WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 4, 2009

ลูกผมต้องเข้า ICU เพื่อแลกให้ใครบางคนได้เข้าสปา:ความคืบหน้า

ที่มา Thai E-News


โดย คุณzebra
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
3 กรกฎาคม 2552

เนื่องจากกระทู้ที่ผมได้ตั้งไว้ ลูกผมต้องเข้า ICU เพื่อแลกให้ใครบางคนได้เข้าสปา

คงมีคำถามมากมายในใจของใครบางคนที่คิดว่า ผมคงสร้างเรื่องขึ้นมา จริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยสบายใจที่ทำให้ใครบางคนคิดเช่นนั้น ทีแรกผมคิดว่าถ้าลูกของผมอาการดีขึ้น และได้ออกจาก รพ. ผมจะเปิดเผยเอกสารทางการแพทย์ที่พอจะเปิดเผยได้

ที่ผมคิดเช่นนั้นก็เพราะน้องมีอาการดีขึ้น ไม่ชักซ้ำอีก รับอาหารทางสายยางได้มากขึ้น ผมคิดเองว่าอีกไม่นานเราคงจะได้กับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม พ่อ-แม่-ลูก

ผมจะได้พาลูกไปเที่ยวสวนสยามเสียที เพราะลูกพูดหลายครั้งแล้วว่าอยากให้พาไป แต่ผมก็ผลัดลูกมาทุกที เพราะทำงานจนไม่มีเวลา

ลูกผมเคยบอกผมว่า “ถ้าโตขึ้นหนูอยากจะเป็นหมอ จะได้มาดูแลพ่อกับแม่” ลูกผมเป็นเด็กผู้หญิง อายุ 6 ขวบ ชื่อเล่นว่า บูเก้ ซึ่งแปลว่า ช่อดอกไม้ของเจ้าสาว น้องเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว เรียนเก่ง ช่างพูด เป็นที่รักของคุณครู

แต่สิ่งต่างๆ ที่ผมวาดฝันเอาไว้ก็มาสูญสลายไปในเช้าวันนี้

วันนี้ตอนเช้าน้องเริ่มซึมลง มีไข้สูงขึ้น ความดันลดลง หมอมาดูอาการแล้วเรียบส่งทำ CT-scan ฉุกเฉิน พร้อมกับเจาะเลือดไปตรวจเพาะเชื้อ ผลออกมาว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด จนเกิดภาวะเกล็ดเลือดแข็งตัวผิดปกติ ทำให้เกล็ดเลือดลดลง ผลดังกล่าวทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย กว่าปกติ

ผลทำ CT-scan พบเลือดออกที่บริเวณใกล้ๆ ก้านสมอง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 cm มีผลทำให้ความดันในสมองสูงขึ้น เด็กจึงซึมลง หมอรีบเอาน้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเปิดกระโหลกเพื่อลดความดันในสมอง ไม่ฉะนั้นเด็กจะเสียชีวิตทันที

หลังจากผ่าตัดเปิดกระโหลกศรีษะเสร็จ ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง หมอได้บอกผม และภรรยาว่าตำแหน่งที่เลือดออกอยู่ลึก ไม่สามารถผ่าตัดได้ ถึงลูกหายก็คงไม่เหมือนเดิม หมอบอกให้ผม และครอบครัวเริ่มเผื่อใจไว้บ้าง เพราะ ลูกมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย ทำให้โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

บอกตามตรงว่าตอนนี้ ผมและภรรยาเหมือนกับตายทั้งเป็น เพราะผมมีลูกสาวเพียงคนเดียว ผมคงไม่คาดหวังให้ลูกกลับมาเป็นปกติ ถึงพิการผมก็ยอม ผมหวังจะได้ทำตามสัญญาที่เคยให่ไว้กับลูก คือได้พาลูกไปเที่ยวสวนสยาม อย่างที่ลูกต้องการ

ตอนนี้ผมคิดเสมอว่า

“ ถ้าผมโชคดีลูกก็คงจะหายป่วยในเร็ววัน
ถ้าผมโชคไม่ดีก็คงอีกนานกว่าลูกจะหายป่วย
แต่ถ้าผมโชคร้ายผมคงจะต้องสูญเสียลูกไปตลอดกาล “


ผมขอ รพ.ถ่ายเอกสารใบแรกรับตอนน้องเริ่มป่วยช่วงแรก ๆ มายืนยันให้ทุกท่านได้สบายใจในตัวผมครับ

(ผมขอปิดในส่วนของชื่อของน้องไว้นะครับ)
......................
(บทความเกี่ยวเนื่อง เรื่องก่อนหน้านี้)

ลูกผมต้องเข้า ICU เพื่อแลกให้ใครบางคนได้เข้าสปา

โดย คุณzebra
ที่มา เวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน
30 มิถุนายน 2552



ผมอ่าน Webboard นี้มานานแต่ไม่คิดที่จะเข้า Log in แต่วันนี้ผมมีเรื่องจะต้อง Log in ที่จะเล่าเรื่องที่ผมประสบมาวันนี้

ทีแรกอ่านกระทู้ http://www.sameskybook.org/board/index.php?showtopic=17831 ผมออกจะขำๆและไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่เหตุก่ารณ์ดังกล่าวก็มาประสบกับผมในบ่ายวันนี้เอง

เวลา 13.00 ภรรยาผมโทรมาหาบอกว่าลูกมีไข้สูง แล้วชักผมก็รีบออกจากที่ทำงานแถวสะพานใหม่ เพื่อกลับบ้านแถวดอนเมืองโดยขับรถผ่านกองทัพอากาศ เดินทาง10 นาทีก็ถึงบ้านผมเห็นลูกหยุดชักแล้ว แต่ยังมีเกร็งเล็กน้อย ผมก็รีบพาลูกขึ้นรถ พร้อมภรรยาโดยวิ่งผ่านเส้นเดิม

พอวิ่งผ่านกองทัพอากาศ มีทหารเด็กๆ สะพายเอ็ม16 โบกมือทีแรกผมก็เข้าใจว่าคงจะตรวจบัตร ก็ให้ดู แต่ทหารบอกว่าเข้าไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะมี นักร้อง ผ่าน ผมบอกว่าลูกต้องรีบไปหาหมอที่ รพ.ภูมิพล ทหารเด็กดีมากๆ ว.ไปแจ้งทหารของนักร้อง

คำตอบคือไม่อนุญาต ผมนี่ชาไปเลยต้องเลี้ยวรถ วิ่งออกถนนวิภาวดี ไปกลับรถที่หน้า รร.Miracle แล้ววิ่งอีกไกลมาก เลี้ยวเข้าไปยังถนนพหลฯ คืออ้อมไปเกือบ 30 ก.ม. ลูกผมก็เริ่มซึม ผมก็เหยียบสุดๆ คิดว่าไม่เป็นไร

แต่ที่ไหนได้ ดันไปปิดถนนฝั่งพหลอีก ตรงแยกจันทรุเบกษา คือผมอุตส่าห์ขับอ้อมเพื่อกลับมาทีเดิม แต่ดันมาปิดถนนอีกฝั่ง ผมหมดสิทธิ์ไป ต้องรออีกราว 30นาที ระหว่างรอผมได้ถ่ายรูปที่ทหารปิดถนนไม่ให้รถเข้ากองทัพอากาศไว้เป็นหลักฐาน


ไปถึงรพ.ภูมิพล หมอบอกว่าเป็น Febrile convulsion (ไข้สูงแล้วชัก) บอกต้องรีบทำ CT scan และต้องเข้า ICU เพื่อประเมินความเสียของสมอง

ผมมารู้ทีหลังว่า นักร้อง เพื่อไปทำสปาที่ รร.โซฟิเทล ลาดพร้าว จากเพื่อนที่ทำงานที่นั้น แบบว่าเสียใจมากๆ แต่ผมคงไม่โทษใครครับคิดเสียว่า

เป็นกรรมของลูกของผม และครอบครัวผมก็แล้วกันที่ลูกเข้า ICU แลกกลับใครที่ต้องเข้า Spa
.....
(ผู้ประสบเหตุได้มาเล่าเพิ่มเติมในวันต่อมา ดังนี้)

มื่อคืนตอนตี 2 น้องมีชักซ้ำอีก 2 ครั้ง แพทย์เวรได้ทำการเจาะหลังเอาน้ำไขสันหลังไปตรวจ และทำ CT scan ซ้ำ ผลการตรวจหมอบอกว่าน้องเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ประกอบกับเนื้อสมองขาดอ๊อกซิเจนบางส่วน หมอได้เพิ่มยากันชัก และยาปฏิชีวนะ เพราะหมอเห็นว่าน้องเริ่มมีปอดติดเชื้อข้างขวา ตอนนี้ใส่เครื่องช่วยหายใจให้ แล้ว หมอบอกขอดูอาการอีก 2-3 วัน ถ้าไม่ดีขึ้นต้องเจาะหลังซ้ำ

หมอบอกว่าถ้าชักซ้ำบ่อยๆ จะมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นของน้องได้ เพราะเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบเป็นตำแหน่งสมองส่วนหน้า ใกล้ๆลูกตา

ภรรยาผมถามหมอว่า ถ้าพาลูกมาเร็วกว่านี้ซัก 30 นาที ลูกจะดีกว่านี้ไหม หมอตอบว่าก็จะดีมากๆ เพราะจะใส่ท่อช่วยหายใจได้ทัน เนื้อสมองจะเสียหายน้อยลง

หลังจากฟังหมอพูดจบ แฟนผมร้องไห้โฮเลย เธอโทษตัวเธอเองตลอดว่าแม่ผิดเองที่ไม่ยอมพาลูกไปที่ รพ.อื่น (ลูกผมมีบัตรทองที่รพ.ภูมิพล) ไม่อย่างนั้นลูกคงอาการไม่แย่แบบนี้ ผมก็ให้กำลังใจเธอว่า เราทำดีที่สุดแล้ว เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิด บอกตามตรงนะครับว่าผมเครียด และเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกมากๆ

ส่วนเรื่องการฟ้องร้องผมผมคงไม่ทำหรอกครับ ผมก็แค่คนธรรมดา หาเช้ากินค่ำเงินเดือนหมื่นกว่าบาท แค่เพียงประคองชิวิตครอบครัวให้ผ่านไปแต่ละเดือนก็แทบแย่แล้วครับ

จักรภพ เพ็ญแข:ไมเคิล แจ็คสันแบบไทยๆ

ที่มา Thai E-News

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ผมเป็นข้าราษฎร นสพ.Thai red news ฉบับ 3 ก.ค.52
3 กรกฎาคม 2552

นี่คือเรื่องของคนๆ หนึ่งที่ทำอะไรบางอย่างแล้วเกิดถูกใจคนเป็นจำนวนมาก จนความอิจฉาริษยา การสุมหัวกันทำลายและทำร้ายคนอื่น และการลากตัวเข้าคอกหรือค่ายเพื่อให้อยู่ใต้อำนาจของเถ้าแก่ที่ไหนสักคนหนึ่งหรือบริษัทหนึ่ง ไม่อาจระคายผิวได้เลย


ขณะที่ผมเริ่มเขียนบทความชิ้นนี้ ข่าวการตายของ ไมเคิล แจ๊คสัน นักร้องระดับโลก กำลังเดือดพล่านอยู่ในจอโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ และคงจะเป็นข่าวใหญ่ต่อไปอีกหลายวัน

ศิลปินอเมริกันผู้อื้อฉาวจากโลกนี้ไปในวัย ๕๐ ปี หลังจากที่เขาหยุดหายใจ และถูกนำส่งโรงพยาบาลในนครลอสแองเจลิส ข้อสันนิษฐานขั้นต้นคือแจ๊คสันหัวใจวายอย่างกระทันหัน

ผมไม่ใช่แฟนระดับมหากาฬของไมเคิล แจ๊คสัน แต่ได้ติดตามอัลบั้มเพลงต่างๆ มาตลอด ในใจก็ชื่นชมว่าศิลปินที่เริ่มดังมาตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบกับวงครอบครัวคือ “แจ๊คสัน ๕” และรักษาความดังชนิดมีคุณภาพมาได้นานถึง ๔๐ ปีเต็มๆ นั้นไม่ธรรมดา ไม่น่าแปลกใจที่เขากลายเป็นตำนานไปตั้งแต่ยังเป็นๆ

ระหว่างนั่งดูและนั่งอ่านข้อมูลต่างๆ ที่พลุ่งขึ้นมาราวกับลาวาเดือด ใจผมกลับไปนึกถึงสังคมไทยและการเมืองไทยขึ้นมาแทน จะเพราะอะไรก็ไม่รู้

ผมนึกในใจว่าเด็กไทยที่มีความสามารถทางศิลปะ และมีความแหวกแนวไม่เหมือนใคร เขาจะมีโอกาสโผล่พ้นน้ำขึ้นมาจนสูงเยี่ยมเทียมฟ้าเหมือนกับ ไมเคิล แจ๊คสัน คนอเมริกันผิวดำผู้เป็นผลผลิตของสังคมอเมริกันหรือไม่

เพราะ ไมเคิล แจ๊คสัน อื้อฉาวอยู่ในสายตาของสื่อมวลชนอเมริกันและโลกโดยตลอด ตั้งแต่การทำธุรกิจแบบก้าวร้าวดุดันจนทำให้ความสัมพันธ์กับอดีตสี่เต่าทอง-พอล แม็คคาร์นี่ย์ ถึงกับขาดสะบั้น มาจนถึงข้อกล่าวหาว่าลวนลามเด็กผู้ชายอายุ ๑๔ ปี ซึ่งเป็นความกันนานหลายเดือน และเปิดเผยด้านมืดของแจ๊คสันอย่างเอร็ดอร่อยสำหรับคนที่ชอบเสพย์ความทุกข์ของผู้อื่นเป็นภักษาหาร เมื่อเขาทำท่าจะล้มพับเอาบ่อยๆ จากปัญหาสุขภาพ จนถึงขั้นล้มคอนเสิร์ตอยู่หลายครั้ง รวมทั้งในเมืองไทยด้วย ก็มีคนเขียนข่าวในทางซ้ำเติมทิ่มแทงอยู่มิได้ขาด

แต่ ไมเคิล แจ๊คสัน ก็ยังข้ามหัวคนเหล่านี้ไปผูกใจกับแฟนานุแฟนที่มีมากมายทั่วโลกได้ โดยนายหน้าค้ามวลชนเหล่านี้ทำอะไรไม่ได้

ก็ไม่ต้องมองไกลหรอกครับ คอนเสิร์ตที่กำลังจะมีขึ้นในอังกฤษก่อนหน้าที่ราชาเพลงป๊อปจะหมดลมหายใจ ขายบัตรทั้งหมดได้ในเวลา ๔ ชั่วโมง นี่เราพูดถึงบัตรคอนเสิร์ตทั้งหมด ๗๕๐,๐๐๐ ใบ แยกเป็นชนิด VIP ใบละ ๑,๑๐๐ เหรียญฯ (๓๘,๕๐๐ บาท) แบบทั่วไปใบละ ๑๐๕ เหรียญฯ (๓,๖๗๕ บาท) และซื้อได้ไม่เกิน ๔ ใบต่อหนึ่งคน ข่าว CNN รายงานว่าเขาเปิดขายบัตรในวันศุกร์ แต่แฟนๆ ไปนอนรอกันตั้งแต่วันพุธโน่น

นี่คือเรื่องของคนๆ หนึ่งที่ทำอะไรบางอย่างแล้วเกิดถูกใจคนเป็นจำนวนมาก จนความอิจฉาริษยา การสุมหัวกันทำลายและทำร้ายคนอื่น และการลากตัวเข้าคอกหรือค่ายเพื่อให้อยู่ใต้อำนาจของเถ้าแก่ที่ไหนสักคนหนึ่งหรือบริษัทหนึ่ง ไม่อาจระคายผิวได้เลย

ถ้า ไมเคิล แจ๊คสัน เกิดและโตในเมืองไทย ป่านนี้คงถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ด้วยคมปากกาของคนใจดำในเมืองไทยที่อวดอ้างตนเองว่าเป็นเมืองพุทธ แต่กลับใจร้ายต่อกันอย่างชนิดที่คนถือผีเขายังไม่ทำ

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ ผมพูดเรื่องปัญหาของระบบอุปถัมป์ในสังคมไทย และได้รับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้ว แต่วันนี้ต้องย้ำเตือนอีกว่า จะกล่าวหามดเท็จอย่างไรก็ทำเถิด แต่ความจริงคือระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยได้ลุกลามครอบงำสังคมไทยเหมือนมะเร็ง แผ่ซ่านไปทำลายความสร้างสรรค์ และความเป็นอิสระของคนไทยในทุกวงการจนแทบจะหาคนเก่งไม่ได้ ทุกคนเติบโตโดยมีเซลล์มะเร็งในตัว เหมือน ฟาร์ร่า ฟอว์เส็ตต์ “นางฟ้าชาลี” ในวัย ๖๒ ที่ตายในวันเดียวกับแจ๊คสัน แต่เป็นข่าวน้อยกว่ากันมากนั่นล่ะครับ

เหตุที่ระบบอุปถัมภ์เจริญงอกงามได้มากในสังคมไทยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็เพราะเมืองไทยเรามีระบอบ และระบบทางการเมืองที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงวัชพืชชนิดนี้ไว้ในสังคมของเรามากกว่าใครเขา

ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราเน้นที่ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของคน ซึ่งเป็นเรื่องหายากเพราะคนมักอยากจะใหญ่โตร่ำรวยและเหนือกว่าคนอื่นๆ อยู่ในสันดาน แต่ระบบการเมืองในระบอบประขาธิปไตยนั้นเอง ต้องพยายามสร้างสิ่งดีงามเหล่านี้มาป้อนสังคมไว้เรื่อยๆ เหมือนธรรมาธรรมะสงคราม จะปล่อยให้ด้านมืดเข้าครอบงำสังคมแต่สถานเดียวมิได้ ต้องสร้างพฤติกรรมสวนสันดานเอาไว้เสมอ

แต่ในระบอบเผด็จการของเรานั้น เน้นที่ตัวผู้มีอำนาจเป็นหลัก สอนกันมาทีเดียวว่า “ไม้ซีกอย่าไปงัดไม้ซุง” “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” “ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย” เป็นต้น เกือบหาไม่ได้ที่จะสอนว่า เจ้าจงรักษาหลักการแห่งความดีไว้ด้วยชีวิต พร้อมเผชิญกับคนฝ่ายตรงข้ามที่คอยกดหัวเราให้ต่ำต้อยกว่าอยู่ตลอดไป อันเป็นปณิธานขั้นแรกของคนชนิดที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้รอดได้

ชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน บอกเราว่า ใครจะรักจะเกลียด หลงใหลใฝ่ฝันหรือสะอิดสะเอียนอย่างไร ก็ตาม ถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่มิใช่พรหม แต่สังคมต้องคอยสกัดกันมิให้ความรู้สึกอย่างปุถุชนเหล่านั้นงอกขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง จนถึงขั้นทำลายสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์คนนั้นๆ ได้

ในเมืองไทยของเราที่รับอำนาจคุ้มหัวลงมาเป็นขั้นๆ ชนิดเกิดมาก็มีนายและมีหนี้ล้นพ้นหัว ส่งผลต่อเนื่องให้ความเป็นตัวตนหรือเอกลักษณ์ของคนแต่ละคน ที่เราอาจเรียกว่าความสร้างสรรค์หรือความสามารถพิเศษนั้นเกิดขึ้นไม่ได้

ผมไม่ได้บอกว่า พีท ทองเจือ หรือ สมชาย เข็มกลัด หรือ เนาวรัตน์ ยุกตะนันทน์ เป็นคนดีที่หาข้อบกพร่องมิได้ในวงการบันเทิงเมืองไทย แต่อดรู้สึกไม่ได้ว่าความโกรธเกลียดหรือความชิงชังที่ลอยผ่านสื่อมาเป็นระยะๆ คือบทลงโทษชนิดหนึ่ง ต่อคนที่เจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ของราชอาณาจักรอุปถัมป์แห่งนี้เขามองว่าน่าหมั่นไส้ เพราะไม่เข้าพวกและต้องทำให้มันเจ็บตัวเจ็บใจที่ไม่รู้จักหาพวกเอาไว้คุ้มกะลาหัวเสียบ้าง

เมื่อโยงกลับไปการเมือง จะพบว่าใครที่มีแนวคิดปฏิวัติจะถูกลงโทษในขั้นต้นด้วยการชวนให้มองกันว่าบ้าบอ ไม่เข้าพวก (ซึ่งแปลว่าไม่มีพวก) และแหวกแนว ในสังคมที่ทุกคนเดินตามกันเหมือนควายเดินเข้าคอกเมื่อเสร็จภารกิจไถนา สิ่งมีชีวิตตนใดที่บ้าบอ ไม่เข้าพวก และแหวกแนว จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงจนถึงขั้นไล่ออกไปจากกลุ่มทั้งนั้น และควายที่เหลือในคอกก็จะแอบหัวเราะกันคิกคัก เพราะลึกๆ ในใจก็คิดว่าไอ้นั่นมันโง่นักหนา เอาแบบข้าสิปลอดภัยดี

ลืมสนิทว่า “ความปลอดภัย” หรือ “ความมั่นคง” ที่ตนต้องเอามาแลกเปลี่ยนนั้นคือความเป็นทาสชั่วชีวิต ในขณะที่สังคมอื่นๆ เขาต่อสู้เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการเหล่านี้มานานนักหนาแล้ว

ชีวิตของ ไมเคิล แจ๊คสัน จึงไม่ใช่เรื่องของความรักหรือความชัง ความดีหรือความน่าเกลียด แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่เกิดมาแล้วก็สมควรจะมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง

ก็เราเรียกเมืองไทยว่าประเทศ ไม่ได้เรียกว่าคอกนี่ครับ.
...............
ประชาสัมพันธ์ :
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146
ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Friday, July 3, 2009

เสื้อแดงอยุธยาเดินหน้าล่ารายชื่อถวายฎีกาช่วยทักษิณ

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าวว่า ล่าสุดได้นำเอกสารแบบฟอร์มให้ประชาชนลงชื่อแบบสมัครใจเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้รับแบบฟอร์มจำนวนดังกล่าวมา 500 ชุด แต่ละชุดมีจำนวน 3 หน้า โดย 2 หน้าแรกเป็นข้อความและหน้าหลังเป็นแบบฟอร์มการลงรายมือชื่อ ลงได้ประมาณ 5-6 คน และในวันนี้ตนเองได้นำแบบฟอร์มดังกล่าวไปถ่ายเอกสารเพิ่มอีกรวมเป็นจำนวน 1,000 ชุด และได้นำไปแจกจ่ายในตลาดสดและย่านชุมชนต่างๆ อ.วังน้อย อ.บางปะอิน และ ตลาดประตูน้ำพระอินทร์ ซึ่งพบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ ขอรับแบบฟอร์มไปเขียนชื่อที่อยู่ พร้อมแจ้งจะขอแนบสำเนาบัตรประชาชน อีกทั้งยังระบุหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับด้วย ทั้งนี้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา รวม 16 อำเภอ ตั้งเป้าหมายผู้ร่วมลงชื่ออย่างน้อย 10,000 คน และหากมีเวลาเพิ่มก็จะระดมล่ารายชื่อเพิ่มเติมให้ได้จำนวนเพิ่มมากกว่านี้

"อย่างไรก็ตามทุกคนที่มาเขียนลงลายมือชื่อนั้น กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานล่ารายชื่อเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีใน จ.พระนครศรีอยุธยา ทำงานได้ไม่ยาก เพราะ จ.พระนครศรีอยุธยา ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่ารักพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมาคนก็เลือกให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคนี้เป็น ส.ส.ของจังหวัด เนื่องจากสงสารและต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไทยเพื่อบริหารและนำพาประเทศชาติพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ เหมือนเช่นที่เคยกู้วิกฤตเศรษฐกิจของไทยเมื่อหลังฟองสบู่แตกปี 2540 มาแล้ว โดยใช้ความสามารถบริหารประเทศจนใช้หนี้กองทุน IMF ได้สำเร็จ และบ้านเมืองก็มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น" แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าว

เสื้อแดงลั่นจัดงานแซยิดใหญ่"แม้ว" พร้อมกันทั่วปท. โวได้รายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษ3ล้านคน

ที่มา มติชนออนไลน์

เสื้อแดงประกาศจัดงานแซยิดครบรอบอายุ 60 ปีให้ "ทักษิณ" ในวันคล้ายวันเกิด 26 กรกฎาคมพร้อมกันทั่วประเทศและให้อดีตนายกฯโฟนอิน คาดมีคนร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ 3 ล้าน

นายชินวัฒน์ พาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน กล่าวว่า วันที่ 26 ก.ค.นี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มกลุ่มวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ 92.75 และ 107.5 พร้อมเครือข่ายคนเสื้อแดงทั่วประเทศจะร่วมกันจัดงานแซยิดครบรอบ 60 ปี ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนเวลาจะกำหนดความเหมาะสมอีกครั้ง นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจโฟนอินมาพูดคุยกับพี่น้องทั่วประเทศที่จัดงานแซยิดพร้อมกันด้วย


ส่วนการล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า แม้ส่วนตัวตนจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดแย้งกับกลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ เพราะเป็นสิทธิของสมาชิกและแนวร่วมที่จะดำเนินให้พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ต้องยอมรับว่า ชาวบ้านต่างจังหวัดที่มาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงไม่มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยมากนัก ที่มาร่วมเพราะต่างรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรังแกไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการทางกฎหมายและศาล


"มีประชาชนจำนวนมากโทรศัพท์มาที่สถานีวิทยุ เพื่อให้ทางสถานีเป็นผู้ประสานงานรับใบถวายฎีกาของประชาชนไปส่งให้กลุ่มความจริงวันนี้ เนื่องจากตลอดทั้งวันมีกระแสข่าวว่า มีผู้มีอำนาจสั่งการให้ผู้บริหารในบริษัทไปรษณีย์ไทย ระงับเอกสารและจดหมายที่จะส่งไปยังสำนักงานความจริงวันนี้ อาคารอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว กทม. เพื่อไม่ให้กระบวนการถวายฎีกาของพระราชทานอภัยโทษทำได้สำเร็จ"

ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำ นปช. กล่าวว่า ยอมรับขณะนี้คนเสื้อแดงมีความคิดแตกเป็น 2 แนวทาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกา แต่เชื่อว่าจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งแยกแตก เพราะสุดท้ายหากมีประชาชนมาร่วมถวายฎีกาเป็นจำนวนมาก กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็พร้อมปฏิบัติตามเสียส่วนใหญ่ คาดว่าเมื่อถึงวันที่ 31 ก.ค. จะมีรายชื่อประชาชนร่วมถวายฎีกาอาจถึง 3 ล้านคนอย่างแน่นอน


นายจรัล กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้เรื่องมีการพูดคุยในหมู่แกนนำ นปช. ถึงการถวายฎีกาว่า ยังมีปัญหาทางข้อกฎหมายบางประการ โดยเฉพาะ กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเดินทางกลับมารับโทษก่อน หรือเอาแบบอย่างประเทศกัมพูชา ที่สามารถขอพระราชทานอภัยโทษได้เลย โดยไม่ต้องรับโทษ และอีกประการ คือ เมื่อถวายฎีกาแล้วก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวในประเด็นเดียวกันได้อีก

ศพแล้วศพเล่า

ที่มา ไทยรัฐ

คอลัมน์ เหล็กใน




พลทหารณัฐพงษ์ ใฝ่ใจดี อายุ 21 ปี ซึ่งป่วยเป็นไข้หวัดพันธุ์ใหม่อยู่ 6-7 วันก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

เป็นคนไทยรายที่ 3 ที่เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

แพทย์ระบุว่าเกิดภาวะปอดติดเชื้ออย่างรุนแรงทั้ง 2 ด้าน ระบบการหายใจล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา แม้จะให้ยาต้านไวรัสอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตได้

ถัดมาอีก 2 วันก็มีผู้เสียชีวิตอีก 2 รายเป็นชาย 1 และหญิง 1

ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดติดเชื้อไข้หวัด 2009 ภายในประเทศ

การเสียชีวิตของทั้ง 5 ราย ทำให้นึกถึงคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งไข้หวัด 2009 ระบาดในเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

ที่เตือนประชาชนอย่าแตกตื่น เพราะมั่นใจว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และย้ำด้วยว่าจะไม่ให้เกิดการเสียชีวิตขึ้นจากไข้หวัดมรณะนี้

เมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว นายกฯ คงต้องกลับไปทบทวนนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคหวัดมรณะนี้ใหม่

ต้องทบทวนด้วยว่าการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มข้นด้วย

การเสียชีวิตของผู้ป่วยถึง 5 รายในช่วงเวลาแค่ 4-5 วันนั้น ตอกย้ำว่าการเปลี่ยนนโยบายจากการ "ป้องกัน" เป็นการ"เร่งรักษา" นั้นล้มเหลว

เข้าใจได้ว่าการแพร่ระบาดของโรคนี้รวดเร็วยังกับไฟลามทุ่ง ทำให้การป้องกันทำได้ยาก จึงต้องเน้นการรักษาที่รวดเร็ว

แต่ไม่ใช่จะละเลยเรื่องการป้องกันไปเลย

เพราะกลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นกลุ่มนักเรียนชั้นประถม-มัธยม คนในวัยทำงาน และผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดรุนแรง

แสดงให้เห็นว่าช่องทางใหญ่ของการทะลักของโรคหวัด 2009 เข้าเมืองไทยก็คือสนามบิน

แต่การป้องกันตรงนี้ถือว่าล้มเหลว การตรวจนักท่องเที่ยวไม่เข้มงวด เครื่องเทอร์โมสแกนก็ใช้แค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น

เมื่อด่านแรกสกัดไม่อยู่ จะมาป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดภายในประเทศ

ไหวหรือ

โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นแหล่งแพร่ระบาดที่รวดเร็วที่สุด เพราะนักเรียนจะเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน และกินด้วยกัน จึงติดเชื้อกันง่ายดายมากๆ

แต่ทุกวันนี้ การป้องกันของโรงเรียนต่างๆ หละหลวมมาก ไม่เข้มงวดเหมือนช่วงแรกๆ ที่จะสั่งปิดโรงเรียนทันทีเมือพบว่ามีนักเรียนป่วยเป็นหวัด 2009

ไม่รู้ว่าเพราะกลัว "แตกตื่น" เกินไปหรือเปล่า จึงทำให้ยอดเด็กติดเชื้อหวัด 2009 พุ่งพรวด

บางโรงเรียนมีนักเรียนเป็นหวัดหยุดเรียนวันละเป็นร้อยคน เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นหวัดพันธุ์ใหม่หรือเปล่า

ผู้ปกครองรู้ข่าวก็ไม่กล้าให้ลูกๆ ไปโรงเรียน เพราะไม่แน่ใจความปลอดภัย

จนเกิดคำถามว่า มาตรการการป้องกันหายไปไหน?

อย่าให้มีศพต่อๆ ไปอีก แล้วค่อยมาล้อมคอกกันภายหลัง

‘เอกราช’ แห่งชาติ

ที่มา บางกอกทูเดย์

หนึ่งปี! เวียนบรรจบมา “ครบรอบ”4 กรกฎาคมของทุกปี...ถือเป็นวันสำคัญของประเทศมหาอำนาจ “สหรัฐอเมริกา” ที่ในอดีตประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษ เมื่อปีคริสต์ศักราช 1776“สหรัฐอเมริกา” ได้ประกาศให้ชาวโลกได้ทราบถึงการเป็น “เอกราช” โดยวาง หลักการ และ เหตุผลในการก่อตั้งประเทศใหม่ว่า...เราถือว่าความจริงต่อไปนี้มีความหมายประจักษ์ชัดในตัวเอง คือ มนุษย์ทุกคนล้วนถือกำเนิดเกิดมาเท่าเทียมกันและต่างได้รับสิทธิบางประการที่อาจมอบโอนกันได้จากการประทานของผู้สร้าง ซึ่งในบรรดาสิทธิเหล่านี้มีสิทธิในชีวิตเสรีภาพและการแสวงหาความสุขความสุขที่ว่า...เป็นสิ่ง “ใกล้ตัว” ซึ่งประชาชนชาวอเมริกัน ได้รับการปลูกฝังและได้รับการสืบทอดมาปฏิบัติจากรุ่นสู่รุ่นถามว่า ทำไมวันนี้ “สหรัฐอเมริกา” ถึงเจริญ??คำตอบ คือ...เพราะคนในประเทศชาติเขาคิดทำเพื่อ “ประเทศชาติ” เขายืนยันว่าจะสานต่อ“เจตนารมณ์” แห่งบรรพบุรุษรักษามรดก “อิสรภาพ” ไว้ให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน...ดังนั้น สหรัฐอเมริกา จึงจัด

ให้มีการ “เฉลิมฉลอง”อย่างยิ่งใหญ่ทุกปี...เพื่อให้ประชาชนได้ “รำลึก” และ“ยกย่อง” ในเกียรติบรรพบุรุษที่ อุทิศตน ปกป้องชาติโดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุด คือ...บุคคลที่เป็น“ผู้นำ” สามารถทำให้เกิดการยอมรับแก่มวลชนหมู่มากไม่จำเป็นต้องหล่อ...ต้องรวย แต่ต้องมี “ความสามารถ”นำพาประเทศชาติให้อยู่รอดวันลงคะแนนเลือกตั้ง “ประธานาธิบดี” จึงเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ประชาชนชาวอเมริกันต่างเฝ้าจับตา...บุคคลใดที่จะก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” ของพวกเขา!และเหตุผลสำคัญอีกประการที่ทำให้สหรัฐอเมริกา“เจริญถึงขีดสุด” คือ ความมีอารยะในการเป็นประเทศ “ประชาธิปไตย”ซึ่งเป็นการยอมรับ “เสียงส่วนมาก” ถึงแม้จะอยู่ข้างเสียงส่วนน้อย...แต่ถูกปลูกฝังให้ต้องเคารพ“สิทธิ” และ “ความคิดเห็น” ของคนส่วนใหญ่ไม่เหมือนกับประเทศหนึ่งในโลก...ที่ถูกปลูกฝังให้“ภาคภูมิใจ” มาตั้งแต่วัยเยาว์ ถึงสถานะความเป็นประเทศ “เอกราช”คำว่า “เอกราช” นั้นหมายถึง ความเป็นหนึ่ง...แต่ประเทศที่ถูกกล่าวถึง กลับมีแต่ “ความแตกแยก”และ “ความเกลียดชัง”เพราะท่านเหล่านั้นไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมี...ไม่เคยภูมิใจในสิ่งที่ตนเป็น และไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่กับตัวชาติไม่ได้สร้างขึ้นเพราะ “ลมปาก” แต่ต้องสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณแห่ง “การกระทำ” ■

ฎีกา

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฎีกา..แปลว่า..คำร้องทุกข์ที่ราษฎรทูลเกล้าฯถวายต่อพระมหากษัตริย์เมื่อราษฎร 1 หรือ 1.000.000 คน หรือมากกว่า จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ของเขา..ในเรื่องเช่นใด..ตั้งแต่ต้นปฐมกษัตริย์ครั้งกรุงสุโขทัยยังเป็นราชธานี..ปีพุทธกาล 1822 ผ่านมาแล้ว 730 ปีครั้งนั้น.พระมหากษัตริย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช..ก็โปรดเกล้าฯ ให้แขวนกระดิ่งไว้หน้าพระราชวังพสกนิกรผู้ใด..มีเหตุให้ทรงบรรเทาบำบัด..ก็จะไปสั่นกระดิ่งระฆัง..ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ..ก็ทรงเสด็จลงมาบำบัดทุกข์ บำรุงสุข..ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า..หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีพิพาท ก็มีสิทธิไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าวัง
เพื่อถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้เป็นปิตุราชาธิปไตย..พ่อปกครองลูก800 ปี..ที่แผ่นดินนี้มีพระมหากษัตริย์..ทุกๆบรรพกษัตริย์เป็นปิตุราชา..ไม่ว่าศึกหนัก

หนาสาหัสเช่นไร..ราษฎรทั้งหลายก็ถวายชีวิตเป็นราชพลี..เพื่อความดำรงคงอยู่ของเจ้าเหนือหัวแห่งแผ่นดิน..ด้วยความสำนึกที่ปลูกถ่ายทอดกันมาพระราชา คือ บิดาแห่งทวยราษฎร์ผู้กระทำความผิดเรือนแสนเรือนล้าน..ได้รับพระมหากรุณาธิคุณกลับคืนสู่ครอบครัว..พ่อแม่ลูกผัวกลับได้รวมตัวผาสุก..ก็เพราะฎีกา..ถึงวันนี้..เพราะแผ่นดินมีความแตกแยกวุ่นวาย..ผู้คนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย..ชักธงหลายสี มีมุมมองหลากหลายแตกต่าง..มากศพถูกปลิดปลงบูชาความขัดแย้ง..ความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ..ไม่เว้นวันพระวันโกนเห็นกันว่า..พระมหากรุณาธิคุณเป็นเนื้อนาบุญที่จะเยียวยาแผ่นดินให้สิ้นทุกข์คืนสุข..ความแตกแยกหลากหลายจะผสานผสมนำความเกลียวกลมกลับมาสู่ปฐพีอำนาจแห่งมหาราชผู้เป็นบิดาแห่งแผ่นดินเท่านั้น..คือ ความสิ้นสุดของทุกข์ในชาติที่ไร้ความสมานฉันท์..ราษฎรเหล่านั้นเขาถึงรวมตัวกัน..ร่างสารถวายฎีกา..จึงมิใช่..ภาระหน้าที่ของอ้ายอีใด..จะขวางขัด..ประเพณีที่สืบต่อกันมายาวนานเกือบพันปี..ของแผ่นดินนี้ปฐพีไทยพระราชาวินิจฉัย..รักษาแผ่นดินไทยมาแล้วจากมหาภัยรอบหล้า..สยามประเทศจะคืนสุขสิ้นทุกข์ก็ด้วย..ปิตุราชาธิปไตย ■

ครม. มึน! มีมติฝันหวาน หยุดงาน สร้างเงิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

“นายกฯ มาร์ค” มีมติหยุดยาว 5 วัน หวังว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะกระดิกขึ้นให้ชื่นใจ เพราะคนไทยควักเงินใช้กันเต็มที่..ลืมหรือเปล่า? ขณะนี้สถานการณ์ไทย “ร้อนรุ่ม” รุมเร้า“คนไทย” ส่อเค้าเป็นโรควิตกจริตกว่าค่อนประเทศ...แต่รัฐบาลสั่งหยุดยาว..ให้เที่ยวกันแบบสบายใจ…ไม่ต้องห่วงงาน..อย่าลืมว่านอกจาก “เคอิโงะ” (ที่รวยแล้ว) ยังมีคนไทยอีกหลายล้านชีวิตกำลัง “ปากกัดตีนถีบ” เต็มไปด้วย 2 สถานะคือ คนจนเป็นพื้นฐาน คนว่างงานอีกนับแสน..มติหยุดงาน สร้างเงิน คงมีลูกค้าประจำแค่กลุ่มข้าราชการส่วนประชาชนที่เหลือก็อยู่ในภาวะ “ไร้อารมณ์” เพราะ ชักหน้าไม่ถึงหลังนักธุรกิจก็ต้องขยันขันแข็ง เพราะ
ต้องเข็นกลยุทธ์ดึงลูกค้าฉุดยอดขายกันจ้าละหวั่น..อยากถามรัฐบาลเหลือเกิน คิดได้ไงครับท่าน งานไม่เดินแล้วเงินจะมา..เรื่องนี้ไม่ต้องลงพื้นที่ให้เปลืองงบ

แค่ภาพรัฐบาลวิ่งโร่หาเงิน“ดัมพ์” ใส่คลังก็ชี้ชัดว่า รัฐบาลง่อนแง่น คลังถังแตกถ้าป่วยก็อาการโคม่า!!!เมื่อครั้งรัฐบาล “ใจป้ำแจกเช็ค 2,000 บาท” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้อู้ฟู่ แล้วเป็นอย่างไรล่ะ?ผลตอบแทน “เงียบเชียบ” ยังกะเป่าสาก..ปลุกไม่ขึ้น?โหมโรง “แพนด้าน้อย” จน “สัตว์” อื่นแทบผูกคอตาย..แต่สถิติการท่องเที่ยวก็ยัง “หงอย” เพราะปัญหาไม่ใช่ “เวลา”แต่มันอยู่ที่ “เงิน”เวลานี้ประเทศกำลังย่ำอยู่กับที่แบบอ่อนล้า บางก้าวก็สะดุดขากันเองจนต้อง “ถอยหลัง” ไปตั้งหลักประเทศไทยเคยมีปัญหาเรื่อง “ข้าราชการหยุดยาว” จำกันได้หรือไม่?ครั้ง สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยมีมติให้ทบทวนเกี่ยวกับวันหยุดชดเชยของราชการ เพราะการหยุดหลายวันมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและพาณิชย์ขอยกตัวอย่างเป็นจานร้อน ว่า 1 ปี มี 365 วัน แบ่งเป็นวันหยุด-เสาร์-อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์และอื่นๆ วันหยุดชดเชยรวมกว่า 100 วัน หรือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของวันทำการยังไม่นับรวมงานบวช งานแต่ง งานเทศกาล ลาคลอด ลาเลี้ยงลูกลาพักร้อน ม็อบปิดถนนสรุปข้าราชการไทย 1 ปี ทำงานกี่วัน (คิดเอาเอง)มติหยุดยาว ใครได้-ใครเสีย มีคำตอบอยู่แล้ว.... ■

The Thin Red Line เสื้อแดงเดือนเมษา ตอนจบ - ความคับแค้น และการกลับบ้าน

ที่มา ประชาไท

กรกช เพียงใจ

ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)
บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล
แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย
หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....
- - - - - - - - - - - -
วันที่ 14 เมษายน 2552
ฉันกลับไปพักที่บ้านพี่สาวคนเดิม ได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นอีกทีสายมากแล้วและดูข่าวทีวีเห็นว่าที่ทำเนียบฯ ประกาศยุติและสลายการชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม กล้องจับไปที่ใบหน้าณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งดูออกอาการกว่าคนอื่นๆ มีรอยยิ้มแบบฝืนๆ บนใบหน้า
ฉันรีบเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล แต่เข้าไม่ได้ และไปติดอยู่แถวสี่แยกวังแดง ซึ่งมีทั้งตำรวจ และทหารกั้น ผู้คนเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณนั้น มีรถกระบะติดลำโพงของใครไม่รู้กำลังกล่าวโจมตีทหารที่เพิ่งนั่งรถจีเอ็มซีผ่านฝูงชนที่กำลังก่อตัวไป โดยยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจอย่างมาก พวกเขาเก็บปลอกกระสุนได้และนำมาให้นักข่าวบางส่วนที่อยู่บริเวณนั้นดู
จากนั้นชาวบ้านก็ผลัดกันขึ้นปราศรัย เรียกร้องให้ทหารกลับเข้ากรมกอง และนำรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ น่าสังเกตว่าพวกเขาประกาศตัวว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา และไม่ใช่สีอะไรทั้งนั้น แต่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรม
หลายต่อหลายคนดูท่าทางเป็นคนชั้นกลางที่ทำมาค้าขายอยู่แถวนั้น ประกอบกับคนอื่นๆ ที่มาสบทบกันมากขึ้นเรื่อย กระทั่งกลายเป็นการชุมนุมย่อมๆ อีกจุดหนึ่ง
ฉันเดินไปที่รั้วกั้นระหว่างทหารกับชาวบ้าน พบกลุ่มผู้หญิงทั้งสูงและไม่สูงวัยกำลังโวยวายกับตำรวจซึ่งยืนอยู่ด่านหน้า และตะโกนต่อว่า (และด่าทอ) ไปถึงทหาร ซึ่งยืนอยู่ถัดไปด้านใน
“ยิงป้าเลยลูก ยิงเลย หนูจะได้เลื่อนขั้นเร็ว จะได้เป็นนายพล” ป้าคนหนึ่งตะโกนโบกไม้โบกมือเรียกทหารยิงตนเอง
“บ้านเมืองกำลังจะชิบหายหมดแล้ว เพราะพวกคุณทำสองมาตรฐานมาตลอด ประชาชนไม่โง่อย่าคิดว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาทำอะไรอยู่ เขาทนดูได้ยังไง” หญิงสาวคนหนึ่งพูดทั้งร้องไห้ตลอดเวลาด้วยความคับแค้นและเป็นห่วงแม่ เธอต่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและสื่อมวลชนจนไม่เหลือชิ้นดี ดูลักษณะก็รู้ได้ไม่ยากว่าเป็นคนชั้นกลางค่อนข้างมีเงิน
เธอเล่าว่าแม่เธออายุ 60 กว่า เข้าไปชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงที่ทำเนียบฯ และไม่ได้เอามือถือเข้าไปเพราะใช้ไม่เป็น และแม่เธอก็ยืนยันว่าอยู่กับเสื้อแดงไม่อันตราย ไม่ต้องห่วง และถึงตอนนี้เธอติดต่อกับแม่ไม่ได้ตั้งแต่เมื่อคืน เข้าไปในที่ชุมนุมก็ไม่ได้ จึงรู้สึกเป็นห่วงมาก
ท้ายที่สุด รถปราศรัยประกาศขอให้ตำรวจ ทหารเปิดทางให้รถและตัวแทนเข้าไปส่งข้าวส่งน้ำคนข้างใน เพราะรู้มาว่าอาหารและน้ำกำลังขาดแคลน เจ้าหน้าที่พยายามบอกว่าที่ทำเนียบฯ ประกาศสลายการชุมนุมแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อ และยืนยันว่าขอเข้าไปดูเอง
“เราไม่เชื่อถือข่าวจากใครอีกแล้ว” ชายคนหนึ่งตะโกน

มีการเจรจาต่อรองกันพักหนึ่ง แล้วเจ้าหน้าที่ต้องยอมให้รถกระบะพร้อมตัวแทนเข้าไปได้ โดยคนที่จะเข้าไปต้องให้เจ้าหน้าที่ค้นตัว หญิงสาวคนที่กำลังตามหาแม่ กระโดดขึ้นไปอยู่บนรถกับเขาด้วย เธอยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ขณะที่รถกระบะเคลื่อนเข้าไปด้านใน ส่วนคนที่เหลือยังปักหลักชุมนุมอยู่ที่เดิมไม่ยอมสลายตัว
ฉันติดอยู่ตรงนั้นค่อนข้างนาน เพราะดูเหมือนจะเป็นจุดที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และไม่ยอมสลายแม้เวทีกลางจะประกาศสลายตัวนานแล้ว กว่าจะเดินเข้ามาถึงลานพระบรมรูปทรงม้าได้ ปรากฏว่าผู้ชุมนุมที่ทำเนียบฯ ทยอยกลับบ้านกันไปมากแล้ว มีเพียงบางส่วนนั่งจับกลุ่มรอขึ้นรถบัสที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้
ฉันเดินเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งตาแดงๆ เหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้ และเพียงเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกเท่านั้น ทุกอย่างก็พรั่งพรู เธอดูคับแค้นใจกับการปิดล้อมของทหารมาก และกล้ำกลืนกับการที่ต้องต่อแถวเพื่อให้ทหารถ่ายรูปพร้อมกับชูบัตรประชาชนทีละคนๆ ก่อนจะออกจากพื้นที่ชุมนุมได้
“มันเจ็บใจ เราเป็นคนไทยคนนึง ทำกับเราเหมือนเป็นอาชญากร ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่มีอะไรเลยเดินผ่านทหารเป็นร้อยคน แล้วถ่ายรูป ทำกับเราเหมือนเป็นผู้ร้าย แล้วทำไมให้ใส่ชุดทหารมายิงพวกเราได้ ไม่คิดอะไร...ที่เจ็บใจ ที่ร้องไห้ เพราะศักดิ์ของความเป็นคนของเรามันอยู่ตรงไหน”
“ถ้าเค้าจะปราบเราก็ยอม เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราแค่มาปกป้องสิทธิและเสรีภาพของเรา เราไม่ได้ไปปล้น ไปจี้ ไปชิงใคร พันธมิตรฯ ฆ่าคนตายไม่จัดการอะไรเลย เราไม่ได้ทำอะไรใครแถมถูกใส่ร้ายสารพัด แผ่นดินนี้เราเหยียบไม่ได้เหรอ เราทำอะไม่ได้เลยเหรอ”
อารมณ์ผู้คนในตอนนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่เฉยๆ ทำใจได้ เสียอกเสียใจ ไปจนกระทั่งคับแค้น จากการพูดคุยกับผู้คนที่เหลืออยู่บางส่วนในเวลานั้น ประเด็นสำคัญที่พวกเขาทั้งหมดพูดกันมากคือ เรื่อง 2 มาตรฐานในสังคมไทย การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการรายงานเพียงช่วง 2 -3 วันนั้นเท่านั้น แต่เป็นความเก็บกดมานานสำหรับคนเสื้อแดงซึ่งรู้สึกเหมือนตนเองเป็นพลเมืองชั้น 2 และการรายงานเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์นี้ดูจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับความอดทน ... ระหว่างกัน
ที่สำคัญคือ ข่าวลือเรื่องผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในการสลายการชุมนุม การปะทะ ณ จุดต่างๆ โดยเฉพาะที่สามเหลี่ยมดินแดงตอนเช้ามืดวันที่ 13 เมษายน อันเป็นที่มาของคำว่า “สงกรานต์เลือด” ก็กระจายตัวและค้างคาในใจผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
0000
พี่ชายที่รู้จักอีกคนหนึ่งมายังที่ชุมนุมด้วย ฉันเจอเขาโดยบังเอิญและเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง เขาพูดติดตลก แต่เป็นตลกร้ายว่า การกลับบ้านของพวกเสื้อแดงก็เหมือนหนังฮ่องกงที่ อู๋ม่งต๊ะ ชอบเล่นเป็นมาเฟีย แล้วมักมีบทที่โดนสั่งให้ลอดหว่างขาของศัตรูเพื่อเอาชีวิตรอด
“มันก็เหมือนกัน ถ้าคุณอยากกลับอย่างปลอดภัย ก็จงถอดเสื้อแดง ถ่ายรูป แล้วขึ้นรถศัตรูกลับบ้านไป ... ถอดศักดิ์ศรีของคุณซะ”
แม้ผู้คนจะทยอยกันกลับไปเยอะแล้ว แต่รถยนต์ยังต่อแถวยาวเพื่อตรวจค้นอาวุธทีละคันๆ ก่อนออกจากพื้นที่ แกนนำส่วนใหญ่ถูกคุมตัวไปไว้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันนั้นแล้ว คงเหลือแต่หมอเหวงที่ยืนประกาศอำนวยความสะดวกกับประชาชนอยู่บนรถเครื่องเสียงจนหยดสุดท้าย พร้อมเสียงที่เริ่มแหบแห้ง
จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงคุมตัวหมอเหวงมาที่กองบัญชาการ โดยมีการ์ดคนหนึ่งถูกคุมตัวเดินมาด้วย ระหว่างทาง ป้าเสื้อแดงคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับหมอเหวง “เค้าจับหมอของเราแล้ว ป้า” การ์ดร่างใหญ่ตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นักข่าวรอทำข่าวที่นั่นเต็มไปหมด ฉันจึงออกจากพื้นที่นั้น มาดูสถานการณ์ที่วังแดงอีกครั้ง ที่นั่นคนเริ่มน้อยลงแต่ก็ยังคงมีเหนียวแน่นอยู่จำนวนหนึ่ง
พี่คนเดิมนำพาฉันไปเจอลุงไสวจากอุดรธานี ซึ่งนั่งอยู่ริมฟุตบาทแถวนั้น เจ๊ๆ ซึ่งดูเป็นชาวบ้านเจ้าถิ่นกำลังจัดแจงลงขันกันส่งค่ารถให้ลุง เมื่อฉันไปถึง ฉันควักให้เขาด้วย 100 รวมแล้วลุงได้เงินหลายร้อยบาทเป็นค่ารถกลับบ้าน
ลุงเล่าว่ามาชุมนุมกับกลุ่มคนรักอุดรมา 20 กว่าวันแล้ว และวันนี้เมื่อสลายการชุมนุมก็ต่างคนต่างกลับ ลุงกับลูกสาวตัวน้อยวัยไม่เกิน 6 ขวบตกค้างอยู่ที่นี่ และไม่มีค่ารถกลับบ้าน เงินที่เอามาพันกว่าบาทก็กินใช้ และซื้อเสื้อแดงจนหมดแล้ว เหลือแต่เพียงข้าวห่อติดตัวและเศษเงินอีกไม่กี่สิบบาท
“เราจะมากันใหม่ พวกบ้านผมเขาไม่ยอมเลย ถ้าหากไม่ได้ทักษิณกลับมาเขาไม่ยอม อยู่นี่กันหมดเพราะอะไร เพราะถ้าหากไม่น็อกกูไม่กลับบ้าน พวกแถวหมู่บ้านก็เอาข้าวมาให้ เป็นกระสอบๆ ทั้งสาด ทั้งหมอน เสื้อผมยังไม่มีซักตัวจะกลับบ้าน มีแต่เสื้อสีแดง ตัวนี้ (สีขาวที่ใส่อยู่) เขาก็ให้มา”
แท็กซี่คนหนึ่งที่อยู่ในวงรับอาสาจะไปส่งลุงไสวที่หมอชิต “ไปรถผมก็ได้ ผมขับแท็กซี่” ทุกคนอวยพรแก ฉันเขียนเบอร์โทรศัพท์ตัวเองยัดใส่มือแก เผื่อว่ามีปัญหาอะไรจะได้โทรบอก เราแยกย้ายกันไป และหลังจากนั้นพักใหญ่แกจึงโทรกลับมาบอกว่าได้ตั๋วรถเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณทุกคนมาก ฉันรับคำขอบคุณนั้นไว้โดยไม่รู้จะไปบอกใครต่อ เพราะทุกคนแยกย้ายกันไปนานแล้วโดยที่ยังไม่ทันได้รู้จักกันด้วยซ้ำ
0000
มันเป็นบรรยากาศที่บอกไม่ถูกในเย็นวันนั้น แม้คนที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงเลยก็น่าจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นความเศร้าประหลาดๆ ของความไม่เท่าเทียม
ฉันกลับมายังโลกใบเดิมอีกครั้ง ในค่ำคืนที่ผู้คนเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน แม้เทียบกับปีก่อนแล้วจะดูเงียบเหงาไปมาก เพื่อนฝูงคนชั้นกลางบางคนพากันเงียบซึม บางคนตาแดงก่ำ ขณะที่บางคนโล่งอก กระทั่งก่นด่า สมน้ำหน้าคนเหล่านั้น
ฉันนึกถึงบรรดาคนต่างจังหวัดที่สละวันพบญาติปีนี้เพื่อมาเรียกร้องในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิและเสรีภาพบางอย่าง เขาคงกำลังนั่งรถกลับบ้าน ระหว่างทางอันยาวนานสายนั้น...พวกเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดกัน ...

ประเทศจะไปรอดได้อย่างไร ? ถ้าอำนาจอยู่เหนือความยุติธรรม..

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย เจ้าพ่อ USA (REDTHAI.org)
วันศุกร์ที่ 03 กรกฏาคม 2009 เวลา 19:11 น.

alt

สัปดาห์ นี้กลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการล่ารายชื่อขอพระ ราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมในฐานะที่เป็นคนที่ได้ร่วมต่อสู้มากับกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ มีกระบวนการความยุติธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถเป็นที่ยึดเหนี่ยวและสร้างความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติได้ มากกว่า อำนาจใดอำนาจหนึ่ง ให้กับประเทศไทยนั้น หลังจากที่ นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. ได้ออกมาเคลื่อนไหว รณรงค์เรียกร้องให้มีการร่วมสนับสนุนเซ็นชื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีต นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณฯ นั้น มีทั้งนักวิชาการ สื่อสารมวลชนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และไม่เคยมีปรากฏการณ์มาก่อน

อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

ส่วนความพยายามในการล่ารายชื่อของแกนนำกลุ่มนปช.นั้น ก็ยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามที่ทำให้มีการดำเนินการเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อให้พระมหากษัตริย์ได้ทรงพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ผมเองในฐานะที่มีความห่วงใย กระบวนการระบบความยุติธรรมในประเทศไทย ตลอดจนถึงระบบการบริหารบ้านเมือง ที่ทุกคนมักอ้างว่า เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ใคร่ขออนุญาติ กลุ่มคนเสื้อแดงทุกคนได้วิจารณ์และได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของแกนนำที่ กำลังได้ล่ารายชื่อถวายฎีกาเพื่อให้มีการพระราชทานอภัยโทษให้กับคุณทักษิณ ชินวัตร ผมเองไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่แกนนำได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะสิ่งที่แกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวนั้น แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ต้องการให้คุณทักษิณนั้น หลุดพ้นจากข้อครหา หลุดพ้นจากการใส่ร้าย หลุดพ้นจากคำว่า เป็นผู้ต้องหา โดยใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการลบมลทินให้กับตัว ของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อาจสามารถให้ความช่วยเหลือโดยการพระราชทาน โอกาสเพื่อยกโทษให้กับคุณทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่ในทางความเป็นจริงแล้ว ถ้าเรานำเรื่องนี้มาพูดในมุมของความยุติธรรมมาพูดและด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของการอยู่ร่วมกันของคนในโลกนี้ และเป็นกติกาสากลของคนทั่วโลก เขาจะไม่ยอมรับความคิดในการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นเพียงความคิดของคนที่ยังยึดติดอยู่กับความจำเจเก่า ๆ ที่ไม่รู้จะหาทางออกแบบไหน เหมือนในอดีตที่เคยมีการพระราชทานอภัยโทษให้กับนักการเมืองหลายคน อาทิเช่น จอมพล ถนอม จอมพล ประภาส เป็นต้น

เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงสามารถพระ ราชทานอภัยโทษ ย่อมหมายถึงพระองค์มีพระราชอำนาจเหนือกว่าคณะตุลาการ ที่สามารถทำให้ผู้ต้องหา หรือผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น ได้รับอิสระ ย่อมหมายถึง ผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่การเป็นผู้บริสุทธิ์จากการได้รับพระราชทานอภัยโทษนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าได้ผ่านการสืบสวน สอบสวนในระบบยุติธรรมอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น สิ่งที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ เป็นความคิดของคนที่คิดว่า พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อยู่เหนือกว่ากฎหมาย และอยู่เหนือกว่า กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมันแตกต่างจากความเป็นจริงที่คนทั่วโลกเขาไม่ได้คิดอย่างที่แกนนำคน เสื้อแดงกำลังคิด ซึ่งคนทั่วโลกนั้น เขาคิดว่า กระบวนการยุติธรรมและความถูกต้องย่อมเหนือกว่าอำนาจใดๆทั้งหลาย ทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ หรืออำนาจของเทวดา หรืออำนาจของผู้วิเศษก็ตาม

การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯ ได้ถูกคณะทหารยึดอำนาจและได้ทำการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น โดยอ้างเหตุผล 4 ประการกล่าวคือ 1. รัฐบาลคุณทักษิณ สร้างความแตกแยกให้กับคนในประเทศ 2. มีการแทรกแซงหน่วยงานของรัฐ 3.มีการกล่าวจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ 4. มีการคอรัปชั่น เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีเหตุผลทั้ง 4 ประการนั้น คณะทหารไม่สามารถที่จะนำหลักฐานมาลงโทษคุณทักษิณได้ แต่คณะทหารก็สามารถนำประกาศคณะปฏิวัติซึ่งเป็นกฎหมายชั่วคราว ร่างโดยคณะปฏิวัติ มาใช้เป็นเครื่องมือกับประชาชนในประเทศ โดยกฎหมายที่ออกโดยคณะปฏิวัตินั้น ก็สามารถจัดการกับคุณทักษิณ ฯ ได้โดยไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย อาทิเช่น การยุบพรรคไทยรักไทย การตัดสินคดีที่ดินรัชดา การยึดทรัพย์ของคุณทักษิณ ซึ่งเป็นทรัพย์สินปรากฏไว้ตามหลักฐานก่อนที่คุณทักษิณจะมาเล่นการเมืองด้วย ซ้ำ ความพยายามกลั่นแกล้งคุณทักษิณฯของคณะปฏิวัตินั้น ถูกกประชาชนจับได้ว่าคณะปฏิวัติคณะนี้มีเจตนาที่อยากจะกำจัดคุณทักษิณ ฯ ให้ออกไปจากวงการการเมืองโดยไม่ต้องการให้คุณทักษิณ กลับมามีบทบาทในวงการการเมืองอีกครั้ง โดยมีการวางแผนใส่ร้ายว่าคุณทักษิณนั้น มีจุดประสงค์ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนมีการวางแผนฆาตกรรมคุณทักษิณ ตามหลักฐานที่ปรากฏ เช่น เรื่อง คาร์บอมป์ หรือการรอบยิงที่สนามบินดอนเมืองเป็นต้น เพราะฉะนั้น ความต้องการของคณะปฏิวัติที่มีกลุ่มคนที่มีอำนาจบงการอยู่เบื้องหลัง วางแผนเป็นผู้สั่งการจ้องกำจัดคุณทักษิณ ฯนั้น จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศทราบดีว่า ใคร?คือคนที่อยู่เบื้องหลัง ใคร? คือคนที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาขับไล่ทุกครั้งที่ออกมาชุมนุม และใคร ? คือคนที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกว่า หัวหน้าอำมาตยาธิปไตย สิ่งที่ทหารคณะปฏิวัติและกลุ่มคณะอำมาตย์ ที่จ้องกำจัดและจองล้าง จองผลาญ คุณทักษิณฯ นั้น มันเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมาย มันเป็นเรื่องที่ขัดต่อความเป็นจริง มันเป็นเรื่องที่ขัดต่อศีลธรรม มันเป็นเรื่องที่ประชาชนที่มีความคิดนั้น รับไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่สกปรกที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อนที่สุด การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงจึงรวมตัวกันอย่างมากมาย อย่างต่อเนื่องนับเป็นกลุ่มคนที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความใกล้ ชิดและมีความผูกพันกันอย่างยาวนาน และพร้อมที่จะต่อสู้ร่วมกับคุณทักษิณฯ โดยไม่เห็นแก่บุคคลใด บุคคลหนึ่งที่ประชาชนเคยหลงคิดว่า เขาคนนั้นเป็นบุคคลที่เป็นเทวดาของประชาชนเพราะฉะนั้น การที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ร่วมกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องความถูกต้องในระบอบ ประชาธิปไตย ในกลไกของกระบวนการยุติธรรมนั้น จึงเป็นสิ่งที่กลุ่มคนชาวเสื้อแดงได้มุ่งมั่น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายย่อมเป็นกฎหมาย คนที่มีอำนาจไม่สามารถที่จะกลั่นแกล้ง หรือใส่ร้ายคนบริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดความเสียหายได้

เพราะ ฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ การพิสูจน์ให้เห็นว่า คุณทักษิณฯ เป็นผู้บริสุทธิ์ ที่ถูกกลุ่มอำมาตย์และคณะปฏิวัติเข้ามากลั่นแกล้ง การพิสูจน์ให้เห็นว่า กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น พูดจากล่าวหาใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ จนทำให้เกิดความเสียหาย และผมต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณฯ นั้น ไม่เคยมีความคิดที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่มีคนในสถาบันพระมหากษัตริย์ พยายามคิดที่จะกำจัดคุณทักษิณ ฯ ตามหลักฐานที่มีบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง เลือกข้างประชาชนโดยทำตัวเป็นคนฝ่ายเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เที่ยวไปแจกผ้าพันคอให้กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และก็ไปเป็นเจ้าภาพพิธีงานศพของกลุ่มคนกบฏที่มีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายที่เข้า ไปยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะฉะนั้นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณทักษิณนั้น ย่อมเป็นไปตามกระบวนยุติธรรมอย่างแท้จริง ที่ไม่มีอำนาจใด อำนาจหนึ่งเป็นผู้สั่งการดั่งที่แล้วมาตามหลักฐานที่ปรากฎ อาทิเช่น คดีของคุณสมัคร สุนทรเวช ที่ถูกตัดสิทธิ์คุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี หรือคดีการกลั่นแกล้งที่ถูกวางแผนทำลายนายยงยุทธ์ ติยะไพรัช และอำนาจที่เหนือกว่ากระบวนการยุติธรรมนั้น ปรากฏให้ประชาชนทั้งประเทศให้เห็นด้วย โดยใช้อำนาจของคณะปฏิวัตินั้นเป็นเครื่องมือในการล้มล้างความยุติธรรม ทุกอย่างที่มีต่อประชาชนในประเทศจนทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายและแตก ความสามัคคี การที่แกนนำกลุ่ม นปช.เตรียมล่ารายชื่อเพื่อขอพระราชทานไปทั่วประเทศ ให้กับคุณทักษิณนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับผิดและนำพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์นั้นมาชำระ ล้างมลทินให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ฯ และก็ไม่ใช่วิธีการที่คนทั่วโลกเขาปฏิบัติกัน เพราะคนทั่วโลกนั้น เขายอมรับกระบวนการยุติธรรมเหนือกว่าอำนาจ และเหนือกว่าพระราชอำนาจ เขาไม่ยอมรับคนที่มีอำนาจนั้น อยู่เหนือความยุติธรรม ความยุติธรรม ย่อมเหนือกว่าอำนาจทั้งหลายทั้งปวง การที่แกนนำ นปช. จะไปขอพระราชอำนาจ เพื่อมาลบล้างกระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเราควรนำความยุติธรรมนั้นไปสู่การตรวจสอบเพื่อให้ ประชาชนทั่วไปได้เห็นว่า คุณทักษิณ ฯ เป็นผู้บริสุทธิ์ หรือเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาตามที่กลุ่มพันธมิตรและคณะปฏิวัติได้กล่าวหา ไม่ใช่ไปใช้อำนาจพระมหากษัตริย์มาล้มล้างข้อกล่าวหา

หากวันนี้การ ขอพระราชทาน อำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งการอภัยโทษเกิดขึ้นจริง ต่อไปกระบวนการยุติธรรมก็ไม่มีความหมาย และไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เพียงพอ ผู้ใดถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็วิ่งไปพึ่งพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ประชาชนทั่วโลกเขายอมรับ การต่อสู้ของกลุ่ม นปช. ที่ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั้น ผมคนหนึ่งที่ร่วมต่อสู้กับแนวความคิดและอุดมการณ์ของคนเสื้อแดงและต้องการ ให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อำนาจทั้งหลายย่อมขึ้นอยู่กับอำนาจของประชาชนที่มีหน่วยงานทั้ง 3 หน่วยงานมีอำนาจสูงสุด คือ คณะบริหาร คณะตุลาการ และคณะนิติบัญญัติ ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีอำนาจสูงสุดกว่าอำนาจประชาชน ไม่ใช่คณะองคมนตรี ที่มีอำนาจสูงสุดกว่าประชาชน ไม่ใช่คณะทหารที่เข้ามาปฏิวัติ ที่นำอาวุธ ที่ได้มาจากการเก็บภาษีจากประชาชน เข้ามาทำลายอำนาจของประชาชน และล้มล้างกระบวนการยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง

สรุปความว่า เราต้องการอยู่กันในระบอบประชาธิปไตย หรือระบอบราชาธิปไตยและเราต้องการให้อำนาจของพระมหากษัตริย์นั้น อยู่เหนือกว่าอำนาจของกระบวนการยุติธรรม เมื่อแกนนำกลุ่ม นปช. ต้องการให้มีการพระราชทานอภัยโทษให้กับคุณทักษิณ ผมอยากถามว่า สิ่งที่เราร่วมกันต่อสู้มานั้น เป็นระยะเวลานาน กว่า 3 ปี เรากำลังจะกลืนน้ำลายตัวเองหรือ? หรือว่าเรากำลังจะคิดไปพึ่งอำนาจของพระมหากษัตริย์เพื่อมาล้มล้างอำนาจของ ประชาชนอย่างนั้นหรือ?

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อคณะทหารเข้ามายึดอำนาจจาก คุณทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549นั้น คณะทหารชุดนี้ซึ่งได้รับพระราชทานอำนาจจากพระมหากษัตริย์ ให้ทำการปฏิวัติ และยึดอำนาจมาจากประชาชนทั้งประเทศ ได้ใช้อำนาจของตัวเองเพื่อร่างกฎหมายชั่วคราวมาใช้เป็นเครื่องมือในการลงโทษ คุณทักษิณ ดังที่ปรากฏให้ประชาชนได้เห็นว่า กฎหมายทีใช้ลงโทษคุณทักษิณนั้น ขัดต่อจารีตของกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อแกนนำกลุ่ม นปช. มีความต้องการที่จะขอพระราชทานอภัยโทษให้คุณทักษิณเพื่อลบล้างมลทินจากพระ มหากษัตริย์ เท่ากับว่าบุคคลที่ให้อำนาจทหารให้ทำการลงโทษ และกลั่นแกล้งคุณทักษิณ กับบุคคลที่แกนนำ นปช. กำลังจะขอพระราชทานอภัยโทษก็คือ บุคคล คนเดียวกัน หมายถึง ทั้งคนให้โทษ และ คนยกโทษ คือคนๆ เดียวกัน !