WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 10, 2009

เสื้อแดงบุก กต.ไล่กษิต- วีระเผย นปช.ปรับโครงสร้างใหม่

ที่มา ประชาไท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ค. กลุ่มคนเสื้อแดงนับร้อยคน นำโดย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินทางมาชุมนุมที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศ ด้านถนนพระราม 6 เพื่อกดดันให้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหมายเรียกในคดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.1 จำนวน 1 กองร้อยเฝ้าระวังป้องกันเหตุวุ่นวาย

นายจรัล ระบุว่า ถ้านายกษิตอยู่ในตำแหน่งอาจจะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หากภายหลังพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์ก็สามารถกลับเข้ามารับตำแหน่งได้ตามเดิม เพื่อสร้างมาตรฐานการเมืองใหม่ ในระบอบประชาธิปไตยตามที่นายกษิต เคยประกาศเรียกร้องไว้ แต่ถ้านายกษิต ยังยืนกรานอยู่ในตำแหน่งและรัฐบาลยังให้การสนับสนุนนายกษิตต่อไปอีก ถือเป็นการกระทำที่ปลิ้นปล้อนหน้าด้าน ไร้ยางอาย อย่างยิ่ง เพราะไม่รักษาคำพูดของตนเอง และไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ดังนั้นขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เคร่งครัดดำเนินคดีเอาผิดทั้งทางแพ่งและอาญากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยที่บุกยึดสนามบินต่างๆ อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ระหว่างการชุมนุมผู้ชุมนุมบางส่วน นำโดย นายวรัญชัย โชคชนะ ได้ช่วยกันเผาหุ่นจำลองนายกษิต และเหยียบแผ่นกระเบื้องที่มีรูปนายกษิต เป็นการประท้วง ก่อนสลายการชุมนุมอย่างสงบ

ปรัชโครงสร้าง นปช.
วันเดียวกัน ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว สถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น แกนนำคนเสื้อแดง หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายชินวัฒน์ หาบุญพาด, นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ร่วมกันแถลงข่าว

โดยนายวีระกล่าวว่า จากผลการประชุมของแกนนำคนเสื้อแดงวันที่ 7-8 กรกฎาคมที่ จ.กาญจนบุรีที่ผ่านมา มีมติว่า เพื่อการดำเนินการและการเคลื่อนไหวเป็นเอกภาพมากขึ้น ขอเปลี่ยนชื่อจาก แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน โดยมีตนเป็นประธาน นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ เป็นที่ปรึกษา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นโฆษก ที่เหลือเป็นกรรมการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติร่วมกันว่า จากเดิมกรณีการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาขออภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นไปเฉพาะส่วนของรายการความจริงวันนี้เป็นเจ้าภาพนั้น ให้กลับมารวมเป็นการดำเนินการร่วมกัน โดยทำกันอย่างมีเอกภาพ ซึ่งจะประกอบด้วย นปช.ทุกหน่วยร่วมมือกัน

นายมานิตย์กล่าวว่า การถวายฎีกาไม่ใช่การขออภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นลักษณะของการถวายฎีการ้องทุกข์ของประชาชน โดยยกกรณีตัวอย่างของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งแล้วแต่พระราชวินิจฉัย

ด้าน นพ.เหวงกล่าวว่า ทิศทางการเคลื่อนไหวของ นปช.นับจากนี้จะเป็นเอกภาพมากขึ้น และยืนยันว่าเราไม่มีความแตกแยก ส่วนกรณีของนายสุรชัย แซ่ด่าน ที่มีความเห็นไม่ตรงกันก่อนหน้านี้ก็ไม่มีอะไร นายสุรชัยยืนยันที่จะทำงานร่วมกัน

นายณัฐวุฒิเผยว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการจัดทำหลักสูตรอบรมและสัมมนาแกนนำคนเสื้อแดงแต่ละจังหวัด เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนตามกรอบนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้าทั้ง 6 ข้อ และจะเร่งดำเนินการทำบัตรสมาชิก นปช.แดงทั้งแผ่นดินขึ้นทั่วประเทศ โดยจัดทำให้ฟรี เพื่อความสะดวกในการติดต่อมวลชนสัมพันธ์คนเสื้อแดงทั่วประเทศ

นายชินวัฒน์กล่าวว่า ข่าวการจัดแซยิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณที่ท้องสนามหลวง เมื่อเจ้าของวันเกิดประสานผ่านมายังนายนพดล ปัทมะ ว่าไม่อยากเห็นความขัดแย้ง ประกอบกับไม่อยากให้คนไม่หวังดีโยงไปยังสถาบัน ซึ่งคำแนะนำนี้ตนเชื่อและขอทำตาม ยืนยันว่างานจัดวันเกิดที่ กทม.ยังคงมีอยู่ แต่เปลี่ยนเพียงสถานที่เท่านั้น ส่วนจะเป็นที่ใดตนไม่ขอเปิดเผยเพราะพวกมารคอยจ้องอยู่ ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวจะมีการเป่าเค้กที่ใหญ่ที่สุด มีประธานในงาน แต่ไม่ขอบอกว่าใครที่ใส่หน้ากาก พ.ต.ท.ทักษิณเป่าเค้ก รวมถึงการแจกจ่ายหน้ากาก พ.ต.ท.ทักษิณแก่ผู้มาร่วมงานด้วย

ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐและไทยโพสต์

ปิดสนามบินเสียหาย 1.8 หมื่นล้าน ครม.ชดเชย 8 ล้าน ที่เหลือฟ้องเอาเอง

ที่มา ประชาไท

(9 ก.ค. 52) นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ได้ใช้ในการช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้างในช่วงที่มีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์ตามนัยมติครม.วันที่ 9 ธ.ค.51 วงเงินทั้งสิ้น 8,096,025 บาท โดยให้กระทรวงคมนาคมเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.52 ในส่วนของงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในกรอบวงเงิน 1,912,970,000 บาท ตามมติ ครม.9ธ.ค.51 และขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตกค้างตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอมาในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 671,628,910.75 บาท ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) และสายการบินต่างๆ ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการแก่ลูกค้าตามภารกิจและความรับผิดชอบของหน่วยงานหรือบริษัทนั้นๆ รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือตามนัยมติ ครม.ดังกล่าว จึงควรที่หน่วยงานหรือบริษัทดังกล่าวจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังรับทราบผลเสียหายจากการสูญเสียรายได้ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการบินจำนวน 18,932,594,271บาท ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้ก่อความเสียหายตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์นักข่าวฝรั่ง:ในหลวงทรงตั้งพระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบราชบัลลังก์แล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย William Mellor and Daniel Ten Kate
ที่มา bloomberg
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 กรกฎาคม 2552

ในการสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ5วันก่อน นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ลงพระนามให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวขึ้นสืบราชบัลลังก์แล้ว

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว


การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เฟเบอร์หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย

8 กรกฎาคม (สำนักข่าวบลูมเบิร์ก)--นายกรัฐมนตรีของไทยต้องหยุดชะงักการตอบข้อซักถามและฝืนพูดต่ออย่างยากลำบากต่อคำถามที่ว่า เพื่อนร่วมชาติของเขาจะเผชิญต่อชะตาอนาคตอย่างไร หากว่าชีวิตของพวกเขาซักวันใดวันหนึ่ง ไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เป็นร่มโพธิสมภารแก่พสกนิกร

"ผมไม่ได้แสร้งพูด--มันจะเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากยิ่งสำหรับพวกเราคนไทยทั้งมวล"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกล่าว เขาเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลผสมเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และยังก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในวังวนปัญหาให้กับประเทศเป็นรายที่5ในรอบเพียง4ปี

กษัตริย์ภูมิพลมีพระราชสมภพที่สหรัฐอเมริกา พระชนมพรรษา81ชันษา พระองค์ทรงได้รับการเทิดทูนสักการะจากคนไทยจำนวนมากประดุจสมมุติเทพ พระองค์เข้ารับพระราชบัลลังก์เมื่อปีพ.ศ.2489 ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกันนั้นแฮรี่ ทรูแมน ยังคงเป็นประธานาธิบดีอยู่ในทำเนียบขาว และโจเจฟ สตาลิน ก็ยังคงทรงอำนาจเหนืออดีตสหภาพโซเวียต ทว่าพระองค์ท่านทรงครองราชบัลลังก์มาได้ต่อเนื่องยาวนานผ่านการทำรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จถึง15ครั้ง ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆที่แตกต่างกันมา16ฉบับ และมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายกรัฐมนตรีมากถึง27คนในรัชสมัยของพระองค์ รัฐธรรมนูญให้พระราชอำนาจที่เป็นพิธีการเพียงเล็กน้อย ทว่าทรงพระราชบารมีสูงยิ่ง อย่างน้อยก็ทรงใช้พระราชบารมีนั้นในการดับวิกฤตการณ์นองเลือดมาแล้ว2หน

ประเทศไทยในยามนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างเสถียรภาพขึ้นมาเสียใหม่จากการแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายในประเทศ โดยใช้สีเป็นรหัสของความแปลกแยกในสังคม ระหว่างบรรดากฎุมพีผู้มั่งคั่งในเมืองกับบรรดาคนในชนบท การสวมเสื้อสีที่เน้นถึงการแยกจากกัน เป็นสัญลักษณ์ว่าคนแต่ละฝ่ายนั้นภักดีข้างฝ่ายใด

ฝ่ายหนึ่ง เป็นชนชั้นนำในเมือง ฐานหลักอยู่ในกรุงเทพฯ พวกเขานำสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันจันทร์ อันเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯมาใส่
อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนยากจนส่วนใหญ่ในชนบท ซึ่งพวกเขาบอกว่ามีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวฯเสมอเหมือนกับคนในเมือง แต่ใส่เสื้อแดงเพื่อแสดงว่าก็ให้การสนับสนุนแก่มหาเศรษฐีทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้ใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งถูกโค่นจากตำแหน่งในการรัฐประหารปี2549

2ก๊ก

การเดินขบวนบนท้องถนนที่แบ่งก๊กแบ่งฝ่ายนำไปสู่การยึดสนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯเมื่อเดือนธันวาคมปีกลาย และการยกเลิกการประชุมASEAN SUMMITเมื่อเดือนเมษายน แม้ว่าจะนำบรรยากาศไม่เป็นที่ต้อนรับต่อสาธารณชนมาสู่แดนแห่งรอยยิ้ม แต่การจัดชุมนุมของขบวนผู้ต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากก็ยังเกิดขึ้นอีกเมื่อวันที่27มิถุนายนที่ผ่านมา และการจัดชุมนุมใหญ่ยังมีแผนการจะจัดประท้วงขึ้นอีกในเดือนหน้านี้

ในท่ามกลางความโกลาหลระส่ำระสาย แต่ก็มีนักลงทุนเซียนหุ้นบางรายมองให้เห็นเป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ณ วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปกว่า30%นับจากตอนต้นปี ดีกว่าดัชนีS&P500ของอเมริกาที่ตกลงมาในช่วงเวลาเดียวกัน0.8% ในช่วงเวลาที่กล่าวมานี้นักลงทุนชาวต่างประเทศเพิ่มการลงทุนในการถือครองหุ้นไทยขึ้นสุทธิ621.4ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากขายสุทธิออกมากว่า4.8พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว

ตลาดหุ้นไทยมีอัตราส่วนของราคาต่อกำไร ณ สิ้นปี2552เพียง11เท่า ซึ่งก็นับว่าถูกที่สุดในย่านเอเชียรองจากตลาดหลักทรัพย์ปากีสถานแค่นั้น ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนในรูปของการจ่ายเงินปันผล4.7%เปรียบเทียบกับเพียง3%ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯจ่ายได้ และตลาดหุ้นจีนเพียง1% ทั้งนี้จากฐานข้อมูลของบลูมเบิร์ก ทำให้ตลาดหุ้นเมืองไทยน่าซื้อ เป็นคำกล่าวของมาร์ค เฟเบอร์ ซึ่งบริหารจัดการกองทุนขนาด300ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกองทุนนี้มีฐานที่ตั้งในฮ่องกงชื่อบริษัทมาร์ค เฟเบอร์ จำกัด

"คุ้มค่าแก่การรอคอย"

"ผมสามารถที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยได้ในยามที่เกิดภาวะถดถอย หรือธุรกิจเผชิญแนวต้าน แต่ที่สุดมันก็ให้ผลตอบแทนเป็นอัตราเงินปันผล6%หรือ7%กับผม"เฟเบอร์กล่าวในการตีพิมพ์เผยแพร่ในรายงานGloom,Boom&Doom เขาลงทุนในกลุ่มธนาคารไทยและบริษัทผู้ผลิตอาหารในปีนี้"หากคุณซื้อหุ้นในธุรกิจที่ดีมันก็จะทำเงินให้กับคุณดีๆในระยะ5หรือ10ปี โดยได้เงินปันผลจากหุ้นเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยแล้วคุณควรจ่ายเพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนที่คุ้มค่า"

นักลงทุนจำนวนมากก็มาถึงเวลาสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาแล้วว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากว่าประเทศไทยอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลเกิดขึ้น ความวิตกเกี่ยวกับพระชนมายุที่ทรงพระชราภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการสืบพระราชบัลลังก์บั่นทอนความเชื่อมั่นว่าพระราชอำนาจพิเศษนั้นจะยังทรงมีพระราชบารมีดังเดิมหรือไม่อย่างไร

อิทธิพลในภูมิภาค

ไทยเคยประสบวิกฤติในปีพ.ศ.2475เมื่อคณะทหารและข้าราชการพลเรือนได้ปฏิวัติยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง เป็นคำกล่าวของสตีเฟ่น วิคเกอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของFTI International จำกัด ซึ่งมีฐานในฮ่องกง ทำธุรกิจให้คำปรึกษาแก่นักลงทุนในประเทศไทย

"ในประเทศไทย กษัตริย์เป็นดังเทพเจ้าสายฟ้าที่ทรงกังหันไฟมาบนเฮลิคอปเตอร์"วิคเกอร์กล่าวเปรียบเทียบ"นักลงทุนทั้งหลายอยู่ได้แม้ว่าจะผ่านการทำรัฐประหารมามากครั้งและมันก็ผ่านพ้นไปได้แบบไม่มีอะไรตื่นเต้น แต่การเปลี่ยนรัชกาลนั้นต่างออกไป มันเป็นเรื่องที่มีนัยยะสำคัญที่ต้องตระหนักมากกว่าแต่ก่อน"

การสืบพระราชสันตติวงศ์อย่างราบรื่นเป็นเรื่องที่จะน่ายินดีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดที่มีประชากรมากกว่า573ล้านคน ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นประเทศเขตร้อนที่มีประชากรกว่า67ล้านคนของไทย และยังเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพารา และข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอ้นดับสองของภูมิภาค

แม้ว่าจะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์โดยสภาพของทรัพยากรธรรมชาติ และบรรยากาศแห่งมิตรไมตรีในการดำเนินธุรกิจ แต่ไทยก็ไม่วายได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ยอดผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปีนี้เป็น2.5%จากเพียง1.5%ในปีที่แล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยอดผู้ว่างงานยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของนานาชาติ โดยยอดนตกงานระดะบสากลนั้นสูงมากกว่า7.4% นับจนถึงวันที่28พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการคาดการณ์องค์การแรงงานนานาชาติ ที่มีสำนักงานในเจนีวา

การกระตุ้นเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยติดลบ7.1%ในช่วงไตรมาสแรกของปี เป็นสถิติแย่ที่สุดนับแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชียเมื่อปี2541 ยอดการส่งออกทรุดตัวลง26.5% และยอดผลผลิตอุตสาหกรรมลดลง10%ในเดือนพฤษภาคม นับเป็นการตกต่ำต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่เจ็ดทั้ง2รายการ ในเดือนมิถุนายนสถาบันจัดอันดับสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์สเปิดเผยว่าอาจจะลดอันดับเครดิตของประเทศไทยลงจากระดับBBB+ ในเดือนพฤษภาคมฟิตซ์เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับอีกรายได้ลดเครดิตลงสำหรับหนี้ต่างประเทศของไทย นับเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ โดยลดเครดิตลงสู่ระดับBBB ซึ่งเป็นอันดับการลงทุนที่อยู่ท้ายตารางน่าลงทุนเพียง2อันดับเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ออกมาตรการเมื่อวันที่29พฤษภาคมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า1.4ล้านล้านบาท(ราว41พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)ให้มีอัตราขยายตัว หากแผนการสำเร็จ เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวเป็นบวกราว3.5%ในปีนี้ ทั้งนี้จากการคาดการณ์ของรัฐมนตรีคลัง

พระมหากษัตริย์นักลงทุน

อิทธิพลของกษัตริย์ที่มีต่อเศรษฐกิจ เฉพาะที่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ พระองค์ท่านเป็นผู้นำนักลงทุนในประเทศ จากการจัดการทรัพย์สินของพระราชวงศ์ ผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงถือครองอสังหาริมทรัพย์และหุ้นเป็นมูลค่ามากกว่า33พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของพอพันธ์ อุยยานนท์ นักวิชาการชาวไทยที่ได้ทำการศึกษาเรื่องการเงินของพระราชวงศ์

การลงทุนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯนั้นรวมถึงการถือหุ้นใหญ่ของธนาคารใหญ่ที่สุดอันดับ2ของประเทศ จากขนาดมูลค่าตลาด คือธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทโฮลดิ้งขนาดใหญ่ที่สุดคือเครือซิเมนต์ไทย และเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทโรงแรม ชะตาของอาณาจักรธุรกิจ--ย่อมขึ้นอยู่กับผู้ถือครอง--ฉันใดการสืบทอดพระราชสันตติวงศ์ก็ย่อมเป็นไปตามเงื่อนนี้ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งกรรมการผู้อำนวยการของสำนักงานทรัพย์สินฯด้วย

ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯสามารถเลือกพระรัชทายาทได้โดยพระองค์เอง รัฐบาลได้เปิดเผยว่าพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปจะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา57 พระองค์ท่านเป็นทหาร ไม่เหมือนพระขนิษฐาโสดซึ่งทรงเป็นที่นิยม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระชนมพรรษา 54 ชันษา พระองค์เคยเป็นว่าที่พระรัชทายาทพระองค์หนึ่งสำหรับพระราชบัลลังก์ ทรงมีบทบาททรงงานเพื่อการกุศล ส่วนมกุฎราชกุมารทรงหย่ามาแล้ว2ครั้ง พระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์สำหรับสาธารณชนดูไม่เป็นที่ปลาบปลื้มนัก

9กษัตริย์

อย่างใดก็ตามในระบบการปกครองตลอด227ปีของพระราชวงศ์จักรี ซึ่งมีพระมหากษัตริย์มาแล้ว9พระองค์ก็ยังเหนียวแน่นอยู่กับแผ่นดินที่มีความยุ่งเหยิงทางการเมืองอยู่ถี่ๆ เสด็จทวดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าซึ่งรอดเจอร์และแฮมเมอร์สไตน์เคยนำมารังสรรค์เป็นละครเพลงเรื่องเดอะคิงแอนด์ไอ และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์นำโดยดาราชาวรัสเซียยูล บรีนเนอร์ ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยขาดความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์เลยแต่อย่างใด

พระราชจักรีวงศ์มีประวัติศาสตร์การสืบพระราชสันตติวงศ์ที่คลุมเครือ พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่7คือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าทรงสละราชบัลลังก์ในปี2478เพียง3ปีให้หลังที่ทรงสูญเสียพระราชอาญาสิทธิ์จากการทำรัฐประหารโดยทหารและข้าราชการระดับสูง พระราชบัลลังก์ได้ตกทอดมาถึงยุวกษัตริย์พระชนมพรรษาเพียง10ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหกิดล พระเชษฐาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ของรัชสมัยของพระองค์ท่านในการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่สวิตเซอร์แลนด์ และไม่ได้มีพระชนมายุยืนนานพอที่จะเข้าสู่พิธีพระบรมราชาภิเษก

ในเดือนมิถุนายน2489ในพระชนม์20ชันษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลถูกพบนอนสวรรคตอยู่บนพระแท่นบรรทมในพระที่นั่งบรมพิมาน บรมมหาราชวังกรุงเทพฯโดยลูกกระสุนผ่านพระนลาฎ และมีปืนพกโคลท์วางอยู่ข้างพระบรมศพ ชาย3คนถูกตัดสินลงโทษว่าเป็นฆาตกรถูกประหารชีวิตในปี2498 ขณะที่นักประวัติศาสตร์บางคนอธิบายว่ากรณีสวรรคตนั้นยังคงเป็นปริศนาที่ไม่ถูกสะสาง

กษัตริย์ที่ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตัน

ผู้สืบทอดพระราชสันตติวงศ์ลำดับถัดมาคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ทรงมีพระราชสมภพที่บอสตันในขณะที่พระราชบิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ทรงไปศึกษาวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เช่นเดียวกับพระเชษฐา กษัตริย์ภูมิพลทรงได้รับการศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์และเสด็จนิวัติพระนครหลังจากทรงมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี2493 และเสด็จมาประทับที่กรุงเทพฯในปีถัดมา เป็นเวลานานกว่า16ปีก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยไม่มีกษัตริย์ประทับอยู่ในประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะในการกอบกู้ชื่อเสียงของพระราชวงศ์กลับคืนมา โดยเสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทและสร้างโครงการเกษตรกรรมและโครงการชลประทาน พระราชบารมีอันมาจากความนิยมเทิดทูนพระองค์ท่านทำให้ทรงมีพระราชอำนาจในการยับยั้งผู้นำทางทหารที่เข้มแข็งไม่ให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยในปี2516ทรงเปิดพระราชวังสวนจิตรลดาเพื่อรับนักศึกษาที่หนีเข้ามาพึ่งพระบารมีจากการกวาดล้างของเผด็จการทหาร หลังจากกองกำลังเปิดฉากยิงนักศึกษาผู้ประท้วง

ในปี2535ชาวไทยได้รับชมโทรทัศน์ผู้นำทางทหารที่ใช้อำนาจทำรัฐประหารและใช้กองกำลังทหารติดอาวุธยิงใส่ผู้ประท้วงชนชั้นกลางซึ่งไร้อาวุธที่ออกมาประท้วงต่อต้านเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ผู้นำทหารและผู้นำการประท้วงเข้าเฝ้าฯ หลังจากมีพระราชดำรัสให้ยุติความขัดแย้ง ผู้นำการรัฐประหารได้สละอำนาจลง

ดินแดนแห่งรอยยิ้ม

ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ได้ตกเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศตะวันตกนักล่าเมืองขึ้น เป็นประเทศที่สนับสนุนสหรัฐฯในระหว่างทำสงครามเวียดนาม เป็นประเทศชายแดนติดกับพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ดินแดนแห่งรอยยิ้มแห่งนี้มีรอยยิ้มให้เห็นเป็นปกติ กระทั่งเกิดบรรยากาศหน้าทางการเมืองอย่างในเวลานี้

การสร้างฐานะทางการเงินสำหรับเศรษฐกิจแบบใหม่มาจากค่าจ้างแรงงานที่ถูกแต่มีทักษะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่ระดับโรงงานโลกที่สร้างผลผลิตตั้งแต่รถยนต์ไปยันดิสค์ไดรฟ์ จากการเปิดเผยของไมเคิล ดูนน์ กรรมการผู้จัดการเอเชียแปซิฟิคของเจ.ดี.พาวเวอร์แอนด์แอสโซซิเอต ซึ่งมีฐานในเซี่ยงไฮ้ บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารการตลาด"ที่นี่เป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น--ที่นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว"เขากล่าว

ในปี2521เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัว10%เป็นครั้งแรก จากปี2530-2536มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย10.1% ไม่มีที่ไหนทำได้แบบนี้นอกจากที่จีน

วิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน

แม้ว่าไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีเยี่ยมดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นในช่วงหลังของทศวรรษ2533"ไทยตกลงไปในหลุมพรางหนี้สินลึกเกินไป,มีการลงทุนในโครงการจำนวนมากที่ไม่เหมาะสม และมีการปล่อยให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จนนำไปสู่การวิบัติ"UNDPหรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติรบุในรายงานเมื่อปี2550

ในเดือนกรกฎาคม2540ไม่สามารถที่จะตรึงระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลเงินบาทไว้ได้ต่อไป จากที่มีอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวที่25บาทต่อ1ดอลลาร์ ภายในเวลา6เดือนค่าเงินบาทดิ่งลงฮวบฮาบ และกว่าครึ่งหนึ่งของหนี้สินที่ถูกปล่อยสินเชื่อโดยธนาคารไทยกลายเป็นหนี้เสีย หลายร้อยบริษัทล้มละลายลง

ภายในชั่วสัปดาห์ความโกลาหลในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนลุกลามไปทั่วทั้งเอเชีย จากที่เคยเป็นมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก วิกฤตการณ์ครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตการณ์ทางการเงินไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียเช่นกัน

สวรรค์วันหยุดพักร้อน

ประเทศไทยเป็นที่ที่มีวัดส่องแสงสีทองอร่ามและมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ เป็นแหล่งที่ดึงดูดใจบรรดานักท่องเที่ยว เต็มไปด้วยความหลายหลาก ตั้งแต่โรงแรม5ดาวไปยันบังกาโลว์มุงสังกะสี มีบาร์สำหรับเต้นรำ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว14.6ล้านคน และทำรายได้กว่า27.4พันล้านดอลลาร์เมื่อปีกลาย จากการเปิดเผยของรัฐบาลระบุว่า จากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงต่างๆจะมีผลกระทบต่อสวรรค์วันหยุดของนักท่องเที่ยว ให้ลดจำนวนผู้มาเยือนลงเหลือราว10ล้านคนในปีนี้

ประเทศไทยมีการขยายโรงงานออกไปมาก อย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า อิซูซุ ฮอนด้า เจเนรัลมอเตอร์ส์ และฟอร์ด ผลิตรถยนต์มากกว่า1.4ล้านคัน มูลค่ามากกว่า20พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว และส่งออกไปจำหน่ายยัง130ประเทศทั่วโลก จากการเปิดเผยของเจ.ดี.พาวเวอร์

ในท่ามกลางความเจริญมั่งคั่ง ช่องว่างระหว่างผู้มั่งมีกับคนยากจนก็ถ่างกว้างขึ้น ในขณะที่นักลงทุนที่มีฐานที่อยู่ในกรุงเทพฯพากันร่ำรวยในปีที่เศรษฐกิจบูม ทว่าชาวนาตามชนบทก็ไม่ได้ประโยชน์โภชน์ผลอะไรไปด้วย อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของชาวนครหลวงกรุงเทพฯอยู่ที่35,000บาทในปี2550จากการเปิดเผยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีรายได้ต่อครัวเรือนเพียง340ดอลลาร์ และในนี้ราว13%มีรายได้น้อยกว่า1.35ดอลลาร์ตต่อวัน จากการเปิดเผยของสำนักงานเกี่ยวกับความยากจนระบุ

รหัสสีแห่งความขัดแย้ง

นั่นเป็นเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองของคนในประเทศให้แบ่งแยกด้วยสี สีเหลืองมีฐานหลักในกรุงเทพฯ นครหลวงของไทยที่มีประชากรราว9ล้านคน เมืองที่มีการจราจรติดขัดคับคั่ง ที่ที่มีรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์หรูหราขับไปเคียงข้างกับรถตุ๊กตุ๊ก บางครั้งคราวก็มีช้างร่อนเร่ขอทานริมถนน

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามใส่เสื้อสีแดง เป็นประชากรส่วนใหญ่ที่ยากจน และส่วนใหญ่มีฐานที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พวกเขาสนับสนุนทักษิณ อายุ59 นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้ซึ่งออกจากประเทศไทยเมื่อ3ปีที่แล้วจากการถูกทำรัฐประหาร โดยทหารอ้างว่าเขาคอร์รัปชั่น ผู้นำเสื้อแดงบอกว่ามันไม่ใช่สีของการปฏิวัติอะไรที่ไหนหรอก เขาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ให้เผอิญว่าสีแดงนั้นมันขับผิวดำของเขาให้เด่นขึ้น

ในการเลือกตั้ง4ครั้งที่ผ่านมานับจากปี2544ถึง2550ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงพากันเทคะแนนสนับสนุนทักษิณ ใน3ครั้งที่ผ่านมารัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกโค่นจากอำนาจโดยผสมผสานกันจากการประท้วงบนท้องถนน,การกดดันจากทหาร และการตัดสินจากศาล

ปลดปล่อยชนบท

ในปี2541ทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตตำรวจและก้าวมาเป็นมหาเศรษฐีธุรกิจการสื่อสารได้ตั้งพรรคการเมืองของเขาชื่อไทยรักไทย จากนั้นอีก3ปีพรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง248ที่นั่งจากทั้งหมด500ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

ภารกิจแรกของรัฐบาลทักษิณก็คือการให้สินเชื่อขนาดย่อมแก่หมู่บ้านเพื่อเริ่มต้นธุรกิจชุมชน และแนะนำโครงการสุขภาพราคาถูก ซึ่งได้รับการต้อนรับจากหมู่ประชาชนที่ยากไร้ขนานใหญ่ เพราะไทยมีผู้ติดเชื้อHIVอยู่ราว1.4% จากการคาดการณ์ของสหประชาชาติในปี2551 ขณะเดียวกันก็ส่งตำรวจออกปราบปรามผู้ค้ายาขนานใหญ่ ประชาชนกว่า2,500คนตายในปฏิบัติการนั้น ซึ่งผู้ที่ตายก็ไม่ใช่ว่าทั้งหมดที่พัวพันกับการค้ายาเสพติด ปฏิบัติการนั้นถูกประณามจากองค์การนิรโทษกรรมสากลว่าโหดร้ายทารุณ

ในปี2549ทักษิณชนะการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยคว้าเก้าอี้ในสภามากกว่า377ที่นั่ง และในปีเดียวกันนั้นเอง ผู้นำเสื้อเหลืองคือสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้สนับสนุนทักษิณเริ่มต้นการประท้วงบนท้องถนนเพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีทักษิณ โดยกล่าวโจมตีว่าทักษิณใช้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกื้อหนุนผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง

บอยคอตการเลือกตั้ง

ในเดือนมกราคม2549ครอบครัวของทักษิณขายหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คือบริษัท ชินคอร์ปแก่เทมาเส็กโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นสำนักการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่า2.15พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งดีลการซื้อขายดังกล่าวคนในตระกูลชินว้ตรไม่ต้องจ่ายภาษี กลายเป็นการจุดประเด็นโจมตีจากเสื้อเหลืองในกรุงเทพฯที่นำโดยเจ้าของสถานีโทรทัศน์คือสนธิ ลิ้มทองกุล ทักษิณกล่าวว่าการประท้วงนั้นแรงจูงใจที่แท้จริงของสนธิเกิดจากพลาดหวังไม่ได้สัมปทานสถานีโทรทัศน์ที่เขาปฏิเสธไม่ช่วยเหลือ

ทักษิณแสดงความรับผิดชอบโดยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่แบบกระทันหัน ส่งผลให้พรรคการเมืองใหญ่3พรรคบอยคอตไม่เข้าแข่งขันส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง หลังจากทักษิณชนะการเลือกตั้งแบบไร้คู่แข่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงส่งสัญญาณการเข้ามามีบทบาททางการเมืองเป็นหนแรกนับจากปี2535ที่เกิดการนองเลือดขึ้น พระองค์ท่านทรงมีพระบรมราโชวาทในเดือนเมษายนว่าการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะว่าไม่มีฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง หลังจากนั้น2สัปดาห์ศาลได้ตัดสินให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และทักษิณคงยังเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการบริหารประเทศต่อไป

ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม คณะทหารเข้าทำการรัฐประหารยึดอำนาจเสียก่อนในวันที่19กันยายน2549 ระหว่างที่ทักษิณอยู่ในมหานครนิวยอร์กเพื่อเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ

พลังประชาชน

ในเดือนธันวาคม2550รัฐบาลที่คณะรัฐประหารสนับสนุนได้จัดการเลือกตั้งใหม่ขึ้น ขณะที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณชื่อพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์2551ทักษิณเดินทางกลับสู่ประเทศไทย เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศ6เดือนหลังจากนั้นเพื่อหลีกหนีการดำเนินคดีฐานคอรัปชั่น โดยระบุว่าเขาได้รับการพิจารณาตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ในเดือนตุลาคม2551เขาถูกตัดสินให้จำคุก2ปีโดยศาลตัดสินว่าเขาใช้ตำแหน่งขณะเป็นนายกรัฐมนตรีช่วยให้ภริยาซื้อที่ดินของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีคนแรกของพรรคพลังประชาชนคือสมัคร สุนทรเวช อายุ74ปีพ้นตำแหน่งหลังจากอยู่มา9เดือน โดยศาลตัดสินเกี่ยวกับเรื่องเงิน--ว่าเขามีรายได้ราว2,345ดอลลาร์จากการเป็นผู้ดำเนินรายการทำกับข้าวทางโทรทัศน์ พรรคเลยเลือกน้องเขยของทักษิณคือสมชาย วงศ์สวัสดิ์ วัย61ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผ่านการโหวตของสภาฯ

ในเดือนพฤศจิกายน เสื้อเหลืองที่โทโสผู้อ้างว่าทักษิณซื้อเสียงจากชาวนาผู้โง่เขลาบุกเข้าปิดสนามบินหลัก2แห่งในกรุงเทพฯ ส่งผลให้มีผู้โดยสารตกค้างมากกว่า400,000คนเป็นเวลากว่าสัปดาห์ และสร้างความเสียหายให้ประเทศมากกว่า8พันล้านดอลลาร์(ราว270,000ล้านบาท)จากการขาดรายได้จากผู้โดยสารทางอากาศและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของธนาคารแห่งประเทศไทย

การประท้วงที่ท่าอากาศยาน

หลังจากนั้น1สัปดาห์ ศาลได้ตัดสินให้ยุบรัฐบาลจากข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียง จากการส่งฟ้องของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่บชี้ว่านักการเมืองอาวุโสของรัฐบาลบางรายถูกตรวจสอบพบว่ากระทำผิดฐานซื้อเสียง ทำให้การประท้วงปิดสนามบินต้องยุติลงไปด้วย

ในเดือนกรกฎาคมมีการออกหมายเรียกดำเนินคดีแกนนำเสื้อเหลืองที่นำการประท้วงยึดสนามบิน ซึ่งมีการดำเนินคดีฐานความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการเดินทางทางอากาศ และกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้ลงนามผูกพันไว้ด้วย จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ไทย ผู้ถูกดำเนินคดีนั้นก็รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย นายกษิต ภิรมย์ด้วย โดยเขารีบไปรายงานตัวต่อตำรวจในวันที่6กรกฎาคมเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ธานี ทองภักดีได้ยืนยันกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก กษิตเพิ่งบอกกับนักข่าวในกรุงเทพฯเมื่อเร็วๆนี้ว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด โฆษกกระทรวงกล่าวว่าใครที่ไปขึ้นเวทีต่อหน้าฝูงชนในการประท้วงยึดสนามบินระหว่างการประท้วง ก็ควรยังต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีได้ต่อไป

บอนไซประชาธิปไตย

"ประเทศไทยมีการบอนไซประชาธิปไตย"จรัล ดิษฐาภิชัย แกนนำเสื้อแดงกล่าว"เมื่อไหร่ที่ประชาธิปไตยเจริญเติบโต ใครบางคนก็จะตัดตอนให้มันแคะแกรน"

ในเดือนเมษายนเสื้อแดงพากันลุกฮือประท้วงเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ และขวางการจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในเมืองพัทยา การประชุมนี้เต็มไปด้วยผู้นำเอเชียที่ทรงอิทธิพล รวมทั้งนายกรัฐมนตรีจีนเหวินเจียเป่า พากันหนีออกที่นั่นด้วยเฮลิคอปเตอร์

แม้ว่าทักษิณซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยในต่างประเทศจะกล่าวต่อผู้สนับสนุนเขาที่ลุกฮือขึ้นประท้วงผ่านทางภาพที่เผยแพร่มายังที่ประท้วง โดยเรียกขานการลุกฮือประท้วงครั้งนั้นว่า"ปฏิวัติประชาชน"หรือการ"ทำการยึดอำนาจโดยประชาชน"หรือไม่ก็ตาม ทักษิณ--ผู้ซึ่งลี้ภ้ยอยู่ที่ไหนไม่แน่ชัด--ก็ระมัดระวังเสมอที่จะกล่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

คำกล่าวของเขานั้นสอดคล้องกับผู้นำชาวคลองเตยกว่า80,000คน ครูประทีป อึ๊งทรงธรรมฮาตะ สตรีที่มีความสูง5ฟุต(152เซ็นติเมตร)นักกิจกรรมผู้ที่รู้จักกันดีในประเทศไทยว่าเป็น"เทพธิดาสลัม"ผู้เกิดในคลองเตย ใช้ชีวิตวัยรุ่นในการจัดการชุมชนสลัมให้ชาวสลัมได้มีบ้านพักอาศัย และเป็นแกนนำการเรียกร้องประชาธิปไตยในปี2535

ไม่มีความหวัง

"ในอดีตนั้นประชาชนไร้ความหวัง"ประทีป วัย57กล่าว"แต่หลังจากทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนก็ได้เห็นประชาธิปไตยที่สัมผัสและกินได้ พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น มีอาหารมากขึ้นและมีโอกาสที่จะมีงานทำ แต่เดี๋ยวนี้ประชาชนพบว่าประชาธิปไตยนั้นมี2ระดับชั้น"

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า95%เป็นชาวพุทธ ตอนนี้มีปัญหาทางด้านความมั่นคง--อันเนื่องมาจากความไม่สงบใน3จังหวัดภาคใต้ติดกับพรมแดนมาเลเซียลุกขึ้นเรียกร้องการปกครองตนเอง คาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า3,400คนนับจากปี2547เป็นต้นมา อภิสิทธิ์กล่าวว่าไทยอาจอนุญาตให้มีการปกครองตนเองมากขึ้น รวมทั้งให้ใช้กฎหมายชาเรียะห์ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลามเพื่อลดเหตุการณ์ไม่สงบลงมา

เมื่อเปรียบเทียบกัน การขับเคี่ยวต่อสู้ระหว่างเหลือง-แดงก็นับว่าปัญหาน้อยกว่ามากนัก ในปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเพียง7ราย และหลายร้อยคนบาดเจ็บในการปะทะบนท้องถนน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสนธิผู้นำเสื้อเหลืองก็เพิ่งรอดพ้นการสังหารด้วยการระดมยิงใส่รถที่เขานั่งมากว่า50นัดจากมือปืนมาได้ ขณะที่ผู้นำเสื้อแดงอ้างว่าคนเสื้อแดงอย่างน้อย10คนถูกสังหารไประหว่างการประท้วงในเดือนเมษายนเช่นกัน

การคาดเดาถึงพระพลานามัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงอยู่เหนือการเมืองเรื่องที่มีการขัดแย้งกัน เมื่อปีกลายการไม่ปรากฎพระองค์ในพระราชพิธีสำคัญหลายครั้ง ทำให้สื่อมวลชนต่างประเทศพากันคาดเดาไปถึงพระพลานามัยของพระองค์ เมื่อวันที่5ธันวาคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงไม่ได้เสด็จลงพระราชทานพระราโชวาทต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นหนแรกในวาระเฉลิมพระชนม์พรรษา พระองค์ท่านมีพระวรกายที่ค้อมลงด้วยทรงพระชราภาพ ปรากฎพระองค์ล่าสุดในเดือนมิถุนายนในการพระราชพิธีทางพุทธศาสนาเพื่อเสด็จพระราชกุศลแด่พระเชษฐาที่สวรรคต และในวโรกาสได้รับรางวัลด้านสิทธิบัตรจากภาพข่าวประจำพระราชสำนักเมื่อวันที่24มิถุนายน

ส่วนงานของรัฐบาลยังคงมีเสถียรภาพในมือของนายกรัฐมนตรีวัย44อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำซึ่งสะท้อนภาพของนักการเมืองสหราชอาณาจักร เกิดในนิวคาสเซิล อังกฤษ เป็นบุตรของศาสตราจารย์นายแพทย์ เขาเรียนที่อีตันคอลเลจ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีนายกรัฐมนนตรีอังกฤษ18คนเคยเรียนที่นั่น ก่อนจะมาจบปริญญาสาขาการเมือง ปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด

ดาวรุ่ง

อภิสิทธิ์กลับสู่ประเทศไทยในปี2529เขาเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนนายร้อยจปร.ก่อนจะลงเลือกตั้งในปี2535กับพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็นพรรคศูนย์กลาง-ขวาคือประชาธิปัตย์

อภิสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมกับพรรคที่เชิดชูระบบรัฐสภาที่เดินตามระบบรัฐสภาอังกฤษ ในปี2540หลังประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลผสมและมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้อำนาจแก่สภามากขึ้น เขาได้เป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย

ในปี2548เพียง4ปีให้หลังที่ประชาธิปัตย์สูญเสียอำนาจให้กับพรรคทักษิณ อภิสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน รัฐบาลผสมของเขาตอนนี้มี280จากทั้งหมด480เสียงในสภา ส่วนพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณตอนนนี้ชื่อพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.มากที่สุดในเวลานี้

เพื่อให้การเมืองสงบลง อภิสิทธิ์ได้เสนอแผนการให้เกิดปรองดองกันขึ้น รวมทั้งกำหนดการเลือกตั้งใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง อาจเป็นไปได้ที่จะมีการนิรโทษกรรมทางการเมือง และให้คำมั่นจะจัดการเลือกตั้งใหม่หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เสถียภาพการเมือง

"คำถามก็คือ:รัฐบาลจะสามารถรับประกันว่าจะประสบผลสำเร็จทั้งการสืบพระราชสันตติวงศ์และทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้หรือไม่?"แคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ กล่าว"นี่จะนำไปสู่เรื่องที่ง่ายขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ปกติ แทนที่จะนำไปสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจ"

เสถียรภาพเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเป็นข่าวที่รอคอยสำหรับผู้ประกอบการอย่างบิลล์ ไฮเนคเก้ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เครือโรงแรมและภัตตาคารซึ่งเป็นที่สนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงเข้าไปถือหุ้นไว้ราว4%

บุตรชายของนักข่าวเสียงอเมริกา,ไฮเนคเก้มาที่กรุงเทพฯตั้งแต่วัยรุ่นในยุคทศวรรษ2503 ตอนนี้ธุรกิจของเขามีโรงแรมในเครือ27แห่ง รวมทั้งโรงแรมโฟร์ซีซั่นและแมริออต และเครือรีสอร์ตอนันธารา

ในการประท้วงปิดสนามบินเมื่อเดือนธันวาคม ยอดผู้เข้าพักของแมริออต กรุงเทพฯตกลงมามีผู้เข้าพักเพียง20%จาก80% และฟื้นตัวเป็นยอดผู้เข้าพัก65%ในไตรมาสแรกปีนี้ หุ้นMINORขึ้นมาราว700%จากปี2541ถึงปี2551 ปีนี้ตกลง1%ซื้อขายที่ราคา7.8บาทเมื่อวันที่7กรกฎาคม

กลับไปสู่ธุรกิจ

เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติกลับมา อภิสิทธิ์ใช้เวลาไปฮ่องกง1วันเมื่อ15พฤษภาคม และตามมาด้วยการไปสิงคโปร์ และจีนในเดือนมิถุนายน

"ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไปและกลับมาสู่ธุรกิจ"เขากล่าวต่อที่ประชุมสื่อมวลชนในฮ่องกง อภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดี"ผมบอกคุณได้เลยว่าพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดียิ่ง ความต่างๆทรงทราบถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและทรงพิจารณาได้สอดคล้องเหมาะสมต่อสถานการณ์"

ในการสัมภาษณ์ในทำเนียบรัฐบาลที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีเมื่อ5วันก่อน อภิสิทธิ์ได้เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ลงพระนามให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวขึ้นสืบราชบัลลังก์

"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว

เราเดินทางไปเยือนบ้านของนักลงทุนเซียนหุ้นเฟเบอร์700กิโลเมตรทางเหนือของกรุงเทพฯ ไฮไลต์ของการไปหนนี้ก็มีทั้งมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย และความเสี่ยงในอนาคตของการลงทุน

เฟเบอร์เป็นคนสวิสโดยกำเนิดเดินทางมาเที่ยวไทยเมื่อ36ปีก่อน และย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่เมื่อปี2543 ทุกวันนี้เขามีชีวิตราวกับท่านบารอนผู้โอ่อ่ามั่งคั่ง มีหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรกของอาดัม สมิธเรื่องความมั่งคั่งแห่งชาติวางอยู่ข้างๆ บนเรือนไม้สักริมแม่น้ำปิง นอกกำแพงเมืองโบราณอายุนาน1,000ปีของกำแพงคูรอบนครเชียงใหม่

เมื่อพลบค่ำลงมาในนครที่มีวัดส่องประกายสีทอง เฟเบอร์ตัดสินใจออกไปหาละเลียดเบียร์ โดยโดดขึ้นคร่อมคาวาซากิขนาด1,150ซีซี มอเตอร์ไซค์คู่กาย ไม่กี่นาทีก็มาถึงบาร์ติดแสงไฟนีนอน ที่ซึ่งมีเพื่อนสาวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้ยากจนมานั่งคอยเอาอกเอาใจอย่างฉันมิตร โดยเธอเป็น"สาวนั่งดริ๊งค์"ในราคาเพียง80บาท

สูงขึ้นไปจากพื้นถนน10เมตรนั้นมีภาพเขียนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตระหง่านอยู่พร้อมกับข้อความ"ทรงพระเจริญ" นี่เป็นความรู้สึกของนักลงทุนแบบไทยๆ พวกเขาคงต้องยอมรับอย่างเงียบๆว่า แดนแห่งรอยยิ้มนี้ก็คงวันใดวันหนึ่งที่ต้องหลั่งน้ำตาให้กับการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนรัชกาล
ติดต่อผู้สื่อข่าวที่เขียนรายงานข่าวนี้: William Mellor in Hong Kong at wmellor@bloomberg.net; Daniel Ten Kate in Bangkok at dtenkate@bloomberg.net

Thursday, July 9, 2009

ครม.ไฟเขียว"รองนายกฯ"สั่งจ่ายงบฯกลางเพิ่มได้900ล. สำนักงบฯติงควรมีหลักเกณฑ์ชัดเจน

ที่มา มติชนออนไลน์ครม.อนุมัติร่างระเบียบสำนักนายกฯเพิ่มวงเงินให้รองนายกฯสั่งจ่ายงบฯกลางจาก 100 ล้านเป็น 900 ล้านต่อปี อ้างเพื่อความคล่องตัว-แก้ปัญหาได้ทันที สำนักงบฯติงควรมีหลักเกณฑ์ชัดเจน เหตุมีงบฯปกติอยู่แล้ว


นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า มีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค (ฉบับที่ ...) พ.ศ... ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ส่งร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมาย และร่างอนุบัญญัติที่เสนอต่อ ครม. ตรวจพิจารณาโดยให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย


สาระสำคัญของร่างอยู่ที่การกำหนดให้รองนายกฯสามารถอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นให้แก่หน่วยงานของรัฐวงเงินไม่เกิน 900 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพิ่มเติมจากระเบียบฉบับเดิม ที่อนุมัติวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น นอกจากนี้ยังกำหนดให้รองนายกฯแต่ละคนเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสม และความจำเป็นในการใช้จ่ายเงินด้วย


การดำเนินงานดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2552 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่มีมติให้แก้ไขระเบียบเพื่อเป็นการสนับสนุนงบประมาณตามอำนาจของรองนายกฯ ให้สามารถแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม และเพื่อประโยชน์ในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เป็นไปด้วยความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ระเบียบฉบับนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 แต่ขณะนี้สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากขึ้น จะมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มวงเงินให้มากขึ้น ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้เสนอเรื่องเข้ามา แต่ยืนยันว่าการอนุมัติเงินจะทำได้แค่ 900 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการนำเสนอเรื่องดังกล่าว สำนักงานปลัดสำนักนายกฯอ้างเหตุผลการขยายกรอบวงเงินครั้งนี้ว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รองนายกฯและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค โดยแบ่งพื้นที่ตามเขตตรวจราชการ ซึ่งแต่ละคนอาจมีจำนวนเขตและจังหวัดมากน้อยแตกต่างกัน


ทั้งนี้ กรอบวงเงินในการสนับสนุนงบประมาณจะอ้างอิงจากจำนวน รองนายกฯทำให้การจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีอาจไม่สัมพันธ์และสอดคล้องกับจำนวนรองนายกอย่างแท้จริง ประกอบกับคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ได้มีมติเห็นควรให้มีการพิจารณากำหนดกรอบวงเงินในการอนุมัติจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และเกิดประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง เหมาะสมสอดคล้องกับคำสั่งของนายกฯ ประกอบกับคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานที่ผ่านมา ได้กำหนดให้มีการดำเนินงานเป็นคณะสำหรับรองนายกฯแต่ละคนด้วย


อย่างไรก็ตาม ในการนำเสนอเรื่องครั้งนี้สำนักงบประมาณได้ให้ความเห็นว่า การแก้ไขระเบียบขยายวงเงินการอนุมัติของรองนายกฯดังกล่าว ควรพิจารณาความสามารถในการเบิกจ่ายเงิน เนื่องจากการบริหารงบประมาณในพื้นที่ส่วนภูมิภาค ยังมีงบปกติของจังหวัด และกลุ่มจัดสรรให้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพิ่มกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อชดใช้เงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น งบประมาณที่ใช้ในภารกิจกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกฯ ควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ใช่งบประมาณซ้ำซ้อนกัน และสามารถจัดสรรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด


นอกจากนี้ ครม...เห็นชอบหลักการระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามโครงการไทยเข้มแข็งด้วย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ครม.เห็นชอบหลักการระเบียบสำนัก เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งโดยสาระแล้วคือ การกำหนดแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นกรองและการใช้จ่ายเงินตามโครงการไทยเข้มแข็ง จะมีขั้นตอน กระบวนการ วิธีการที่รัดกุมเหมือนกับที่ได้เคยชี้แจงต่อสภาและประชาชน ฉะนั้น ก็จะเป็นหลักประกัน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงการต่างๆ หรือในกรณีที่มีเงินเหลือจ่าย ก็จะต้องคืนกระทรวงการคลัง หมายความว่าการคุมเรื่องการใช้จ่ายตามโครงการไทยเข้มแข็ง จะมีความเข้มไม่แพ้กระบวนการงบประมาณ


นายกฯกล่าวว่า สำหรับการดำเนินการขั้นต่อไป ในเรื่องการเปิดจองพันธบัตร จะเริ่มต้นในสัปดาห์หน้าและในวันที่ 14 กรกฎาคม กระทรวงการคลังจะสรุปโครงการทั้งหมดที่จะดำเนินการในรอบแรกตาม พ.ร.ก.กู้เงิน บวกกับขั้นตอน ระเบียบ วิธีการ ในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วให้เป็นไปตามเป้าหมายของการกระตุ้นเศรษฐกิจตามโครงการไทยเข้มแข็ง นอกจากนี้ ในส่วนของการหยุดยาว 5 วันที่ผ่านมา รายงานเบื้องต้นที่ส่งผลต่อการเดินทางโดยเฉพาะการเข้าพักในโรงแรม สายการบินในประเทศก็เป็นไปในทางบวก ซึ่งจะมีการนำตัวเลขที่ได้มาประเมินอีกครั้ง


ทางด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงที่พรรคว่า 6 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ตรงกันข้ามกลับสร้างหนี้จำนวนมหาศาลเฉลี่ยราย 5.6 หมื่นบาทต่อหัว โดยรัฐบาลใช้นโยบายการคลังที่แปลกประหลาด เช่น การกู้หนี้ยืมสินมากมายถึง 8 แสนล้านบาท การขึ้นภาษีสรรพสามิตรน้ำมัน โดยมองแบบง่ายๆว่าเมื่อเงินไม่พอก็บวกภาษีเข้าไป แต่ในระยะยาวจะกัดกร่อนเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง ซึ่งในความเห็นของพรรค รัฐบาลต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องช่วยให้ประชาชนมีรายได้ สร้างผู้ประกอบการให้เพิ่มมากขึ้น ต้องเลือกโครงการที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงๆ ในระยะยาวเพื่อจะทำผลกำไรและนำไปใช้หนี้ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลกลับไปเลือกโครงการประเภทประชานิยมเพื่อหวังผลการเมือง


นายปลอดประสพกล่าวว่า พท.จัดสัมมนาทางออกประเทศไทยหัวข้อ "ล้างหนี้ประเทศ สร้างรายได้ประชาชน" ครั้งที่ 1 ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10-11 กรกฎาคม นำโดยคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค รวมถึงนายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จะร่วมบรรยายในหัวข้อเหลียวหลัง แลหน้า จับชีพจรเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ จะลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกลำไยใน จ.ลำพูน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอท็อปใน จ.ลำปาง ก่อนจะจัดสัมมนาทางเศรษฐกิจ พบปะผู้ประกอบการเพื่อรับทราบปัญหาทุก 3-4 กลุ่มจังหวัด ทุกสัปดาห์ ถือเป็นการคิกออฟเพื่อเตรียมเลือกตั้งภายใต้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจนำการเมือง 1 นโยบาย 1 ยุทธศาสตร์ 1 กิจกรรรม ซึ่งหลังการสัมมนาทุกครั้งจะรวบรวมเป็นประเด็นเพื่อนำไปสู่การจัดทำนโยบาย จากนั้นจะส่งไปให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

บังเอิญหรือจงใจ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ 1 ในผู้ต้องหาก่อการร้ายจากเหตุการณ์ม็อบบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ตอบคำถามในรายการช่อง 11 เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา

ว่าการจะลาออกหรือไม่ขึ้นกับ 3 ประเด็น

1.การตัดสินใจของตัวเองและทนายความ 2.พรรคประชาธิปัตย์ และ 3.นายกฯอภิสิทธิ์

อย่างไรก็ตามในเงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าว

ข้อแรกตัดทิ้งไปได้เลย

ถึงสื่อจะยืนยัน นายกษิตเคยพูดไว้เมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา

"หากผมเป็น 1 ใน 21 แกนนำพันธมิตรฯที่จะถูกออกหมายจับ ก็พร้อมลาออกจากรัฐมนตรี เพราะต้องให้ความเคารพกระบวนการยุติธรรม"

ก็ตาม

แต่นายกษิต ยังคงเสียงแข็งว่าจะไม่ลาออกเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายตามที่ถูกกล่าวหา

ข้อที่ 2 ก็น่าจะตัดทิ้งไปได้เช่นกัน เพราะระดับแกนนำพรรคลงมาถึงระดับลิ่วล้อ ต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่านายกษิตไม่จำเป็นต้องลาออกตอนนี้

เนื่องจากในทางกฎหมาย นายกษิตยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะตัดสิน

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเหลือแค่ข้อ 3 นั่นก็คือนายกฯอภิสิทธิ์จะตัดสินใจอย่างไรในกรณีดังกล่าว

จะปลดออกหรือให้อยู่ต่อ จากคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯที่ว่า จะตัดสินเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งฟ้องหรือกระบวนการทางกฎหมาย

ยังค่อนข้างคลุมเครือ

แต่ที่ชัดเจนไร้ความคลุมเครือโดยสิ้นเชิงคือกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่นายกฯ ให้ไว้กับครม.เมื่อตอนเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ โดยเฉพาะวรรคทอง

"รัฐมนตรีทุกคนไม่มีสิทธิ์เหนือประชาชนคนอื่นในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นจะต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย"

ไม่รู้บังเอิญหรือจงใจ กรณีกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอครม.วันที่ 9 ก.ค.นี้ ขออนุมัติงบ 679 ล้านบาทเพื่อชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ภาครัฐและเอกชน ใช้ช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้างช่วงม็อบปิดสนามบิน 2 แห่ง

พร้อมรายงานความเสียหายจากการสูญเสียรายได้ ของหน่วยงานรัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมการบินจากการปิดสนามบิน จำนวน 1.9 หมื่นล้านบาท ให้ครม.ทราบเพื่อพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

ไม่รู้บังเอิญหรือจงใจ ที่การออกหมายเรียกแกนนำพันธมิตรฯ และนายกษิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เกิดขึ้นหลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เดินทางไปพบนายฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ถึง 2 ครั้งในช่วงเวลาห่างกันแค่ 2 สัปดาห์

ถ้าบังเอิญก็แล้วไป

แต่ถ้าจงใจ

เร็วๆ นี้เราคงได้เห็นรมว.การต่างประเทศคนใหม่แน่

'เนวิน' ขอขอบคุณ 'กษิต'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18204

อย่าได้แปลกใจถ้า "ผักชี" ที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะขาดตลาดในช่วงนี้

เพราะโดยฉากโรยหน้าที่ปรากฏเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทางผู้ใหญ่ในจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ต่างๆ ได้ปูพรมโหมโรง

ขึ้นคัตเอาต์รูปหล่อๆของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และข้อความ "ชาวบุรีรัมย์ ขอต้อนรับ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและคณะ ด้วยความเคารพยิ่ง"

โชว์ป้ายสนับสนุนนโยบายรัฐบาลทั่วบ้านทั่วเมือง ขณะที่เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ก็เร่งตกแต่ง ทาสี ติดตั้งอุปกรณ์ภายในโบกี้รถไฟที่จะเนรมิตให้เป็นห้องสมุด รอนายกฯอภิสิทธิ์ไปเป็นประธานเปิด

นี่แหละผลงานการันตี ผู้กำกับ "เรียลลิตี้" มือโปรยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ"

คำตอบที่ว่า ทำไมนายกฯอภิสิทธิ์ถึงได้ยอมหักลำคนในอย่างนายสุทัศน์ เงินหมื่น เลือกมาโฉบเหยียบถิ่นอีสานที่จังหวัดบุรีรัมย์ แทนที่จะไปลงที่จังหวัดอุบลราชธานี ฐานเสียงที่ยังพอเหลืออยู่ของประชาธิปัตย์

เห็นกันชัดๆ โดยบรรยากาศมันครึ้มอกครึ้มใจกว่ากัน

แม้มันจะเป็นแค่ภาพลวงตา หลอกตัวเองไม่ได้

โดยสภาพแห่งความเป็นจริงที่มันขัดกันเห็นๆ ทางหนึ่งนายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาตีปี๊บตามน้ำ ตอนนี้คะแนนนิยมคนอีสานกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ชื่นชอบนายกฯอภิสิทธิ์

ปั่นหน้าตัก เลือกตั้งรอบหน้าประชาธิปัตย์น่าจะเกิน 200 ที่นั่ง

แต่อีกทางหนึ่ง พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี มีการประสานสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ทั้งในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์ กว่า 3,000 นาย

ประกบอารักขากันทุกตารางนิ้วเลย

อาการแหยงอิทธิฤทธิ์ม็อบคนเสื้อแดงยังแฝงอยู่ในภวังค์

ทั้งนั้นทั้งนี้ เอาเป็นว่า "อภิสิทธิ์" ก็ได้ครึ้มอกครึ้มใจ แก้เคล็ด เบี่ยงข้อครหาที่ว่า เป็นได้แค่ผู้นำของคนปักษ์ใต้ กรุงเทพฯ และภาคกลาง

ไม่กล้าเหยียบย่างเข้าพื้นที่บอดสัญญาณที่อีสาน

แต่ที่ได้ไปเยอะกว่าก็คือ "เนวิน" กับภาพแหย่ขาให้ "ประชาธิปัตย์" ยืนในอีสาน สยายปีกคุ้มภัยให้ "อภิสิทธิ์" ในอาณาจักรตัวเอง


กระชากมูลค่า ดึงราคาที่วูบลงไปเพราะความพ่ายแพ้สนามเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร

กำลังโดนต้อนเข้ามุมอยู่แท้ๆ แต่อาศัยลูกล็อกคอตีเข่าประชาธิปัตย์ ลากนายกฯอภิสิทธิ์ไปถ้ำบุรีรัมย์ "เนวิน" พลิกเหลี่ยม กลับมาตั้งหลักได้ไว

และก็เป็นอะไรที่ต้องยกให้เลยว่า "เขี้ยวบวกเฮง"

เพราะในขณะที่กระแสร้อนๆในคิวเลือกตั้งซ่อมภาคอีสานยังไม่ทันจาง ค่ายภูมิใจไทยกำลังเซถลา "เนวิน" ส่อแววราคาตก โดนประชาธิปัตย์เหยียบบ่าตีกินรายวัน

ถึงขั้นที่โดนนายกฯอภิสิทธิ์ไล่ตะเพิดออกอากาศ

โดยทางข่าวค่ายภูมิใจไทย ยี่ห้อ "เนวิน" กำลังโดนขึงพืดสังเวย

แต่แล้วก็เป็นนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่โผล่มาแย่งซีน ยึดเรตติ้งบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวันไปครองแทน กับข้อหาก่อการร้าย คดีร่วมแกนนำม็อบพันธมิตรฯบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

"เนวิน" ได้จังหวะหลบ พรรคร่วมรัฐบาลได้คิวไปนั่งอยู่บนภู ดูประชาธิปัตย์ป่วนมั่ง

อย่างที่ประเมินได้ โดยแนวโน้มคิวร้อนๆของนายกษิตทำท่าจะเป็นหนังบู๊ล้างผลาญเรื่องยาว

กว่าจะจบได้คงต้องพังกันเป็นฉากๆ

จับอาการ "ตื๊อ" เจ้าตัวประกาศเสียงแข็งจะอยู่บนเก้าอี้ต่อไป จน กว่าคดีจะถึงชั้นศาล ไม่สนเสียงนกเสียงกาไม่ว่ากระแสสังคมจะเร้ายังไง


โยนลูกวัดใจกัปตันทีมอย่างนายกฯอภิสิทธิ์

ท่ามกลางปัจจัยเร้า ล่าสุดเอแบคโพล เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่องสาธารณชนคิดอย่างไรต่อ รมว.ต่างประเทศ หลังข่าวโดนหมาย เรียกจากตำรวจกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ พบว่า ส่วนใหญ่ 60.6 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าควรลาออก ขณะที่ 39.4 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าไม่ควรลาออก

ขณะที่เกมไล่บี้ตามน้ำของฝ่ายค้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำคลิปวีดิโอที่นายกษิตให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนรายการหนึ่งมาย้อนคอหอยที่เคยประกาศว่า หากโดนหมายเรียกก็พร้อมที่จะลาออก เนื่องจากไม่ยึดติดกับตำแหน่งอยู่แล้ว

แสบกว่านั้น นายพร้อมพงศ์จะนำคลิปวีดิโอดังกล่าวไปยื่นต่อนายกฯอภิสิทธิ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามถึงกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯที่มอบให้กับรัฐมนตรี เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ และยื่นให้กับนายชวน หลีกภัย จอมเก๋าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทวงถามมาตรฐานจริยธรรม และความรับผิดชอบของนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

ปล่อยหมัดตรงใส่หน้า เร่งปฏิกิริยาวัดใจกันเลย.

ทีมข่าวการเมืองรายงาน

ใครคือผู้ร้ายตัวจริง

ที่มา ไทยรัฐ

อดไม่ได้จริงๆ กับ พฤติกรรมของนักการเมือง ในยุคปัจจุบัน การศึกษา การสื่อสารพัฒนาไปไกล แต่การเมืองไทยยังคงไว้ทั้งความคิดและการกระทำล้าหลังยิ่งกว่ายุคหินซะอีก

จู่ๆ คุณถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ไปตรวจราชการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นึกว่าจะสนอกสนใจว่าปัญหาไฟใต้จะดับลงอย่างไร กลับไปนั่งให้ข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาพักอยู่ที่มาเลเซีย 2 วัน เสร็จแล้วเดินทางไปหมู่เกาะฟิจิ จะให้ตำรวจไปรวบตัวแต่ไม่ทัน ไหวตัวซะก่อน

พูดได้เป็นเรื่องเป็นราว

พอมีข่าวการเคลื่อนไหวขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีปรากฏการณ์แทรกซ้อนขึ้นมาทันที ออกมาคัดค้านต่อต้าน เป็นขบวนการ มีการแอบอ้างไปเดินแจกเงินให้ชาวบ้านคนละ 200 บาท ย่านสุทธิสาร ดินแดง เหม่งจ๋าย พร้อมขอรายชื่อให้ไปลงชื่อถวายฎีกา

มีเอกสารใบปลิวแจกไปทั่ว กทม.ว่า ทักษิณจะกลับมาเร็วๆนี้ สรุปแล้วมีเรื่องราวของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นซีรี่ส์เยอะแยะไปหมด เวลาเดียวกัน รมว.-ผช. รมต.-เลขาฯ รมต.ต่างประเทศ รวมทั้งทูตพิเศษที่ตั้งขึ้นมาขยันตามหาทักษิณไปทั่วโลก ยามนี้เห็นเข้าๆออกๆอยู่แถบตะวันออกกลางและประเทศมุสลิม

ไม่ใช่กระชับความสัมพันธ์ตามปกติ

แต่พยายามที่จะล็อบบี้ให้ประเทศเหล่านี้กดดันเอาตัว พ.ต.ท. ทักษิณ มาประเทศไทยให้ได้ และน่าจะเป็นภารกิจหลักของกระทรวงการต่างประเทศและเป็นภารกิจต่อเนื่องที่สำคัญของ รมว.ต่างประเทศไปซะแล้ว

เป็นที่มาของความล้มเหลวในนโยบายต่างประเทศโดยสิ้นเชิง

ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้ แค่นี้ก็น่าจะมองเห็นถึงความสัมพันธ์และความสำคัญระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับคนที่กระเหี้ยนกระหือรืออยู่ตอนนี้

ซึ่งจะว่ากันตามจริงแล้วก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันนัก

ในขณะที่คุณกษิต ภิรมย์ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรงและบางความผิดหนักในระดับสากลก็ว่าได้ นั่นคือการปิดสนามบิน คุณกษิตจะได้รับอภิสิทธิ์ให้เป็น รมว.ต่างประเทศต่อไปก็ไม่เป็นไร หรือจะได้รับเอกสิทธิ์ให้ออกทีวีรัฐชี้แจงความบริสุทธิ์ของตัวเองก็ไม่เป็นไร เพราะความเป็นนิติรัฐไม่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว

มีเรื่องสารพัด ที่รัฐบาลต้องทำ แต่ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ไล่มาตั้งแต่ปัญหาไฟใต้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 คดีสะเทือนขวัญ ลอบสังหารองคมนตรี มุ่งสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล ความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าการลงทุน คนตกงานว่างงาน กู้เศรษฐกิจ แม้แต่การจะกู้เงินยังไม่แน่ว่าจะกู้ได้หรือเปล่าเพราะความน่าเชื่อถือที่ขึ้นๆลงๆ

ที่ยังคาใจชาวบ้านก็มีอีกเยอะ กรณีปลากระป๋องเน่า กรณีรถเมล์เช่า 4 พันคัน กรณีประมูลข้าว ข้าวโพดกระทรวงพาณิชย์ ที่ยังทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกบานตะไท

ใครคือผู้ทำร้ายประเทศไทยกันแน่.

หมัดเหล็ก

กำจัดจุดอ่อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในความเป็นจริง ผมเชื่อว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็รู้ว่า รูปลักษณ์ของรัฐบาล “มาร์ค 1” โดยรวมมันน่าเกลียดน่าชังเต็มไปด้วยพรรคร่วมรัฐบาลที่สังคมไทย คนไทย “รับไม่ได้”!!มีแต่เรื่อง ประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าการตั้งหน้าบริหารราชการแผ่นดินตามที่ควรจะทำพรรคภูมิใจไทย ดูแลกระทรวงใหญ่อย่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ เป็น 3 กระทรวงใหญ่ที่เต็มไปด้วย“ผลประโยชน์” มโหฬารพันลึกการดึงดันในการผลักโครงการ รถเมล์เอ็นจีวี4,000 คัน ด้วยการเช่าแทนการซื้อ และด้วยอัตราค่าเช่าที่แพงกว่าการซื้อตั๋วยานอวกาศ เพื่อไปทัวร์นรก!!โสภณ ซารัมย์ เป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญ!แต่วันนี้คุณ “สอบตก” ในหน้าที่ รมว.คมนาคมบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แม้จะเป็นแค่ มท.2รมช.มหาดไทย แต่ในความเป็นจริงกลับมีบทบาทและอำนาจมากกว่า ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 เป็นเท่าตัว??เพราะมี “เงาใครคนหนึ่ง” อยู่ข้างหลังกระทรวงพาณิชย์ยังไม่มีอะไรลงตัวในการแก้ปัญหา ราคาพืชไร่ ให้กับชาวไร่ ชาว

นา และเกษตรกรการประกันราคาข้าว เพื่อป้องกันการหมุนเวียนข้าวเปลือกยังไม่มีทางเป็นจริง ทุกวันนี้โรงสีและพ่อค้าคนกลางยัง “ปากมัน” กับการร่ำรวยปีละหลายแสนล้านจากการ “รับจำนำข้าว”ถึงเวลาที่ พรทิวา นาคาศัย ต้องทำอะไรสักอย่าง ให้มากกว่าการเดินหน้า “พีอาร์ตัวเอง”ที่น่าด่าน่าประณามมากที่สุด คือ กระทรวงพลังงาน ที่มี น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูลเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงนี้เป็นโควตา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มี สุวัจน์ ลิปตพัลลภเป็น “หัวหน้าเงา” อยู่น่าด่า น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง?? เพราะราคาน้ำมันโลกลดลงมาทุกวันเหลืออยู่ที่ประมาณ54 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล แต่ราคาน้ำมันในเมืองไทยกลับขายขึ้นราคาทุกวัน!!ถามสักคำเหอะหมอ!! คุณเห็นคนไทยเป็นอะไร??ลำพังแค่ตรึงราคาไว้ไม่ลดลงก็ถือว่าห่วยสุดๆอยู่แล้ว แต่น้ำมันโลกลดราคาคุณกลับมาขึ้นราคาขายปลีกหน้าปั๊ม มันคือการทำร้ายคนไทยทั้งประเทศจะมาอ้างว่าเพื่อเร่งสะสม “กองทุนน้ำมัน”ที่พินาศฉิบหายลงเพราะบริหารกันแบบ “ไม่ใช่มืออาชีพ” นั่นมันก็เป็นเรื่องของคุณเองที่ต้องหาทางแก้ไขให้ “เนียน” กว่านี้ต่างๆ เหล่านี้ คือ “ความอัปลักษณ์” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งใหญ่โตกว่า! มีอำนาจมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำอภิสิทธิ์ ถ้ารักจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี เป็นผู้นำที่รับผิดชอบต่อประชาชน ท่านต้อง “รีบกำจัดจุดอ่อน” กับพรรคร่วมบางพรรค ที่ กำลังข่มขืนกระทำชำเราบ้านเมือง??ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใหม่ซะ!! ■

ฟ้า-ดิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฟ้ามิได้มีไว้ให้ถ่มถุยดินก็มิได้มีไว้เพื่อเทิดทูนทั้งฟ้าทั้งดิน..ต่างมีธรรมดาเป็นความแตกต่าง..และวางอยู่อย่างแตกต่างบนสิ่งเดียวกัน..คราใดที่ฟ้ากับดินก้าวเกินลุล่วงแก่กันและกันก็ไม่ต่างกับหยินหยางที่คลายตัว เป็นการแตกตัวของอีเล็กตรอนและโปรตอนบ้างก็ว่า..นั่นคือที่มาของมหาประลัยระเบิดปรมาณู..สังคมจะวุ่นวาย ความสงบสันติสุขจะเสื่อมสลาย..ก็ด้วยการสันดาปกันของสิ่งที่ควรเกื้อกูลกันมิเกื้อกูลกัน..ดั่งโยนหินก้อนลงสู่พื้นน้ำ..กว่าจะคืนสู่ความสงบงันดังเก่าย่อมใช้เวลาเนิ่นนานเมื่อลูกศิษย์..ปรามาสใส่ครูบาอาจารย์..สถานที่แห่งนั้นก็ไม่ใช่สถานศึกษาอีกต่อไป..เมื่อสังวาสอุบัติในกุฏิเจ้าอาวาส..วัดกับสำนักนางโลมก็มิแตกต่างกันพรรณนาความกันขึ้นมาครึ่งค่อนก็เพื่อที่จะบอกว่า..เป็นเรื่องลำบากพอกัน..ไม่ว่าจะเอาดินขึ้นมาเทิดไว้หรือใส่น้ำลายขึ้นสู่ปุยเมฆ..หากปรารถนา

จะให้แผ่นดินเป็นสุข..จงหยุดต่อการก้ำเกินก้าวล่วง..ทั้งฟ้าทั้งดินต่างมิใช่สมบัตินิรันดรของผู้ใด..ต่างมาและต่างไปด้วยกันหมดทั้งนั้น..ปราศจากดิน..ฟ้าก็คือห้วงอวกาศอันว่างเปล่า..เคว้งคว้างดำมืดปราศจากฟ้า..ดินก็คือฝุ่นและระแหงที่ร้อนเร่ากว่าจะจินตนาการ และยะเยือกเกินกว่าจะอุบัติชีวิตสังคมของพวกเราเผ่าไทย..จากทวดของปู่..จนถึงเหลนของหลาน..เราอยู่กันมาเนิ่นนาน..เกินกว่าจะคิดถึงวันอันแตกสลาย..ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะทำให้แผ่นดินนี้วอดวาย..เพียงเพราะ..กิเลสตัณหาของอ้ายอีไม่กี่คนของพลเมืองชั่ว..แตกตัวออกจากกันเพราะหายัดทานไม่ลงตัว..ย้อนเวลากลับไปหาวันเริ่มต้นแล้วเราจะเห็นคนที่สมควรลากขึ้นมาสู่ตะแลงแกง..หยุดความแตกแยกไว้สักครู่..แล้วพลิกดูอดีตย้อนหลังกลับไป..แผ่นดินแหลกระยำอยู่วันนี้..เพราะกิเลสของอ้ายอีไม่กี่ตัวรู้กันทั่ว บอกตัวกันถูก ไทยทุกผู้..เก็บแผ่นดินนี้ไว้ให้กับลูกหลานวันหน้า..เพื่อนร่วมเผ่าเราร่วมพันธุ์..ต้องช่วยกันรักษาฟ้าช่วยกันรักษาดิน ไทยกับแผ่นดินนี้อยู่กันมาแล้วใกล้พันปี..อย่าให้มีอันเป็นไป..ใต้ลมหายใจพวกเรา ■

ประชาธิปไตย.....ทางที่ต้องเดินไม่ใช่ทางที่จะเลือก

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย ปูนนก
วันพฤหัสบดีที่ 09 กรกฏาคม 2009 เวลา 22:13 น.

alt
นับตั้งแต่ประเทศไทย ได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นต้นมา สถานการณ์ทางการเมืองการปกครองของประเทศได้พัฒนาตัวเองไปจนเกือบจะเข้าสู่ การต่อสู้ทางนโยบายที่จะนำผลสัมฤทธิ์ที่เป็นจริงไปสู่ประชาชนในประเทศ และจะเกิดการแข่งขันกันทางนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ซึ่งนั่นจะทำให้ประเทศชาติมีความเข็มแข็งในทางการปกครองและจะเกิดประโยชน์ สูงสุดแก่ประชาชนไทยทั้งมวล น่าเสียดายที่เกิดการเข้าแทรกแซงกล จักรประชาธิปไตยที่กำลังขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีนี้ให้สะดุดหยุดลงด้วยการรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 19 กันยาน 2549 ทำให้ระบบทั้งหมดพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ประเทศที่กำลังพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรืองรุดหน้าเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียนกลับ ต้องล่มสลายลง และวิ่งตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าอับอาย...
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
สิ่ง ที่น่าสังเกตและควรค่าแก่การนำมาพิจารณาก็คือ การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในท่ามกลางบรรยากาศของประเทศที่กำลังพัฒนาไปด้วยดี และคนส่วนใหญ่ของประเทศกำลังมีความสุขนั้น มันเกิดขึ้นและสำเร็จผลอย่างง่ายดายไร้การต่อต้านจากประชาชนและทุกองค์กรของ ชาติได้อย่างไร และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น... มีเรื่องหนึ่งที่บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่น่าจะนำมาเทียบเคียงและเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ดังต่อไป นี้....เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2524 ได้เกิดการรัฐประหารที่ไม่สำเร็จ (เรียกว่ากบฏ) ขึ้น เรียกชื่อกันว่า “เมษาฮาวาย” กบฏในครั้งนั้นเกิดขึ้นโดยกลุ่ม จปร. 7 เป็นการใช้กองกำลังทหารเข้าร่วมมากที่สุดถึง 28 กองพัน แทบจะไม่มีเหลือทหารฝ่ายรัฐบาลเอาไว้เลย หัวหน้าผู้ก่อการก็คือ พล.อ เสริม ณ นคร ได้เคลื่อนกำลังเข้ายึดสถานที่ต่าง ๆ เอาไว้ได้จนหมดสิ้น เพียงแต่ไม่สามารถควบคุมตัว พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้ และที่สำคัญคือปล่อยให้ พล.อ. เปรม สามารถอัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาไปถวายอารักขา ณ กองบัญชาการทัพภาค 2 ที่โคราชได้สำเร็จ (ไม่ว่าจะโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) แค่นี้คนไทยก็รู้แล้วว่าควรเข้าข้างใคร ทั้ง ๆ ที่การยึดอำนาจในครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยในชาติเลย แม้แต่น้อย.... ในที่สุดฝ่ายที่ยึดอำนาจที่มีกำลังทหารมากกว่าก็กลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้กลาย เป็นกบฏ (ทั้ง ๆ ที่มีกองทัพหนุนหลังเต็มที่)....วันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดรัฐประหารในลักษณะเดียวกันกับกบฏเมษาฮาวาย แต่มีลักษณะที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงคือ กองทหารที่ทำการยึดอำนาจเป็นกองกำลังส่วนน้อยที่มาจากกองทัพภาคที่ 1 ของ พล. อ. อนุพงศ์ เผ่าจินดา กับ กองทัพภาคที่ 3 ของ พล. อ. สะพรั่ง กัลยาณมิตร เท่านั้น แต่เมื่อทำการยึดอำนาจในขณะที่ท่านนายกทักษิณ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ก็ได้เข้าเฝ้า (หรือควบคุมกลาย ๆ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในพระราชวังสวนจิตรลดาในคืนนั้น...และด้วยเหตุนี้เองทำให้ประชาชน ไทยทั้งชาติจึงไม่ได้กระทำการต่อต้านใดๆ ทั้งๆ ที่รัฐบาลท่านนายกทักษิณ เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนและทำประโยชน์ให้กับประชาชนซึ่งได้รับการสนับสนุน อย่างเต็มที่จากประชาชน.... เวลาผ่านไปเมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ผู้ยึดอำนาจเขียนขึ้น ประชาชนทั้งชาติก็ยังคงพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าประชาชนไทยไม่เห็นด้วยกับ การยึดอำนาจในครั้งนั้น โดยเลือกพรรคพลังประชาชนที่สืบสานเจตนารมณ์มาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบลงไป ก่อนหน้า.... ความขัดแย้งในครั้งนี้แตกต่างจากการยึดอำนาจที่ ผ่านๆ มาอย่างสิ้นเชิง ในครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างพลังอำนาจที่เคยสามารถกำหนดและชี้เป็น ชี้ตายให้ใครแพ้ใครชนะก็ได้ ในการครอบครองอำนาจการปกครองของประเทศนี้ กับพลังอำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดบทบาทชะตากรรมของชีวิตพวกเขาด้วยตน เอง... ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาหลังจากการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ประเทศไทยจึงไม่เคยมีความสงบเลยแม้แต่น้อย ไ่ม่ว่ารัฐบาลหรืออำนาจกองทัพ หรือผู้มีอิทธิพลในประเทศนี้จะพยายามชักจูง ชี้นำ และผลักดันให้ประชาชนยอมรับต่อชะตากรรมที่เกิดขึ้นมาอย่างไรก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์มิได้สงบราบเรียบลงเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศเวลานี้ เมื่อฝ่ายผู้มีอำนาจบารมียิ่งพยายามแก้ไขตามวิธีของตนเองมากเท่าใดก็ยิ่ง ยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น เหมือน “ลิงแก้แห” แก้ไขเรื่องโน้น ก็มีเรื่องนี้เกิดขึ้น แก้ไขเรื่องนี้ยังไม่ทันเสร็จก็มีอีกเรื่องวุ่นวายตามมา สถานการณ์เหมือนลูกโป่งที่มีน้ำอยู่ภายใน บีบอย่างไรน้ำในลูกโป่งก็จะล้นทะลักออกไปอีกด้านหนึ่งเสมอ ภายในระยะเวลา 3 ปีมานี้ประชาชนไทยโดยเฉพาะตามต่างจังหวัดเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เขาถูกใครหลอกลวงมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี...ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง และต้องการให้ได้มาก็คือ ประชาธิปไตย ที่อำนาจบริหารมาจากการกำหนดของพวกเขาเอง ไม่ใช่จากใครคนใดคนหนึ่งที่จะเป็นผู้มากำหนดให้แล้วบอกว่า “ดีแล้วให้ทำอย่างนี้” ประชาชนไทยพวกเขา “คิดเป็น” เขามองเห็น และพวกเขา “เข้าใจ” ดีว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับชีวิตของพวกเขา การ ถวายฎีกาขอความเป็นธรรมให้กับท่านนายกทักษิณโดยประชาชนไทยไม่น้อยกว่า 1 ล้านรายชื่อ และการการออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายสากลที่เจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ดำเนินการนั้น เป็นกระบวนการที่เหมือนเผือกร้อนอันสำคัญยิ่ง ที่จะนำให้ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในประเทศนี้ผู้ซึ่งเคยมีบทบาท “ชี้เป็นชี้ตาย” ให้กับการเมืองการปกครองของประเทศ ได้กลับมาทบทวนและพิจารณาอย่างจริงจังเสียทีว่า “ประชาธิปไตยนั้น.....เป็นทางที่ต้องเดินไม่ใช่ทางที่จะเลือก” จงเดินไปบนทางสายนี้เสียก่อนที่จะสายเกินไป “เราเตือนท่านแล้ว”