ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
7 กรกฎาคม 2552
วันนี้ (7 ก.ค. 52) - จอน อึ๊งภากรณ์ เปิดเว็บไซต์ไอลอว์ (iLaw) http://ilaw.or.th/ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมเสนอและแก้ไขกฎหมาย และผลักดันด้วยการล่าชื่อให้ครบหมื่น เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา ตามมาตรา 142 และ 193 ของรัฐธรรมนูญ 2550
นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าววานนี้ (6 ก.ค.) ว่า เว็บไซต์ไอลอว์ (iLaw) สนใจอยากเห็นและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนทั่วไป ในการเสนอกฎหมาย ซึ่งมากกว่าเพียงแค่ร่วมลงนาม แต่มีส่วนตั้งแต่การออกแบบเนื้อหา
"มักมีคนถามว่า แล้วเว็บไซต์ไอลอว์ จะแก้กฎหมายอะไร คำตอบคือ ไอลอว์จะเปิดพื้นที่ให้คนที่อยากเสนอกฎหมาย หรือมองเห็นปัญหาแล้วอยากแก้ไขในกฎหมาย มีโอกาสผลักดันข้อเสนอได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยชุมชนช่วยกันบอกข้อเสนอที่อยากแก้ จากนั้นจะมีทีมงานนักกฎหมาย ช่วยปรับให้มันเป็นร่างกฎหมาย" นายจอนกล่าว
นายจอนกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็นสมาชิกวุฒิสภา อยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ งานหนึ่งที่เป็นหน้าที่หลัก คือการแปรญัตติกฎหมาย แม้พบว่ามีอุปสรรคมากมาย และต้องเจอกระบวนการที่ซับซ้อน แต่ก็เชื่อว่า มันเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่ประชาชนทั่วไปก็สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนนิติศาสตร์มาโดยตรง เพราะแม้แต่ ส.ส. และ ส.ว. เอง ก็มีความหลากหลาย และไม่ใช่ทุกคนที่เป็นนักกฎหมาย
"โดยทั่วไป กว่ากฎหมายจะออกมาได้แต่ละฉบับ ต้องเจอขั้นตอนซับซ้อน แม้ปัจจุบัน กฎหมายจะเอื้อให้ประชาชนครบหมื่นชื่อ เสนอกฎหมายได้ แต่การจะสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมจริงๆ มันต้องมีช่องทางและโอกาส ที่เอื้อให้ประชาชนเข้าถึงการแก้ไขกฎหมายได้จริง ซึ่งขั้นนี้ น่าจะเป็นช่องทางสำคัญ ก่อนจะนำไปสู่การล่าชื่อให้ครบหมื่นชื่อ"
นายจอนเสริมว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน มันสอดรับกับกระแสโลกออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอินเทอร์เน็ตเป็นแบบจำลองของระบอบประชาธิปไตย ที่ค่อนข้างท้าทายระบอบประชาธิปไตยในการเมืองทั่วโลก
"อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาสร้างสรรค์กฎหมาย แม้ว่ากฎหมายจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม แต่สิ่งสำคัญคือ มันจะช่วยสร้างอำนาจการต่อรองให้แก่ประชาชน ในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดี" จอนกล่าว
โดยในวันนี้ (7 ก.ค.) เว็บไซต์ไอลอว์ http://ilaw.or.th/ ซึ่งดำเนินงานโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ภายใต้มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนกล่าวว่า เว็บไซต์ไอลอว์ จะสนับสนุนการเสนอกฎหมายที่ไม่ขัดกับจุดยืนเรื่องความเป็นธรรม และเท่าเทียมกันในสังคม ไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และเคารพในระบอบประชาธิปไตย
ปัจจุบัน ในเว็บไซต์ไอลอว์ มีเนื้อหาที่เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนว่า มีความ สนใจอยากแก้ไขกฎหมายใดบ้าง ซึ่งสามารถระดมข้อเสนอได้กว่าร้อยประการ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่อยู่ระหว่างการเปิดประเด็น ระดมความเห็น เพื่อแก้ไขกฎหมาย อาทิ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 7, 2009
"จอน อึ๊งภากรณ์" เปิดเว็บ ' ilaw ' ชวนเขียนกฎหมายของประชาชน
Monday, July 6, 2009
แหวกวงล้อมเผด็จการใบไม้เขียว เข้าไทยอีนิวส์ได้ผ่านพร็อกซี่
ที่มา Thai E-News
รหัสใบไม้เขียว-ไทยอีนิวส์ถูกทางรัฐบาลบล็อกปิดกั้นมาตั้งแต่เหตุการณ์สงกรานต์เลือดโดยอ้างพรก.ฉุกเฉิน แต่หลังจากสถานการณ์สงบลง รัฐบาลกลับไม่ยอมยกเลิกการปิดกั้น และหนักหนาขึ้นในช่วง2สัปดาห์มานี้คือพอคนคลิ้กเข้าเยี่ยมก็จะไปโผล่ที่เวบictบอกชัดเจนว่าปิดกั้น แต่ก็ไม่ได้บอกสาเหตุว่าทำไมต้องปิดกั้น..
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กรกฎาคม 2552
เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์มาแล้วที่มีผู้อ่านของเราได้ร้องเรียนเข้ามา และมีการแจ้งข่าวร้องทุกข์ตามเวบบอร์ดต่างๆเช่น ประชาไท พันทิป ฟ้าเดียวกัน เป็นต้นว่าเมื่อคลิ้กเข้าชมเวบบล็อกของไทยอีนิวส์ ตามลิ้งค์www.thaienews.blogspot.com หรือhttp://thaienews.blogspot.comแล้วไม่สามารถเข้าได้ เพราะจะลิ้งค์ไปที่เวบไซต์ของictโดยอัตโนมัติที่ http://58.97.5.29/ict.html
อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีแก้ไขในระยะนี้ เราแนะนำให้ท่านเข้าเยี่ยมชมผ่านทางเวบพร็อกซี่ต่างๆ โดยเข้าไปที่www.proxy.org จากนั้นเลือกเวบพร็อกซี่ที่ท่านต้องการ เช่น www.hidemyass.com เป็นต้น เมื่อเข้าไปในเวบพร็อกซี่เหล่านี้ได้แล้ว ก็นำชื่อurlของไทยอีนิวส์ คือwww.thaienews.blogspot.comหรือhttp://thaienews.blogspot.comไปวางในช่องค้นหา แล้วกดenter เพียงแค่นี้ท่านก็สามารถเข้าเยี่ยมชมไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ
ไทยอีนิวส์เป็น1ในจำนวน63เวบไซต์ของฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถูกรัฐบาลบล็อกเวบ นับตั้งแต่เหตุการณ์ลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งใหญ่ของขบวนการคนเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา โดยรัฐบาลอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อบล็อกหรือปิดกั้นเวบ อย่างไรก็ตามแม้เวลาต่อมารัฐบาลได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วก็ไม่ยกเลิกการปิดกั้นเวบบล็อกของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด และยังได้ปิดกั้นหนักขึ้นในระยะ2สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ โดยเมื่อผู้อ่านคลิ้กเข้าเยี่ยมชมก็จะลิ้งค์ไปยังเวบไซต์ของictขึ้นรูปใบไม้เขียว โดยไม่ต้องมีพฤติกรรมปิดบังซ่อนเร้นแบบที่เคยทำตั้งแต่หลังสงกานต์เลือดอีกแล้ว แต่ictก็ไม่ได้ระบุสาเหตุว่าทำไมต้องปิดกั้นเวบบล็อกนี้
แต่ผู้อ่านของเราได้ตั้งข้อสังเกตว่าบางครั้ง บางวัน บางช่วงเวลาก็เข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ ไม่ต้องผ่านพร็อกซี่ ขึ้นกับว่ารัฐบาลหรือictกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนเป็นหลัก
ไทยอีนิวส์เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร19กันยายน2549เพื่อรายงานข่าว และบทความ ตลอดถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย เปิดโปงความชั่วช้าของเผด็จการทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนกระแสหลักไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ
ไทยอีนิวส์มียอดผู้เข้าอ่านถึงขณะนี้ 10,684,763 คลิ้ก โดยเริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 เป็นต้นมา
สลดพระทัยพสกนิกรตายไข้หวัด2009 ทรงระงับงานพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กรกฎาคม 2552
บรูไนซึ่งเป็นประเทศปกครองด้วยราชาธิปไตยประกาศระงับจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาในปีนี้ หลังไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ระบาดมีคนตายแล้ว1ราย ทรงเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกรตามรอยเบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง ปีที่แล้วทรงกำชับให้ราชสำนักและทางราชการรัดเข็มขัดประหยัดไฟเพราะน้ำมันแพงลิ่ว ให้เปิดไฟเฉลิมพรรษาได้แค่เที่ยงคืนต้องปิด แม้จะเป็นประเทศเศรษฐีส่งออกน้ำมันก็ตาม
.jpg)
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประเทศบรูไน ประกาศระงับการจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาครบรอบ 63 ชันษา ของ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ภายหลังเกิดสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดในประเทศ โดยรัฐบาล ออกแถลงการณ์ว่า ทางการจะจัดเพียงพิธีสวดมนต์หมู่เท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บรูไนต้องเผชิญกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตชาวบรูไนเป็นรายแรกของ ประเทศ เป็นเด็กหญิงวัย 12 ปี ขณะที่ประเทศมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวน 120 ราย
เมื่อปีที่แล้วซึ่งเป็นวาระครบรอบ62ชันษา แม้ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน และแม้ว่าจะอยู่ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา อันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย แต่ทางการบรูไนก็ได้เน้นย้ำกำชับให้คนในประเทศช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในภาวะน้ำมันแพง โดยที่สุลต่านบรูไนได้ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการให้สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟประดับประดาเฉลิมพระเกียรตินั้นจะทำได้ตั้งแต่เวลา19.30ถึง24.00น.เท่านั้น
ก่อนถึงวาระเฉลิมพระชนมพรรษาในปีที่แล้ว นิตยสารWHO MAGAZINEพาดหัวขึ้นปกว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน"รัดเข็มขัด"ฉลอง62พรรษา เคอร์ฟิวไฟแค่กลางคืนเท่านั้น
WHOรายงานข่าวว่า พสกนิกรชาวบรูไนต่างร่วมใจกันเฉลิมฉลอง ในวาระอันเป็นมงคลของ องค์สุลต่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน
ทว่าในปีที่แล้วราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นไปเกือบ150ดอลลาร์/บาร์เรล ประเทศที่เป็นมหาเศรษฐีโลกจากการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังเล็งเห็นถึงความประหยัดพลังงานไฟฟ้าในยุคน้ำมันแพง ทางสำนักนายกรัฐมนตรีบรูไน จึงได้ออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟเพื่อประดับประดาเมืองและฉลองวาระสำคัญนี้ จะทำได้ตั้งแต่เวลา 19.30 น. จนถึง 24.00 น.เท่านั้น จากนั้นก็ต้องปิดไฟเพื่อประหยัดไฟฟ้าให้กับประเทศ
224 วัน ได้แค่หมายเรียก แล้ว ปชช.ยังต้องจ่ายชดใช้ค่าเสียหายแทนโจรอีก ??
6 กรกฎาคม 2552
คุณคนไร้แผ่นดิน
224 วัน แล้ว ที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงลอยนวล
แม้หมายเรียก มาถึงได้ในที่สุด แต่เราจะไว้วางใจ คงไม่ได้
เพราะผมมีอคติ ต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เป็นอย่างมาก
ผมไม่เคยเชื่อว่า จะมีการเอาผิด กับเด็กเส้นได้
เวลานี้ก็น่าจะเป็นเพียงเกมส์ที่ยื้อเวลา
กี่ครั้งของกระบวนการยุติธรรม ??
ผมรู้สึกเป็นห่วงประเทศชาติ มากขึ้นทุกวัน
เห็นความไม่ถูกต้องเป็นธรรม ตำตาตำใจได้ทุกวัน
นักการเมือง ก็ไม่ตีแผ่เรื่องนี้เท่าไหร่
เรามักจะไปเล่น เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เป็นปลายเหตุ
==================================
คุณ otosan
224 = 7 เดือน 14 วัน ที่รัฐบาลเผด็จการทรราช ทาสอำมาตย์ วรนุชอภิสัดทำได้ แค่หมายเรียกกลุ่มโจร ก่อการร้ายสากลเสื้อเหลือง
เพียงแค่ต้องการลดกระแสเท่านั้น ไม่ได้คิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจัง ต้องการลากเกมส์ยาวไปเรื่อยๆ เพราะรู้ว่า ยังไงๆ ก็ทำต่อไปไม่ได้
เพราะคนที่สั่งให้อ้ายโจรก่อการร้ายสากลกลุ่มนี้ยึดสนามบินนานาชาติ มันใหญ่คับแผ่นดิน
งานนี้แค่ปา***** เป็นม้วยล้มต้มคนดู คอยดูไปก็แล้วกัน
แต่เราก็จะติดตาม อ้ายวรนุชกลุ่มนี้ต่อไปไม่เลิกลา จนกว่าพวกมันจะต้องชดใช้ความผิดที่ได้ก่อขึ้นจาก คุณ Tuxedo
ดู 399 คลิป เหตุการณ์อัปยศ ที่พวกทำร้ายแผ่นดิน ร่วมกันย่ำยีหัวใจคนไทยทั้งชาติ ทำลายเศรษฐกิจป่นปี้ ได้จาก ลิงก์
*** ทำไมเสื้อเหลืองหมายเรียก เสื้อแดงหมายจับประกัน 500,000 เสื้อเหลืองไม่ต้องมีประกัน
คุณเสือน้อย
อย่างนี้สองมาตรฐานหรือปล่าวครับ นายกฟ้าประทาน?
ทีเสื้อแดงออกหมาย จับเอาจับเอา ต้องหาเงินประกันตัวทีละห้าแสน
แต่เสื้อเหลืองออกหมายเรียกพบ มาคุยเป็นพิธีสองสามคำ เซ็นต์ชื่อกลับ ไม่ต้องเตรียมอะไรมา
อำนวยความสดวกให้เสร็จ วันเดียว รอบเช้า-บ่ายสอง เช้า ส.น.ดอนเมือง บ่าย ส.น.ราชาเทวะ
ประชาธิปัตย์อาจจะเอาข้อกฏหมายความผิด เพื่อเอาไว้เล่นแง่เสื้อเหลืองแข็งข้อ ไม่ตามสั่งโดน ปชป.เล่นงานแน่
งานถนัด ปชป.พรรคทนายความพูดเก่ง แต่บริหารไม่เก่ง แก้ตัวไปวันๆ
=============================
*** จตุพร พรหมพันธุ์
แม้ตำรวจจะออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตรฯ แต่ยังถือว่าเป็นการกระทำที่ 2 มาตรฐาน เพราะกรณีคนเสื้อแดง ตำรวจออกหมายจับในทันที
===============================
ม็อบเหลืองปิดสนามบินเจ๊ง 1.9 หมื่นล้าน
จากเวบไซต์ ไทยรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 3 ก.ค. ว่า ในการประชุมคณะรัฐนตรี (ครม.) วันที่ 9 ก.ค. กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณ สำหรับการชดใช้ค่าใช้จ่ายจริง ที่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้ใช้ไป ในการช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้าง ในช่วงที่มีการปิดท่าอากาศยานสุวรณณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จำนวน 679,724,935.75 บาท
พร้อมทั้งเสนอให้ ครม. รับทราบ ค่าเสียเสียจากการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการบิน จำนวน 18,932,594,271 บาท โดยคณะรัฐมนตรี อาจพิจารณา มาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายดังกล่าว
กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ได้มีการสรุปตัวเลขค่าใช้จ่าย ที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เมื่อรวมกับค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ รวมทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น 19,612,319,206.75 บาท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ คือ
หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีค่าใช้จ่าย 2,292,500 บาท
บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีค่าใช้จ่าย 1,100,000 บาท
บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด มีค่าใช้จ่าย 796,899 บาท
สูญเสียรายได้ 103,592,900บาท
รวม 104,389,799บาท
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าใช้จ่าย 570,427,790.68 บาท
ค่าสูญเสียรายได้ ถึง 13,236,001,371 บาท
รวมเป็นเงิน 13,806,429,161.68 บาท
ส่วนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) มีค่าใช้จ่าย 16,987,159.07 บาท
สูญเสียรายได้ 574,000,000 บาท
รวม 590,987,159.07 บาท
ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กองทัพเรือ มีค่าใช้จ่าย 542,426 บาท
สำหรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 2,544,200 บาท
และ สายการบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 85,033,961 บาท
ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ จำนวน 5,019,000,000 บาท
รวม 5,104,033,961 บาท
============================
***(คุณ หนูชื่อนิดหน่อย)
ทั้งค่าเสียหายจากรายได้ ค่าเสียหายที่ต้องเลี้ยงดูผู้โดยสารที่ติดค้างหลายแสนคน รมต.คมนาคมเตรียมเสนอ ครม. วันที่ 9 นี้
สุดยอดดดดด แทนที่จะไปไล่เก็บกับไอ้พวก พธม. เพราะมันปิดสนามบิน ทำให้เกิดความเสียหาย
แต่รัฐบาลนี้ กลับนำเอาภาษีของ ปชช.ทั้งประเทศไปจ่ายแทน
ถามคนที่เสียภาษีทั้งประเทศหรือยังครับว่า เอา ยอมให้..ยอมจ่ายแทน..
นี่ไงครับ..รัฐบาลที่มาจาก พธม.มันหนุนมา จึงต้องตอบแทน โดยนำเงินภาษี ปชช.มาจ่ายแทนนั่นเอง
===========================================
*** ม็อบโกเต็ก ปิดสนามบินเจ๊ง 1.9 หมื่นล้าน เฮ้ยเงินภาษีตู รัฐบาลอรนุส เมิงอย่าแตะ
คุณแดน คนบ้านนอก
ถามจริงหน่อย ไอ้รัฐบาลอรนุส
ถ้าเป็นเสื้อแดงทำ พวกอรนุสอย่างเอ็ง จะใช้หนี้แทนหรือเป่า
หรือจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพวกยึด
เวรกรรมของประเทศไทย
เมิงปฏิบัติ 2 มาตราฐานแบบนี้ อีก 100 ปี ก็หาความปรองดองไม่ได้
กระบวนการยุติธรรมยังไม่เป็นธรรม อีก 100 ปี ก็หาความปรองดองไม่ได้
งบประมาณยังต้องกู้ เมิงคงกู้มาใช้ชดใช้ค่าเสียหายแทนละซิท่า
หรือเมิงจะขึ้นภาษีรีดประชาชนที่ไม่ร่วมทำ มาใช้ชดใช้ค่าเสียหายแทน
กรรมของประเทศไทย ที่พวกอำมาตย์ก่อขึ้นกับประเทศชาติ
แห่เที่ยวมุกดาหาร หยุด5วัน ดอดเข้าบ่อนเพื่อนบ้าน
ที่มา ไทยรัฐ
ผู้ว่าฯมุกดาหาร เผยช่วงวันหยุดยาว 5 วันประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยวมุกดาหารเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน หลังมีการเปิดกาสิโน คาดเงินสะพัดในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท
นายปราณีต บุญมี ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ว่า ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ที่มีวันหยุดราชการติดต่อกัน 5 วัน ทำให้มีประชาชน นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย และต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวที่ จ.มุกดาหาร จำนวนมาก ไกลสุดเดินทางมาจาก จ.นราธิวาส ทำให้สถานที่พัก และโรงแรมต่าง ๆ ในจังหวัดมีผู้เข้าพักเต็มเกือบทุกแห่ง เป็นประโยชน์อย่างต่อชาว จ.มุกดาหาร ช่วงนี้เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับ ที่พัก โรงแรม และธุรกิจต่อเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร รถนำเที่ยว และผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ ในตลาดอินโดจีน เป็นทั้งแหล่งท้องท่องเที่ยวและแหล่งจำหน่ายสินค้า หลากหลายชนิดจากกลุ่มประเทศอินโดจีน คาดว่าทำให้มีเงินหมุนเวียน ในช่วงวันหยุด 5 วันไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท
ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารกล่าวต่อว่า นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง หลังเดินทางมาท่องเที่ยวและพักที่ จ.มุกดาหาร จะเดินทางผ่านไปเที่ยวยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีการเปิดกาสิโน ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2551 จนถึงเดือน พ.ค. 2552 มีตัวเลขจำนวนคนไทยที่ผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 มุกดาหาร สะหวันนะเขตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กว่า 1,200,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาหลายเท่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือขากลับ ฝากถึงประชาชน และนักท่องเที่ยว อย่าได้ลักลอบนำเข้ายาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การนำสุรา เข้ามาราชอาณาจักรเกินที่กฎหมายกำหนดคือ 1 คนนำเข้าได้ไม่เกิน 1 ลิตร บุหรี่ ไม่เกิน 200 มวน เพราะเจ้าหน้าที่มีการกวดขันอย่างเข้มงวด หากพบมีการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ประชาธิปัตย์กับอีสาน
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
ถือเป็นการลงพื้นที่ภาคอีสานครั้งแรก
แต่ดูแล้วทุลักทุเลยังไงชอบกล ?
ลูกพรรคพากันโขมงโฉงเฉง คนเก่าคนแก่ขู่ลาออก
เรื่องของเรื่องเพราะอีสานเป็นพื้นที่ยากเย็นแสนเข็ญของประชาธิปัตย์
นายกฯประชาธิปัตย์มาอีสานทั้งที จึงควรเป็นตัวของตัวเอง หนักแน่น และมั่นใจ
ส.ส. หัวคะแนนในพื้นที่จะได้มีหน้า มีตา สั่งสมต้นทุนไว้สู้พรรคคู่แข่ง
ปัจจุบันแม้ส.ส.อีสานต่ำ 10 แต่ประชาธิปัตย์มีหัวหาดใหญ่อยู่อุบลราชธานี
รมต. ส.ส. อดีตส.ส.อยู่ที่นี่หลายคน
การเลือกไปเหยียบแผ่นดินอีสานครั้งแรกที่บุรีรัมย์
จึงหักหน้าทำร้ายน้ำใจหัวหาดใหญ่อย่างรุนแรง !
รู้ๆกันดีบุรีรัมย์คือถิ่นเนวิน เจ้าของพรรคภูมิใจไทย
ซึ่งเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายกับรัฐบาลประชาธิปัตย์
นายกฯเพิ่งด่า เพิ่งไล่ตะเพิดหยกๆ ประเดี๋ยวเดียวไปขอพึ่งบารมีถึงบ้าน ?
ต่อให้ชักแม่น้ำ ยกภูเขามาอ้างก็คงยาก
ในเมื่อลูกพรรคตัวเองยังไม่เข้าใจ แล้วจะให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไร
น่าเสียดายแทนนายกฯ และประชาธิปัตย์จริงๆ
โอกาสกอบกู้ชื่อเสียง เรียกศรัทธาจากคนอีสานมาจ่อตรงหน้า
กลับทำผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี
แถมทะเลาะกันเองเละตุ้มเป๊ะหนักกว่าเก่า ??
ในอดีตประชาธิปัตย์ภาคอีสานแข็งแกร่งเกรียงไกร
ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคนี้คือขุนพลอีสานผู้ยิ่งใหญ่
ฟอง สิทธิธรรม เลียง ไชยกาล แห่งอุบลราชธานี
บุญชนะ อัตถากร แห่งมหาสารคาม
กระทั่งยุคหนึ่งขุนพลอีสานถูกลดบทบาท ขณะที่ผู้แทนบางภาคใหญ่โตเกาะกลุ่มแน่นเหนียว
ประจวบเหมาะ"บิ๊กจิ๋ว"ชวลิต ใช้นโยบายอีสานเขียวเอาชนะใจคนอีสาน
กลายเป็นนายกฯพ่อใหญ่อยู่พักหนึ่ง
ส่วนประชาธิปัตย์ยิ่งย่ำแย่ถดถอย มีโอกาสเป็นรัฐบาลก็ทำผิดพลาดหลายเรื่อง
กรณีปล่อยหมากัดม็อบ คนอีสานไม่เคยลืม !!
มาถึงยุคทักษิณ ใช้การตลาดขายฝัน
ปั้นประชานิยมโกยคะแนนถล่มทลาย
กลายเป็นต้นฉบับให้พรรคหรือนักการเมืองที่อยากชนะใจคนอีสานได้ศึกษาลอกเลียน
วันนี้ประชาธิปัตย์กลับมามีอำนาจ นายกฯวาดหวังกำจัดจุดอ่อน
ก่อนชนะใจคนทั้งภาค ชนะใจคนกันเองก่อนดีไหม
ท่านนายกฯเขยอีสาน !?
ครึ่งปีผ่านไป
ที่มา ไทยรัฐ
ผมเกือบลืมไปเสียแล้วครับว่า วันนี้เป็นวันหยุดราชการพิเศษที่คณะรัฐมนตรีท่านมีมติไว้นานแล้วว่า สัปดาห์ใดที่มีวันทำงานแทรก หรือคั่นอยู่กับวันหยุดสำคัญต่างๆ...ก็ให้วันทำงานที่ว่า นั้นเป็นวันหยุดเสียด้วยเลย
จะได้มีช่วงวันหยุดยาวหลายๆวันติดต่อกัน เพื่อให้พี่น้องประชาชนออกเดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางกลับไปเยี่ยมภูมิลำเนาได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น
ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามาตั้งแต่ปลายปี ที่แล้ว ให้กระเตื้องขึ้นมาบ้าง
ถ้าเป็นในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังหมุนจี๋ เงินสะพัดทั่วประเทศไทย จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยขยายตัวแบบพุ่งปรี๊ดๆ ละก็
รัฐบาลขืนมาเพิ่มวันหยุดให้ประชาชนแบบนี้ คงจะถูกสวดแหลกลาญ หาว่ามาทำให้ประชาชนเกียจคร้านเอาแต่เที่ยวไม่ขยันทำงาน เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ
ยุคน้าชาติเป็นนายกฯ ประกาศหยุดยาววันสงกรานต์ เพราะอยากให้คนต่างจังหวัดที่มาทำมาหากินใน กทม. และปริมณฑลหลายล้านคนได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวหลายๆวัน...ยังถูกวิจารณ์แซด
แต่มาถึงยุคนี้ ไม่มีเสียงคัดค้าน มีแต่เสียงขานรับว่าทำดี ทำถูกต้อง เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี งานไม่มีจะทำอยู่แล้ว ไปนั่งที่ทำงานก็ไร้ประโยชน์
ให้หยุดไปเที่ยวเสียดีกว่า ยังจะมีประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง
เราก็เลยได้วันหยุดยาวๆ แบบหยุดพิเศษมาด้วยประการฉะนี้
แต่เท่าที่ได้รับรายงาน ผลของการหยุดหลายวันอาจไม่ส่งถึงสถานการณ์ ทางด้านท่องเที่ยวมากนัก
เพราะผู้ที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว เช่น โรงแรมต่างจังหวัด แจ้งว่า ยอดจองโรงแรมเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์
ยกเว้นจังหวัดที่มีประเพณีงานบุญดังๆ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอื่นๆของภาคอีสาน ที่มีชื่อเสียงในด้านแห่เทียนพรรษา ยังคงมีนักท่องเที่ยวไปเยือนอย่างหนาแน่น
แต่ไม่ว่าวันหยุดพิเศษเหล่านี้จะช่วยหรือไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็อย่าไปคิดอะไรมาก
เพราะรัฐบาลท่านก็บอกแล้วว่า เป็นมาตรการเฉพาะหน้า นำมาใช้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจเท่านั้นเอง มิได้ตั้งใจจะทำตลอดไป
สำหรับปีนี้ ไหนๆก็ได้วันหยุดมาแล้วก็ใช้ซะให้คุ้มค่า
เนื่องจากเป็นวันหยุดที่แทรกอยู่ระหว่างเสาร์อาทิตย์ กับวันหยุดสำคัญ ทางศาสนา 2 วัน ก็หวังว่าท่านผู้อ่านจะใช้เป็นช่วงเวลาพักผ่อนจิตใจ นำตัวเข้าไปอยู่ใกล้ๆพระศาสนาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ผมเชื่อว่าทุกๆบ้านมีห้องพระหรือหิ้งพระ และส่วนมากก็มักจะมีพระคล้องคอกันอยู่แล้ว
เข้าไปกราบไหว้พระในห้อง หรือบนหิ้ง หรือจะประนมมือนิมนต์พระที่คล้องคอขึ้นจบเหนือศีรษะ เหนือหน้าผากสักชั่วครู่ ก็จะทำให้จิตใจสดชื่นขึ้น และสงบขึ้น
จากนั้น ก็นั่งนิ่งๆนึกทบทวนย้อนหลังกลับไปว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2552 เป็นต้นมานั้น เราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง
อย่าลืมว่าวันหยุดพิเศษวันนี้ อยู่ในช่วงครบครึ่งปี หรือ 6 เดือนแรก ของปีนี้พอดิบพอดี
ระยะเวลา 6 เดือน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทบทวนในเรื่องต่างๆ เพราะหากมีอุปสรรคใดๆเกิดขึ้นจะได้ปรับตัวทันก่อนสิ้นปี
นะครับ...ก็ลองนั่งทบทวนกันดูว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ชีวิตของเราเป็นอย่างไร? เผชิญอะไร? แก้ปัญหาไปอย่างไร? ได้ผลแค่ไหน? ควรจะทำอย่างไรต่อไป?
ตั้งโจทย์ให้ตัวเองอย่างตรงไปตรงมาจะมีประโยชน์มาก
แต่ไม่ว่าปัญหาจะหนักแค่ไหน ยากลำบากเพียงใด สิ่งที่จะต้องยึดมั่นอยู่เสมอก็คือ เราจะต้องไม่ท้อถอย เราจะต้องกัดฟันสู้ โดยอาศัยความเพียรและความดีเท่านั้นเป็นแนวหลักในการแก้ปัญหาทั้งปวง
ขอให้ท่องไว้เลยว่า
ความเลวไม่มีทางแก้ปัญหาอะไรได้เด็ดขาด มีแต่จะทำให้ทุกอย่างทรุดหนักลงไปอีก
ครับ! ก็ฝากแนวคิดไว้เพียงเท่านี้ และขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านนั่งทบทวนครึ่งปี 2552 ด้วยความสงบและเยือกเย็น...เพื่อที่จะยืนหยัดต่อสู้กับครึ่งปีหลังด้วยความสงบและเยือกเย็นต่อไป
กระบี่อยู่ที่ใจครับ...หัวใจที่แกร่งกล้าและยึดมั่นในความดี รบพันครั้งชนะพันครา...มากกว่าตำรา รู้เขารู้เรา ของซุนวูด้วยซ้ำ.
"ซูม"
ทนไม่ได้ก็ถอยไป
ที่มา ไทยรัฐ
"ถ้าเขาทนไม่ได้ ไม่บังคับให้ทนอยู่หรอกครับ ถ้าไม่อยากทนอยู่ก็ไม่ต้องอยู่ ผมทำงานอย่างเดียว ถ้าใครไม่สมัครใจก็ไม่บังคับ ไม่มีปัญหา คนเราไม่ควรจะทนทำงาน แต่ควรทำงานด้วยความสมัครใจและอยู่กันด้วยเหตุผล ไม่ได้บังคับให้ใครมาอยู่กับผม ถ้าไม่เดินตามแนวทางที่ถูกต้อง"
นี่คือ "เดอะมาร์ค" ตัวจริงเสียงจริงที่ตอกกลับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ และรัฐมนตรีมหาดไทยตัวจริงเสียงจริงเหมือนกัน แม้จะต้องติดบ่วงบ้านเลขที่ 111 ก็ตาม
นายศักดิ์สยามได้กล่าวทำนองว่า "พรรคภูมิใจไทยที่ต้องทำงาน ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปก็เพื่อให้ได้ใช้เงินกู้ 8 แสนล้าน และเงินงบประมาณปี 53"
จนเป็นมูลเหตุให้นายกฯไม่พอใจ และได้แสดงตัวตนอย่างที่ไม่เคย พบเห็นกันมาก่อน เพราะแน่นอนว่าในฐานะผู้นำรัฐบาล แต่มีคนในรัฐบาล พูดจาแบบนี้ไม่มีใครรับได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งและแสดง "ธาตุแท้" ออกมาให้เห็น
ที่สำคัญรัฐบาลเสียหายแน่ เพราะคำพูดนั้นแปลความหมายได้ขอให้รอถลุงงบประมาณ เงินกู้จากโครงการต่างๆ รวมถึงให้นักการเมืองกระเป๋าตุงก่อนจึงจะแยกจากกัน
ครับ...ก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาทันที
ร้อนถึงพ่อชัย พี่เนวิน และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต้องรีบเคลียร์ ทันที ด้วยการขอโทษขอโพยนายกฯ และชี้ว่าน่าจะเป็นการพูดเล่นกับ นักข่าวมากกว่า
การแสดงท่าทีของนายกฯครั้งนี้ เชื่อว่าคงทนไม่ไหวกับพฤติการณ์ทาง การเมืองของพรรคภูมิใจไทยและนายศักดิ์สยามมากพอสมควร โดย เฉพาะตัวนายศักดิ์สยามเองนั้นทำอะไรในมหาดไทยไว้ก็คงจะรู้กันดี แม้จะเป็นประธานที่ปรึกษา มท.1 แต่ความเป็นจริงแล้วน่าจะเป็น มท. 1 ตัวจริง เพราะแทบจะสั่งการเองเกือบทั้งหมด
"ปู่ชวรัตน์" ก็แค่ "ตุ๊กตา" ในตู้โชว์หน้างานเท่านั้น
ว่าที่จริงแล้วการกินข้าวมื้อกลางวันระหว่างนายกฯกับนายเนวินนั้น ทำให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้น โดยนายเนวินยอมรับแนวทางการทำงาน ของนายกฯ และข้อคิดเรื่องโครงการต่างๆที่เกิดข้อกังขาจนทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาขัดแย้ง รวมถึงขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน ทำให้ ภาพรวมของรัฐบาลเสียหาย และเข้าทางพรรคฝ่ายค้านและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จ้องจะโค่นล้มอยู่แล้ว
นายกฯได้แสดงภาวะผู้นำเต็มพิกัด และถือว่าถูกต้องไม่ธรรมดา จริงๆแล้วนายกฯคงคับอกคับใจมานาน ได้แต่เก็บกดเอาไว้ ดังนั้น การ แสดงท่าทีที่ชัดเจนอย่างนี้ หากอยู่กันไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่ แต่ถ้าจะอยู่ร่วม กันต่อไปต้องฟังกันบ้าง
ไม่ใช่นึกอยากจะทำ นึกอยากจะคิด หรือนึกอยากจะได้อะไรก็ทำ ตามใจชอบได้ นั่นมันไม่ใช่รัฐบาลแล้ว และจะทำให้อายุรัฐบาลสั้นเร็วขึ้น
แทนที่จะจับมือร่วมกันทำงานเพื่อความอยู่รอดและมองถึงอนาคต ข้างหน้า ซึ่งต่างก็รู้กันดีว่าจะต้องเจอมรสุมอะไร ไม่ใช่คิดว่าข้าแน่อยู่ร่ำไป การพ่ายแพ้เลือกตั้งที่สกลนครมันก็คือคำตอบที่พิสูจน์มาแล้วว่าเล่นการเมืองอย่างนี้มีแต่ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ
แน่นอนว่าในฐานะนายกฯต้องรับผิดชอบทุกอย่างหากเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมา ส่วนคนอื่น พรรคร่วมรัฐบาลก็เปิดตูดแยกกันไป
สภาพของรัฐบาลในปัจจุบันก็รู้อยู่แล้ว มีปัญหาสารพัดทับซ้อนกัน เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้น การเมืองก็ยังยุ่ง ปัญหาสังคม โรคร้ายก็รุกกระหน่ำ เกิดปัญหาขัดแย้งในรัฐบาลเรื่องโครงการไม่โปร่งใส อีกทั้งในประชาธิปัตย์ก็ไม่สงบดีดแข้งดึงขา อยากใหญ่อยากเป็นรัฐมนตรีกันวุ่นไปหมด
อีกทั้งศึกนอกก็ไม่ธรรมดา เพราะวันนี้จากยักษ์หลับกลายเป็นยักษ์ตื่นขึ้นมาแล้ว และดูจะน่ากลัวยิ่งกว่าเก่าเสียอีก หากภูมิใจไทยยังเล่นการเมือง "น้ำเน่า" อย่างนี้ อย่าได้คิดชนะเลือกตั้งเป็นอันขาด
ดีไม่ดีพื้นที่ "บุรีรัมย์" จะรักษาเอาไว้ได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้.
"สายล่อฟ้า"
หมากขั้นเทพ "เนวิน"
ที่มา ไทยรัฐ
มื้อกลางวันที่แพงสุดสำหรับพรรคประชาธิปัตย์
โดยเหลี่ยมทางการเมืองที่เซียน "วัดเชิงกัน" ถ้าเลือกเจอกันตามโรงแรมหรู หรือภัตตาคารดัง ยังไงก็ไม่ต้องจ่ายหนักเท่ากับ "บ้านพิษณุโลก"
ที่โดยสัญลักษณ์ของสถานที่เป็นรองแค่ทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นการยกระดับความสำคัญของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" จัดอยู่ในชั้นแขกวีไอพี
สวนทางกับกระแสที่ "ครูใหญ่" กำลังราคาตก เพราะผลจากความพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมในภาคอีสาน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 3 คีย์แมนใหญ่ นั่งร่วมโต๊ะกันพร้อมหน้า
ประชาธิปัตย์ช่วยจ่าย กู้มูลค่า "เนวิน" ได้แบบเนียนๆ
แต่ที่ต้องจ่ายหนักกว่านั้น จากจุดเริ่มต้นมื้อกลางวันที่บ้านพิษณุโลก ก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์เองที่ยอมรับกับปากว่า ได้เลือกเดินสายลงพื้นที่ภาคอีสาน เจาะจงไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ อาณาจักรของ "เนวิน"
ยอมรับกันเป็นนัย "อภิสิทธิ์" ต้องอาศัยซุกใต้ปีก "เนวิน" ประกันความปลอดภัยอยู่ในดินแดนสีแดง
ตอกย้ำข้อตกลงลับที่นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน ออกมาแฉเงื่อนไขเบื้องหลังการพลิกขั้วตั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์รู้ว่าเข้าอีสานไม่ได้ เลยมอบธงให้พรรคภูมิใจไทยไปเจาะตลาดแทน
แผนลึกที่ยากทำใจยอมรับสภาพความจริงกันได้
โดยเฉพาะขาใหญ่ที่เคยเป็นมวยตัวหลักถือว่าโดนตบหน้าอย่างแรง ในอารมณ์ที่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน แกนนำรุ่นเก๋าสายอีสานของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาอาละวาด ประกาศถอนยวง ถ้ายกพื้นที่อีสานให้ค่ายภูมิใจไทย
โดยมีกองหนุนยี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" ให้น้ำอยู่ข้างหลัง
ประชาธิปัตย์ฟัดกันนัว กับปมยกพื้นที่อีสานให้ค่ายภูมิใจไทยทำการตลาดแทน
และก็เป็นอะไรที่เบี่ยงกันได้ตามแผน จากความพ่ายแพ้ของค่ายภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร ต่อเนื่องถึงคิวที่จังหวัดศรีสะเกษ กระแส "เนวิน" ราคาตก
ขมวดปมกลายเป็นการประทับ "ปมด้อย" ของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสาน
จำเป็นต้องพึ่งบริการ "เนวิน"
แต่ที่แสบก็คือ การย้อนศรบทเก่งประชาธิปัตย์ถนัดตีสองหน้า ทางหนึ่งพี่ชายอย่างนายเนวิน เดินหมากวัดใจนายกฯอภิสิทธิ์กับ "เทพเทือก" เสนอสัญญาเป็น "นายหน้า" เจาะตลาดอีสาน
แลกกับงบประมาณและมือไม้
ในจังหวะ "ผ่าหมาก" นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชาย กลับออกมา "ปล่อยของ" กับนักข่าว จำใจต้องกล้ำกลืนฝืนทนร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะต้องรอใช้งบประมาณปี 2553 ก่อน
สะท้อน อาการลึกๆทางใจ
เล่นเอานายกฯอภิสิทธิ์ควันออกหู ตะเพิดกันซึ่งๆหน้า ถ้าไม่ อยากอยู่ก็ไม่ได้บังคับ
แล้วก็เป็น "เนวิน" ที่รีบต่อสายเคลียร์ใจกับนายกฯอภิสิทธิ์ และ "เทพเทือก" อย่าถือสาหาความ ออกตัวแทนน้องชาย แค่รายการสื่อสารผิดคิว
ตบหัวแล้วลูบหลัง ลูบหลังแล้วตบหัว
"เนวิน" เด้งเชือก เผื่อยุทธศาสตร์ "ลอยตัว" ตีกรรเชียงดึงระยะห่างจากยี่ห้อประชาธิปัตย์ ไม่ให้ถูกเครือข่าย "นายใหญ่" ประทับภาพ "นอมินี"
ผูกแขนมัดขาภูมิใจไทยติดกับประชาธิปัตย์ กอดคอกันตายในอีสาน
นี่แหละเกมระดับเทพของคนชื่อ "เนวิน"
แต่จุดพลิกผันมันก็มี ตามข่าวที่ออกมา เบื้องหลังการถ่ายทำมื้อกลางวันที่บ้านพิษณุโลก "เนวิน" บุกเดี่ยว ยื่นเงื่อนไข "ร่วมหุ้น" กับคีย์แมนประชาธิปัตย์ เพื่อแลกกับงบประมาณ เสบียงกรัง ในการเป็นตัวแทนเจาะตลาดอีสาน พร้อมถอยโปรเจกต์รถเมล์เอ็นจีวี ไม่พ่วงออปชั่นนิรโทษกรรมคนบ้านเลขที่ 111 กับ 109 ในคิวแก้รัฐธรรมนูญ
เดินเกมโดยไม่สนเพื่อนพรรคร่วมรัฐบาล
แม้แต่การระบายสินค้าเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ก็ให้นายกฯอภิสิทธิ์กำหนดแผนมาพร้อมจัดให้ เหมือนกับบล็อกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หุ้นส่วนใหญ่ค่ายภูมิใจไทย ออกจากดีล
ในอารมณ์ที่เข้าทาง เกมตลบหลัง "ตอกลิ่ม" ฝ่ายประชาธิปัตย์ ชิงต่อสายส่งซิกบรรดาขาใหญ่พรรคร่วมรัฐบาล แฉคิว "เนวิน" กระซิบ บอกไม่ต้องให้ราคา "บรรหาร ศิลปอาชา-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี"
เพราะตอนนี้คนไหลมาอยู่ใต้ปีกหมดแล้ว
"เนวิน" ดึงตัวเองลอยเด่นอยู่คนเดียว ง่ายต่อการโดนล่อเป้า.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ปกปิด-บิดเบือน
ที่มา ไทยรัฐ
ผมขออนุญาตนำข้อมูลทางเมล์ เกี่ยวกับประเด็น ปราสาทเขาพระวิหาร หัวเรื่องว่า ปราสาทพระวิหาร : บิดเบือน ทำไมจึง ต้องเบือนบิด โดย สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ซึ่งเผยแพร่ใน Mekong Review ของเว็บไซต์หนึ่ง อ่านแล้วเข้าท่าดี
เริ่มต้นมุ่งประเด็นไปที่สื่อมวลชนไทย ที่ตกเป็นเครื่องมือของการให้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หลังจากที่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณสุวิทย์ คุณกิตติ เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 23-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา
โดยการให้ข่าวของคุณสุวิทย์ในทำนองว่าคณะกรรมการมรดกโลก เลื่อนการส่งรายงานแผนการอนุรักษ์และพัฒนามรดกโลกพระวิหารของกัมพูชาไปอีกจนถึงเดือน ก.พ.ปี 2010 หรืออีก 7 เดือนข้างหน้า
ถือเป็นผลงานในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ทำให้เข้าใจผิดในสื่อมวลชน ตีข่าวว่า ไทยค้านการขึ้นทะเบียน เขาพระวิหารสำเร็จ กรรมการมรดกโลกขยายขึ้นทะเบียนพระวิหารไปปีหน้าบ้าง สุวิทย์โวกล่อมยูเนสโกยืดขึ้นทะเบียนพระวิหาร 1 ปีบ้าง
โดยสื่อมวลชนได้อ้างคำพูดของคุณปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ที่แถลงว่า คุณสุวิทย์ได้รายงานผลการเดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ คณะกรรมการมรดกโลกที่สเปน ว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้ขยายเวลาการพิจารณาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร โดยประเทศกัมพูชาฝ่ายเดียวออกไปเป็นเดือน ก.พ.ปีหน้า
และมีการให้สัมภาษณ์ของคุณสุวิทย์ในเชิงเปรียบเปรยว่า เหมือนเราแข่งฟุตบอลครั้งแรกโดนยิงพรุน ครึ่งหลังตีเสมอได้ ตอนนี้คือการต่อเวลา เรายังมีเวลาทำงาน
หากไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรงก็เป็นการจงใจบิดเบือนอย่างร้ายกาจ
เพราะคณะกรรมการมรดกโลกได้ตัดสินใจไปแล้วว่า ให้ขึ้นทะเบียน ปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว ครั้งที่มีการประชุมครั้งที่ 32 ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา และมติดังกล่าวไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด การประชุมครั้งที่ 33 ที่สเปนไม่มีประเด็นปราสาทพระวิหารอยู่ในวาระการประชุม
การเดินทางไปสเปนของคุณสุวิทย์และคณะ ไม่ได้มีผลต่อการ ตัดสินใจ ของคณะกรรมการมรดกโลก นอกจากการขอเข้าพบ ผอ.องค์การ ยูเนสโก เพื่ออธิบายในสิ่งที่รัฐบาลไทยเคยพูดไปแล้ว
และการขยายเวลาในการส่งรายงานของกัมพูชา ไม่ได้มีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ นอกจากเรื่องทางเทคนิคการทำงานระหว่างกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกเท่านั้น
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความล่าช้าในการทำแผนที่ของกัมพูชาโดยเฉพาะความขัดแย้งในบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ กัมพูชาเป็น ฝ่ายขอเลื่อนเองมาหลายครั้งแล้ว และการที่โฆษกรัฐบาลระบุว่าประเทศไทยมีเวลาอีก 1 ปี เพื่อรณรงค์ในการร่วมขึ้นทะเบียนด้วยโดยอ้างมติที่ 13 นั้นเป็นข้ออ้างที่ผิดเรื่องผิดราว เพราะถ้าเราจะดำเนินการในลักษณะดังกล่าวต้องเข้าองค์ประกอบคือ 1. ค้นพบสิ่งใหม่ที่สำคัญทางโบราณคดี 2. ต้องได้รับความยินยอมจากกัมพูชา อย่าบิดเบือนให้ยาก.
หมัดเหล็ก