WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 9, 2009

'เนวิน' ขอขอบคุณ 'กษิต'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18204

อย่าได้แปลกใจถ้า "ผักชี" ที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะขาดตลาดในช่วงนี้

เพราะโดยฉากโรยหน้าที่ปรากฏเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทางผู้ใหญ่ในจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ต่างๆ ได้ปูพรมโหมโรง

ขึ้นคัตเอาต์รูปหล่อๆของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และข้อความ "ชาวบุรีรัมย์ ขอต้อนรับ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและคณะ ด้วยความเคารพยิ่ง"

โชว์ป้ายสนับสนุนนโยบายรัฐบาลทั่วบ้านทั่วเมือง ขณะที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ก็เร่งตกแต่ง ทาสี ติดตั้งอุปกรณ์ภายในโบกี้รถไฟที่จะเนรมิตให้เป็นห้องสมุด รอนายกฯอภิสิทธิ์ไปเป็นประธานเปิด

นี่แหละผลงานการันตี ผู้กำกับ "เรียลลิตี้" มือโปรยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ"

คำตอบที่ว่า ทำไมนายกฯอภิสิทธิ์ถึงได้ยอมหักลำคนในอย่างนายสุทัศน์ เงินหมื่น เลือกมาโฉบเหยียบถิ่นอีสานที่จังหวัดบุรีรัมย์ แทนที่จะไปลงที่จังหวัดอุบลราชธานี ฐานเสียงที่ยังพอเหลืออยู่ของประชาธิปัตย์

เห็นกันชัดๆ โดยบรรยากาศมันครึ้มอกครึ้มใจกว่ากัน

แม้มันจะเป็นแค่ภาพลวงตา หลอกตัวเองไม่ได้

โดยสภาพแห่งความเป็นจริงที่มันขัดกันเห็นๆ ทางหนึ่งนายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตีปี๊บตามน้ำ ตอนนี้คะแนนนิยมคนอีสานกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ชื่นชอบนายกฯอภิสิทธิ์

ปั่นหน้าตัก เลือกตั้งรอบหน้าประชาธิปัตย์น่าจะเกิน 200 ที่นั่ง

แต่อีกทางหนึ่ง พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี มีการประสานสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์ กว่า 3,000 นาย

ประกบอารักขากันทุกตารางนิ้วเลย

อาการแหยงอิทธิฤทธิ์ม็อบคนเสื้อแดงยังแฝงอยู่ในภวังค์

ทั้งนั้นทั้งนี้ เอาเป็นว่า "อภิสิทธิ์" ก็ได้ครึ้มอกครึ้มใจ แก้เคล็ด เบี่ยงข้อครหาที่ว่า เป็นได้แค่ผู้นำของคนปักษ์ใต้ กรุงเทพฯ และภาคกลาง

ไม่กล้าเหยียบย่างเข้าพื้นที่บอดสัญญาณที่อีสาน

แต่ที่ได้ไปเยอะกว่าก็คือ "เนวิน" กับภาพแหย่ขาให้ "ประชาธิปัตย์" ยืนในอีสาน สยายปีกคุ้มภัยให้ "อภิสิทธิ์" ในอาณาจักรตัวเอง


กระชากมูลค่า ดึงราคาที่วูบลงไปเพราะความพ่ายแพ้สนามเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร

กำลังโดนต้อนเข้ามุมอยู่แท้ๆ แต่อาศัยลูกล็อกคอตีเข่าประชาธิปัตย์ ลากนายกฯอภิสิทธิ์ไปถ้ำบุรีรัมย์ "เนวิน" พลิกเหลี่ยม กลับมาตั้งหลักได้ไว

และก็เป็นอะไรที่ต้องยกให้เลยว่า "เขี้ยวบวกเฮง"

เพราะในขณะที่กระแสร้อนๆในคิวเลือกตั้งซ่อมภาคอีสานยังไม่ทันจาง ค่ายภูมิใจไทยกำลังเซถลา "เนวิน" ส่อแววราคาตก โดนประชาธิปัตย์เหยียบบ่าตีกินรายวัน

ถึงขั้นที่โดนนายกฯอภิสิทธิ์ไล่ตะเพิดออกอากาศ

โดยทางข่าวค่ายภูมิใจไทย ยี่ห้อ "เนวิน" กำลังโดนขึงพืดสังเวย

แต่แล้วก็เป็นนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่โผล่มาแย่งซีน ยึดเรตติ้งบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวันไปครองแทน กับข้อหาก่อการร้าย คดีร่วมแกนนำม็อบพันธมิตรฯบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

"เนวิน" ได้จังหวะหลบ พรรคร่วมรัฐบาลได้คิวไปนั่งอยู่บนภู ดูประชาธิปัตย์ป่วนมั่ง

อย่างที่ประเมินได้ โดยแนวโน้มคิวร้อนๆของนายกษิตทำท่าจะเป็นหนังบู๊ล้างผลาญเรื่องยาว

กว่าจะจบได้คงต้องพังกันเป็นฉากๆ

จับอาการ "ตื๊อ" เจ้าตัวประกาศเสียงแข็งจะอยู่บนเก้าอี้ต่อไป จน กว่าคดีจะถึงชั้นศาล ไม่สนเสียงนกเสียงกาไม่ว่ากระแสสังคมจะเร้ายังไง


โยนลูกวัดใจกัปตันทีมอย่างนายกฯอภิสิทธิ์

ท่ามกลางปัจจัยเร้า ล่าสุดเอแบคโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่องสาธารณชนคิดอย่างไรต่อ รมว.ต่างประเทศ หลังข่าวโดนหมาย เรียกจากตำรวจกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ พบว่า ส่วนใหญ่ 60.6 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรลาออก ขณะที่ 39.4 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าไม่ควรลาออก

ขณะที่เกมไล่บี้ตามน้ำของฝ่ายค้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำคลิปวีดิโอที่นายกษิตให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนรายการหนึ่งมาย้อนคอหอยที่เคยประกาศว่า หากโดนหมายเรียกก็พร้อมที่จะลาออก เนื่องจากไม่ยึดติดกับตำแหน่งอยู่แล้ว

แสบกว่านั้น นายพร้อมพงศ์จะนำคลิปวีดิโอดังกล่าวไปยื่นต่อนายกฯอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามถึงกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯที่มอบให้กับรัฐมนตรี เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ และยื่นให้กับนายชวน หลีกภัย จอมเก๋าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทวงถามมาตรฐานจริยธรรม และความรับผิดชอบของนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

ปล่อยหมัดตรงใส่หน้า เร่งปฏิกิริยาวัดใจกันเลย.

ทีมข่าวการเมืองรายงาน

ใครคือผู้ร้ายตัวจริง

ที่มา ไทยรัฐ

อดไม่ได้จริงๆ กับ พฤติกรรมของนักการเมือง ในยุคปัจจุบัน การศึกษา การสื่อสารพัฒนาไปไกล แต่การเมืองไทยยังคงไว้ทั้งความคิดและการกระทำล้าหลังยิ่งกว่ายุคหินซะอีก

จู่ๆ คุณถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ไปตรวจราชการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นึกว่าจะสนอกสนใจว่าปัญหาไฟใต้จะดับลงอย่างไร กลับไปนั่งให้ข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาพักอยู่ที่มาเลเซีย 2 วัน เสร็จแล้วเดินทางไปหมู่เกาะฟิจิ จะให้ตำรวจไปรวบตัวแต่ไม่ทัน ไหวตัวซะก่อน

พูดได้เป็นเรื่องเป็นราว

พอมีข่าวการเคลื่อนไหวขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีปรากฏการณ์แทรกซ้อนขึ้นมาทันที ออกมาคัดค้านต่อต้าน เป็นขบวนการ มีการแอบอ้างไปเดินแจกเงินให้ชาวบ้านคนละ 200 บาท ย่านสุทธิสาร ดินแดง เหม่งจ๋าย พร้อมขอรายชื่อให้ไปลงชื่อถวายฎีกา

มีเอกสารใบปลิวแจกไปทั่ว กทม.ว่า ทักษิณจะกลับมาเร็วๆนี้ สรุปแล้วมีเรื่องราวของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นซีรี่ส์เยอะแยะไปหมด เวลาเดียวกัน รมว.-ผช. รมต.-เลขาฯ รมต.ต่างประเทศ รวมทั้งทูตพิเศษที่ตั้งขึ้นมาขยันตามหาทักษิณไปทั่วโลก ยามนี้เห็นเข้าๆออกๆอยู่แถบตะวันออกกลางและประเทศมุสลิม

ไม่ใช่กระชับความสัมพันธ์ตามปกติ

แต่พยายามที่จะล็อบบี้ให้ประเทศเหล่านี้กดดันเอาตัว พ.ต.ท. ทักษิณ มาประเทศไทยให้ได้ และน่าจะเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศและเป็นภารกิจต่อเนื่องที่สำคัญของ รมว.ต่างประเทศไปซะแล้ว

เป็นที่มาของความล้มเหลวในนโยบายต่างประเทศโดยสิ้นเชิง

ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้ แค่นี้ก็น่าจะมองเห็นถึงความสัมพันธ์และความสำคัญระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับคนที่กระเหี้ยนกระหือรืออยู่ตอนนี้

ซึ่งจะว่ากันตามจริงแล้วก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก

ในขณะที่คุณกษิต ภิรมย์ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรงและบางความผิดหนักในระดับสากลก็ว่าได้ นั่นคือการปิดสนามบิน คุณกษิตจะได้รับอภิสิทธิ์ให้เป็น รมว.ต่างประเทศต่อไปก็ไม่เป็นไร หรือจะได้รับเอกสิทธิ์ให้ออกทีวีรัฐชี้แจงความบริสุทธิ์ของตัวเองก็ไม่เป็นไร เพราะความเป็นนิติรัฐไม่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว

มีเรื่องสารพัด ที่รัฐบาลต้องทำ แต่ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ไล่มาตั้งแต่ปัญหาไฟใต้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 คดีสะเทือนขวัญ ลอบสังหารองคมนตรี มุ่งสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล ความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าการลงทุน คนตกงานว่างงาน กู้เศรษฐกิจ แม้แต่การจะกู้เงินยังไม่แน่ว่าจะกู้ได้หรือเปล่าเพราะความน่าเชื่อถือที่ขึ้นๆลงๆ

ที่ยังคาใจชาวบ้านก็มีอีกเยอะ กรณีปลากระป๋องเน่า กรณีรถเมล์เช่า 4 พันคัน กรณีประมูลข้าว ข้าวโพดกระทรวงพาณิชย์ ที่ยังทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกบานตะไท

ใครคือผู้ทำร้ายประเทศไทยกันแน่.

หมัดเหล็ก

กำจัดจุดอ่อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในความเป็นจริง ผมเชื่อว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็รู้ว่า รูปลักษณ์ของรัฐบาล “มาร์ค 1” โดยรวมมันน่าเกลียดน่าชังเต็มไปด้วยพรรคร่วมรัฐบาลที่สังคมไทย คนไทย “รับไม่ได้”!!มีแต่เรื่อง ประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าการตั้งหน้าบริหารราชการแผ่นดินตามที่ควรจะทำพรรคภูมิใจไทย ดูแลกระทรวงใหญ่อย่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ เป็น 3 กระทรวงใหญ่ที่เต็มไปด้วย“ผลประโยชน์” มโหฬารพันลึกการดึงดันในการผลักโครงการ รถเมล์เอ็นจีวี4,000 คัน ด้วยการเช่าแทนการซื้อ และด้วยอัตราค่าเช่าที่แพงกว่าการซื้อตั๋วยานอวกาศ เพื่อไปทัวร์นรก!!โสภณ ซารัมย์ เป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญ!แต่วันนี้คุณ “สอบตก” ในหน้าที่ รมว.คมนาคมบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แม้จะเป็นแค่ มท.2รมช.มหาดไทย แต่ในความเป็นจริงกลับมีบทบาทและอำนาจมากกว่า ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 เป็นเท่าตัว??เพราะมี “เงาใครคนหนึ่ง” อยู่ข้างหลังกระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีอะไรลงตัวในการแก้ปัญหา ราคาพืชไร่ ให้กับชาวไร่ ชาว

นา และเกษตรกรการประกันราคาข้าว เพื่อป้องกันการหมุนเวียนข้าวเปลือกยังไม่มีทางเป็นจริง ทุกวันนี้โรงสีและพ่อค้าคนกลางยัง “ปากมัน” กับการร่ำรวยปีละหลายแสนล้านจากการ “รับจำนำข้าว”ถึงเวลาที่ พรทิวา นาคาศัย ต้องทำอะไรสักอย่าง ให้มากกว่าการเดินหน้า “พีอาร์ตัวเอง”ที่น่าด่าน่าประณามมากที่สุด คือ กระทรวงพลังงาน ที่มี น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูลเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงนี้เป็นโควตา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มี สุวัจน์ ลิปตพัลลภเป็น “หัวหน้าเงา” อยู่น่าด่า น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง?? เพราะราคาน้ำมันโลกลดลงมาทุกวันเหลืออยู่ที่ประมาณ54 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล แต่ราคาน้ำมันในเมืองไทยกลับขายขึ้นราคาทุกวัน!!ถามสักคำเหอะหมอ!! คุณเห็นคนไทยเป็นอะไร??ลำพังแค่ตรึงราคาไว้ไม่ลดลงก็ถือว่าห่วยสุดๆอยู่แล้ว แต่น้ำมันโลกลดราคาคุณกลับมาขึ้นราคาขายปลีกหน้าปั๊ม มันคือการทำร้ายคนไทยทั้งประเทศจะมาอ้างว่าเพื่อเร่งสะสม “กองทุนน้ำมัน”ที่พินาศฉิบหายลงเพราะบริหารกันแบบ “ไม่ใช่มืออาชีพ” นั่นมันก็เป็นเรื่องของคุณเองที่ต้องหาทางแก้ไขให้ “เนียน” กว่านี้ต่างๆ เหล่านี้ คือ “ความอัปลักษณ์” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งใหญ่โตกว่า! มีอำนาจมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำอภิสิทธิ์ ถ้ารักจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี เป็นผู้นำที่รับผิดชอบต่อประชาชน ท่านต้อง “รีบกำจัดจุดอ่อน” กับพรรคร่วมบางพรรค ที่ กำลังข่มขืนกระทำชำเราบ้านเมือง??ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใหม่ซะ!! ■

ฟ้า-ดิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฟ้ามิได้มีไว้ให้ถ่มถุยดินก็มิได้มีไว้เพื่อเทิดทูนทั้งฟ้าทั้งดิน..ต่างมีธรรมดาเป็นความแตกต่าง..และวางอยู่อย่างแตกต่างบนสิ่งเดียวกัน..คราใดที่ฟ้ากับดินก้าวเกินลุล่วงแก่กันและกันก็ไม่ต่างกับหยินหยางที่คลายตัว เป็นการแตกตัวของอีเล็กตรอนและโปรตอนบ้างก็ว่า..นั่นคือที่มาของมหาประลัยระเบิดปรมาณู..สังคมจะวุ่นวาย ความสงบสันติสุขจะเสื่อมสลาย..ก็ด้วยการสันดาปกันของสิ่งที่ควรเกื้อกูลกันมิเกื้อกูลกัน..ดั่งโยนหินก้อนลงสู่พื้นน้ำ..กว่าจะคืนสู่ความสงบงันดังเก่าย่อมใช้เวลาเนิ่นนานเมื่อลูกศิษย์..ปรามาสใส่ครูบาอาจารย์..สถานที่แห่งนั้นก็ไม่ใช่สถานศึกษาอีกต่อไป..เมื่อสังวาสอุบัติในกุฏิเจ้าอาวาส..วัดกับสำนักนางโลมก็มิแตกต่างกันพรรณนาความกันขึ้นมาครึ่งค่อนก็เพื่อที่จะบอกว่า..เป็นเรื่องลำบากพอกัน..ไม่ว่าจะเอาดินขึ้นมาเทิดไว้หรือใส่น้ำลายขึ้นสู่ปุยเมฆ..หากปรารถนา

จะให้แผ่นดินเป็นสุข..จงหยุดต่อการก้ำเกินก้าวล่วง..ทั้งฟ้าทั้งดินต่างมิใช่สมบัตินิรันดรของผู้ใด..ต่างมาและต่างไปด้วยกันหมดทั้งนั้น..ปราศจากดิน..ฟ้าก็คือห้วงอวกาศอันว่างเปล่า..เคว้งคว้างดำมืดปราศจากฟ้า..ดินก็คือฝุ่นและระแหงที่ร้อนเร่ากว่าจะจินตนาการ และยะเยือกเกินกว่าจะอุบัติชีวิตสังคมของพวกเราเผ่าไทย..จากทวดของปู่..จนถึงเหลนของหลาน..เราอยู่กันมาเนิ่นนาน..เกินกว่าจะคิดถึงวันอันแตกสลาย..ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะทำให้แผ่นดินนี้วอดวาย..เพียงเพราะ..กิเลสตัณหาของอ้ายอีไม่กี่คนของพลเมืองชั่ว..แตกตัวออกจากกันเพราะหายัดทานไม่ลงตัว..ย้อนเวลากลับไปหาวันเริ่มต้นแล้วเราจะเห็นคนที่สมควรลากขึ้นมาสู่ตะแลงแกง..หยุดความแตกแยกไว้สักครู่..แล้วพลิกดูอดีตย้อนหลังกลับไป..แผ่นดินแหลกระยำอยู่วันนี้..เพราะกิเลสของอ้ายอีไม่กี่ตัวรู้กันทั่ว บอกตัวกันถูก ไทยทุกผู้..เก็บแผ่นดินนี้ไว้ให้กับลูกหลานวันหน้า..เพื่อนร่วมเผ่าเราร่วมพันธุ์..ต้องช่วยกันรักษาฟ้าช่วยกันรักษาดิน ไทยกับแผ่นดินนี้อยู่กันมาแล้วใกล้พันปี..อย่าให้มีอันเป็นไป..ใต้ลมหายใจพวกเรา ■

ประชาธิปไตย.....ทางที่ต้องเดินไม่ใช่ทางที่จะเลือก

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปูนนก
วันพฤหัสบดีที่ 09 กรกฏาคม 2009 เวลา 22:13 น.

alt
นับตั้งแต่ประเทศไทย ได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นต้นมา สถานการณ์ทางการเมืองการปกครองของประเทศได้พัฒนาตัวเองไปจนเกือบจะเข้าสู่ การต่อสู้ทางนโยบายที่จะนำผลสัมฤทธิ์ที่เป็นจริงไปสู่ประชาชนในประเทศ และจะเกิดการแข่งขันกันทางนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ซึ่งนั่นจะทำให้ประเทศชาติมีความเข็มแข็งในทางการปกครองและจะเกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ประชาชนไทยทั้งมวล น่าเสียดายที่เกิดการเข้าแทรกแซงกล จักรประชาธิปไตยที่กำลังขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีนี้ให้สะดุดหยุดลงด้วยการรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 19 กันยาน 2549 ทำให้ระบบทั้งหมดพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรืองรุดหน้าเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนกลับ ต้องล่มสลายลง และวิ่งตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าอับอาย...
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
สิ่ง ที่น่าสังเกตและควรค่าแก่การนำมาพิจารณาก็คือ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในท่ามกลางบรรยากาศของประเทศที่กำลังพัฒนาไปด้วยดี และคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังมีความสุขนั้น มันเกิดขึ้นและสำเร็จผลอย่างง่ายดายไร้การต่อต้านจากประชาชนและทุกองค์กรของ ชาติได้อย่างไร และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น... มีเรื่องหนึ่งที่บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่น่าจะนำมาเทียบเคียงและเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ดังต่อไป นี้....เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 ได้เกิดการรัฐประหารที่ไม่สำเร็จ (เรียกว่ากบฏ) ขึ้น เรียกชื่อกันว่า “เมษาฮาวาย” กบฏในครั้งนั้นเกิดขึ้นโดยกลุ่ม จปร. 7 เป็นการใช้กองกำลังทหารเข้าร่วมมากที่สุดถึง 28 กองพัน แทบจะไม่มีเหลือทหารฝ่ายรัฐบาลเอาไว้เลย หัวหน้าผู้ก่อการก็คือ พล.อ เสริม ณ นคร ได้เคลื่อนกำลังเข้ายึดสถานที่ต่าง ๆ เอาไว้ได้จนหมดสิ้น เพียงแต่ไม่สามารถควบคุมตัว พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้ และที่สำคัญคือปล่อยให้ พล.อ. เปรม สามารถอัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาไปถวายอารักขา ณ กองบัญชาการทัพภาค 2 ที่โคราชได้สำเร็จ (ไม่ว่าจะโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) แค่นี้คนไทยก็รู้แล้วว่าควรเข้าข้างใคร ทั้ง ๆ ที่การยึดอำนาจในครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยในชาติเลย แม้แต่น้อย.... ในที่สุดฝ่ายที่ยึดอำนาจที่มีกำลังทหารมากกว่าก็กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลาย เป็นกบฏ (ทั้ง ๆ ที่มีกองทัพหนุนหลังเต็มที่)....วันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดรัฐประหารในลักษณะเดียวกันกับกบฏเมษาฮาวาย แต่มีลักษณะที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงคือ กองทหารที่ทำการยึดอำนาจเป็นกองกำลังส่วนน้อยที่มาจากกองทัพภาคที่ 1 ของ พล. อ. อนุพงศ์ เผ่าจินดา กับ กองทัพภาคที่ 3 ของ พล. อ. สะพรั่ง กัลยาณมิตร เท่านั้น แต่เมื่อทำการยึดอำนาจในขณะที่ท่านนายกทักษิณ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ก็ได้เข้าเฝ้า (หรือควบคุมกลาย ๆ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในพระราชวังสวนจิตรลดาในคืนนั้น...และด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชาชน ไทยทั้งชาติจึงไม่ได้กระทำการต่อต้านใดๆ ทั้งๆ ที่รัฐบาลท่านนายกทักษิณ เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนและทำประโยชน์ให้กับประชาชนซึ่งได้รับการสนับสนุน อย่างเต็มที่จากประชาชน.... เวลาผ่านไปเมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้ยึดอำนาจเขียนขึ้น ประชาชนทั้งชาติก็ยังคงพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าประชาชนไทยไม่เห็นด้วยกับ การยึดอำนาจในครั้งนั้น โดยเลือกพรรคพลังประชาชนที่สืบสานเจตนารมณ์มาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบลงไป ก่อนหน้า.... ความขัดแย้งในครั้งนี้แตกต่างจากการยึดอำนาจที่ ผ่านๆ มาอย่างสิ้นเชิง ในครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างพลังอำนาจที่เคยสามารถกำหนดและชี้เป็น ชี้ตายให้ใครแพ้ใครชนะก็ได้ ในการครอบครองอำนาจการปกครองของประเทศนี้ กับพลังอำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดบทบาทชะตากรรมของชีวิตพวกเขาด้วยตน เอง... ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาหลังจากการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ประเทศไทยจึงไม่เคยมีความสงบเลยแม้แต่น้อย ไ่ม่ว่ารัฐบาลหรืออำนาจกองทัพ หรือผู้มีอิทธิพลในประเทศนี้จะพยายามชักจูง ชี้นำ และผลักดันให้ประชาชนยอมรับต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์มิได้สงบราบเรียบลงเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศเวลานี้ เมื่อฝ่ายผู้มีอำนาจบารมียิ่งพยายามแก้ไขตามวิธีของตนเองมากเท่าใดก็ยิ่ง ยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น เหมือน “ลิงแก้แห” แก้ไขเรื่องโน้น ก็มีเรื่องนี้เกิดขึ้น แก้ไขเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จก็มีอีกเรื่องวุ่นวายตามมา สถานการณ์เหมือนลูกโป่งที่มีน้ำอยู่ภายใน บีบอย่างไรน้ำในลูกโป่งก็จะล้นทะลักออกไปอีกด้านหนึ่งเสมอ ภายในระยะเวลา 3 ปีมานี้ประชาชนไทยโดยเฉพาะตามต่างจังหวัดเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เขาถูกใครหลอกลวงมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี...ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง และต้องการให้ได้มาก็คือ ประชาธิปไตย ที่อำนาจบริหารมาจากการกำหนดของพวกเขาเอง ไม่ใช่จากใครคนใดคนหนึ่งที่จะเป็นผู้มากำหนดให้แล้วบอกว่า “ดีแล้วให้ทำอย่างนี้” ประชาชนไทยพวกเขา “คิดเป็น” เขามองเห็น และพวกเขา “เข้าใจ” ดีว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับชีวิตของพวกเขา การ ถวายฎีกาขอความเป็นธรรมให้กับท่านนายกทักษิณโดยประชาชนไทยไม่น้อยกว่า 1 ล้านรายชื่อ และการการออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายสากลที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ดำเนินการนั้น เป็นกระบวนการที่เหมือนเผือกร้อนอันสำคัญยิ่ง ที่จะนำให้ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในประเทศนี้ผู้ซึ่งเคยมีบทบาท “ชี้เป็นชี้ตาย” ให้กับการเมืองการปกครองของประเทศ ได้กลับมาทบทวนและพิจารณาอย่างจริงจังเสียทีว่า “ประชาธิปไตยนั้น.....เป็นทางที่ต้องเดินไม่ใช่ทางที่จะเลือก” จงเดินไปบนทางสายนี้เสียก่อนที่จะสายเกินไป “เราเตือนท่านแล้ว”

สงครามโค่นล้มอำมาตย์มันเริ่มไปนานแล้ว คุณจตุพรจะหยุดหรือไม่หยุดมันไม่มีประโยชน์

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพฤหัสบดีที่ 09 กรกฏาคม 2009 เวลา 05:32 น.

alt
คือ ผมคิดว่าประชาชนเสื้อแดงส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เข้าใจไปนานแล้วว่า "อำมาตยาธิปไตย" คืออะไร และพวกเขากำลังต่อสู้กับอำนาจเก่าอย่างไร และคนเสื้อแดงก็มาไกลเกินกว่าวาทะกรรมใดๆ จะยุติความรู้สึกทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้แล้วครับดังนั้น คุณจตุพร บอกว่าจะหยุดเคลื่อนไหวโค่นล้มอำมาตย์ ผมก็คิดว่าก็คงเป็นแค่ หยุดด่าบนเวที ชุมนุมของรายการความจริงวันนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้หยุดกระบวนการคนเสื้อแดงทั้งหมด ที่ใหญ่โตเกินกว่า "สามเกลอ" มากนัก ที่จริง สามเกลอ เป็น "แกนนำ" ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่ไม่ใช่ "ผู้นำของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด"
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
ที่จริงการโค่นล้มอำมาตยาธิปไตย นั้นไม่มีอะไรมากนัก นอกจากเราต้องสร้างระบบการเมืองแบบสองพรรคขึ้นมา เหมือนยุคคุณทักษิณ เมื่อการเมืองระบบสองพรรค อำนาจในการล็อบบี้ของอำมาตยาธิปไตย ก็จะลดลงไปอย่างมากมาย จนต้องสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อทำลายล้าง "พรรคการเมือง" อย่างที่เราเห็นในช่วงสามปีมานี้แหละครับ สิ่งที่พวกเขาหวังคือ ประเทศไทยจะต้องมีพรรคเล็กพรรคน้อย แบบก่อนปี 2540 เพื่อที่พวกเขาจะสามารถลอบบี้ได้ดังนั้นการโค่นอำมาตย์ในทางปฎิบัติ ไม่ใช่เชิงสัญญลักษณ์ ในความเห็นของผมคือ ออกไปเลือกพรรค "เพื่อไทย" เข้าสภาให้ได้มากที่สุด สำหรับคนเสื้อแดง ส่วนฝ่ายเสื้อเหลือจะเลือกพรรค ปชป. เราก็ควรส่งเสริมพวกเขา เพราะมันทำให้เกิดระบบสองพรรคแน่นอนอย่าไปกังวลเลือกพรรคที่สามที่ 4 ให้เสียเวลาและ จากการวิเคราะหฺ์แล้ว "คนเสื้อเหลือง" เสียงเขาไม่ได้แตก เขาเลือกพรรค ปชป. พรรคเดียว ทั้งในภาคใต้ และ กทม. ปัญหาอยู่แค่ เขตภาคกลางและอีสานใต้บางส่วนยังคงเลือกกลุ่มการเมือง เล็กๆ หรือกลุ่มอุปถัมป์ท้องถิ่นอยู่บ้าง เช่น โคราช บุรีรัมย์ อุบลราชธานี้ สุพรรณบุรี ชลบุรีเป็นต้น หากคนในจังหวัดเหล่านี้ เลิกเลือกตั้งตาม "ท้องถิ่นนิยม" ประเทศไทยจะพ้นจากระบบหลายพรรคไปทันทีหาก ปชป. ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว เขาก็ไม่สนใจอำมาตย์เช่นกัน หาก เพื่อไทยได้เป็น ยิ่งไม่สนใจอยู่แล้วการโค่นอำมาตย์ในทางปฎิบัติ จึงเป็น การกำจัดพรรคเล็กๆ ออกไปจากระบบการเมืองไทยส่วน การชุมนุมด่าเปรมนั้น ผมว่าด่าไปก็เท่านั้น เพราะคนรู้หมดแล้ว มันไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการเผยแพร่ความคิดแล้ว และเปรมจะลาออกจากองคมนตรีหรือไม่ลาออก ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีความหมายอะไรมากนัก อยู่ไปก็เป็นตัวถ่วง ที่จริงปัญหาก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น เป็นแค่ ยุทธการตีวัวเท่านั้นเองสรุปคือ อำมาตย์ยิ่งดิ้นก็ยิ่งตาย ไม่ว่าจะออกไปทางไหนครับ ส่วน ประเด็น ก้าวล่วง ไม่ก้าวล่วง ผมว่าไม่ใช่จุดสำคัญของอารมณ์ของประชาชนในขณะนี้แล้วครับ ดูเหมือนจะมีผลน้อยมากในการตัดสินใจของคนที่ลงชื่อฎีกาครับ ผมจึงไม่ออกความเห็นนี้ เพราะผมรู้อยู่แล้วว่าคนเสื้อแดงที่ลงนามในฎีกา กับ ไม่ลงนาม ได้ก้าวพ้น "กรอบความคิดเก่า" นี้ไปไกลแล้วถกประเด็นนี้ไปก็เปล่าประโยชน์ผม ว่าหากคุณจตุพร ไปพูดจาเชิดชูอำมาตย์ตามวาทกรรมเดิม ที่เป็นจารีตของคนไทย ยุคก่อนสามปีมานี้ ผมว่าคนที่ไปชุมนุมก็จะเบื่อหน่าย และรู้สึกว่าพวกคุณ "เดินถอยหลัง" เสียงตำหนิก็จะตามมาสรุป แกนนำคนเสื้อแดงไม่มีทางเลือกมากหรอกครับ เพราะพวกเขาไม่ใช่ "ผู้นำทางความคิด "ของคนเสื้อแดงในทุกด้าน แต่เป็น "แกนนำปราศรัยบนเวที"ปล. ผมรู้ว่าท่านนายกฯทักษิณ มีไพ่เล่น ที่ไม่ใช่ "สามเกลอ" อย่างเดียวครับ น้ำหนักการเล่นโดยกลุ่มสามเกลออาจลดลง แต่ไปเน้นด้านอื่นๆ มากขึ้นสาม เกลออาจรู้ตัว จึงพยายามสร้างงานอื่นๆ นอกจากการชุมนุมแล้วปราศรัยบนเวที ซึ่งไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอื่นๆ ทางยุทธศาสตร์ได้ นอกจากการ "ปลุกเร้ามวลชน" ไม่ให้เบื่อหน่ายเท่านั้นสามเกลอเป็นเพียง "แนวรบ" ด้านหนึ่งเท่านั้น

อย่ากังวล หรือกลัวพวกเสี้ยม ยุยง เลยครับ คนเสื้อแดงไม่แตกกันหรอกครับ

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ลูกชาวนาไทย
วันพฤหัสบดีที่ 09 กรกฏาคม 2009 เวลา 05:13 น.

alt
ผมเข้าใจสิ่งที่พี่น้องเสื้อแดงหรือแกนนำเสื้อแดงหลายคน กังวลว่าคนเสื้อแดงจะแตกกัน กรณีการถวายฎีกาที่มีการวิพาร์กวิจารณ์มาก ผมเข้าใจที่กังวลครับ แต่คนเสื้อแดงเป็นขบวนการประชาชน ที่เกิดขึ้นจากการตื่นตัวของประชาชนเอง ดังนั้น สิ่งที่แกนนำจะต้องปรับตัวก็คือ ต้องฟังเสียงของมหาชนให้มากขึ้นนะครับ ว่าพวกเขามีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร เหมือนกับการฟังเสียงลูกค้าอาจ มีข้อกังลว่าอาจมีการแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ ผมคิดว่าหากมีการแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ ก็ต้องมีการประสานกันในลักษณะของ Congress หรือสมัชชาครับ ผมคิดว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่จะเข้าใจและกำหนดทิศทางให้แกนนำแล้วว่าควรเดินไปทางไหน ด้งนั้น หากมีการแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่ ของแกนนำ ผมว่าหากแกนนำนั้นแปลกแยกไปจากสิ่งที่คนเสื้อแดงต้องการ คนที่ตามเขาไปก็คงน้อยมาก หรือไม่มี
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
ตัวอย่างเช่น คนเสื้อแดงในโลกไซเบอร์ ที่มีมากหมายหลายกลุ่ม รวมกันแล้วก็แตก แล้วก็มีการรวมกลุ่มกันอีก และมักแตกกันเสมอเสียด้วย แต่ผมก็ไม่เห็นว่าคนเสื้อแดงในโลกไซเบอร์จะอ่อนแอลงแต่ประการใดครับยุค แรกๆ ก็มีกลุ่มคนผ่านฟ้าฯ ต่อมาก็กลุ่มคนวันเสาร์ แล้วก็อีกมากมาย จนผมจำไม่ไหว แต่ผมก็ยังเห็นอุดมการณ์คนเสื้อแดงยิ่งหนักแน่นครับมี คนเคยเสนอให้มีการตั้งกลุ่มในโลกไซเบอร์เหมือนกัน แต่หลายๆ คนรวมทั้งผมเองก็ไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่ามันฝืนธรรมชาติของโลกไซเบอร์ที่มีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอยู่แล้ว สุดท้ายผมเคยเสนอให้รวมกันแบบ Congress ที่ประกอบด้วยกลุ่มย่อยต่าง ๆ แต่ในที่สุดก็ไม่เกิดขึ้นแต่ผมก็เห็นกลุ่มต่างๆ ในโลกไซเบอร์พบปะกันเป็นประจำ ซึ่งมันก็เป็น Congress โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่มีใครเข้าครอบงำแต่ละกลุ่มได้ ผมเลยไม่ค่อยกังวลเรื่องกลุ่มแตก สลาย หรือเกิดกลุ่มใหม่ขึ้นมากนัก เพราะใครถนัดทำงานกับกลุ่มใด ก็ไปทำงานกับกลุ่มนั้นเพราะแต่ละกลุ่มก็ไม่มีน้ำเลี้ยงอยู่แล้ว ตั้งกันขึ้นมาเอง ย่อมมีเสรีภาพที่จะรวมหรือสลายนะครับสำหรับ "สามเกลอ" ก็ควรเปิดรับฟังความเห็นของคนอื่นเพิ่มมากขึ้นก็เท่านั้นแหละครับ เพราะบางคนเขาอึดอัดเขาก็อาจแยกตัวไปตั้งกลุ่มใหม่แต่ก็ยังเป็น "เสื้อแดง" รบกับอำมาตย์ อยู่เหมือนเดิมครับสำคัญคือ "ต้องลงคะแนนเลือก พรรคเพื่อไทย เท่านั้นแหละครับ จึงจะเป็น ยุทธศาสตร์สำคัญครับเพราะในที่สุดแล้ว "การเลือกตั้ง" ก็ยังเป็น "สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการได้อำนาจรัฐอยู่ ไม่ว่าฝ่ายอำมาตย์หรือเสื้อแดงครับ ก็เพราะคนเสื้อแดงเป็นแบบนี้แหละครับ อำมาตย์ จึงยากที่จะสลายได้กรณี พวกเสี้ยมทั้งหลายพยายามเสี้ยมให้คนเสื้อแดงสงสัยหรือไม่เชื่อมั่นในแกนนำ ผมคิดว่านั่นเป็นการคิดที่ตื่นเขินมาก ของกลุ่มอำมาตย์นะครับ เพราะเสื้อแดงรวมกันด้วย”อุดมการณ์ประชาธิปไตย" ไม่ใช่เกิดจาก "แกนนำไปปลุกระดมมวลชน" มา แต่เป็นมวลชนสร้างแกนนำของเขาขึ้นมา การพยายามเสี้ยมว่า แกนนำเป็นอย่างโน้น อย่าไว้ใจแกนนำ แกนนำไม่มีความจริงใจ ผมว่าเป็นการ "เล็งเป้าหมายที่ผิด" และเป็นยุทธวิธีที่ตื้นเขินและนี่คือข้อผิดพลาดที่ใหญ่หลวงของอำมาตย์หรือ กอ.รมน. นะครับที่ จริงความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้เป็นการ “ต่อสู้ทางแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน" สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องเอาชนะทางแนวคิดให้ได้ก่อนจึงจะสามารถเอาชนะสงครามทางการเมืองได้ หากเอาชนะทางความคิดไม่ได้ ก็ยากที่จะทำให้กลุ่มตรงข้ามทางการเมืองสลายไปได้การทำลายแกนนำนั้น ไม่ได้ส่งผลให้กลุ่มเสือแดงสลายตัวไปแต่อย่างใด แกนนำเกิดขึ้นและตายไปได้ แต่อุดมการณ์และแนวคิดไม่ได้ตายไป จึงเกิดแกนนำใหม่ขึ้นเสมอสิ่งที่ อำมาตย์ทำกลายเป็น "สร้างคนเสื้อแดงให้มากขึ้น" เช่น ไล่บี้ทักษิณ ออกหมายจับแกนนำ สร้างระบบสองมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยกระเทือนต่อขบวนการคนเสื้อแดง แต่เป็น "น้ำเลี้ยงให้เติบโต" ครับ เป็นปุ๋ยอย่างดีให้ขบวนการคนเสื้อแดงเติบโตอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบมวลชน กับแนวคิดอำมาตยาธิปไตย ผมว่าไม่ว่าสู้อย่างไรอำมาตย์ก็ไม่ชนะครับเขา อาจชนะตอนสงครามคอมมิวนิสต์ เลยคิดว่ายุทธวิธีต่างๆ จะได้ผล แต่เขาหารู้ไม่ว่าที่เขาชนะ ไม่ใช่เพราะ นโยบาย 66/23 แต่เป็นเพราะ "ขบวนการคอมมิวนิสต์ในระดับโลก แพ้ต่อทุนนิยมต่างหาก ซึ่งเราจะเห็นผลก็คือ กำแพงเบอร์ลินล่มสลายตามมา และสหภาพโซเวียตก็ล่มด้วย นั่นไม่ใช่ผลของนโยบาย 66/23 แต่อย่างใด นโยบาย 66/23 เป็นแค่ "สัญญาสันติภาพ" ของสงครามกลางเมืองไทยเท่านั้นเอง พวกอำมาตย์ไปยกย่อง over claim มากเกินไปสรุปคือ เขาคิดว่าจะใช้ยุทธวิธีอย่างนั้นอีกในการต่อสู้กับ "ขบวนการประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์" โดยใช้อุดมการณ์แบบเทวราชา และระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงผมเห็นความพ่ายแพ้แต่ต้นแล้วที่ยืนหยัดอยู่ได้เพราะก่อสร้างมานานต่างหาก ทำให้ล่มสลายไม่เร็วเท่านั้น แต่ก็ล่มจักรวรรดิ ที่ยิ่งใหญ่ที่กำลังเสื่อมโทรมนั้น ไม่อาจล่มสลายในวันเดียว ถึงเสื่อมโทรมมันก็ยังมีพลังอยู่ในบางระดับ อย่าใจร้อน ถึงอย่างไร จักรวรรดิโบราณเทียบยุคอียิปต์ที่ฟาโรห์เป็นเทพเจ้านี้ อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ในศตวรรษที่ 21

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ฎีกาล้านชื่อคือ"ปฏิบัติการกราบแผ่นดินภาค2"

ที่มา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
9 กรกฎาคม2552

ผมคิดว่า ถ้าจะสรุปแบบรวบยอด สิ่งที่ พวกเขากำลังทำตอนนี้คือ"กราบแผ่นดิน" ครั้งที่ 2



*ถวายฎีกา-หยุดเสนอ"โค่นอำมาตย์" : จตุพร-3 เกลอ กำลังพยายามหันมา"ประจบบางคน"แทนหรือครับ?

3 เกลอประกาศเลิกโค่นอำมาตย์ คุยเร่งปิดเกม รบ.ใน3 เดือน

นายจตุพร ยังกล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งที่ 2 คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ภายหลังกระบวนการรวบรวมรายชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณเสร็จสิ้นลงแล้ว เนื่องจากต้องการแยกทั้ง 2 เรื่องออกจากกัน โดยจะเป็นการยกระดับในการชุมนุมจากการเรียกร้องให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยุบสภา เป็นการขับไล่รัฐบาล ฐานทำให้สภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมย่อยยับ อีกทั้งยังปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายอย่างนายกษิต ภิรมย์ นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อไป ซึ่งเชื่อว่าบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนจะต้องตื่นตาตื่นใจที่ได้มาร่วมประชุมกับผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน

"การชุมนุมครั้งใหม่ของกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่มีประเด็นโค่นล้มอำมาตย์ เพราะถือว่าได้เรียกร้องให้ 3 องคมนตรีแสดงความรับผิดชอบไปแล้ว จากนี้จึงขึ้นอยู่กับพระราชอัธยาศัย โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ก้าวล่วง" นายจตุพรกล่าว


ถ้าคำสัมภาษณ์ของจตุพรนี้ ไม่ใช่การพูดแบบผ่านๆอย่างไม่ซีเรียสอะไร แต่เป็นการพูดที่มาจากการกำหนดวิเคราะห์แล้ว (ผมคิดว่าเป็นอย่างหลัง) ก็อาจจะอธิบายย้อนหลังได้ว่า เหตุใดจึงเกิดข้อเสนอเรื่อง "ถวายฎีกา ทีดินรัชดา" ขึ้นมาได้

ผมยังยืนยันว่าข้อเสนอ "ถวายฎีกา ที่ดินรัชดา" ในบริบทของการเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวที่เพิ่งผ่านไปในเดือนมีนา-เมษา ต้องนับว่าเป็นจังกวะก้าวที่ "แปลก" มากๆ คำอธิบายประเภทว่า นี่เป็นเรื่องที่วีระคิดไว้นานแล้ว เป็นคำอธิบายที่ไม่มีน้ำหนัก (ยิ่งถ้าคิดไว้นานแล้ว ทำไมเพิ่งมาทำตอนนี้?) คำอธิบายประเภทว่า นี่เป็นการ"โยนเผือกร้อน" ก็ไม่มีน้ำหนัก ไม่สอดคล้องกับท่าทีที่เป็นจริงของฎีกานี้แต่อย่างใด สำหรับบางคนที่คิดเช่นนี้เป็นการสะท้อนลักษณะคิดฝัน (wishful thinking) มากกว่า

แต่ถ้าคำสัมภาษณ์ของจตุพรนี้เป็นความจริง ก็สามารถอธิบายได้ว่า การ "ถวายฎีกา ที่ดินรัชดา" หาใช่จังหวะก้าวที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ หรือกระทันหันแต่อย่างใด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนท่าทีในการเคลื่อนไหวของ "3 เกลอ" (และทักษิณ?) โดยเฉพาะในเรื่องท่าทีต่อ "บางคน"

สิ่งที่ชวนสะดุดใจมากๆในคำสัมภาษณ์ของจตุพรคือ การกล่าวว่า "....จากนี้จึงขึ้นอยู่กับพระราชอัธยาศัย โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ก้าวล่วง"

จตุพรกำลังหมายความว่า ต่อไปนี้ ถ้าใครยังชูประเด็น "โค่นอำมาตย์" จะเท่ากับ "ก้าวล่วงพระราชอัธยาศัย" หรือ?

ถ้าเช่นนั้น การเคลื่อนไหวใหญ่โตของคนเสื้อแดง หลังการชุมนุมมหึมาวันที่ 8 เมษายนเอง ก็ต้องถือเป็นการ "ก้าวล่วงพระราชอัธยาศัย" ด้วยสิ? อันที่จริง ต้องนับตั้งแต่หลังวันที่ 22 และ 27 มีนาคม เมื่อทักษิณประกาศโจมตี เปรม-สุรยุทธิ์-ชาญชัย อย่างรุนแรง ด้วยซ้ำ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทรงรับทราบแล้วตั้งแต่ตอนนั้น (ไม่ว่า 27 มีนา หรือ 8 เมษา) ว่า คนเสื้อแดงเรียกร้องให้ "โค่นอำมาตย์" ไล่ 3 องคมนตรีนั้นออกไป แต่ตอนนั้น จตุพรและเสื้อแดงอื่นๆ ก็ยังยืนกรานที่จะเคลื่อนไหว "โค่นอำมาตย์" ต่อไป หาได้ ปล่อยให้ "ขึ้นกับพระราชอัธยาศัย" แต่อย่างใดไม่ (และดังที่ทุกคนรู้ดี ตอนนั้น ก็มีเสียงเสนอของพวกที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดงว่า นี่เป็นการ "ก้าวล่วง" ต้องให้ "เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย" ว่าจะให้เปรม ฯลฯ ออกหรือไม่ แต่จตุพรและคนอื่นก็หัวเราะเยาะให้กับความเห็นช่นนี้)

น่าเสียดายที่แกนนำเสื้อแดงตอนนี้ ทำราวกับว่า คนเสื้อแดงเอง และประชาชนโดยทั่วไป เป็นโรคความจำสั้น


ผมรู้สึกว่า พวกเขากำลังกลับไปสู่ โหมด หลัง 23 ธค.50 มากกว่า

คงจำกันได้ว่า หลัง 23 ธค. หลังจากตั้ง รบ.แล้ว ค่ายทักษิณก็พยายามหันมา "เจรจา" หรือ "ประจบเอาใจ" "บางคน" ที่แสดงออกอย่างรวมศูนย์ หรืออย่างเป็นสัญลักษณ์ "ทักษิณ "กราบพื้นดิน"" นั่นแหละ

(รวมทั้งท่าทีรอบๆนั้น คือ ไม่ปลดอนุพงศ์, ยอมให้เพิ่มงบทหาร, ให้จัดการทหารตามใจชอบ, ทักษิณเอง ออกมายอมรับเรื่อง ตุลการ "กระบวนการยุติธรรม" ฯลฯ ฯลฯ)

ที่พยายามเสนอใน กระทุ้นี้ คือ ท่าทีการเสนอฎีกา ที่จำกัดเฉพาะเรื่องทีดินรัชดา ซึ่งดูแปลกมาก ถ้ามองในบริบทของท่าทีที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด นั่นคือ (เช่นเดียวกับหลัง 23 ธค.) ตอนนี พวกเขา กลับมาสู่โหมด "พยายาม reconcile กับ "อีกฝ่าย"

การโจมตีอภิสิทธิ์ต่อนี่เป็นเรื่องธรรมดาและเรื่องเล็ก (คงจำได้ว่า ตลอดช่วง มีนา-เมษา แทบไม่ได้ชูเรื่องอภิสิทธิ์เลย ประกาศซ้ำๆด้วยว่า อภิสิทธิ์เป็นเพียงตัวกระจอก เป็นหุ่นเชิด)

ผมคิดว่า ท่าทีล่าสุดของจตุพรนี้ ยืนยันว่า เรื่อง "ยื่นฎีกาเฉพาะกรณีรัชดา" ไม่ใช่เรื่อง "โยนเผือกร้อน" หรือ tactic "เหนือเมฆ" อะไรที หลายคนเขียนๆแบบ wishful thinking กัน แต่เป็นท่าที พยายาม "อ่อน" ให้ "บางคน" "เห็นใจ" จริงๆ

น่าสังเกตด้วยว่า เรื่องงาน "แซยิด" นั้น แม้จตุพรไม่ได้ออกมา "เบรก" แต่ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยให้จัดสนามหลวง เสนอให้ไปทำบุญตามวัดต่างๆแทน (ผมก็เพิ่งทราบว่า ข้อเสนองานสนามหลวงมาจากฝ่ายแท็กซี่มากกว่า)

ความ"ตลกร้าย"(irony)ของฎีกาครั้งนี้คือ ไม่อยู่ในพระราชอำนาจที่จะทรง"ให้อภัย"ได้ด้วยซ้ำ

คือไม่อยู่ในพระราชอำนาจที่จะทรง"ให้อภัย" คุณทักษิณได้ ตราบเท่าที่คุณทักษิณเองไม่ได้ยื่นขอฎีกา

กระทั่งจะทรงบอกให้รัฐบาลหาทางทำเรื่อง "ให้อภัย" คุณทักษิณ ก็ไม่ได้ด้วย ตราบเท่าที่คุณทักษิณเองไม่ได้ยื่น "ขออภัย"

ในทางกลับกัน เรื่องแบบนี้สิ อยู่ "ในพระราชอำนาจโดยตรง"

- ปลดเปรม
- ปลด สุรยุทธิ์
- ปลด ชาญชัย

(หรือให้อภัยสุวิชา ท่าค้อ ที่ยื่นเรื่องขออภัยไปแล้ว)

กระทั่งเรื่องทำนองเดียวกับที่ชูพงศ์เสนอ (ผมเห็นว่า ไมใช่ทุกอย่างที่คุณชูพงศ์เสนอ อยู่ในพระราชอำนาจ อย่างที่คุณชูพงศ์พูด เช่น เรื่องใหญ่อย่าง "เปลี่ยนระบอบ" เป็นต้น)

เช่น

"ขอให้ทรง "ให้คำแนะนำ, ตักเตือน" รัฐบาล [right to warn, right to encourage] ให้หาทาง "บรรลุการสมานฉันท์" (ด้วยการ "ออก พรบ.นิรโทษ ทั่วไป" หรือ "เลือกตั้งใหม่") เป็นต้น

ผมคิดว่า ถ้าจะสรุปแบบรวบยอด สิ่งที่ พวกเขากำลังทำตอนนี้คือ
(ผมเพิ่งนึกคำออกเมื่อครู่นี้เองหลังจากพูดพาดพิงในอีกกระทู้หนี่ง)

"กราบแผ่นดิน" ครั้งที่ 2

การขอให้พระมหากษัตริย์ทำในสิ่งที่ไม่ทรงมีอำนาจ เท่ากับ(ขอ)เพิ่มอำนาจให้พระมหากษัตริย์

การยื่นฎีกา "ขออภัยโทษให้ทักษิณคดีรัชดา" ครั้งนี้ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีอำนาจที่จะ "ให้อภัย" ได้เลย ตราบเท่าที่ทักษิณไม่ได้ยื่นขอเอง

นั่นคือ การยื่นฎีกานี้ เท่ากับขอให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจที่ไม่ได้ทรงมีอยู่ (ให้อภัยคนที่ไม่ได้ขออภัยเอง) เป็นการขอให้ใช้อำนาจ "ตามพระราชอัธยาศัย" ล้วนๆ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่า มีพระราชอำนาจนั้นตามกฎหมายหรือไม่

ผม "ได้ข่าวมาว่า" คุณทักษิณ "มีวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำ" แต่ ....

"ผู้นำทางการเมือง" ที่มี "วิสัยทัศน์" ในบริบทของปัญหาปัจจุบันทีประเทศไทยเผชิญอยู่ คือการล้มระบอบประชาธิปไตย สถาปนาระบอบ"อำมาตยาธิปไตย" ฯลฯ หลัง 19 กันยา นั้น

มิใช่ว่า หากมีผู้สนับสนุนเสนอจะรณรงค์ 1 ล้านคนเพื่อ"ฎีกา เรื่อง ทีดินรัชดา"

มิใชว่า ควรตอบทำนองนี้หรือครับ?

"ผมขอบคุณที่คุณวีระเสนอ แต่เรื่องคดีที่ดินรัชดาของผมเรื่องเล็ก ปัญหาใหญ่กว่านั้น คือเรืองความไม่มีประชาธิปไตย ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประชาชน การเข้าแทรกแซงทางการเมืองของอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ฯลฯ

ดังนั้น ผมขอเสนอว่า ถ้าจะถวายฎีกา ควรถวายฎีกา ไมใช่ให้ผมคนเดียว ในคดีเดียว

แต่ควรถวายฎีกา ให้เกิดการสมานฉันท์ทั่วไป ให้มี general amnesty (นิรโทษกรรมทั่วไป)

ให้หาทางกลับคืนสูสภาพประชาธิปไตย ก่อน 19 กันยา

เพื่อที่ประเทศไทย จะมีการพัฒนาการทางการเมือง อย่างยั่งยืนต่อไปในระยะยาว...."


ข้อเสนออะไรทำนองนี้ ไมใช่สิ่งที่เรียกว่า "วิสัยทัศน์ผู้นำ" มากกว่าหรือ?

(ถ้าจะเรียกฎีกานี้ว่า อะไร ผมว่า เหมาะที่สุดคือ "ข้อเสนอเฉพาะหน้าเป็นวันๆ" หรือ "เป็นเดือนๆ" เสียมากกว่า ไมใช่ "วิสัยทัศน์" แน่)

เชิญชวนร่วมงาน 'คนเสื้อแดงมินิมาราธอน 2009' เสาร์ 11 กค.52

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ TAN007
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
8 กรกฎาคม 2552

ประกาศ ..
เชิญร่วมงาน “คนเสื้อแดงมินิมาราธอน2009”

ณ.สนามราชมังคลาฯ หัวหมาก
ชิงถ้วยรางวัล อดีตนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมเงินรางวัล
วันงาน : เสาร์ที่ 11กค 52 เริ่ม 06.00 น.

นำทีมโดย นพ.เหวง, สุรชัย, วีระ, จตุพร, ณัฐวุฒิ, พร้อมรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน หลังจากนั้น ชมคอนเสริต์ รวมศิลปินคนเสื้อแดง, การปราศรัยของแกนนำ และตัวแทนจากทั่วประเทศ

ดำเนินงานโดย สถานีวิทยุประชาธิปไตยดีสเตชั่น

ค่าลงทะเบียน 200 บ.
ลงทะเบียนวันนี้ แถมเสื้อยืด1ตัว พร้อมอาหารเช้า

สมัครด่วนที่ BigC ลาดพร้าวชั้น5 (อิมพีเรียล เดิม)
สอบถามเพิ่มเติมที่ 081-562-2564,081-2980004,089-9265088

รวมข้อมูลเพื่อดำเนินคดีผู้ก่อการร้ายยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณหนูเอง
ที่มา บอร์ดราชดำเนิน พันทิป
8 กรกฎาคม 2552




เรื่องการยึดสนามบินเป็นเรื่องที่ทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียมาก ตอนนี้องค์การการบินพลเรือนระหว่างชาติ (ICAO) กำลังจับตาประเทศไทยอยู่ ว่าจะทำตามพันธะของอนุสัญญามอนทรีออลหรือไม่ ในการดำเนินคดีกับผู้ยึดสนามบิน ตามพิธีสารมอลทรีออลปี ๒๕๓๑ ที่ประเทศไทยลงนามไว้ ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลไทยจึงไม่มีทางเลี่ยงอีกแล้ว

ดิฉันอยากขอให้กระทู้นี้เป็นกระทู้รวมเรื่องนี้โดยเฉพาะได้มั้ยคะ ที่พวกเราที่มีใจรักความเป็นธรรมช่วยกันนำหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียวกัน โดยเฉพาะภาพและคลิป(โดยเฉพาะจากคุณลุง Tuxedo นะคะ) ที่แสดงถึงความผิดต่อไปนี้

(ก) กระทำการอันรุนแรงต่อบุคคล ณ ท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุให้หรือน่าจะเป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือความตาย หรือ

(ข) ทำลาย หรือทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยาน หรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น

ดิฉันขอเริ่มก่อนนะคะ จะอธิบายถึงกลไกทางกฏหมายที่ครอบคลุมประเด็นนี้อยู่ โดยเฉพาะอนุสัญญาที่ไทยทำกับ ICAO ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องมีพันธะที่จะนำผู้ทำความผิดมาลงโทษ

นี่คือองค์กรที่ได้คอยจี้ให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามพันธะ ในการดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่บุกยึดสนามบิน


พิธีสารมอนทรีออล ๒๕๓๑ คือ กุญแจดอกสำคัญในการบังคับให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินคดีกับคนผิด ไม่ว่าเส้นจะใหญ่แค่ไหน



พิธีสาร (protocol)มอนทรีออล ๒๕๓๑ เน้นเรื่องความผิดต่อการดำเนินการของสนามบินนานาชาติ เพิ่มจากอนุสัญญา (convention) มอลทรีออล ปี ๒๕๑๔ ที่เน้นความผิดต่อเครื่องบินโดยสาร


ประเทศไทย ลงนามรับรองพิธีสาร มีผลปฎิบัติ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๙


พิธีสาร(บทแปลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกรณีสุวรรณภูมิ)



มาตรา ๑ ทวิ คือ ข้อหาต่อพันธมิตรที่ยึดสนามบิน



มาตรา ๒ ทวิ บังคับให้ประเทศภาคี ต้องตรากฏหมายครอบคลุมเรื่องนี้



พระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 จึงถูกตราขึ้นเพราะพิธีสารดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531



มาตรา ๖ ทวิ จึงถูกเพิ่มเติม เพื่อเอาโทษผู้ก่อความไม่สงบในสนามบินนานาชาติ



ใครขึ้นเวที ใครเดินทางไปให้กำลังใจ เข้าข่ายผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการผู้ใดแสดงอาการพยายามกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าวในวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ




ไหนบอกชุมนุมด้วยความสงบ ?



ทำลายเข้าของ ขัดขวางการทำงาน ทำให้สนามบินดำเนินการไม่ได้





เป็นเหตุให้การเดินทางของผู้โดยสารต้องหยุดชะงัก หรือไม่ ตามมาตรา ๖ ทวิ


ความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย มีมูลค่าเท่ากับสร้างสนามบินสุวรรณภูมิได้อีก ๒ สนามบิน