WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 8, 2009

พรรคเพื่อไทยเตรียมแฉเทปสัมภาษณ์ของ กษิต พร้อมจี้รัฐบาลเลิกอุ้ม

ที่มา MCOT News



รพ.ราชวิถี 7 ก.ค.- พรรคเพื่อไทยรุกให้ “กษิต” ลาออกอย่ากลืนน้ำลายตัวเอง จี้รัฐบาลเลิกอุ้มหรือกลัวถูก “กษิต” แฉ พร้อมฝากกลุ่มเสื้อแดงที่ปิดล้อม “วิทยา” เมื่อวานนี้ที่เชียงใหม่เป็นสิทธิที่จะแสดงออกได้ แต่ไม่ควรกระทำรุนแรง เตรียมนำเทปสัมภาษณ์ที่ยืนยันจะลาออกมาเปิดโปงเพื่อทวงศักดิ์ศรีนักการทูต 9 ก.ค.นี้

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงปิดล้อมโรงพยาบาลเชียงใหม่ขณะที่นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการทำงานในการรับมือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อวานนี้ (6 ก.ค.) ว่า การแสดงออกของประชาชนเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ขอเรียกร้องให้การกระทำต่างๆ อยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องให้โอกาสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาล สรุปว่าเห็นด้วยกับการแสดงออกตามสิทธิของประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยที่ไปทุบรถหรือกระทำการรุนแรง

นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่ลาออกว่า เป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง ที่เคยบอกว่า หากเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ที่ถูกออกหมายเรียกในคดีปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิก็จะลาออก

“อยากถามว่า มาตรฐานนักการเมืองประชาธิปัตย์ เป็นแบบนี้หรือ และรัฐบาลอุ้มนายกษิต ทำไม หรือเป็นเพราะกลัวนายกษิต จะแฉเรื่องอะไร นอกจากนี้ ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยพูดว่า รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์เหนือประชาชน แต่การที่รัฐบาลยังอุ้มนายกษิตอยู่ จึงไม่เหมาะสม และนายกษิตไม่เหมาะที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ รวมทั้งคดีที่ถูกตั้งข้อหา เป็นคดีที่ร้ายแรงเรื่องก่อการร้ายสากลด้วย โดยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ พรรคเพื่อไทยจะนำคำพูดของนายกษิต ที่ให้สัมภาษณ์ว่า จะลาออกหากโดนตั้งข้อหา มาเปิดเผย เพื่อทวงถามศักดิ์ศรีความเป็นทูตของนายกษิต” โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-07 16:29:33

พรรคเพื่อไทยเรียกร้อง “วิทยา”รับผิดชอบกรณีผู้เสียชีวิตหวัด 2009พุ่งถึง 9 คน


โรงพยาบาลราชวิถี 7 ก.ค.-โฆษกพรรคเพื่อไทยนำผู้ป่วยมีไข้หลายวัน ตรวจคัดกรองหวัด 2009 ที่โรงพยาบาลราชวิถี เรียกร้อง “วิทยา”แสดงความรับผิดชอบที่มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหม่สายพันธุ์ใหม่หวัด 2009 ถึง 9 คนแล้ว และขอให้รัฐบาลตั้งศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติควบคุมเป็นการเฉพาะและนายกฯลงมาดูแลแก้ปัญหาด้วยตนเอง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำนายเอกพล บัวสมัคร นักศึกษามหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เดินทางมาที่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อขอเข้ารับการรักษาและคัดกรองไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นายเอกพล เป็นหวัดและมีไข้มานาน 8 วัน ยังไม่หาย จึงไม่สบายใจว่าอาจป่วยเป็นหวัด 2009 ก่อนหน้านี้ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน แต่ก็ไม่มีการคัดกรอง ให้ยาสามัญแล้วให้กลับบ้าน เสียค่าใช้จ่ายเองเป็นพันบาท แต่ก็ยังไม่หาย

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะทำงานติดตามการทำงานแก้ปัญหาการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของรัฐบาล เห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขขาดการบูรณาการกับหน่วยงานอื่น และโรงพยาบาลเอกชน ทำให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อ และมีผู้เสียชีวิต ทั้งที่รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขบอกกับประชาชนว่า เชื้อหวัด 2009 ไม่ร้ายแรง ดังนั้นจากตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติควบคุมไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และให้นายกรัฐมนตรีลงมากำกับดูแลแก้ปัญหาด้วยตนเอง สถานการณ์การระบาดขณะนี้ รัฐบาลต้องดูแลค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรองและรักษาให้กับผู้ติดเชื้อ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีเพิ่มขึ้นถึง 9 คนแล้ววันนี้ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้องออกมารับผิดชอบ อย่ามองเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องการเมืองไม่อยากให้เอาชีวิตประชาชนมาเป็นหนูทดลอง หากรับผิดชอบไม่ได้ก็ให้ลาออกให้คนอื่นเข้าไปทำงาน เพราะรัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหาทั้งเศรษฐกิจและสังคม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-07 16:08:47

หิริโอตตัปปะ / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ


ว.วิเศษรัตน์8/7/2552
หิริโอตตัปปะ

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศประกาศว่า ไม่ลาออกจากตำแหน่ง และไม่ได้ทำผิดในคดีปิดสนามบินดอนเมืองกับสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายสากล
นายกษิต ภิรมย์ บอกว่าจะทำงานในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ เมื่อคดีขึ้นสู้ศาลจึงจะพิจารณาว่าตัดสินใจอย่างไร และจะต่อสู้คดีไปจนถึงที่สุด
ข้อหาที่ตำรวจตั้งแต่แก่นายกษิต ภิรมย์ มีหลายกระทง ที่แรงที่สุดคือผู้ก่อการร้ายสากล ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต และผิดกฏหมายระหว่างประเทศซึ่งนานาประเทศทั่วโลกยึดมั่นตามหลักของสหประชาชาติ และพร้อมกดทัดไทยให้เคารพปฏิบัติตามกติกาสากล
ความผิดอื่นๆ ก็หนักหนาเพราะโดนกล่าวหาว่า ใช้กำลังมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ประทุษร้ายขู่เข็ญ แก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ก่อการร้าย บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ
แกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายกษิต ภิรมย์ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายสากล ซึ่งฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆ หู
ตอนม็อบพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบรัฐ ประเทศไทยเสียหายหนัก ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่ามีรัฐบาลชุดใดถูกกระทำเช่นนี้ และไม่เคยปรากฏเช่นกันว่า เมื่อรัฐบาลสั่งการให้ทหารเข้าไปร่วมกับตำรวจสลายม็อบ แต่ปรากฏว่าโดนตอกกลับมาในทำนอง “รัฐบาลนั่นแหละ ควรลาออก”
การปิดสนามบินดอนเมือง กับสนามบินสุวรรณภูมิก็เช่นกัน แกนนำม็อบพันธมิตรบอกว่า พวกตนไม่ได้ทำ คนที่ทำก็คือผู้ว่าฯการท่าอากาศยานฯ
อ้างอย่างนี้ก็เหมือนศรีธนณชัยที่ตะแบงได้รอบทิศ จึงขอนำภาพเก่ามาให้ดูเพื่อเตือนความทรงจำว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นมีทีวี, วิทยุ, หนังสือพิมพ์, แพร่ภาพและข่าวตั้งแต่ม็อบเสื้อเหลืองจัดขบวนไปยึดกรมประชาสัมพันธ์, ยึดสนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ เข้าไปแออัดเต็มถนนหน้าตึก และภายในบริเวณที่ทำการข้างใน แม้เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานบางคนจะพยายามฝ่าเข้าไปแต่โดนพวกม็อบสกัดยื้อยุดผลักดันจนเข้าไปไม่สำเร็จ
เรื่องเหล่านี้เป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก นักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างประเทศไม่กล้าเดินทางมาไทย รัฐบาลหลายประเทศประกาศเตือนประชาชนของตนให้หลีกเลี่ยงมาไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้แถลงว่า เหตุการณ์นี้ประเทศไทยเสียหาย 2.9 แสนล้านบาท และจนถึงวันนี้วงการธุรกิจท่องเที่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้น
เรื่องราวทั้งหมดคนในพรรคประชาธิปัตย์น่าจะรู้ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะมีสส. กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลายคนขึ้นไปพูดบนเวทีม็อบเสื้อเหลือง โดยเฉพาะนายกษิต ภิรมย์ ซึ่งพูดโจมตีเรื่องเขาพระวิหาร และสมเด็จฮุนเซนอย่างรุนแรง ก็ได้รับการโอบอุ้มจากผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด
แม้กระทั่งวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 หลังจากนายกษิต ไปพบตำรวจเพื่อรับทราบข้อหาก็ได้ไปพูดทางทีวีว่า “การตัดสินใจเรื่องลาออกหรือไม่ ต้องฟังเสียงบุคคล 3 คน คือ พรรคประชิปัตย์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล” ซึ่งคำพูดนี้ทำให้ข้องใจว่า ทำไมนายกษิต จึงตัดสินใจเองไม่ได้
คนเราเกิดมาต่างมีศักดิ์ศรีและต้องรักษาเกียรติยศของตน แม้แต่คนระดับล่างสุดก็ไม่ยอมให้ใครดูหมิ่นเหยียดหยามกันง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องน่าสมเพชที่ยางคนทำผิดและคนในสังคมเห็นกันชัดแจ้ง กลับยืนกรานว่าไม่ได้ทำผิด แม้ประเทศชาติจะย่อยยับเสียหายแค่ไหน ก็ทำไขสือดื้อด้าน
คนพวกนี้ไม่สนใจหลักธรรมในศาสนาพุทธเรื่องหิริโอตตัปปะ ไม่มีความเกรงกลัว และไม่มีความละอายในการทำบาป มองเห็นแต่ความผิดของคนอื่น ไม่เคยยอมรับว่าตนทำผิด
คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเห็นนักการเมืองไทยกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เพื่อปกป้องรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของตน

ตายอีก2หวัดระบาดยอดเสียชีวิตพุ่ง11คน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18093
ล่าสุด วันนี้ (8 ก.ค.) พบผู้เสียชีวิตไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มอีก 2 คน รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศไทย 11 คน รายที่ 10 เป็นหญิงอายุ 20 ปีรักษาตัวในรพ.สังกัดกทม. ส่วนรายที่ 11 เป็นชายอายุ 19 ปีจ.พัทลุง

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า หลังจากวานนี้ (8 ก.ค.) กระทรวงสาธารณสุขรายงานความคืบหน้าของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอเอช 1 เอ็น 1 ว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ในกทม.และจ.เพชรบุรี รวมแล้วขณะนี้ไทยมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 2 ราย รายแรกเป็นชาย อายุ 58 ปี อยู่ในกทม. เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โดยมีอาการไข้ ไอ อ่อนเพลีย มีน้ำมูก รายนี้มีประวัติไตวาย โรคความดันโลหิตสูง และโรคเก้าท์ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 แพทย์รับตัวไว้สังเกตอาการที่ห้องฉุกเฉิน วินิจฉัยเบื้องต้นว่า ปอดอักเสบ ต่อมาวันที่ 2 ก.ค. ผู้ป่วยหายใจดีขึ้น แพทย์จึงอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ต่อมาผู้ป่วยกลับมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินในวันที่ 5 กรกฎาคม 2552 ด้วยอาการหายใจหอบ กระสับกระส่ายมาก แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ ต่อมาเสียชีวิตที่ห้องฉุกเฉินในวันเดียวกัน และได้เก็บตัวอย่างเสมหะในลำคอส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจในวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 ยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็วร่วมกับกทม.ควบคุมโรคที่บ้านของผู้เสียชีวิต

ผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นเด็กหญิง อายุ 8 ขวบ เป็นนักเรียนชั้นป.1 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี แต่ไม่ได้ไปโรงเรียน 3 ปี มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และได้รับการรักษาเคมีบำบัดในโรงพยาบาลในกทม.เป็นประจำ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า เพชรบุรี ด้วยอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย มีน้ำมูก หลังรักษา 2 วันแรกอาการดีขึ้น ต่อมาอาการทรุดลง แพทย์ได้ทำการรักษาตามอาการอย่างเต็มที่ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2552 ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในวันที่ 5 กรกฏาคม 2552 ยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ผู้เสียชีวิตรายนี้จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรีได้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วไปควบคุมโรคที่บ้าน ทำการเฝ้าระวังผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านจำนวน 4 คน ติดตามอาการเป็นเวลา 7 วัน จนถึงวันนี้ทุกคนยังไม่มีใครป่วย

ล่าสุด วันนี้ (8 ก.ค.) พบผู้เสียชีวิตไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มอีก 2 คน รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศไทย 11 คนแล้ว รายล่าสุด รายที่ 10 เป็นหญิงอายุ 20 ปีรักษาตัวในรพ.สังกัดกรุงเทพมหานคร และเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 6 กรกฏาคม มีสภาวะต่อมไทยรอยด์เป็นพิษ ส่วนรายที่ 11 เป็นชายอายุ 19 ปีจังหวัดพัทลุง เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคมที่ผ่านมา

ดักคอซะหมดสนุกเลย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18019

"ผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย"

ชัดเจนจากปากอย่างเป็นทางการ โดยการแถลงยืนยันของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ปฏิเสธการลาออกจากตำแหน่ง หลังโดนหมายเรียกในข้อหา "ก่อการร้าย" ในคดีนำม็อบพันธมิตรฯยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

ย้ำเสียงแข็งคนที่จะมีผลต่อการตัดสินใจมีแค่ 3 เสียง คือทนายความ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไม่สนเสียงนกเสียงกา ไม่ได้พูดถึงกระแสสังคม

แต่ในอารมณ์ที่จับกันได้ กับอาการสะอึก เมื่อเจอกับสารพัดคำถามของนักข่าวไล่ต้อนย้อนคอหอย ประเภทที่ว่า แม้จะแก้ลำออกตัว การยึดสนามบินจะไม่มีการใช้อาวุธ ต้องตีความก่อการร้าย

แต่มันก็สร้างความเสียหายเป็นแสนๆล้านบาท

ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย การโดนหมายเรียกคดีก่อการร้าย ถือว่าหมดความสง่างามหรือไม่

"กษิต" หงุดหงิด หลุดคำ "ฉิบหายวายป่วง"


โดยอาการน่าเป็นห่วง เห็นจะมีแค่ "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนเดียวเท่านั้น ที่ออกมาการันตีตำแหน่งให้นายกษิต

โดยที่คนถืออำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย อย่างนายกฯอภิสิทธิ์ยังออกลีลากั๊ก

และก็เป็นอะไรที่ "ตามสูตร" ทุกครั้งที่เรื่องจวนตัว ชื่อของ "ทักษิณ ชินวัตร" จะเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนประชาธิปัตย์เสมอ


ล่าสุดก็เป็นมวยระดับนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย เองเลยที่ "ปล่อยของ" ออกมาตีปี๊บ "ข่าวกรอง" ร้อนๆได้รับรายงานว่า

อดีตนายกฯทักษิณบินโฉบมานอนพักโรงแรมหรูที่ประเทศมาเลเซีย มีแผนเดินทางต่อไปที่ฟิจิ

เสียดายที่เจ้าตัวไหวทัน หนีก่อนถูกรวบ


และก็รับมุกส่งไม้กันทันที ทีมงานกระทรวงการต่างประเทศของนายกษิต รีบเด้งรับ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากพบว่าอดีตนายกฯทักษิณอยู่จริง จะดำเนินการจับกุมตัวได้ทันที เพราะในประเทศที่ระบุนั้นมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

มุกเก่า เดาทางได้

ไม่เร้าใจเหมือนมุกใหม่ที่เปลี่ยนเรื่องเรียกคนดูไปเรื่อยๆ กับงานแซยิดวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่พลพรรคเสื้อแดงจะจองสนามหลวงจัดงานใหญ่ให้อดีตนายกฯทักษิณในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้


ช็อตต่อเนื่องกับคิวล่ารายชื่อถวายฎีกาล้างโทษให้ "นายใหญ่"

เซียนการตลาด ปั่นกระแส ยึดพื้นที่ข่าวได้รายวัน

และที่เร้าใจไม่แพ้กัน กับรายการขบเหลี่ยมเฉือนคมในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล กับ "คุณชายสะอาด" อย่างนายกฯอภิสิทธิ์ เดี๋ยวตบหัวลูบหลัง เดี๋ยวลูบหลังตบหัว

ขู่กันฮึ่มฮั่ม ทำท่าจะหักกลางลำ


กองเชียร์ลุ้นกันระทึก

แต่ที่ไม่ตื่นเต้นกับใคร ในสายตาเซียนที่อ่านเกมทะลุ "เดอะอ๋อย" นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย วิเคราะห์ ขาดเลย

นายกฯอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลรู้อยู่แก่ใจว่า ยุบสภาเร็วไม่ได้แน่ ทั้งสองฝ่ายกำลังตกที่นั่งลำบาก คะแนนนิยมลดลงอย่างมาก จากผลเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครและศรีสะเกษไม่เป็นไปตามเป้า ถ้ายุบสภาเร็วจะไปยึดพื้นที่อีสานไม่ได้

ประชาธิปัตย์จำกัดอยู่แค่นี้ ไม่รู้จะไปเอาเก้าอี้ ส.ส.เพิ่มที่ไหน เพราะที่นั่งพื้นที่สำคัญเต็มแล้ว ดังนั้น ถ้ายุบสภาตอนนี้ไม่มีทางดีกว่าเดิม

ประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลต่างรู้อยู่แก่ใจ การพูดของนายกฯอภิสิทธิ์เรื่องยุบสภา ไม่ได้เป็นการขู่ใครเลย เป็นการพูดแบบแก้เกี้ยวไปให้พอมีท่ามีทางนิดหน่อยดักทางกันซะพระเอกเล่นไม่ออกเลย.

ทีมข่าวการเมือง

บาปแห่งการสร้างภาพ

ที่มา ไทยรัฐ

มาตรการรับมือกับ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ต้องบอกตรงๆว่า ว้าเหว่ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกระดับ สาเหตุก็คือ รัฐบาลปิดๆบังๆ ไม่ยอมนำความจริงมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น

เนื่องจากเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันและยังไม่เข้าใจวิธีการรักษาที่ถูกต้องบวกกับยาที่ใช้ในการรักษาแตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป จึงถือว่ายังเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยในขณะนี้

ไม่ใช่ไปพูดแต่เพียงว่า อย่าตื่นตระหนก ป่วยแล้วหายเองได้ ป่วยแล้วไม่ตาย ท่องอยู่แค่นี้ เชื้อโรคเลยแพร่กระจายไม่หยุด ดูจากอัตราของผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแต่ละวัน ไม่ลดจำนวนลงก็แสดงว่า มาตรการในการหยุดหยั้งการแพร่ระบาดไม่ได้ผล และ การระวังป้องกันตัวของประชาชน ยังไม่ดีพอ เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ผิดๆจากรัฐบาลนั่นเอง

คุณภาพชีวิตของคนไทยต่ำลงทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บมาเยี่ยมเยือนไม่ได้ขาด การเอาใจใส่ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่พูดตรงๆก็คือโรงพยาบาลก็จะเน้นไปในเรื่องธุรกิจมากกว่า นี่ถ้าไม่มีโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคหรือการประกันสุขภาพ คนจนคงตายไปเยอะแล้ว

ตัวอย่างจากเรื่องของไข้หวัดใหญ่ 2009 เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเข้มงวด แม้แต่การรักษาในโรงพยาบาลก็ทำแบบขอไปที หมอเองก็ไม่อยากยุ่ง มีผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอเพราะกลัวว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 หมอตรวจไม่ถึง 10 นาที แล้วฟันธงว่าเป็นไข้หวัดปกติ

ให้ยาแก้ปวด แก้ไข้ มากินตามเรื่อง พออาการเริ่มไม่ดีขึ้น ไปหาหมออีกทีปรากฏว่าตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้าให้ แล้วในระหว่างที่ผู้ป่วยไปอยู่ร่วมกับสังคม โดยไม่ได้ระวังป้องกันตัวเพราะคิดว่าไม่ได้เป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 เนื่องจากได้รับการรับรองจากแพทย์มาแล้ว

ดูไม่จืด

แค่คิดก็สยองแล้ว ดังนั้น การแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ใน บ้านเรา จึงมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เวรกรรมของชาวบ้านแท้ๆสุดท้าย แทนที่จะไม่ตกใจก็ตกใจขึ้นมาจริงๆ แล้วผมไม่เห็นว่ารัฐบาลจะเดือดร้อนอะไร มากมายไปกว่าพยายามไม่ให้ข่าวการแพร่ระบาดของโรคดูน่ากลัวและกระทบกับภาพการทำงานของรัฐบาลก็พอแล้ว

และนี่คือผลพวงของ การเมืองที่ชอบสร้างภาพ การแก้ปัญหาไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเสียหายย่อมเกิดอยู่กับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมประเทศญี่ปุ่น จีน หรือในอเมริกา เม็กซิโก ซึ่งเป็นต้นตอของโรคและมีพลเมืองมากกว่า จึงสามารถควบคุมโรคได้ในวงจำกัด ไม่ใช่มาเดินแจกหน้ากากอนามัยหรือถือไม้กวาดไปทั่ว แต่ควรให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกในการตื่นตัวป้องกันระวังโรคจริงๆ คุณภาพชีวิตของชาวบ้านไม่ใช่ผักปลาจะมาสร้างภาพเล่นๆไม่ได้.

หมัดเหล็ก

“จาตุรนต์” ร่วมเวทีเสื้อแดงหาดใหญ่ ระบุบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะ รธน.มีปัญหา

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 กรกฎาคม 2552 ที่โรงแรมลีการ์เดนส์ ถ.นิพัทธ์อุทิศ 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลุ่มทนายความเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดสงขลา ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคใต้ ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ความจริง วิกฤตประชาธิปไตย” โดยมี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยร่วมเสวนา และถือโอกาสเปิดตัวพ็อคเก็ตบุคส์ในชื่อเดียวกันในภาคใต้เป็นที่แรก โดยบรรยากาศนั้นมีกลุ่มคนเสื้อแดงจากจังหวัดในภาคใต้ตอนล่างทยอยมาร่วมงาน
โดยก่อนที่จะเริ่มงาน ปรากฏว่า มีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทราบข่าวได้ทยอยเดินทางมารวมตัวหน้าโรงแรมประมาณ 100 คน พร้อมชูป้ายข้อความ เพื่อแสดงออกให้กลุ่มเสื้อแดงยุติการเคลื่อนไหว โดยมีกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งสังเกตการณ์ดูแลความเรียบร้อย ซึ่งสถานการณ์ไม่ได้มีความรุนแรงแต่อย่างใด โดยผู้จัดงานได้โดยให้นายจาตุรนต์เดินทางเข้าโรงแรมตั้งแต่ก่อนเที่ยง โดยใช้ประตูด้านอื่นแทน
ขณะเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2552 เรียกร้องให้สมุนของระบอบทักษิณ ยุติการเคลื่อนไหวที่สร้างความแตกแยกให้แก่คนสงขลา ประเทศชาติ และสร้างความระคายพระยุคลบาทต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเดินหน้าล่ารายชื่อถวายฎีกาขอนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศโดยไม่ต้องรับโทษ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทำให้ถูกปิดกั้นทางสื่อหลักมาโดยตลอด จึงอาศัยการเขียนหนังสือและเดินทางไปพบปะผู้คนต่างจังหวัด เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่เดินทางมาเปิดตัวหนังสือ ซึ่งเลือก อ.หาดใหญ่ เป็นที่แรกของภาคใต้ เพื่อเสนอความคิดและมุมมองในการแก้ปัญหาบ้านเมือง เพราะมองเห็นว่าปัจจุบันบ้านเมืองยังไม่เป็นระบอบประชาธิปไตยเพราะมีปัญหาที่รัฐธรรมนูญ ทำให้ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถล้มรัฐบาลได้ แล้วยังกำหนดรัฐบาลใหม่ และครอบงำการทำงานของรัฐสภาอีกด้วย
ในส่วนแนวคิดการล่ารายชื่อถวายฎีกาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่ขอให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามสิทธิและอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าใครทำผิดก็ฟ้องร้องกันตามกระบวนการกันเอง เพราะตนเองไม่เกี่ยวข้องอะไร จึงไม่ทราบรายละเอียด และไม่สนใจจะทำเรื่องนี้
ส่วนนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เปิดเผยถึงเรื่องการล่ารายชื่อขออภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า จากที่เคยมีความแตกต่างทางความคิดกับ นายวีระ มุสิกพงศ์ นั้น ล่าสุด ได้เข้าใจกันแล้วว่าเนื้อหาของฎีกานั้นจัดเป็นฎีการ้องทุกข์ทั่วไป ไม่ใช่ฎีกาอภัยโทษอย่างที่เข้าใจในช่วงแรก และไม่เห็นด้วย เพราะต้องให้คนในครอบครัวเป็นคนยื่นขออภัยโทษให้นักโทษเด็ดขาด แต่ฎีกาทั่วไปนั้นมีเนื้อหาแสดงถึงการร้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์
นายสุรชัย ยังกล่าวต่อด้วยว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้นทักษิณเป็นแค่ปลายเหตุของปัญหา แต่ต้นเหตุคือกลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งมีระบอบอำมาตยาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน และกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีพรรคไทยรักไทย เป็นตัวแทน
หลังการเสวนา นายจาตุรนต์ ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า การเสวนาครั้งนี้ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนกรณีที่มีผู้มาชุมนุมนั้น จากการสังเกตจากข้อความที่ปรากฏในป้ายและการออกแถลงการณ์ เห็นว่าเป็นการเข้าใจผิด เพราะเขาไม่ได้มาล่ารายเซ็น แต่มาแจกลายเซ็นให้กับคนที่มาซื้อหนังสือ ซึ่งไม่รู้ว่าเข้าใจผิดอะไรไป เพราะไม่เกี่ยวกับเขา และเขาก็ไม่ได้พูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณด้วย จึงไม่เสียใจกับเหตุการณืที่เกิดขึ้น
“มีสิ่งที่ผมดีใจอยู่ก็คือ ครั้งนี้ไม่เกิดความรุนแรงขึ้นมา และผมก็จะไม่แนะนำอะไรไป เพราะถ้าสิ่งที่เขาประท้วงเกี่ยวกับเรื่องของผม ผมก็ต้องกลับไปคิด แต่นี่ไม่เกี่ยวกันเลย” นายจาตุรนต์ กล่าว

สื่อในบริบทความเป็นจริง: ความเป็นอิสระและสำนึก “พลเมือง”

ที่มา ประชาไท

ความเป็นจริงของความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่ปรากฏเด่นชัด คือ มีการประกาศจุดยืนในทางการเมืองอยู่ 3 ฝ่าย

1.ฝ่ายเสื้อเหลือง ไม่เอาทักษิณ ไม่เอาการเมืองเก่า (แต่ไม่ปฏิเสธอำมาตยาธิปไตย?) จะสร้างการเมืองใหม่เป็นการเมืองที่สะอาดโปร่งใส ไร้ทุจริตคอร์รัปชั่น
2.ฝ่ายเสื้อแดง มีทั้งเอาและไม่เอาทักษิณ (แต่น่าจะเอาเป็นส่วนใหญ่?) ไม่เอาอำมาตยาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำมาตยาธิปไตย ประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาค เป็นธรรม หรือรัฐสวัสดิการ
3.ฝ่ายที่เคยประกาศตัวเป็นกลาง เคยชูคำขวัญ “หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง”

ปรากฏการณ์ความเป็นจริง 3 จุดยืนดังกล่าว ซ้อนอยู่ในความเป็นจริงอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอีกมากมาย เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ วิกฤต 3 จังหวัดภาคใต้ วิกฤตคุณภาพนักการเมืองทั้งในเชิงจริยธรรมและความสามารถบริหารประเทศ วิกฤตความน่าเชื่อถือของทุกสถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐสภา กองทัพ ศาล ศาสน์ กษัตริย์ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย นักวิชาการ

นอกจากนี้เรายังอยู่ในยุคที่ “จินตนาการความเป็นไทย” ที่วางอยู่บนอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” กำลังถูกท้าทายอย่างเข้มข้น เกิดกระแสการสร้างจินตนาการความเป็นไทยแบบใหม่ที่อยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตยสากล รัฐสวัสดิการ รัฐประชาชาติที่เคารพสิทธิอำนาจในการจัดการกับวิถีชีวิตของตนเองของประชาชนตามความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต ภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ

ในขณะที่ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้านหนึ่ง คือ เราอยู่ในยุคเศรษฐกิจกระแสโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับนานาชาติ อำนาจของทุนข้ามชาติมีบทบาทต่อการตัดสินใจในนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่าความต้องการของประชาชนในชาติเสียอีก

และกลุ่มทุนต่างชาติกับกลุ่มทุนภายในประเทศ กลุ่มนักการเมืองที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ข้าราชการบางส่วนก็ฉ้อฉลชาติโดยที่ประชาชนรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้าร้ายกว่านั้นสงครามระหว่าง “กลุ่นทุนเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” ในประเทศก็ยังคุกรุ่นไม่สิ้นสุด

ในท่ามกลางความเป็นจริงที่ซับซ้อนดังกล่าว “ความเป็นกลาง” ของสื่อมวลชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง มีบางคนบอกว่าถ้าสื่อมวลชนวางตัวเป็นกลางจะไม่กล้าเสนอความจริงด้านลบของข้างใดๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบกระทั่งกับข้างนั้นข้างนี้ ดังนั้น สื่อมวลชนต้องมุ่งเสนอความจริง ต้องไม่ติด “กับดัก” ของ “ความเป็นกลาง”

ในความเข้าใจของผู้เขียน สื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอความจริงอยู่แล้ว การยึดจุดยืนความเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าต้องไม่ทำหน้าที่แสวงหาหรือเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง แต่การเป็นกลางต่างหากที่จะทำให้สื่อสามารถแสวงหาและเสนอความจริงทั้งด้านดีด้านร้ายของข้างใดๆ ได้อย่างเป็นอิสระ

ดังนั้น ความหมายสำคัญของ “ความเป็นกลาง” จึงหมายถึง “ความเป็นอิสระ” ไม่ถูกพันธนาการด้วย “อคติ” ของ “ความเป็นข้าง” หรือความเป็นฝักฝ่ายใดๆ เมื่อมีอิสระ สื่อจึงสามารถที่จะแสวงหาและเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง

และสามารถที่จะบอกสังคมตรงๆ ด้วยว่าไม่เห็นด้วยกับด้านที่เป็นข้อเสีย หรือเห็นด้วยกันด้านที่เป็นข้อดีของทุกข้าง รวมทั้งเสนอทางเลือกที่เห็นว่าดีกว่าข้อเสนอของข้างใดๆ ก็ได้อย่างมีเหตุผลเป็นตัวของตัวเอง

ที่ต้องตราไว้เป็นพิเศษคือ สื่อมวลชนต้องยืนอยู่บน “ความถูกต้อง” ที่ว่า “การต่อสู้ใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจะต้องใช้เหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง” ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงโดยรัฐประหาร โดยม็อบ หรือโดยอำนาจที่ไม่เปิดเผยใดๆ

ดังนั้น ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการเป็นช่องทางให้ประชาชนรู้เท่าทันกลเกมความรุนแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วจากฝ่ายใดๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อ ยังหมายถึง การทำหน้าที่เป็น “เวทีสาธารณะ” เปิดให้กับความเห็นต่างจากทุกฝ่ายได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประเด็นสาธารณะต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เพราะบทบาทนี้ของสื่อ คือบทบาทส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งรัฐที่รักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยึดมั่นในความเสมอภาคความเป็นธรรมภายใต้กฎหมายเดียวกัน

พลเมืองนั้นต่างจาก ไพร่ ทาส และราษฎร เพราะไพร่ ทาส ไม่มีอิสระเสรี ไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้านาย ส่วนราษฎรคือคนที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครอง ไม่กล้าคิดเอง รอคอยผู้ปกครองที่เก่งกล้าสามารถจะมา “เนรมิต” ความเจริญต่างๆ ให้

แต่ “พลเมือง” (civil) คือ ผู้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และกระตือรือร้นสนใจปัญหาบ้านเมือง ถือเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะมีส่วนร่วมคิดร่วมทำในกิจกรรมทางสังคมการเมืองทั้งปวงที่จะช่วยสร้างสังคมให้เป็นธรรมและผาสุก

โดยถือว่าการทำหน้าที่เช่นนั้นเป็นความรับผิดชอบ เป็นความมีเกียรติ เป็นความสุข หรือเป็นความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐ และหรือสมาชิกแห่งมนุษยชาติ

กล่าวโดยสรุป สื่อที่เป็นกลางและเป็นอิสระจะต้องเข้าใจ “ความเป็นจริงที่ซับซ้อน” มีความรับผิดชอบใน “หน้าที่สื่อความจริงรอบด้าน” สำนึกใน “ความเป็นพลเมือง” ของตนเอง

และสามารถเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นพลเมืองของคนในชาติให้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองบนวิถีทางของการใช้เหตุผล การมีขันติธรรม และการเคารพความเห็นต่างหรือยอมรับความแตกต่างหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน

เมื่อ ‘ดิ อีโคโนมิสต์’ ถูกห้ามจำหน่ายเป็นหนที่ 4 ในรอบ 8 เดือน

ที่มา ประชาไท

นิตยสารวิเคราะห์การเมือง-เศรษฐกิจดัง “ดิ อีโคโนมิสต์” อีเมลแจ้งสมาชิกในประเทศไทยว่าจะไม่ได้รับนิตยสารฉบับล่าสุด เหตุอาจมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตำรวจสันติบาลสั่งห้ามจำหน่ายแล้ว คาดสาเหตุมาจากบทรายงานที่กล่าวถึงสถานการณ์จำกัดสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย ซึ่งมีบางประเด็นเกี่ยวข้องกับการเมือง


ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. 2009 ฉบับนี้ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย

ห้ามจำหน่าย ‘ดิ อีโคโนมิสต์’ หนที่ 4 ในรอบ 8 เดือน
บล็อก thaipoliticalprisoners แจ้งเมื่อ 4 ก.ค. ว่า นิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ (The Economist) ได้ส่งอีเมลมายังสมาชิกที่รับ ดิ อีโคโนมิสต์ในประเทศไทยเพื่อแจ้งให้ทราบว่าพวกเขาจะไม่ได้รับนิตยสารฉบับล่าสุด โดยระบุว่า
“เรียนสมาชิก เราเสียใจอย่างยิ่งที่จะแจ้งท่านให้ทราบว่า ตัวแทนจำหน่ายนิตยสารในประเทศไทยของเราตัดสินใจที่จะไม่ส่งนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ฉบับ 4 กรกฎาคม เนื่องจากในฉบับมีการรายงานที่อาจเข้าข่ายตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เราซาบซึ้งกับความอดทนอย่างต่อเนื่องของท่าน และขออภัยต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น เราจะขยายเวลาการเป็นสมาชิกของท่านออกไป 1 สัปดาห์ เพื่อให้พอดีกับฉบับที่ไม่ได้รับนี้”
สำหรับรายงานข่าวที่ทำให้การจำหน่ายหนังสือของดิ อีโคโนมิสต์มีปัญหานี้ น่าจะเป็นบทรายงานที่ชื่อ “Treason in Cyberspace” ซึ่งตีพิมพ์ออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค.
และเมื่อ 7 ก.ค. พันธมิตรผู้สื่อข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEAPA ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อในภูมิภาค ได้แจ้งเตือนภัยเรื่องการห้ามจำหน่ายนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ในประเทศไทยด้วย
ปณิธานแจงดิอีโคโนมิสต์รายงานด้านเดียว อาจทำให้เข้าใจผิด
ด้าน ผู้จัดการออนไลน์ รายงานท่าทีล่าสุดจากทางรัฐบาล โดยนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่า รัฐบาลไม่เคยนำกฎหมายหมิ่นเบื้องสูง มาใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างอย่างที่มีการตั้งข้อกล่าวหา แต่การดำเนินกับผู้ต้องสงสัยว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เป็นการดำเนินการตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางรัฐบาลได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวัง เพราะเกรงกังวลว่าจะถูกโยงให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมกล่าวย้ำว่า การดำเนินคดีต้องยึดหลักนิติธรรม ใช้ข้อมูลและหลักฐานมาประกอบการดำเนินคดีฟ้องร้องเอาผิด ขณะเดียวกัน กลับเห็นว่า ดิ อีโคโนมิสต์รายงานข่าวเพียงด้านเดียว ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ตำรวจสันติบาลได้สั่งห้ามจำหน่ายดิอีโคโนมิสต์ในประเทศไทย เพราะเห็นว่าเนื้อหาในบทความเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. พูดถึงอะไร
เนื้อหาในบทรายงาน Treason in Cyberspace ที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ดิ อีโคโนมิสต์ เมื่อ 2 ก.ค. และเผยแพร่ในรูปแบบตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 4 ก.ค. โดยเนื้อหาโดยสรุปของบทรายงาน Treason in Cyberspace (หมายเหตุ - ในที่นี้เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมาย จึงขอแปลโดยตัดทอนเนื้อหาบางส่วน) คือ นับตั้งแต่ปี 2548 มีบุคคลจำนวนมาก ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ นักกิจกรรม นักเขียนชาวออสเตรเลีย ถูกตั้งข้อหาจากกฎหมายที่มีอายุนับร้อยปีดังกล่าว มีการกล่าวถึงกรณีนายสุวิชา ท่าค้อ ซึ่งรับโทษจำคุก 10 ปี ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
มีการกล่าวถึง น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งถูกจับหลังการปราศรัยในปี 2551 และเพิ่งถูกพิจารณาคดีเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยศาลให้พิจารณาคดีแบบลับด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
ในบทรายงานของดิอีโคโนมิสต์ระบุว่า มีการตีความเพื่อใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างกว้างขวาง ในสัปดาห์นี้ตำรวจเริ่มสอบสวนกรรมการของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยหรือ FCCT ในกล่าวข้อหานี้ และสิ่งที่สร้างความยากลำบากพอๆ กัน ก็คือโครงการอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่อ้างว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น เป็นหนทางหนึ่งในตรวจสอบเครือข่ายทางสังคมในอินเทอร์เน็ต โดยโครงการนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงชื่อสมัครเป็นอาสาสมัครคนแรก แต่เป้าหมายของโครงการนี้น่าจะเป็นการปกป้องราชวงศ์จากการถูกวิจารณ์มากกว่า
การจำกัดเสรีภาพในโลกไซเบอร์ด้วยกฎหมายยุคทหาร
ในรายงานยังระบุว่า ประเทศไทยไม่เหมือนจีน ไทยอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าในจีน พื้นที่ในโลกไซเบอร์กลายเป็นสงครามระหว่างเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นกับการเซ็นเซอร์ การแสดงความเห็นในอินเทอร์เน็ตของจีนมีเสรีกว่านิวมีเดียที่เฉื่อยชาของไทย ที่การเซ็นเซอร์ทำงานชนิดล่วงเวลา โดยตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้บล็อกหรือปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปแล้ว 8,300 เว็บไซต์ ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติรอดำเนินการทางกฎหมายกับเว็บไซต์ราว 32,500 หน้า ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายต่างๆ ส่วนในปี 2550 เว็บไซต์ YouTube ถูกบล็อกเป็นเวลาหลายเดือน
พื้นที่ไซเบอร์ไม่เพียงถูกจำกัดจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ยังมีกฎหมายอื่น นายสุวิชาเป็นผู้หนึ่งที่ถูกดำเนินคดี เขาถูกตั้งข้อหาด้วย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ผ่านออกมาในสมัยของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ถูกแต่งตั้งโดยทหาร กฎหมายนี้ถือว่าการนำข้อมูลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติมาเก็บในคอมพิวเตอร์ถือเป็นความผิด วิดีโอต่อต้านพระราชวงศ์ที่มีลักษณะหยาบคายในสายตาของเจ้าหน้าที่ไทยถือเป็นความผิดนั้น สุวิชาเป็นคนแรกที่ถูกตัดสินภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี และเชื่อว่าเขาจะไม่ใช่คนสุดท้ายที่รับโทษ โดยตำรวจได้จับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนับสิบรายที่โพสต์ความเห็นในเว็บบอร์ดด้วยข้อหาคล้ายกันนี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังทำงานหากเว็บมาสเตอร์ลบข้อความที่เข้าข่ายผิดกฎหมายไม่ทัน หนึ่งในนั้นคือ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งถูกตั้งข้อหาในเดือนเมษายน เนื่องจากในเว็บมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายหนึ่งโพสต์ข้อความพาดพิงสถาบัน โดย น.ส.จีรนุช ยืนยันว่าได้ลบข้อความดังกล่าวเมื่อได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีที แต่นายอารีย์ จิวรรักษ์ กล่าวว่า น.ส.จีรนุชควรจัดการกับความเห็นดังกล่าวด้วยตัวเองทันที และ “ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น” สิ่งที่เป็นความลำบากใจของ น.ส.จีรนุชคือการต้องเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นหญิงชาวไทยที่ใช้ชื่อออนไลน์ว่า “Bento” แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย “Bento” ถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหา ส่วน น.ส.จีรนุชก็เผชิญกับข้อหาในหลายกระทงซึ่งมีโทษรวมกันกว่า 50 ปี
อาชญากรรมหรือประเด็นการเมือง
ในรายงานระบุต่อไปว่า เป็นที่ทราบว่า การเมืองได้ถอยหลังไปสู่การล่าแม่มด นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 ในประเทศไทย ทำให้เกิดการแบ่งเป็นสองฝ่ายระหว่างผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรที่ถูกโค่นจากอำนาจ และฝ่ายตรงข้ามที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม เมื่อธันวาคมปีที่แล้วรัฐบาลผสมนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เข้าบริหารประเทศ หลังการชุมนุมของฝ่ายต่อต้านทักษิณอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นฝ่ายกษัตริย์นิยมและใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ ขณะที่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมฝ่ายสนับสนุนทักษิณซึ่งใช้สีแดงเป็นสัญลักษณ์ ล้มเหลวในการขับอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่ง ซึ่งอภิสิทธิ์ได้อ้างว่าคนเหล่านี้คิดบ่อนเซาะสถาบันกษัตริย์ ผู้หนุนหลังอภิสิทธิ์ได้ชี้นิ้วไปที่ทักษิณผู้โมโหง่าย ซึ่งทักษิณเองได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าไม่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ พร้อมกับเล็งเป้าหมายการโจมตีกลับไปที่รัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน”
แต่ความพยายามของฝ่ายที่ประกาศว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ดูเหมือนว่ายิ่งสร้างผลกระทบต่อสถาบัน ยิ่งถูกวิจารณ์โดยฝ่ายตรงข้ามของพวกเขา อย่างกรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งประกาศว่าหน้าที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับนำในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งแทนที่มีหน้าที่จับนักค้ายาเสพย์ติดคนสำคัญและบรรดาผู้ทุจริต แต่กลับต้องมายุ่งอยู่กับการจับบล็อกเกอร์ที่ไม่มีความสำคัญอะไร
ด้วยการดำเนินคดีชาวไทยผู้เปิดรูระบายความร้อนออนไลน์ ผู้พิทักษ์ศีลธรรมเหล่านี้อาจเพิ่มความไม่พอใจที่มีต่อชนชั้นนำกรุงเทพฯ บางทีเป็นการโหมกระพือไฟให้กับแนวคิดสาธารณรัฐนิยม ความกระตือรือร้นที่เกินไปของผู้พิทักษ์ศีลธรรมเป็นการตัดราคาความพยายามเล็กๆ ของอภิสิทธิ์ ที่ต้องการรวมความแตกแยกเป็นขั้วภายในชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในปี 2548 ว่าพระองค์ไม่ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ และพระองค์ยังทรงอภัยโทษให้กับนักโทษที่ถูกตัดสินโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วย ในจำนวนนี้รวมถึงนายแฮรี่ นิโคไลดส์ นักเขียนชาวออสเตรเลีย ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
แม้แต่ในประเทศจีนก็ยากที่จะควบคุมอินเทอร์เน็ต (อาทิตย์นี้ รัฐบาลจีนได้เลื่อนแผนจัดซื้อซอฟแวร์เพื่อกรองการเข้าอินเทอร์เน็ตสำหรับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง) และเมื่อเทียบกับการควบคุมระดับช่ำชองของจีน การเซ็นเซอร์ของไทยก็แค่ระดับ Firewall 101 ที่ใช้คำสำคัญหรือคีย์เวิร์ดเพื่อหาเว็บไซต์ต้องสงสัย นักท่องเน็ตเพียงแต่อาศัยเล่ห์เหลี่ยมก็สามารถหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ได้โดยการใช้เว็บพร็อกซี่ (proxy) และเครื่องมืออื่นๆ แบบที่นักท่องเน็ตในจีนหรือพม่าใช้
ตอนท้ายของรายงาน ดิอีโคโนมิสต์ยังแสดงความห่วงใยว่า ความพยายามของรัฐบาลในการปกป้องภาพลักษณ์ที่ดีของพระมหากษัตริย์ ไม่เพียงแต่จะเป็นการทำลายประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อความนิยมที่มีต่อราชวงศ์ด้วย
ย้อนพิจารณาการห้ามจำหน่ายดิ อีโคโนมิสต์ในไทย
โดยสรุปนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2551 ถึงปัจจุบันคือเดือนกรกฎาคม 2552 มีนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ที่ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยด้วยสาเหตุต่างๆ 4 ฉบับ ดังตารางสรุปข้างท้ายนี้
ดิอีโคโนมิสต์ ฉบับที่ไม่มีการจำหน่าย/ชื่อบทรายงานต้องห้าม
สาเหตุของการไม่มีจำหน่าย
การเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต
December 6th 2008/The king and them
ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย
ถูกบล็อกโดยไอซีที
January 24th 2009/The trouble with Harry
ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง
ยังเข้าถึงได้
January 31st 2009/ A sad slide backwards
ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง
ยังเข้าถึงได้
July 4th 2009/ Treason in cyberspace
ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง และ ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย
ยังเข้าถึงได้
ที่มาของตาราง: เรียบเรียงโดยประชาไท

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 6 ธ.ค. 2008 ฉบับที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 24 ม.ค. 2009

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 31 ม.ค. 2009

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. 2009 นับเป็นฉบับล่าสุดที่ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย
ฉบับแรกต้องห้ามทั้งแบบตีพิมพ์และออนไลน์
โดยการงดวางจำหน่ายครั้งแรกเกิดเมื่อปลายปี 2551 โดยมีการห้ามจำหน่ายดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 6 ธ.ค. 2008 ซึ่งมีบทรายงาน The king and them: The royal role in Thailand chaos
โดยฉบับที่จำหน่ายในภูมิภาคอื่น หน้าปกของนิตยสารเป็นภาพชายนักธุรกิจก้มมองหลุมขนาดใหญ่ โปรยว่า “Where have all your savings gone?” ตามเนื้อหาในเล่มที่พูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ ส่วนฉบับที่จำหน่ายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เลือกเหตุการณ์ในประเทศไทยมาเป็นเรื่องหลัก ส่วนภาพปกใช้ภาพผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชูพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับยืนคู่กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเหนือศีรษะ
โดยนอกจากการห้ามจำหน่ายฉบับตีพิมพ์แล้ว ในอินเทอร์เน็ตยังมีการบล็อกหน้าบทความดังกล่าวโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ด้วย โดยที่หน้าบทความหากเข้าชมผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยจะระบุข้อความว่า
TTP/1.0 302 Moved Temporary
Location: http://w3.mict.go.th
Connection: close
Content-type: text/plain
โดยเมื่อ 9 ธ.ค. 51 หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ ของสิงคโปร์ ได้อ้างถึงข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งรายงานการห้ามจำหน่ายด้วย โดยทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า รับรู้เรื่องห้ามจำหน่ายนิตยสารฉบับนี้อย่างเป็นทางการ
ผู้ดูแลร้านเอเชียบุคส์คนหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวว่านิตยสารดังกล่าวถูกห้ามขาย แต่ไม่รู้ว่าใครสั่ง และยังกล่าวว่าที่ถูกห้ามเป็นเพราะบทความพูดถึงพระเจ้าอยู่หัว
ประชาสัมพันธ์ของเอเชียบุ๊คส์ ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีคำสั่งห้ามขายอย่างไม่เป็นทางการโดยกล่าวว่า นิตยสารฉบับดังกล่าวไม่มีจำหน่ายเพราะมีการประท้วงที่สนามบินในขณะนั้น ในขณะที่นิตยสารไทม์ และนิวส์วีคฉบับล่าสุด ยังมีวางจำหน่ายในกรุงเทพฯ
ส่วนโฆษกของดิ อีโคโนมิสต์ ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของนิตยสารดังกล่าวได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ และบทความที่เป็นปัญหาอยู่นั้น ดูได้ทางอินเทอร์เน็ตเป็นเวลา 4 วันหลังจากที่มีการเผยแพร่ครั้งแรก
ตำรวจใช้วิธี “ขอความร่วมมือ” ผู้จำหน่าย แต่ถ้าใครลอบจำหน่ายจะเจอดำเนินคดี
ส่วนเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ อ้างคำพูดของ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งระบุเมื่อ 9 ธ.ค. ว่าการห้ามจำหน่ายนิตยสารดังกล่าวเป็นลักษณะ “ขอความร่วมมือ” ผู้จัดจำหน่ายไม่ให้นำเข้าประเทศ “ตำรวจได้คุยกับผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ ซึ่งเห็นพ้องที่จะไม่นำเข้านิตยสารฉบับวันที่ 6-10 ธ.ค. เพราะบทความในนิตยสาร ที่มีเนื้อหาวิจารณ์เบื้องสูง ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่ทางตำรวจจะต้องสั่งห้ามการจำหน่ายนิตยสารอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด” พล.ต.ท.ธีรเดชกล่าว
ด้านหนังสือพิมพ์สยามรัฐ รายงานคำพูดของ พล.ต.ท.ธีระเดช เมื่อ 9 ธ.ค. เช่นกัน ซึ่งกล่าวถึงการสั่งตำรวจสันติบาลตรวจสอบการจำหน่ายนิตยสารดังกล่าว โดย พล.ต.ท.ธีรเดช ระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉเพาะตำรวจสันติบาลเข้าไปตรวจสอบแล้ว และยังไม่พบหนังสือดังกล่าวนำเข้ามาจำหน่ายประเทศไทยแต่อยากจะมีบางส่วนที่ลักลอบนำเข้ามาเป็นบางส่วนถ้าพบเห็นตำรวจก็ต้องดำเนินการจับกุมทันที และให้ตำรวจเร่งหาข่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว
ส่วนเมื่อ 12 ธ.ค. 51 นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือประท้วงไปยังบรรณาธิการนิตยสารดิอิโคโนมิสต์ ระบุว่า รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อมุมมองและทัศนคติของนิตยสารฉบับดังกล่าว ซึ่งลงบทความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย
ปัญหาของ “แฮรี่ นิโคไลดส์” กับการเซ็นเซอร์ตัวเองของนิตยสาร
ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับต่อมาที่ไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย คือฉบับวันที่ 24 ม.ค. 2009 โดยกองบรรณาธิการนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ของอังกฤษ ได้ส่งอีเมลแจ้งต่อสมาชิกของนิตยสารในประเทศไทยได้รับทราบว่า ผู้แทนจำหน่ายนิตยสารดังกล่าวในเมืองไทยตัดสินใจงดจำหน่าย ดิ อีโคโนมิสต์ประจำสัปดาห์ล่าสุด เนื่องจากหวั่นเกรงว่า ข้อเขียนว่าด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในฉบับล่าสุดอาจก่อให้เกิดปัญหา
โดยในฉบับนี้ มีบทรายงานเรื่อง “The trouble with Harry” ซึ่งเผยแพร่ในเว็บของดิ อีโคโนมิสต์เมื่อ 22 ม.ค. กล่าวถึงกรณีที่นายแฮรี่ นิโคไลดส์ (Harry Nicolaides) นักเขียนและอาจารย์ชาวออสเตรเลีย ถูกจับหลังเผยแพร่นิยายที่เขาแต่งเรื่อง “Verisimilitude” ซึ่งมีข้อความไม่กี่ย่อหน้าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งแฮรี่ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี และต่อมาได้รับการอภัยโทษ โดยบทรายงานของดิ อีโคโนมิสต์ดังกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย และมีเนื้อหาบางช่วงกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
แม้ตัวแทนผู้จัดจำหน่ายจะตัดสินใจไม่จัดจำหน่ายดิ อีโคโนมิสต์ฉบับนี้ แต่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ยังสามารถอ่านบทรายงานดังกล่าวได้โดยที่กระทรวงไอซีทียังไม่ดำเนินการปิดกั้น
ผู้จัดส่งไทยปฏิเสธส่ง The Economist สองฉบับติด
ในสัปดาห์ถัดมา เมื่อ 31 ม.ค. 52 เว็บไซต์ SIU อ้างรายงานข่าวของรอยเตอร์ ระบุว่า ผู้แทนจำหน่ายนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ในไทย ได้ปฏิเสธส่งนิตยสารฉบับวันที่ 31 มกราคม 2009 อีกครั้งหนึ่ง โดยรอยเตอร์มองว่าการปฏิเสธการจัดจำหน่ายครั้งนี้เป็นเพราะ ตัวเนื้อหาในบทรายงาน “A sad slide backwards” ซึ่งกล่าวถึงการที่ทางการไทยผลักดันผู้อพยพทางเรือชาวโรฮิงญาที่มาจากรัฐอาระกัน ประเทศพม่าออกจากประเทศอย่างไม่มีมนุษยธรรม
รอยเตอร์มองว่า เนื้อหาของบทรายงานดังกล่าวอาจพาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกองทัพ อย่างไรก็ตาม SIU รายงานเพิ่มเติมว่า จากอีเมลที่ ดิ ดิอิโคโนมิสต์ ที่ส่งถึงสมาชิกที่อยู่ในไทย อธิบายเหตุผลในการไม่จัดส่งนิตยสารดิ อิโคโนมิสต์ว่า เป็นเพราะมีเนื้อหาที่พาดพิงถึงราชวงศ์ไทย และว่าจะมีการชดเชยฉบับอื่นโดยยืดเวลาสมาชิกภาพออกไปให้
และเช่นเดียวกับฉบับก่อน ที่แม้ฉบับนี้จะไม่มีการจำหน่ายในประเทศไทย แต่ยังสามารถอ่านบทรายงานดังกล่าวได้ทางอินเทอร์เน็ตโดยที่กระทรวงไอซีทียังไม่ปิดกั้น
และล่าสุดสำหรับการเป็นนิตยสารต้องห้ามของดิ อีโคโนมิสต์ ก็คือฉบับล่าสุดที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ตในไทย

สลดพระทัยพสกนิกรตายไข้หวัด2009 ทรงระงับงานพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กรกฎาคม 2552

บรูไนซึ่งเป็นประเทศปกครองด้วยราชาธิปไตยประกาศระงับจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาในปีนี้ หลังไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ระบาดมีคนตายแล้ว1ราย ทรงเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกรตามรอยเบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง ปีที่แล้วทรงกำชับให้ราชสำนักและทางราชการรัดเข็มขัดประหยัดไฟเพราะน้ำมันแพงลิ่ว ให้เปิดไฟเฉลิมพรรษาได้แค่เที่ยงคืนต้องปิด แม้จะเป็นประเทศเศรษฐีส่งออกน้ำมันก็ตาม


สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประเทศบรูไน ประกาศระงับการจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาครบรอบ 63 ชันษา ของ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ภายหลังเกิดสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดในประเทศ โดยรัฐบาล ออกแถลงการณ์ว่า ทางการจะจัดเพียงพิธีสวดมนต์หมู่เท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บรูไนต้องเผชิญกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่คร่าชีวิตชาวบรูไนเป็นรายแรกของ ประเทศ เป็นเด็กหญิงวัย 12 ปี ขณะที่ประเทศมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวน 120 ราย

เมื่อปีที่แล้วซึ่งเป็นวาระครบรอบ62ชันษา แม้ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยจากการขายน้ำมัน และแม้ว่าจะอยู่ในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา อันเป็นวาระสำคัญของประเทศ ที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย แต่ทางการบรูไนก็ได้เน้นย้ำกำชับให้คนในประเทศช่วยกันประหยัดไฟฟ้าในภาวะน้ำมันแพง โดยที่สุลต่านบรูไนได้ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างให้พสกนิกรได้เจริญตามเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการให้สำนักนายกรัฐมนตรีออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟประดับประดาเฉลิมพระเกียรตินั้นจะทำได้ตั้งแต่เวลา19.30ถึง24.00น.เท่านั้น

ก่อนถึงวาระเฉลิมพระชนมพรรษาในปีที่แล้ว นิตยสารWHO MAGAZINEพาดหัวขึ้นปกว่า สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน"รัดเข็มขัด"ฉลอง62พรรษา เคอร์ฟิวไฟแค่กลางคืนเท่านั้น

WHOรายงานข่าวว่า พสกนิกรชาวบรูไนต่างร่วมใจกันเฉลิมฉลอง ในวาระอันเป็นมงคลของ องค์สุลต่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน

ทว่าในปีที่แล้วราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นไปเกือบ150ดอลลาร์/บาร์เรล ประเทศที่เป็นมหาเศรษฐีโลกจากการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงก็ยังเล็งเห็นถึงความประหยัดพลังงานไฟฟ้าในยุคน้ำมันแพง ทางสำนักนายกรัฐมนตรีบรูไน จึงได้ออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า การเปิดไฟเพื่อประดับประดาเมืองและฉลองวาระสำคัญนี้ จะทำได้ตั้งแต่เวลา 19.30 น. จนถึง 24.00 น.เท่านั้น จากนั้นก็ต้องปิดไฟเพื่อประหยัดไฟฟ้าให้กับประเทศ

Tuesday, July 7, 2009

…ถ้าผมจะเชียร์เขมร แล้วจะทำไม ?...

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปลายอ้อกอแขม
วันพุธที่ 08 กรกฏาคม 2009 เวลา 02:37 น.

alt
ครั้งหนึ่งไม่นานมานี่แหละ ไทยตกลงแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาโดยกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น แต่พื้นที่ทับซ้อนประมาณ 3,000 ไร่ ให้พัฒนาร่วมกัน เพราะต่างคนต่างได้ประโยชน์ แต่ถูกฝ่ายค้านในขณะนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์และหมู่มวลพันธมิตรได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาเล่นงานรัฐบาลสมัคร กล่าวหาว่ารัฐบาลขายชาติ ยกแผ่นดินให้เขมร แถมพูดจาดูถูกนายกฯฮุนเซ็นต่างๆนานา จนเรื่องราวลุกลามใหญ่โต ต่อมาได้มีการส่งแถลงการณ์ร่วมให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็สมใจเมื่อศาลบอกว่าเข้าข่ายสนธิสัญญาเป็นการผิดรัฐธรรมนูญเพราะไม่ผ่านสภา พร้อมสั่งให้แจ้งระงับแถลงการณ์ร่วมที่จะให้คณะกรรมการมรดกโลกนั้นเป็นโมฆะ..นพดลลาออกจากรมต.ต่างประเทศ
อ่านเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
ฝ่ายค้านคือประชาธิปัตย์และพันธมิตรยังไม่หยุด ฝ่ายค้านโจมตีในสภา พันธมิตรตีข้างถนน ทั้งคู่ได้ทำการยั่วยุกัมพูชาโดยวิธีต่างๆ นายอภิสิทธิ์ในขณะนั้นได้อภิปรายในสภาบอกให้ไทยเอาดินใต้ปราสาทคืนมาเพราะเป็นของไทย ส่วนพันธมิตรได้ส่งทั้งพระและคนเข้าไปในพื้นที่ซึ่งกำลังเกิดการพิพาทกันอยู่ เพื่อ“นั่งสมาธิ”กวนบาทาเขมร เพื่อให้เกิดสงครามให้ได้ จะได้เป็นข้ออ้างเพื่อล้มรัฐบาลสมัคร ..แต่รัฐบาลทั้ง 2 ไม่ตกเป็นเหยื่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ฝ่ายค้านกลับไปเป็นรัฐบาล พันธมิตรได้ตั้งพรรคการเมืองเรียบร้อย นายอภิสิทธิ์ได้นำคนที่ดูถูกฮุนเซ็นไปเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่ก็พยายามที่จะผูกสัมพันธ์กับเขมรด้วยวิธีการต่างๆ ที่เห็นชัดๆก็คือนำเศียรเทวรูป 2 ชิ้นไปคืนให้ถึงถิ่น ชดใช้เงินให้ตามที่เขมรเรียกร้อง ที่สำคัญสั่งถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ..อย่างนี้ขายชาติหรือเปล่าล่ะ ?ถึงวันนี้ สิ่งที่ตนเองและพรรคพวกพันธมิตรได้พูดไว้ เรียกร้องไว้ ด่าคนอื่นไว้ มันกลับมาตกเป็นภาระอยู่ที่ตนเองทั้งหมด กลายเป็น “ดาบนั้น คืนสนอง” มาฟันเอาตนเองเข้าอย่างจัง ..กรรมติดจรวด !เรื่องน่าอับอายสำหรับศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งชาติก็คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ทำให้เขมรซึ่งแต่ก่อนถือว่าด้อยกว่าประเทศไทยทุกด้าน ให้มา “ขี่คอ”คนไทยอย่างไม่หยุดหย่อน เขมรที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยกล้าหาญกับไทยถึงเพียงนี้ แต่บัดนี้ออกมาด่า ประนามผู้นำไทยอย่างสาดเสียเทเสีย ..และท้ารบอีกต่างหาก !คนไทยต้องตกเป็นเบี้ยล่าง คอยเป็นลูกไล่ให้เขมรขู่เอา ข่มเอา ตบกระบาลเล่นแก้เครียด คุณทำให้ไทยตกต่ำถึงเพียงนี้ทีเดียวหรืออภิสิทธิ์ ?..ศักดิ์ศรีอยู่ที่ไหน !แล้วตอนนี้ ทำไมอภิสิทธิ์ถึงไม่ทำตามคำพูดของตนที่บอกว่าจะเอา“ดิน”ใต้ปราสาทคืนมา มัวรออะไรอยู่ ทำไมไม่ส่งรถแบล็คโฮลไปขุดดินใต้ปราสาทเอามาถมพรรคประชาธิปัตย์ที่มันทรุดต่ำให้มันสูงขึ้น ปล่อยให้ปราสาทพระวิหารมันลอยเท้งเต้งอยู่อย่างนั้นแหละ ..ดูซิ ! เขมรมันจะทำอย่างไร ?คนไทยเขามิได้เอาใจช่วยเขมรหรอก เพราะอย่างไรเสียคนไทยก็รักแผ่นดินไทยทุกคน ถึงเวลารบกันเขาก็ต้องเข้าข้างคนไทย แต่ยามนี้เขาเกลียดคุณ เขาเกลียดความกระล่อนปลิ้นปล้อน พูดจาเล่นลิ้น โกหกหลอกลวงไปวันๆ เขาจึงสะใจที่คุณถูกเขมรด่า ..ถือว่าด่าแทนเขาผมไม่เห็นทางเลยว่าอภิสิทธิ์จะกู้ศักดิ์ศรีของไทยคืนมาได้อย่างไร ผมไม่เห็นทางเลยว่าจะเอาพื้นที่ทับซ้อนที่เสียไปให้กับเขมรเพราะความโง่บัดซบ เห็นแก่ตัว เอาแต่ประโยชน์ทางการเมืองคืนมาได้อย่างไร เมื่อเขาท้ารบ ก็ออกมาลอยหน้าลอยตาเฉิบๆเหมือนรำตัดแม่ประยูรบอกว่าทุกอย่างต้องเจรจา ก็มันไม่ยอมเจรจาแล้วอภิสิทธิ์จะไปเจรจากับสุนัขที่ไหนเล่า ..ไอ้ซื่อบื้อ !ผมไม่ได้บ้าสงคราม ไม่ใช่คนโรคจิตที่ชอบความรุนแรง แต่อภิสิทธิ์หัดเอาหัวแม่เท้าข้างขวาตรองดูบ้างว่าขณะนี้เขากำลังทำอะไรกับประเทศชาติอยู่ เขาและพวกพ้องกำลังย่ำยีประเทศของตนเองด้วยความโง่เขลา ทำให้คนไทยทั้งชาติต้องอับอายขายหน้าไปทั่วโลกได้เพียงชั่วข้ามคืน ..อุบาทว์สิ้นดีอภิสิทธิ์ก็เก่งแต่คนไทยด้วยกันเท่านั้น แต่กับคนอื่นก็เหมือนสุนัขเชื่องๆตัวหนึ่ง บนเวทีโลก ก็แค่เป็นตัวประกอบหรือพระอันดับที่ไม่มีความสำคัญใดๆให้คนข้ามหัวไปมา ที่ได้เสวยอำนาจเป็นนายกฯอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะอำนาจทหาร อำนาจมืด..ก็รู้กันอยู่ !แต่ถ้าให้ประชาชนเป็นผู้เลือกละก็ ..ชาติหน้าตอนบ่ายๆอย่าคิดว่าผมดูถูกเลยนะ อย่าว่าแต่เป็นนายกฯมาบริหารประเทศเลย แค่มาเป็นผู้บริหารบริษัท ก็คงเจ๊งไม่เป็นท่า ไอ้ประเภท “หล่อแต่รูป จูบไม่หอม” หรือ “เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อ” น่ะ ประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่เอามาเป็นนายกฯหรอก ..ยกเว้นประเทศที่แสวงหาแต่ความดัดจริต !!