WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 10, 2009

หวัด 2009

ที่มา บางกอกทูเดย์

ได้ฟังอดีต รมว.สาธารณสุข “คุณหญิงสุดารัตน์เกยุราพันธุ์” ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ทำให้ผมรู้สึกเกิดความสนใจสนใจตรงคำที่ว่า ควรประกาศให้เป็น “วาระแห่งชาติ”ในลักษณะเดียวกับที่เคยดำเนินการในเรื่อง โรคซาร์สและ ไข้หวัดนก ซึ่งจะทำให้ประชาชนไม่เกิดความสับสนรู้ว่าตัวเองต้องปฏิบัติตัวอย่างไร!โดยเฉพาะกับพื้นฐานพฤติกรรมคนไทย ที่เป็นประเภทยโส...อวดดี...อวดรู้...อวดเก่งใครพูดอะไรก็ไม่เชื่อไม่ฟัง...แถมยังน้อมรับมาปฏิบัติกันแบบผิดๆดังนั้น จึงต้องออกมาตรการที่มี “ประสิทธิภาพ”ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่อง สะเปะสะปะ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้โดยเฉพาะมาตรการที่รัฐบาลควรขอความร่วมมือแกม “บังคับ” ให้ประชาชนใช้ “ผ้าปิดปากปิดจมูก”ในเวลาที่ต้องออกไปพบปะกับผู้คนในชุมชนเพราะไม่ใช่เรื่อง “น่าอับอาย” หรือเป็นเรื่อง“น่าเสียหาย” เหมือนที่ใครบางคนกำลังสร้าง “ค่านิยม”ที่ผิดๆ กันขึ้นมาถูกมอง “เป็นตัวประหลาด” ยังดีกว่า “ประมาท”จนกลายเป็นผีเฝ้าหลุม!มันเป็น

เรื่องยิ่งใหญ่ “ระดับชาติ” ที่ผู้มีอำนาจต้องแสดงความชัดเจน และแสดงความจริงใจในการดูแล“ชีวิต” ของประชาชนจะรวย...จะจน ก็ต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียมกันรัฐบาลจะปิดโรงเรียนหรือล้างสภาฯ...ก็ควรทำให้เป็นเรื่องเป็นราวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่อง “ไม่สำคัญ”แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ ชีวิตของประชาชนเมื่อถึงคราวจำเป็น...คนเราต้องยอมเฉือนเนื้อตัดนิ้ว...ตัดแข้ง...ตัดขา เพื่อรักษาชีวิตอย่าทำตัวเป็น “ศรีธนญชัย” ผิดเวล่ำเวลา...เพราะเรื่อง คอขาดบาดตาย ไม่เคยคอยท่าให้ใครได้ทันตั้งตัวเห็นปัญหารายวัน...แต่ผู้มีอำนาจยังไม่สามารถทำอะไรให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน...ทั้งที่มี “อำนาจ” อยู่ในมือแท้ๆประเทศไทยวันนี้...ไม่ต่างอะไรไปจาก “ป่าช้า”นักท่องเที่ยวไม่มี ธุรกิจการค้าการลงทุนก็ซบเซารัฐมนตรีและที่ปรึกษา...ที่พ่นคำพูดออกมาว่า “ทำอะไรไม่ได้”ถ้าคำตอบเป็นจริงเช่นนั้นก็สมควร “พิจารณาตัวเอง”และให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานแทนพวกท่านทำกันไม่ได้ หรือพวกท่านไม่คิดจะทำจริงอยู่กับ “สัจธรรม” ที่ว่า...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แต่กรรมอีกอย่างหนึ่งของคนไทย คือมีผู้บริหารประเทศที่ ไม่เอาไหน...ไม่เป็นสับปะรดแต่ละคน “ฟอร์ม” เยอะกันเหลือเกิน...ทำตัวเสมือน“เทวดา”ไอ้ที่ออกข่าวว่า ติดหวัด 2009 เพียงหลักร้อย...แท้ที่จริงมันไม่ปาเข้าไปเป็นหลักพันหลักหมื่นไปแล้วหรือ??หลอกคนไปเรื่อยว่าวงจำกัดควบคุมได้...มันก็ลามไปทั่วอย่างที่เห็น เซ็งจริงวุ้ย! พับผ่าสิ ■

รัฐบาลเข็ดขยาด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ชะล่าใจ!! ว่า “ม็อบแดง” ไร้น้ำยา!!รัฐบาลเลย “ลองของ” จัดการประชุมอาเซียนที่ “พัทยา”...หลายฝ่ายส่ง “ซิก” ขยิบตาเท่าไหร่? รัฐบาลก็มั่นใจ “ประชุมฉลุย” ที่ไหนได้เอาเข้าจริง “ม็อบแดง” อาละวาดซะ “นายกฯ มาร์ค” หน้าแหก!!รัฐมนตรีทั้งไทย-ทั้งเทศ หนีตายกันอลหม่าน..บทสรุปของการประชุม คือ อับอาย-ขายขี้หน้า16-23 ก.ค.2552 การประชุมที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะเกิดขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ “ย้ายถิ่น” ไปปักหลักถิ่นฐานพรรคพวกเรา อาณาเขตในการปกครองพรรคสะตอ..ปลอดภัยชัวร์!! (หรือเปล่า)สงสัยครั้งนี้ “รัฐบาล” จะ “หลอน” เลยเห็นชอบร่วมกันแบบราบรื่นให้ “เซฟ” อย่างเต็มที่ สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศคู่เจรจา และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระหว่างวันที่16-23 ก.ค.2552 ที่ จ.ภูเก็ตโดย คณะรัฐมนตรีทุบโต๊ะ!! ประกาศให้พื้นที่ จ.ภูเก็ต และทะเลอาณาเขต 5 กิโลเมตร รอบ จ.ภูเก็ต เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยมีกำหนดเวลาตั้งแต่วันที่ 10-24 ก.ค.2552 และมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เป็นผู้รับผิดชอบตามประกาศอย่างเคร่งครัด ประกอบด้วย

1. ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการหรืองดเว้นการปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้อำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. และเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ตามที่ ผอ.รมน. ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ หรือผู้รับมอบหมายจาก ผอ.รมน. มีคำสั่งป้องกันปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร

2. ห้ามบุคคลใดเข้าหรือต้องออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน. และภายในระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน. ตามที่ ผอ.รมน. หรือผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ ประกาศกำหนด เว้นแต่เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่

3. ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน

4. ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้เส้นทาง ตามที่ ผอ.รมน. ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ ประกาศกำหนดและ

5. ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างใดเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในเขตบริเวณพื้นที่ที่ ผอ.รมน.ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการ ประกาศกำหนดอ่านคำการประกาศแล้วขอบอก “เด็ดขาด” มาก..งานนี้ใครที่ไม่เกี่ยวข้อง “แหยม” เข้าไป ระวังจะ “ซี๊แหงแก๋”อ่อ!! ข้อบังคับทั้งหมดคณะรัฐมนตรี เขาฝากบอกว่าคลอดออกมาเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชนทั้งน้าน... ■

ถึงสื่อมวลชนทุกท่าน ผมจะบอกความจริงเรื่อง ไข้หวัด 2009 ให้ทราบ

ที่มา thaifreenews


เขียนโดย คุณหล่อใสไร้รัก (คุณหมอท่านหนึ่ง)
วันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคม 2009 เวลา 19:45 น.
alt

ถึงสื่อมวลชนทุกท่าน ผมจะบอกความจริงเรื่อง ไข้หวัด 2009 ให้ทราบ.........โดยคุณหล่อใสไร้รัก (คุณหมอท่านหนึ่ง)พวกคุณงง และสับสนกับเจ้าหน้าที่และหมอหลายคนที่ให้ข่าวไม่ค่อยตรงกันใช่มั้ยครับ?ผม จะบอกข้อมูลอะไรให้ฟัง ซื่งคุณสามารถตรวจสอบได้เอง จากแพทย์ผู้เชื่ยวชาญด้าน ไวรัสวิทยา หรือ จุลชีววิทยา ตามภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทย์มหาลัยใหญ่ๆนะครับ(กรุณาเลิกสัมภาษณ์นักการเมืองได้แล้ว ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ควรสัมภาษณ์อาจารย์ที่เขารู้จริง ทำงานเรื่องนี้จริงๆดีกว่า)เมื่อคืนนี้คืนเดียว รพ.ที่ผมอยู่เวร รับคนไข้ใหม่สงสัยหวัด 2009 เข้านอนรพ. 4 คน (เฉพาะเวรดึก)อะไรกันจ๊ะ ไหนบอกไม่น่ากลัว ไหนบอกควบคุมได้ แล้วตัวเลขการแพร่ระบาดขนาดนี้มันอะไรกัน??มาดูสรุปความจริงกันอีกทีภาพข้อมูลการระบาดจาก องค์การอนามัยโลก ณ วันที่ 3 กรกฎาคม 2552(เห็นความสยองมะคับ??)
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคม 2009 เวลา 19:46 น.

หลักแถVSหลักฐาน มัดคอโจรก่อการร้ายยึดสนามบินกุดหัวประหารชีวิต "เว่อร์VSไม่เวอร์"

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 กรกฎาคม 2552

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท


เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?


Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับสัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย

A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

Q-เป็นข้อหาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?

A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน

-ตอนแรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด

-มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่

-สุดท้ายก็ว่ารอให้กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง

แต่ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก

Q-แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกเสื้อแดงข้อหาก่อการร้ายบ้าง ทีพันธมิตรทำไมโดนหนักๆทั้งกบฎ ทั้งก่อการร้าย

A-เสื้อแดงเขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินสากล มีพิธีสารมอนทรีออลคุ้มครองไหมหละ ถึงต้องโดนคดีก่อการร้าย เขาได้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นานเป็นเดือนๆเพื่อล้มล้างรัฐบาลไหมหละ ถึงต้องโดนข้อหากบฎ เขาได้บุกยึดโทรทัศน์NBTจนต้องโดนข้อหาบุกรุกและคุกคามสื่อหรือไม่

Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้

A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ

Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ

A-??!!

อภิสิทธิ์ผู้ปราชัย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ประสิทธิภาพของทหาร ดูกันที่สนามรบความพร้อมของกำลังรบ ดูกันที่การสวนสนามความปราชัยของรัฐบาลไทยที่มีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นแม่ทัพใหญ่ และพ่ายศึกหวัด 2009..จากการเป็นประเทศที่ปลอดโรคเมื่อก่อนหน้า ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ทั้งในด้านการแพร่หลายและอัตราคนตายในทวีปเอเชียนั้นยืนยันได้ดิบดี ถึงฝีมือในการบริหารราชการแผ่นดินของ..คณะรัฐมนตรีชุดนี้ยืนยันได้ดิบดี ถึงการไม่รู้จักประเทศไทยของ..นักเรียนนอกจำนวนมากที่นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี..ไทย..เป็นประเทศที่ปลอดภัย ในขณะที่หวัด2009 กำลังแพร่ขยายตัวอยู่ในโลก และเริ่มข้ามทวีปเข้ามาในเอเชีย..กระทรวงสาธารณสุข..ตั้งรับเต็มที่จากการเฝ้าตรวจที่ทางเข้าประเทศสนามบิน..แต่ทางเข้าประเทศไทย..ใช่จะมีแต่สนามบินมีหนทางเข้าประเทศมากมายเกือบจะในทุกๆชายแดนของประเทศ..ดังนั้น มาตรการป้องกันจึงพังทลาย และกลับกลายเป็นว่า..เป็นประเทศที่มีการระบาดน่ากลัวที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนายกฯ อภิสิทธิ์..ออกมาแบ่งรับ

แบ่งสู้ว่า..ตัวเลขคนป่วยน่าจะมีมากกว่าที่เป็นตัวเลขทางราชการ..ก็ต้องแสดงความเคารพกับการยอมรับความจริงของนายกรัฐมนตรีถึงวันนี้..รัฐบาลวิ่งไล่ตามการระบาดของโรคโดยการปิดโรงเรียนกวดวิชา..แต่รัฐบาลแทบจะไม่ทำอะไรกับประชาชนวันละหลายล้านคนที่..แออัดยัดทะนานกันอยู่บนรถเมล์ รถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน..ในรถตู้แสนอุดอู้ที่แล่นแทนที่รถประจำทางเราไม่ต้องการรัฐบาลที่ทำปาฏิหาริย์..หยุดการคุกคามของโรคนี้ได้...เพราะไม่มีรัฐบาลใดๆ ในโลกสามารถทำได้..แต่รัฐบาลก็ให้การศึกษาน้อยมาก สำหรับให้ประชาชนรู้จักตัวตนของโรคนี้...ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง..โฆษณาส่วนมากของรัฐบาลยังเน้นไปที่การหาเสียงและอวดคุณวิเศษของรัฐมนตรี..มีโฆษณาของทางราชการล้นไปทุกหน้าจอทีวี..แทนที่จะใช้เวลาและงบประมาณทำให้ประชาชนรู้ที่จะอยู่และสู้กับภัย 2009ในญี่ปุ่นผู้คนปิดผ้าคาดหน้าเดินกันเพ่นพ่าน..แต่ประเทศไทยเห็นกันได้ 1 หรือ 2 คนต่อวันหมอกับหมอ..ทะเลาะกันข้างห้องวีไอพีไม่มีสักคนที่เป็นคนไทยกล้าใช้ผ้าคาดหน้า..ทั้งที่ในญี่ปุ่น เกาหลี..เขาใช้กันเต็ม..วันนี้สายเกินไปแล้วสำหรับการต่อสู้..ยังเหลืออยู่แต่การป้องกันบอกประชาชนว่า..จะปลอดภัยได้อย่างไรจาก..หวัด 2009.. ■

จักรภพ เพ็ญแข:ดูตัวอย่างฮอนดูรัส

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 6
10 กรกฎาคม 2552

อ่านข่าวการรัฐประหารเงียบในฮอนดูรัส ซึ่งเป็นสาธารณรัฐยากจนในภูมิภาคอเมริกากลาง และมีขนาดประมาณ ๑ ใน ๔ ของไทยแล้ว เสมือนได้อ่านข่าวการยึดอำนาจจากคุณทักษิณเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙


ตัวละครอาจผิดกันบ้างในเนื้อนวนิยาย แต่เค้าโครงเรื่องเกือบจะเหมือนกัน นั่นคือความริษยาของผู้มีอำนาจเก่าและเศรษฐีเก่าต่อนักการเมืองได้รับอำนาจจากประชาชน และความกลัวสูญเสียผลประโยชน์ (ส่วนตัว) ของคนเก่าๆ เหล่านี้ หากฝ่ายประชาชนมีอำนาจสูงสุดขึ้นมาจริง ไม่น่าแปลกใจที่เครือข่าย “อำมาตย์” สไตล์ฮอนดูรัสมากันพร้อมหน้า ร่วมกันปลดประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และตั้งคนของตัวขึ้นแทน คงหวังอยู่ในใจแบบอำมาตย์ไทยว่าจะมีสัจจะในหมู่โจร

แต่มาต่างตรงที่ว่าตัวประธานาธิบดีเขาฮึดสู้ ออกโรงเต็มที่ไม่มีการสงวนท่าทีหรือรอดูไปก่อน ไม่ต้องการประนีประนอมใดๆ กับอาชญากรในประเทศ ท่าทีอันทรงพลังได้ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติ และมหาอำนาจระดับโลก ไปจนถึงบรรดามิตรประเทศเกิดความมั่นใจ ในที่สุดแทบทุกฝ่ายก็ออกโรงมาแสดงความสนับสนุนอย่างเปิดเผยและโดยพลัน ทำให้เกิดขั้วอำนาจคานกันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและเผด็จการแบบเก่าอย่างน่าประทับใจนัก

มานูเอล เซลาย่า ประธานาธิบดีผู้ถูกปลดจึงยังถูกเรียกว่าประธานาธิบดีจนบัดนี้ ไม่มีใครบังอาจเรียกว่าอดีตประธานาธิบดี เพราะเขายังอยู่ในตำแหน่งครบถ้วนและยังไม่ครบวาระ

ตัวของ นายโรเบอร์โต มิเชลเล็ตติ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เขาตั้งให้เป็นประธานาธิบดีแทนเสียอีก ที่หลายประเทศและหลายสำนักข่าวยังไม่ยอมเรียกว่าประธานาธิบดีอย่างเต็มปากเต็มคำ

ความขัดแย้งในสาธารณรัฐที่มีประชาชนราวเจ็ดล้านสองแสนคนนี้ เกิดขึ้นเมื่ออดีตนักธุรกิจป่าไม้อย่างเซลาย่าชนะเลือกตั้งจนได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ ประเด็นคือเขาได้รับเลือกตั้งในนามพรรคเสรีนิยม และผู้คนเชื่อว่าเขามีแนวคิดทางการเมืองแบบขวา-กลาง (centrist right) ไม่ใช่หัวรุนแรงพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินอย่างผู้นำการเมืองหลายประเทศในภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ประธานาธิบดีเซลาย่าจึงไม่ใช่ผู้นำการเมืองที่ฝ่ายอำนาจเก่า คือเศรษฐีเก่าและข้าราชการระดับสูงในฮอนดูรัสกลัวเกรงอะไร นึกว่าสี่ปีผ่านไปก็จะได้คนใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฮอนดูรัสไม่เปิดโอกาสให้ลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ำสอง มีอะไรก็ทนๆ กันไป

แต่เซลาย่าก็หลอกพวกนี้ได้อย่างแนบเนียน เขารู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างถอนรากถอนโคนในระบอบประชาธิปไตย อย่างที่บางคนเรียกว่าปฏิวัตินั้น เป็นสิ่งที่บอกล่วงหน้าไม่ได้เด็ดขาด ได้อำนาจแล้วเขาจึงแสดงตัวตนอันแท้จริงออกมาสองอย่าง

อย่างแรกคือเขาเริ่มใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้นำชาติอื่นๆ ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่ได้ชื่อว่า “หัวรุนแรง” ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซแห่งเวเนซุเอล่า หรือประธานาธิบดีอีโว่ โมราเลสแห่งโบลิเวีย ไปจนถึงแมวเก้าชีวิต-ฟิเดล คาสโตรแห่งคิวบา และได้รับคำสรรเสริญจากบุคคลเหล่านี้มาก ในที่สุดเซเลย่าก็เริ่มเดินแนวทางสังคมนิยมมากขึ้นจนเกิดความขัดแย้งลึกๆ กับบรรดาเศรษฐีเก่าที่สนับสนุนตัวเขามาตลอด ผู้สนับสนุนเหล่านี้อ้างว่าประธานาธิบดีกำลังเปลี่ยนไปอย่างแรง ความนิยมต่อตัวเขาในกลุ่มผู้ลากมากดีและข้าราชการระดับสูงของฮอนดูรัสลดลงอย่างฮวบฮาบ แต่กับมวลชนคนยากจนแล้วความนิยมกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ

อย่างที่สองคือเขาแสดงท่าทีว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประธานาธิบดีลงสมัครเลือกตั้งซ้ำได้ วิธีการก็ให้เป็นประชาธิปไตยแท้คือเปิดการลงประชามติทั่วประเทศว่าประชาชนเอาด้วยหรือไม่ หากเสียงส่วนใหญ่เอาด้วยก็จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไปตามนั้น ฝ่ายข่าวกรองฮอนดูรัสซึ่งเป็นแขนขาของอำมาตย์ฮอนดูรัสก็แอบสำรวจล่วงหน้า แล้วก็ปรากฏผลว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเซลาย่าว่าเวลาสี่ปีและวาระเดียวของผู้นำไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาลึกซึ้งของประเทศ

ไม่มีฝันร้ายใดๆ จะน่ากลัวไปมากกว่านี้อีกแล้วสำหรับชนชั้นปกครองผู้ (แอบ) มีอำนาจจริงในฮอนดูรัส ประธานาธิบดีผู้กำลังจะ “ผ่าตัด” ประเทศอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก กระทบกระเทือนทรัพย์สมบัติและอำนาจของคนที่เขา “มี “อย่างประมาณมิได้ แถมอาจเป็นประธานาธิบดีที่มีอำนาจยาวนานกว่าสี่ปีอันเป็นการแหวกกฎเกณฑ์ของผู้มีอำนาจในเรื่องสมบัติผลัดกันชมเสียอีก

คนเหล่านี้เริ่มใช้นายหน้าของตนเอง “ขู่” ประธานาธิบดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของเขาเองออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับประธานาธิบดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินสายแจ้งมวล “ม้า” คือทหารในกองทัพต่างๆ ว่าตนไม่เห็นด้วยและอาจถอนความสนับสนุนจากตัวประธานาธิบดี แต่ประธานาธิบดีเซลาน่าไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะใจเย็นกับบรรดาผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญเหล่านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปากกล้าถูกปลดอย่างสายฟ้าแลบ

ฝ่ายอำนาจเก่าก็เดินแผนต่อโดยให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งบก เรือ อากาศตบเท้าลาออกตามตัวรัฐมนตรีผู้หลุดจากตำแหน่ง แสดงความไม่สนับสนุนประธานาธิบดีอีกต่อไป ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วนครหลวงเตกูสิกัลปาและเลยต่อไปทั่วประเทศ ประชาชนฮอนดูรัสต่างปรับทุกข์กันว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นวันลงประชามติทั่วประเทศ นรกก็แตก

ก่อนพระอาทิตย์จะฉายแสงสว่างในวันใหม่ ทหารที่สวมหน้ากากปิดหน้ามิดชิดจำนวนหนึ่งบุกเข้าจับตัว มานูเอล เซเลน่า ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฮอนดูรัสจากเตียงนอน บังคับทั้งชุดนอนให้ขึ้นเครื่องบินออกนอกประเทศไปทันที จุดที่เครื่องบินลงและปล่อยตัวประธานาธิบดีคือสาธารณรัฐคอสตาริกา เพื่อนบ้านในภูมิภาคอเมริกากลางที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูง

ในฮอนดูรัสก็เร่งตั้งมิเชลเล็ตติขึ้นมากุมบังเหียนเป็นหุ่นกระบอกตัวใหม่ของฝ่ายอำมาตย์ รีบประกาศตามคิวว่ายกเลิกการลงประชามติ และตั้งข้อหาอาญามากมายกับประธานาธิบดีเซลาน่า ตั้งแต่ความผิดในฐานการเมืองไปจนถึงความ “พัวพัน” กับขบวนการค้ายาเสพติดจนหลายคนอ้าปากค้างด้วยความแปลกใจว่าไปได้ถึงนั่น

ฮอนดูรัสมีชื่อเสีย-ไม่ใช่ชื่อเสียง-ว่าเป็นทางผ่านของยาเสพติดและสารเสพติดในทวีปอเมริกาทั้งกลางและใต้ จนทำให้เกิดกองโจรย่อยๆ ข่มขู่ชาวบ้านทั่วไปในประเทศไม่ผิดอะไรกับโคลอมเบีย

พร้อมกันนั้นเอง ผู้เรียกตนเองว่าประธานาธิบดีคือมิเชลเล็ตติพยายามประกาศต่อโลกว่า “ไม่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นในฮอนดูรัส” และขอร้องให้ประชาชนกว่าเจ็ดล้านคนช่วยกันป่าวร้องไปทั่วโลก แต่ประธานาธิบดีเซลาน่าเดินเกมการทูตได้เร็วและแรงกว่า เข้าถึงผู้เล่นรายสำคัญๆ อย่างถึงลูกถึงคน

ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าแห่งสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าการกระทำของประธานสภาผู้แทนราษฎรฮอนดูรัส ศาลฎีกาฮอนดูรัสผู้ตัดสินใจว่าการลงประชามติขัดต่อรัฐธรรมนูญ กองทัพที่บุกจับตัวประธานาธิบดีเมื่อย่ำรุ่ง ล้วนเป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย” แปลได้ว่าสหรัฐฯ จะไม่รับรองรัฐบาลใหม่และไม่ยอมรับด้วยซ้ำว่ามีรัฐบาลและประธานาธิบดีใหม่ในฮอนดูรัส

องค์การสหประชาชาติโดยมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่ (United Nations General Assembly: UNGA) ประกาศเปรี้ยงว่า มานูเอล เซเลน่า คือประธานาธิบดีของสาธารณรัฐฮอนดูรัสและจะต้องกลับคืนสู่ตำแหน่งโดยพลัน

รัฐบาลสเปนนำธงสหภาพยุโรปด้วยการไม่รับรองรัฐบาลใหม่ในฮอนดูรัส เรียกร้องให้สมาชิกอียูทุกประเทศแสดงท่าทีพร้อมเพรียงกัน และยืนกรานว่า ประธานาธิบดีมานูเอล เซเลย่า ต้องได้กลับคืนสู่ตำแหน่งและอำนาจตามเดิม

รัฐบาลมิตรประเทศในอเมริกากลางและใต้ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนออกโรงยืนกรานว่าการกระทำในฮอนดูรัสคือรัฐประหาร และ “จะไม่มีวันยอมให้เหตุการณ์เลวร้ายในอดีตเกิดขึ้นได้อีก” ประโยคหลังมาจากปากคำของ ฮิวโก้ ชาเวซ โดยตรง

และองค์การรัฐอเมริกา (Organization of American States: OAS) ซึ่งเป็นอาเซียนของที่นั่นก็ออกเดินสายมายังกรุงเตกูสิกัลปา ยื่นคำขาดว่าคนใหม่ที่ยึดอำนาจเขามาต้องออกไปโดยทันที มิฉะนั้นการคว่ำบาตรทางการเมือง อาจถึงขั้นไล่ออกจากสมาชิกภาพ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การยุติเงินกู้และทุนพัฒนาระหว่างประเทศทุกรูปแบบก็จะตามมา นี่ธนาคารโลกก็ประกาศแล้วว่าเงินทั้งหลายที่จะไหลไปสู่ฮอนดูรัสงดก่อนทั้งหมด

ก็ต้องตามดูกันต่อไปจนจบเรื่องนั่นล่ะครับ จะสรุปรวดยอดแบบละตินอเมริกาหรือจะอวสานแบบไทยๆ ก็ยังไม่รู้ เพราะขณะที่เขียนอยู่นี้เหตุการณ์ก็เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าเราต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวบนหลักการแห่งสากล เราจะได้รับความนับถือจากทั่วโลกและมีพวกเสมอ.

-------------------------------------

ประชาสัมพันธ์ :

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146

ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)

Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

นปช.จัดงาน"เพลทั้งแผ่นดิน"ทำบุญวัดเกิดให้"แม้ว" เสื้อแดงทัวร์ท่องเที่ยวบุรีรัมย์ชน"มาร์ค"ลงพื้นที่

ที่มา มติชนออนไลน์

เสื้อแดงภาคกลางจัดทัวร์ท่องเที่ยวบุรีรัมย์วันเดียวกันกับ"มาร์ค"ลงพื้นที่ 11ก.ค. คนท้องถิ่นประกาศปกป้องนายกฯ ระดม ตร.บ้าน-อส.เสริม "นปช." จัดงานเพลทั้งแผ่นดินทำบุญฉลองวันเกิดให้"แม้ว"

คนบุรีรัมย์แถลงป้อง"มาร์ค"


เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ศาลาประชาคมจังหวัดบุรีรัมย์ ภาคส่วนต่างๆ ใน จ.บุรีรัมย์ อาทิ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ตำรวจหมู่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คณะกรรมการพัฒนาสตรี ลูกเสือชาวบ้าน พร้อมตัวแทนองค์กรภาคเอกชนและชมรมต่างๆ กว่า 1,000 คน ในนาม ประชาคมคนบุรีรัมย์ ปกป้องสถาบันŽ ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในการต้อนรับนายอภิสิทธิ์และคณะที่จะลงพื้นที่ภาคอีสานเพื่อติดตามแผนปฏิบัติการ เปิดประตูอีสาน ประสานใจ ไทยเข้มแข็งŽ โดยเริ่ม จ.บุรีรัมย์ เป็นจังหวัดแรก


แถลงการณ์ ระบุว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศชาติได้รับความบอบช้ำจากความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ และมีแนวโน้มที่จะก้าวล่วง พาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง ดังนั้นทางประชาคมคนบุรีรัมย์ ปกป้องสถาบัน จึงเรียกร้องให้หยุดการใช้ความรุนแรง ยุติความขัดแย้ง หันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างชาติ และที่นายกฯจะมาตรวจราชการที่ จ.บุรีรัมย์ ในวันที่ 11 กรกฎาคม จะเกิดประโยชน์ต่อชาวบุรีรัมย์ จึงขอต้อนรับและพร้อมจะร่วมกันปกป้องดูแลนายกฯให้มีความสุข ปลอดภัยและเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ


เตรียม"ตร.บ้าน-อส."เสริมกำลัง


ขณะที่ พล.ต.ท.สถาพร หลาวทอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางมาประชุมร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อวางมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนายกฯและคณะโดยเตรียมกำลังทหาร ตำรวจ และตำรวจตระเวนชายแดน ทั้งใน จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และ จ.นครราชสีมา กว่า 4,000 นาย รวมทั้งยังมีตำรวจหมู่บ้าน อาสาสมัครรักษาดินแดงอีกหลายพันคนเป็นกำลังเสริมเพื่อป้องกันก่อเหตุวุ่นวาย โดยระดมกำลังตำรวจในพื้นที่


พล.ต.ท.สถาพรกล่าวว่า ขณะนี้พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในหลายจังหวัดในภาคอีสานที่เตรียมเดินทางมา จ.บุรีรัมย์ อยากฝากถึงกลุ่มที่มุ่งหวังก่อความวุ่นวายขอให้นึกถึงประเทศชาติเป็นหลัก


นายมงคล สุระสัจจะ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า กระแสข่าวที่ว่าอาจมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมต่อต้านนั้น คงห้ามไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิเรียกร้อง แต่อย่าก่อความวุ่นวาย หากมาอย่างเป็นมิตรชาวบุรีรัมย์ยินดีต้อนรับ และคนบุรีรัมย์ไม่ยอมให้ใครมาทำลายชื่อเสียงของจังหวัด


เสื้อแดงภาคกลางจัดทัวร์บุรีรัมย์


นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าวว่า แกนนำกลุ่มเสื้อแดงภาคกลางหลายจังหวัดจัดทัวร์ท่องเที่ยวปราสาทพนมรุ้ง และสถานท่องเที่ยวสำคัญของ จ.บุรีรัมย์ อีกหลายแห่ง กำหนดเดินทางเช้าวันที่ 11 กรกฎาคม คาดว่าจะมีแกนนำไม่ต่ำกว่า 20 คนร่วมเดินทางและอาจมีสมาชิกร่วมขบวนเพิ่มอีก โดยจะนัดหมายเสื้อแดงแต่ละจังหวัดที่เป็นเส้นทางผ่านจากกรุงเทพฯไปถึง จ.บุรีรัมย์ ให้เข้าร่วมสมทบในครั้งนี้ด้วย


"ไปครั้งนี้จะไม่สวมเสื้อแดงออกจากบ้าน เพื่อมิให้ตกเป็นเป้าของตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ที่จะมาตั้งด่านสกัดขัดขวาง และจะเปลี่ยนเป็นเสื้อแดงเมื่อถึง จ.บุรีรัมย์" นางมยุรีกล่าว และว่า พวกเราไม่ได้ไปคิดป่วนการลงพื้นที่ของนายอภิสิทธิ์ แต่หากถูกกลุ่มเสื้อน้ำเงิน ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองหรือส่วนราชการ สกัดกั้นหรือขัดขวาง ก็จะเปลี่ยนแผนจากไปเที่ยวที่ปราสาทพนมรุ้ง ไปต้อนรับนายกฯแทน และถ้ากลุ่มของตนถูกทำร้ายหรือถูกยั่วยุ หรือมีการสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดการปะทะจากฝ่ายตรงข้าม ก็จะประสานกลุ่มคนเสื้อแดงภาคอีสานทุกจังหวัดให้มาช่วยเหลือทันที


ลพบุรีจัดเบิร์ธเดย์"แม้ว"โฟนอิน

นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรค พท. ในฐานะรองโฆษกพรรค พท. กล่าวยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยใช้ชื่อปลอมในการเดินทางไปประเทศต่างๆ ตามที่คนพรรค ปชป.กล่าวหา ในวันที่ 26 กรกฎาคมชาวจังหวัดลพบุรีจะจัดงาน รวมพลคนลพบุรีŽ เพื่ออวยพรวันเกิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณรับปากกับตนว่าจะโฟนอินเข้ามาทักทายชาวลพบุรีและวิเคราะห์เศรษฐกิจและการเมืองให้รับฟังในเวลา 20.00 น.ในวันดังกล่าวด้วย


นายชินวัตร หาบุญพาด กล่าวว่า งานวันที่ 26 กรกฎาคมจะยังมีอยู่ แต่เป็นที่ใดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ส่วนกำหนดการยังเหมือนเดิม โดยมีการถวายภัตตาหารเพล จากนั้นเลี้ยงอาหารประชาชน ต่อด้วยการเปิดเวทีปราศรัยพูดถึงโครงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยทำในอดีต จัดนิทรรศการเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการจุดเทียนตัดเค้กที่ใหญ่ที่สุด ภายในงานจะมีคนเสื้อแดงร่วมกันสวมหน้ากาก พ.ต.ท.ทักษิณด้วย


นายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสาน พรรค พท. และน้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า การจัดงานแซยิดหรือทำบุญให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นงานที่ดีหากทำด้วยความเคารพรักและระลึก พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณคงภาคภูมิใจด้วยซ้ำที่มีคนทำแบบนั้นให้ แต่การไปโพนทะนาว่าจะมีการจัดการให้ในลักษณะที่เกิดขึ้น (จะจัดงานที่สนามหลวง) จะกลายเป็นการทำร้าย พ.ต.ท.ทักษิณมากกว่า จะกลายเป็นการประจานในที่สุด


ย้ำชื่อกลุ่ม"นปช."แดงทั้งแผ่นดิน"

ที่อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว วันที่ 9 กรกฎาคม แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันแถลงข่าว โดยมีการสวมหน้ากากอนามัยป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วย โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวว่า วันที่ 7-8 กรกฎาคม ที่ จ.กาญจนบุรี กลุ่ม นปช.จัดสัมมนาและมีการย้ำถึงชื่อกลุ่มอย่างเป็นทางการว่าชื่อ "กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน"โดยมอบหมายให้ตนเป็นประธานกลุ่ม มีนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ เป็นที่ปรึกษา ส่วนเรื่องการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการริเริ่มของกลุ่มสาขาความจริงวันนี้ ซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งในแนวร่วม นปช.


นพ.เหวง โตจิราการ กล่าวว่า การประชุมของ นปช. ที่ จ.กาญจนบุรี กำหนดนโยบายเฉพาะหน้าของ นปช.6 ข้อ คือ 1.เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมืองการปกครอง คือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทยอย่างแท้จริง 2.สามัคคีประชาชนไทยโดยประสานกับผู้รักประชาธิปไตยทุกภาคส่วน ทั้งในภาคธุรกิจ พรรคการเมือง องค์กรศาสนา สถาบันการศึกษา ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน เพื่อต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย 3.การเคลื่อนไหวและปฏิบัติการใช้แนวทางสันติวิธี 4.ผนึกการต่อสู้ทางเศรษฐกิจและรแก้ปัญหาความยากจน ร่วมกับการต่อสู้ทางการเมือง 5.ต่อสู้เพื่อให้ประเทศเป็นนิติรัฐที่มีนิติธรรมอย่างแท้จริง กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ถูกแทรกแซง กดดัน โดยผู้มีอำนาจและอำมาตย์ และ 6.ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับปรุงแก้ไข


จัดงาน"เพลทั้งแผ่นดินแด่ทักษิณ"


ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่ม นปช. กล่าวว่า ที่ประชุม นปช.มีมติจัดสัมมนาให้ตัวแทนของ นปช.ทุกกลุ่ม โดยมีนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ ฯลฯ เป็นคณะกรรมการกิจกรรมหลักสูตร จัดทำหลักสูตรสัมมนาแนวคิดและวิธีการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 6 ข้อ และกลุ่มเสื้อแดงมีข้อสรุปร่วมกันว่า เนื่องในโอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะมีอายุครบ 60 ปี ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ จะเชิญชวนคนเสื้อแดงให้ร่วมกันทำกิจกรรมทำบุญเลี้ยงพระตามสะดวก และจะมีงานเลี้ยงเพลในชื่อ "เพลทั้งแผ่นดิน แด่ทักษิณผู้ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ" ที่กรุงเทพฯ แต่เป็นที่ไหนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง และจะจัดในต่างจังหวัดด้วย


"รวมทั้งอาจมีจัดงานเป็นพิเศษที่ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยไปทำกิจกรรมแก้ไขความยากจน นอกจากนี้ยังจะมีการจัดทำบัตรสมาชิกประชาชนคนเสื้อแดงให้ฟรี มีคณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์คนเสื้อแดง อาทิ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายพายัพ ปั้นเกตุ นายสุพร อัตถาวงศ์ คอยติดต่อประสานงานกับคนเสื้อแดง"นายณัฐวุฒิกล่าว


"มาใหม่"ถวายเรื่องราวขออภัยโทษ


นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ กล่าวว่า การรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อทูลเกล้าฯ ไม่ใช่เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นการทูลเกล้าฯเพื่อกราบบังคับทูลให้ทรงทราบถึงความทุกข์ของคนไทยทั้งแผ่นดินอันเนื่องมาจากการยึดอำนาจ คือการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549


"การทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวเป็นคนละเรื่องกับทูลเกล้าฯถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวไม่ใช่เป็นทูลเกล้าฯถวายฎีกา เพราะการทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั่นคือ ผ่านการฟ้องคดีสืบสวนสอบสวน แล้วเข้าสู่กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล จนในที่สุดศาลมีคำพิพากษาจำเลยเป็นผู้ที่กระทำความผิดนั้นแล้ว คดีนั้นถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่ถูกคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น ก็มีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษได้" นายมานิตย์กล่าว

กษิต-2 มาตรฐาน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ผู้ต้องหาหลายข้อหากรณีร่วมบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ที่หนักหนาสา กรรจ์ มีโทษถึงขั้นประหารชีวิตก็คือคดีก่อการร้าย เข้าพบพนักงานสอบสวน รับทราบข้อหาก่อนใครพวกไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 ก.ค.

และยังยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างเด็ดขาด

เป็นไปตามที่กุนซือพรรคประธิปัตย์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยโอบอุ้มก่อนหน้านี้ว่าให้ทำงานต่อไป

โฆษกหัวหน้าพรรคอ้างว่าคดียังไม่ถึงศาล ไม่จำเป็นต้องลาออก

ชวนให้นึกถึงคดีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหา อยู่ในขั้นพนักงานสอบสวนเหมือนกัน

หนนั้นคนของประชาธิปัตย์ทั้งพรรคกางกฎหมาย ยึดกุมหลักการ จี้ให้ปลด ให้ลาออกอย่างแข็งขัน

กรณีของนายกษิต เมื่อดูจากโพลของบางสำนัก ร้อยละ 60.6 เห็นควรให้ลาออก อีกร้อยละ 39.4 เห็นว่าไม่ควรลาออก

มีการลงรายละเอียดถึงขนาดระบุว่าเกินกว่าครึ่งของหรือร้อยละ 54.1 กลุ่มที่เห็นว่าควรลาออก ให้ลาออกหลังประชุมอาเซียนซัมมิต

ขณะที่อีกร้อยละ 45.9 ระบุควรลาออกทันที

โพลสำนักเดียวกันนี้ ยังสอบถามกรณีการใช้สนามหลวงจัดแซยิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย

ผลการสำรวจระบุว่าร้อยละ 81.4 ไม่เห็นด้วย มีเพียงร้อยละ 18.6 เท่านั้นที่เห็นด้วย

โพลดังกล่าวระบุว่าสำรวจในวันที่ 7 ก.ค. จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,283 ครัวเรือน ใน 17 จังหวัด

จะบอกว่าเป็นโพลถล่มข้างไหนจึงไม่ถนัด

สำหรับนายกษิต ก่อนหน้านี้เคยให้สัมภาษณ์อย่างเท่เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2552 ว่าถ้าหากถูกดำเนินคดีที่ร่วมบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

"ผมจะไม่อยู่ในเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะผมไม่ยึดติดกับเก้าอี้ ผมไม่เป็นรัฐมนตรี ผมก็ต้องไปสู้กับสิ่งที่มันเลวร้ายกเฬวรากในวงการเมือง ก็ต้องสู้ต่อไป

"ไม่กังวลใจ เพราะไม่ได้รับอามิสสินจ้างอะไรใครมาเพื่อจะได้เก้าอี้ เกาะตำแหน่ง เมื่อมีหมายเรียกมาก็ต้องต่อสู้ไปตามกระบวนการยุติธรรม และไปต่อสู้บนท้องถนนต่อไป"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากถูกหมายเรียกกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิจะทำอย่างไร

นายกษิตกล่าวว่า "ถ้ากระบวนการยุติธรรมเป็นกระ บวนการยุติธรรม ผมก็เคารพ ผมไม่ยึดติดกับเก้าอี้ เมื่อมีหมายเรียกมา ผมต้องไปศาล ผมก็ต้องลาออกจากตำแหน่ง"

บังเอิญว่าวันนี้ นายกษิตจำคำพูดของตัวเองไม่ได้เแล้ว

เหมือนกับที่เฉไฉ เอาตัวรอดไปดื้อๆ กรณีออกมาพูดถึงการยึดทำเนียบรัฐบาลว่าสนุกมาก อาหารดี ดนตรีเพราะ

หรือแม้แต่การคะนองด่าผู้นำประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นกุ๊ย เป็นไอ้นักเลงข้างรั้ว

วันนี้ก็อีกเช่นกัน ที่ประชาธิปัตย์ยังคงรักษาสองมาตร ฐานต่อไป

เหตุผลที่ต้องออก

ที่มา ไทยรัฐ

หนังสือพิมพ์ นิวเสตรทไทม์ส รายงานข่าวกรณี พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกฯถูกพบในมาเลเซียและได้หลบหนีเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะเข้าจับกุมว่า ประเด็นนี้ ตัน ศรี มูซา ฮัสซัน จเรตำรวจแห่งชาติมาเลเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาที่อ้างว่าไทยได้เจรจากับตำรวจมาเลเซียถึงการปรากฏตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณดังกล่าว

"ผมไม่ได้รับรายงานและไม่เคยได้รับแจ้งเลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในประเทศมาเลเซียหรือหลบหนีตำรวจที่นี่" นอกจากนี้ ยังมีการระบุต่อไปว่า การอ้างข้อมูลของ คุณถาวร เสนเนียม เป็นการรายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในกัวลาลัมเปอร์ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าพักที่โรงแรมแชงกรี-ลา

หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวระบุ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกฯของไทยจากปี 2001-2005 ก่อนจะถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2006 ขณะไปประชุมสหประชาชาติ จากนั้นเดินทางกลับประเทศไทยช่วงสั้นๆเมื่อปีที่แล้วหลังชนะการเลือกตั้งเดือน ธ.ค. 2007 และต้องออกนอกประเทศเพื่อหลบหลีกโทษจำคุก

ต่อจากนั้นก็มีการออกมาให้สัมภาษณ์ของ คุณนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางออกจากดูไบเพื่อไปฟิจิ ต้องแวะเติมน้ำมันมีอยู่ 2 ทางคือ ที่กรุงเทพฯและกัวลาลัมเปอร์ แต่ไม่ได้มีการหลบหนีแต่อย่างใด และยังมีการต่อท้ายข่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีนัดสำคัญกับ บุคคลระดับผู้นำ ไม่น้อยกว่า 4 คน ที่ฟิจิ

คงไม่ต้องอธิบายเรื่อง ต้นทุนและความเชื่อถือ ผมว่ามาเลเซียก็ดี ฟิจิก็ดี หรือประเทศอื่นๆที่ถูกอ้างอิงถึงคงไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนที่จะไม่ติดตามข่าวสารใดๆเลย การแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือกับ พ.ต.ท. ทักษิณของรัฐบาลไทยในสายตาชาวโลก และแม้แต่สายตาคนไทยเองเป็นอย่างไร รัฐบาลน่าจะส่องกระจกดูบ้าง

ผมเป็นห่วงประเทศของผมจะถูกปู้ยี่ปู้ยำและกลายเป็นตัวตลกสากลไปฉิบ ปลายเดือนนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุม รมต.ต่างประเทศอาเซียนและ ARF เป็นการประชุมเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคนี้

มี คุณกษิต ภิรมย์ เป็นประธานในฐานะ รมว.ต่างประเทศของไทยในวาระการประชุมมีเรื่องของ การป้องกันการก่อการร้ายสากล อยู่ด้วยแน่นอนในขณะที่คุณกษิตตกเป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายปิดสนามบิน

ผมอยากจะย้ำว่า เป็นข้อหาจากทางการของรัฐ ไม่ใช่ ข้อกล่าวหาทางการเมือง หรือจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน แล้วไม่เฉพาะประเทศในอาเซียนเท่านั้นที่เข้าร่วมประชุม คนดังๆทั้งนั้น ฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ รมต.ความมั่นคงของสหภาพยุโรป จากออสเตรเลีย แคนนาดา นิวซีแลนด์ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีรวมแล้วประมาณ 20 ประเทศ

จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองที่จะมาเถียงกันข้างๆคูๆ แต่เป็นเรื่องของบ้านเมือง การกระทำของคุณกษิตไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเข้ามารับตำแหน่ง ย่อมฉายภาพว่าคุณกษิตสมควรจะอยู่ในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศต่อไปหรือไม่ รัฐบาลชุดนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มคนที่เชียร์คุณกษิตอาจไม่อาย แต่คนไทยทั้งประเทศอาย.

หมัดเหล็ก

ใครๆก็ยุให้อุ้ม 'กษิต'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18441

ตามไปดูช่วง "กษิตโชว์"

กับข่าวล่าสุดที่ถูกส่งตรงมาจากมหานครซิดนีย์ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่บินไปเยือนประเทศออสเตรเลีย ได้คิวขึ้นเวทีโชว์สปีดกับนักธุรกิจต่างชาติในวงแคบๆประมาณ 30 คน ถือโอกาสร่ายยาวเคลียร์ความบริสุทธิ์ กรณีโดนออกหมายเรียกคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน พร้อมกับเปิดฉากถล่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

สรุปว่า ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหารอร่อยดี ดนตรีไพเราะ แต่เป็นทำเพื่อประโยชน์ของชาติ โดยใช้สิทธิตามวิถีประชาธิปไตย ต่อต้านการคอรัปชัน ยึดประเทศของระบอบทักษิณ

"กษิต" ร่ายยาวม้วนเดียวจบ โดยไม่มีคำถามขัดคอ ย้อนคอหอย


ตามข่าวว่า ฝรั่งทึ่งถึงขนาดเดินมาเอ่ยปากฝากชมกับนักข่าวไทยที่ติดสอยห้อยตามคณะไปว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยบรรยายได้เยี่ยมจริงๆ

และไม่แน่ใจจะเป็นเพราะผลของข่าวที่ได้ยินมาถึงเมืองไทยหรือไม่ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปรับท่าทีจากที่อ้ำๆอึ้งๆเรื่องนายกษิต

ย้ำชัดๆ นายกษิตยังไม่จำเป็นต้องลาออก

ถ้าจะให้ลาออกจากตำแหน่งในขณะนี้ถือว่าหนักเกินไป เพราะยังเป็นเพียงหมายเรียก นายกษิตจะออกก็ต่อเมื่อทำให้งานเสียหาย แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ใช่เรื่องทุจริตที่มีผลต่อประชาชน ไม่เข้าเงื่อนไขกฎเหล็ก 9 ข้อที่ตั้งไว้


ในอารมณ์เดียวกันกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ก็ยื่นมือออกมาช่วยอุ้มนายกษิต ออกตัวการันตีแทนเลยว่า คดียึดสนามบินเกิดขึ้นก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี จึงไม่เกี่ยวกัน

เป็นอันว่า "อุ้ม" กันเต็มตัว


โดยเครดิตยี่ห้อประชาธิปัตย์ ต้นทุนส่วนตัวของพระเอกอย่าง "อภิสิทธิ์" เป็นหลักค้ำประกันให้นายกษิตอยู่ในตำแหน่งต่อไป

ส่วนตัวเลขโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ไม่สนเสียงทักของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ไม่ให้ราคาเสียงขู่ฮึ่มๆของม็อบเสื้อแดง

ประชาธิปัตย์แท็กทีมเล่นบทฮึดสวนกระแส


แต่ในอารมณ์เขินหลบสายตา นายกฯอภิสิทธิ์ชิ่งไปรับลำไยจากเกษตรกรที่ทีมงานประชาธิปัตย์จัดมา โดยปล่อยให้รองเลขาธิการนายกฯ ออกมารับนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่เดินทางมายื่นวีซีดีบันทึกการให้สัมภาษณ์ของนายกษิต ที่ระบุว่า แค่ถูกออกหมายเรียกจะลาออก

เลี่ยงเกมย้อนคอหอย

แต่ที่น่าเอะใจจริงๆ ตามคิวแล้วน่าจะคอยมองอยู่ห่างๆ กับเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่ออกมาร่วมด้วยช่วยกันอุ้มนายกษิต

ยื้อให้อยู่บนเก้าอี้ต่อไป


ล่าสุด ก็เป็นคิวของนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวฯ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ระบุว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายกษิตว่าอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีได้สร้างความเสียหายมากน้อยเพียงใด

ฟังแล้วก็เหมือนหวังดี แต่ในอารมณ์ที่รู้กัน หนังไม่ได้รองนั่ง แล้วจะเอากระดูกมาแขวนคอ เรื่องของเหลี่ยมคูทางการเมือง

อยู่ดีๆใครจะเสี่ยงเข้าเนื้อเปลืองตัว

คิวนี้ถ้าอ่านลึกไปอีกชั้น มันก็เป็นไปได้ ใครก็อยากให้ประชาธิปัตย์เก็บ "กษิต" ไว้เป็นตัว "ล่อเป้า" ช่วยแบ่งเบาแรงเสียดทาน


ย้อนเกล็ดที่ประชาธิปัตย์เล่นบทเขี้ยวใส่เพื่อนก่อน

และก็เป็นอะไรที่ได้ทีเหมือนกัน อาศัยคิวของ "กษิต" ที่แย่งซีน ยึดหน้าหนังสือพิมพ์ เบียดปมอื่นกระแสเบาลงไป ในจังหวะ "นายใหญ่" รีบต่อสายด่วน สั่งเบรกงานแซยิดครบรอบ 60 ปี

นัยว่ากลัวจะโดนฝ่ายตรงข้ามลากไปโยง "จุดสลบ" ข้อหาตีตนเสมอเบื้องสูง

เสี่ยงกระแสตีกลับ


แต่ที่ต้องจับตากันให้ดี หลังซุ่มจับขั้ววัดกระแสดูเชิงมาเป็นระยะ


โดยยี่ห้อ "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" 4 สหายที่กอดคอแท็กทีมล่าสุดแว่วว่า เตรียมจัดฉลองใหญ่วันเกิดครบรอบ 87 ปี หลวงพ่อคูณ เทพเจ้าธรรมแห่งแดนอีสาน

เน้นงานบุญ ตีกรรเชียงจับจังหวะไปพลางๆ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน