WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 2, 2009

เริ่มแล้วฎีกา1ล้านรายชื่อ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่นี่

ที่มา Thai E-News


เริ่มแล้วฎีกา1ล้านรายชื่อ-ประชาชนคนเสื้อแดงพากันไปที่สำนักงานความจริงวันนี้เพื่อขอแบบฟอร์มลงชื่อถวายฎีกา1ล้านรายชื่อเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ โดยมีวีระ มุสิกพงศ์ คนต้นคิดให้การต้อนรับ(ต้องการดาวน์โหลดแบบฟอร์ม คลิ้กที่นี่)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน พันทิป
2 กรกฎาคม 2552

เสื้อแดงเริ่มล่ารายชื่อถวายฎีกา หากครบ 1 ล้านชื่อยื่นถวายฎีกา 1 ส.ค.

สำนักข่าวไทย รายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้(2ก.ค.) ที่บริเวณชั้น 6 ของอาคารอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานความจริงวันนี้ เปิดให้ประชาชนมาลงชื่อเป็นวันแรก เพื่อถวายฎีกา ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี

ซึ่งคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาขอรับเอกสารเพื่อไปรวบรวมรายชื่ออย่างต่อเนื่อง โดยมี นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง มาให้บริการแจกเอกสารด้วยตัวเอง สำหรับเอกสารมี จำนวน 5,000 ชุด โดยเอกสารฎีกา 1 ชุด ประชาชนสามารถลงชื่อได้ 6 คน และจะต้องระบุชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับแก่เจ้าหน้าที่ด้วย รวมทั้งสำเนาบัตรประชาชน และส่งกลับมายังสำนักงานความจริงวันนี้ ภายในเวลา 1 เดือน หรือจะส่งกลับทางไปรษณีย์ก็ได้

นายวีระ กล่าวว่า ผลตอบรับจากประชาชนเป็นไปด้วยดี ไม่ผิดความคาดหมาย มีการกระจายเอกสารลงพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งการถ่ายเอกสารและการส่งแฟกซ์ โดยประชาชนจะได้รับเอกสาร เพื่อไปรวบรวมรายชื่อตั้งแต่วันที่ 1-11 ก.ค. จากนั้นจะใช้เวลาประมาณ 15 วันเพื่อส่งกลับ ทั้งนี้จะพิจารณาอีกครั้งว่า จะตั้งเต็นท์เพื่อรับรายชื่อตามจุดต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าจะได้ครบตามจำนวน 1 ล้านรายชื่อ แต่หากไม่สามารถรวบรวมได้ถึง ก็จะยุติทันที หากครบจำนวนตามระยะเวลาที่กำหนด 1 เดือน ก็จะถวายฎีกาด้วยการนำส่งสำนักราชเลขาได้ทันทีในวันที่ 1 ส.ค.

ด้านล่างนี้เป็นฎีกาที่คณะผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้จัดทำขึ้น ผู้ลงชื่อต้องอ่านข้อความให้เข้าใจโดยละเอียด หากเห็นชอบและมีความสมัครใจ กรุณาเซ็นชื่อและกรอกข้อความตามแบบที่แนบให้ครบถ้วนแล้วส่งกลับไปรวบรวมที่ สำนักงานความจริงวันนี้ เลขที่ 2539 อาคารอิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว ชั้น 6 แขวง/ เขต วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310(โปรดแนบสำเนาบัตรประชาชน พร้อมลงลายมือชื่อรับรองด้วย กรุณาขีดฆ่า แล้วระบุว่า "ใช้สำหรับยื่นถวายฎีกากรณี ขออภัยโทษเท่านั้น)

กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้าผู้มีนามและที่อยู่ข้างท้ายนี้ ขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อกราบบังคมทูลทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ดังนี้

1.ข้าพระพุทธเจ้ามีความทุกข์แสนสาหัสจากปัญหาเศรษฐกิจ อันมีปฐมเหตุมาจากการยึดอำนาจทางการเมืองเมื่อวันที่ 19กันยายน 2549 เพราะนั่นเป็นการทำลายระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้กลายเป็นระบอบเผด็จการทหารที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การยึดอำนาจการปกครองครั้งนั้น ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และส่งผลต่อเนื่องมาจนปัจจุบันนี้เมื่อมาประสบกับเหตุภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ทำให้เราไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์นั้นได้ ต้องเดือดร้อนสาหัสทุกหย่อมหญ้า

เมื่อประกอบกับรัฐบาลปัจจุบันนี้เกิดขึ้นด้วยความไม่ชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย จึงไม่ได้รับความรักและความร่วมมือจากประชาชน รัฐบาลไม่อาจเป็นองค์กรหลักในการนำประเทศสู้ภัยเศรษฐกิจครั้งนี้ได้ แม้ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่สามารถเดินทางไปในหลายพื้นที่ของประเทศ

2. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารแย่งอำนาจไป เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของข้าพระพุทธเจ้าว่าจะช่วยแก้ปัญหาบรรเทาความทุกข์ความเดือดร้อนได้ ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศเพราะถูกกระทำโดยอำนาจเผด็จการ ใช้กฎหมายที่ไม่ต้องด้วยหลักนิติธรรมดำเนินคดี เป็นเหตุให้ไม่มีโอกาสที่จะใช้กำลังสติปัญญา ความสามารถช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนได้นับเป็นความสูญเปล่าซึ่งทรัพยากรบุคคล

อีกทั้งการใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนเป็นระยะเวลานานๆ ไม่ว่าในซีกหนึ่งส่วนใดของโลกที่จะให้ความสุข ความอบอุ่นเท่าบ้านเกิดเมืองมารดรย่อมไม่มี

3.การยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่19 กันยายน พ.ศ.2549 นอกจากก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและทางด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ จนนักกฎหมายผู้เคารพต่อศักดิ์ศรีวิชาชีพต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจากปี 2549 ถึงปัจจุบันนี้ ประเทศเรามีปัญหาด้านนิติรัฐและ นิติธรรม เป็นที่น่าอับอายแก่นานาอารยประเทศ

ข้าพระพุทธเจ้าและชาวบ้านทั่วไปต่างรู้ซาบซึ้งดีว่าการใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานกับคน 2 พวก การไม่ใช้กฎหมายโดยเสมอภาคเป็นวิธีการอนารยะ เป็นเรื่องไม่อาจยอมรับได้ จึงได้นัดชุมนุมประท้วง และเรียกร้องหาความถูกต้อง และความชอบธรรมเสมอมา แต่รัฐบาลกลับยัดเยียดความอยุติธรรม และความไม่เสมอภาคมากยิ่งขึ้นจนใกล้ถึงขีดสุดแห่งความอดทนที่มนุษย์จะพึงมี

4.ทั้งหมดนี้ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อทรงทราบว่า เวลานี้เหลือที่พึ่งสุดท้ายหนึ่งเดียวที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพึ่งได้คือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เพราะทรงบำเพ็ญกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ทวยราษฎร์เสมอมา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม มีสายพระเนตรยาวไกล คงจะไม่ปล่อยปละละเลยพสกนิกรให้จมอยู่กับความระทมทุกข์เป็นเวลายาวนานเกินไป

ข้าพระพุทธเจ้าจึงกราบบังคมทูลถวายฎีกามา เพื่อทรงพระกรุณาอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปีนั้นเสีย เพื่อจักได้อิสรภาพกลับมาเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาททำประโยชน์ต่อแผ่นดิน อย่างน้อยก็เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้ยังเชื่อมั่นและศรัทธาในความสามารถของเขา

การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี เป็นการสมานฉันท์คนในชาติให้กลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังเดิม เพื่อรวมกันเป็นเอกภาพ สู้ภัยหลายๆรูปแบบจากทิศานุทิศให้ปลาศนาการไป นำความสุขความร่มเย็นมาสู่พสกนิกรเสริมพระบารมีใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้สูงส่งไพศาล

แต่ทั้งนี้ก็สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า(นาย/นาง/นางสาว
)..................................................................................................................................
บัตรประชาชนเลขที่...........................................................ออกที่..........................................อยู่บ้านเลขที่.....................
หมู่ที่............ถนน....................................................ซอย........................................แขวง/ตำบล......................................
เขต/อำเภอ.............................จังหวัด.............................รหัสไปรษณีย์....................หมายเลขโทรศัพท์..........................

ข้าพระพุทธเจ้า(นาย/นาง/นางสาว)..................................................................................................................................
บัตรประชาชนเลขที่...........................................................ออกที่..........................................อยู่บ้านเลขที่.....................
หมู่ที่............ถนน....................................................ซอย........................................แขวง/ตำบล......................................
เขต/อำเภอ.............................จังหวัด.............................รหัสไปรษณีย์....................หมายเลขโทรศัพท์..........................

ข้าพระพุทธเจ้า(นาย/นาง/นางสาว)..................................................................................................................................
บัตรประชาชนเลขที่...........................................................ออกที่..........................................อยู่บ้านเลขที่.....................
หมู่ที่............ถนน....................................................ซอย........................................แขวง/ตำบล......................................
เขต/อำเภอ.............................จังหวัด.............................รหัสไปรษณีย์....................หมายเลขโทรศัพท์..........................

ข้าพระพุทธเจ้า(นาย/นาง/นางสาว)..................................................................................................................................
บัตรประชาชนเลขที่...........................................................ออกที่..........................................อยู่บ้านเลขที่.....................
หมู่ที่............ถนน....................................................ซอย........................................แขวง/ตำบล......................................
เขต/อำเภอ.............................จังหวัด.............................รหัสไปรษณีย์....................หมายเลขโทรศัพท์..........................

ข้าพระพุทธเจ้า(นาย/นาง/นางสาว)..................................................................................................................................
บัตรประชาชนเลขที่...........................................................ออกที่..........................................อยู่บ้านเลขที่.....................
หมู่ที่............ถนน....................................................ซอย........................................แขวง/ตำบล......................................
เขต/อำเภอ.............................จังหวัด.............................รหัสไปรษณีย์....................หมายเลขโทรศัพท์..........................


ผู้ลงชื่อต้องอ่านข้อความให้เข้าใจโดยละเอียด หากเห็นชอบและมีความสมัครใจ กรุณาเซ็นชื่อและกรอกข้อความตามแบบที่แนบให้ครบถ้วนแล้วส่งกลับไปรวบรวมที่ สำนักงานความจริงวันนี้ เลขที่ 2539 อาคารอิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว ชั้น 6 แขวง/ เขต วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310(โปรดแนบสำเนาบัตรประชาชน พร้อมลงลายมือชื่อรับรองด้วย
กรุณาขีดฆ่า แล้วระบุว่า "ใช้สำหรับยื่นถวายฎีกากรณี ขออภัยโทษเท่านั้น


หมายเหตุ:(ต้องการดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อลงชื่อ คลิ้กที่นี่)

จาตุรนต์ ฉายแสง:ข้อสังเกตบางประการหลังการเลือกตั้งซ่อม

ที่มา Thai E-News


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ที่มา เวบเครือข่ายจาตุรนต์
2 กรกฎาคม 2552

หลังจากที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบ มีส.ส.จำนวนหนึ่งย้ายไปสังกัดพรรคต่างๆ และ หันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เป็นเหตุให้พรรคเพื่อไทยเหลือส.ส.ในสังกัดน้อยลง ต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน หลายฝ่ายประเมินว่าพรรคเพื่อไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก

พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีความจัดเจนทางการเมือง ได้ใช้สถานะความเป็นรัฐบาล อาศัยกลไกอำนาจรัฐและงบประมาณ เตรียมการสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลปัจจุบัน และเตรียมที่จะรุกคืบขยายพื้นที่ทางการเมืองให้กว้างขึ้น เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองในทุกวิถีทาง

ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยก็ยังอยู่ระหว่างตั้งหลัก ไม่สามารถแสดงบทบาทที่โดดเด่นให้เป็นที่หวังของประชาชนได้มากนัก จึงยิ่งมีการวิเคราะห์กันว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลคงเป็นไปได้ยาก ดีไม่ดีพรรคนี้ก็อาจกลายเป็นพรรคเล็กไปเลยก็ได้

พรรคภูมิใจไทยประกาศแนวทางการทำพรรคการเมืองชัดเจนว่าจะช่วงชิงพื้นที่ในภาคอีสานแทนที่พรรคเพื่อไทย เพื่อขยับฐานะเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และใช้โอกาสในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นการประกาศแสนยานุภาพ พร้อมกับสรุปล่วงหน้าว่าพรรคเพื่อไทยจะพ่ายแพ้

ผลการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครและจังหวัดศรีสะเกษที่เพิ่งผ่านไป ทำให้ผู้สนใจการเมืองต้องมาวิเคราะห์การเมืองกันใหม่ แม้การเลือกตั้งซ่อมทั้ง 2 จังหวัดจะไม่สามารถบอกอะไรได้ทั้งหมด แต่พิจารณาจากประเด็นที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง กลเม็ดเด็ดพรายที่แต่ละฝ่ายนำมาใช้ และผลการเลือกตั้งที่ปรากฏ สะท้อนผลทางการเมืองไม่น้อยเลย

เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ที่สื่อมวลชนติดตามทำข่าวใกล้ชิด ทุกฝ่ายเทหมดหน้าตัก ความพ่ายแพ้และชัยชนะของแต่ละฝ่าย คืออนาคตของพรรคตัวเองเป็นเดิมพัน

การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านไป พรรคร่วมรัฐบาลระดมแกนนำและส.ส.ลงพื้นที่ และได้ใช้ประโยชน์จากกลไกของรัฐอย่างเต็มที่ ตั้งแต่รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ข้าราชการสังกัดกระทรวงต่างๆ ไปจนถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน เน้นให้เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อจะได้นำงบประมาณมาสร้างความเจริญให้ท้องถิ่นได้

ที่แปลกไปบ้างคือ ไม่ปรากฏการปราศรัยหาเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเลย ไม่ว่าจะเป็นแกนนำพรรคจากส่วนกลางหรือของผู้สมัครเอง ถ้าจะมีบ้างก็สามารถนับคนได้เป็นหลักสิบหลักร้อยเท่านั้น

ส่วนพรรคเพื่อไทยใช้วิธีระดมแกนนำและ ส.ส.ลงพื้นที่ เน้นการปราศรัยหาเสียง ทั้งเวทีปราศรัยย่อยและปราศรัยใหญ่ที่มีคนฟังรวมๆกันแล้วหลายหมื่นคนในแต่ละจังหวัด เนื้อหาการปราศรัยเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่มาที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ความล้มเหลวในการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งการตอกย้ำว่าพรรคเพื่อไทยก็คือพรรคไทยรักไทยเดิมนั่นเอง พร้อมกับเรียกร้องให้ประชาชนสงสารเห็นใจอดีตนายกฯทักษิณ และชูประเด็นว่า หากอยากให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกลับมาเมืองไทยก็ให้เลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย

ในการปราศรัย มีการตั้งประเด็นคำถามว่าประชาชนต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนานๆหรือไม่ เปรียบเทียบจับคู่ระหว่างนายเนวิน ชิดชอบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและมีการหยิบยกประเด็นเรื่องการทรยศหักหลังมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง

น่าสนใจที่ทั้ง 2 จังหวัดมีประชาชนมาลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้ามากเป็นประวัติการณ์ ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าใน 2 จังหวัด พรรคร่วมรัฐบาลชนะท่วมท้น แต่เมื่อรวมคะแนนในวันเลือกตั้งจริงแล้ว ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยชนะทิ้งห่างหลายหมื่นคะแนนไม่ปรากฎว่า กกต. ได้พยายามระงับยับยั้งการใช้อำนาจรัฐและการเลือกตั้งล่วงหน้าที่สกปรกที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ผลการเลือกตั้งซ่อมใน 2 จังหวัดนี้ สะท้อนให้เห็นอะไร

1. ถึงแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะใช้ความเปรียบจากการเป็นรัฐบาล ใช้กลไกรัฐทุกชนิดที่ใช้ได้ แต่ก็ยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

2. การตัดสินใจของประชาชนใน 2 จังหวัด อาจจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับอีกหลายจังหวัดของภาคอีสาน ที่ยังนิยมและสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอย่างเหนียวแน่น

3. อำนาจต่อรองของพรรคภูมิใจไทยต่อพรรคประชาธิปัตย์ลดลงกว่าก่อนการเลือกตั้งซ่อมค่อนข้างมาก

4. พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการเป็นรัฐบาลให้นานที่สุด ผลการเลือกตั้งซ่อมยิ่งทำให้ได้ข้อสรุปว่า ยังไม่ควรยุบสภาในเร็วๆนี้

5. การที่พรรคร่วมรัฐบาลและผู้มีอำนาจทั้งหลายหวังจะทำให้พรรคเพื่อไทยล่มสลายไป ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเร็วๆนี้ หรือแม้แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีส.ส.ในภาคอีสานเพียงไม่กี่คน คงไม่สามารถอาศัยพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันมาแย่งพื้นที่ภาคอีสานจากพรรคเพื่อไทยได้ง่ายๆอย่างที่วางแผนไว้ หากสถานการณ์ยังดำรงอยู่เช่นนี้ต่อเนื่องไป ย่อมเป็นไปได้ยากที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้ส.ส.มากขึ้นกว่าปัจจุบันอย่างเป็นกอบเป็นกำได้

6. หากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีฐานสนับสนุนที่เข้มแข็งในภาคอีสานและภาคเหนือตอนบน สามารถปรับตัวได้ดี ให้เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในภาคอื่นๆด้วย ก็จะยังคงเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.มากที่สุด และอาจมีศักยภาพถึงขั้นสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อีกครั้งหนึ่ง


แม้กระนั้นรัฐบาลผสมชุดนี้จะกอดคอกันเป็นรัฐบาลกันไป การเลือกตั้งทั่วไปยังไม่เกิดขึ้นเร็วนัก ความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย จะมีการต่อรองทางการเมืองกันบ้าง แต่ไม่แตกหักกันจนถึงขั้นยุบสภา รัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานหรือไม่ คงขึ้นกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสียมากกว่า

การเมืองที่อยู่ในสภาพชักเย่อ ยื้อยุดกันระหว่าง 2 ฝ่ายยังคงดำรงอยู่ไปอีก ไม่จบลงง่ายๆ

รูปแบบวิธีการ ตลอดจนเนื้อหาที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของทั้ง 2 ฝ่าย จะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้อีกมาก แต่ละฝ่ายคงมีการสรุปบทเรียนและปรับกลยุทธทางการเมือง

สำหรับพรรคเพื่อไทย ไม่ควรถือเอา “สกลนครโมเดล” และ “ศรีสะเกษโมเดล”เป็นรูปแบบตายตัว นำไปใช้ในทุกสถานการณ์หรือในทุกพื้นที่ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องออกแบบรูปแบบวิธีการ และเนื้อหาที่จะใช้ในการนำเสนอต่อประชาชนทั้งประเทศและในแต่ละภาค ให้สอดคล้องกับความสนใจของประชาชนในแต่ละพื้นที่

ที่สำคัญไม่ควรรู้สึกว่าเมื่อชนะการเลือกตั้งซ่อมใน 2 จังหวัดแล้ว อะไรๆจะง่ายไปหมด เพราะความนิยมที่มีต่อพรรคการเมืองในภาคอื่นๆ หรือแม้แต่ในบางจังหวัดของภาคอีสานก็ยังแตกต่างกันไป

ประเด็นที่ควรสนใจคือ การทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย มีกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยก็อาจถูกยุบพรรคโดยกลไกตามรัฐธรรมนูญนี้ได้อีกอย่างง่ายดาย ซึ่งจะทำให้การเมืองของประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่ในวิกฤตของความไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไปอีก

........

ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมจาตุรนต์

เชิญผู้รักชาติรักประชาธิปไตยปักษ์ใต้ทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม

"สนทนากับจาตุรนต์ ฉายแสง "ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย"
วันที่ 7 กรกฎาคม 2552 เวลา12:45-15:45น. ห้องกิติมศักดิ์ โรงแรมกิติการ์เด้นส์เก่า

จัดโดย กลุ่มทนายความเพื่อประชาธิปไตย สงขลา ร่วมกับเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(2549)ภาคใต้

เชิญ ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยภาคเหนือเข้าร่วมกิจกรรม

งานอภิปราย "การล่มสลายของประชาธิปไตยไทย จุดเริ่มต้นในการแสวงหาประชาธิปไตย"

วันที่ 19 กรกฎาคม 2552 ณ โรงแรมริมปิง จ.เชียงใหม่ เวลา13.00-16.30 น.

ทักษิณเองจะฎีกากรณีรัชดาหรือไม่ ยังไม่แน่ชัด ทำไมมาเรียกร้องให้คนเป็นล้านช่วยฎีกาแล้ว?

ที่มา Thai E-News


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา บอร์ดประชาไท
2 กรกฎาคม 2552

บทความเกี่ยวเนื่อง
:-"ถอยหลังเข้าคลอง" นี่คือความรู้สึกหลังจากได้ฟังการแถลงข่าวของ 3 เกลอ
:จะถวายฎีกา ทางกฎหมาย หรือ ทางการเมือง กันแน่ครับ?

ตกลงว่า คุณทักษิณเองจะยื่นฎีกากรณีรัชดาหรือไม่? จนบัดนี้ยังไม่แน่ชัด

ถ้าเช่นนั้น ไม่เป็นการมากเกินไปหน่อยหรือที่จะมาเรียกร้องให้ประชาชนเป็นล้านลงชื่อให้ก่อน ทั้งๆที่ การฎีกาเฉพาะคดีให้ได้ผลนั้น จะต้องทำโดยผู้ต้องคดีเท่านั้น?

ถ้าคุณทักษิณ หรือ ถ้า "3 เกลอ" ซีเรียส ที่จะฎีกาคดีรัชดา และซีเรียสที่จะให้มีการอภัยโทษ ก็ควรประกาศออกมาให้ชัดเจนว่า คุณทักษิณจะยื่น

และขอให้คนล้านคนยื่นเพื่อเป็นการสนับสนุน

แต่นี่กลับระดมคนเป็นล้านให้ลงชื่อ ทั้งๆที่ไม่ชัดเจนว่า ผู้ต้องโทษเองจะยืน่หรือไม่ยื่น


ในทางกลับกัน ถ้าจะระดมคนเป็นล้านจริงๆ ทำไมไม่ตั้งประเด็นอื่น ที่ครอบคลุมมากกว่า คดีรัชดา?

การยื่นฎีกาโดยคนอื่นที่ไมใช่ผู้ต้องโทษคดีนั้นเอง เท่ากับเป็นเพียงฎีกาการเมืองโดยปริยายอยู่แล้ว (ไม่มีผลทางกฎหมายโดยตรงเลย ถ้าเจ้าตัวไม่ยื่นเอง)

ถ้างั้น ทำไมไม่ตั้งประเด็นการเมือง เพื่อประโยชน์ของภารกิจร่วมของคนเสื้อแดงทั้งหมดเล่า?

ทำไมไม่ยื่นเพื่อให้มีการ "ปลดคดี" คุณจักรภพ เป็นต้น?

ทำไมไม่ยื่นให้มีการกลับไปสู่ก่อน 19 กันยา, เอารัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ เป็นต้น?


อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า นอกจากเหตุผลที่ชี้แจงจะไม่ชัดเจน ถอยหลังเข้าคลองแล้ว ลักษณะประเด็นที่ยื่นฎีกายังชวนให้รู้สึกว่าเป็นการ "เห็นแก่ตัว" มากด้วย

ประชาชนรู้สึกว่าคุณทักษิณได้รับความไม่เป็นธรรม

ผมก็เห็นว่า คุณทักษิณไม่ได้รับความไม่เป็นธรรม อันที่จริง ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในวงวิชาการทียืนกรานเรื่องนี้ มาตั้งแต รปห. ตั้งแต่วินาทีแรก ว่า ไม่ว่า คุณทักษิณจะมีนโยบายอย่างไร ต้องถือว่า คุณทักษิณได้รับความไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้องที่ล้ม รบ.ทักษิณ และการเรียกร้องให้ทักษิณกลับเป็นนายกฯ เป็นความชอบธรรมเป็นความถูกต้อง และข้ออ้างต่างๆของพวกนักวิชาการ แอ๊กติวิสต์ทั้งหลาย ที่อ้างว่า ควรต้าน รปห. แต่ไม่เอาทักษิณด้วย นั้น เป็นข้ออ้างที่สายตาสั้น (แม้แต่ คนอย่าง ใจ อึ๊งภากรณ์ ยังยืนยันเช่นนี้อยู่เป็นปีหลัง รปห. ตอนนี้ลึกๆก็ยังต้องการเช่นนี้อยู่ คือ ไม่เอา รปห. และไม่เอาทักษิณด้วย)

แต่ความไม่เป็นธรรมที่คุณทักษิณได้รับ มากกว่า กรณีรัชดาแน่นอน (ตำแหน่งนายกฯทั้งตำแหน่ง ถูกยึดไปอยางไม่เป็นธรรม ไม่ใช่หรือ?)


ประชาชนเดือดร้อนทางเศรษฐกิจจริง และคิดถึงคุณทักษิณ อยากให้มาช่วยแก้

แต่ประชาชนเขาเดือดร้อนมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ และเขาเดือดร้อนมากกว่า ในกรณีคุณทักษิณ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโดนคดีรัชดา เขาเดือดร้อนที่เห็นคุณทักษิณ ถูกล้มไปโดยรัฐประหารเลยทีเดียว

ถ้าจะฎีกาการเมืองทั้งที (เพราะฎีกานี้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากฎีกาการเมือง) ทำไม ไม่ฎีกา เรื่องความเดือดร้อนที่ครอบคลุม เหล่านี้?
..........
บทความเกี่ยวเนื่อง:-ถ้าจะฎีกาล้านคนทั้งที ทำไมไม่ฎีกาประเด็นการเมือง ทำไมฎีกาเฉพาะที่ดินรัชดา?

1. ถ้าจะฎีกาทั้งที ทำไมฎีกาเฉพาะกรณีที่ดินรัชดา?

1.1 กรณีที่ดินรัชดานั้น ถ้าจะให้มีผลจริง ในทางกฎหมาย มีแต่คุณทิกษิณเท่านั้น ที่จะทำแล้วได้ผล

ว่าแต่ว่า คุณทักษิณ ตกลงจะฎีกา(กรณีที่ดินรัชดานี้) หรือไม่?

ไม่ว่าจะมีอีกกี่ล้านคนฎีกา ถ้าคุณทักษิณไม่ได้ฎีกาเอง ก็ไม่มีความหมาย หรือผลทางกฎหมายใดๆทั้งสิ้น

1.2 การที่คุณทักษิณฎีกากรณีที่ดินรัชดานั้น แม้จะไม่จำเป็นต้องบอกในฎีกาว่า "รับผิด" แต่ในทางปฏิบัติเท่ากับยอมรับในระดับหนึ่งถึงกระบวนการเรื่องนี้ เพราะคุณทักษิณ จะต้องเข้าสู่กระบวนการฎีกาตามปกติ คือยื่นเรื่องให้กรมราชทัณฑ์ ผ่านไปยัง กท.มหาดไทย ผ่านไปยัง ครม. แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯได้

ยิ่งถ้ามองในแง่ของคนล้านคนที่จะ"ช่วยยื่น" ในกรณีนี้ (ซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายดังกล่าว) เท่ากับว่า ยอมรับกระบวนการนี้เช่นกันในระดับหนึ่ง เพราะมิเช่นนั้น สามารถยื่นฎีการ้องเรียนทางการเมืองได้ตั้งแต่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดด้วยซ้ำ


1.3 ถ้าเกิดกรณีคดีอื่นๆอีก มิต้องยื่นอีกหรือ?

2. ถ้าจะยื่นฎีกาทั้งที ทำไมไม่ยื่นประเด็นทางการเมืองทีสำคัญและมีความหมายยิ่งกว่านั้น?

เช่น

2.1 ให้ปลดเปรม ติณสูลานนท์

- นี่ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นที่เป็นพระราชอำนาจโดยตรงเท่านั้น

- ที่สำคัญ ยังเป็นประเด็นที่ คนเสื้อแดงจำนวนมากได้เสียสละแรงกายแรงใจ หยาดเหงื่อ เลือด กระทั่งชีวิต เพื่อเรียกร้องให้ได้มา แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ


2.2 หรือถ้าคิดว่า ประเด็นนี้ "ใหญ่เกินไป"

ทำไมไม่ ไม่ฎีกา ทำนองเดียวกับข้อเสนอชูพงศ์ คือ

ฎีกาให้เกิดกระบวนการ "ล้างไพ่" ใหม่หมด กลับสู่ภาวะก่อน 19 กันยา

การฎีกาเช่นนี้ จะทำให้ เสื้อแดงอีกหลายคน ที่ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับ "3 เกลอ" และคนเสื้อแดง

เช่น จักรภพ เพ็ญแข

(ไม่ต้องพูดถึง ดา ตอร์ปิโด, ชูชีพ ชีวสุทธิ์, สุชาติ นาคบางไทร ฯลฯ)

ได้อิสรภาพจาก "กระบวนการยุติธรรม" ที่ไม่เป็นธรรม พร้อมกันไปด้วย

และทำให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะก่อน 19 กันยา (ขณะที่ ดังกล่าวข้างต้น ต่อให้คุณทักษิณเอง "หลุด" กรณีรัชดาจริงๆ แล้วกรณีคดีอื่นๆที่ คมช. สร้างขึ้นล่ะ?)

มองจากจุดนี้ การยื่นฎีกา เฉพาะคุณทักษิณ เฉพาะกรณีที่ดินรัชดา

นับเป็นการกำหนดที่คับแคบอย่างยิ่ง เรียกได้ว่า ออกในลักษณะเห็นแก่ตัวเลยทีเดียว

วิถีประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุข(ตอนที่4):แนวทางการต่อสู้/องค์กรนำและหน่วยปฏิบัติการ

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
2 กรกฎาคม 2552

ต่อสู้ พ่ายแพ้.. ต่อสู้อีก พ่ายแพ้อีก.. ต่อสู้อีก จนกว่าจะชนะ สิ่งนี้เป็นกฎธรรมชาติของความก้าวหน้า เพราะการต่อสู้ของประชาชนอยู่ในทิศทางของขบวนการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ซึ่งก้าวหน้ากว่าฝ่ายเผด็จการ


แนวทางการต่อสู้

- ต่อสู้ พ่ายแพ้ ต่อสู้อีก พ่ายแพ้อีก ต่อสู้อีก จนกว่าจะชนะ สิ่งนี้เป็นกฎธรรมชาติของความก้าวหน้า เพราะ การต่อสู้ของประชาชนอยู่ในทิศทางของขบวนการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ซึ่งก้าวหน้ากว่าฝ่ายเผด็จการ

- อย่าไว้วางใจกลุ่มทุนนิยมข้ามชาติ ทุนนิยมชาติ เพราะกลุ่มเหล่านี้ มีอุบาย เล่ห์เหลี่ยม เพทุบาย และการแก้แค้น ที่ไร้มนุษยธรรมเมื่อผลประโยชน์ของตนสูญเสียไป แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

- เมื่อฝ่ายเผด็จการใช้การเข่นฆ่าเพื่อทำลายการต่อต้าน แต่ความจริงก็คือ เมื่อฆ่าคนยิ่งมาก ฝ่ายเผด็จการก็จะยิ่งสูญสลายเร็วขึ้นเป็นเงาตามตัว

- ความพ่ายแพ้ในครั้งแรกๆ ไม่ใช่เพราะแนวทางไม่ถูกต้อง แต่เกิดจากการเสียเปรียบชั่วคราว จากกำลังและเครื่องมือ อุปกรณ์ หรืออาวุธที่ต่างกัน แต่ในที่สุดจะประสบชัยชนะอย่างแน่นอนเนื่องจากประชาชนมีการต่อสู้อยู่ในกระบวนการที่ก้าวหน้ากว่า ตราบเท่าที่ แกนนำและมวลชนมีความแนบแน่นกันและนำมวลชนเรือนล้านก้าวหน้าไปได้

- กลุ่มแกนนำต้องดำเนินการให้มีการร่วมกันตกลงใจและทำงาน ห้ามการมอบให้ผู้ใดผู้หนึ่งเหมางานไปแต่ ผู้เดียวหรือกลุ่มเดียวเป็นอันขาด เพื่อมิให้จิตสำนึกร่วมกันหมดไป

- ต้องจัดตั้งแกนนำในทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล จนถึงระดับหมู่บ้าน หรือ ในลักษณะ เดียวกันในแต่ละองค์กร

การจัดตั้งคณะกรรมการ

- จัดให้มีคณะกรรมการที่มีผู้แทนจากแกนนำในทุกระดับเป็นคณะกรรมการเต็มคณะ และ คณะกรรมการบริหาร ซึ่งเลือกจากคณะกรรมการเต็มรูป และ คณะอนุกรรมการซึ่งมีผู้แทนจากคณะกรรมการบริหาร เป็นประธานและมีคณะกรรมการเต็มคณะบางส่วนมาทำงานเป็นคณะอนุกรรมการตามความถนัดและภารกิจหน้าที่เกี่ยวข้อง

- รูปแบบการประชุมของทุกคณะ ต้องกำหนดให้เป็นรูปธรรม โดยสมาชิกหรือเลขานุการนำประเด็นสำคัญ มาเข้าที่ประชุมโดยต้องกำหนดประเด็นที่ชัดเจน พร้อมแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ ประเด็นละ 2-3 แนวทางให้เลือก โดยให้คณะกรรมการได้แสดงความเห็นทุกคนอย่างเต็มที่ในทุกประเด็น แล้วจึงลงมติ โดยใช้เสียงข้างมากเด็ดขาด (เกินกว่ากึ่งหนึ่งของที่ประชุมในกรณีที่รอบแรกไม่ถึงกึ่งหนึ่งให้แข่งขัน ลงคะแนนเป็นรอบต่อไป โดยยกแนวทางที่มีเสียงสูงสุดสองแนวทางแรกมาอภิปรายซ้ำแล้วจึงลงคะแนน อีกครั้ง) แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับสถานการณ์เสมอและ ไม่ออกนอกกรอบทฤษฎีประชาธิปไตยหรือประวัติศาสตร์ทางการเมือง จากนั้นจึงให้ซักถามแนวทาง การปฏิบัติที่ได้ลงมติกันแล้วนั้น อีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและแนวทางแก้ไข จากนั้นจึงแยกย้ายกันนำไปปฏิบัติ

- เลขานุการของที่ประชุมทุกคณะ ต้องนำทุกปัญหามาเข้าที่ประชุม กำหนดประเด็นให้ที่ประชุมครั้งละ 2-3 ประเด็นเท่านั้น กำหนดหัวข้อในการอภิปราย โดยกำหนดเป็นกรอบว่า ปัญหาคืออะไร สาเหตุจากอะไร แนวทางแก้ปัญหาเป็นอย่างไร ทรัพยากรที่มีเป็นอย่างไร คุณภาพและปริมาณของบุคลากรเป็นอย่างไร และร่างเป็นมติไว้ล่วงหน้าให้เลือก 2-3 แนวทางล่วงหน้าเสมอ

- เมื่อได้มีการลงมติไปแล้ว หากมีการดื้องาน หรือ นินทาลับหลังหากจับได้ให้มีการกำหนดการลงโทษไว้ล่วงหน้าอย่างหนักและให้ปลดออกจากการเป็นแกนนำหรือหัวหน้าหน่วยงาน

- คณะกรรมการเมื่อทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน แม้ว่าจะดูไม่สำคัญก็ให้ส่งข้อมูลให้เลขานุการของคณะทำการบันทึกเป็นรายงานข่าวเพื่อทราบและหมุนเวียนให้คณะกรรมการอื่นทราบเป็นประจำโดยกำหนดเป็นเรื่องเพื่อทราบตามห้วงระยะเวลาแต่ไม่ควรให้มีระยะห่างกันเกินไปจนไม่สามารถตั้งรับปัญหาที่คาด ไม่ถึงได้เพราะจะเกิดความเสียหายตามมาภายหลังอย่างไม่อาจประมาณได้ และหากคณะกรรมการอื่นเห็นว่ามีประเด็นที่ควรพิจารณาก็ให้เสนอความเห็นให้ฝ่ายเลขานุการนำเข้าที่ประชุมหรือทำบันทึกแสดง ความเห็นเป็นเรื่องเวียนทราบในหมู่คณะกรรมการตามระยะเวลาก็ได้หากไม่มีความสำคัญเร่งด่วน

- คณะกรรมการทุกระดับ ต้องไม่นำจิตสำนึกศักดินาขุนศึกเจ้าขุนมูลนายมาใช้ด้วยการยกตน หรืออวดตนว่ามีความรู้เหนือกว่าคนอื่น โดยยังไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลกับเบื้องล่างก่อนในทุกระดับจนได้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมจากสถานการณ์จริง หากข้อมูลจากเบื้องล่างได้แก่หน่วยรอง มวลชนและประชาชนทั่วไปนั้นผิดพลาดก็ให้ ทำการวิจารณ์หาข้อดีและข้อบกพร่องเท่านั้นโดยไม่โจมตีในเรื่องส่วนตัวเพื่อให้ความเห็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลตรงกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานเป็นสำคัญ

- ปัญหาแม้จะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็ต้องจับให้มั่นและแก้ปัญหาให้จบเป็นส่วนๆไป

- ทุกปัญหาต้องมีการนิยามให้เป็นรูปธรรมและวัดได้เป็นเชิงปริมาณเสมอ

- การประชุมและการลงมติทุกครั้ง ต้องรวบรัด ชัดเจน ครบทุกประเด็นและไม่เยิ่นเย้อ ถ้าหาวิธีการที่จะดำเนินการไม่ได้ให้แตกเป็นประเด็นย่อยๆแล้วเขียนลงไปเป็นลายลักษณ์อักษร

- การนำมติที่ประชุมไปปฏิบัติต้องประณีต มีการวัดผลงานความสำเร็จที่ชัดเจนและแน่นอน

องค์กรนำและหน่วยปฏิบัติการ

- หน้าที่ขององค์กรนำในทุกระดับมี 5 ประการคือ ประการแรกมีแนวทางถูกต้อง เมื่อมีปัญหาต้องมีวิธีแก้ ไม่ใช่สร้างปัญหาเพื่อแสวงหาเงินหากต้องการเงินให้เสนอเป็นโครงการ ประการที่สอง ต้องแก้ไขปัญหาให้องค์กรระดับรองและสภาพของมวลชนตลอดเวลา ประการที่สาม การแก้ปัญหาต้องมีความละเอียด รอบคอบเมื่อได้มติมาแล้วต้องนำไปปฏิบัติให้สำเร็จในทุกเรื่อง ประการที่สี่ มติที่สำคัญต้องมีช่องทางในการส่งข้อมูล ความรู้ให้กับมวลชนได้รับทราบอย่างชัดเจนในทุกประเด็นอย่างละเอียด ประการที่ห้า องค์กรระดับล่างและมวลชนต้องอภิปราย มติขององค์กรระดับบนจนกว่าจะเข้าใจ มีการสอบทานความเห็นกับองค์กรระดับบนแล้วจึงนำไปปฏิบัติ

- หน่วยปฏิบัติการทุกระดับต้องทำตามความต้องการและความสมัครใจของมวลชน มีจังหวะก้าวเท่ากับมวลชนที่มีการศึกษาและรับทราบข้อเท็จจริงแล้ว โดยไม่ทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของมวลชน ในทำนองคุณพ่อรู้ดี

- หากมวลชนยังไม่ตัดสินใจและไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง หน่วยปฏิบัติทุกระดับก็จะต้องอดทนด้วยความเคารพมวลชน ไม่สุ่มเสี่ยงเข้าปฏิบัติการเองโดยปราศจากมวลชนคุ้มครอง และให้ดำเนินการให้การศึกษาและการจูงใจด้วยความจริงที่มีหลักฐานยืนยันเป็นรูปธรรมต่อมวลชนต่อไป ไม่ช้าจะประสบความสำเร็จ

- กำหนดให้แกนนำในทุกระดับได้รับการศึกษาในเรื่องการเมืองนำการทหาร หลักการประชาธิปไตย หลักการนำมวลชน เพื่อให้สามารถรักษามวลชนไว้ได้ และให้ฟังเสียงมวลชนทุกคนอย่างตั้งใจ เมื่อไปถึงไหนให้เข้าคลุกคลีกับมวลชนจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับมวลขน ปลุกความตื่นตัวของมวลชนให้ตื่นสูงขึ้น ช่วยมวลชนจัดตั้งกลุ่มของตน และติดอาวุธทางปัญญาและการรบให้กับมวลชน ด้วยความสมัครใจโดยเน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ และหากมีกาต่อสู้ต้องเตรียมมวลชนในกลุ่มและระดับต่างๆให้เท่ากันหรือเหนือกว่าคู่ขัดแย้งหรือศัตรูแล้วจึงจะเปิดเผยตัวมวลชน และทำการต่อสู้ทีละขั้นให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมอย่างอดทน หากกำลังสู้ไม่ได้ให้ทำการจรยุทธ์

- ห้ามเปิดฉากทำการรุกหากมวลชนไม่มีความพร้อม ไม่ตื่นตัว เพราะจะเป็นการสุ่มเสี่ยงด้วยลัทธิฉวยโอกาสเอียงซ้าย ซึ่งไม่รอบคอบและนำไปสู่ความพ่ายแพ้และทำให้เกิดความท้อแท้โดยไม่จำเป็น แต่หากมวลชน มีความพร้อมแล้วแต่แกนนำไม่พร้อมก็จะเป็นลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาที่แกนนำมีความเกรงกลัวต่ออำนาจ ที่ข่มเหงรังแกอยู่ทำให้มวลชนประสบความพ่ายแพ้ได้ แกนนำต้องพร้อมที่จะก้าวเดินในจังหวะเดียวกับ มวลชนเสมอ

- ห้ามใช้คำสั่งต่อมวลชน ต้องให้ความรู้ความเข้าใจต่อมวลชนและทำให้ความเข้าใจในปัญหาระหว่างแกนนำและมวลชนตรงกันก่อนและค้นหาความเห็นที่แตกต่างด้วยการทำการสำรวจความคิดเห็นทัศนคติของมวลชน อย่างเป็นรูปธรรมทางวิทยาศาสตร์เสมอ

- ความเห็นของมวลชนมักกระจัดกระจาย ต้องมีระเบียบวิธีทำให้เป็นระบบ ระเบียบ มีแบบแผนให้เกิดความ ชัดเจนเป็นรูปธรรม จากนั้นนำความเห็นที่ได้จัดระเบียบแล้วนั้นไปชี้แจงให้กับกลุ่มมวลชนอื่นได้เข้าใจและยืนหยัดในแนวความคิดเดียวกันในทุกองคาพยพ จากนั้นจึงนำความเห็นนั้นแปรไปสู่การปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติ ได้ผลแล้วให้นำข้อมูลย้อนกลับที่มีทั้งข้อดี ข้อบกพร่องนั้นมาปรับปรุงเพื่อนำไปขยายผลกับมวลชน อีกซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าจนได้ความคิดเห็นที่เฉียบแหลม การกระทำที่ได้พิสูจน์แล้วว่าได้ผล เพื่อนำมาเป็นการรับรู้ใหม่ของมวลชนและยกระดับให้ก้าวหน้าต่อไป

- ต้องทำการแยกแยะมวลชนออกเป็น มวลชนก้าวหน้า มวลชนล้าหลัง และมวลชนฝ่ายเป็นกลางให้ชัดเจน ห้ามทำการวิเคราะห์ปัญหาโดยไม่มีพื้นฐานรูปธรรมที่ชัดเจน เมื่อได้มวลชนฝ่ายก้าวหน้าแล้วให้ส่งเสริมให้มีการทำงานร่วมกับฝ่ายเป็นกลาง แล้วสุดท้ายจึงดึงมวลชนล้าหลังตามมาภายหลัง

- การทำงานของแกนนำต้องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของมวลชน แก้ปัญหาความยากจน และการประกอบอาชีพของมวลชนด้วยการจัดระบบ การร่วมคิด ร่วมศึกษา ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำงาน ร่วมประเมินผลและร่วมคิดกันใหม่ สร้างความเข้าใจต่อมวลชนว่า มวลขนมีภาระหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงสังคม และต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมนั้น

- แต่ตัวแทนของมวลชนเท่านั้นจึงจะให้การศึกษาต่อมวลชนได้ ถ้าผู้ให้การศึกษาถือว่าตนเองสูงกว่ามวลชนและเป็นนายของมวลชนแล้ว งานนั้นจะประสบความล้มเหลว ดังนั้น ผู้ให้การศึกษาต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ศึกษาจากมวลชน หาความรู้จากทุกแหล่ง และเปลี่ยนความคิดกับมวลชน จึงจะประสบความสำเร็จและมั่นใจในจิตใจและความคิดสร้างสรรค์ของมวลชน

- ต้องให้มวลชนเข้าใจในประโยชน์ของตนเอง เกิดความตระหนักและร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้เพื่อประโยชน์ของมวลชนเอง

การศึกษา

- การศึกษาที่ผิดพลาดและต้องเหลีกเลี่ยงคือ การยึดตำราอย่างเถรตรง โดยไม่ตรวจสอบกับสภาพแวดล้อม ที่แท้จริง คือลัทธิคัมภีร์

- การศึกษาที่ถูกต้องคือ กาดรประยุกต์หลักการให้เข้ากับสภาพตามความเป็นจริงด้วยการนำประสบการณ์ ที่ได้จากความจัดเจน ความชำนาญ หรือการวิจัยภาคสนามมาใช้ร่วมกับ ทฤษฎีหรือหลักการทั่วไปทาง วิทยาศาสตร์สังคม

- การไม่ศึกษาหลักการ ใช้แต่ความรู้สึก ความจัดเจน ความชำนาญ ทำงานไปโดยไร้ซึ่งยุทธศาสตร์เรียกว่า ลัทธิจัดเจน ต้องหลีกเลี่ยง

- ดังนั้น คนที่มีความจัดเจน หรือประสบการณ์ หรือนักปฏิบัติ จำต้องศึกษาหลักการ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์สังคม ด้วยการอ่านตำราอย่างจริงจัง จึงจะทำให้ความจัดเจนนั้นเกิดประโยชน์ขึ้น เพราะเกิดความเป็นระเบียบ มีการแยกแยะประเด็น มีการประมวลผล และสามารถนำไปใช้งานได้ตรงตามทฤษฎีที่ได้ระบุไว้อย่างเหมาะสม

- ความหยิ่ง ความเชื่อมั่นตัวเอง ความพอใจในตัวเอง เป็นอุปสรรคของความก้าวหน้า ต้องเริ่มต้นจากการถ่อมตัว การศึกษาอย่างเอาการเอางาน และสอนผู้อื่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และสร้างความเคยชินในการศึกษา ให้เป็นนิสัย

- ผู้นำในทุกระดับต้องเรียนรู้จากผู้ปฏิบัติการ เพื่อให้ความจัดเจนหรือประสบการณ์ของนักปฏิบัติกกลายเป็นความจัดเจน ของผู้นำเอง เมื่อประกอบกับความเชี่ยวชาญในทางทฤษฎีแล้ว ก็จะทำให้ความสามารถของผู้นำเพิ่มขึ้นได้

- ทฤษฎีถ้าไม่ประสานกับการปฏิบัติก็เป็นทฤษฎีที่ไร้ความหมาย การปฏิบัติถ้าไม่ถือเอาทฤษฎีเป็นแนวทาง ก็กลายเป็นคนหูหนวก ตาบอด ไร้จุดหมายและพาทั้งองค์กรพ่ายแพ้

- ต้องค้นหาองค์ประกอบของเหตุการณ์ต่างๆมาเป็นเครื่องนำทางการกระทำ ไม่อาศัยจินตนาการเอาเองเป็น อันขาด ไม่ใช้อารมณ์ชั่ววูบตัดสินใจ ไม่อาศัยแต่ตำราที่ไม่มีชีวิต แต่ต้องมีข้อมูลมากพอ เห็นความจริงในพื้นที่ ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สรุปข้อมูลอย่างถูกต้อง มีจำนวนมวลชนจัดตั้งที่นับตัวได้จริง มีจำนวนแนวร่วม พื้นฐานที่แน่นอนชัดเจน มีเครือข่ายไปยังแนวร่วมทางตรงได้ทุกกลุ่มพร้อมจำนวนที่แน่นอนและสามารถติดต่อรับข่าวสารข้อมูลจากทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่และนำมากำหนดลงในแผนที่ปฏิบัติการให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้ตลอดเวลา จึงจะสามารถสรุปข้อมูลต่างที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับทฤษฎีที่ถูกต้อง

- การสำรวจข้อมูลด้านการข่าวกรอง ใช้เจ้าหน้าที่หรือ มวลชนดำเนินการให้จำนวนเพียง 3-5 คนที่ได้รับการฝึกแล้วอย่างดี มีเวลา มีหัวข้อการสำรวจ ถามเอง จดเองทั้งหมด แล้วนำมาเปิดอภิปรายร่วมกันอย่างกระตือรือร้น มีความถ่อมตัว ถ้อยทีถ้อยรับฟังกัน และยอมรับฟังความเห็นของมวลชน

การรับใช้ประชาชน

- ต้องถ่อมตัว สุขุมรอบคอบ ไม่เย่อหยิ่ง ไม่หุนหันพลันแล่น และรับใช้ประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจ

- ทุกอย่างต้องเริ่มจาก ผลประโยชน์ของประชาชน มีการรับผิดชอบร่วมกันต่อประชาชน และองค์กรเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

- หน้าที่ของทุกคนที่ปฏิบัติงานคือ ความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านี้ ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ทุกความคิด ทุกนโยบาย ต้องสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาชน

- การมองปัญหาต้องเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรม จึงจะได้ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ ตลอดจนมาตรการต่างๆ เกิดขึ้นตามมา

- ทุกความผิดพลาดมีสาเหตุจากการเหินห่างจากสภาพความเป็นจริงของสภาวะแวดล้อมในเวลาและสถานที่นั้น ๆ และมีการกำหนดยุทธศาสตร์ต่างๆขึ้น ตามจินตนาการของตนเองและออกคำสั่งใดๆ โดยสำคัญว่าตนเองถูกต้องเสมอโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบให้ครบทั้งภาพรวมไม่ใช่เพียงบางส่วน

- ต้องมองปัญหาอย่างรอบด้าน ทุกปัญหามีเอกภาพระหว่างด้านตรงข้ามได้แก่ ด้านตรงและด้านกลับของมันด้วย


การระดมมวลชน

- การระดมมวลชนอย่างไพศาลเป็นล้านๆคนได้นั้นไม่สามารถทำได้แต่ลำพัง มีเพียงข้อเรียกร้องทั่วไปเท่านั้นแต่ต้องหยั่งลึกลงไปในองค์กรจัดตั้งและนำการเรียกร้องนั้นไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยตรง แก้ปัญหาไปทีละขั้นให้ได้ความชัดเจน จากนั้นใช้ความจัดเจนนั้นไปชี้นำ กลุ่มอื่น หน่วยงานอื่น องค์กรอื่น เพื่อทดสอบข้อเรียกร้องที่ตนเสนอว่าถูกต้องหรือไม่ เป็นไปได้ในทุกสถานการณ์หรือไม่ ก็จะเป็นการเสริมสร้างข้อเรียกร้องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ จนกว่าจะประสบความสำเร็จ

- การระดมมวลชนต้องสร้างจิตสำนึกในทุกส่วนรวมถึงในหน่วยของตนให้รังเกียจการกดขี่ ขูดรีด ความไม่เสมอภาค การทำตัวเหนือคนอื่น จิตสำนึกเจ้าขุนมูลนาย ต้องหมดไปจากหน่วยปฏิบัติก่อนเป็นประการแรก

- เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างมวลชนที่มีวินัยในการกระทำตามกรอบหรือกระบวนการของมวลชนอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกันก็มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น แสดงหลักฐานข้อมูลที่เป็นรูปธรรมในทุกแง่ทุกมุมอย่างเท่าเทียมกัน มีเจตนารมย์ร่วมกันควบคู่ไปกับความสบายใจในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อการผลิตที่ทันสมัยและเป็นวิทยาศาสตร์

- ข้อพึงปฏิบัติในการอยู่กับมวลชนคือ พูดจาอ่อนโยน ซื้อขายยุติธรรมไม่เอาเปรียบ ยืมของต้องคืน ทำของเสียต้องชดใช้ ไม่ตีหรือดุด่าคน ไม่ทำผลผลิตพืชพันธุ์เสียหาย ไม่ลวนลามผู้หญิง ไม่ทารุณเชลย ไม่แตะต้องของประชาชน ต้องกำจัดสภาพการไร้วินัยให้หมดสิ้นไปจากกลุ่ม

การวิจารณ์ตนเอง วิจารณ์ผู้อื่น

- การวิจารณ์ตนเองทำในลักษณะการปลงอาบัติ คือเปิดเผยข้อผิดพลาด บกพร่องต่อหน้าที่ประชุมหรือเพื่อนร่วมงานและตั้งใจที่จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยมีเป้าหมายประการเดียวได้แก่ การเพิ่มพูนสมรรถภาพการสู้รบ
- การวิจารณ์ผู้อื่นให้ระบุทั้งข้อดีและข้อบกพร่องของผู้อื่นพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารงานหรือการต่อสู้เท่านั้น จะไม่มีการวิจารณ์ในเรื่องส่วนตัวใด ๆ หากไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยหรือองค์กร
- การวิจารณ์ตนเอง หรือวิจารณ์ผู้อื่น ก็เพื่อให้องค์กรพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
- การวิจารณ์ต้องกระทำทันทีไม่ใช่ภายหลังเหตุการณ์
- การวิจารณ์ประชาชนต้องใช้ความกระตือรือร้นที่จะปกปักรักษาและยกระดับความตื่นตัวของประชาชน ห้ามใช้คำพูดด้วยท่าที เยาะเย้ย เหยียดหยัน เหน็บแนม หรือโจมตีใดๆต้องบุคลิกภาพหรือพฤติกรรมส่วนตัวของประชาชนเป็นอันขาด
- ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั้งการวิจารณ์ การแข่งขัน ไปจนถึงการทำสงคราม ขึ้นอยู่กับเอกภาพด้านตรงข้าม สองประการคือ หากเป็นไปด้วยความสร้างสรรค์เพื่อความก้าวหน้าเพื่อประชาชนก็เป็นประชาธิปไตย แต่หากทำไปด้วยการทำลายล้าง เพื่อรักษาอำนาจเก่าและเพื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดๆ ก็เป็นเผด็จการ

ผ่านไป7เดือนคดี7ชั่วโคตรได้ฤกษ์กุดหัวโจรยึดสนามบินกลางเดือนนี้ เส้นใหญ่หนุนหลังโดนด้วย

ที่มา Thai E-News


รอจนเซ็ง-ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวกว่า3แสนคนที่ตกค้างช่วงอันธพาลการเมืองพันธมิตรยึดสนามบินที่ต้องทนรอด้วยความเซ็งสุดขีด โลกก็รอการดำเนินคดีนี้ผ่านมา 7 เดือนเศษแล้วโดยยังไม่มีการดำเนินคดีใดๆ และอาจกลายเป็นคดีที่ยืดเยื้อไป7ชั่วโคตร หากภายในกลางเดือนนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดตามที่ตำรวจเลื่อนมาหลายรอบแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวไทย
1 กรกฎาคม 2552

คาดแจ้งข้อหาพันธมิตรฯปิดสนามบินได้กลางเดือนนี้ หลังอืดมา7เดือนเศษยังไม่ดำเนินคดี

ตำรวจกำลังเร่งสรุปสำนวนคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง คาดแจ้งข้อหากับคนทำผิดได้ในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว เปิดเผยว่า คณะพนักงานสอบสวนได้รับหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ และพยานหลักฐานเพิ่มเติม จากกรมการขนส่งทางอากาศครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการเร่งสรุปสำนวนคดี ก่อนเตรียมแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่ทำความผิด

ส่วนจะมีแกนนำพันธมิตรฯ คนใดถูกแจ้งข้อกล่าวหาบ้าง ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ และคาดว่าจะมีความชัดเจนกลางเดือนกรกฎาคมนี้

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า เมื่อสามารถแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว พนักงานสอบสวนก็จะออกหมายเรียกบุคคลนั้นๆ มารับทราบข้อกล่าวหาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

กฎหมายระบุคนยึดสนามบินและคนหนุนหลังมีโทษหนักประหารชีวิต

เผยไทยลงนามข้อตกลงสากลปราบปรามการยึดสนามบิน ออกกฎหมายรองรับไว้ชัดแจ้ง"ใครทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง โทษหนักถึงประหารชีวิต"


จากการตรวจสอบพบว่า ไทยได้ลงนามในพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยาน ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( อ่านรายละเอียด คลิ้กที่นี่ )และมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมา โดยมีข้อตกลงในพิธีสารนี้ที่สำคัญว่า

พิจารณาเห็นว่า การกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือซึ่งเป็นผลร้ายต่อการดำเนินการ อย่างปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น บ่อนทำลายความไว้วางใจของประชาชนแห่งโลกในความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยาน เหล่านั้น และรบกวนความปลอดภัยและความเป็นระเบียบในการดำเนินงานการบินพลเรือนของรัฐทั้งปวง

พิจารณาเห็นว่า การที่การกระทำเช่นว่านั้นอุบัติขึ้นเป็นเรื่องน่าห่วงใยอย่างมากต่อชุมชนระหว่างประเทศ และเพื่อความประสงค์ที่จะยับยั้งการกระทำเช่นว่านั้น ย่อมมีความจำเป็นอันรีบด่วนที่จะจัดหามาตรการ อันเหมาะสมเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด

พิจารณาเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องรับเอาข้อบทเพิ่มเติมต่อจากอนุสัญญาว่าด้วยการปราบปราม การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ทำที่เมืองมอนตริออล เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๔ เพื่อจัดการกับการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมายเหล่านั้น ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ


ได้ตกลงกันต่อไปนี้

"๑ ทวิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด หากได้กระทำดังต่อไปนี้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายและโดยเจตนา โดยใช้เครื่องมือ วัสดุ หรืออาวุธใด ๆ

(ก) กระทำการอันรุนแรงต่อบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย หรือ

(ข) ทำลาย หรือทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือต่ออากาศยานที่ไม่ได้ให้บริการ ซึ่งจอดอยู่ ณ ท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น"


"๒ ทวิ ในทำนองเดียวกัน รัฐภาคีแต่ละรัฐต้องดำเนินมาตรการที่อาจจำเป็นเพื่อกำหนดเขตอำนาจศาล ของตนให้ ครอบคลุมเหนือการกระทำผิด ตามที่ระบุไว้ในข้อ ๑ วรรค ๑ ทวิ และในข้อ ๑ วรรค ๒ เท่าที่วรรคนั้น เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเหล่านั้น ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดปรากฏตัวในอาณาเขตของรัฐภาคี และรัฐนั้นมิได้ส่งตัวบุคคลนั้นข้ามแดนตามข้อ ๘ ไปให้รัฐที่ระบุไว้ในวรรค ๑ (ก) ของข้อนี้"

สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทยคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538 (รายละเอียดคลิ้กที่ ลิ้งค์ )ระบุว่า

มาตรา 6 ทวิ(1) ผู้ใด
(1) กระทำการประทุษร้ายผู้อื่นในท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนจนเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายหรือ
(2) ทำลาย หรือทำให้เสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน หรือต่ออากาศยานที่ไม่อยู่ในระหว่างบริการและอยู่ในท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี


มาตรา 11(2) ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

ลำดับเหตุการณ์7เดือนเศษคดียึดสนามบินโดนดอง


-ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้
9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย
-25 พฤษภาคม 2552 6เดือนผ่านไป พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง
-27 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิมาประชุม ไม่พบว่ามีการตั้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด
3 มิถุนายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ อ้างว่าตำรวจทำคดีเต็มที่แล้ว แต่เหตุที่ล่าช้าเนื่องจาก กรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้สรุปความเสียหายว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ มายังพนักงานสอบสวน เพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
12 มิถุนายน 2552 ผบ.ตร.ส่งรายงานคดีสำคัญ17คดีให้สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯทราบ ซึ่งใน 17 คดีสำคัญนี้ไม่มีคดียึดสนามบินรวมอยู่ด้วยแต่อย่างใด

1 กรกฎาคม 2552 ผ่านไป218วัน หรือ 7 เดือนเศษ พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า ได้รับหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษและพยานหลักฐานเพิ่มจากกรมขนส่งทางอากาศแล้ว จึงคาดว่าจะดำเนินคดีโดยออกหมายเรียกพันธมิตรได้ภ่ยในกลางเดือนกรกฎาคมนี้


กระฉ่อนโลกคนใกล้ชิดองคมนตรีแจ้งความคดีหมิ่น13นักข่าวต่างชาติ

ที่มา Thai E-News


โดนคดีหมิ่นฯยกแผง-กรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ13ราย ซึ่งล้วนแต่สังกัดสำนักข่าวต่างประเทศชื่อดัง โดนแจ้งความคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยผู้แจ้งความมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองคมนตรี ธานินท์ กรัยวิเชียร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กรกฎาคม 2552

โจนาธาน เฮด ถูกแจ้งความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพร้อม13กรรมการสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี พร้อมกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ หรือ FCCT รวม 13 คน ถูกหญิงชาวไทยแจ้งความข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ ม.112 ฐานจำหน่ายดีวีดีจักรภพและจัดแปลบทเสวนาวีระ -ณัฐวุฒิ ออกเผยแพร่

ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วานนี้ ( 30 มิ.ย.) เมื่อเวลา 21.30 น. น.ส.ลักษณา กรณ์ศิลป อายุ 57 ปี อาชีพนักแปลและที่ปรึกษาภาคอุตสาหกรรมบริษัทเอกชน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.เดชา พรหมสุวรรณ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.ลุมพินี ให้ดำเนินคดีกับ นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชีย และกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT รวม 13 คน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี

กรณีร่วมกันนำคำบรรยายพิเศษภาษาอังกฤษ ของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 โดยอ้างว่ามีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์บันทึกเป็นวีซีดีออก จำหน่ายกับประชาชน รวมทั้งจัดแปลบทเสวนาของนายวีระ มุกสิกพงศ์ และนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ สองแกนนำ นปช. ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่

น.ส.ลักษณา อ้างว่า เข้าแจ้งความครั้งนี้ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักและเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากเห็นว่าพฤติกรรมของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่จัดเวทีเสวนาให้กับนายจักรภพโดยมีการเตรียมคำถามคำตอบไปในทางพาดพิง สถาบัน และบันทึกเป็นดีวีดีออกเผยแพร่กับประชาชนนั้น เข้าข่ายร่วมกันทำในลักษณะขบวนการโดยอาจมีเป้าหมายทำลายความน่าเชื่อถือของ สถาบันเบื้องสูงของไทย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าอาจมีสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของไทยร่วมขบวนการด้วยซึ่งจะ ต้องมีการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตรวจได้รับแจ้งความไว้ และเตรียมรวบรวมข้อมูลหลักฐานและสอบพยานเพิ่มเติม ก่อนเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดีต่อไป

เผยโฉมกรรมการสโมสร13คนล้วนสังกัดสำนักข่าวใหญ่ระดับอินเตอร์

สำหรับกรรมการFCCT 13 รายประกอบด้วย
-Marwaan Macan-Markar นายกสโมสร เป็นผู้สื่อข่าวภูมิภาคเอเชียของสำนักข่าวอินเตอร์เพรส(ISP)
-Jonathan Head อุปนายกสโมสรคนที่1 เป็นผู้สื่อข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของBBC
-Patrick Barta อุปนายกสโมสรคนที่ 2 เป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล
-Dominic Faulder เหรัญญิก
-Jim Pollard เลขานุการ เป็นผู้สื่อข่าวTHE NATION
-Henry J Silverman เลขานุการกองประชุม ผู้สื่อข่าวของGlobal Spectrum
-Daniel Ten Kate กรรมการสโมสร เป็นผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
-กรุณา บัวคำศรี กรรมการสโมสร ผู้ประกาศข่าวช่อง3
-Anasuya Sanyal กรรมการ เป็นผู้สื่อข่าว Channel News Asia
-Stuart Raj กรรมการ สังกัดKogneit Company Ltd
-Greg Lowe กรรมการ สังกัดThe Business Times
-Justin Moseley กรรมการ สังกัดConsortium UK
-Nirmal Ghosh อดีตนายกสโมสร สังกัดThe Straits Times

เปิดปูมคนแจ้งความครอบครัวใกล้ชิดองคมนตรี

มีรายงานว่าสำหรับนางสาวลักษณา กรณ์ศิลป ผู้ดำเนินคดีแจ้งความกับนายโจนาธาน เฮด และกรรมการสโมสรนักข่าวต่างประเทศทั้ง13รายนั้น ครอบครัวมีความใกล้ชิดกับนายธานินท์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีสมัยหลังเหตุการณ์6ตุลาคม 2519 และองคมนตรี โดยเมื่อเร็วๆนี้นายธานินท์ เพิ่งมาเป็นประธานในการพระราชทานเพลิงศพมารดาของนางสาวลักษณาที่วัดแห่งหนึ่งย่านบางนา โดยน้องชายคนหนึ่งของนางสาวลักษณาคือพันเอกกฤษฎากรณ์ กรณ์ศิลป เป็นนายทหารทำงานอยู่กับองคมนตรีธานินท์ ส่วนน้องชายอีกคนของเธอคือดร.นพดล กรณ์ศิลป เป็นล็อบบี้ยิ้สต์ให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา

วิถีประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุข(ตอนที่3):ยุทธศาสตร์ นโยบาย ภารกิจ

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
1 กรกฎาคม 2552

ชัยชนะของงานมวลชนหรือสงครามมวลชนอยู่ที่องค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ การมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกต้อง การมียุทธศาสตร์การต่อสู้ที่ถูกต้อง การจัดตั้งมีความมั่นคง ปิดลับ ตัดตอน โดยมีแนวร่วมพื้นฐานเข้าร่วมจำนวนมหาศาลนับล้านคน และ สามารถแยกมิตร แยกคู่แข่งขัน ทำให้มีมิตรมาก คู่แข่งขันถูกจำกัดวงแคบ แกนของคู่แข่งขันถูกทำลายลงด้วยงานการเมือง



การกำหนดยุทธศาสตร์/นโยบาย/ภารกิจ

- ยุทธศาสตร์/นโยบาย/ภารกิจ เริ่มต้นจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่เพ้อเจ้อ หรือ จินตนาการเอาในอากาศและ ต้องมีการนิยามกรอบพฤติกรรมของอุดมการณ์นั้นว่ามีรูปธรรมเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปธรรมในการมีจิตสำนึกและพฤติกรรมที่เป็นประชาธิปไตย

- ยุทธศาสตร์/นโยบาย/ภารกิจ จะเกิดจากการนำทฤษฎีการเมืองไปสอบทานกับสภาพความเป็นจริงของสังคมและการรับรู้ของมวลชนที่เป็นผู้ปฏิบัติ นำความจัดเจนนั้นประมวลผลกลับมาเป็นข้อมูลป้อนกลับเพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์/นโยบาย/ภารกิจ ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลาแล้วจึงกำหนดเป็น ยุทธศาสตร์/นโยบาย/ภารกิจในรอบต่อไป โดยไม่มีอคติลำเอียง หรือใช้สามัญสำนึกเป็นส่วนบุคคล หากแต่เป็นการวางแผนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรม

- ผู้ปฏิบัติงานที่นำยุทธศาสตร์/นโยบาย/ภารกิจ ไปปฏิบัติต้องรับทราบรายละเอียดของการปฏิบัติทุกทางเลือกและมีแผนรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันไว้เสมอ ในทุกกิจกรรมย่อยๆ ทุกกิจกรรมที่ได้กระทำไป ไม่ว่าจะมีข้อบกพร่องหรือได้ผลดี ต้องมีการบันทึกและอธิบายเหตุผลที่เป็นรูปธรรมได้ว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร และอย่างไร เพื่อนำมาเป็นข้อมูลย้อนกลับในการปฏิบัติงานรอบต่อไป สำหรับในการรับงาน ไปปฏิบัตินั้น ผู้นำไปปฏิบัติต้องได้รับการซักถามความเข้าใจและซักซ้อมความเห็นในแง่มุมต่าง ๆ จนมีความแจ่มแจ้งว่าจะบรรลุความสำเร็จได้อย่างไรที่เป็นรูปธรรม จึงจะนำไปปฏิบัติได้

- ชัยชนะของงานมวลชนหรือสงครามมวลชนอยู่ที่องค์ประกอบ 4 ด้านได้แก่ การมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกต้อง การมียุทธศาสตร์การต่อสู้ที่ถูกต้อง การจัดตั้งมีความมั่นคง ปิดลับ ตัดตอน โดยมีแนวร่วมพื้นฐานเข้าร่วมจำนวนมหาศาลนับล้านคน และ สามารถแยกมิตร แยกคู่แข่งขันทำให้มีมิตรมาก คู่แข่งขันถูกจำกัดวงแคบ แกนของคู่แข่งขันถูกทำลายลงด้วยงานการเมือง

- การจัดตั้งต้องมีรายชื่อและการติดต่อที่ชัดเจน แบ่งกำลังคนออกเป็น 3-4 ผลัดเพื่อทำกิจกรรมการเรียกร้อง หรือการแสดงพลังทางการเมือง มีการแยกรายชื่อเป็นกลุ่มที่ต้องการมาให้การสนับสนุนกับผู้ที่ต้องการร่วม เป็นร่วมตาย เอาการเอางานออกจากกัน และใช้งานแตกต่างกัน ในการลุกฮือจะมีการลุกฮือใหญ่เพียงครั้งเดียว ด้วยการกำหนดว่าจะต้องมีกำลังมวลชน และกำลังติดอาวุธที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเด็ดขาด โดยกำลังมวลชนที่เคยผลัดเปลี่ยนกันมาแสดงพลังนั้นพร้อมใจกันเข้ามาปฏิบัติการพร้อมเพรียงกัน ไม่มียกเว้นเนื่องจากเป็นการลุกฮือเพียงครั้งเดียว หากผิดพลาดไปก็จะไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกเป็นเวลานาน จำนวนที่ต้องการนั้นหากเป็นการเมืองระดับชาติใช้มวลชนนับเป็นล้านคน

สำหรับประเทศไทยควรกำหนดไว้ที่ 2-3 ล้านคน ในระดับภาคควรกำหนดไว้ที่ 3-4 แสนคน ในระดับจังหวัดควรกำหนดไว้ที่ 1-2 แสนคน โดยต้องมีแกนนำและมวลชนกระจายไปทั่วทุกเขต ทุกอำเภอ โดยมีการกำหนดจุดไปบนแผนที่สถานการณ์อย่างแน่ชัดว่า เป็นพื้นที่ฝ่ายเรา พื้นที่ฝ่ายตรงข้าม และพื้นที่ช่วงชิงมวลชน

แนวคิดทางการเมืองที่ผิด

- แนวความคิดทางการเมืองที่ต้องถือว่าเป็นแนวทางที่ผิด จะต้องถูกนำมาวิจารณ์และยุติไม่ให้มีความคิดในกลุ่มแกนนำและมวลชนหลงเหลืออยู่ ได้แก่ ลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวา ลัทธิฉวยโอกาสเอียงซ้าย ลัทธิศักดินาอำมาตย์ ลัทธิทุนนิยมแบบเอารัดเอาเปรียบ และ ลัทธิชักต่างชาติเข้ามาเอารัดเอาเปรียบคนในประเทศ

- ลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาคือ ความเกรงกลัวต่อผู้มีอำนาจ ทำให้เป็นคนยอมจำนนต่อการกดขี่ ขูดรีด

- ลัทธิฉวยโอกาสเอียงซ้ายคือ ความใจร้อน ไม่รอบคอบ ชอบใช้กำลังแบบสุ่มเสี่ยง ไม่พิจารณาปัญหาเชิงรูปธรรมว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร สอดคล้องกับทฤษฎีหรือประวัติศาสตร์หรือไม่

- ลัทธิศักดินาขุนศึกอำมาตย์คือ จิตสำนึกว่ามนุษย์เกิดมาไม่เท่ากัน ชอบให้คนอื่นเป็นผู้รับใช้ของตน หรือ ต่ำกว่าตน เช่น ครูบางแห่งนิยมให้เด็กนักเรียนกล้าแสดงออกด้วยการ นุ่งน้อย ห่มน้อย แต่งหน้า ทาปาก ขึ้นไปเต้นรำหรือร้องเพลงให้ ครู อาจารย์ ได้สนุกสนานในทำนองของนางบำเรอที่มาจัดการแสดงให้กับเหล่าขุนศึกได้เชยชม แทนที่จะส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกซึ่งเหตุผลหรือแสดงออกซึ่งความสามารถทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

- ลัทธิทุนนิยมแบบเอารัดเอาเปรียบคือ การพยายามผูกขาดเศรษฐกิจในระดับต่างๆเพื่อผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น อย่างไม่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมวลชน

- ลัทธิชักต่างชาติเข้ามาเอารัดเอาเปรียบคนในประเทศคือ การพยายามนำทุนผูกขาดจากต่างประเทศเข้ามาครอบงำระบอบเศรษฐกิจของประเทศ หรือของในพื้นที่ปฏิบัติการ

เป้าหมายทางการเมืองเศรษฐกิจและการทหาร

- ทิศทางหรือเป้าหมายทางการเมือง ได้แก่ ด้านเกษตรอุตสาหกรรมที่ทันสมัย อุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ สาธารณูปโภคและโทรคมนาคมเพื่อการติดต่อสื่อสารในระบบดิจิตอล การเงินการธนาคารที่มีช่องว่าง ดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากต่ำ การกระจายทุนและปัจจัยการผลิตไปสู่ประชาชนให้ต้นทุนต่ำที่สุด การกระจายอำนาจทางการเมืองให้ประชาชนเป็นผู้นำพรรคการเมือง การพัฒนาวิทยาศาสตร์อย่างเร่งด่วน การพัฒนา คุณภาพของประชากร การมีรัฐสวัสดิการเหมือนในยุโรปและการมีวัฒนธรรมที่มีประโยชน์ต่อประชาชน

- มีการประกาศให้ทราบว่าประเทศไทยจะมีความเจริญรุ่งเรืองในระยะเวลาอันใกล้เนื่องจาก จะสามารถนำน้ำเข้ามาในภาคอีสาน สร้างท่าเรือนานาชาติและทำแลนด์บริดจ์เชื่อมทะเลอันดามันไปสู่อ่าวไทยหรือลัดเข้าจีนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยรถไฟรางคู่ความเร็วสูง สร้างให้ภาคเหนือและภาคใต้ตอนบนเป็นแหล่งท่องเที่ยว ของภูมิภาค นำเงินที่จะได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้ซึ่งจะกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนทั้งสี่ภาค และนำรายได้จากภาษีนี้มาสร้างรัฐสวัสดิการให้กับทุกกลุ่มอายุ เด็กได้รับการศึกษาฟรีอย่างเต็มที่ วัยรุ่นมีสถานที่พักผ่อนและใช้เวลาว่างที่มีประโยชน์ มีการสร้างงานอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และเกษตร อุตสาหกรรมเพื่อสร้างรายได้ในรอบต่อไป คนเกษียณอายุและคนชรา มีบำนาญเพียงพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเนื่องจากรัฐมีรายได้เพียงพอ จากการที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคทั้งด้านการแพทย์ การขนส่ง และการโทรคมนาคม ความเป็นอยู่ที่ร่มเย็นเป็นสุขนี้ จะเกิดจากการพัฒนาการเมืองด้วยระบอบประชาธิปไตยในพื้นที่ หรือในประเทศไทยเท่านั้น

- กระบวนการสร้างอำนาจให้ประชาชนได้แก่การให้ประชาชนร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำงานร่วมตรวจสอบผลงาน ร่วมรับงานและร่วมรับผิดชอบ

- การปฏิบัติการหรือการทหารเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเมือง เมื่อมีการตกลงทางการเมืองได้ ก็ไม่เกิดสงคราม ถ้าตกลงกันอย่างสันติไม่ได้ก็จำเป็นต้องใช้สงครามตัดสิน ( เคล้าส์ วิทช์) ดังนั้นการเมืองต้องนำ การทหาร จะให้การทหารนำการเมืองไม่ได้ ความสำเร็จทางทหารเพียงเล็กน้อย อาจทำให้งานส่วนรวม เสียหายได้ หากงานการเมืองไม่มีความสมบูรณ์หรือสุกงอมเพียงพอ

- ตัวชี้วัดชัยชนะ มี 4 ประการได้แก่ การสามารถแบ่งแยกมิตร ศัตรูได้ชัดเจน ศัตรูมีการคัดค้านหรือขัดขวาง การกระทำของฝ่ายเราอย่างรุนแรงก่อนพ่ายแพ้ ศัตรูคัดค้านอะไรเราสนับสนุน ศัตรูสนับสนุนอะไรเราคัดค้าน เมื่อศัตรูจับอาวุธไม่มีอันตรายแต่หากศัตรูใช้อุดมการณ์มาต่อสู้จะอันตรายกว่า

- ชัยชนะได้มาจากการรวมกำลังจากทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมปฏิบัติการพร้อมกันให้มากที่สุด ณ เวลาและตำบลที่ต้องการชัยชนะอย่างเด็ดขาดด้วยมวลชนพื้นฐานที่เข้าร่วมจำนวนมหาศาล

- จะรวมกำลังจากมวลชนและประชาชนที่ให้การสนับสนุนนั้นเพื่อชัยชนะนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับการ จัดตั้ง และการสร้างองค์กรรองรับ มากกว่าการเรียกร้องหรือการชุมนุม เมื่อกำลังน้อยกว่าต้องขยายแกนนำ จัดตั้งมวลชนอย่างแน่นแฟ้น มีแกนนำและกลุ่มจำนวนไม่มากแต่มีการสื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว ชัดเจน มีหมายเลข มีเครื่องหมายที่ชัดเจน แกนนำย่อยมีระบบการติดต่อกับศูนย์กลางการบริหารได้อย่างเป็นรูปธรรมและหลากหลายรูปแบบ ศูนย์กลางการบริหารต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและมีการติดต่อกับกับแกนนำระดับล่างตลอดเวลา

- พันธมิตรได้แก่ ชนชั้นกลาง ผู้ประกอบการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ ข้าราชการ ข้าราชการทุกฝ่าย ผู้ประกอบการอาชีพอิสระ รวมถึง พวกผู้ดีและเจ้าขุนมูลนายที่มีหัวก้าวหน้าเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย

- การแบ่งงานกันทำให้แบ่งตามความถนัด ความสามารถและนิสัยใจคอ โดยมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันที่เป็นอุดมการณ์เชิงรูปธรรม

การแก้ปัญหา

- ในการแก้ปัญหาทุกชนิดให้นำวิธีการประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นมาใช้ได้แก่ การอภิปรายกันอย่างมีโครงสร้างที่ดีและครบทุกประเด็นจนเข้าใจกันทุกฝ่ายไม่ละเลยแม้เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่อภิปรายนอกประเด็นและ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่ร่วมประชุมได้พูดและให้ความเห็นในสองด้านเสมอได้แก่ข้อบกพร่องและข้อดีหรือ ผลดี ผลเสียขึ้นอยู่กับหัวข้อการอภิปราย การอภิปรายดังกล่าวต้องมุ่งไปสู่การมีประสิทธิภาพและสมรรถภาพของการปฏิบัติการเสมอในการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ กำหนดเป้าหมายเป็นรูปธรรม 2-3 เรื่องที่หากทำแล้วจะบรรลุสู่ยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ข้างต้น จากเป้าหมายดังกล่าวแต่ละเรื่องกำหนดเป็นกลยุทธหรือกิจกรรม ที่จะต้องทำเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายนั้นซึ่งจะเป็นเรื่องของ คน อุปกรณ์ และ งบประมาณ จากกลยุทธหรือ กิจกรรมต่างๆนั้นกำหนดเป็นรายละเอียดในการดำเนินการย่อยๆ 3-5 รายการต่อกลยุทธต่างๆนั้น และกำหนดให้มีตัวชี้วัดว่า การดำเนินการนั้นประสบความสำเร็จเพราะอะไรที่เป็นรูปธรรมหรือเป็นตัวเลขที่เชื่อถือได้ และสุดท้ายคือ การนำความแตกต่างระหว่าง ผลที่เกิดขึ้นกับเป้าหมายที่วางไว้ มาอภิปรายเพื่อกำหนดเป็น ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายในรอบต่อมา จนกว่าการปฏิบัติการต่างๆจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและยกระดับความสำเร็จขึ้นตลอดเวลาและตลอดไป

- ในการแก้ปัญหาทุกชนิด นอกจากจะอภิปรายดังกล่าวแล้ว จะต้องมีการวิจารณ์ได้แก่การกำหนดว่าเรื่องใด เป็นข้อดีและเรื่องใดเป็นข้อบกพร่องแล้วนำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อหาแนวทางที่ควรจะเดินไปอย่างถูกต้อง การวิจารณ์ดังกล่าวต้องถูกกำกับด้วยแนวทางดังนี้คือ ต้องไม่มีการวิจารณ์ในเรื่องส่วนตัวเพราะไม่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานนอกจากการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น การวิจารณ์นั้นต้องมุ่งสู่ แนวทางประชาธิปไตย แนวทางเพื่อประชาชน แนวทางเพื่อความยุติธรรมและความเสมอภาค มุ่งแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมและ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ แนวทางในการเสริมสร้างประสิทธิภาพและสมรรถภาพในการปฏิบัติงานเท่านั้น

- ในการแก้ปัญหาทุกชนิด จะต้องไม่ใช้การสั่งการ ซึ่งเป็นแนวคิดของเผด็จการในทุกรูปแบบ แต่ต้องเป็นกระบวนการประชาธิปไตยได้แก่ การให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรม มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และใช้การจูงใจโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยการไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้องมากไปกว่าความจริง

- ในการแก้ปัญหาทุกชนิด สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความรู้ที่เท่าเทียมกันระหว่างแกนนำและมวลชน และระหว่าง มวลชนกันเอง ดังนั้นการให้การศึกษาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด

การให้การศึกษาประกอบด้วย ความรู้ ทางการเมือง ประวัติศาสตร์การเมือง สังคมวิทยา กฎหมายทั่วไป กฎหมายรัฐธรรมนูญ การบัญชี การบริหารจัดการ การบริหารยุทธศาสตร์และยุทธวิธีการทำศึกของตะวันออกและตะวันตก

วิถีประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุข(ตอน2):การปฏิวัติสังคม

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
1 กรกฎาคม 2552

การเดินงานด้านการเมือง จะมีสามส่วนคือ แกนนำที่มีวินัย หน่วยปฏิบัติหรือกองทัพ และ แนวร่วม


การปฏิวัติในสังคมต่างๆ

การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสังคมในต่างประเทศแล้วนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย มีความหมายสำคัญทั้งในแง่ที่จะตรวจสอบปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

แนวโน้มโดยสรุปจากประสบการณ์คือ ประวัติศาสตร์จะพัฒนาไป ประชาชนจะมีอำนาจเสมอ ในขณะเดียวกันถ้าสร้างเงื่อนไขชุดเดียวกันซ้ำ ก็จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเช่นกัน เพียงแต่มีรายละเอียดที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่เท่านั้น ผู้ปฏิบัติงานสามารถจำลองแนวคิดดังกล่าวในระดับจังหวัด ตำบลและหมู่บ้านเพื่อจำกัดปัญหาของฝ่ายเรา และขยายผลเงื่อนไขของฝ่ายตรงกันข้าม

อย่างไรก็ตามหากจะสรุปทิศทางความขัดแย้งแล้วจะพบว่า ฝ่ายที่อยู่กับประชาชนเป็นฝ่ายประสบชัยชนะเสมอ หน้าที่ของฝ่ายเราคือการดึงประชาชนมาเป็นน้ำให้กับฝ่ายเราซึ่งเป็นปลาให้ได้มากที่สุด การศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งในตะวันตก และตะวันออกนั้นขอให้ศึกษาจากเอกสารและเวปไซท์ในเรื่องต่อไปนี้

- การปฏิวัติในอังกฤษ
- การประกาศอิสรภาพของสหรัฐ
- การปฏิวัติในฝรั่งเศส
- การปฏิวัติในรัสเซีย
- การปฏิวัติในจีน
- การปฏิวัติในอิหร่าน
- การปฏิวัติในฟิลิปปินส์
- การเมืองในยุโรปเหนือ ได้แก่ สวีเดน นอร์เวย์ และฮอลแลนด์
- วิวัฒนาการของมนุษย์
- ลังกาสุกะ (ปัตตานี) และ ชาวสยาม


ทั้งนี้ควรศึกษาถึงปัจจัย และสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของแต่ละสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่จะทำไปสู่การปฏิวัติสังคม เพราะการทราบสาเหตุ จะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่รุนแรงหรือค่อยเป็นค่อยไปได้อย่างเหมาะสม ในพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งอย่างรุนแรง

การจัดตั้งมวลชนที่เข้มแข็งและการมีหน่วยกำลังที่มีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า มีคุณภาพมากกว่าและทั้งแกนนำ มวลชนตลอดจนหน่วยกำลังมีความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้า คือปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

เป้าหมาย

- เป้าหมายระดับชาติคือมีแนวร่วมพื้นฐานในระดับล้าน หรือ หลายล้านคน และมีกองกำลังประชาชนติดอาวุธที่เข้มแข็งพร้อมเข้าปฏิบัติการในจำนวนที่เหมาะสมโดยมีอาวุธ และเทคโนโลยีที่เหนือกว่า และมีแนวร่วมทางตรงร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ มีการสื่อสารทั่วถึงระหว่างแกนนำและมวลชน ทำการชุมนุมย่อยสะสมกำลังมากกว่าชุมนุมใหญ่เพื่อแสดงพลัง มีระบบสื่อสารที่รวดเร็วและปิดลับระหว่างแกนนำในทุกระดับ เมื่อหมุนเวียนการชุมนุมย่อยจนมั่นใจและได้จำนวนแล้วจึงรุกใหญ่ครั้งเดียว

- เป้าหมายระดับพื้นที่ (3-5 จังหวัด) มีแนวร่วมพื้นฐานในระดับแสนคน และมีกองกำลังประชาชนติดอาวุธที่เข้มแข็งพร้อมเข้าปฏิบัติการจำนวนที่เหมาะสม โดยมีอาวุธและเทคโนโลยีที่เหนือกว่า และมีแนวร่วมทางตรงและทางกลับร้อยละ 25 ของประชากรในพื้นที่ มีการนับจำนวนและแยกประเภทที่แน่นอนลงในแผนที่

- งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยต้องนำไปสู่การปรับปรุงรายได้และสวัสดิการของประชาชนที่เป็นมวลชน โดยเป็นรูปแบบของระบอบประชาธิปไตยรัฐสวัสดิการแบบยุโรปเหนือ ซึ่งขณะนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นสังคมที่น่าอยู่มากที่สุดในโลก

- ทุกสังคมเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เมื่อคนรับเทคโนโลยีใหม่ทำมาหากินจนเป็นการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ก็ใช้วัฒนธรรมและศาสนาที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่นี้นำเศรษฐกิจ จากนั้นเศรษฐกิจ นำการเมือง จบลงด้วยการเมืองนำการทหาร ในขั้นตอนสุดท้าย

- มีสื่อประชาสัมพันธ์ความจริงเข้าถึงอย่างทั่วถึงอย่างน้อยแนวร่วมพื้นฐาน แนวร่วมทางตรงและช่วงชิง

- ยึดแนวทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นกรอบแนวทางที่สำคัญ และเน้นด้านรัฐสวัสดิการเป็นเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึง โดยมีการสร้างขึ้นมาด้วยการปฏิบัติตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมา จนถึงระดับประเทศขึ้นอยู่กับสถานการณ์

- ทำลายความน่าเชื่อถือและกำลังติดอาวุธของฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดเวลา จนสถานการณ์สุกงอมพร้อมต่อการ รุกใหญ่อย่างรวดเร็ว

- หน่วยปฏิบัติการทั้งในส่วนกลาง และในพื้นที่มีการอ่านและจดจำเอกสารฉบับนี้ สามารถอธิบายวิธีการเดินงานมวลชนให้กับแนวร่วมพื้นฐานและแนวร่วมทางตรงได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถคัดเลือกผู้ที่เอาการเอางานที่มีไหวพริบและความเข้าใจในเอกสารนี้อย่างดีเป็นกองกำลังประชาชนได้



ภาค 1 ด้านการเมือง

แนวคิดทั่วไป

- ต้องใช้การเมืองนำการทหารเสมอ ถ้าใช้ทหารนำการเมืองคือความพ่ายแพ้ที่แน่นอน
- เมื่อมีการกดขี่ทางการเมือง การขูดรีดทางเศรษฐกิจที่ไหน จะมีการต่อสู้ที่นั่น
- พึงระลึกว่า ประชาธิปไตยไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอ
- การต่อสู้ทางการเมืองต้องมีกระบวนการต่อสู้ 4 ประการได้แก่ ความเป็นระเบียบ จังหวะก้าวที่พร้อมเพรียงกัน มีหน่วยปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมมีประสิทธิภาพ และ ต้องมีอาวุธที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม


การเดินงานด้านการเมือง

- การเดินงานด้านการเมือง จะมีสามส่วนคือ แกนนำที่มีวินัย หน่วยปฏิบัติหรือกองทัพ และ แนวร่วม
- แกนนำที่มีวินัยจะเกิดเพราะ มีการศึกษาทฤษฎีการเมืองประชาธิปไตยและเชื่อว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่มีข้อยกเว้นในระดับประเทศและในระดับที่หน่วยปฏิบัติการอยู่
- แกนนำที่มีวินัยจะเกิดเพราะ ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ และเข้าใจดีว่าขณะนี้ กลุ่มของตนอยู่ ณ จุดไหนของการต่อสู้นั้น
- แกนนำที่มีวินัยจะเกิดเพราะ มีการวิจารณ์ตัวเอง ได้แก่ การแสดงความบกพร่องของตนต่อเพื่อนในที่เปิดเผยหรือที่ประชุมของประชาชน ในทำนองการปลงอาบัติของพระ แล้วให้คำมั่น หรือสมาทานว่าจะประพฤติตัวใหม่ และ ต้องวิจารณ์ตัวเองได้ว่า มีข้อดีในการปฏิบัติงานอะไรบ้างเพื่อให้คนอื่นๆ ปฏิบัติตาม
- แกนนำที่มีวินัยจะเกิดเพราะ อ่านทฤษฎีและประวัติศาสตร์การต่อสู้ต่างๆจนจำได้เข้าใจแล้วนำไปประเมินผลกับการปฏิบัติจริงว่า จากความจัดเจนในการทำจริงนั้น มีสิ่งใดสอดคล้องหรือ ขัดแย้ง กับทฤษฎีบ้าง จะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ให้เป็นไปตามกรอบทฤษฎีที่ต้องการหรือต้องปรับทฤษฎีใหม่เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป แล้วกำหนดเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป
- แกนนำที่มีวินัยจะเกิดเพราะ แกนนำทุกระดับมีการติดต่อพูดคุยให้ข่าวสารกันอยู่เสมอ แกนนำในระดับย่อย พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกับมวลชนอย่างสม่ำเสมอแล้ว รายงานไปให้แกนนำที่เป็นศูนย์กลางทราบ ตลอดเวลา แกนนำที่เป็นศูนย์กลางไม่ละเลยข้อมูลนั้น ปรึกษาหารือกำหนดแนวทางการทำงานต่าง ๆ แล้วแจ้งกลับลงไปเป็นทอด ๆ จนถึงระดับมวลชน การจับกลุ่มของแกนนำและมวลชน เป็นไปในลักษณะเครือข่าย ไม่ใช่ลักษณะนายกับลูกน้อง
- แกนนำที่มีวินัยจะเกิดเพราะ มีการทำแผนที่สถานการณ์ขึ้นในระดับแกนนำที่เป็นศูนย์กลางแล้ว กำหนดความต้องการข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ กำหนดการปฏิบัติการ กำหนดแกนนำและมวลชนในแต่ละพื้นที่อย่างละเอียด วางระบบการติดต่อสื่อสารไปยังที่ล่างสุดหรือไกลสุด และมีการวางถึงระดับแกนนำที่เป็นศูนย์กลางเพื่อให้ทราบข้อมูลพร้อม ๆ กับแกนนำในระดับพื้นที่เสมอ

- แนวร่วมมีสามประเภทคือ แนวร่วมพื้นฐานได้แก่ผู้ที่มีความขัดแย้งกับกลุ่มอำนาจหลักในพื้นที่นั้นหรือบริบทนั้น แนวร่วมทางตรงได้แก่ผู้ที่เห็นใจและให้การสนับสนุนการดำเนินการของฝ่ายเรา กับแนวร่วมมุมกลับ ได้แก่ กลุ่มที่มีการกระทำเป็นคุณกับฝ่ายเราโดยไม่รู้ตัวเช่น ใช้การกลั่นแกล้งมวลชนทั่วไปแบบเผด็จการ ก็กลายเป็นการผลักดันให้ฝ่ายเราได้เปรียบเป็นต้น
- แนวร่วมพื้นฐานซึ่งมีความขัดแย้งกับกลุ่มอำนาจ (ของลัทธิมาร์กซ์นับเอากรรมกร ชาวนาเท่านั้นซึ่งแคบไป และหากมาใช้ในทุกที่แล้วจะพบว่าในบางสถานการณ์ไม่ใช่กรรมกรและชาวนาที่มีความคับแค้น) จะขยายตัวจากการให้การศึกษาและการติดต่ออย่างใกล้ชิดแบบเครือข่ายและปิดลับแกนนำระดับล่าง จนมีจำนวนมากและมีจังหวะก้าวเท่ากับแกนนำ ความสำเร็จของแนวร่วมพื้นฐานคือการกล้าออกมาต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว และมีจำนวนเป็นล้านคน หากไม่มีพอยังไม่เคลื่อนไหวขั้นแตกหัก ต้องรอให้มวลชนตัดสินใจเอง
- แนวร่วมทางตรงคือผู้ให้การสนับสนุน ด้วยความเห็นใจและกำลังแรงกำลังทรัพย์ แต่ยังไม่มีความเด็ดเดี่ยว พอที่จะร่วมปฏิบัติการ แนวร่วมทางตรงเป็นกลุ่มเปิดเผย มีการขยายตัวจากการได้รับการศึกษาและการร่วมงานกับแกนนำระดับต่างๆอย่างใกล้ชิด
- แนวร่วมมุมกลับ อาจเกิดจากความไร้เดียงสา หรือความโหดร้ายของฝ่ายเผด็จการ หรือความขัดแย้งกันเองระหว่างกันของกลุ่มเผด็จการทำให้ประชาชนหันมาเป็นแนวร่วมของฝ่ายเรามากขึ้น ปกติการเกิดแนวร่วมมุมกลับจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเราเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นถ้าหากเห็นว่าคู่ขัดแย้งพยายามกระทำการที่โหดร้าย หรือ หลงระเริงในอำนาจกอบโกยผลประโยชน์อย่างไม่หยุดยั้งฝ่ายเราก็ควรส่งเสริมให้ฝ่ายมีอำนาจนั้นได้กระทำการเช่นนั้นอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลร้ายต่อฝ่ายคู่ขัดแย้งนั้นเอง อย่างไรก็ตามฝ่ายเราก็จะยังคงคัดค้านการกระทำของคู่ขัดแย้งอย่างเข้มแข็งต่อไปเพื่อชี้ให้ฝ่ายที่ยังไม่ตัดสินใจได้เข้ามาร่วมกับฝ่ายเรามากขึ้น
- หน่วยปฏิบัติการหรือกองกำลัง ได้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มงวดและมีประวัติการถูกกระทำอย่างโหดร้ายจากฝ่ายเผด็จการ ถึงกระนั้นก็ต้องระวังแผนวัสสการพราหมณ์หรือบังทองให้จงดี
- หน่วยปฏิบัติการหรือกองกำลังทุกคนต้องมีความชำนาญในทฤษฎีทางการเมืองและกลยุทธในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มขัน สามารถตัดสินใจอย่างเป็นอิสระเพื่อให้ส่วนรวมได้เปรียบทางการเมือง มีเครื่องมือสำหรับการติดต่อสื่อสารอย่างครบถ้วนทุกชุดย่อย มีผู้สั่งการที่แน่ชัด
- หน่วยปฏิบัติการหรือกองกำลังทุกคนได้รับการฝึกงานในหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเมื่อเทียบกับหน่วยปฏิบัติการหรือกองกำลังของคู่แข่งขันที่จะเผชิญหน้ากันแล้ว ต้องมีขีดความสามารถ คนต่อคนสูงกว่า เสมอ
- หน่วยปฏิบัติการหรือกองกำลัง ต้องได้รับมอบเครื่องมือ และอุปกรณ์ทุกชนิดที่ได้เปรียบเมื่อเทียบกับ หน่วยปฏิบัติการหรือกองกำลังของคู่แข่งขันที่จะเข้าปฏิบัติการกับฝ่ายเราเสมอไม่มีข้อยกเว้น หากไม่มีเครื่องมือพอจะต้องไม่ริเริ่มจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการหรือกองกำลังนั้น ผู้เข้าไปจัดตั้งต้องระลึกถึงเงื่อนไขนี้เสมอ

วิถีประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุข(1):สงครามประชาชน สงครามปฏิวัติ

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
1 กรกฎาคม 2552

กล่าวนำ

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลไปสู่ความลำบากยากแค้นของประชาชนในทุกแห่งของโลก ในบางแห่งถึงขนาดทำให้ประชาชนผู้ถูกปกครองไม่ยอมให้ปกครอง หรือเกิดสงครามประชาชนตลอดจนการปฏิวัตินั้น สรุปได้ว่า เกิดจากการกดขี่ทางการเมืองและการขูดรีดทางเศรษฐกิจจากเผด็จการในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นบุคคลและหมู่คณะ ตั้งแต่ผู้นำเผด็จการเพียงคนเดียว ไปจนถึงพรรคการเมืองที่ซื้อเสียง แสวงหาอำนาจด้วยวิธีการฉ้อฉล ลวงโลก คดโกงและติดสินบน


แนวทางที่จะนำความสงบ สันติมาสู่สังคมได้มีวิธีการเดียวคือ ประชาชนเกิดการเรียนรู้ และตระหนักถึงอำนาจของตนเอง เกิดรู้ความจริงว่า เสรีภาพและเงินทองที่เป็นของตนนั้น โดนกลุ่มเผด็จการ แย่งชิง หรือหลอกลวงไปเป็นของตนอยู่ตลอดมา

การตระหนักถึงอำนาจและความจริงนั้น ต้องมากพอที่จะเกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยต้องมีประชาชนที่พร้อมเข้ามีส่วนร่วมในการทำให้สังคมให้เป็นประชาธิปไตยจำนวนเป็นล้านคน และมีผู้สนับสนุนเป็นแนวร่วมอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของประชากรในประเทศ

แนวทางนี้ต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มเผด็จการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น พรรคนาซี พรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต พรรคการเมืองที่มุ่งซื้อสิทธิขายเสียง กลุ่มข้าราชการที่ต้องการรักษาอำนาจของกลุ่มตน แม้แต่องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรช่วยเหลือจากนานาชาติ เพราะ ประชาชนเท่านั้น ที่จะไม่กดขี่ประชาชนด้วยกันเอง ถ้าประชาชนนั้นได้รับการฝึกฝนในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นแล้วเป็นอย่างดี

แนวทางที่ได้เสนอนี้เป็นการเขียนในหลักการกว้างๆ สำหรับทุกกลุ่มสังคม ทุกกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่กำลังทหาร กำลังกึ่งทหาร กำลังประชาชน กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน พรรคการเมือง สมาคม ชมรม หรือแม้แต่องค์กรศาสนาที่มีพื้นฐานคำสอนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างดีที่สุด และ กรณีประเทศไทยซึ่งมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข วิธีการทางประชาธิปไตย ก็จะเป็นการยึดระบบรัฐสภาเป็นสำคัญ กระบวนการ แนวคิดต่างๆ ในเอกสารนี้จะตั้งอยู่บนหลักการนี้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามเอกสารนี้ก็ได้มีการกล่าวถึงการใช้กองกำลังในการทำศึกไว้ด้วย รวมถึงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีทางทหารต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์เป็น แนวทางการขยายแนวร่วมมวลชน การสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการใช้กำลังในกรณีเกิดความไม่สงบและแตกแยกในสังคมขนาดต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน จริงๆด้วย

ในการนำเสนอจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนด้านการเมือง และด้านการทหาร สุดแต่จะนำไปใช้ประโยชน์ ในลักษณะใด การนำเสนอบางครั้งจะเป็นเพียงหัวข้อ หรือประเด็นเท่านั้นผู้ที่สนใจด้านการเมืองมาแล้วควรที่จะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

แหล่งที่มาของความคิดในเอกสารฉบับนี้ นอกจากจะมีปรัชญาประชาธิปไตยของนักการเมืองจากตะวันตกที่เป็นนักคิดสำคัญแล้ว ยังได้ลงรายละเอียดถึงการสร้างการเคลื่อนไหวมวลชนผ่านกลุ่มแกนนำแบบพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย ซึ่งก็ได้ทำการดัดแปลงบ้างเล็กน้อยให้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นขึ้น

ทั้งนี้ยังคงแนวคิดด้านประชาธิปไตยแบบตะวันตกโดยเฉพาะของ ยัง ยาค รุสโซ ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ก็เพราะในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์นั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในได้นำมาใช้อย่างกว้างขวางและได้ผลดี เป็นผลให้ชนะสงครามคอมมิวนิสต์ในที่สุด

แนวความคิดหลัก ๆ ในเอกสารฉบับนี้จึงอยู่ในกรอบของ กอ.รมน. ในยุคต่อสู้ให้ชนะคอมมิวนิสต์ด้วยการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมขึ้น ดังนั้นขอให้ท่านผู้ศึกษาอ่าน คำสั่ง สร.ที่66/2523 และ 65/2525 ที่เป็นต้นแบบของการปฏิบัติงานด้วย จึงจะเข้าใจอย่างครบถ้วน

นอกจากนั้นเป็นบางส่วนจาก คติพจน์ และ นิพนธ์ด้านการทหาร ของเหมาเจ๋อตุง เพื่อให้การปฏิบัติการงานมวลชนมีความกระชับ แม่นยำ ไม่หละหลวม และ นำไปสู่ชัยชนะในที่สุด

วัตถุประสงค์เฉพาะ

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำไปใช้ในพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองและการทหารสูง เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าความขัดแย้งนั้นมีต้นเหตุจากความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจทางการเมือง ผลประโยชน์ขัดกันทางเศรษฐกิจ โดยนำเรื่องของอุดมการณ์ ศาสนาและชาติพันธุ์มาเป็นข้ออ้างในการแสวงหาแนวร่วมและการใช้กำลัง ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสถาปนาประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันด้วยวิถีทางประชาธิปไตยในพื้นที่ได้ แผ่นดินที่ลุกเป็นไฟก็จะกลับมาสู่ความสงบร่มเย็นได้

เนื่องจากเอกสารฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้มีลักษณะทั่วไป สามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ทุกพื้นที่และเวลา ดังนั้น จึงได้นำเสนอครอบคลุมทุกเรื่อง ทุกด้าน ทั้งการเมืองและการทหาร สำหรับในกรณีที่พื้นที่เป้าหมายนั้นถูกครอบครองหรือปลดปล่อยโดยกลุ่มที่แข่งขัน ขัดแย้งหรือทำสงครามด้วย ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง

ดังนั้นการกำหนดให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่แข่งขัน คู่ขัดแย้ง ฝ่ายตรงข้าม หรือ ศัตรู ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ทั้งนี้ยังคงหมายถึงกลุ่มเดียวกันที่ได้ต่อสู้กับ ฝ่ายเรานั่นเอง

สำหรับขอบเขตความกว้างขวางก็ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบลในสนามขึ้นไปจนถึงระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม จะพยายามให้เป็นขอบข่ายระดับกลุ่มจังหวัดหรือเป็นภาค ซึ่งจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับ

ในกรณีที่นำไปใช้ในด้านการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการแข่งขันทางการเมือง หรือการบริหารจัดการใด ๆ ก็สามารถ ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยการปรับปรุงนิยามเพียงเล็กน้อย แต่วิธีการดำเนินการและปรัชญาประชาธิปไตยนั้นยังคงเป็นเช่นเดิม

หลักการประชาธิปไตยและปรัชญาทางการเมือง ในเรื่องต่อไปนี้จะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ มีปรากฏอยู่ในเอกสารและในเวปไซท์ต่าง ๆ แล้ว

- หลักการประชาธิปไตย
- หลักการประชาธิปไตยของ จอห์น ล๊อค
- หลักการประชาธิปไตยของ ยัง ยาค รุสโซ
- หลักการประชาธิปไตยใน แมกนาคาตา ของอังกฤษ
- หลักการประชาธิปไตยใน ปฏิวัติฝรั่งเศส
- หลักการประชาธิปไตยใน การประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา
- หลักการประชาธิปไตยใน สหรัฐอเมริกา
- หลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นลายลักษณ์อักษร แบบสวีเดน ญี่ปุ่น
- หลักการรัฐสวัสดิการ


โดยสรุปแล้ว การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนมีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยมาก และในระยะเวลาไม่นานนัก การนำวิธีการประชาธิปไตยทางตรงให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในทุกกิจการจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้นประชาชนก็จะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของตนอย่างสมบูรณ์โดยไม่สามารถมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาอ้างความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจนั้นแทนประชาชนได้

ดังนั้น การวางรากฐานประชาธิปไตยและการนำเทคโนโลยีต่างๆ เช่นการลงประชามติผ่านอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์มาใช้อย่างกว้างขวางจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในปัจจุบัน

Wednesday, July 1, 2009

ก้าวไม่พ้นตัวเอง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปัญหาวังวนของการเมืองประชาธิปไตยที่ไม่มีวันจบและนับวันปัญหาจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเพราะ...เรายังก้าวข้ามไม่พ้นวังวนเดิมที่ไม่ได้มองตัวตนของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยจรงิเพียงแต่เอาการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นตัวประกันเท่านั้นเองแต่ความจริงใจที่จะต่อสู้ตามแนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยังไม่ได้เกิดจากความจริงใจของฝ่ายที่ต่อสู้กันการต่อสู้ทางการเมืองจึงยังวนเวียนอยู่ที่เดิมเหมือนตอนเริ่มแรกฝ่ายทักษิณเองนั้นอ้างประชาธิปไตยเป็นฉากบังหน้า หาและฉวยโอกาสเอาระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาเป็นตัวประกัน การต่อสู้ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเอาประชาชนเป็นฐานส่วนฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ ก็ยังไม่มีความจริงใจกับระบอบประชาธิปไตยจริงยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ พรรคประชาธิปัตย์ความพยายามในการเปลี่ยนขั้วการเมืองมาเป็นรัฐบาล โดยอาศัยตัวช่วยมากมายมหาศาล แต่ไม่มีความจริงใจกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย

แท้จริงเลยเพราะเคยทำหลายอย่างที่คนรักและเสื่อมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเขาไม่ทำกัน อย่างเช่นเล่นการเมืองนอกสภา ในขณะที่ตัวเองสามารถจะเล่นในสภาให้สมภาคภูมิได้ สมัยที่เป็นฝ่ายค้านส่วนคนอื่นๆ หรือฝ่ายอื่นๆ ก็คิดเพียงแค่จะทำลายทักษิณพยายามทุกวิถีทางที่จะขจัดทักษิณออกจากวงจรการเมืองให้ได้ จะด้วยเหตุและวิธีการใดก็ตามนี่คือเรื่องจริง ความจริงที่เกิดขึ้นในการเมืองประชาธิปไตยประเทศไทยที่ทั้ง 2 ฝ่ายที่ต่อสู้กันทางการเมืองยังไม่มีความจริงใจกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงต่างฝ่ายต่างเล่นการเมืองกันบนเวทีประชาธิปไตยเท่านั้นแล้วประเทศไทยจะหาทางออกหรือแก้ปัญหาความสามัคคีและสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?เพราะต่างฝ่ายต่างคิดเพื่อผลได้ของตัวเองเป็นหลักไม่ใช่ผลได้ที่จะเกิดกับระบอบการเมืองประชาธิปไตยไม่ใช่ผลได้ที่จะเกิดกับคนส่วนรวมของประเทศปัญหาของประเทศไทยวันนี้จึงมาลงตรงที่ว่า...เรายังก้าวไม่พ้น ทักษิณ ชินวัตรเพราะต่างฝ่ายต่างก็อ้างทักษิณเป็นปัญหาใหญ่แต่ว่าไม่มีใครพิจารณาตัวเองอย่างถ่องแท้เลยว่าจริงๆ แล้ว…พวกท่านยังก้าวไม่พ้นกิเลส ตัณหาและผลประโยชน์ของตัวเองเลยแล้วจะไปแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศร่วมกันได้อย่างไรเล่า?ฝากเป็นการบ้านไปช่วยกันคิดทีเถอะครับ ■