WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 7, 2009

ฉันรักประเทศไทย

ที่มา ไทยรัฐ

ผมอ่านข่าวว่า เวียดนาม รับเป็นเจ้าภาพไกล่เกลี่ยความบาดหมาง ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา แล้วเศร้าใจ วันนี้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่า วันนี้ประเทศไทยถึงยุคที่ตกต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ไม่มีคำบรรยายกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมต้องรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่จะบินเข้าบินออกกัมพูชา ในอาการพูดจาภาษาชาวบ้านที่ว่าพยายาม ง้อ ทำไมไม่ใช่ กษิต ภิรมย์ ในฐานะ รมว. ต่างประเทศ

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่พยายามเข็นแล้วเข็นอีก สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าด้วยโครงการฉันรัก ประเทศไทย เดี๋ยวนี้ต้องเคี่ยวเข็ญให้คนไทยรักประเทศไทยกันแล้วหรือ

เอาเถอะ เงื่อนปมทางการเมืองที่ผูกปมกันเอาไว้จนคลายไม่ออก มัดทั้งผู้มัดและผู้ถูกมัดจนแน่นไปหมด ข้อหากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ผิดรัฐธรรมนูญ ค้างคาอยู่ในการวินิจฉัยของ กกต.บานตะไท

ส.ส.-ส.ว.จะหนีคดีพิษหุ้นกันท่าไหน

เรื่องที่จะเรียกร้องสปิริตอะไรกัน ผมบอกไปแล้วว่าอย่าเรียกร้องสปิริตให้ยาก เพราะไม่มีสปิริตในความไม่สง่างามอยู่แล้ว เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้อาจจะบั่นทอนจิตใจของคนไทย ที่กลายเป็นไฟแห่งจริยธรรมกัดกร่อนความศรัทธาที่มีต่อระบบคุณธรรม จริยธรรม และความชอบธรรมจนไม่มีอะไรหลงเหลือ

รวมทั้งเป็นการปิดกั้นเส้นทางของระบอบประชาธิปไตยให้ติดๆดับๆ ผมชื่นชมว่า พันธมิตรฯเสื้อเหลือง จะเข้ามาสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง โดยการตั้งพรรคการเมือง แต่ปรากฏว่าผลของการกระทำ กับดักในอดีตเริ่มจะย้อนกลับมาเล่นงาน

การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรฯ ตั้งแต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล สุริยะใส กตะศิลา สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย หรือ รมต.ปัจจุบัน กษิต ภิรมย์ ในข้อหาก่อการร้าย มั่วสุม ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง บุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

อารมณ์และความรู้สึกของแกนนำพันธมิตรฯเวลานี้ ก็คงไม่ต่างจากแกนนำขั้วอำนาจเดิมเท่าไหร่ เริ่มจะเรียกหาระบบความเป็นธรรม แล้ววิกฤติประเทศจะกู้ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะกลไกบุคลากรที่จะช่วยเยียวยาฟื้นฟูวิกฤติ ถูกจับมัดลงหลุมเดียวกันหมดแล้ว อาการที่ต้องดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมก็เหตุแห่งวิกฤติการเมืองและเหตุแห่งหายนะของบ้านเมือง

เมืองไทยใช่จะไร้คนดีมีความสามารถ หรืออ่อนหัดเป็นเด็กเล่นขายของทั้งหมด หรือไม่ยอมเสียสละ เพียงแต่ไม่มีที่ให้ยืนเท่านั้น เชื่อว่ากลางเดือน ก.ค. นี้เป็นต้นไป การเมืองไทยคงจะร้อนขึ้นมาอีกกระทอก

รัฐบาลพยายามจะตีปี๊บ ฉันรักประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยแห้งเหี่ยวลงไปทุกวันบนลมหายใจแผ่วๆของคนเดินดินกินข้าวแกง ลมหายใจของอิสรภาพที่ถูกตัดตอนและที่พยายามจะรักประเทศไทย.

หมัดเหล็ก

ยูเอ็น-เสือกระดาษ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ข่าวนี้ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยมากนัก แต่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า!!บันคีมูน เลขาธิการยูเอ็น แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่อดพบหน้า นางออง ซาน ซู จี เพราะผู้นำพม่าอ้างว่าอยู่ระหว่างดำเนินคดีงานนี้บันคีมูนเสียรังวัดมาก มันเสียหน้าไปถึงยูเอ็นหรือสหประชาชาติว่า ไม่มีน้ำยาที่จะทำอะไรพม่าได้นายพลอาวุโสตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของพม่ายังเป็นผู้นำประเทศพม่าที่ไม่สนเสียงเรียกร้องจากโลกภายนอก ปฏิเสธ บันคีมูน เลขาธิการยูเอ็นอย่างไม่มีเยื่อใยและไม่ให้ค่า!!เป็นอันว่าบันคีมูนเดินทางออกมาจากพม่าด้วยมือเปล่า!!สิ่งเดียวที่ บันคีมูน ทำได้ คือ การโจมตีรัฐบาลพม่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง โดยการกล่าวสุนทรพจน์ต่อบรรดานักการทูต, ข้าราชการ, องค์กรเอกชน และนักการเมืองฝ่ายค้านราว 500 คน ที่พิพิธภัณฑ์กำจัดยาเสพติดวิจารณ์รัฐบาลทหารพม่าอย่างเผ็ดร้อนในด้านสิทธิมนุษยชน

และการที่พม่าไม่ยอมปล่อยตัวนักโทษการเมืองซะเละเทะ!!ผมว่าพม่าก็ยังพอมีวิญญาณประชาธิปไตยอยู่บ้างไม่งั้นคงจะไม่อนุญาตให้นายบันคีมูนมีโอกาสมากล่าวสุนทรพจน์เพื่อด่าพม่าในแผ่นดินพม่า??ที่กรุงลอนดอน นายกฯ กอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษ ก็ออกมาผสมโรงโจมตี “ความดื้อรั้น”ของรัฐบาลทหารพม่า ย้ำถึงความเป็นไปได้ที่พม่าอาจถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมผมเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ เพราะต้องการ เตือนสติพรรคเพื่อไทย ที่ยื่นหนังสือถึง สหประชาชาติให้จัดการกับ การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ นายฟรานเซสโกนอตติ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ สหประชาชาติหรือยูเอ็น ผ่านต่อถึง นายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ และ ประธานสมัชชาใหญ่
สหประชาชาติความต้องการคือขอให้ยูเอ็นพิจารณาตรวจสอบการทำรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เหมือนกับกรณีที่ยูเอ็นคัดค้านการ

ยึดอำนาจของทหารในประเทศฮอนดูรัส แล้วมีมติกดดันให้ฮอนดูรัสรับ นายโจเซ มานูเอล เซลาย่ากลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกรณีความล้มเหลวจากการขอพบ นางออง ซานซู จี ในพม่า คือ สิ่งบอกเหตุว่า “บันคีมูน”คือ เสือกระดาษ ที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักข้อเรียกร้องของพรรคเพื่อไทยจึงใหญ่เกินไป
สำหรับ “ศักยภาพของยูเอ็น” ในยามนี้ ที่มี นายบันคีมูนเป็นเลขาธิการอยากให้ ทักษิณ ชินวัตร กลับเมืองไทย หาวิธีใหม่ดีกว่า!! ■

ผู้ดี

ที่มา บางกอกทูเดย์

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีหลายทาง อย่าเพียงแต่นำเสนอ วิธีการที่ง่ายที่สุดขณะนี้ คือหยุดสร้างความแตกแยกในประเทศ หากไม่มีความขัดแย้ง ประเทศก็สงบ”กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี..โต้ตอบ..คำกล่าวของ ทักษิณ ชินวัตร..ที่ใดมีความแตกแยก ที่นั่นย่อมมีปัญหารองนายกรัฐมนตรี..แห่งพรรคประชาธิปัตย์..เข้าใจถูกและกล่าวถูกแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า..ความแตกแยกในประเทศนั้น..มันเริ่มต้นจากสถานที่ใด..ใครคือผู้สร้างมันขึ้นมาจะต้องกรอเทปกลับกันไปกี่ม้วน..จะต้องทวนความย้อนหลังกันไปนานเท่าใด..จึงจะถึงจุดเริ่มต้นแห่งความพินาศย่อยยับของประเทศในวันนี้และเมื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุแห่งความ
แตกแยกแล้ว..เราจะกล้ารับความจริง กล้าที่จะพูดถึงความจริงในครั้งนั้นได้หรือไม่..ในประชาธิปไตยที่..สิทธิเสรีภาพในการพูด คิดและเขียน..เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่จารึกไว้ในรัฐธรรมนูญ..แต่ยังมีวรรคและวงเล็บอีกมากมายที่มิให้เสรีภาพในการพูด คิด และขีดเขียนเป็นไปโดยเสรีนั้นเราอาจจะขุดได้ ย้อนเวลากันไปถึงวันที่ความแตกแยกได้เริ่มต้นขึ้น..แต่จะมีประโยชน์อะไร..เมื่อเอามาพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ที่ต้องถามกันต่อก็คือ..เราจะหยุดความแตกแยกของประเทศได้อย่างไรแน่นอนที่สุด..ย่อมมิใช่การได้แต่พูดถึงอย่างที่รองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ..ตอบโต้ออกมา..และคงไม่ใช่อย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ระเบิดใส่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ..เพียงแค่..นักข่าวเขาบอกว่า..ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เขาพูดว่า...เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหมายเลข 1 ของรัฐบาลพรรคร่วม..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..จะต้องหนักแน่นกว่านี้..ความเป็นผู้ดีนั้นมันไม่ใช่อยู่ที่เกิดมาดีมีการศึกษาสูงหรือคลอดอยู่ในตระกูลที่มั่งคั่งมั่งมีความเป็นผู้ดีมันไม่มีชาติกำเนิด..แต่มันจะเกิดเฉพาะกับคนที่เป็นผู้ดีท่านนายกรัฐมนตรี..ต้องข่ม ต้องรอบคอบต่อการรับฟัง..และต้องช้าและยอมเสียเวลาก่อนที่จะต้องตอบคำถาม..ที่จะนำไปสู่ความแตกแยกบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..มันมีแต่คนไทยคนไทยที่ไร้สี..บนหน้าที่นายกรัฐมนตรี..ท่านมีทุกจังหวัดต้องดูแล..หมายเลขต้นของคนบริหารประเทศ..ต้องไม่มีทั้งทักษิณ ชินวัตร..หรือพรรคเพื่อไทย..มันมีแต่ภาระหน้าที่ที่จะทำให้แผ่นดินนี้..สงบและเป็นสุขปลอดภัยและมั่งคั่งการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว..หยุดคิดถึงมัน..ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วพรุ่งนี้ที่ดีกว่า..ก็จะมาถึง ■

มาร์ค-เน ฉีกหน้า ‘ซารัมย์’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในการประลองยุทธ์ หากต้องการเป็นผู้ชนะแล้วไซร้ แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปรวมไปจนกระทั่งฤดูกาลที่ผันแปรเหล่านี้ล้วนสามารถมีผลต่อการแพ้-ชนะได้ทั้งสิ้นจอมยุทธ์ที่หลงทะนงในกำลังฝีมือ คิดว่าพลังภายในขึ้นถึงขีดสุดแล้ว ในยามที่ละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็จะพลิกจากชนะให้กลายเป็นแพ้ได้ในชั่วพริบตาเฉกเช่นเดียวกับการประลองกำลังภายในทางการเมืองแม้จะอยู่ร่วมรัฐนาวาเดียวกันก็ใช่ว่าจะไม่ต้องระวังหลัง หรือจะจริงใจต่อกันปานประหนึ่งพี่น้องร่วมสาบานที่กอดกันกลมเสียเมื่อไหร่ผลประโยชน์ทางการเมืองนั้นสำคัญที่สุดนี่คือบทเรียนบทแรกที่บรรดาผู้เลือกที่จะเดินบนถนนการเมืองจะต้องตระหนักฉะนั้น ในยามที่สัญญาณการเลือกตั้งส่อเค้าทะมึนมาแต่ไกลผลแพ้-ชนะในการเลือกตั้งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร!!!…ผู้ที่ชนะเท่านั้นจึงจะมีอำนาจในการต่อรองนี่คือความจริงบนถนนการเมืองที่ยากจะแปรเปลี่ยนดังนั้น นักการเมืองจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส. เอามาไว้ในมือให้ได้มากที่สุดทั้งหมดก็เพื่อต้องการใช้ในการต่อรองทางการเมืองด้วยเหตุนี้เอง ณ วันนี้ แรงกระเพื่อมทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับรัฐนาวา “อภิสิทธิ์” แม้ภายนอกจะดูว่าเป็นแค่คลื่นลมธรรมดาแต่สำหรับปรมาจารย์ทางการเมืองทั้งหลายแล้ว คลื่นลมครั้งนี้ปั่นป่วนลึกซึ้งยิ่งศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก!!!จึงไม่แปลกที่เมื่อขุนพลผู้แกล้วกล้าที่อาสาจะพิชิตเก้าอี้ส.ส.ภาคอีสาน มาอยู่ในกำมือให้หมด เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หมดฤทธิ์หมดเดชสิ้นซากไปจากใจม คนอีสานกลับกลายเป็นขุนศึกที่นำทัพไปพบกับความปราชัย...ไม่เพียง
น้ำหนักของขุนพลผู้มากบารมีจะกระทบกระเทือนเท่านั้นกำลังใจของผู้นำรัฐนาวาก็พลอยสั่นสะเทือนไปด้วยทำให้จึงต้องมีการพบปะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเพื่อไต่ถามถึงเหตุแห่งความพ่ายแพ้ และเพื่อการเจรจาต่อรองใหม่ก็ในเมื่อสถานการณ์พลิกแล้ว จะยังมาใช้ “ข้อตกลงเดิม”กันอยู่ได้อย่างไรนี่คือเบื้องหลังที่มาของการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอนัดกินข้าวมื้อเที่ยงด่วนกับ นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ที่บ้านพิษณุโลก...ส่วนว่าเมื่อเจอกันในครั้งนี้จะมีการโผเข้ากอดกันกลม ยิ้มหน้าบาน เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์พลิกขั้วการเมืองหรือไม่นั้น...แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เชื่อว่าแม้แต่อ้อมกอดและรอยยิ้มก็ย่อมต้องเปลี่ยนไประดับมือการเมืองอย่างนายเนวินมีหรือจะไม่รู้ว่า จุดมุ่งหมายของการนัดของนายอภิสิทธิ์คืออะไรกันแน่???

การพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง เอาเข้าจริงๆ แล้วแม้จะบั่นทอนน้ำหนักของพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มเพื่อนเนวินลงมาไม่น้อยแต่ก็แค่ 30-40% เท่านั้นที่เครดิตถูกบั่นทอนตัวที่ดิสเครดิตและทำลายภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มเพื่อนเนวินอย่างหมดรูปก็คือ เรื่องของ “โครงการฉาว”ต่างๆ นั่นเองก็ขนาดที่ สวนดุสิตโพล ออกมาเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ใน 42 จังหวัด ว่า มองความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้ ณ วันนี้อย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 38.32% เห็นว่า ผลประโยชน์ไม่ลงตัวย่อมขัดแย้งแถมอีก 30.72% เห็นว่า เป็นการรวมตัวกันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ขัดแย้งกันในขณะที่อีก 15.50% เห็นว่า การมุ่งผลประโยชน์ โดยเฉพาะฐานเสียงและประชานิยมที่เลือกตั้งครั้งต่อไปทำให้ขัดแย้งกันแสบสันต์ไปถึงทรวง ก็คือมุมมองของประชาชนที่บอกว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาล เป็นผลมาจากเรื่องของผลประโยชน์จากโครงการหรืองานของกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย

ในแต่ละพรรคมากถึง 35.34%แต่ที่สะเทือนพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มเพื่อนเนวินมากที่สุดก็คือกว่า 41.32% มองว่า โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน
ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้แถมโครงการถนนปลอดฝุ่นก็ติดอยู่ในโพลอีกด้วยกระทรวงคมนาคมของ นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะรัฐมนตรี
ว่าการ รับไปเต็มๆ5.28 และ 0.70% เห็นว่า โครงการหรืองานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น หวยออนไลน์ทางออกในสายตาประชาชนก็คือ แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลต้องคอยควบคุมสมาชิกในพรรคให้ทำงานอย่างโปร่งใสไม่ขัดแย้งกันภายในพรรค ลดการต่อรองอย่ามุ่งประโยชน์ของพรรคการเมืองจนลืมภาพรวมของ
รัฐบาลทำได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แต่ถ้าภาษาบอลก็ต้องบอกว่า “ลูกเข้าเท้า”ซึ่งเป็นหมากถนัดของพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ในการพลิกเกมหนีจากการถูกพรรคร่วมรัฐบาลขี่คอนายอภิสิทธิ์ก็เลยเปิดอกพูดกับนายเนวิน เรื่องโครงการรถเมล์ 4,000 คัน

เพราะหลักศาสนาพุทธสอนมาแต่อ้อนแต่ออก จะดับทุกข์ต้องดับที่ต้นเหตุแห่งทุกข์เมื่อโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน คือ ต้นเหตุแห่งความมัวหมองของภาพลักษณ์รัฐบาล ก็ต้องดับที่โครงการเช่ารถเมล์4,000 คันที่สำคัญ น้ำหนักในการคุยกันมื้อเที่ยงวันนั้น นายอภิสิทธิ์เป็นต่อนายเนวินหลายขุมจึงเป็นที่มาของคำว่า“ผมเข้าใจ”...หลุดออกมาจากปากของนายเนวินในวันนั้นหลังจากที่นายอภิสิทธิ์เปิดประเด็นตรงๆ ว่า โครงการนี้ไม่สามารถให้ผ่านคณะรัฐมนตรีไปได้ และขอให้เข้าใจความรู้สึกของประชาชนด้วยส่วนโครงการอื่นๆ ที่จะพิจารณากันต่อไป หากมีปัญหาก็จะให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนประสานกลืนเลือดหรือไม่กลืนเลือดไม่มีใครรู้

แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ เมื่อสถานการณ์ตกเป็นรอง คนที่รู้ลู่ทางลมการเมืองเป็นอย่างดีเช่นนายเนวินย่อมต้องเข้าใจและรับมือได้คำพูดจึงยังหยดย้อย
“เราต้องทำงานร่วมกันอีกนาน ผมไม่ได้รู้สึกอะไรที่ไม่ดีอยู่แล้ว”หวานซะไม่มี...นายอภิสิทธิ์ก็เลยเคลิ้มและชดเชยความปวดร้าวในใจให้นายเนวินและพรรคภูมิใจไทย ด้วยการตกปากรับคำไปเยือน“บุรีรัมย์” เป็นแห่งแรกในการลงพื้นที่อีสาน จนทำให้นายสุทัศน์ เงินหมื่น ต้องออกมาเตือน เพราะเป็นห่วงภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์จนกลายเป็นเรื่องครึกโครมนั่นแหละแต่ทั้งๆ ที่หัวหน้ากับหัวหน้าเจรจากันจบอย่างราบรื่นแล้วโดยเฉพาะเรื่องโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คันกลับกลายเป็นว่า ในกลุ่มเพื่อนเนวินกลับจงใจฉีกหน้าหัวหน้ากลุ่มดื้อๆ เสียอย่างนั้นแหละ

ระดับ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังไม่เท่าไหร่ อย่างน้อยยังพูดแค่ว่า “คาดว่าจะไม่มีปัญหา”เพราะขณะนี้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำการศึกษาว่าจะเป็นการฟื้นฟูโดยวิธีเช่าหรือวิธีซื้อ ตามที่ได้มีการขอขยาย
เวลาออกไปอีก 1 เดือนแต่ นายโสภณ ซารัมย์ นี่สิ โวยลั่นว่า “หากไม่ดำเนินการโครงการนี้ ผมจะเสียหน้า”เล่นเอาหลายคนที่สนิทชิดเชื้อกับนายเนวิน อดตั้งคำถามไม่ได้เหมือนกันว่าแล้วนายโสภณทำแบบนี้ ไม่ได้กลัวนายเนวินเสียหน้าบ้างหรือ???แล้วตกลงในเวลานี้ ใครกันแน่ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน
ที่แท้จริง???“ผมไม่ทราบเรื่องมาก่อนเรื่องการกินข้าวเที่ยง เพราะนายกรัฐมนตรีและคุณเนวินก็ไม่ได้ชวน ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีขอร้องคุณเนวินให้ระงับโครงการรถเมล์เอ็นจีวี4,000 คัน และคุณเนวินรับปากแสดงความเข้าใจนั้น ผมก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่คงไม่ยอมให้ล้มโครงการแน่”“เรื่องนี้คงไม่ต้องคุยกับคุณเนวิน”...กินดีหมีหัวใจเสือมาแน่นายโสภณจึงซัดซะขนาดนี้

แต่หลายๆ คนมองไปว่า การที่นายโสภณกล้าแสดงออกแบบไม่เกรงใจสิ่งที่นายเนวินได้พูดไปแล้วกับนายอภิสิทธิ์ ที่บ้านพิษณุโลกนั้นน่าจะเป็นเพราะว่า นายโสภณเห็นว่ากระทรวงคมนาคมมีภารกิจสำคัญ ดูแลโครงการหมื่นล้านแสนล้านเป็นจำนวนมากไม่ใช่แค่โครงการเช่ารถเมล์ฝังเพชร 4,000 คัน แต่ยังมี
โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิอีกเป็นแสนล้านบาท หรือล่าสุด เรื่องโครงการปรับปรุงการขนส่งระบบราง ซึ่งเป็นอภิมหาโปรเจกต์อีก 200,000 กว่าล้านบาทเช่นกันฉะนั้น ภาระหนักขนาดนี้ จะให้คนชื่อ “นายโสภณ ซารัมย์”เสียหน้าได้อย่างไร???งานนี้ไม่รู้เหมือนกันว่านายเนวินจะรู้สึกอย่างไร และเห็นอก
เห็นใจกับการเสียหน้าของนายโสภณขนาดไหนแต่ที่แน่ๆ ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯมีความรู้สึกตรงกันว่าให้นายโสภณเสียหน้า...ยังดีกว่าประเทศเสียท่าไปมากถึง50,000-60,000 ล้านบาท

อย่างที่หลายๆ คนกำลังพยายามกันอย่างเต็มที่ก็คงต้องดูว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์พูดในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นการออกอากาศครั้งที่ 25ว่า รัฐบาลได้ขยายเวลาให้สภาพัฒน์ศึกษาเพิ่มอีก 30 วัน ก่อนที่จะสรุปว่าควรจะดำเนินการในรูปแบบใดนั้น“อยากจะย้ำครับว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ยืนยันครับว่าจะเป็นไปอย่างโปร่งใส”งานนี้เดิมพันการเมืองสูงลิ่วจริงๆ ■

ถึงเวลา...เกมเปลี่ยน!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตั้งข้อหา “ก่อการร้าย” ต่อแกนนำพันธมิตรฯ กรณี“บุกยึดสนามบิน”ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ “ร้ายแรง” แต่ทุกอย่างเป็นประเด็นทางการเมืองที่ดู “ประจวบเหมาะ”
หากนำเรื่องมาเชื่อมโยงกับการล่า 1 ล้านรายชื่อ...เพื่อ “ถวายฎีกา” ขอนิรโทษกรรมอดีตนายกรัฐมนตรี“พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”ทำไม? ไพ่จึงหงายมาออกหน้านี้เพราะเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อเหลือง “พันธมิตรฯ”บุกยึดสนามบิน เป็นคดีความที่มีการสอบสวนมานานแล้วหลายเดือนพยานหลักฐานต่างๆ รวมถึงสำนวนคดี “เชื่อได้ว่า”ครบถ้วน...สำหรับการ “เอาผิด” ต่อกลุ่มผู้ “กระทำผิด”แต่จนแล้วจนรอด...คดีซึ่งประชาชนให้ความสนใจกลับ“ไม่คืบหน้า” เสมือน ใครบางคน กำลังรออะไรบางอย่าง...ต้องการนำคดีนี้มาเป็น “เครื่องต่อรอง”แน่นอนว่า...หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการ “ออกหมายเรียก”

ท่าทีของกลุ่มคน “เสื้อเหลือง” โดยเฉพาะเหล่าแกนนำฯคงจะออกอาการ หนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กันบางที “แกนนำ” บางคนอาจรู้ “ล่วงหน้า” มาก่อนแล้ว
ก็เป็นได้...เพราะไม่มีใคร “หนีชะตากรรม” การเมืองไทย ที่ยังคง“ผูกติด” กับกลุ่มผู้มีอำนาจ...ไม่ยอมผูกติดกับ “ชุมชน”ซึ่งเป็นสัจธรรมในข้อเท็จจริง “ประการนี้” ไปได้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรสนธิ ลิ้มทองกุล...ทักษิณ ชินวัตร และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างรู้ดีว่าไม่อาจไว้ใจใคร แม้แต่ “คนใกล้ชิด”ซึ่งมีให้เห็นเช่นอุทาหรณ์ “ชาวนากับงูเห่า”ดังนั้น...การที่ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ อย่าง “สุริยะใส กตะศิลา” ออกมาตีโพยตีพายโวยวายว่า เป็นการตั้ง “ข้อหาแรงเกินจริง”
จึงไม่ใช่ทาง “แก้ไขปัญหา”เป้าหมายครั้งนี้ของ “ผู้มีอำนาจ” คือ กำลังรับกับสภาวะ “คลื่นมวลชน” ที่นับวันจะขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น

ต่อไปไม่ไหวหากนับกัน เสียง ต่อ เสียง โดยไม่จำเป็นต้องใช้“วิชามาร” คงรู้เช่นเห็นชาติด้วยการแสดงออกของ“คนส่วนใหญ่” ในประเทศว่า พวกเขา “ต้องการ” อะไรไม่ใช่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” คิดผิด...ที่ใช้บทบาทจากการเป็น ผู้ตรวจสอบนอกสภา จนถูกคนบางกลุ่มมองว่าไปคบค้าสมาคมกับ “ประชาธิปัตย์”
เพื่อสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลทางเลือก กับ ทางรอด...ย่อมเป็นของคู่กัน ไม่ใช่คนระดับ “สนธิ” จะคิดอ่านการได้สะดวกไปเสียทุกอย่างวันนี้ต้องพูดอย่างเต็มปากว่า “เกมของผู้มีอำนาจ”เปลี่ยนไป...แต่ก็เป็นการยากที่จะ “คาดเดา” ว่า อนาคตประเทศไทยต่อไปจะเป็นอย่างไรที่สำคัญ...คนไทยจำนวนหลายล้านคน ได้เห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของนักการเมือง รวมถึงวิธีการสกปรกของ“ผู้มีอำนาจ” กันมามากหากบุคคลเหล่านี้ “ยังอยู่” ประเทศไทยก็จะยิ่ง

“ย่ำแย่” มากขึ้นความคืบหน้าคดี แกนนำพันธมิตรฯ รวมถึงการยื่นถวายฎีกา นิรโทษกรรมอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นนัยยะที่บอกอะไรได้บางอย่างถึงเวลา...เกมเปลี่ยน!แต่ที่น่ากลัว คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก หรือต้องการเปลี่ยนแปลง“เอาชีวิตรอด” เพื่อเชิดหน้าชูตา “วงศ์ตระกูล”ทุกวันนี้ “ประชาชน” ไม่ได้คิดว่า “ผู้มีอำนาจ”จะเปลี่ยนจิตใจหรือมีจิตสำนึกเพียงแต่ขอให้พวกท่าน “ทำชั่ว” ให้น้อยลง...เห็นแก่เสียงส่วนใหญ่ที่แท้จริงให้มากหน่อยเท่านั้นเอง! ■

รัฐบาลชั่วคราวฮอนดูรัส สั่งปิดสนามบิน ปธน.พลัดถิ่นกลับลำไปลงเอลซัลวาดอร์

ที่มา ประชาไท

เที่ยวบินเซลายาลงจอดไม่สำเร็จ หลังทหารตำรวจเอารถมาจอดขวางรันเวย์-สั่งยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ด้านเซลายากลับลำไปลงที่ เอลซัลวาดอร์ ยังวางแผนกลับประเทศ 1-2 วันนี้ วอนทหารอย่าหันปืนมาทางประชาชน มิเชลเลตตีลั่นจะไม่เจรจาใดๆ จนกว่าประเทศจะสงบ ล่าสุดผู้ชุมนุมปะทะกับทหารตำรวจใกล้สนามบิน ถูกยิงเสียชีวิตหนึ่งราย





ภาพวิดีโอรายงานข่าวของ Aljazeera ภาคภาษาอังกฤษ แสดงให้เห็นปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารในเขตสนามบิน ซึ่งได้แสดงภาพของผู้เสียชีวิต จากการถูกทหารยิงใส่
ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีมานูเอล เซลายา ตะโกนเชียร์หลังเครื่องบินเจ็ทที่เขาโดยสารบินเหนือท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงเตกูซิกัลปา เมื่อ 5 ก.ค. แต่ไม่สามารถลงจอดได้เพราะทหารใช้ยานพาหนะขวางรันเวย์ (ที่มา: AP Photo/Eduardo Verdugo)
ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีเซลายายืนชี้กองเลือด ซึ่งเป็นจุดที่ชายผู้หนึ่งถูกทหารยิง ภายนอกท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงเตกูซิกัลปา ฮอนดูรัส เมื่อ 5 ก.ค. (ที่มา: AP Photo/Rodrigo Abd)
หญิงคนหนึ่งกำลังปลอบโยน นางซิลเวียร์ เมนซิลาส (Silvia Mencillas) (ขวามือ) ซึ่งยืนอยู่ข้างโลงของลูกชายนายอิซี มูริลโย่ (Isy Murillo) อายุ 19 ปี ภาพถ่ายเมื่อ 6 ก.ค. โดยมูริลโย่ถูกยิงเมื่อวันอาทิตย์หลังจากที่กองทัพพยายามป้องกันสนามบินระหว่างปะทะกับผู้ชุมนุม (ที่มา: AP Photo/Rodrigo Abd)
ภาพเผยแพร่ของประธานาธิบดีอาเจนติน่า ในภาพคือนางคริสตีนา เฟอร์นันเดช เดอ เคิร์ชเนอร์ ประธานาธิบดีอาเจนติน่า (Cristina Fernandez de Kirchner) (ขวามือ) และคู่สนทนาคือประธานาธิบดีเอกวาดอร์ ราฟาเอล คอร์เรอา (Rafael Correa) (ซ้ายมือ) และเลขาธิการองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) โฮเซ่ มิเกล อินซุลซา (Jose Miguel Insulza) บนเครื่องบินแทงโก 01 ขณะทำกลางบินอยู่ในน่านฟ้าภูมิภาคอเมริกากลางมุ่งหน้าสู่เอลซัลวาดอร์ เมื่อ 5 ก.ค. (ที่มา: REUTERS/Presidency/Handout)
มานูเอล เซลายา (สวมหมวก แถวนั่งที่ 2 จากซ้าย) แถลงข่าวที่ท่าอากาศยานนานาชชาติโคมาลาปา (Comalapa) ประเทศเอลซัลวาดอร์ เมื่อ 5 ก.ค. หลังไม่สามารถร่อนลงจอดที่ฮอนดูรัสได้
ในภาพถัดจากเซลายา คนซ้ายมือคือประธานาธิบดีราฟาเอล คอเรอาแห่งเอกวาดอร์ ส่วนคนที่ััถัดจากเซลายาทางขวา คนที่ 3 จากขวามือคือประธานที่ประชุมสมัยที่ 63 ของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ มานูเอล เดสคอร์โต (Manuel d'Escoto) ถัดมาคือคริสตีนา เฟอร์นันเดช เดอ เคิร์ชเนอร์ ประธานาธิบดีอาเจนติน่า ส่วนขวามือสุดคือประธานาธิบดีปารากวัย เฟอร์นันโด ลูโก (Fernando Lugo) (ที่มา: REUTERS/Luis Galdamez)
มิเชลเลตติสั่งปิดสนามบิน “เซลายา” กลับลำไปลงเอลซัลวาดอร์
มานูเอล เซลายา ประธานาธิบดีฮอนดูรัสมีแผนการเดินทางโดยเครื่องบินจากสหรัฐฯ มายังท่าอากาศยานนานาชาติตอนคอนติน กรุงเตกูซิกัลปา อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐบาลชั่วคราวฮอนดูรัสห้ามไม่ให้เซลายานำเครื่องบินลงจอดในประเทศ ทำให้เครื่องบินที่มีประธานาธิบดีผู้ถูกทำรัฐประหารต้องเบี่ยงเส้นทางไปลงจอดในประเทศเอลซัลวาดอร์ แทน
เหตุที่เครื่องบินของเซลายาเปลี่ยนเส้นทางนั้นเนื่องมาจากมีกองทัพของฮอนดูรัสนำยวดยานมาจอดขวางรันเวย์ไว้ไม่ให้เครื่องบินลงจอดได้ โดยขณะที่เครื่องบินกำลังเปลี่ยนเส้นทางบนน่านฟ้าของสนามบินฮอนดูรัส ก็มีประชาชนผู้สนับสนุนเซลายาที่มาชุมนุมพากันส่งเสียงเชียร์
เซลายาระบุว่าเขาอาจพยายามเสี่ยงกลับประเทศอีกครั้งในวันที่ 6 หรือ 7 ก.ค. นี้ และพยายามนำตัวเองคืนสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ทั้งที่ยังมีกลุ่มรัฐบาลต่อต้านเขาอยู่
โดยในช่วงเช้าของวันที่ 6 ก.ค.ตำรวจและทหารออกมาตรวจตราตอมท้องถนนของกรุงเตกูซิกัลปาพร้อมกระบองและด้ามพลองเหล็ก นอกจากนี้ทางการยังได้สั่งปิดสนามบินและยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้ชุมนุมปะทะทหารที่สนามบิน ถูกยิงเสียชีวิตแล้ว 1 ราย
โดยในวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมามีกลุ่มผู้สนับสนุนเซลายาที่สนามบินและกลุ่มทหารกำลังปะทะกัน มีอย่างน้อยหนึ่งรายเสียชีวิตจากการปะทะกันในครั้งนี้ โดยเหตุปะทะเริ่มจากการที่กลุ่มผู้สนับสนุนเซลายากว่าพันคนพังรั้วใกล้ๆ กับรันเวย์เพื่อมาต้อนรับเซลายา
ช่างภาพของสำนักข่าว AP ที่อยู่ในเหตุการณ์รายงานว่า ผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวถูกยิงเข้าที่ศีรษะซึ่งยิงมาจากด้านในสนามบินขณะที่ผู้ชุมนุมพยายามพังรั้ว ส่วนสภากาชาดระบุว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวว่าเป็นชายอายุ 19 ปีจากเมืองโอลานโช (Olancho) บ้านเกิดของเซลายา
ล่าสุดทราบชื่อ ชายที่เสียชีวิตคนดังกล่าวแล้วคือนายอิซี มูริลโย่ (Isy Murillo)
สภากาชาดยังได้รายงานอีกว่ามีประชาชนอย่างน้อย 30 ราย ได้รับบาดเจ็บหลังจากที่กลุ่มผู้รักษาความสงบยิงปืนขู่และฉีดแก๊สน้ำตา
ขณะที่เครื่องบินของเซลายากำลังกลับลำเพื่อไปยังเอลซัลวาดอร์ นั้น ผู้สนับสนุนเขาร่วมกันประสานเสียงว่า “พวกเราต้องการหมวกเหล็กสีน้ำเงิน” ซึ่งหมายถึงกองกำลังรักษาความสงบของสหประชาชาติ (Peacekeepers) ผู้ชุมนุมบางคนถึงกับร้องไห้
“พวกเรากลัวมาก พวกเราเสียใจเพราะพวกทหารไม่ยอมให้เมล (ชื่อเล่นของมานูเอล เซลายา) กลับมา แต่พวกเราก็จะไม่ยอมพ่ายถอยไป” คาริน อันตูเนซ ผู้ชุมนุมอายุ 27 กล่าว “พวกเราคือประชาชนและพวกเราก็จะเดินขบวนต่อไป เพื่อให้ประธานาธิบดีของพวกเรากลับบ้าน”
โดยหลังจากที่เครื่องบินกลับลำออกไปแล้ว ก็มีรถบรรทุกกลุ่มตำรวจขับเข้ามาสั่งให้ทุกคนออกไปจากพื้นที่
มาติกัส เซาเซดา นักสิทธิมนุษยชนวัย 65 ปี บอกว่านี่คือสงคราม “ลองจินตนาการดูสิว่า มันจะเลวร้ายขนาดไหนหากประธานาธิบดีบินอยู่เหนือน่านฟ้านี้แล้วแต่พวกเขาก็ไม่อนุญาตให้เขาลงจอด”
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีมานูเอล เซลายาได้กล่าวขณะอยู่ที่เอลซัลวาดอร์ว่า “ทหารชาวฮอนดูรัส อย่าได้หันปากกระบอกปืนไปยังพี่น้องของพวกเราเองเลย”
เขายังได้ในการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ (5 ก.ค.) ที่ผ่านมาด้วยว่า “ผมขอเรียกร้องให้ทหารฮอนดูรัสวางปืนลงเสีย” ซึ่งในที่ประชุมแถลงข่าวในครั้งนี้มีประธานาธิบดีของเอลซัลวาดอร์, อาร์เจนตินา, ปารากวัย, เอกวาดอร์ และประธาน OAS ที่บินมาจากสหรัฐฯ ร่วมอยู่ด้วย
“ผมต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อการแก้ปัญหาในครั้งนี้โดยปราศจากความรุนแรง” เซลายากล่าวต่อ โดยเขาวางแผนจะเดินทางไปยังนิคารากัวต่อ นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้สหประชาชาติ, องค์การรัฐอเมริกัน, สหรัฐฯ และประเทศในยุโรป “ทำอะไรสักอย่างกับรัฐบาลที่แข็งกร้าวนี้”
มิเชลเลตตีปฏิเสธไม่มีการเจรจาจนกว่าประเทศจะสงบ
ซึ่งโฮเซ่ มิเกล อินซัลซา ประธาน OAS บอกว่าเขากำลังพยายาม "ดำเนินการทางการฑูตอย่างเหมาะสมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย"
ขณะที่รักษาการประธานาธิบดีของฮอนดูรัส โรเบอร์โต มิเชลเลตตี กล่าวว่าเขาจะไม่ยอมให้มีการเจรจาใดๆ จนกว่า สิ่งต่างๆ จะกลับสู่สภาพปกติ "พวกเราจะอยู่ที่นี่จนกว่าประเทศจะสงบ" มิเชลเลตตีกล่าว "พวกเราเป็นตัวแทนของประชาชนโดยแท้จริง"
ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติ บัง คี มูน กล่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่าเขารู้สึกเสียใจกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในฮอนดูรัส และเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องประชาชน โดยกล่าวว่าพวกเขาควรได้รับสิทธิ์ให้การแสดงความเห็นโดยไม่ถูกข่มขู่
เลขาธิการสหประชาชาติยังได้ย้ำคำเดิมว่า รัฐประหารเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา ฮอนดูรัสก็ถูกองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) เพิกถอนสมาชิกภาพ เนื่องจากรัฐบาลชั่วคราวของฮอนดูรัสไม่ยอมคืนตำแหน่งให้กับประธานาธิบดีเซลายาภายในสามวันตามกำหนด ซึ่งการถูกเพิกถอนสมาชิกภาพนี้อาจทำให้ฮอนดูรัสต้องประสบความลำบากด้านเงินทุนกู้ยืมจากพหุภาคี ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ก็ได้ระงับความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ฮอนดูรัส ประเทศที่ยากจนเป็นอันดับสามในเขตซีกโลกตะวันตก รองจากเฮติ และนิคารากัว
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Honduras blocks ousted leader's return, Patrick Markey, Reuters, 06-07-2009
Honduras slides toward greater instability, WILL WEISSERT and JEANNETH VALDIVIESO, AP, 06-07-2009 http://news.yahoo.com/s/ap/20090706/ap_on_re_la_am_ca/lt_honduras_coup_155

สังคมที่สยบยอมต่อ “วัฒนธรรมโกง”

ที่มา ประชาไท

สุรพศ ทวีศักดิ์เสนอทางแก้ปัญหาเรื่อง “วัฒนธรรมโกง” ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนทัศนคติของประชาชน แต่ต้องสร้างช่องทางให้ประชาชนรู้ทันและสามารถตรวจสอบอำนาจอันเป็นที่มาของวัฒนธรรมโกงนั้นมากกว่า!

ผลสำรวจของเอแบคโพลล์จากกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดของประเทศ จำนวน 1,228 ครัวเรือน พบว่า “ร้อยละ 84.5 มองว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการทำธุรกิจ ร้อยละ 51.2 ยังยอมรับได้ที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น โดยคิดว่าทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้” (ประชาไทออนไลน์, 29-06-2552)
ผู้เขียนไม่ได้เห็นคำถามของเอแบคโพลล์ที่ใช้ถามกลุ่มตัวอย่าง แต่จากผลสรุปข้างต้น แสดงให้เห็นว่าผู้ตอบคำถามเชื่อหรือยอมรับอยู่แล้วว่า การทุจริตคอรัปชั่นในวงการธุรกิจและรัฐบาลทุกรัฐบาลเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงจนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และจากความเห็นที่ว่า “ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้” สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนหมดหวังกับการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ความหวังที่ยังพอจะเหลืออยู่ คือ หวังว่ารัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นจะใช้ความสามารถหรือยอมเหลือ “ส่วนแบ่ง” สำหรับพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นบ้าง
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ การมองว่า “การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในทุกวงการ” กับการมองว่า “การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในทุกวงการ” มีนัยต่างกัน กล่าวคือมุมมองแรกไม่ได้มีความหมายในเชิงยอมรับหรือปฏิเสธการทุจริตคอรัปชั่น แต่มุมมองหลังมีความหมายในเชิงยอมรับการทุจริตคอรัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ (ใครๆเขาก็ทำกัน ฉันก็ต้องทำบ้าง)
ส่วนมุมมองที่ว่า “ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้”
นั้น นอกจากจะเป็นทัศนคติที่สยบยอมต่อ “วัฒนธรรมโกง” แล้ว ยังฝากความหวังไว้กับวัฒนธรรมโกงด้วยว่าจะสามารถนำพาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี
หากพิจารณาในเชิงตรรกะ การทุจริตคอรัปชั่นกับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศย่อมไปด้วยกันไม่ได้ เพราะสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ นอกจากความเจริญทางวัตถุ เทคโนโลยี ความสามารถในการผลิต การแข่งขัน ประชาชนอยู่ดีกินดี เป็นต้นแล้ว ความสุจริตโปร่งใสและความเป็นธรรมก็ถือเป็นตัวบ่งชี้หรือองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งของ “ความเจริญรุ่งเรือง” ของประเทศ
จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า ทำไมประชาชน (กลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ) กว่าร้อยละ 51 จึงคิดว่าการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลไปด้วยกันได้กับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและการอยู่ดีกินดีของประชาชน เพราะโดยเหตุผลแล้วการทุจริตคอรัปชั่นคือสิ่งทำลายความเป็นธรรมทางสังคม และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่จะช่วยลดวิถีการแข่งขันแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือวิถีการแข่งขันที่ทำให้คนรวยจำนวนน้อยยิ่งรวยขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ส่วนคนจนจำนวนมากยิ่งจนลงๆ
ดังนั้น จึงน่าตั้งคำถามต่อมุมมอง “ถ้าทุจริตแล้วทำให้ประเทศรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดีก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้” ว่ามุมมอง (หรือประชาชนที่มีมุมมอง) ดังกล่าวนี้นิยาม “ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ” อย่างไร
แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือ ทัศนคติที่ยอมรับว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา หมดหวังต่อการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น และสยบยอมต่อวัฒนธรรมโกงดังกล่าว เป็นทัศนคติที่สวนทางกับกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยแบบตรวจสอบ/แบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม
ถ้าเราเชื่อว่าประชาธิปไตยแบบตรวจสอบ/แบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรม เป็นประชาธิปไตยก้าวหน้าที่สังคมเราควรพยายามสร้างขึ้น ทัศนคติของประชาชนในชาติที่ยอมรับ สยบยอม หรือกระทั่งหวังพึ่งรัฐบาลโกงในการสร้างความเจริญของประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าดังกล่าว
แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรด่วนสรุปว่า ทัศนคติที่ยอมรับ สยบยอม (หรือกระทั่งหวังพึ่ง) วัฒนธรรมโกงดังกล่าว เป็นปัญหาความไม่สามารถแยกแยะถูก-ผิดของประชาชน แล้วก็เลยคิดว่าจะต้องไปให้ “ปัญญา” ที่ทำให้ประชาชนหายโง่
สิ่งที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดของทัศนคติดังกล่าว เช่น อำนาจต่างๆที่ตรวจสอบไม่ได้ วิถีการเมือง/เศรษฐกิจที่รองรับหรือปกป้องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างอำนาจรัฐอำนาจทุน หรืออำนาจขุนนางอำมาตยาธิปไตยที่ครอบงำสังคมนี้มาอย่างยาวนานต่างหาก คือสิ่งสร้าง/รองรับ “วัฒนธรรมโกง” และเป็นมูลเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดทัศนคติดังกล่าวในหมู่ประชาชน
ทางแก้ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนทัศนคติของประชาชน แต่ต้องสร้างช่องทางให้ประชาชนรู้ทันและสามารถตรวจสอบอำนาจอันเป็นที่มาของวัฒนธรรมโกงนั้นมากกว่า!

วิถีประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุข(ตอนจบ):ภาคการทหาร หลักการรบสงครามประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
7 กรกฎาคม 2552

*บทความครบชุดประกอบด้วย:
-ตอนที่1:สงครามประชาชน สงครามปฏิวัติ
-ตอนที่2:การปฏิวัติสังคม
-ตอนที่3:ยุทธศาสตร์ นโยบาย ภารกิจ
-ตอนที่ 4:แนวทางการต่อสู้/องค์กรนำและหน่วยปฏิบัติการ
-ตอนจบ:ภาคการทหาร หลักการรบ สงครามประชาชน

ภาคการทหาร

จากความจริงที่ว่าการสงครามนั้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายของทางการเมือง ซึ่งหมายถึงหากมีการดำเนินการทางการเมืองที่ถูกต้อง การเจรจาต่อรอง การแบ่งสรรอำนาจเพื่อยุติความขัดแย้งอาจเป็นไปได้ด้วยวิถีทางทางการเมือง แต่ถ้าหากการเจรจา ต่อรอง ประนีประนอมนั้นเป็นไปไม่ได้ หนทางสุดท้ายของการเมืองก็คือสงคราม และในกรณีนี้สงคราม ขั้นสุดท้ายคือสงครามประชาชน (Clause Witz: ttp://www.clausewitz.com/CWZHOME/VomKriege2/ONWARTOC2.HTML)


อย่างไรก็ตามหากการเดินเรื่องทางการเมืองประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นการหลีกเลี่ยงสงครามไปได้ทำให้ไม่เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนจำนวนแสน จำนวนล้านจากสงคราม ดังนั้นในทุกสถานการณ์ จึงต้องใช้การเมืองนำการทหาร ไม่ใช้การทหารนำการเมืองเป็นอันขาด ความสำเร็จและชัยชนะต้องได้มาจากความสำเร็จด้านการเมืองก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเกิดสงครามในที่สุดหรือไม่ก็ตาม หรือแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางสงครามก็ตาม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรู้เรื่องการทหารจึงมีความจำเป็น แนวคิดด้านการทหารนี้ จะประยุกต์ทั้งที่เป็นของตะวันตกและตะวันออก ในส่วนของตะวันตกนั้นจะเป็นหลักสงครามทั่วไป ส่วนทางตะวันออกนั้นจะเป็นยุทธวิธีการทหารของจีนเพื่อให้มีแนวคิดทฤษฎีเพียงพอที่จะนำไปประยุกต์กับสภาพแวดล้อมจริงที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเช่นเคยเอกสารนี้จะไม่จำกัดอยู่ในเรื่องเฉพาะถิ่น เฉพาะพื้นที่หากแต่จะเป็นหลักการทั่วไปที่สามารถ นำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่ในระดับพื้นที่ปฏิบัติการในสนามไปจนถึงระดับชาติขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการนำไปใช้

นอกเหนือจากนั้น แนวคิดด้านการทหาร ที่เป็นกลยุทธด้านต่างๆนั้น สามารถนำไปใช้ในยามสงบในเรื่องของ การแข่งขันทางการเมือง ทางธุรกิจและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือยุติไม่ให้เกิดเงื่อนไขสงครามที่จะนำไปสู่การเกิดสงครามได้ ดังนั้นเอกสารนี้ จึงเป็นเรื่องของทั้งสงครามและสันติภาพในตัวเอง มีลักษณะของความเป็นกลางขึ้นอยู่กับผู้ที่นำไปใช้ว่ามีจิตใจรับใช้มวลชนหรือต้องการอำนาจผูกขาดไว้กับตนเองและพวกพ้อง

อย่างไรก็ตามเอกสารนี้ผลิตขึ้นเพื่อรับใช้มวลชน รับใช้ประชาชน มีแนวทางการต่อสู้ในวิถีทางของประชาธิปไตย ดังนั้นจึงมั่นใจว่าการปฏิบัติตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้ในเอกสารนี้จึงเป็นแนวทางของฝ่ายธรรมะ ของฝ่ายประชาธิปไตยเสมอ

หน่วยทหารในที่นี้ อาจเป็นหน่วยทหารขนาดเล็ก หน่วยอาสาสมัครฝ่ายพลเรือน หรือแม้แต่ทหารบ้านหรือชุดรักษาหมู่บ้านหรือแม้แต่ ไทยอาสาป้องกันชาติในอดีตที่ติดอาวุธก็สามารถนำไปใช้งานได้เช่นกัน และ อาจขยายตัวเป็นได้ถึง กองทัพแห่งชาติซึ่งรวมเอาทุกเหล่าทัพไว้ด้วยกันก็ได้ ไม่จำกัดขนาด สถานที่และเวลา อยู่ที่การนำไปปรับใช้อย่างแยบคายเท่านั้น

การเมืองนำการทหาร

- การเมืองอยู่เหนือการทหาร อย่าให้ชัยชนะทางทหารเล็กๆน้อยๆ มาทำให้เข้าใจว่าชนะสงครามนั่นเป็นเพียงการรบเท่านั้น การทหารต้องรับใช้การเมือง การเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทางของการทหาร

- งานการเมืองจัดตั้งขึ้นในหน่วยทหารเพื่อสร้างความสามัคคีในหน่วยของตนก่อน จึงจะออกไปปฏิบัติงาน การเมือง การทหารภายนอกได้ งานการเมืองนี้รวมถึงกลุ่มที่เป็นพันธมิตร การสามัคคีกับประชาชน การทำให้กลุ่มคู่ขัดแย้งหรือศัตรูหมดพันธมิตรหรือกำลังของตนลง สิ่งนี้จะเป็นหลักประกันแห่งชัยชนะในบั้นปลาย

- การให้การศึกษาทางความคิดเป็นหัวใจ ในการสร้างความสามัคคีทั่วทั้งมวลชน

- หลักการทางการเมืองข้อแรกคือ หลักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างผู้นำและผู้ตาม นายทหารกับ พลทหาร กวาดล้างการถือตัว หยิ่งยโส เจ้าขุนมูลนายออกให้สิ้น ยกเลิกระบบดุด่า ทุบตี สร้างวินัยจาก ความสำนึกและการใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

- หลักการทางการเมืองข้อที่สองคือ หลักการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง มวลชนกับประชาชน กองทัพกับประชาชน ได้แก่การไม่ล่วงเกินมวลชนเลยในทุกประการ พบปะให้ความรู้ต่อประชาชน ฝึกสอน อบรมประชาชน ติดอาวุธให้กับประชาชน (ทำนอง ทสปช.) ผ่อนเบาภาระของประชาชนที่จะมีต่อหน่วยทหาร โจมตีและลงโทษพวกทรยศอย่างรุนแรง

- หลักการประการที่สามประการสุดท้ายคือ คือ หลักการทำให้กองทหารของข้าศึกสลายตัวและปฏิบัติต่อเชลยศึกด้วยความเมตตา


- นายทหารต้องถนอมรักพลทหาร จะเฉยเมยไม่เอาใจใส่หรือแม้แต่ลงโทษทางการไม่ได้ กองทัพต้องเคารพรัฐบาล และเคารพแขนขาของรัฐบาล จะตั้งตัวเป็นอิสระไม่ได้

- เชลยต้องได้รับการปล่อยตัว ยกเว้นเชลยที่มวลชนมีความเคียดแค้น ถ้าเชลยศึกกลับมารบอีก จับได้อีกก็ปล่อยอีก อย่าเหยียดหยาม อย่าค้นทรัพย์ อย่ายักยอกทรัพย์เชลย ใช้แต่ความเมตตาและจริงใจเท่านั้น

- กองทัพจะชนะได้ ก็เพราะพลทหาร จึงต้องใช้งานการเมืองเพื่อบรรลุความเป็นเอกภาพระหว่างนายทหารกับพลทหารด้วยการเป็นกรรมการร่วมกัน รับประทานอาหารจากหม้อเดียวกัน การทำสงครามจึงจะมีประสิทธิภาพ

- ต้องใช้วิธีจูงใจเท่านั้น จะใช้การบังคับหรือสั่งให้พลทหาร หรือ มิตรยอมทำตามนั้นไม่ได้

แนวทางประชาธิปไตยในกองทัพ

- นายทหารและพลทหารรับประทานอาหารในหม้อเดียวกัน และเหมือนกันทุกประการ
- พลทหารมีเสรีภาพในการเปิดการประชุมและพูดในกิจการของหมู่พลทหาร
- พลทหารมีสิทธิเข้าร่วมเป็นกรรมการในการจัดเลี้ยงอาหารด้วยการเป็นผู้ช่วยนายทหารในการประกอบเลี้ยง
- ยกเลิกพิธีการจุกจิก เพื่อแสดงอาการเหนือกว่ากันระหว่างนายทหารกับพลทหาร
- ต้องไม่แสดงว่าทหารมีความเหนือกว่าประชาชน ทั้งในด้านภาษา พฤติกรรม เรื่องชู้สาว และห้ามดื่มสุรากับประชาชน
- เป้าหมายการเมืองในหน่วยทหารคือ ให้ความรู้และการศึกษากับพลทหาร นายสิบและนายทหารเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกิดความต้องการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตย
- จุดมุ่งหมายทางการเมืองในหน่วยทหารมี 3 ประการได้แก่ ความสามัคคีในระดับสูงทางการเมือง การปรับปรุงชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและเป็นการยกระดับยุทธวิธีและเทคนิคทางการทหารให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเท่านั้น
- การฝึกให้นายทหารและพลทหารสอนซึ่งกันและกันในความถนัดของตนที่ต่างกันเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ การฝึกอย่างสูงสุด
- การฝึกให้พลทหาร สอนพลทหารด้วยกันทางการเมืองและการทหาร
- ในการรบ ต้องมีการจัดประชุมในทุกระดับในรูปแบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเข้าใจในการปฏิบัติการรบร่วมกันด้วยการอภิปราย ผลัดกันพูดและฟังอย่างมีระเบียบ กำหนดแนวทางการปฏิบัติการรบด้วยความรู้ทางยุทธวิธีที่ได้ฝึกไป โดยมีการประชุมหลายครั้งในการรบครั้งหนึ่งๆ เพื่อให้มีความคิดตรงกันอย่างสมบูรณ์ก่อนออกปฏิบัติการ
- แนวทางการอภิปรายมีสองประการคือ เมื่อรู้ต้องพูด และเมื่อพูดต้องพูดให้ครบทุกแง่มุม และใครพูดไม่มีความผิด ผู้ฟังต้องตั้งใจฟังในกรอบการอภิปรายที่กำหนดร่วมกัน
- ประชาธิปไตยในหน่วยทหาร ต้องไม่ใช่ประชาธิปไตยเฟ้อที่ไร้ระเบียบวินัย แต่ต้องมีการกำหนดจุดหมาย เพื่อเสริมสร้างวินัยให้เกิดความมั่นคงและเป็นการเพิ่มสมรรถภาพในการรบให้สูงขึ้นเท่านั้น
- ต้องวิจารณ์ตนเองว่า การใช้เสรีภาพอย่างไม่มีระเบียบวินัยและเอาเปรียบผู้อื่น หรือบั่นทอนสมรรถนะในการรบและวินัยในหน่วยคือ ลัทธิประชาธิปไตยเฟ้อ


หลักการรบ

- ตีข้าศึกที่กระจัดกระจายและโดดเดี่ยวก่อน
- ยึดเมืองเล็กและชนบทก่อนเมืองใหญ่
- ทำลายล้างกำลังก่อนยึดที่มั่น
- การรบเด็ดขาด ใช้กำลังมากกว่า 2-3 เท่า หากมีอาวุธเหนือกว่ามาก และ ใช้กำลังมากกว่า 5-6 เท่าหากอาวุธเสมอกันและต้องทำลายกำลังข้าศึกไม่ให้เหลือ
- หลีกเลี่ยงการเสียกำลังพล จากการรบที่มีกำลังพอๆกันหรือเสียเปรียบ
- จะทำการรบต้องมีความพร้อมเท่านั้นและมั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะเด็ดขาดในการรบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
- การรบใหญ่คือการมีมวลชนจำนวนมหาศาลนำหน้าเข้าหาข้าศึกและมีแนวร่วมจากฝ่ายข้าศึกเข้ามาร่วมกับ ฝ่ายเราทำให้ข้าศึกระส่ำระสายและยอมแพ้ตลอดทุกแนวรบ ที่ใดที่ยังมีกำลังข้าศึกอยู่ให้ใช้กองกำลังทำลายกำลังฝ่ายข้าศึกให้หมดสิ้น การรบใหญ่นี้ จะมีเพียงครั้งเดียวในการสงครามและเป็นการรบแตกหักครั้งสุดท้าย
- การรบใช้การรบอย่างกล้าหาญและหนุนเนื่องติดต่อกัน
- พยายามทำลายข้าศึกที่กำลังเคลื่อนที่
- เข้ายึดที่มั่นที่อ่อนแอก่อน แต่หากข้าศึกเข้มแข็ง ต้องรอให้งานการเมืองสุกงอมก่อน
- ชิงอาวุธและกำลังของข้าศึกมาเป็นฝ่ายเราให้มากที่สุด ด้วยงานการเมืองและการทหาร
- ในระหว่างทำการรบ ต้องทำจังหวะการรบหนุนเนื่องให้ต่อเนื่องมากกว่าของฝ่ายข้าศึก รุกรวดเร็วจนกว่าจะได้ชัยชนะ
- กำลังแม้น้อยกว่า แต่หากมีคุณภาพมากกว่า มีการเตรียมการมากกว่า ก็จะสามารถเอาชนะข้าศึกที่กำลังเหนือกว่าแต่ประมาทและไม่ระมัดระวังตัวได้
- สงครามจะชนะเพราะ กำลังมวลชน กำลังใจ มาก่อน แล้วจึงจะเป็นกำลังทหารและกำลังทางเศรษฐกิจ
- ทุกขั้นตอนการรบ มีงานการเมืองกำกับทั้งในชนบท ในเมือง เพื่อบรรลุเป้าหมายสงครามประชาชน


หน้าที่ของกองทัพ

- ทำลายกำลังทหารของข้าศึก ไม่ใช่การยึดที่มั่น
- โฆษณาต่อมวลชน
- จัดตั้งมวลชน
- ฝึกและติดอาวุธให้มวลชน
- ช่วยมวลชนจัดตั้งอำนาจรัฐ
- จัดตั้งแกนนำและองค์กร

การสร้างความสามัคคีของกองทัพ

- ระหว่างนายทหารกับพลทหาร
- ระหว่างหน่วยเหนือกับหน่วยรอง
- ระหว่างงานด้านการทหาร งานด้านการเมืองและงานการส่งกำลังบำรุง
- กองทัพกับประชาชน
- กองทัพกับรัฐบาล
- กองทัพฝ่ายเรากับพันธมิตร

การตัดสินใจปฏิบัติการใด ๆ ขึ้นอยู่กับ

- ต้องมีข่าวกรองที่รอบคอบและจำเป็น
- วิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นที่สำคัญ ครอบคลุมอุปนิสัยใจคอและความคิดของศัตรูที่เผชิญหน้าทั้งในด้าน การเมืองและการทหาร
- การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆต้องมีข้อมูลที่เป็นรูปธรรม เป็นภววิสัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช้อารมณ์
- เปรียบเทียบสถานการณ์ฝ่ายข้าศึกกับฝายเรา ชั่งน้ำหนักข้อดี ข้อเสีย รอบด้าน
- ตัดสินใจ กำหนดแผนการ ให้ความสำคัญกับการหลอกล่อ กลอุบายใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมากด้วยการ ดึงเข้ามาสู่กับดักที่ได้เตรียมไว้

หลักการจรยุทธ์

- เอ็งมา ข้ามุด เอ็งหยุด ข้าแหย่ เอ็งแย่ ข้าตี เอ็งหนี ข้าตาม
- รบชนะถึงรบไม่ได้เปรียบรบชนะไม่ได้ก็จรยุทธ์ไปเรื่อยๆ
- แกรบของแก ข้ารบของข้า รบชนะก็รบ รบไม่ชนะก็มุด
- คุณค่าของทหารอยู่ที่คุณภาพและประสิทธิภาพของคน ไม่ใช่จำนวนคน

งานการเมืองในกองทัพ

- งานการเมืองต้องจัดตั้งเพื่อสร้างความสามัคคีในกลุ่มของตน ( จากหลักการที่กล่าวมา การเรียกร้องทั่วไป ไม่สำคัญเท่ากับการจัดตั้ง) การจัดตั้งจึงเป็นหัวใจของงานการเมือง นำการจัดตั้งไปให้กับกลุ่มมิตรเพื่อสร้างการร่วมมือกันต่อไปโดยส่วนมากคือแนวร่วมทางตรง สามัคคีกับประชาชนทั่วไปคือฝ่ายเป็นกลางไม่ให้เกิดความไม่พอใจหรือรังเกียจฝ่ายเรา เจาะเข้าไปในกลุ่มของฝ่ายตรงข้ามให้เกิดการสลายตัวโดยเริ่มจากจุดที่ อ่อนแอก่อนแล้วขยายไปทั่วทั้งกลุ่ม ทั้งองค์กร เพื่อเป็นหลักประกันในชัยชนะเมื่อมีการรุกใหญ่ครั้งเดียว

- การให้การศึกษาทางความคิดเป็นหัวใจในการสร้างความสามัคคีทั้งทั้งองค์กรและมวลชน สร้างจิตสำนึกรังเกียจ ลัทธิศักดินาขุนศึกเจ้าขุนมูลนาย นายทุนเอารัดเอาเปรียบ ความไม่ยุติธรรม การใส่ร้าย ป้ายสี การยัดเยียดข้อหา และการรังเกียจทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และศาสนา ที่ดำรงอยู่ในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยมีการเสแสร้งอ้างอุดมการณ์ทางการเมือง ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือจริยธรรม จารีตประเพณีของกลุ่มตนเพื่อดำรงการเอารัดเอาเปรียบทางผลประโยชน์เอาไว้

สร้างความตระหนักในการถูกกดขี่ ขูดรีดตลอดมาดังกล่าวให้มีความตั้งใจที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพื่อลูกหลานของตน และเข้าใจถึงวิธีการที่จะบรรลุความสำเร็จนั้น

บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีแต่คนไทย .. ที่ไร้สี

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ พญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
7 กรกฎาคม 2552

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีหลายทาง อย่าเพียงแต่นำเสนอ วิธีการที่ง่ายที่สุดขณะนี้ คือหยุดสร้างความแตกแยกในประเทศ หากไม่มีความขัดแย้ง ประเทศก็สงบ”

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ..โต้ตอบคำกล่าวของ ทักษิณ ชินวัตร ..ที่ใดมีความแตกแยก ที่นั่นย่อมมีปัญหา

รองนายกรัฐมนตรี ..แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ..เข้าใจถูก และกล่าวถูก

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ..ความแตกแยกในประเทศนั้น ..มันเริ่มต้นจากสถานที่ใด ..ใครคือผู้สร้างมันขึ้นมา

จะต้องกรอเทปกลับกันไปกี่ม้วน ..จะต้องทวนความย้อนหลังกันไปนานเท่าใด ..จึงจะถึงจุดเริ่มต้นแห่งความพินาศย่อยยับของประเทศในวันนี้

และเมื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุแห่งความแตกแยกแล้ว ..เราจะกล้ารับความจริง กล้าที่จะพูดถึงความจริงในครั้งนั้นได้หรือไม่..

ในประชาธิปไตยที่ ..สิทธิเสรีภาพในการพูด คิดและเขียน ..เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่จารึกไว้ในรัฐธรรมนูญ ..แต่ยังมีวรรคและวงเล็บอีกมากมาย ที่มิให้เสรีภาพในการพูด คิด และขีดเขียนเป็นไปโดยเสรีนั้น

เราอาจจะขุดได้ ย้อนเวลากันไปถึงวันที่ความแตกแยกได้เริ่มต้นขึ้น ..แต่จะมีประโยชน์อะไร ..เมื่อเอามาพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

ที่ต้องถามกันต่อก็คือ ..เราจะหยุดความแตกแยกของประเทศได้อย่างไร

แน่นอนที่สุด ..ย่อมมิใช่การได้แต่พูดถึง อย่างที่รองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ..ตอบโต้ออกมา ..และคงไม่ใช่อย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ..ระเบิดใส่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ..เพียงแค่ ..นักข่าวเขาบอกว่า ..ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เขาพูดว่า...เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหมายเลข 1 ของรัฐบาลพรรคร่วม..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ..จะต้องหนักแน่นกว่านี้..

ความเป็นผู้ดีนั้น มันไม่ใช่อยู่ที่เกิดมาดี มีการศึกษาสูง หรือคลอดอยู่ในตระกูลที่มั่งคั่งมั่งมี

ความเป็นผู้ดี มันไม่มีชาติกำเนิด ..แต่มันจะเกิดเฉพาะกับคนที่เป็นผู้ดี

ท่านนายกรัฐมนตรี ..ต้องข่ม ต้องรอบคอบต่อการรับฟัง ..และต้องช้า และยอมเสียเวลา ก่อนที่จะต้องตอบคำถาม ..ที่จะนำไปสู่ความแตกแยก

บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ..มันมีแต่คนไทย

คนไทยที่ไร้สี ..บนหน้าที่นายกรัฐมนตรี ..ท่านมีทุกจังหวัดต้องดูแล ..หมายเลขต้นของคนบริหารประเทศ ..ต้องไม่มีทั้งทักษิณ ชินวัตร ..หรือพรรคเพื่อไทย..

มันมีแต่ภาระหน้าที่ ที่จะทำให้แผ่นดินนี้ ..สงบและเป็นสุขปลอดภัย และมั่งคั่ง

การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ..หยุดคิดถึงมัน ..ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ..ก็จะมาถึง

แพทย์ร่อน จม.เปิดผนึก แย้ง ก.สาธารณสุข ส่งสัญญานผิดเรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ (2009 swine flu)

ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบไซต์ thaiclinic
7 กรกฎาคม 2552


6 กค.2552


เรียน สื่อมวลชนทุกท่าน

การที่กระทรวงสาธารณสุขบอกว่า การป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น สามารถทำได้ 3 อย่างคือ กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือ เท่านั้น


เป็นการส่งข่าวสารที่ไม่ครบถ้วนไปสู่ประชาชน ทำให้ประชาชนไม่สามารถระมัดระวังป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และไม่สามารถควบคุมไม่ให้ผู้ป่วย แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ (ดังจะเห็นได้จากการมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากมาย ตัวเลขที่กระทรวงบอกว่า มีกี่รายนั้น อาจจะต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะโรงพยาบาลไม่ได้ตรวจคัดกรอง หรือยืนยันว่าใครเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ทุกๆ คน)


ทั้งนี้ เพราะไวรัสไข้หวัดใหญ่นั้น จะทำให้เกิดอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล (เด็กๆ ก็จะมีทั้งน้ำมูก น้ำลายไหล)ใน น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ของผู้ป่วยเป็นไข้ไหวัดใหญ่ จะมีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่มาก


เมื่อคนเป็นหวัดไอ หรือจาม โดยไม่ใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก ก็จะทำให้มีเชื้อไวรัสแพร่กระจายออกมากับ ละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ ที่ไอ จาม หรืออาเจียนออกมา โดยละอองน้ำมูก น้ำลาย ฯลฯ ต่างๆ นี้ ก็จะมีเชื้อไวรัสปนออกมา ล่องลอยอยู่ในอากาศ


คนที่อยู่ใกล้ชิด ที่หายใจเอาละอองน้ำมูกน้ำลาย ฯลฯ ของผู้ป่วย ก็จะได้รับเชื้อไวรัสเข้าไปในทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย


ส่วนการที่ละอองน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ที่หลั่งออกมาจากผู้ป่วย และแพร่กระจายโดยการไอหรือจาม ก็อาจจะแห้ง กลายเป็นละอองเล็กๆ ล่องลอยในอากาศ ผู้ที่สูดหายใจเอาละอองแห้งนี้เข้าไป ก็อาจติดหวัดได้


ฉะนั้น การป้องกันไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไม่ว่าสายพันธุ์ใด จึงควรป้องกันการแพร่กระจาย โดยกาป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยไอ จาม สั่งน้ำมูก น้ำลาย เลอเทอะไปทั่ว โดยการใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม เพื่อไม่ให้ผู้ป่วย แพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยปล่อยละอองน้ำมูก น้ำลาย ไปในอากาศ


ส่วนผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสแล้ว แต่ยังไม่มีอาการไข้หวัด (ระยะฟักตัว 1-3 วัน ก่อนมีอาการ)แต่เขาก็มีเชื้อโรคที่สามารถแพร่ไปสู่คนอื่นได้แล้ว


ฉะนั้น ลมหายใจ น้ำมูก น้ำลาย เขาก็มีเชื้อโรคอยู่แล้ว เขาจึงอาจแพร่เชื้อได้โดยการจาม


ฉะนั้น การจะป้องกันไม่ให้ผู้ป่วย หรือผู้ได้รับเชื้อโรคแล้ว(แต่ยังไม่มีอาการ)แพร่เชื้อไปสู่อากาศ ก็ควรจะให้ผู้ป่วยทุกคน ใส่ผ้าปิดปากปิดจมูก (mask) เวลาออกไปนอกบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อให้คนอื่น


ส่วน ผู้ยังไม่มีอาการ (ไม่ว่าจะได้รับเชื้อหรือไม่)ก็ควรจะมีผ้าปิดปากปิดจมูก เวลาออกไปยังที่ชุมนุมชน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันตนเอง มิให้สูดเอาเชื้อไวรัสจากอากาศ


ในโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยเยอะๆ ในปัจจุบันนี้ บุคลากรในโรงพยาบาล จึงต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ และให้ผู้ป่วยใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกเช่นกัน


หรือคนอาจจะแพร่เชื้อให้คนอื่น จากการกินอาหารร่วมกัน โดยไม่ใช้ช้อนกลาง หรือมือของผู้ป่วยเอาไปเช็ดน้ำมูก น้ำลาย แล้วไปป้ายตาม ของเล่น (เด็ก)หรือจับประตู เอาน้ำมูกไปป้ายตามที่ต่างๆ ก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสได้


การล้างมือจึงสำคัญมาก เพราะถ้ามือเราไปจับสิ่งที่เปื้อนน้ำมูกน้ำลาย แล้วเอามาขยี้จมูก หรือเอาใส่ปากอม(เด็ก)หรือหยิบของกิน ก็จะทำให้เราได้รับเชื้อไวรัสได้ จึงต้องหมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ และสบู่


ห้องน้ำสาธารณะตามตลาดสด และร้านอาหาร มักไม่ค่อยมีสบู่ไว้สำหรับฟอกมือ จึงควรจะมีข้อบังคับด้านสุขอนามัยจากเทศบาล หรือกระทรวงสาธารณสุข ชี้ชวน(น่าจะออกเป็นประกาศกระทรวงบังคับ)ให้ห้องน้ำในที่สาธารณะ ตลาด และร้านอาหาร ต้องมีสบู่ไว้ให้ประชาชนล้างมือหลังเข้าห้องน้ำ ให้ติดเป็นนิสัย


เพราะการล้างมือนั้น จะสะอาดปราศจากเชื้อโรคได้ ก็ต้องฟอกด้วยสบู่ทุกครั้ง ไม่ใช่ล้างน้ำเปล่าอย่างเดียว


และการล้างมือให้สะอาดนี้ นอกจากจะป้องกันโรคไข้หวัดแล้ว ยังป้องกันโรคท้องร่วง บิด อหิวาต์ ลำไส้อักเสบได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


ขอให้ช่วยแพร่ข่าวนี้ด้วย เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไข้หวัดใหญ่ระบาดไปมากกว่านี้


พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

กุมารแพทย์




คุณ InuyaRuoku

ต้องบอกไว้ก่อนว่า อย่าเอาการเมืองมายุ่งกับการแพทย์ และไม่ต้องการ discredit รัฐบาล

แต่ต้องนำมาตั้งกระทู้ เพราะเป็นห่วงประชาชน เพราะ สธ. โดยเฉพาะ รมต.ส่งสัญญาณผิดๆ ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับสื่อมวลชนว่า ล้างมืออย่างเดียว ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ และไม่ติดทางการหายใจ

ทั้งที่สาเหตุหลัก คือการแพร่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านการถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเสมหะ น้ำมูก ผู้ป่วยเข้าไปในร่างกาย ในระยะ 1 เมตร ซึ่งทำให้การป้องกันที่ผ่านมาล้มเหลว

หากเข้าสู่การระบาดระลอกสอง อาจมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้มาก

รัฐบาลควรนำเรื่องการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นวาระแห่งชาติ ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ไวรัสวิทยา ที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มาร่วมกันแก้ไข

ไม่ใช่เอาแต่พวก สธ.มากำหนดมาตรการป้องกันแบบ กล้า ๆ กลัว ๆ เอาใจนักการเมือง แบบตอนนี้

ขนาด รมต.พูดผิดๆ สื่อผิดๆ ก็ยังไม่กล้าทักท้ว