WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 4, 2009

เสวนาวันชาติ 24 มิ.ย. ที่เชียงใหม่ (1) : 2475 กับหนัง “The Empire Strikes back”

ที่มา thaifreenews

เมื่อ 24 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือ แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ และกลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ ได้จัดงานรำลึก "วันชาติ" และสืบทอดประวัติศาสตร์เพื่อประชาธิปไตยวันการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ขึ้น
ทั้งนี้ในงานมีการเสวนาเรื่อง "วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตประชาธิปไตย:อนาคตสังคมไทย" โดยมีวิทยากรซึ่งประกอบด้วย รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล นักวิชาการประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ ม.พายัพ รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เชียงใหม่ มีนายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยก่อนเสวนานายชำนาญได้อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1 ซึ่งประกาศเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 จากนั้นจึงเป็นการเสวนาของผู้ร่วมอภิปรายคนอื่นๆ โดยรายละเอียดของการเสวนามีดังนี้
0 0 0
วรวิทย์ เจริญเลิศ
วิกฤตเศรษฐกิจกับ 2475
รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เริ่มต้นประเด็นชี้ให้เห็นถึงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยรูปธรรมชัดเจนในยุคนั้น จะสะท้อนได้จากหนังของ Charlie Chaplin เรื่อง The Modern Time ที่ทำให้เห็นภาพเศรษฐกิจตกต่ำสะท้อนภาพค่อนข้างชัด
โดยยุคเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ซึ่งเป็นสังคมอุตสาหกรรมค่อนข้างเต็มตัวและทุนนิยมค่อนข้างเสรี เริ่มมีกลไกเข้าไปกำกับ เพราะฉะนั้น คนที่ร่ำรวยจากการทำธุรกิจ แทนที่จะเอากำไรนี้ไปลงทุนภาคการผลิต แต่เขาเอากำไรตัวนี้ไปลงทุนปั่นหุ้น แล้ววันหนึ่งในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ต่อมาวันหนึ่งก็ล่มสลายลงนั้น ก็เป็นจุดที่ในประมาณปลายปี พ.ศ. 2473 ทำให้โลกเข้าสู่ The Great Depression (วิกฤตเศรษฐกิจ) มีการประมาณการว่ามีคนตกงาน 10 ล้านคน ซึ่งค่อนข้างสูง ทั้งนี้มีนักวิชาการได้ออกบอกว่านี่คือปัญหาเรื่องตลาดที่ไร้การจำกัด
ส่วนวิกฤตของประเทศเราซึ่งเป็นประเทศที่เราเรียกว่า “ด้อยพัฒนา” แล้วอยากพัฒนาตามตะวันตก โดยช่วงนั้นเขาก็เน้นการเติบโตผ่านการส่งออกสินค้า สินค้าส่งออกหลักของไทยก็คือข้าว ทั้งนี้เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ไทยก็ได้รับผลกระทบคือส่งออกไม่ได้ ซึ่งคล้ายกับในปัจจุบัน
“ประเด็นแรกเมื่อเราพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจ มันนำมาสู่การแก้ไขอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นน่าสนใจ ด้านทางประเทศตะวันตก จะเห็นว่าในยุคที่เรียกว่า The Great Depression เราเห็นการเติบโตของขบวนการสังคมนิยม ซึ่งจะเห็นว่าทุนนิยม นำไปสู่วิกฤตต่อคนจน คนงานเป็นหลัก โดยในช่วงนั้นเราไม่มีรัฐสวัสดิการ” รศ.ดร.วรวิทย์ กล่าว
รศ.ดร.วรวิทย์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนขบวนการสังคมนิยมในยุโรป พรรคสังคมนิยมในฝรั่งเศส, ในเยอรมัน และประเทศยุโรปตอนเหนือ สแกนดีนิเวียน ชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลพรรคสังคมนิยมจึงได้เข้ามากำกับตลาด สร้างรัฐสวัสดิการขึ้น ลดการกระจุกตัวของทรัพย์สินของคนรวยซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคมนำมากระจายให้กับคนส่วนต่างๆ สร้างรัฐสวัสดิการขึ้น
“ถามว่าในประเทศด้อยพัฒนามันนำไปสู่อะไร เมื่อโจทย์เขาคิดมาแล้วว่าพึ่งส่งออกไม่ได้ แน่นอน นี่เป็นสินค้าขั้นปฐมก็พึ่งไม่ได้ เราต้องหันมาสู่จะยืนด้วยฐานตัวเองได้ไง ก็กลับมาเร่งรัดอุตสาหกรรม พึ่งตลาดภายในประเทศ จึงเห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจ นำมาสู่ประเทศด้อยพัฒนา ในการต้องสร้างรัฐชาติ และพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย เราก็เห็นเหมือนกันคือ วิกฤตนี้ก็เป็นโอกาส ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการเมือง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของแนวคิด โดยเอาเรื่องประชาธิปไตยมาเป็นแนวของการต่อสู้” รศ.ดร.วรวิทย์ กล่าว
จากนั้น รศ.ดร.วรวิทย์ กล่าวต่อในประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ซึ่งไทยเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมแบบใหม่ เน้นการมุ่งความเป็นอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์นายจ้าง ลูกจ้าง แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤตของการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก แล้วต่อมาก็จะเห็นเช่นวิกฤตปี 2540 มันก็เกิดวิกฤตจากปัจจัยภายในจากภาคเอกชน กู้เงินราคาถูก แล้วก็มาปล่อย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภายนอกยังไม่มีวิกฤต เมื่อไทยก็ยังส่งออกได้อยู่ แล้วไทยก็ฟื้น หลุดจากวิกฤตก็จะเข้าไปแข่งขันแรงงานราคาถูก นำไปสู่การจ้างงานที่ยืดหยุ่น ที่แรงงานขาดความมั่นคงในชีวิต
“โดยวิกฤตฟองสบู่แตก ส่งผลภาคการเงินญี่ปุ่นตามข่าวซึ่งลักษณะการเติบโตใกล้ศูนย์ หรือ 1% ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก แล้วมาดูไทย เศรษฐกิจพึ่งรายได้จากต่างชาติ ซึ่งปัจจัยภายในด้านเศรษฐกิจ เมื่อปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย มันส่งผลลบต่อไทยโดยตรง ก็ยังไม่รู้จะหลุดอย่างนี้อย่างไร ในเมื่อ Global Crisis ประเด็นเรื่องในไทย ผมรู้สึกว่า มีเส้นแกว่งจากพัฒนาการระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาแล้ว เข้าสู่ประชาธิปไตย แล้วก็สลับกับเผด็จการทหาร หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือนายทุนเข้าสู่อำนาจรัฐ ซึ่งก็เป็นเส้นหนึ่งของการเมืองไทย ที่การแทรกของอำนาจนิยมมีอยู่ตลอดเวลา” รศ.ดร.วรวิทย์ กล่าวในที่สุด
0 0 0
ไชยันต์ รัชชกูล
‘24 มิถุนา’ เป็นการเปลี่ยนมูลฐานของรัฐ
ผมฟังคุณชำนาญอ่านคำประกาศ คณะราษฎรแล้วรู้สึกกินใจในเนื้อความนั้น ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะราบเรียบ น่าเสียดายที่เราไม่มีการบันทึกเสียงในวันที่ ’24 มิถุนา’ ไว้ การประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอ่านตรงลานพระบรมรูปทรงม้า อย่าว่าแต่จะออกอากาศไปไกลๆ เลย ไมโครโฟนมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่อ่านให้ผู้ที่อยู่แถวนั้นได้ฟัง คนบางเขนยังไม่รู้ ไม่ต้องไปพูดถึงคนเชียงใหม่ เพียงข้ามไปตลิ่งชัน ก็ยังไม่รู้ทันทีเลย สมมุติว่าเราอยากจะเปลี่ยนมูลฐานของรัฐในสมัยนี้ ด้วยรูปแบบนั้น ก็คงอ่านให้คนขายผลไม้รถเข็นฟัง
77 ปีให้หลัง ความพยายามเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยเป็นอย่างไร? ไม่ใช่เพียงรู้กันว่าใครเลือดสีอะไรเท่านั้น การรับรู้และความต้องการอยู่ในระดับหมู่บ้านทั่วประเทศเลย ไม่ใช่เฉพาะจุดอย่างแต่ก่อน ยกตัวอย่าง กรณี ‘14 ตุลา’ คนที่เกี่ยวข้องอยู่แถวไหนกันบ้าง? แถวท่าพระจันทร์ แถวบางเขน แถวสามย่าน คนชัยนาทไม่ได้เกี่ยวข้องหรอก คนในเชียงใหม่มีส่วนนิดหน่อย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัย ส่วนที่ขอนแก่นไม่ทราบเรื่องนี้นัก กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ ‘14 ตุลา’ เป็นนักศึกษา เรื่องนี้คงจะไม่เป็นประเด็นขึ้นมาเลย ถ้าไม่ได้มาเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่สนใจและเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองตอนนี้ ความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับการบ้าน การเมืองบ้างใน พ.ศ.2552 เป็นอย่างไร เมื่อเปรียบกับปี 2475 และ ปี 2516
77 ปี ผ่านไป ทุกกลุ่มคน ทุกพื้นที่ ทั่วทุกหย่อมหญ้าเปลี่ยนแปลงความสำนึกทางการเมืองไปอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ขอตั้งคำถามกับพวกนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ชอบพูดว่าการเปลี่ยนแปลงปี 2475 เร็วเกินไป คนยังไม่พร้อม แล้วตอนนี้ล่ะยังเร็วไปไหม? สังคมไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยหรือ? 77 ปี ผ่านไป พวกนี้ยังดูถูกชาวบ้านเหมือนเดิม แต่ด้วยศัพท์แสงที่เปลี่ยนไป เช่น แทนที่จะว่าประชาชนยังไม่มีการศึกษา ก็ว่าไม่ได้รับรู้ข้อมูลรอบด้านบ้าง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของนักการเมืองบ้าง ขายสิทธิขายเสียงบ้าง พวกผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ก็ยังพูดกันอยู่ว่า ยังไม่พร้อม หรือมาด้วยศัพท์ ฟังดูหรูว่า ไม่สอดคล้องวัฒนธรรมไทย แล้วคนสกลนครล่ะ? ยังถูกกล่าวหาว่า ขายเสียงกันหรือเปล่า พวกเสนาขี้ข้าอำมาตย์ พูดขาวเป็นดำ ซึ่งก็มีมาตั้งแต่สมัย 2475 เรื่อยมา พวกปราชญ์ประจำแผ่นดินพวกนี้ปราดเปรื่องนักหรือ? ตะแบงตั้งคำถามตั้งแต่ทักษิณยังอยู่ แถมมีพวกฝ่ายซ้ายที่เคยเข้าป่าชูธงแดง ทำไมสวนกระแสมหาประชาชน พวกเอ็นจีโอบางกลุ่มก็พาลพาโลไปกับเขาด้วย ใช้หลักคิดอะไรไม่ทราบ ช่วยให้วิทยาทานหน่อย
ลองย้อนกลับไปดู สมัย ‘14 ตุลา’ ตอนนั้นผู้นำนักศึกษายิ่งใหญ่มาก แต่ตอนนี้ผมไม่เกรงใจคนเหล่านี้ที่ผมเคยนับถือแล้ว มึงกับกูขาดกันแล้ว พวกนี้บางคนไปประเทศฝรั่งเศส แล้วไปเถียงกับอาจารย์ปรีดีว่า ไอ้ 2475 ไม่ใช่การปฏิวัติ (ผมไม่ได้อยู่ในที่นั้น ได้มารับการบอกเล่าภายหลัง) เพราะไม่มีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์การผลิต ไปโน่น พวกนี้คิดว่าเขาติดอาวุธทางปัญญา แต่ระดับไหนไม่ทราบ? เขาคิดว่าเขาอิงความคิดกับศาสดาใหญ่ แต่ความจริงเป็นพวกครึ่งๆกลางๆ รู้หรือไม่ว่าศาสดาที่เขาน่าจะนำมาคิดต่อน่ะเคยว่าไว้อย่างไร ปรมาจารย์ใหญ่เลยเคยให้ข้อคิดว่า “เวลาต่อสู้ ต้องปรับยุทธวิธีให้เหมาะกับพละกำลังที่เรามี” อย่างคณะราษฎรจะไปตั้งเวทีอภิปรายสนามหลวงหรือ? อาจารย์ปรีดีเขียนบันทึกไว้ว่า แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองยังบอกภรรยาไม่ได้ ต้องเก็บความลับไว้อย่างยิ่งยวด การวางแผนมีการเปลี่ยนวันหลายครั้ง คิดจะไปให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือ? สติดีหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น ต้องจัดยุทธวิธีให้เหมาะสมกับกำลังของเรา พร้อมๆกับคิดถึงกำลังของฝ่ายตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงปี 2475 ไม่ได้เกี่ยวกับมวลชน ไม่มีการนองเลือด ไม่มีความปั่นป่วนนั้นรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว ไม่เข้าคำนิยามการปฏิวัติ
ความสำคัญอยู่ที่ ’24 มิถุนายน 2475’ เป็นการเปลี่ยนมูลฐานของรัฐอย่างสำคัญจริงๆ แม้ว่า ชื่อประเทศไทย จะไม่ได้เปลี่ยนไป เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความนิยม มีหลายกรณีที่ชื่อประเทศระบุลักษณะและรูปแบบของรัฐ เช่น ประเทศอิหร่านที่กำลังวุ่นวายตอนนี้มีชื่อว่า Islamic Republic of Iran ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการปกครองที่ไม่ใช่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างที่เคยเป็นในสมัยพระเจ้าชาห์แล้ว ยังประกาศเจตนารมณ์อีกด้วยว่า ระบบกฎหมายยึดถือหลักคำสอนของอิสลาม แต่ยังไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่นำชื่อประเทศตัวเองว่า Buddhist Republic ตัวอย่างอื่นๆก็เช่น จีน ลาว ใช้ชื่อทางการว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชนลาว มาเลเซียเรียกตัวเองว่า สหพันธ์รัฐมาเลเซีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชื่อประเทศจะบอกถึงสถานะของรัฐเสมอไป ของเราก็เรียกว่า Kingdom of Siam, Kingdom of Thailand กันเรื่อยมา
24 มิถุนา 2475 กับหนัง “The Empire Strikes back”
หนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เขียนโดยนักรัฐศาสตร์บ้าง นักประวัติศาสตร์บ้าง ชอบยกข้อมูลว่าประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ มีรัฐประหารกี่ครั้ง มีนายกรัฐมนตรีกี่คน ใครบ้าง ฯลฯ แถมบางคนยังทำเป็นสถิติให้ดูอีกว่ามีค่าเฉลี่ยเท่าไร อ่านแล้วเวียนหัว ไม่รู้ว่าจะบอกว่าอะไร ผมว่าเอาง่ายๆดีกว่า โครงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากปี 2475 เป็นต้นมา คือการชักกะเย่อกันไปกันมา ระหว่างฝ่ายเพื่ออำนาจของราษฎร กับฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมก่อนปี 2475
ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมรู้ว่าเสียท่าไป ก็พยายามเอาอำนาจคืน ซึ่งก็สามารถตีกลับได้ทันทีตั้งแต่ปี 2476 แต่ฝ่ายเพื่ออำนาจของราษฎรก็ชิงกลับมาได้บ้าง ต้องยอมราข้อบ้าง รุกบ้าง รับบ้าง ฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมก็พยายามสะสมกำลัง หาพวกเพิ่ม คอยเตะตัดขาอีกฝ่ายหนึ่ง จนได้คืนกลับไปในปี 2500 สมัยสฤษดิ์ สืบต่อตามด้วยถนอม/ประภาส แนวเรื่อง ช่วงเวลา ตัวละคร ผู้เล่น อาจจะผันแปรไปบ้าง แต่ภาพรวมไม่เปลี่ยน ถ้าเปรียบกับดูหนัง ต่อให้ไปเข้าห้องน้ำ กลับมาก็ยังตามเรื่องได้
เรื่องนี้คือเรื่อง The Empire Strikes Back ซึ่งเห็นชัดเจนมากในช่วงปี 2516- 2519 เพราะเป็นช่วงสั้นๆ พลังที่จะเสริมอำนาจราษฎรอยู่เพียง 3 ปี ก็ถูกอำนาจตามประเพณีแย่งกลับไปอีก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสมัยร่วมสมัยของเรา สำหรับคนที่อยู่ในห้องประชุมนี้ก็รับทราบกันดี ในส่วนเฉพาะดำเนินไปตามโครงเรื่องใหญ่นี้ อาจจะเปลี่ยนผู้แสดงบ้าง พระเอกกลายเป็นตัวโกงบ้าง ตัวโกงกลับมาเป็นพระเอกบ้าง บางครั้งผู้คนที่อยู่ในยุทธหัตถีเองก็ตะลุมบอนจนไม่รู้ตัวเองว่าใครอยู่ข้างไหนบ้าง สลับข้างไปมาบ้าง ฯลฯ แต่เหล่านี้เป็นรายละเอียดทำนองเดียวกับที่เรียกในภาษาดนตรีว่า Variations on a theme
ลองเปรียบเทียบการทำรัฐประหารล้มชาติชาย กับล้มทักษิณ ถ้าเป็นนิยายมันเหมือนผู้ประพันธ์เอาเรื่องเก่ามาทำรีไซเคิล สำนวน “บุฟเฟต์ คาบิเนต” มาเป็น “ทักษิณ โกงกิน ขายชาติ” มันเพียงเปลี่ยนชื่อตัวละคร ผมไม่ได้หมายความว่าไม่มีการทุจริต ตรงกันข้าม ผมขอเสนอเป็นสโลแกนประจำราชอาณาจักรไทยเลยก็ได้ว่า “ที่ใดมีการจัดซื้อจัดจ้าง ที่นั่นมีการฉ้อราษฎรบังหลวง” โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำรัฐประหารนั้น ไม่ได้น้อยหน้าใครในเรื่องนี้
แน่นอนที่เขาไม่สามารถกำหนดให้การปกครองเป็นแบบก่อน 2475 ได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัยและกระแส ทั้งจะลบชัยชนะของฝ่ายราษฎรให้สูญไปหมดก็ไม่ได้ ฝ่ายอำนาจตามประเพณีพยายามรุกชิงแนวรบด้านความคิด ความเชื่อ และแทรกซึมไปยังวงการต่างๆ ยิ่งที่ที่เคยเป็นป้อมปราการเพื่อราษฎรยิ่งต้องเข้าไปยึดครอง เช่น ตอนนี้ใครเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์? อธิการบดีสีอะไร? ความจริงก็ไม่ใช่เฉพาะธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไหนๆก็คล้ายๆกัน ช่วง ‘14 ตุลา’ – ‘6 ตุลา’ Hope อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่สมัยนี้ Hopeless เมื่อเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผมโหวตให้พรรคพลังประชาชนซึ่งตอนนั้นสมัคร เป็นหัวหน้าพรรค พวกนักวิชาการแถวนี้เห็นว่าผมหลงทักษิณจนไม่เข้าใจจริยธรรมทางการเมือง ผมว่า ถ้าอย่างนั้น ความหมายของจริยธรรมของมึงกับของกู มันไม่เหมือนกันแล้ว ผมไม่ใช่แฟนทักษิณ ขอนอกเรื่องหน่อย ผมว่าทักษิณควรลาออก ในกรณีกรือเซะ และตากใบ ยิ่งมาถึงตอนนี้ทักษิณไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหัวใจอยู่ที่พลังประชาธิปไตยต้องดึงกลับมา เหมือนกับสมัย ‘14 ตุลา’ เหมือนกับคณะราษฎรที่ได้ทำให้เกิดขึ้น
เปรียบการเมืองกับการเล่นไพ่
เมื่อวันที่ 8 เมษาฯนี้ พรรคพวกเพื่อนฝูงบอกว่าอย่าไปชุมนุมกับเขาเลย ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ผมมีของดีประจำตัว ก็หลวงพ่อโกยไง หลังวันที่ 14 เมษาฯ มีคำถามว่า ฝ่ายคนเสื้อแดงแพ้ใช่ไหม ผมไม่รู้ว่าแพ้หรือเปล่า แต่ยังสู้ไม่ได้ เปรียบเทียบกับเกมไพ่ โปกเกอร์ หรือ เผ หรือเก้าเก ก็ได้ มันเหมือนกับ เรายอมเกลงไปขอดูไพ่ในมือคู่ต่อสู้ว่ามีอะไรบ้าง ฝ่ายโน้นหงายออกมาหมดเลย ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น ถามว่าสู้ได้ไหม ก็ยังสู้ไม่ได้
เมื่อสมัยหลัง ‘6 ตุลา’ มีการชูคำขวัญจากฝ่ายซ้ายว่า เป็นการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่จริงๆแล้วหมายความว่าอย่างไร มันหมายถึง การต่อสู้ทางอาวุธเท่านั้นเอง ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจข้ามคนล้ม แต่ยกขึ้นมาเพื่อถกเถียงให้เห็นประเด็น ผมเคยอ่านพบในเว็บไซด์ว่า มีบางคนเสนอจะสู้ทางอาวุธ ผมว่าอย่าเอาเรื่องนี้มาพูดเป็นเล่น ไม่มีประเทศใดๆที่ต่อให้เป็นประชาธิปไตยขนาดไหน ก็จะยอมให้ฝ่ายค้านมีอาวุธได้ เขายอมให้ต่อสู้ได้ในทุกแนวรบ ยกเว้นการใช้กำลัง ประเทศที่ยึดถือหลักการประชาธิปไตย ให้มีองค์กรรวมตัวกันได้ ให้มีวิทยุ โทรทัศน์หนังสือพิมพ์ของตัวเองได้ ให้สิทธิ เสรีภาพมากมาย ยกเว้นอย่างเดียวคือจะให้มีกำลังทหารได้ ดังนั้น Option ที่ให้มีประชาธิปไตยด้วยการต่อสู้ทางอาวุธไม่มีครับ และก็ไม่ควรให้เป็นแบบนั้น
แต่ก่อน ผมไม่ค่อยชอบที่แปล bureaucratic polity ว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย แต่ตอนนี้ชอบมาก เจ๋ง ขอคารวะผู้แปล bureaucratic polity เป็นระบบในประเทศด้อยพัฒนาหลายประเทศ สำหรับของไทยในช่วงหลังมานี้เป็นประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตยนี้ก็ดี และก็เข้าใจกันกว้างขวาง ระบอบนี้ต่อสู้ทุกรูปแบบจริงๆ รวมๆหลายแนวรบแล้วทางฝ่ายราษฎรและแนวร่วมของราษฎรจะสู้ได้หรือ? ทางการบริหารราชการแผ่นดินสู้เขาได้หรือ? ทางเศรษฐกิจสู้เขาได้หรือ? ฝ่ายโน้นสู้ทุกแนวรบ ทางรัฐสภาเขาก็มีพรรคการเมืองเก่าแก่คอยสนับสนุน ทางมวลชนเขาก็มี ก่อนหน้าจะใช้พวกเสื้อเหลือง เขาเคยมีลูกเสือชาวบ้าน นวพล ทางสื่อก็เห็นๆกันอยู่ ใส่หูใส่ตากันทุกวัน จอมปลวกก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิไปได้ ทางกฎหมายลายลักษณ์เขาก็ได้เปรียบ พวกตีความกฎหมายก็พวกเขาอีก พวกตัดสินตามกฎหมายยิ่งประจำท้องพระโรงเลย ทางทหารไม่ต้องพูดถึง เป็นกำลังชี้ขาดในการต่อสู้ ไม่ใช่เพียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับฝ่ายอำมาตย์เท่านั้น แต่เป็นแกนหนึ่งเลย ระบอบอำมาตยาธิปไตยนี้แข็งแรงมาก เมื่อก่อนฝ่ายนี้ยกทักษิณให้ เป็นระบอบไปด้วย ให้เกียรติ์มาก แต่ตอนนี้แค่ passport ก็เกือบไม่มี
คนที่บ่นว่า สังคมไทยมีสองมาตรฐาน ขอโทษ มึงไม่รู้เหรอ เป็นอย่างนี้มานานแล้ว สังคมไทยมีสองมาตรฐาน คนเป็นไพร่ก็ต้องเป็นไพร่อยู่วันยังค่ำ มีศัพท์คำว่าชนชั้นกลางใหม่ ผมว่าทะแม่งๆ ชนชั้นกลางในสังคมไทยเป็นชนชั้นใหม่ทั้งชนชั้น ที่น่าสนใจกว่าคือ เราน่าจะยังถือว่าเราเป็นไพร่อยู่ น่าจะเรียกได้ว่า ‘ไพร่ใหม่’ นี่เป็นความเป็นจริงในราชอาณาจักรนี้ ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นเช่นนี้ และมันถือว่าเป็นธรรมดาของสังคมไทย อยากจะให้สังคมไทยมีมาตรฐานที่ไม่ลักหลั่น เสมอหน้า และเสมอต้นเสมอปลาย ก็ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้สังคมไทยเป็นอย่างนี้ อย่างที่คณะราษฎรได้พยายามเริ่มไว้ คนรุ่นหลังก็ต้องรับไม้ผลัดมาวิ่งกันต่อไป
ขอสารภาพว่าผมเองจิตตกตั้งแต่ เดือนเมษาฯ เซ็งกับชีวิต จนเลือกตั้งที่สกลนคร เจ๋ง ผมจึงหายเซ็ง เมื่ออาทิตย์นี้เอง สมัยที่ผมทำงานองค์กรกลาง และร่วมงานกับอาสาสมัครที่สกลนคร ผมว่าเขาไม่น่าเซ่อ แล้วก็เป็นจริง ดังนั้น แล้วหวังว่าคงจะชื่นใจ ที่ศรีษะเกษ และอื่นๆ ซึ่งตั้งแต่เดือนเมษาฯ ผมถามใครต่อใครว่า สีแดงแพ้ไหม ผมไปถามแท็กซี่ หลายคนเขาพูดว่า มันขึ้นอยู่กับใจ ถามคนแถวๆ บ้าน คำตอบก็คือ สีแดงเขาไม่ยอมกัน ที่นี้ผมถามตัวเองว่า สีแดงแพ้ไหม ถ้าดูตั้งแต่ ‘24 มิถุนา’ เป็นต้นมา ทางราษฎรก็ชิงพื้นที่มาได้เยอะ ถ้าคนยุค 24 มิถุนา กลับชาติมาเกิด พระยาพหลฯ ปรีดี คงพูดว่า สถานการณ์อย่างนี้ ความตื่นตัวของคนตามถนนรนแคม ตามท้องไร่ท้องนา อย่างนี้แหละที่เราต้องการ เงื่อนไขอย่างนี้ ก้าวไปไกลมาก จากวันนั้นถึงวันนี้ แต่ถามว่าชนะไหม ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ คือมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกไหม?
ไม่ต้องไปพึ่งสวนดุสิตโพลล์หรอก ใครๆ ก็คาดได้ว่า ถ้าเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะชนะ แสดงว่าในแนวรบรัฐสภา พอฟัดพอเหวี่ยงใช้ได้ แต่แนวรบอื่นๆ เขาได้เปรียบ ไม่ต้องไปพูดเรื่องการต่อสู้ทางอาวุธหรอก สู้กันเมื่อไรก็ต้องใช้ก้านกล้วยหลังบ้านเท่านั้นเอง เมื่อเปรียบเทียบพลังกันอย่างนี้แล้ว ก็เป็นคำถามกับเราทุกคนเลย ถ้าผมตอบ ก็อาจจะมาจากความเศร้าหมองของผมเอง คือสงสัยว่าจะชนะง่ายๆเหรอ ถึงแม้จะไม่แพ้ คือ พูดอย่างแบไต๋ ผมว่า มันคงชนะไม่ง่าย ถึงไม่แพ้แต่คงชนะไม่ง่าย
ประวัติศาสตร์จากวันชาติ
โลกเปลี่ยนไป คนที่เคยเป็นสหายกัน มายืนคนละข้างของฝั่งรบ เราต่างเข้าใจและให้ความหมายต่อเหตุการณ์ต่างกัน แม้ว่าประวัติศาสตร์จะลบไม่ได้ แต่ความหมายที่เราให้ต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไม่คงที่ วันนี้เรามอง ‘24 มิถุนา’ แตกต่างไปจากเมื่อสิบปีก่อน ในอนาคตเราอาจจะมอง ‘24 มิถุนา’ ในมุมมองใหม่ขึ้นอีก เมื่อ ‘14 ตุลา’ คงมีน้อยคนที่โยงเข้ากับ ‘24 มิถุนา’ แต่วันนี้ เราเห็นกันว่า ปัญหาปัจจุบันสืบมาจากงานที่คณะราษฎรทำไม่สำเร็จ เป็นงานค้างที่เราต้องช่วยกันทำให้สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว แต่อย่างน้อยสิ่งที่อยู่ในวิสัยของเราเฉพาะหน้า คือพยายามทำให้ ‘24 มิถุนา’ กลับมามีชีวิต กลับมาอยู่ในความสำนึกของมวลราษฎร ซึ่งฝ่ายอำมาตย์พยายามที่จะลบออกจากความทรงจำ เช่น ไม่บรรจุ คำประกาศ ของคณะราษฎรไว้ในหนังสือเรียนของเยาวชน ชื่อปรีดีสมัยหนึ่งไม่มีใครเอ่ยถึงในที่สาธารณะ หรือไปเกี่ยวข้องกับเรื่องร้าย ชื่อพระยาพหลฯเป็นเพียงชื่อซอย ชื่อถนน แม้กระทั่งวันนี้ ’24 มิถุนา’ ก็ถูกลบหายไปในฐานะที่เป็นวันชาติ ความจริงเรื่องวันชาติ ก็ไม่ใช่ว่าจะมีกันทุกชาติ ทุกประเทศ อย่างญี่ปุ่น อังกฤษไม่มีวันชาติ การมีชาติกับการมีวันชาติไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรง แต่ถ้าจะมีก็ต้องเป็นวันที่มีความหมายต่อชาติจริงๆ วันเกิดของพลเอกเปรมก็สำคัญเฉพาะกับเขา ไม่มีความหมายอะไรกับเรา ยกเว้นว่า จะเอาขนมเค้กมาแบ่งกินกันบ้าง ถ้าอย่างนั้นก็จะช่วยกันร้องเพลง Happy Birthday ให้
ผมขอยกประเด็นหนึ่งให้มาช่วยกันคิด ฝ่ายอำมาตย์เขารู้ว่าฝ่ายเพื่อประชาธิปไตยนั้นแข็งแรงแค่ไหน และเขาก็เดินหมากรุกเป็น ซ้ำเก่งด้วย ขอลองยกที่ประชุมแห่งหนึ่งเป็นตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการชั้นนำของประเทศ บางคนเคยเป็นรัฐมนตรี มีข้อวิจารณ์การบ้านการเมืองว่า นโยบายต่างๆเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองจะพัฒนาได้อย่างไร สิ่งที่เขาต้องการ ก็คือให้ นโยบายของชาติให้คงอยู่ต่อไปเป็น 10 ปี 20 ปีหรือ กว่านั้น ฟังดูก็ดีที่มีการวางแผนระยะยาว แต่คำถามก็คือ ถ้านโยบายของรัฐถูกกำหนดตายตัวเสียแล้ว เราจะเลือกตั้งไปทำไม ผมว่าดัชนีที่ชี้ความเจริญของชาติคือ การที่ ส.ส.หญิงจากหนองหมาว้อเป็นรัฐมนตรีกลาโหมได้ นายพลคนไหนอวดโวหารว่ารัฐมนตรีต้องมาจากกองทัพ ก็ย้ายไปเป็นยามที่ช่องเม็กเสีย ผู้แทนราษฎรต้องสั่งการข้าราชการประจำได้ เพราะระบอบอำมาตยาธิปไตยนั้นก็คือ ข้าราชการอยู่เหนือการบริหารงานของรัฐ หรือให้ใครที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของราษฎรมีอำนาจเหนือกลไกของรัฐ เรามีศัพท์ ‘ประชาธิปไตยแบบไทย’ ไม่รู้ว่าเป็นการวิพากษ์หรือว่าสมควรจะเป็นเช่นนั้น ถ้าจะให้วัฒนธรรมไทยกำหนด เราก็ควรมี มหาวิทยาลัยแบบไทยๆ การศึกษาแบบไทยๆ การเงินการคลังแบบไทยๆ อย่างนั้นหรือ?
ทุนนิยมสามานย์ และเกมการเดินหมากรุก
โดยข้อสังเกต ลักษณะความคิดชาตินิยม ผมขอท้าเอ็นจีโอบางกลุ่มที่ ด่าทักษิณว่า ทุนนิยมสามานย์ แล้วตอนนี้ทุนนิยมสามานย์ไหม? ทราบกันหรือเปล่าว่า มีผู้พิพากษาหนุ่มๆไปสมัครเป็นการ์ดพันธมิตร เห็นไหมว่า ฝ่ายเสื้อเหลืองเขาโยงใยกันขนาดไหน สิ่งที่ผมกลัวคือ เขาไม่ได้อยู่เฉยๆ เขามีหมากเต็มกระดาน และวางหมากทั้งรุกทั้งรับไว้ เหตุการณ์อย่าง ‘19 กันยา’ ใครบอกว่าเขาจะทำอีกไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และเวลา พูดไม่ได้หรอกว่าจะไม่มีรัฐประหารอีก ถ้าเราจำได้ว่าเมื่อ ‘พฤษภา 2535’ มีโปสเตอร์ใหญ่ว่าให้รัฐประหารครั้งสุดท้ายแล้ว ผมเคยพูดกับเพื่อนแบบทีเล่นทีจริงว่า ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอก ตอนนี้มีใครพูดไหมว่า เป็นครั้งสุดท้าย อาจจะเกิดขึ้นอีก เขาเตรียมการณ์ เขามีแผน ถ้าเปรียบเทียบกับหมากรุก ฝ่ายเสื้อแดงเราก็มีหมาก แต่หมากเราเป็นเบี้ย นี่เป็นการมองโลกในแง่เศร้า ถ้าเบี้ยเรากระจายอยู่บนกระดานตรงนั้น ตรงนี้ มันไม่มีพลังหรอกครับ ยกเว้นเบี้ยผูกกัน ซึ่งทำให้เขาต้องคิดหนักว่าจะเอาเรือ เอาม้ามาแลกเบี้ยไหม เมื่อเบี้ยผูกกัน ก็กินฟรีๆไม่ได้
คลื่นใต้น้ำในการเมืองไทย
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากมองโลกในแง่ร่าเริง คือ กระแสประวัติศาสตร์นั้นมีหลายระดับ ระดับหนึ่งคือ ระดับผิวน้ำ เวลามีคลื่น ถ้าใครคุ้นกับทะเล เขาจะบอกว่าเป็นทะเลหัวขาว คนออกเรือเขาก็จะรู้ว่า มีคลื่น แต่คลื่นแบบนี้อาจจะไม่น่ากลัวนัก เพราะว่ามันมาจากลมพัดผิวน้ำ แต่คลื่นที่น่ากลัวกว่า คือคลื่นที่ มาจากใต้น้ำ ประวัติศาสตร์ระดับนี้เป็นความปั่นป่วนอยู่ใต้ผิวน้ำ เป็น กระแสคลื่นใหญ่มาก ลองนึกภาพสึนามิ การเคลื่อนตัวของน้ำปริมาณมหาศาล นั้นพลิกน้ำพลิกฟ้าได้ แต่อาจจะ ไม่ ปรากฏแก่สายตา ทั้งๆที่เป็นพลังที่กำหนดปรากฏการณ์ที่ระดับผิว ข้างบนอาจจะดูสงบราบเรียบก็ได้ ผมดีใจมาก ที่เรามาพูดเรื่อง ‘24 มิถุนา’ เพราะว่าเป็นการมองประวัติศาสตร์ช่วงยาวไม่ใช่เรื่องแต่ละวันตามรายงานหนังสือพิมพ์ จะบอกว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงนั้น เราได้เปรียบในแง่โครงสร้างระยะยาว
แต่ละช่วงเวลา เราจะเห็นว่า มีความก้าวหน้ามากในช่วงชีวิตเรา ประวัติศาสตร์ที่เราต้องใช้หน่วยเป็นศตวรรษ แม้ว่าเฉพาะหน้า วันต่อวัน สัปดาห์ เราอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ถ้ามองในระยะยาวก็ยังมีความหวังสำหรับคนต่ำต้อย น้อยหน้า ราษฎรนั้นถูกเขาดูถูกเหยียดหยาม มานาน ถ้าเราอยาก ให้ราษฎรมีศักดิ์ศรี ยืนขึ้นมาทัดเทียมกับฝ่ายที่คิดว่ามี DNA ดีกว่า เราก็มีวิธีการต่อสู้เหมาะสมกับพละกำลังของเรา และเชื่อได้ว่า เราอาจชนะในระยะยาว เราอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ ประวัติศาสตร์อยู่ข้างเรา

ลูกผมต้องเข้า ICU เพื่อแลกให้ใครบางคนได้เข้าสปา:ความคืบหน้า

ที่มา Thai E-News


โดย คุณzebra
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
3 กรกฎาคม 2552

เนื่องจากกระทู้ที่ผมได้ตั้งไว้ ลูกผมต้องเข้า ICU เพื่อแลกให้ใครบางคนได้เข้าสปา

คงมีคำถามมากมายในใจของใครบางคนที่คิดว่า ผมคงสร้างเรื่องขึ้นมา จริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยสบายใจที่ทำให้ใครบางคนคิดเช่นนั้น ทีแรกผมคิดว่าถ้าลูกของผมอาการดีขึ้น และได้ออกจาก รพ. ผมจะเปิดเผยเอกสารทางการแพทย์ที่พอจะเปิดเผยได้

ที่ผมคิดเช่นนั้นก็เพราะน้องมีอาการดีขึ้น ไม่ชักซ้ำอีก รับอาหารทางสายยางได้มากขึ้น ผมคิดเองว่าอีกไม่นานเราคงจะได้กับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม พ่อ-แม่-ลูก

ผมจะได้พาลูกไปเที่ยวสวนสยามเสียที เพราะลูกพูดหลายครั้งแล้วว่าอยากให้พาไป แต่ผมก็ผลัดลูกมาทุกที เพราะทำงานจนไม่มีเวลา

ลูกผมเคยบอกผมว่า “ถ้าโตขึ้นหนูอยากจะเป็นหมอ จะได้มาดูแลพ่อกับแม่” ลูกผมเป็นเด็กผู้หญิง อายุ 6 ขวบ ชื่อเล่นว่า บูเก้ ซึ่งแปลว่า ช่อดอกไม้ของเจ้าสาว น้องเป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว เรียนเก่ง ช่างพูด เป็นที่รักของคุณครู

แต่สิ่งต่างๆ ที่ผมวาดฝันเอาไว้ก็มาสูญสลายไปในเช้าวันนี้

วันนี้ตอนเช้าน้องเริ่มซึมลง มีไข้สูงขึ้น ความดันลดลง หมอมาดูอาการแล้วเรียบส่งทำ CT-scan ฉุกเฉิน พร้อมกับเจาะเลือดไปตรวจเพาะเชื้อ ผลออกมาว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือด จนเกิดภาวะเกล็ดเลือดแข็งตัวผิดปกติ ทำให้เกล็ดเลือดลดลง ผลดังกล่าวทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ง่าย กว่าปกติ

ผลทำ CT-scan พบเลือดออกที่บริเวณใกล้ๆ ก้านสมอง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 cm มีผลทำให้ความดันในสมองสูงขึ้น เด็กจึงซึมลง หมอรีบเอาน้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเปิดกระโหลกเพื่อลดความดันในสมอง ไม่ฉะนั้นเด็กจะเสียชีวิตทันที

หลังจากผ่าตัดเปิดกระโหลกศรีษะเสร็จ ซึ่งใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง หมอได้บอกผม และภรรยาว่าตำแหน่งที่เลือดออกอยู่ลึก ไม่สามารถผ่าตัดได้ ถึงลูกหายก็คงไม่เหมือนเดิม หมอบอกให้ผม และครอบครัวเริ่มเผื่อใจไว้บ้าง เพราะ ลูกมีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมด้วย ทำให้โอกาสเสียชีวิตมีสูงมาก

บอกตามตรงว่าตอนนี้ ผมและภรรยาเหมือนกับตายทั้งเป็น เพราะผมมีลูกสาวเพียงคนเดียว ผมคงไม่คาดหวังให้ลูกกลับมาเป็นปกติ ถึงพิการผมก็ยอม ผมหวังจะได้ทำตามสัญญาที่เคยให่ไว้กับลูก คือได้พาลูกไปเที่ยวสวนสยาม อย่างที่ลูกต้องการ

ตอนนี้ผมคิดเสมอว่า

“ ถ้าผมโชคดีลูกก็คงจะหายป่วยในเร็ววัน
ถ้าผมโชคไม่ดีก็คงอีกนานกว่าลูกจะหายป่วย
แต่ถ้าผมโชคร้ายผมคงจะต้องสูญเสียลูกไปตลอดกาล “


ผมขอ รพ.ถ่ายเอกสารใบแรกรับตอนน้องเริ่มป่วยช่วงแรก ๆ มายืนยันให้ทุกท่านได้สบายใจในตัวผมครับ

(ผมขอปิดในส่วนของชื่อของน้องไว้นะครับ)
......................
(บทความเกี่ยวเนื่อง เรื่องก่อนหน้านี้)

ลูกผมต้องเข้า ICU เพื่อแลกให้ใครบางคนได้เข้าสปา

โดย คุณzebra
ที่มา เวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน
30 มิถุนายน 2552



ผมอ่าน Webboard นี้มานานแต่ไม่คิดที่จะเข้า Log in แต่วันนี้ผมมีเรื่องจะต้อง Log in ที่จะเล่าเรื่องที่ผมประสบมาวันนี้

ทีแรกอ่านกระทู้ http://www.sameskybook.org/board/index.php?showtopic=17831 ผมออกจะขำๆและไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่เหตุก่ารณ์ดังกล่าวก็มาประสบกับผมในบ่ายวันนี้เอง

เวลา 13.00 ภรรยาผมโทรมาหาบอกว่าลูกมีไข้สูง แล้วชักผมก็รีบออกจากที่ทำงานแถวสะพานใหม่ เพื่อกลับบ้านแถวดอนเมืองโดยขับรถผ่านกองทัพอากาศ เดินทาง10 นาทีก็ถึงบ้านผมเห็นลูกหยุดชักแล้ว แต่ยังมีเกร็งเล็กน้อย ผมก็รีบพาลูกขึ้นรถ พร้อมภรรยาโดยวิ่งผ่านเส้นเดิม

พอวิ่งผ่านกองทัพอากาศ มีทหารเด็กๆ สะพายเอ็ม16 โบกมือทีแรกผมก็เข้าใจว่าคงจะตรวจบัตร ก็ให้ดู แต่ทหารบอกว่าเข้าไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะมี นักร้อง ผ่าน ผมบอกว่าลูกต้องรีบไปหาหมอที่ รพ.ภูมิพล ทหารเด็กดีมากๆ ว.ไปแจ้งทหารของนักร้อง

คำตอบคือไม่อนุญาต ผมนี่ชาไปเลยต้องเลี้ยวรถ วิ่งออกถนนวิภาวดี ไปกลับรถที่หน้า รร.Miracle แล้ววิ่งอีกไกลมาก เลี้ยวเข้าไปยังถนนพหลฯ คืออ้อมไปเกือบ 30 ก.ม. ลูกผมก็เริ่มซึม ผมก็เหยียบสุดๆ คิดว่าไม่เป็นไร

แต่ที่ไหนได้ ดันไปปิดถนนฝั่งพหลอีก ตรงแยกจันทรุเบกษา คือผมอุตส่าห์ขับอ้อมเพื่อกลับมาทีเดิม แต่ดันมาปิดถนนอีกฝั่ง ผมหมดสิทธิ์ไป ต้องรออีกราว 30นาที ระหว่างรอผมได้ถ่ายรูปที่ทหารปิดถนนไม่ให้รถเข้ากองทัพอากาศไว้เป็นหลักฐาน


ไปถึงรพ.ภูมิพล หมอบอกว่าเป็น Febrile convulsion (ไข้สูงแล้วชัก) บอกต้องรีบทำ CT scan และต้องเข้า ICU เพื่อประเมินความเสียของสมอง

ผมมารู้ทีหลังว่า นักร้อง เพื่อไปทำสปาที่ รร.โซฟิเทล ลาดพร้าว จากเพื่อนที่ทำงานที่นั้น แบบว่าเสียใจมากๆ แต่ผมคงไม่โทษใครครับคิดเสียว่า

เป็นกรรมของลูกของผม และครอบครัวผมก็แล้วกันที่ลูกเข้า ICU แลกกลับใครที่ต้องเข้า Spa
.....
(ผู้ประสบเหตุได้มาเล่าเพิ่มเติมในวันต่อมา ดังนี้)

มื่อคืนตอนตี 2 น้องมีชักซ้ำอีก 2 ครั้ง แพทย์เวรได้ทำการเจาะหลังเอาน้ำไขสันหลังไปตรวจ และทำ CT scan ซ้ำ ผลการตรวจหมอบอกว่าน้องเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ประกอบกับเนื้อสมองขาดอ๊อกซิเจนบางส่วน หมอได้เพิ่มยากันชัก และยาปฏิชีวนะ เพราะหมอเห็นว่าน้องเริ่มมีปอดติดเชื้อข้างขวา ตอนนี้ใส่เครื่องช่วยหายใจให้ แล้ว หมอบอกขอดูอาการอีก 2-3 วัน ถ้าไม่ดีขึ้นต้องเจาะหลังซ้ำ

หมอบอกว่าถ้าชักซ้ำบ่อยๆ จะมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นของน้องได้ เพราะเยื่อหุ้มสมองที่อักเสบเป็นตำแหน่งสมองส่วนหน้า ใกล้ๆลูกตา

ภรรยาผมถามหมอว่า ถ้าพาลูกมาเร็วกว่านี้ซัก 30 นาที ลูกจะดีกว่านี้ไหม หมอตอบว่าก็จะดีมากๆ เพราะจะใส่ท่อช่วยหายใจได้ทัน เนื้อสมองจะเสียหายน้อยลง

หลังจากฟังหมอพูดจบ แฟนผมร้องไห้โฮเลย เธอโทษตัวเธอเองตลอดว่าแม่ผิดเองที่ไม่ยอมพาลูกไปที่ รพ.อื่น (ลูกผมมีบัตรทองที่รพ.ภูมิพล) ไม่อย่างนั้นลูกคงอาการไม่แย่แบบนี้ ผมก็ให้กำลังใจเธอว่า เราทำดีที่สุดแล้ว เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิด บอกตามตรงนะครับว่าผมเครียด และเป็นกังวลเกี่ยวกับลูกมากๆ

ส่วนเรื่องการฟ้องร้องผมผมคงไม่ทำหรอกครับ ผมก็แค่คนธรรมดา หาเช้ากินค่ำเงินเดือนหมื่นกว่าบาท แค่เพียงประคองชิวิตครอบครัวให้ผ่านไปแต่ละเดือนก็แทบแย่แล้วครับ

จักรภพ เพ็ญแข:ไมเคิล แจ็คสันแบบไทยๆ

ที่มา Thai E-News

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ผมเป็นข้าราษฎร นสพ.Thai red news ฉบับ 3 ก.ค.52
3 กรกฎาคม 2552

นี่คือเรื่องของคนๆ หนึ่งที่ทำอะไรบางอย่างแล้วเกิดถูกใจคนเป็นจำนวนมาก จนความอิจฉาริษยา การสุมหัวกันทำลายและทำร้ายคนอื่น และการลากตัวเข้าคอกหรือค่ายเพื่อให้อยู่ใต้อำนาจของเถ้าแก่ที่ไหนสักคนหนึ่งหรือบริษัทหนึ่ง ไม่อาจระคายผิวได้เลย


ขณะที่ผมเริ่มเขียนบทความชิ้นนี้ ข่าวการตายของ ไมเคิล แจ๊คสัน นักร้องระดับโลก กำลังเดือดพล่านอยู่ในจอโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ และคงจะเป็นข่าวใหญ่ต่อไปอีกหลายวัน

ศิลปินอเมริกันผู้อื้อฉาวจากโลกนี้ไปในวัย ๕๐ ปี หลังจากที่เขาหยุดหายใจ และถูกนำส่งโรงพยาบาลในนครลอสแองเจลิส ข้อสันนิษฐานขั้นต้นคือแจ๊คสันหัวใจวายอย่างกระทันหัน

ผมไม่ใช่แฟนระดับมหากาฬของไมเคิล แจ๊คสัน แต่ได้ติดตามอัลบั้มเพลงต่างๆ มาตลอด ในใจก็ชื่นชมว่าศิลปินที่เริ่มดังมาตั้งแต่อายุ ๑๐ ขวบกับวงครอบครัวคือ “แจ๊คสัน ๕” และรักษาความดังชนิดมีคุณภาพมาได้นานถึง ๔๐ ปีเต็มๆ นั้นไม่ธรรมดา ไม่น่าแปลกใจที่เขากลายเป็นตำนานไปตั้งแต่ยังเป็นๆ

ระหว่างนั่งดูและนั่งอ่านข้อมูลต่างๆ ที่พลุ่งขึ้นมาราวกับลาวาเดือด ใจผมกลับไปนึกถึงสังคมไทยและการเมืองไทยขึ้นมาแทน จะเพราะอะไรก็ไม่รู้

ผมนึกในใจว่าเด็กไทยที่มีความสามารถทางศิลปะ และมีความแหวกแนวไม่เหมือนใคร เขาจะมีโอกาสโผล่พ้นน้ำขึ้นมาจนสูงเยี่ยมเทียมฟ้าเหมือนกับ ไมเคิล แจ๊คสัน คนอเมริกันผิวดำผู้เป็นผลผลิตของสังคมอเมริกันหรือไม่

เพราะ ไมเคิล แจ๊คสัน อื้อฉาวอยู่ในสายตาของสื่อมวลชนอเมริกันและโลกโดยตลอด ตั้งแต่การทำธุรกิจแบบก้าวร้าวดุดันจนทำให้ความสัมพันธ์กับอดีตสี่เต่าทอง-พอล แม็คคาร์นี่ย์ ถึงกับขาดสะบั้น มาจนถึงข้อกล่าวหาว่าลวนลามเด็กผู้ชายอายุ ๑๔ ปี ซึ่งเป็นความกันนานหลายเดือน และเปิดเผยด้านมืดของแจ๊คสันอย่างเอร็ดอร่อยสำหรับคนที่ชอบเสพย์ความทุกข์ของผู้อื่นเป็นภักษาหาร เมื่อเขาทำท่าจะล้มพับเอาบ่อยๆ จากปัญหาสุขภาพ จนถึงขั้นล้มคอนเสิร์ตอยู่หลายครั้ง รวมทั้งในเมืองไทยด้วย ก็มีคนเขียนข่าวในทางซ้ำเติมทิ่มแทงอยู่มิได้ขาด

แต่ ไมเคิล แจ๊คสัน ก็ยังข้ามหัวคนเหล่านี้ไปผูกใจกับแฟนานุแฟนที่มีมากมายทั่วโลกได้ โดยนายหน้าค้ามวลชนเหล่านี้ทำอะไรไม่ได้

ก็ไม่ต้องมองไกลหรอกครับ คอนเสิร์ตที่กำลังจะมีขึ้นในอังกฤษก่อนหน้าที่ราชาเพลงป๊อปจะหมดลมหายใจ ขายบัตรทั้งหมดได้ในเวลา ๔ ชั่วโมง นี่เราพูดถึงบัตรคอนเสิร์ตทั้งหมด ๗๕๐,๐๐๐ ใบ แยกเป็นชนิด VIP ใบละ ๑,๑๐๐ เหรียญฯ (๓๘,๕๐๐ บาท) แบบทั่วไปใบละ ๑๐๕ เหรียญฯ (๓,๖๗๕ บาท) และซื้อได้ไม่เกิน ๔ ใบต่อหนึ่งคน ข่าว CNN รายงานว่าเขาเปิดขายบัตรในวันศุกร์ แต่แฟนๆ ไปนอนรอกันตั้งแต่วันพุธโน่น

นี่คือเรื่องของคนๆ หนึ่งที่ทำอะไรบางอย่างแล้วเกิดถูกใจคนเป็นจำนวนมาก จนความอิจฉาริษยา การสุมหัวกันทำลายและทำร้ายคนอื่น และการลากตัวเข้าคอกหรือค่ายเพื่อให้อยู่ใต้อำนาจของเถ้าแก่ที่ไหนสักคนหนึ่งหรือบริษัทหนึ่ง ไม่อาจระคายผิวได้เลย

ถ้า ไมเคิล แจ๊คสัน เกิดและโตในเมืองไทย ป่านนี้คงถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ด้วยคมปากกาของคนใจดำในเมืองไทยที่อวดอ้างตนเองว่าเป็นเมืองพุทธ แต่กลับใจร้ายต่อกันอย่างชนิดที่คนถือผีเขายังไม่ทำ

เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ ผมพูดเรื่องปัญหาของระบบอุปถัมป์ในสังคมไทย และได้รับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาแล้ว แต่วันนี้ต้องย้ำเตือนอีกว่า จะกล่าวหามดเท็จอย่างไรก็ทำเถิด แต่ความจริงคือระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยได้ลุกลามครอบงำสังคมไทยเหมือนมะเร็ง แผ่ซ่านไปทำลายความสร้างสรรค์ และความเป็นอิสระของคนไทยในทุกวงการจนแทบจะหาคนเก่งไม่ได้ ทุกคนเติบโตโดยมีเซลล์มะเร็งในตัว เหมือน ฟาร์ร่า ฟอว์เส็ตต์ “นางฟ้าชาลี” ในวัย ๖๒ ที่ตายในวันเดียวกับแจ๊คสัน แต่เป็นข่าวน้อยกว่ากันมากนั่นล่ะครับ

เหตุที่ระบบอุปถัมภ์เจริญงอกงามได้มากในสังคมไทยเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ก็เพราะเมืองไทยเรามีระบอบ และระบบทางการเมืองที่เป็นอาหารหล่อเลี้ยงวัชพืชชนิดนี้ไว้ในสังคมของเรามากกว่าใครเขา

ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เราเน้นที่ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของคน ซึ่งเป็นเรื่องหายากเพราะคนมักอยากจะใหญ่โตร่ำรวยและเหนือกว่าคนอื่นๆ อยู่ในสันดาน แต่ระบบการเมืองในระบอบประขาธิปไตยนั้นเอง ต้องพยายามสร้างสิ่งดีงามเหล่านี้มาป้อนสังคมไว้เรื่อยๆ เหมือนธรรมาธรรมะสงคราม จะปล่อยให้ด้านมืดเข้าครอบงำสังคมแต่สถานเดียวมิได้ ต้องสร้างพฤติกรรมสวนสันดานเอาไว้เสมอ

แต่ในระบอบเผด็จการของเรานั้น เน้นที่ตัวผู้มีอำนาจเป็นหลัก สอนกันมาทีเดียวว่า “ไม้ซีกอย่าไปงัดไม้ซุง” “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” “ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย” เป็นต้น เกือบหาไม่ได้ที่จะสอนว่า เจ้าจงรักษาหลักการแห่งความดีไว้ด้วยชีวิต พร้อมเผชิญกับคนฝ่ายตรงข้ามที่คอยกดหัวเราให้ต่ำต้อยกว่าอยู่ตลอดไป อันเป็นปณิธานขั้นแรกของคนชนิดที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ให้รอดได้

ชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน บอกเราว่า ใครจะรักจะเกลียด หลงใหลใฝ่ฝันหรือสะอิดสะเอียนอย่างไร ก็ตาม ถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่มิใช่พรหม แต่สังคมต้องคอยสกัดกันมิให้ความรู้สึกอย่างปุถุชนเหล่านั้นงอกขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง จนถึงขั้นทำลายสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์คนนั้นๆ ได้

ในเมืองไทยของเราที่รับอำนาจคุ้มหัวลงมาเป็นขั้นๆ ชนิดเกิดมาก็มีนายและมีหนี้ล้นพ้นหัว ส่งผลต่อเนื่องให้ความเป็นตัวตนหรือเอกลักษณ์ของคนแต่ละคน ที่เราอาจเรียกว่าความสร้างสรรค์หรือความสามารถพิเศษนั้นเกิดขึ้นไม่ได้

ผมไม่ได้บอกว่า พีท ทองเจือ หรือ สมชาย เข็มกลัด หรือ เนาวรัตน์ ยุกตะนันทน์ เป็นคนดีที่หาข้อบกพร่องมิได้ในวงการบันเทิงเมืองไทย แต่อดรู้สึกไม่ได้ว่าความโกรธเกลียดหรือความชิงชังที่ลอยผ่านสื่อมาเป็นระยะๆ คือบทลงโทษชนิดหนึ่ง ต่อคนที่เจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ของราชอาณาจักรอุปถัมป์แห่งนี้เขามองว่าน่าหมั่นไส้ เพราะไม่เข้าพวกและต้องทำให้มันเจ็บตัวเจ็บใจที่ไม่รู้จักหาพวกเอาไว้คุ้มกะลาหัวเสียบ้าง

เมื่อโยงกลับไปการเมือง จะพบว่าใครที่มีแนวคิดปฏิวัติจะถูกลงโทษในขั้นต้นด้วยการชวนให้มองกันว่าบ้าบอ ไม่เข้าพวก (ซึ่งแปลว่าไม่มีพวก) และแหวกแนว ในสังคมที่ทุกคนเดินตามกันเหมือนควายเดินเข้าคอกเมื่อเสร็จภารกิจไถนา สิ่งมีชีวิตตนใดที่บ้าบอ ไม่เข้าพวก และแหวกแนว จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงจนถึงขั้นไล่ออกไปจากกลุ่มทั้งนั้น และควายที่เหลือในคอกก็จะแอบหัวเราะกันคิกคัก เพราะลึกๆ ในใจก็คิดว่าไอ้นั่นมันโง่นักหนา เอาแบบข้าสิปลอดภัยดี

ลืมสนิทว่า “ความปลอดภัย” หรือ “ความมั่นคง” ที่ตนต้องเอามาแลกเปลี่ยนนั้นคือความเป็นทาสชั่วชีวิต ในขณะที่สังคมอื่นๆ เขาต่อสู้เพื่อปลดเปลื้องพันธนาการเหล่านี้มานานนักหนาแล้ว

ชีวิตของ ไมเคิล แจ๊คสัน จึงไม่ใช่เรื่องของความรักหรือความชัง ความดีหรือความน่าเกลียด แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ที่เกิดมาแล้วก็สมควรจะมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง

ก็เราเรียกเมืองไทยว่าประเทศ ไม่ได้เรียกว่าคอกนี่ครับ.
...............
ประชาสัมพันธ์ :
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146
ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Friday, July 3, 2009

เสื้อแดงอยุธยาเดินหน้าล่ารายชื่อถวายฎีกาช่วยทักษิณ

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าวว่า ล่าสุดได้นำเอกสารแบบฟอร์มให้ประชาชนลงชื่อแบบสมัครใจเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้รับแบบฟอร์มจำนวนดังกล่าวมา 500 ชุด แต่ละชุดมีจำนวน 3 หน้า โดย 2 หน้าแรกเป็นข้อความและหน้าหลังเป็นแบบฟอร์มการลงรายมือชื่อ ลงได้ประมาณ 5-6 คน และในวันนี้ตนเองได้นำแบบฟอร์มดังกล่าวไปถ่ายเอกสารเพิ่มอีกรวมเป็นจำนวน 1,000 ชุด และได้นำไปแจกจ่ายในตลาดสดและย่านชุมชนต่างๆ อ.วังน้อย อ.บางปะอิน และ ตลาดประตูน้ำพระอินทร์ ซึ่งพบว่ามีประชาชนให้ความสนใจ ขอรับแบบฟอร์มไปเขียนชื่อที่อยู่ พร้อมแจ้งจะขอแนบสำเนาบัตรประชาชน อีกทั้งยังระบุหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับด้วย ทั้งนี้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา รวม 16 อำเภอ ตั้งเป้าหมายผู้ร่วมลงชื่ออย่างน้อย 10,000 คน และหากมีเวลาเพิ่มก็จะระดมล่ารายชื่อเพิ่มเติมให้ได้จำนวนเพิ่มมากกว่านี้

"อย่างไรก็ตามทุกคนที่มาเขียนลงลายมือชื่อนั้น กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานล่ารายชื่อเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกรัฐมนตรีใน จ.พระนครศรีอยุธยา ทำงานได้ไม่ยาก เพราะ จ.พระนครศรีอยุธยา ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่ารักพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมาคนก็เลือกให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคนี้เป็น ส.ส.ของจังหวัด เนื่องจากสงสารและต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไทยเพื่อบริหารและนำพาประเทศชาติพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ เหมือนเช่นที่เคยกู้วิกฤตเศรษฐกิจของไทยเมื่อหลังฟองสบู่แตกปี 2540 มาแล้ว โดยใช้ความสามารถบริหารประเทศจนใช้หนี้กองทุน IMF ได้สำเร็จ และบ้านเมืองก็มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น" แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าว

เสื้อแดงลั่นจัดงานแซยิดใหญ่"แม้ว" พร้อมกันทั่วปท. โวได้รายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษ3ล้านคน

ที่มา มติชนออนไลน์

เสื้อแดงประกาศจัดงานแซยิดครบรอบอายุ 60 ปีให้ "ทักษิณ" ในวันคล้ายวันเกิด 26 กรกฎาคมพร้อมกันทั่วประเทศและให้อดีตนายกฯโฟนอิน คาดมีคนร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ 3 ล้าน

นายชินวัฒน์ พาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคประชาชน กล่าวว่า วันที่ 26 ก.ค.นี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มกลุ่มวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ 92.75 และ 107.5 พร้อมเครือข่ายคนเสื้อแดงทั่วประเทศจะร่วมกันจัดงานแซยิดครบรอบ 60 ปี ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนเวลาจะกำหนดความเหมาะสมอีกครั้ง นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจโฟนอินมาพูดคุยกับพี่น้องทั่วประเทศที่จัดงานแซยิดพร้อมกันด้วย


ส่วนการล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า แม้ส่วนตัวตนจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ขัดแย้งกับกลุ่มของนายวีระ มุสิกพงศ์ เพราะเป็นสิทธิของสมาชิกและแนวร่วมที่จะดำเนินให้พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ต้องยอมรับว่า ชาวบ้านต่างจังหวัดที่มาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงไม่มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยมากนัก ที่มาร่วมเพราะต่างรู้สึกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรังแกไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการทางกฎหมายและศาล


"มีประชาชนจำนวนมากโทรศัพท์มาที่สถานีวิทยุ เพื่อให้ทางสถานีเป็นผู้ประสานงานรับใบถวายฎีกาของประชาชนไปส่งให้กลุ่มความจริงวันนี้ เนื่องจากตลอดทั้งวันมีกระแสข่าวว่า มีผู้มีอำนาจสั่งการให้ผู้บริหารในบริษัทไปรษณีย์ไทย ระงับเอกสารและจดหมายที่จะส่งไปยังสำนักงานความจริงวันนี้ อาคารอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว กทม. เพื่อไม่ให้กระบวนการถวายฎีกาของพระราชทานอภัยโทษทำได้สำเร็จ"

ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำ นปช. กล่าวว่า ยอมรับขณะนี้คนเสื้อแดงมีความคิดแตกเป็น 2 แนวทาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกา แต่เชื่อว่าจะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งแยกแตก เพราะสุดท้ายหากมีประชาชนมาร่วมถวายฎีกาเป็นจำนวนมาก กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยก็พร้อมปฏิบัติตามเสียส่วนใหญ่ คาดว่าเมื่อถึงวันที่ 31 ก.ค. จะมีรายชื่อประชาชนร่วมถวายฎีกาอาจถึง 3 ล้านคนอย่างแน่นอน


นายจรัล กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้เรื่องมีการพูดคุยในหมู่แกนนำ นปช. ถึงการถวายฎีกาว่า ยังมีปัญหาทางข้อกฎหมายบางประการ โดยเฉพาะ กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเดินทางกลับมารับโทษก่อน หรือเอาแบบอย่างประเทศกัมพูชา ที่สามารถขอพระราชทานอภัยโทษได้เลย โดยไม่ต้องรับโทษ และอีกประการ คือ เมื่อถวายฎีกาแล้วก็ไม่สามารถจะเคลื่อนไหวในประเด็นเดียวกันได้อีก

ศพแล้วศพเล่า

ที่มา ไทยรัฐ

คอลัมน์ เหล็กใน




พลทหารณัฐพงษ์ ใฝ่ใจดี อายุ 21 ปี ซึ่งป่วยเป็นไข้หวัดพันธุ์ใหม่อยู่ 6-7 วันก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

เป็นคนไทยรายที่ 3 ที่เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

แพทย์ระบุว่าเกิดภาวะปอดติดเชื้ออย่างรุนแรงทั้ง 2 ด้าน ระบบการหายใจล้มเหลว ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา แม้จะให้ยาต้านไวรัสอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตได้

ถัดมาอีก 2 วันก็มีผู้เสียชีวิตอีก 2 รายเป็นชาย 1 และหญิง 1

ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดติดเชื้อไข้หวัด 2009 ภายในประเทศ

การเสียชีวิตของทั้ง 5 ราย ทำให้นึกถึงคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งไข้หวัด 2009 ระบาดในเมืองไทยใหม่ๆ เมื่อกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

ที่เตือนประชาชนอย่าแตกตื่น เพราะมั่นใจว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และย้ำด้วยว่าจะไม่ให้เกิดการเสียชีวิตขึ้นจากไข้หวัดมรณะนี้

เมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว นายกฯ คงต้องกลับไปทบทวนนโยบายการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคหวัดมรณะนี้ใหม่

ต้องทบทวนด้วยว่าการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มข้นด้วย

การเสียชีวิตของผู้ป่วยถึง 5 รายในช่วงเวลาแค่ 4-5 วันนั้น ตอกย้ำว่าการเปลี่ยนนโยบายจากการ "ป้องกัน" เป็นการ"เร่งรักษา" นั้นล้มเหลว

เข้าใจได้ว่าการแพร่ระบาดของโรคนี้รวดเร็วยังกับไฟลามทุ่ง ทำให้การป้องกันทำได้ยาก จึงต้องเน้นการรักษาที่รวดเร็ว

แต่ไม่ใช่จะละเลยเรื่องการป้องกันไปเลย

เพราะกลุ่มผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นกลุ่มนักเรียนชั้นประถม-มัธยม คนในวัยทำงาน และผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดรุนแรง

แสดงให้เห็นว่าช่องทางใหญ่ของการทะลักของโรคหวัด 2009 เข้าเมืองไทยก็คือสนามบิน

แต่การป้องกันตรงนี้ถือว่าล้มเหลว การตรวจนักท่องเที่ยวไม่เข้มงวด เครื่องเทอร์โมสแกนก็ใช้แค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น

เมื่อด่านแรกสกัดไม่อยู่ จะมาป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดภายในประเทศ

ไหวหรือ

โดยเฉพาะโรงเรียนที่เป็นแหล่งแพร่ระบาดที่รวดเร็วที่สุด เพราะนักเรียนจะเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน และกินด้วยกัน จึงติดเชื้อกันง่ายดายมากๆ

แต่ทุกวันนี้ การป้องกันของโรงเรียนต่างๆ หละหลวมมาก ไม่เข้มงวดเหมือนช่วงแรกๆ ที่จะสั่งปิดโรงเรียนทันทีเมือพบว่ามีนักเรียนป่วยเป็นหวัด 2009

ไม่รู้ว่าเพราะกลัว "แตกตื่น" เกินไปหรือเปล่า จึงทำให้ยอดเด็กติดเชื้อหวัด 2009 พุ่งพรวด

บางโรงเรียนมีนักเรียนเป็นหวัดหยุดเรียนวันละเป็นร้อยคน เพราะไม่แน่ใจว่าจะเป็นหวัดพันธุ์ใหม่หรือเปล่า

ผู้ปกครองรู้ข่าวก็ไม่กล้าให้ลูกๆ ไปโรงเรียน เพราะไม่แน่ใจความปลอดภัย

จนเกิดคำถามว่า มาตรการการป้องกันหายไปไหน?

อย่าให้มีศพต่อๆ ไปอีก แล้วค่อยมาล้อมคอกกันภายหลัง

‘เอกราช’ แห่งชาติ

ที่มา บางกอกทูเดย์

หนึ่งปี! เวียนบรรจบมา “ครบรอบ”4 กรกฎาคมของทุกปี...ถือเป็นวันสำคัญของประเทศมหาอำนาจ “สหรัฐอเมริกา” ที่ในอดีตประกาศอิสรภาพจากประเทศอังกฤษ เมื่อปีคริสต์ศักราช 1776“สหรัฐอเมริกา” ได้ประกาศให้ชาวโลกได้ทราบถึงการเป็น “เอกราช” โดยวาง หลักการ และ เหตุผลในการก่อตั้งประเทศใหม่ว่า...เราถือว่าความจริงต่อไปนี้มีความหมายประจักษ์ชัดในตัวเอง คือ มนุษย์ทุกคนล้วนถือกำเนิดเกิดมาเท่าเทียมกันและต่างได้รับสิทธิบางประการที่อาจมอบโอนกันได้จากการประทานของผู้สร้าง ซึ่งในบรรดาสิทธิเหล่านี้มีสิทธิในชีวิตเสรีภาพและการแสวงหาความสุขความสุขที่ว่า...เป็นสิ่ง “ใกล้ตัว” ซึ่งประชาชนชาวอเมริกัน ได้รับการปลูกฝังและได้รับการสืบทอดมาปฏิบัติจากรุ่นสู่รุ่นถามว่า ทำไมวันนี้ “สหรัฐอเมริกา” ถึงเจริญ??คำตอบ คือ...เพราะคนในประเทศชาติเขาคิดทำเพื่อ “ประเทศชาติ” เขายืนยันว่าจะสานต่อ“เจตนารมณ์” แห่งบรรพบุรุษรักษามรดก “อิสรภาพ” ไว้ให้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน...ดังนั้น สหรัฐอเมริกา จึงจัด

ให้มีการ “เฉลิมฉลอง”อย่างยิ่งใหญ่ทุกปี...เพื่อให้ประชาชนได้ “รำลึก” และ“ยกย่อง” ในเกียรติบรรพบุรุษที่ อุทิศตน ปกป้องชาติโดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุด คือ...บุคคลที่เป็น“ผู้นำ” สามารถทำให้เกิดการยอมรับแก่มวลชนหมู่มากไม่จำเป็นต้องหล่อ...ต้องรวย แต่ต้องมี “ความสามารถ”นำพาประเทศชาติให้อยู่รอดวันลงคะแนนเลือกตั้ง “ประธานาธิบดี” จึงเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ประชาชนชาวอเมริกันต่างเฝ้าจับตา...บุคคลใดที่จะก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” ของพวกเขา!และเหตุผลสำคัญอีกประการที่ทำให้สหรัฐอเมริกา“เจริญถึงขีดสุด” คือ ความมีอารยะในการเป็นประเทศ “ประชาธิปไตย”ซึ่งเป็นการยอมรับ “เสียงส่วนมาก” ถึงแม้จะอยู่ข้างเสียงส่วนน้อย...แต่ถูกปลูกฝังให้ต้องเคารพ“สิทธิ” และ “ความคิดเห็น” ของคนส่วนใหญ่ไม่เหมือนกับประเทศหนึ่งในโลก...ที่ถูกปลูกฝังให้“ภาคภูมิใจ” มาตั้งแต่วัยเยาว์ ถึงสถานะความเป็นประเทศ “เอกราช”คำว่า “เอกราช” นั้นหมายถึง ความเป็นหนึ่ง...แต่ประเทศที่ถูกกล่าวถึง กลับมีแต่ “ความแตกแยก”และ “ความเกลียดชัง”เพราะท่านเหล่านั้นไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมี...ไม่เคยภูมิใจในสิ่งที่ตนเป็น และไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่กับตัวชาติไม่ได้สร้างขึ้นเพราะ “ลมปาก” แต่ต้องสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณแห่ง “การกระทำ” ■

ฎีกา

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฎีกา..แปลว่า..คำร้องทุกข์ที่ราษฎรทูลเกล้าฯถวายต่อพระมหากษัตริย์เมื่อราษฎร 1 หรือ 1.000.000 คน หรือมากกว่า จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ของเขา..ในเรื่องเช่นใด..ตั้งแต่ต้นปฐมกษัตริย์ครั้งกรุงสุโขทัยยังเป็นราชธานี..ปีพุทธกาล 1822 ผ่านมาแล้ว 730 ปีครั้งนั้น.พระมหากษัตริย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช..ก็โปรดเกล้าฯ ให้แขวนกระดิ่งไว้หน้าพระราชวังพสกนิกรผู้ใด..มีเหตุให้ทรงบรรเทาบำบัด..ก็จะไปสั่นกระดิ่งระฆัง..ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ..ก็ทรงเสด็จลงมาบำบัดทุกข์ บำรุงสุข..ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า..หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีพิพาท ก็มีสิทธิไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้หน้าวัง
เพื่อถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้เป็นปิตุราชาธิปไตย..พ่อปกครองลูก800 ปี..ที่แผ่นดินนี้มีพระมหากษัตริย์..ทุกๆบรรพกษัตริย์เป็นปิตุราชา..ไม่ว่าศึกหนัก

หนาสาหัสเช่นไร..ราษฎรทั้งหลายก็ถวายชีวิตเป็นราชพลี..เพื่อความดำรงคงอยู่ของเจ้าเหนือหัวแห่งแผ่นดิน..ด้วยความสำนึกที่ปลูกถ่ายทอดกันมาพระราชา คือ บิดาแห่งทวยราษฎร์ผู้กระทำความผิดเรือนแสนเรือนล้าน..ได้รับพระมหากรุณาธิคุณกลับคืนสู่ครอบครัว..พ่อแม่ลูกผัวกลับได้รวมตัวผาสุก..ก็เพราะฎีกา..ถึงวันนี้..เพราะแผ่นดินมีความแตกแยกวุ่นวาย..ผู้คนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย..ชักธงหลายสี มีมุมมองหลากหลายแตกต่าง..มากศพถูกปลิดปลงบูชาความขัดแย้ง..ความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ..ไม่เว้นวันพระวันโกนเห็นกันว่า..พระมหากรุณาธิคุณเป็นเนื้อนาบุญที่จะเยียวยาแผ่นดินให้สิ้นทุกข์คืนสุข..ความแตกแยกหลากหลายจะผสานผสมนำความเกลียวกลมกลับมาสู่ปฐพีอำนาจแห่งมหาราชผู้เป็นบิดาแห่งแผ่นดินเท่านั้น..คือ ความสิ้นสุดของทุกข์ในชาติที่ไร้ความสมานฉันท์..ราษฎรเหล่านั้นเขาถึงรวมตัวกัน..ร่างสารถวายฎีกา..จึงมิใช่..ภาระหน้าที่ของอ้ายอีใด..จะขวางขัด..ประเพณีที่สืบต่อกันมายาวนานเกือบพันปี..ของแผ่นดินนี้ปฐพีไทยพระราชาวินิจฉัย..รักษาแผ่นดินไทยมาแล้วจากมหาภัยรอบหล้า..สยามประเทศจะคืนสุขสิ้นทุกข์ก็ด้วย..ปิตุราชาธิปไตย ■

ครม. มึน! มีมติฝันหวาน หยุดงาน สร้างเงิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

“นายกฯ มาร์ค” มีมติหยุดยาว 5 วัน หวังว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะกระดิกขึ้นให้ชื่นใจ เพราะคนไทยควักเงินใช้กันเต็มที่..ลืมหรือเปล่า? ขณะนี้สถานการณ์ไทย “ร้อนรุ่ม” รุมเร้า“คนไทย” ส่อเค้าเป็นโรควิตกจริตกว่าค่อนประเทศ...แต่รัฐบาลสั่งหยุดยาว..ให้เที่ยวกันแบบสบายใจ…ไม่ต้องห่วงงาน..อย่าลืมว่านอกจาก “เคอิโงะ” (ที่รวยแล้ว) ยังมีคนไทยอีกหลายล้านชีวิตกำลัง “ปากกัดตีนถีบ” เต็มไปด้วย 2 สถานะคือ คนจนเป็นพื้นฐาน คนว่างงานอีกนับแสน..มติหยุดงาน สร้างเงิน คงมีลูกค้าประจำแค่กลุ่มข้าราชการส่วนประชาชนที่เหลือก็อยู่ในภาวะ “ไร้อารมณ์” เพราะ ชักหน้าไม่ถึงหลังนักธุรกิจก็ต้องขยันขันแข็ง เพราะ
ต้องเข็นกลยุทธ์ดึงลูกค้าฉุดยอดขายกันจ้าละหวั่น..อยากถามรัฐบาลเหลือเกิน คิดได้ไงครับท่าน งานไม่เดินแล้วเงินจะมา..เรื่องนี้ไม่ต้องลงพื้นที่ให้เปลืองงบ

แค่ภาพรัฐบาลวิ่งโร่หาเงิน“ดัมพ์” ใส่คลังก็ชี้ชัดว่า รัฐบาลง่อนแง่น คลังถังแตกถ้าป่วยก็อาการโคม่า!!!เมื่อครั้งรัฐบาล “ใจป้ำแจกเช็ค 2,000 บาท” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้อู้ฟู่ แล้วเป็นอย่างไรล่ะ?ผลตอบแทน “เงียบเชียบ” ยังกะเป่าสาก..ปลุกไม่ขึ้น?โหมโรง “แพนด้าน้อย” จน “สัตว์” อื่นแทบผูกคอตาย..แต่สถิติการท่องเที่ยวก็ยัง “หงอย” เพราะปัญหาไม่ใช่ “เวลา”แต่มันอยู่ที่ “เงิน”เวลานี้ประเทศกำลังย่ำอยู่กับที่แบบอ่อนล้า บางก้าวก็สะดุดขากันเองจนต้อง “ถอยหลัง” ไปตั้งหลักประเทศไทยเคยมีปัญหาเรื่อง “ข้าราชการหยุดยาว” จำกันได้หรือไม่?ครั้ง สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เคยมีมติให้ทบทวนเกี่ยวกับวันหยุดชดเชยของราชการ เพราะการหยุดหลายวันมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและพาณิชย์ขอยกตัวอย่างเป็นจานร้อน ว่า 1 ปี มี 365 วัน แบ่งเป็นวันหยุด-เสาร์-อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์และอื่นๆ วันหยุดชดเชยรวมกว่า 100 วัน หรือประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของวันทำการยังไม่นับรวมงานบวช งานแต่ง งานเทศกาล ลาคลอด ลาเลี้ยงลูกลาพักร้อน ม็อบปิดถนนสรุปข้าราชการไทย 1 ปี ทำงานกี่วัน (คิดเอาเอง)มติหยุดยาว ใครได้-ใครเสีย มีคำตอบอยู่แล้ว.... ■

The Thin Red Line เสื้อแดงเดือนเมษา ตอนจบ - ความคับแค้น และการกลับบ้าน

ที่มา ประชาไท

กรกช เพียงใจ

ใครบางคนบอกว่า “ข้อเท็จจริง” (fact) นั้นแตกต่างจาก “ความจริง” (truth)
บันทึกนี้จึงอาจกล่าวอ้างได้เพียงว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของข้อเท็จจริงอันมากมายมหาศาล
แต่ก็คือทั้งหมดที่ฉันเห็น สังเกต และรู้สึก ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
มนุษย์ผู้ไม่ได้ไปอยู่ ณ จุดปะทะสำคัญใดๆ กับเขาเลย
หากใครคาดหวังเช่นนั้น ขออภัยล่วงหน้า ....
- - - - - - - - - - - -
วันที่ 14 เมษายน 2552
ฉันกลับไปพักที่บ้านพี่สาวคนเดิม ได้นอนเต็มอิ่ม ตื่นอีกทีสายมากแล้วและดูข่าวทีวีเห็นว่าที่ทำเนียบฯ ประกาศยุติและสลายการชุมนุม เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม กล้องจับไปที่ใบหน้าณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งดูออกอาการกว่าคนอื่นๆ มีรอยยิ้มแบบฝืนๆ บนใบหน้า
ฉันรีบเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล แต่เข้าไม่ได้ และไปติดอยู่แถวสี่แยกวังแดง ซึ่งมีทั้งตำรวจ และทหารกั้น ผู้คนเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณนั้น มีรถกระบะติดลำโพงของใครไม่รู้กำลังกล่าวโจมตีทหารที่เพิ่งนั่งรถจีเอ็มซีผ่านฝูงชนที่กำลังก่อตัวไป โดยยิงปืนขึ้นฟ้า 2 นัด ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจอย่างมาก พวกเขาเก็บปลอกกระสุนได้และนำมาให้นักข่าวบางส่วนที่อยู่บริเวณนั้นดู
จากนั้นชาวบ้านก็ผลัดกันขึ้นปราศรัย เรียกร้องให้ทหารกลับเข้ากรมกอง และนำรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ น่าสังเกตว่าพวกเขาประกาศตัวว่าเป็นชาวบ้านธรรมดา และไม่ใช่สีอะไรทั้งนั้น แต่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรม
หลายต่อหลายคนดูท่าทางเป็นคนชั้นกลางที่ทำมาค้าขายอยู่แถวนั้น ประกอบกับคนอื่นๆ ที่มาสบทบกันมากขึ้นเรื่อย กระทั่งกลายเป็นการชุมนุมย่อมๆ อีกจุดหนึ่ง
ฉันเดินไปที่รั้วกั้นระหว่างทหารกับชาวบ้าน พบกลุ่มผู้หญิงทั้งสูงและไม่สูงวัยกำลังโวยวายกับตำรวจซึ่งยืนอยู่ด่านหน้า และตะโกนต่อว่า (และด่าทอ) ไปถึงทหาร ซึ่งยืนอยู่ถัดไปด้านใน
“ยิงป้าเลยลูก ยิงเลย หนูจะได้เลื่อนขั้นเร็ว จะได้เป็นนายพล” ป้าคนหนึ่งตะโกนโบกไม้โบกมือเรียกทหารยิงตนเอง
“บ้านเมืองกำลังจะชิบหายหมดแล้ว เพราะพวกคุณทำสองมาตรฐานมาตลอด ประชาชนไม่โง่อย่าคิดว่าเขาไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาทำอะไรอยู่ เขาทนดูได้ยังไง” หญิงสาวคนหนึ่งพูดทั้งร้องไห้ตลอดเวลาด้วยความคับแค้นและเป็นห่วงแม่ เธอต่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและสื่อมวลชนจนไม่เหลือชิ้นดี ดูลักษณะก็รู้ได้ไม่ยากว่าเป็นคนชั้นกลางค่อนข้างมีเงิน
เธอเล่าว่าแม่เธออายุ 60 กว่า เข้าไปชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงที่ทำเนียบฯ และไม่ได้เอามือถือเข้าไปเพราะใช้ไม่เป็น และแม่เธอก็ยืนยันว่าอยู่กับเสื้อแดงไม่อันตราย ไม่ต้องห่วง และถึงตอนนี้เธอติดต่อกับแม่ไม่ได้ตั้งแต่เมื่อคืน เข้าไปในที่ชุมนุมก็ไม่ได้ จึงรู้สึกเป็นห่วงมาก
ท้ายที่สุด รถปราศรัยประกาศขอให้ตำรวจ ทหารเปิดทางให้รถและตัวแทนเข้าไปส่งข้าวส่งน้ำคนข้างใน เพราะรู้มาว่าอาหารและน้ำกำลังขาดแคลน เจ้าหน้าที่พยายามบอกว่าที่ทำเนียบฯ ประกาศสลายการชุมนุมแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อ และยืนยันว่าขอเข้าไปดูเอง
“เราไม่เชื่อถือข่าวจากใครอีกแล้ว” ชายคนหนึ่งตะโกน

มีการเจรจาต่อรองกันพักหนึ่ง แล้วเจ้าหน้าที่ต้องยอมให้รถกระบะพร้อมตัวแทนเข้าไปได้ โดยคนที่จะเข้าไปต้องให้เจ้าหน้าที่ค้นตัว หญิงสาวคนที่กำลังตามหาแม่ กระโดดขึ้นไปอยู่บนรถกับเขาด้วย เธอยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ขณะที่รถกระบะเคลื่อนเข้าไปด้านใน ส่วนคนที่เหลือยังปักหลักชุมนุมอยู่ที่เดิมไม่ยอมสลายตัว
ฉันติดอยู่ตรงนั้นค่อนข้างนาน เพราะดูเหมือนจะเป็นจุดที่เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และไม่ยอมสลายแม้เวทีกลางจะประกาศสลายตัวนานแล้ว กว่าจะเดินเข้ามาถึงลานพระบรมรูปทรงม้าได้ ปรากฏว่าผู้ชุมนุมที่ทำเนียบฯ ทยอยกลับบ้านกันไปมากแล้ว มีเพียงบางส่วนนั่งจับกลุ่มรอขึ้นรถบัสที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้
ฉันเดินเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวคู่หนึ่งที่ยืนอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งตาแดงๆ เหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้ และเพียงเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกเท่านั้น ทุกอย่างก็พรั่งพรู เธอดูคับแค้นใจกับการปิดล้อมของทหารมาก และกล้ำกลืนกับการที่ต้องต่อแถวเพื่อให้ทหารถ่ายรูปพร้อมกับชูบัตรประชาชนทีละคนๆ ก่อนจะออกจากพื้นที่ชุมนุมได้
“มันเจ็บใจ เราเป็นคนไทยคนนึง ทำกับเราเหมือนเป็นอาชญากร ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่มีอะไรเลยเดินผ่านทหารเป็นร้อยคน แล้วถ่ายรูป ทำกับเราเหมือนเป็นผู้ร้าย แล้วทำไมให้ใส่ชุดทหารมายิงพวกเราได้ ไม่คิดอะไร...ที่เจ็บใจ ที่ร้องไห้ เพราะศักดิ์ของความเป็นคนของเรามันอยู่ตรงไหน”
“ถ้าเค้าจะปราบเราก็ยอม เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราแค่มาปกป้องสิทธิและเสรีภาพของเรา เราไม่ได้ไปปล้น ไปจี้ ไปชิงใคร พันธมิตรฯ ฆ่าคนตายไม่จัดการอะไรเลย เราไม่ได้ทำอะไรใครแถมถูกใส่ร้ายสารพัด แผ่นดินนี้เราเหยียบไม่ได้เหรอ เราทำอะไม่ได้เลยเหรอ”
อารมณ์ผู้คนในตอนนั้นมีหลากหลาย ตั้งแต่เฉยๆ ทำใจได้ เสียอกเสียใจ ไปจนกระทั่งคับแค้น จากการพูดคุยกับผู้คนที่เหลืออยู่บางส่วนในเวลานั้น ประเด็นสำคัญที่พวกเขาทั้งหมดพูดกันมากคือ เรื่อง 2 มาตรฐานในสังคมไทย การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการรายงานเพียงช่วง 2 -3 วันนั้นเท่านั้น แต่เป็นความเก็บกดมานานสำหรับคนเสื้อแดงซึ่งรู้สึกเหมือนตนเองเป็นพลเมืองชั้น 2 และการรายงานเหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์นี้ดูจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับความอดทน ... ระหว่างกัน
ที่สำคัญคือ ข่าวลือเรื่องผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในการสลายการชุมนุม การปะทะ ณ จุดต่างๆ โดยเฉพาะที่สามเหลี่ยมดินแดงตอนเช้ามืดวันที่ 13 เมษายน อันเป็นที่มาของคำว่า “สงกรานต์เลือด” ก็กระจายตัวและค้างคาในใจผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
0000
พี่ชายที่รู้จักอีกคนหนึ่งมายังที่ชุมนุมด้วย ฉันเจอเขาโดยบังเอิญและเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง เขาพูดติดตลก แต่เป็นตลกร้ายว่า การกลับบ้านของพวกเสื้อแดงก็เหมือนหนังฮ่องกงที่ อู๋ม่งต๊ะ ชอบเล่นเป็นมาเฟีย แล้วมักมีบทที่โดนสั่งให้ลอดหว่างขาของศัตรูเพื่อเอาชีวิตรอด
“มันก็เหมือนกัน ถ้าคุณอยากกลับอย่างปลอดภัย ก็จงถอดเสื้อแดง ถ่ายรูป แล้วขึ้นรถศัตรูกลับบ้านไป ... ถอดศักดิ์ศรีของคุณซะ”
แม้ผู้คนจะทยอยกันกลับไปเยอะแล้ว แต่รถยนต์ยังต่อแถวยาวเพื่อตรวจค้นอาวุธทีละคันๆ ก่อนออกจากพื้นที่ แกนนำส่วนใหญ่ถูกคุมตัวไปไว้ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันนั้นแล้ว คงเหลือแต่หมอเหวงที่ยืนประกาศอำนวยความสะดวกกับประชาชนอยู่บนรถเครื่องเสียงจนหยดสุดท้าย พร้อมเสียงที่เริ่มแหบแห้ง
จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงคุมตัวหมอเหวงมาที่กองบัญชาการ โดยมีการ์ดคนหนึ่งถูกคุมตัวเดินมาด้วย ระหว่างทาง ป้าเสื้อแดงคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับหมอเหวง “เค้าจับหมอของเราแล้ว ป้า” การ์ดร่างใหญ่ตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้
ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล นักข่าวรอทำข่าวที่นั่นเต็มไปหมด ฉันจึงออกจากพื้นที่นั้น มาดูสถานการณ์ที่วังแดงอีกครั้ง ที่นั่นคนเริ่มน้อยลงแต่ก็ยังคงมีเหนียวแน่นอยู่จำนวนหนึ่ง
พี่คนเดิมนำพาฉันไปเจอลุงไสวจากอุดรธานี ซึ่งนั่งอยู่ริมฟุตบาทแถวนั้น เจ๊ๆ ซึ่งดูเป็นชาวบ้านเจ้าถิ่นกำลังจัดแจงลงขันกันส่งค่ารถให้ลุง เมื่อฉันไปถึง ฉันควักให้เขาด้วย 100 รวมแล้วลุงได้เงินหลายร้อยบาทเป็นค่ารถกลับบ้าน
ลุงเล่าว่ามาชุมนุมกับกลุ่มคนรักอุดรมา 20 กว่าวันแล้ว และวันนี้เมื่อสลายการชุมนุมก็ต่างคนต่างกลับ ลุงกับลูกสาวตัวน้อยวัยไม่เกิน 6 ขวบตกค้างอยู่ที่นี่ และไม่มีค่ารถกลับบ้าน เงินที่เอามาพันกว่าบาทก็กินใช้ และซื้อเสื้อแดงจนหมดแล้ว เหลือแต่เพียงข้าวห่อติดตัวและเศษเงินอีกไม่กี่สิบบาท
“เราจะมากันใหม่ พวกบ้านผมเขาไม่ยอมเลย ถ้าหากไม่ได้ทักษิณกลับมาเขาไม่ยอม อยู่นี่กันหมดเพราะอะไร เพราะถ้าหากไม่น็อกกูไม่กลับบ้าน พวกแถวหมู่บ้านก็เอาข้าวมาให้ เป็นกระสอบๆ ทั้งสาด ทั้งหมอน เสื้อผมยังไม่มีซักตัวจะกลับบ้าน มีแต่เสื้อสีแดง ตัวนี้ (สีขาวที่ใส่อยู่) เขาก็ให้มา”
แท็กซี่คนหนึ่งที่อยู่ในวงรับอาสาจะไปส่งลุงไสวที่หมอชิต “ไปรถผมก็ได้ ผมขับแท็กซี่” ทุกคนอวยพรแก ฉันเขียนเบอร์โทรศัพท์ตัวเองยัดใส่มือแก เผื่อว่ามีปัญหาอะไรจะได้โทรบอก เราแยกย้ายกันไป และหลังจากนั้นพักใหญ่แกจึงโทรกลับมาบอกว่าได้ตั๋วรถเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณทุกคนมาก ฉันรับคำขอบคุณนั้นไว้โดยไม่รู้จะไปบอกใครต่อ เพราะทุกคนแยกย้ายกันไปนานแล้วโดยที่ยังไม่ทันได้รู้จักกันด้วยซ้ำ
0000
มันเป็นบรรยากาศที่บอกไม่ถูกในเย็นวันนั้น แม้คนที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงเลยก็น่าจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นความเศร้าประหลาดๆ ของความไม่เท่าเทียม
ฉันกลับมายังโลกใบเดิมอีกครั้ง ในค่ำคืนที่ผู้คนเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน แม้เทียบกับปีก่อนแล้วจะดูเงียบเหงาไปมาก เพื่อนฝูงคนชั้นกลางบางคนพากันเงียบซึม บางคนตาแดงก่ำ ขณะที่บางคนโล่งอก กระทั่งก่นด่า สมน้ำหน้าคนเหล่านั้น
ฉันนึกถึงบรรดาคนต่างจังหวัดที่สละวันพบญาติปีนี้เพื่อมาเรียกร้องในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิและเสรีภาพบางอย่าง เขาคงกำลังนั่งรถกลับบ้าน ระหว่างทางอันยาวนานสายนั้น...พวกเขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดกัน ...