WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 6, 2009

ประชาธิปัตย์กับอีสาน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




11 ก.ค.นายกฯมีคิวไปบุรีรัมย์

ถือเป็นการลงพื้นที่ภาคอีสานครั้งแรก

แต่ดูแล้วทุลักทุเลยังไงชอบกล ?

ลูกพรรคพากันโขมงโฉงเฉง คนเก่าคนแก่ขู่ลาออก

เรื่องของเรื่องเพราะอีสานเป็นพื้นที่ยากเย็นแสนเข็ญของประชาธิปัตย์

นายกฯประชาธิปัตย์มาอีสานทั้งที จึงควรเป็นตัวของตัวเอง หนักแน่น และมั่นใจ

ส.ส. หัวคะแนนในพื้นที่จะได้มีหน้า มีตา สั่งสมต้นทุนไว้สู้พรรคคู่แข่ง

ปัจจุบันแม้ส.ส.อีสานต่ำ 10 แต่ประชาธิปัตย์มีหัวหาดใหญ่อยู่อุบลราชธานี

รมต. ส.ส. อดีตส.ส.อยู่ที่นี่หลายคน

การเลือกไปเหยียบแผ่นดินอีสานครั้งแรกที่บุรีรัมย์

จึงหักหน้าทำร้ายน้ำใจหัวหาดใหญ่อย่างรุนแรง !

รู้ๆกันดีบุรีรัมย์คือถิ่นเนวิน เจ้าของพรรคภูมิใจไทย

ซึ่งเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายกับรัฐบาลประชาธิปัตย์

นายกฯเพิ่งด่า เพิ่งไล่ตะเพิดหยกๆ ประเดี๋ยวเดียวไปขอพึ่งบารมีถึงบ้าน ?

ต่อให้ชักแม่น้ำ ยกภูเขามาอ้างก็คงยาก

ในเมื่อลูกพรรคตัวเองยังไม่เข้าใจ แล้วจะให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไร

น่าเสียดายแทนนายกฯ และประชาธิปัตย์จริงๆ

โอกาสกอบกู้ชื่อเสียง เรียกศรัทธาจากคนอีสานมาจ่อตรงหน้า

กลับทำผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี

แถมทะเลาะกันเองเละตุ้มเป๊ะหนักกว่าเก่า ??

ในอดีตประชาธิปัตย์ภาคอีสานแข็งแกร่งเกรียงไกร

ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคนี้คือขุนพลอีสานผู้ยิ่งใหญ่

ฟอง สิทธิธรรม เลียง ไชยกาล แห่งอุบลราชธานี

บุญชนะ อัตถากร แห่งมหาสารคาม

กระทั่งยุคหนึ่งขุนพลอีสานถูกลดบทบาท ขณะที่ผู้แทนบางภาคใหญ่โตเกาะกลุ่มแน่นเหนียว

ประจวบเหมาะ"บิ๊กจิ๋ว"ชวลิต ใช้นโยบายอีสานเขียวเอาชนะใจคนอีสาน

กลายเป็นนายกฯพ่อใหญ่อยู่พักหนึ่ง

ส่วนประชาธิปัตย์ยิ่งย่ำแย่ถดถอย มีโอกาสเป็นรัฐบาลก็ทำผิดพลาดหลายเรื่อง

กรณีปล่อยหมากัดม็อบ คนอีสานไม่เคยลืม !!

มาถึงยุคทักษิณ ใช้การตลาดขายฝัน

ปั้นประชานิยมโกยคะแนนถล่มทลาย

กลายเป็นต้นฉบับให้พรรคหรือนักการเมืองที่อยากชนะใจคนอีสานได้ศึกษาลอกเลียน

วันนี้ประชาธิปัตย์กลับมามีอำนาจ นายกฯวาดหวังกำจัดจุดอ่อน

ก่อนชนะใจคนทั้งภาค ชนะใจคนกันเองก่อนดีไหม

ท่านนายกฯเขยอีสาน !?

ครึ่งปีผ่านไป

ที่มา ไทยรัฐ

ผมเกือบลืมไปเสียแล้วครับว่า วันนี้เป็นวันหยุดราชการพิเศษที่คณะรัฐมนตรีท่านมีมติไว้นานแล้วว่า สัปดาห์ใดที่มีวันทำงานแทรก หรือคั่นอยู่กับวันหยุดสำคัญต่างๆ...ก็ให้วันทำงานที่ว่า นั้นเป็นวันหยุดเสียด้วยเลย

จะได้มีช่วงวันหยุดยาวหลายๆวันติดต่อกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางกลับไปเยี่ยมภูมิลำเนาได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น

ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามาตั้งแต่ปลายปี ที่แล้ว ให้กระเตื้องขึ้นมาบ้าง

ถ้าเป็นในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังหมุนจี๋ เงินสะพัดทั่วประเทศไทย จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยขยายตัวแบบพุ่งปรี๊ดๆ ละก็

รัฐบาลขืนมาเพิ่มวันหยุดให้ประชาชนแบบนี้ คงจะถูกสวดแหลกลาญ หาว่ามาทำให้ประชาชนเกียจคร้านเอาแต่เที่ยวไม่ขยันทำงาน เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ

ยุคน้าชาติเป็นนายกฯ ประกาศหยุดยาววันสงกรานต์ เพราะอยากให้คนต่างจังหวัดที่มาทำมาหากินใน กทม. และปริมณฑลหลายล้านคนได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวหลายๆวัน...ยังถูกวิจารณ์แซด

แต่มาถึงยุคนี้ ไม่มีเสียงคัดค้าน มีแต่เสียงขานรับว่าทำดี ทำถูกต้อง เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี งานไม่มีจะทำอยู่แล้ว ไปนั่งที่ทำงานก็ไร้ประโยชน์

ให้หยุดไปเที่ยวเสียดีกว่า ยังจะมีประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง

เราก็เลยได้วันหยุดยาวๆ แบบหยุดพิเศษมาด้วยประการฉะนี้

แต่เท่าที่ได้รับรายงาน ผลของการหยุดหลายวันอาจไม่ส่งถึงสถานการณ์ ทางด้านท่องเที่ยวมากนัก

เพราะผู้ที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว เช่น โรงแรมต่างจังหวัด แจ้งว่า ยอดจองโรงแรมเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์

ยกเว้นจังหวัดที่มีประเพณีงานบุญดังๆ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอื่นๆของภาคอีสาน ที่มีชื่อเสียงในด้านแห่เทียนพรรษา ยังคงมีนักท่องเที่ยวไปเยือนอย่างหนาแน่น

แต่ไม่ว่าวันหยุดพิเศษเหล่านี้จะช่วยหรือไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็อย่าไปคิดอะไรมาก

เพราะรัฐบาลท่านก็บอกแล้วว่า เป็นมาตรการเฉพาะหน้า นำมาใช้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจเท่านั้นเอง มิได้ตั้งใจจะทำตลอดไป

สำหรับปีนี้ ไหนๆก็ได้วันหยุดมาแล้วก็ใช้ซะให้คุ้มค่า

เนื่องจากเป็นวันหยุดที่แทรกอยู่ระหว่างเสาร์อาทิตย์ กับวันหยุดสำคัญ ทางศาสนา 2 วัน ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะใช้เป็นช่วงเวลาพักผ่อนจิตใจ นำตัวเข้าไปอยู่ใกล้ๆพระศาสนาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ผมเชื่อว่าทุกๆบ้านมีห้องพระหรือหิ้งพระ และส่วนมากก็มักจะมีพระคล้องคอกันอยู่แล้ว

เข้าไปกราบไหว้พระในห้อง หรือบนหิ้ง หรือจะประนมมือนิมนต์พระที่คล้องคอขึ้นจบเหนือศีรษะ เหนือหน้าผากสักชั่วครู่ ก็จะทำให้จิตใจสดชื่นขึ้น และสงบขึ้น

จากนั้น ก็นั่งนิ่งๆนึกทบทวนย้อนหลังกลับไปว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2552 เป็นต้นมานั้น เราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง

อย่าลืมว่าวันหยุดพิเศษวันนี้ อยู่ในช่วงครบครึ่งปี หรือ 6 เดือนแรก ของปีนี้พอดิบพอดี

ระยะเวลา 6 เดือน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทบทวนในเรื่องต่างๆ เพราะหากมีอุปสรรคใดๆเกิดขึ้นจะได้ปรับตัวทันก่อนสิ้นปี

นะครับ...ก็ลองนั่งทบทวนกันดูว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ชีวิตของเราเป็นอย่างไร? เผชิญอะไร? แก้ปัญหาไปอย่างไร? ได้ผลแค่ไหน? ควรจะทำอย่างไรต่อไป?

ตั้งโจทย์ให้ตัวเองอย่างตรงไปตรงมาจะมีประโยชน์มาก

แต่ไม่ว่าปัญหาจะหนักแค่ไหน ยากลำบากเพียงใด สิ่งที่จะต้องยึดมั่นอยู่เสมอก็คือ เราจะต้องไม่ท้อถอย เราจะต้องกัดฟันสู้ โดยอาศัยความเพียรและความดีเท่านั้นเป็นแนวหลักในการแก้ปัญหาทั้งปวง

ขอให้ท่องไว้เลยว่า

ความเลวไม่มีทางแก้ปัญหาอะไรได้เด็ดขาด มีแต่จะทำให้ทุกอย่างทรุดหนักลงไปอีก

ครับ! ก็ฝากแนวคิดไว้เพียงเท่านี้ และขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านนั่งทบทวนครึ่งปี 2552 ด้วยความสงบและเยือกเย็น...เพื่อที่จะยืนหยัดต่อสู้กับครึ่งปีหลังด้วยความสงบและเยือกเย็นต่อไป

กระบี่อยู่ที่ใจครับ...หัวใจที่แกร่งกล้าและยึดมั่นในความดี รบพันครั้งชนะพันครา...มากกว่าตำรา รู้เขารู้เรา ของซุนวูด้วยซ้ำ.

"ซูม"

ทนไม่ได้ก็ถอยไป

ที่มา ไทยรัฐ

"ถ้าเขาทนไม่ได้ ไม่บังคับให้ทนอยู่หรอกครับ ถ้าไม่อยากทนอยู่ก็ไม่ต้องอยู่ ผมทำงานอย่างเดียว ถ้าใครไม่สมัครใจก็ไม่บังคับ ไม่มีปัญหา คนเราไม่ควรจะทนทำงาน แต่ควรทำงานด้วยความสมัครใจและอยู่กันด้วยเหตุผล ไม่ได้บังคับให้ใครมาอยู่กับผม ถ้าไม่เดินตามแนวทางที่ถูกต้อง"

นี่คือ "เดอะมาร์ค" ตัวจริงเสียงจริงที่ตอกกลับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ และรัฐมนตรีมหาดไทยตัวจริงเสียงจริงเหมือนกัน แม้จะต้องติดบ่วงบ้านเลขที่ 111 ก็ตาม

นายศักดิ์สยามได้กล่าวทำนองว่า "พรรคภูมิใจไทยที่ต้องทำงาน ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปก็เพื่อให้ได้ใช้เงินกู้ 8 แสนล้าน และเงินงบประมาณปี 53"

จนเป็นมูลเหตุให้นายกฯไม่พอใจ และได้แสดงตัวตนอย่างที่ไม่เคย พบเห็นกันมาก่อน เพราะแน่นอนว่าในฐานะผู้นำรัฐบาล แต่มีคนในรัฐบาล พูดจาแบบนี้ไม่มีใครรับได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งและแสดง "ธาตุแท้" ออกมาให้เห็น

ที่สำคัญรัฐบาลเสียหายแน่ เพราะคำพูดนั้นแปลความหมายได้ขอให้รอถลุงงบประมาณ เงินกู้จากโครงการต่างๆ รวมถึงให้นักการเมืองกระเป๋าตุงก่อนจึงจะแยกจากกัน

ครับ...ก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาทันที

ร้อนถึงพ่อชัย พี่เนวิน และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต้องรีบเคลียร์ ทันที ด้วยการขอโทษขอโพยนายกฯ และชี้ว่าน่าจะเป็นการพูดเล่นกับ นักข่าวมากกว่า

การแสดงท่าทีของนายกฯครั้งนี้ เชื่อว่าคงทนไม่ไหวกับพฤติการณ์ทาง การเมืองของพรรคภูมิใจไทยและนายศักดิ์สยามมากพอสมควร โดย เฉพาะตัวนายศักดิ์สยามเองนั้นทำอะไรในมหาดไทยไว้ก็คงจะรู้กันดี แม้จะเป็นประธานที่ปรึกษา มท.1 แต่ความเป็นจริงแล้วน่าจะเป็น มท. 1 ตัวจริง เพราะแทบจะสั่งการเองเกือบทั้งหมด

"ปู่ชวรัตน์" ก็แค่ "ตุ๊กตา" ในตู้โชว์หน้างานเท่านั้น

ว่าที่จริงแล้วการกินข้าวมื้อกลางวันระหว่างนายกฯกับนายเนวินนั้น ทำให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้น โดยนายเนวินยอมรับแนวทางการทำงาน ของนายกฯ และข้อคิดเรื่องโครงการต่างๆที่เกิดข้อกังขาจนทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาขัดแย้ง รวมถึงขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน ทำให้ ภาพรวมของรัฐบาลเสียหาย และเข้าทางพรรคฝ่ายค้านและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จ้องจะโค่นล้มอยู่แล้ว

นายกฯได้แสดงภาวะผู้นำเต็มพิกัด และถือว่าถูกต้องไม่ธรรมดา จริงๆแล้วนายกฯคงคับอกคับใจมานาน ได้แต่เก็บกดเอาไว้ ดังนั้น การ แสดงท่าทีที่ชัดเจนอย่างนี้ หากอยู่กันไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ แต่ถ้าจะอยู่ร่วม กันต่อไปต้องฟังกันบ้าง

ไม่ใช่นึกอยากจะทำ นึกอยากจะคิด หรือนึกอยากจะได้อะไรก็ทำ ตามใจชอบได้ นั่นมันไม่ใช่รัฐบาลแล้ว และจะทำให้อายุรัฐบาลสั้นเร็วขึ้น

แทนที่จะจับมือร่วมกันทำงานเพื่อความอยู่รอดและมองถึงอนาคต ข้างหน้า ซึ่งต่างก็รู้กันดีว่าจะต้องเจอมรสุมอะไร ไม่ใช่คิดว่าข้าแน่อยู่ร่ำไป การพ่ายแพ้เลือกตั้งที่สกลนครมันก็คือคำตอบที่พิสูจน์มาแล้วว่าเล่นการเมืองอย่างนี้มีแต่ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

แน่นอนว่าในฐานะนายกฯต้องรับผิดชอบทุกอย่างหากเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมา ส่วนคนอื่น พรรคร่วมรัฐบาลก็เปิดตูดแยกกันไป

สภาพของรัฐบาลในปัจจุบันก็รู้อยู่แล้ว มีปัญหาสารพัดทับซ้อนกัน เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้น การเมืองก็ยังยุ่ง ปัญหาสังคม โรคร้ายก็รุกกระหน่ำ เกิดปัญหาขัดแย้งในรัฐบาลเรื่องโครงการไม่โปร่งใส อีกทั้งในประชาธิปัตย์ก็ไม่สงบดีดแข้งดึงขา อยากใหญ่อยากเป็นรัฐมนตรีกันวุ่นไปหมด

อีกทั้งศึกนอกก็ไม่ธรรมดา เพราะวันนี้จากยักษ์หลับกลายเป็นยักษ์ตื่นขึ้นมาแล้ว และดูจะน่ากลัวยิ่งกว่าเก่าเสียอีก หากภูมิใจไทยยังเล่นการเมือง "น้ำเน่า" อย่างนี้ อย่าได้คิดชนะเลือกตั้งเป็นอันขาด

ดีไม่ดีพื้นที่ "บุรีรัมย์" จะรักษาเอาไว้ได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้.

"สายล่อฟ้า"

หมากขั้นเทพ "เนวิน"

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_17633

มื้อกลางวันที่แพงสุดสำหรับพรรคประชาธิปัตย์

โดยเหลี่ยมทางการเมืองที่เซียน "วัดเชิงกัน" ถ้าเลือกเจอกันตามโรงแรมหรู หรือภัตตาคารดัง ยังไงก็ไม่ต้องจ่ายหนักเท่ากับ "บ้านพิษณุโลก"

ที่โดยสัญลักษณ์ของสถานที่เป็นรองแค่ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นการยกระดับความสำคัญของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" จัดอยู่ในชั้นแขกวีไอพี


สวนทางกับกระแสที่ "ครูใหญ่" กำลังราคาตก เพราะผลจากความพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมในภาคอีสาน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 3 คีย์แมนใหญ่ นั่งร่วมโต๊ะกันพร้อมหน้า

ประชาธิปัตย์ช่วยจ่าย กู้มูลค่า "เนวิน" ได้แบบเนียนๆ


แต่ที่ต้องจ่ายหนักกว่านั้น จากจุดเริ่มต้นมื้อกลางวันที่บ้านพิษณุโลก ก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์เองที่ยอมรับกับปากว่า ได้เลือกเดินสายลงพื้นที่ภาคอีสาน เจาะจงไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ อาณาจักรของ "เนวิน"

ยอมรับกันเป็นนัย "อภิสิทธิ์" ต้องอาศัยซุกใต้ปีก "เนวิน" ประกันความปลอดภัยอยู่ในดินแดนสีแดง

ตอกย้ำข้อตกลงลับที่นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน ออกมาแฉเงื่อนไขเบื้องหลังการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์รู้ว่าเข้าอีสานไม่ได้ เลยมอบธงให้พรรคภูมิใจไทยไปเจาะตลาดแทน
แผนลึกที่ยากทำใจยอมรับสภาพความจริงกันได้

โดยเฉพาะขาใหญ่ที่เคยเป็นมวยตัวหลักถือว่าโดนตบหน้าอย่างแรง ในอารมณ์ที่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน แกนนำรุ่นเก๋าสายอีสานของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาอาละวาด ประกาศถอนยวง ถ้ายกพื้นที่อีสานให้ค่ายภูมิใจไทย

โดยมีกองหนุนยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" ให้น้ำอยู่ข้างหลัง

ประชาธิปัตย์ฟัดกันนัว กับปมยกพื้นที่อีสานให้ค่ายภูมิใจไทยทำการตลาดแทน


และก็เป็นอะไรที่เบี่ยงกันได้ตามแผน จากความพ่ายแพ้ของค่ายภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร ต่อเนื่องถึงคิวที่จังหวัดศรีสะเกษ กระแส "เนวิน" ราคาตก

ขมวดปมกลายเป็นการประทับ "ปมด้อย" ของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสาน

จำเป็นต้องพึ่งบริการ "เนวิน"


แต่ที่แสบก็คือ การย้อนศรบทเก่งประชาธิปัตย์ถนัดตีสองหน้า ทางหนึ่งพี่ชายอย่างนายเนวิน เดินหมากวัดใจนายกฯอภิสิทธิ์กับ "เทพเทือก" เสนอสัญญาเป็น "นายหน้า" เจาะตลาดอีสาน

แลกกับงบประมาณและมือไม้


ในจังหวะ "ผ่าหมาก" นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชาย กลับออกมา "ปล่อยของ" กับนักข่าว จำใจต้องกล้ำกลืนฝืนทนร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะต้องรอใช้งบประมาณปี 2553 ก่อน

สะท้อน อาการลึกๆทางใจ

เล่นเอานายกฯอภิสิทธิ์ควันออกหู ตะเพิดกันซึ่งๆหน้า ถ้าไม่ อยากอยู่ก็ไม่ได้บังคับ


แล้วก็เป็น "เนวิน" ที่รีบต่อสายเคลียร์ใจกับนายกฯอภิสิทธิ์ และ "เทพเทือก" อย่าถือสาหาความ ออกตัวแทนน้องชาย แค่รายการสื่อสารผิดคิว

ตบหัวแล้วลูบหลัง ลูบหลังแล้วตบหัว

"เนวิน" เด้งเชือก เผื่อยุทธศาสตร์ "ลอยตัว" ตีกรรเชียงดึงระยะห่างจากยี่ห้อประชาธิปัตย์ ไม่ให้ถูกเครือข่าย "นายใหญ่" ประทับภาพ "นอมินี"

ผูกแขนมัดขาภูมิใจไทยติดกับประชาธิปัตย์ กอดคอกันตายในอีสาน


นี่แหละเกมระดับเทพของคนชื่อ "เนวิน"

แต่จุดพลิกผันมันก็มี ตามข่าวที่ออกมา เบื้องหลังการถ่ายทำมื้อกลางวันที่บ้านพิษณุโลก "เนวิน" บุกเดี่ยว ยื่นเงื่อนไข "ร่วมหุ้น" กับคีย์แมนประชาธิปัตย์ เพื่อแลกกับงบประมาณ เสบียงกรัง ในการเป็นตัวแทนเจาะตลาดอีสาน พร้อมถอยโปรเจกต์รถเมล์เอ็นจีวี ไม่พ่วงออปชั่นนิรโทษกรรมคนบ้านเลขที่ 111 กับ 109 ในคิวแก้รัฐธรรมนูญ

เดินเกมโดยไม่สนเพื่อนพรรคร่วมรัฐบาล


แม้แต่การระบายสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ก็ให้นายกฯอภิสิทธิ์กำหนดแผนมาพร้อมจัดให้ เหมือนกับบล็อกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หุ้นส่วนใหญ่ค่ายภูมิใจไทย ออกจากดีล

ในอารมณ์ที่เข้าทาง เกมตลบหลัง "ตอกลิ่ม" ฝ่ายประชาธิปัตย์ ชิงต่อสายส่งซิกบรรดาขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาล แฉคิว "เนวิน" กระซิบ บอกไม่ต้องให้ราคา "บรรหาร ศิลปอาชา-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี"

เพราะตอนนี้คนไหลมาอยู่ใต้ปีกหมดแล้ว

"เนวิน" ดึงตัวเองลอยเด่นอยู่คนเดียว ง่ายต่อการโดนล่อเป้า.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ปกปิด-บิดเบือน

ที่มา ไทยรัฐ

ผมขออนุญาตนำข้อมูลทางเมล์ เกี่ยวกับประเด็น ปราสาทเขาพระวิหาร หัวเรื่องว่า ปราสาทพระวิหาร : บิดเบือน ทำไมจึง ต้องเบือนบิด โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ซึ่งเผยแพร่ใน Mekong Review ของเว็บไซต์หนึ่ง อ่านแล้วเข้าท่าดี

เริ่มต้นมุ่งประเด็นไปที่สื่อมวลชนไทย ที่ตกเป็นเครื่องมือของการให้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หลังจากที่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 23-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยการให้ข่าวของคุณสุวิทย์ในทำนองว่าคณะกรรมการมรดกโลก เลื่อนการส่งรายงานแผนการอนุรักษ์และพัฒนามรดกโลกพระวิหารของกัมพูชาไปอีกจนถึงเดือน ก.พ.ปี 2010 หรืออีก 7 เดือนข้างหน้า

ถือเป็นผลงานในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ทำให้เข้าใจผิดในสื่อมวลชน ตีข่าวว่า ไทยค้านการขึ้นทะเบียน เขาพระวิหารสำเร็จ กรรมการมรดกโลกขยายขึ้นทะเบียนพระวิหารไปปีหน้าบ้าง สุวิทย์โวกล่อมยูเนสโกยืดขึ้นทะเบียนพระวิหาร 1 ปีบ้าง

โดยสื่อมวลชนได้อ้างคำพูดของคุณปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ที่แถลงว่า คุณสุวิทย์ได้รายงานผลการเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ คณะกรรมการมรดกโลกที่สเปน ว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้ขยายเวลาการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร โดยประเทศกัมพูชาฝ่ายเดียวออกไปเป็นเดือน ก.พ.ปีหน้า

และมีการให้สัมภาษณ์ของคุณสุวิทย์ในเชิงเปรียบเปรยว่า เหมือนเราแข่งฟุตบอลครั้งแรกโดนยิงพรุน ครึ่งหลังตีเสมอได้ ตอนนี้คือการต่อเวลา เรายังมีเวลาทำงาน

หากไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรงก็เป็นการจงใจบิดเบือนอย่างร้ายกาจ

เพราะคณะกรรมการมรดกโลกได้ตัดสินใจไปแล้วว่า ให้ขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ครั้งที่มีการประชุมครั้งที่ 32 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา และมติดังกล่าวไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การประชุมครั้งที่ 33 ที่สเปนไม่มีประเด็นปราสาทพระวิหารอยู่ในวาระการประชุม

การเดินทางไปสเปนของคุณสุวิทย์และคณะ ไม่ได้มีผลต่อการ ตัดสินใจ ของคณะกรรมการมรดกโลก นอกจากการขอเข้าพบ ผอ.องค์การ ยูเนสโก เพื่ออธิบายในสิ่งที่รัฐบาลไทยเคยพูดไปแล้ว

และการขยายเวลาในการส่งรายงานของกัมพูชา ไม่ได้มีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ นอกจากเรื่องทางเทคนิคการทำงานระหว่างกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกเท่านั้น

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความล่าช้าในการทำแผนที่ของกัมพูชาโดยเฉพาะความขัดแย้งในบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ กัมพูชาเป็น ฝ่ายขอเลื่อนเองมาหลายครั้งแล้ว และการที่โฆษกรัฐบาลระบุว่าประเทศไทยมีเวลาอีก 1 ปี เพื่อรณรงค์ในการร่วมขึ้นทะเบียนด้วยโดยอ้างมติที่ 13 นั้นเป็นข้ออ้างที่ผิดเรื่องผิดราว เพราะถ้าเราจะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวต้องเข้าองค์ประกอบคือ 1. ค้นพบสิ่งใหม่ที่สำคัญทางโบราณคดี 2. ต้องได้รับความยินยอมจากกัมพูชา อย่าบิดเบือนให้ยาก.

หมัดเหล็ก

ตร.เตรียมกำลังพร้อมรปภ.แกนนำพันธมิตรเข้ามอบตัว

ที่มา สยามรัฐ

พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการชุมนุมปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง กล่าวว่า จากการที่ได้ออกหมายเรียกแกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีชุมนุมปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี ในวันที่ 16 กรกฎาคม เพื่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา โดยแยกเป็นผู้ถูกออกหมายเรียกคดีบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิ 25 คน คดีบุกรุกสนามบินดอนเมือง 27 คน
พล.ต.ท.วุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่แจ้งกับแกนนำที่บุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิ มีตั้งแต่ข้อหา “มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป , เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการมั่วสุมแล้วไม่เลิก, ก่อการร้าย, บุกรุก, ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ, ทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ซึ่งมีโทษขั้นสูงสุดประหารชีวิต
ส่วนคดีบุกรุกสนามบินดอนเมือง ได้ตั้งข้อหา มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้สั่งการ และเป็นผู้ใช้ ยุยงส่งเสริม โฆษณา หรือประกาศ, ร่วมกันบุกรุกสำนักงานหรืออสังหาริมทรัพย์ ในความครอบครองของผู้อื่น, ร่วมกันบุกรุกสำนักงานหรืออสังหาริมทรัพย์ ในความครอบครองของผู้อื่น โดยเป็นผู้ใช้ ยุยงส่งเสริม โฆษณา หรือประกาศ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดประหารชีวิต
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการออกหมายเรียกนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.วุฒิ กล่าวว่า ได้มีการออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตรฯ และมวลชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งรายชื่อผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหามีอยู่ในข่าวอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเตรียมรับมือกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรฯไว้หรือยัง พล.ต.ท.วุฒิ กล่าวว่า เป็นการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีของพนักงานสอบสวน คิดว่าไม่น่าจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งตำรวจได้จัดเตรียมพนักงานสอบสวน และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ดูแลความปลอดภัย คิดว่าคงไม่มีใครมาทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่รุนแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะที่รับผิดชอบคดีพันธมิตรฯปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ได้มีการรายงานเสนอ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เกี่ยวกับการขออนุมัติหมายเรียกแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 16 ก.ค. โดยมีการแยกคดีคดีบุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิ 25 คน ได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา นายสำราญ รอดเพชร นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายอมร อมรรัตนานนท์ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายศิริชัย ไม้งาม นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นายเทิดภูมิ ใจดี นายพิภพ ธงไชย พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก นายพิชิต ไชยมงคล นายประพันธ์ คูณมี นายบรรจง นะแส นายกษิต ภิรมย์ นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง นายวีระ สมความคิด น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ นายชนะ ผาสุกสกุล พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ และนายสุรวิชช์ วีรวรรณ
โดยคดีบุกรุกสนามบินดอนเมือง 27 คน ได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางมาลีรัตน์ แก้วก่า นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายอมร อมรรัตนานนท์ นายสำราญ รอดเพชร นายศิริชัย ไม้งาม นายเทิดภูมิ ใจดี นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายพิชิต ไชยมงคล นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก นายประพันธ์ คูณมี พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ นายสมบูรณ์ สุวรรณฝ่าย น.ส.จินดารัตน์ เจริญชัยชนะ นายเติมศักดิ์ จารุปราณ นายบัณฑิต ปิ่นมงคลกุล น.ส.วรรษมน ช่างปรีชา นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที และนายสุมิตร นวลมณี

ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

โดย วิทยา ตัณฑสุทธิ์

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศให้หยุดราชการติดกัน 5 วันรวด ตั้งแต่วันที่ 4 – 8 กรกฎาคม 2552 เพื่อให้ประชาชนพักผ่อนหย่อนใจและไปเที่ยวเตร่ให้สบายอารมณ์ ฟังแล้วรู้สึกว่าเมืองไทยนี่ช่างรื่นรมย์สุขสบาย ประชาชนจึงมีอารมณ์สุนทรีย์อยากท่องเที่ยว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รู้หรือเปล่าว่าชาวบ้านเขาพูดกันว่าอย่างไร โดยเฉพาะพวกตกงานที่ยังมืดแปดด้านไม่รู้จนะหาเงินจากไหนมาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนพวกที่ยังพอมีงานทำก็เก็บตัวอยู่กับบ้าน ไม่มีอารมณ์อยากไปเที่ยวเพราะเงินมีจำกัด

อยากเรียนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทราบว่า สิ่งที่ประชาชนไทยต้องการมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องท่องเที่ยวหรือการพักผ่อนหย่อนใจ เพราะประชาชนกลัดกลุ้มกังวลกลัวตกงาน กลัวเงินหมดกระเป๋า พวกเขาอยากให้รัฐบาลฟื้นเศรษฐกิจเร็วที่สุด

ขอย้ำว่า ประชาชนไทยวันนี้ต้องการหลักประกันที่มั่นคงในการมีงานทำ แม้จะเหนื่อยยากหนักหนาสาหัสเท่าไหร่ก็ทนไหว และถึงแม้รัฐบาลจะกู้เงินจนทำให้ประชาชนแบกหนี้ท่วมหัวก็ทนได้ ขอเพียงให้รัฐบาลฟื้นฟูเศรษฐกิจให้สำเร็จเท่านั้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดแห่งอังกฤษ เชื่อว่าในด้านทฤษฎีที่เป็นวิชาการมีความรู้มากพอ แต่สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ขาดไปก็คือด้านประสบการณ์ที่เป็นของจริง ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงชีวิตจิตใจของประชาชนในระดับล่าง

ความทุกข์ของคนระดับล่างมีมากมาย คนเหล่าต้องการให้รัฐบาลฉุดชีวิตตนเองให้มีสภาพดีขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องการก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง เพราะต้องการสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานไม่กี่อย่างเช่น การมีบ้าน มีงานทำ ลูกหลานได้เรียนหนังสือสูงๆ ได้รับสวัสดิการด้านรักษาพยาบาล อยู่ในสังคมที่ปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายและยาเสพติด และได้รับความยุติธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ผู้นำประเทศจำเป็นต้องรู้เรื่องคนระดับล่างอย่างลึกซึ้ง และต้องมีนโยบายที่ชัดเจนซึ่งมีความเป็นไปได้สูง จึงจะสามารถปลดเปลื้องความทุกข์ของคนส่วนใหญ่ในชาติได้

ผู้นำที่คิดง่ายคิดสั้นๆ มักมองปัญหาอย่างฉาบฉวย โดยยึดเอาความมั่นคงในเก้าอี้แห่งอำนาจและความต้องการของตนเป็นตัวตั้ง ซึ่งในบางยุคสมัยก็คิดเลยเถิดไปถึงขั้นบอกว่า ความมั่นคงของตนเป็นความมั่นคงของประเทศชาติ ใครคิดไม่ตรงกับตนหรือขัดแย้งต่อต้านสิ่งที่ตนคิด จะต้องเป็นคนที่ไม่รักชาติหรือเป็นภัยต่อชาติ

ซึ่งสังคมในประเทศด้อยพัฒนามักได้ผู้นำแบบหลังนี้

รัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ทำท่าจะตกอยู่ในสภาพดังกล่าว เพราะหลังจากประสบความล้มเหลวในการอัดฉีดเงินตามแนวทางประชานิยมและแก้ปัญหาต่างๆไม่ได้ ก็กำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงานการเมืองครั้งหลังสุดออกมาว่า จะต้องทำใน 4 ข้อสำคัญได้แก่

1.รวมกันเราอยู่ 2.ร่วมกู้เศรษฐกิจ 3.ใกล้ชิดประชาชน และ 4.โชว์ผลงานทุกพื้นที่

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่คณะรัฐบาลผสม มากกว่าที่ประชาชนจะได้รับ รัฐบาลต้องการเพียงแค่ความอยู่รอดของพวกตน แล้วประชาชนระดับล่างที่จมความทุกข์จะหวังให้แก้ไขปัญหาและปลดทุกข์ของตนได้อย่างไร

การทำอภิมหาโปรเจกต์ด่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องโครงสร้างขั้นพื้นฐานเช่น สร้างถนนหนทาง สร้างสถานีอนามัย ทำรถฟ้าขนส่งมวลชนใน กทม สร้างโรงเรียน ฯลฯ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และกลุ่มที่ผู้ประโยชน์มากที่สุดก็คือพวกพ่อค้าผู้รับเหมา ที่เป็นหัวคะแนนนักการเมือง

ส่วนพวกเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน คนตกงาน และคนหาเช้ากินค่ำ ต้องทนกันต่อไป

ชีวิต ผืนดิน กับสังคมแห่งความเป็นธรรม

ที่มา ประชาไท

การที่สังคมถูกปล่อยปละละเลยให้ดำเนินไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยคาดการณ์ว่าการพัฒนาดังกล่าวจะสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับสังคม ผู้คนมีอาชีพที่หลากหลายมีรายได้สูง ก่อเกิดการสร้างงาน สร้างสังคม สร้างชาติ และหล่อเลี้ยงระบบให้เจริญรุ่งเรืองยาวนาน โดยเน้นการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพื่อสร้างรายได้และชี้วัดความสุขความเข้มแข็งมั่นคงของสังคมด้วยเงินตราและมูลค่าสมมุติต่างๆ
แต่กระแสการพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลทำให้ผู้คน ชุมชน สังคม ละทิ้งแนวทางพื้นฐานที่สำคัญของสังคมไป นั่นคือการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของชุมชน สังคมและประเทศ ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีความสมดุล ผิดทิศผิดทาง จนก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่ปัญหาสังคมต่างๆตามมามากมาย ทั้งปัญหาที่เกิดจากการกระทำของคนในสังคม หรือเกิดจากธรรมชาติที่ผิดปกติและวิกฤตขึ้นทุกวัน
สำคัญคือผืนดิน
“ผืนดิน” เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีมาพร้อมกับโลกไม่มีใครเป็นผู้สร้าง เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์และสรรพสัตว์ต่างๆบนโลกนี้ จึงไม่เป็นการถูกต้องนักหากใครคนใดคนหนึ่งมากล่าวอ้างความเป็นเจ้าของเกินความต้องการจำเป็นพื้นฐานของชีวิต การที่สังคมขาดหลักในการใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม ทั้งที่ดินคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของสังคม เพื่อการผลิตอาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพของคน แต่กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นแค่สินค้าที่สามารถเปลี่ยนมือและถูกครอบครองโดยคนที่ไม่ใช่ผู้ผลิต
ผู้คนส่วนใหญ่มีดินทำกินไม่เพียงพอหรือไม่มีที่ดิน ผู้คนบางกลุ่มที่ร่ำรวยครอบครองที่ดินไว้เป็นจำนวนมากเพื่อการสะสมความมั่งคั่ง เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนค้ำประกันทางการค้าเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ที่แท้จริง หากสังคมยังคงปล่อยให้การใช้ที่ดินผิดธรรมชาติแห่งความเป็นที่ดิน ขาดการอนุรักษ์ดูแลอย่างจริงจังต่อไปแล้ว ในที่สุดสังคมมนุษย์ก็คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้
ผืนดินนี้มิใช่ของใคร
หลักความเป็นเจ้าของในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริงถูกเปิดเผยว่า ที่ดินไม่อาจมีใครแสดงความเป็นเจ้าของได้โดยแท้จริง มีแต่เพียงสิทธิในการใช้ประโยชน์หรือสิทธิแห่งการก่นสร้าง ถากถาง การผลิตเพาะปลูกเพื่อดำรงชีวิต ที่เรียกว่า กรรมสิทธิ์ หรือสิทธิแห่งการกระทำ ที่ยังพอกล่าวอ้างเป็นสิทธิโดยบุคคลได้ สิทธิดังกล่าวจะหมดไปด้วยความเป็นธรรมชาติของคน เช่นหมดอายุขัย ดังนั้นความเป็นเจ้าที่ดินจึงเป็นของทุกคนในชุมชนและสังคม ซึ่งต้องร่วมกันปกป้องดูแลรักษาให้คงอยู่กับชุมชนและสังคมต่อไป
การสร้างระบบการใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม หมายถึงความเป็นธรรมทางสังคมและความเป็นธรรมชาติของที่ดิน เป็นแนวทางที่จะรักษาดำรงสังคมเอาไว้ได้ ซึ่งกระบวนดังกล่าวควรจะเกิดจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ปกป้องรักษาบ้านเมือง แต่ที่ผ่านมาผู้ปกป้องดูแลบ้านก็เอาแต่ปกป้องดูแลผลประโยชน์ของตนและกลุ่มก้อนการเมืองเป็นหลัก ละวางปัญหาสังคมต่างๆเป็นปัญหารอง การรอการแก้ไขไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหยุดชะงักซึ่งผลกระทบไว้เท่านั้น ยิ่งนานวันปัญหายิ่งสร้างผลกระทบต่อสังคมเท่าทวีคูณ
ชุมชนกับการปฏิรูปผืนดิน
อุบัติกระบวนการชุมชนในการสร้างระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆของพี่น้องสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย คือตัวอย่างผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จนเกิดการเรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมบ่มเพาะประสบการณ์ผ่านการแลกเปลี่ยนในมวลหมู่สมาชิก วิเคราะห์ค้นคว้าทดลองลงมือปฏิบัติ จนได้แนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน ภายใต้แนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิดั้งเดิมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง เพื่อคุ้มครองรักษาผืนแผ่นดินเอาไว้สำหรับทำการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง
ภายใต้หลักความเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน และสิทธิในการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมกับการกระทำหรือกรรมสิทธิ จึงบังเกิดสิทธิในที่ดินขึ้นสองส่วน ส่วนที่หนึ่ง สิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และสิทธิในความเป็นเจ้าของร่วมกัน ภายใต้ชุมชนหรือสังคมที่เรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมอย่างเหมาะสมจนเกิดมีกลไกชุมชน ที่เข้มแข็งแล้วจะส่งผลให้ชุมชนมีวิถีปฏิบัติจนกลายข้อตกลงหรือธรรมนูญชุมชนจนสามารถใช้สิทธิทั้งสองเกื้อกูลส่งเสริมจนกลายเป็นสิทธิของคนและชุมชนที่เข้มแข็ง
นอกจากความเข้าใจเรื่องสิทธิในที่ดินแล้ว กระบวนการหรือนวัตกรรมชุมชนในการสร้างความยั่งยืน เสมอภาค และเป็นธรรมในการใช้ที่ดินหลายรูปแบบ เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า และการผลิตแบบรวมหมู่ เพื่อสร้างกองทุนที่ดิน การทำการผลิตแบบพึ่งตนเองลดการพึ่งพาภายนอก การสร้างระบบการตลาดชุมชนเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรในระบบการตลาด การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หลักข้อเท็จจริงและแนวทางปฏิบัติขยายสู่สังคมให้นำสู่การปฏิบัติการจริงอย่างทั่วถึง
ข้อตกลงชุมชน “ธรรมนูญแห่งความเป็นธรรม”
วิถีดำเนินชีวิตของคนในชุมชนอันดีงามที่ปฏิบัติกันมาแต่อดีต รวมกับแนวทางการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดจากเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในกลุ่มผู้มีปัญหาที่ดินด้วยกัน เพื่อการจัดการที่ดินที่เป็นธรรม และเป็นหลักประกันไม่ได้ที่หลุดมือจากเกษตรกรคนยากจน จึงเป็นข้อตกลงเรื่อง สิทธิในที่ดิน กลไกคณะกรรมการชุมชน การจัดตั้งกองทุนที่ดิน การปฏิรูประบบการผลิต การจัดการระบบการตลาดของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นธรรมและปกป้องที่ดินของชุมชนให้คงอยู่กับชุมชนตลอดไป
สิทธิในการใช้ประโยชน์และความเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน
ในอดีตสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในรอบรั้วอาณาเขตที่ดินตนเองเท่านั้น การเก็บพืชผักของป่า ปูปลา กบเขียด อาหารตามธรรมชาติสามารถเสาะหาได้ทั่วไปแม้ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง เจ้าของที่ดินก็ไม่หวงห้าม มีการเอื้อเฟื้อจุนเจือแบ่งปัน บางฤดูบริเวณใดที่มีความเหมาะสมสำหรับปลูกพืชผักก็แบ่งให้เพื่อนบ้านมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นการใช้ที่ดินร่วมกันอย่างเหมาะสมและเพียงพอสำหรับการดำรงชีพ จึงเท่ากับว่าทุกคนในชุมชนเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน จึงเป็นวิถีชุมชนที่ปฏิบัติกันมาแต่อดีต จนทำให้ชุมชนเกิดข้อตกลงร่วมกันว่า ที่ดินทั้งหมดควรเป็น “สมบัติร่วมกันของชุมชน” และสิทธิในการใช้ประโยชน์ในเปลงที่ดินที่แต่ละบุคคลครอบครองก็ยังเป็น “สิทธิบุคคล” ก็ยังสามารถประกอบอาชีพ ทำนา ทำไร่ ทำประโยชน์ในที่ดินที่ตนครอบครองได้
กลไกชุมชน “ความเข้มแข็งของชุมชนย่อมเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจ”
จากสภาพปัญหาที่ดินของชุมชนซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน ทำให้เกิดการพูดจาปรึกษาหารือกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์แก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เกิดเป็นกลุ่มก้อนชุมชน เกิดความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชน มีการจัดแบ่งภาระหน้าที่ช่วยกันทำงานตามความสามารถของแต่ละบุคคล เป็นคณะบุคคลมาบริหารจัดการชุมชน จึงเกิดเป็นกลไกการทำงานของชุมชนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกลไกชุมชนนี่เองเป็นการขับเคลื่อนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างเหมาะสม
กองทุนที่ดิน “เครื่องมือเพื่อการรักษาที่ดิน”
สภาพสังคมปัจจุบันที่ยังเป็นระบบทุนอยู่ เงินถูกใช้เป็นเครื่องมือกลไกการจัดการทรัพยากรต่างๆ ดังนั้นชุมชนจึงยังจำเป็นต้องมีเงินกองทุนของชุมชนไว้เพื่อเป็นกลไกแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดิน เป็นกองทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเพื่อทำการผลิต เพื่อการสวัสดิการสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในสังคม ส่วนที่มาของกองทุนมาจาก การจัดเก็บภาษีที่ดินชุมชนแบบอัตราก้าวหน้า การออมทรัพย์ของชุมชน การทำการผลิต และการจัดการตลาดแบบรวมหมู่
ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า “เครื่องมือแห่งการสร้างความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน”
ด้วยสภาพการครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวนไม่เท่ากัน แต่เพื่อความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์จากที่ดินต้องทำให้เกิดความเท่าเทียม คนที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนได้รับผลประโยชน์จากที่ดินของชุมชนทุกตารางนิ้วเท่าเทียมกัน โดยให้ผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งเป็นของชุมชนต้องทดแทนตามส่วนที่ตนใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังคำนึงถึงสภาพการใช้ประโยชน์เพื่อไม่ให้ปล่อยที่ดินทิ้งร้างต้องมีมาตรการในการจัดการความเท่าเทียมในการใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน อีกทั้งเป็นการสร้างกองทุนที่ดินหรือกองทุนชุมชนที่มาจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยแท้จริง จึงเกิดการจัดเก็บภาษีที่ดินชุมชนในอัตราก้าวหน้า คือ การคำนวณภาษีตามพื้นที่ที่ทำประโยชน์ และสภาพการใช้ประโยชน์
การผลิตแบบพึ่งตนเอง “หนทางรอดของเกษตรกรอย่างยั่งยืน”
นอกจากการปฏิรูปเรื่องสิทธิในที่ดินแล้ว ต้องมีการปฏิรูปการทำประโยชน์ในที่ดิน ให้สามารถทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ต้นทุนเดิมของธรรมชาติและเพิ่มวิถีการผลิตแบบพึ่งตนเองให้มากขึ้น ลดการใช้สารเคมี ใช้แรงงานชุมชนจากการลงแขกทำงาน ลดการพึ่งพาจากภายนอกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะวงจรหนี้สิน นอกจากนี้ต้องร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีตและสร้างระบบนิเวศน์ชุมชนให้เกิดสมดุล เพื่อให้เป็นแหล่งอาหาร ยาสมุนไพร และชีวปัจจัยหล่อเลี้ยงชุมชนได้อย่างยั่งยืน
การผลิตแบบรวมหมู่ “เส้นทางสู่ความเข้มแข็งของชุมชน”
เป็นการสร้างความเข้มแข็งในการทำการผลิตที่อาศัยต้นทุนเดิมของสังคมคือแรงงาน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของสังคม แต่ปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนเป็นฐานสำคัญของระบบทุนนิยม ชาวบ้านเป็นทาสแรงงานที่ได้รับผลตอบแทนไม่เหมาะสมกับแรงงานที่ลงไป ดอกผลตกอยู่มือของนายทุนเป็นส่วนใหญ่ การผลิตแบบรวมหมู่ เป็นการปฏิรูปการจัดการแรงงานของชุมชนให้กลับเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง
รูปแบบการผลิตแบบรวมหมู่ เริ่มจากการรวมหมู่ทางความคิดร่วมกันจัดการวางแผนทำการผลิต รวมหมู่ต้นทุนเงินทอง รวมหมู่แรงงาน เมื่อมีผลผลิตก็แบ่งปันอย่างเป็นธรรม ส่วนหนึ่งกันเอาไว้เป็นกองทุนชุมชน เพื่อเป็นทุนทำการผลิตในรอบต่อไป สิ่งที่ได้รับนอกจากผลผลิตคือ เกิดความสมัครสมานสามัคคี มีความภาคภูมิและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นว่าสามารถสร้างสรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้โดยชุมชน เมื่อเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองชุมชนจะสามารถต่อก้าวต่อไปสู่การจัดการชุมชนด้านต่างๆและต่อสู้กับภาวะปัญหาต่างๆได้
การสร้างระบบการตลาดชุมชน “หอกค้ำยันเพื่อต้านทานสังคมบริโภคนิยม”
ระบบตลาดปัจจุบันส่วนต่างในการซื้อขายสินค้าโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง ชุมชนผู้ผลิตได้รับส่วนแบ่งไม่เหมาะสมกับต้นทุนและแรงงาน เพื่อดึงส่วนต่างดังกล่าวกลับมาเป็นของชุมชน ชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนจัดการในการซื้อขายสินค้าของชุมชนอย่างครบวงจร โดยการสร้างตลาดในชุมชนแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเอง รวมกลุ่มเชื่อมโยงตลาดภายนอกโดยชุมชนเองไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง จัดสร้างกลไกการตลาดของชุมชนขึ้นมาจัดการอย่างเข้มแข็ง สามารถรู้ถึงความต้องการด้านต่างๆของชุมชน และวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นหลักมากกว่าสร้างความร่ำรวย
การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หลักข้อเท็จจริงและแนวทางปฏิบัติขยายสู่สังคม “การขยายพันธุกรรมแห่งความเป็นธรรม”
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นล้วนแล้วเป็นหลักประกันในการดำรงอยู่ของสังคมมนุษย์ ผืนดินถูกใช้ประโยชน์และได้รับการดูแลปกป้องเพื่อทำการผลิตอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน การริเริ่มเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วโดยชุมชนท้องถิ่นส่วนต่างๆของประเทศ ถึงแม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่เกิดขึ้น แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเพื่อปกป้องสังคมเลย หากรูปธรรมการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนได้รับการเผยแพร่นำสู่สังคม เกิดการนำพาไปสู่การปฏิบัติในทุกชุมชนอย่างกว้างขวาง แนวทางการปฏิบัติของชุมชนได้รับการยอมรับจากสังคม ย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และนำไปสู่สังคมใหม่ที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น

'จาตุรนต์' วิพากษ์ '6 เดือน สอนบริหารอภิสิทธิ์' : ล้มเหลว เหตุที่มาไม่เป็นธรรม

ที่มา ประชาไท

5 ก.ค.52 เวลา 10.30 น. โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงถึง 6 เดือนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยระบุว่า ‘ความล้มเหลวจากที่มาและกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย’
นายจาตุรนต์ เริ่มต้นกล่าวถึงการออกมาแถลงครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองบ่อยนัก แต่ถึงตอนนี้เห็นว่า เป็นโอกาสครบ 6 เดือนของการบริหารรัฐบาลปัจจุบัน น่าจะได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาลเสียบ้าง ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยวิจารณ์การทำงานของ คมช. ในการติดตามผลงานการทำงานรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งพบว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ต้องประสบวิกฤตทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ประเทศไทยประสบวิกฤตหนักหนาสาหัสมากกว่าครั้งใดๆ ในรอบหลายสิบปี ในการที่จะต้องมารับกับวิกฤตอย่างนี้ และพบว่ารัฐบาลปัจจุบันประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง
ทั้งนี้อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้วิจารณ์ผลงานด้านต่างๆ ของรัฐบาล โดยระบุว่าเป็นความล้มเหลวในด้านต่างๆ 5 เรื่อง คือ 1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจการ 2.แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมและการสร้างสมานฉันท์ 3.การแก้ปัญหาภาคใต้ 4.กรณีปราสาทพระวิหาร และ 5.การทุจริตคอร์รัปชั่น โดยทั้ง 5 ด้านพบว่าความล้มเหลวที่สำคัญเกิดจากที่มาและกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มาของรัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตย และเนื่องจากใช้กติกาที่ไม่ประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม ทำให้เป็นปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลมาจากความขัดแย้ง และปล่อยให้ความขัดแย้งดำรงอยู่ โดยไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้
“รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากประชาชนในการเลือกตั้ง แต่มาจากการใช้กติกาและกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาเปลี่ยนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มาแทนที่โดยอาศัยหลายฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาชนมาสนับสนุน จึงเป็นรัฐบาลที่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยผู้ตั้งตัวเองเป็นรัฐบาล มีความเกรงอกเกรงใจมากเป็นพิเศษ จนรัฐบาลนี้ไม่อาจจะเป็นตัวของตัวเองได้ จากสภาพความขัดแย้งที่มาอย่างต่อเนื่องจากความไม่เป็นประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ทำให้ไม่มีทางที่จะสร้างบรรยากาศของการลงทุนให้เกิดขึ้นได้
“ที่สำคัญรัฐบาลนี้ยังขาดความสามารถในการบริหาร กำหนดนโยบาย การสั่งการ การประสาน ปรึกษาหารือกับผู้รับผิดชอบงานในด้านต่างๆ จะเห็นผู้นำของรัฐบาลหรือ คนสำคัญของรัฐบาล จะเน้นการพูด การชิงไหวชิงพริบ รวมถึงคนในรัฐบางส่วน เน้นการทำลายฝ่ายตรงข้ามมากกว่าที่จะหาทางแก้ปัญหาของบ้านเมือง”
ทำลงทุน ส่งออกฮวบ กระตุ้นช้า ประเมินพลาด
ไม่สามารถดูแลเงินบาท ต่อรองการเมืองจนพลาดเรื่องใหญ่
ทั้งนี้นายจาตุรนต์ได้ขยายความปัญหา 5 ประเด็นที่สะท้อนความล้มเหลวคือ เรื่องแรก คือ “เศรษฐกิจ” ในการแก้ปัญหาพบว่าล้มเหลวในแง่การกำหนดนโยบาย กำกับดูแลบนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จนกระทั่งได้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าควรจะเป็น มากกว่าที่รัฐคาดการณ์หรือรัฐบาลได้บอกกล่าวกับประชาชนไทย กรณีตัวเลขเศรษฐกิจที่หดตัว 7.1 ของไตรมาสแรกของปีนี้ และยังพบว่าการลงทุนลดลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์ คือดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลงตลอด 5 เดือนแรก ในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวลดลง 16.5 เปอร์เซ็นต์ ถึงสิ้นปี 51 ธนาคารปล่อยสินเชื่อ สินเชื่อธนาคารอยู่ที่ 6.7 ล้านล้านบาท พอสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เหลือ 6.5 ล้านล้านบาท ซึ่งหายไป 2 แสนล้านบาท
การส่งออกในเดือนพฤษภาคมออกลดลง 26.6 เปอร์เซ็นต์ ติดลบตั้งแต่การส่งออกเริ่มลดลงในเดือนพฤศจิกายน 51 การท่องเที่ยวเดือนพฤษภาคมลดลงเหลือ 912,000 คน ติดลบ 22.2 เปอร์เซ็นต์เป็นยอดนักท่องเที่ยวต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อเดือนในรอบหลายปี นอกจากนั้นราคาสินเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ได้มาในเดือนพฤษภาคม ลดลง 18.40 เปอร์เซ็นต์ ลดลงมากพิเศษเหมือนกัน การที่มีปัญหามากๆอย่างนี้ ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เน้นการใช้จ่ายภาครัฐด้วยการขาดดุลมีผลน้อย เนื่องจากขาดดุลมากกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ คือรัฐบาลได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจผิดพลาดและยังขี้แจงกับประชาชนไปในทางที่ผิดพลาดด้วย
การใช้จ่ายตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างช้ามาก จนกระทั่งไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ขณะนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกเหลืออีกเพียง 3 - 4 เดือนเท่านั้น ต้องปิดงบในเดือนกันยายน การเบิกจ่ายมาจนถึงเดือนพฤษภาคม มีแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ในบางโครงการเป็นตัวเลขที่ต่ำมากจนน่าตกใจ ทำไมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงล้มเหลวมากอย่างนี้ แล้วเราก็พบว่า ขณะนี้มีหนี้สินมหาศาลเกิดขึ้ นายกรัฐมนตรีได้แค่ปลอบใจว่า รัฐบาลจะเป็นคนใช้หนี้ ประชาชนไม่ต้องใช้ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะเอาเงินส่วนตัวมาหรืออย่างไร
เศรษฐกิจมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ รัฐบาลประเมินต่ำ ไม่พูดความจริง ไม่ทำให้คนเห็นว่านี่คือวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรง ในเมื่อการใช้จ่ายของภาครัฐมีข้อจำกัดมาก คือรายได้หายไปอย่างผิดคาด ต้องกู้หนี้ยืมสินแล้วก็ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ต้องไปใช้ชดเชยเงินคงคลัง ในระหว่างนี้รัฐบาลละเลยที่จะมาให้ความสนใจกับปัญหาการส่งออก การท่องเที่ยวและราคาพืชผลเกษตร ก็คือไม่ได้สนใจการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทั้งของรัฐและเอกชนอย่างเพียงพอ
ไม่สามารถดูแลเงินบาทในการใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ทั้งมาจากข้อจำกัดของกฎหมายที่ให้อำนาจอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมากไปและขาดการปรึกษาหารือ การแบ่งกระทรวงที่พรรคแกนนำไม่ได้ดูแลกระทรวงหลัก เหลือเพียงกระทรวงคลังกระทรวงเดียว ทำให้รัฐบาลนี้ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีกำกับกระทรวงต่างๆไม่ได้ ทำให้ไม่มีการกำหนดนโยบาย ไม่มีการสั่งการในทางนโยบายที่จะไปแก้ปัญหา
รัฐบาลต้องสาระวนอยู่กับการพยายามแสวงหาผลประโยชน์ตามกระทรวง กับการต่อรองผลประโยชน์ที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จนกระทั่งไม่สามารถทำเรื่องใหญ่ๆ ร่วมกันได้ ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดคือการเช่ารถเมล์ 4 พันคัน ปัญหาการจำนำข้าว ขายข้าวขาดทุน จนบัดนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่เป็นข้อสรุปว่า นโยบายสำหรับพืชผลเกษตรจะใช้นโยบายอะไร ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมราคาสินค้าเกษตรจึงมีปัญหามากโดยไม่มีใครดูแล ประกอบกับรัฐบาลนี้การขาดประสบการณ์ในการบริหารงาน นั่นเป็นปัญหาเศรษฐกิจ
ไม่เข้าใจเหตุความแตกแยกในสังคม เตรียมการแยบยลในการสลายการชุมนุม
ส่งเสริมการยุติธรรม 2 มาตรฐาน เอาแต่ชิงไหวชิงพริบทางการเมือง
ด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และสร้างความสมานฉันท์ นายจาตุรนต์กล่าวว่า รัฐบาลนี้ยังไม่ได้แสดงความเข้าใจว่าประเทศมีวิกฤตความขัดแย้งในสังคม ไม่เข้าใจว่าสังคมได้มีวิกฤตแตกแยกร้าวลึกกว่าที่ผ่านมาในอดีต ที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ได้เข้าใจต้นเหตุของปัญหาหรือมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาหาทางออกที่ยั่งยืน คือ การแก้กติกา สร้างค่านิยม วัฒนธรรมที่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย
ตอนเกิดการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลได้เลือกที่จะใช้มาตรการทางทหารที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยรัฐบาลได้ไตร่ตรองไว้ก่อน และมีการเตรียมการมาอย่างแยบยล เป็นมาตรการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ใช้ปราบปรามประชาชนแบบผิดกฎหมาย พร้อมทั้งยังส่งเสริมการใช้กระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐาน แม้จะมีทีท่าอยู่บ้างว่าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเมื่อมีการประชุมร่วมกันของ 2 สภา เนื่องจากมีการเสนอข้อมูลที่แตกต่างกันของรัฐบาล แต่ว่าเมื่อทำงานไประยะหนึ่งปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงใจ นายกรัฐมนตรีไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเท่าไหร่ พรรคประชาธิปัตย์ไม่แสดงความเห็นอะไรต่อการแก้รัฐธรรมนูญ และยังให้อดีตหัวหน้าพรรคถึง 2 คน มาแสดงความเห็นในทางไม่เห็นด้วยต่อการแก้รัฐธรรมนูญ หรือไม่เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุของปัญหา
ประเด็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมไม่อาจแก้ได้ เพราะบุคลิกของนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์เอง ทั้งนายกรัฐมนตรี โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคและบุคคลอื่นๆ เน้นการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง บางคนถึงขั้นเกะกะระรานรายวัน หรือไม่ก็ใส่ร้ายดื้อๆ ยกกรณีครั้งหลังสุดกรณีแผนตากสิน 2 เป็นต้น กุเรื่องขึ้น ใส่ร้ายกันดื้อๆ ใครถามก็บอกว่าผ่านตามาแล้ว อะไรผ่านตาก็ไม่รู้ สุดท้ายคือไม่มีจริงเลย อันนี้คือไม่มีทางที่จะสร้างความสมานฉันท์ได้ ถ้าไม่แก้ที่ตนเหตุ ที่ความไม่เป็นประชาธิปไตย หรือความไม่ยุติธรรมในประเทศนี้
ปัญหาใต้ ทุ่มงบเหลว
นำกองทัพไม่ได้ เพราะกองทัพตั้งมา
เรื่องที่สาม ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งน่าเป็นห่วง ผมไม่ค่อยวิจารณ์เรื่องนี้ ยังคงยืนยีนท่าทีแบบเดิมมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีว่ากรณีปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้ามีอะไรจะช่วยสนับสนุนได้ยินดีที่จะช่วยเสมอ รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ยินดีเสมอ แต่ต้องยอมรับว่า น่าเป็นห่วงมากที่ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีระดับความรุนแรงที่สูงขึ้น ทั้งๆที่ได้ทุ่มงบประมาณไปมาก แต่กลับไม่เกิดผล แล้วก็ทั้งๆ ที่ประกาศเป็นนโยบาย จะแก้ให้ได้ ลดปัญหาให้ได้ภายใน 99 วัน
ที่เป็นปัญหาอย่างนี้ เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้เวลา และรัฐบาลไม่สามารถนำกองทัพได้จริง บางเรื่องยังตกลงกับกองทัพ ผู้นำกองทัพไม่ได้ ด้วยเหตุจากการที่รัฐบาลต้องอยู่ในสภาพที่ต้องเกรงใจกองทัพ เพราะกองทัพเป็นคนตั้งตนเองมาเป็นรัฐบาล เลยทำให้การนำของรัฐบาลต่อกองทัพไม่สามารถทำได้
ยิ่งไปกว่านั้น การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูงยังไม่ได้แสดงความเข้าใจความหมายของคำว่า “การเมืองนำการทหาร” เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่มากที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยผู้บัญชาการกองทัพบกเองเมื่อไม่เข้าใจเรื่องการเมืองนำการทหารแล้ว คุยกับนายกฯก็คุยไม่ค่อยได้ด้วย ทางรัฐบาลก็ไม่แสดงความเข้าใจ การเมืองนำการทหารแปลว่าอะไร การแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่สำเร็จ ทำกันอยู่อย่างนี้ ไม่ยกเครื่องทำกันอย่างจริงจัง ปัญหาก็จะเลวร้ายลงไปอีก
พระวิหาร : นายกฯมีทิฐิ ที่ทำและพูดไว้ตอนเป็นฝ่ายค้าน
เรื่องที่สี่ คือ กรณีปราสาทพระวิหาร มาถึงวันนี้ยิ่งเกิดความชัดเจนว่าได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาเสียหายมากขึ้นเรื่อยๆ จากกรณีปราสาทพระวิหาร และอาจทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์มากกว่านี้มากขึ้นได้อีก ปัญหาใหญ่สุด อยู่ที่นายกรัฐมนตรีมีทิฐิ ไม่ยอมรับความผิดพลาดที่ได้ทำไว้ พูดไว้ ในขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ก่อนมาเป็นรัฐบาล คำพูดที่ว่า ที่ดินใต้ปราสาทและที่ดินบริเวณปราสาทยังเป็นของไทย ทั้งๆ ที่ศาลโลกตัดสินไปนานแล้วว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ภายในเขตประชาธิปไตยของกัมพูชา
รัฐบาลนี้มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ นายกษิตประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ จะนำปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา รวมทั้งรัฐมนตรีกษิตและพรรคประชาธิปัตย์ยังระบุว่าประเทศไทยยังสงวนสิทธิท้วงคืนปราสาทพระวิหาร ตรงนี้เข้าใจว่ารวมถึงนายกฯอภิสิทธิ์ด้วย ยังสงวนสิทธิทวงคืนปราสาทพระวิหาร หากค้นพบหลักฐานใหม่ทวงคืนได้ตลอดเวลา เพราะไม่มีกำหนดอายุความ ตามข้อ 60 รัฐธรรมนูญศาลโลก ซึ่งเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกับกระทรวงการต่างประเทศ ขัดกับสภาความมั่นคงของไทยเอง เป็นความขัดแย้งกับประเทศไทยเอง
แต่ที่สำคัญคือว่า ที่แสดงความเห็นเหล่านี้ไปแล้ว เมื่อมาถึงปัจจุบันเพื่อเอาชนะคะคานทางการเมืองกับนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีก็ออกมายืนยันความเห็นเดิม และทั้งหมด คือทั้งนายกรัฐมนตรีรัฐบาล และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศปัจจุบัน ไม่ได้แสดงความยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตเลยแม้แต่น้อย ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะทำให้เกิดความรู้สึกในทางไม่ดีจากฝ่ายรัฐบาลและประชาชนกัมพูชาต่อไป
ทุจริต : ไร้การตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ
เรื่องที่ห้า คือเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ที่สำคัญคือปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ในปัจจุบันไม่มีการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากกติกากำหนดไว้เป็นอย่างนั้น คือมีองค์กรที่ทำหน้าที่การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น อย่าง ป.ป.ช. สตง. แต่บุคลากร กรรมการต่างๆที่รับผิดชอบ ล้วนมาจาก คมช.ทั้งสิ้น ซึ่งทำให้องค์กรตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ และองค์กรเหล่านี้เอียงมาทางรัฐบาลนี้อยู่แล้ว เพราะว่ามาจากสายเดียวกัน ทำให้เปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้ง่าย ดูจากกรณีที่ขัดแย้งกันอยู่ เช่น กรณีรถเมล์ 4 พันคัน กรณีการขายข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ก็น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว พ.ร.ก. 4 แสนล้านยิ่งเป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาล
สรุป ขาดประสบการณ์
ที่มาไม่เป็นธรรม ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง เลื่อนลอย
“สรุปได้ชัดเจนรัฐบาลล้มเหลวทั้ง 5 เรื่อง ความล้มเหลวคือการขาดประสบการณ์ของพรรคแกนนำ มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย การแบ่งงานไม่สามารถแบ่งงานให้สอดคล้องกับคนที่ทำงานหรือพรรคที่ทำ แบ่งไปแล้ว ขาดไปแล้ว คุยกันไม่ได้ กลับต้องเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลและกองทัพ จนไม่เป็นตัวของตัวเอง เรื่องทั้งหมดนี้นอกจากเกิดจากความขาดความสามารถขาดประสบการณ์ ที่มาที่ไม่ชอบธรรม ทำให้รัฐบาลนี้ไม่สามารถอยู่ในสภาพที่จะนำพาหรือปรึกษาหารือ คิดนโยบายร่วมกันแล้ว ยังเกิดจากการขาดความเข้าใจว่าประเทศนี้อยู่ในวิกฤตทั้งเศรษฐกิจและวิกฤตการเมืองที่ร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆ ในรอบหลายสิบปี”
นายจาตุรนต์ ยังกล่าวด้วยว่า บทบาทของนายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่อาจจะไม่เล็ก คือ กิจกรรมของนายกฯดูเหมือนว่าการจัดคิวบทบาทมันค่อนข้างเลื่อนลอย ไม่อยู่กับเรื่องใหญ่ๆ เรื่องที่ต้องการการแก้ไขรีบด่วน ต้องการความชัดเจนในทางนโยบาย ต้องการการสั่งการ บัญชาการจากนายกฯ เมื่อไม่มีกิจกรรมแบบนี้ นานเข้า สิ่งที่พูดก็ลอยไปด้วย กรณีการพูดว่า ตัวเลขเศรษฐกิจติดลบ 7 เปอร์เซ็นต์ ก็บอกว่ายังดีกว่าบางประเทศ พูดลักษณะปลอบใจไป แต่ว่าเนื่องจากติดบุคลิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชอบชิงไหวชิงพริบ เอาชนะทางการเมือง ก็เลยยิ่งกลายเป็นว่าสิ่งที่พูดลอยห่างออกจากการปฏิบัติที่เป็นจริง
เรื่องที่วิจารณ์ไปแล้ว ก็หวังว่าบางเรื่องจะเป็นประโยชน์ ปรับการทำงาน เพิ่มการให้ความสำคัญทางด้านนโยบาย การดูแลนโยบาย การประสานงาน การสั่งการ ให้มากขึ้น ที่สำคัญมากคือว่ารัฐบาลนี้ต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่ว่าประเทศอยู่ในวิกฤตที่ร้ายแรง และถ้าไม่แก้วิกฤตที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะวิกฤตประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรม ความขัดแย้งก็จะดำรงอยู่ไม่สิ้นสุด หรือจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อประเทศพบวิกฤตทางการเมืองที่รุนแรงอย่างนี้ ก็ยากมากแล้วที่จะแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ยิ่งมาเจอกับรัฐบาลที่มีที่มาอย่างนี้ด้วย ถ้าไม่รีบแก้ปัญหากติกาให้ถูกต้อง ไม่รีบแก้ให้เกิดความยุติธรรมจริงๆ แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ แก้กติกาให้หมด เริ่มต้นกันใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน หารัฐบาลที่ชอบธรรม หารัฐบาลที่มีความชอบธรรมในการบริหาร ถ้าไม่รีบทำอย่างนี้ปัญหาจะร้ายแรงมากขึ้น และผู้ที่เกิดความเสียหายไม่ใช่ใครอื่น ก็คือประชาชนทั้งประเทศนั่นเอง หวังว่าบางเรื่องรัฐบาลจะรีบนำไปพิจารณา
ประเด็นสุดท้าย มีคนถามผมว่าอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน คือ เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ผมเคยเป็นประธานคณะกรรมการดูแลเรื่องไข้หวัดนกมาก่อน ก็อยากจะให้คำแนะนำว่า ปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เพราะปัญหาไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศวิตกห่วงใย เรื่องนี้ได้สะท้อนความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาลอย่างชัดเจน คือ ไม่ให้ข้อมูลชัดเจน ปิดบังอยู่ นโยบายไม่ชี้แจง ไม่มีการให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบอย่างวิทยาศาสตร์ให้คนเข้าใจได้ง่ายว่าติดโรคจากอะไร ได้อย่างไร ป้องกันได้บ้าง
ยกกรณีภาพข่าวทหารทั้งกรม ทั้งกองร้อยมีการล้างมือในกาละมัง 2 ใบ และมีผ้าเช็ดมืออยู่ผืนเดียว บอกว่าป้องกันได้แล้ว มีการล้างถนนเป็นระยะๆ เสมือนเป็นมาตรการป้องกันได้แล้ว ซึ่งไม่ตรงเลย ไม่มีการสรุปเชิงสถิติว่าติดเชื้อจากอะไร เกิดจากพฤติกรรมอย่างไรจึงติดโรค สถิติข้อมูลในประเทศต่างๆ เป็นอย่างไร แล้วเปรียบเทียบกับประเทศไทยเป็นอย่างไร นาทีนี้ทำไมไม่ใช้ทีวีพูลอย่างจริงจัง แนะนำประชาชนอย่างขนานใหญ่ คนจะได้ลดความหวาดกลัว พร้อมทั้งประชาชนจะได้ไม่ประมาท
“ตอนนี้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่พูดเพียงว่า ตายยังไม่มาก ถ้ามากก็ยังไม่เท่าประเทศอื่น ผมเห็นว่านายกรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมชี้แจงให้เป็นระบบ ผมเชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการคำปลอบใจว่ายังไม่รุนแรง”

องค์กรสื่อระหว่างประเทศ แสดงความวิตกกังวลต่อกรณีสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยถูกฟ้องหมิ่นฯ

ที่มา ประชาไท

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนและเครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียอาคเนย์ แสดงความวิตกกังวลกรณีคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระบุกฎหมายหมิ่นฯ กลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

หลังจากที่ น.ส.ลักษณา กรณ์ศิลป อายุ 57 ปี อาชีพนักแปลและที่ปรึกษาภาคอุตสาหกรรมบริษัทเอกชน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.เดชา พรหมสุวรรณ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.ลุมพินี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ให้ดำเนินคดีกับ นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชีย และกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT รวม 13 คน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี กรณีร่วมกันนำคำบรรยายพิเศษภาษาอังกฤษ ของนายจักรภาพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 โดยอ้างว่ามีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์บันทึกเป็นวีซีดีออก จำหน่ายกับประชาชน รวมทั้งจัดแปลบทเสวนาของนายวีระ มุกสิกพงศ์ และนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ สองแกนนำ นปช. ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนได้แถลงแสดงความวิตกกังวลต่อกรณีดังกล่าว ทั้งยังได้เรียกร้องให้ทางการไทยให้การรับรองเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวในประเทศไทย
โดยแถลงการณ์เรื่องการฟ้องร้องสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล ระบุว่าสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนมีความวิตกกังวลที่ได้รู้ว่าผู้ร่วมวิชาชีพของเราซึ่งเป็นสมาชิกทั้งคณะของคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทยถูกฟ้องร้องในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นโทษอาญาที่มีระวางโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสืบสวนสอบสวนคณะกรรมการทั้ง 13 คนของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศหลังจากได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษซึ่งอ้างถึงการจำหน่ายดีวีดีของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนก่อนซึ่งมาปาฐกถาที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย โดยที่การปาฐกถาดังกล่าวมีขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

นี่เป็นความกังวลที่หนักขึ้น เนื่องจากฎหมายไทยเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจะจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก โจนาธาน เฮด กรรมการคนหนึ่งของสมาคมต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเดียวกันกับที่เคยถูกฟ้องร้องมาก่อน

นายสก็อต แมคโดนัลด์ ประธานสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ กล่าวเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย โดยระบุว่า “สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรียกร้องต่อทางการไทยให้เคารพต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนและให้หลักประกันว่าผู้สื่อข่าวสามารถทำหน้าที่ของตนในประเทศไทยได้โดยมีอิสระจากการกีดขวาง”

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 2 ก.ค. เครือข่ายสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในเอเชียอาคเนย์ หรือ ซีป้า (The Southeast Asian Press Alliance -SEAPA) ซีได้ออกแถลงการณ์ แสดงความวิตกกังวลต่อกรณีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฟ้องร้องคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย และเน้นย้ำว่าสิ่งที่นี่คือการตอกย้ำการความต่อเนื่องของการคุกคามซึ่งกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นปัญหาของการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย

“เราพบว่านี่เป็นพัฒนาการของปัญหาที่ลึกซึ้งยิ่ง ผู้สื่อข่าวทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ มีโอกาสที่จะเผชิญกับความพยายามที่จะคุกคามสื่อมวลชนในประเทศไทย” โรบี้ อาลัมเปย์ ผู้อำนวยการซีป้ากล่าว และว่า “เราได้กล่าวไปแล้วและขอกล่าวอีกครั้งว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระบบกฎหมายไทยนั้นต้องได้รับการทบทวนโดยสภานิติบัญญัติและผู้นำของไทยต่อประเด็นที่มันถูกใช้ในการปิดกั้นและคุกคามสื่อมวลชนในประเทศ"