WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 9, 2009

สงครามโค่นล้มอำมาตย์มันเริ่มไปนานแล้ว คุณจตุพรจะหยุดหรือไม่หยุดมันไม่มีประโยชน์

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพฤหัสบดีที่ 09 กรกฏาคม 2009 เวลา 05:32 น.

alt
คือ ผมคิดว่าประชาชนเสื้อแดงส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เข้าใจไปนานแล้วว่า "อำมาตยาธิปไตย" คืออะไร และพวกเขากำลังต่อสู้กับอำนาจเก่าอย่างไร และคนเสื้อแดงก็มาไกลเกินกว่าวาทะกรรมใดๆ จะยุติความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้แล้วครับดังนั้น คุณจตุพร บอกว่าจะหยุดเคลื่อนไหวโค่นล้มอำมาตย์ ผมก็คิดว่าก็คงเป็นแค่ หยุดด่าบนเวที ชุมนุมของรายการความจริงวันนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้หยุดกระบวนการคนเสื้อแดงทั้งหมด ที่ใหญ่โตเกินกว่า "สามเกลอ" มากนัก ที่จริง สามเกลอ เป็น "แกนนำ" ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่ไม่ใช่ "ผู้นำของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด"
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
ที่จริงการโค่นล้มอำมาตยาธิปไตย นั้นไม่มีอะไรมากนัก นอกจากเราต้องสร้างระบบการเมืองแบบสองพรรคขึ้นมา เหมือนยุคคุณทักษิณ เมื่อการเมืองระบบสองพรรค อำนาจในการล็อบบี้ของอำมาตยาธิปไตย ก็จะลดลงไปอย่างมากมาย จนต้องสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อทำลายล้าง "พรรคการเมือง" อย่างที่เราเห็นในช่วงสามปีมานี้แหละครับ สิ่งที่พวกเขาหวังคือ ประเทศไทยจะต้องมีพรรคเล็กพรรคน้อย แบบก่อนปี 2540 เพื่อที่พวกเขาจะสามารถลอบบี้ได้ดังนั้นการโค่นอำมาตย์ในทางปฎิบัติ ไม่ใช่เชิงสัญญลักษณ์ ในความเห็นของผมคือ ออกไปเลือกพรรค "เพื่อไทย" เข้าสภาให้ได้มากที่สุด สำหรับคนเสื้อแดง ส่วนฝ่ายเสื้อเหลือจะเลือกพรรค ปชป. เราก็ควรส่งเสริมพวกเขา เพราะมันทำให้เกิดระบบสองพรรคแน่นอนอย่าไปกังวลเลือกพรรคที่สามที่ 4 ให้เสียเวลาและ จากการวิเคราะหฺ์แล้ว "คนเสื้อเหลือง" เสียงเขาไม่ได้แตก เขาเลือกพรรค ปชป. พรรคเดียว ทั้งในภาคใต้ และ กทม. ปัญหาอยู่แค่ เขตภาคกลางและอีสานใต้บางส่วนยังคงเลือกกลุ่มการเมือง เล็กๆ หรือกลุ่มอุปถัมป์ท้องถิ่นอยู่บ้าง เช่น โคราช บุรีรัมย์ อุบลราชธานี้ สุพรรณบุรี ชลบุรีเป็นต้น หากคนในจังหวัดเหล่านี้ เลิกเลือกตั้งตาม "ท้องถิ่นนิยม" ประเทศไทยจะพ้นจากระบบหลายพรรคไปทันทีหาก ปชป. ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว เขาก็ไม่สนใจอำมาตย์เช่นกัน หาก เพื่อไทยได้เป็น ยิ่งไม่สนใจอยู่แล้วการโค่นอำมาตย์ในทางปฎิบัติ จึงเป็น การกำจัดพรรคเล็กๆ ออกไปจากระบบการเมืองไทยส่วน การชุมนุมด่าเปรมนั้น ผมว่าด่าไปก็เท่านั้น เพราะคนรู้หมดแล้ว มันไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการเผยแพร่ความคิดแล้ว และเปรมจะลาออกจากองคมนตรีหรือไม่ลาออก ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีความหมายอะไรมากนัก อยู่ไปก็เป็นตัวถ่วง ที่จริงปัญหาก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เป็นแค่ ยุทธการตีวัวเท่านั้นเองสรุปคือ อำมาตย์ยิ่งดิ้นก็ยิ่งตาย ไม่ว่าจะออกไปทางไหนครับ ส่วน ประเด็น ก้าวล่วง ไม่ก้าวล่วง ผมว่าไม่ใช่จุดสำคัญของอารมณ์ของประชาชนในขณะนี้แล้วครับ ดูเหมือนจะมีผลน้อยมากในการตัดสินใจของคนที่ลงชื่อฎีกาครับ ผมจึงไม่ออกความเห็นนี้ เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าคนเสื้อแดงที่ลงนามในฎีกา กับ ไม่ลงนาม ได้ก้าวพ้น "กรอบความคิดเก่า" นี้ไปไกลแล้วถกประเด็นนี้ไปก็เปล่าประโยชน์ผม ว่าหากคุณจตุพร ไปพูดจาเชิดชูอำมาตย์ตามวาทกรรมเดิม ที่เป็นจารีตของคนไทย ยุคก่อนสามปีมานี้ ผมว่าคนที่ไปชุมนุมก็จะเบื่อหน่าย และรู้สึกว่าพวกคุณ "เดินถอยหลัง" เสียงตำหนิก็จะตามมาสรุป แกนนำคนเสื้อแดงไม่มีทางเลือกมากหรอกครับ เพราะพวกเขาไม่ใช่ "ผู้นำทางความคิด "ของคนเสื้อแดงในทุกด้าน แต่เป็น "แกนนำปราศรัยบนเวที"ปล. ผมรู้ว่าท่านนายกฯทักษิณ มีไพ่เล่น ที่ไม่ใช่ "สามเกลอ" อย่างเดียวครับ น้ำหนักการเล่นโดยกลุ่มสามเกลออาจลดลง แต่ไปเน้นด้านอื่นๆ มากขึ้นสาม เกลออาจรู้ตัว จึงพยายามสร้างงานอื่นๆ นอกจากการชุมนุมแล้วปราศรัยบนเวที ซึ่งไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ทางยุทธศาสตร์ได้ นอกจากการ "ปลุกเร้ามวลชน" ไม่ให้เบื่อหน่ายเท่านั้นสามเกลอเป็นเพียง "แนวรบ" ด้านหนึ่งเท่านั้น

อย่ากังวล หรือกลัวพวกเสี้ยม ยุยง เลยครับ คนเสื้อแดงไม่แตกกันหรอกครับ

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพฤหัสบดีที่ 09 กรกฏาคม 2009 เวลา 05:13 น.

alt
ผมเข้าใจสิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงหรือแกนนำเสื้อแดงหลายคน กังวลว่าคนเสื้อแดงจะแตกกัน กรณีการถวายฎีกาที่มีการวิพาร์กวิจารณ์มาก ผมเข้าใจที่กังวลครับ แต่คนเสื้อแดงเป็นขบวนการประชาชน ที่เกิดขึ้นจากการตื่นตัวของประชาชนเอง ดังนั้น สิ่งที่แกนนำจะต้องปรับตัวก็คือ ต้องฟังเสียงของมหาชนให้มากขึ้นนะครับ ว่าพวกเขามีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร เหมือนกับการฟังเสียงลูกค้าอาจ มีข้อกังลว่าอาจมีการแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ ผมคิดว่าหากมีการแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ ก็ต้องมีการประสานกันในลักษณะของ Congress หรือสมัชชาครับ ผมคิดว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะเข้าใจและกำหนดทิศทางให้แกนนำแล้วว่าควรเดินไปทางไหน ด้งนั้น หากมีการแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ ของแกนนำ ผมว่าหากแกนนำนั้นแปลกแยกไปจากสิ่งที่คนเสื้อแดงต้องการ คนที่ตามเขาไปก็คงน้อยมาก หรือไม่มี
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
ตัวอย่างเช่น คนเสื้อแดงในโลกไซเบอร์ ที่มีมากหมายหลายกลุ่ม รวมกันแล้วก็แตก แล้วก็มีการรวมกลุ่มกันอีก และมักแตกกันเสมอเสียด้วย แต่ผมก็ไม่เห็นว่าคนเสื้อแดงในโลกไซเบอร์จะอ่อนแอลงแต่ประการใดครับยุค แรกๆ ก็มีกลุ่มคนผ่านฟ้าฯ ต่อมาก็กลุ่มคนวันเสาร์ แล้วก็อีกมากมาย จนผมจำไม่ไหว แต่ผมก็ยังเห็นอุดมการณ์คนเสื้อแดงยิ่งหนักแน่นครับมี คนเคยเสนอให้มีการตั้งกลุ่มในโลกไซเบอร์เหมือนกัน แต่หลายๆ คนรวมทั้งผมเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่ามันฝืนธรรมชาติของโลกไซเบอร์ที่มีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอยู่แล้ว สุดท้ายผมเคยเสนอให้รวมกันแบบ Congress ที่ประกอบด้วยกลุ่มย่อยต่าง ๆ แต่ในที่สุดก็ไม่เกิดขึ้นแต่ผมก็เห็นกลุ่มต่างๆ ในโลกไซเบอร์พบปะกันเป็นประจำ ซึ่งมันก็เป็น Congress โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่มีใครเข้าครอบงำแต่ละกลุ่มได้ ผมเลยไม่ค่อยกังวลเรื่องกลุ่มแตก สลาย หรือเกิดกลุ่มใหม่ขึ้นมากนัก เพราะใครถนัดทำงานกับกลุ่มใด ก็ไปทำงานกับกลุ่มนั้นเพราะแต่ละกลุ่มก็ไม่มีน้ำเลี้ยงอยู่แล้ว ตั้งกันขึ้นมาเอง ย่อมมีเสรีภาพที่จะรวมหรือสลายนะครับสำหรับ "สามเกลอ" ก็ควรเปิดรับฟังความเห็นของคนอื่นเพิ่มมากขึ้นก็เท่านั้นแหละครับ เพราะบางคนเขาอึดอัดเขาก็อาจแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่แต่ก็ยังเป็น "เสื้อแดง" รบกับอำมาตย์ อยู่เหมือนเดิมครับสำคัญคือ "ต้องลงคะแนนเลือก พรรคเพื่อไทย เท่านั้นแหละครับ จึงจะเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญครับเพราะในที่สุดแล้ว "การเลือกตั้ง" ก็ยังเป็น "สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการได้อำนาจรัฐอยู่ ไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์หรือเสื้อแดงครับ ก็เพราะคนเสื้อแดงเป็นแบบนี้แหละครับ อำมาตย์ จึงยากที่จะสลายได้กรณี พวกเสี้ยมทั้งหลายพยายามเสี้ยมให้คนเสื้อแดงสงสัยหรือไม่เชื่อมั่นในแกนนำ ผมคิดว่านั่นเป็นการคิดที่ตื่นเขินมาก ของกลุ่มอำมาตย์นะครับ เพราะเสื้อแดงรวมกันด้วย”อุดมการณ์ประชาธิปไตย" ไม่ใช่เกิดจาก "แกนนำไปปลุกระดมมวลชน" มา แต่เป็นมวลชนสร้างแกนนำของเขาขึ้นมา การพยายามเสี้ยมว่า แกนนำเป็นอย่างโน้น อย่าไว้ใจแกนนำ แกนนำไม่มีความจริงใจ ผมว่าเป็นการ "เล็งเป้าหมายที่ผิด" และเป็นยุทธวิธีที่ตื้นเขินและนี่คือข้อผิดพลาดที่ใหญ่หลวงของอำมาตย์หรือ กอ.รมน. นะครับที่ จริงความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้เป็นการ “ต่อสู้ทางแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน" สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเอาชนะทางแนวคิดให้ได้ก่อนจึงจะสามารถเอาชนะสงครามทางการเมืองได้ หากเอาชนะทางความคิดไม่ได้ ก็ยากที่จะทำให้กลุ่มตรงข้ามทางการเมืองสลายไปได้การทำลายแกนนำนั้น ไม่ได้ส่งผลให้กลุ่มเสือแดงสลายตัวไปแต่อย่างใด แกนนำเกิดขึ้นและตายไปได้ แต่อุดมการณ์และแนวคิดไม่ได้ตายไป จึงเกิดแกนนำใหม่ขึ้นเสมอสิ่งที่ อำมาตย์ทำกลายเป็น "สร้างคนเสื้อแดงให้มากขึ้น" เช่น ไล่บี้ทักษิณ ออกหมายจับแกนนำ สร้างระบบสองมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยกระเทือนต่อขบวนการคนเสื้อแดง แต่เป็น "น้ำเลี้ยงให้เติบโต" ครับ เป็นปุ๋ยอย่างดีให้ขบวนการคนเสื้อแดงเติบโตอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบมวลชน กับแนวคิดอำมาตยาธิปไตย ผมว่าไม่ว่าสู้อย่างไรอำมาตย์ก็ไม่ชนะครับเขา อาจชนะตอนสงครามคอมมิวนิสต์ เลยคิดว่ายุทธวิธีต่างๆ จะได้ผล แต่เขาหารู้ไม่ว่าที่เขาชนะ ไม่ใช่เพราะ นโยบาย 66/23 แต่เป็นเพราะ "ขบวนการคอมมิวนิสต์ในระดับโลก แพ้ต่อทุนนิยมต่างหาก ซึ่งเราจะเห็นผลก็คือ กำแพงเบอร์ลินล่มสลายตามมา และสหภาพโซเวียตก็ล่มด้วย นั่นไม่ใช่ผลของนโยบาย 66/23 แต่อย่างใด นโยบาย 66/23 เป็นแค่ "สัญญาสันติภาพ" ของสงครามกลางเมืองไทยเท่านั้นเอง พวกอำมาตย์ไปยกย่อง over claim มากเกินไปสรุปคือ เขาคิดว่าจะใช้ยุทธวิธีอย่างนั้นอีกในการต่อสู้กับ "ขบวนการประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์" โดยใช้อุดมการณ์แบบเทวราชา และระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงผมเห็นความพ่ายแพ้แต่ต้นแล้วที่ยืนหยัดอยู่ได้เพราะก่อสร้างมานานต่างหาก ทำให้ล่มสลายไม่เร็วเท่านั้น แต่ก็ล่มจักรวรรดิ ที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังเสื่อมโทรมนั้น ไม่อาจล่มสลายในวันเดียว ถึงเสื่อมโทรมมันก็ยังมีพลังอยู่ในบางระดับ อย่าใจร้อน ถึงอย่างไร จักรวรรดิโบราณเทียบยุคอียิปต์ที่ฟาโรห์เป็นเทพเจ้านี้ อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ในศตวรรษที่ 21

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ฎีกาล้านชื่อคือ"ปฏิบัติการกราบแผ่นดินภาค2"

ที่มา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
9 กรกฎาคม2552

ผมคิดว่า ถ้าจะสรุปแบบรวบยอด สิ่งที่ พวกเขากำลังทำตอนนี้คือ"กราบแผ่นดิน" ครั้งที่ 2



*ถวายฎีกา-หยุดเสนอ"โค่นอำมาตย์" : จตุพร-3 เกลอ กำลังพยายามหันมา"ประจบบางคน"แทนหรือครับ?

3 เกลอประกาศเลิกโค่นอำมาตย์ คุยเร่งปิดเกม รบ.ใน3 เดือน

นายจตุพร ยังกล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งที่ 2 คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ภายหลังกระบวนการรวบรวมรายชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณเสร็จสิ้นลงแล้ว เนื่องจากต้องการแยกทั้ง 2 เรื่องออกจากกัน โดยจะเป็นการยกระดับในการชุมนุมจากการเรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภา เป็นการขับไล่รัฐบาล ฐานทำให้สภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมย่อยยับ อีกทั้งยังปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายอย่างนายกษิต ภิรมย์ นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อไป ซึ่งเชื่อว่าบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะต้องตื่นตาตื่นใจที่ได้มาร่วมประชุมกับผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน

"การชุมนุมครั้งใหม่ของกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มีประเด็นโค่นล้มอำมาตย์ เพราะถือว่าได้เรียกร้องให้ 3 องคมนตรีแสดงความรับผิดชอบไปแล้ว จากนี้จึงขึ้นอยู่กับพระราชอัธยาศัย โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ก้าวล่วง" นายจตุพรกล่าว


ถ้าคำสัมภาษณ์ของจตุพรนี้ ไม่ใช่การพูดแบบผ่านๆอย่างไม่ซีเรียสอะไร แต่เป็นการพูดที่มาจากการกำหนดวิเคราะห์แล้ว (ผมคิดว่าเป็นอย่างหลัง) ก็อาจจะอธิบายย้อนหลังได้ว่า เหตุใดจึงเกิดข้อเสนอเรื่อง "ถวายฎีกา ทีดินรัชดา" ขึ้นมาได้

ผมยังยืนยันว่าข้อเสนอ "ถวายฎีกา ที่ดินรัชดา" ในบริบทของการเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวที่เพิ่งผ่านไปในเดือนมีนา-เมษา ต้องนับว่าเป็นจังกวะก้าวที่ "แปลก" มากๆ คำอธิบายประเภทว่า นี่เป็นเรื่องที่วีระคิดไว้นานแล้ว เป็นคำอธิบายที่ไม่มีน้ำหนัก (ยิ่งถ้าคิดไว้นานแล้ว ทำไมเพิ่งมาทำตอนนี้?) คำอธิบายประเภทว่า นี่เป็นการ"โยนเผือกร้อน" ก็ไม่มีน้ำหนัก ไม่สอดคล้องกับท่าทีที่เป็นจริงของฎีกานี้แต่อย่างใด สำหรับบางคนที่คิดเช่นนี้เป็นการสะท้อนลักษณะคิดฝัน (wishful thinking) มากกว่า

แต่ถ้าคำสัมภาษณ์ของจตุพรนี้เป็นความจริง ก็สามารถอธิบายได้ว่า การ "ถวายฎีกา ที่ดินรัชดา" หาใช่จังหวะก้าวที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ หรือกระทันหันแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนท่าทีในการเคลื่อนไหวของ "3 เกลอ" (และทักษิณ?) โดยเฉพาะในเรื่องท่าทีต่อ "บางคน"

สิ่งที่ชวนสะดุดใจมากๆในคำสัมภาษณ์ของจตุพรคือ การกล่าวว่า "....จากนี้จึงขึ้นอยู่กับพระราชอัธยาศัย โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ก้าวล่วง"

จตุพรกำลังหมายความว่า ต่อไปนี้ ถ้าใครยังชูประเด็น "โค่นอำมาตย์" จะเท่ากับ "ก้าวล่วงพระราชอัธยาศัย" หรือ?

ถ้าเช่นนั้น การเคลื่อนไหวใหญ่โตของคนเสื้อแดง หลังการชุมนุมมหึมาวันที่ 8 เมษายนเอง ก็ต้องถือเป็นการ "ก้าวล่วงพระราชอัธยาศัย" ด้วยสิ? อันที่จริง ต้องนับตั้งแต่หลังวันที่ 22 และ 27 มีนาคม เมื่อทักษิณประกาศโจมตี เปรม-สุรยุทธิ์-ชาญชัย อย่างรุนแรง ด้วยซ้ำ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทรงรับทราบแล้วตั้งแต่ตอนนั้น (ไม่ว่า 27 มีนา หรือ 8 เมษา) ว่า คนเสื้อแดงเรียกร้องให้ "โค่นอำมาตย์" ไล่ 3 องคมนตรีนั้นออกไป แต่ตอนนั้น จตุพรและเสื้อแดงอื่นๆ ก็ยังยืนกรานที่จะเคลื่อนไหว "โค่นอำมาตย์" ต่อไป หาได้ ปล่อยให้ "ขึ้นกับพระราชอัธยาศัย" แต่อย่างใดไม่ (และดังที่ทุกคนรู้ดี ตอนนั้น ก็มีเสียงเสนอของพวกที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงว่า นี่เป็นการ "ก้าวล่วง" ต้องให้ "เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย" ว่าจะให้เปรม ฯลฯ ออกหรือไม่ แต่จตุพรและคนอื่นก็หัวเราะเยาะให้กับความเห็นช่นนี้)

น่าเสียดายที่แกนนำเสื้อแดงตอนนี้ ทำราวกับว่า คนเสื้อแดงเอง และประชาชนโดยทั่วไป เป็นโรคความจำสั้น


ผมรู้สึกว่า พวกเขากำลังกลับไปสู่ โหมด หลัง 23 ธค.50 มากกว่า

คงจำกันได้ว่า หลัง 23 ธค. หลังจากตั้ง รบ.แล้ว ค่ายทักษิณก็พยายามหันมา "เจรจา" หรือ "ประจบเอาใจ" "บางคน" ที่แสดงออกอย่างรวมศูนย์ หรืออย่างเป็นสัญลักษณ์ "ทักษิณ "กราบพื้นดิน"" นั่นแหละ

(รวมทั้งท่าทีรอบๆนั้น คือ ไม่ปลดอนุพงศ์, ยอมให้เพิ่มงบทหาร, ให้จัดการทหารตามใจชอบ, ทักษิณเอง ออกมายอมรับเรื่อง ตุลการ "กระบวนการยุติธรรม" ฯลฯ ฯลฯ)

ที่พยายามเสนอใน กระทุ้นี้ คือ ท่าทีการเสนอฎีกา ที่จำกัดเฉพาะเรื่องทีดินรัชดา ซึ่งดูแปลกมาก ถ้ามองในบริบทของท่าทีที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด นั่นคือ (เช่นเดียวกับหลัง 23 ธค.) ตอนนี พวกเขา กลับมาสู่โหมด "พยายาม reconcile กับ "อีกฝ่าย"

การโจมตีอภิสิทธิ์ต่อนี่เป็นเรื่องธรรมดาและเรื่องเล็ก (คงจำได้ว่า ตลอดช่วง มีนา-เมษา แทบไม่ได้ชูเรื่องอภิสิทธิ์เลย ประกาศซ้ำๆด้วยว่า อภิสิทธิ์เป็นเพียงตัวกระจอก เป็นหุ่นเชิด)

ผมคิดว่า ท่าทีล่าสุดของจตุพรนี้ ยืนยันว่า เรื่อง "ยื่นฎีกาเฉพาะกรณีรัชดา" ไม่ใช่เรื่อง "โยนเผือกร้อน" หรือ tactic "เหนือเมฆ" อะไรที หลายคนเขียนๆแบบ wishful thinking กัน แต่เป็นท่าที พยายาม "อ่อน" ให้ "บางคน" "เห็นใจ" จริงๆ

น่าสังเกตด้วยว่า เรื่องงาน "แซยิด" นั้น แม้จตุพรไม่ได้ออกมา "เบรก" แต่ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยให้จัดสนามหลวง เสนอให้ไปทำบุญตามวัดต่างๆแทน (ผมก็เพิ่งทราบว่า ข้อเสนองานสนามหลวงมาจากฝ่ายแท็กซี่มากกว่า)

ความ"ตลกร้าย"(irony)ของฎีกาครั้งนี้คือ ไม่อยู่ในพระราชอำนาจที่จะทรง"ให้อภัย"ได้ด้วยซ้ำ

คือไม่อยู่ในพระราชอำนาจที่จะทรง"ให้อภัย" คุณทักษิณได้ ตราบเท่าที่คุณทักษิณเองไม่ได้ยื่นขอฎีกา

กระทั่งจะทรงบอกให้รัฐบาลหาทางทำเรื่อง "ให้อภัย" คุณทักษิณ ก็ไม่ได้ด้วย ตราบเท่าที่คุณทักษิณเองไม่ได้ยื่น "ขออภัย"

ในทางกลับกัน เรื่องแบบนี้สิ อยู่ "ในพระราชอำนาจโดยตรง"

- ปลดเปรม
- ปลด สุรยุทธิ์
- ปลด ชาญชัย

(หรือให้อภัยสุวิชา ท่าค้อ ที่ยื่นเรื่องขออภัยไปแล้ว)

กระทั่งเรื่องทำนองเดียวกับที่ชูพงศ์เสนอ (ผมเห็นว่า ไมใช่ทุกอย่างที่คุณชูพงศ์เสนอ อยู่ในพระราชอำนาจ อย่างที่คุณชูพงศ์พูด เช่น เรื่องใหญ่อย่าง "เปลี่ยนระบอบ" เป็นต้น)

เช่น

"ขอให้ทรง "ให้คำแนะนำ, ตักเตือน" รัฐบาล [right to warn, right to encourage] ให้หาทาง "บรรลุการสมานฉันท์" (ด้วยการ "ออก พรบ.นิรโทษ ทั่วไป" หรือ "เลือกตั้งใหม่") เป็นต้น

ผมคิดว่า ถ้าจะสรุปแบบรวบยอด สิ่งที่ พวกเขากำลังทำตอนนี้คือ
(ผมเพิ่งนึกคำออกเมื่อครู่นี้เองหลังจากพูดพาดพิงในอีกกระทู้หนี่ง)

"กราบแผ่นดิน" ครั้งที่ 2

การขอให้พระมหากษัตริย์ทำในสิ่งที่ไม่ทรงมีอำนาจ เท่ากับ(ขอ)เพิ่มอำนาจให้พระมหากษัตริย์

การยื่นฎีกา "ขออภัยโทษให้ทักษิณคดีรัชดา" ครั้งนี้ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีอำนาจที่จะ "ให้อภัย" ได้เลย ตราบเท่าที่ทักษิณไม่ได้ยื่นขอเอง

นั่นคือ การยื่นฎีกานี้ เท่ากับขอให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจที่ไม่ได้ทรงมีอยู่ (ให้อภัยคนที่ไม่ได้ขออภัยเอง) เป็นการขอให้ใช้อำนาจ "ตามพระราชอัธยาศัย" ล้วนๆ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า มีพระราชอำนาจนั้นตามกฎหมายหรือไม่

ผม "ได้ข่าวมาว่า" คุณทักษิณ "มีวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ" แต่ ....

"ผู้นำทางการเมือง" ที่มี "วิสัยทัศน์" ในบริบทของปัญหาปัจจุบันทีประเทศไทยเผชิญอยู่ คือการล้มระบอบประชาธิปไตย สถาปนาระบอบ"อำมาตยาธิปไตย" ฯลฯ หลัง 19 กันยา นั้น

มิใช่ว่า หากมีผู้สนับสนุนเสนอจะรณรงค์ 1 ล้านคนเพื่อ"ฎีกา เรื่อง ทีดินรัชดา"

มิใชว่า ควรตอบทำนองนี้หรือครับ?

"ผมขอบคุณที่คุณวีระเสนอ แต่เรื่องคดีที่ดินรัชดาของผมเรื่องเล็ก ปัญหาใหญ่กว่านั้น คือเรืองความไม่มีประชาธิปไตย ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประชาชน การเข้าแทรกแซงทางการเมืองของอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ฯลฯ

ดังนั้น ผมขอเสนอว่า ถ้าจะถวายฎีกา ควรถวายฎีกา ไมใช่ให้ผมคนเดียว ในคดีเดียว

แต่ควรถวายฎีกา ให้เกิดการสมานฉันท์ทั่วไป ให้มี general amnesty (นิรโทษกรรมทั่วไป)

ให้หาทางกลับคืนสูสภาพประชาธิปไตย ก่อน 19 กันยา

เพื่อที่ประเทศไทย จะมีการพัฒนาการทางการเมือง อย่างยั่งยืนต่อไปในระยะยาว...."


ข้อเสนออะไรทำนองนี้ ไมใช่สิ่งที่เรียกว่า "วิสัยทัศน์ผู้นำ" มากกว่าหรือ?

(ถ้าจะเรียกฎีกานี้ว่า อะไร ผมว่า เหมาะที่สุดคือ "ข้อเสนอเฉพาะหน้าเป็นวันๆ" หรือ "เป็นเดือนๆ" เสียมากกว่า ไมใช่ "วิสัยทัศน์" แน่)

เชิญชวนร่วมงาน 'คนเสื้อแดงมินิมาราธอน 2009' เสาร์ 11 กค.52

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ TAN007
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
8 กรกฎาคม 2552

ประกาศ ..
เชิญร่วมงาน “คนเสื้อแดงมินิมาราธอน2009”

ณ.สนามราชมังคลาฯ หัวหมาก
ชิงถ้วยรางวัล อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมเงินรางวัล
วันงาน : เสาร์ที่ 11กค 52 เริ่ม 06.00 น.

นำทีมโดย นพ.เหวง, สุรชัย, วีระ, จตุพร, ณัฐวุฒิ, พร้อมรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน หลังจากนั้น ชมคอนเสริต์ รวมศิลปินคนเสื้อแดง, การปราศรัยของแกนนำ และตัวแทนจากทั่วประเทศ

ดำเนินงานโดย สถานีวิทยุประชาธิปไตยดีสเตชั่น

ค่าลงทะเบียน 200 บ.
ลงทะเบียนวันนี้ แถมเสื้อยืด1ตัว พร้อมอาหารเช้า

สมัครด่วนที่ BigC ลาดพร้าวชั้น5 (อิมพีเรียล เดิม)
สอบถามเพิ่มเติมที่ 081-562-2564,081-2980004,089-9265088

รวมข้อมูลเพื่อดำเนินคดีผู้ก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณหนูเอง
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน พันทิป
8 กรกฎาคม 2552




เรื่องการยึดสนามบินเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียมาก ตอนนี้องค์การการบินพลเรือนระหว่างชาติ (ICAO) กำลังจับตาประเทศไทยอยู่ ว่าจะทำตามพันธะของอนุสัญญามอนทรีออลหรือไม่ ในการดำเนินคดีกับผู้ยึดสนามบิน ตามพิธีสารมอลทรีออลปี ๒๕๓๑ ที่ประเทศไทยลงนามไว้ ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลไทยจึงไม่มีทางเลี่ยงอีกแล้ว

ดิฉันอยากขอให้กระทู้นี้เป็นกระทู้รวมเรื่องนี้โดยเฉพาะได้มั้ยคะ ที่พวกเราที่มีใจรักความเป็นธรรมช่วยกันนำหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียวกัน โดยเฉพาะภาพและคลิป(โดยเฉพาะจากคุณลุง Tuxedo นะคะ) ที่แสดงถึงความผิดต่อไปนี้

(ก) กระทำการอันรุนแรงต่อบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย หรือ

(ข) ทำลาย หรือทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น

ดิฉันขอเริ่มก่อนนะคะ จะอธิบายถึงกลไกทางกฏหมายที่ครอบคลุมประเด็นนี้อยู่ โดยเฉพาะอนุสัญญาที่ไทยทำกับ ICAO ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องมีพันธะที่จะนำผู้ทำความผิดมาลงโทษ

นี่คือองค์กรที่ได้คอยจี้ให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามพันธะ ในการดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่บุกยึดสนามบิน


พิธีสารมอนทรีออล ๒๕๓๑ คือ กุญแจดอกสำคัญในการบังคับให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินคดีกับคนผิด ไม่ว่าเส้นจะใหญ่แค่ไหน



พิธีสาร (protocol)มอนทรีออล ๒๕๓๑ เน้นเรื่องความผิดต่อการดำเนินการของสนามบินนานาชาติ เพิ่มจากอนุสัญญา (convention) มอลทรีออล ปี ๒๕๑๔ ที่เน้นความผิดต่อเครื่องบินโดยสาร


ประเทศไทย ลงนามรับรองพิธีสาร มีผลปฎิบัติ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๙


พิธีสาร(บทแปลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกรณีสุวรรณภูมิ)



มาตรา ๑ ทวิ คือ ข้อหาต่อพันธมิตรที่ยึดสนามบิน



มาตรา ๒ ทวิ บังคับให้ประเทศภาคี ต้องตรากฏหมายครอบคลุมเรื่องนี้



พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 จึงถูกตราขึ้นเพราะพิธีสารดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531



มาตรา ๖ ทวิ จึงถูกเพิ่มเติม เพื่อเอาโทษผู้ก่อความไม่สงบในสนามบินนานาชาติ



ใครขึ้นเวที ใครเดินทางไปให้กำลังใจ เข้าข่ายผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการผู้ใดแสดงอาการพยายามกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวในวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ




ไหนบอกชุมนุมด้วยความสงบ ?



ทำลายเข้าของ ขัดขวางการทำงาน ทำให้สนามบินดำเนินการไม่ได้





เป็นเหตุให้การเดินทางของผู้โดยสารต้องหยุดชะงัก หรือไม่ ตามมาตรา ๖ ทวิ


ความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย มีมูลค่าเท่ากับสร้างสนามบินสุวรรณภูมิได้อีก ๒ สนามบิน

Wednesday, July 8, 2009

พรรคเพื่อไทยเตรียมแฉเทปสัมภาษณ์ของ กษิต พร้อมจี้รัฐบาลเลิกอุ้ม

ที่มา MCOT News



รพ.ราชวิถี 7 ก.ค.- พรรคเพื่อไทยรุกให้ “กษิต” ลาออกอย่ากลืนน้ำลายตัวเอง จี้รัฐบาลเลิกอุ้มหรือกลัวถูก “กษิต” แฉ พร้อมฝากกลุ่มเสื้อแดงที่ปิดล้อม “วิทยา” เมื่อวานนี้ที่เชียงใหม่เป็นสิทธิที่จะแสดงออกได้ แต่ไม่ควรกระทำรุนแรง เตรียมนำเทปสัมภาษณ์ที่ยืนยันจะลาออกมาเปิดโปงเพื่อทวงศักดิ์ศรีนักการทูต 9 ก.ค.นี้

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงปิดล้อมโรงพยาบาลเชียงใหม่ขณะที่นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการทำงานในการรับมือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อวานนี้ (6 ก.ค.) ว่า การแสดงออกของประชาชนเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ขอเรียกร้องให้การกระทำต่างๆ อยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องให้โอกาสรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาล สรุปว่าเห็นด้วยกับการแสดงออกตามสิทธิของประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยที่ไปทุบรถหรือกระทำการรุนแรง

นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่ลาออกว่า เป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง ที่เคยบอกว่า หากเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ที่ถูกออกหมายเรียกในคดีปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิก็จะลาออก

“อยากถามว่า มาตรฐานนักการเมืองประชาธิปัตย์ เป็นแบบนี้หรือ และรัฐบาลอุ้มนายกษิต ทำไม หรือเป็นเพราะกลัวนายกษิต จะแฉเรื่องอะไร นอกจากนี้ ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เคยพูดว่า รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์เหนือประชาชน แต่การที่รัฐบาลยังอุ้มนายกษิตอยู่ จึงไม่เหมาะสม และนายกษิตไม่เหมาะที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ รวมทั้งคดีที่ถูกตั้งข้อหา เป็นคดีที่ร้ายแรงเรื่องก่อการร้ายสากลด้วย โดยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ พรรคเพื่อไทยจะนำคำพูดของนายกษิต ที่ให้สัมภาษณ์ว่า จะลาออกหากโดนตั้งข้อหา มาเปิดเผย เพื่อทวงถามศักดิ์ศรีความเป็นทูตของนายกษิต” โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-07 16:29:33

พรรคเพื่อไทยเรียกร้อง “วิทยา”รับผิดชอบกรณีผู้เสียชีวิตหวัด 2009พุ่งถึง 9 คน


โรงพยาบาลราชวิถี 7 ก.ค.-โฆษกพรรคเพื่อไทยนำผู้ป่วยมีไข้หลายวัน ตรวจคัดกรองหวัด 2009 ที่โรงพยาบาลราชวิถี เรียกร้อง “วิทยา”แสดงความรับผิดชอบที่มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหม่สายพันธุ์ใหม่หวัด 2009 ถึง 9 คนแล้ว และขอให้รัฐบาลตั้งศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติควบคุมเป็นการเฉพาะและนายกฯลงมาดูแลแก้ปัญหาด้วยตนเอง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำนายเอกพล บัวสมัคร นักศึกษามหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เดินทางมาที่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อขอเข้ารับการรักษาและคัดกรองไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นายเอกพล เป็นหวัดและมีไข้มานาน 8 วัน ยังไม่หาย จึงไม่สบายใจว่าอาจป่วยเป็นหวัด 2009 ก่อนหน้านี้ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน แต่ก็ไม่มีการคัดกรอง ให้ยาสามัญแล้วให้กลับบ้าน เสียค่าใช้จ่ายเองเป็นพันบาท แต่ก็ยังไม่หาย

นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะทำงานติดตามการทำงานแก้ปัญหาการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของรัฐบาล เห็นว่า กระทรวงสาธารณสุขขาดการบูรณาการกับหน่วยงานอื่น และโรงพยาบาลเอกชน ทำให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อ และมีผู้เสียชีวิต ทั้งที่รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขบอกกับประชาชนว่า เชื้อหวัด 2009 ไม่ร้ายแรง ดังนั้นจากตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล ตั้งศูนย์ปฏิบัติการแห่งชาติควบคุมไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และให้นายกรัฐมนตรีลงมากำกับดูแลแก้ปัญหาด้วยตนเอง สถานการณ์การระบาดขณะนี้ รัฐบาลต้องดูแลค่าใช้จ่ายในการตรวจคัดกรองและรักษาให้กับผู้ติดเชื้อ

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีเพิ่มขึ้นถึง 9 คนแล้ววันนี้ นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ต้องออกมารับผิดชอบ อย่ามองเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องการเมืองไม่อยากให้เอาชีวิตประชาชนมาเป็นหนูทดลอง หากรับผิดชอบไม่ได้ก็ให้ลาออกให้คนอื่นเข้าไปทำงาน เพราะรัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหาทั้งเศรษฐกิจและสังคม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-07 16:08:47

หิริโอตตัปปะ / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ


ว.วิเศษรัตน์8/7/2552
หิริโอตตัปปะ

นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศประกาศว่า ไม่ลาออกจากตำแหน่ง และไม่ได้ทำผิดในคดีปิดสนามบินดอนเมืองกับสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายสากล
นายกษิต ภิรมย์ บอกว่าจะทำงานในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ เมื่อคดีขึ้นสู้ศาลจึงจะพิจารณาว่าตัดสินใจอย่างไร และจะต่อสู้คดีไปจนถึงที่สุด
ข้อหาที่ตำรวจตั้งแต่แก่นายกษิต ภิรมย์ มีหลายกระทง ที่แรงที่สุดคือผู้ก่อการร้ายสากล ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต และผิดกฏหมายระหว่างประเทศซึ่งนานาประเทศทั่วโลกยึดมั่นตามหลักของสหประชาชาติ และพร้อมกดทัดไทยให้เคารพปฏิบัติตามกติกาสากล
ความผิดอื่นๆ ก็หนักหนาเพราะโดนกล่าวหาว่า ใช้กำลังมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ประทุษร้ายขู่เข็ญ แก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ก่อการร้าย บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ฯลฯ
แกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายกษิต ภิรมย์ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายสากล ซึ่งฟังแล้วรู้สึกแปร่งๆ หู
ตอนม็อบพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองบุกยึดทำเนียบรัฐ ประเทศไทยเสียหายหนัก ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่ามีรัฐบาลชุดใดถูกกระทำเช่นนี้ และไม่เคยปรากฏเช่นกันว่า เมื่อรัฐบาลสั่งการให้ทหารเข้าไปร่วมกับตำรวจสลายม็อบ แต่ปรากฏว่าโดนตอกกลับมาในทำนอง “รัฐบาลนั่นแหละ ควรลาออก”
การปิดสนามบินดอนเมือง กับสนามบินสุวรรณภูมิก็เช่นกัน แกนนำม็อบพันธมิตรบอกว่า พวกตนไม่ได้ทำ คนที่ทำก็คือผู้ว่าฯการท่าอากาศยานฯ
อ้างอย่างนี้ก็เหมือนศรีธนณชัยที่ตะแบงได้รอบทิศ จึงขอนำภาพเก่ามาให้ดูเพื่อเตือนความทรงจำว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นมีทีวี, วิทยุ, หนังสือพิมพ์, แพร่ภาพและข่าวตั้งแต่ม็อบเสื้อเหลืองจัดขบวนไปยึดกรมประชาสัมพันธ์, ยึดสนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ เข้าไปแออัดเต็มถนนหน้าตึก และภายในบริเวณที่ทำการข้างใน แม้เจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานบางคนจะพยายามฝ่าเข้าไปแต่โดนพวกม็อบสกัดยื้อยุดผลักดันจนเข้าไปไม่สำเร็จ
เรื่องเหล่านี้เป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลก นักท่องเที่ยว นักธุรกิจต่างประเทศไม่กล้าเดินทางมาไทย รัฐบาลหลายประเทศประกาศเตือนประชาชนของตนให้หลีกเลี่ยงมาไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้แถลงว่า เหตุการณ์นี้ประเทศไทยเสียหาย 2.9 แสนล้านบาท และจนถึงวันนี้วงการธุรกิจท่องเที่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ฟื้น
เรื่องราวทั้งหมดคนในพรรคประชาธิปัตย์น่าจะรู้ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะมีสส. กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ หลายคนขึ้นไปพูดบนเวทีม็อบเสื้อเหลือง โดยเฉพาะนายกษิต ภิรมย์ ซึ่งพูดโจมตีเรื่องเขาพระวิหาร และสมเด็จฮุนเซนอย่างรุนแรง ก็ได้รับการโอบอุ้มจากผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด
แม้กระทั่งวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 หลังจากนายกษิต ไปพบตำรวจเพื่อรับทราบข้อหาก็ได้ไปพูดทางทีวีว่า “การตัดสินใจเรื่องลาออกหรือไม่ ต้องฟังเสียงบุคคล 3 คน คือ พรรคประชิปัตย์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล” ซึ่งคำพูดนี้ทำให้ข้องใจว่า ทำไมนายกษิต จึงตัดสินใจเองไม่ได้
คนเราเกิดมาต่างมีศักดิ์ศรีและต้องรักษาเกียรติยศของตน แม้แต่คนระดับล่างสุดก็ไม่ยอมให้ใครดูหมิ่นเหยียดหยามกันง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องน่าสมเพชที่ยางคนทำผิดและคนในสังคมเห็นกันชัดแจ้ง กลับยืนกรานว่าไม่ได้ทำผิด แม้ประเทศชาติจะย่อยยับเสียหายแค่ไหน ก็ทำไขสือดื้อด้าน
คนพวกนี้ไม่สนใจหลักธรรมในศาสนาพุทธเรื่องหิริโอตตัปปะ ไม่มีความเกรงกลัว และไม่มีความละอายในการทำบาป มองเห็นแต่ความผิดของคนอื่น ไม่เคยยอมรับว่าตนทำผิด
คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเห็นนักการเมืองไทยกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย เพื่อปกป้องรักษาเกียรติยศศักดิ์ศรีของตน

ตายอีก2หวัดระบาดยอดเสียชีวิตพุ่ง11คน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18093
ล่าสุด วันนี้ (8 ก.ค.) พบผู้เสียชีวิตไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มอีก 2 คน รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศไทย 11 คน รายที่ 10 เป็นหญิงอายุ 20 ปีรักษาตัวในรพ.สังกัดกทม. ส่วนรายที่ 11 เป็นชายอายุ 19 ปีจ.พัทลุง

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า หลังจากวานนี้ (8 ก.ค.) กระทรวงสาธารณสุขรายงานความคืบหน้าของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอเอช 1 เอ็น 1 ว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย ในกทม.และจ.เพชรบุรี รวมแล้วขณะนี้ไทยมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 9 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิต 2 ราย รายแรกเป็นชาย อายุ 58 ปี อยู่ในกทม. เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 โดยมีอาการไข้ ไอ อ่อนเพลีย มีน้ำมูก รายนี้มีประวัติไตวาย โรคความดันโลหิตสูง และโรคเก้าท์ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 แพทย์รับตัวไว้สังเกตอาการที่ห้องฉุกเฉิน วินิจฉัยเบื้องต้นว่า ปอดอักเสบ ต่อมาวันที่ 2 ก.ค. ผู้ป่วยหายใจดีขึ้น แพทย์จึงอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ต่อมาผู้ป่วยกลับมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินในวันที่ 5 กรกฎาคม 2552 ด้วยอาการหายใจหอบ กระสับกระส่ายมาก แพทย์ใส่ท่อช่วยหายใจ ต่อมาเสียชีวิตที่ห้องฉุกเฉินในวันเดียวกัน และได้เก็บตัวอย่างเสมหะในลำคอส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจในวันที่ 6 กรกฎาคม 2552 ยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็วร่วมกับกทม.ควบคุมโรคที่บ้านของผู้เสียชีวิต

ผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นเด็กหญิง อายุ 8 ขวบ เป็นนักเรียนชั้นป.1 ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบุรี แต่ไม่ได้ไปโรงเรียน 3 ปี มีประวัติเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และได้รับการรักษาเคมีบำบัดในโรงพยาบาลในกทม.เป็นประจำ ต่อมาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า เพชรบุรี ด้วยอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย มีน้ำมูก หลังรักษา 2 วันแรกอาการดีขึ้น ต่อมาอาการทรุดลง แพทย์ได้ทำการรักษาตามอาการอย่างเต็มที่ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2552 ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในวันที่ 5 กรกฏาคม 2552 ยืนยันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ผู้เสียชีวิตรายนี้จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรีได้ส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วไปควบคุมโรคที่บ้าน ทำการเฝ้าระวังผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านจำนวน 4 คน ติดตามอาการเป็นเวลา 7 วัน จนถึงวันนี้ทุกคนยังไม่มีใครป่วย

ล่าสุด วันนี้ (8 ก.ค.) พบผู้เสียชีวิตไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มอีก 2 คน รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมในประเทศไทย 11 คนแล้ว รายล่าสุด รายที่ 10 เป็นหญิงอายุ 20 ปีรักษาตัวในรพ.สังกัดกรุงเทพมหานคร และเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 6 กรกฏาคม มีสภาวะต่อมไทยรอยด์เป็นพิษ ส่วนรายที่ 11 เป็นชายอายุ 19 ปีจังหวัดพัทลุง เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคมที่ผ่านมา

ดักคอซะหมดสนุกเลย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18019

"ผมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย"

ชัดเจนจากปากอย่างเป็นทางการ โดยการแถลงยืนยันของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ปฏิเสธการลาออกจากตำแหน่ง หลังโดนหมายเรียกในข้อหา "ก่อการร้าย" ในคดีนำม็อบพันธมิตรฯยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

ย้ำเสียงแข็งคนที่จะมีผลต่อการตัดสินใจมีแค่ 3 เสียง คือทนายความ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไม่สนเสียงนกเสียงกา ไม่ได้พูดถึงกระแสสังคม

แต่ในอารมณ์ที่จับกันได้ กับอาการสะอึก เมื่อเจอกับสารพัดคำถามของนักข่าวไล่ต้อนย้อนคอหอย ประเภทที่ว่า แม้จะแก้ลำออกตัว การยึดสนามบินจะไม่มีการใช้อาวุธ ต้องตีความก่อการร้าย

แต่มันก็สร้างความเสียหายเป็นแสนๆล้านบาท

ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย การโดนหมายเรียกคดีก่อการร้าย ถือว่าหมดความสง่างามหรือไม่

"กษิต" หงุดหงิด หลุดคำ "ฉิบหายวายป่วง"


โดยอาการน่าเป็นห่วง เห็นจะมีแค่ "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนเดียวเท่านั้น ที่ออกมาการันตีตำแหน่งให้นายกษิต

โดยที่คนถืออำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย อย่างนายกฯอภิสิทธิ์ยังออกลีลากั๊ก

และก็เป็นอะไรที่ "ตามสูตร" ทุกครั้งที่เรื่องจวนตัว ชื่อของ "ทักษิณ ชินวัตร" จะเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนประชาธิปัตย์เสมอ


ล่าสุดก็เป็นมวยระดับนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย เองเลยที่ "ปล่อยของ" ออกมาตีปี๊บ "ข่าวกรอง" ร้อนๆได้รับรายงานว่า

อดีตนายกฯทักษิณบินโฉบมานอนพักโรงแรมหรูที่ประเทศมาเลเซีย มีแผนเดินทางต่อไปที่ฟิจิ

เสียดายที่เจ้าตัวไหวทัน หนีก่อนถูกรวบ


และก็รับมุกส่งไม้กันทันที ทีมงานกระทรวงการต่างประเทศของนายกษิต รีบเด้งรับ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากพบว่าอดีตนายกฯทักษิณอยู่จริง จะดำเนินการจับกุมตัวได้ทันที เพราะในประเทศที่ระบุนั้นมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

มุกเก่า เดาทางได้

ไม่เร้าใจเหมือนมุกใหม่ที่เปลี่ยนเรื่องเรียกคนดูไปเรื่อยๆ กับงานแซยิดวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่พลพรรคเสื้อแดงจะจองสนามหลวงจัดงานใหญ่ให้อดีตนายกฯทักษิณในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้


ช็อตต่อเนื่องกับคิวล่ารายชื่อถวายฎีกาล้างโทษให้ "นายใหญ่"

เซียนการตลาด ปั่นกระแส ยึดพื้นที่ข่าวได้รายวัน

และที่เร้าใจไม่แพ้กัน กับรายการขบเหลี่ยมเฉือนคมในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล กับ "คุณชายสะอาด" อย่างนายกฯอภิสิทธิ์ เดี๋ยวตบหัวลูบหลัง เดี๋ยวลูบหลังตบหัว

ขู่กันฮึ่มฮั่ม ทำท่าจะหักกลางลำ


กองเชียร์ลุ้นกันระทึก

แต่ที่ไม่ตื่นเต้นกับใคร ในสายตาเซียนที่อ่านเกมทะลุ "เดอะอ๋อย" นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย วิเคราะห์ ขาดเลย

นายกฯอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลรู้อยู่แก่ใจว่า ยุบสภาเร็วไม่ได้แน่ ทั้งสองฝ่ายกำลังตกที่นั่งลำบาก คะแนนนิยมลดลงอย่างมาก จากผลเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนครและศรีสะเกษไม่เป็นไปตามเป้า ถ้ายุบสภาเร็วจะไปยึดพื้นที่อีสานไม่ได้

ประชาธิปัตย์จำกัดอยู่แค่นี้ ไม่รู้จะไปเอาเก้าอี้ ส.ส.เพิ่มที่ไหน เพราะที่นั่งพื้นที่สำคัญเต็มแล้ว ดังนั้น ถ้ายุบสภาตอนนี้ไม่มีทางดีกว่าเดิม

ประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลต่างรู้อยู่แก่ใจ การพูดของนายกฯอภิสิทธิ์เรื่องยุบสภา ไม่ได้เป็นการขู่ใครเลย เป็นการพูดแบบแก้เกี้ยวไปให้พอมีท่ามีทางนิดหน่อยดักทางกันซะพระเอกเล่นไม่ออกเลย.

ทีมข่าวการเมือง

บาปแห่งการสร้างภาพ

ที่มา ไทยรัฐ

มาตรการรับมือกับ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ต้องบอกตรงๆว่า ว้าเหว่ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกระดับ สาเหตุก็คือ รัฐบาลปิดๆบังๆ ไม่ยอมนำความจริงมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น

เนื่องจากเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันและยังไม่เข้าใจวิธีการรักษาที่ถูกต้องบวกกับยาที่ใช้ในการรักษาแตกต่างจากไข้หวัดทั่วไป จึงถือว่ายังเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยในขณะนี้

ไม่ใช่ไปพูดแต่เพียงว่า อย่าตื่นตระหนก ป่วยแล้วหายเองได้ ป่วยแล้วไม่ตาย ท่องอยู่แค่นี้ เชื้อโรคเลยแพร่กระจายไม่หยุด ดูจากอัตราของผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแต่ละวัน ไม่ลดจำนวนลงก็แสดงว่า มาตรการในการหยุดหยั้งการแพร่ระบาดไม่ได้ผล และ การระวังป้องกันตัวของประชาชน ยังไม่ดีพอ เนื่องจากได้รับข้อมูลที่ผิดๆจากรัฐบาลนั่นเอง

คุณภาพชีวิตของคนไทยต่ำลงทุกวัน โรคภัยไข้เจ็บมาเยี่ยมเยือนไม่ได้ขาด การเอาใจใส่ของภาครัฐและเจ้าหน้าที่พูดตรงๆก็คือโรงพยาบาลก็จะเน้นไปในเรื่องธุรกิจมากกว่า นี่ถ้าไม่มีโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคหรือการประกันสุขภาพ คนจนคงตายไปเยอะแล้ว

ตัวอย่างจากเรื่องของไข้หวัดใหญ่ 2009 เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนเข้มงวด แม้แต่การรักษาในโรงพยาบาลก็ทำแบบขอไปที หมอเองก็ไม่อยากยุ่ง มีผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยไปหาหมอเพราะกลัวว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 หมอตรวจไม่ถึง 10 นาที แล้วฟันธงว่าเป็นไข้หวัดปกติ

ให้ยาแก้ปวด แก้ไข้ มากินตามเรื่อง พออาการเริ่มไม่ดีขึ้น ไปหาหมออีกทีปรากฏว่าตรวจพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เข้าให้ แล้วในระหว่างที่ผู้ป่วยไปอยู่ร่วมกับสังคม โดยไม่ได้ระวังป้องกันตัวเพราะคิดว่าไม่ได้เป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 เนื่องจากได้รับการรับรองจากแพทย์มาแล้ว

ดูไม่จืด

แค่คิดก็สยองแล้ว ดังนั้น การแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ใน บ้านเรา จึงมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เวรกรรมของชาวบ้านแท้ๆสุดท้าย แทนที่จะไม่ตกใจก็ตกใจขึ้นมาจริงๆ แล้วผมไม่เห็นว่ารัฐบาลจะเดือดร้อนอะไร มากมายไปกว่าพยายามไม่ให้ข่าวการแพร่ระบาดของโรคดูน่ากลัวและกระทบกับภาพการทำงานของรัฐบาลก็พอแล้ว

และนี่คือผลพวงของ การเมืองที่ชอบสร้างภาพ การแก้ปัญหาไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเสียหายย่อมเกิดอยู่กับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมประเทศญี่ปุ่น จีน หรือในอเมริกา เม็กซิโก ซึ่งเป็นต้นตอของโรคและมีพลเมืองมากกว่า จึงสามารถควบคุมโรคได้ในวงจำกัด ไม่ใช่มาเดินแจกหน้ากากอนามัยหรือถือไม้กวาดไปทั่ว แต่ควรให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกในการตื่นตัวป้องกันระวังโรคจริงๆ คุณภาพชีวิตของชาวบ้านไม่ใช่ผักปลาจะมาสร้างภาพเล่นๆไม่ได้.

หมัดเหล็ก