WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 7, 2009

รัฐบาลชั่วคราวฮอนดูรัส สั่งปิดสนามบิน ปธน.พลัดถิ่นกลับลำไปลงเอลซัลวาดอร์

ที่มา ประชาไท

เที่ยวบินเซลายาลงจอดไม่สำเร็จ หลังทหารตำรวจเอารถมาจอดขวางรันเวย์-สั่งยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ด้านเซลายากลับลำไปลงที่ เอลซัลวาดอร์ ยังวางแผนกลับประเทศ 1-2 วันนี้ วอนทหารอย่าหันปืนมาทางประชาชน มิเชลเลตตีลั่นจะไม่เจรจาใดๆ จนกว่าประเทศจะสงบ ล่าสุดผู้ชุมนุมปะทะกับทหารตำรวจใกล้สนามบิน ถูกยิงเสียชีวิตหนึ่งราย





ภาพวิดีโอรายงานข่าวของ Aljazeera ภาคภาษาอังกฤษ แสดงให้เห็นปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารในเขตสนามบิน ซึ่งได้แสดงภาพของผู้เสียชีวิต จากการถูกทหารยิงใส่
ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีมานูเอล เซลายา ตะโกนเชียร์หลังเครื่องบินเจ็ทที่เขาโดยสารบินเหนือท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงเตกูซิกัลปา เมื่อ 5 ก.ค. แต่ไม่สามารถลงจอดได้เพราะทหารใช้ยานพาหนะขวางรันเวย์ (ที่มา: AP Photo/Eduardo Verdugo)
ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีเซลายายืนชี้กองเลือด ซึ่งเป็นจุดที่ชายผู้หนึ่งถูกทหารยิง ภายนอกท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงเตกูซิกัลปา ฮอนดูรัส เมื่อ 5 ก.ค. (ที่มา: AP Photo/Rodrigo Abd)
หญิงคนหนึ่งกำลังปลอบโยน นางซิลเวียร์ เมนซิลาส (Silvia Mencillas) (ขวามือ) ซึ่งยืนอยู่ข้างโลงของลูกชายนายอิซี มูริลโย่ (Isy Murillo) อายุ 19 ปี ภาพถ่ายเมื่อ 6 ก.ค. โดยมูริลโย่ถูกยิงเมื่อวันอาทิตย์หลังจากที่กองทัพพยายามป้องกันสนามบินระหว่างปะทะกับผู้ชุมนุม (ที่มา: AP Photo/Rodrigo Abd)
ภาพเผยแพร่ของประธานาธิบดีอาเจนติน่า ในภาพคือนางคริสตีนา เฟอร์นันเดช เดอ เคิร์ชเนอร์ ประธานาธิบดีอาเจนติน่า (Cristina Fernandez de Kirchner) (ขวามือ) และคู่สนทนาคือประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ราฟาเอล คอร์เรอา (Rafael Correa) (ซ้ายมือ) และเลขาธิการองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) โฮเซ่ มิเกล อินซุลซา (Jose Miguel Insulza) บนเครื่องบินแทงโก 01 ขณะทำกลางบินอยู่ในน่านฟ้าภูมิภาคอเมริกากลางมุ่งหน้าสู่เอลซัลวาดอร์ เมื่อ 5 ก.ค. (ที่มา: REUTERS/Presidency/Handout)
มานูเอล เซลายา (สวมหมวก แถวนั่งที่ 2 จากซ้าย) แถลงข่าวที่ท่าอากาศยานนานาชชาติโคมาลาปา (Comalapa) ประเทศเอลซัลวาดอร์ เมื่อ 5 ก.ค. หลังไม่สามารถร่อนลงจอดที่ฮอนดูรัสได้
ในภาพถัดจากเซลายา คนซ้ายมือคือประธานาธิบดีราฟาเอล คอเรอาแห่งเอกวาดอร์ ส่วนคนที่ััถัดจากเซลายาทางขวา คนที่ 3 จากขวามือคือประธานที่ประชุมสมัยที่ 63 ของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ มานูเอล เดสคอร์โต (Manuel d'Escoto) ถัดมาคือคริสตีนา เฟอร์นันเดช เดอ เคิร์ชเนอร์ ประธานาธิบดีอาเจนติน่า ส่วนขวามือสุดคือประธานาธิบดีปารากวัย เฟอร์นันโด ลูโก (Fernando Lugo) (ที่มา: REUTERS/Luis Galdamez)
มิเชลเลตติสั่งปิดสนามบิน “เซลายา” กลับลำไปลงเอลซัลวาดอร์
มานูเอล เซลายา ประธานาธิบดีฮอนดูรัสมีแผนการเดินทางโดยเครื่องบินจากสหรัฐฯ มายังท่าอากาศยานนานาชาติตอนคอนติน กรุงเตกูซิกัลปา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐบาลชั่วคราวฮอนดูรัสห้ามไม่ให้เซลายานำเครื่องบินลงจอดในประเทศ ทำให้เครื่องบินที่มีประธานาธิบดีผู้ถูกทำรัฐประหารต้องเบี่ยงเส้นทางไปลงจอดในประเทศเอลซัลวาดอร์ แทน
เหตุที่เครื่องบินของเซลายาเปลี่ยนเส้นทางนั้นเนื่องมาจากมีกองทัพของฮอนดูรัสนำยวดยานมาจอดขวางรันเวย์ไว้ไม่ให้เครื่องบินลงจอดได้ โดยขณะที่เครื่องบินกำลังเปลี่ยนเส้นทางบนน่านฟ้าของสนามบินฮอนดูรัส ก็มีประชาชนผู้สนับสนุนเซลายาที่มาชุมนุมพากันส่งเสียงเชียร์
เซลายาระบุว่าเขาอาจพยายามเสี่ยงกลับประเทศอีกครั้งในวันที่ 6 หรือ 7 ก.ค. นี้ และพยายามนำตัวเองคืนสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ทั้งที่ยังมีกลุ่มรัฐบาลต่อต้านเขาอยู่
โดยในช่วงเช้าของวันที่ 6 ก.ค.ตำรวจและทหารออกมาตรวจตราตอมท้องถนนของกรุงเตกูซิกัลปาพร้อมกระบองและด้ามพลองเหล็ก นอกจากนี้ทางการยังได้สั่งปิดสนามบินและยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้ชุมนุมปะทะทหารที่สนามบิน ถูกยิงเสียชีวิตแล้ว 1 ราย
โดยในวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมามีกลุ่มผู้สนับสนุนเซลายาที่สนามบินและกลุ่มทหารกำลังปะทะกัน มีอย่างน้อยหนึ่งรายเสียชีวิตจากการปะทะกันในครั้งนี้ โดยเหตุปะทะเริ่มจากการที่กลุ่มผู้สนับสนุนเซลายากว่าพันคนพังรั้วใกล้ๆ กับรันเวย์เพื่อมาต้อนรับเซลายา
ช่างภาพของสำนักข่าว AP ที่อยู่ในเหตุการณ์รายงานว่า ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวถูกยิงเข้าที่ศีรษะซึ่งยิงมาจากด้านในสนามบินขณะที่ผู้ชุมนุมพยายามพังรั้ว ส่วนสภากาชาดระบุว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวว่าเป็นชายอายุ 19 ปีจากเมืองโอลานโช (Olancho) บ้านเกิดของเซลายา
ล่าสุดทราบชื่อ ชายที่เสียชีวิตคนดังกล่าวแล้วคือนายอิซี มูริลโย่ (Isy Murillo)
สภากาชาดยังได้รายงานอีกว่ามีประชาชนอย่างน้อย 30 ราย ได้รับบาดเจ็บหลังจากที่กลุ่มผู้รักษาความสงบยิงปืนขู่และฉีดแก๊สน้ำตา
ขณะที่เครื่องบินของเซลายากำลังกลับลำเพื่อไปยังเอลซัลวาดอร์ นั้น ผู้สนับสนุนเขาร่วมกันประสานเสียงว่า “พวกเราต้องการหมวกเหล็กสีน้ำเงิน” ซึ่งหมายถึงกองกำลังรักษาความสงบของสหประชาชาติ (Peacekeepers) ผู้ชุมนุมบางคนถึงกับร้องไห้
“พวกเรากลัวมาก พวกเราเสียใจเพราะพวกทหารไม่ยอมให้เมล (ชื่อเล่นของมานูเอล เซลายา) กลับมา แต่พวกเราก็จะไม่ยอมพ่ายถอยไป” คาริน อันตูเนซ ผู้ชุมนุมอายุ 27 กล่าว “พวกเราคือประชาชนและพวกเราก็จะเดินขบวนต่อไป เพื่อให้ประธานาธิบดีของพวกเรากลับบ้าน”
โดยหลังจากที่เครื่องบินกลับลำออกไปแล้ว ก็มีรถบรรทุกกลุ่มตำรวจขับเข้ามาสั่งให้ทุกคนออกไปจากพื้นที่
มาติกัส เซาเซดา นักสิทธิมนุษยชนวัย 65 ปี บอกว่านี่คือสงคราม “ลองจินตนาการดูสิว่า มันจะเลวร้ายขนาดไหนหากประธานาธิบดีบินอยู่เหนือน่านฟ้านี้แล้วแต่พวกเขาก็ไม่อนุญาตให้เขาลงจอด”
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีมานูเอล เซลายาได้กล่าวขณะอยู่ที่เอลซัลวาดอร์ว่า “ทหารชาวฮอนดูรัส อย่าได้หันปากกระบอกปืนไปยังพี่น้องของพวกเราเองเลย”
เขายังได้ในการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ (5 ก.ค.) ที่ผ่านมาด้วยว่า “ผมขอเรียกร้องให้ทหารฮอนดูรัสวางปืนลงเสีย” ซึ่งในที่ประชุมแถลงข่าวในครั้งนี้มีประธานาธิบดีของเอลซัลวาดอร์, อาร์เจนตินา, ปารากวัย, เอกวาดอร์ และประธาน OAS ที่บินมาจากสหรัฐฯ ร่วมอยู่ด้วย
“ผมต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อการแก้ปัญหาในครั้งนี้โดยปราศจากความรุนแรง” เซลายากล่าวต่อ โดยเขาวางแผนจะเดินทางไปยังนิคารากัวต่อ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้สหประชาชาติ, องค์การรัฐอเมริกัน, สหรัฐฯ และประเทศในยุโรป “ทำอะไรสักอย่างกับรัฐบาลที่แข็งกร้าวนี้”
มิเชลเลตตีปฏิเสธไม่มีการเจรจาจนกว่าประเทศจะสงบ
ซึ่งโฮเซ่ มิเกล อินซัลซา ประธาน OAS บอกว่าเขากำลังพยายาม "ดำเนินการทางการฑูตอย่างเหมาะสมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย"
ขณะที่รักษาการประธานาธิบดีของฮอนดูรัส โรเบอร์โต มิเชลเลตตี กล่าวว่าเขาจะไม่ยอมให้มีการเจรจาใดๆ จนกว่า สิ่งต่างๆ จะกลับสู่สภาพปกติ "พวกเราจะอยู่ที่นี่จนกว่าประเทศจะสงบ" มิเชลเลตตีกล่าว "พวกเราเป็นตัวแทนของประชาชนโดยแท้จริง"
ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติ บัง คี มูน กล่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่าเขารู้สึกเสียใจกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในฮอนดูรัส และเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องประชาชน โดยกล่าวว่าพวกเขาควรได้รับสิทธิ์ให้การแสดงความเห็นโดยไม่ถูกข่มขู่
เลขาธิการสหประชาชาติยังได้ย้ำคำเดิมว่า รัฐประหารเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ฮอนดูรัสก็ถูกองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) เพิกถอนสมาชิกภาพ เนื่องจากรัฐบาลชั่วคราวของฮอนดูรัสไม่ยอมคืนตำแหน่งให้กับประธานาธิบดีเซลายาภายในสามวันตามกำหนด ซึ่งการถูกเพิกถอนสมาชิกภาพนี้อาจทำให้ฮอนดูรัสต้องประสบความลำบากด้านเงินทุนกู้ยืมจากพหุภาคี ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ก็ได้ระงับความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ฮอนดูรัส ประเทศที่ยากจนเป็นอันดับสามในเขตซีกโลกตะวันตก รองจากเฮติ และนิคารากัว
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Honduras blocks ousted leader's return, Patrick Markey, Reuters, 06-07-2009
Honduras slides toward greater instability, WILL WEISSERT and JEANNETH VALDIVIESO, AP, 06-07-2009 http://news.yahoo.com/s/ap/20090706/ap_on_re_la_am_ca/lt_honduras_coup_155

สังคมที่สยบยอมต่อ “วัฒนธรรมโกง”

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์เสนอทางแก้ปัญหาเรื่อง “วัฒนธรรมโกง” ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนทัศนคติของประชาชน แต่ต้องสร้างช่องทางให้ประชาชนรู้ทันและสามารถตรวจสอบอำนาจอันเป็นที่มาของวัฒนธรรมโกงนั้นมากกว่า!

ผลสำรวจของเอแบคโพลล์จากกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 1,228 ครัวเรือน พบว่า “ร้อยละ 84.5 มองว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ ร้อยละ 51.2 ยังยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น โดยคิดว่าทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้” (ประชาไทออนไลน์, 29-06-2552)
ผู้เขียนไม่ได้เห็นคำถามของเอแบคโพลล์ที่ใช้ถามกลุ่มตัวอย่าง แต่จากผลสรุปข้างต้น แสดงให้เห็นว่าผู้ตอบคำถามเชื่อหรือยอมรับอยู่แล้วว่า การทุจริตคอรัปชั่นในวงการธุรกิจและรัฐบาลทุกรัฐบาลเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงจนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และจากความเห็นที่ว่า “ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้” สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนหมดหวังกับการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ความหวังที่ยังพอจะเหลืออยู่ คือ หวังว่ารัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นจะใช้ความสามารถหรือยอมเหลือ “ส่วนแบ่ง” สำหรับพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นบ้าง
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ การมองว่า “การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในทุกวงการ” กับการมองว่า “การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในทุกวงการ” มีนัยต่างกัน กล่าวคือมุมมองแรกไม่ได้มีความหมายในเชิงยอมรับหรือปฏิเสธการทุจริตคอรัปชั่น แต่มุมมองหลังมีความหมายในเชิงยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ (ใครๆเขาก็ทำกัน ฉันก็ต้องทำบ้าง)
ส่วนมุมมองที่ว่า “ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้”
นั้น นอกจากจะเป็นทัศนคติที่สยบยอมต่อ “วัฒนธรรมโกง” แล้ว ยังฝากความหวังไว้กับวัฒนธรรมโกงด้วยว่าจะสามารถนำพาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี
หากพิจารณาในเชิงตรรกะ การทุจริตคอรัปชั่นกับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศย่อมไปด้วยกันไม่ได้ เพราะสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ นอกจากความเจริญทางวัตถุ เทคโนโลยี ความสามารถในการผลิต การแข่งขัน ประชาชนอยู่ดีกินดี เป็นต้นแล้ว ความสุจริตโปร่งใสและความเป็นธรรมก็ถือเป็นตัวบ่งชี้หรือองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งของ “ความเจริญรุ่งเรือง” ของประเทศ
จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า ทำไมประชาชน (กลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ) กว่าร้อยละ 51 จึงคิดว่าการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลไปด้วยกันได้กับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและการอยู่ดีกินดีของประชาชน เพราะโดยเหตุผลแล้วการทุจริตคอรัปชั่นคือสิ่งทำลายความเป็นธรรมทางสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่จะช่วยลดวิถีการแข่งขันแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือวิถีการแข่งขันที่ทำให้คนรวยจำนวนน้อยยิ่งรวยขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ส่วนคนจนจำนวนมากยิ่งจนลงๆ
ดังนั้น จึงน่าตั้งคำถามต่อมุมมอง “ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้” ว่ามุมมอง (หรือประชาชนที่มีมุมมอง) ดังกล่าวนี้นิยาม “ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ” อย่างไร
แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือ ทัศนคติที่ยอมรับว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา หมดหวังต่อการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และสยบยอมต่อวัฒนธรรมโกงดังกล่าว เป็นทัศนคติที่สวนทางกับกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยแบบตรวจสอบ/แบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม
ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตยแบบตรวจสอบ/แบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม เป็นประชาธิปไตยก้าวหน้าที่สังคมเราควรพยายามสร้างขึ้น ทัศนคติของประชาชนในชาติที่ยอมรับ สยบยอม หรือกระทั่งหวังพึ่งรัฐบาลโกงในการสร้างความเจริญของประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าดังกล่าว
แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรด่วนสรุปว่า ทัศนคติที่ยอมรับ สยบยอม (หรือกระทั่งหวังพึ่ง) วัฒนธรรมโกงดังกล่าว เป็นปัญหาความไม่สามารถแยกแยะถูก-ผิดของประชาชน แล้วก็เลยคิดว่าจะต้องไปให้ “ปัญญา” ที่ทำให้ประชาชนหายโง่
สิ่งที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของทัศนคติดังกล่าว เช่น อำนาจต่างๆที่ตรวจสอบไม่ได้ วิถีการเมือง/เศรษฐกิจที่รองรับหรือปกป้องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างอำนาจรัฐอำนาจทุน หรืออำนาจขุนนางอำมาตยาธิปไตยที่ครอบงำสังคมนี้มาอย่างยาวนานต่างหาก คือสิ่งสร้าง/รองรับ “วัฒนธรรมโกง” และเป็นมูลเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดทัศนคติดังกล่าวในหมู่ประชาชน
ทางแก้ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนทัศนคติของประชาชน แต่ต้องสร้างช่องทางให้ประชาชนรู้ทันและสามารถตรวจสอบอำนาจอันเป็นที่มาของวัฒนธรรมโกงนั้นมากกว่า!

วิถีประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุข(ตอนจบ):ภาคการทหาร หลักการรบสงครามประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
7 กรกฎาคม 2552

*บทความครบชุดประกอบด้วย:
-ตอนที่1:สงครามประชาชน สงครามปฏิวัติ
-ตอนที่2:การปฏิวัติสังคม
-ตอนที่3:ยุทธศาสตร์ นโยบาย ภารกิจ
-ตอนที่ 4:แนวทางการต่อสู้/องค์กรนำและหน่วยปฏิบัติการ
-ตอนจบ:ภาคการทหาร หลักการรบ สงครามประชาชน

ภาคการทหาร

จากความจริงที่ว่าการสงครามนั้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายของทางการเมือง ซึ่งหมายถึงหากมีการดำเนินการทางการเมืองที่ถูกต้อง การเจรจาต่อรอง การแบ่งสรรอำนาจเพื่อยุติความขัดแย้งอาจเป็นไปได้ด้วยวิถีทางทางการเมือง แต่ถ้าหากการเจรจา ต่อรอง ประนีประนอมนั้นเป็นไปไม่ได้ หนทางสุดท้ายของการเมืองก็คือสงคราม และในกรณีนี้สงคราม ขั้นสุดท้ายคือสงครามประชาชน (Clause Witz: ttp://www.clausewitz.com/CWZHOME/VomKriege2/ONWARTOC2.HTML)


อย่างไรก็ตามหากการเดินเรื่องทางการเมืองประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นการหลีกเลี่ยงสงครามไปได้ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนจำนวนแสน จำนวนล้านจากสงคราม ดังนั้นในทุกสถานการณ์ จึงต้องใช้การเมืองนำการทหาร ไม่ใช้การทหารนำการเมืองเป็นอันขาด ความสำเร็จและชัยชนะต้องได้มาจากความสำเร็จด้านการเมืองก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเกิดสงครามในที่สุดหรือไม่ก็ตาม หรือแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางสงครามก็ตาม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรู้เรื่องการทหารจึงมีความจำเป็น แนวคิดด้านการทหารนี้ จะประยุกต์ทั้งที่เป็นของตะวันตกและตะวันออก ในส่วนของตะวันตกนั้นจะเป็นหลักสงครามทั่วไป ส่วนทางตะวันออกนั้นจะเป็นยุทธวิธีการทหารของจีนเพื่อให้มีแนวคิดทฤษฎีเพียงพอที่จะนำไปประยุกต์กับสภาพแวดล้อมจริงที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเช่นเคยเอกสารนี้จะไม่จำกัดอยู่ในเรื่องเฉพาะถิ่น เฉพาะพื้นที่หากแต่จะเป็นหลักการทั่วไปที่สามารถ นำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่ในระดับพื้นที่ปฏิบัติการในสนามไปจนถึงระดับชาติขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการนำไปใช้

นอกเหนือจากนั้น แนวคิดด้านการทหาร ที่เป็นกลยุทธด้านต่างๆนั้น สามารถนำไปใช้ในยามสงบในเรื่องของ การแข่งขันทางการเมือง ทางธุรกิจและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือยุติไม่ให้เกิดเงื่อนไขสงครามที่จะนำไปสู่การเกิดสงครามได้ ดังนั้นเอกสารนี้ จึงเป็นเรื่องของทั้งสงครามและสันติภาพในตัวเอง มีลักษณะของความเป็นกลางขึ้นอยู่กับผู้ที่นำไปใช้ว่ามีจิตใจรับใช้มวลชนหรือต้องการอำนาจผูกขาดไว้กับตนเองและพวกพ้อง

อย่างไรก็ตามเอกสารนี้ผลิตขึ้นเพื่อรับใช้มวลชน รับใช้ประชาชน มีแนวทางการต่อสู้ในวิถีทางของประชาธิปไตย ดังนั้นจึงมั่นใจว่าการปฏิบัติตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้ในเอกสารนี้จึงเป็นแนวทางของฝ่ายธรรมะ ของฝ่ายประชาธิปไตยเสมอ

หน่วยทหารในที่นี้ อาจเป็นหน่วยทหารขนาดเล็ก หน่วยอาสาสมัครฝ่ายพลเรือน หรือแม้แต่ทหารบ้านหรือชุดรักษาหมู่บ้านหรือแม้แต่ ไทยอาสาป้องกันชาติในอดีตที่ติดอาวุธก็สามารถนำไปใช้งานได้เช่นกัน และ อาจขยายตัวเป็นได้ถึง กองทัพแห่งชาติซึ่งรวมเอาทุกเหล่าทัพไว้ด้วยกันก็ได้ ไม่จำกัดขนาด สถานที่และเวลา อยู่ที่การนำไปปรับใช้อย่างแยบคายเท่านั้น

การเมืองนำการทหาร

- การเมืองอยู่เหนือการทหาร อย่าให้ชัยชนะทางทหารเล็กๆน้อยๆ มาทำให้เข้าใจว่าชนะสงครามนั่นเป็นเพียงการรบเท่านั้น การทหารต้องรับใช้การเมือง การเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทางของการทหาร

- งานการเมืองจัดตั้งขึ้นในหน่วยทหารเพื่อสร้างความสามัคคีในหน่วยของตนก่อน จึงจะออกไปปฏิบัติงาน การเมือง การทหารภายนอกได้ งานการเมืองนี้รวมถึงกลุ่มที่เป็นพันธมิตร การสามัคคีกับประชาชน การทำให้กลุ่มคู่ขัดแย้งหรือศัตรูหมดพันธมิตรหรือกำลังของตนลง สิ่งนี้จะเป็นหลักประกันแห่งชัยชนะในบั้นปลาย

- การให้การศึกษาทางความคิดเป็นหัวใจ ในการสร้างความสามัคคีทั่วทั้งมวลชน

- หลักการทางการเมืองข้อแรกคือ หลักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้นำและผู้ตาม นายทหารกับ พลทหาร กวาดล้างการถือตัว หยิ่งยโส เจ้าขุนมูลนายออกให้สิ้น ยกเลิกระบบดุด่า ทุบตี สร้างวินัยจาก ความสำนึกและการใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

- หลักการทางการเมืองข้อที่สองคือ หลักการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง มวลชนกับประชาชน กองทัพกับประชาชน ได้แก่การไม่ล่วงเกินมวลชนเลยในทุกประการ พบปะให้ความรู้ต่อประชาชน ฝึกสอน อบรมประชาชน ติดอาวุธให้กับประชาชน (ทำนอง ทสปช.) ผ่อนเบาภาระของประชาชนที่จะมีต่อหน่วยทหาร โจมตีและลงโทษพวกทรยศอย่างรุนแรง

- หลักการประการที่สามประการสุดท้ายคือ คือ หลักการทำให้กองทหารของข้าศึกสลายตัวและปฏิบัติต่อเชลยศึกด้วยความเมตตา


- นายทหารต้องถนอมรักพลทหาร จะเฉยเมยไม่เอาใจใส่หรือแม้แต่ลงโทษทางการไม่ได้ กองทัพต้องเคารพรัฐบาล และเคารพแขนขาของรัฐบาล จะตั้งตัวเป็นอิสระไม่ได้

- เชลยต้องได้รับการปล่อยตัว ยกเว้นเชลยที่มวลชนมีความเคียดแค้น ถ้าเชลยศึกกลับมารบอีก จับได้อีกก็ปล่อยอีก อย่าเหยียดหยาม อย่าค้นทรัพย์ อย่ายักยอกทรัพย์เชลย ใช้แต่ความเมตตาและจริงใจเท่านั้น

- กองทัพจะชนะได้ ก็เพราะพลทหาร จึงต้องใช้งานการเมืองเพื่อบรรลุความเป็นเอกภาพระหว่างนายทหารกับพลทหารด้วยการเป็นกรรมการร่วมกัน รับประทานอาหารจากหม้อเดียวกัน การทำสงครามจึงจะมีประสิทธิภาพ

- ต้องใช้วิธีจูงใจเท่านั้น จะใช้การบังคับหรือสั่งให้พลทหาร หรือ มิตรยอมทำตามนั้นไม่ได้

แนวทางประชาธิปไตยในกองทัพ

- นายทหารและพลทหารรับประทานอาหารในหม้อเดียวกัน และเหมือนกันทุกประการ
- พลทหารมีเสรีภาพในการเปิดการประชุมและพูดในกิจการของหมู่พลทหาร
- พลทหารมีสิทธิเข้าร่วมเป็นกรรมการในการจัดเลี้ยงอาหารด้วยการเป็นผู้ช่วยนายทหารในการประกอบเลี้ยง
- ยกเลิกพิธีการจุกจิก เพื่อแสดงอาการเหนือกว่ากันระหว่างนายทหารกับพลทหาร
- ต้องไม่แสดงว่าทหารมีความเหนือกว่าประชาชน ทั้งในด้านภาษา พฤติกรรม เรื่องชู้สาว และห้ามดื่มสุรากับประชาชน
- เป้าหมายการเมืองในหน่วยทหารคือ ให้ความรู้และการศึกษากับพลทหาร นายสิบและนายทหารเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกิดความต้องการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตย
- จุดมุ่งหมายทางการเมืองในหน่วยทหารมี 3 ประการได้แก่ ความสามัคคีในระดับสูงทางการเมือง การปรับปรุงชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและเป็นการยกระดับยุทธวิธีและเทคนิคทางการทหารให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเท่านั้น
- การฝึกให้นายทหารและพลทหารสอนซึ่งกันและกันในความถนัดของตนที่ต่างกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ การฝึกอย่างสูงสุด
- การฝึกให้พลทหาร สอนพลทหารด้วยกันทางการเมืองและการทหาร
- ในการรบ ต้องมีการจัดประชุมในทุกระดับในรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเข้าใจในการปฏิบัติการรบร่วมกันด้วยการอภิปราย ผลัดกันพูดและฟังอย่างมีระเบียบ กำหนดแนวทางการปฏิบัติการรบด้วยความรู้ทางยุทธวิธีที่ได้ฝึกไป โดยมีการประชุมหลายครั้งในการรบครั้งหนึ่งๆ เพื่อให้มีความคิดตรงกันอย่างสมบูรณ์ก่อนออกปฏิบัติการ
- แนวทางการอภิปรายมีสองประการคือ เมื่อรู้ต้องพูด และเมื่อพูดต้องพูดให้ครบทุกแง่มุม และใครพูดไม่มีความผิด ผู้ฟังต้องตั้งใจฟังในกรอบการอภิปรายที่กำหนดร่วมกัน
- ประชาธิปไตยในหน่วยทหาร ต้องไม่ใช่ประชาธิปไตยเฟ้อที่ไร้ระเบียบวินัย แต่ต้องมีการกำหนดจุดหมาย เพื่อเสริมสร้างวินัยให้เกิดความมั่นคงและเป็นการเพิ่มสมรรถภาพในการรบให้สูงขึ้นเท่านั้น
- ต้องวิจารณ์ตนเองว่า การใช้เสรีภาพอย่างไม่มีระเบียบวินัยและเอาเปรียบผู้อื่น หรือบั่นทอนสมรรถนะในการรบและวินัยในหน่วยคือ ลัทธิประชาธิปไตยเฟ้อ


หลักการรบ

- ตีข้าศึกที่กระจัดกระจายและโดดเดี่ยวก่อน
- ยึดเมืองเล็กและชนบทก่อนเมืองใหญ่
- ทำลายล้างกำลังก่อนยึดที่มั่น
- การรบเด็ดขาด ใช้กำลังมากกว่า 2-3 เท่า หากมีอาวุธเหนือกว่ามาก และ ใช้กำลังมากกว่า 5-6 เท่าหากอาวุธเสมอกันและต้องทำลายกำลังข้าศึกไม่ให้เหลือ
- หลีกเลี่ยงการเสียกำลังพล จากการรบที่มีกำลังพอๆกันหรือเสียเปรียบ
- จะทำการรบต้องมีความพร้อมเท่านั้นและมั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะเด็ดขาดในการรบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
- การรบใหญ่คือการมีมวลชนจำนวนมหาศาลนำหน้าเข้าหาข้าศึกและมีแนวร่วมจากฝ่ายข้าศึกเข้ามาร่วมกับ ฝ่ายเราทำให้ข้าศึกระส่ำระสายและยอมแพ้ตลอดทุกแนวรบ ที่ใดที่ยังมีกำลังข้าศึกอยู่ให้ใช้กองกำลังทำลายกำลังฝ่ายข้าศึกให้หมดสิ้น การรบใหญ่นี้ จะมีเพียงครั้งเดียวในการสงครามและเป็นการรบแตกหักครั้งสุดท้าย
- การรบใช้การรบอย่างกล้าหาญและหนุนเนื่องติดต่อกัน
- พยายามทำลายข้าศึกที่กำลังเคลื่อนที่
- เข้ายึดที่มั่นที่อ่อนแอก่อน แต่หากข้าศึกเข้มแข็ง ต้องรอให้งานการเมืองสุกงอมก่อน
- ชิงอาวุธและกำลังของข้าศึกมาเป็นฝ่ายเราให้มากที่สุด ด้วยงานการเมืองและการทหาร
- ในระหว่างทำการรบ ต้องทำจังหวะการรบหนุนเนื่องให้ต่อเนื่องมากกว่าของฝ่ายข้าศึก รุกรวดเร็วจนกว่าจะได้ชัยชนะ
- กำลังแม้น้อยกว่า แต่หากมีคุณภาพมากกว่า มีการเตรียมการมากกว่า ก็จะสามารถเอาชนะข้าศึกที่กำลังเหนือกว่าแต่ประมาทและไม่ระมัดระวังตัวได้
- สงครามจะชนะเพราะ กำลังมวลชน กำลังใจ มาก่อน แล้วจึงจะเป็นกำลังทหารและกำลังทางเศรษฐกิจ
- ทุกขั้นตอนการรบ มีงานการเมืองกำกับทั้งในชนบท ในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายสงครามประชาชน


หน้าที่ของกองทัพ

- ทำลายกำลังทหารของข้าศึก ไม่ใช่การยึดที่มั่น
- โฆษณาต่อมวลชน
- จัดตั้งมวลชน
- ฝึกและติดอาวุธให้มวลชน
- ช่วยมวลชนจัดตั้งอำนาจรัฐ
- จัดตั้งแกนนำและองค์กร

การสร้างความสามัคคีของกองทัพ

- ระหว่างนายทหารกับพลทหาร
- ระหว่างหน่วยเหนือกับหน่วยรอง
- ระหว่างงานด้านการทหาร งานด้านการเมืองและงานการส่งกำลังบำรุง
- กองทัพกับประชาชน
- กองทัพกับรัฐบาล
- กองทัพฝ่ายเรากับพันธมิตร

การตัดสินใจปฏิบัติการใด ๆ ขึ้นอยู่กับ

- ต้องมีข่าวกรองที่รอบคอบและจำเป็น
- วิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นที่สำคัญ ครอบคลุมอุปนิสัยใจคอและความคิดของศัตรูที่เผชิญหน้าทั้งในด้าน การเมืองและการทหาร
- การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆต้องมีข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เป็นภววิสัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช้อารมณ์
- เปรียบเทียบสถานการณ์ฝ่ายข้าศึกกับฝายเรา ชั่งน้ำหนักข้อดี ข้อเสีย รอบด้าน
- ตัดสินใจ กำหนดแผนการ ให้ความสำคัญกับการหลอกล่อ กลอุบายใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมากด้วยการ ดึงเข้ามาสู่กับดักที่ได้เตรียมไว้

หลักการจรยุทธ์

- เอ็งมา ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี เอ็งหนี ข้าตาม
- รบชนะถึงรบไม่ได้เปรียบรบชนะไม่ได้ก็จรยุทธ์ไปเรื่อยๆ
- แกรบของแก ข้ารบของข้า รบชนะก็รบ รบไม่ชนะก็มุด
- คุณค่าของทหารอยู่ที่คุณภาพและประสิทธิภาพของคน ไม่ใช่จำนวนคน

งานการเมืองในกองทัพ

- งานการเมืองต้องจัดตั้งเพื่อสร้างความสามัคคีในกลุ่มของตน ( จากหลักการที่กล่าวมา การเรียกร้องทั่วไป ไม่สำคัญเท่ากับการจัดตั้ง) การจัดตั้งจึงเป็นหัวใจของงานการเมือง นำการจัดตั้งไปให้กับกลุ่มมิตรเพื่อสร้างการร่วมมือกันต่อไปโดยส่วนมากคือแนวร่วมทางตรง สามัคคีกับประชาชนทั่วไปคือฝ่ายเป็นกลางไม่ให้เกิดความไม่พอใจหรือรังเกียจฝ่ายเรา เจาะเข้าไปในกลุ่มของฝ่ายตรงข้ามให้เกิดการสลายตัวโดยเริ่มจากจุดที่ อ่อนแอก่อนแล้วขยายไปทั่วทั้งกลุ่ม ทั้งองค์กร เพื่อเป็นหลักประกันในชัยชนะเมื่อมีการรุกใหญ่ครั้งเดียว

- การให้การศึกษาทางความคิดเป็นหัวใจในการสร้างความสามัคคีทั้งทั้งองค์กรและมวลชน สร้างจิตสำนึกรังเกียจ ลัทธิศักดินาขุนศึกเจ้าขุนมูลนาย นายทุนเอารัดเอาเปรียบ ความไม่ยุติธรรม การใส่ร้าย ป้ายสี การยัดเยียดข้อหา และการรังเกียจทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และศาสนา ที่ดำรงอยู่ในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยมีการเสแสร้งอ้างอุดมการณ์ทางการเมือง ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือจริยธรรม จารีตประเพณีของกลุ่มตนเพื่อดำรงการเอารัดเอาเปรียบทางผลประโยชน์เอาไว้

สร้างความตระหนักในการถูกกดขี่ ขูดรีดตลอดมาดังกล่าวให้มีความตั้งใจที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อลูกหลานของตน และเข้าใจถึงวิธีการที่จะบรรลุความสำเร็จนั้น

บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีแต่คนไทย .. ที่ไร้สี

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ พญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
7 กรกฎาคม 2552

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีหลายทาง อย่าเพียงแต่นำเสนอ วิธีการที่ง่ายที่สุดขณะนี้ คือหยุดสร้างความแตกแยกในประเทศ หากไม่มีความขัดแย้ง ประเทศก็สงบ”

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ..โต้ตอบคำกล่าวของ ทักษิณ ชินวัตร ..ที่ใดมีความแตกแยก ที่นั่นย่อมมีปัญหา

รองนายกรัฐมนตรี ..แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ..เข้าใจถูก และกล่าวถูก

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ..ความแตกแยกในประเทศนั้น ..มันเริ่มต้นจากสถานที่ใด ..ใครคือผู้สร้างมันขึ้นมา

จะต้องกรอเทปกลับกันไปกี่ม้วน ..จะต้องทวนความย้อนหลังกันไปนานเท่าใด ..จึงจะถึงจุดเริ่มต้นแห่งความพินาศย่อยยับของประเทศในวันนี้

และเมื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุแห่งความแตกแยกแล้ว ..เราจะกล้ารับความจริง กล้าที่จะพูดถึงความจริงในครั้งนั้นได้หรือไม่..

ในประชาธิปไตยที่ ..สิทธิเสรีภาพในการพูด คิดและเขียน ..เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่จารึกไว้ในรัฐธรรมนูญ ..แต่ยังมีวรรคและวงเล็บอีกมากมาย ที่มิให้เสรีภาพในการพูด คิด และขีดเขียนเป็นไปโดยเสรีนั้น

เราอาจจะขุดได้ ย้อนเวลากันไปถึงวันที่ความแตกแยกได้เริ่มต้นขึ้น ..แต่จะมีประโยชน์อะไร ..เมื่อเอามาพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

ที่ต้องถามกันต่อก็คือ ..เราจะหยุดความแตกแยกของประเทศได้อย่างไร

แน่นอนที่สุด ..ย่อมมิใช่การได้แต่พูดถึง อย่างที่รองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ..ตอบโต้ออกมา ..และคงไม่ใช่อย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ..ระเบิดใส่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ..เพียงแค่ ..นักข่าวเขาบอกว่า ..ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เขาพูดว่า...เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหมายเลข 1 ของรัฐบาลพรรคร่วม..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ..จะต้องหนักแน่นกว่านี้..

ความเป็นผู้ดีนั้น มันไม่ใช่อยู่ที่เกิดมาดี มีการศึกษาสูง หรือคลอดอยู่ในตระกูลที่มั่งคั่งมั่งมี

ความเป็นผู้ดี มันไม่มีชาติกำเนิด ..แต่มันจะเกิดเฉพาะกับคนที่เป็นผู้ดี

ท่านนายกรัฐมนตรี ..ต้องข่ม ต้องรอบคอบต่อการรับฟัง ..และต้องช้า และยอมเสียเวลา ก่อนที่จะต้องตอบคำถาม ..ที่จะนำไปสู่ความแตกแยก

บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ..มันมีแต่คนไทย

คนไทยที่ไร้สี ..บนหน้าที่นายกรัฐมนตรี ..ท่านมีทุกจังหวัดต้องดูแล ..หมายเลขต้นของคนบริหารประเทศ ..ต้องไม่มีทั้งทักษิณ ชินวัตร ..หรือพรรคเพื่อไทย..

มันมีแต่ภาระหน้าที่ ที่จะทำให้แผ่นดินนี้ ..สงบและเป็นสุขปลอดภัย และมั่งคั่ง

การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ..หยุดคิดถึงมัน ..ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ..ก็จะมาถึง

แพทย์ร่อน จม.เปิดผนึก แย้ง ก.สาธารณสุข ส่งสัญญานผิดเรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ (2009 swine flu)

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ thaiclinic
7 กรกฎาคม 2552


6 กค.2552


เรียน สื่อมวลชนทุกท่าน

การที่กระทรวงสาธารณสุขบอกว่า การป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น สามารถทำได้ 3 อย่างคือ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือ เท่านั้น


เป็นการส่งข่าวสารที่ไม่ครบถ้วนไปสู่ประชาชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถระมัดระวังป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และไม่สามารถควบคุมไม่ให้ผู้ป่วย แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ (ดังจะเห็นได้จากการมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากมาย ตัวเลขที่กระทรวงบอกว่า มีกี่รายนั้น อาจจะต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะโรงพยาบาลไม่ได้ตรวจคัดกรอง หรือยืนยันว่าใครเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ทุกๆ คน)


ทั้งนี้ เพราะไวรัสไข้หวัดใหญ่นั้น จะทำให้เกิดอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล (เด็กๆ ก็จะมีทั้งน้ำมูก น้ำลายไหล)ใน น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ของผู้ป่วยเป็นไข้ไหวัดใหญ่ จะมีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่มาก


เมื่อคนเป็นหวัดไอ หรือจาม โดยไม่ใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก ก็จะทำให้มีเชื้อไวรัสแพร่กระจายออกมากับ ละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ ที่ไอ จาม หรืออาเจียนออกมา โดยละอองน้ำมูก น้ำลาย ฯลฯ ต่างๆ นี้ ก็จะมีเชื้อไวรัสปนออกมา ล่องลอยอยู่ในอากาศ


คนที่อยู่ใกล้ชิด ที่หายใจเอาละอองน้ำมูกน้ำลาย ฯลฯ ของผู้ป่วย ก็จะได้รับเชื้อไวรัสเข้าไปในทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย


ส่วนการที่ละอองน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ที่หลั่งออกมาจากผู้ป่วย และแพร่กระจายโดยการไอหรือจาม ก็อาจจะแห้ง กลายเป็นละอองเล็กๆ ล่องลอยในอากาศ ผู้ที่สูดหายใจเอาละอองแห้งนี้เข้าไป ก็อาจติดหวัดได้


ฉะนั้น การป้องกันไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าสายพันธุ์ใด จึงควรป้องกันการแพร่กระจาย โดยกาป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยไอ จาม สั่งน้ำมูก น้ำลาย เลอเทอะไปทั่ว โดยการใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม เพื่อไม่ให้ผู้ป่วย แพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยปล่อยละอองน้ำมูก น้ำลาย ไปในอากาศ


ส่วนผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสแล้ว แต่ยังไม่มีอาการไข้หวัด (ระยะฟักตัว 1-3 วัน ก่อนมีอาการ)แต่เขาก็มีเชื้อโรคที่สามารถแพร่ไปสู่คนอื่นได้แล้ว


ฉะนั้น ลมหายใจ น้ำมูก น้ำลาย เขาก็มีเชื้อโรคอยู่แล้ว เขาจึงอาจแพร่เชื้อได้โดยการจาม


ฉะนั้น การจะป้องกันไม่ให้ผู้ป่วย หรือผู้ได้รับเชื้อโรคแล้ว(แต่ยังไม่มีอาการ)แพร่เชื้อไปสู่อากาศ ก็ควรจะให้ผู้ป่วยทุกคน ใส่ผ้าปิดปากปิดจมูก (mask) เวลาออกไปนอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อให้คนอื่น


ส่วน ผู้ยังไม่มีอาการ (ไม่ว่าจะได้รับเชื้อหรือไม่)ก็ควรจะมีผ้าปิดปากปิดจมูก เวลาออกไปยังที่ชุมนุมชน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันตนเอง มิให้สูดเอาเชื้อไวรัสจากอากาศ


ในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเยอะๆ ในปัจจุบันนี้ บุคลากรในโรงพยาบาล จึงต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ และให้ผู้ป่วยใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกเช่นกัน


หรือคนอาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่น จากการกินอาหารร่วมกัน โดยไม่ใช้ช้อนกลาง หรือมือของผู้ป่วยเอาไปเช็ดน้ำมูก น้ำลาย แล้วไปป้ายตาม ของเล่น (เด็ก)หรือจับประตู เอาน้ำมูกไปป้ายตามที่ต่างๆ ก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสได้


การล้างมือจึงสำคัญมาก เพราะถ้ามือเราไปจับสิ่งที่เปื้อนน้ำมูกน้ำลาย แล้วเอามาขยี้จมูก หรือเอาใส่ปากอม(เด็ก)หรือหยิบของกิน ก็จะทำให้เราได้รับเชื้อไวรัสได้ จึงต้องหมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่


ห้องน้ำสาธารณะตามตลาดสด และร้านอาหาร มักไม่ค่อยมีสบู่ไว้สำหรับฟอกมือ จึงควรจะมีข้อบังคับด้านสุขอนามัยจากเทศบาล หรือกระทรวงสาธารณสุข ชี้ชวน(น่าจะออกเป็นประกาศกระทรวงบังคับ)ให้ห้องน้ำในที่สาธารณะ ตลาด และร้านอาหาร ต้องมีสบู่ไว้ให้ประชาชนล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ให้ติดเป็นนิสัย


เพราะการล้างมือนั้น จะสะอาดปราศจากเชื้อโรคได้ ก็ต้องฟอกด้วยสบู่ทุกครั้ง ไม่ใช่ล้างน้ำเปล่าอย่างเดียว


และการล้างมือให้สะอาดนี้ นอกจากจะป้องกันโรคไข้หวัดแล้ว ยังป้องกันโรคท้องร่วง บิด อหิวาต์ ลำไส้อักเสบได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


ขอให้ช่วยแพร่ข่าวนี้ด้วย เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่ระบาดไปมากกว่านี้


พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

กุมารแพทย์




คุณ InuyaRuoku

ต้องบอกไว้ก่อนว่า อย่าเอาการเมืองมายุ่งกับการแพทย์ และไม่ต้องการ discredit รัฐบาล

แต่ต้องนำมาตั้งกระทู้ เพราะเป็นห่วงประชาชน เพราะ สธ. โดยเฉพาะ รมต.ส่งสัญญาณผิดๆ ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับสื่อมวลชนว่า ล้างมืออย่างเดียว ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ และไม่ติดทางการหายใจ

ทั้งที่สาเหตุหลัก คือการแพร่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเสมหะ น้ำมูก ผู้ป่วยเข้าไปในร่างกาย ในระยะ 1 เมตร ซึ่งทำให้การป้องกันที่ผ่านมาล้มเหลว

หากเข้าสู่การระบาดระลอกสอง อาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้มาก

รัฐบาลควรนำเรื่องการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นวาระแห่งชาติ ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ไวรัสวิทยา ที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มาร่วมกันแก้ไข

ไม่ใช่เอาแต่พวก สธ.มากำหนดมาตรการป้องกันแบบ กล้า ๆ กลัว ๆ เอาใจนักการเมือง แบบตอนนี้

ขนาด รมต.พูดผิดๆ สื่อผิดๆ ก็ยังไม่กล้าทักท้ว

"จอน อึ๊งภากรณ์" เปิดเว็บ ' ilaw ' ชวนเขียนกฎหมายของประชาชน

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
7 กรกฎาคม 2552


วันนี้ (7 ก.ค. 52) - จอน อึ๊งภากรณ์ เปิดเว็บไซต์ไอลอว์ (iLaw) http://ilaw.or.th/ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมเสนอและแก้ไขกฎหมาย และผลักดันด้วยการล่าชื่อให้ครบหมื่น เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา ตามมาตรา 142 และ 193 ของรัฐธรรมนูญ 2550

นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) กล่าววานนี้ (6 ก.ค.) ว่า เว็บไซต์ไอลอว์ (iLaw) สนใจอยากเห็นและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนทั่วไป ในการเสนอกฎหมาย ซึ่งมากกว่าเพียงแค่ร่วมลงนาม แต่มีส่วนตั้งแต่การออกแบบเนื้อหา

"มักมีคนถามว่า แล้วเว็บไซต์ไอลอว์ จะแก้กฎหมายอะไร คำตอบคือ ไอลอว์จะเปิดพื้นที่ให้คนที่อยากเสนอกฎหมาย หรือมองเห็นปัญหาแล้วอยากแก้ไขในกฎหมาย มีโอกาสผลักดันข้อเสนอได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยชุมชนช่วยกันบอกข้อเสนอที่อยากแก้ จากนั้นจะมีทีมงานนักกฎหมาย ช่วยปรับให้มันเป็นร่างกฎหมาย" นายจอนกล่าว

นายจอนกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็นสมาชิกวุฒิสภา อยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ งานหนึ่งที่เป็นหน้าที่หลัก คือการแปรญัตติกฎหมาย แม้พบว่ามีอุปสรรคมากมาย และต้องเจอกระบวนการที่ซับซ้อน แต่ก็เชื่อว่า มันเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่ประชาชนทั่วไปก็สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนนิติศาสตร์มาโดยตรง เพราะแม้แต่ ส.ส. และ ส.ว. เอง ก็มีความหลากหลาย และไม่ใช่ทุกคนที่เป็นนักกฎหมาย

"โดยทั่วไป กว่ากฎหมายจะออกมาได้แต่ละฉบับ ต้องเจอขั้นตอนซับซ้อน แม้ปัจจุบัน กฎหมายจะเอื้อให้ประชาชนครบหมื่นชื่อ เสนอกฎหมายได้ แต่การจะสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมจริงๆ มันต้องมีช่องทางและโอกาส ที่เอื้อให้ประชาชนเข้าถึงการแก้ไขกฎหมายได้จริง ซึ่งขั้นนี้ น่าจะเป็นช่องทางสำคัญ ก่อนจะนำไปสู่การล่าชื่อให้ครบหมื่นชื่อ"

นายจอนเสริมว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน มันสอดรับกับกระแสโลกออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอินเทอร์เน็ตเป็นแบบจำลองของระบอบประชาธิปไตย ที่ค่อนข้างท้าทายระบอบประชาธิปไตยในการเมืองทั่วโลก

"อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาสร้างสรรค์กฎหมาย แม้ว่ากฎหมายจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม แต่สิ่งสำคัญคือ มันจะช่วยสร้างอำนาจการต่อรองให้แก่ประชาชน ในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดี" จอนกล่าว

โดยในวันนี้ (7 ก.ค.) เว็บไซต์ไอลอว์ http://ilaw.or.th/ ซึ่งดำเนินงานโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ภายใต้มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นวันแรก ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนกล่าวว่า เว็บไซต์ไอลอว์ จะสนับสนุนการเสนอกฎหมายที่ไม่ขัดกับจุดยืนเรื่องความเป็นธรรม และเท่าเทียมกันในสังคม ไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และเคารพในระบอบประชาธิปไตย

ปัจจุบัน ในเว็บไซต์ไอลอว์ มีเนื้อหาที่เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนว่า มีความ สนใจอยากแก้ไขกฎหมายใดบ้าง ซึ่งสามารถระดมข้อเสนอได้กว่าร้อยประการ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่อยู่ระหว่างการเปิดประเด็น ระดมความเห็น เพื่อแก้ไขกฎหมาย อาทิ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

Monday, July 6, 2009

แหวกวงล้อมเผด็จการใบไม้เขียว เข้าไทยอีนิวส์ได้ผ่านพร็อกซี่

ที่มา Thai E-News


รหัสใบไม้เขียว-ไทยอีนิวส์ถูกทางรัฐบาลบล็อกปิดกั้นมาตั้งแต่เหตุการณ์สงกรานต์เลือดโดยอ้างพรก.ฉุกเฉิน แต่หลังจากสถานการณ์สงบลง รัฐบาลกลับไม่ยอมยกเลิกการปิดกั้น และหนักหนาขึ้นในช่วง2สัปดาห์มานี้คือพอคนคลิ้กเข้าเยี่ยมก็จะไปโผล่ที่เวบictบอกชัดเจนว่าปิดกั้น แต่ก็ไม่ได้บอกสาเหตุว่าทำไมต้องปิดกั้น..

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กรกฎาคม 2552

เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์มาแล้วที่มีผู้อ่านของเราได้ร้องเรียนเข้ามา และมีการแจ้งข่าวร้องทุกข์ตามเวบบอร์ดต่างๆเช่น ประชาไท พันทิป ฟ้าเดียวกัน เป็นต้นว่าเมื่อคลิ้กเข้าชมเวบบล็อกของไทยอีนิวส์ ตามลิ้งค์www.thaienews.blogspot.com หรือhttp://thaienews.blogspot.comแล้วไม่สามารถเข้าได้ เพราะจะลิ้งค์ไปที่เวบไซต์ของictโดยอัตโนมัติที่ http://58.97.5.29/ict.html

อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีแก้ไขในระยะนี้ เราแนะนำให้ท่านเข้าเยี่ยมชมผ่านทางเวบพร็อกซี่ต่างๆ โดยเข้าไปที่www.proxy.org จากนั้นเลือกเวบพร็อกซี่ที่ท่านต้องการ เช่น www.hidemyass.com เป็นต้น เมื่อเข้าไปในเวบพร็อกซี่เหล่านี้ได้แล้ว ก็นำชื่อurlของไทยอีนิวส์ คือwww.thaienews.blogspot.comหรือhttp://thaienews.blogspot.comไปวางในช่องค้นหา แล้วกดenter เพียงแค่นี้ท่านก็สามารถเข้าเยี่ยมชมไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ

ไทยอีนิวส์เป็น1ในจำนวน63เวบไซต์ของฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถูกรัฐบาลบล็อกเวบ นับตั้งแต่เหตุการณ์ลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งใหญ่ของขบวนการคนเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา โดยรัฐบาลอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อบล็อกหรือปิดกั้นเวบ อย่างไรก็ตามแม้เวลาต่อมารัฐบาลได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วก็ไม่ยกเลิกการปิดกั้นเวบบล็อกของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด และยังได้ปิดกั้นหนักขึ้นในระยะ2สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ โดยเมื่อผู้อ่านคลิ้กเข้าเยี่ยมชมก็จะลิ้งค์ไปยังเวบไซต์ของictขึ้นรูปใบไม้เขียว โดยไม่ต้องมีพฤติกรรมปิดบังซ่อนเร้นแบบที่เคยทำตั้งแต่หลังสงกานต์เลือดอีกแล้ว แต่ictก็ไม่ได้ระบุสาเหตุว่าทำไมต้องปิดกั้นเวบบล็อกนี้

แต่ผู้อ่านของเราได้ตั้งข้อสังเกตว่าบางครั้ง บางวัน บางช่วงเวลาก็เข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ ไม่ต้องผ่านพร็อกซี่ ขึ้นกับว่ารัฐบาลหรือictกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนเป็นหลัก

ไทยอีนิวส์เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร19กันยายน2549เพื่อรายงานข่าว และบทความ ตลอดถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย เปิดโปงความชั่วช้าของเผด็จการทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนกระแสหลักไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ

ไทยอีนิวส์มียอดผู้เข้าอ่านถึงขณะนี้ 10,684,763 คลิ้ก โดยเริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 เป็นต้นมา

สลดพระทัยพสกนิกรตายไข้หวัด2009 ทรงระงับงานพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 กรกฎาคม 2552

บรูไนซึ่งเป็นประเทศปกครองด้วยราชาธิปไตยประกาศระงับจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาในปีนี้ หลังไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ระบาดมีคนตายแล้ว1ราย ทรงเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกรตามรอยเบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง ปีที่แล้วทรงกำชับให้ราชสำนักและทางราชการรัดเข็มขัดประหยัดไฟเพราะน้ำมันแพงลิ่ว ให้เปิดไฟเฉลิมพรรษาได้แค่เที่ยงคืนต้องปิด แม้จะเป็นประเทศเศรษฐีส่งออกน้ำมันก็ตาม


สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประเทศบรูไน ประกาศระงับการจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาครบรอบ 63 ชันษา ของ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ภายหลังเกิดสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดในประเทศ โดยรัฐบาล ออกแถลงการณ์ว่า ทางการจะจัดเพียงพิธีสวดมนต์หมู่เท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บรูไนต้องเผชิญกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตชาวบรูไนเป็นรายแรกของ ประเทศ เป็นเด็กหญิงวัย 12 ปี ขณะที่ประเทศมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวน 120 ราย

เมื่อปีที่แล้วซึ่งเป็นวาระครบรอบ62ชันษา แม้ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน และแม้ว่าจะอยู่ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา อันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย แต่ทางการบรูไนก็ได้เน้นย้ำกำชับให้คนในประเทศช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในภาวะน้ำมันแพง โดยที่สุลต่านบรูไนได้ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการให้สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟประดับประดาเฉลิมพระเกียรตินั้นจะทำได้ตั้งแต่เวลา19.30ถึง24.00น.เท่านั้น

ก่อนถึงวาระเฉลิมพระชนมพรรษาในปีที่แล้ว นิตยสารWHO MAGAZINEพาดหัวขึ้นปกว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน"รัดเข็มขัด"ฉลอง62พรรษา เคอร์ฟิวไฟแค่กลางคืนเท่านั้น

WHOรายงานข่าวว่า พสกนิกรชาวบรูไนต่างร่วมใจกันเฉลิมฉลอง ในวาระอันเป็นมงคลของ องค์สุลต่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน

ทว่าในปีที่แล้วราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นไปเกือบ150ดอลลาร์/บาร์เรล ประเทศที่เป็นมหาเศรษฐีโลกจากการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังเล็งเห็นถึงความประหยัดพลังงานไฟฟ้าในยุคน้ำมันแพง ทางสำนักนายกรัฐมนตรีบรูไน จึงได้ออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟเพื่อประดับประดาเมืองและฉลองวาระสำคัญนี้ จะทำได้ตั้งแต่เวลา 19.30 น. จนถึง 24.00 น.เท่านั้น จากนั้นก็ต้องปิดไฟเพื่อประหยัดไฟฟ้าให้กับประเทศ

224 วัน ได้แค่หมายเรียก แล้ว ปชช.ยังต้องจ่ายชดใช้ค่าเสียหายแทนโจรอีก ??

ที่มา Thai E-News

6 กรกฎาคม 2552



คุณคนไร้แผ่นดิน

224 วัน แล้ว ที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงลอยนวล
แม้หมายเรียก มาถึงได้ในที่สุด แต่เราจะไว้วางใจ คงไม่ได้

เพราะผมมีอคติ ต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เป็นอย่างมาก
ผมไม่เคยเชื่อว่า จะมีการเอาผิด กับเด็กเส้นได้
เวลานี้ก็น่าจะเป็นเพียงเกมส์ที่ยื้อเวลา

กี่ครั้งของกระบวนการยุติธรรม ??
ผมรู้สึกเป็นห่วงประเทศชาติ มากขึ้นทุกวัน
เห็นความไม่ถูกต้องเป็นธรรม ตำตาตำใจได้ทุกวัน

นักการเมือง ก็ไม่ตีแผ่เรื่องนี้เท่าไหร่
เรามักจะไปเล่น เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เป็นปลายเหตุ

==================================

คุณ otosan

224 = 7 เดือน 14 วัน ที่รัฐบาลเผด็จการทรราช ทาสอำมาตย์ วรนุชอภิสัดทำได้ แค่หมายเรียกกลุ่มโจร ก่อการร้ายสากลเสื้อเหลือง

เพียงแค่ต้องการลดกระแสเท่านั้น ไม่ได้คิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจัง ต้องการลากเกมส์ยาวไปเรื่อยๆ เพราะรู้ว่า ยังไงๆ ก็ทำต่อไปไม่ได้

เพราะคนที่สั่งให้อ้ายโจรก่อการร้ายสากลกลุ่มนี้ยึดสนามบินนานาชาติ มันใหญ่คับแผ่นดิน

งานนี้แค่ปา***** เป็นม้วยล้มต้มคนดู คอยดูไปก็แล้วกัน

แต่เราก็จะติดตาม อ้ายวรนุชกลุ่มนี้ต่อไปไม่เลิกลา จนกว่าพวกมันจะต้องชดใช้ความผิดที่ได้ก่อขึ้น


จาก คุณ Tuxedo
ดู 399 คลิป เหตุการณ์อัปยศ ที่พวกทำร้ายแผ่นดิน ร่วมกันย่ำยีหัวใจคนไทยทั้งชาติ ทำลายเศรษฐกิจป่นปี้ ได้จาก ลิงก์


*** ทำไมเสื้อเหลืองหมายเรียก เสื้อแดงหมายจับประกัน 500,000 เสื้อเหลืองไม่ต้องมีประกัน
คุณเสือน้อย

อย่างนี้สองมาตรฐานหรือปล่าวครับ นายกฟ้าประทาน?
ทีเสื้อแดงออกหมาย จับเอาจับเอา ต้องหาเงินประกันตัวทีละห้าแสน
แต่เสื้อเหลืองออกหมายเรียกพบ มาคุยเป็นพิธีสองสามคำ เซ็นต์ชื่อกลับ ไม่ต้องเตรียมอะไรมา

อำนวยความสดวกให้เสร็จ วันเดียว รอบเช้า-บ่ายสอง เช้า ส.น.ดอนเมือง บ่าย ส.น.ราชาเทวะ

ประชาธิปัตย์อาจจะเอาข้อกฏหมายความผิด เพื่อเอาไว้เล่นแง่เสื้อเหลืองแข็งข้อ ไม่ตามสั่งโดน ปชป.เล่นงานแน่
งานถนัด ปชป.พรรคทนายความพูดเก่ง แต่บริหารไม่เก่ง แก้ตัวไปวันๆ

=============================
*** จตุพร พรหมพันธุ์

แม้ตำรวจจะออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตรฯ แต่ยังถือว่าเป็นการกระทำที่ 2 มาตรฐาน เพราะกรณีคนเสื้อแดง ตำรวจออกหมายจับในทันที

===============================

ม็อบเหลืองปิดสนามบินเจ๊ง 1.9 หมื่นล้าน
จากเวบไซต์ ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 3 ก.ค. ว่า ในการประชุมคณะรัฐนตรี (ครม.) วันที่ 9 ก.ค. กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณ สำหรับการชดใช้ค่าใช้จ่ายจริง ที่หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้ใช้ไป ในการช่วยเหลือผู้โดยสารที่ตกค้าง ในช่วงที่มีการปิดท่าอากาศยานสุวรณณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จำนวน 679,724,935.75 บาท

พร้อมทั้งเสนอให้ ครม. รับทราบ ค่าเสียเสียจากการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการบิน จำนวน 18,932,594,271 บาท โดยคณะรัฐมนตรี อาจพิจารณา มาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายดังกล่าว

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ได้มีการสรุปตัวเลขค่าใช้จ่าย ที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เมื่อรวมกับค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ รวมทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น 19,612,319,206.75 บาท ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ คือ

หน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงคมนาคม คือ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีค่าใช้จ่าย 2,292,500 บาท

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) มีค่าใช้จ่าย 1,100,000 บาท

บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด มีค่าใช้จ่าย 796,899 บาท
สูญเสียรายได้ 103,592,900บาท
รวม 104,389,799บาท

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าใช้จ่าย 570,427,790.68 บาท
ค่าสูญเสียรายได้ ถึง 13,236,001,371 บาท
รวมเป็นเงิน 13,806,429,161.68 บาท

ส่วนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) มีค่าใช้จ่าย 16,987,159.07 บาท
สูญเสียรายได้ 574,000,000 บาท
รวม 590,987,159.07 บาท

ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กองทัพเรือ มีค่าใช้จ่าย 542,426 บาท

สำหรับค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง 2,544,200 บาท

และ สายการบินต่าง ๆ ประจำประเทศไทย มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง 85,033,961 บาท
ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ จำนวน 5,019,000,000 บาท
รวม 5,104,033,961 บาท

============================

***(คุณ หนูชื่อนิดหน่อย)

ทั้งค่าเสียหายจากรายได้ ค่าเสียหายที่ต้องเลี้ยงดูผู้โดยสารที่ติดค้างหลายแสนคน รมต.คมนาคมเตรียมเสนอ ครม. วันที่ 9 นี้

สุดยอดดดดด แทนที่จะไปไล่เก็บกับไอ้พวก พธม. เพราะมันปิดสนามบิน ทำให้เกิดความเสียหาย

แต่รัฐบาลนี้ กลับนำเอาภาษีของ ปชช.ทั้งประเทศไปจ่ายแทน

ถามคนที่เสียภาษีทั้งประเทศหรือยังครับว่า เอา ยอมให้..ยอมจ่ายแทน..

นี่ไงครับ..รัฐบาลที่มาจาก พธม.มันหนุนมา จึงต้องตอบแทน โดยนำเงินภาษี ปชช.มาจ่ายแทนนั่นเอง

===========================================

*** ม็อบโกเต็ก ปิดสนามบินเจ๊ง 1.9 หมื่นล้าน เฮ้ยเงินภาษีตู รัฐบาลอรนุส เมิงอย่าแตะ
คุณแดน คนบ้านนอก

ถามจริงหน่อย ไอ้รัฐบาลอรนุส
ถ้าเป็นเสื้อแดงทำ พวกอรนุสอย่างเอ็ง จะใช้หนี้แทนหรือเป่า
หรือจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพวกยึด

เวรกรรมของประเทศไทย
เมิงปฏิบัติ 2 มาตราฐานแบบนี้ อีก 100 ปี ก็หาความปรองดองไม่ได้
กระบวนการยุติธรรมยังไม่เป็นธรรม อีก 100 ปี ก็หาความปรองดองไม่ได้

งบประมาณยังต้องกู้ เมิงคงกู้มาใช้ชดใช้ค่าเสียหายแทนละซิท่า
หรือเมิงจะขึ้นภาษีรีดประชาชนที่ไม่ร่วมทำ มาใช้ชดใช้ค่าเสียหายแทน

กรรมของประเทศไทย ที่พวกอำมาตย์ก่อขึ้นกับประเทศชาติ

แห่เที่ยวมุกดาหาร หยุด5วัน ดอดเข้าบ่อนเพื่อนบ้าน

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้ว่าฯมุกดาหาร เผยช่วงวันหยุดยาว 5 วันประชาชนเดินทางมาท่องเที่ยวมุกดาหารเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน หลังมีการเปิดกาสิโน คาดเงินสะพัดในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

นายปราณีต บุญมี ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ว่า ช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ที่มีวันหยุดราชการติดต่อกัน 5 วัน ทำให้มีประชาชน นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย และต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวที่ จ.มุกดาหาร จำนวนมาก ไกลสุดเดินทางมาจาก จ.นราธิวาส ทำให้สถานที่พัก และโรงแรมต่าง ๆ ในจังหวัดมีผู้เข้าพักเต็มเกือบทุกแห่ง เป็นประโยชน์อย่างต่อชาว จ.มุกดาหาร ช่วงนี้เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับ ที่พัก โรงแรม และธุรกิจต่อเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร รถนำเที่ยว และผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ ในตลาดอินโดจีน เป็นทั้งแหล่งท้องท่องเที่ยวและแหล่งจำหน่ายสินค้า หลากหลายชนิดจากกลุ่มประเทศอินโดจีน คาดว่าทำให้มีเงินหมุนเวียน ในช่วงวันหยุด 5 วันไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารกล่าวต่อว่า นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง หลังเดินทางมาท่องเที่ยวและพักที่ จ.มุกดาหาร จะเดินทางผ่านไปเที่ยวยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีการเปิดกาสิโน ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2551 จนถึงเดือน พ.ค. 2552 มีตัวเลขจำนวนคนไทยที่ผ่านด่านสากลสะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 2 มุกดาหาร สะหวันนะเขตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กว่า 1,200,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาหลายเท่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือขากลับ ฝากถึงประชาชน และนักท่องเที่ยว อย่าได้ลักลอบนำเข้ายาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การนำสุรา เข้ามาราชอาณาจักรเกินที่กฎหมายกำหนดคือ 1 คนนำเข้าได้ไม่เกิน 1 ลิตร บุหรี่ ไม่เกิน 200 มวน เพราะเจ้าหน้าที่มีการกวดขันอย่างเข้มงวด หากพบมีการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป