WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 5, 2009

จาตุรนต์ ชมตำรวจกล้าหาญ ออกหมายเรียก กษิต

ที่มา MCOT News


โรงแรมเรดิสัน 5 ก.ค.- นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ระบุ เจ้าหน้าที่มีความกล้าหาญที่ออกหมายเรียก นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในคดีบุกรุกท่าอากาศสุวรรณภูมิ เมื่อครั้งร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีท่าทีจะเอาผิด และตั้งนายกษิตมาเป็นรัฐมนตรี

“จากนี้ต้องจับตาว่า จะมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีนี้หรือไม่ และต้องดูกระบวนการต่อเนื่องจากนี้ว่าจะมีการแทรกแซงหรือไม่” นายจาตุรนต์ กล่าว

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงที่พรรคเพื่อไทย เรียกร้องนายกษิต ลาออกจากตำแหน่ง ก่อนจะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ เพราะรัฐมนตรีเป็นบุคคลที่มีข้อกล่าวหาจะทำให้ไม่สง่างาม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-05 15:30:05

จาตุรนต์-เพื่อไทย ระบุ 6 เดือนรัฐบาลทำงานล้มเหลว

ที่มา MCOT News

โรงแรมเรดิสัน 5 ก.ค.- “จาตุรนต์-เพื่อไทย” ระบุ 6 เดือนรัฐบาลทำงานล้มเหลว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ขาดความสามารถในการบริหารงาน

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ว่า ล้มเหลวในการบริหารงาน 5 เรื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง สาเหตุมาจากพรรคแกนนำ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ขาดความสามารถในการบริหารงาน เนื่องจากไม่ได้บริหารมานาน และไม่ได้ดูแลในกระทรวงสำคัญ เวลาจะสั่งการก็เกรงใจผู้ร่วมรัฐบาล ประกอบกับที่มาของรัฐบาลเกิดจากกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย อาศัยคนอื่นจนรัฐบาลไม่เป็นตัวของตัวเอง

“การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การกำกับดูแล จนนำไปสู่การปฏิบัติ รัฐบาลประเมินภาวะเศรษฐกิจผิดพลาด ไม่ยอมพูดความจริงกับประชาชน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่สามารถเบิกจ่ายมาใช้ได้ตามเป้าหมาย” นายจาตุรนต์ กล่าว พร้อมแสดงกังวลว่า รัฐบาลยังไม่มีองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นที่น่าเชื่อถือ จึงอาจเกิดช่องทุจริตได้ง่ายจากโครงการต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาล

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม รัฐบาลยังไม่เข้าใจความแตกแยกที่ร้าวลึก ไม่หาทางออกที่ยั่งยืน ไม่แสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา กระบวนการยุติธรรมยังเป็นแบบ 2 มาตรฐาน ขณะที่การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าไม่ยกเครื่องอย่างจริงจัง จะเกิดปัญหาเลวร้ายขึ้นอย่างแน่นอน

“การเสนอความเห็นครั้งนี้ ไม่เชิงต้องการบอกให้รัฐบาลยุบสภา แต่เน้นการแก้ไขกติกา สร้างความเป็นประชาธิปไตย แก้ต้นเหตุสังคมไทยที่ขัดแย้ง ให้มีทางออกร่วมกันอย่างสันติ และถ้าถึงเวลาก็ยุบสภา ให้ประชาชนตัดดสินใจ” นายจาตุรนต์ กล่าว

ขณะที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงที่พรรคเพื่อไทย ว่า การทำงานของรัฐบาล 6 เดือนที่ผ่านมา โดยภาพรวมถือว่าสอบตกทุกด้านไม่ผ่านในสายตาฝ่ายค้าน และว่า วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เวลา 10.00 น. จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือตามสิทธิของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ขอให้เปิดเผยมติคณะรัฐมนตรี กรณีที่ให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นหนังสือคัดค้านต่อคณะกรรมการมรดกโลก (ยูเนสโก) เพราะไม่ต้องการให้กลุ่มบุคคลใด ใช้เรื่องดังกล่าวปลุกระดมประชาชน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-05 15:23:17

"อภิสิทธิ์"พลิกเกมสู้ เขียน"ทักษิณ"ขู่"พรรคร่วม" ปลุกมติ"รวมกันเราอยู่"

ที่มา มติชน

คอลัมน์ วิเคราะห์




ไปๆ มาๆ แทนที่ผลการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จังหวัดสกลนคร และศรีสะเกษ ซึ่งปรากฏออกมาว่า ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งเข้ามา โดยได้คะแนนแบบถล่มทลาย จะกลายเป็น "โทษ" แก่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

กลับกลายเป็นว่า นายอภิสิทธิ์ ได้ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นประโยชน์ทางการเมืองอย่างได้ผล

เปลี่ยนจาก "กอดคอกันตาย" มาเป็น "รวมกันเราอยู่"

ทั้งนี้เพราะผลการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดได้บ่งชี้ชัดแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังคงได้รับความนิยมอยู่

ไม่ว่าจะเป็นความนิยมอันเนื่องมาจากโครงการ "ประชานิยม" ที่ของแท้ต้องมีโลโก้ "นายห้างตราสามใบห่อ"

หรือว่าจะเป็นความนิยมที่เกิดจากอาการรังเกียจพฤติกรรม "เนรคุณ" อย่างที่มีการกล่าวอ้าง

หรือเป็นอิทธิฤทธิ์การ "โฟนอิน" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และการเดินหาเสียงของคนในตระกูล "ชินวัตร"

แต่ทั้งหมดนี้ล้วนโฟกัสไปที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงมีบารมีเต็มเปี่ยมในพื้นที่ภาคอีสาน

ภาคอีสานที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าภาคอื่นๆ ในประเทศไทย

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เมื่อผลการเลือกตั้งซ่อมปรากฏออกมาเช่นนี้ จะเกิดผลสะเทือนในแวดวงการเมืองไม่ใช่น้อย

เป็นผลสะเทือนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคอีสานที่กำลังเลือกพรรคที่จะสังกัดในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า

เป็นผลสะเทือนของพรรคภูมิใจไทย ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นพรรคของคนอีสานที่เข้ามาแทนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยสโลแกน "ประชานิยม สังคมเป็นสุข"

เป็นผลสะเทือนของพรรคการเมืองขั้ว "ประชาธิปัตย์" และพรรคการเมืองขั้ว "เพื่อไทย"

และเป็นผลกระทบที่สะเทือนมาถึงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค

ผลสะเทือนดังกล่าวทำให้นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่า "ต้องทำงานหนักขึ้น"

ขณะที่สมาชิกพรรคภูมิใจไทยอย่างนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ออกมาบอกให้รัฐบาลทุ่มงบประมาณลงอีสานมากๆ มิเช่นนั้นก็ต้องกอดคอกันตายหมู่

จังหวะเดียวกัน กลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุม ณ ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนก็แสดงความขึงขัง รับฟังเสียง "โฟนอิน" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่ามกลางสายฝน และประกาศเจตนารมณ์ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ

ท่ามกลางความฮึกเหิมที่ถ่ายทอดผ่านการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ การประชุมพรรคเพื่อไทยที่ยังยืนยันเจตนารมณ์เชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรค และความเคลื่อนไหวของบรรดาลูกๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยกเงินค่าหนังสือให้การกุศล

ทำให้บรรดาฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาอีกครั้ง

อย่าลืมว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีลักษณะโดดเด่นในการบริหารงาน คือ "บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ"

ดังนั้น นับตั้งแต่ผลการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครปรากฏออกมา บรรยากาศการเขียน "ทักษิณ" ให้ฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณกลัวก็อุบัติ

สังเกตได้จากข่าวคราวต่างๆ เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณปรากฏขึ้น

มีข่าวคราวเรื่อง "แผนตากสิน ภาค 2" มีข่าวคราวเรื่อง "เส้นทางการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ" และข่าวคราวอื่นๆ ที่ยังยืนยันว่า "ทักษิณจะกลับมา"

บรรยากาศการเขียน "ทักษิณ" ให้ใครต่อใครกลัวนั้นทำให้เกิดผลสะท้อนกลับ

จาก "กอดคอกันตาย" มาเป็น "รวมกันเราอยู่" โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นคนเดิมเกม

เริ่มตั้งแต่การประกาศ "ผมไม่กลัวคุณทักษิณ" ของนายอภิสิทธิ์

เรื่อยมาจนถึงการนัดเจรจาความเมืองกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยที่มีข่าวระหองระแหงกับพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องงบประมาณและโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาล ทั้งโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน โครงการจำนำข้าวโพด โครงการจำนำข้าว ฯลฯ

จากนั้นออกมาเปิดเผยผลการหารือว่า จะหยุดโครงการที่ไม่โปร่งใส และเดินหน้าสร้างเอกภาพในรัฐบาล

เป็นเอกภาพที่เกิดขึ้นจากความกลัว

กลัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีอนาคตทางการเมือง ประกาศยุบสภา ตัดทอนการใช้เงินงบประมาณ 8 แสนล้านบาทที่วางกองอยู่ตรงหน้า หากเห็นว่า หนทางที่จะก้าวเดินต่อไปเป็น "โทษ" มากกว่า "คุณ"

จังหวะเดียวกันก็กลัวกระแส พ.ต.ท.ทักษิณ ที่คอยคุกคามคะแนนนิยมในพื้นที่ภาคอีสาน

วันนี้พรรคร่วมรัฐบาลจึงต้องคิดถึงหนทางแห่งความอยู่รอด

และมีแนวโน้มว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเลือกหนทางที่นายอภิสิทธิ์ขีดให้เดิน

นั่นคือ "รวมกันเราอยู่" นั่นเอง

ด้าน!กษิตเกาะเก้าอี้แน่น กระบอกเสียงโจรยิ่งดิ้นยิ่งรัดคอ เปิด3หลักฐานประหารหัวโจกก่อการร้าย

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 กรกฎาคม 2552

อาหารไม่ดีดนตรีไม่ไพเราะซะแล้ว กษิตหนีหน้านักข่าวหลังโดนออกหมายคดีโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน แต่คนใกล้ชิดยันด้านอยู่ต่อไม่ต้องแสดงสปิริตหยุดทำงาน ทั้งที่เคยลั่นสัญญาไว้โดนหมายเรียกจะลาออกไปเป็นแก๊งข้างถนน กระบอกเสียงกลุ่มโจรก่อการร้ายแถด้านๆไม่ได้ปิดสนามบินแต่ผอ.สุวรรณภูมิปิดเอง และไม่ได้ก่อการร้ายพกไปแค่มือตบ ยิ่งดิ้นยิ่งรัดคอเปิด3หลักฐานโทนโท่ทั้งแถลงการณ์ยึดสนามบิน,หลักฐานบุกปิดหอการบินและหลักฐานพิธีส่งมอบคืน ส่วนคดีก่อการร้ายไทยลงนามสนธิสัญญากับนานาชาติไว้ ชี้ชัดใครทำให้ท่าอากาศยานสากลปิดบริการหยุดชะงักลงเข้าฐานความผิดก่อการร้ายสากล โทษหนักประหารชีวิต "เส้นใหญ่หนุนหลัง"ก็ต้องโดนด้วย





ด้าน!รัฐมนตรีอาหารดีดนตรีเพราะไม่แสดงสปิริตหลังตร.ฟันคดีโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน

ภายหลังแกนนำกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรทั้ง 25 คน ถูกตำรวจออกหมายเรียกในข้อหาก่อร้าย กรณีชุมนุมปิดสนาบินสุวรรณภูมิ เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นมี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมอยู่ด้วยนั้น เวบไซต์ผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรรายงานว่า ล่าสุด จากการติดต่อสอบถาม นายกษิต ทางโทรศัพท์ นายกษิตปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เนื่องจากยังติดภารกิจอยู่ที่ประเทศกาตาร์

ขณะที่ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ นายกษิต ทราบเรื่องที่ถูกออกหมายเรียกแล้ว และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย โดยยืนยันว่า จะไม่มีการหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เพราะได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้ว โดย นายกษิตมีกำหนดกลับประเทศไทยในอีก 1-2 วันนี้ และยืนยันว่า จะเดินทางไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนอย่างแน่นอน

เพื่อไทยทวงสัญญาให้แมนๆหน่อยที่เคยพูดว่าจะออกหากถูกหมายเรียก

เช้าวันนี้ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกหมายเรียกในคดีที่มีส่วนร่วมกับการชุมนุมปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตร เพื่อความสง่างาม ในการทำหน้าที่ โดยเฉพาะ การเป็นตัวแทนของประเทศในการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และคดีดังกล่าวยังถือเป็นคดีร้ายแรง เนื่องจากเป็นการกระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และนายกษิตก็เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหากมีหมายเรียก

มติชนรายงานว่า นายกษิตเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่23ก.พ.ที่ผ่านมา หากถูกออกหมายเรียกจะทำอย่างไรต่อไป ว่า "ก็ไม่เป็นไร กระบวนการยุติธรรมก็ต้องให้การเคารพ ผมก็จะไม่อยู่ในเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะผมไม่ยึดติดกับเก้าอี้ ผมไม่เป็นรัฐมนตรีผมก็ต้องไปต่อสู้กับสิ่งที่มันเลวร้ายกะเลวกะราดในวงการการเมือง ต่อไป ไม่กังวลใจ เพราะเราไม่ได้รับอามิสสินจ้างอะไรใครมา เพื่อที่จะได้เกาะเก้าอี้ เกาะตำแหน่ง เพื่อทะนงตนในสังคม ผมทำในหมวกในไหนก็ได้ในสิ่งที่ถูกต้อง"

ผู้สื่อข่าวถามว่าแล้วถ้าโดนหมายเรียกจริงๆจะเป็นอย่างไรต่อไป นายกษิตกล่าวติดตลกว่า ก็ต้องออกไปต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมซึ่งตนให้การเคารพ ไปต่อสู้บนท้องถนนต่อไป

กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายแถไม่ได้ยึดสนามบินไม่ได้ก่อการร้าย เจอแฉหลักฐานทนโท่กลับ

กระบอกเสียงกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรยังได้นำเสนอข่าว เรื่อง“พันธมิตรฯ ไม่ได้ก่อการร้าย” คำยืนยันจากทนาย-อดีตอธิบดีตำรวจ โดยสรุปเป็นการอ้างแบบด้านๆว่าพันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน แต่ทางผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิสั่งปิดเองเพื่อป้ายสีพันธมิตร และไม่ได้เป็นการก่อการร้ายเพราะมีแต่มือตบ ไม่ได่พกอาวุธร้ายแรงไป

อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์เคยรายงานไปก่อนหน้านี้ว่า มีหลักฐานโทนโท่อยู่อย่างน้อย3เรื่องว่ากลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรปิดสนามบิน และมีกฎหมายสากลที่ไทยไปลงนามไว้และมาออกกฎหมายรองรับว่าพฤติการณ์ที่ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานสากลหยุดชะงักลงมีฐานความผิดก่อการร้ายสากลต้องระวางโทษหนักถึงประหารชีวิต

เปิดหลักฐานโทนโท่3ประเด็นที่โจรก่อการร้ายยิ่งดิ้นยิ่งรัดคอ

สำหรับหลักฐานโทนโท่ที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรสร้างและทิ้งหลักฐานไว้ประกอบด้วย

1.แถลงการณ์พันธมิตร ฉบับที่ 26/2551สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งออกในเวลา21.57 น.ของวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 ตอนหนึ่งระบุว่า

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข
(ดูรายละเอียดแถลงการณ์ คลิ้กที่นี่ )

ส่วนแถลงการณ์ฉบับเดียวกันที่ออกเป็นภาษาอังกฤษ( ดูรายละเอียด คลิ้กที่นี่ )ระบุว่า

The People’s Alliance for Democracy is left with no choice but to step up its peaceful rally by blocking off access to the Suvarnabhumi Airport. This is considered to be an ultimatum for Somchai Wongsawat and the Cabinet to resign immediately and without any condition.

2.พันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืนทอท.

ปรากฎหลักฐานเป็นข่าวไปทั่วโลกว่า หลังจากตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบ3พรรคการเมืองในวันที่ 2 ธันวาคม2551แล้ว มีผลให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องสิ้นสุดลง ในค่ำวันนั้นพันธมิตรประกาศยุติการชุมนุม และในช่วงสายวันที่ 3 ธันวาคม ก็มีพิธีส่งมอบสนามบินสุวรรณภูมิคืน

มติชนรายงานข่าวว่า ในเวลา09.20 น.วันที่ 3 ธันวาคม 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ได้ดำเนินการส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพธม.เป็นตัวแทนในการส่งมอบพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ อ่านแถลงการณ์ของพันธมิตร พร้อมส่งมอบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิคืนให้กับนายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศไทยฯ เพื่อจะได้เปิดใช้สนามบินได้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป โดยพิธีนี้กระทำขึ้นต่อเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ปัญหามีอยู่ว่า หากพันธมิตรไม่ได้ยึดไม่ได้ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ผอ.ท่าอาศยานสุวรรณภูมิเป็นคนสั่งปิดเอง ทำไมพันธมิตรจะต้องมีพิธีส่งมอบคืนด้วยเล่า..?

3.หลักฐานมือขวาจำลองเข้าควบคุมหอบังคับการบิน

มีภาพข่าวหลักฐานร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ หัวหน้าการ์ดสันติอโศก มือขวาพลตรีจำลอง บุกเข้าไปปิดหอบังคับการบิน เพื่อควบคุมไม่ให้มีการบิน และขนส่งสินค้าทางอากาศ คลิ้กชมหลักฐาน ที่นี่ และ ที่นี่

กฎหมายระบุคนยึดสนามบินสากล และคนหนุนหลังมีโทษหนักประหารชีวิต

ส่วนการที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรอ้างว่าพวกตนไม่ได้ทำผิดฐานก่อการร้ายนั้น แสดงถึงการแถด้านๆเช่นกัน ทั้งนี้จากการที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาจะพบว่ามีความแตกต่างระหว่างคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิกับคดียึดสนามบินดอนเมือง โดยคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้ายและทำให้การบริการท่าอากาศยานชะงักลง ส่วนคดียึดสนามบินดอนเมืองไม่มีแจ้งข้อหานี้

จากการตรวจสอบพบว่า ไทยได้ลงนามในพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากล ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( อ่านรายละเอียด คลิ้กที่นี่ )และมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมา โดยมีข้อตกลงในพิธีสารนี้ที่สำคัญว่า

พิจารณาเห็นว่า การกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

๑ ทวิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด หากได้กระทำดังต่อไปนี้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายและโดยเจตนา โดยใช้เครื่องมือ วัสดุ หรืออาวุธใด ๆ
(ก) กระทำการอันรุนแรงต่อบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย หรือ

(ข) ทำลาย หรือทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือต่ออากาศยานที่ไม่ได้ให้บริการ ซึ่งจอดอยู่ ณ ท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น"


เมื่อรัฐบาลไทยได้ลงนามในพิธีสารดังกล่าวแล้ว ก็ได้มีการออกกฎหมายรองรับคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538 (รายละเอียดคลิ้กที่ ลิ้งค์ )ระบุว่า

มาตรา 6 ทวิ(1) ผู้ใด
(1) กระทำการประทุษร้ายผู้อื่นในท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนจนเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายหรือ
(2) ทำลาย หรือทำให้เสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน หรือต่ออากาศยานที่ไม่อยู่ในระหว่างบริการและอยู่ในท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี


มาตรา 11(2) ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

อย่างไรก็ตามในการออกหมายเรียกแจ้งความดำเนินคดีของตำรวจครั้งนี้พบว่า ไม่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีต่อ"ผู้สนับสนุน"ให้กระทำความผิดตามที่สังคมสงสัยว่ามี"เส้นใหญ่"ให้การหนุนหลังแต่อย่างใด

ลำดับเหตุการณ์221วันดองคดีโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน ก่อนได้ฤกษ์ดำเนินคดี
-

ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551
พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้
9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย
-25 พฤษภาคม 2552 6เดือนผ่านไป พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง
-27 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิมาประชุม ไม่พบว่ามีการตั้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด
3 มิถุนายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ อ้างว่าตำรวจทำคดีเต็มที่แล้ว แต่เหตุที่ล่าช้าเนื่องจาก กรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้สรุปความเสียหายว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ มายังพนักงานสอบสวน เพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
12 มิถุนายน 2552 ผบ.ตร.ส่งรายงานคดีสำคัญ17คดีให้สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯทราบ ซึ่งใน 17 คดีสำคัญนี้ไม่มีคดียึดสนามบินรวมอยู่ด้วยแต่อย่างใด

1 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า ได้รับหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษและพยานหลักฐานเพิ่มจากกรมขนส่งทางอากาศแล้ว จึงคาดว่าจะดำเนินคดีโดยออกหมายเรียกพันธมิตรได้ภายในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

4 กรกฎาคม 2552เป็นเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ตำรวจเพิ่งออกหมายเรียกดำเนินคดียึดสนามบิน ซึ่งมีโทษหนักถึงประหารชีวิต



"แม้ว"ไม่เห็นด้วยเสื้อแดงถวายฎีกาอภัยโทษ ซัดคู่แฝดค้านละเมิดสิทธิปชช. ปชป.ย้ำตามแผน"ตากสิน2"

ที่มา มติชนออนไลน์

อ้าง"ทักษิณ"ไม่เห็นด้วยถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษ"สุรชัย แซ่ด่าน"ยืนยัน แต่ไม่อยากตัดรอนน้ำใจกลุ่มเสื้อแดง ซัด"แก้วสรร-ขวัญสรวง"ละเมิดสิทธิประชาชน ยกสมัยพ่อขุนรามฯยังแขวนกระดิ่ง ปชป.ย้ำเคลื่อนไหวตรงตามแผน"ตากสิน2" ปูดส.ส.บินพบที่ดูไบเตรียมจัดงานแซยิดให้นายใหญ่


อ้าง"แม้ว"ไม่เห็นด้วยกับขอฎีกา


แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รุ่น 2 อ้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เห็นด้วยที่กลุ่มเสื้อแดงจะยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ แต่ไม่อยากตัดรอนน้ำใจของแกนนำกลุ่มเสื้อแดง จึงไม่ออกมาปฏิเสธ ขณะที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) จะร่วมกับองค์กรที่รักประชาธิปไตย และชมรมคนคิดถึงทักษิณ ออกรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงชื่อถวายฎีกาในสัปดาห์หน้า


ทั้งนี้ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือแซ่ด่าน แกนนำ นปช.รุ่น 2 ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักใน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้คนใกล้ชิดที่เชื่อถือได้ โทรศัพท์จากต่างประเทศมาบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เห็นด้วยและไม่เอาด้วยในเรื่องขอถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ แต่ไม่อยากตัดรอน เพราะต้องการถนอมน้ำใจแกนนำ นปช.


"การจะขอถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษ คนที่จะทำได้คือเจ้าตัว และลูกทั้ง 3 คน หรืออาจเป็นญาติพี่น้อง แล้วจะต้องเขียนว่าได้รู้สึกสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำ และจะไม่กระทำผิดอย่างที่ผ่านมาแล้วอีกต่อไป ซึ่งการเขียนตรงนี้จะให้คนอื่นมาเขียนแทนไม่ได้" นายสุรชัยกล่าว และอยากฝากถึง 3 แกนนำ นปช.ว่า ต้องชั่งผลดีผลเสีย เพราะมันจะกลายเป็นทำคุณบูชาโทษ แทนที่จะเป็นผลดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะกลายเป็นผลเสีย กลายเป็นเปิดเป้าให้ถูกโจมตีโดยใช่เหตุ โดยขณะนี้ มีนักวิชาการ ส.ว.ออกมาแล้ว บอกว่าไปล่ารายชื่อมากดดันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


พท.จวกคู่แฝดนำเงินบริจาคค้าน


ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษก พท. แถลงที่พรรค อาคารบีบีดี บิวดิ้ง กรณีนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และนายขวัญสรวง อติโพธิ อดีต ส.ว.กทม. คัดค้านการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณว่า พรรคขอตั้งสังเกตว่า การที่นายแก้วสรรนำเงินที่ประชาชนบริจาคมาซื้อโฆษณาคัดค้านนั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะวัตถุประสงค์การรับบริจาคบอกว่าจะนำไปทำกรุงเทพฯเมืองใหม่ และเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่ อีกทั้งนายแก้วสรรเคยเป็นอดีต คตส.ที่ตั้งโดยการรัฐประหาร หรือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) มีหน้าที่หลักคือเอาผิดคนที่เกี่ยวข้องใกล้เคียงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงขอฝากไปยังทั้ง 2 ท่านว่า อย่าลืมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย


"หากย้อนไปดูสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช คงจำกันได้ว่าพระองค์ท่านทรงแขวนกระดิ่งไว้หน้าพระราชวังให้พสกนิกรได้ร้องทุกข์โดยสั่นกระดิ่ง ซึ่งเรียกว่า ปิตุราชาธิปไตย และที่ผ่านมาแผ่นดินสยามก็มีคนกระทำผิดเป็นแสนที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ" นายจิรายุกล่าว


รณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงชื่อ


นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พท. กล่าวว่า ได้รับโทรศัพท์จากประชาชนใน กทม.และต่างจังหวัดโทรศัพท์มาระบายความทุกข์จากการที่นายแก้วสรรและนายขวัญสรวงให้สัมภาษณ์ถึงการถวายฎีกา ไม่ทราบว่าเอาส่วนไหนมาคิด จึงอยากให้นายแก้วสรรและนายขวัญสรวงรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ ขอเรียนว่าพี่น้องที่ร่วมลงชื่อถวายฎีกาทำด้วยความจงรักภักดี และทำอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายแห่งรัฐธรรมนูญ


"ขอให้แฝดมหาประลัยคู่นี้หยุดการกระทำที่ซึ่งเป็นการสร้างข่าวให้ตัวเอง ทั้งนี้ ในส่วนของภาคประชาชนในสัปดาห์หน้าไม่ว่าจะเป็นภาค กทม.ทีมงาน ส.ส.ของพรรค และองค์กรที่รักประชาธิปไตย ชมรมคนคิดถึงทักษิณจะออกรณรงค์ในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ยังไม่มีโอกาสได้ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ"นายการุณกล่าว


เตือนนักวิจารณ์ระวังละเมิด


นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในฐานะประชาชนคนไทยรู้สึกเป็นห่วงการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเข้าชื่อเพื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ต.ท.ทักษิณ จึงอยากให้พิจารณาให้รอบคอบว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้จะไปเข้าข่ายการละเมิดพระราชอำนาจ หรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ เพราะการที่ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเพื่อถวายฎีกานั้น ในฐานะของประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ขัดทั้งรัฐธรรมนูญและประเพณีปฏิบัติ โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่จะทรงไว้ซึ่งพระราชวินิจฉัยว่าจะพระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่


"ในอดีตตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนก็สามารถไปสั่นกระดิ่ง ตีระฆังหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อร้องทุกข์ ส่วนจะพระราชทานอภัยโทษให้หรือไม่นั้นเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ กรณีนี้ผมมองว่าไม่ขัดทั้งราชประเพณี รัฐธรรมนูญ เพราะทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่พระราชอำนาจของในหลวงจะมีพระราชวินิจฉัย ผมไม่ได้เป็นฝ่ายหนุนหรือคัดค้านการถวายฎีกา เพียงแต่เป็นห่วงผู้ที่ออกมาวิจารณ์กันในขณะนี้ หากไม่ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นที่ชี้นำไปในทางหนึ่งทางใด จะเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจหรือไม่" นายประยุทธ์กล่าว


"ชัย" ชี้ทำให้คนตื่นตัวเรื่องกม.


นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในการล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องกฎหมายว่า มีระเบียบแบบแผนอย่างไรบ้าง และยังดีกว่าการด่าใส่กัน หรือตั้งเวทีปราศรัยโจมตี อย่างไรก็ดี ต้องทำตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งมีการกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า คนที่จะถวายฎีกานั้น ต้องมีคำพิพากษาสิ้นสุดกระบวนการตามกฎหมาย และต้องเข้าไปในคุกเสียก่อน เหมือนกับกรณีของนายวีระ มุกสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ที่เคยมีกรณีหาเสียงและถูกพิพากษาจำคุกที่ จ.บุรีรัมย์ จากนั้นไม่นานนายวีก็ได้ทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ใช้หลักการตามกฎหมาย ก็เป็นการขอพระราชทานอภัยที่ถูกต้อง


นายชัยกล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้รับโทษจะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ว่า ไม่ทราบกระบวนการนี้ ดังนั้น ต้องมีการพิสูจน์ว่าเรื่องนี้เป็นการทำนอกตัวบทกฎหมายหรือไม่ อย่างไร ส่วนที่จะเหมาะสมหรือไม่ก็อยู่จิตสำนึกของตัวผู้กระทำเอง
เมื่อถามว่า การยื่นถวายฏีกาในครั้งนี้จะเป็นชนวนเหตุให้บ้านเมืองเกิดความแตกแยกหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า คงเป็นส่วนน้อย เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในชาติเริ่มมีความรู้เรื่องกฎหมาย ก็จะทราบดีว่าควรปฏิบัติอย่างไร จึงเข้าใจว่า ใครกระทำอย่างไรกันไว้บ้าง


ปชป.ย้ำตรงตามแผน"ตากสิน2"


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นับวันกระแสคัดค้านการขอพระราชทานโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนทั้งประเทศไม่ยินยอมให้คนเพียงไม่กี่คนมาก้าวล่วงพระราชอำนาจได้ เชื่อว่าหลังจากนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจะปรับยุทธวิธี เป็นในลักษณะแยกกันเดินร่วมกันตี ทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ ชัดเจนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณทนอยู่เบื้องหลังลิ่วล้อไม่ได้ เพราะทำงานล่าช้า จึงออกมาประกาศว่า จะโฟนอินผ่านรายการวิทยุชุมชนใน จ.อุดรธานี ในทุกวันจันทร์เพื่อตอบโต้รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ยอมสำนึกในความผิด ก็เป็นการดีจะได้เห็นธาตุแท้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ


"ทุกความเคลื่อนไหว เป็นไปตามแผนตากสิน 2 จึงขอให้คนไทยใช้วิจารณญาณไตร่ตรองดูว่า เหมาะสมเพียงใดที่คนบางกลุ่มยังกล้าใช้เกมการเมืองโยงถึงสถาบันเบื้องสูง โดยไม่คิดว่าจะเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ แล้วจะยังให้การสนับสนุนคนกลุ่มนี้อีกหรือ" นายเทพไทกล่าว


ปูดส.ส.เล็งจัดแซยิดให้"ทักษิณ"


นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการขอพระราชทานโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องพูดกันยาวๆ ว่าที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้ก่อเรื่องอะไรไว้บ้าง ไม่ได้รับความเป็นธรรมจริงหรือไม่ หากพูดแล้วจะต้องลงลึกให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณทำอะไรไว้บ้าง แล้วทำไมจึงต้องขอพระราชทานอภัยโทษ ทั้งที่ยังไม่ได้มารับโทษ


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ทราบว่า มี ส.ส.กว่า 10 คน เตรียมจะเดินทางไปเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพื่อเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยพรรคมองว่า เป็นการเตรียมการล่วงหน้าในการจัดงานแซ่ยิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และน่าเชื่อว่า เป็นการเตรียมงานให้ประชาชนเข้าชื่อขอพระราชทานอภัยโทษและถวายฎีกา ซึ่งขณะนี้มีการขับเคลื่อนอยู่ทั้งที่มีหลายฝ่ายออกมาท้วงติง พรรคไม่อยากเห็นการใช้เหตุผลทางการเมืองดึงสถาบันสูงสุดของประเทศให้มาสู่ความขัดแย้งเพื่อแก้ไขบุคคลเพียงคนเดียว จึงอยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทบทวนการกระทำอีกครั้งหนึ่ง

ชาวบ้านเชื่อรบ.ขัดแย้งจากผลประโยชน์ไม่ลงตัว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_17496

สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนมองความขัดแย้งของรัฐบาลจากผลประโยชน์ไม่ลงตัว ชี้โครงการรถเมล์เอ็นจีวีชนวนเกิดความขัดแย้ง พรรคภูมิใจไทยรั้งท้ายจัดอันดับความเชื่อมั่น...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (5 ก.ค.) สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสุ่มกระจายใน 42 จังหวัดจำนวน 5,639 คน ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. -4 ก.ค. 2552 โดยในหัวข้อประชาชนมองความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้ ณ วันนี้ อย่างไร พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 38.32% เห็นว่า ผลประโยชน์ไม่ลงตัวย่อมขัดแย้ง 30.72% เห็นว่า เป็นการรวมตัวกันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์เมื่อไม่ได้ดังใจก็ขัดแย้งกัน และอีก 15.50% เห็นว่า การมุ่งผลประโยชน์ โดยเฉพาะฐานเสียงและประชานิยมที่เลือกตั้งครั้งต่อไปทำให้ขัดแย้งกัน

หัวข้อสิ่งใดหรือปัจจัยใดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 35.34% เห็นว่า ผลประโยชน์จากโครงการหรืองานของกระทรวงที่ได้รับมอบหมายในแต่ละพรรค 30.32% เห็นว่า ความหวาด ระแวง สงสัย ไม่ไว้ใจกันในแต่ละพรรค 16.42% เห็นว่า การให้สัมภาษณ์ วิพากษ์วิจารณ์ของแต่ละพรรคทำให้เกิดความขัดแย้ง และ 11.30% เห็นว่า การสร้างฐานเสียง หรือประชานิยมที่แต่ละพรรคเร่งเพื่อเตรียมการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สำหรับหัวข้อโครงการหรืองานที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 41.32% เห็นว่าโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน 32.54% เห็นว่าโครงการรับจำนำพืชผลการเกษตรโดยเฉพาะข้าวข้าว โพด 14.61% เห็นว่าการจัดสรรงบในแต่ละกระทรวง 5.55% เห็นว่าโครงการถนนปลอดฝุ่น 5.28% และ 0.70% เห็นว่า โครงการหรืองานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น หวยออนไลน์

ส่วนหัวข้อปัจจัยอะไรที่ทำให้รัฐบาลผสมชุดนี้ขจัดความขัดแย้งได้ยากพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ 44.41% เห็น ว่า การที่ต้องคอยประสานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก โดยเฉพาะการประสานผลประโยชน์ของพรรคการเมืองแต่ละพรรคทำให้การตรวจสอบความโปร่งใสทำได้ยาก 23.25% เห็นว่า อายุรัฐบาลไม่แน่ นอนทำให้แต่ละพรรคต้องเร่งหาผลประโยชน์ เร่งสร้างประชานิยม สร้างฐานเสียง เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป และอีก2 9.42% เห็นว่า การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้รัฐบาลไม่มั่นคง สร้างความหวาดระแวงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและทำงานได้ไม่เต็มที่

ขณะที่หัวข้อวิธีแก้ไขความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 36.48% เห็นว่า แต่ละพรรคต้องคอยควบคุมสมาชิกในพรรคให้ทำงานอย่างโปร่งใส ไม่ขัดแย้งกันภายในพรรค 34.81% ลดการต่อรองอย่ามุ่งประโยชน์ของพรรคการเมืองจนลืมภาพรวมของรัฐบาล และอีก 14.75% เห็นว่า ลดการแก่งแย่งฐานเสียง ประชานิยม โดยชูพรรคตัวเองเป็นตัวตั้งเหยียบย่ำพรรคร่วมรัฐบาลอื่น

หัวข้อลำดับความเชื่อมั่นของประชาชนในรัฐบาลผสมชุดนี้พบว่าอันดับ 1 ประชาชนเชื่อมั่นพรรคประชาธิปัตย์เพราะเป็นพรรคแกนนำ ก่อตั้งมานาน มีอุดมการณ์ มีประสบการ อันดับที่ 2 เชื่อมั่นพรรคชาติไทยพัฒนา เพราะมีสมาชิกไม่มาก ไม่มีความขัดแย้งภายในพรรค ต่อรองน้อย อันดับที่ 3 เชื่อมั่นพรรคเพื่อแผ่นดินเพราะเป็นพรรคใหญ่ไม่สามารถควบคุมสมาชิกได้ อันดับที่ 4 เชื่อมั่นพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคเล็ก ไม่ค่อยมีปัญหาเป็นข่าวและอันดับที่ 5 เชื่อมั่นพรรคภูมิใจไทยเพราะมีข่าวขัดแย้งบ่อยโดยเฉพาะกับพรรคประชาธิปัตย์ คุมกระทรวง ใหญ่มีการต่อรองสูง และโครงการรถเมล์เอ็นจีวีก็สร้างความขัดแย้ง

ทักษิณเตรียมโฟนอินทุกจันทร์โต้ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์”

ที่มา thaifreenews

ขวัญชัยเผยถ้าทักษิณสางงานค้างเสร็จจะโฟนอินออกวิทยุชุมชนทุกจันทร์โต้รายการ “มาร์ค” วันอาทิตย์ เสื้อแดงเตรียมชุมนุมรับนายกฯ ลงอีสาน มาร์คลั่นใครขวางตนเท่ากับขวางการสร้างถนน แหล่งน้ำ โรงเรียน สถานีอนามัย เชื่อประชาชนมีวิจารณญาณฟังโฟนอินว่าจะเชื่อใคร แนะทักษิณกตัญญูแผ่นดิน

ขวัญชัยเผย “ทักษิณ” เตรียมโฟนอินทุกวันจันทร์โต้ “มาร์ค” เตรียมชุมนุมรับนายกฯ ลงอีสาน
นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดร กล่าวว่า ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกลงที่จะโฟนอินเข้ามายังรายการของชมรมคนรักอุดร ที่คลื่นวิทยุ 97.5 จ.อุดรธานี ในเวลา 09.00 น. - 10.00 น. ทุกวันจันทร์ เพื่อตอบโต้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์แล้ว
ส่วนรายการดังกล่าว จะออกอากาศครั้งแรกได้เมื่อใดนั้น นายขวัญชัยกล่าวว่า รอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สะสางงานที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้นลงก่อน ซึ่งคาดว่าคงจะอีกไม่นานจากนี้
นายขวัญชัย กล่าวด้วยว่า จะพากลุ่มม็อบเสื้อแดงอีสานไปขัดขวางการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีที่ จ.บุรีรัมย์ อย่างแน่นอน รวมทั้งทุกสถานที่ที่จะเดินทางไปในภาคอีสานด้วย เพราะมีจุดยืนชัดเจนว่าไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้
มาร์คลั่นขวางตนเท่ากับขวางการสร้างถนน แหล่งน้ำ โรงเรียน สถานีอนามัย
ขณะที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชมรมคนรักอุดรเตรียมรวมพลคนเสื้อแดงไปต้อนรับนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ว่า ถ้าอยู่ในขอบเขตของกฎหมายไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่อยู่ต้องถามว่าเพื่ออะไรและที่สำคัญที่สุดคือไม่ได้ช่วยอะไรใคร เพราะบ้านเมืองกำลังต้องการเดินไปข้างหน้า ตนต้องการไปทำงาน เพราะต้อง การให้คนอีสานมีถนน แหล่งน้ำ โรงเรียนและสถานีอนามัยที่ดีแล้วจะมาขัดขวางตนทำไม การขัดขวางตนก็เท่ากับขัดขวางสิ่งที่เหล่านี้
เชื่อประชาชนมีวิจารณญาณฟังโฟนอิน แนะทักษิณกตัญญูต่อแผ่นดิน
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมโฟนอินตอบโต้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคงไม่ได้ติดตามรายการนี้ซึ่งประชาชนทุกคนมีวิจารณญาณอยู่แล้วว่าจะเชื่อใคร เพราะสามารถไปตรวจสอบคำพูดในอดีตต่างๆได้ เมื่อถามว่า ต้องการฝากอะไรถึงพ.ต.ท.ทักษิณบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนควรแสดงออกต่อความกตัญญูของแผ่นดินและประเทศและที่ต้องการฝาก ถึงทุกคนคือประโยชน์ของประเทศควรมาก่อนประโยชน์ของตัวเองซึ่งถ้าทุกคนทำตามนี้ได้ประเทศจะสงบ
ยันไม่มีปัญหากับสุทัศน์ ไปบุรีรัมย์ร่วมภูมิใจไทยตามกรอบ “ไทยเข้มแข็ง”
เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วนประกาศจะลาออกจากพรรคหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจที่นายกฯ สนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคอีสานว่า ในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ซึ่งการเดินทางไป จ.บุรีรัมย์นั้น ตนอยากจะไปลงพื้นที่กับรัฐมนตรีส่วนของพรรคร่วม เมื่อได้พบกับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม พรรคภูมิใจไทยก็ได้แจ้งไปเป็นคนแรกว่าน่าจะไปลงพื้นที่ร่วมกันในกรอบของไทยเข้มแข็งซึ่งนายโสภณ จะเป็นผู้ไปจัดรายการมาส่วนกรณีของนายสุทัศน์นั้นยังไม่ได้คุยและคงไม่จำเป็นต้องคุยเพราะเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เท่าที่ได้พูดคุยกับส.ส.ภาคอีสานคนอื่นๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก็เจอกับคำถาม ทำนองว่าประชาธิปัตย์จะไปยกพื้นที่ตรงไหนให้ใครดูแลซึ่งไม่มีอยู่แล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มียุทธศาสตร์ทุกภาคแล้วโดยมีการประเมินและกำหนดยุทธศาสตร์ ทุกภาคและรายภาคมีการแบ่งโซนในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคนั้นนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ดูแลอยู่ ส่วนกำหนดการลงพื้นที่บุรีรัมย์วันที่ 11 ก.ค. หากแผนที่ส่งมาสอดคล้องกับกำหนดการของตนก็ไม่มีปัญหา
เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย โทรศัพท์มาขอโทษกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทยที่ระบุว่าต้องทนอยู่กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ว่า เรื่องนี้หลายๆคนบอกว่าไม่ได้มีเจตนาซึ่งตนพูดในหลักการ เพราะถือว่าการทำงานร่วมกันต้องมีความเต็มใจ เพื่อประโยชน์และที่พูดกันไว้ตอนตั้งรัฐบาล ถ้าไม่มั่นใจหรือคิดว่าทำงานร่วมกันไม่ได้ก็บอกว่าไม่ควรฝืน แต่คงไม่มีปัญหาอะไรเพราะมันชัดในตัวของมันอยู่แล้ว หลังจากนี้ตนไม่ทราบว่าใครจะพูดอะไร แต่ได้ส่งสัญญาณชัดแล้วถ้าเป็นเรื่องที่รู้สึกจริงๆต้องทำอย่างที่ตนบอก แต่ถ้าเป็นเรื่องพูดเล่นหรืออะไรก็ว่ากันไป
สุเทพชี้ทักษิณโฟนอินเข้าวิทยุเป็นสิทธิทำได้ แต่ถ้ายุยงจะต้องตรวจสอบ
ส่วนที่สนามบิน ขส.ทบ.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินมาที่รายการชมรมคนรักอุดรฯที่คลื่นวิทยุ 97.5 เอฟเอ็ม จ.อุดรธานีทุกวันจันทร์ เพื่อตอบโต้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ว่า เป็นสิทธิที่ทำได้ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปห้ามอะไร แต่ถ้าเนื้อหาของการโฟนอินเป็นการยุงยงให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง ก็ต้องพิจารณาติดตามตรวจสอบกันต่อไป ส่วนตัวไม่ห่วงว่าการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ จะกระทบเสถียรภาพภายในของรัฐบาล
เมื่อถามว่า ชมรมคนรักอุดรฯ เตรียมรวมพลคนเสื้อแดงไปต่อต้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ จะต้องเตรียมการรับมืออะไรหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า รัฐบาลไม่ได้เตรียมการอะไรไว้รับมือเป็นพิเศษ เมื่อถามว่า กลุ่มเสื้อแดงเตรียมจัดงานวันเกิดครบรอบ 60 ปี ของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ท้องสนามหลวง เกรงว่า จะมีการระดมมวลชนเพื่อมาชุมนุมสร้างความปั่นป่วนเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ตนไม่คิดอะไรมาก
ที่มา: เรียบเรียงจากโพสต์ทูเดย์และไทยรัฐ

เหตุฉิบหายจะเกิดขึ้นกับเมืองไทยได้ ...ไม่ยากเลย!!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
เวบไซต์ vattavan
5 กรกฎาคม 2552

..... ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ได้สมคบคิดกับพันธมาร ทหาร และอำมาตย์ที่ไม่ยอมวางมือจากการเมือง จนช่วงชิงจากรัฐบาลเดิมได้สำเร็จแล้ว รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ก็จำต้องตั้ง “นายกษิต ภิรมย์” คนของฝ่ายพันธมาร เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นับแต่นั้นมา การดำเนินกิจการต่างประเทศ ของรัฐบาลนายมาร์ค มุกควายนั้น ไม่ผิดอะไรกับพวก “มือใหม่หัดขับ” กลายเป็นประเด็นที่ให้ผู้คนได้พูดถึงกัน ด้วยความไม่พอใจอย่างสม่ำเสมอ เพราะดูจะล้มเหลวไปแทบทุกด้าน

เช่น ร.ต.อ.นิติภูมิ นาวรัตน์ ตชด.เก่า นี่ต้องขัดเคืองขนาดหนัก เขียนบทความอัดเอาหลายครั้งในคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลก เช่น

บทความชื่อ กระด้าง กะล่อน อ่อนแอ แต่ปากกล้า ขาสั่น! เมื่อ อังคาร ๗ เมษายน ๒๕๕๒ ถึงกับวิจารณ์ว่า กระทรวงการต่างประเทศของไทยนั้น ใช้ภาษาน่าทุเรศ “ถ่อย” และ “เถื่อน” ที่สุดในโลก!

ผู้กองนิติภูมิย้ำว่า แม้แต่ประเทศทวีปแอฟริกา ที่ตั้งอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรอย่าง แองโกลา บูร์กินาฟาโซ โตโก หรือ กาบอง ฯลฯ ผู้นำประเทศของเขา ก็ยังมีสติปัญญา ไม่แต่งตั้ง “เสนาบดีบ๊องๆ” มาดูแลกิจการงานด้านต่างประเทศ

ใช่แต่แค่นั้น คุณนิติภูมิยังได้วิพากษ์วิจารณ์เอาอย่างไม่เกรงใจว่า ผู้ดำเนินงานการต่างประเทศของไทยในปัจจุบัน อยู่ในสถานะ “ปากกล้า ขาสั่น” มีใครเอาไมค์มาใกล้ปากไม่ได้ ร้ายที่สุดคือ การพูดของแก... สร้างศัตรูให้ประเทศไทย แทบจะทุกทีไป!!

ดังนั้น จึงไม่มีคณะผู้นำของประเทศเพื่อนบ้านประเทศไหน ชอบขี้หน้ามิสเตอร์ “ฝีคัณฑสูตร” คนนี้ และความสัมพันธ์อันเลวที่ก่อกันไว้กับกัมพูชานี้เอง เป็นเหตุให้ทหารไทย ตายไปแล้วสามคน

แถมมาถึงวันนี้ ก็ยังมีข่าวว่า เขมรสร้างทางถนน รุกเข้ามาในดินแดนของไทยแล้ว 250 เมตร แต่เจ้ากระทรวงบัวแก้ว กลับไม่ยอมแถลงให้ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่าน ได้ทราบกันบ้าง ดันอมพะนำเก็บเงียบไว้ เหมือนอมสากกระเบือ ไม่ยักกะเหมือนอีตอนที่ “หาเหาเข้าประเทศ” เพราะเป็นต้องร้องแรกแหกทวารทุกทีไป!

คุณนิติภูมิบอกว่า นโยบายต่างประเทศของไทยเรา ที่ควรจะ “นุ่มนวลแต่แข็งแรง” กลายเป็นนโยบาย “กระด้าง กะล่อน อ่อนแอ!”

ยิ่งกว่านั้น พอเขมรเขาจะเอาจริง รบกันจริงๆ ไอ้คนที่มันก่อเรื่อง กลับหงอยและหายจ้อยไปเลย!!

ใช่แต่แค่นั้น นะครับ...

เมื่อวันอังคารที่แล้ว ตชด.เก่าอย่างนิติภูมิฯ ยังตะบันเข้าอีกดอกหนึ่ง ด้วยบทความชื่อฟังแล้วครึกครื้น คือ รอง นรม.ไทย กำตดที่เขมร

คุณนิติภูมิได้บรรยายถึงความอัดอั้นตันใจว่า ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาติต่างๆ ในอาเซียนนั้น เหลวแหลกเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมืองขะแมร์นั้น ตชด.เก่าเล่าอย่างถึงพริกถึงขิงว่า

หากใครเอ่ยถึงชื่อ เจ้ากระทรวงบัวแก้วของไทยแล้ว ประชาชนคนเขมร เขาจะผรุสวาทออกมาอย่างไม่ต้องยับยั้งกันเลย

ผมว่าไม่ต้องไปคิดอะไรมากหรอกครับ แค่นายกษิตฯ เรียกท่านนายกฮุนเซนว่า “กุ๊ย” แค่นั้น ชาวขะแมร์ก็ฉุนขาดแล้ว

แล้วอย่างนี้นายมาร์ค มุกควาย ก็ยังดันตั้งเข้ามากินตำแหน่งใหญ่ เพราะเกรงกลัวพันธมารขาดใจ แม้จะมีผู้คัดค้านทั้งชาวไทยและคนต่างประเทศ แต่นายมุกควายแกก็ไม่กล้าถอดถอนเจ้าหมอนี่ออกจากตำแหน่งเสนาบดี คงเก็บไว้เป็นฝีคัณฑสูตรในรูตูดต่อไป ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จะเสื่อมโทรมลงอย่างไร ก็ช่างหัวมัน!

นี่เอง เจ้าของคอลัมน์เปิดฟ้า-ส่องโลก ถึงได้จั่วหัวบทความเอาไว้ได้แสบสัน ว่า รอง นรม.ไทย กำตดที่เขมร

คือ การไปเยือนเมืองเขมรของ นิติภูมิฯมองว่านายเทพเทือก กำได้แค่ “ตด” หรือคว้าได้แค่ลมๆ ที่ขับเคลื่อนออกจากทวารของท่านสมเด็จฯ ฮุนเซ็นเท่านั้นเอง สาระหรือ “ขี้” อันพอจะเป็นกากของเสียของท่านสมเด็จ นายกฯ อันพอจะเป็นประโยชน์ได้บ้างนั้น นายเทือกแกกลับ “กำ” ไม่ได้เลย การไปกราบกรานท่านฮุนเซ็น จึงหาประโยชน์ไม่ได้แต่อย่างใด ไม่เหมือนกับวลีฮิตของคนไทย ที่สั่งสอนกันมาว่า “กำขี้ ดีกว่ากำตด” นั่นเอง!

ขอกราบเรียน กับท่านผู้อ่านที่เคารพ ว่า ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าชายแดนกับเขมร เป็นจำนวนเงินถึง 70,000 ล้านบาท (เจ็ดหมื่นล้านบาท) ต่อปี

ไม่น่าเชื่อว่า เมืองไทยเราได้ดุลการค้าเขมร ถึง 63,000 ล้านบาทต่อปี ...น้อยอยู่เสียเมื่อไหร่กันล่ะ!?

ดังนั้น ถ้ามีสถานะศึกสงครามระหว่างไทย-กัมพูชา ประเทศของเราจะสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ไปอีกหลายหมื่นล้านเห็นๆ อยู่

ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธไอ้รัฐบาลโลซก ของนายกฯมุกควายยิ่งนัก เพราะมัน “สิ้นคิด” ถึงกับ เปลี่ยนสนามการค้า...เป็นสนามรบ...ดูมันทำ!!

ที่น่าอับอายขายหน้าหนักเข้าไปอีก คือการส่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ ไปที่เสปน แล้วกลับมาคุย

คุยโม้ลั่น ในทำนองว่า ได้รับชัยชนะจากการไปครั้งนี้ ในเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และบัดนี้ ได้เวลาดีเหมือนการแข่งขันครึ่งหลัง ไทยเรากลับพลิกมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ยิงประตูตีเสมอได้ ...ว่าเข้านั่น!

ผมไม่รู้ว่าอีตาสุวิทย์นั้น แกพูดอย่างนี้ออกมาได้อย่างไร เพราะวันต่อมา เพราะข่าวที่ออกมา กลายเป็นอย่างนี้ครับ กล่าวคือ...

เมื่อวันอังคาร (30 มิ.ย.) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สมเด็จฯ ฮุนเซน ได้ออกเตือนไทยอย่างแข็งกร้าวอีกครั้งหนึ่งนัยว่า หากไทยคิดจะบุกยึดปราสาทพระวิหารกลับคืน จะต้องสู้รบกับทหารเขมรที่กรำศึกมาตลอด และฝ่ายไทยอาจจะต้องใช้ทหาร 30,000-50,000 คน เพื่อการศึกครั้งนี้

ข่าวบอกว่า สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าวว่า ได้เตือนเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาแล้วครั้งหนึ่ง วันเสาร์ ( ที่ 27 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ณ. บ้านพักเมืองตาขะเมา (Ta Khmao) ชานกรุงพนมเปญ

เว็บไซต์ข่าวภาษาเขมรยอดนิยม Everyday.com.kh ฉีกหน้ารัฐบาลของนายมาร์ค มุกควาย ได้ตีพิมพ์เผยแพร่คำเตือนและคำขู่ของผู้นำกัมพูชา เมื่อวันอังคาร โดยกล่าวว่า นายกฯฮุนเซนประกาศเรื่องนี้ ระหว่างปราศรัยที่สถาบันการศึกษาแห่งชาติ (National Education Institute) ในตอนเช้า

"ถ้าหากทหารไทยจะทำศึกเพื่อเอาคืนปราสาทพระวิหาร กองทัพบกไทยจะต้องเตรียมพร้อมที่จะใช้กำลังพลอย่างน้อย 30,000-50,000 "

สมเด็จฯฮุนเซ็น เล่าว่า ก่อนหน้านี้ ได้เตือนนายสุเทพ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กับ พล.อ.ประวิตร รัฐมนตรีกลาโหม ที่ไปเยือนกัมพูชาอย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่า ไทยจะต้องใช้ทหาร 3-5 หมื่นคน เพื่อรบกับทหารกัมพูชาราว 10,000 คน แต่ทั้งหมดเป็นทหารที่มีประสบการณ์ในสงคราม และกรำศึกมาตลอด

นายกฯ กัมพูชากล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน และกองทัพกำลังพลกว่า 300,000 คน แต่กัมพูชา ประชากรแค่ 14 ล้าน กับกำลังพลในกองทัพ 100,000 คน แต่ฝ่ายไทยจะต้องใช้กำลังพล 3-5 หมื่น สู้กับทหารกัมพูชา 10,000 คน

ท่านผู้อ่านครับ อ่านข่าวแล้ว ก็ปลงสังเวช ที่ได้เห็นว่า รัฐบาลโลซกของคนหนีทหารอย่างนายอภิแสบ ต้องโดนชาติที่เล็กกว่า แต่มีผู้นำที่เข้มแข็ง แถมเป็นทหารเก่าชำนาญการศึกโชนโชก ไล่โขก ไล่สับ ...เอาตามใจชอบ!

แม้เกียรติภูมิของชาติเสียหาย รัฐบาลโลซกก็ยังมีหน้าออกมาสะตะบอแหลชาวบ้านเขาไปวันๆ ยิ่งไปกว่านั้น สื่อต่างๆ ในกัมพูชา พากันตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับข้อเสนอของไทย ถูกคณะกรรมการมรดกโลกปัดปฏิเสธ ไม่นำขึ้นพิจารณาในการประชุมประจำปี

สื่อยักษ์ใหญ่ขะแมร์ คือหนังสือพิมพ์ดืมอัมปึล (Deum Ampil) รายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลก ได้ปิดการประชุมที่เมืองเซวิลล์ (Seville) ประเทศสเปน ในวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการนำข้อเสนอของไทยที่ ขอให้ทบทวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ดืมอัมปึลถึงกับพาดหัว ด้วยความเริงร่าว่า "ประเทศไทยปราชัยอย่าง ‘น่าอดสูที่สุด’ ในการเรียกร้องให้ทบทวนการขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลก.."

นี่ไง... หน้าแหกกันเป็นริ้วๆไปเลย!

ดังนั้น ในทัศนะของ “วาทตะวัน” แล้ว การที่ได้นายฝีคัณฑสูตรอย่าง “กษิต” มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ อันเป็นผลพวงจากการตั้งรัฐบาลผสม ที่โง่เขลาเบาปัญญาของนายมาร์ค มุกควาย แต่กระทำไปยำเกรงขบวนการพันธมาร จนต้องเอานายคนนี้ มาเป็นรัฐมนตรีพัวพันต่างประเทศ จึงไม่น่าแปลก ที่ชาวบ้านเขาไม่ชอบขี้หน้ารัฐมนตรีต่างประเทศนายนี้

สำหรับข้าราชการในกระทรวง ก็ได้ข่าวว่า แอนตี้เจ้ากระทรวงกันมาก เลยพาลชิงชัง รัฐบาลปัจจุบันเข้าไปด้วย!

ต้องขอบอกกันไว้ชัดๆ ตรงนี้เลยว่า มาถึงวันนี้แล้ว ช่างเป็น “เคราะห์กรรม...ของประเทศไทย” จริงๆ ที่ได้ผู้นำคุณภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

และถ้าหากเมืองไทยยังมีนายมาร์ค มุกควาย เป็นหัวหน้ารัฐบาลโลซก และนายฝีคัณฑสูตร “กษิต”เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอีกต่อไป ...

เหตุฉิบหายจะเกิดขึ้นกับเมืองไทยได้...ไม่ยากเลย!!!

สิ้นสุดการรอคอย221วัน ฟันหัวโจกโจรก่อการร้ายยึดสนามบินโทษประหาร "เส้นใหญ่"หนุนหลังรอด

ที่มา Thai E-News


สิ้นสุดการรอคอย-หลังจากไทยอีนิวส์ขึ้นป้ายนับเวลา"กรณีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีผ่านไปแล้วเป็นเวลา 221 วัน 21 ชั่วโมง 32 นาที 57 วินาที" ล่าสุดได้ปลดป้ายดังกล่าวลงแล้ว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กรกฎาคม 2552

เป็นเวลา221วันหรือ7เดือนกับอีก9วันตำรวจเพิ่งได้ฤกษ์ดำเนินคดี ออกหมายเรียกโจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน แบ่งออกเป็น2กระทงคดีสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นสนามบินสากลโดนคดีก่อการร้ายและทำให้การบริการท่าอากาศยานชะงักลง โทษหนักถึงประหารชีวิต เพราะไทยทำสนธิสัญญากับนานาชาติไว้ แต่คดียึดดอนเมืองโดนแค่บุกรุก หัวโจกโจรโดนเรียบรวมรมต.อาหารดีดนตรีก็เพราะไม่รอด แต่"เส้นใหญ่หนุนหลัง"ที่กฎหมายระบุโทษถึงประหารไร้ชื่อตกเป็นผู้ต้องหา คมนาคมสรุปผลเสียหายต่อครม.เฉียด2หมื่นล้าน เฉพาะการบินไทยเสียหายหนัก13,000ล้าน สายการบินต่างชาติ5,100ล้าน ขอครม.ให้ชดเชยเยียวยา



ดองคดีนาน221วันตำรวจเพิ่งได้ฤกษ์ดำเนินคดีหัวโจกโจรยึดสนามบินหนักถึงประหาร

วันนี้ (4 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวน สภ.ราชาเทวะ ออกหมายเรียกวันที่ 1 ก.ค.52 ลงนามโดย พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ในคดีระหว่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก ผู้กล่าวหา และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวก ผู้ต้องหา โดยให้ผู้ต้องหาทั้งหมดเข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน ในข้อหา “ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญฯ มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้า ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ , เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก, ก่อการร้าย, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ” ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ซึ่งโทษในคดีนี้เป็นความผิดฐานก่อการร้ายสากล และมีบทระวางโทษหนักถึงประหารชีวิต

ฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2551 เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

หัวโจกโจรโดนยกแผง รัฐมนตรีอาหารดีดนตรีเพราะโดนด้วย

ผู้ที่ถูกออกหมายเรียกในข้อหาบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิรวมทั้งสิ้น 25 คน ประกอบไปด้วย 1. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
2. นายสนธิ ลิ้มทองกุล
3. นายสุริยะใส กตะศิลา
4. นายสำราญ รอดเพชร
5. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
6. นายอมร อมรรัตนานนท์
7. นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
8. นายศิริชัย ไม้งาม
9. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
10.นายเทิดภูมิ ใจดี
11.นายพิภพ ธงไชย
12.พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์
13.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก
14.นายพิชิต ไชยมงคล
15.นายประพันธ์ คูณมี
16.นายบรรจง นะแส
17.นายกษิต ภิรมย์
18.นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง
19.นายวีระ สมความคิด
20.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
21.น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์
22.ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์
23.นายชนะ ผาสุกสกุล
24.พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์
25.นายสุรวิชช์ วีรวรรณ

อีกกระทงคดียึดสนามบินดอนเมือง แต่ไม่มีคดีก่อการร้ายเพราะไม่ใช่สนามบินสากล

นอกจากนั้น พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ออกหมายเรียกวันที่ 1 ก.ค.52 ลงนามโดย พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ในคดีระหว่างสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยนายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์ ผู้รับมอบอำนาจกับพวก ผู้กล่าวหา และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข กับพวก ผู้ต้องหา โดยให้ผู้ต้องหาทั้งหมดเข้ารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน ในข้อหา “กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีการอื่นใด อันมิใช่เป็นการ กระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้สั่งการ และเป็นผู้ใช้ ยุยงส่งเสริม โฆษณา หรือประกาศ, ร่วมกันบุกรุกสำนักงาน หรืออสังหาริมทรัพย์ ในความครอบครองของผู้อื่น, ร่วมกันบุกรุกสำนักงาน หรืออสังหาริมทรัพย์ ในความครอบครองของผู้อื่น โดยเป็นผู้ใช้ ยุยงส่งเสริม โฆษณา หรือประกาศ” เหตุเกิด ท่าอากาศยานดอนเมือง ระหว่าง วันที่ 25 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม 2551

ผู้ที่ถูกออกหมายเรียกในข้อหาบุกรุกสนามบินดอนเมือง รวมทั้งสิ้น 27 คน ประกอบไปด้วย
1. พล.ต. จำลอง ศรีเมือง
2. นายสนธิ ลิ้มทองกุล
3. นายพิภพ ธงไชย
4. นายสุริยะใส กตะศิลา
5. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
6. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
7. นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
8. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
9. นายอมร อมรรัตนานนท์
10.นายสำราญ รอดเพชร
11.นายศิริชัย ไม้งาม
12.นายเทิดภูมิ ใจดี
13.นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
14.นายสาวิทย์ แก้วหวาน
15.นายพิชิต ไชยมงคล
16.นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด
17.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก
18.นายประพันธ์ คูณมี
19.พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์
20.นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์
21.นายสมบูรณ์ สุวรรณฝ่าย
22.น.ส.จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ
23.นายเติมศักดิ์ จารุปราณ
24.นายบัณฑิต ปิ่นมงคลกุล
25.น.ส.วรรษมน ช่างปรีชา
26.นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที
27.นายสุมิตร นวลมณี

ทนายโจรหัวหมอนัดมอบตัว16ก.ค.ปากแข็งปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

ด้านนายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ กล่าวว่า แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมแนวร่วมพันธมิตรฯ ที่ถูกออกหมายเรียก จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต ในวันที่ 16 ก.ค. นี้ ตามหมายเรียก โดยเบื้องต้นจะได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นไปตามกรอบแห่งรัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งประชาชนสามารถกระทำได้

ทั้งนี้ให้ผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวน ที่สโมสรตำรวจ วันที่ 16 ก.ค.นี้ โดยให้ผู้ต้องหาคดีบุกรุกสนามบินดอนเมืองเข้ารายงานตัวในเวลา 9.30 น. ส่วนคดีบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 13.00 น.


รอจนเซ็ง-ไม่เพียงแต่นักท่องเที่ยวกว่า3แสนคนที่ตกค้างช่วงอันธพาลการเมืองพันธมิตรยึดสนามบินที่ต้องทนรอด้วยความเซ็งสุดขีด โลกก็รอการดำเนินคดีนี้ผ่านมา 7 เดือนเศษ หรือกว่า221วันนับแต่ก่อคดีก่อการร้ายยึดสนามบินสากล เพิ่งจะมีการดำเนินคดี

กฎหมายระบุคนยึดสนามบินสากล และคนหนุนหลังมีโทษหนักประหารชีวิต

ทั้งนี้จากการแจ้งข้อกล่าวหาจะพบว่ามีความแตกต่างระหว่างคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิกับคดียึดสนามบินดอนเมือง โดยคดียึดสนามบินสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้ายและทำให้การบริการท่าอากาศยานชะงักลง ส่วนคดียึดสนามบินดอนเมืองไม่มีแจ้งข้อหานี้

จากการตรวจสอบพบว่า ไทยได้ลงนามในพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากล ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( อ่านรายละเอียด คลิ้กที่นี่ )และมีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ เป็นต้นมา โดยมีข้อตกลงในพิธีสารนี้ที่สำคัญว่า

พิจารณาเห็นว่า การกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย ของบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ

๑ ทวิ บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด หากได้กระทำดังต่อไปนี้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายและโดยเจตนา โดยใช้เครื่องมือ วัสดุ หรืออาวุธใด ๆ
(ก) กระทำการอันรุนแรงต่อบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย หรือ

(ข) ทำลาย หรือทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน ซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือต่ออากาศยานที่ไม่ได้ให้บริการ ซึ่งจอดอยู่ ณ ท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น"


เมื่อรัฐบาลไทยได้ลงนามในพิธีสารดังกล่าวแล้ว ก็ได้มีการออกกฎหมายรองรับคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538 (รายละเอียดคลิ้กที่ ลิ้งค์ )ระบุว่า

มาตรา 6 ทวิ(1) ผู้ใด
(1) กระทำการประทุษร้ายผู้อื่นในท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือนจนเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตายหรือ
(2) ทำลาย หรือทำให้เสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน หรือต่ออากาศยานที่ไม่อยู่ในระหว่างบริการและอยู่ในท่าอากาศยานนั้น หรือทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง

ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี


มาตรา 11(2) ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ

อย่างไรก็ตามในการออกหมายเรียกแจ้งความดำเนินคดีของตำรวจครั้งนี้พบว่า ไม่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีต่อ"ผู้สนับสนุน"ให้กระทำความผิดตามที่สังคมสงสัยว่ามี"เส้นใหญ่"ให้การหนุนหลังแต่อย่างใด


คมนาคมสรุปพันธมิตรฯยึดสนามบินสร้างความเสียหาย 1.9 หมื่นล้านบาท เตรียมเสนอ ครม.​ของบชดใช้

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐนตรี (ครม.) วันที่ 9 ก.ค. กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการชดใช้ค่าใช้จ่ายจริง ที่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้ใช้ไปในการช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้างในช่วงที่มีการปิดท่าอากาศยานสุวรณณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จำนวนรวมทั้งสิ้น 19,612,319,206.75 บาท

แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายจริง ที่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้ใช้ไปในการช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้างในช่วงที่มีการปิดท่าอากาศยานสุวรณณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ของกลุ่มพันธมิตร 679,724,935.75 บาท พร้อมทั้งเสนอให้ ครม. รับทราบ ค่าเสียเสียจากการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการบิน จำนวน 18,932,594,271บาท โดยคณะรัฐมนตรี อาจพิจารณา มาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายดังกล่าว

ส่วนความเสียหายรายละเอียดมีดังนี้ หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม คือ
-องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีค่าใช้จ่าย 2,292,500 บาท
-บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีค่าใช้จ่าย 1,100,000 บาท
-บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด มีค่าใช้จ่าย 796,899 สูญเสียรายได้ 103,592,900บาท รวม 104,389,799บาท
-บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าใช้จ่าย 570,427,790.68 บาท ค่าสูญเสียรายได้ ถึง 13,236,001,371 บาท รวมเป็นเงิน 13,806,429,161.68 บาท
-ส่วนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) มีคาใช้จ่าย 16,987,159.07 บาท สูญเสียรายได้ 574,000,000 บาท รวม 590,987,159.07 บาท
-ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กองทัพเรือ มีค่าใช้จ่าย 542,426 บาท

สำหรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่
-ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 2,544,200 บาท
-และ สายการบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 85,033,961 บาท ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ จำนวน 5,019,000,000 บาท รวม 5,104,033,961 บาท


ลำดับเหตุการณ์221วันดองคดีโจรก่อการร้ายยึดสนามบิน ก่อนได้ฤกษ์ดำเนินคดี
-

ค่ำวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551
พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
-13 มกราคม 2552 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผบ.ตร.เผยคดีคืบหน้า 70 %จะออกหมายจับพันธมิตรภายใน1เดือน
-13 กุมภาพันธ์ 2552 ครบ1เดือนที่จงรักพูด ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
-18 กุมภาพันธ์ 2552 รัฐบาลย้ายตำรวจคุมคดียึดสนามบินเข้ากรุ พล.ต.อ.จงรักพ้นหน้าที่ในการคุมคดี สุเทพ เทือกฯเข้าคุมเอง
-20 กุมภาพันธ์ 2552 พล.ต.ท.ฉลอง สนใจผบช.ภาค1เผยคดีคืบหน้า80%
-21 เมษายน 2552 พล.ต.ท.ฉลองเผยคืบหน้า95%แล้ว เหตุที่ช้าเพราะเป็นคดีก่อการร้ายโทษถึงประหารชีวิต ส่วนคดีเสื้อแดงจับรวดเร็วเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น
-23 เมษายน 2552 อภิสิทธิ์กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลไม่ได้มี2มาตรฐานระหว่างสีแดงจับเร็ว สีเหลืองจับช้าอย่างที่วิจารณ์กัน ขณะที่จตุพร พรมพันธุ์โต้ตอนนี้มี3มาตรฐานแล้ว คือเสื้อแดงจับไว เสื้อเหลืองออกหมายเรียกก่อนแต่ช้า ส่วนเสื้อสีน้ำเงินของเนวินไม่ทำอะไรเลย แถมรัฐบาลอ้างว่าเป็นอาสาสมัครช่วยรัฐบาลอีก...
27 เมษายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายให้คุมคดีพันธมิตรยึดสนามบิน และคดีพันธมิตรบุกสภาเมื่อ7ตุลาคม2551 เผยว่า คาดว่าไม่เกินเดือนพฤษภาคมจะสรุปสำนวนได้
9 พฤษภาคม 2552พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ปฏิเสธว่าไม่ได้2มาตรฐานกรณีสลายม็อบเสื้อแดงกับเพิกเฉยกรณีเสื้อเหลืองยึดสนามบิน โดยอ้างว่าตอนยึดสนามบิน รัฐบาลมีคำสั่งให้ตำรวจเป็นหลัก ทหารบกเป็นผู้ช่วยอยู่อันดับ3 แต่กรณีเสื้อแดงตอนสงกรานต์นั้น ทหารอยู่เฉยไม่ได้ คนตีกันสองฝ่าย ที่ตีกันระหว่าง “เหลือง-แดง” ผมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เราไม่ได้สลายการชุมนุม แต่ทำให้สถานการณ์สงบเรียบร้อย
-25 พฤษภาคม 2552 6เดือนผ่านไป พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า เบื้องต้นได้มีการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาตั้งแต่บุกรุกจนถึงข้อหาก่อการร้ายสากล ซึ่งคาดว่าประมาณปลายเดือน พ.ค.จะมีความคืบหน้าในการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง
-27 พฤษภาคม 2552 พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้ดูรายงานการประชุมที่ พล.ต.ท.วุฒิมาประชุม ไม่พบว่ามีการตั้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด
3 มิถุนายน 2552พล.ต.ท.วุฒิ อ้างว่าตำรวจทำคดีเต็มที่แล้ว แต่เหตุที่ล่าช้าเนื่องจาก กรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมยังไม่ได้สรุปความเสียหายว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ มายังพนักงานสอบสวน เพื่อใช้ประกอบสำนวนการสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
12 มิถุนายน 2552 ผบ.ตร.ส่งรายงานคดีสำคัญ17คดีให้สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯทราบ ซึ่งใน 17 คดีสำคัญนี้ไม่มีคดียึดสนามบินรวมอยู่ด้วยแต่อย่างใด

1 กรกฎาคม 2552 พล.ต.ท.วุฒิเผยว่า ได้รับหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษและพยานหลักฐานเพิ่มจากกรมขนส่งทางอากาศแล้ว จึงคาดว่าจะดำเนินคดีโดยออกหมายเรียกพันธมิตรได้ภายในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

4 กรกฎาคม 2552เป็นเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ตำรวจเพิ่งออกหมายเรียกดำเนินคดียึดสนามบิน ซึ่งมีโทษหนักถึงประหารชีวิต



Saturday, July 4, 2009

ส.ส.กทม.เพื่อไทยตั้งโต๊ะร่วมลงชื่อถวายฎีกาช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ สัปดาห์หน้า

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 4 ก.ค. - นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นจำนวนมาก ต้องการจะร่วมลงชื่อถวายฎีกา ช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถเดินทางมาได้ด้วยตัวเอง และไม่กล้าที่จะส่งเอกสารทางไปรษณีย์ เนื่องจากเกรงว่า เอกสารจะสูญหาย หรือถูกทำลาย ดังนั้น ส.ส.กทม.ของพรรคทุกเขต จึงจะเริ่มตั้งโต๊ะให้ประชาชนร่วมลงชื่อ หรือจะจัดจุดบริการลงชื่อตามสถานที่ต่างๆ ภายในสับดาห์หน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดหาสถานที่ให้เหมาะสม และสะดวกต่อการเดินทางของประชาชน '

นายการุณ ยังได้เรียกร้องให้นายแก้วสรร และนายขวัญสรวง อติโพธิ ที่ใช้เงินไปซื้อโฆษณาลงบทความตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ คัดค้านการลงชื่อถวายฎีกา ให้ยุติการกระทำดังกล่าว เนื่องจากเป็นการชักจูงการตัดสินใจประชาชน ด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน เชื่อว่า การที่บุคคลทั้ง 2 ออกมาเคลื่อนไหว เป็นเพราะมีอคติที่ไม่ดีต่ออดีตนายกรัฐมนตรี และเคยทำงานร่วมกับบุคคลที่เคยออกมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อน. –สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-04 12:50:59