ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, July 8, 2009
“จาตุรนต์” ร่วมเวทีเสื้อแดงหาดใหญ่ ระบุบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะ รธน.มีปัญหา
สื่อในบริบทความเป็นจริง: ความเป็นอิสระและสำนึก “พลเมือง”
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
ความเป็นจริงของความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่ปรากฏเด่นชัด คือ มีการประกาศจุดยืนในทางการเมืองอยู่ 3 ฝ่าย
1.ฝ่ายเสื้อเหลือง ไม่เอาทักษิณ ไม่เอาการเมืองเก่า (แต่ไม่ปฏิเสธอำมาตยาธิปไตย?) จะสร้างการเมืองใหม่เป็นการเมืองที่สะอาดโปร่งใส ไร้ทุจริตคอร์รัปชั่น
2.ฝ่ายเสื้อแดง มีทั้งเอาและไม่เอาทักษิณ (แต่น่าจะเอาเป็นส่วนใหญ่?) ไม่เอาอำมาตยาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำมาตยาธิปไตย ประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาค เป็นธรรม หรือรัฐสวัสดิการ
3.ฝ่ายที่เคยประกาศตัวเป็นกลาง เคยชูคำขวัญ “หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง”
ปรากฏการณ์ความเป็นจริง 3 จุดยืนดังกล่าว ซ้อนอยู่ในความเป็นจริงอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอีกมากมาย เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ วิกฤต 3 จังหวัดภาคใต้ วิกฤตคุณภาพนักการเมืองทั้งในเชิงจริยธรรมและความสามารถบริหารประเทศ วิกฤตความน่าเชื่อถือของทุกสถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐสภา กองทัพ ศาล ศาสน์ กษัตริย์ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย นักวิชาการ
นอกจากนี้เรายังอยู่ในยุคที่ “จินตนาการความเป็นไทย” ที่วางอยู่บนอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” กำลังถูกท้าทายอย่างเข้มข้น เกิดกระแสการสร้างจินตนาการความเป็นไทยแบบใหม่ที่อยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตยสากล รัฐสวัสดิการ รัฐประชาชาติที่เคารพสิทธิอำนาจในการจัดการกับวิถีชีวิตของตนเองของประชาชนตามความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต ภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ
ในขณะที่ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้านหนึ่ง คือ เราอยู่ในยุคเศรษฐกิจกระแสโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับนานาชาติ อำนาจของทุนข้ามชาติมีบทบาทต่อการตัดสินใจในนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่าความต้องการของประชาชนในชาติเสียอีก
และกลุ่มทุนต่างชาติกับกลุ่มทุนภายในประเทศ กลุ่มนักการเมืองที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ข้าราชการบางส่วนก็ฉ้อฉลชาติโดยที่ประชาชนรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้าร้ายกว่านั้นสงครามระหว่าง “กลุ่นทุนเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” ในประเทศก็ยังคุกรุ่นไม่สิ้นสุด
ในท่ามกลางความเป็นจริงที่ซับซ้อนดังกล่าว “ความเป็นกลาง” ของสื่อมวลชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง มีบางคนบอกว่าถ้าสื่อมวลชนวางตัวเป็นกลางจะไม่กล้าเสนอความจริงด้านลบของข้างใดๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบกระทั่งกับข้างนั้นข้างนี้ ดังนั้น สื่อมวลชนต้องมุ่งเสนอความจริง ต้องไม่ติด “กับดัก” ของ “ความเป็นกลาง”
ในความเข้าใจของผู้เขียน สื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอความจริงอยู่แล้ว การยึดจุดยืนความเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าต้องไม่ทำหน้าที่แสวงหาหรือเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง แต่การเป็นกลางต่างหากที่จะทำให้สื่อสามารถแสวงหาและเสนอความจริงทั้งด้านดีด้านร้ายของข้างใดๆ ได้อย่างเป็นอิสระ
ดังนั้น ความหมายสำคัญของ “ความเป็นกลาง” จึงหมายถึง “ความเป็นอิสระ” ไม่ถูกพันธนาการด้วย “อคติ” ของ “ความเป็นข้าง” หรือความเป็นฝักฝ่ายใดๆ เมื่อมีอิสระ สื่อจึงสามารถที่จะแสวงหาและเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง
และสามารถที่จะบอกสังคมตรงๆ ด้วยว่าไม่เห็นด้วยกับด้านที่เป็นข้อเสีย หรือเห็นด้วยกันด้านที่เป็นข้อดีของทุกข้าง รวมทั้งเสนอทางเลือกที่เห็นว่าดีกว่าข้อเสนอของข้างใดๆ ก็ได้อย่างมีเหตุผลเป็นตัวของตัวเอง
ที่ต้องตราไว้เป็นพิเศษคือ สื่อมวลชนต้องยืนอยู่บน “ความถูกต้อง” ที่ว่า “การต่อสู้ใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจะต้องใช้เหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง” ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงโดยรัฐประหาร โดยม็อบ หรือโดยอำนาจที่ไม่เปิดเผยใดๆ
ดังนั้น ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการเป็นช่องทางให้ประชาชนรู้เท่าทันกลเกมความรุนแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วจากฝ่ายใดๆ ก็ตาม
นอกจากนี้ ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อ ยังหมายถึง การทำหน้าที่เป็น “เวทีสาธารณะ” เปิดให้กับความเห็นต่างจากทุกฝ่ายได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประเด็นสาธารณะต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะบทบาทนี้ของสื่อ คือบทบาทส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งรัฐที่รักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยึดมั่นในความเสมอภาคความเป็นธรรมภายใต้กฎหมายเดียวกัน
พลเมืองนั้นต่างจาก ไพร่ ทาส และราษฎร เพราะไพร่ ทาส ไม่มีอิสระเสรี ไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้านาย ส่วนราษฎรคือคนที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครอง ไม่กล้าคิดเอง รอคอยผู้ปกครองที่เก่งกล้าสามารถจะมา “เนรมิต” ความเจริญต่างๆ ให้
แต่ “พลเมือง” (civil) คือ ผู้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และกระตือรือร้นสนใจปัญหาบ้านเมือง ถือเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะมีส่วนร่วมคิดร่วมทำในกิจกรรมทางสังคมการเมืองทั้งปวงที่จะช่วยสร้างสังคมให้เป็นธรรมและผาสุก
โดยถือว่าการทำหน้าที่เช่นนั้นเป็นความรับผิดชอบ เป็นความมีเกียรติ เป็นความสุข หรือเป็นความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐ และหรือสมาชิกแห่งมนุษยชาติ
กล่าวโดยสรุป สื่อที่เป็นกลางและเป็นอิสระจะต้องเข้าใจ “ความเป็นจริงที่ซับซ้อน” มีความรับผิดชอบใน “หน้าที่สื่อความจริงรอบด้าน” สำนึกใน “ความเป็นพลเมือง” ของตนเอง
และสามารถเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นพลเมืองของคนในชาติให้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองบนวิถีทางของการใช้เหตุผล การมีขันติธรรม และการเคารพความเห็นต่างหรือยอมรับความแตกต่างหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน
เมื่อ ‘ดิ อีโคโนมิสต์’ ถูกห้ามจำหน่ายเป็นหนที่ 4 ในรอบ 8 เดือน
ที่มา ประชาไท
นิตยสารวิเคราะห์การเมือง-เศรษฐกิจดัง “ดิ อีโคโนมิสต์” อีเมลแจ้งสมาชิกในประเทศไทยว่าจะไม่ได้รับนิตยสารฉบับล่าสุด เหตุอาจมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตำรวจสันติบาลสั่งห้ามจำหน่ายแล้ว คาดสาเหตุมาจากบทรายงานที่กล่าวถึงสถานการณ์จำกัดสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย ซึ่งมีบางประเด็นเกี่ยวข้องกับการเมือง
ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. 2009 ฉบับนี้ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย
ดิอีโคโนมิสต์ ฉบับที่ไม่มีการจำหน่าย/ชื่อบทรายงานต้องห้าม | สาเหตุของการไม่มีจำหน่าย | การเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต |
December 6th 2008/The king and them | ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย | ถูกบล็อกโดยไอซีที |
January 24th 2009/The trouble with Harry | ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง | ยังเข้าถึงได้ |
January 31st 2009/ A sad slide backwards | ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง | ยังเข้าถึงได้ |
July 4th 2009/ Treason in cyberspace | ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง และ ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย | ยังเข้าถึงได้ |
สลดพระทัยพสกนิกรตายไข้หวัด2009 ทรงระงับงานพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กรกฎาคม 2552
บรูไนซึ่งเป็นประเทศปกครองด้วยราชาธิปไตยประกาศระงับจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาในปีนี้ หลังไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ระบาดมีคนตายแล้ว1ราย ทรงเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกรตามรอยเบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง ปีที่แล้วทรงกำชับให้ราชสำนักและทางราชการรัดเข็มขัดประหยัดไฟเพราะน้ำมันแพงลิ่ว ให้เปิดไฟเฉลิมพรรษาได้แค่เที่ยงคืนต้องปิด แม้จะเป็นประเทศเศรษฐีส่งออกน้ำมันก็ตาม
.jpg)
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประเทศบรูไน ประกาศระงับการจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาครบรอบ 63 ชันษา ของ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ภายหลังเกิดสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดในประเทศ โดยรัฐบาล ออกแถลงการณ์ว่า ทางการจะจัดเพียงพิธีสวดมนต์หมู่เท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บรูไนต้องเผชิญกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตชาวบรูไนเป็นรายแรกของ ประเทศ เป็นเด็กหญิงวัย 12 ปี ขณะที่ประเทศมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวน 120 ราย
เมื่อปีที่แล้วซึ่งเป็นวาระครบรอบ62ชันษา แม้ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน และแม้ว่าจะอยู่ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา อันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย แต่ทางการบรูไนก็ได้เน้นย้ำกำชับให้คนในประเทศช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในภาวะน้ำมันแพง โดยที่สุลต่านบรูไนได้ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการให้สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟประดับประดาเฉลิมพระเกียรตินั้นจะทำได้ตั้งแต่เวลา19.30ถึง24.00น.เท่านั้น
ก่อนถึงวาระเฉลิมพระชนมพรรษาในปีที่แล้ว นิตยสารWHO MAGAZINEพาดหัวขึ้นปกว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน"รัดเข็มขัด"ฉลอง62พรรษา เคอร์ฟิวไฟแค่กลางคืนเท่านั้น
WHOรายงานข่าวว่า พสกนิกรชาวบรูไนต่างร่วมใจกันเฉลิมฉลอง ในวาระอันเป็นมงคลของ องค์สุลต่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน
ทว่าในปีที่แล้วราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นไปเกือบ150ดอลลาร์/บาร์เรล ประเทศที่เป็นมหาเศรษฐีโลกจากการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังเล็งเห็นถึงความประหยัดพลังงานไฟฟ้าในยุคน้ำมันแพง ทางสำนักนายกรัฐมนตรีบรูไน จึงได้ออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟเพื่อประดับประดาเมืองและฉลองวาระสำคัญนี้ จะทำได้ตั้งแต่เวลา 19.30 น. จนถึง 24.00 น.เท่านั้น จากนั้นก็ต้องปิดไฟเพื่อประหยัดไฟฟ้าให้กับประเทศ
Tuesday, July 7, 2009
…ถ้าผมจะเชียร์เขมร แล้วจะทำไม ?...
ที่มา thaifreenews
| เขียนโดย ปลายอ้อกอแขม |
| วันพุธที่ 08 กรกฏาคม 2009 เวลา 02:37 น. |
ครั้งหนึ่งไม่นานมานี่แหละ ไทยตกลงแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาโดยกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น แต่พื้นที่ทับซ้อนประมาณ 3,000 ไร่ ให้พัฒนาร่วมกัน เพราะต่างคนต่างได้ประโยชน์ แต่ถูกฝ่ายค้านในขณะนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์และหมู่มวลพันธมิตรได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาเล่นงานรัฐบาลสมัคร กล่าวหาว่ารัฐบาลขายชาติ ยกแผ่นดินให้เขมร แถมพูดจาดูถูกนายกฯฮุนเซ็นต่างๆนานา จนเรื่องราวลุกลามใหญ่โต ต่อมาได้มีการส่งแถลงการณ์ร่วมให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็สมใจเมื่อศาลบอกว่าเข้าข่ายสนธิสัญญาเป็นการผิดรัฐธรรมนูญเพราะไม่ผ่านสภา พร้อมสั่งให้แจ้งระงับแถลงการณ์ร่วมที่จะให้คณะกรรมการมรดกโลกนั้นเป็นโมฆะ..นพดลลาออกจากรมต.ต่างประเทศ
อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์และพันธมิตรยังไม่หยุด ฝ่ายค้านโจมตีในสภา พันธมิตรตีข้างถนน ทั้งคู่ได้ทำการยั่วยุกัมพูชาโดยวิธีต่างๆ นายอภิสิทธิ์ในขณะนั้นได้อภิปรายในสภาบอกให้ไทยเอาดินใต้ปราสาทคืนมาเพราะเป็นของไทย ส่วนพันธมิตรได้ส่งทั้งพระและคนเข้าไปในพื้นที่ซึ่งกำลังเกิดการพิพาทกันอยู่ เพื่อ“นั่งสมาธิ”กวนบาทาเขมร เพื่อให้เกิดสงครามให้ได้ จะได้เป็นข้ออ้างเพื่อล้มรัฐบาลสมัคร ..แต่รัฐบาลทั้ง 2 ไม่ตกเป็นเหยื่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ฝ่ายค้านกลับไปเป็นรัฐบาล พันธมิตรได้ตั้งพรรคการเมืองเรียบร้อย นายอภิสิทธิ์ได้นำคนที่ดูถูกฮุนเซ็นไปเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่ก็พยายามที่จะผูกสัมพันธ์กับเขมรด้วยวิธีการต่างๆ ที่เห็นชัดๆก็คือนำเศียรเทวรูป 2 ชิ้นไปคืนให้ถึงถิ่น ชดใช้เงินให้ตามที่เขมรเรียกร้อง ที่สำคัญสั่งถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ..อย่างนี้ขายชาติหรือเปล่าล่ะ ?ถึงวันนี้ สิ่งที่ตนเองและพรรคพวกพันธมิตรได้พูดไว้ เรียกร้องไว้ ด่าคนอื่นไว้ มันกลับมาตกเป็นภาระอยู่ที่ตนเองทั้งหมด กลายเป็น “ดาบนั้น คืนสนอง” มาฟันเอาตนเองเข้าอย่างจัง ..กรรมติดจรวด !เรื่องน่าอับอายสำหรับศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติก็คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ทำให้เขมรซึ่งแต่ก่อนถือว่าด้อยกว่าประเทศไทยทุกด้าน ให้มา “ขี่คอ”คนไทยอย่างไม่หยุดหย่อน เขมรที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยกล้าหาญกับไทยถึงเพียงนี้ แต่บัดนี้ออกมาด่า ประนามผู้นำไทยอย่างสาดเสียเทเสีย ..และท้ารบอีกต่างหาก !คนไทยต้องตกเป็นเบี้ยล่าง คอยเป็นลูกไล่ให้เขมรขู่เอา ข่มเอา ตบกระบาลเล่นแก้เครียด คุณทำให้ไทยตกต่ำถึงเพียงนี้ทีเดียวหรืออภิสิทธิ์ ?..ศักดิ์ศรีอยู่ที่ไหน !แล้วตอนนี้ ทำไมอภิสิทธิ์ถึงไม่ทำตามคำพูดของตนที่บอกว่าจะเอา“ดิน”ใต้ปราสาทคืนมา มัวรออะไรอยู่ ทำไมไม่ส่งรถแบล็คโฮลไปขุดดินใต้ปราสาทเอามาถมพรรคประชาธิปัตย์ที่มันทรุดต่ำให้มันสูงขึ้น ปล่อยให้ปราสาทพระวิหารมันลอยเท้งเต้งอยู่อย่างนั้นแหละ ..ดูซิ ! เขมรมันจะทำอย่างไร ?คนไทยเขามิได้เอาใจช่วยเขมรหรอก เพราะอย่างไรเสียคนไทยก็รักแผ่นดินไทยทุกคน ถึงเวลารบกันเขาก็ต้องเข้าข้างคนไทย แต่ยามนี้เขาเกลียดคุณ เขาเกลียดความกระล่อนปลิ้นปล้อน พูดจาเล่นลิ้น โกหกหลอกลวงไปวันๆ เขาจึงสะใจที่คุณถูกเขมรด่า ..ถือว่าด่าแทนเขาผมไม่เห็นทางเลยว่าอภิสิทธิ์จะกู้ศักดิ์ศรีของไทยคืนมาได้อย่างไร ผมไม่เห็นทางเลยว่าจะเอาพื้นที่ทับซ้อนที่เสียไปให้กับเขมรเพราะความโง่บัดซบ เห็นแก่ตัว เอาแต่ประโยชน์ทางการเมืองคืนมาได้อย่างไร เมื่อเขาท้ารบ ก็ออกมาลอยหน้าลอยตาเฉิบๆเหมือนรำตัดแม่ประยูรบอกว่าทุกอย่างต้องเจรจา ก็มันไม่ยอมเจรจาแล้วอภิสิทธิ์จะไปเจรจากับสุนัขที่ไหนเล่า ..ไอ้ซื่อบื้อ !ผมไม่ได้บ้าสงคราม ไม่ใช่คนโรคจิตที่ชอบความรุนแรง แต่อภิสิทธิ์หัดเอาหัวแม่เท้าข้างขวาตรองดูบ้างว่าขณะนี้เขากำลังทำอะไรกับประเทศชาติอยู่ เขาและพวกพ้องกำลังย่ำยีประเทศของตนเองด้วยความโง่เขลา ทำให้คนไทยทั้งชาติต้องอับอายขายหน้าไปทั่วโลกได้เพียงชั่วข้ามคืน ..อุบาทว์สิ้นดีอภิสิทธิ์ก็เก่งแต่คนไทยด้วยกันเท่านั้น แต่กับคนอื่นก็เหมือนสุนัขเชื่องๆตัวหนึ่ง บนเวทีโลก ก็แค่เป็นตัวประกอบหรือพระอันดับที่ไม่มีความสำคัญใดๆให้คนข้ามหัวไปมา ที่ได้เสวยอำนาจเป็นนายกฯอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะอำนาจทหาร อำนาจมืด..ก็รู้กันอยู่ !แต่ถ้าให้ประชาชนเป็นผู้เลือกละก็ ..ชาติหน้าตอนบ่ายๆอย่าคิดว่าผมดูถูกเลยนะ อย่าว่าแต่เป็นนายกฯมาบริหารประเทศเลย แค่มาเป็นผู้บริหารบริษัท ก็คงเจ๊งไม่เป็นท่า ไอ้ประเภท “หล่อแต่รูป จูบไม่หอม” หรือ “เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ” น่ะ ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่เอามาเป็นนายกฯหรอก ..ยกเว้นประเทศที่แสวงหาแต่ความดัดจริต !!
ความพยายามทำลายประชาธิปไตยและทักษิณมาสามปีนั้นได้ผลดังนี้
ที่มา thaifreenews
| เขียนโดย Bugbunny |
| วันอังคารที่ 07 กรกฏาคม 2009 เวลา 21:22 น. |
ความ พยายามทำลายประชาธิปไตยและทักษิณของพวกอมาตยาธิปไตยหรืออีกนัยหนึ่ง แนวร่วมของพวกเผด็จการศักดินาอำมาตย์ของประเทศนี้ มาร่วมสามปีนั้นได้ผลคือ๑. สามารถปลุกให้คนรักประชาธิปไตยและรักทักษิณสลัดทิ้งความวิตกกังวลทั้งหลาย ออกมาเปิดเผยตัวกันชัดเจนได้อย่างมากมายที่สุด ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนการกดหัวให้กลัวทหาร ความคิดที่ว่าเรื่องของคนอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา การเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ทั้งหลาย ฯลฯ เป็นสิ่งปรกติที่เคยล้างสมอง สร้างความมึนชาทางการเมืองให้กับคนธรรมดาของประเทศนี้มานานแสนนาน
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
๒. สามารถสร้างจิตใจที่รักประชาธิปไตย ต่อต้านความอยุติธรรมและไม่เท่าเทียมกันในสังคม เรียกร้องความถูกต้องที่ควรจะเป็น ฯลฯ เป็นการจัดตั้งทางความคิดในหมู่ประชาชนจำนวนมากที่สุดให้เกิดขึ้นในเมืองไทย ยุติการถือว่าเรื่องบ้านเมืองไม่ใช่หน้าที่ของพวกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน เพียงสามปีที่ผ่านมานั้น ประชาธิปไตยงอกงามในความคิดของประชาชนยิ่งกว่าเจ็ดสิบเจ็ดปีของการอภิวัฒน์ 2475 เสียอีก มีคนใส่คอนแทคส์เลนส์สังคมการเมืองจนเห็นอะไรชัดเจนขึ้นเพิ่มมากมายไปทั่ว๓. สามารถทำให้คนไทยส่วนใหญ่ได้ยอมรับว่าประชาธิปไตยกินได้ เพราะชีวิตในระบอบเผด็จการประชาธิปไตยหลอกลวง กับประชาธิปไตยแบบเปิดกว้างของรัฐธรรมนูญสองฉบับนั้น มันต่างกันชัดเจนมาก ได้รู้กันว่า อุปสรรคของการมีชีวิตที่ดีขึ้นนั้น มาจากการหวงแหนประโยชน์ส่วนตัวที่มีอยู่มากมายอยู้แล้วของพวกอมาตยาธิปไตย การกระทำของพวกเขาเที่ยวนี้ อาจจะกลายเป็นการฆ่าห่านทองคำ จนทำให้เสียไข่ทองคำที่มีให้ทุกวัน เหลือแต่เนื้อห่านที่กินได้แค่มื้อเดียวก็หมดกันไปเปล่า ๆ๔. สามารถสร้างกลุ่มก้อนทางการเมืองภาคประชาชนที่มีพลังกดดันทางการเมืองสูง มากอย่างกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มนี้แตกต่างจากกลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือกลุ่มพันธมิตรที่มีลักษณะม็อบจัด ตั้งอย่างสมบูรณ์ มีเงินทุน มีพวกอมาตยาธิปไตยเป็นเส้นสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่เสียงของคนเสื้อแดงกลับดังมาก มีการจัดตั้งกว้างขวางทุกหย่อมหญ้ากลายเป็นพลังการเมืองที่เข้มแข็ง ตัวเองเคยคิดว่า เมืองไทยมีกลุ่มที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองอย่างที่จำกัดความในทางรัฐศาสตร์ คือการรวมตัวกันของคนที่มีอุดมคติทางการเมืองตรงกัน อยู่เพียงสองพรรคเท่านั้น คือ คณะราษฎร และ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พรรคอื่นนั้นถือว่าเป็นแค่ พรรคพวก เพราะรวมตัวกันโดยการรู้จักมักคุ้นเป็นพรรคพวกกันทั้งสิ้น ตอนนี้ขอเพิ่มอีกพรรคคือ พรรคคนเสื้อแดงสรุป ได้ว่าผลงานกว่าสามปีของพวกอมาตยาธิปไตยนั้น ได้ช่วยทำให้พลังภาคประชาชนเข้มแข็งยิ่งขึ้น ส่วนตัวเองกลับต่ำเตี้ยถลำลึกลงไปทุกที รัฐบาลพรรคอมาตยาธิปัตย์ ก็ขับเคลื่อนประเทศไปในทางที่ต้องการไม่ได้ กลุ่มที่จัดตั้งกันก็อ่อนล้าลงไปทุกวัน แม้แต่กลุ่มตุลาการวิบัติ กองทัพ ฯลฯ ประชาชนก็ไม่ได้สนใจ อยากทำแบบไหนก็ทำไป แม้จะใช้กระสุนก็ไม่กลัว แต่กลับมีลูกล่อลูกชน ถอยไปตั้งหลักแล้วรุกกลับอีกแนวรบแทน เพราะเรียนรู้กันแล้วว่า การเอาปืนมายิงสู้กันเพียงแนวทางเดียว หรือแค่เรียกร้องความเมตตาปราณีอย่างเดียวนั้น มันไม่เพียงพอสำหรับชัยชนะ สังคม ไทยวันนี้เปลี่ยนไปจากยุคก่อนมากแล้ว วิธีการเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมในโลกมีมากมาย และย่อมเหมาะกับแต่ละพื้นที่เท่านั้น เอาแนวทางที่เหมาะสมมาผสมผสานใช้กันดีกว่า อยากเสนอว่า เสรีภาพจักสมปองต้องมาจากการต่อสู้ นั้นจริง แต่ควรสู้กันให้หลากหลาย อย่ายึดติดกับศาสดาคนใดหรือแนวทางใดจนเกินไป พอแนวทางต่างกันบ้างก็ตั้งแง่กันทันที ช่วยกันหยุดคิด แล้วบรรจงประเมินกันให้ชัดว่าแนวทางที่อาจจะแตกต่างไปบ้างนั้นมันจะทำให้ เกิดผลอะไรขึ้นบ้างกันน่าจะดีกว่า
ข่าวฮา!สมุนโจรก่อการร้ายยกป้ายม็อบผิดงาน
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา นิวสกายไทยแลนด์ และผู้จัดการ
7 กรกฎาคม 2552
ภาพเป็นข่าวตลกโปกฮาประจำสัปดาห์ กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายพันธมิตรปลุกเสื้อเหลืองสงขลามาประท้วงผิดงาน ยกพวก20คนยกป้ายต้านเสื้อแดงมาล่ารายชื่อถวายฎีกาล้านชื่อช่วยแม้ว โอละพ่อเจองานสนทนาจาตุรนต์เรื่อง"ความจริงวิกฤตประชาธิปไตยไทย"ของเดอะอ๋อยมีแต่แจกลายเซ็น สุรชัย แซ่ด่านคนเสื้อแดงที่ค้าน3เกลอฎีกาถึงกับขำก๊าก

ไม่ได้มาล่าลายเซ็นแต่มาแจกลายเซ็น-จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกบ้านเลขที่111กล่าวแซวม็อบเสื้อเหลืองก่อนเริ่มงานว่า ผมมางานนี้ไม่ได้มาล่าลายเซ็นไปลงชื่อถวายฎีกาให้อดีตนายกฯทักษิณ มีแต่แจกลายเซ็นอย่างเดียว แจกไปหลายลายเซ็นแล้ว เสื้อเหลืองอยากได้ก็มาจะแจกให้

สนทนากับจาตุรนต์-บรรยากาศชาวปักษ์ใต้ผู้รักประชาธิปไตยเข้าฟังงานสนทนาจาตุรนต์เรื่อง"ความจริงวิกฤตประชาธิปไตยไทย"เมื่อช่วงบ่ายวันที่7ก.ค.2552

ม็อบเหลืองเขาไม่ถ่อย..-เลยมีแต่ถ้อยคำสุภาพเรียบร้อยไปรอต้อนรับจาตุรนต์ ฉายแสงอย่างที่เห็นในภาพ แถมมีป้ายด่าณัฐวุฒิ ใสยเกื้อด้วยนึกว่ามางานนี้ สงสัยคนปลุกระดมมาให้ข้อมูลผิดทั้งดุ้น

ป้าๆมาผิดงาน-ม็อบพันธมิตรสงขลาไปยกป้ายประท้วงการจัดงานเสวนาวิกฤตประชาธิปไตย โดยเข้าใจผิดว่าเป็นงานเสื้อแดงมาล่ารายชื่อถวายฎีกาช่วยทักษิณ

โอย!ขำ-สุรชัย แซ่ด่าน แกนนำเสื้อแดงที่คัดค้าน3เกลอถวายฎีกาไปงานนี้ด้วย ถึงกับขำก๊ากเมื่อรู้ว่าเสื้อเหลืองถูกปลุกระดมมาต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกา เพราะสุรชัยก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน
สำหรับสาเหตุความเข้าใจผิดให้คนเสื้อเหลืองหน้าแตกในงานนี้มาจากการเสี้ยมของกระบอกเสียงชวนเชื่อของกลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรคือเวบไซต์ผู้จัดการที่ลงข่าวว่า หลังจากที่กลุ่ม นปช.จะมีการเปิดเวที “วิกฤตประชาธิปไตย” โดยมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ณ โรงแรมลีการ์เด้น (เก่า) ถ.นิพัทธ์อุทิศ 2 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงบ่าย และมีการประชุมกลุ่มคนเสื้อแดงหารือแนวทางการเปิดเวทีล่ารายชื่อขอนิรโทษกรรม นช.ทักษิณ ชินวัตร พันธมิตรฯ สงขลาจึงออกแถลงการณ์ประณามต่อต้านการล่ารายชื่อถวายฎีกา
ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า ม็อบเสื้อเหลืองที่ยกพวกมาต่อต้านคราวนี้มีราว20คน ขณะที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสนทนาจาตุรนต์มีราว200กว่าคนและมีสีหน้างุนงงเมื่อเจอการประท้วงของม็อบเหลืองที่มาต่อต้านการล่ารายชื่อถวายฎีกา เพราะถือว่ามาผิดงาน
"นพดล"ปัด"แม้ว"หวิดถูกจับที่มาเลย์ แจงแค่แวะเติมน้ำมันต่อไปฟิจิ โวต่างชาติให้เกียรติจัด รปภ.รถนำขบวน
ที่มา มติชนออนไลน์
"อดีตทีมที่ปรึกษา" "ทักษิณ" ปัด"แม้ว"หวิดถูกจับที่มาเลย์ แค่แวะเติมน้ำมันเปลี่ยนเครื่องไปฟิจิ ซัดถาวรปล่อยข่าวหวังกลบรบ.บริหารประเทศแย่ โวต่างชาติให้เกียรติจัดรถนำขบวนให้นายพบระดับประมุขของรัฐ
นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่ารัฐบาลไทยได้ประสานไปยังทางการมาเลเซียให้จับกุมพ.ต.ท.ทักษิณ แต่พ.ต.ท.ทักษิณได้หลบหนีไปประเทศฟิจิว่า สิ่งที่นายถาวรพูดไม่เป็นความจริง เพราะความจริงแล้วพ.ต.ท.ทักษิณมีกำหนดการจะเดินจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปประเทศฟิจิจะต้องแวะเติมน้ำมันก่อนโดยมีตัวเลือกอยู่2 ทางคือ แวะเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ หรือ กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิน แวะที่กัวลาลัมเปอร์ 1 คืน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปที่ประเทศฟิจิ และไม่มีการจับกุมใดๆ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผู้ใหญ่ที่มาเลเซียได้ขำกับการให้ข่าวของนายถาวร เพราะประเทศแต่ละประเทศคงไม่มีใครส่งเจ้าหน้าที่อีกประเทศหนึ่งไปจับกุมใครในประเทศนั้นๆได้เนื่องจากต้องมีการออกหมายจับและประสานกับประเทศนั้นๆด้วย นายนพดล กล่าวว่า หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณออกจากเมเลเซียไปประเทศฟิจิแล้วจากนั้นมีกำหนดเดินทางไปอีก 4 ประเทศแต่ไม่ขอเปิดเผย โดยแต่ละประเทศที่พ.ต.ท.ทักษิณไปเยือนได้นัดรับประทานอาหารกับผู้นำของแต่ละประเทศและบางประเทศเป็นถึงระดับประมุขของรัฐ ซึ่งมีนัยยะอะไรก็ลองคิดดู ทั้งนี้ทุกประเทศให้การต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี เพราะเข้าใจสถานการณ์การเมืองของประเทศไทยและคดีของพ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นคดีทางการเมือง นอกจากนี้บางประเทศได้จัดทีมรักษาความปลอดภัยของผู้นำ และรถนำขบวนให้พ.ต.ท.ทักษิณด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ทราบมาก่อนหรือไม่ว่าจะมีการจับกุมที่ประเทศมาเลเซียและจะมีการปรับแผนการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ไม่ทราบ เหมือนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกหมายแดง มีชื่อติดในอินเตอร์โพล แต่ถึงวันนี้ก็ไม่มีการจับกุมอะไร และไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยแม้ว่าที่ผ่านมานายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะตามล่าพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเชื่อว่าข่าวรวบตัวที่ประเทศมาเลเซียน่าจะเป็นการสร้างข่าวเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของของกระทรวงต่างประเทศและรัฐบาลเอง เมื่อถามว่าถึงกรณีที่รัฐบาลไทยเตรียมที่จะประสานไปยังทางการฟิจิ ซึ่งเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ให้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญานั้น นายนพดล กล่าวว่า ก็ไม่มีปัญหาอะไร พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเดินทางไปไหนก็ยังไปได้ตามปกติ เมื่อถามถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักเปิดเผยว่าพ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยภายในสิ้นปี 2552 นี้ นายนพดล กล่าวว่า เท่าที่คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้คุยถึงกำหนดกลับประเทศไทยแต่ถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะมาแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง
คดียึดสนามบิน
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
การที่ม็อบพันธมิตรฯ โดนข้อหาหนักมาก จากปฏิบัติการ"อาหารดี ดนตรีเพราะ" บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิกับดอนเมืองพร้อมกัน
จึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ขื่อแปบ้านเมืองต้องมาถึงจุดนี้
แม้ข้อกฎหมายที่นำมาตั้งข้อหากับแกนนำพันธมิตรฯทั้งหลาย จะฟังร้ายแรง มีเรื่องของการก่อการร้ายอยู่ด้วย
หลายคนอาจมีมโนภาพในใจ การก่อร้ายน่าจะเป็นการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าไปยึดสนามบิน
ไม่ใช่เดินตบเท้าเข้าไปตั้งเวที แล้วก็กินๆ นอนๆ ฟังเพลงกันแบบที่พันธมิตรฯทำเสียหน่อย
แต่ก็อย่าลืมว่าความโกลาหลที่เกิดกับประเทศไทยในเวลานั้น เป็นเรื่องร้ายกาจรุนแรงที่คนในชาติรับไม่ได้
นานาชาติก็ออกแถลงการณ์ประณามจนอื้อฉาวไปทั่วโลก
โดยบรรทัดฐานของคนทั่วไป ไม่ว่าจะคนไทยเองหรือคนต่างชาติ
ย่อมมองว่า"ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด"ครั้งนั้นของพันธมิตรฯ เป็นความเสียหายที่ต้องมีคนชดใช้
การเสนอข่าวช่วงนั้น ธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการขนส่งและการคมนาคมระหว่างประเทศ โชว์ตัวเลขความเสียหายออกมาอุตลุด
จะใช้ข้ออ้างทำนองว่า ผู้นำฝ่ายตรงข้ามทำความเสียหายร้ายแรงไว้มากกว่า ย่อมไม่ถูกต้อง
หากคดีนี้ล่มไปดื้อๆ จากอำนาจการเมือง หรืออะไรก็แล้วแต่
ประเทศไทยจะยิ่งจมปลัก กู่ไม่กลับ
เพราะฝ่ายม็อบนปช. จะไม่มีทางยอมรับความอยุติธรรมเช่นนั้นได้
แล้วจะออกฤทธิ์ออกเดชเขย่าประเทศกันไปไม่รู้จบ
จะเดินถอยหลังเป็น"มูนวอล์ก"กันไปอีกนานแค่ไหน ก็ยากจะรู้
แม้ตัวพันธมิตรฯเอง ก็ไม่ควรคิดแม้แต่เสี้ยวนาที
ว่าอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนมือ จะช่วยให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยได้
ใครเกลียด "ทักษิณ" ก็ต้องทำตัวให้ฉีกจาก "ทักษิณ"
จากนี้จึงเห็นว่า
เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนออกมาเป็นเช่นนี้
ไม่ว่านักการเมืองซีกประชาธิปัตย์ ที่บางคนอาจถือว่าตัวเองเป็นแนวร่วมกับพันธมิตรฯ
รวมไปถึงตัวผู้ต้องหาทั้งหลายที่เป็นพันธมิตรฯเอง
ไม่ควรไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรให้มากความ
มีอะไรจะใช้ต่อสู้แสดงความบริสุทธิ์ ก็นำไปใช้ในชั้นศาลให้เต็มที่
ชี้แจงต่อศาลว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นการก่อการดี หวังดีต่อประเทศ อะไรก็ว่ากันไป
ถึงจะตกเป็นผู้ต้องหา ก็ยังไม่ได้แปลว่าต้องโดนโทษประหารชีวิต หรือติดคุกกันยาวแน่นอนแล้ว
ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย
อย่างไรก็ตาม แค่โดนคดีก็มีผลกระทบบางอย่างตามมาทันที
นายกษิต ภิรมย์ ที่เคยประกาศจะลาออกจากเก้าอี้จะทำเช่นไร?
นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะปลีกวิเวกต่างประเทศยาวได้อย่างไร?
ได้คิวเคลียร์พอดีเลย
ที่มา ไทยรัฐ
ในอารมณ์วัดใจคิวชนกันพอดีกับรายการล่าชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกประทับตรา "นักโทษชาย" ในคดีเซ็นชื่อรับรองให้เมียประมูลซื้อที่ดินจากรัฐ ในห้วงดำรงตำแหน่งผู้นำ ผิดหลักธรรมาภิบาล
เครือข่ายคนเสื้อเหลืองด่ายับ กวักมือเรียกให้กลับมาติดคุก
รับกรรมที่ตัวเองได้ก่อไว้
มันก็เป็นอะไรให้ได้จังหวะเปรียบเทียบ ถ้าคิดกันตามหลักนิติรัฐเช่นเดียวกัน ภายใต้ กฎหมายฉบับเดียวกัน ยึดหลักธรรมตามพุทธศาสนาเหมือนกัน ก็ต้องถือเป็นผล "กรรม" ที่ได้กระทำเหมือนกัน
สนองกันตามโปรแกรมเวลา
จับอารมณ์ที่สังคมยังเฉยๆ ไม่ได้เต้นตามไปกับรายการที่ตำรวจออกหมายเรียกแกนนำม็อบพันธมิตรฯรับทราบข้อหา "ก่อการร้ายสากล" ในคดียึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง ในอาการที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อเหลืองออกมาโวยวายว่า เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป
ชิงจังหวะปลุกกระแส ตั้งแง่เป็นรายการเตะตัดขาค่ายการเมืองใหม่
แต่มันก็เป็นอะไรที่เห็นๆกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกระแส หรือโมเมนตัมทางการเมือง ณ นาทีนี้ โดยสถานะของค่ายสีเหลืองเขียวที่ยังเพิ่งตั้งไข่ ไม่ได้เปรี้ยงปร้างตามแผนที่หวังไว้
มันยังไม่มีเหตุจูงใจให้คิดไปไกลขนาดนั้น
และอันที่จริงเลย ถ้าจะพูดถึงผลสะเทือนทางการเมือง น่าจะเป็นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ซะมากกว่า ในฐานะต้นสังกัดอย่างเป็นทางการของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่มีชื่อติดอยู่ในบัญชี "ผู้ต้องหา" พ่วงคดีก่อการร้ายสากล
กับความสง่างามในฐานะ รมว.ต่างประเทศที่ต้องไปเจรจาความในเวทีนานาชาติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้สึกกระดากใจบ้างก็แปลกแล้ว
แต่ภายใต้เงื่อนไขกระอักกระอ่วน อาการลำบากใจของรัฐบาล ไม่ต้องพูดถึงการตัดสินใจด้วยตัวเองของนายกษิต เพราะเจ้าตัวประกาศชัดเลยว่า จะยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศต่อไป
ซึ่งเป็นท่าทีที่ส่อให้เห็นแล้วก่อนหน้านี้ จากแรกๆที่ประกาศเสียงแข็งว่า แค่โดนตำรวจออกหมายเรียกจะลาออกจากตำแหน่งทันที เพื่อโชว์สปิริตการเมืองใหม่ที่เหนือกว่าการเมืองเก่า แต่หลังจากนั้นก็พลิกกลับลำ ออกมาย้ำแบะท่าจะอยู่ในตำแหน่งไปจนกว่าจะมีผลทางคดี
"กษิต" ลดมาตรฐานจากนักการทูตมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว
โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้าย มันจึงไหลไปตกอยู่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ที่กำลังโชว์ฟอร์มพระเอกกับบท "คุณชายสะอาด" ลอยตัวข่มพรรคร่วมรัฐบาล สกัดทุจริต
สะกดพยศเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน จนได้รับการยกก้นจากกองเชียร์ว่า ฟอร์มเข้มขึ้นทุกวัน ยกระดับมาตรฐานสมราคาท่านผู้นำ
ถึงคิวตำตอ คิวร้อนของคนวงในกันเอง จะตีกรรเชียงเด้งเชือกยังไง
กับคำถามของนักข่าว กรณีของนายกษิตจะทำให้แรงกดดันพุ่งเข้าใส่รัฐบาลหนักขึ้นหรือไม่ เพราะอยู่ในห้วงสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
เร้าด้วยเสียงบลัฟแกมถากถางของ "สองเกลอ" นายจตุพร พรหม-พันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยุส่งให้นายกฯอภิสิทธิ์อุ้มนายกษิตอยู่ในรัฐบาลต่อไป
นัยว่าจะได้ลงเหวไปพร้อมกัน
และมันก็เป็นอะไรที่พอจับสัญญาณได้กับเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์ พูดตามหลักการ ให้สิทธินายกษิตได้ชี้แจงตามข้อกฎหมาย ตามที่เจ้าตัวจะใช้สิทธินั่งในตำแหน่งต่อไป
แต่ก็ทิ้งทุ่นไว้ พร้อมจะพิจารณาตามความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของนายกษิต
โดยไม่ต้องรอคำสั่งฟ้องตามกฎหมาย
ประกอบเงื่อนไขในเชิงบริหาร กับคิวร้อนๆจ่อชายแดนด้านเขาพระวิหาร รัฐบาลต้องส่ง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ไปเจรจาความกับนายกฯฮุน เซน ของกัมพูชา
สะท้อนปัญหาคาใจบิ๊กเขมรยังไม่ลืมเสียงด่า "ไอ้กุ๊ย" ของ "กษิต"
"อภิสิทธิ์" ได้จังหวะเคลียร์ทีเดียวเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน