WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 6, 2009

ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

โดย วิทยา ตัณฑสุทธิ์

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศให้หยุดราชการติดกัน 5 วันรวด ตั้งแต่วันที่ 4 – 8 กรกฎาคม 2552 เพื่อให้ประชาชนพักผ่อนหย่อนใจและไปเที่ยวเตร่ให้สบายอารมณ์ ฟังแล้วรู้สึกว่าเมืองไทยนี่ช่างรื่นรมย์สุขสบาย ประชาชนจึงมีอารมณ์สุนทรีย์อยากท่องเที่ยว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้หรือเปล่าว่าชาวบ้านเขาพูดกันว่าอย่างไร โดยเฉพาะพวกตกงานที่ยังมืดแปดด้านไม่รู้จนะหาเงินจากไหนมาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนพวกที่ยังพอมีงานทำก็เก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่มีอารมณ์อยากไปเที่ยวเพราะเงินมีจำกัด

อยากเรียนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทราบว่า สิ่งที่ประชาชนไทยต้องการมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องท่องเที่ยวหรือการพักผ่อนหย่อนใจ เพราะประชาชนกลัดกลุ้มกังวลกลัวตกงาน กลัวเงินหมดกระเป๋า พวกเขาอยากให้รัฐบาลฟื้นเศรษฐกิจเร็วที่สุด

ขอย้ำว่า ประชาชนไทยวันนี้ต้องการหลักประกันที่มั่นคงในการมีงานทำ แม้จะเหนื่อยยากหนักหนาสาหัสเท่าไหร่ก็ทนไหว และถึงแม้รัฐบาลจะกู้เงินจนทำให้ประชาชนแบกหนี้ท่วมหัวก็ทนได้ ขอเพียงให้รัฐบาลฟื้นฟูเศรษฐกิจให้สำเร็จเท่านั้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดแห่งอังกฤษ เชื่อว่าในด้านทฤษฎีที่เป็นวิชาการมีความรู้มากพอ แต่สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ขาดไปก็คือด้านประสบการณ์ที่เป็นของจริง ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของประชาชนในระดับล่าง

ความทุกข์ของคนระดับล่างมีมากมาย คนเหล่าต้องการให้รัฐบาลฉุดชีวิตตนเองให้มีสภาพดีขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง เพราะต้องการสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานไม่กี่อย่างเช่น การมีบ้าน มีงานทำ ลูกหลานได้เรียนหนังสือสูงๆ ได้รับสวัสดิการด้านรักษาพยาบาล อยู่ในสังคมที่ปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายและยาเสพติด และได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ผู้นำประเทศจำเป็นต้องรู้เรื่องคนระดับล่างอย่างลึกซึ้ง และต้องมีนโยบายที่ชัดเจนซึ่งมีความเป็นไปได้สูง จึงจะสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ของคนส่วนใหญ่ในชาติได้

ผู้นำที่คิดง่ายคิดสั้นๆ มักมองปัญหาอย่างฉาบฉวย โดยยึดเอาความมั่นคงในเก้าอี้แห่งอำนาจและความต้องการของตนเป็นตัวตั้ง ซึ่งในบางยุคสมัยก็คิดเลยเถิดไปถึงขั้นบอกว่า ความมั่นคงของตนเป็นความมั่นคงของประเทศชาติ ใครคิดไม่ตรงกับตนหรือขัดแย้งต่อต้านสิ่งที่ตนคิด จะต้องเป็นคนที่ไม่รักชาติหรือเป็นภัยต่อชาติ

ซึ่งสังคมในประเทศด้อยพัฒนามักได้ผู้นำแบบหลังนี้

รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ทำท่าจะตกอยู่ในสภาพดังกล่าว เพราะหลังจากประสบความล้มเหลวในการอัดฉีดเงินตามแนวทางประชานิยมและแก้ปัญหาต่างๆไม่ได้ ก็กำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงานการเมืองครั้งหลังสุดออกมาว่า จะต้องทำใน 4 ข้อสำคัญได้แก่

1.รวมกันเราอยู่ 2.ร่วมกู้เศรษฐกิจ 3.ใกล้ชิดประชาชน และ 4.โชว์ผลงานทุกพื้นที่

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่คณะรัฐบาลผสม มากกว่าที่ประชาชนจะได้รับ รัฐบาลต้องการเพียงแค่ความอยู่รอดของพวกตน แล้วประชาชนระดับล่างที่จมความทุกข์จะหวังให้แก้ไขปัญหาและปลดทุกข์ของตนได้อย่างไร

การทำอภิมหาโปรเจกต์ด่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างขั้นพื้นฐานเช่น สร้างถนนหนทาง สร้างสถานีอนามัย ทำรถฟ้าขนส่งมวลชนใน กทม สร้างโรงเรียน ฯลฯ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และกลุ่มที่ผู้ประโยชน์มากที่สุดก็คือพวกพ่อค้าผู้รับเหมา ที่เป็นหัวคะแนนนักการเมือง

ส่วนพวกเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน คนตกงาน และคนหาเช้ากินค่ำ ต้องทนกันต่อไป

ชีวิต ผืนดิน กับสังคมแห่งความเป็นธรรม

ที่มา ประชาไท

การที่สังคมถูกปล่อยปละละเลยให้ดำเนินไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยคาดการณ์ว่าการพัฒนาดังกล่าวจะสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับสังคม ผู้คนมีอาชีพที่หลากหลายมีรายได้สูง ก่อเกิดการสร้างงาน สร้างสังคม สร้างชาติ และหล่อเลี้ยงระบบให้เจริญรุ่งเรืองยาวนาน โดยเน้นการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพื่อสร้างรายได้และชี้วัดความสุขความเข้มแข็งมั่นคงของสังคมด้วยเงินตราและมูลค่าสมมุติต่างๆ
แต่กระแสการพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลทำให้ผู้คน ชุมชน สังคม ละทิ้งแนวทางพื้นฐานที่สำคัญของสังคมไป นั่นคือการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของชุมชน สังคมและประเทศ ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีความสมดุล ผิดทิศผิดทาง จนก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่ปัญหาสังคมต่างๆตามมามากมาย ทั้งปัญหาที่เกิดจากการกระทำของคนในสังคม หรือเกิดจากธรรมชาติที่ผิดปกติและวิกฤตขึ้นทุกวัน
สำคัญคือผืนดิน
“ผืนดิน” เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีมาพร้อมกับโลกไม่มีใครเป็นผู้สร้าง เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์และสรรพสัตว์ต่างๆบนโลกนี้ จึงไม่เป็นการถูกต้องนักหากใครคนใดคนหนึ่งมากล่าวอ้างความเป็นเจ้าของเกินความต้องการจำเป็นพื้นฐานของชีวิต การที่สังคมขาดหลักในการใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม ทั้งที่ดินคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของสังคม เพื่อการผลิตอาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพของคน แต่กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นแค่สินค้าที่สามารถเปลี่ยนมือและถูกครอบครองโดยคนที่ไม่ใช่ผู้ผลิต
ผู้คนส่วนใหญ่มีดินทำกินไม่เพียงพอหรือไม่มีที่ดิน ผู้คนบางกลุ่มที่ร่ำรวยครอบครองที่ดินไว้เป็นจำนวนมากเพื่อการสะสมความมั่งคั่ง เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนค้ำประกันทางการค้าเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ที่แท้จริง หากสังคมยังคงปล่อยให้การใช้ที่ดินผิดธรรมชาติแห่งความเป็นที่ดิน ขาดการอนุรักษ์ดูแลอย่างจริงจังต่อไปแล้ว ในที่สุดสังคมมนุษย์ก็คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้
ผืนดินนี้มิใช่ของใคร
หลักความเป็นเจ้าของในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริงถูกเปิดเผยว่า ที่ดินไม่อาจมีใครแสดงความเป็นเจ้าของได้โดยแท้จริง มีแต่เพียงสิทธิในการใช้ประโยชน์หรือสิทธิแห่งการก่นสร้าง ถากถาง การผลิตเพาะปลูกเพื่อดำรงชีวิต ที่เรียกว่า กรรมสิทธิ์ หรือสิทธิแห่งการกระทำ ที่ยังพอกล่าวอ้างเป็นสิทธิโดยบุคคลได้ สิทธิดังกล่าวจะหมดไปด้วยความเป็นธรรมชาติของคน เช่นหมดอายุขัย ดังนั้นความเป็นเจ้าที่ดินจึงเป็นของทุกคนในชุมชนและสังคม ซึ่งต้องร่วมกันปกป้องดูแลรักษาให้คงอยู่กับชุมชนและสังคมต่อไป
การสร้างระบบการใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม หมายถึงความเป็นธรรมทางสังคมและความเป็นธรรมชาติของที่ดิน เป็นแนวทางที่จะรักษาดำรงสังคมเอาไว้ได้ ซึ่งกระบวนดังกล่าวควรจะเกิดจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ปกป้องรักษาบ้านเมือง แต่ที่ผ่านมาผู้ปกป้องดูแลบ้านก็เอาแต่ปกป้องดูแลผลประโยชน์ของตนและกลุ่มก้อนการเมืองเป็นหลัก ละวางปัญหาสังคมต่างๆเป็นปัญหารอง การรอการแก้ไขไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหยุดชะงักซึ่งผลกระทบไว้เท่านั้น ยิ่งนานวันปัญหายิ่งสร้างผลกระทบต่อสังคมเท่าทวีคูณ
ชุมชนกับการปฏิรูปผืนดิน
อุบัติกระบวนการชุมชนในการสร้างระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆของพี่น้องสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย คือตัวอย่างผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จนเกิดการเรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมบ่มเพาะประสบการณ์ผ่านการแลกเปลี่ยนในมวลหมู่สมาชิก วิเคราะห์ค้นคว้าทดลองลงมือปฏิบัติ จนได้แนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน ภายใต้แนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิดั้งเดิมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง เพื่อคุ้มครองรักษาผืนแผ่นดินเอาไว้สำหรับทำการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง
ภายใต้หลักความเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน และสิทธิในการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมกับการกระทำหรือกรรมสิทธิ จึงบังเกิดสิทธิในที่ดินขึ้นสองส่วน ส่วนที่หนึ่ง สิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และสิทธิในความเป็นเจ้าของร่วมกัน ภายใต้ชุมชนหรือสังคมที่เรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมอย่างเหมาะสมจนเกิดมีกลไกชุมชน ที่เข้มแข็งแล้วจะส่งผลให้ชุมชนมีวิถีปฏิบัติจนกลายข้อตกลงหรือธรรมนูญชุมชนจนสามารถใช้สิทธิทั้งสองเกื้อกูลส่งเสริมจนกลายเป็นสิทธิของคนและชุมชนที่เข้มแข็ง
นอกจากความเข้าใจเรื่องสิทธิในที่ดินแล้ว กระบวนการหรือนวัตกรรมชุมชนในการสร้างความยั่งยืน เสมอภาค และเป็นธรรมในการใช้ที่ดินหลายรูปแบบ เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า และการผลิตแบบรวมหมู่ เพื่อสร้างกองทุนที่ดิน การทำการผลิตแบบพึ่งตนเองลดการพึ่งพาภายนอก การสร้างระบบการตลาดชุมชนเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรในระบบการตลาด การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หลักข้อเท็จจริงและแนวทางปฏิบัติขยายสู่สังคมให้นำสู่การปฏิบัติการจริงอย่างทั่วถึง
ข้อตกลงชุมชน “ธรรมนูญแห่งความเป็นธรรม”
วิถีดำเนินชีวิตของคนในชุมชนอันดีงามที่ปฏิบัติกันมาแต่อดีต รวมกับแนวทางการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดจากเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในกลุ่มผู้มีปัญหาที่ดินด้วยกัน เพื่อการจัดการที่ดินที่เป็นธรรม และเป็นหลักประกันไม่ได้ที่หลุดมือจากเกษตรกรคนยากจน จึงเป็นข้อตกลงเรื่อง สิทธิในที่ดิน กลไกคณะกรรมการชุมชน การจัดตั้งกองทุนที่ดิน การปฏิรูประบบการผลิต การจัดการระบบการตลาดของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นธรรมและปกป้องที่ดินของชุมชนให้คงอยู่กับชุมชนตลอดไป
สิทธิในการใช้ประโยชน์และความเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน
ในอดีตสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในรอบรั้วอาณาเขตที่ดินตนเองเท่านั้น การเก็บพืชผักของป่า ปูปลา กบเขียด อาหารตามธรรมชาติสามารถเสาะหาได้ทั่วไปแม้ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง เจ้าของที่ดินก็ไม่หวงห้าม มีการเอื้อเฟื้อจุนเจือแบ่งปัน บางฤดูบริเวณใดที่มีความเหมาะสมสำหรับปลูกพืชผักก็แบ่งให้เพื่อนบ้านมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นการใช้ที่ดินร่วมกันอย่างเหมาะสมและเพียงพอสำหรับการดำรงชีพ จึงเท่ากับว่าทุกคนในชุมชนเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน จึงเป็นวิถีชุมชนที่ปฏิบัติกันมาแต่อดีต จนทำให้ชุมชนเกิดข้อตกลงร่วมกันว่า ที่ดินทั้งหมดควรเป็น “สมบัติร่วมกันของชุมชน” และสิทธิในการใช้ประโยชน์ในเปลงที่ดินที่แต่ละบุคคลครอบครองก็ยังเป็น “สิทธิบุคคล” ก็ยังสามารถประกอบอาชีพ ทำนา ทำไร่ ทำประโยชน์ในที่ดินที่ตนครอบครองได้
กลไกชุมชน “ความเข้มแข็งของชุมชนย่อมเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจ”
จากสภาพปัญหาที่ดินของชุมชนซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน ทำให้เกิดการพูดจาปรึกษาหารือกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์แก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เกิดเป็นกลุ่มก้อนชุมชน เกิดความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชน มีการจัดแบ่งภาระหน้าที่ช่วยกันทำงานตามความสามารถของแต่ละบุคคล เป็นคณะบุคคลมาบริหารจัดการชุมชน จึงเกิดเป็นกลไกการทำงานของชุมชนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกลไกชุมชนนี่เองเป็นการขับเคลื่อนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างเหมาะสม
กองทุนที่ดิน “เครื่องมือเพื่อการรักษาที่ดิน”
สภาพสังคมปัจจุบันที่ยังเป็นระบบทุนอยู่ เงินถูกใช้เป็นเครื่องมือกลไกการจัดการทรัพยากรต่างๆ ดังนั้นชุมชนจึงยังจำเป็นต้องมีเงินกองทุนของชุมชนไว้เพื่อเป็นกลไกแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดิน เป็นกองทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเพื่อทำการผลิต เพื่อการสวัสดิการสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในสังคม ส่วนที่มาของกองทุนมาจาก การจัดเก็บภาษีที่ดินชุมชนแบบอัตราก้าวหน้า การออมทรัพย์ของชุมชน การทำการผลิต และการจัดการตลาดแบบรวมหมู่
ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า “เครื่องมือแห่งการสร้างความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน”
ด้วยสภาพการครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวนไม่เท่ากัน แต่เพื่อความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์จากที่ดินต้องทำให้เกิดความเท่าเทียม คนที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนได้รับผลประโยชน์จากที่ดินของชุมชนทุกตารางนิ้วเท่าเทียมกัน โดยให้ผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งเป็นของชุมชนต้องทดแทนตามส่วนที่ตนใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังคำนึงถึงสภาพการใช้ประโยชน์เพื่อไม่ให้ปล่อยที่ดินทิ้งร้างต้องมีมาตรการในการจัดการความเท่าเทียมในการใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน อีกทั้งเป็นการสร้างกองทุนที่ดินหรือกองทุนชุมชนที่มาจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยแท้จริง จึงเกิดการจัดเก็บภาษีที่ดินชุมชนในอัตราก้าวหน้า คือ การคำนวณภาษีตามพื้นที่ที่ทำประโยชน์ และสภาพการใช้ประโยชน์
การผลิตแบบพึ่งตนเอง “หนทางรอดของเกษตรกรอย่างยั่งยืน”
นอกจากการปฏิรูปเรื่องสิทธิในที่ดินแล้ว ต้องมีการปฏิรูปการทำประโยชน์ในที่ดิน ให้สามารถทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ต้นทุนเดิมของธรรมชาติและเพิ่มวิถีการผลิตแบบพึ่งตนเองให้มากขึ้น ลดการใช้สารเคมี ใช้แรงงานชุมชนจากการลงแขกทำงาน ลดการพึ่งพาจากภายนอกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะวงจรหนี้สิน นอกจากนี้ต้องร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีตและสร้างระบบนิเวศน์ชุมชนให้เกิดสมดุล เพื่อให้เป็นแหล่งอาหาร ยาสมุนไพร และชีวปัจจัยหล่อเลี้ยงชุมชนได้อย่างยั่งยืน
การผลิตแบบรวมหมู่ “เส้นทางสู่ความเข้มแข็งของชุมชน”
เป็นการสร้างความเข้มแข็งในการทำการผลิตที่อาศัยต้นทุนเดิมของสังคมคือแรงงาน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของสังคม แต่ปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนเป็นฐานสำคัญของระบบทุนนิยม ชาวบ้านเป็นทาสแรงงานที่ได้รับผลตอบแทนไม่เหมาะสมกับแรงงานที่ลงไป ดอกผลตกอยู่มือของนายทุนเป็นส่วนใหญ่ การผลิตแบบรวมหมู่ เป็นการปฏิรูปการจัดการแรงงานของชุมชนให้กลับเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง
รูปแบบการผลิตแบบรวมหมู่ เริ่มจากการรวมหมู่ทางความคิดร่วมกันจัดการวางแผนทำการผลิต รวมหมู่ต้นทุนเงินทอง รวมหมู่แรงงาน เมื่อมีผลผลิตก็แบ่งปันอย่างเป็นธรรม ส่วนหนึ่งกันเอาไว้เป็นกองทุนชุมชน เพื่อเป็นทุนทำการผลิตในรอบต่อไป สิ่งที่ได้รับนอกจากผลผลิตคือ เกิดความสมัครสมานสามัคคี มีความภาคภูมิและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นว่าสามารถสร้างสรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้โดยชุมชน เมื่อเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองชุมชนจะสามารถต่อก้าวต่อไปสู่การจัดการชุมชนด้านต่างๆและต่อสู้กับภาวะปัญหาต่างๆได้
การสร้างระบบการตลาดชุมชน “หอกค้ำยันเพื่อต้านทานสังคมบริโภคนิยม”
ระบบตลาดปัจจุบันส่วนต่างในการซื้อขายสินค้าโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง ชุมชนผู้ผลิตได้รับส่วนแบ่งไม่เหมาะสมกับต้นทุนและแรงงาน เพื่อดึงส่วนต่างดังกล่าวกลับมาเป็นของชุมชน ชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนจัดการในการซื้อขายสินค้าของชุมชนอย่างครบวงจร โดยการสร้างตลาดในชุมชนแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเอง รวมกลุ่มเชื่อมโยงตลาดภายนอกโดยชุมชนเองไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง จัดสร้างกลไกการตลาดของชุมชนขึ้นมาจัดการอย่างเข้มแข็ง สามารถรู้ถึงความต้องการด้านต่างๆของชุมชน และวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นหลักมากกว่าสร้างความร่ำรวย
การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หลักข้อเท็จจริงและแนวทางปฏิบัติขยายสู่สังคม “การขยายพันธุกรรมแห่งความเป็นธรรม”
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นล้วนแล้วเป็นหลักประกันในการดำรงอยู่ของสังคมมนุษย์ ผืนดินถูกใช้ประโยชน์และได้รับการดูแลปกป้องเพื่อทำการผลิตอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน การริเริ่มเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วโดยชุมชนท้องถิ่นส่วนต่างๆของประเทศ ถึงแม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่เกิดขึ้น แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเพื่อปกป้องสังคมเลย หากรูปธรรมการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนได้รับการเผยแพร่นำสู่สังคม เกิดการนำพาไปสู่การปฏิบัติในทุกชุมชนอย่างกว้างขวาง แนวทางการปฏิบัติของชุมชนได้รับการยอมรับจากสังคม ย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และนำไปสู่สังคมใหม่ที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น

'จาตุรนต์' วิพากษ์ '6 เดือน สอนบริหารอภิสิทธิ์' : ล้มเหลว เหตุที่มาไม่เป็นธรรม

ที่มา ประชาไท

5 ก.ค.52 เวลา 10.30 น. โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงถึง 6 เดือนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยระบุว่า ‘ความล้มเหลวจากที่มาและกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย’
นายจาตุรนต์ เริ่มต้นกล่าวถึงการออกมาแถลงครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองบ่อยนัก แต่ถึงตอนนี้เห็นว่า เป็นโอกาสครบ 6 เดือนของการบริหารรัฐบาลปัจจุบัน น่าจะได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลเสียบ้าง ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยวิจารณ์การทำงานของ คมช. ในการติดตามผลงานการทำงานรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งพบว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ต้องประสบวิกฤตทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ประเทศไทยประสบวิกฤตหนักหนาสาหัสมากกว่าครั้งใดๆ ในรอบหลายสิบปี ในการที่จะต้องมารับกับวิกฤตอย่างนี้ และพบว่ารัฐบาลปัจจุบันประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง
ทั้งนี้อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้วิจารณ์ผลงานด้านต่างๆ ของรัฐบาล โดยระบุว่าเป็นความล้มเหลวในด้านต่างๆ 5 เรื่อง คือ 1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจการ 2.แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมและการสร้างสมานฉันท์ 3.การแก้ปัญหาภาคใต้ 4.กรณีปราสาทพระวิหาร และ 5.การทุจริตคอร์รัปชั่น โดยทั้ง 5 ด้านพบว่าความล้มเหลวที่สำคัญเกิดจากที่มาและกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มาของรัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย และเนื่องจากใช้กติกาที่ไม่ประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม ทำให้เป็นปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลมาจากความขัดแย้ง และปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ โดยไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้
“รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากประชาชนในการเลือกตั้ง แต่มาจากการใช้กติกาและกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาเปลี่ยนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มาแทนที่โดยอาศัยหลายฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาชนมาสนับสนุน จึงเป็นรัฐบาลที่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยผู้ตั้งตัวเองเป็นรัฐบาล มีความเกรงอกเกรงใจมากเป็นพิเศษ จนรัฐบาลนี้ไม่อาจจะเป็นตัวของตัวเองได้ จากสภาพความขัดแย้งที่มาอย่างต่อเนื่องจากความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ทำให้ไม่มีทางที่จะสร้างบรรยากาศของการลงทุนให้เกิดขึ้นได้
“ที่สำคัญรัฐบาลนี้ยังขาดความสามารถในการบริหาร กำหนดนโยบาย การสั่งการ การประสาน ปรึกษาหารือกับผู้รับผิดชอบงานในด้านต่างๆ จะเห็นผู้นำของรัฐบาลหรือ คนสำคัญของรัฐบาล จะเน้นการพูด การชิงไหวชิงพริบ รวมถึงคนในรัฐบางส่วน เน้นการทำลายฝ่ายตรงข้ามมากกว่าที่จะหาทางแก้ปัญหาของบ้านเมือง”
ทำลงทุน ส่งออกฮวบ กระตุ้นช้า ประเมินพลาด
ไม่สามารถดูแลเงินบาท ต่อรองการเมืองจนพลาดเรื่องใหญ่
ทั้งนี้นายจาตุรนต์ได้ขยายความปัญหา 5 ประเด็นที่สะท้อนความล้มเหลวคือ เรื่องแรก คือ “เศรษฐกิจ” ในการแก้ปัญหาพบว่าล้มเหลวในแง่การกำหนดนโยบาย กำกับดูแลบนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จนกระทั่งได้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าควรจะเป็น มากกว่าที่รัฐคาดการณ์หรือรัฐบาลได้บอกกล่าวกับประชาชนไทย กรณีตัวเลขเศรษฐกิจที่หดตัว 7.1 ของไตรมาสแรกของปีนี้ และยังพบว่าการลงทุนลดลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์ คือดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลงตลอด 5 เดือนแรก ในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวลดลง 16.5 เปอร์เซ็นต์ ถึงสิ้นปี 51 ธนาคารปล่อยสินเชื่อ สินเชื่อธนาคารอยู่ที่ 6.7 ล้านล้านบาท พอสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เหลือ 6.5 ล้านล้านบาท ซึ่งหายไป 2 แสนล้านบาท
การส่งออกในเดือนพฤษภาคมออกลดลง 26.6 เปอร์เซ็นต์ ติดลบตั้งแต่การส่งออกเริ่มลดลงในเดือนพฤศจิกายน 51 การท่องเที่ยวเดือนพฤษภาคมลดลงเหลือ 912,000 คน ติดลบ 22.2 เปอร์เซ็นต์เป็นยอดนักท่องเที่ยวต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในรอบหลายปี นอกจากนั้นราคาสินเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ได้มาในเดือนพฤษภาคม ลดลง 18.40 เปอร์เซ็นต์ ลดลงมากพิเศษเหมือนกัน การที่มีปัญหามากๆอย่างนี้ ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เน้นการใช้จ่ายภาครัฐด้วยการขาดดุลมีผลน้อย เนื่องจากขาดดุลมากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ คือรัฐบาลได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจผิดพลาดและยังขี้แจงกับประชาชนไปในทางที่ผิดพลาดด้วย
การใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างช้ามาก จนกระทั่งไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกเหลืออีกเพียง 3 - 4 เดือนเท่านั้น ต้องปิดงบในเดือนกันยายน การเบิกจ่ายมาจนถึงเดือนพฤษภาคม มีแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ในบางโครงการเป็นตัวเลขที่ต่ำมากจนน่าตกใจ ทำไมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงล้มเหลวมากอย่างนี้ แล้วเราก็พบว่า ขณะนี้มีหนี้สินมหาศาลเกิดขึ้ นายกรัฐมนตรีได้แค่ปลอบใจว่า รัฐบาลจะเป็นคนใช้หนี้ ประชาชนไม่ต้องใช้ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะเอาเงินส่วนตัวมาหรืออย่างไร
เศรษฐกิจมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ รัฐบาลประเมินต่ำ ไม่พูดความจริง ไม่ทำให้คนเห็นว่านี่คือวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรง ในเมื่อการใช้จ่ายของภาครัฐมีข้อจำกัดมาก คือรายได้หายไปอย่างผิดคาด ต้องกู้หนี้ยืมสินแล้วก็ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ต้องไปใช้ชดเชยเงินคงคลัง ในระหว่างนี้รัฐบาลละเลยที่จะมาให้ความสนใจกับปัญหาการส่งออก การท่องเที่ยวและราคาพืชผลเกษตร ก็คือไม่ได้สนใจการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทั้งของรัฐและเอกชนอย่างเพียงพอ
ไม่สามารถดูแลเงินบาทในการใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ทั้งมาจากข้อจำกัดของกฎหมายที่ให้อำนาจอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมากไปและขาดการปรึกษาหารือ การแบ่งกระทรวงที่พรรคแกนนำไม่ได้ดูแลกระทรวงหลัก เหลือเพียงกระทรวงคลังกระทรวงเดียว ทำให้รัฐบาลนี้ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีกำกับกระทรวงต่างๆไม่ได้ ทำให้ไม่มีการกำหนดนโยบาย ไม่มีการสั่งการในทางนโยบายที่จะไปแก้ปัญหา
รัฐบาลต้องสาระวนอยู่กับการพยายามแสวงหาผลประโยชน์ตามกระทรวง กับการต่อรองผลประโยชน์ที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จนกระทั่งไม่สามารถทำเรื่องใหญ่ๆ ร่วมกันได้ ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือการเช่ารถเมล์ 4 พันคัน ปัญหาการจำนำข้าว ขายข้าวขาดทุน จนบัดนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่เป็นข้อสรุปว่า นโยบายสำหรับพืชผลเกษตรจะใช้นโยบายอะไร ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมราคาสินค้าเกษตรจึงมีปัญหามากโดยไม่มีใครดูแล ประกอบกับรัฐบาลนี้การขาดประสบการณ์ในการบริหารงาน นั่นเป็นปัญหาเศรษฐกิจ
ไม่เข้าใจเหตุความแตกแยกในสังคม เตรียมการแยบยลในการสลายการชุมนุม
ส่งเสริมการยุติธรรม 2 มาตรฐาน เอาแต่ชิงไหวชิงพริบทางการเมือง
ด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และสร้างความสมานฉันท์ นายจาตุรนต์กล่าวว่า รัฐบาลนี้ยังไม่ได้แสดงความเข้าใจว่าประเทศมีวิกฤตความขัดแย้งในสังคม ไม่เข้าใจว่าสังคมได้มีวิกฤตแตกแยกร้าวลึกกว่าที่ผ่านมาในอดีต ที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ได้เข้าใจต้นเหตุของปัญหาหรือมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาหาทางออกที่ยั่งยืน คือ การแก้กติกา สร้างค่านิยม วัฒนธรรมที่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย
ตอนเกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลได้เลือกที่จะใช้มาตรการทางทหารที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยรัฐบาลได้ไตร่ตรองไว้ก่อน และมีการเตรียมการมาอย่างแยบยล เป็นมาตรการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ใช้ปราบปรามประชาชนแบบผิดกฎหมาย พร้อมทั้งยังส่งเสริมการใช้กระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐาน แม้จะมีทีท่าอยู่บ้างว่าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเมื่อมีการประชุมร่วมกันของ 2 สภา เนื่องจากมีการเสนอข้อมูลที่แตกต่างกันของรัฐบาล แต่ว่าเมื่อทำงานไประยะหนึ่งปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงใจ นายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเท่าไหร่ พรรคประชาธิปัตย์ไม่แสดงความเห็นอะไรต่อการแก้รัฐธรรมนูญ และยังให้อดีตหัวหน้าพรรคถึง 2 คน มาแสดงความเห็นในทางไม่เห็นด้วยต่อการแก้รัฐธรรมนูญ หรือไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุของปัญหา
ประเด็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมไม่อาจแก้ได้ เพราะบุคลิกของนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์เอง ทั้งนายกรัฐมนตรี โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคและบุคคลอื่นๆ เน้นการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง บางคนถึงขั้นเกะกะระรานรายวัน หรือไม่ก็ใส่ร้ายดื้อๆ ยกกรณีครั้งหลังสุดกรณีแผนตากสิน 2 เป็นต้น กุเรื่องขึ้น ใส่ร้ายกันดื้อๆ ใครถามก็บอกว่าผ่านตามาแล้ว อะไรผ่านตาก็ไม่รู้ สุดท้ายคือไม่มีจริงเลย อันนี้คือไม่มีทางที่จะสร้างความสมานฉันท์ได้ ถ้าไม่แก้ที่ตนเหตุ ที่ความไม่เป็นประชาธิปไตย หรือความไม่ยุติธรรมในประเทศนี้
ปัญหาใต้ ทุ่มงบเหลว
นำกองทัพไม่ได้ เพราะกองทัพตั้งมา
เรื่องที่สาม ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งน่าเป็นห่วง ผมไม่ค่อยวิจารณ์เรื่องนี้ ยังคงยืนยีนท่าทีแบบเดิมมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีว่ากรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้ามีอะไรจะช่วยสนับสนุนได้ยินดีที่จะช่วยเสมอ รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ยินดีเสมอ แต่ต้องยอมรับว่า น่าเป็นห่วงมากที่ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีระดับความรุนแรงที่สูงขึ้น ทั้งๆที่ได้ทุ่มงบประมาณไปมาก แต่กลับไม่เกิดผล แล้วก็ทั้งๆ ที่ประกาศเป็นนโยบาย จะแก้ให้ได้ ลดปัญหาให้ได้ภายใน 99 วัน
ที่เป็นปัญหาอย่างนี้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้เวลา และรัฐบาลไม่สามารถนำกองทัพได้จริง บางเรื่องยังตกลงกับกองทัพ ผู้นำกองทัพไม่ได้ ด้วยเหตุจากการที่รัฐบาลต้องอยู่ในสภาพที่ต้องเกรงใจกองทัพ เพราะกองทัพเป็นคนตั้งตนเองมาเป็นรัฐบาล เลยทำให้การนำของรัฐบาลต่อกองทัพไม่สามารถทำได้
ยิ่งไปกว่านั้น การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูงยังไม่ได้แสดงความเข้าใจความหมายของคำว่า “การเมืองนำการทหาร” เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มากที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยผู้บัญชาการกองทัพบกเองเมื่อไม่เข้าใจเรื่องการเมืองนำการทหารแล้ว คุยกับนายกฯก็คุยไม่ค่อยได้ด้วย ทางรัฐบาลก็ไม่แสดงความเข้าใจ การเมืองนำการทหารแปลว่าอะไร การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่สำเร็จ ทำกันอยู่อย่างนี้ ไม่ยกเครื่องทำกันอย่างจริงจัง ปัญหาก็จะเลวร้ายลงไปอีก
พระวิหาร : นายกฯมีทิฐิ ที่ทำและพูดไว้ตอนเป็นฝ่ายค้าน
เรื่องที่สี่ คือ กรณีปราสาทพระวิหาร มาถึงวันนี้ยิ่งเกิดความชัดเจนว่าได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ จากกรณีปราสาทพระวิหาร และอาจทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์มากกว่านี้มากขึ้นได้อีก ปัญหาใหญ่สุด อยู่ที่นายกรัฐมนตรีมีทิฐิ ไม่ยอมรับความผิดพลาดที่ได้ทำไว้ พูดไว้ ในขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก่อนมาเป็นรัฐบาล คำพูดที่ว่า ที่ดินใต้ปราสาทและที่ดินบริเวณปราสาทยังเป็นของไทย ทั้งๆ ที่ศาลโลกตัดสินไปนานแล้วว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ภายในเขตประชาธิปไตยของกัมพูชา
รัฐบาลนี้มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ นายกษิตประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ จะนำปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา รวมทั้งรัฐมนตรีกษิตและพรรคประชาธิปัตย์ยังระบุว่าประเทศไทยยังสงวนสิทธิท้วงคืนปราสาทพระวิหาร ตรงนี้เข้าใจว่ารวมถึงนายกฯอภิสิทธิ์ด้วย ยังสงวนสิทธิทวงคืนปราสาทพระวิหาร หากค้นพบหลักฐานใหม่ทวงคืนได้ตลอดเวลา เพราะไม่มีกำหนดอายุความ ตามข้อ 60 รัฐธรรมนูญศาลโลก ซึ่งเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกับกระทรวงการต่างประเทศ ขัดกับสภาความมั่นคงของไทยเอง เป็นความขัดแย้งกับประเทศไทยเอง
แต่ที่สำคัญคือว่า ที่แสดงความเห็นเหล่านี้ไปแล้ว เมื่อมาถึงปัจจุบันเพื่อเอาชนะคะคานทางการเมืองกับนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีก็ออกมายืนยันความเห็นเดิม และทั้งหมด คือทั้งนายกรัฐมนตรีรัฐบาล และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศปัจจุบัน ไม่ได้แสดงความยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตเลยแม้แต่น้อย ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะทำให้เกิดความรู้สึกในทางไม่ดีจากฝ่ายรัฐบาลและประชาชนกัมพูชาต่อไป
ทุจริต : ไร้การตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ
เรื่องที่ห้า คือเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ที่สำคัญคือปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ในปัจจุบันไม่มีการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากกติกากำหนดไว้เป็นอย่างนั้น คือมีองค์กรที่ทำหน้าที่การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น อย่าง ป.ป.ช. สตง. แต่บุคลากร กรรมการต่างๆที่รับผิดชอบ ล้วนมาจาก คมช.ทั้งสิ้น ซึ่งทำให้องค์กรตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ และองค์กรเหล่านี้เอียงมาทางรัฐบาลนี้อยู่แล้ว เพราะว่ามาจากสายเดียวกัน ทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่าย ดูจากกรณีที่ขัดแย้งกันอยู่ เช่น กรณีรถเมล์ 4 พันคัน กรณีการขายข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ก็น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว พ.ร.ก. 4 แสนล้านยิ่งเป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาล
สรุป ขาดประสบการณ์
ที่มาไม่เป็นธรรม ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง เลื่อนลอย
“สรุปได้ชัดเจนรัฐบาลล้มเหลวทั้ง 5 เรื่อง ความล้มเหลวคือการขาดประสบการณ์ของพรรคแกนนำ มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย การแบ่งงานไม่สามารถแบ่งงานให้สอดคล้องกับคนที่ทำงานหรือพรรคที่ทำ แบ่งไปแล้ว ขาดไปแล้ว คุยกันไม่ได้ กลับต้องเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลและกองทัพ จนไม่เป็นตัวของตัวเอง เรื่องทั้งหมดนี้นอกจากเกิดจากความขาดความสามารถขาดประสบการณ์ ที่มาที่ไม่ชอบธรรม ทำให้รัฐบาลนี้ไม่สามารถอยู่ในสภาพที่จะนำพาหรือปรึกษาหารือ คิดนโยบายร่วมกันแล้ว ยังเกิดจากการขาดความเข้าใจว่าประเทศนี้อยู่ในวิกฤตทั้งเศรษฐกิจและวิกฤตการเมืองที่ร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆ ในรอบหลายสิบปี”
นายจาตุรนต์ ยังกล่าวด้วยว่า บทบาทของนายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่อาจจะไม่เล็ก คือ กิจกรรมของนายกฯดูเหมือนว่าการจัดคิวบทบาทมันค่อนข้างเลื่อนลอย ไม่อยู่กับเรื่องใหญ่ๆ เรื่องที่ต้องการการแก้ไขรีบด่วน ต้องการความชัดเจนในทางนโยบาย ต้องการการสั่งการ บัญชาการจากนายกฯ เมื่อไม่มีกิจกรรมแบบนี้ นานเข้า สิ่งที่พูดก็ลอยไปด้วย กรณีการพูดว่า ตัวเลขเศรษฐกิจติดลบ 7 เปอร์เซ็นต์ ก็บอกว่ายังดีกว่าบางประเทศ พูดลักษณะปลอบใจไป แต่ว่าเนื่องจากติดบุคลิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชอบชิงไหวชิงพริบ เอาชนะทางการเมือง ก็เลยยิ่งกลายเป็นว่าสิ่งที่พูดลอยห่างออกจากการปฏิบัติที่เป็นจริง
เรื่องที่วิจารณ์ไปแล้ว ก็หวังว่าบางเรื่องจะเป็นประโยชน์ ปรับการทำงาน เพิ่มการให้ความสำคัญทางด้านนโยบาย การดูแลนโยบาย การประสานงาน การสั่งการ ให้มากขึ้น ที่สำคัญมากคือว่ารัฐบาลนี้ต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ว่าประเทศอยู่ในวิกฤตที่ร้ายแรง และถ้าไม่แก้วิกฤตที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะวิกฤตประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งก็จะดำรงอยู่ไม่สิ้นสุด หรือจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อประเทศพบวิกฤตทางการเมืองที่รุนแรงอย่างนี้ ก็ยากมากแล้วที่จะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ยิ่งมาเจอกับรัฐบาลที่มีที่มาอย่างนี้ด้วย ถ้าไม่รีบแก้ปัญหากติกาให้ถูกต้อง ไม่รีบแก้ให้เกิดความยุติธรรมจริงๆ แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ แก้กติกาให้หมด เริ่มต้นกันใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน หารัฐบาลที่ชอบธรรม หารัฐบาลที่มีความชอบธรรมในการบริหาร ถ้าไม่รีบทำอย่างนี้ปัญหาจะร้ายแรงมากขึ้น และผู้ที่เกิดความเสียหายไม่ใช่ใครอื่น ก็คือประชาชนทั้งประเทศนั่นเอง หวังว่าบางเรื่องรัฐบาลจะรีบนำไปพิจารณา
ประเด็นสุดท้าย มีคนถามผมว่าอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน คือ เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ผมเคยเป็นประธานคณะกรรมการดูแลเรื่องไข้หวัดนกมาก่อน ก็อยากจะให้คำแนะนำว่า ปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เพราะปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศวิตกห่วงใย เรื่องนี้ได้สะท้อนความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาลอย่างชัดเจน คือ ไม่ให้ข้อมูลชัดเจน ปิดบังอยู่ นโยบายไม่ชี้แจง ไม่มีการให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบอย่างวิทยาศาสตร์ให้คนเข้าใจได้ง่ายว่าติดโรคจากอะไร ได้อย่างไร ป้องกันได้บ้าง
ยกกรณีภาพข่าวทหารทั้งกรม ทั้งกองร้อยมีการล้างมือในกาละมัง 2 ใบ และมีผ้าเช็ดมืออยู่ผืนเดียว บอกว่าป้องกันได้แล้ว มีการล้างถนนเป็นระยะๆ เสมือนเป็นมาตรการป้องกันได้แล้ว ซึ่งไม่ตรงเลย ไม่มีการสรุปเชิงสถิติว่าติดเชื้อจากอะไร เกิดจากพฤติกรรมอย่างไรจึงติดโรค สถิติข้อมูลในประเทศต่างๆ เป็นอย่างไร แล้วเปรียบเทียบกับประเทศไทยเป็นอย่างไร นาทีนี้ทำไมไม่ใช้ทีวีพูลอย่างจริงจัง แนะนำประชาชนอย่างขนานใหญ่ คนจะได้ลดความหวาดกลัว พร้อมทั้งประชาชนจะได้ไม่ประมาท
“ตอนนี้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่พูดเพียงว่า ตายยังไม่มาก ถ้ามากก็ยังไม่เท่าประเทศอื่น ผมเห็นว่านายกรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมชี้แจงให้เป็นระบบ ผมเชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการคำปลอบใจว่ายังไม่รุนแรง”

องค์กรสื่อระหว่างประเทศ แสดงความวิตกกังวลต่อกรณีสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยถูกฟ้องหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนและเครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียอาคเนย์ แสดงความวิตกกังวลกรณีคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระบุกฎหมายหมิ่นฯ กลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

หลังจากที่ น.ส.ลักษณา กรณ์ศิลป อายุ 57 ปี อาชีพนักแปลและที่ปรึกษาภาคอุตสาหกรรมบริษัทเอกชน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.เดชา พรหมสุวรรณ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ให้ดำเนินคดีกับ นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชีย และกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT รวม 13 คน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี กรณีร่วมกันนำคำบรรยายพิเศษภาษาอังกฤษ ของนายจักรภาพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 โดยอ้างว่ามีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์บันทึกเป็นวีซีดีออก จำหน่ายกับประชาชน รวมทั้งจัดแปลบทเสวนาของนายวีระ มุกสิกพงศ์ และนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ สองแกนนำ นปช. ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนได้แถลงแสดงความวิตกกังวลต่อกรณีดังกล่าว ทั้งยังได้เรียกร้องให้ทางการไทยให้การรับรองเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวในประเทศไทย
โดยแถลงการณ์เรื่องการฟ้องร้องสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ระบุว่าสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนมีความวิตกกังวลที่ได้รู้ว่าผู้ร่วมวิชาชีพของเราซึ่งเป็นสมาชิกทั้งคณะของคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยถูกฟ้องร้องในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นโทษอาญาที่มีระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสืบสวนสอบสวนคณะกรรมการทั้ง 13 คนของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศหลังจากได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษซึ่งอ้างถึงการจำหน่ายดีวีดีของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนก่อนซึ่งมาปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย โดยที่การปาฐกถาดังกล่าวมีขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

นี่เป็นความกังวลที่หนักขึ้น เนื่องจากฎหมายไทยเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจะจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก โจนาธาน เฮด กรรมการคนหนึ่งของสมาคมต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเดียวกันกับที่เคยถูกฟ้องร้องมาก่อน

นายสก็อต แมคโดนัลด์ ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ กล่าวเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย โดยระบุว่า “สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรียกร้องต่อทางการไทยให้เคารพต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนและให้หลักประกันว่าผู้สื่อข่าวสามารถทำหน้าที่ของตนในประเทศไทยได้โดยมีอิสระจากการกีดขวาง”

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 2 ก.ค. เครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียอาคเนย์ หรือ ซีป้า (The Southeast Asian Press Alliance -SEAPA) ซีได้ออกแถลงการณ์ แสดงความวิตกกังวลต่อกรณีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฟ้องร้องคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย และเน้นย้ำว่าสิ่งที่นี่คือการตอกย้ำการความต่อเนื่องของการคุกคามซึ่งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นปัญหาของการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย

“เราพบว่านี่เป็นพัฒนาการของปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่ง ผู้สื่อข่าวทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ มีโอกาสที่จะเผชิญกับความพยายามที่จะคุกคามสื่อมวลชนในประเทศไทย” โรบี้ อาลัมเปย์ ผู้อำนวยการซีป้ากล่าว และว่า “เราได้กล่าวไปแล้วและขอกล่าวอีกครั้งว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระบบกฎหมายไทยนั้นต้องได้รับการทบทวนโดยสภานิติบัญญัติและผู้นำของไทยต่อประเด็นที่มันถูกใช้ในการปิดกั้นและคุกคามสื่อมวลชนในประเทศ"

ปาฐกถา ‘ว.วชิรเมธี’ 12 ปี สภาการหนังสือพิมพ์ : “บทบาทสื่อกับความแตกต่างทางความคิดในสังคม”

ที่มา ประชาไท

4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 วันครบรอบ 12 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้นิมนต์ พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย แสดงปาฐกถาธรรม เรื่อง “บทบาทสื่อกับความแตกต่างทางความคิดในสังคม” โดยมีความดังนี้


0 0 0
เจริญพร ผู้เข้าร่วมเสวนาธรรมวิชาการในวันนี้ทุกท่าน ต้องขออนุโมทนาสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ไว้ ณ โอกาสนี้ที่นิมนต์ให้อาตมาภาพให้มาเป็นผู้ปาฐกถาในวันนี้ การที่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ได้ก่อตั้งมาครบ 12 ปี ถือเป็นเวลาที่ไม่น้อย คงจะผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านวันเวลาผ่านประสบการณ์มามากมาย อาตมาภาพได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ใหญ่ในแวดวงหลายท่าน ซึ่งให้สัมภาษณ์ในช่วงหลายวันก่อนที่ผ่านมาแล้วได้เห็นว่าน่าอนุโมทนา เพราะแวดวงสื่อที่มีการตรวจสอบกันเองนั้นเป็นนิมิตหมายว่าเรายังคงมีอนาคต สังคมใดก็ตามที่คนในสังคมนั้นมีการตรวจสอบกันเอง สังคมนั้นเป็นสังคมที่มีอนาคต แต่ถ้าสังคมใดก็ตามปฏิเสธการตรวจสอบกันเองระหว่างคนด้วยกันเองสังคมนั้นกำลังถอยหลังเข้าคลอง

มีคำอยู่คำหนึ่งว่า “แมลงวันอาจจะไม่ตอมแมลงวัน” ถ้าแมลงวันไม่ตอมแมลงวันเมื่อไหร่ก็เสื่อม ในทางพุทธศาสนายกย่องมากเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบซึ่งกันและกัน ฉะนั้นในธรรมเนียมของพระถ้าโยมสังเกตให้ดีทุก 15 ค่ำ พระจะลงอุโบสถพร้อมกันแล้วฟังปาติโมกข์ หัวใจของการฟังปาติโมกข์ คือการทบทวนพระวินัย 227 ข้อ จะมีพระรูปหนึ่งขึ้นมานั่งสวดและพระที่เหลือทั้งหมดนั่งฟังทบทวนพระวินัย 227 ว่าเราได้ทำอะไรผิดพลาดไปแล้วบ้าง ถ้าผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็มาแสดงอาบัติกัน ถ้าผิดพลาดหนักหนาสาหัสก็ต้องออกจากอาบัติตามกรรมวิธีที่ทรงวางไว้ และโดยวิธีนี้ทำให้องค์กรสงค์ของพระพุทธองค์ เป็นองค์กรเก่าแก่ที่สุดในโลก ในบรรดาองค์กรที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดสถาบันสงค์เป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เมื่อก่อตั้งแล้วไม่ต้องยกเลิก ยังคงมีบทบาท ยังคงมีพลัง มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะอะไร เพราะพระองค์ทรงวางระบบตรวจสอบกันเองเอาไว้ ฉะนั้น การที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีระบบ มีระเบียบ และมีการตรวจสอบซึ่งกันเองเป็นระยะๆ ถือว่าดำเนินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนา

สำหรับหัวข้อปาฐกถาในวันนี้คือ “บทบาทสื่อกับความแตกต่างทางความคิดในสังคม” ถือว่าเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างใหญ่มาก จึงแบ่งประเด็นการพูดไว้ 5 ประเด็น

ประเด็นแรก มาดูกันก่อนว่าสภาพสังคมไทยในเวลานี้เป็นอย่างไร โดยจะเล่าผ่านนิทาน

พุทธปรัชญาเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระนักปราชญ์ของศรีลังกา หลวงปู่อานันทไมตรี ท่านเขียนเอาไว้ นิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้มีชื่อว่า “หากพระพุทธเจ้ากลับมาจะเกิดอะไรขึ้น” อยากจะลองเชิญชวนทุกท่านฟังให้ดีว่าหากพระพุทธเจ้ากลับมาจะเกิดอะไรขึ้น ท่านเขียนเอาไว้โดยใช้บริบท ศรีลังกา อาตมาขอเปลี่ยนเป็นหากพระพุทธเจ้ากลับมาที่ประเทศไทย จะเกิดอะไรขึ้น

นิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จกลับไปที่ศรีลังกา ตอนนี้อาตมาขอเปลี่ยนใหม่ว่าเสด็จมาที่ประเทศไทย ในพ.ศ.นี้ พระพุทธองค์เสด็จกลับมาในบุคลิกภาพเป็นพระที่แสนธรรมดาที่สุด ห่มจีวรธรรมดาๆ และมีบาตร 1 ใบ เป็นสมบัติติดตัว เสด็จดำเนินมาตามถนนหนทางไปถึงวัดๆ หนึ่ง พระพุทธองค์เสร็จดำเนินเข้าไปในวัด ได้พบว่าทั้งพระลูกวัด ทั้งเจ้าอาวาส ทั้งญาติโยม กำลังตั้งวงถกเรื่องการเมือง พระพุทธองค์เสด็จดำเนินเข้าไป พระผู้กำลังตั้งวงถกเรื่องการเมืองก็ถามพระพุทธองค์ว่า ท่านสังกัดพรรคไหน ยังไม่ถามเลยว่าเป็นใคร พระพุทธองค์บอกว่าเราตถาคตไม่สังกัดพรรค พระทางวัดก็บอกว่าถ้าไม่สังกัดพรรคนั้นนิมนต์ที่อื่นแล้วกัน ที่นี่เรามีพรรค พรรคไหนต้องคิดกันเอง นี่เป็นเหตุการณ์ที่ศรีลังกา ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักพระพุทธเจ้าเลย เดินเข้าไปไม่ถามชื่อด้วยซ้ำว่าเป็นใคร มาจากไหน แต่พระองค์ไปถามว่าท่านสังกัดพรรคไหน โยมคิดตามให้ดีว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน

ต่อมาเสด็จดำเนินไปวัดที่สอง ก็เจอสภาพแบบเดียวกัน ทั้งพระทั้งโยมตั้งวงถกกันเสียงดังกว่าวัดแรก พระพุทธองค์เสด็จเข้าไป พระลุกขึ้นยืนถามขอโทษนะครับหลวงพ่อสังกัดนิกายอะไรมิทราบ สยามวงศ์ รามมัญวงศ์ หรือลังกาวงศ์ ถามถึงนิกาย พระพุทธองค์อยู่พ้นนิกายอยู่แล้วจึงบอกว่าเราไม่ได้สังกัดนิกายอะไรเลย พระวัดนั้นมองหัวจรดเท้า แล้วบอกว่าไม่สังกัดนิกายนั้นนิมนต์พักที่วัดอื่นแล้วกัน ที่นี่เรานิกายลังกาวงศ์ ปรากฏว่าคนเหล่านั้นก็ไม่รู้จักพระพุทธองค์ จำต้องเสด็จดำเนินออกจากวัดนั้นไป แล้วไปแต่ละวัดๆ พระองค์ท่านถูกถามเรื่องนี้ตลอด ถามเรื่องพรรคบ้าง ถามเรื่องนิกายบ้าง ถามเรื่องพรรคพระพุทธองค์ก็บอว่าฉันไม่มีพรรค เพราะอะไรท่านไม่เล่นการเมืองอยู่แล้ว ถามเรื่องนิกายพระพุทธองค์ก็บอกว่าฉันไม่มีนิกาย ตกลงพระพุทธองค์วันนั้นทั้งวันไม่ได้พักที่วัดไหนเลยแม้แต่วัดเดียว

วันรุ่งขึ้นเสด็จไปตามถนนหนทางอีกไม่มีใครตักบาตรท่านเลย จนกระทั่งไปเจอชาวบ้านธรรมดาๆ ชาวนาคนหนึ่ง เห็นพระเดินมาแต่ไกล ชาวบ้านคนนี้เห็นบุคลิกภาพท่านสงบจึงเข้าไปกราบ แล้วประนมมือถามว่า หลวงพ่อครับหลวงพ่อดูบุคลิกภาพน่าจะมีอายุพรรษามากนะขอครับ ขอโทษนะครับหลวงพ่อมาจากไหนครับ พระพุทธองค์ก็ตรัส ถ้านับจากวันที่ฉันเกิดมาจนถึงตอนนี้ฉันก็น่าจะมาจากกาลเวลาสัก 2500 ปี ได้แล้วมั้ง ชาวบ้านคนนั้นถามว่าขอโทษนะครับท่านเป็นสัมมาสัมพุทธทาสหรือเปล่า ใช่ เราคือสัมมาสัมพุทธะ โอ..นั้นโยมก็โชคดีเหลือเกิน นิมนต์ไปพักที่บ้านโยมเลยโยมขอถวายมื้อเพล พุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ โยมได้ถวายมื้อเพล แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับไป หลวงปู่อนันทไมตรี พระนักปราชญ์ชาวศรีลังกาได้เขียนเรื่องนี้ไว้ประมาณ 20 ปี แล้ว สงครามที่ศรีลังกาเพิ่งสงบ แต่ปะทุที่ประเทศไทย

สาระสำคัญของนิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้อยู่ตรงไหน อาตมาคิดว่าอธิบายสภาพของสังคมไทยในเวลานี้ได้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ นั่นก็คือสังคมไทยในเวลานี้เป็นสังคมที่สุดโต่ง เลือกข้าง แบ่งฝ่าย แยกขั้ว ชัดเจน อาการเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นภาวะยึดติดในลัทธินิยมอุดมการณ์ และความคิดความเห็นความเชื่อมากกว่าความเป็นจริง เหมือนกับพระและชาวบ้านในศรีลังกาที่แม้พระพุทธองค์จะเสด็จมาประทับยืนอยู่ต่อหน้า แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้จักพระพุทธเข้าตัวจริง ทั้งๆ ที่เดินไปวัดไหน แห่งหนตำบลไหน ในประเทศนั้นๆ เต็มไปด้วยพระพุทธรูป เต็มไปด้วยเครื่องรางของขลัง คำไปที่คอก็เต็มไปด้วยพระพุทธรูป แต่พระพุทธองค์ตัวจริงมาไม่มีใครรู้จัก

ทำไมเราจึงไม่รู้จักพระพุทธองค์ตัวจริง ก็เพราะเราอยู่กับความเชื่อ สังคมไทยเวลานี้เป็นอย่างนั้น คือเป็นสังคมที่สมาทานความเชื่อมากกว่าความจริง และเจ้าความเชื่อซึ่งไม่ใช่ความจริงนี้เอง คือที่มาของความขัดแย้ง คือที่มาของความสุดโต่ง คือที่มาของการแบ่งขั้วและเลือกข้างมนุษย์นั้นเมื่อสุดโต่ง เมื่อแบ่งขั้ว เมื่อเลือกข้าง ไปแล้ว แน่นอนที่สุดเขาจึงกีดกันตัวเองเอาไว้ในโลกของความเชื่อเท่านั้น ต่อให้ความจริง ก็เหมือนกับพระและก็ชาวบ้านในศรีลังกาที่ แม้พระพุทธองค์จะเสด็จมาประทับยืนอยู่ต่อหน้า แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้จักพระพุทธเจ้าตัวจริง ทั้งๆ ที่เดินไปวัดไหนในหนตำบลไหนในตำบลนั้นๆ เต็มไปด้วยพระพุทธรูป เต็มไปด้วยเครื่องรางของขลัง ทั้งๆ ที่คอก็เต็มไปด้วยพระพุทธรูป แต่พระธุดงธ์ตัวจริงมาไม่มีใครรู้จักท่านเลย

ทำไมเราไม่รู้จักพระธุดงธ์ตัวจริง ก็เพราะเราอยู่กับความเชื่อ สังคมไทยเป็นอย่างนั้น คือเป็นสังคมที่สมาทานความเชื่อซะมากกว่าความจริง และก็ความเชื่อที่ไม่ใช่ความจริงนี้เองคือที่มาของความขัดแย้ง คือที่มาของความสุดโต่ง คือที่มาของการแบ่งขั้วและเลือกข้าง มนุษย์นั้นเมื่อสุดโต่ง เมื่อแบ่งขั้ว เมื่อเลือกข้างไปแล้วในที่สุดเขาจะกีดกันตัวเองเอาไว้ในเฉพาะในโลกของความเชื่อเท่านั้น ต่อให้ความจริงเปิดเผยต่อตรงหน้าเขาๆ ก็จะมองไม่ค่อยเห็น นั่นคือสภาพการณ์ของสังคมไทยในเวลานี้

ประการที่สอง แล้วสภาพการณ์ของสื่อในสังคมไทยเป็นอย่างไร อาตมาเองเป็นผู้หนึ่งที่ได้บริโภคสื่อค่อนข้างเยอะ เพราะอะไร เพราะตั้งแต่สมัยอาตมาเองยังไม่บวช ทุกๆ เช้าโยมแม่จะเปิดวิทยุทิ้งเอาไว้ตอนเข้าครัวตั้งแต่ตี 5 เราเป็นลูกชายตื่นขึ้นมาก็เข้าครัวตามโยมแม่ สายๆ 6 โมงก็ฟังข่าวของคุณปรีชา ทรัพย์โสภา ไปโรงเรียนนั้นรู้เรื่องหมดแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ของประเทศไทย ในขณะที่เพื่อนๆ เขายังไม่รู้อะไร และก็ไปอ่านหนังสือพิมพ์ที่โรงเรียน ไปที่โรงเรียนเสร็จแล้วก็กลับมาอ่านที่วัดอีกฉบับหนึ่ง ไทยรัฐฉบับเดียวอ่านจนยับขาดพรุน อ่านทั้งหมู่บ้านฉบับเดียว

แต่ด้วยอุปนิสัยที่โยมแม่รับข่าวสารข้อมูลอย่างนี้ แล้วเราก็อ่านมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยอย่างนี้ จนโตขึ้นมาจนถึงปัจจุบันอย่างนี้ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์เยอะมากทั้งภาษาไทยทั้งภาษาอังกฤษ ถ้าเฉลี่ยก็สัก 7 ฉบับต่อ 1 วัน ไม่นับรายสัปดาห์ รายเดือนอะไรต่างๆ ฉะนั้นตลอดเวลาแบบนี้เราก็ได้บริโภคสื่ออยู่ตลอด เราก็ได้เห็นว่าฉบับเป็นเอียงกระเท่เล่บึ้ง ฉบับไหนสุดโต่งบ้างก็ได้เห็นอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจของอาตมาที่จะไปบอกว่าฉบับไหนเป็นฉบับที่เชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ อาตมาเชื่อว่าท่านที่อยู่ตรงนี้เป็นผู้มีวิจารณญาณตอบคำถามตรงนั้นได้อยู่แล้ว อยากจะบอกเพียงแต่ว่าอาตมาเองได้อาศัยสื่อพิมพ์เหล่านี้เป็นทั้งห้องสมุด เป็นทั้งครูบาอาจารย์ เป็นทั้งมหาวิทยาลัย เป็นทั้งอาหารสมองประจำวัน เราได้บริโภคสื่ออยู่ตลอดเวลา และเราก็ได้เห็นปัญหาอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน สื่อจำนวนมากเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อสังคม ฉะนั้นสื่อจึงอยู่ในฐานะที่เป็นฐานันดรที่สี่ เมื่อสื่อถูกจัดเป็นฐานนันดรที่สี่นั่นหมายความว่าสถานภาพของสื่อในทางสังคมนั้นไม่ธรรมดา

ทีนี้ถ้าสื่อไม่มีคุณธรรมกำกับ คำถามที่ตามมาก็คือสถานภาพพิเศษของสื่อจะก่อให้เกิดอะไรในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมซึ่งเชื่อมั่นในระบบความคิดความเชื่อและลัทธินิยมและอุดมการณ์มากกว่าเชื่อถือในความจริง สถาบันต่างๆ ในสังคมไทยเวลานี้ถูกเขย่าจนโยกโคลง

อาตมาคิดว่าทุกสถาบัน ปัญญาชนสาธารณะของสังคมไทยเกือบทุกคน ถูกแลกถูกกระแสของความขัดแย้ง อาจจะพูดได้ว่าไม่มียุคไหนสมัยไหนที่ปัญญาชนสาธารณะตั้งแต่รุ่นใหญ่ลงมาจนถึงรุ่นเล็กขัดแย้งกันเหมือนครั้งนี้ รวมทั้งสถาบันสงฆ์ด้วยก็ถูกลากจูงเข้าไป ถูกวังวนของความขัดแย้งด้วยเช่นเดียวกัน จึงไม่ต้องพูดว่าสถาบันหลักต่างๆ นี้ถูกลากจูงเข้าไปสู่ความขัดแย้งในขณะนี้นั้น สถาบันสื่อจะสุดเอี่ยมขนาดไหนในการที่จะพยายามพยุงตัวให้มีความเป็นกลาง และก็มั่นคงในจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง เพราะอะไร เพราะสื่อใกล้ชิดความขัดแย้งซะยิ่งกว่าชาวบ้าน

ดังนั้นประเด็นที่สามก็คือว่า อันตรายของการตกอยู่ในความคิดของแบบสุดโต่ง แบ่งขั้ว และเลือกข้างนั้นมีมากน้อยเพียงใด สภาพสังคมไทยอย่างที่บอกแล้วในเวลานี้ตกอยู่ท่ามกลางความเชื่อมากกว่าความจริง ตกอยู่ในภาวะสุดโต่ง เลือกข้างและแยกขั้ว และสื่อเป็นผู้ที่ปฏิสัมพันธ์กับภาวะเหล่านี้ตลอดเวลา ประเด็นที่สามที่จะมาชวนคิดก็คือว่า ในสภาวะอย่างนี้อันตรายมันมีมากมีน้อยแค่ไหน

พอดีอาตมาพึ่งเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 1 เดือนที่อาตมาได้ไปใช้ชีวิตกับท่าน ซีสระฆัง (ชื่อบุคคล) ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในระดับโลกที่ท่านลี้ภัยจากประเทศเวียดนามไปอยู่ที่ฝรั่งเศส และบัดนี้ได้กลายเป็นคนของโลกคนหนึ่งไป เป็นพระมหาเถระผู้นำทางจิตวิญญาณเดียวกันกับดาไลลามะ วันหนึ่งของการปาถกถาธรรมท่านได้พูดถึงสงครามเวียดนาม พูดจากประสบการณ์ตรงของท่านว่า ในสังคมที่คนศรัทธาในความเชื่อมากกว่าความจริง คนชาติเดียวกันเลือกข้างมากกว่าเลือกความเป็นธรรมและความเป็นจริง เวียดนามพบกับความเจ็บปวดขนาดไหน

ในยุคหนึ่งประธานาธิบดีของเวียดนามพยายามที่จะทำให้ประเทศทั้งประเทศเป็น ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอริคและดังนั้นจึงออกพระราชบัญญัติมาห้ามทำพิธีการสำคัญในวันพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาฆบูชา ห้ามชาวพุทธทั้งประเทศจัดงานวิสาฆบูชา และพยายามให้คนทั้งประเทศ คนไหนอยากมีชีวิตรอดเปลี่ยนเป็นคริสเตียน ถ้าไม่เปลี่ยนโยนข้อหาคอมมิวนิสต์ให้ ความขัดแข้งทางความเชื่อคราวนั้นก่อให้เกิดอะไรขึ้นมา พระสงฆ์เผาตัวตายเพื่อเรียกร้องเสรีภาพทางศาสนา และในเวลาต่อมาจากการที่เรียกร้องเสรีภาพทางศาสนารุกรามขึ้นมาเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างคนในชาติเดียวกัน กลุ่มคอมมิวนิสต์ก็ถือห่างเวียดนามฝ่ายหนึ่ง กลุ่มประชาธิปไตยถือห่างเวียดนามฝ่ายหนึ่ง ผลสุดท้ายเคราะห์กรรมตกอยู่กับประชาชน เวียดนามแตก มีความเวียดนามจำนวนมากต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปขอพึ่งประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถรักกันได้เหมือนเดิมอีกต่อไปเท่านั้น ยังหันกลับมาทำร้ายกันอีกด้วย หมายถึงที่ผ่านมาที่เราได้เห็นการเมืองกำลังเขม่นกัน บุคคลกลุ่มที่ใส่เสื้อต่างสี หรือการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าสู่ฝูงคนของกลุ่มคนไทยด้วยกันเอง เค้ารู้สึกไม่ผิดเพราะอะไร เพราะใส่เสื้อไม่เหมือนกันหรอก เห็นได้ว่าการที่เราอยู่กับความเชื่อมั่นเป็นอย่างไร เราเลือกขั้วเลือกข้าง แบ่งฝ่าย เราได้ลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ซึ่งมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับเราให้ต่ำต้อยด้อยค่าลงขนาดไหน ขนาดเรียกมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นแมลงสาป บางทีเรียกมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นสุนัข ในสังคมไทยในขณะนี้เราลดค่าของมนุษย์ต่ำลงมาขนดนั้นหรือยัง

อาตมาไม่รู้ว่าเวลานี้เราได้ลดค่าของคนไทยลงมาถึงขนาดไหน รู้แต่ว่าถ้าเรายังมีวิธีคิดในลักษณะสุดโต่ง แบบขั้วเลือกข้างหนึ่ง คนไทยจะถูกลดคุณค่าลงมากขึ้นๆ และวันหนึ่งถ้าไม่มีการแก้ไขอะไรเลย สงครามประสาทระหว่างคนไทยมีสิทธิเกิดขึ้นได้ เพราะรากหญ้าของสงครามไม่ได้อยู่ที่อาวุธสงคราม แต่อยู่ที่ความศรัทธาในความเชื่อมากกว่าความจริง อยู่ที่การรักความเชื่อมากกว่าความจริง อยู่ที่การความเชื่อมากกว่าการเห็นเป็นมนุษย์ด้วยกัน ความเกลียดชังเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดยิ่งกว่าอาวุธทุกชนิด อุดมการณ์เป็นระเบิดที่ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู เค้าว่าระเบิดปรมาณูลูกหนึ่งนั้นถ้าจุดระเบิดขึ้นมาแล้วก็ทำลายได้ในปริมณฑลหนึ่ง แต่ถ้าเรามีอุดมการณ์ที่ผิดสามารถฆ่าคนได้นับจำนวนไม่ถ้วน

สมมติคุณมีปืนอยู่หนึ่งกระบอก ถ้าคุณยิงคนแม่นก็มีคนตายเท่าจำนวนกระสุน แต่ถ้าคุณมีอุดมการณ์ชุดหนึ่งอยู่ในมือ คุณชักชวนคนที่ฟังคุณ อุดมการณ์ฆ่าคนได้มากมายมหาศาลกว่าปืนหนึ่งกระบอกนับไม่ถ้วน

ฉะนั้นประเทศที่ตกเป็นประเทศของอุดมการณ์หรือตกอยู่ในแหของความคิดต่างๆ มีโอกาสสูงมากที่คนจะลุกฮือขึ้นมาเข่นฆ่าและทำร้ายกันเอง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งภาวะที่อาตมาพูดมาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ภาวะในอุดมคติแต่เป็นสิ่งที่ครอบลงมาคนไทยเวลานี้ด้วย และเป็นสาเหตุให้สังคมไทยตกลงมาอยู่ก้นเหวความเสื่อมกว่าทุกยุคทุกสมัย ในบรรดาของคนที่ตกอยู่ในข่ายของความคิดทั้งหมดนั้น สื่ออย่างเราทุกคนก็ไม่ได้รับการยกเว้น คำถามต่อมาคือสื่อจะวางตัวอย่างไรในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความแตกต่างกันเช่นนี้ เราจะเลือกข้าง แบ่งฝ่าย เลือกขั้วอย่างเค้าได้ไหม อาตมาอยากเสนอแนะว่าเราจะเข้าข้างคนที่คิดสุดโต่งเพื่ออยู่ร่วมกับคนที่คิดแตกต่างได้คงต้องใช้พุทธธรรมเข้ามาช่วย

เมืองไทยนั้นโชคดีมากที่มีขุมปัญญาทางพุทธศาสนาให้ตักตวงมาใช้ได้ไม่หมดไม่สิ้น บางทีเราก็มองข้ามภูมิปัญญาตรงนี้ไป แล้วเราใช้วิธีปะอุดประเทศไทยด้วยการซ่อมรัฐธรรมนูญ อาตมาคิดว่าเรากำลังตกอยู่ในเขาวงกตของคนเป็นช่างเทคนิคที่ไม่สามารถคนมองเห็นประเทศไทยทั้งระบบได้ เรามองแยกส่วน มองตัดตอน มองแบบจำเพาะเหมือนคนติดเชื้อเอชไอวี คืออาการไหนแสดงขึ้นมาก็รักษาตรงนั้น เหมือนเราเป็นโรคหู หมอดูแต่หู ซึ่งเมื่อคืนทะเลาะกับสามี ปวดท้องหมอก็ตรวจท้อง หมอไม่ได้ถามว่าคุณใช้ชีวิตยังไง คุณเครียดอะไรหรือเปล่า เห็นคนน้ำตาไหลเราก็ประเมินว่าต้องเสียใจ ความคิดของคนเราสุดโต่งไปหมด ตื้นเขิน มองเฉพาะส่วน เฉพาะที่ เราไม่สามารถมองคนให้เห็นคนทั้งระบบ ไม่สามารถมองให้เห็นช้างทั้งตัว ไม่สามารถมองให้เห็นประเทศไทยได้ทั้งประเทศ

การที่เราไม่ประสิทธิภาพที่จะมองอย่างองค์รวม ทำให้เราหลุดเข้าไปสู่การเลือกข้าง เราจะออกจากภาวการณ์เลือกข้างอย่างไรท่ามกลางสังคมที่เลือกไปแล้ว ก็มีวิธีการที่อาตมาจะเสนอคือ ไม่พลัดหลงสู่การเลือกข้างด้วยการวางท่าทีแห่งปัญญาชนที่เป็นกลาง ตรงนี้ขอยกตัวอย่าง ชุมชนนั้นจะมีคนเผยแพร่ศาสนา จนชาวบ้านสับสนว่าศาสนาไหนดีที่สุด จนพระพุทธองค์มาถึงหมู่บ้านนั้น ก็มีชาวบ้านมาเข้าเฝ้าหลายร้อยคน มีคนถามว่า ที่ชุมชนของเรามีศาสดา มีเจ้าลัทธิมาเผยแพร่ศาสนา ต่างคนก็บอกว่าเป็นผู้รู้ ก็เลยจะถามว่า ใครเป็นศาสดาตัวจริง ใครที่บรรลุธรรมจริงๆ บ้าง พระธุดงธ์ตอบว่าใครจะเป็นศาสดาตัวจริงเอาไว้ก่อน อยากให้ฟังก่อนก็กล่าวกามาลสูตร 10 ประการ

1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา (ไม่ได้ฟังด้วยตัวเอง แต่ฟังมาอีกต่อหนึ่ง)
2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา (ตามประเพณีเหมือนเถรส่องบาตร)
3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (แมงเม้าท์ข่าวลือ)
4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ (ไม่ทำข่าวเจาะอีกต่อไป อ้างกันเป็นทอดๆ จากแหล่งข่าว เหมือนกรณีข่าวเต้าเรื่องประเทศในละตินอเมริกาให้ที่พักพิงแก่อดีตนายกรัฐมนตรี)
5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (ใช้ตรรกศาสตร์)
6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
7 อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการคิดตรองตามแนวเหตุผล
8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะสอดคล้องกับทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว
9. อย่าปลงใจเชื่อเพราะว่ามองเห็นรูปการว่าน่าจะเป็นไปได้ หมายความว่าเข้าเค้า เช่น เดินออกไปข่างนอก เห็นเมฆทะมึนจึงเดาว่าอีกไม่นานฝนจะต้องตกอย่างแน่นอน หรือ ออกไปต่างจังหวัดเห็นสส.ลงพื้นที่จึงเดาว่า ไม่เกิน 3 เดือน ต้องมีการยุบสภาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ในความเป็นจริงอาจจะเป็นคนละเรื่องเลยก็ได้
10. อย่าปลงใจเชื่อเพราะเห็นว่าเป็นครุบา อาจารย์ นับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก บางคนอาจจะไม่เชื่อทั้ง 9 ข้อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมไทย

หากไม่ปฏิบัติตามกาลามสูตร 10 แล้ว พลัดหลงเข้าไปสู่การแบ่งเลือกข้างโดยไม่รุ้ตัว เพราะฉะนั้นพระธุดงค์จึงบอกว่าหากเราอยากใช้ปัญญาอย่างเป็นกลาง เป็นอิสระ ใรฐานะสื่อมวลชนของประชาชนอย่างแท้จริง จะต้องสมาทานตามหลักกาลามสูตร 10 อย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่พระธุดงค์ทรงถูกถามนำ แต่ในความเป็นจริง ตำรวจต้องเป็นศูนย์กลางถามนำหรือไม่

อาตมาพบบ่อยมากเมื่อครั้งไปออกรายการโทรทัศน์ พิธีกรเก่งๆ มักถามว่า “พระอาจารย์ครับ ตกลงว่าประเด็นนี้พระอาจารย์ไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ” อาตมาต้องถามว่าอาตมาไปตกลงตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นหรือไม่ว่าเรามีโอกาสสูงมากที่จะถูกถามนำให้ตกหลุมพราง สื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ ต้องไม่ตกหลุมพรางตรงนี้ โดยใช้หลักกาลามสูตร 1-10 ก่อน เพื่อคิดวิเคราะห์ให้ดี พระธุดงค์กล่าวว่า เมื่อ เธอพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยตัวเองและเห็นว่าสิ่งใดมีคุณ มีโทษ จึงเลิกจึงละเว้น ทั้งนี้เมื่อใครปฏิบัติตามหลักกาลามสูตร 10 มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นคือ “ความเป็นกลางทางปัญญา” ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนต้องมี หากเรามีความเป็นกลางทางปัญญาแล้ว สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูดนั้น เราจะถือว่าสิ่งนั้นเกิดจากดุลยพินิจ


“ดุลย” คือความเที่ยงตรง
“พินิจ” คือการวิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างลึกซึ้ง
“ดุลยพินิจ” คือการที่เราจะมีทัศนคติที่ มีความเที่ยงและเป็นธรรม โดยอาศัยหลักกาลามสูตรมาเป็นแนวความคิด ในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ไหลมาจากทุกสารทิศ

ประการต่อมาต้องปลูกฝังวิธีคิดแบบ “องค์รวม” คือวิธีคิดที่ทำให้เราสามารถมองทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ปฏิสัมพันธ์กับทุกเรื่องราวในลักษณะเชื่อมโยงตลอดสาย ไม่เลือกข้างแบบสุดโต่ง คนส่วนใหญ่เลือกสายเลือกข้าง มีวิธีคิดแบบสุดโต่ง ถ้าไม่ดี ก็ชั่ว แต่ในโลกของความเป็นจริง สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่มีอะไรดำรงค์อยู่อย่างเป็นเอกเทศ แม้แต่อาตมาเอง การที่อาตมาเดินทางมาที่นี่ ก็มีเหตุ ปัจจัย การที่ได้มานั้น อาจจะมีใครสักคนที่รู้จักอาตมาเป็นการส่วนตัว โดยประสานงานกับหลายส่วน กว่าจะได้มาจึงเต็มไปด้วยเหตุและปัจจัยหลายๆ อย่าง

หลายวันที่ผ่านมาได้อ่านข่าวดาราสาวท่านหนึ่งขับรถคว่ำแล้วให้สัมภาษณ์ว่าโชคดีมากที่มีตะกรุด นี่เป็นวิธีคิดของคนไทย เป็นวิธีคิดแบบสุดโต่ง เลือกข้าง ตัดตอน เพราะว่าการที่ดาราสาวกล่าวว่า โชคดีที่มีตะกรุด แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ให้เกียรติรถที่ตนเองนั่งว่ามีระบบความปลอดภัยดีมาก และไม่ได้สำรวจพื้นที่ตรงนั้นเลยว่าไม่ลึก และไม่มีคลอง และเป็นการไม่ให้เกียรติตนเองว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเธอเองไม่ได้ประมาทเลย เหตุปัจจัยเหล่านี้คนเราไม่เคยเอามาพิจารณาร่วมเลย

เพราะวิธีคิดแบบสุดโต่งเราจึงมองไม่เห็นช้างทั้งตัว เวลาเราคิดวินิจฉัย หรือพิจารณาใครก็ตาม เราจึงไม่ให้ความเป็นธรรมกับสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง เป็นธรรมและเป็นจริงตามที่สิ่งเหล่านั้นดำรงค์อยู่อย่างเป็นจริง แท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ดำรงค์อยู่ในลักษณะสัมพัทธ์ โดยเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก

อาตมามีชาแก้วนี้อยู่ในมือ พิจารณาด้วยการมองตามเหตุตามผล ในท่วงทำนองของศาสนา จะเห็นว่าในน้ำชาประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ชาตั้งมาก มีก้อนเลือดอยู่ในน้ำชานี้ มีหยาดเหงื่อในน้ำชานี้ มีสารเคมีในน้ำชานี้ มีชาวเขาชาวดอย มีพ่อค้าคนกลาง คนทำบรรจุภัณฑ์ นักการตลาดหรืออาจจะมีสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในน้ำชานี้ และในที่สุดก็มีคนซื้อชานี้จากร้านค้า แล้วนำมาถวายพระ ดังนั้นหากเราคิดแบบมองสิ่งต่างๆ ตามเหตุปัจจัย เราจะสามารถมองเห็นช้างทั้งตัว และไม่วินิจฉัยอะไรตื้นๆ แต่เวลานี้ใครมองสักอย่างหนึ่ง จะฟังธง หากใครเลวจะเลวบริสุทธิ์ หากใครดีก็ดีแบบหาที่ติไม่ได้เลย

สื่อจะมีวิธีคิดอย่างนี้ไม่ได้ สื่อคิดแบบนี้เมื่อไหร่ ความเป็นกลางทางปัญญาได้สูญเสียไปแล้วเรียบร้อย เพราะฉะนั้นสื่อต้องมีวิธีคิดในลักษณะเชื่อมโยง มองสิ่งต่างๆ ตามเหตุปัจจัย แล้วจึงจะได้ปัญญาที่แท้จริงมา หากไม่มองสิ่งต่างๆ ตามเหตุและปัจจัย เราจะได้ปัญญาแบบกระท่อนกระแท่น แบ่งเป็นเสื้อ เป็นส่วน และเมื่อวิจารณ์สิ่งใดเราก็จะนำเสนอแต่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ตื้นเขิน เป็นเศษ เสี้ยว ส่วน ตื้นๆ และเราก็ไปยัดเยียดความผิดให้ใครสักคนที่เราได้เห็นเขาเพียงบางแง่มุมเท่านั้นเอง

ประการต่อมา สื่อต้องทั้งอคติ 4 ใจแคบ 5 และหลักธรรมาธิปไตย 1

อคติ 4 คือ ลำเอียง 4 ประการ คือ 1. ลำเอียงเพราะรัก หากเป็นพวกเดียวกันก็เชียร์ 2. ลำเอียงเพราะชัง หากเกลียดใครก็จะเขียนในแง่ลบลงในคอลัมน์ของฉัน 3. ลำเอียงเพราะไม่รู้ข้อมูลครบถ้วน คือการวิจารณ์ไปโดยที่เห็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกไปได้รับความเสียหายเรียบร้อยแล้ว 4. ถ้าเราลำเอียงเพราะกลัว เช่น เห็นว่าเป็นผู้มีอิทธิพล จึงไม่กล้านำเสนอ หรือไม่เข้าไปยุ่งดีกว่า ทั้ง 4 ประการนี้ปัญญาเราทำงานไม่เป็นกลางทันที ทำให้ประชาชนมีโลกทัศน์ที่ผิดเพราะมีปัญหาที่ไม่เป็นกลาง

นอกจากนี้สื่อต้องออกจากเสน่ห์ทั้ง 5 คือ ออกจากความใจแคบ ซึ่งมี 5 ประการคือ 1. ใจแคบเพราะหวงแผ่นดิน แผนที่ 2. ใจแคบเพราะหวงตระกูลวงศ์ พงษ์เผ่า 3. ใจแคบเพราะหวงผลประโยชน์ 4. ใจแคบเพราะชนชั้นวรรณะ สีผิว 5. ใจแคบเพราะหวงปัญญาและวิทยาการ ซึ่งสื่อต้องออกจากความใจแคบทั้ง 5 ประการนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นจะทำหน้าที่ด้วยความลำเอียงอีก

และในการตัดสินใจสื่อต้องถือหลักธรรมาธิปไตย คือความถูกต้อง ความจริง ประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่คือ ธรรมาธิปไตย การตัดสินใจมี 3 ลักษณะคือ 1. อัตตาธิปไตย คือ ตัดสินใจตามใจฉัน ฉันเชื่ออย่างนี้ ตัดสินใจอย่างนี้ จะเขียนอย่างนี้ 2. โลกาธิปไตย คือเขียนเชียร์ใครก็ได้ เพื่อให้ถูกใจเป็นใช้ได้ แต่ในทางพุทธศาสนา บอกว่าต้องถือหลักธรรมาธิปไตย โดยเอาความจริง เอาความถูกต้อง เอาความ เอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าเข้าเกณฑ์นี้แล้วให้ตัดสินใจนำเสนอข้อมูลข่าวสารนี้ไปตามนั้น เราจึงจะมีปัญญาเป็นกลาง

สรุปด้วยข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้เอาไว้ให้กับสื่อมวลชนเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์เอาไปพิจารณา นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เป็นเพียงแค่ข้อคิดความเห็นของผู้ที่บริโภคสื่อเป็นประจำเพียงคนเดียวเท่านั้น

ประการที่หนึ่งสื่อต้องก้าวออกจากความเชื่อมาอยู่กับความจริง กล่าวคือ มีอุปนิสัยของนักวิจัยมืออาชีพที่ต้องการค้นหาความจริงสูงสุดโดยที่ไม่ตั้งข้อสรุปล่วงหน้า แต่ใช้วิธีสืบค้นหาข่าวและรายงานข่าวที่มีหลักฐานข้อมูลหนักแน่นเป็นแก่นสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อส่งต่อความจริงสุดท้ายให้ถึงมือประชาชนทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ
สอง สื่อต้องมีวิธีคิดในแบบอิทัปปัจจยตา หรือเรียนรู้ที่จะมองให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในลักษณะ “สิ่งนี้มี – สิ่งนี้จึงมี , หรือ “สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน” ซึ่งจะทำให้สื่อสามารถก้าวข้ามวิธีคิดแบบสุดโต่ง แยกขั้ว เลือกข้าง ถูกผิด ดีชั่ว เหลือง แดง ได้อย่างแยบคาย

ประการที่ 3 สื่อต้องเป็นทั้งสื่อมวลชนผู้ยึดโยงอยู่กับอุดมคติอันดีงาม เชื่อมั่นศรัทธาในฐานข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ขายศักดิ์ศรีให้กับประโยชน์โสตถิผลเฉพาะหน้า และขณะเดียวกันต้องเป็นทั้งวิญญูชน ผู้สามารถรักษาจรรยาวิชาชีพของสื่อเอาไว้ได้อย่างขาวสะอาดในทุกกาลเทศะ สามารถเป็นประภาคารทางปัญญาให้กับสังคมทั้งในยามปกติและยามวิกฤตได้อย่างน่าเชื่อถือ คือต้องเป็นทั้งสื่อมวลชนและวิญญูชน

สี่ สื่อต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม เห็นแก่ความจริง มากกว่าเห็นแก่ความเชื่อ ต้องเห็นแก่ประโยชน์โสตถิผลของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวมมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ต้องเห็นแก่หลักการมากกว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

สื่อต้องถือหลักต่อบุคคลด้วยเมตตา ต่อปัญหาด้วยปัญญา อันนี้สำคัญมาก ต่อบุคคลต้องด้วยปัญญา ต่อปัญหาด้วยปัญญา และแม้ปฏิบัติกิจข้อนี้ก็คือ ต่อบุคคลด้วยอะไรดี ด้วยเมตตา และก็ต่อปัญหาก็ด้วยปัญญาอีก เลยไม่มีการแก้ปัญหาถึงจุดสิ้นสุดเสียที

ฉะนั้นสื่อต้องถือหลักต่อบุคคลด้วยปัญญา ต่อปัญหาด้วยปัญญา นั่นคือการให้เกียรติแหล่งข่าวด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของเขาเหมือนกับที่เราให้เกียรติตนเอง

แต่ต่อปัญหาต้องใช้ปัญญาเจาะลึกให้ถึงที่สุด ก่อนอื่นต้องมีเครือข่ายกัลยาณมิตรที่สามารถตรวจสอบ ท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ตนเองได้อย่างบริสุทธิ์ใจ และต้องมีใจกว้างพร้อมที่จะรับฟังเสียงจากกัลยาณมิตรผู้ปรารถนาดีต่อวงการของตนเองอยู่เสมอ

และสื่อต้องเรียนรู้ที่จะเจริญสติอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ไม่อหังการ ทะนงตน ว่าเป็นฐานันดรที่สี่ มีอภิสิทธิ์เหมือนคนอื่น แท้ที่จริงสื่อต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เราคือข้าช่วงใช้ของประชาชนผู้ต่ำต้อย ผู้เฝ้าคอยสดับเสียงแห่งความทุกข์ยาก เสียงแห่งความอยุติธรรมของประชาชน เสียงแห่งความฉ้อฉลในยศ ทรัพย์ อำนาจ ของผู้นำรัฐ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาเปิดเผยเพื่อแสวงหาวิธีสร้างสรรค์พัฒนาสังคมที่อุดมสันติสุขร่วมกัน

ทั้งหมดนี้ก็คือข้อเสนอจากอาตมาเพื่อร่วมกันชี้พินิจพิจารณ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ที่พวกเราทุกท่านทุกคนสังกัดอยู่ และก็ยึดติดถือมั่นว่ามันเป็นวิชาชีพที่สุจริต และเป็นวิชาชีพที่อันเป็นตัวถ่วงดุลอันสำคัญอย่างสูงยิ่งกว่า ไม่น้อยไปกว่าสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันรัฐสภา สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันทางการเมือง หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ในการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ถ้าสื่อได้สูญเสียความเป็นกลางทางปัญญาและสื่อไม่มีอิสรภาพเมื่อไหร่นั้นก็เท่ากับว่าสดมภ์หลักของประชาธิปไตยได้สูญเสียไปแล้วหนึ่งสดมภ์

ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวว่าอิสรภาพของสื่อก็คืออิสรภาพของประชาชน เพราะแท้ที่จริงสื่อก็คือประชาชน ประชาชนก็คือสื่อ เพราะฉะนั้นในเวลาอันจำกัดนี้ อาตมาก็คิดว่าคงได้ใช้เวลามาเต็มที่หลังจากที่จะนำเสนอข้อคิดความเห็นในส่วนของอาตมาให้แก่ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อโดยทั่วหน้ากัน ในท้ายที่สุดนี้หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรอาตมาก็ขออภัยด้วยที่ได้เผลอแสดงทัศนะที่ตื้นเขินออกไป แต่สิ่งใดก็ตามที่เป็นความดีงามล้ำเลิศอาตมาขอนำสิ่งนั้นมาร่วมอนุโมทนาสาธุกับทุกท่านทุกคนผู้ดำรงวิชาชีพสื่อให้มีแต่ความร่วมเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนด้วยเถิด

อดีตเอกอัครราชฑูตที่ไร้ยางอาย และสิ้นศักดิ์ศรี ออกเถอะ คุณไม่มีค่าให้เขาหลอกใช้อีกแล้ว !!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ เสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
5 กรกฎาคม 2552



มาร์ก เด็กเวรจากออกฟอร์ด ชอบนายกษิต เพราะกษิตทำท่าฟอร์มดี เป็นทูตทั้งเยอรมนี สหรัฐ ญี่ป่น รัสเซียมาแล้ว พูดจาฉาดฉานฟังง่าย

กษิตไม่ใช่คนเรียนเก่ง หรือไบร้ท์เหมือนจักรภพ เป็นเด็กเกเร จนพ่อทหารเรือศิลปินแห่งชาติเอาไม่ไหว ส่งไปเรียนอินเดีย ต่อมาไปจบปริญญาตรีที่ยอร์จทาวน์ ในสหรัฐฯ และได้ทุนกระทรวงต่างประเทศ ที่ให้ข้าราชการพัฒนาความรู้ ไปเรียนเนเธอร์แลนด์ จนจบโท

เขาเป็นคนทำงานดี ขยันกลับบ้านมืดค่ำ ใส่ใจเรียนรู้ แม้ไม่จบเศรษฐศาสตร์ ก็สนใจ จนพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ ระดับยากให้ฟังง่ายได้ แต่ไม่ลึกซึ้ง และจะเอาความลึกไม่ได้

พูดเรื่องกฎหมายก็ตื้นเขิน เขียนหนังสือเอามันอย่างเดียว ภาษาออกจะสับสน อย่างที่ท่านทักษิณกล่าวในตอนโฟนอินว่า เขาไม่อ่านงานนายกษิตหรอก เพราะไม่มีคุณค่า

เล่นเอานายกษิตโกรธ จะหาทางจับทักษิณมาลงโทษให้ได้

แต่คนเราจะเป็นใหญ่อย่างไร กำพืดไม่เคยเปลี่ยน สันดานไม่เคยแก้ นายกษิตเป็นคนชอบทะเลาะกับผู้คน คิดว่าตนฉลาดคนเดียว

ไปรัสเซีย ก็ไปทะเลาะถึงขั้นไล่ต่อยนักเรียน ไปเยอรมันก็ไล่ออกลูกจ้าง ส่งข้าราชการกลับเป็นว่าเล่น แล้วก็ไปทะเลาะกับทูตพาณิชย์ ทูตแรงงานในญี่ปุ่น

มาเล่นการเมือง เป็นปาร์ตี้ลิสต์ ปชป. ที่สอบตกล่วงชั้น เอาดีทางการขึ้นเวทีพันธมารผ้าอนามัย ด่าชาวบ้าน ด่าผู้นำเขมร ตอแหลเรื่องเขาพระวิหาร ชนิดที่ใครเห็นเป็นจริงเป็นจัง ทั้งที่เรื่องทั้งหลาย กษิตกุขึ้น แหกตาชาวบ้าน แล้วมันก็มารัดคอเขาเอง

พอบุญวาสนาหล่น ให้มาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เริ่มงานก็เป็นข่าว ให้ท้ายพันธมารผ้าอนามัย สนับสนุนการยึดสนามบินด้วยวลีเด็ดว่า อาหารดี ดนตรีเพราะ

ทำงานเจ้ากระทรวง แต่เจรจากับใครล้มเหลว เพราะบุคคลิกที่ก้าวร้าว จนผู้คนตั้งข้อสงสัยกระทรวงการต่างประเทศแดนนิทราว่า คัดคนมาเป็นทูตได้ไงหว่า เอาแม่ค้าไปเป็นทูต ยังจะสง่าเสียกว่า

มีข่าวผู้อพยพโรฮิงญา จากพม่าหนีเข้าไทย กษิตเดือดดาล ด่าทอสื่อต่างชาติว่า ไม่เข้าใจปัญหา ทั้งที่นายกษิตเอง ไม่เคยสัมผัสคนรากหญ้า

เหมือนที่กษิตคิดโง่ๆ แล้วพูดพล่อยๆ ว่า ม็อบเสื้อเหลืองมีคนชุมนุมมากกว่าเสื้อแดง วัดคนก็ได้ ทั้งที่บีบีซีเคยเขียนไว้แล้วว่า ม็อบเสื้อแดงมีคนมากกว่าเสื้อเหลือง ชุมนุมหลายครั้งก็ไม่เท่าเสื้อแดงหนเดียว

ความที่ไม่เก่งคำนวณ คาดการณ์อะไรผิดพลาด เขาไปเขมรแปดหน อวดแอ๊กว่า สนิทกับฮุนเซนแต่สมัยยังหนุ่ม แต่ผลคือ ..... กระทรวงต่างประเทศ ตกลงอะไรกะฮุนเซนไม่ได้เลยสักชิ้นเดียว โดนนายฮุนเซนที่ไม่ได้จบอเมริกา มาหลอกล่อเอาจนกษิตเสียฟอร์ม ต้องให้นายของกษิต สุเทพ เทือกสุบรรณ ไปเจรจาเขมรแทนกษิต ทั้งที่คนที่ต้องดูแลงานส่วนนี้ รับผิดชอบโดยตรง ชื่อ กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายสุเทพไปเจรจา ทำท่าดี ฮุนเซนหลอกชมว่า ปชป. เจ๋งกว่ารัฐบาลก่อน มิตรภาพไทยเขมรมีมาช้านาน สองฝ่ายจะแก้ปัญหาโดยสันติ

พอสุเทพกลับมา ฮุนเซนกลับประกาศท้าไทยรบ และเพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดน เล่นเอานายอภิสิทธิ์หน้าแหก นายสุเทพที่เพิ่งกลับมา แถลงกับนักข่าวว่า สำเร็จ ถึงหน้าถอดสี บินกลับไปหาฮุนเซนใหม่

นี่มันการทูตประสาอะไร ประเทศใหญ่ต้องหงอประเทศเล็ก ไม่เห็นเขมรจะ give a damn !!! อะไรกับฝ่ายไทยเลย นอกจากเราต้องง้องอนพนมเปญตลอดเวลา

ถึงเวลานี้ คนลืมนายกษิตหมดแล้ว ลืมไปว่า เรายังมีรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่จบบทห้วนๆ ว่า เขาพระวิหารเป็นของเขมรไปนานแล้ว

อ้าว หะ ตอนจะล้มสมัคร ไม่ยักพูดแบบนี้ แล้วก็ตามมาด้วยการโกหกปา*****่ของนายสุวิทย์ คุณกิตติว่า ตนมีบทบาทค้าน จน UNESCO เลื่อนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

แต่ถูกแฉกลับจากหลักฐานรายงานการประชุมที่สเปนว่า ไทยไม่ได้พูดเรื่องนี้ และไม่ได้พบ ผอ. ยูเนสโก หรือหากพบ ก็ไม่ใช่เรื่องทางการ แค่ไปเจอตอนดื่มกาแฟช่วง coffee break แล้วเขาอือๆ อาๆ มา ก็มาออกข่าวเจรจาสำเร็จ ปัทธ่อเว้ย !!!!

ทั้งหมดทั้งปวง แสดงถึงความไม่มีเอกภาพของงานต่างประเทศ นโยบายที่ไม่สอดประสานกัน ความไม่เคารพ ไม่สนใจนายกษิต ในฐานะเจ้ากระทรวง

อาจเป็นเพราะกษิตไม่ใช่ สส. ไม่มีพรรคการเมือง และเงาหัวพันธมาร นายเก่าของกษิตหมดสิ้นแล้ว ถึงกับตำรวจออกหมายเรียก ดำเนินคดีกษิตและพวก ในข้อหาร่วมกันยึดสนามบิน และทำการก่อการร้ายสากล

นายมาร์ก จะเล่นปา*****่ หรืออย่างไร ก็ช่างเหอะ แต่พูดชัดว่า นายกษิต ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และไม่มีเอกสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนเขาไม่เคยแคร์ฝีมือเสนาบดีต่างประเทศของเขาแล้ว หรือเพราะเห็นแววแล้วว่า ใครๆ ก็ทำแทนนายกษิตได้

ตานี่ วันๆ เอาแต่พูดเรื่องตามล่าทักษิณ จนแรกๆ นายมาร์ก ก็พอเชื่อมือ แต่ข่าวที่ออกมาหลังๆ ทำให้มาร์กถึงกับลมจับ เพราะท่านทักษิณยังเข้าออกจีนเป็นว่าเล่น ฮ่องกงปฎิเสธทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับไทย เพราะเห็นแล้วว่า กษิตมีวาระการเมืองเรื่องทักษิณแฝงเร้น

ยูเออี และนิการากัว ไม่สนหนังสือทางการไทย ที่ให้จัดการท่านทักษิณ แถมตอบเป็นทางการกลับมาให้ช้ำใจว่า นายกทักษิณไม่ได้อยู่ดูไบ นิการากัวบอก ท่านไม่ได้หนังสือเดินทางทูตนิการากัว ทั้งที่ทักษิณอยู่ดูไบ และทุกคนรู้ว่ามี passport การทูตของนิการากัว

เรียกว่า เขาไม่แคร์นายกษิต หรือประเทศไทยในยุคพลเอกเปรมครองเมืองเลย ว่ากันอย่างงั้นดีกว่า

ส่วนผลงานนั้น ถ้าคนคิดจะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี แต่ยังติดบทบาทการทำงานอย่างข้าราชการประจำ เซ็นหนังสือ สั่งงานหนังสือ คิดตามราชการ ไม่มีเรื่องใหม่ บินไปนอกเพื่อเอาค่าเบี้ยเลี้ยง เบิกค่าเดินทางมาใช้

ผมว่า นายกษิต ลาออกเหอะ ไร้ศักดิ์ศรีเหลือเกิน ถึงตอนนี้ คุณไม่มีดี พอที่ใครเขาอยากจะปกป้องและชุบเลี้ยงแล้ว อยู่ไปก็ให้นายคุณลำบากใจเปล่า

เขาหลอกใช้คุณ และทดแทนให้พันธมารพอสมควรแล้ว อยู่ไปก็ไลฟ์บอย อย่าไปห่วงเบี้ยเลี้ยงเดินทางไปนอกเลย ให้ราชการเขาทำก็ได้ งานพวกนี้

งานต่างประเทศ คุณเป็นเจ้ากระทรวงที่เขาไม่ให้งานทำต่อไปแล้ว แต่ให้คนอื่นทำแทน จนคนเขาต้องประกาศตามหาคุณ ในฐานะคนหาย

แล้วเวลานี้ ตำรวจดำเนินคดีคุณแล้ว สัจจะที่บอก ถ้าโดนดำเนินคดี จะลาออกทันที มันหายไปไหน???

ผมอายแทนจริงๆ กับอดีตเอกอัครราชทูตที่ไร้ยางอาย และสิ้นศักดิ์ศรีขนาดนี้

ถ้าคิดอะไรไม่ออก ไปหานายเทพไท โฆษกนายกก็ได้นะ เขาอาจจะแนะนำให้คุณกระโดดเขาตาย ตามอย่างที่เกาหลีใต้ก็ได้มั้ง !!!!

ระดมทุนช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน หลัง6กรกฎาอำลาบอร์ดฟ้าเดียวกัน

ที่มา Thai E-News


ช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน-คุณซาบซึ้ง ซึ่งเป็นตัว"อีโมติค่อน"(ตัวการ์ตูนแสดงอารมณ์)ในกระดานสนทนาฟ้าเดียวกันอันหนึ่ง กลายเป็นสัญลักษณ์ต้องห้ามสำหรับบางที่ เช่น บอร์ดสนทนากระดานพันทิป ตั้งแต่หลัง6ก.ค.เป็นต้นไปคุณซาบซึ้งจะย้ายบ้าน แต่ยังต้องการทุนเริ่มต้นราว20,000บาท

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน
5 กรกาคม 2552

นายธนาพล อิ๋วสกุล ผู้ดูแลกระดานสนทนาเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน เวบบอร์ดซึ่งให้อิสระแก่สมาชิกได้สนทนาในประเด็นการเมือง สังคมอย่างไม่จำกัดเพดานได้แจ้งว่า นับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป จะไม่มีเวบบอร์ดฟ้าเดียวกันแล้ว แต่จะมีเวบบอร์ดใหม่มาแทนที่ ซึ่งจะแยกออกไปจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันอย่างเด็ดขาด

นายธนาพลแจ้งว่า เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีการสะดุด ผมเสนอว่าสเต็ปแรกที่ควรจะทำคือการ เปลี่ยนชื่อกระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน และ url พร้อมทั้งการย้ายข้อมูลบางส่วนออกไป ขณะที่กระดานสนทนาแห่งใหม่นี้ก็จะเป็นเพียงลิงค์หนึ่งของเว็บไซต์สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

ในส่วนของผู้รับผิดกระดานสนทนาแห่งใหม่ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนนั้นผมนายธนาพล อิ๋วสกุล จะเป็นผู้รับผิดชอบไประยะหนึ่งก่อน ซึ่งหมายความว่าหลังจากเปลี่ยนที่อยู่ใหม่แล้ว กระดานสนทนาแห่งใหม่นี้จะไม่เกี่ยวข้องกับทางสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันแต่อย่างใด (ถ้าจะมีคือสมาชิกของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันเป็นสมาชิกของกระดานสนทนาแห่งใหม่เท่านั้
น)

สำหรับเวลาในการดำเนินการนั้นทาง admin แจ้งว่า 1 สัปดาห์ก็คงเพียงพอ สำหรับการย้ายข้อมูล และดีไซน์กระดานสนทนาใหม่ นั่นก็หมายความว่าหลังจากวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 (หรือก่อนหน้านั้น) กระดานสนทนาฟ้าเดียวกันจะไม่มีแล้วครับแต่จะเปลี่ยนที่อยู่ใหม่และรูปแบบใหม่


ระดมทุนช่วยสนับสนุนกระดานสนทนาแห่งใหม่

นายธนาพลแจ้งเพิ่มเติมว่า ผมเพิ่งปรึกษากับ admin ที่จะมาดูกระดานสนทนาแห่งใหม่ เรื่องแนวทางการบริหารจัดการหลังจากนี้ หนึ่งในปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้คือใครจะมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

ก่อนหน้านี้ มีค่าใช้จ่าย (เฉพาะค่าเช่าเซิฟเวอร์) สูงสุดเดือนละ 13,000 บาท ก่อนจะลดลงมาเป็น 7,000 กว่า ขณะที่รายรับจากสมาชิกกระดานสนทนา ตั้งแต่เราขอรับบริจาคได้ไม่เกิน 25,000 บาท ดังนั้นจำนวนเงินที่สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันลงไปกับกระดานสนทนาแห่งนี้ไม่ต่ำกว่าจำนวนหลักแสน ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นภาระทางการเงินของสำนักพิมพ์พอสมควร

เมื่อจะมีการเปลี่ยน “ความเป็นเจ้าของ” จากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันมาเป็นชุมชนผู้ใช้กระดานสนทนาแห่งนี้ก็เป็นธรรมดาเองที่ ภาระความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย จะต้องเปลี่ยนมาให้ชุมชนแห่งนี้รับผิดชอบเช่นกันเอง

ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดระยะยาวของกระดานสนทนาแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นเร็ววันนี้ ทางผู้บริหารชุดใหม่ก็คงจะมีมาตรการในการดำเนินการเพื่อให้เอาตัวรอดทางการเงินให้ได้้ ทั้งในส่วนของการลดค่าใช้จ่าย (ถ้าเป็นไปได้โดยคุณภาพการใช้บริการไม่ลดลงมากเกินไป)
หรือเพิ่มรายได้ในช่องทางอื่น ๆ

ในฐานะที่จะเป็นผู้รับผิดชอบชั่วคราวในระยะเปลี่ยนผ่าน ผมขอความร่วมมือสมาชิกผู้ใช้กระดานสนทนาแห่งนี้ที่มีกำลังทรัพย์เพียงพอช่วย สนับสนุนทางการเงินด้วยตามช่องทางเดิมไปก่อนดังนี้

1. โอนเงินเข้าบัญชี

ธนาพล อิ๋วสกุล
ธนาคารกรุงเทพ สาขาลุมพินี
บัญชีออมทรัพย์
124-4-36528-2

ส่งสำเนาการโอนที่
02-8636061 หรือ
sameskybooks@gmail.com


2. ทาง paypal

https://www.paypal.com/th/cgi-bin/webscr?cm...8883ba93cc8aafe


และเมื่อทางผู้บริหารชุดใหม่จัดการเรื่องทีมการเงินเรียบร้อยแล้ว ทางทีมงานจะแจ้งช่องทางการบริจาคช่องทางใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ admin แจ้งว่าถ้าเริ่มต้นมีทุนดำเนินการประมาณ 20,000 บาท (ไม่รวมค่าเชิฟเวอร์) ก็จะทำให้การดำเนินการคล่องตัวมากขึ้น

Sunday, July 5, 2009

นพดล จี้ กษิต แสดงสปิริตเทียบเคียงกรณี วิฑูรย์

ที่มา MCOT News

สำนักข่าวไทย 5 ก.ค.- “นพดล ปัทมะ” เรียกร้อง “กษิต ภิรมย์” แสดงสปิริต ทำตามคำพูด ลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกออกหมายเรียก ขณะเดียวกัน ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้กฎ 9 ข้อให้ศักดิ์สิทธิ์ เทียบเคียง “วิฑูรย์ นามบุตร”

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ความเห็นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ข้อหาก่อการร้าย จากการปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อครั้งร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า นากษิตพูดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ถ้าถูกแจ้งข้อหาก็จะลาออก ดังนั้น จึงต้องดูสปิริตขอนายกษิตว่าจะทำตามคำพูดหรือไม่

นอกจากนี้ นายนพดล ยังเห็นว่า นายกรัฐมนตรีควรจะขอให้นายกษิตได้พิจารณาตัวเอง เพื่อออกไปสู้คดี เพื่อความสง่างาม และยังทำให้กฎ 9 ข้อของนายกรัฐมนตรี มีความศักดิ์สิทธิ์

“กรณีของนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีเพียงข้อกล่าวหากรณีปลากระป๋องเน่าในถุงยังชีพเท่านั้น ยังไม่มีการดำเนินคดีอะไร นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้ออกจากตำแหน่ง ดังนั้น กรณีของนายกษิตก็ควรเป็นเช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย” นายนพดล กล่าว

นายนพดล ย้ำว่า กรณีของนายกษิต เจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานมานาน ไม่ใช่คดีที่ลึกลับซับซ้อน และนายกษิตก็ยอมรับว่า ไปร่วมชุมนุมด้วย ข้อเท็จจริงไม่มีการโต้แย้ง และสามารถพิสูจน์ได้ง่าย ทั้งภาพถ่าย และข้อสรุปความเสียหายของกระทรวงคมนาคม กว่า 20,000 ล้านบาท ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรจะพิจารณา

“กรณีนี้คุณกษิตควรต้องออก หรืออยู่ในตำแหน่งต่อไป นายกรัฐมนตรีก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกัน ผมเห็นว่าหากนายกษิตอยู่ในตำแหน่งต่อไป ยิ่งเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ ที่ จ.ภูเก็ต ในเดือนนี้” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวว่า ข้อกล่าวหานายกษิตค่อนข้างรุนแรง เพราะเป็นข้อกล่าวหาก่อการร้าย เกรงจะกระทบกับน้ำหนักการเจรจา และความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้า คู่เจรจา และมิตรประเทศต่างๆ และจะเห็นได้ว่า ในช่วงหลัง นายกษิตไม่ค่อยออกงาน แม้แต่การเจรจาปัญหากับกัมพูชา ก็ให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้เจรจาแทน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-05 16:46:57

กลุ่มคนเสื้อแดงยังเดินหน้าล่ารายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษ "พ.ต.ท.ทักษิณ"

ที่มา MCOT News คลิ้กที่นี่ชมรายละเอียด 5 ก.ค. - กลุ่มคนเสื้อแดงยังเดินหน้าล่ารายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมโต้นายสุรชัย แซ่ด่าน หากไม่พอใจก็ถอนตัวจากเสื้อแดงได้ทันที

ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ แถลงถึงความคืบหน้า การรวบรวมรายชื่อถวายฎีกาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า จะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเชื่อว่าจะได้ครบ 1 ล้านชื่อ ภายในกลางเดือนนี้ ทั้งยืนยันการกระทำดังกล่าว ไม่ทำให้ระคายเคืองสถาบัน หากยังมีคนกล่าวหา พวกตนก็จะปกป้องศักดิ์ศรีด้วยการฟ้องกลับ ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำ นปช.ไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาครั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ระบุ ไม่สบายใจกับความเห็นดังกล่าว และเรื่องนี้ผู้จัดรายการความจริงวันนี้ จะเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม นปช. การแสดงความคิดเห็นใดๆ พร้อมรับฟัง แต่ไม่ควรก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน และถ้าไม่พอใจที่จะทำงานด้วย ก็ให้ถอนตัวออกไป

พร้อมกันนั้น ยังเร่งรัดตำรวจให้จัดการกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่มีบทบาทสำคัญควบคู่กับกลุ่มพันธมิตรฯ ในการเป็นเครื่องมือสื่อสารให้ร่วมยึดสนามบินด้วย. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-05 16:03:12

มั่นใจได้รายชื่อร่วมถวายฎีกาครบ 1 ล้าน กลางเดือนนี้

ที่มา MCOT News

อิมพีเรียล ลาดพร้าว 5 ก.ค.- ผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” มั่นใจ ไม่เกินกลางเดือนนี้ ได้รายชื่อร่วมถวายฎีกา ครบ 1 ล้านชื่อ พร้อมโต้ “สุรชัย แซ่ด่าน” ถ้าไม่พอใจก็ให้ถอนตัวจากกลุ่มเสื้อแดงได้ทันที

นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” แถลงวันนี้ (5 ก.ค.) ถึงความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า จะมีการประเมินตัวเลขผู้ร่วมลงชื่อ 3 ระยะ คือ วันที่ 15 ก.ค. 20 ก.ค. และ 25 ก.ค. พร้อมกันนี้ ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อย่ายัดเยียดความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่า หากจะถวายฎีกา จะต้องสำนึกผิดก่อน เพราะคดีที่ศาลสั่งจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี มีจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้ดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” กล่าวถึง การที่นายแก้วสรร และขวัญสรวง อติโพธิ เคลื่อนไหวนำเงินบริจาคที่เหลือจากการเลือกตั้ง มาพิมพ์โฆษณาคัดค้านการถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นการกระทำของคนที่มีอคติ เพราะนายแก้วสรรเคยเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาก่อน พร้อมตั้งคำถามว่า เงินบริจาคดังกล่าวมีที่มาจากแห่งใด

“ผมเห็นว่า ยิ่งมีคนออกมาคัดค้านต่อต้านมาก ก็ยิ่งจะทำให้ประชาชนออกมาร่วมลงชื่อมากขึ้น และคาดว่าจะได้รายชื่อครบ 1 ล้านชื่อ ไม่เกินกลางเดือนนี้ เพราะตอนนี้มีการแจกแบบฟอร์มไปแล้วกว่า 40,000 ชุด” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) แกนนำ นปช. รุ่น 2 อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกา ว่า เป็นการพูดเท็จ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยพูดว่า ขอให้ประชาชนมาลงชื่อถวายฎีกา แต่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ดังนั้น ผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” จึงไม่สบายใจกับการแสดงความเห็นดังกล่าว

“ผมไม่สบายใจกับการแสดงความเห็นของนายสุรชัย ผมบอกไปแล้วว่าเรื่องนี้ผู้จัดความจริงวันนี้จะเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม นปช. ดังนั้น ไม่ควรก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน หากไม่พอใจที่จะทำงานร่วมกันก็ออกไป” นายจตุพร กล่าว

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยืนยันว่า การถวายฎีกาไม่ได้เป็นการกระทำให้ระคายเคืองสถาบัน หากยังมีคนกล่าวหา ก็จะปกป้องศักดิ์ศรีด้วยการฟ้องกลับ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-05 15:54:48