WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 3, 2009

ไชยันต์ รัชชกูล:‘24 มิถุนา’ หนังเรื่องThe Empire Strikes back

ที่มา Thai E-News

โดย รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
3 กรกฎาคม 2552

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475 คือ “The Empire Strikes back” เป็นความพยายามที่ชิงอำนาจกลับไป.. โครงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากปี 2475 เป็นต้นมา คือการชักกะเย่อกันไปกันมา ระหว่างฝ่ายเพื่ออำนาจของราษฎร กับฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมก่อนปี 2475

เมื่อวันที่ 8 เมษาฯที่ผ่านมานี้ พรรคพวกเพื่อนฝูงบอกว่า อย่าไปชุมนุมกับเขาเลย ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ผมมีของดีประจำตัว ก็หลวงพ่อโกยไง หลังวันที่ 14 เมษาฯ มีคำถามว่า ฝ่ายคนเสื้อแดงแพ้ใช่ไหม ผมไม่รู้ว่าแพ้หรือเปล่า แต่ยังสู้ไม่ได้ เปรียบเทียบกับเกมไพ่ โปกเกอร์ หรือ เผ หรือเก้าเก ก็ได้ มันเหมือนกับ เรายอมเกลงไปขอดูไพ่ในมือคู่ต่อสู้ว่ามีอะไรบ้าง ฝ่ายโน้นหงายออกมาหมดเลย ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น



หมายเหตุไทยอีนิวส์:ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรม ”วันชาติ” และสืบทอดประวัติศาสตร์เพื่อประชาธิปไตยขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา และจัดเสวนาเรื่อง" วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตประชาธิปไตย :อนาคตสังคมไทย"( ดูรายละเอียดที่นี่ )วิทยากรท่านหนึ่งคือรศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ได้กล่าวอภิปรายไว้อย่างแหลมคมน่าสนใจ จึงนำมานำเสนอดังต่อไปนี้


ผมฟังคุณชำนาญ จันทร์เรือง อ่านคำประกาศ คณะราษฎรแล้วรู้สึกกินใจในเนื้อความนั้น ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะราบเรียบ น่าเสียดายที่เราไม่มีการบันทึกเสียงในวันที่ ’24 มิถุนา’ ไว้ การประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอ่านตรงลานพระบรมรูปทรงม้า อย่าว่าแต่จะออกอากาศไปไกลๆเลย ไมโครโฟนมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่อ่านให้ผู้ที่อยู่แถวนั้นได้ฟัง คนบางเขนยังไม่รู้ ไม่ต้องไปพูดถึงคนเชียงใหม่ เพียงข้ามไปตลิ่งชัน ก็ยังไม่รู้ทันทีเลย สมมุติว่าเราอยากจะเปลี่ยนมูลฐานของรัฐในสมัยนี้ ด้วยรูปแบบนั้น ก็คงอ่านให้คนขายผลไม้รถเข็นฟัง

77 ปีให้หลัง ความพยายามเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยเป็นอย่างไร?

ไม่ใช่เพียงรู้กันว่าใครเลือดสีอะไรเท่านั้น การรับรู้และความต้องการอยู่ในระดับหมู่บ้านทั่วประเทศเลย ไม่ใช่เฉพาะจุดอย่างแต่ก่อน ยกตัวอย่าง กรณี ‘14 ตุลา’ คนที่เกี่ยวข้องอยู่แถวไหนกันบ้าง? แถวท่าพระจันทร์ แถวบางเขน แถวสามย่าน

คนชัยนาทไม่ได้เกี่ยวข้องหรอก คนในเชียงใหม่มีส่วนนิดหน่อย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัย ส่วนที่ขอนแก่นไม่ทราบเรื่องนี้นัก กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ ‘14 ตุลา’ เป็นนักคึกษา

เรื่องนี้คงจะไม่เป็นประเด็นขึ้นมาเลย ถ้าไม่ได้มาเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่สนใจและเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองตอนนี้ ความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับการบ้าน การเมืองบ้างใน พ.ศ.2552 เป็นอย่างไร เมื่อเปรียบกับปี 2475 และ ปี 2516

77 ปี ผ่านไป ทุกกลุ่มคน ทุกพื้นที่ ทั่วทุกหย่อมหญ้าเปลี่ยนแปลงความสำนึกทางการเมืองไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ขอตั้งคำถามกับพวกนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ชอบพูดว่าการเปลี่ยนแปลงปี 2475 เร็วเกินไป คนยังไม่พร้อม แล้วตอนนี้ล่ะยังเร็วไปไหม?

สังคมไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยหรือ?

77 ปี ผ่านไป พวกนี้ยังดูถูกชาวบ้านเหมือนเดิม แต่ด้วยศัพท์แสงที่เปลี่ยนไป เช่น แทนที่จะว่าประชาชนยังไม่มีการศึกษา ก็ว่าไม่ได้รับรู้ข้อมูลรอบด้านบ้าง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของนักการเมืองบ้าง ขายสิทธิขายเสียงบ้าง

พวกผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ก็ยังพูดกันอยู่ว่า ยังไม่พร้อม หรือมาด้วยศัพท์ ฟังดูหรูว่า ไม่สอดคล้องวัฒนธรรมไทย แล้วคนสกลนครล่ะ? ยังถูกกล่าวหาว่า ขายเสียงกันหรือเปล่า

พวกเสนาขี้ข้าอำมาตย์ พูดขาวเป็นดำ ซึ่งก็มีมาตั้งแต่สมัย 2475 เรื่อยมา พวกปราชญ์ประจำแผ่นดินพวกนี้ปราดเปรื่องนักหรือ? ตะแบงตั้งคำถามตั้งแต่ทักษิณยังอยู่ แถมมีพวกฝ่ายซ้ายที่เคยเข้าป่าชูธงแดง ทำไมสวนกระแสมหาประชาชน พวกเอ็นจีโอบางกลุ่มก็พาลพาโลไปกับเขาด้วย ใช้หลักคิดอะไรไม่ทราบ ช่วยให้วิทยาทานหน่อย

ลองย้อนกลับไปดู สมัย ‘14 ตุลา’ ตอนนั้นผู้นำนักศึกษายิ่งใหญ่มาก แต่ตอนนี้ผมไม่เกรงใจคนเหล่านี้ที่ผมเคยนับถือแล้ว มึงกับกูขาดกันแล้ว พวกนี้บางคนไปประเทศฝรั่งเศส แล้วไปเถียงกับอาจารย์ปรีดีว่า ไอ้ 2475 ไม่ใช่การปฏิวัติ (ผมไม่ได้อยู่ในที่นั้น ได้มารับการบอกเล่าภายหลัง) เพราะไม่มีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์การผลิต ไปโน่น

พวกนี้คิดว่าเขาติดอาวุธทางปัญญา แต่ระดับไหนไม่ทราบ? เขาคิดว่าเขาอิงความคิดกับศาสดาใหญ่ แต่ความจริงเป็นพวกครึ่งๆกลางๆ รู้หรือไม่ว่าศาสดาที่เขาน่าจะนำมาคิดต่อน่ะเคยว่าไว้อย่างไร ปรมาจารย์ใหญ่เลยเคยให้ข้อคิดว่า “เวลาต่อสู้ ต้องปรับยุทธวิธีให้เหมาะกับพละกำลังที่เรามี”

อย่างคณะราษฎรจะไปตั้งเวทีอภิปรายสนามหลวงหรือ? อาจารย์ปรีดีเขียนบันทึกไว้ว่า แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองยังบอกภรรยาไม่ได้ ต้องเก็บความลับไว้อย่างยิ่งยวด การวางแผนมีการเปลี่ยนวันหลายครั้ง คิดจะไปให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือ? สติดีหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้น ต้องจัดยุทธวิธีให้เหมาะสมกับกำลังของเรา พร้อมๆกับคิดถึงกำลังของฝ่ายตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงปี 2475 ไม่ได้เกี่ยวกับมวลชน ไม่มีการนองเลือด ไม่มีความปั่นป่วนนั้นรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว ไม่เข้าคำนิยามการปฏิวัติ

ความสำคัญอยู่ที่ ’24 มิถุนายน 2475’ เป็นการเปลี่ยนมูลฐานของรัฐอย่างสำคัญจริงๆ แม้ว่า ชื่อประเทศไทย จะไม่ได้เปลี่ยนไป เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความนิยม มีหลายกรณีที่ชื่อประเทศระบุลักษณะและรูปแบบของรัฐ เช่น ประเทศอิหร่านที่กำลังวุ่นวายตอนนี้มีชื่อว่า Islamic Republic of Iran ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการปกครองที่ไม่ใช่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างที่เคยเป็นในสมัยพระเจ้าชาห์แล้ว ยังประกาศเจตนารมณ์อีกด้วยว่า ระบบกฎหมายยึดถือหลักคำสอนของอิสลาม

แต่ยังไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่นำชื่อประเทศตัวเองว่า Buddhist Republic ตัวอย่างอื่นๆก็เช่น จีน ลาว ใช้ชื่อทางการว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชนลาว มาเลเซียเรียกตัวเองว่า สหพันธ์รัฐมาเลเซีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชื่อประเทศจะบอกถึงสถานะของรัฐเสมอไป ของเราก็เรียกว่า Kingdom of Siam, Kingdom of Thailand กันเรื่อยมา

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475 คือ “The Empire Strikes back” เป็นความพยายามที่ชิงอำนาจกลับไป หนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เขียนโดยนักรัฐศาสตร์บ้าง นักประวัติศาสตร์บ้าง ชอบยกข้อมูลว่าประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ มีรัฐประหารกี่ครั้ง มีนายกรัฐมนตรีกี่คน ใครบ้าง ฯลฯ แถมบางคนยังทำเป็นสถิติให้ดูอีกว่ามีค่าเฉลี่ยเท่าไร อ่านแล้วเวียนหัว ไม่รู้ว่าจะบอกว่าอะไร ผมว่าเอาง่ายๆดีกว่า โครงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากปี 2475 เป็นต้นมา คือการชักกะเย่อกันไปกันมา ระหว่างฝ่ายเพื่ออำนาจของราษฎร กับฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมก่อนปี 2475


ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมรู้ว่าเสียท่าไป ก็พยายามเอาอำนาจคืน ซึ่งก็สามารถตีกลับได้ทันทีตั้งแต่ปี 2476 แต่ฝ่ายเพื่ออำนาจของราษฎรก็ชิงกลับมาได้บ้าง ต้องยอมราข้อบ้าง รุกบ้าง รับบ้าง ฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมก็พยายามสะสมกำลัง หาพวกเพิ่ม คอยเตะตัดขาอีกฝ่ายหนึ่ง จนได้คืนกลับไปในปี 2500 สมัยสฤษดิ์ สืบต่อตามด้วยถนอม/ประภาส แนวเรื่อง ช่วงเวลา ตัวละคร ผู้เล่น อาจจะผันแปรไปบ้าง แต่ภาพรวมไม่เปลี่ยน ถ้าเปรียบกับดูหนัง ต่อให้ไปเข้าห้องน้ำ กลับมาก็ยังตามเรื่องได้

เรื่องนี้คือเรื่อง The Empire Strikes Back ซึ่งเห็นชัดเจนมากในช่วงปี 2516- 2519 เพราะเป็นช่วงสั้นๆ พลังที่จะเสริมอำนาจราษฎรอยู่เพียง 3 ปี ก็ถูกอำนาจตามประเพณีแย่งกลับไปอีก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสมัยร่วมสมัยของเรา สำหรับคนที่อยู่ในห้องประชุมนี้ก็รับทราบกันดี ในส่วนเฉพาะดำเนินไปตามโครงเรื่องใหญ่นี้ อาจจะเปลี่ยนผู้แสดงบ้าง พระเอกกลายเป็นตัวโกงบ้าง ตัวโกงกลับมาเป็นพระเอกบ้าง บางครั้งผู้คนที่อยู่ในยุทธหัตถีเองก็ตะลุมบอนจนไม่รู้ตัวเองว่าใครอยู่ข้างไหนบ้าง สลับข้างไปมาบ้าง ฯลฯ แต่เหล่านี้เป็นรายละเอียดทำนองเดียวกับที่เรียกในภาษาดนตรีว่า Variations on a theme

ลองเปรียบเทียบการทำรัฐประหารล้มชาติชาย กับล้มทักษิณ ถ้าเป็นนิยายมันเหมือนผู้ประพันธ์เอาเรื่องเก่ามาทำรีไซเคิล สำนวน “บุ๊ฟเฟ่ต์ คาบิเนต” มาเป็น “ทักษิณ โกงกิน ขายชาติ” มันเพียงเปลี่ยนชื่อตัวละคร ผมไม่ได้หมายความว่าไม่มีการทุจริต ตรงกันข้าม ผมขอเสนอเป็นสโลแกนประจำราชอาณาจักรไทยเลยก็ได้ว่า “ที่ใดมีการจัดซื้อจัดจ้าง ที่นั่นมีการฉ้อราษฎรบังหลวง” โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำรัฐประหารนั้น ไม่ได้น้อยหน้าใครในเรื่องนี้

แน่นอนที่เขาไม่สามารถกำหนดให้การปกครองเป็นแบบก่อน 2475 ได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัยและกระแส ทั้งจะลบชัยชนะของฝ่ายราษฎรให้สูญไปหมดก็ไม่ได้ ฝ่ายอำนาจตามประเพณีพยายามรุกชิงแนวรบด้านความคิด ความเชื่อ และแทรกซึมไปยังวงการต่างๆ

ยิ่งที่ที่เคยเป็นป้อมปราการเพื่อราษฎรยิ่งต้องเข้าไปยึดครอง เช่น ตอนนี้ใครเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์? อธิการบดีสีอะไร? ความจริงก็ไม่ใช่เฉพาะธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไหนๆก็คล้ายๆกัน ช่วง ‘14 ตุลา’ – ‘6 ตุลา’ Hope อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่สมัยนี้ Hopeless

เมื่อเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผมโหวตให้พรรคพลังประชาชนซึ่งตอนนั้นสมัคร เป็นหัวหน้าพรรค พวกนักวิชาการแถวนี้เห็นว่าผมหลงทักษิณจนไม่เข้าใจจริยธรรมทางการเมือง ผมว่า ถ้าอย่างนั้น ความหมายของจริยธรรมของมึงกับของกู มันไม่เหมือนกันแล้ว ผมไม่ใช่แฟนทักษิณ ขอนอกเรื่องหน่อย ผมว่าทักษิณควรลาออก ในกรณีกรือเซะ และตากใบ ยิ่งมาถึงตอนนี้ทักษิณไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหัวใจอยู่ที่พลังประชาธิปไตยต้องดึงกลับมา เหมือนกับสมัย ‘14 ตุลา’ เหมือนกับคณะราษฎรที่ได้ทำให้เกิดขึ้น


เปรียบการเมืองกับการเล่นไพ่

เมื่อวันที่ 8 เมษาฯนี้ พรรคพวกเพื่อนฝูงบอกว่าอย่าไปชุมนุมกับเขาเลย ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ผมมีของดีประจำตัว ก็หลวงพ่อโกยไง หลังวันที่ 14 เมษาฯ มีคำถามว่า ฝ่ายคนเสื้อแดงแพ้ใช่ไหม ผมไม่รู้ว่าแพ้หรือเปล่า แต่ยังสู้ไม่ได้ เปรียบเทียบกับเกมไพ่ โปกเกอร์ หรือ เผ หรือเก้าเก ก็ได้ มันเหมือนกับ เรายอมเกลงไปขอดูไพ่ในมือคู่ต่อสู้ว่ามีอะไรบ้าง ฝ่ายโน้นหงายออกมาหมดเลย ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น ถามว่าสู้ได้ไหม ก็ยังสู้ไม่ได้

เมื่อสมัยหลัง ‘6 ตุลา’ มีการชูคำขวัญจากฝ่ายซ้ายว่า เป็นการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่จริงๆแล้วหมายความว่าอย่างไร มันหมายถึง การต่อสู้ทางอาวุธเท่านั้นเอง ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจข้ามคนล้ม แต่ยกขึ้นมาเพื่อถกเถียงให้เห็นประเด็น

ผมเคยอ่านพบในเว็บไซด์ว่า มีบางคนเสนอจะสู้ทางอาวุธ ผมว่าอย่าเอาเรื่องนี้มาพูดเป็นเล่น ไม่มีประเทศใดๆที่ต่อให้เป็นประชาธิปไตยขนาดไหน ก็จะยอมให้ฝ่ายค้านมีอาวุธได้ เขายอมให้ต่อสู้ได้ในทุกแนวรบ ยกเว้นการใช้กำลัง ประเทศที่ยึดถือหลักการประชาธิปไตย ให้มีองค์กรรวมตัวกันได้ ให้มีวิทยุ โทรทัศน์หนังสือพิมพ์ของตัวเองได้ ให้สิทธิ เสรีภาพมากมาย ยกเว้นอย่างเดียวคือจะให้มีกำลังทหารได้ ดังนั้น Option ที่ให้มีประชาธิปไตยด้วยการต่อสู้ทางอาวุธไม่มีครับ และก็ไม่ควรให้เป็นแบบนั้น

แต่ก่อน ผมไม่ค่อยชอบที่แปล bureaucratic polity ว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย แต่ตอนนี้ชอบมาก เจ๋ง ขอคารวะผู้แปล bureaucratic polity เป็นระบบในประเทศด้อยพัฒนาหลายประเทศ สำหรับของไทยในช่วงหลังมานี้เป็นประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตยนี้ก็ดี และก็เข้าใจกันกว้างขวาง ระบอบนี้ต่อสู้ทุกรูปแบบจริงๆ รวมๆหลายแนวรบแล้วทางฝ่ายราษฎรและแนวร่วมของราษฎรจะสู้ได้หรือ? ทางการบริหารราชการแผ่นดินสู้เขาได้หรือ? ทางเศรษฐกิจสู้เขาได้หรือ?

ฝ่ายโน้นสู้ทุกแนวรบ ทางรัฐสภาเขาก็มีพรรคการเมืองเก่าแก่คอยสนับสนุน ทางมวลชนเขาก็มี ก่อนหน้าจะใช้พวกเสื้อเหลือง เขาเคยมีลูกเสือชาวบ้าน นวพล ทางสื่อก็เห็นๆกันอยู่ ใส่หูใส่ตากันทุกวัน จอมปลวกก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิไปได้ ทางกฎหมายลายลักษณ์เขาก็ได้เปรียบ พวกตีความกฎหมายก็พวกเขาอีก พวกตัดสินตามกฎหมายยิ่งประจำท้องพระโรงเลย ทางทหารไม่ต้องพูดถึง เป็นกำลังชี้ขาดในการต่อสู้ ไม่ใช่เพียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับฝ่ายอำมาตย์เท่านั้น แต่เป็นแกนหนึ่งเลย ระบอบอำมาตยาธิปไตยนี้แข็งแรงมาก เมื่อก่อนฝ่ายนี้ยกทักษิณให้ เป็นระบอบไปด้วย ให้เกียรติมาก แต่ตอนนี้แค่ passport ก็เกือบไม่มี

คนที่บ่นว่า สังคมไทยมีสองมาตรฐาน ขอโทษ มึงไม่รู้เหรอ เป็นอย่างนี้มานานแล้ว สังคมไทยมีสองมาตรฐาน คนเป็นไพร่ก็ต้องเป็นไพร่อยู่วันยังค่ำ มีศัพท์คำว่าชนชั้นกลางใหม่ ผมว่าทะแม่งๆ ชนชั้นกลางในสังคมไทยเป็นชนชั้นใหม่ทั้งชนชั้น ที่น่าสนใจกว่าคือ เราน่าจะยังถือว่าเราเป็นไพร่อยู่ น่าจะเรียกได้ว่า ‘ไพร่ใหม่’ นี่เป็นความเป็นจริงในราชอาณาจักรนี้


ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นเช่นนี้ และมันถือว่าเป็นธรรมดาของสังคมไทย อยากจะให้สังคมไทยมีมาตรฐานที่ไม่ลักหลั่น เสมอหน้า และเสมอต้นเสมอปลาย ก็ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้สังคมไทยเป็นอย่างนี้ อย่างที่คณะราษฎรได้พยายามเริ่มไว้ คนรุ่นหลังก็ต้องรับไม้ผลัดมาวิ่งกันต่อไป

ขอสารภาพว่าผมเองจิตตกตั้งแต่ เดือนเมษาฯ เซ็งกับชีวิต จนเลือกตั้งที่สกลนคร เจ๋ง ผมจึงหายเซ็ง เมื่ออาทิตย์นี้เอง สมัยที่ผมทำงานองค์กรกลาง และร่วมงานกับอาสาสมัครที่สกลนคร ผมว่าเขาไม่น่าเซ่อ แล้วก็เป็นจริง ดังนั้น แล้วหวังว่าคงจะชื่นใจ ที่ศรีษะเกษ และอื่นๆ ซึ่งตั้งแต่เดือนเมษาฯ ผมถามใครต่อใครว่า สีแดงแพ้ไหม ผมไปถามแท็กซี่ หลายคนเขาพูดว่า มันขึ้นอยู่กับใจ ถามคนแถวๆบ้าน คำตอบก็คือ สีแดงเขาไม่ยอมกัน

ที่นี้ผมถามตัวเองว่า สีแดงแพ้ไหม ถ้าดูตั้งแต่ ‘24 มิถุนา’ เป็นต้นมา ทางราษฎรก็ชิงพื้นที่มาได้เยอะ ถ้าคนยุค 24 มิถุนา กลับชาติมาเกิด พระยาพหลฯ ปรีดี คงพูดว่า สถานการณ์อย่างนี้ ความตื่นตัวของคนตามถนนรนแคม ตามท้องไร่ท้องนา อย่างนี้แหละที่เราต้องการ เงื่อนไขอย่างนี้ ก้าวไปไกลมาก จากวันนั้นถึงวันนี้ แต่ถามว่าชนะไหม ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ คือมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกไหม?


ไม่ต้องไปพึ่งสวนดุสิตโพลล์หรอก ใครๆก็คาดได้ว่า ถ้าเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะชนะ แสดงว่าในแนวรบรัฐสภา พอฟัดพอเหวี่ยงใช้ได้ แต่แนวรบอื่นๆ เขาได้เปรียบ ไม่ต้องไปพูดเรื่องการต่อสู้ทางอาวุธหรอก สู้กันเมื่อไรก็ต้องใช้ก้านกล้วยหลังบ้านเท่านั้นเอง เมื่อเปรียบเทียบพลังกันอย่างนี้แล้ว ก็เป็นคำถามกับเราทุกคนเลย ถ้าผมตอบ ก็อาจจะมาจากความเศร้าหมองของผมเอง คือสงสัยว่าจะชนะง่ายๆเหรอ ถึงแม้จะไม่แพ้ คือ พูดอย่างแบไต๋ ผมว่า มันคงชนะไม่ง่าย ถึงไม่แพ้แต่คงชนะไม่ง่าย

ประวัติศาสตร์จากวันชาติ

โลกเปลี่ยนไป คนที่เคยเป็นสหายกัน มายืนคนละข้างของฝั่งรบ เราต่างเข้าใจและให้ความหมายต่อเหตุการณ์ต่างกัน แม้ว่าประวัติศาสตร์จะลบไม่ได้ แต่ความหมายที่เราให้ต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไม่คงที่ วันนี้เรามอง ‘24 มิถุนา’ แตกต่างไปจากเมื่อสิบปีก่อน ในอนาคตเราอาจจะมอง ‘24 มิถุนา’ ในมุมมองใหม่ขึ้นอีก

เมื่อ ‘14 ตุลา’ คงมีน้อยคนที่โยงเข้ากับ ‘24 มิถุนา’ แต่วันนี้ เราเห็นกันว่า ปัญหาปัจจุบันสืบมาจากงานที่คณะราษฎรทำไม่สำเร็จ เป็นงานค้างที่เราต้องช่วยกันทำให้สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว แต่อย่างน้อยสิ่งที่อยู่ในวิสัยของเราเฉพาะหน้า คือพยายามทำให้ ‘24 มิถุนา’ กลับมามีชีวิต กลับมาอยู่ในความสำนึกของมวลราษฎร ซึ่งฝ่ายอำมาตย์พยายามที่จะลบออกจากความทรงจำ


เช่น ไม่บรรจุ คำประกาศ ของคณะราษฎรไว้ในหนังสือเรียนของเยาวชน ชื่อปรีดีสมัยหนึ่งไม่มีใครเอ่ยถึงในที่สาธารณะ หรือไปเกี่ยวข้องกับเรื่องร้าย ชื่อพระยาพหลฯเป็นเพียงชื่อซอย ชื่อถนน แม้กระทั่งวันนี้ ’24 มิถุนา’ ก็ถูกลบหายไปในฐานะที่เป็นวันชาติ ความจริงเรื่องวันชาติ ก็ไม่ใช่ว่าจะมีกันทุกชาติ ทุกประเทศ อย่างญี่ปุ่น อังกฤษไม่มีวันชาติ การมีชาติกับการมีวันชาติไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรง แต่ถ้าจะมีก็ต้องเป็นวันที่มีความหมายต่อชาติจริงๆ วันเกิดของพลเอกเปรมก็สำคัญเฉพาะกับเขา ไม่มีความหมายอะไรกับเรา ยกเว้นว่า จะเอาขนมเค้กมาแบ่งกินกันบ้าง ถ้าอย่างนั้นก็จะช่วยกันร้องเพลง Happy Birthday ให้

ผมขอยกประเด็นหนึ่งให้มาช่วยกันคิด ฝ่ายอำมาตย์เขารู้ว่าฝ่ายเพื่อประชาธิปไตยนั้นแข็งแรงแค่ไหน และเขาก็เดินหมากรุกเป็น ซ้ำเก่งด้วย ขอลองยกที่ประชุมแห่งหนึ่งเป็นตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการชั้นนำของประเทศ บางคนเคยเป็นรัฐมนตรี มีข้อวิจารณ์การบ้านการเมืองว่า นโยบายต่างๆเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองจะพัฒนาได้อย่างไร สิ่งที่เขาต้องการ ก็คือให้ นโยบายของชาติให้คงอยู่ต่อไปเป็น 10 ปี 20 ปีหรือ กว่านั้น

ฟังดูก็ดีที่มีการวางแผนระยะยาว แต่คำถามก็คือ ถ้านโยบายของรัฐถูกกำหนดตายตัวเสียแล้ว เราจะเลือกตั้งไปทำไม ผมว่าดัชนีที่ชี้ความเจริญของชาติคือ การที่ส.ส.หญิงจากหนองหมาว้อเป็นรัฐมนตรีกลาโหมได้ นายพลคนไหนอวดโวหารว่ารัฐมนตรีต้องมาจากกองทัพ ก็ย้ายไปเป็นยามที่ช่องเม็กเสีย ผู้แทนราษฎรต้องสั่งการข้าราชการประจำได้ เพราะบอบอำมาตยาธิปไตยนั้นก็คือ ข้าราชการอยู่เหนือการบริหารงานของรัฐ หรือให้ใครที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของราษฎรมีอำนาจเหนือกลไกของรัฐ เรามีศัพท์ ‘ประชาธิปไตยแบบไทย’ ไม่รู้ว่าเป็นการวิพากษ์หรือว่าสมควรจะเป็นเช่นนั้น ถ้าจะให้วัฒนธรรมไทยกำหนด เราก็ควรมี มหาวิทยาลัยแบบไทยๆ การศึกษาแบบไทยๆ การเงินการคลังแบบไทยๆ อย่างนั้นหรือ?

ทุนนิยมสามานย์ และเกมการเดินหมากรุก

โดยข้อสังเกต ลักษณะความคิดชาตินิยม ผมขอท้าเอ็นจีโอบางกลุ่มที่ ด่าทักษิณว่า ทุนนิยมสามานย์ แล้วตอนนี้ทุนนิยมสามานย์ไหม? ทราบกันหรือเปล่าว่า มีผู้พิพากษาหนุ่มๆไปสมัครเป็นการ์ดพันธมิตร เห็นไหมว่า ฝ่ายเสื้อเหลืองเขาโยงใยกันขนาดไหน สิ่งที่ผมกลัวคือ เขาไม่ได้อยู่เฉยๆ เขามีหมากเต็มกระดาน และวางหมากทั้งรุกทั้งรับไว้

เหตุการณ์อย่าง ‘19 กันยา’ ใครบอกว่าเขาจะทำอีกไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และเวลา พูดไม่ได้หรอกว่าจะไม่มีรัฐประหารอีก ถ้าเราจำได้ว่าเมื่อ ‘พฤษภา 2535’ มีโปสเตอร์ใหญ่ว่าให้รัฐประหารครั้งสุดท้ายแล้ว ผมเคยพูดกับเพื่อนแบบทีเล่นทีจริงว่า ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอก ตอนนี้มีใครพูดไหมว่า เป็นครั้งสุดท้าย อาจจะเกิดขึ้นอีก เขาเตรียมการณ์ เขามีแผน ถ้าเปรียบเทียบกับหมากรุก ฝ่ายเสื้อแดงเราก็มีหมาก แต่หมากเราเป็นเบี้ย นี่เป็นการมองโลกในแง่เศร้า ถ้าเบี้ยเรากระจายอยู่บนกระดานตรงนั้น ตรงนี้ มันไม่มีพลังหรอกครับ ยกเว้นเบี้ยผูกกัน ซึ่งทำให้เขาต้องคิดหนักว่าจะเอาเรือ เอาม้ามาแลกเบี้ยไหม เมื่อเบี้ยผูกกัน ก็กินฟรีๆไม่ได้

คลื่นใต้น้ำในการเมืองไทย

ประเด็นสุดท้าย ผมอยากมองโลกในแง่ร่าเริง คือ กระแสประวัติศาสตร์นั้นมีหลายระดับ ระดับหนึ่งคือ ระดับผิวน้ำ เวลามีคลื่น ถ้าใครคุ้นกับทะเล เขาจะบอกว่าเป็นทะเลหัวขาว คนออกเรือเขาก็จะรู้ว่า มีคลื่น แต่คลื่นแบบนี้อาจจะไม่น่ากลัวนัก เพราะว่ามันมาจากลมพัดผิวน้ำ แต่คลื่นที่น่ากลัวกว่า คือคลื่นที่ มาจากใต้น้ำ ประวัติศาสตร์ระดับนี้เป็นความปั่นป่วนอยู่ใต้ผิวน้ำ เป็น กระแสคลื่นใหญ่มาก

ลองนึกภาพสึนามิ การเคลื่อนตัวของน้ำปริมาณมหาศาล นั้นพลิกน้ำพลิกฟ้าได้ แต่อาจจะ ไม่ ปรากฏแก่สายตา ทั้งๆที่เป็นพลังที่กำหนดปรากฏการณ์ที่ระดับผิว ข้างบนอาจจะดูสงบราบเรียบก็ได้ ผมดีใจมาก ที่เรามาพูดเรื่อง ‘24 มิถุนา’ เพราะว่าเป็นการมองประวัติศาสตร์ช่วงยาวไม่ใช่เรื่องแต่ละวันตามรายงานหนังสือพิมพ์ จะบอกว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงนั้น เราได้เปรียบในแง่โครงสร้างระยะยาว

แต่ละช่วงเวลา เราจะเห็นว่า มีความก้าวหน้ามากในช่วงชีวิตเรา ประวัติศาสตร์ที่เราต้องใช้หน่วยเป็นศตวรรษ แม้ว่าเฉพาะหน้า วันต่อวัน สัปดาห์ เราอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ถ้ามองในระยะยาวก็ยังมีความหวังสำหรับคนต่ำต้อย น้อยหน้า ราษฎรนั้นถูกเขาดูถูกเหยียดหยาม มานาน ถ้าเราอยาก ให้ราษฎรมีศักดิ์ศรี ยืนขึ้นมาทัดเทียมกับฝ่ายที่คิดว่ามี DNA ดีกว่า เราก็มีวิธีการต่อสู้เหมาะสมกับพละกำลังของเรา

และเชื่อได้ว่า เราอาจชนะในระยะยาว เราอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ ประวัติศาสตร์อยู่ข้างเรา

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ: การต่อสู้ของกลุ่มกษัตริย์นิยมในการเมืองไทย

ที่มา Thai E=News


โดย ศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน ภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา-เชเปิลฮิลล์
สรุปความเป็นภาษาไทยโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
ที่มา อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษที่บอร์ดฟ้าเดียวกัน
3 กรกฎาคม 2552

ฐานความคิดที่สำคัญของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยก็คือ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ไม่รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับความสูงส่งของกษัตริย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจที่แท้จริง ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจึงพยายามพูดว่า กษัตริย์เป็นที่รักของประชาชนทุกคนโดยธรรมชาติ และคนผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีก็คือคนที่มีจิตไม่ปกติ..การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งก่อน และหลังการรัฐประหาร ได้พยายามสร้างภาพของทักษิณให้ดูว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดีและพยายามท้าทายสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษิณไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของพวกกษัตริย์นิยมที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ( TSD )


หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เป็นเอกสารวิชาการ สำหรับงานสัมนาวิชาการในหัวข้อ “Thai-Style Democracy: Royalist Struggle for Thailand’s Politics” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26มิถุนายน 2552


ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจTSD(ประชาธิปไตยแบบไทยๆ)2 ประการ คือ

หนึ่ง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ(Thai-Style Democracy - TSD) มีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในสังคมไทย วาทกรรมว่าด้วย TSD กลายมาเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ ต่อรองแข่งขันทางการเมืองมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษจนกระทั่งในปัจจุบัน

สอง แม้ว่า TSD จะมีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจชุดหนึ่ง แต่ TSD ไม่ได้เป็นชุดของความคิดที่มีลักษณะเอกภาพหนึ่งเดียว โดยไม่ขึ้นกับบริบททั้งในแง่ของกาละ และเทศะที่มันเกิดขึ้น ซึ่งการนิยามหรือกำหนดคุณลักษณะของ TSD ในแต่ละยุคสมัย ล้วนแล้วแต่ขึ้นกับการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะๆนั้นด้วย

เป้าหมายของการนำเสนอในครั้งนี้ก็คือ การชี้ให้เห็นรากฐานของความคิดความเชื่อของ TSD โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาและบริบทอันประกอบกันขึ้นจากองค์ประกอบที่หลากหลายของ TSD ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2549

เราสามารถย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของ TSD ได้ตั้งแต่ยุคของการปฏิวัติโค่นล้มระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ในปี 2475 เป็นต้นมา แม้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเป็นคนแรกๆที่นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองแบบไทย” ในทศวรรษ 1960 แต่เราสามารถย้อนกลับไปดูการก่อตัวของ TSD ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้เพื่อสร้างระบอบการเมืองการปกครองแบบใหม่หลัง 2475 เป็นต้นมา


การต่อสู้ของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยนั้นพัฒนาควบคู่กับการสร้างมโนทัศน์ทางการเมืองบางประการที่อาจเรียกรวมๆได้ว่า TSD ผ่านการกลับไปเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์เสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ 2475, การต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนในปี 2516 และพฤษภาทมิฬในปี 2535 โดยการทำให้ระบอบกษัตริย์กลายมาเป็นสิ่งเดียวกับการสร้างและเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ด้วยการสร้างภาพว่า พระปกเกล้าต้องการพระราชทานประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่คณะราษฎรกลับ “ชิงสุกก่อนห่าม” ส่งผลให้ประชาธิปไตยถูกบิดเบือนและกลายเป็นระบอบเผด็จการทหารในที่สุด ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ รากฐานความคิดของ TSD เช่นนี้ถือกำเนิดมาจากการต่อสู้ทางการเมืองล้วนๆ

ความพยายามทำให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลพระยาพหลฯ ส่งผลให้ฝ่ายกษัตริย์นิยมพยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้านคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ทั้งหมดก็เพื่อกอบกู้และเพิ่มอำนาจของกษัตริย์ในการเมืองไทย

อย่างไรก็ดี กษัตริย์ไทยหลัง 2475 ก็แสดงตนในหลายบทบาทขึ้นกับความเข้มแข็งและอ่อนแอของกลุ่มกษัตริย์นิยมเอง ในยามที่ตนเองอ่อนแอ ก็จะปฏิเสธความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง แต่ในยามที่เข้มแข็ง ก็กลับสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค

เราจะเห็นบทบาทของกลุ่มกษัตริย์นิยมในการต่อสู้เพื่อขยายอิทธิพลของตนเอง ไม่ว่าจะผ่านการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในสมัย ควง อภัยวงศ์ และการให้ร้ายปรีดีจนต้องออกนอกประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสำเร็จของการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายกษัตริย์นิยมทั้งสิ้น

ฐานความคิดที่สำคัญของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยก็คือ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ไม่รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับความสูงส่งของกษัตริย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจที่แท้จริง ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจึงพยายามพูดว่า กษัตริย์เป็นที่รักของประชาชนทุกคนโดยธรรมชาติ และคนผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีก็คือคนที่มีจิตไม่ปกติ

การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี 2500 มีผลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการเมืองไทย โดยเฉพาะมันได้เปิดทางให้แก่พวกกษัตริย์นิยมได้มีที่มีทางอย่างชัดเจน ภายใต้ระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ การทำให้สถาบันกษัตริย์มีความเป็นสถาบันที่มั่นคงกลายมาเป็นภารกิจสำคัญ และกษัตริย์เองก็ทรงให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยในฐานะที่เป็นผู้จงรักภักดี

และในยุคของรัฐบาลทหารเช่นนี้เองที่ความคิดความเชื่อแบบ TSD ได้สถาปนาตัวเองขึ้นอย่างมั่นคง

เป็นที่น่าสังเกตว่า นิยามที่เริ่มจะชัดเจนขึ้นของ TSD นั้นเริ่มต้นภายใต้การปกครองที่ดูจะเป็นเผด็จการที่เน้นการปราบปรามและควบคุมสังคมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

หัวใจสำคัญของ TSD ประการหนึ่งก็คือ ความเชื่อเรื่อง “ความเป็นไทย” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากในสมัยของคณะราษฎร เพราะ”ความเป็นไทย” ในยุคสฤษดิ์นั้นเป็นความเป็นไทยภายใต้ระบอบทหารที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับหลักการของการปฏิวัติ 2475

ปรัชญาเบื้องหลังของระบอบสฤษดิ์ก็คือ การเสนอว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะประเทศไทยยังไม่พร้อม เนื่องมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาดมีอำนาจและอิทธิพลเหนือทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้สภาวะเช่นนี้ สังคมไทยต้องการลำดับขั้นทางสังคมที่ชัดเจนตายตัว ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงเลื่อนชั้นทางสังคมที่รวดเร็ว

TSD มองว่า สังคมไทยดั้งเดิมเป็นสังคมแบบ “พ่อปกครองลูก” โดยพ่อจะทำหน้าที่เป็นผู้ที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกๆ นี่เองทำให้ปรัชญาของระบอบสฤษดิ์สอดรับเป็นอย่างดีกับสิ่งที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมได้พยายามต่อสู้ให้ได้มาตลอดหลายทศวรรษ

และที่น่าสนใจก็คือ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมคนสำคัญอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็กลายมาเป็นผู้ป่าวประกาศโฆษณาชั้นดีให้กับระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ในที่สุด

คึกฤทธิ์เสนอว่า TSD นั้นสอดคล้องเป็นอย่างดีกับนิสัยใจคอของคนไทย ซึ่งไม่มีความพร้อมเลยสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” คึกฤทธิ์พยายามวาดภาพว่า การปฏิวัติ 2475 เป็นเพียงความล้มเหลวของการสร้างประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” ในสังคมไทย

สำหรับ TSD หากการทำรัฐประหารมีเป้าหมายเพื่อกำจัดนักการเมืองชั่วช้าให้ออกจากการเมืองไทยและสร้างเสถียรภาพความมั่นคงแล้ว การรัฐประหารก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง การรัฐประหารจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่มีศีลธรรม และในการควบคุมประชาชนที่ไม่รู้ว่าความดีที่แท้จริงคืออะไร

สำหรับคึกฤทธิ์ สังคมไทยเป็นสังคมแบบอินทรียภาพที่มีกษัตริย์เป็นศีรษะและมีระบบราชการเป็นอวัยวะสำคัญที่รับใช้ศรีษะ ซึ่งหากเกิดความวุ่นวายโกลาหลใดๆขึ้นจากความล้มเหลวของประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” การกลับไปหาผู้นำที่เด็ดขาดก็เป็นทางออกที่จำเป็น และนี่คือ หน้าที่ของกษัตริย์ในระบอบ TSD

ดังนั้น กษัตริย์จึงไม่ใช่อุปสรรคของประชาธิปไตย แต่กษัตริย์เป็นรากฐานและแก่นแท้ของการปกครองภายใต้ TSD ที่จะนำความสันติสุขมาสู่เหล่าปวงประชาชน

กล่าวโดยสรุปแล้ว เป้าหมายของปัญญาชนกษัตริย์นิยมอย่างคึกฤทธิ์ก็คือ การจัดวางสถาบันกษัตริย์ในที่ที่ทำให้พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมากที่สุด (หลังจากที่ต่อสู้มากว่า 25 ปีภายหลัง 2475) และการขึ้นมาของระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ก็เปิดทางให้สิ่งที่กลุ่มกษัตริย์นิยมคาดหวังสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ในยุคทักษิณ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจำนวนหนึ่งที่ต่อต้านทักษิณตีความ TSD ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนา ซึ่งสอนให้เชื่อเรื่องเหตุผล ความไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป และความยืดหยุ่น นั่นหมายความว่า TSD นั้นมีลักษณะแบบปฏิบัตินิยมและปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของยุคสมัย

ทักษิณถูกวาดภาพโดยปัญญาชนกษัตริย์นิยมว่า เป็นพวกทุนนิยมที่ไม่มีศีลธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับบารมีอันชอบธรรมตามหลักการของพุทธศาสตร์ขององค์พระกษัตริย์ไทยในปัจจุบัน และ TSD ก็คือ การกอบกู้สถาปนาพระราชอำนาจของกษัตริย์ให้อยู่ใจกลางระบอบการเมืองการปกครอง ที่ถูกทำลายมาก่อนหน้านั้นโดยการปกครองของทักษิณ ซึ่งมาจากประชาธิปไตย “แบบตะวันตก”

ปัญญาชนกษัตริย์นิยมบางคนกล่าวว่า พลเอกเปรมเป็นเสาหลักทางจริยธรรมศีลธรรม ที่ตรงกันข้ามกับทักษิณที่ไม่มีศีลธรรมและเต
็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ดังนั้น การทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่มีศีลธรรมนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้าย หากแต่เป็นเรื่องของการกอบกู้ศีลธรรมอันดีงามให้กลับคืนมา

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งก่อน และหลังการรัฐประหารได้พยายามสร้างภาพของทักษิณให้ดูว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดีและพยายามท้าทายสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษิณไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของ TSD

ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ เราต้องไม่ลดทอนการทำความเข้าใจการรัฐประหารในปี 2549 และการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเพียงการกระหายอำนาจของทหาร แต่เป้าหมายที่แท้ของการทำรัฐประหารก็คือ การทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ TSD

เมื่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นสู่อำนาจภายหลังการรัฐประหาร เขาได้พยายามสร้างแผนการทางการเมืองแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับไปหา TSD ในฐานะที่เป็น “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

รัฐธรรมนูญปี 2550 มีเป้าหมายโดยตรงที่จะกีดกันนักการเมืองอย่างทักษิณ และมุ่งเน้นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายความมั่นคง ระบบราชการทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน ดังที่เราจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุให้มีวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง เป็นต้น และนี่คืออีกครั้งหนึ่งที่คนไทยไม่ต้องการประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำคือ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”
......
อ้างอิง

Anand Panyarachun (2007) “The monarchy: an indispensable institution,” Bangkok Post, 24 August.

Bagehot, W. (1909) The English Constitution, London: Kegan Paul, Trench, Trubner and Co.

Chalermkiat Piu-nual (1990) Prachatippatai bab thai kuam kit tang karn muang kong tha harn thai (2519-2529) (Thai-style democracy: The political ideas of the Thai military (1976-1986), Bangkok: Thammasat University Press.


Bhumibol Adulyadej (1974) Collection of Royal Addresses and Speeches During the State and Official Visits of Their Majesties the King and Queen to Foreign Countries 1959-1967 (B.E. 2502-2510), Bangkok, no publication details.

Bhumibol Adulyadej (1992a) Royal Advice by His Majesty the King 20 May 1992/2535 at 21.30, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Bhumibol Adulyadej (1992b) Royal Speech Given to the Audience of Well-Wishers on the Occasion of the Royal Birthday Anniversary, Wednesday 4 December, no publication details.

Blanchard, Wendell, et. al. (1958) Thailand. Its People, Its Society, Its Culture, New Haven: Human Relations Area Files.

Borwornsak Uwanno (2006) “The King’s Paternalistic Governance,” Bangkok Post, 16 June.

Borwornsak Uwanno (n.d.[2007]) “Dynamics of Thai Politics,” Paper for a Meeting in Washington, D.C., May 2007.

Bowie, Katherine (1997) Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand, New York: Columbia University Press.

CNN.com (2006) “Thailand's king gives blessing to coup,” 20 September, http://www.cnn.com/2006/WORLD/asiapcf/09/20/thailand.coup.ap (accessed 20 September 2006).

Crispin, Shawn W. (2006) “Thailand: All the King’s Men,” Asia Times Online, 21 September, http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/HI21Ae02.html (accessed 21 September 2006).

Grey, Dennis (ed.) (1988) The King of Thailand in World Focus, Bangkok: Foreign Correspondent's Club of Thailand.

Hermit [pseud. Phraya Sri Thammarat] (1949) “Our New Constitution, Part II,” Bangkok Post, 12 August.

Hewison, Kevin (2008) “Review Article: A Book, The King and the 2006 Coup,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 190-211.

Jakrapob Penkair (2007) “Democracy and Patronage system of Thailand.” Transcript of a talk at the Foreign Correspondents Club of Thailand, 29 August.

Kavi Chongkittavorn (2006) “When is the abhorrent practice of staging a coup justifiable?” Nation, 22 September.

Kobkua Suwannathat-Pian (2003) Kings, Country and Constitutions. Thailand’s Political Development, 1932-2000, London: RoutledgeCurzon.

Kriangsak Chetpattanawanich (2007) Prachatippatai baep thai chak yuk rajjakuru tung yuk chom phon Sarit Thanarat (Thai-style Democracy from the Rajakhru era to Sarit Thanarat’s era), (Bangkok: The Foundation for the Promotion of Social Sciences and Humanities Textbooks Project, 2007)

Kukrit Pramoj (1983) M.R. Kukrit Pramoj: His Wit and Wisdom. Writings, Speeches and Interviews, Compiled by Vilas Manivat, edited by Steve Van Beek, Bangkok: Editions Duang Kamol.

Kulick, E. and D. Wilson (1992) Thailand's Turn: Profile of a New Dragon, New York: St. Martin's Press.

McCargo, Duncan (2005) “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand,” Pacific Review, 18, 4, pp. 499-519.

McCargo, Duncan and Ukrist Pathamanand (2005) The Thaksinization of Thailand, Copenhagen: NIAS Press.

Meechai Ruchuphan (2004) “Meechai’s Liberal Thoughts: Are we still Thai?” in M.H. Nelson (ed.), Thai Politics: Global and Local Perspectives, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 584-7.

Morell, David (1974) “Power and Parliament in Thailand: The Futile Challenge, 1968-1971,” Unpublished PhD thesis, Princeton University.

Morell, David and Chai-Anan Samudavanija (1981) Political Conflict in Thailand: Reform, Reaction, Revolution, Cambridge: Oelgeschlager, Gunn & Hain.

Murashima, Eiji (1991) “Democracy and the Development of Political Parties in Thailand 1932-1945,” in Eiji Murashima, Nakharin Mektrairat and Somkiat Wathana (eds), The Making of Modern Thai Political Parties, Tokyo: Institute of Developing Economies, Joint Research Program Series, No. 86 (downloaded from the IDE website as a single paper, with individual pagination, http://www.ide.go.jp/English/Publish/Download/, 20 March 2000).

Murphy, Colum (2006) [Interview with Prem Tinsulanonda], Far Eastern Economic Review, 19 September, http://www.feer.com/articles1/2006/0609/free/prem.html, downloaded 10 November 2007).

Nakarin Mektrirat (2006) Prapokklao prachatippatai 60 pi sirirajja sombat kan kan muang thai (The King who Defends the Democracy: 60 Years of the Crown and Thai Politics), Bangkok: Matichon.

Namier, L. (1952) Monarchy and the Party System, Oxford: Clarendon Press.

Neher, Clark D. (1974) “Thailand,” in Roger M. Smith (ed.), Southeast Asia. Documents of Political Development and Change, Ithaca: Cornell University Press, pp. 29-45.

Noranit Setabutr (2006) “Thai Politics over a Period of 72 Years,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 1-40.

Ockey, James (2004) Making Democracy, Chiang Mai: Silkworm Books.

Office of His Majesty's Principal Private Secretary [OPPS] (1987) A Memoir of His Majesty King Bhumibol Adulyadej, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Office of the Prime Minister [OPM] (1979) Thailand into the 80's, Bangkok: Office of the Prime Minister.

Pansak Vinyaratn (2004) 21st Century Thailand. Facing the Challenge. Economic Policy & Strategy, Hong Kong: CLSA Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2005) Thaksin, Chiangmai: Silkworm Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2008) “Thaksin’s Populism,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 62-83.

Pattana Kitiarsa, “In Defense of the Thai-Style Democracy,” Asia Research Institute, National University of Singapore, 12 October 2006, http://www.ari.nus.edu.sg/showfile.asp?eventfileid=188, accessed 15 April 2008.

Prajadhipok (1984) “King Prajadhipok’s Abdication Statement,” in Benjamin A. Batson, The End of the Absolute Monarchy in Siam, Singapore: Oxford University Press, pp. 315-7.

Prajak Kongkirati (2005) Lae laew khwam khluanwai ko prakot [Thus, the Movement Emerges], Bangkok: Thammasat University Press.

Pramuan Ruchannaseri (2005) Phraratcha amnat [Royal power], Bangkok: The Manager Group, http://power.manager.co.th, downloaded 7 September 2005.

Pye, O. and W. Schaffar (2008) “The 2006 Anti-Thaksin Movement in Thailand: An Analysis,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 38-61.

Ramphai Barni (1978) “Queen Ramphai's Memoir,” in Thak Chaloemtiarana (ed.), Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: The Social Science Association of Thailand, pp. 8-35.

Ray, Jayanta Kumar (1972) Portraits of Thai Politics, New Delhi: Orient Longman.

Saichol Sattayanurak (n.d.) “The Construction of Mainstream Thought on ‘Thainess’ and the ‘Truth’ Constructed by ‘Thainess’,” no publication details, http://www.fringer.org/wp-content/writings/thainess-eng.pdf, accessed 15 April 2008, 3.

Saichol Sattayanurak (2007) Kukrit lae kan sang kuam pen thai 2: yuk jom phon sarit tung tossawat 2530 [Kukrit and the Construction of Thainess, Volume 2: From Sarit's era to 1997], Bangkok: Matichon.

Surin Maisrikrod (1993) Thailand's Two General Elections in 1992: Democracy Sustained, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies.

Surin Maisrikrod (2007) “Learning from the 19 September Coup. Advancing Thai-style Democracy?” in Daljit Singh and Lorraine C. Salazar (eds), Southeast Asian Affairs 2007, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, pp. 340-59.

Thak Chaloemtiarana (2007) Thailand: the Politics of Despotic Paternalism, Chiangmai: Silkworm.

Thak Chaloemtiarana (ed.) (1978) Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: Social Science Association of Thailand.

Thongchai Winichakul (2005) “The Changing Landscape of the Past: New Histories in Thailand Since 1973,” Journal of Thai-Tai Studies, 1, 1, 2005, pp. 19-61.

Thongchai Winichakul (2008) “Toppling Democracy,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 11-37.

Tongnoi Tongyai (1983) Entering the Thai Heart, Bangkok: Bangkok Post.

Ukrist Pathamanand (2008) “A Different Coup d'état?” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 124-42.

Uthai Pimjaichon (2006) “The Path to People-Based Society. Experience, Perspectives and Criticism,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 305-17.

Van Praagh, D. (1989) Alone on the Sharp Edge. The Story of MR Seni Pramoj and Thailand's Struggle for Democracy, Bangkok: Duang Kamol.

Wassana Nanuam (2006) “Timing could not have been better, says army source,” Bangkok Post, 21 September.

ต่อให้จัดรายการอย่างไร เรตติ้งก็ไม่มีทางขึ้น !!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
3 กรกฎาคม 2552


รายการของอภิสิทธิ์ พูดแต่ไม่มีความจริงใจ ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเพิ่มเรตติ้งได้

คือ ชีวิตจริงมันไม่ใช่การโต้วาที หรือท็อกโชว์นะครับ ที่จะพูดให้ฟังดูดีอย่างเดียว แล้วคนจะยอมฟัง

แต่ คำพูดไม่มี Commitment ไม่มีการฟันธงว่า ตัวเองจะทำอะไร ไม่ได้สรุปจากประสบการณ์จริงในชีวิต คนฟังมันไม่ได้ประโยชน์อะไร พูดในสิ่งที่คนรู้อยู่แล้วว่า มันเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาดีัขึ้นมา สุดท้าย ก็ไม่มีคนฟังหรอกครับ

เพื่อนในโลกไซเบอร์คนหนึ่ง เคยยกตัวอย่างคำพูดสไตล์อภิสิทธิ์ แบบล้อเลียนเช่น การวิจารณ์บอล

"การเล่นฟุตบอลนั้นต้องแบ่งออกเป็นสองทีม ผู้เล่นข้างละ 11 คน ทีัมที่ฝึกมาดีกว่า ผู้เล่นมีความพร้อมมากกว่า สภาพร่างกายดีกว่าฝ่ายตรงข้าม มีแผนการเล่นที่ดี จะมีโอกาสเป็นฝ่ายบุกมากกว่าฝ่ายที่ไม่พร้อม และเมื่อบุกมาก ก็จะมีโอกาสยิงประตูมาก และทีมที่มีโอกาสยิงประตูมาก ก็มีโอกาสทำประตูได้มากกว่า....บลา ๆๆๆๆ .."

การพูดแบบนี้ พูดกี่ครั้งมันก็ถูก ฟังดูดี แต่คนฟังรู้อยู่แล้ว คนที่ดูบอลเขาก็รู้อยู่แล้ว พุดตา่มหลักการ พูดตามตัวหนังสือ หลักการพูด ไม่มีการฟันธง ไม่มีอะไร คนฟังนอกจากเคลิ้มอย่างเีดียว แต่สาระไม่มีอะไร

ในขณะที่ลักษณะการพูดของทักษิณ จะบรรยายสิ่งต่าง ๆ จากประสบการณ์และมุมมองของตัวเอง ผิดบ้างถูกบ้างตามประสบการณ์ในชีวิตของตน ฟันธง ตัดสินใจว่า ตัวเองคิดอย่างไร ทักษิณพูดจึงมีเสน่ห์

รายการนายกฯทักษิณพบประชาชน จึงมีคนกระตือรือล้นที่จะติดตาม อยากฟังว่า ทักษิณคิดอย่างไร จะเสนออะไรใหม่อีก

แต่มาร์ก พอพูด ทุกคนก็เดาได้่ว่าจะูพูดอะไร ตามหลักการ ผมว่า ต่อให้จัดรายการอย่างไร เรตติ้งก็ไม่มีทางขึ้น

ที่จริง คนเสื้อเหลืองหรือแฟนพันธ์แท้ของอภิสิทธิ์ ก็น่าจะรอติดตามใจจดใจจ่อ เพราะในประเทศนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีจำนวนมากที่่เลือก ปชป. แต่เร็ตติ้งก็ยังไม่ขึ้น แสดงว่า แฟนอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้่ติดตามรายการ อภิิสิทธิ์พูดทุกอย่าง ก็คือแก้ตัวว่า ทำไมถึงทำไม่ได้ แล้วก็โยนสาเหตุที่ทำไม่ได้ออกไปให้คนอื่น ดินฟ้าอากาศ สถานการณ์เป็นต้น เรตติ้งมันจึงไม่มี

คือ ฟังอภิสิทธิ์พูดแล้ว ชีวิตมันห่อเ*****่ยว น่าเบื่อหน่าย ชีวิตไม่มีความหวังแบบมีทางเป็นไปได้ มีแต่ความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีแนวทางปฎิบัติ ว่าจะเิดินไปสู่ความหวังนั้นได้อย่างไร

ดังนั้น การเลียนแบบสิ่งที่คนอื่นทำ ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จตลอดไป

คุณทักษิณจัดรายการ คนต้องตั้งนาฬิกาปลุกไว้่ เพื่อมาฟังให้ได้ จะได้ตื่นทันวันเสาร์

คุณสมัครก็เช่นกัน พอวันจันทร์ข่าวก็เอามาลง วิจารณ์กันให้แซด ทั้งเห็นด้วยไม่เห็นด้วย

แต่่อภิสิทธิ์ได้ชื่อว่าเป็นคนพูดเก่งคนหนึ่ง แต่รายการกลับไม่มีคนดู มันน่าอนาถครับ

อาการกั๊กมันฟ้องอยู่

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_17032
อภิสิทธิ์ ???????????????????เนวิน

คนอีสานเกลียดพรรคประชาธิปัตย์จริงๆ

จุดชนวนจากประโยคร้อนๆข้างต้นนี้แหละ ที่มีข่าวรายงานในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เป็นการวิเคราะห์ของคนประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง จากผลพวงภายหลังคนของพรรคเพื่อไทยเข้าป้ายในสนามเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครและจังหวัดศรีสะเกษ

ปฏิเสธความจริงไม่ออก

ตอกย้ำด้วยคิวของนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาแฉเงื่อนไขลับตั้งแต่เริ่มเจรจาพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าเข้าอีสานไม่ได้ ไปแล้วชาวบ้านลำบากใจ จึงมอบหมายให้ค่ายภูมิใจไทยทำหน้าที่เจาะพื้นที่อีสานแทน

แผนลึกที่คนประชาธิปัตย์ฟังแล้วอดสูใจ

โดยเฉพาะทีมงานสายอีสาน นำทีมโดยรุ่นเก๋าอย่างนายสุทัศน์ เงินหมื่น สายของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ถึงกับนั่งไม่ติด ทนฟังไม่ได้

ฮึดประคองศักดิ์ศรี ประกาศภาคอีสานยกให้ใครไปทำแทนไม่ได้

คนประชาธิปัตย์ในสายของ "บัญญัติ" ขอลุยเอง

ในภาพความตื่นตูมของคนประชาธิปัตย์ที่นั่งไม่ติดกับกระแสคนอีสานเกลียดยี่ห้อ ปชป. "ปมด้อย" ที่ถูกโหมกระพือขึ้นมา

ตอกย้ำจุดอ่อนให้ยิ่งไหลลึกไปกันใหญ่

ประชาธิปัตย์เลยต้องรีบดึงกระแส เบื้องต้นเลยก็คือ การปล่อยโปรแกรมล่วงหน้า กำหนดคิวให้ "พระเอก" อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภาคอีสาน

และก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ยืนยันเองว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ จะลงพื้นที่จังหวัด บุรีรัมย์เป็นที่แรก เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมในเรื่องโครงการแผนไทยเข้มแข็ง

แต่ไม่วายกั๊ก ไม่ได้เป็นการอาศัยบารมีของนายเนวิน ชิดชอบ "ครูใหญ่" ค่ายภูมิใจไทย ในฐานะเจ้าของพื้นที่แต่อย่างใด

และโดยอาการกั๊กกันไปกั๊กกันมานี่แหละ มันชักยังไงๆ

เพราะมันเป็นอะไรที่ต่อเนื่องกับคิวลับๆล่อๆ กับข่าวที่นายกฯอภิสิทธิ์ และ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ได้ต่อสายส่งเทียบเชิญนายเนวินไปนั่งกินข้าวเคลียร์หัวใจกันที่บ้านพิษณุโลก เมื่อเที่ยงวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยที่ไม่มีใครเห็นจะจะว่า นายเนวินแวบเข้าบ้านพิษณุโลกตอนไหน

แต่ก็เป็นนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่ยอมรับกับนักข่าวว่า นายกฯอภิสิทธิ์ได้ต่อสายนัดนายเนวินมากินข้าวเที่ยงที่บ้านพิษณุโลกจริง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดก็เป็นนายศุภชัยคนเดียวกันที่ออกมาปฏิเสธในวันถัดมาว่า จากการสอบถามนายเนวินแล้ว ยืนยันว่า ไม่ได้เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรีที่บ้านพิษณุโลกแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่สื่อเข้าใจผิดไปเอง

และสุดท้ายก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ยอมรับว่า การรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับนายเนวินที่บ้านพิษณุโลก ไม่มีนัยทางการเมือง และไม่มีการเคลียร์ปัญหาคาใจเรื่องโครงการต่างๆของพรรคภูมิใจไทย

แต่เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปโดยมีเอกภาพ และร่วมกันหาทางแก้วิกฤติต่างๆเพื่อประโยชน์ของประชาชนมากขึ้น

ฝ่ายหนึ่งปิด ฝ่ายหนึ่งเปิด

โดยทางข่าวที่ตั้งใจให้หลุดออกมาจากฝ่ายประชาธิปัตย์ซะเป็นส่วนใหญ่

ที่แน่ๆ กับรายงานข่าวเบื้องหลังบนโต๊ะอาหารที่ระบุว่า นายกฯอภิสิทธิ์ได้บอกกับนายเนวินตามตรงว่า ไฟเขียวโปรเจกต์รถเมล์เอ็นจีวีให้ผ่าน ครม.ไม่ได้ โดยที่นายเนวินก็พยักหน้ารับแต่โดยดีว่า "ผมเข้าใจ"

เราต้องทำงานร่วมกันไปอีกนาน

ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ลูกน้องสายตรงของนายเนวิน แสดงความแปลกใจกับข่าวที่นายเนวินได้ไปรับประทานอาหารเที่ยงกับนายกรัฐมนตรีที่บ้านพิษณุโลก โดยยืนยันว่า ไม่ทราบเรื่องมาก่อน และนายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายเนวินก็ไม่ได้ชวน

ส่วนกระแสข่าวนายกรัฐมนตรีได้ขอร้องนายเนวินให้ระงับโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน และนายเนวินรับปากแสดงความเข้าใจนั้น ก็ไม่ทราบเช่นกัน

"แต่คงไม่ยอมให้ล้มแน่ เพราะหากล้มก็ต้องเสียหน้า"

ตั้งท่าอาละวาดเต็มเหนี่ยว เฮี้ยวเต็มที่

มันก็น่ากังขา ถ้ายอมหมอบแต่โดยดี มีหรือที่เด็กในคาถาอย่างนายโสภณจะกล้าเสียงแข็งสวนทางลูกพี่ใหญ่อย่าง "เนวิน"

หรือหากจะมองว่า แค่เล่นบทรักษาฟอร์มรักษาหน้าให้ดูสมจริงสมจัง ก็ต้องยกตุ๊กตาทองให้

แต่ดูยังไงก็เหมือนฉุนที่ลูกพี่โดนตีกินซะมากกว่า.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

Thursday, July 2, 2009

เหี้ย

ที่มา บางกอกทูเดย์

Varanus salvator เป็นชื่อของสัตว์..เป็นสัตว์ฉลาด มีความว่องไว มีความกล้าหาญ..ครองชีวิตอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ..เชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการแสวงหาอาหารไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร..มันก็สามารถปรับตัวให้ได้กับทุกๆสถานการณ์..เป็นหนึ่งในธรรมชาติของสัตว์ผู้ล่า..มันถูกเปรียบเปรย..บ่อยครั้งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์..ฉลาดอย่างกับเหี้ย..ทนอย่างกับเหี้ย..ไอ้เหี้ย...แต่ว่ากันไปแล้ว..ยังไม่มีใครด่ามันว่าเหี้ยอย่างกับเหี้ย..อาจจะเป็นเพราะว่า..มันเป็นที่สุดของที่สุดอยู่แล้ว..ในประดาสัตว์ทั้งหลาย..วันนี้..มีคนขยัน..จะขอเปลี่ยนชื่อมันจากคำว่า“เหี้ย” ไปสู่คำอื่น..เช่น จะเรียกมันว่า “วรนุช”ซึ่งอาจจะตั้งชื่อมันให้คล้ายกับชื่อฝรั่ง..ที่เรียกมันว่า เวรานัส..วร..ตามพจนานุกรม..แปลว่า ยอดเยี่ยมประเสริฐ หากนำไปประกอบกับคำว่าวิหาร..เป็นวรวิหาร..ก็เท่ากับยกชั้นของวิหารหรือโบสถ์ให้สูงชั้นขึ้นไปอีกวรนุช..น่าจะแปลว่า นางงาม..นางผู้ดีเพียบพร้อมสุภาพสตรี..ถ้าวรนุช..เป็นชื่อของ “เหี้ย”..ภาษาไทยมันคงแปรปรวนกันยกใหญ่..วรนุช..ตามวัฒนธรรมนั้น..ถือว่าเป็นชื่อเพศแม่..แล้ววรนุชตัวผู้จะให้เรียกว่าอย่างไร..แล้ว..คนไทยที่ใช้ชื่อวรนุช...เมื่อมันกลายเป็นชื่อของเหี้ยซะแล้ว..พวกเขาจะทำอย่างไร..ใครเรียกเขาว่า..ไอ้เหี้ย..หรือคุณวรนุช..มันก็คำๆเดียวกันมันก็ยุ่งตายห่าใครก็ตามที่ติดทำเรื่องนี้ขึ้นมา..ก็ต้องเรียกมันว่า..ไอ้วรนุช..งานอื่นๆ ไม่มีทำแล้วหรือ..ถึงมาคิดแต่เรื่องวรนุชแบบนี้ส่ว น คำ ว่า เ หี้ย . . ก็ต้อ ง ล บ อ อ ก จ า กพจนานุกรม..คำว่าตัวเงินตัวทองก็เช่นกัน..เพราะคำว่าวรนุชนั้น..แปลว่า หญิงงาม..มันจึงตรงกับคำว่าโสเภณีอยู่แล้ว.. ■

ยิ่งพล่านก็ยิ่งแพ้!!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ชะตากรรมของ เนวิน ชิดชอบ และกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะโทษใครที่ไหนไม่ได้เลยนอกจากโทษตัวเองการก้าวเดินที่ผิดพลาดการเชื่อมั่นในอำนาจ วาสนา บารมี ที่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืนจากการพลิกขั้วเปลี่ยนข้างการหลงในคำสรรเสริญเยินยอจาก “คนรอบข้าง” หรือ“คนใกล้ตัว”สิ่งเหล่านี้ล้วนทำลายนักการเมืองเลือดใหม่ไฟแรงอนาคตไกล มานักต่อนักแล้วอันที่จริงมือระดับ “เนวิน ชิดชอบ” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “กำนันชัย ชิดชอบ” ในอดีต หรือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชัย ชิดชอบ ในปัจจุบันนั้นน่าจะเห็นซึ้งถึงความจริงในจุดอ่อนเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีเพราะในอดีต เนวิน ชิดชอบ ก็เคยเป็น “หนึ่งในคนรอบข้าง” หรือหนึ่งในคนใกล้ตัวของอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองหลายต่อหลายคนมาแล้ว!!!เนื่องจากความสามารถเฉพาะตัวของเนวิน ที่ถ้าจะเปรียบเป็นมีดก็ถือว่าเป็นมีดที่มีความคมกล้าเล่มหนึ่งในแวดวงการเมืองไทย

หัวหน้าพรรคการเมืองหลายๆ คน ใช้ความคมของมีดที่ชื่อเนวิน เป็นอาวุธในการถากถางเดินให้เรียบลื่นละมุนไปทุกย่างก้าวแต่หลายคนก็ต้องบาดเจ็บจากความคมของมีดที่ชื่อเนวินมาแล้วด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เพียงแค่ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร เท่านั้น แม้แต่ บรรหาร ศิลปอาชา หรือแม้แต่ชวน หลีกภัย เองก็รู้ฤทธิ์รู้เดชกันเป็นอย่างดีแล้วซึ่งแน่นอนว่า บทเรียนทางการเมืองเหล่านี้ เนวินควรจะต้องรู้ซึ้งและเข้าใจได้ในทุกอณูของลมหายใจเข้าออก เพราะใกล้ชิด เห็น รู้ สัมผัส หรือแม้กระทั่งลงมือด้วยตนเองดังนั้น หลายๆ คนจึงอดแปลกใจไม่ได้ว่า ในวันนี้ วันที่คนชื่อ เนวิน ชิดชอบ ได้ขึ้นมาเป็นผู้มากบารมี ซึ่งแม้จะไม่ได้อยู่ในสภา เพราะถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีก็ตามแต่ก็เป็นการเว้นวรรคแค่ตามกฎหมาย แต่ไม่ได้เว้นวรรคในทางบารมีการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้นทำไมเนวินจึงไม่ย้อนนึกถึงวันคืนในอดีตที่ผ่านมา???ทำไมจึงทำท่าว่าจะพังเพราะคนรอบข้าง พังเพราะเชื่อมั่นในบารมี ซ้ำรอยนักการเมืองในอดีตหรืออำนาจบารมีทางการเมืองมันมีมนต์ขลัง จนกระทั่งไสยเวทแห่งดินแดนพระเจ้าชัยวรมันยังไม่อาจจะต้านทานได้ชะตากรรมของกลุ่มเพื่อนเนวินในวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่นักการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันจะพลาดบทเรียนสำคัญทางการเมือง ฉบับ “เนวิน”จอมอหังการ นี้ ไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเพราะชะตากรรมของกลุ่มเพื่อนเนวินในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากฝีมือใครอื่นที่ไหนเลย ก็วนเวียนกันอยู่ภายในกลุ่มเดียวกันเองนั่นแหละ ที่ขยันหมั่นเพียรกันเหลือเกินที่จะทำให้คะแนนนิยมทางการเมืองหดหายไปเรื่อยๆการพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งซ่อมที่เกิดขึ้น ถามว่า ใครเป็นคนทำให้ประชาชนคนอีสานเกิดคำถามในเรื่องการเป็น“คนกตัญญูรู้บุญคุณคน” ขึ้นมา

จนแผ่นดินสกลนครสะเทือน และพลิกเกมชนะให้เป็นแพ้อย่างราบคาบเรื่องเหล่านี้ไม่ต้องไปหาหมอที่ไหนมาสแกนกรรมให้ต้องเสียเงินเปล่าๆปลี้ๆ บางกอกทูเดย์ สแกนกรรมให้ฟรีๆ เลยก็ได้ว่าเป็นกรรมเก่าหมาดๆและเจ้ากรรมนายเวรกำลังจะตามมาเอาคืนก็เท่านั้นจริง นั่นคือกรรมเกิดแต่เหตุ...เหตุเกิดจากการกระทำ...ถึงวันนี้ใครทำอะไรไว้บ้างแค่ไหนย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเองทั้งสิ้นดังนั้น ณ วันนี้...วินาทีนี้ ป่วยการที่กลุ่มเพื่อนเนวินผู้มากบารมีทั้งหลาย จะดิ้นรนพล่านกันไป พล่านกันมาการไล่บี้ หวังเช็กบิลข้าราชการประจำในพื้นที่สกลนคร เพื่อตอบสนองอารมณ์ผิดหวังนั้น จะไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย มีแต่จะสร้างรอยแผลในใจของข้าราชการประจำมากขึ้นเพราะต้องยอมรับความจริงว่า การพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แพ้เพราะข้าราชการในพื้นที่นอกใจข้าราชการในพื้นที่ทุกระดับทำอย่างดีที่สุดแล้วแต่ที่แพ้เพราะสู้ไม่ได้จริงๆ แพ้เพราะเจอการตั้งคำถามที่ใครก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นเรื่องของมโนสำนึกล้วนๆแบบนี้สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องสวมวิญญาณชาติเสือ...ยอมกลืนเลือดแต่ต้องไม่ร้องออกมาเด็ดขาดเพราะหากร้องออกมา คนเขาจะมองว่าไม่ใช่เสือ...แต่เป็น...ยิ่งเรื่องที่บรรดาแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวินทั้งหลายสั่งเช็กละเอียดถี่ยิบว่า หลังการพ่ายแพ้การเลือกตั้งแล้ว...ใครบ้างที่จะย้ายพรรค???ถึงขนาดไล่จี้การประชุมพรรคภูมิใจไทย โดยนายเนวินเรียกส.ส. มาหารือแบบเปิดใจเลยว่า มีใครต้องการที่จะย้ายกลับไปอยู่กับพรรคเพื่อไทยบ้างหรือไม่แน่นอน ส.ส.ทั้งหมด ไม่มีใครระบุว่าต้องการย้ายพรรคเพราะคงไม่มีใครโง่พอที่จะตอบคำถามบ้องตื้นต่อหน้าผู้มีบารมีให้อนาคตตัวเองดับแน่ๆยิ่งโฟนอินล่าสุดยังย้ำว่า “จะไม่เอาคนทรยศต่อพรรค”แบบนี้ใครจะไปกล้าเสี่ยงสุ่มสี่สุ่มห้าส่วนคำสั่งที่ว่า “ต่อไปนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันทำงานให้หนักขึ้นและเชื่อว่าทุกคนจะอยู่กับพรรคภูมิใจไทยต่อไป”

กับการกำชับให้ ส.ส.ทุกคน ลงพื้นที่หนักขึ้น และทุ่มเทสร้างผลงานให้มากขึ้นนั้น...เป็นเรื่องปกติของคนที่เป็นนักการเมืองต้องทำเป็นประจำอยู่แล้วการรับคำหัวหน้าในเรื่องพวกนี้ จึงไม่ใช่ความลำบากใจหรือโป้ปดแต่อย่างใดถ้าหัวหน้าเชื่อและสบายใจก็ดีไป...ถือเป็นชะตากรรมของหัวหน้าเองเช่นกันกับชะตากรรมของบรรดาแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวินทั้งหลายนั่นแหละที่ในวันนี้ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ไปหมดทุกกรณีก็คนแพ้เลือกตั้ง มีหรือแกนนำรัฐบาลซึ่งเป็นเซียนการเมืองขนานแท้อย่างพรรคประชาธิปัตย์ มีหรือจะอ่านเกมไม่ออกมีหรือจะไม่รู้ว่า นี่คือการพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจริงๆแล้วธรรมชาติของมนุษย์...ใครที่ไหนจะโง่ให้คนแพ้ขี่คอ!!!ดังนั้น จนวันนี้ โสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังคงไม่รู้ตัว ยังคงดิ้นพล่านทุกวิถีทางที่จะให้ผ่านโครงการโคตรรถเมล์เช่าฝังเพชร 4,000 คันให้ได้ล่าสุด ก็เพิ่งทุบทางสำนักงานขนส่งและจราจรหรือ สนข.ให้จัดสัมมนาเรื่อง รถเมล์...อนาคตของคนกรุง ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เสียเงินไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ฟรีๆ อีกเป็นล้านเพราะคนที่มานั่งฟังฟรี กินฟรี แถมหลับกรนฟรีในห้องสัมมนานั่นน่ะ...โรงแรมเขาชาร์จหัวละ 650 บาทรวด...ละเลงเงินละลายน้ำกันไปอีกรอบ...งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนทั้งน้านไม่ได้รู้เลยว่า ที่สภาพัฒน์รับเรื่องไปดองนั้น...คือ การเมืองตัดสินใจให้ดอง!!!ในขณะที่แกนนำอีกคนของกลุ่ม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คนที่เคยล้มเหลวกับผลงานการจัดสินค้าโอท็อปในห้างและกลางสนามศุภฯ ที่ทำเอาบรรดาสินค้าโอท็อปสาปส่งกันมาแล้วมาครั้งนี้หวังเล่นเกมซื้อใจบรรดารัฐวิสาหกิจ เผื่อจะได้ช่วยขย่มรัฐบาล “มาร์ค” ไม่ให้กล้าหือ...ก็เลยหนุนค่าครองชีพ 2,000บาท ให้รัฐวิสาหกิจเต็มที่ ไม่ว่าจะเงินเดือนเท่าใดก็ตามเจอพิษสงหมัดเด็ดของประชาธิปัตย์ไปเต็มๆ โดยปล่อยข่าวให้สังคมรู้เรื่อง

เท่านั้นเอง รัฐวิสาหกิจและบุญจงกลายเป็นจำเลยสังคมถูกชยันโตเละเทะเอาเปรียบ เห็นแก่ได้ ไม่นึกถึงความเดือดร้อนของประชาชนก่อนที่เดอะมาร์คจะเล่นบทนายสะอาด ตบท้ายง่ายๆจะช่วยค่าครองชีพ ต้องคนเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทเท่านั้น!!!ประชาธิปัตย์ได้ใจประชาชนไปสบายๆในขณะที่คนที่พล่านอย่างบุญจง...ติดลบไปเต็มๆและแม้ว่าสุดท้าย นายกฯ อภิสิทธิ์ จะเล่นบท “ลูบหลัง” ด้วยการไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่บ้านพิษณุโลกแต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันว่า โครงการต่างๆ ของภูมิใจไทยที่ชะงักงันจะราบรื่นขึ้นมาเพราะนายอภิสิทธิ์พูดชัดเจนว่า การพบกันไม่มีการเคลียร์ปัญหาคาใจเรื่องโครงการต่างๆ ของพรรคภูมิใจไทยแค่พบกันเพื่อให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปโดยมีเอกภาพเท่านั้นที่สำคัญ ไม่มีนัยทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้นนี่คือความนิ่งสไตล์ประชาธิปัตย์แต่เป็นการนิ่งแบบพร้อมจะเชือดนิ่มๆ ทางการเมืองอยู่ตลอดเวลาดังนั้น วันนี้ หาก เนวิน ชิดชอบ และกลุ่มยังไม่นิ่ง ยังพล่านที่จะอาละวาดเอาโครงการนั้นเร่งโครงการนี้อยู่แบบนี้ยิ่งพล่าน...ก็จะยิ่งพัง...เพราะการที่นายอภิสิทธิ์จะลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์บอกได้เลยว่าไม่ได้เป็นการไปเพื่อชื่นชมบารมีของนายเนวินแต่อย่างใดแต่น่าจะเป็นการไปวัดพลังของนายเนวินเสียมากกว่า...ว่าถึงวันนี้เหลือน้ำยา เหลือน้ำจิ้มแค่ไหนกันแน่เพราะแม้แต่คนอย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ยังถึงกับไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธกระแสข่าวกลับไปร่วมทำงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณแต่กลับให้คำพูดที่หลายๆ คนไม่อาจไม่รับฟัง“ในทางการเมืองผมเคยบอกแล้วว่า หากต้องการที่จะสู้กับพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้ เพราะไม่มีทางที่จะสู้ได้แน่นอน”แฝดคนละฝา “อภิสิทธิ์–เนวิน” น่าจะได้คิดอะไรบ้างนะ ■

ปราสาทพระวิหาร: บิดเบือน ทำไมจึงต้องเบือนบิด

ที่มา ประชาไท

เผยแพร่ใน
Mekong Review
http://www.indochinapublishing.com

สื่อมวลชนไทยตกเป็นเครื่องมือของการให้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์เข้าอย่างจัง หลังจากที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุวิทย์ คุณกิตติ ซึ่งเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่สเปน ระหว่างวันที่ 23-30 มิถุนายน ออกมาให้ข่าวการเลื่อนส่งรายงานแผนการอนุรักษ์และพัฒนามรดกโลกพระวิหารของกัมพูชาไปอีกจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2010 หรืออีกนัยหนึ่งก็เพียง 7 เดือนนับต่อจากนี้ โดยให้มีความหมายโดยนัยถึงชัยชนะที่งดงามของประเทศไทยต่อการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ด้วยความที่มีใจให้กับการแย่งชิงปราสาทพระวิหารมาเป็นของตัว หรือ จะอยู่ในอารมณ์ที่รักชอบรัฐบาลเป็นทุนเดิม ทำให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของไทย ระดมพาดหัวกันทันทีว่า ไทยคัดค้านสำเร็จ “กก.มรดกโลกขยายขึ้นทะเบียนพระวิหารปีหน้า” (กรุงเทพธุรกิจ) บางฉบับก็ว่า “มรดกโลกเลื่อนถก'พระวิหาร'มาร์คย้ำจุดยืน” (ไทยโพสต์) บางฉบับก็ไปถึงขั้นว่า “กก.มรดกโลกยอมเลื่อนขึ้นทะเบียนพระวิหาร” (มติชน) และ ที่กั๊กหน่อย ก็มี เช่น สุวิทย์โวกล่อมยูเนสโกยืดขึ้นทะเบียนพระวิหาร1ปี (ไทยรัฐ)

หนังสือพิมพ์ของไทยทั้งหมดใช้แหล่งข่าวเดียวกันโดยพากันอ้างคำพูดของ ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ว่า รัฐมนตรี สุวิทย์ ได้รายงานผลการเดินทาง ไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 23-30 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า “คณะกรรมการมรดกโลกได้ขยายเวลาการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร โดยประเทศกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวออกไปเป็นเดือนก.พ.2553”

สำทับด้วยการให้สัมภาษณ์ของ รัฐมนตรีสุวิทย์ ในเชิงเปรียบเปรยว่า “เหมือนวันนี้เราแข่งขันฟุตบอล ครึ่งแรกโดนยิงพรุน ครึ่งหลังตีเสมอได้ตอนนี้คือการต่อเวลา กรรมการมรดกโลกมีมติมาแล้วว่า การพิจารณาปราสาทเขาพระวิหารจะพิจารณาในปีหน้าในบราซิล ฉะนั้นหนึ่งปีนี้เราสามารถทำงานได้”

มีสื่อมวลชนไทยจำนวนน้อยที่รายงานอย่างเข้าใจว่า กรอบระยะเวลาเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านั้น หมายถึง การขยายระยะเวลาให้กัมพูชาส่งรายงานการจัดทำแผนคุ้มครองและพัฒนาปราสาทพระวิหาร

หากไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรง ก็เป็นการจงใจบิดเบือนอย่างร้ายกาจ ที่พากันรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้เลื่อนการตัดสินใจขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารออกไปอีกหนึ่งปี โดยการอ้างการให้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ของ รัฐมนตรี และรักษาการโฆษกรัฐบาล

สิ่งที่ถูกต้องกลับไม่มีใครรายงาน คือ คณะกรรมการมรดกโลกได้ตัดสินใจไปแล้วว่า ให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่มีการประชุมครั้งที่ 32 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ตามมติที่ 32COM 8B.102 และมตินั้นมิได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การประชุมครั้งที่ 33 ที่สเปนในปีนี้ ไม่มีประเด็นปัญหาว่าด้วยเรื่องปราสาทพระวิหารอยู่ในวาระการประชุม

การเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ประชุมของรัฐมนตรี สุวิทย์ ไม่ได้มีความอะไรต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการมรโลก ความจริงแล้วรัฐมนตรีของไทยก็ไม่ได้ไปทำอะไรมากไปกว่าการไปขอพบ ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก เพื่ออธิบายสิ่งที่รัฐบาลไทยได้เคยพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

การที่คณะกรรมการมรดกโลก ได้ยอมขยายเวลาให้กัมพูชา ยืดระยะเวลาส่งรายงาน ไม่ได้มีความหมายใดๆ มากไปกว่า เรืองเทคนิคการทำงานระหว่างกัมพูชากับคณะกรรมการมรดกโลกเท่านั้น ไม่ได้สร้างความหวังอะไรให้กับไทยทั้งสิ้น

กัมพูชามีภาระที่จะต้องจัดทำแผนการคุ้มครองและพัฒนาปราสาทพระวิหารให้พร้อมทั้งประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ ซึ่งไทยก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วยนั้นให้ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ แต่ด้วยเหตุขัดข้องหลายประการ รวมทั้งความขัดแย้งตามแนวชายแดนด้านจังหวัดศีรษะเกษ ทำให้การจัดทำแผนการต้องล่าช้าออกไป และกัมพูชาก็ขอผัดผ่อนกับคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งคณะกรรมการก็ยอมให้ผัดผ่อน จากเดิมกุมภาพันธ์ปีนี้ มาเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายนปีนี้ กระทั่งล่าสุดคือ ไปถึงกุมภาพันธ์ปีหน้าโน่นเลย และการเลื่อนส่งรายงานแผนการนี้ เป็นสิ่งที่คาดหมายได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพราะกัมพูชาขอเลื่อนมาหลายครั้งแล้ว

สิ่งที่สื่อมวลไทยไม่ได้รายงาน (หรือความจริงอาจจะไม่ทราบ) ว่าเหตุแห่งการขยายระยะเวลาส่งรายงานแผนการดังกล่าวนั้น ไม่ได้เป็นเหตุแห่งการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงฐานะการเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารเลย

รักษาการโฆษกรัฐบาล ปณิธาน ให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริงที่ว่า ประเทศไทยมีเวลาอีก 1 ปีเพื่อไปรณรงค์เพื่อให้ไทยมีโอกาสเข้าไปเสนอร่วมขึ้นทะเบียนด้วยนั้น โดยอ้างข้อมติที่ 13 นั้น เป็นการอ้างที่ผิดเรื่องผิดราวเอามากๆ มติข้อ 13 นั้นความจริงเป็นมติที่อ้างอิงว่า ปราสาทพระวิหารได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตามเกณฑ์ 1 ใน 6 ข้อ ของคณะกรรมการฯ เกณฑ์ 1 ที่ว่า “พระวิหารเป็นศิลปกรรมชั้นเยี่ยมของสถาปัตยกรรมเขมร ซึ่งมีความบริสุทธิอย่างยิ่งทั้งในเรื่องผังและรายละเอียดตกแต่ง”

หากรัฐบาลประสงค์จะใช้ข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อขอขึ้นทะเบียนร่วมนั้น ต้องไปดูข้อ 10 ที่ว่า “ให้พิจารณาต่อไปอีกว่า การค้นคว้าทางโบราณคดีที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งอาจจะมีการค้นพบสำคัญ ซึ่งอาจสามารถพิจารณาการขอขึ้นทะเบียนข้ามพรมแดนใหม่ได้ ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมทั้งจากกัมพูชาและประเทศไทย”

ความในข้อนี้หมายความว่า หากประเทศไทยประสงค์ไปเสนอชื่อขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารร่วมในลักษณะข้ามพรมแดน จะต้องเข้าองค์ประกอบ 2 ข้อ กล่าวคือ 1 ต้องค้นพบสิ่งใหม่ที่สำคัญทางโบราณคดี และ 2 ต้องได้รับความยินยอมจากกัมพูชาด้วย

สิ่งที่รัฐบาลไทยจะต้องทำ ไม่ใช่ไปรณรงค์กับนานาชาติขอคัดค้านการขึ้นทะเบียนหรือขอขึ้นทะเบียนร่วม แต่ต้องไปศึกษาทางโบราณคดี ดูว่า มีอะไรที่หลงเหลืออยู่ที่ยังไม่ได้ค้นพบและมีคุณค่าพอจะไปเสริมความเป็นมรดกโลกของปราสาทแห่งนั้นได้บ้าง เมื่อพบแล้วก็ต้องไปเจรจากับกัมพูชาอีกว่า จะยอมให้เอาสิ่งค้นพบใหม่ไปร่วมหรือไม่

หากรัฐบาลไทยยังไม่ได้ให้ใครไปศึกษาเรื่องที่ควรศึกษา แล้วให้ข่าวเพื่อบิดเบือนเรื่องที่แท้จริง ด้วยหวังคะแนนนิยมทางการเมืองภายในประเทศ ว่าได้ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คนไทยไม่ได้เป็นเจ้าของแต่รักและหวงแหน ถือเป็นการดำเนินงานที่ไม่ชอบอย่างยิ่ง ผิดทั้งในทางการเมืองภายในประเทศและมารยาทของการเมืองระหว่างประเทศ

เสื้อแดง เป็น Social Movement ไปเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครในประเทศนี้หยุดยั้งได้

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันศุกร์ที่ 03 กรกฏาคม 2009 เวลา 00:30 น.

alt ใครเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ก็จะเห็นถึงคลื่นพลังของมหาชนเหยียบแสนคน ที่ยืนตากฝนต้านพายุลมแรง กลางสนามหลวงอย่างไม่ท้อถอย ไม่มีใครวิ่งหนีหรือกลับบ้าน แม้แต่จะอยู่กลางพายุฝนขนาดหนักก็ตาม

ผมไม่เคยเห็นคนจำนวนมากขนาดนี้ยอมยืนตากฝนที่ตกขนาดหนักแบบไม่ท้อถอยอย่างนี้มาก่อน ที่วัดไผ่เขียวก่อนหน้านี้แม้คนจะมากและมีพายุลมแรง แต่ประชาชนกว่าครึ่งก็มาหลังพายุฝนผ่านไปแล้ว แม้จะยอมลุยทะเลโคลน แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับสนามหลวงในวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่ประชาชนยอมยืนตากฝนเลย


อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่


ท่ามกลางสายฝน ผมก็ยังได้ยินเสียงร้องเพลง เสียงปราศรัยบนเวทีไม่ได้ขาดหายไป

คลิ๊กตรงนี้ดู ปฏิบัติการ "ตากฝน 2" มิใช่ ตากสิน2 ภาพจากสนามหลวง

ผมคิดว่าขณะนี้คนเสื้อแดงได้กลายเป็นกระบวนการ หรือ ขบวนการที่เรียกกันว่า Social Movement จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในสังคมแล้วครับ มันมีสภาพเหมือนกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหยุดยั้งได้แล้ว ไม่ว่าใครจะมีบารมี หรือเคยมีบารมี หรือคุมอำนาจกองทัพยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม กองทัพที่รบกับประชาชนส่วนใหญ่ของตัวเอง ไม่มีทางชนะในสงครามเช่นนี้ได้ เพราะยิ่งใช้กำลังยิ่งสร้างเงื่อนไขสงครามปฎิวัติ ตายสิบเกิดแสนอย่างในอดีตที่มีคนกล่าวเอาไว้

การหยุดหรือเบี่ยงเบนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งนี้ ไม่มีทางทำได้ด้วยกำลังทหารหรือด้วยยุทธวิธีทางการทหาร

ในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นแล้ว่า การใช้ยุทธวิธีทางทหาร จัดการกับการเคลื่อนไหวทางสังคมขนาดใหญ่ทั้งสังคมนั้นทำไม่ได้ มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายสังคมจะเคลื่อนไปสู่จุดแห่งการเปลี่ยนแปลงจนได้ การยิง ฆ่าทำลาย ใช้ความอยุติธรรม ยิ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่าเติบโตต่อไปเรื่อยๆ

การเอาชนะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบนี้ได้ จะต้องมีอุดมการณ์ที่เหนือกว่าเท่านั้น หากอาศัยแต่ กรอบความคิดเดิมของลัทธิเทวราชา กับระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เดิมมานั้น ผมไม่คิดว่าจะสามารถเอาชนะ อุดมการณ์ประชาธิปไตย ความยุติธรรมในสังคมครั้งนี้ได้

ช่วยไม่ได้ที่ ด้วยความระแวง อำมาตย์ไปจุดไฟที่สุมอยู่ใต้ขอนแห่งความไม่เท่าเทียมกัน ระเบิดขึ้นมา

ในศตวรรษที่ 21 แนวคิดบูชาตัวบุคคล ไม่อาจปรับมาใช้ได้หรอกครับ เพราะ "โลกทรรศน์" ของประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่กรอบแบบ พุทธปนฮินดูแบบหนังสือไตรภูมิพระร่วงเดิมๆ คนรุ่นใหม่มีน้อยคนที่มีกรอบความเชื่อเรื่องบุญบารมีข้ามภพข้ามชาติแบบนั้น และมันก็ยังค้านกับคติพุทธที่บริสุทธิ์ด้วย

ผมจึงไม่กลัวว่า ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยหรือ กอ.รมน. จะวางแผนให้หัวแตกอย่างไร ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนคนที่ตาสว่างให้หลับตาไปได้หรอกครับ

ยกเว้นแต่จะเปลี่ยนกรอบแนวคิด ชิงปฎิรูประบอบประชาธิปไตยเหมือนในสมัย ร. 5 ที่ชิงปฎิรูปสังคม ก่อนตะวันตกจะมาบังคับให้ปฎิรูป

บ้านเมืองเปลี่ยนไปแล้ว กรอบแนวคิดล้าหลังแบบเดิม ไม่อาจดึงรั้งสังคมได้ อีกแล้วครับ

ผมว่าคนยุคนี้เชื่อในนิยายจักร ๆ วงศ์ ๆ น้อยมาก และการโปรประกันดา ในยุคอินเตอร์เน็ตไม่มีทางได้ผล เพราะประชาชนสามารถสื่อกันได้หลายทาง แนวคิดแบบครอบงำ เจอแนวคิดตอบโต้ที่เหนือกว่าก็พังแล้วครับ

อีกอย่าง การโปรประกันดา แต่ฝ่ายเดียว คนก็ไม่ยอมรับการยัดเหยียดความคิดแบบนั้นแล้ว เราจึงเห็นสื่อทั้งวิทยุและโทรทัศน์ทำงานไม่ได้ผลแต่อย่างใด

"ผมเป็นข้าราษฏร" โดย........จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา thaifreenews



เขียนโดย จักรภพ เพ็ญแข
วันพฤหัสบดีที่ 02 กรกฏาคม 2009 เวลา 02:51 น.

alt “ทำไมต้องกัมพูชา?”


ใคร อยากจะรบกับกัมพูชาเต็มแก่เพราะกรณีปราสาทพระวิหารก็ดี เพราะเชื่อว่าเขาอนุเคราะห์คุณทักษิณในทางการเมืองก็ดี หรือเพราะหาเหตุแห่งความล้มเหลวไม่เป็นท่าของเมืองไทยในวันนี้ไม่พบเลยอยาก โทษคนอื่นว่าเขาเป็นต้นเหตุก็ดี โปรดฟังทางนี้ก่อน

การหาเหตุทะเลาะกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ถึงขนาดขู่เข็ญจะยกทัพข้ามพรมแดน ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย หากเป็นสันดานเก่าแก่หลายร้อยปี และเป็นสันดานชนิดแก้ไม่หายของชนชั้นปกครองเมืองไทย

ไม่ได้เกี่ยวกับประชาชนชาวไทยและชาวกัมพูชาทั้งนั้น

ลองทบทวนดูสิครับว่าเหตุพิพาทคราวนี้เกิดขึ้นอย่างไร?

อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น

เริ่มต้นก็ให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแต่งเรื่องขึ้นมา “เล่น” โดยทำประหนึ่งว่าได้เกิด “การสูญเสียบูรณภาพแห่งดินแดน” ขึ้นมาแล้ว ช่วยกันตีฆ้องร้องป่าวกันราวกับคนบ้า ทำทุกอย่างเพื่อให้กระทบต่อรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีประชาธิปไตย ๒ ท่านคือคุณสมัคร สุนทรเวชและคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถึงขนาดส่งคนปีนข้ามรั้วไปนั่งสมาธิอยู่ในบ้านเขาก็ยังอุตส่าห์ทำ


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องลาออกไปหนึ่งคน และรัฐบาลของประชาชนก็อยู่ไม่ได้

จากนั้นก็สั่งให้ทหาร “เล่น” ต่อ ด้วยการส่งกำลังจากกองทัพภาคที่สอง ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายถือปฏิบัติตลอดมาว่าจะไม่ละเมิดกัน จนเกิดยิงกัน งามหน้ามาจนถึงวันนี้ว่าฝ่ายไทยสูญเสียไปกว่า ๒๐ ชีวิตในขณะที่ฝ่ายเขาไม่เสียทหารเลยสักนาย

ก็กำลังของเขาอยู่ในที่สูงคือรอบองค์ปราสาท พอฝ่ายไทยฮึกเข้าไปเขาก็สอยร่วงหมด

บัดนี้กำลังฝ่ายไทยก็ยังตรึงอยู่ตามตะเข็บชายแดน จะบุกเข้าไปก็ไม่กล้า เพราะขาดเหตุผลด้วยประการทั้งปวง จะถอยกลับก็ไม่ได้ เพราะคนสำคัญคอยสั่งการอยู่ในที่สูงว่าเอามันให้ได้

ประชาชนใน พื้นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ รักพื้นที่ทำมาหากินของตน ต้องเกิดปะทะกับคนใส่เสื้อเหลืองที่ถูกเขาหลอกให้ขึ้นไป “รักษาเอกราช” ที่ไม่เคยสูญเสียถึงเชิงเขาพระวิหารโน่น คนไทยด้วยกันต้องหลั่งเลือดสังเวยเหตุการณ์ที่ไม่สมควรแก่เหตุเลยสักนิด

alt

ขณะ ที่ทุกอย่างตึงเครียดขึ้นทุกวัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนกัมพูชาสองวัน นัยว่าจะได้สางปัญหาต่างๆ ในเรื่องปราสาทเสียให้เรียบร้อย ปรากฏว่าไปถึงแล้วก็ทำเป็นบ้าใบ้ นายกรัฐมนตรีฝ่ายเขาคือสมเด็จฮุนเซ็นเสนออ้าซ่าว่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่อง ปราสาทก็พูดได้ เขายินดีรับฟังทั้งนั้น แต่ฝ่ายไทยกลับตัดบทเอาดื้อๆ ว่าไม่สามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยได้

แต่พอกลับถึงบ้านก็ทำทีเหมือนได้พูดกับเขาแล้ว จัดการตามคำสั่งของคนที่เหนือขึ้นไปอีกว่า
ให้ทำหนังสือไปถึงองค์การยูเนสโกแสดงความมีกรรมสิทธิ์ของไทย

ดูสิครับ

เขา เปิดทางให้เจรจาโดยสันติ ก็ไม่ยอมพูดอะไรกับเขา พอลับหลังเขากลับทำท่าเป็นคนกล้าหาญเสียเต็มประดา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาใจคนสำคัญที่มีอำนาจล้นพ้นอยู่ในบ้านเมืองของตัว เพราะคนตรงนั้นเขาอยากปลุกคนไทยให้เกลียดชังและอยากทำสงครามกับกัมพูชาขึ้น มา เพื่อเล่นเกมคลั่งชาติที่หวังจะสร้างความนิยมยกย่องให้กับตนเองมากขึ้น

ไม่ น่าแปลกใจหรอกครับที่รัฐมนตรีกลาโหมของเขาจะบอกว่ารัฐบาลไทย “หักหลัง” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเขาบอกเรียบๆ ว่าทางเขาพร้อมทุกอย่าง ทั้งในทางเศรษฐกิจ ทางทหาร และการเจรจาอย่างสันติ พูดอย่างนักเลงก็คือจะเอาอย่างไรกันก็ได้ สุ้มเสียงของเขาคือเหนื่อยใจอย่างหนักกับท่าทีชนิดคาดเดาไม่ได้ของไทย

อภิสิทธิ์ ก็ฝังตัวเองลึกลงไปอีกด้วยการให้สัมภาษณ์ว่า “เราจะไม่ถอย” (we won’t back down) ซึ่งเป็นการแสดงออกที่สวนทางอย่างยิ่งกับความเป็นอาเซียน เพราะอาเซียนเป็นสมาคมประชาชาติที่ตกลงกันว่าเราจะไม่ทะเลาะกัน มีอะไรก็จะใช้กลไกรอมชอมให้เต็มที่ จะได้ไม่ระเบิดเถิดเทิงขึ้นมา

ผมเข้าใจล่ะครับว่าเขาพูดอย่างนั้นเพื่อหาเสียงกับใคร และเพื่อเอาใจใคร
แต่นี่คือประเทศไทยทั้งประเทศ เอามาใช้สนองตัณหาใครได้อย่างไร

ก่อนหน้านั้นก็มีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาเล่ากันลับหลัง
และแสดงอาการไม่สู้ดีของความสัมพันธ์มาก่อนแล้ว



ตอน ที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของพันธมิตรฯ แอบนั่งรถเข้ามายังจังหวัดเกาะกงของกัมพูชาซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดตราดไม่นาน มานี้ วันนั้นฝนฟ้าก็ตกกระหน่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ขนาดลงจากรถไม่ได้ แถมยังเกิดฟ้าผ่าข้างรถที่นายกษิตนั่งมาอย่างน่าหวาดเสียวเป็นที่สุด คนที่นั่นเขาก็เลยพูดกันว่าฟ้าดินเขาปฏิเสธคนอย่างนี้

พอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเอง ก็เกิดเหตุที่รู้กันทั่วไปในข่าว คือเครื่องบินขากลับเกิดเสียอยู่ที่สนามบินโปเช็นตง
ต้อง รอเป็นเวลานานเพื่อเอาเครื่องบินลำใหม่ไปรับ ระหว่างนั้นคนที่ฝ่ายอำมาตย์สั่งมาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนนี้ก็นั่งคอตก เหงื่อแตกอยู่ในสนามบิน
เป็นที่ขบขันและหมดสง่าราศีอันควรมีควรเป็นของคนในตำแหน่งนี้
เขาก็พูดกันในหมู่การทูตอีกว่าไม่มีการเยือนครั้งใดจะอนาถยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว

ทั้งหมดนี้มาจากสาเหตุเพียงประการเดียวเท่านั้นครับ ผู้มีอำนาจจริงในสังคมไทยเขาชอบที่เราจะทะเลาะเบาะแว้งกับประเทศเพื่อนบ้าน
สมัยที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีและกำลังจะร่วมมือในหลายทางกับสหภาพเมียนมาร์
ข่าววงในว่าเขาก็ใช้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น
จัดการส่งทหารไทยไปในนามชนกลุ่มน้อยไทยใหญ่
และเข้าโจมตีสังหารทหารฝ่ายเมียนมาร์ไปนับร้อยคน
เพื่อทำลายความสัมพันธ์ ในขณะที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเขา

พลเอกหม่องเอ กำลังเยือนไทยอยู่ในขณะนั้น
กรณีมาเลเซียก็สั่งให้เล่นเรื่องพุทธกับอิสลามและกรณีคนสองสัญชาติ
จนแทบจะวางมวยกันหลายครั้ง เติมไฟเข้าไปปัญหาห้าจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งมักจะหลอกกันว่าครอบคลุมเพียงสามจังหวัด

การหาเรื่องกับราชอาณาจักรกัมพูชาก็เกิดขึ้นตามกรอบความคิดแคบๆ อย่างนี้
ใครที่มองตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเหมือนศักดินาเมืองไทย
และหลงละเมอไปว่าของขนาดปราสาทพระวิหารหรือนครวัตนครธมเป็นสมบัติส่วนตัว
ถึงขนาดเอาบ้านเมืองไปเดิมพันได้ ก็ประกาศสงครามแทนคนทั้งประเทศตามอกุศลมูลของตัวคือ
โลภะ โทสะ และโมหะ ได้ทั้งนั้นล่ะครับ

ผมอยากให้พวกเราที่รักประชาธิปไตยช่วยกันจดจำไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ไทยเราเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง
ความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศจะแข็งแรงรุ่งเรือง
และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนได้อย่างดียิ่ง
แต่เมื่อใดก็ตามที่ศักดินาไทยได้ครองเมือง หรืออำมาตย์สามารถชี้นำทิศทางของชาติได้
เมื่อนั้นความสัมพันธ์และความร่วมมือกับเพื่อนบ้านจะกลับเสื่อมทรามตกต่ำ
จนถึงขั้นมีเรื่องกันในที่สุด เดือดร้อนไปจนถึงพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนนั้นเอง
โดยพวกที่มาก่อเรื่องจากส่วนกลางไม่เคยตามมารับผิดชอบเลยสักนิด

เหตุการณ์ล่าสุดกับกัมพูชาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นล่าสุดว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยนั้น
โง่และโลกแคบ ใช้การไม่ได้และอยู่ร่วมโลกไม่ได้กับการพัฒนาประเทศไทยในสากล

ตรงกับศัพท์เดิมที่เรียกว่าดักดานนั้นแล

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 03 กรกฏาคม 2009 เวลา 00:46 น.

หกเดือน ยาวนานเหมือนหกปี !! เขาช่างทำให้คนไทยสิ้นหวังได้ถึงขนาดนี้

ที่มา Thai E-News

โดย คุณสายลมรัก (2)
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
2 กรกฎาคม 2552

'ให้โอกาสผมได้ทำงานแสดงฝีมือ เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง' คำพูดออดอ้อน ออเซาะ ฉอเลาะ ของนายกฯ มาดดี มีชาติตระกูล เรียนหนังสือเก่ง สนใจการเมืองมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง หลังรัฐประหาร เมื่อ 2 ปีก่อน ยังก้องอยู่ในในหูของคนไทยไม่รู้ลืม

แต่พอเขามีโอกาสที่ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง (แต่มาจากสิ่งดำมืดอะไรก็ไม่รู้) ทำมั้ย... ทำไม ...ทำไมเขาถึงได้สร้างความสิ้นหวังให้กับบ้านนี้เมืองนี้ได้ขนาดนี้หว่า

99 วันทำได้จริง วันนี้มันกำลังจะกลายเป็น 6 เดือนแล้ว ประเทศชาติเหมือนนอนอยู่ในห้อง ICU แบบเจียนอยู่เจียนไปได้ทุกนาที

ในวันแรกที่ออกรายการ เชื่อมั่นอภิสิทธิ เชื่อมั่นประเทศไทย อภิสิทธิ ออกมาบอกว่า ใจเย็น ๆ กันนะพี่น้อง เดี๋ยวชาติอื่นเขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจกันได้แล้ว ประเทศชาติของเราก็จะฟื้นตัวได้เอง (ฮา)

ยังเป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจคนไทยค่อนประเทศว่า แล้วอาสามาแก้ปัญหาทำหอกอะไร หากต้องรอให้ชาติอื่นๆ ฟื้นตัวเองก่อน

จนวันนั้นมาถึงวันนี้ นอกจากกู้เงิน 8 แสนล้านแล้ว อภิสิทธิก็ยังไม่บอกว่า จะหาช่องทางทำมาหากินให้กับประเทศไทยอย่างไร นอกจากนั่งคอยโชคชะตาไปวันๆ

อภิสิทธิเคยบอกว่า การให้ขนมหวานอาบยาพิษ (ประชานิยม) จะทำให้ประชาชนเคยตัว และทำให้ประเทศอ่อนแอ

แต่อภิสิทธิก็กลืนน้ำลายตัวเอง แจกแหลก แจกสะบัด ตามทฤษฏีออกฟอร์ด ยูนิเวอร์ซิตี้ (นัยว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ) ซึ่งผลการแจกเงินกระตุ้นคนละ 2 พันบาท ก็หายไปกับสายลม โดยไม่มีอะไรคืนกลับมา ...

แถมมาตรการขี้เกียจ ให้หยุดกันยาวๆ ก็ยังไม่มีผลต่อการท่องเที่ยวในประเทศ เพราะประชาชนมันหยุดอยู่บ้านกันหมด เนื่องจากไม่มีเงินจะจับจ่ายใช้สอย (ฮา)

วันนี้ อภิสิทธิก็ยังทำอะไรไม่ถูก นอกจากกู้เงิน กับรีดภาษี ไปเรื่อยๆ แต่เพียงอย่างเดียว

พืชผลราคาตกต่ำไปทุกหัวระแหง ไม่ว่าข้าว ยางพารา ผลไม้ การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ยังฟัดกันนัวเนีย โดยไม่รู้ว่าทางออกในอนาคต จะเป็นอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน เป็นไปอย่างดีเยี่ยม เราฟัดทั้งพม่า และกัมพูชา จนเกือบจะเกิดสงครามระหว่างรัฐอยู่รอมร่อ

ปัญหาสังคมและสุขภาพ ไม่ต้องพูดถึง หวัดสายพันธ์ใหม่ ยังคาใจคนทั้งประเทศว่า ชีวิตจะดำเนินกันไปอย่างไร

คนตกงานพุ่งพรวด เพราะโรงงานพากันปิดชนิดมองไม่เห็นอนาคตว่า จะฟื้นตัวได้เมื่อไหร่

6 เดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหก มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีช ออกมาให้เห็นเป็นสง่าบ้าง

เมื่อเช้า ..ก็แว่วๆ มาว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (ซึ่งนั่นหมายถึงว่า คนไทยไม่มีเงินที่จะซื้อ แม้ว่าราคาสินค้าจะคงที่ หรือถูกลง ) แม้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะบอกว่า เรากำลังเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อลดลงอย่างมั่นคง (ฮา)

เฮ้ออออออออออออออออออออออออออออออออ ดีนะที่หลินฮุ่ย มีลูก และเคอิโง๊ะ ได้คุยกับพ่อ ยังถือว่าพอมีข่าวดีๆ ให้ประชาชนได้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง

บริหารมาได้ 6 เดือน มันดูยาวนาน จนดูเหมือนว่า อภิสิทธิบริหารมาได้ 6 ปีกว่าแล้ว .......

เมื่อเช้าโซฮอล 95 ขึ้นอีกลิตรละ 80 สตางค์ สบายๆ ตามสไตล์ ประชาชนต้องตายก่อน

กัดฟันกันไว้นะพี่น้อง อดทนกันไว้ เดี๋ยวก็ชินไปเอง