดงย้ำ1เดือนถวายฎีกา ชุมนุมใหญ่ก่อนยื่น สร้างกระแสตปท.อภัยโทษ ปชป.คาดแม้วกบดานฮ่องกง

ที่มา มติชนออนไลน์

"จตุพร"เดินหน้าล่าชื่อตั้งเป้า 1 เดือนเสร็จ แย้มอาจนัดชุมนุมใหญ่ก่อนส่งตัวแทนยื่นสำนักพระราชวัง พท.อ้างถวายฎีกาช่วย "แม้ว"ไม่เกี่ยวพรรคปัดกดดันเบื้องสูง ปธ.วุฒิฯเตือนรบกวนเบื้องพระยุคลบาท รมว.ยุติธรรมชี้อย่างนี้ไม่เคยมีมาก่อน "มาร์ค" ขอให้แก้ปัญหาในกรอบ ปชป.เชื่อแผนหนีคดีใหญ่ สงสัยเผ่นมากบดานฮ่องกง


พท.ชี้หาที่พึ่งปัดกดดันเบื้องสูง


นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ปฎิเสธเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนว่า พท.ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่ ส.ส.พท.อย่างนายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น กำลังรอการจัดทำแบบฟอร์มยื่นถวายฏีกา ช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปให้ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมลงชื่อ ตามมติของกลุ่มคนเสื้อแดงหรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยกล่าวว่า เรื่องนี้ เป็นการดำเนินการส่วนตัวส.ส. คณะกรรมการบริหารพรรคพท.ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น ส่วนเรื่องสมควรหรือไม่สมควรนั้นเป็นเรื่องของความรู้สึก


พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพท.อีกคน กล่าวว่า ขอยืนยันว่า พท.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะพรรคยังไม่มีแนวคิดหรือมีการหารือในเรื่องนี้ " อย่างไรก็ตามมองว่าการดำเนินการเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นการกดดันสถาบันเบื้องสูง แต่เป็นการหาที่พึ่งพิงในฐานะประชาชนทั่วไป"พ.อ.อภิวันท์กล่าว


"แดง"อาจชุมนุมใหญ่ก่อน"ยื่น"


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า แกนนำคนเสื้อแดงจะมีการประชุมกันภายในสัปดาห์นี้ เพื่อสรุปแบบฟอร์มการยื่นถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากนั้นจะกระจายแบบฟอร์มไปทุกจังหวัดทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมลงชื่อยื่นถวายฎีกา ผ่านภาคประชาชนและเครือข่ายของคนเสื้อแดงที่มีอยู่ทุกพื้นที่ โดยประชาชนทั่วไปสามารถประสานขอแบบฟอร์มไปกรอกได้ทันที รวมถึงช่องทางของ ส.ส.พท. ที่สามารถประสานขอแบบฟอร์มได้ ซึ่งหลังจากนี้ไม่เกิน 1 เดือน แกนนำคนเสื้อแดงจะรวมรวมแบบฟอร์มทั้งหมดมาไว้ในที่เดียวกัน เพื่อนำไปยื่นให้กับสำนักเลขาธิการ สำนักพระราชวัง เพื่อส่งต่อให้สำนักราชเลขาธิการต่อไป


นายจตุพร กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 191 ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงมีสิทธิ์ที่จะขอพระราชทานอภัยโทษได้ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการจาบจ้วงแน่นอน เพราะแตกต่างกับการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 ซึ่งจะทำให้พระมหากษัตริย์ทำผิดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ควรมาทำตัวเป็นอิเหนา ที่ว่าแต่เขาแล้วสุดท้ายมาเป็นเอง ซึ่งในการยื่นถวายฎีกานั้นเบื้องต้นแกนนำคนเสื้อแดงคิดว่าเมื่อรวบรวมแบบฟอร์มจากประชาชนมาทั้งหมดภายใน 1 เดือนแล้ว อาจนัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง ก่อนที่จะจัดตัวแทนจำนวนหนึ่งไปถือรายชื่อประชาชนพร้อมแบบฟอร์มการยื่นถวายฎีกาฯ กับสำนักพระราชวัง


แดงแตกคอหวั่นเท่ากับรับ"ผิด"จริง


นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำ นปช. แถลงว่า ก่อนหน้านี้ในที่ประชุมนปช.ไม่เคยคุยเรื่องถวายฏีกามาก่อน ความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้ ตนเองเคยได้รับพระราชทานอภัยโทษ นายวีระ มุสิพงศ์ ที่ก่อการเรื่องนี้ก็เคยได้รับพระราชทานอภัยโทษ ระเบียบการขอนั้นเป็นเรื่องระหว่างสำนักพระราชวังกับกรมราชทัณฑ์ คือ 1.ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด แต่ที่ทำได้คือการนิรโทษกรรม เป็นเรื่องของสภา อย่างนิรโทษกรรมเรื่องกบฏเมษาฮาวายทำได้เพราะสภาดำเนินการ นายวีระเคยต้องคดีหมิ่นถูกจำคุกแล้วได้อภัยโทษ นายวีระจึงมีข้อจำกัดอยู่ในกระบวนการต่อสู้ นายวีระเคยต่อสู้ในระบบรัฐสภา วันนี้สถานการณ์ในประเทศไทยเลยระบบรัฐสภาไปแล้ว

"ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วยกับแนวทางของนายวีระ และไม่ใช่เป็นการขออภัยโทษแบบธรรมดา แต่ไปล่ารายชื่อมา การล่ารายชื่อจะถูกมองว่าไปเอารายชื่อมวลชนมาบีบบังคับเสียหายกันอีก ผมเคยต้องโทษประหารชีวิต ไม่ต้องล่ารายชื่อแค่ลูกชายยื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นกระแสอย่างนี้ถ้าทำอย่างนั้นเท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำความผิดจริง ผมพยายามติดต่อกับนายวีระถ้าดำเนินการต่อผมจะคัดค้าน และจะติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย ถ้ารับอย่างนั้นเท่ากับผิดจริง ถ้าผิดทำไมจึงไม่รับโทษ" นายสุรชัย กล่าว


ปธ.วุฒิฯเตือนรบกวนเบื้องสูง


นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า การขอพระราชทานอภัยโทษตามปกติแล้วคนต้องโทษต้องขอพระราชทานอภัยโทษเอง ไม่เคยมีคนอื่นมาขอพระราชทานให้ ทั้งนี้ไม่แน่ใจว่าหากประชาชนจะร่วมลงลายมือชื่อจะสามารถทำได้หรือไม่ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมี คนที่ต้องโทษเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต้องดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษด้วยตนเอง ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมาดำเนินการเอง

ผู้สื่อข่าวถาม การกระทำดังกล่าวจะทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ นายประสพสุขกล่าวว่า "อาจจะไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทได้ เพราะนำสถาบันมายุ่งกับสถาบันการเมือง"


รมว.ยธ.ชี้ล่าชื่อยื่นไม่เคยมีมาก่อน


นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การขออภัยโทษเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ตามปกติบุคคลที่จะยื่นขออภัยโทษต้องเป็นตัวของนักโทษเองหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยการเป็นญาติพี่น้อง ซึ่งต้องเป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์


“ผู้ที่จะขออภัยโทษจะต้องเป็นบุคคลที่รับโทษอยู่ในเรือนจำและต้องมีความรู้สึกว่าต้องการอภัยโทษ โดยเจ้าตัวจะต้องทำเรื่องไปยังผู้บัญชาการเรือนจำหรือให้ญาติพี่น้อง พ่อ แม่ ทำเรื่องตามกระบวนการให้ จากนั้นทางอธิบดีก็จะพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ โดยการปฏิบัติจะเป็นแนวเดียวกัน หากไม่ดำเนินการไปทางเดียวกันจะถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ส่วนจะได้รับอภัยโทษหรือไม่เป็นพระราชอำนาจ”นายพีระพันธุ์ กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า สำหรับความพยายามรวบรวมรายชื่อ 1 ล้านชื่อเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษนั้นไม่เคยพบและระเบียบของกรมราชทันฑ์ก็ไม่มี แต่การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นเรื่องปกติที่ทำกันอยู่ทุกวัน เพราะมีนักโทษเป็นแสนๆ คน ส่วนกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่นั้นเรื่องนี้คงต้องไปดูรายละเอียดจากกรมราชทัณฑ์ เพราะกระทรวงยุติธรรมเป็นเพียงแค่ปลายทาง โดยกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่พิจารณาว่าถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก่อนส่งเรื่องให้สำนักนายกรัฐมนตรีส่งให้สำนักพระราชวังเท่านั้น

“กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ตามปกติการขอพระราชทานอภัยโทษ นักโทษจะต้องรับโทษอยู่ในประเทศ หากคนไทยไปติดคุกอยู่ต่างประเทศจะมาขออภัยโทษคงไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจทางกฎหมายของประเทศนั้น ๆ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับโทษอยู่ในต่างประเทศ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ต้องไปดูระเบียบของกรมราชทัณฑ์”นายพีระพันธุ์ กล่าว


"มาร์ค"ขอให้แก้ปัญหาในกรอบ


ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามรัฐบาลมีแนวทางจะทำให้บ้านเมืองสงบได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แนวทางของรัฐบาลชัดเจนคือเดิมนปช. เรียกร้องให้แก้ไขกติกา รัฐบาลก็นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภา โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์และปฏิรูปการเมืองเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายก็อยู่ในคณะกรรมการชุดนั้น กำลังจะมีการรายงานผลการดำเนินเข้ามา ทุกอย่างได้ดำเนินการและกำลังจะเดินหน้าต่อไป ส่วนการทำความเข้าใจกับประชาชนในภาคเหนือและอีสานนั้นก็ได้ทำไปพอสมควรแล้ว และความเข้าใจของคนจำนวนมากก็ดี

ส่วนนายกฯ จึงไม่เดินทางลงพื้นที่ เป็นเพราะกลัวหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ตอบสวนทันควันว่า “ไม่ได้กลัวครับ แต่ผมไม่ต้องการเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง และผมอยากจะบอกด้วยว่าถ้ายังมีความพยายามใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดภาพความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ มันก็เลือกตั้งไม่ได้ แต่ถ้าเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถไปได้ทุกพื้นที่ มันก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้งทำได้เร็วขึ้น”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองความเคลื่อนไหวของนปช. ในการล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อ เพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท. ทักษิณอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจน เห็นเป็นการพูดของคนบนเวที เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลเคยประกาศว่าจะรักษาและปกป้องสถาบัน นายกฯ กล่าวว่า “ขอย้ำอีกครั้งว่าปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเรื่องกฎหมายกับการเมือง ขอให้แก้อยู่ในกระบวนการนี้”


เย้ย"แม้ว"ห่วงตัวเองมากกว่า


นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเศรษฐกิจ กล่าวถึงเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ได้ว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นทำได้หลายวิธี การที่พ.ต.ท.ทักษิณเสนอก็เป็นแนวทางหนึ่ง อย่าเพียงแต่นำเสนอขอให้เข้ามาช่วยเลย วิธีการที่ง่ายที่สุดในขณะนี้คือหยุดสร้างความแตกแยกในประเทศ หากไม่มีความขัดแย้ง ประเทศสงบ พ.ต.ท.ทักษิณจะมีส่วนช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อไป ถือว่าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดและทำได้ทันที

“คุณทักษิณก็เป็นห่วงตัวเองมากกว่า การโฟนอินไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการสร้างความแตกแยกในสังคม เพราะขณะนี้ต้องการทิศทางที่ทุกคนร่วมใจกันเดินไปในแนวทางที่มองประเทศเป็นหลักจริงๆ พ.ต.ท.ทักษิณ กังวลเรื่องของตัวเองมาก กลัวว่าจะต้องไปตายในทะเลทราย ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะสามารถกลับเมืองไทยได้ตลอดเวลา เพียงแต่กลัวว่าเมื่อกลับมาแล้วจะถูกจับ เพราะมีคดีติดตัวอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการกลับมาโดยที่ไม่ถูกดำเนินคดีซึ่งเป็นไปไม่ได้” นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว


สงสัย"แม้ว"กบดาน"ฮ่องกง"


รายงานข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์แจ้งว่า ได้รับทราบถึงแผนการเดินทางออกจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ของพ.ต.ท.ทักษิณตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา จากทางการยูเออีที่แจ้งเรื่องผ่านทางนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นรัฐบาลจึงทำการตรวจสอบ แต่ไม่พบว่าพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปยังทวีปแอฟริกา หรืออเมริกากลางตามปกติ จึงเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณน่าจะเดินทางมายังประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือฮ่องกง ขณะเดียวกัน แกนนำประชาธิปัตย์ยังตรวจสอบพบว่า ภายในสัปดาห์นี้ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส.ส.กาญจนบุรี พท. เตรียมเดินทางไปฮ่องกง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะไปพบปะหารือกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อนำข้อเสนอบางอย่างจาก เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางออกของประเทศจากพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ไปเสนอกับพ.ต.ท.ทักษิณ

ปชป.เชื่อแผนปลดล็อคพ้นคดีใหญ่


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า เรื่องนี้มีการวางแผนไว้ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์แล้ว ที่พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์ และสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า มีแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่จะแก้วิกฤตการเมืองได้ ซึ่งเป็นการวางแผนดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาเล่นการเมือง โดยใช้จำนวนคนที่ลงชื่อถวายฎีกามากดดัน คล้ายกับการอ้างคะแนนเสียง 19 ล้านเสียงในอดีต และเท่าที่ตรวจสอบขณะนี้ พบว่ามีการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อระดับหมู่บ้าน และตำบล ซึ่งน่ากลัวมาก

ทั้งนี้พรรคมองว่าเป้าหมายของการขออภัยโทษครั้งนี้ไม่น่าจะหยุดแค่คดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกเท่านั้น เพราะพ.ต.ท.ทักษิณยังมีคดีทั้งที่อยู่ในชั้นศาลและก่อนถึงศาลอีกเป็นจำนวนมาก ทุกคดีมีโทษหนักกว่าคดีที่ดินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีเอ็กซิมแบงก์ คดีแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย คดีจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ จุดยืนของพรรคคือก่อนที่จะดำเนินการขั้นใดๆต่อไป พ.ต.ท.ทักษิณต้องเข้าสู่กระบวนการทางยุติธรรมก่อน

"พรรคยังพบว่ามีกระบวนการสร้างข่าวเพื่อสร้างความสนับสนุนในการดำเนินการขออภัยโทษจากต่างประเทศ โดยพบว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณได้จ้างล็อบบี้ยิสต์บริษัท Cassidy and associates โดยไม่ใช้ชื่อตัวเอง ซึ่งไม่ทราบว่าข่าวดังกล่าวมีความจริงมากน้อยแค่ไหน"โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

เก่ง 3 เรื่อง?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




กำลังเอิ๊กอ๊ากอยู่ดีๆ กับนิยาย "แผนตากสิน 2"

ที่นายเทพไท เสนพงศ์ กับหมอบุรณัชย์ สมุทรักษ์ สองโฆษกจากประชาธิปัตย์ ช่วยกันละเลงเสียจนกลายเป็นเรื่องพิสดารพันลึก

ก็ต้องมาปรับอารมณ์กับเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลง ว่ามีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

เสียชีวิตแล้ว 2 คน

ก่อนหน้านี้มีการเตือนกันไว้แล้วว่าหวัดสายพันธุ์ใหม่ กับไฟใต้

คือ 2 ปัญหาที่จะพิสูจน์ฝีมือการทำงาน ที่เป็นเรื่องของการบริหารบ้านเมือง บำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนของรัฐบาลชุดนี้

นอกเหนือจากการทำงานด้านการเมืองซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์มีทักษะด้านนี้ดีอยู่แล้ว

ตอนที่หวัด 2009 เข้ามาแพร่ระบาดในไทยใหม่ๆ กระทั่งมีจำนวนคนป่วยเพิ่มขึ้นจากหลักสิบ เป็นหลักร้อยและหลักพันอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้พยายามเบรกกระแสตื่นตระหนก ด้วยการแจกแจงข้อมูลให้ความรู้กับประชาชนว่าหวัด 2009 ไม่ได้อันตรายอย่างที่วิตกกัน

หวัด 2009 คือหวัดอีกชนิดหนึ่งซึ่งปกติคนเราเป็นกันประจำอยู่แล้ว รักษาหายได้ ส่วนอัตราการตายก็ต่ำกว่าหวัดใหญ่ธรรมดาเสียด้วยซ้ำ

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยืนยันข้อมูลนี้เช่นกัน

และไม่รู้จะถือเป็นนโยบายหรือไม่ ที่นายกฯ สั่งกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าต้องดูแลไม่ให้มีผู้เสียชีวิตจากหวัด 2009 นี้โดยเด็ดขาด

ถ้าเป็นนโยบาย การที่มีผู้เสียชีวิตก็คือการสะท้อนการทำงานของรัฐบาลได้ชัดเจน

ชัดเจนพอกับปัญหาไฟใต้ และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ไปๆ มาๆ ทหารสองฝ่ายก็จะรบกันอีกแล้ว

ไม่กี่วันก่อน นายกฯ อภิสิทธิ์กล่าวถึงโพลสำรวจผลงานรัฐบาลรอบ 6 เดือน ที่พบว่ารัฐบาลสอบตกด้วยคะแนนเฉลี่ย 4.06 เต็ม 10

ว่าเป็นผลจากที่ระยะหลังมีข่าวความขัดแย้งและการทุจริตภายในรัฐบาลออกมามาก ประชาชนรับไม่ได้ คะแนนก็เลยลดลงฮวบฮาบอย่างที่เห็น

ซึ่งอาจจะจริง แต่คงไม่ทั้งหมด

เพราะกรณีหวัด 2009 คือตัวอย่างความล้มเหลวในการทำงานของรัฐบาล

ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และไฟใต้ ยังคงต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกสักระยะ ว่าจะเป็นอย่างคนที่อยู่เมืองนอกบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เก่งอยู่ 3 เรื่องเท่านั้น

คือกู้เงิน ขึ้นภาษี บี้ทักษิณ

จริงหรือไม่ อีกไม่นานคงรู้กัน

กษิตคุยรมต.ยูเออี ล่าทักษิณ พท.จ่อไปฉลองชัย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_16264

"กษิต" เตรียมยกประเด็น "ทักษิณ" ขึ้นคุยในเวทีจีซีซี กับรัฐมนตรีต่างประเทศยูเออี หลัง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จะขนคนไปเยี่ยมที่ดูไบ เพื่อฉลองชัยชนะเลือกตั้ง ...

วานนี้ (29 มิ.ย.) นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าในการขอให้สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (ยูเออี) ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน หลังจาก ล่าสุด ส.ส.พรรคเพื่อไทย เตรียมขนคนไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อฉลองชัยชนะในการเลือกตั้ง ที่ดูไบ ว่า การส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องระหว่างไทยกับยูเออี เพราะดูไบ เป็นส่วนหนึ่งของยูเอเอี ซึ่งได้ติดต่อกันอยู่ตลอด เราได้ให้ข้อมูลแก่เขาไป รวมถึงสถานะทางกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้น อำนาจหน้าที่อยู่ที่ฝ่ายยูเออี อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประชุมอาเซียนกับกลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ (จีซีซี) ที่ประเทศบาห์เรน ตนมีกำหนดจะหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศยูเออี ต้องหยิบยกเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมาพูดคุย ซึ่งจะเป็นการหารือกันเป็นครั้งแรกในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้ได้มอบให้ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไปหารือกับยูเออีมาแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ ทราบอยู่ตลอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ดูไบ แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ นายกษิต กล่าวว่า ไม่มีใครยืนยัน แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูด แต่ตนไม่ค่อยจะเชื่อคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะรู้จักกันมานาน อย่างไรก็ตาม การติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมายังประเทศไทยเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องของไทยต้องร่วมมือกันทั้งหมด

นอกจากนี้ นายกษิต กล่าวถึงเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล และการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา หลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ไปหารือกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า กรณีนี้ต้องแบ่งเป็น 2 เรื่องคือเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเล กับเรื่องการเร่งเอาผลประโยชน์จากทะเลในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องเจรจากันต่อไปว่าจะใช้สูตรในการแบ่งอย่างไร อย่างไรก็ตาม ตามความตกลงที่ได้มีการลงนามกันไปเมื่อปี 2544 กำหนดให้ทำทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน แต่ขณะนี้ในส่วนของไทยยังไม่ได้หารือกันเป็นการภายใน ทั้งนี้ขอให้สบายใจได้ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลที่ยึดความถูกต้อง ธรรมาภิบาล และความโปร่งใสมาตลอด พิสูจน์ได้จาก 60 ปีที่ผ่านมา การทำอะไรใต้โต๊ะนั้นเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทราบเป็นระยะ เหตุที่ที่ผ่านมายังไม่ได้เจรจาเรื่องพื้นที่ทางทะเล เพราะประชุมกันอยู่แต่เรื่องพื้นที่ทางบก แต่ขณะนี้เห็นว่าเป็นประโยชน์ของทั้งสองประเทศจะเร่งดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยวิจารณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินนโยบายเรื่องปัญหาปราสาทพระวิหารไม่ต่างจากที่รัฐบาลก่อนเคยทำ นายกษิต กล่าวว่า คงต้องแยกเป็นสองส่วน ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีสมาชิกในรัฐสภาและอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ซึ่งมีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศไปชี้แจงข้อมูลให้ทราบ น่าจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นตัวตั้ง ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ของ นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เป็นการพูด เพื่อฟอกตัวเองให้สะอาดหรือไม่ ตนไม่คิดว่านายสุเทพพูดอย่างที่เขาเข้าใจ แต่แค่บอกว่า เรื่องที่ตกค้างในอดีต จะไม่ปล่อยให้เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่มีระหว่างกัน และเชื่อว่าขณะนี้เรื่องปราสาทพระวิหารจะไม่ทำให้เป็นปัญหาระหว่างกันได้

เมื่อถามว่าสมัยเคยเป็นฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ เคยบอกว่าจะเรียกคืนปราสาทพระวิหาร นายกษิต กล่าวว่า ไม่ใช่ คิดว่าเป็นการเล่นคำ ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริง เพราะเราเคารพต่อคำตัดสินของศาลโลก ในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติ เพียงแต่มีข้อสงวนในกรณีที่มีหลักฐานใหม่ แม้แต่การประชุมที่เมืองเซบีญา เป็นการยืนยันสิ่งที่นายนพดล และ นายปองพล อดิเรกสาร ได้เคยไปคัดค้านไว้ว่าเราไม่เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมการมรดกโลกปล่อยให้มีการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว

หายนะประเทศไทย ยอมรับคนโกงเพื่ออยู่ดีกินดี

ที่มา ไทยรัฐ

ผมรู้สึกช็อกเมื่อ สำนักวิจัยเอแบคโพล แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของ ประชาชนใน 17 จังหวัด 1,228 ครัวเรือน เมื่อวันอาทิตย์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.5 มองว่า การทุจริตคอรัปชันเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ และ ร้อยละ 51.2 ตอบว่า ยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริตคอรัปชัน ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี

ผมไม่รู้ว่าเอแบคโพลสำรวจจังหวัดไหนบ้าง เพราะข่าวออนไลน์ไม่ได้บอกชื่อจังหวัดที่ไปสำรวจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของข้อมูล

แต่จำนวน 17 จังหวัดก็ถือว่ามากพอแล้ว ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจแสดงให้เห็นว่า คนไทยยังมีความเข้าใจผิดต่อความเลวร้ายของการทุจริตคอรัปชันอย่างมาก ถือเป็นเรื่องเศร้าอันยิ่งใหญ่ของประเทศ ไทยเลยทีเดียว เมื่อ "ความชั่ว" สามารถเอาชนะ "ความดี" และ "ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี" ไปจนถึง "จิตสำนึกคุณธรรม จริยธรรม" ในสังคมไทยได้มากมายขนาดนี้

เมื่อทุกคนคิดว่าการทุจริตคอรัปชันเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ ใครๆก็ทุจริตกันทั้งนั้น ขอให้ฉันสบายอยู่ดีกินดีก็แล้วกัน แล้วประเทศไทยในอนาคตจะเหลืออะไร

ผลสำรวจของเอแบคโพลไม่ได้แตกต่างไปจากผลสำรวจของ "เพิร์ค" เมื่อสองเดือนก่อน ที่สำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจระดับผู้บริหารใน 16 ประเทศ ผลปรากฏว่า ประเทศไทย ได้ตำแหน่ง รองแชมป์การทุจริตสูงสุด ต่อจาก อินโดนีเซีย ซึ่งครองแชมป์ประเทศที่มีการทุจริตคอรัปชันมากที่สุด

เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยไม่ควรจะละเลยมองข้ามไป

เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ รัฐบาล และ หน่วยงานรัฐ ไปจนถึง ภาคเอกชน จะต้องระดมสรรพกำลังออกมาช่วยกันรณรงค์เพื่อ ปรับทัศนคติ ของประชาชนที่ กำลังหลงทาง ให้กลับเข้ามาหา ความถูกต้อง ก่อนที่จะสายไปยิ่งกว่านี้

สิ่งที่คนไทยยังไม่รู้ก็คือ ไม่รู้ว่าขบวนการคอรัปชันที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติร้ายแรงขนาดไหน ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขาและลูกหลานในอนาคตร้ายแรงแค่ไหน คิดง่ายๆแบบคนไทยว่า โกงกินไม่เป็นไร ขอให้มีผลงาน ทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดีก็พอแล้ว

แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด

การคอรัปชันไม่สามารถทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ ไม่สามารถทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีได้ ผลสุดท้ายจะทำให้ชาติล่มจมหายนะ ประชาชนจะลำบากมากขึ้น ทุกชาติในโลกจึงมุ่งปราบการคอรัปชันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจีนโทษถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว

การคอรัปชันในเมืองไทยได้พัฒนาไปถึงขั้น การคอรัปชันระดับนโยบาย มีการตั้งงบประมาณล่วงหน้ากันแล้ว ไอ้ที่รับกันเล็กๆน้อยๆระดับล้านสองล้าน สิบล้านยี่สิบล้านเป็นปลายแถว ระดับหัวแถวเขารับกันทีละหลายร้อยล้านหลายพันล้าน จากโครงการขนาดใหญ่หลายพันหลายหมื่นล้านบาท

ขั้นตอนการคอรัปชันที่ทำให้บ้านเมืองเสียหายมากที่สุด ก็คือ การทำให้หน่วยงานรัฐอ่อนแอ เพื่อให้การคอรัปชันทำได้ง่ายขึ้น วิธีง่ายๆก็คือ การแต่งตั้งคนของตัวเองไปเป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี เป็นผู้อำนวยการ และเป็นบอร์ด เพื่อคอยประสานงานกันเป็นขั้นๆ สุดท้ายคือ การทำให้องค์กรตรวจสอบการคอรัปชันอ่อนแอ เพื่อทำลายกระบวนการตรวจสอบ

เห็นหรือยังครับ การคอรัปชันส่งผลเลวร้ายแค่ไหน นี่แค่ตัวอย่างคร่าวๆเท่านั้น

ผมจึงอยากให้คนไทยคิดกันใหม่ ศึกษากันใหม่ ประเทศที่มีการคอรัปชันมากล้วนหายนะล่มจมกันทั้งนั้น ไม่มีหรอกครับ ประเทศที่คอรัปชันมากๆแล้วประเทศนั้นจะเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี มีแต่ประชาชนจะเดือดร้อนกันมากขึ้น ไม่เชื่อไปดูประเทศในอเมริกาใต้ และแอฟริกาดูก็แล้วกัน ผมได้แต่ภาวนาขอให้เมืองไทยอันเป็นที่รักของเรา อย่าได้เป็นอย่างเขาครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

ก่อนจะลุกเป็นไฟ

ที่มา ไทยรัฐ

ปัญหาความไม่สงบ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องที่ รัฐบาลจะทำงานกันแบบเช้าชามเย็นชาม เพราะเมื่อวิเคราะห์ ถึงสถานการณ์ข้อเท็จจริงแล้ว ความขัดแย้งได้ลงลึกจนเป็นข้อพิพาทประเด็นของเขตแดนและการแบ่งแยกดินแดนในระดับสากล

ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีแนวความคิดในการแบ่งแยก ดินแดนก็จริงอยู่ แต่เมื่อรัฐบาลให้การคุ้มครองความปลอดภัยไม่ได้ แผ่นดินร้อนเป็นไฟไม่มีความสงบสุข ชาวบ้านจึงไม่ให้ความร่วมมือ กับเจ้าหน้าที่รัฐและในที่สุดเมื่อมีการปราบปรามหนักเข้า ก็มองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นศัตรู เพราะฉะนั้นด้านมวลชนรัฐได้รับความพ่ายแพ้ ไปแล้วโดยสิ้นเชิง

ชาวบ้านสมัครใจที่จะไปอยู่ฝั่งมาเลเซียมากกว่า เพราะมีความปลอดภัยมากกว่า สงบกว่า มีงานทำ มีโรงเรียนให้ลูกหลานได้ศึกษา นานเข้าก็จะถูกกลืนโดยเชื้อชาติศาสนาและวัฒนธรรม

ความรู้สึกเป็นคนไทยก็จะน้อยลงทุกทีไปโดยปริยาย

วันนี้รัฐบาลต้องตัดสินใจว่า จะแก้ปัญหาโดยวิธีใด โดยการเจรจาอย่างสันติหรือโดยใช้กำลังสู้รบ ต้องเลือกแนวทางให้ชัดเจนและทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำเพราะหวังผลประโยชน์จากงบประมาณ หรือทำงานแบบศรีธนญชัยขอไปที โทษโน่นโทษนี่ไปตามเรื่อง เอาตัวรอดไปวันๆ

ผมทราบมาว่าฝ่ายคนร้าย อาทิ กลุ่มบีอาร์เอ็น ก็ติดตามท่าทีของรัฐบาลชุดนี้อยู่ตลอดเวลา เป็นที่มาของจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการพบปะระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซีย ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

มีการเจรจากัน 3 เรื่องคือ ความมั่นคงของประเทศไทย การพัฒนาชายแดนภาคใต้และ รัฐบาลไทยจะขอเจรจากับขบวนการผ่านมาเลเซีย เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรง
ทั้งนี้กลุ่มคนร้ายได้มีความเห็นด้วยว่า สถานการณ์ในเวลานี้ยังห่างไกลจากความสงบสุขและสันติ เพราะการสร้างสถานการณ์โดยผู้มีอำนาจ รัฐบาลไม่สามารถควบคุมกองทัพได้ รัฐบาลไม่เคยปฏิบัติตามคำพูด เช่น ให้ความเป็นธรรมและความยุติธรรม การยกเลิกนโยบายการเจรจาด้วยความสันติในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา

ซึ่งถ้ารัฐบาลชุดนี้มีความจริงใจและตั้งใจที่จะแก้ปัญหา จะทำให้เกิดสันติภาพ รัฐบาลจะให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนมุสลิมภาคใต้อย่างไร จะให้ความยุติธรรมและเสรีภาพผู้หลงผิดอย่างไร จะนิรโทษกรรมแก่ผู้หลงผิดอย่างไร นี่คือคำถาม

ทั้งนี้ยืนยันว่า เป็นการแสวงหาสันติภาพและความยุติธรรมไม่ใช่แบ่งแยกดินแดน จะอยู่ภายใต้รัฐบาลไทย จะไม่แยกเชื้อชาติศาสนาและอยู่อย่างสันติสุข ระหว่างชนชาติในท้องถิ่นเดียวกัน

ทั้งหลายทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำของรัฐบาล ในการที่จะแก้ปัญหาโดยคำนึงว่า ทำอย่างไรให้ชายแดนภาคใต้ อยู่รวมกันอย่างมีความสุขอีกครั้งโดยมีอธิปไตย ที่สำคัญ รัฐบาลต้องคิดเป็น เพราะปัญหาภาคใต้ก็ไม่ต่างจากปัญหาวิกฤติการเมือง ถ้ายังมีวิสัยทัศน์อยู่แค่รอบสะดือตัวเองคิดไม่เป็นทำก็ไม่เป็น

ความขัดแย้งและความแตกแยกของประเทศจะเกิดอย่างถาวร.

หมัดเหล็ก

ลุ้นถึงคิวเทกระจาด!

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_16254

สุเทพ เทือกสุบรรณ

"ขนาดนั้นเลยหรือ"


ในอารมณ์ปลาบปลื้มระคนสะใจที่ตามข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อสายโทรศัพท์ข้ามประเทศมาเช็กผลคะแนนเลือกตั้งซ่อมจังหวัดศรีสะเกษกับทีมงานพรรคเพื่อไทย ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าชนะ 3 หมื่นคะแนนขึ้น

แต่สุดท้ายทิ้งกันห่างเกือบ 5 หมื่นแต้ม

ถล่มทลายถึงขนาดที่นางสกุลทิพย์ อังสกุลเกียรติ ผู้สมัครจากพรรคชาติไทย-พัฒนา ในฐานะ "เจ๊ใหญ่" ของจังหวัด ออกอาการถอดใจแขวนนวม ยอมรับสถานการณ์การเมืองแบบนี้ หากเล่นต่อไปก็คงลำบาก สมกับคำที่ว่า

"พรรคเพื่อไทยเอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ได้"

จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เซียนการเมืองคาดไว้อยู่แล้ว ผลจาก "สกลนครเอฟเฟกต์" สั่นสะเทือนถึง "ศรีสะเกษอาฟเตอร์ช็อก"

โดยอิทธิฤทธิ์เทวดาอีสาน

ยากที่คู่แข่งจะฝ่ามนต์ขลังยี่ห้อ "ทักษิณ"

และที่ต้องว่ากันข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น ในสถานการณ์ที่ต้องลุ้นคิว "เทกระจาด" ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมลงดาบ ส.ส.ถือครองหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานกับรัฐ ส่อเค้าต้องเลือกตั้งซ่อมหลายสิบเก้าอี้


บรรยากาศราวกับเลือกตั้งใหญ่


ในห้วงนาทีที่ยี่ห้อ "ทักษิณ" เสกแต้มให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะในพื้นที่ "สีแดง" ภาคอีสานกับภาคเหนือ

โอกาสเปิดให้วัดดวงกันใหม่

แทงหวยได้เลยว่า ตัวเลขของพรรคร่วมรัฐบาลจะเหลือกลับมาไม่เท่าเก่า

ถึงตอนนั้นคงได้ป่วนกับการจัดสมการรัฐบาล เปิดเกมสปาร์กขั้วกันใหม่


เอาเป็นว่า ในอารมณ์ที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล กัดฟันยืนยัน ผลเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครและศรีสะเกษ ไม่ทำให้รัฐบาลตกใจ ตื่นเต้น หวั่นไหว

แต่ในแววตาเหม่อลอยยังไงชอบกล

ที่แน่ๆกับคิวตั้งใจปล่อย "ข่าวรั่ว" ผลสอบของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้สรุปสำนวนและมีมติเอกฉันท์ ยกคำร้องกรณี 28 ส.ส.ของประชาธิปัตย์


โยนหินถามทาง ลุ้น "ปล่อยผี"

มุกนี้ยิ่งฟ้องอาการของพวกที่อยู่ในข่ายได้เสีย ลุ้นเดิมพันสูง

และก็อย่างที่เห็นออกอาการกัน ในลีลาของรุ่นเก๋า "สามสี ภูเขาทอง" นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ 1 ใน 28 ส.ส.ของพรรค ที่ถูก กกต.ขึ้นบัญชีเชือด ออกมาโวยวายดักคอล่วงหน้า

ถ้า กกต.วินิจฉัยผิด บ้านเมืองก็หยุดชะงักแน่นอน


อ้างเหตุเพราะองค์ประชุมสภาจะไม่ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ประชุมไม่ได้ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพียงเพราะคำตัดสินของคนไม่กี่คน

ไม่เป็นธรรมกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ในอารมณ์เดียวกับ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ 1 ใน 6 รัฐมนตรี ที่อยู่ในบัญชีมีปัญหาถือครองหุ้นในบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัมปทานรัฐ แบะท่าหยั่งเชิง ถ้า กกต.ดูที่เจตนาก็คงรอด แต่ถ้าดูตามรัฐธรรมนูญเป๊ะๆ ก็คงอยู่ไม่ได้สักคน

ถ้าโดนกันหมดก็มีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

"เรื่องนี้มันเป็นเรื่องบ้าบอชัดๆ ไม่น่าเกิดขึ้นเลย"

จระเข้เกยน้ำตื้น ดิ้นกันใหญ่

ทั้งๆที่ย้อนกลับไปในคิวของ "ลุงหมัก" นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องตกเก้าอี้เพราะเป็นพิธีกรรายการทำกับข้าวโชว์ทางทีวี เข้าข่ายเป็นลูกจ้างตามพจนานุกรม ขัดรัฐธรรมนูญ

ในอารมณ์ที่เบากว่าถือหุ้นสัมปทานรัฐด้วยซ้ำ

มันจึงเป็นอะไรที่ "ค้ำคอ" แม้โดยเหลี่ยมคูทางกฎหมายจะพลิกมุม อุ้มสมกันได้ แต่โดยกระแสการเมืองที่แบ่งออกเป็นสองขั้วสองฝ่าย

งานนี้ถ้าพลิก ก็ยิ่งเข้าทางเครือข่าย "นายใหญ่"

ตีปี๊บประจาน "สองมาตรฐาน".

ทีมข่าวการเมือง รายงาน