WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 7, 2009

ความพยายามทำลายประชาธิปไตยและทักษิณมาสามปีนั้นได้ผลดังนี้

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย Bugbunny
วันอังคารที่ 07 กรกฏาคม 2009 เวลา 21:22 น.

alt
ความ พยายามทำลายประชาธิปไตยและทักษิณของพวกอมาตยาธิปไตยหรืออีกนัยหนึ่ง แนวร่วมของพวกเผด็จการศักดินาอำมาตย์ของประเทศนี้ มาร่วมสามปีนั้นได้ผลคือ๑. สามารถปลุกให้คนรักประชาธิปไตยและรักทักษิณสลัดทิ้งความวิตกกังวลทั้งหลาย ออกมาเปิดเผยตัวกันชัดเจนได้อย่างมากมายที่สุด ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนการกดหัวให้กลัวทหาร ความคิดที่ว่าเรื่องของคนอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา การเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ทั้งหลาย ฯลฯ เป็นสิ่งปรกติที่เคยล้างสมอง สร้างความมึนชาทางการเมืองให้กับคนธรรมดาของประเทศนี้มานานแสนนาน
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
๒. สามารถสร้างจิตใจที่รักประชาธิปไตย ต่อต้านความอยุติธรรมและไม่เท่าเทียมกันในสังคม เรียกร้องความถูกต้องที่ควรจะเป็น ฯลฯ เป็นการจัดตั้งทางความคิดในหมู่ประชาชนจำนวนมากที่สุดให้เกิดขึ้นในเมืองไทย ยุติการถือว่าเรื่องบ้านเมืองไม่ใช่หน้าที่ของพวกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน เพียงสามปีที่ผ่านมานั้น ประชาธิปไตยงอกงามในความคิดของประชาชนยิ่งกว่าเจ็ดสิบเจ็ดปีของการอภิวัฒน์ 2475 เสียอีก มีคนใส่คอนแทคส์เลนส์สังคมการเมืองจนเห็นอะไรชัดเจนขึ้นเพิ่มมากมายไปทั่ว๓. สามารถทำให้คนไทยส่วนใหญ่ได้ยอมรับว่าประชาธิปไตยกินได้ เพราะชีวิตในระบอบเผด็จการประชาธิปไตยหลอกลวง กับประชาธิปไตยแบบเปิดกว้างของรัฐธรรมนูญสองฉบับนั้น มันต่างกันชัดเจนมาก ได้รู้กันว่า อุปสรรคของการมีชีวิตที่ดีขึ้นนั้น มาจากการหวงแหนประโยชน์ส่วนตัวที่มีอยู่มากมายอยู้แล้วของพวกอมาตยาธิปไตย การกระทำของพวกเขาเที่ยวนี้ อาจจะกลายเป็นการฆ่าห่านทองคำ จนทำให้เสียไข่ทองคำที่มีให้ทุกวัน เหลือแต่เนื้อห่านที่กินได้แค่มื้อเดียวก็หมดกันไปเปล่า ๆ๔. สามารถสร้างกลุ่มก้อนทางการเมืองภาคประชาชนที่มีพลังกดดันทางการเมืองสูง มากอย่างกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มนี้แตกต่างจากกลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือกลุ่มพันธมิตรที่มีลักษณะม็อบจัด ตั้งอย่างสมบูรณ์ มีเงินทุน มีพวกอมาตยาธิปไตยเป็นเส้นสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่เสียงของคนเสื้อแดงกลับดังมาก มีการจัดตั้งกว้างขวางทุกหย่อมหญ้ากลายเป็นพลังการเมืองที่เข้มแข็ง ตัวเองเคยคิดว่า เมืองไทยมีกลุ่มที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองอย่างที่จำกัดความในทางรัฐศาสตร์ คือการรวมตัวกันของคนที่มีอุดมคติทางการเมืองตรงกัน อยู่เพียงสองพรรคเท่านั้น คือ คณะราษฎร และ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พรรคอื่นนั้นถือว่าเป็นแค่ พรรคพวก เพราะรวมตัวกันโดยการรู้จักมักคุ้นเป็นพรรคพวกกันทั้งสิ้น ตอนนี้ขอเพิ่มอีกพรรคคือ พรรคคนเสื้อแดงสรุป ได้ว่าผลงานกว่าสามปีของพวกอมาตยาธิปไตยนั้น ได้ช่วยทำให้พลังภาคประชาชนเข้มแข็งยิ่งขึ้น ส่วนตัวเองกลับต่ำเตี้ยถลำลึกลงไปทุกที รัฐบาลพรรคอมาตยาธิปัตย์ ก็ขับเคลื่อนประเทศไปในทางที่ต้องการไม่ได้ กลุ่มที่จัดตั้งกันก็อ่อนล้าลงไปทุกวัน แม้แต่กลุ่มตุลาการวิบัติ กองทัพ ฯลฯ ประชาชนก็ไม่ได้สนใจ อยากทำแบบไหนก็ทำไป แม้จะใช้กระสุนก็ไม่กลัว แต่กลับมีลูกล่อลูกชน ถอยไปตั้งหลักแล้วรุกกลับอีกแนวรบแทน เพราะเรียนรู้กันแล้วว่า การเอาปืนมายิงสู้กันเพียงแนวทางเดียว หรือแค่เรียกร้องความเมตตาปราณีอย่างเดียวนั้น มันไม่เพียงพอสำหรับชัยชนะ สังคม ไทยวันนี้เปลี่ยนไปจากยุคก่อนมากแล้ว วิธีการเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมในโลกมีมากมาย และย่อมเหมาะกับแต่ละพื้นที่เท่านั้น เอาแนวทางที่เหมาะสมมาผสมผสานใช้กันดีกว่า อยากเสนอว่า เสรีภาพจักสมปองต้องมาจากการต่อสู้ นั้นจริง แต่ควรสู้กันให้หลากหลาย อย่ายึดติดกับศาสดาคนใดหรือแนวทางใดจนเกินไป พอแนวทางต่างกันบ้างก็ตั้งแง่กันทันที ช่วยกันหยุดคิด แล้วบรรจงประเมินกันให้ชัดว่าแนวทางที่อาจจะแตกต่างไปบ้างนั้นมันจะทำให้ เกิดผลอะไรขึ้นบ้างกันน่าจะดีกว่า

ข่าวฮา!สมุนโจรก่อการร้ายยกป้ายม็อบผิดงาน

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา นิวสกายไทยแลนด์ และผู้จัดการ
7 กรกฎาคม 2552

ภาพเป็นข่าวตลกโปกฮาประจำสัปดาห์ กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายพันธมิตรปลุกเสื้อเหลืองสงขลามาประท้วงผิดงาน ยกพวก20คนยกป้ายต้านเสื้อแดงมาล่ารายชื่อถวายฎีกาล้านชื่อช่วยแม้ว โอละพ่อเจองานสนทนาจาตุรนต์เรื่อง"ความจริงวิกฤตประชาธิปไตยไทย"ของเดอะอ๋อยมีแต่แจกลายเซ็น สุรชัย แซ่ด่านคนเสื้อแดงที่ค้าน3เกลอฎีกาถึงกับขำก๊าก


ไม่ได้มาล่าลายเซ็นแต่มาแจกลายเซ็น-จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกบ้านเลขที่111กล่าวแซวม็อบเสื้อเหลืองก่อนเริ่มงานว่า ผมมางานนี้ไม่ได้มาล่าลายเซ็นไปลงชื่อถวายฎีกาให้อดีตนายกฯทักษิณ มีแต่แจกลายเซ็นอย่างเดียว แจกไปหลายลายเซ็นแล้ว เสื้อเหลืองอยากได้ก็มาจะแจกให้

สนทนากับจาตุรนต์-บรรยากาศชาวปักษ์ใต้ผู้รักประชาธิปไตยเข้าฟังงานสนทนาจาตุรนต์เรื่อง"ความจริงวิกฤตประชาธิปไตยไทย"เมื่อช่วงบ่ายวันที่7ก.ค.2552


ม็อบเหลืองเขาไม่ถ่อย..-เลยมีแต่ถ้อยคำสุภาพเรียบร้อยไปรอต้อนรับจาตุรนต์ ฉายแสงอย่างที่เห็นในภาพ แถมมีป้ายด่าณัฐวุฒิ ใสยเกื้อด้วยนึกว่ามางานนี้ สงสัยคนปลุกระดมมาให้ข้อมูลผิดทั้งดุ้น


ป้าๆมาผิดงาน-ม็อบพันธมิตรสงขลาไปยกป้ายประท้วงการจัดงานเสวนาวิกฤตประชาธิปไตย โดยเข้าใจผิดว่าเป็นงานเสื้อแดงมาล่ารายชื่อถวายฎีกาช่วยทักษิณ

โอย!ขำ-สุรชัย แซ่ด่าน แกนนำเสื้อแดงที่คัดค้าน3เกลอถวายฎีกาไปงานนี้ด้วย ถึงกับขำก๊ากเมื่อรู้ว่าเสื้อเหลืองถูกปลุกระดมมาต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกา เพราะสุรชัยก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน

สำหรับสาเหตุความเข้าใจผิดให้คนเสื้อเหลืองหน้าแตกในงานนี้มาจากการเสี้ยมของกระบอกเสียงชวนเชื่อของกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรคือเวบไซต์ผู้จัดการที่ลงข่าวว่า หลังจากที่กลุ่ม นปช.จะมีการเปิดเวที “วิกฤตประชาธิปไตย” โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ณ โรงแรมลีการ์เด้น (เก่า) ถ.นิพัทธ์อุทิศ 2 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงบ่าย และมีการประชุมกลุ่มคนเสื้อแดงหารือแนวทางการเปิดเวทีล่ารายชื่อขอนิรโทษกรรม นช.ทักษิณ ชินวัตร พันธมิตรฯ สงขลาจึงออกแถลงการณ์ประณามต่อต้านการล่ารายชื่อถวายฎีกา

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า ม็อบเสื้อเหลืองที่ยกพวกมาต่อต้านคราวนี้มีราว20คน ขณะที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสนทนาจาตุรนต์มีราว200กว่าคนและมีสีหน้างุนงงเมื่อเจอการประท้วงของม็อบเหลืองที่มาต่อต้านการล่ารายชื่อถวายฎีกา เพราะถือว่ามาผิดงาน

"นพดล"ปัด"แม้ว"หวิดถูกจับที่มาเลย์ แจงแค่แวะเติมน้ำมันต่อไปฟิจิ โวต่างชาติให้เกียรติจัด รปภ.รถนำขบวน

ที่มา มติชนออนไลน์

"อดีตทีมที่ปรึกษา" "ทักษิณ" ปัด"แม้ว"หวิดถูกจับที่มาเลย์ แค่แวะเติมน้ำมันเปลี่ยนเครื่องไปฟิจิ ซัดถาวรปล่อยข่าวหวังกลบรบ.บริหารประเทศแย่ โวต่างชาติให้เกียรติจัดรถนำขบวนให้นายพบระดับประมุขของรัฐ


นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่ารัฐบาลไทยได้ประสานไปยังทางการมาเลเซียให้จับกุมพ.ต.ท.ทักษิณ แต่พ.ต.ท.ทักษิณได้หลบหนีไปประเทศฟิจิว่า สิ่งที่นายถาวรพูดไม่เป็นความจริง เพราะความจริงแล้วพ.ต.ท.ทักษิณมีกำหนดการจะเดินจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปประเทศฟิจิจะต้องแวะเติมน้ำมันก่อนโดยมีตัวเลือกอยู่2 ทางคือ แวะเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ หรือ กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิน แวะที่กัวลาลัมเปอร์ 1 คืน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปที่ประเทศฟิจิ และไม่มีการจับกุมใดๆ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผู้ใหญ่ที่มาเลเซียได้ขำกับการให้ข่าวของนายถาวร เพราะประเทศแต่ละประเทศคงไม่มีใครส่งเจ้าหน้าที่อีกประเทศหนึ่งไปจับกุมใครในประเทศนั้นๆได้เนื่องจากต้องมีการออกหมายจับและประสานกับประเทศนั้นๆด้วย

นายนพดล กล่าวว่า หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณออกจากเมเลเซียไปประเทศฟิจิแล้วจากนั้นมีกำหนดเดินทางไปอีก 4 ประเทศแต่ไม่ขอเปิดเผย โดยแต่ละประเทศที่พ.ต.ท.ทักษิณไปเยือนได้นัดรับประทานอาหารกับผู้นำของแต่ละประเทศและบางประเทศเป็นถึงระดับประมุขของรัฐ ซึ่งมีนัยยะอะไรก็ลองคิดดู ทั้งนี้ทุกประเทศให้การต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี เพราะเข้าใจสถานการณ์การเมืองของประเทศไทยและคดีของพ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นคดีทางการเมือง นอกจากนี้บางประเทศได้จัดทีมรักษาความปลอดภัยของผู้นำ และรถนำขบวนให้พ.ต.ท.ทักษิณด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ทราบมาก่อนหรือไม่ว่าจะมีการจับกุมที่ประเทศมาเลเซียและจะมีการปรับแผนการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ไม่ทราบ เหมือนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกหมายแดง มีชื่อติดในอินเตอร์โพล แต่ถึงวันนี้ก็ไม่มีการจับกุมอะไร และไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยแม้ว่าที่ผ่านมานายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะตามล่าพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเชื่อว่าข่าวรวบตัวที่ประเทศมาเลเซียน่าจะเป็นการสร้างข่าวเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของของกระทรวงต่างประเทศและรัฐบาลเอง

เมื่อถามว่าถึงกรณีที่รัฐบาลไทยเตรียมที่จะประสานไปยังทางการฟิจิ ซึ่งเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ให้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญานั้น นายนพดล กล่าวว่า ก็ไม่มีปัญหาอะไร พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเดินทางไปไหนก็ยังไปได้ตามปกติ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักเปิดเผยว่าพ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยภายในสิ้นปี 2552 นี้ นายนพดล กล่าวว่า เท่าที่คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้คุยถึงกำหนดกลับประเทศไทยแต่ถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะมาแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง

คดียึดสนามบิน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




เพราะประเทศแตกแยกร้าวฉานอย่างหนัก โดยมีม็อบของ 2 ฝ่ายเป็นเครื่องมือสำคัญ

การที่ม็อบพันธมิตรฯ โดนข้อหาหนักมาก จากปฏิบัติการ"อาหารดี ดนตรีเพราะ" บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิกับดอนเมืองพร้อมกัน

จึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ขื่อแปบ้านเมืองต้องมาถึงจุดนี้

แม้ข้อกฎหมายที่นำมาตั้งข้อหากับแกนนำพันธมิตรฯทั้งหลาย จะฟังร้ายแรง มีเรื่องของการก่อการร้ายอยู่ด้วย

หลายคนอาจมีมโนภาพในใจ การก่อร้ายน่าจะเป็นการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าไปยึดสนามบิน

ไม่ใช่เดินตบเท้าเข้าไปตั้งเวที แล้วก็กินๆ นอนๆ ฟังเพลงกันแบบที่พันธมิตรฯทำเสียหน่อย

แต่ก็อย่าลืมว่าความโกลาหลที่เกิดกับประเทศไทยในเวลานั้น เป็นเรื่องร้ายกาจรุนแรงที่คนในชาติรับไม่ได้

นานาชาติก็ออกแถลงการณ์ประณามจนอื้อฉาวไปทั่วโลก

โดยบรรทัดฐานของคนทั่วไป ไม่ว่าจะคนไทยเองหรือคนต่างชาติ

ย่อมมองว่า"ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด"ครั้งนั้นของพันธมิตรฯ เป็นความเสียหายที่ต้องมีคนชดใช้

การเสนอข่าวช่วงนั้น ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการขนส่งและการคมนาคมระหว่างประเทศ โชว์ตัวเลขความเสียหายออกมาอุตลุด

จะใช้ข้ออ้างทำนองว่า ผู้นำฝ่ายตรงข้ามทำความเสียหายร้ายแรงไว้มากกว่า ย่อมไม่ถูกต้อง

หากคดีนี้ล่มไปดื้อๆ จากอำนาจการเมือง หรืออะไรก็แล้วแต่

ประเทศไทยจะยิ่งจมปลัก กู่ไม่กลับ

เพราะฝ่ายม็อบนปช. จะไม่มีทางยอมรับความอยุติธรรมเช่นนั้นได้

แล้วจะออกฤทธิ์ออกเดชเขย่าประเทศกันไปไม่รู้จบ

จะเดินถอยหลังเป็น"มูนวอล์ก"กันไปอีกนานแค่ไหน ก็ยากจะรู้

แม้ตัวพันธมิตรฯเอง ก็ไม่ควรคิดแม้แต่เสี้ยวนาที

ว่าอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนมือ จะช่วยให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยได้

ใครเกลียด "ทักษิณ" ก็ต้องทำตัวให้ฉีกจาก "ทักษิณ"

จากนี้จึงเห็นว่า

เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนออกมาเป็นเช่นนี้

ไม่ว่านักการเมืองซีกประชาธิปัตย์ ที่บางคนอาจถือว่าตัวเองเป็นแนวร่วมกับพันธมิตรฯ

รวมไปถึงตัวผู้ต้องหาทั้งหลายที่เป็นพันธมิตรฯเอง

ไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรให้มากความ

มีอะไรจะใช้ต่อสู้แสดงความบริสุทธิ์ ก็นำไปใช้ในชั้นศาลให้เต็มที่

ชี้แจงต่อศาลว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นการก่อการดี หวังดีต่อประเทศ อะไรก็ว่ากันไป

ถึงจะตกเป็นผู้ต้องหา ก็ยังไม่ได้แปลว่าต้องโดนโทษประหารชีวิต หรือติดคุกกันยาวแน่นอนแล้ว

ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม แค่โดนคดีก็มีผลกระทบบางอย่างตามมาทันที

นายกษิต ภิรมย์ ที่เคยประกาศจะลาออกจากเก้าอี้จะทำเช่นไร?

นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะปลีกวิเวกต่างประเทศยาวได้อย่างไร?

ได้คิวเคลียร์พอดีเลย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_17842
ในอารมณ์วัดใจคิวชนกันพอดีกับรายการล่าชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกประทับตรา "นักโทษชาย" ในคดีเซ็นชื่อรับรองให้เมียประมูลซื้อที่ดินจากรัฐ ในห้วงดำรงตำแหน่งผู้นำ ผิดหลักธรรมาภิบาล

เครือข่ายคนเสื้อเหลืองด่ายับ กวักมือเรียกให้กลับมาติดคุก

รับกรรมที่ตัวเองได้ก่อไว้


มันก็เป็นอะไรให้ได้จังหวะเปรียบเทียบ ถ้าคิดกันตามหลักนิติรัฐเช่นเดียวกัน ภายใต้ กฎหมายฉบับเดียวกัน ยึดหลักธรรมตามพุทธศาสนาเหมือนกัน ก็ต้องถือเป็นผล "กรรม" ที่ได้กระทำเหมือนกัน

สนองกันตามโปรแกรมเวลา


จับอารมณ์ที่สังคมยังเฉยๆ ไม่ได้เต้นตามไปกับรายการที่ตำรวจออกหมายเรียกแกนนำม็อบพันธมิตรฯรับทราบข้อหา "ก่อการร้ายสากล" ในคดียึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง ในอาการที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อเหลืองออกมาโวยวายว่า เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป

ชิงจังหวะปลุกกระแส ตั้งแง่เป็นรายการเตะตัดขาค่ายการเมืองใหม่

แต่มันก็เป็นอะไรที่เห็นๆกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกระแส หรือโมเมนตัมทางการเมือง ณ นาทีนี้ โดยสถานะของค่ายสีเหลืองเขียวที่ยังเพิ่งตั้งไข่ ไม่ได้เปรี้ยงปร้างตามแผนที่หวังไว้

มันยังไม่มีเหตุจูงใจให้คิดไปไกลขนาดนั้น

และอันที่จริงเลย ถ้าจะพูดถึงผลสะเทือนทางการเมือง น่าจะเป็นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ซะมากกว่า ในฐานะต้นสังกัดอย่างเป็นทางการของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่มีชื่อติดอยู่ในบัญชี "ผู้ต้องหา" พ่วงคดีก่อการร้ายสากล

กับความสง่างามในฐานะ รมว.ต่างประเทศที่ต้องไปเจรจาความในเวทีนานาชาติ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้สึกกระดากใจบ้างก็แปลกแล้ว


แต่ภายใต้เงื่อนไขกระอักกระอ่วน อาการลำบากใจของรัฐบาล ไม่ต้องพูดถึงการตัดสินใจด้วยตัวเองของนายกษิต เพราะเจ้าตัวประกาศชัดเลยว่า จะยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศต่อไป

ซึ่งเป็นท่าทีที่ส่อให้เห็นแล้วก่อนหน้านี้ จากแรกๆที่ประกาศเสียงแข็งว่า แค่โดนตำรวจออกหมายเรียกจะลาออกจากตำแหน่งทันที เพื่อโชว์สปิริตการเมืองใหม่ที่เหนือกว่าการเมืองเก่า แต่หลังจากนั้นก็พลิกกลับลำ ออกมาย้ำแบะท่าจะอยู่ในตำแหน่งไปจนกว่าจะมีผลทางคดี

"กษิต" ลดมาตรฐานจากนักการทูตมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว


โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้าย มันจึงไหลไปตกอยู่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ที่กำลังโชว์ฟอร์มพระเอกกับบท "คุณชายสะอาด" ลอยตัวข่มพรรคร่วมรัฐบาล สกัดทุจริต

สะกดพยศเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน จนได้รับการยกก้นจากกองเชียร์ว่า ฟอร์มเข้มขึ้นทุกวัน ยกระดับมาตรฐานสมราคาท่านผู้นำ


ถึงคิวตำตอ คิวร้อนของคนวงในกันเอง จะตีกรรเชียงเด้งเชือกยังไง

กับคำถามของนักข่าว กรณีของนายกษิตจะทำให้แรงกดดันพุ่งเข้าใส่รัฐบาลหนักขึ้นหรือไม่ เพราะอยู่ในห้วงสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง

เร้าด้วยเสียงบลัฟแกมถากถางของ "สองเกลอ" นายจตุพร พรหม-พันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยุส่งให้นายกฯอภิสิทธิ์อุ้มนายกษิตอยู่ในรัฐบาลต่อไป

นัยว่าจะได้ลงเหวไปพร้อมกัน

และมันก็เป็นอะไรที่พอจับสัญญาณได้กับเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์ พูดตามหลักการ ให้สิทธินายกษิตได้ชี้แจงตามข้อกฎหมาย ตามที่เจ้าตัวจะใช้สิทธินั่งในตำแหน่งต่อไป

แต่ก็ทิ้งทุ่นไว้ พร้อมจะพิจารณาตามความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของนายกษิต

โดยไม่ต้องรอคำสั่งฟ้องตามกฎหมาย

ประกอบเงื่อนไขในเชิงบริหาร กับคิวร้อนๆจ่อชายแดนด้านเขาพระวิหาร รัฐบาลต้องส่ง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ไปเจรจาความกับนายกฯฮุน เซน ของกัมพูชา


สะท้อนปัญหาคาใจบิ๊กเขมรยังไม่ลืมเสียงด่า "ไอ้กุ๊ย" ของ "กษิต"

"อภิสิทธิ์" ได้จังหวะเคลียร์ทีเดียวเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ฉันรักประเทศไทย

ที่มา ไทยรัฐ

ผมอ่านข่าวว่า เวียดนาม รับเป็นเจ้าภาพไกล่เกลี่ยความบาดหมาง ระหว่าง ไทยกับกัมพูชา แล้วเศร้าใจ วันนี้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่า วันนี้ประเทศไทยถึงยุคที่ตกต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ไม่มีคำบรรยายกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมต้องรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่จะบินเข้าบินออกกัมพูชา ในอาการพูดจาภาษาชาวบ้านที่ว่าพยายาม ง้อ ทำไมไม่ใช่ กษิต ภิรมย์ ในฐานะ รมว. ต่างประเทศ

รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่พยายามเข็นแล้วเข็นอีก สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าด้วยโครงการฉันรัก ประเทศไทย เดี๋ยวนี้ต้องเคี่ยวเข็ญให้คนไทยรักประเทศไทยกันแล้วหรือ

เอาเถอะ เงื่อนปมทางการเมืองที่ผูกปมกันเอาไว้จนคลายไม่ออก มัดทั้งผู้มัดและผู้ถูกมัดจนแน่นไปหมด ข้อหากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ผิดรัฐธรรมนูญ ค้างคาอยู่ในการวินิจฉัยของ กกต.บานตะไท

ส.ส.-ส.ว.จะหนีคดีพิษหุ้นกันท่าไหน

เรื่องที่จะเรียกร้องสปิริตอะไรกัน ผมบอกไปแล้วว่าอย่าเรียกร้องสปิริตให้ยาก เพราะไม่มีสปิริตในความไม่สง่างามอยู่แล้ว เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้อาจจะบั่นทอนจิตใจของคนไทย ที่กลายเป็นไฟแห่งจริยธรรมกัดกร่อนความศรัทธาที่มีต่อระบบคุณธรรม จริยธรรม และความชอบธรรมจนไม่มีอะไรหลงเหลือ

รวมทั้งเป็นการปิดกั้นเส้นทางของระบอบประชาธิปไตยให้ติดๆดับๆ ผมชื่นชมว่า พันธมิตรฯเสื้อเหลือง จะเข้ามาสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง โดยการตั้งพรรคการเมือง แต่ปรากฏว่าผลของการกระทำ กับดักในอดีตเริ่มจะย้อนกลับมาเล่นงาน

การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรฯ ตั้งแต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล สุริยะใส กตะศิลา สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย หรือ รมต.ปัจจุบัน กษิต ภิรมย์ ในข้อหาก่อการร้าย มั่วสุม ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง บุกรุกสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

อารมณ์และความรู้สึกของแกนนำพันธมิตรฯเวลานี้ ก็คงไม่ต่างจากแกนนำขั้วอำนาจเดิมเท่าไหร่ เริ่มจะเรียกหาระบบความเป็นธรรม แล้ววิกฤติประเทศจะกู้ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะกลไกบุคลากรที่จะช่วยเยียวยาฟื้นฟูวิกฤติ ถูกจับมัดลงหลุมเดียวกันหมดแล้ว อาการที่ต้องดิ้นรนตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมก็เหตุแห่งวิกฤติการเมืองและเหตุแห่งหายนะของบ้านเมือง

เมืองไทยใช่จะไร้คนดีมีความสามารถ หรืออ่อนหัดเป็นเด็กเล่นขายของทั้งหมด หรือไม่ยอมเสียสละ เพียงแต่ไม่มีที่ให้ยืนเท่านั้น เชื่อว่ากลางเดือน ก.ค. นี้เป็นต้นไป การเมืองไทยคงจะร้อนขึ้นมาอีกกระทอก

รัฐบาลพยายามจะตีปี๊บ ฉันรักประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยแห้งเหี่ยวลงไปทุกวันบนลมหายใจแผ่วๆของคนเดินดินกินข้าวแกง ลมหายใจของอิสรภาพที่ถูกตัดตอนและที่พยายามจะรักประเทศไทย.

หมัดเหล็ก

ยูเอ็น-เสือกระดาษ

ที่มา บางกอกทูเดย์

ข่าวนี้ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยมากนัก แต่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า!!บันคีมูน เลขาธิการยูเอ็น แสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่อดพบหน้า นางออง ซาน ซู จี เพราะผู้นำพม่าอ้างว่าอยู่ระหว่างดำเนินคดีงานนี้บันคีมูนเสียรังวัดมาก มันเสียหน้าไปถึงยูเอ็นหรือสหประชาชาติว่า ไม่มีน้ำยาที่จะทำอะไรพม่าได้นายพลอาวุโสตาน ฉ่วย ผู้นำสูงสุดของพม่ายังเป็นผู้นำประเทศพม่าที่ไม่สนเสียงเรียกร้องจากโลกภายนอก ปฏิเสธ บันคีมูน เลขาธิการยูเอ็นอย่างไม่มีเยื่อใยและไม่ให้ค่า!!เป็นอันว่าบันคีมูนเดินทางออกมาจากพม่าด้วยมือเปล่า!!สิ่งเดียวที่ บันคีมูน ทำได้ คือ การโจมตีรัฐบาลพม่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง โดยการกล่าวสุนทรพจน์ต่อบรรดานักการทูต, ข้าราชการ, องค์กรเอกชน และนักการเมืองฝ่ายค้านราว 500 คน ที่พิพิธภัณฑ์กำจัดยาเสพติดวิจารณ์รัฐบาลทหารพม่าอย่างเผ็ดร้อนในด้านสิทธิมนุษยชน

และการที่พม่าไม่ยอมปล่อยตัวนักโทษการเมืองซะเละเทะ!!ผมว่าพม่าก็ยังพอมีวิญญาณประชาธิปไตยอยู่บ้างไม่งั้นคงจะไม่อนุญาตให้นายบันคีมูนมีโอกาสมากล่าวสุนทรพจน์เพื่อด่าพม่าในแผ่นดินพม่า??ที่กรุงลอนดอน นายกฯ กอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษ ก็ออกมาผสมโรงโจมตี “ความดื้อรั้น”ของรัฐบาลทหารพม่า ย้ำถึงความเป็นไปได้ที่พม่าอาจถูกคว่ำบาตรเพิ่มเติมผมเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ เพราะต้องการ เตือนสติพรรคเพื่อไทย ที่ยื่นหนังสือถึง สหประชาชาติให้จัดการกับ การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ซึ่งมีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือต่อ นายฟรานเซสโกนอตติ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชน สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ สหประชาชาติหรือยูเอ็น ผ่านต่อถึง นายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ และ ประธานสมัชชาใหญ่
สหประชาชาติความต้องการคือขอให้ยูเอ็นพิจารณาตรวจสอบการทำรัฐประหารในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เหมือนกับกรณีที่ยูเอ็นคัดค้านการ

ยึดอำนาจของทหารในประเทศฮอนดูรัส แล้วมีมติกดดันให้ฮอนดูรัสรับ นายโจเซ มานูเอล เซลาย่ากลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกรณีความล้มเหลวจากการขอพบ นางออง ซานซู จี ในพม่า คือ สิ่งบอกเหตุว่า “บันคีมูน”คือ เสือกระดาษ ที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักข้อเรียกร้องของพรรคเพื่อไทยจึงใหญ่เกินไป
สำหรับ “ศักยภาพของยูเอ็น” ในยามนี้ ที่มี นายบันคีมูนเป็นเลขาธิการอยากให้ ทักษิณ ชินวัตร กลับเมืองไทย หาวิธีใหม่ดีกว่า!! ■

ผู้ดี

ที่มา บางกอกทูเดย์

“การแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีหลายทาง อย่าเพียงแต่นำเสนอ วิธีการที่ง่ายที่สุดขณะนี้ คือหยุดสร้างความแตกแยกในประเทศ หากไม่มีความขัดแย้ง ประเทศก็สงบ”กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี..โต้ตอบ..คำกล่าวของ ทักษิณ ชินวัตร..ที่ใดมีความแตกแยก ที่นั่นย่อมมีปัญหารองนายกรัฐมนตรี..แห่งพรรคประชาธิปัตย์..เข้าใจถูกและกล่าวถูกแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า..ความแตกแยกในประเทศนั้น..มันเริ่มต้นจากสถานที่ใด..ใครคือผู้สร้างมันขึ้นมาจะต้องกรอเทปกลับกันไปกี่ม้วน..จะต้องทวนความย้อนหลังกันไปนานเท่าใด..จึงจะถึงจุดเริ่มต้นแห่งความพินาศย่อยยับของประเทศในวันนี้และเมื่อถึงจุดเริ่มต้นของเหตุแห่งความ
แตกแยกแล้ว..เราจะกล้ารับความจริง กล้าที่จะพูดถึงความจริงในครั้งนั้นได้หรือไม่..ในประชาธิปไตยที่..สิทธิเสรีภาพในการพูด คิดและเขียน..เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่จารึกไว้ในรัฐธรรมนูญ..แต่ยังมีวรรคและวงเล็บอีกมากมายที่มิให้เสรีภาพในการพูด คิด และขีดเขียนเป็นไปโดยเสรีนั้นเราอาจจะขุดได้ ย้อนเวลากันไปถึงวันที่ความแตกแยกได้เริ่มต้นขึ้น..แต่จะมีประโยชน์อะไร..เมื่อเอามาพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ที่ต้องถามกันต่อก็คือ..เราจะหยุดความแตกแยกของประเทศได้อย่างไรแน่นอนที่สุด..ย่อมมิใช่การได้แต่พูดถึงอย่างที่รองนายกรัฐมนตรี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ..ตอบโต้ออกมา..และคงไม่ใช่อย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ระเบิดใส่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ..เพียงแค่..นักข่าวเขาบอกว่า..ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เขาพูดว่า...เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหมายเลข 1 ของรัฐบาลพรรคร่วม..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..จะต้องหนักแน่นกว่านี้..ความเป็นผู้ดีนั้นมันไม่ใช่อยู่ที่เกิดมาดีมีการศึกษาสูงหรือคลอดอยู่ในตระกูลที่มั่งคั่งมั่งมีความเป็นผู้ดีมันไม่มีชาติกำเนิด..แต่มันจะเกิดเฉพาะกับคนที่เป็นผู้ดีท่านนายกรัฐมนตรี..ต้องข่ม ต้องรอบคอบต่อการรับฟัง..และต้องช้าและยอมเสียเวลาก่อนที่จะต้องตอบคำถาม..ที่จะนำไปสู่ความแตกแยกบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..มันมีแต่คนไทยคนไทยที่ไร้สี..บนหน้าที่นายกรัฐมนตรี..ท่านมีทุกจังหวัดต้องดูแล..หมายเลขต้นของคนบริหารประเทศ..ต้องไม่มีทั้งทักษิณ ชินวัตร..หรือพรรคเพื่อไทย..มันมีแต่ภาระหน้าที่ที่จะทำให้แผ่นดินนี้..สงบและเป็นสุขปลอดภัยและมั่งคั่งการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว..หยุดคิดถึงมัน..ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วพรุ่งนี้ที่ดีกว่า..ก็จะมาถึง ■

มาร์ค-เน ฉีกหน้า ‘ซารัมย์’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในการประลองยุทธ์ หากต้องการเป็นผู้ชนะแล้วไซร้ แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปรวมไปจนกระทั่งฤดูกาลที่ผันแปรเหล่านี้ล้วนสามารถมีผลต่อการแพ้-ชนะได้ทั้งสิ้นจอมยุทธ์ที่หลงทะนงในกำลังฝีมือ คิดว่าพลังภายในขึ้นถึงขีดสุดแล้ว ในยามที่ละเลยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็จะพลิกจากชนะให้กลายเป็นแพ้ได้ในชั่วพริบตาเฉกเช่นเดียวกับการประลองกำลังภายในทางการเมืองแม้จะอยู่ร่วมรัฐนาวาเดียวกันก็ใช่ว่าจะไม่ต้องระวังหลัง หรือจะจริงใจต่อกันปานประหนึ่งพี่น้องร่วมสาบานที่กอดกันกลมเสียเมื่อไหร่ผลประโยชน์ทางการเมืองนั้นสำคัญที่สุดนี่คือบทเรียนบทแรกที่บรรดาผู้เลือกที่จะเดินบนถนนการเมืองจะต้องตระหนักฉะนั้น ในยามที่สัญญาณการเลือกตั้งส่อเค้าทะมึนมาแต่ไกลผลแพ้-ชนะในการเลือกตั้งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร!!!…ผู้ที่ชนะเท่านั้นจึงจะมีอำนาจในการต่อรองนี่คือความจริงบนถนนการเมืองที่ยากจะแปรเปลี่ยนดังนั้น นักการเมืองจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส. เอามาไว้ในมือให้ได้มากที่สุดทั้งหมดก็เพื่อต้องการใช้ในการต่อรองทางการเมืองด้วยเหตุนี้เอง ณ วันนี้ แรงกระเพื่อมทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับรัฐนาวา “อภิสิทธิ์” แม้ภายนอกจะดูว่าเป็นแค่คลื่นลมธรรมดาแต่สำหรับปรมาจารย์ทางการเมืองทั้งหลายแล้ว คลื่นลมครั้งนี้ปั่นป่วนลึกซึ้งยิ่งศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก!!!จึงไม่แปลกที่เมื่อขุนพลผู้แกล้วกล้าที่อาสาจะพิชิตเก้าอี้ส.ส.ภาคอีสาน มาอยู่ในกำมือให้หมด เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หมดฤทธิ์หมดเดชสิ้นซากไปจากใจม คนอีสานกลับกลายเป็นขุนศึกที่นำทัพไปพบกับความปราชัย...ไม่เพียง
น้ำหนักของขุนพลผู้มากบารมีจะกระทบกระเทือนเท่านั้นกำลังใจของผู้นำรัฐนาวาก็พลอยสั่นสะเทือนไปด้วยทำให้จึงต้องมีการพบปะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเพื่อไต่ถามถึงเหตุแห่งความพ่ายแพ้ และเพื่อการเจรจาต่อรองใหม่ก็ในเมื่อสถานการณ์พลิกแล้ว จะยังมาใช้ “ข้อตกลงเดิม”กันอยู่ได้อย่างไรนี่คือเบื้องหลังที่มาของการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอนัดกินข้าวมื้อเที่ยงด่วนกับ นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ที่บ้านพิษณุโลก...ส่วนว่าเมื่อเจอกันในครั้งนี้จะมีการโผเข้ากอดกันกลม ยิ้มหน้าบาน เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์พลิกขั้วการเมืองหรือไม่นั้น...แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เชื่อว่าแม้แต่อ้อมกอดและรอยยิ้มก็ย่อมต้องเปลี่ยนไประดับมือการเมืองอย่างนายเนวินมีหรือจะไม่รู้ว่า จุดมุ่งหมายของการนัดของนายอภิสิทธิ์คืออะไรกันแน่???

การพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง เอาเข้าจริงๆ แล้วแม้จะบั่นทอนน้ำหนักของพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มเพื่อนเนวินลงมาไม่น้อยแต่ก็แค่ 30-40% เท่านั้นที่เครดิตถูกบั่นทอนตัวที่ดิสเครดิตและทำลายภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มเพื่อนเนวินอย่างหมดรูปก็คือ เรื่องของ “โครงการฉาว”ต่างๆ นั่นเองก็ขนาดที่ สวนดุสิตโพล ออกมาเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ใน 42 จังหวัด ว่า มองความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้ ณ วันนี้อย่างไร ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 38.32% เห็นว่า ผลประโยชน์ไม่ลงตัวย่อมขัดแย้งแถมอีก 30.72% เห็นว่า เป็นการรวมตัวกันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ขัดแย้งกันในขณะที่อีก 15.50% เห็นว่า การมุ่งผลประโยชน์ โดยเฉพาะฐานเสียงและประชานิยมที่เลือกตั้งครั้งต่อไปทำให้ขัดแย้งกันแสบสันต์ไปถึงทรวง ก็คือมุมมองของประชาชนที่บอกว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาล เป็นผลมาจากเรื่องของผลประโยชน์จากโครงการหรืองานของกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย

ในแต่ละพรรคมากถึง 35.34%แต่ที่สะเทือนพรรคภูมิใจไทยและกลุ่มเพื่อนเนวินมากที่สุดก็คือกว่า 41.32% มองว่า โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน
ทำให้เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลผสมชุดนี้แถมโครงการถนนปลอดฝุ่นก็ติดอยู่ในโพลอีกด้วยกระทรวงคมนาคมของ นายโสภณ ซารัมย์ ในฐานะรัฐมนตรี
ว่าการ รับไปเต็มๆ5.28 และ 0.70% เห็นว่า โครงการหรืองานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น หวยออนไลน์ทางออกในสายตาประชาชนก็คือ แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลต้องคอยควบคุมสมาชิกในพรรคให้ทำงานอย่างโปร่งใสไม่ขัดแย้งกันภายในพรรค ลดการต่อรองอย่ามุ่งประโยชน์ของพรรคการเมืองจนลืมภาพรวมของ
รัฐบาลทำได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แต่ถ้าภาษาบอลก็ต้องบอกว่า “ลูกเข้าเท้า”ซึ่งเป็นหมากถนัดของพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ในการพลิกเกมหนีจากการถูกพรรคร่วมรัฐบาลขี่คอนายอภิสิทธิ์ก็เลยเปิดอกพูดกับนายเนวิน เรื่องโครงการรถเมล์ 4,000 คัน

เพราะหลักศาสนาพุทธสอนมาแต่อ้อนแต่ออก จะดับทุกข์ต้องดับที่ต้นเหตุแห่งทุกข์เมื่อโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คัน คือ ต้นเหตุแห่งความมัวหมองของภาพลักษณ์รัฐบาล ก็ต้องดับที่โครงการเช่ารถเมล์4,000 คันที่สำคัญ น้ำหนักในการคุยกันมื้อเที่ยงวันนั้น นายอภิสิทธิ์เป็นต่อนายเนวินหลายขุมจึงเป็นที่มาของคำว่า“ผมเข้าใจ”...หลุดออกมาจากปากของนายเนวินในวันนั้นหลังจากที่นายอภิสิทธิ์เปิดประเด็นตรงๆ ว่า โครงการนี้ไม่สามารถให้ผ่านคณะรัฐมนตรีไปได้ และขอให้เข้าใจความรู้สึกของประชาชนด้วยส่วนโครงการอื่นๆ ที่จะพิจารณากันต่อไป หากมีปัญหาก็จะให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนประสานกลืนเลือดหรือไม่กลืนเลือดไม่มีใครรู้

แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ เมื่อสถานการณ์ตกเป็นรอง คนที่รู้ลู่ทางลมการเมืองเป็นอย่างดีเช่นนายเนวินย่อมต้องเข้าใจและรับมือได้คำพูดจึงยังหยดย้อย
“เราต้องทำงานร่วมกันอีกนาน ผมไม่ได้รู้สึกอะไรที่ไม่ดีอยู่แล้ว”หวานซะไม่มี...นายอภิสิทธิ์ก็เลยเคลิ้มและชดเชยความปวดร้าวในใจให้นายเนวินและพรรคภูมิใจไทย ด้วยการตกปากรับคำไปเยือน“บุรีรัมย์” เป็นแห่งแรกในการลงพื้นที่อีสาน จนทำให้นายสุทัศน์ เงินหมื่น ต้องออกมาเตือน เพราะเป็นห่วงภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์จนกลายเป็นเรื่องครึกโครมนั่นแหละแต่ทั้งๆ ที่หัวหน้ากับหัวหน้าเจรจากันจบอย่างราบรื่นแล้วโดยเฉพาะเรื่องโครงการเช่ารถเมล์ 4,000 คันกลับกลายเป็นว่า ในกลุ่มเพื่อนเนวินกลับจงใจฉีกหน้าหัวหน้ากลุ่มดื้อๆ เสียอย่างนั้นแหละ

ระดับ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังไม่เท่าไหร่ อย่างน้อยยังพูดแค่ว่า “คาดว่าจะไม่มีปัญหา”เพราะขณะนี้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำการศึกษาว่าจะเป็นการฟื้นฟูโดยวิธีเช่าหรือวิธีซื้อ ตามที่ได้มีการขอขยาย
เวลาออกไปอีก 1 เดือนแต่ นายโสภณ ซารัมย์ นี่สิ โวยลั่นว่า “หากไม่ดำเนินการโครงการนี้ ผมจะเสียหน้า”เล่นเอาหลายคนที่สนิทชิดเชื้อกับนายเนวิน อดตั้งคำถามไม่ได้เหมือนกันว่าแล้วนายโสภณทำแบบนี้ ไม่ได้กลัวนายเนวินเสียหน้าบ้างหรือ???แล้วตกลงในเวลานี้ ใครกันแน่ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน
ที่แท้จริง???“ผมไม่ทราบเรื่องมาก่อนเรื่องการกินข้าวเที่ยง เพราะนายกรัฐมนตรีและคุณเนวินก็ไม่ได้ชวน ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีขอร้องคุณเนวินให้ระงับโครงการรถเมล์เอ็นจีวี4,000 คัน และคุณเนวินรับปากแสดงความเข้าใจนั้น ผมก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่คงไม่ยอมให้ล้มโครงการแน่”“เรื่องนี้คงไม่ต้องคุยกับคุณเนวิน”...กินดีหมีหัวใจเสือมาแน่นายโสภณจึงซัดซะขนาดนี้

แต่หลายๆ คนมองไปว่า การที่นายโสภณกล้าแสดงออกแบบไม่เกรงใจสิ่งที่นายเนวินได้พูดไปแล้วกับนายอภิสิทธิ์ ที่บ้านพิษณุโลกนั้นน่าจะเป็นเพราะว่า นายโสภณเห็นว่ากระทรวงคมนาคมมีภารกิจสำคัญ ดูแลโครงการหมื่นล้านแสนล้านเป็นจำนวนมากไม่ใช่แค่โครงการเช่ารถเมล์ฝังเพชร 4,000 คัน แต่ยังมี
โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิอีกเป็นแสนล้านบาท หรือล่าสุด เรื่องโครงการปรับปรุงการขนส่งระบบราง ซึ่งเป็นอภิมหาโปรเจกต์อีก 200,000 กว่าล้านบาทเช่นกันฉะนั้น ภาระหนักขนาดนี้ จะให้คนชื่อ “นายโสภณ ซารัมย์”เสียหน้าได้อย่างไร???งานนี้ไม่รู้เหมือนกันว่านายเนวินจะรู้สึกอย่างไร และเห็นอก
เห็นใจกับการเสียหน้าของนายโสภณขนาดไหนแต่ที่แน่ๆ ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯมีความรู้สึกตรงกันว่าให้นายโสภณเสียหน้า...ยังดีกว่าประเทศเสียท่าไปมากถึง50,000-60,000 ล้านบาท

อย่างที่หลายๆ คนกำลังพยายามกันอย่างเต็มที่ก็คงต้องดูว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์พูดในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นการออกอากาศครั้งที่ 25ว่า รัฐบาลได้ขยายเวลาให้สภาพัฒน์ศึกษาเพิ่มอีก 30 วัน ก่อนที่จะสรุปว่าควรจะดำเนินการในรูปแบบใดนั้น“อยากจะย้ำครับว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ยืนยันครับว่าจะเป็นไปอย่างโปร่งใส”งานนี้เดิมพันการเมืองสูงลิ่วจริงๆ ■

ถึงเวลา...เกมเปลี่ยน!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตั้งข้อหา “ก่อการร้าย” ต่อแกนนำพันธมิตรฯ กรณี“บุกยึดสนามบิน”ถือเป็นข้อกล่าวหาที่ “ร้ายแรง” แต่ทุกอย่างเป็นประเด็นทางการเมืองที่ดู “ประจวบเหมาะ”
หากนำเรื่องมาเชื่อมโยงกับการล่า 1 ล้านรายชื่อ...เพื่อ “ถวายฎีกา” ขอนิรโทษกรรมอดีตนายกรัฐมนตรี“พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”ทำไม? ไพ่จึงหงายมาออกหน้านี้เพราะเหตุการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อเหลือง “พันธมิตรฯ”บุกยึดสนามบิน เป็นคดีความที่มีการสอบสวนมานานแล้วหลายเดือนพยานหลักฐานต่างๆ รวมถึงสำนวนคดี “เชื่อได้ว่า”ครบถ้วน...สำหรับการ “เอาผิด” ต่อกลุ่มผู้ “กระทำผิด”แต่จนแล้วจนรอด...คดีซึ่งประชาชนให้ความสนใจกลับ“ไม่คืบหน้า” เสมือน ใครบางคน กำลังรออะไรบางอย่าง...ต้องการนำคดีนี้มาเป็น “เครื่องต่อรอง”แน่นอนว่า...หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการ “ออกหมายเรียก”

ท่าทีของกลุ่มคน “เสื้อเหลือง” โดยเฉพาะเหล่าแกนนำฯคงจะออกอาการ หนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กันบางที “แกนนำ” บางคนอาจรู้ “ล่วงหน้า” มาก่อนแล้ว
ก็เป็นได้...เพราะไม่มีใคร “หนีชะตากรรม” การเมืองไทย ที่ยังคง“ผูกติด” กับกลุ่มผู้มีอำนาจ...ไม่ยอมผูกติดกับ “ชุมชน”ซึ่งเป็นสัจธรรมในข้อเท็จจริง “ประการนี้” ไปได้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรสนธิ ลิ้มทองกุล...ทักษิณ ชินวัตร และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่างรู้ดีว่าไม่อาจไว้ใจใคร แม้แต่ “คนใกล้ชิด”ซึ่งมีให้เห็นเช่นอุทาหรณ์ “ชาวนากับงูเห่า”ดังนั้น...การที่ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ อย่าง “สุริยะใส กตะศิลา” ออกมาตีโพยตีพายโวยวายว่า เป็นการตั้ง “ข้อหาแรงเกินจริง”
จึงไม่ใช่ทาง “แก้ไขปัญหา”เป้าหมายครั้งนี้ของ “ผู้มีอำนาจ” คือ กำลังรับกับสภาวะ “คลื่นมวลชน” ที่นับวันจะขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น

ต่อไปไม่ไหวหากนับกัน เสียง ต่อ เสียง โดยไม่จำเป็นต้องใช้“วิชามาร” คงรู้เช่นเห็นชาติด้วยการแสดงออกของ“คนส่วนใหญ่” ในประเทศว่า พวกเขา “ต้องการ” อะไรไม่ใช่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” คิดผิด...ที่ใช้บทบาทจากการเป็น ผู้ตรวจสอบนอกสภา จนถูกคนบางกลุ่มมองว่าไปคบค้าสมาคมกับ “ประชาธิปัตย์”
เพื่อสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลทางเลือก กับ ทางรอด...ย่อมเป็นของคู่กัน ไม่ใช่คนระดับ “สนธิ” จะคิดอ่านการได้สะดวกไปเสียทุกอย่างวันนี้ต้องพูดอย่างเต็มปากว่า “เกมของผู้มีอำนาจ”เปลี่ยนไป...แต่ก็เป็นการยากที่จะ “คาดเดา” ว่า อนาคตประเทศไทยต่อไปจะเป็นอย่างไรที่สำคัญ...คนไทยจำนวนหลายล้านคน ได้เห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของนักการเมือง รวมถึงวิธีการสกปรกของ“ผู้มีอำนาจ” กันมามากหากบุคคลเหล่านี้ “ยังอยู่” ประเทศไทยก็จะยิ่ง

“ย่ำแย่” มากขึ้นความคืบหน้าคดี แกนนำพันธมิตรฯ รวมถึงการยื่นถวายฎีกา นิรโทษกรรมอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นนัยยะที่บอกอะไรได้บางอย่างถึงเวลา...เกมเปลี่ยน!แต่ที่น่ากลัว คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก หรือต้องการเปลี่ยนแปลง“เอาชีวิตรอด” เพื่อเชิดหน้าชูตา “วงศ์ตระกูล”ทุกวันนี้ “ประชาชน” ไม่ได้คิดว่า “ผู้มีอำนาจ”จะเปลี่ยนจิตใจหรือมีจิตสำนึกเพียงแต่ขอให้พวกท่าน “ทำชั่ว” ให้น้อยลง...เห็นแก่เสียงส่วนใหญ่ที่แท้จริงให้มากหน่อยเท่านั้นเอง! ■